Issuu on Google+

หนังสือโอวาทสี่ของทานเหลี่ยวฝาน ฉบับสมบูรณ โอวาทสี่ของทานเหลี่ยวฝาน

๑๐ มงคลธรรมแหงชีวิตของจีนโบราณ เซี่ยว

ความกตัญูกตเวที ตี้

ความรัก ความเกรงใจในสายเลือดเดียวกัน จง

ความจงรักภักดีตอชาติ ศาสน กษัตริย ซื่อสัตยตอผูบังคับบัญชา รักษาหนาที่ และความรับผิดชอบไวดวยชีวิต ซิ่น

ความมีสัจจะทั้งกาย วาจา ใจ ความมั่นใจที่จะทําแตความดีงาม ทั้งกับตนเองและผูอื่น การตรงตอเวลา พูดอยางไรทําอยางนั้น หลี่

ความมีระเบียบวินัย อยูในกรอบประเพณีอันดีงาม ความมีคารวะตอผูอื่น การวางตนสุภาพออนโยน ตามควรแกฐานะของแตละบุคคล


อี้

การยึดหลักคุณธรรม ในการรับผิดชอบตอตนเองและตอผูอื่น เสียสละแม แตชีวิต เพื่อผดุงความถูกตองไว ชวยเหลือถวนหนา ไมนําพาตอความมีจน หรือดีเลวของแตละบุคคล มีน้ําใจโดยไมเลือกที่รักมักที่ชัง เหลียน

ความสันโดษ กระทําแตสิ่งที่ถูกตองดีงาม ยอมรับสภาพความเปนจริง ไมอยากไดในสิ่งที่ไมควรได ซึ่งจะนําไปสูการทุจริต โดยตองคํานึงถึงสิทธิหนาที่ และความรับผิดชอบ ฉื่อ

ความมีหิริโอตตัปปะ เหยิน

ความมีพรหมวิหารสี่ พรอมที่จะชวยเหลือไมวาคนหรือสัตว ไมวามิตรหรือศัตรู จื้อ

ความมีปญญาที่เห็นปญญา ความมีปญญาที่จะใชปญญาใหถูกตอง ไมสันโดษในการแสวงหาคุณธรรมใหยิ่งๆ ขึ้นไป ดวยมงคลธรรมชีวิตสิบขอนี้ ชาวจีนโบราณสวนมาก จึงเปนผูรูคุณ คน แสดงปฏิการะ เมื่อมีโอกาส พอแมจึงชอบมีลูกหลานมากๆ เพราะได ชื่นชมยินดี มีความสุขตอความกตัญูกตเวทีของลูกหลานที่มีตอพอแม บรรพชน และความรักความเอื้ออาทรที่มีตอสายเลือดเดียวกัน ทําใหมี ความสงบสุข อบอุนอยูในความรัก ความเมตตาการุณ ความสามัคคีเปนน้ํา หนึ่งใจเดียวกัน ความเคารพเอาใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งผูรูเห็นก็ชื่นชมยินดี เปนเยี่ยงอยางอันงดงามสืบตอกันมา


ผูที่มาจากครอบครัวที่ดี และภาวะแวดลอมที่ดี เมื่อกาวไปยังสังคม ใดประเทศไหน ยอมมีความดีติดตัวเปนนิสัยอันนาคบหาสมาคมดวย เปนที่ ไวเนื้อเชื่อใจ ดังจะเห็นไดวา ชาวจีนในประเทศไทยสมัยตนรัตนโกสินทร ทําการกูยืมเงินมากนอยเพียงใด ไมตองทําสัญญา เพราะสัจจะที่ไดรับการ อบรมบมใจกันมาหลายๆ ชั่วคนนานกวาหาพันป ทําใหมีหิริโอตตัปปะ ไม ขยันหมั่น กลาทรยศหักหลังผูมีอุปการะคุณ ยึดมั่นในความเที่ยงธรรม เพียรไมทอถอย หญิงไทยสมัยนั้น มีจํานวนไมนอยที่พอใจแตงงานดวย แม จะมีแตเสื่อผื่นหมอนใบก็ไมรังเกียจ อยูกินกันแลวไมนานเลย ทําใหเกิดลูก หลานเหลนโหลนมากมาย ดังที่เห็นกันทุกวันนี้ นาเสียดายวัฒนธรรมตะวัน ตกที่หลั่งไหลเขามา มีทั้งดีและชั่ว สวนไมดีนั้นเสมือนหญาคมที่รุกไลหญา ที่ละเอียดออนใหสูญสิ้นไป ฉะนั้นจึงมีแตคําถามกันวา ทําไมคนยุคกอนจึง มีคุณธรรมกวาคนยุคนี้ โดยเฉพาะบานเมืองในยุคตนรัตนโกสินทรกับปจจุบัน ไฉนจึงตาง กันนัก ในเมื่อชาวไทยหรือชาวจีน ตางก็มีพระพุทธศาสนาเปนเรือนใจดวย กันทั้งนั้น ปญหานี้มิไดผิดที่คนใดคนหนึ่งผิดที่ระบบของสังคมถูกแปรผันดวย แรงผลักดันอันเปน กระแสของโลกตามกฎแหงไตรลักษณและกฎแหง กรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงสอนใหมองโลกตามความเปนจริง จึงไมควรเพงโทษกันและกัน เปนการขาดเมตตาธรรม เราควรชวยกันแกไขที่ระบบ ใหการอบรมจากพอแมและครูอาจารย ประสานตอเนื่องกันอยางรอบคอบและไมหยุดยั้ง เพียงแคศีลหาเทานั้น ถา ประพฤติเปนปรกติวิสัยกันแลวภาวะแวดลอมและชีวิตจิตใจของชาวไทยยุค รัตนโกสินทรสองรอยป ก็จะถึงซึ่งความพอใจดวยกันทุกฝาย ขอสรรพชีวิตจงมีสวนในผลดีอันพึงไดในธรรมพลีนี้เทอญ เจือจันทน อัชพรรณ


(มิสโจ) ๑๗-๙-๒๐๐ วันสารทไทยในปทองฉลองกรุงรัตนโกสินทรสองรอยป คุยกับทานผูอาน ๗ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๙๙ เทียนเลมแรกไดถูกจุดขึ้นโดยคุณจรูญ โหราทัยและครอบครัว เปนปจจัยใหเทียนดวงตอๆ มาถูกจุดสวางไสว และ ยังไมขาดสาย ซึ่งเปนหนังสือธรรมที่ไมสงวนลิขสิทธิ์ ใครใครพิมพ…พิมพ ใครใครแจก…แจก ใครใครขาย…ขาย สบายใจทุกฝายดี คุณจรูญสงหนังสือชีวประวัติของทานเหลี่ยวฝานและทานอวิ๋นกุเถระ มาให จึงไดยอมาเปน อภินันทนาการแดทานผูอานในโอกาสปทองฉลอง ความเปนเอกราชของชาติไทย ที่ยืนยงอยูและจะคงอยูคูโลก เพราะชาติ ไทยใฝธรรม ชาวไทยสวนมากยังคงประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คุณงาม ความดีของทุกทาน เมื่อรวมกันแลว ยอมเปนเกราะปองกันผองภัย เปนพลัง กําจัดอธรรม เปนกุศลวิบากที่สง ผลใหประเทศไทย บังเกิดความผาสุกและ ไพรฟาหนาใสอีกวาระหนึ่งอยางแนนอน ชีวประวัติทานเผิงซาวเซิง ทานผูจารึกชีวประวัติของทานเหลี่ยวฝานมีนามวาเผิงซาวเซิง ทาน เปนพุทธศาสนิกที่เครงครัดในศีล จริงจังในการฝกกรรมฐาน ชอบอยูตาม ปาเขาลําเนาไพร และวัดวาอารม ทานแตงตําราทางพระพุทธศาสนาไวมาก มาย ทานเกิดและสอบจิ้นซื่อไดในสมัยพระเจาเฉียนหลงฮองเต ระหวาง พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๓๘ (ค.ศ. ๑๗๓๒ - ๑๗๙๕) ทานมีความมุงมั่นจะ ประกอบวี ร กรรมให ชื่ อ เสี ย งเกี ย รติ คุ ณ ปรากฏในประวั ติ ศ าสตร เ หมื อ น บรรพชนทั้งหลาย ตอมาทานกลับเห็นวาทางธรรมดีกวาทางโลก หาก ปฏิบัติไดตามที่รูแจงเห็นจริงแลว ยอมจะเปนผูที่ไมตองวกกลับ ทานจึงถือ ศีลกินเจ กลางคืนนอนวัด กลางวันเขียนหนังสือธรรม วันที่ทานจะจากโลก


ไป ทานสวดมนตหันหนาสูทิศตะวันตก สวดจนหมดลมไปดวยอาการนั่ง อยางสงบ ทานมีชีวิตในโลกนี้เพียง ๕๗ ป แตเปน ๕๗ ปที่ทรงคุณคา ผล งานของทานเปนประโยชนตอชนรุนหลังอยางมหาศาล ผูดอยปญญาขอ นอมคารวะตอทาน และกราบขออนุญาตที่จะนําประวัติทานมายอไว ณ ที่นี้ ชีวประวัติทานเหลี่ยวฝาน สําหรับชีวประวัติของทานเหลี่ยวฝาน ทานเปนชาวเจียงหนาน (กัง หนํา) อายุ ๔๓๓ ปในปนี้ หากทานยังมีชีวิตอยู ทานสอบจิ้นซื่อไดและเขา รับราชการเมื่ออายุ ๓๗ ป คนสมัยทานมีเวลาร่ําเรียนมากกวาเราสมัยนี้ ทานจึงมีความรูลึกซึ้งกวางขวางยิ่งนัก เชี่ยวชาญในวิชาเกือบทุกแขนง นอกจากพุทธธรรมที่ทานสนใจมาก จนสามารถเขาถึงพระพุทธศาสนาได อยางถองแทแลว ทานยังเปนนักปราชญในทางอักษรศาสตร โบราณคดี คณิตศาสตร ดาราศาสตร โหราศาสตร ไสยศาสตร เกษตรศาสตร อุทก ศาสตร ธรณีวิทยา นิติศาสตร รัฐศาสตร ฯลฯ แมยุทธศาสตรทานก็ช่ําชอง สามารถใชปญญาเอาชนะโจรสลัดญี่ปุนที่โจมตีทาน ในขณะปฏิบัติการทาง ทหารที่ชายแดนไดอยางงดงาม ตําแหนงหนาที่ทางราชการของทานนั้น ดํารงทั้งฝายบุนและฝายบู ซึ่งนอยคนนักจักมีความสามารถเชนนี้ เมื่อทาน ถึงแกอนิจกรรม แมจะเปนเวลาที่มิไดรับราชการแลว ฮองเตก็ยังระลึกถึง คุณงามความดีของทานอยู จึงทรงสถาปนายศ และทรงประกาศเกียรติคุณ ของทานใหปรากฏไปทั่วแผนดิน ทานไมหวงแหนหรือกลัวจะหลุดจากตําแหนงหนาที่ราชการ ใครทํา ใหประเทศชาติเสื่อมเสียเกียรติภูมิ ใครใชอํานาจโดย���มเปนธรรม ใครทํา ใหประชาราษฎรเดือดรอน ทานจะตอสูอยางสุดกําลัง แมผูนั้นจะมีความ ใหญเพียงใด ทานก็ไมยอมสยบ แตสําหรับตัวทานเองแลว ใครจะใสราย ปายสีทานก็ไมนําพา อิจฉากันนัก ทานก็กราบถวายบังคมลาไปอยูถิ่นเดิม ของทาน ทานแตงตําราไวมากมาย เปนเพชรน้ําหนึ่งในสมัยราชวงศหมิง เมื่อครั้งทานเริ่มรับราชการ เปนนายอําเภออยูทางเหนือ ซึ่งเปนทอง ที่ที่ประสบอุทกภัยเสมอ ทานสามารถปองกันน้ําทวมได ดวยวิธีการแยก


พลังน้ําออกเปน ๓ ทิศทาง แมน้ําสายเดียวแตโบราณมา ก็กลายเปน ๓ สาย ดวยปญญาของทานและความสามัคคีของชาวบานที่คิดพึ่งตนเองอยางไม ยอทอ ผนึกพลังอันนอยนิดของแตละคน รวมเปนพลังมหาศาล ยิ่งใหญ เหนือพลังน้ําที่นากลัว แลวทานใหปลูกตนหลิ่ว (หลิว) ตามริมฝงแมน้ําและ ริมฝงทะเลยาวสุดสายตา คราใดที่คลื่นซัดเขาฝง ทรายจะติดอยูบริเวณตน หลิ่วทับถมกันนานเขา ก็กลายเปนเขื่อนธรรมชาติปองกันน้ําทวมไดเปน อยางดี ทางภาคเหนือของจีนมักจะมีพายุทรายพัดมาทีละมากๆ ก็ไดอาศัย ตนหลิ่วเหลานี้ ปะทะแรงลมและทรายไวได แมทานจะกลับมาอยูถิ่นเดิมในบั้นปลายของชีวิต ทานก็ไมนั่งดูดาย คอยชวยเหลือดูแลทุกขสุขของชาวบานอยางใกลชิด คิดคนวิธีทําไรไถนา ใหกาวหนายิ่งๆ ขึ้น ใหแผวถางพื้นดินรกชัฎ จนเกิดประโยชนแกผูที่ไมมีที่ ดินเปนของตนเอง นอกจากทานจะสอนใหชาวบานมีความรูกวางขวาง มี รายไดเพิ่มพูนแลว ทานยังสอนใหชาวบานรักกัน ชวยเหลือกัน เสียสละและ หมั่นบริจาคจนเปนนิสัย แตละวันทานจะทําตารางการทํางานสวนตัวและ สวนที่จะทําเพื่อผูอื่นไวลวงหนา ทานไมเคยอยูนิ่ง ทํางานตลอดวันอยางมี ระเบียบ ทานฝกสมาธิเปนเวลาสม่ําเสมอจนบรรลุฌาน และเจริญวิปสสนา กรรมฐานจนบรรลุญาณ ทานถึงแกอนิจกรรมเมื่ออายุ ๗๔ ป ในขณะที่บุตรของทานอายุ ๔๒ ปแลว คือป พ.ศ. ๒๓๖๖ (ค.ศ.๑๖๒๓) ผิดจากที่ผูเฒาขงพยากรณไวถึง ๒๑ ป โดยมิตองบนบวงตอฟาดินและทานผูศักดิ์สิทธิ์ มิตองสะเดาะเคราะห ปลอยนกปลอยปลา อันคุณงามความดีนี้ ชางมีอานุภาพตอชีวิตมนุษยปานนี้หนอ ภรรยาของทานก็ใจบุญสุนทรียะธรรม ไมยิ่งหยอนกวากันเลย เปนคู ชีวิตที่คอยสงเสริมแตในทางที่ดีงาม เปนปจจัยในการทําดีเพื่อกันและกัน ตลอดเวลา


มีอยูครั้งหนึ่ง ภรรยาของทานซื้อฝายมาปน เพื่อทําเสื้อหนาว ทาน เหลี่ยวฝานทวงวา “บานเรามีเสื้อหนาวอยางดี ทําดวยแพรเนื้อดี สอดไสดวยนุนอยางดี อยูแลว ไฉนจะใหลูกใสเสื้อหนาวที่ทําดวยฝายถูกๆ เลา” ภรรยาทานตอบวา “ก็เพราะฝายนั่นถูก จึงตัดใจขายเสื้อหนาวดีๆ ของลูกเสีย ไดเงินมา มากๆ เพื่อทําเสื้อหนาวแจกชาวบานที่กําลังหนาวสั่นอยูนี้ไดทั่วถึง” ทานเหลี่ยวฝานดีใจมาก พูดดวยความตื้นตันใจวา “ถาแมใจบุญถึงเพียงนี้ ลูกของเราจะไมมีวันลําบากเปนแนแท” บุตรของทาน ก็สอบจิ้นซื่อไดเชนทานและไดเปนนายอําเภอที่เมือง กวางตง (กวางตุง) อีก ๒๑ ปตอมา ก็สิ้นแผนดินหมิง ใน พ.ศ. ๒๑๘๗ (ค.ศ.๑๖๔๔) ประเทศจีนตกอยูในเงื้อมมือของชาวแมนจู ที่สถาปนา ราชวงศชิง (เช็ง) ปกครองชาวจีนตามวิสัยผูเปนนายอยูนานถึง ๒๖๗ ป ทานซุนจงซาน (ดร.ซุนยัดเซ็น) กับคณะจึงไดลบความเปนเจาเขาเจาครอง ออกจากประวัติศาสตรไดสําเร็จในป พ.ศ. ๒๔๕๔ (ค.ศ.๑๙๑๑) เปนบุญของชาวไทย ที่ไมตองถูกเคี่ยวเข็ญเย็นค่ํากรําไปถึง ๒๖๗ ป เชนชาวจีน พระคุณของวีรกษัตริยและวีรชนของเรานั้นใหญหลวงนัก แม ประวัติศาสตรจะไดจารึกความยิ่งใหญไวแลว แตเราจะตองสํานึกในพระ คุณ จดจําไวในสวนลึกของจิตใจ เพื่อเปนตัวอยางอันดีงามที่จะปกปองผืน แผนดินไทยตอไป ดวยชีวิตของเราทุกคน


ชีวประวัติทานอวิ๋นกุเถระ ทานหานซานตาซือ อาจารยไดจากไปแลว

ศิษยของทานอวิ๋นเถระ

เขียนประวัติเมื่อทาน

ผูดอยปญญาขอกราบคารวะทานหานซานตาซือ กราบขออนุญาต ทานจารึกประวัติของทาน อวิ๋นกุเถระผูพลิกชีวิตทานเหลี่ยวฝานดังตอไปนี้ ทานอวิ๋นกุเถระ เกิดเมื่อ ค.ศ. ๑๕๐๐ (พ.ศ.๒๐๔๓) ในสมัย ราชวงศหมิง ทานเกิดกอนทานเหลี่ยวฝาน ๔๙ ป ทานคิดบวชตั้งแตยังเปน เด็ก สมัครเปนศิษยกับอาจารยทานหนึ่งที่วัดตาอวิ๋นจื้อ อายุ ๑๙ ป เริ่มฝก ฌาน อายุ ๒๕ ป บวชเปนภิกษุ ไดพบอาจารยที่ทรงคุณวิเศษ ณ วัดเทียน หนิง จึงฝากตัวเปนศิษย ทานไดตัดขาดจากกิจนิมนตทั้งหมด นั่งเขาที่เปนระยะๆ จาก ๗ วัน เปน ๑๔ วันครั้ง จนถึง ๔๙ วัน แลวกําหนดใหมจาก ๑ เดือนครั้งเปน ๒ เดือนครั้ง จนถึง ๑ ปเต็ม ไมเคยกาวลวงธรณีกุฏิของทานไปเลย จิตใจทาน ใสสวาง แตทานอาจารยอธิบายวา “การฝกจิตเชนนี้ ไมสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได” แลวสอนใหทานฝก มหาสติปฎฐาน ๔ ติดตามการเกิดดับของจิตให ไดทุกขณะ ไมวาจะอยูในอิริยาบถใด จงตั้งกายานุปสสนาสติปฏฐาน ณ ที่ นั้น เมื่อรูสึกอยางไร จงตั้งเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน ณ ความรูสึกนั้น เมื่อ อยูในสภาพจิตอยางไร จงตั้งจิตตานุปสสนาสติปฎฐาน ณ ขณะนั้น เผชิญ สภาวะธรรมใด จงตั้งธัมมานุปสสนาสติปฎฐาน ณ สภาวะนั้น ฝกใหสติและ สัมปชัญญะคอยกํากับบทบาททุกขณะของปจจุบัน ใหรูเทาทัน ใหรูทัน ทวงที ใหรูอยางไมยินดียินราย ใหรูอยางหมอที่กําลังตรวจคนไข ใหรูอยาง


ผูพิพากษากําลังวินิจฉัยคดี วาขณะนี้เรากําลังทําอะไรอยู กําลังรูสึกอยางไร อยู กําลังมีสภาพจิตเชนไร กําลังเผชิญสภาวะธรรมอะไร มองใหเห็น กระแสแหงกิเลสอุปาทานขันธ ๕ ที่กําลังเกิด-ดับ อยูตลอดเวลา วันแลว วัน เลา คืนแลว คืนเลา จงรูสึกตัวอยูทุกลมหายใจเขาออก ชีวิตลวงไปๆ จง เพียรพยายามศึกษาปฏิบัติธรรมอยาทอถอย แมแตขณะจิตเดียว จงสํารวจ ตรวจดูสติสัมปชัญญะวา ไดเจริญงอกงามมีประสิทธิภาพเพียงพอแกการ ปฏิบัติธรรมหรือยัง จนกวาความรูความเขาใจจะถึงจุดอิ่มตัว ก็จักหลุดพน อิทธิพลของกิเลสตัณหาอุปาทานขันธ ๕ เสียไดโดยสิ้นเชิง มีแตความผอง ใส ทามกลางภาวะแวดลอม ดวยมีสติปญญาพรอมที่จะหลุดพนจากปญหา คือความทุกขทั้งมวลแนนอนไดเอง ทานอวิ๋นกุเถระจึงเริ่มฝกมหาสติปฎฐาน ๔ อยางจริงจังทันที บางครั้ง ไมฉัน ไมจําวัด ก็มีชีวิตอยูไดอยางเปนสุข อยูมาวันหนึ่ง ขณะที่ทานอิ่มจาก การฉันอาหาร ทานเผลอตัวเพียงขณะจิตเดียว ชามขาวก็ตกลงบนพื้น ทันใดนั้นทานก็เขาถึงความหมายของสติและสัมปชัญญะอยางสมบูรณ ทาน รีบไปกราบเลาใหอาจารยฟง ทานอาจารยผงกศีรษะรับรองวาระจิตของลูก ศิษยวา ไดเขาถึงสภาวะธรรมแลวจริง ตั้งแตนั้นมา จิตของทานอวิ๋นกุเถระ ไดรับการพัฒนายิ่งขึ้นเปนลําดับ จนหลุดจากนิวรณทั้ง ๕ มีกามฉันทะ คือ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และการกระทบทางใจ หลุด พนจากความพยาบาท อันเปนการคิดใหรายคนอื่นหรือสัตวเสียได หลุดพน จากถีนมิทธะอันทําใหจิตมืดมัว กายงวงโงกเสียได หลุดพนจากอุทธัจจกุก กุจจะ อันยัง���วามตื่นเตน ฟุงซาน หวาดหวั่น รําคาญใจเสียได หลุดพนจาก วิจิกิจฉา อันยังความเคลือบแคลงสงสัย ไมแนใจในการประพฤติปฏิบัติ ธรรม ตามคําสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาเสียได การลวง พนนิวรณทั้ง ๕ นี้ เปนปจจัยใหทานเขาถึงความหมายของอุปาทานขันธ ๕ เห็นความเกิดขึ้น-ตั้งอยู-ดับไปของรูปและนาม เห็นความไมคงทน ตอง ทรุดโทรม แปรปรวนไปตามเหตุปจจัยของรูป ของเวทนา ของสัญญา ของ สังขาร และของวิญญาณ (กระแสจิตที่รูบทบาทของรูป เวทนา สัญญา สังขาร เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู ดับไป คือ วิญญาณ) ทานละสัญโญชน อันเปนเครื่องจองจําชีวิตใหตองเวียนวายตายเกิด อยูในวัฏสงสาร ที่คอยเชื่อมโยงอายตนะภายนอกและภายในทั้ง ๖ ทวาร ซึ่ง กอใหเกิดความประมาท ติดใจใหลหลงในรูปธรรม นามธรรมเสียได


เมื่ อ ทานอวิ๋นกุ เถระมีสติและสัมปชัญญตั้งอยูเฉพาะหนาเชนนี้แลว กิเลสตัณหาอุปาทานและความเห็นผิดยอมอาศัยนอนเนื่องอยูในจิตทานไม ไดอีกแลว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ องคธรรมอันยิ่งใหญ คือโพชฌงค ๗ อันเปนกลุม ธรรมสามัคคีที่เกิดขึ้นดวยกัน อิงอาศัยใหคุณตอกันและกัน นําไปสูองค ปญญาแหงการตรัสรู กลุมธรรมอันประเสริฐยิ่งนี้เองที่ทําใหทานอวิ๋นกุ เถระเห็นแจงในอริยสัจ ๔ ทุกแงทุกมุมอยางหมดจด ขามพนความโศกเศรา และความร่ําไร ดับไดซึ่งความทุกขโทมนัส มีแตความกระปกระเปรา ชื่น บานสงบสบายทั้งกายและใจ อยูอยางเปนกลางในทุกสิ่ง แมจะมีใครขอให ทานขนสัตวใหหมดโลกเสียกอน ก็เปนสิ่งที่ทําไมได เพราะเมื่อจิตไดหลุด พนจากกระแสการเวียนวายตายเกิดเสียแลว ยอมไมมีทางที่จะหวงหนาหวง หลังไดอีก พระพุทธศาสนาจึงมิใชสอนใหชาวพุทธตัดชองนอยแตพอตัว ดังที่หลายทานเขาใจอยู มีอยูวันหนึ่ง ขณะที่ทานอวิ๋นกุเถระกําลังนั่งเขาที่จนกายไมไหวติงอยู นั้น ไดมีผูรูทรงอิทธิพลมาเที่ยววัด เห็นทานนั่งเฉยไมลุกขึ้นตอนรับ ก็โกรธ หาวาทานไมมีสัมมาคารวะ ผรุสวาทอยางไมกลัวบาปกรรม ทานจึงยายไป อยูที่วัดบนภูเขาชีเสียซานอันเปนสถานที่ที่ทานเหลี่ยวฝานไปกราบนมัสการ ทานในเวลาตอมา และทานไดสอนใหทานเหลี่ยวฝานฝกมหาสติปฎฐาน ๔ เชนเดียวกับทาน เมื่อทานหานซานตาซือไปกราบลาทานเพื่อออกธุดงค ทานใหโอวาท วา โบราณทานเดินธุดงค เพื่อมองเห็นตนเอง ขูดเกลาตนเอง พัฒนาตนเอง เพื่อความหลุดพน เจาจงสําเหนียกอยูเสมอวา จะมีหนากลับมาพบพี่นองครู อาจารย ญาติสนิทมิตรสหายไดอยางไร ถาเดินธุดงคโดยรองเทาสึกเสีย เปลา ไมไดปรับปรุงแกไขตนเองใหดีขึ้น เปนการสิ้นเปลืองเงินทองของผูที่ ถวายรองเทาเจามา ทานหานซานซือ ประทับใจในโอวาทจนสะอื้นไห ลูกศิษยของทานมีจํานวนเพิ่มมากขึ้นทุกที อุบาสก อุบาสิกาฟงธรรม จากทานเนืองแนน ทานพูดนอย พูดแตที่เปนสาระเปนประโยชนแกผูฟง เสียงทานชัดเจนกองกังวาน กอนทานจะจากโลกนี้ไป ทานกลับไปยังบาน เกิด เทศนโปรดผูคนจํานวนหมื่นจํานวนแสน


อยูมาคืนหนึ่ง เปนคืน ๕ ค่ํา เดือนอาย ป ค.ศ.๑๕๗๕ (พ.ศ.๒๑๑๘) ชาวบานเห็นหลังคาที่ทานอยู สวางไสว เหมือนไฟกําลังลุกโชติชวง ฉะนั้น ครั้นรุงเชาชาวบานพากันไปที่วัด ปรากฏวาทานไดดับขันธไมไหวติงเสีย แลว ทุกคนจึงลงความเห็นวา ทานดับขันธดวยเตโชกสิณนั่นเอง ขณะนั้น ทานอายุได ๗๕ ป พรรษา ๕๐ ทานหานซานตาซือรําพึงรําพันวา ตั้งแตทานออกกธุดงค ไดพบพระ เถระมากมาย แตจะหาใครสักรูปหนึ่ง ที่ทรงคุณวิเศษเชนทานอวิ๋นกุเถระ ไมมีเลย แมตอมาทานหานซานตาซือพรรษามากขึ้น ก็ไมลืมคําสอนทาน แมปฏิปทาในศีลาจาวัตรของทาน ก็ไดนํามาประพฤติปฏิบัติตามอยางเครง ครัด ที่หลุมฝงสรีระของทานอวิ๋นกุเถระ มีศิลาจารึกคุณธรรมอันสูงสงของ ทาน โดยทานเหลี่ยวฝาน ทานหานซานตาซือเห็นวา ควรมีประวัติของทาน ไวใหอนุชนรุนหลังไดประพฤติปฏิบัติตาม จึงเขียนประวัติและคําสั่งสอน ของทานไวเปนหนังสือเลมหนึ่ง เสียดายผูดอยปญญาบันทึกไวไดเพียงนี้

ขอความหลุดพนจงเกิดแกทานผูอานเทอญ (มิสโจ) วันทายวันสงกรานตในปทองฉลองสองรอยปแหงกรุงรัตนโกสินทร (๑๖-๔ ร.ศ. ๒๐๐)


บทนํา ตนฉบับดั้งเดิมของหนังสือนี้ เปนภาษาจีนโบราณสมัยราชวงศหมิง (ค.ศ.๑๓๖๘-๑๖๔๔ หรือ พ.ศ.๑๙๑๑-๒๑๘๗) ทานผูนิพนธมีนามวาเหลี่ยว ฝาน (สังเกตจากที่ทานเลาใหลูกฟง ทานคงเกิดในราว ค.ศ.๑๕๔๙ หรือ พ.ศ. ๒๐๙๒ ทานเขียนหนังสือนี้เมื่ออายุ ๖๙ หนังสือนี้จึงมีอายุประมาณ ๓๖๓ ป) แรกเริ่มเดิมที ทานมีนามวา เอวี๋ยนเสวียหาย ทานเปนขุนนางจีนใน แผนดินหมิง กอนที่จะไดเขารับราชการ ทานไดพบพระเถระที่ทรงคุณ วิเศษทานหนึ่ง ไดสอนใหทานเขาถึงพระพุทธศาสนาอยางแทจริง ทาน เหลี่ยวฝานจึงตั้งปณิธาน ที่จะหลุดพนจากความเปนปุถุชนใหได โดย พัฒนาตนเองดวยวิธีของพระผูมีพระภาค คือการปฏิบัติอยางจริงจังในศีล สมาธิ และปญญา แลวเปลี่ยนชื่อตนเองเสียใหมวา “เหลี่ยวฝาน” ซึ่งมี ความตรงตามปณิธานที่ตั้งไว เมื่อการปฏิวัติราชวงศแมนจูของทานซุนยัดเซ็นผานไปได ๓๐ ป (ค.ศ.๑๙๔๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๘๕) เปนขณะที่วัฒนธรรมตะวันตกไดไหลหลั่ง เขามาทวมทนวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนอยางนากลัว นักปราชญชาวพุทธจีน ทานหนึ่งมีนามวา ฮวางจื้อหาย ทานเห็นวาหนังสือของทานเหลี่ยวฝานนี้ มี คุณคาตอชีวิตของทานอยางลนเหลือ จึงใครจะใหอนุชนรุนตอๆไปไดศึกษา และถือเปนแบบฉบับในการประพฤติดีปฏิบัติชอบอยางทั่วถึง เพื่อหยุดยั้ง กระแสแหงวัฒนธรรมตะวันตก เพื่ออนุรักษความเปนคนจีนดั้งเดิมที่เต็ม เปยมดวยคุณธรรมความดีความงามตามหลักธรรมคําสอนของสมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจาใหคงอยูตอไป โดยที่ตนฉบับเปนหนังสือจีนโบราณ มีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่ คนรุนปจจุบันจะเขาถึงอรรถรสไดทั้งหมด ความจริง ทานฮวางตองการ


อนุรักษหนังสือจีนโบราณไวเพื่อใหชาติจีนคงอยู ถึงกับสอนหนังสือจีน โบราณตั้ ง แต ชั้ น เล็ ก ๆในโรงเรี ย นของท า นภาษาสมั ย ใหม พี ย งแต ใ ช ประกอบการอธิบาย ใหนักเรียนเขาถึงอรรถรสของหนังสือจีนโบราณยิ่งขึ้น เทานั้น แตมีผูขอรองทานวา การอานหนังสือที่ดี ถาไมสามารถเขาใจได โดยงาย ทําใหผูอานขาดความกระตือรือรน และเมื่อหมดความสนใจเสีย แลว ก็ยอมไมไดผลสมเจตนารมณที่ทานตั้งไว ทานจึงเห็นดวยและเริ่ม เรียบเรียงเสียใหมเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๒ หรือ พ.ศ.๒๔๘๕ พิมพดวยหนังสือจีน ปจจุบันที่เปนภาษาพูดของชาวบาน เพื่อเปดโอกาสใหผูที่ไมรูหนังสือเลย เมื่อมีคนอานใหฟง ก็จะเขาใจสามารถนําไปปฏิบัติใหไดผลดั่งที่รูหนังสือ เชนกัน สาธุ นักปราชญที่เขาใจพุทธรรม ยอมไมถือความเห็นของตนเองเปน ใหญเสมอไป ทานยอมโอนออนตามความจําเปน เพื่อประโยชนสุขของคน หมูมากเปนที่ตั้ง ซึ่งขาพเจาก็เปนผูหนึ่งที่ไดรับประโยชนนี้เปนอยางยิ่ง จึง ขอกราบขอบพระคุณทานฮวางมา ณ ที่นี้ดวย เมื่ อ ท า นเรี ย บเรี ย งดี แ ล วก็ นําไปขอให ท านอาจารย เจี่ ย งเอว ยเฉี ยว ตรวจแกอีกทีหนึ่งดวยความไมประมาท เพราะทานตองการใหหนังสือนี้มี ความขาดตกบกพรองนอยที่สุด ทานเจี่ยงก็เปนอีกทานกนึ่ง ที่ไดรับอิทธิพลอันดีงามจากหนังสือเลมนี้ มากมาย ทานเขียนเลาไววาเมื่อทานอายุได ๑๕-๑๖ ปนั้น รางกายออนแอ มักเจ็บไขไดปวย ทําใหทานขาดเรียนเสมอ ทานบิดาจึงนําหนังสือนี้มาให ทานอาน ทานยิ่งอานก็ยิ่งชอบใจ ถึงกับปฏิบัติตามคําแนะนําในหนังสือทัน ที โดยทําบัญชีบันทึกความดีความชั่วของทานเองที่เปนความนึกคิดและ พฤติกรรมในแตละวัน โดยไมเขาขางตนเอง จากวันเปนเดือน จากเดือน เปนป บันทึกอยางละเอียดละออ ไมวาจะเปนการแสดงออกทางกายวาจา หรือใจ เมื่อเวลาไดผานไป ๒-๓ ป ปรากฏวาความชั่วไดลดนอยถอยลง ความดีปรากฏมากขึ้น นิสัยใจรอนขี้โกรธก็หายไป จิตใจสงบเยือกเย็นเปน สุข หายจากโรคภัยไขเจ็บ ดวยคุณความดีของหนังสือนี้โดยแท ทําใหทาน พัฒนาไปเปนคนละคนตรงขามกับแตกอน ทานอาศัยแนวทางของหนังสือ นี้ดุจเข็มทิศ ดําเนินชีวิตไปไดอยางสงบสุขราบรื่น ไมมีอันตองตกต่ําเปน


อันธพาล เพราะมิไดกออกุศลกรรม ที่ทําใหเกิดความเดือดรอนทั้งกายและ ใจแตอยางใด ทานจึงรับตรวจแกใหดวยความเต็มอกเต็มใจยิ่ง เพื่อบูชา พระคุณของทานเหลี่ยวฝาน เพื่อประโยชนสุขของอนุชนรุนหลัง เพื่อความ ผาสุกของประชาชาติทั้งมวลในโลกนี้ ในขณะที่หนังสือนี้ออกสูสายตาของชาวโลกอีกวาระหนึ่ง ไมทราบ วาฮวางอายุเทาใด แตทานเจี่ยงนั้นอายุ ๗๑ ป และยังเปนอาจารยสอนที่ มหาวิทยาลัยแหงหนึ่ง ถาทานอายุยืนถึงวันนี้ ก็จะมีอายุ ๑๐๙ ปแลว สําหรับทานเหลี่ยวฝานนั้น ถาทานมีอายุจนถึงวันนี้ ก็คงจะ ๔๓๒ ปโดย ประมาณ อยางไรก็ตาม ไมวาทานทั้ง ๓ จะสถิต ณ ภพใด ขาพเจาผูออนทั้ง คุณและวุฒิ ขอกราบคารวะทานดวยความเคารพอยางสูง และกราบขอ อนุญาตทานทางจิต ที่บังอาจคิดถอดความหนังสือนี้เปนภาษาไทย อีกทั้งขอ ขอบพระคุณสมาคมพุทธรรมแหงฮองกง (เซียงกางฝูจิงหลิวทงชู) ดวยกุศล เจตนาของทานทั้งหลายที่กลาวมานี้ และดวยแรงกระตุนของมิสเตอรและ มิสซิสโฮ ที่มีเจตนารมณเชนเดียวกับทาน เพียงปรารถนาใหพี่นองชาวไทย ไดรูจักหนังสือเลมนี้ มีโอกาสนําไปประพฤติปฏิบัติได เพื่อใหถึงพรอมดวย คุณธรรมความดีงาม อันเปนนิสัยของบรรพชนไทย ที่ไดรับอิทธิพลของ พระพุทธศาสนา ชาวไทยรุนตอๆ ไปควรรับไวเปนแบบอยาง ไมใชถูกคลื่น แหงวัฒนธรรมตะวันตก พัดพาไปตามยถากรรม จนคนไทยไมเปนตัวของ ตัวเอง ไดโปรดหยุดทําตัวเปนฝรั่ง ดึงความเปนไทยกลับคืนมา ชวยกันยัง ความผาสุกใหเกิดขึ้นแกประเทศไทย ชาติอันเปนที่รักของเราชาวไทยเถิด หากจากการถอดความทั้งหมดนี้ จะมีขอบกพรองประการใด ขอทานได โปรดอภัยแก ขาพเจาผูรูนอยดวยเถิด จักเปนพระคุณอยางยิ่ง เจือจันทน อัชพรรณ วันวิสาขบูชา (จันทรที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๔)


กอนเริ่มเรื่อง ลัทธิอิทธิพลอยางยิ่งในประเทศจีน เหลาจื่อ

ก็คือลัทธิของทานขงจื่อกับทาน

ทานขงจื่อ ทานดึงคนใหเขามาอยูในกรอบแหงจริยธรรม ประเพณี และพิธีกรรมเพื่อใหสังคมอยูเย็นเปนสุขชั่วนิรันดร ทานเหลาจื่อ ทานแกคนใหหลุดจากขอบขายทั้งมวลในสังคม ให ดํารงชีวิตผสมกลมกลืน เปนอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติอันเสรี ใหชีวิต เปนอมตะชั่วนิรันดร ทรงเห็นวาแมจะ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาของชาวพุทธ รอยรัดชีวิตใหอยูในขอบเขตเพียงใด หากเกิดความขัดแยงทางจิตใจ ซึ่ง เปนปรกติวิสัยของชาวโลก ความทุกขเขาครอบงําทันที ครั้นเมื่อแกคนให หลุดพนจากพันธนาการของสังคมไดแลว ก็ยังหนีความทุกขอันเปนไปตาม กฎแหงไตรลักษณหาพนไม ตราบใดที่ยังตองเวียนวายตายเกิดใน วัฏสงสาร ยอมหนีความทุกขในวัฏจักรแหงกรรมไปมิไดเลย นอกจากจะ พัฒนาตนเอง ตามขบวนการของศีล สมาธิและปญญา ดวยวิปสสนา กรรมฐาน จึงจะหลุดพนจากความทุกข ทั้งมวลไดโดยสิ้นเชิง ทานเหลี่ยวฝานเปนผูหนึ่ง ที่เขาใจและเขาถึงคําสอนของพระบรม ศาสดา ทานจึงนิพนธหนังสือนี้อันเปนประสบการณของทานเอง เพื่อชี้ให ลูกทานเห็นวา ชีวิตที่อยูในกรอบแหงจริยธรรมก็ดี หรือจะหลุดจาก ขอบขายทั้งมวลในสังคมก็ดี ลวนแตเกิดจากเจตนารมณของตนเองทั้งสิ้น มิ ไดขึ้นอยูกับลิขิตของฟาดิน ชาตาชีวิตมิใชขอชี้ขาดที่จะแกไขมิได จะดีจะ ชั่ว มิใชฟาดินจะบันดาลใหโดยไมคํานึงถึงเหตุผล เปนตัวเราเองตางหาก คือผูกําหนดอนาคตของตนเอง ปุถุชนมักมองชีวิตวาถูกลิขิตมาแลวแนนอน กอนเกิดเสียอีก ความจนความรวย ความสูงศักดิ์ ความต่ําตอย ความบุญ มั่นขวัญยืนหรือไม ลวนแตเกิดจากผลแหงกรรม อันเปนการกระทําดวย


เจตนาที่ดีบางชั่วบาง ที่ตนเองไดสรางสมไวแตชาติปางกอน วิบากยอมสง ผลของชาติที่แลวมาบาง ที่ยอนขึ้นไปอีกหลายๆ ชาติบาง ทัศนคติที่มีตอ กรรมเชนนี้ แมจะถูกตอง แตก็มิใชทั้งหมด ทานเขียนหนังสือนี้เพื่ออบรม สั่งสอนบุตรของทาน ตอมาทานเห็นสมควรพิมพแจกเปนธรรมทาน หนังสือนี้จึงแพรหลายมาจนทุกวันนี้ คําวา “พอ” ในหนังสือนี้ จึงหมายถึง ทานเหลี่ยวฝานนั่นเอง เจือจันทน อัชพรรณ อังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔


โอวาทขอที่หนึ่ง การสรางอนาคต

คําพยากรณทานผูเฒาขง พอนั้นกําพราทานบิดามาตั้งแตอายุยังไมถึง ๒๐ ทานยาของลูกใน เวลานั้นก็มีอายุมากแลว ทานไดบอกใหพอเลิกคิดที่จะเปนขุนนางเสีย หัน มาเรียนแพทยดีกวา ทานบอกพอวาการเปนแพทยนั้น นอกจากจะยึดเปน อาชีพไดแลว ยังจะชวยคนยากจนไดอีก ถามีความสามารถดีก็จะเปนแพทย ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเปนความปรารถนาของทานบิดาที่ไดเสียชีวิตไปแลว ตอมา พอพบผูเฒาทานหนึ่ง ที่วัดฉืออวิ๋นจื้อ ทานมีเครายาว ราศีผอง ใสยิ่งนัก รูปรางสูงใหญ สงางามราวกับเทพยดา พอจึงคารวะทานดวยความ เคารพ ทานพูดกับพอวา “เธอจะไดเปนขุนนางนะ ปหนาสอบไดทั้งสามขั้น ไฉนจึงไมเรียน หนังสือเลา” พอจึงเลาสาเหตุใหทานฟง ตอบวา

แลวถามชื่อแซและที่อยูของทาน

ทาน

ทานแซขง เปนชาวอวิ๋นหนาน ไดเลาเรียนวิชาโหราศาสตรอันเปน ตําราตั้งเดิมถายทอดกกันมา โดยมิไดแกไขเพิ่มเติมอันใดใหไขวเขวเลย


ซึ่งเปนตําราของทานบรมโหราจารยผูยิ่งใหญแหงราชวงศซง (ค.ศ.๙๖๐-๑๑๒๗ หรือ พ.ศ.๑๕๐๓-๑๖๗๐)

(ซอง)

ทานผูเฒาขงตองการจะถายทอดวิชานี้ใหแกพอ พอจึงพาทานมาบาน เพื่อพบทานยาของลูก ทานกําชับใหพอตอนรับทานผูเฒาใหดี แลวทดลอง ใหทานพยากรณดู ปรากฏวาแมนยําไปเสียทุกอยาง แมแตเรื่องเล็กๆ นอยๆ ก็ไมผด ิ พลาดเลย พอจึงเริ่มเรียนหนังสือใหม ก็ทานลุงของทาน ที่เปนลูกพี่ลูกนองของ พอนี่แหละ ทานไดแนะนําใหพอไปเปนนักเรียนกินนอนที่สํานักเรียนแหง หนึ่ง ทานผูเฒาขงไดพยากรณพอไวว��� “จะสอบผานทั้งสามขั้น ขั้นแรกจะไดคะแนนมาเปนที่ ๑๔ ขั้นกลาง จะไดที่ ๗๑ และ ขั้นที่สามจะไดที่ ๙” ปรากฏวาผลออกมาเชนนั้นจริงๆ ตอมาทานก็พยากรณอนาคตของพอไววา “ปใดจะสอบไดเปนนักเรียนหลวง ไดขาวพระราชทานเปนจํานวน เทานั้นถัง ปใดจะสอบขั้นสุดทาย ปใดจะไดเปนนายอําเภอ เมื่อเปนนาย อําเภอแลว สามปครึ่ง ก็ควรลาออกจากราชการ เพราะอายุ ๕๓ ก็จะสิ้น อายุขัย จะนอนตายอยางสงบในวันขึ้น ๑๕ ค่ําเดือน ๘ เวลาตี ๑-๓ นาเสีย ดายจะไมมีบุตรไวสืบสกุล” ในการตอมาคําพยากรณของทานผูเฒาขงก็ยังคงแมนยําเสมอมา มี อยูครั้งหนึ่ง ทานพยากรณไววาจะไดรับพระราชทานขาวหลวงครบจํานวน หนึ่งแลว จึงจะไดสอบขั้นสุดทายเพื่อเตรียมตัวเขาเมืองหลวงนั้น ยังไมทัน


ที่พอจะไดรับพระราชทานขางหลวงครบตามจํานวนที่ทานพยากรณไว พอ ก็ไดรับคําสั่งใหไปสอบ คราวนี้สอบตก พอเริ่มสงสัยในคําพยากรณอยูใน ใจ แตแลวในปตอมา สอบใหพอ ทานชมพอวา

มีอาจารยทานหนึ่งที่เคยเปนกรรมการตรวจขอ

“คําตอบทั้ง ๕ ขอของทานนั้น เขียนไดดีเหมือนขุนนางผูใหญที่เขียน ทูลเกลาฯ ถวายความเห็นตอฮองเตนั่นเทียว ทานวา ถาคนไมมีความรูจริง ยอมเขียนไมไดเชนนี้ ความสามารถของพอยอมจักเปนประโยชนตอแผน ดิน ไฉนจึงถูกทําลายอนาคตเสียเลา” ทานจึงสั่งใหพอไปทํางานกับทาน และใหพระราชทานขาวหลวงยอนหลัง จนครบจํานวนที่ขาดไป ปรากฏวา เทาจํานวนที่ทานผูเฒาขงคํานวณไวพอดี

พบทานอวิ๋นกุเถระผูพลิกชีวิตทานเหลี่ยวฝาน เมื่อเปนเชนนี้ ยิ่งทําใหพอเชื่อถือในคําพยากรณของทานผูเฒาขงยิ่ง ขึ้น เพราะอุปสรรคที่เพิ่งผานพนไปนั้น ทําใหเห็นไดชัดเจนยิ่งขึ้นวา ชาตา ชีวิตนั้นไดถูกลิขิตมาแลวอยางแนนอน จะชาจะเร็วจะมีใครเปนอุปสรรค อยางใด ก็หนีไมพน พอจึงปลอยใจใหเปนไปตามยถากรรม ไมมีความคิด กระตือรือรน ไมทะเยอทะยานขวนขวาย ไมดิ้นรนที่จะเอาดีไปกวานี้อีกตอ ไป ทําใหจิตใจสงบยิ่งนัก เมื่อพอสอบไดเชนนี้ ก็ตองเดินทางเขาเมืองหลวง (ปกกิ่งในปจจุบัน) อยูในมหาวิทยาลัยของหลวงหนึ่งป พอไมไดดูหนังสือหรือตําราเรียนใดๆ อีกเลย เอาแตนั่งสมาธิ ไมพูดไมจา ไมคิดอะไรทั้งสิ้น พอครบหนึ่งป พอได รับคําสั่งใหไปเขามหาวิทยาลัยของหลวงทางใต(นานกิงในปจจุบัน) อันเปน สถาบันสุดทายที่นักศึกษาที่สอบไลไดตามขั้นตอนตางๆ ในภูมิลําเนาเดิม ของตนมาแลว จะตองเขามาฝกฝนเตรียมตัวสอบเพื่อออกรับราชการตอไป แตกอนที่พอจะเขาไปยังสถาบันแหงนี้ ไดแวะไปที่วัดซีเสียซานเพื่อคารวะ


ทานอวิ๋นกุเถระเสียกอน พอไดนั่งสมาธิกับทานสองตอสอง เปนเวลานานถึง สามวันสามคืน โดยมิไดหลับนอนเลย พระเถระกลาวกับพอดวยความแปลกใจวา “อันธรรมดาปุถุชนนั้น จิตใจวาวุนสับสน จึงไมสามารถบรรลุฌานได สวนพอนั้นไฉนนั่งสามวันสามคืนแลวยังไมเห็นจิตใจวอกแวกเลย” พอจึงเลาสาเหตุใหทานฟงวา “ทานผูเฒาขงไดพยากรณอนาคตของพอไวแนนอนแลว คิดวุนวาย ไปก็ไรประโยชน จึงทําใจใหสบายไรกังวลดีกวา” ทานอวิ๋นกุเถระหัวเราะรองวา “โธเอย นึกวาเปนผูวิเศษแลวเสียอีก ที่แทก็ยังเปนปุถุชน” ทานกลาววา “อันที่จริงคนเรานั้น ถาจิตใจไมวาวุน ทําใจใหสงบไดแลว ก็เกือบจะ สําเร็จเปนพระอรหันต พนจากความเปนปุถุชนไดแลว แตคนธรรมดานั้น จิตใจยากที่จะสงบระงับได การฟุงซานนี่เองที่ทําใหคนเราถูกผูกมัดดวย อํานาจพลังบวกและพลังลบของธรรมชาติ ทําใหไมมีอิสระเสรีตองขึ้นกับ ดวงชาตาราศี และการโคจรของดวงดาวบนทองฟาที่โหราจารยทั้งหลายได ทําสถิติกันไว โหราศาสตรจึงมีขึ้นดวยเหตุนี้ ก็มีแตสามัญชนคนธรรมดา เทานั้น ที่จะถูกกําหนดไดตามวิชาโหราศาสตร แตคนที่ทําแตความดีมากๆ แลว ชาตาชีวิตจักทําอะไรได โหราศาสตรนั้นหยั่งไมถึงกรรมดีกรรมชั่ว


ของคนเราหรอก วิชาโหราศาสตรจึงยึดเปนบรรทัดฐานไปหมดมิได เพราะ คนดีนั้น ถึงแมชาตาชีวิตจะบงไววาไมดีอยางไร แตพลังแหงกุศลธรรมนั้น ใหญหลวงนัก สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตรได คนจนก็ กลายเปนคนรวยได คนอายุสั้นก็กลายเปนคนอายุยืนได ในทํานองเดียวกัน คนที่สรางอกุศลกรรมอยางหนักไว ชาตาชีวิตก็ไมสามารถผูกมัดเขาไวได เชนกัน แมจะถูกลิขิตมาวาจะไดดีมีสุขอยางใด แตพลังแหงอกุศลกรรมนั้น ใหญหลวงนัก ยอมสามารถผันแปรความสุขเปนความทุกข ความมีลาภยศ กลายเปนหมดลาภยศ ความอายุยืนก็กลายเปนอายุสั้นไดเชนกัน สวนพอ นั้น ปลอยชีวิตใหอยูกับชาตากรรมมายี่สิบป ไฉนจะไมใชปุถุชนเลา พอกราบเรียนทานวา “ถาเชนนั้น ชาตาชีวิตเปนสิ่งที่หลีกเลี่ยงไดหรือ” ทานตอบวา ชาตาชีวิตนั้นเปนสิ่งไมแนนอน อนาคตเราตองสรางของเราเอง คน ทําดีชาตาก็ดี คนทําชั่วชาตาก็ชั่ว เมื่อตองการอนาคตดีก็ตองทําดี ถาทําแต ความไมดี แมชาตาจะดีก็กลายเปนรายได ในพุทธรรมก็กลาวไววา ผูใด ตองการลาภยศ ยอมไดลาภยศ ผูใดตองการบุตรธิดา ยอมไดบุตรธิดา ผูใด ตองการอายุยืน ยอมไดอายุยืน หากประกอบแตกรรมดียอมสมปรารถนา แล พระผูมีพระภาคเจาตรัสไวเชนนี้ พอซักทานตอไปวา นักปราชญทานเมิ่งจือไดกลาวไววา หากปรารถนาสิ่งใดยอมไดสิ่ง นั้น ทานคงหมายถึงสิ่งที่กระทําไดทางนามธรรมละกระมัง คุณธรรมความ ดีงามนั้นเปนสิ่งที่มนุษยสรางไดเองโดยไมตองลงทุน ไมตองไปแสวงหา


จากที่ไหน แตทางรูปธรรมนั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ชื่อเสียงและความมั่งคั่งจะ แสวงหาไดอยางไรถาไมมีผูหยิบยื่นให ทานอวิ๋นกุเถระตอบพอวา ทานเมิ่งจื่อกลาวไวไมผิดหรอก พอเองที่เขาใจคําสอนของทานผิดไป ทานลั่กโจวเคยกลาวไววา ความสุขความเจริญทั้งมวล เกิดขึ้นที่ใจกอนทั้ง สิ้น การแสวงหาใดๆ ก็ตามตองเริ่มที่ใจกอน ไมเพียงแตจะไดคุณธรรม ความดีงามทางธรรมเทานั้น ความสุขความเจริญ ลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง อันเปนความดีงามของโลก ก็จะติดตามมาเอง เพราะฉะนั้นการแสวงหาสิ่ง ที่ดีงามนั้น ยอมไดสิ่งที่ดีงามตามปรารถนา ในทํานองเดียวกัน หากไม สํารวจตนเอง ไมเริ่มตนทําความดีจากตัวเราเอง กลับดิ้นรนคิดแสวงหาจาก ภายนอก แมจะแสวงหามาได ก็เปนเพียงไดตามชาตากําหนดไวเทานั้น ไม ใชไดเพราะความดีของเรา เพราะการแสวงหาจากภายนอกนั้น อาจจะตอง ใชความพยายามในทางที่ถูกบางผิดบาง ไมไดดวยเลหเอาดวยกล ไมได ดวยมนตเอาดวยคาถา แสวงหาดวยแรงขับของกิเลสตัณหา จึงไมไดคํานึง ถึงศีลธรรม เปนการสูญเปลาทั้งสองทาง ทางธรรมก็เสียหาย ทางโลกก็เสีย หายอีก การแสวงหาจากภายนอกนั้น จึงไมไดผลดีเทาที่ควร

การฝกธรรม ตองเริ่มสํารวจตัวเองกอน ทานถามพอวา ทานผูเฒาขงพยากรณไวอยางไรบาง พอก็เลาใหทาน ฟงอยางละเอียด ทานถามพอวา “เธอลองทายเองดูสิวา จะสอบไดเปนขุนนางหรือเปลา จะมีบุตรได ไหม” พอคิดหาเหตุผลอยูนาน แลวจึงตอบทานวา

โดยสํารวจตนเองตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน


“เห็นทีจะสอบไมได และคงจะไมมีบุตรอีกดวย” พอใหเหตุผลทานวา คนที่จะไดเปนขุนนาง จะตองมีบุญวาสนา สวนพอนั้นบุญวาสนานอย ตนเองก็ มิ ไ ด สั่ ง สมกุ ศ ลธรรมอั น ใดไว ใ ห เ ป น พื้ น ฐานเพื่ อ เสริ ม สร า งบุ ญ บารมีใดๆ นิสัยของพอก็ไมดี ไมมีความอดทน งานหนักไมเอางานเบาไมสู ใครทําใหไมถูกใจก็โกรธ ไมยอมใหอภัย ใจคอคับแคบ บางครั้งยังอวดดีวา มีความรูมากมาย ยกตนขมทาน ใจคิดอยางไรก็ทําอยางนั้น คนเชนพอนี้ ไมสมควรมาสอบเพื่อเปนขุนนางกับเขาเลย แลวพอก็สาธยายใหทานฟงถึงเหตุผลที่คิดวา ตนเองไมสมควรมีบุตร จริง ดั่งคําพยากรณของทานผูเฒาขง ใหทานอวิ๋นกุเถระฟงตอไปวา อันธรรมดานิสัยของพอนั้น ชอบความสะอาดมากเกินไป ไมเปนไป ตามทางแหงมัชฌิมา ปฏิปทา โบราณทานวาไว อันพื้นดินนั้น ยิ่งไมสะอาด เพียงใด ก็ยอมเจริญดวยพืชพันธุนานาชนิด น้ําที่ใสสะอาดมักจะไมมีปลา มาแหวกวายฉันใด พอนั้นชอบความสะอาดมากเกินไป จึงยอมไมมีบุตร ฉันนั้น นี่เปนเหตุผลประการหนึ่ง ธรรมชาติสรรคสรางสรรพสิ่งใหสมดุล เพื่อใหชีวิตเจริญเติบโตดวยดี แตพอมักโกรธ ทําใหรางกายและจิตใจเสียดุลอยูเปนนิตย ยอมไมสามารถมี บุตรได นี่เปนเหตุผลประการที่สอง ความเมตตาเทานั้นที่คํา้ จุนโลกไว แตพอนั้น จิตใจขาดความกรุณา ปราณี ไมยอมลดตนลงชวยเหลือผูอื่น เต็มไปดวยอัสมานะ(การถือเขาถือ เรา ถือดีไมยอมลงใคร) ไฉนจักมีบุตรไดเลา นี่เปนเหตุผลประการที่สาม


การพูดมาก ทําใหเสียพลัง พออดพูดมากไมได ทําใหรางกายไมแข็ง แรง นี่คือเหตุผลประการที่สี่ ชีวิตอยูไดดวยพลัง ลมปราณ และการแสดงออกของจิตคือ ความมี ชีวิตชีวารวมเรียกวา “ชีวิตินทรีย” อันเกิดจากธาตุทั้งหาคือ ธาตุดิน ธาตุ ทอง ธาตุน้ํา ธาตุไม และธาตุไฟ (ธาตุลมแฝงอยูในทุกธาตุ มากบางนอย บางตามปจจัยของภาวะแวดลอม จึงไมนับเปนธาตุที่หก) รวมกันทํางานให ชีวิตเดินไป ธาตุเหลานี้ขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไมได ตองอิงอาศัยซึ่งกันและ กัน กอใหเกิดพลังลมปราณ และความมีชีวิตชีวาใหแกมนุษย คอยดํารง ชีวิตไวใหดํารงอยู พอดื่มเหลามาก เผาผลาญรางกายของตนเองอยูเสมอ ทําใหปจจัยทั้งสามนี้ลดนอยถอยลง จักมีบุตรไดอยางไร แมจะมีได บุตรก็ จักไมแข็งแรงและอายุก็คงไมยืน นี่คือเหตุผลประการที่หา ในยามกลางวัน คนเราไมควรนอน ในยามกลางคืนก็ควรนอนพัก ผอนใหสบาย แตพอไมชอบนอนกลางคืน ชอบนั่งเขาที่เปนสมาธิอยูตลอด คืนไดเสมอ ไฉนจักมีบุตรไดเลา นี่เปนเหตุผลประการที่หก ที่ทําใหพอคิด วาชาตินี้พอจะมีบุตรไมไดสมจริงดั่งคําทํานายเปนแนแท และนอกจากนี้ แลวก็ยังมีสิ่งที่พอทําผิดๆ ไวอีกมากมาย แมจะพูดตอไปก็คงไมรูจักหมด เปนแน ทานอวิ๋นกุเถระฟงพอพูดเสียยืดยาวแลว จึงกลาววา ไมเพียงแตพอไมสมควรจะเขาสอบเปนขุนนางเทานั้น ยังมีอีก หลายๆ สิ่งที่พอก็ไมสมควรจะไดรับดวย คนในโลกนี้แมจะอยูในภาวะแวด ลอมเดียวกัน ในเวลาที่ไมตางกัน แตบางคนไดรับแตสิ่งที่ดีมีสุข บางคน กลับไดรับแตความเดือดรอนเปนทุกข มีแตกตางกันมากมาย ผูรูยอมเขาใจ ดีวา นั่นลวนแตเปนผลที่เกิดจากใจตนเอง ทุกคนสรางเหตุที่จะทําใหเกิดผล ดีผลชั่วจากใจตนเองทั้งสิ้น ผูไมรูยอมถือวาเปนชาตาชีวิตที่ลิขิตมาแลว อยางแกไขไมได หารูไมวา ก็ทุกสิ่งเกิดจากใจตนเองแลว ทําไมตนเองจะ แกไขไมไดเลา คนที่ทําบุญใหทานมากมาย นั่นเขากําลังสรางเหตุปจจัยเพื่อ ความเปนเศรษฐีมีเงินพันชั่งรอยชั่งตามความมากนอยที่เขาทําอยู บางคน


จนถึงขนาดอดตาย นั่นก็เพราะเขาสรางเหตุปจจัยมาเชนนั้น มีความ ตระหนี่เหนียวแนน ไมยอมเกินใคร ทรมานกักขังสัตวใหอดอยากและอด ตายมาแลว ผลจึงเกิดแกเขาเชนนั้น หาใชฟาดินเกิดความลําเอียงไม ฟาดิน คือธรรมชาติ ยอมปราณีคนดี ลงโทษคนชั่ว เหมือนดั่งที่ปราณีตอพืชพันธุ ธัญญาหาร คอยหลั่งฝนมาใหความชุมชื้น คอยสงความสวางมา ใหความ เจริญเติบโต และธรรมชาติก็จะดุดันกับความไรคุณธรรม กระหน่ําทั้งฝน พายุและสายฟา ทั้งนี้ยอมขึ้นกับความดีความชั่วในตัวบุคคล ใครดีก็จะได รับการสงเสริม ใครเลวก็ลงโทษเสียบาง เพื่อใหเกิดสมดุล มีความเชื่อกันแตโบราณกาลวา การจะมีบุตรหรือไมนั้น ก็ขึ้นอยูกับ เหตุผลเดียวกัน ผูที่ทําความดีติดตอกันมาแลวรอยชาติ ก็ยอมมีบุตรหลานที่ ดี สามารถสืบสกุลใหยืนยาวไดถึงรอยชั่วคน ผูที่ทําดีมาสิบชาติติดตอกันก็ ยอมมีบุตรหลานที่ดี สามารถสืบสกุลใหยืนยาวไดถึงสิบชั่วคน ผูที่ทําดีติด ตอกันเพียงสองสามชาติก็ยอมมีบุตรหลานสืบตอไปสองสามชั่วคนเทานั้น ผู ที่ไมมีบุตรเลย ก็จะเห็นไดวา ไมเคยสั่งสมคุณธรรมความดีที่เปนชิ้นเปนอัน มาบางเลย

(นอกจากบางคนเทานั้นที่ไมไดขึ้นอยูกับเหตุผลดังที่กลาวมาแลว คือ เปนผูไมมีหนี้กรรมกับผูใดมา ธรรมชาติแหงการมีบุตรธิดา ถามองตาม ทัศนะของกฎแหงกรรมแลว ก็คือการเปดหนาบัญชีลูกหนี้เจาหนี้ขึ้นมา สะสางกันอีกวาระหนึ่ง บุตรธิดาบางคนเกิดมาทวงหนี้ ก็ทําตัวดื้อรั้นอวดดี กอความเดือดรอนวุนวายเสียหาย จนบิดามารดาไมมีความสุขตลอดเวลา สวนบุตรธิดาที่เกิดมาใชหนี้บุญคุณที่ติดคางกันมาในภพกอนๆ ก็มีความ กตัญูกตเวที วานอน สอนงาย เปนที่พึ่งทางกายและทางใจของบิดามารดา นําความปลื้มปติและความภาคภูมิใจมาใหบิดามารดามีความสุขความอิ่มใจ เสมอ กุศลกรรมและอกุศลกรรมในอดีตลวนเปนปจจัยใหชีวิตตองเวียนวาย มาพบกันอีกตามแรงเหวี่ยงของวิบากกรรม มาเปนพอแมลูกกันตามกรรมดี กรรมชั่ว ที่แตละคนไดกอใหเกิดความสัมพันธกันมาแตอดีต ผูใดมิไดกอ หนี้กรรมไวกับใครเลย ก็ยอมไมมีใครตามมาใชหนี้หรือทวงหนี้ ก็ทําใหไม


มีบุตรธิดาในชาติปจจุบัน ซึ่งในกรณีเชนนี้มีนอยมาก ทานเหลี่ยวฝานจึงมิ ไดกลาวไว-ผูถอดความ) เรงสรางสมคุณธรรมความดีงาม แลวทานก็บอกพอวา เมื่อพอรูตัวเองวาไมดีอยางไรบางแลวเชนนี้ และเขาใจความเปนไป ของฟาดินแลวไซร ก็จงเรงสั่งสมคุณธรรมความดีงามทันที ไมคอยแตจับ ผิดผูอื่น สามารถใหอภัยได แมความผิดนั้นจะเทียบเทาภูเขาก็ตาม มีขันติ อดทนตอความไมพอใจ ไมโกรธงายมีแตความเมตตากรุณา ไมพูดมาก ไมดื่มสุรา รักษาสุขภาพใหดีทั้งทางกายและใจ สิ่งที่แลวมาแลว ก็ใหคิดวา ตายไปแลวเมื่อวานนี้ มีชีวิตใหมเพื่อสรางสมคุณธรรมที่ดีใหม ไมใชชีวิต เกาที่มีแตเลือดเนื้อและเต็มไปดวยความเปนปุถุชน พัฒนาชีวิตใหหลุดพน จากการครอบงําของกิเลสตัณหาอุปาทานขันธหา สามารถพัฒนาตนเองให บริสุทธิ์ผุดผอง แลวชีวิตก็จะมีคุณคาผิดแผกแตกตางจากชาตาชีวิตที่ได กําหนดไวแลวในคําพยากรณ ก็รางกายที่กอปรดวยเลือดเนื้อนี้ ยังเปนไปตามลิขิตของฟาดิน ทําไม กับชีวิตที่กอปรดวยคุณธรรมความดี ฟาดินจะไมหยั่งรูไดหรือ โชคชาตาที่ ฟาดินลิขิตมา มนุษยยังพอหลีกเลี่ยงได แตเคราะหกรรมที่เกิดจากการ กระทําของมนุษยเอง ก็จะหนีไมพนเลย มีโคลงบทหนึ่งกลาวไววา

“มนุษยตองคอยสํารวจตนเองเสมอ เพื่อจักไดดําเนินชีวิตตามครรลองคลองธรรม เมื่อกระทําแตความดีงามแลวไซร ไฉนจักไมไดรับความดีอันเปนผลเลา”


ความดีความชั่ว จึงลวนแตขึ้นอยูกับพฤติกรรมของมนุษยเองทั้งสิ้น การที่ทานผูเฒาขงพยากรณไวใหนั้น เปนเพียงชาตาชีวิตที่ลิขิตจากฟาดิน ยอมมีทางแกไขได จงรีบสรางคุณธรรมความดีงาม เริ่มดวยการชวยเหลือผู อื่นโดยไมเห็นแกตัว เสียสละเพื่อผูอื่นโดยไมหวังการตอบแทน อยามุงหวัง แตชื่อเสียง ทําอยางเงียบๆ การปดทองหลังองคพระปฏิมานั้นกลับไดบุญ มากกวา ถามีคนรูเห็นกันมากพากันสรรเสริญอนุโมทนาสาธุการ ความมี ชื่อเสียงก็จะแบงความดีงามไปเสียมาก บุญก็จะนอยลงเพราะไดผลใน ปจจุบันไปบางแลว แลวถาทําแลวไมโมโออวดในความดีนั้น ผลบุญก็จะ เต็มดุจวารีที่เต็มฝง ใครเลาจะแยงบุญของเราไปได นอกจากเราจะยินดี แบงบุญใหเขาเอง การทําดีเชนนี้ มีหรือจะไมไดเสวยผลแหงความดีนี้ คัมภีรโบราณชื่อวา อี้จิง ก็ไดเนนถึงความดีความชั่วไวอยางละเอียด ละออ สอนคนดีใหรูจักหลบหลีกจากกรรมชั่ว สั่งสมแตกรรมดี เพื่อจักได ผลดีตอบแทน หากวาลิขิตของชาตาชีวิตเปนสิ่งแนนอนแลวไซร จักหลีก เลี่ยงกรรมชั่ว สั่งสมกรรมดีไดอยางใด ในหนาแรกของคัมภีรก็กลาวไววา ครอบครัวใดสั่งสมแตความดีงาม ไมเพียงแตหัวหนาครอบครัวเทานั้นที่จะ ไดเสวยผลแหงความดีนั้น แมแตลูกหลานเหลนโหลนก็พลอยไดเสวยผล แหงความดีนั้นดวย วิเคราะหดูใหดีแลว จะเห็นไดวาชาตาชีวิตไมสามารถ ควบคุมมนุษยไวไดเสมอไป จิตใจมนุษยสําคัญกวา จิตใจที่ดีงามยอม กระทําแตสิ่งที่ดีงามและไดรับผลที่ดีงาม ผูมีจิตใจทราม ยอมกระทําแตสิ่งที่ เลวทรามและไดผลที่เลวทราม ทานถามพอวา เชื่อทานหรือไมเลา พอเชื่ออยางมาก เพราะทานพูดมีเหตุผล พอจึงคุกเขาลงกราบทาน เพื่อแสดงวารับคําสั่งสอนดวยความเคารพอยางสูง แลวพอไปนั่งลง ณ หนา ที่บูชาพระรัตนตรัย สารภาพบาปในอดีตตอพระพักตรสมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจาอยางหมดเปลือก แลวอธิษฐานขอใหไดเปนขุนนาง ตอไปนี้จะเริ่ม กระทําความดีใหครบสามพันครั้ง เพื่อตอบแทนพระคุณของฟาดินและ บรรพชนของพอ


ทานอวิ๋นกุเถระเห็นพอมีความตั้งใจทําความดีถึงปานนี้ จึงเอาตัว อยางบัญชีกรรมดีกรรมชั่วมาใหพอดู แลวสอนพอใหจดบัญชีพฤติกรรม ของตนเองแตละวันอยางละเอียดถี่ถวนโดยไมเขาขางตนเอง ถาเปนกรรมดี ก็จดไวขางหนึ่ง เหมือนบัญชีรับจาย ตองนํากรรมชั่วไปลบกรรมดี ใหเหลือ กรรมดีสามพันครั้ง โดยไมมีกรรมชั่วที่ไมไดหักกลบลบหนี้แลว จึงจะนับวา ทําดีไดครบสามพันครั้ง ตองนําบัญชีมาทบทวนดูทุกวัน เพื่อเตือนใจใหรูวา ในวันหนึ่งๆ เราไดทําอะไรผิดอะไรถูกจักไดแกไขปรับปรุงตนเอง ไมทํา ความผิดซ้ําแลวซ้ําเลาอีก กรรมชั่วเบาๆ ก็ตองมาลบกรรมดีออกเสียครั้ง หนึ่ง กรรมชั่วหนักๆ ก็ตองมาลบความดีออกหลายๆ ครั้ง จนกวาความดีจะ ครบสามพันครั้งดังที่ไดอธิษฐานไว แลวสอนพอสวดมนตบริกรรมคาถา เพื่อชวยใหจิตใจมั่นคง โดยอาศัยอํานาจคุณพระศรีรัตนตรัยเปนสรณะ เพื่อใหคําอธิษฐานหนักแนนสัมฤทธิ์ผลเร็ววัน

ฮูศักดิ์สิทธเพราะจิตมั่นคง ทานยังเลาใหพอฟงตอไปวา ผูที่ชํานาญการวาดฮู (ลงเลขยันต) ไดกลาวไววา หากมนุษยไมรูวิธี วาดฮูไดถูกตองแลวไซร จะถูกผีสางเทวดาหัวเราะเยาะเอาได เพราะฉะนั้น การวาดฮูก็ตองหัดใหเปนไว เคล็ดลับของวิชานี้อยูที่ตองทําใจ เมื่อเริ่มจับพู กันก็ตองหยุดความรูสึกนึกคิดใดๆ ไมวอกแวกทําจิตใหนิ่ง รวมพลังจิตทั้ง หมดพุงตรงไปยังปลายพูกัน แลวจรดปลายพูกันใหแนนิ่งเปนการเบิกทวาร ฟาดินดวยพลังจิตที่พุงกระทบอยางแหลมคม ฮูจะศักดิ์สิทธิ์หรือไมก็อยูที่จุด เริ่มตนนี้เอง เมื่อเริ่มตนแลว ก็ตองเขียนใหจบขบวนการโดยไมหยุดชะงัก ไมตอเติม ไมยกพูกันขึ้น ตองวาดใหตอเนื่องเปนเสนเดียว จิตเปนเอกัคค ตาตลอดแนวทางที่พูกันตวัดไปมา ฮูนี้ก็จักศักดิ์สิทธิ์ ไมวาจะอธิษฐานใดๆ ตอฟาดินก็จักสัมฤทธิ์ผลอยางแนนอนและรวดเร็ว ผูมีกิเลสธุลีหนาแนนในใจ เหมือนตกอยูในความมืด ดั่งอยูในครรภ มารดา ไมสามารถมองเห็นอะไรอื่น เมื่อจรดปลายพูกันลงไปครั้งแรก ก็ เทากับไดเจาะความมืดใหแสงสวางสองเขาไปไดและเมื่อตวัดพูกันไปดวย


จิตอันแหลมคมเปนสมาธิอยูนั้น ก็เปนการพุงพลังจิตไปตามพูกันนั้น โดยมี แสงสวางและชาดในพูกันเปนสื่อนําพลังจิตไป พลังจิตประทับอยูตรงไหน ความศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดที่นั่น

เคล็ดลับในการบริกรรม การบริกรรมก็ตองทําสม่ําเสมอขาดไมไดเชนกัน ตองบริกรรมจนแม ปากไมบริกรรมแลว แตใจยังคงบริกรรมอยู บริกรรมจนไมรูสึกวา ตัวเรา เปนผูบริกรรม เพราะมนตก็ดี การบริกรรมก็ดี ตัวเราผูบริกรรมก็ดี ไดผสม ผสานเปนอันหนึ่งอันเดียวกันเสียแลว จนแยกไมออกเมื่อใด เมื่อนั้นการ บริกรรมก็ศักดิ์สิทธิ์ นักปราชญทานเมิ่งจื่อไดกลาวไววา อันวาอายุยืนหรืออายุสั้นหามี ความแตกตางกันไม ใหมั่นฝกฝนตนเองไปจนกวาจะถึงวันนั้น วันนั้นคือ วันที่เราจะพบความจริงวา ใดๆ ในโลกนี้หามีความแตกตางกันไม ลวนแต เปนสภาวะธรรมที่มนุษยสมมติกันขึ้นมา ผูที่ฝกฝนตนเองจะไมเห็นความ แตกตางของสภาวะธรรม ผูนั้นก็เขาถึงสภาวะธรรม และไมถูกความไมรู ไมเขาใจหลอกหลอนเบียดเบียน หลุดพนจากการรอยรัดของกิเลสตัณหา อุปาทานขันธหาไดหมดสิ้น ถาคิดโดยผิวเผินก็จะรูสึกแปลกใจ เพราะความมีอายุสั้นและอายุยืน นั้น แตกตางกันอยางตรงกันขามทีเดียว แตถาคิดใหลึกซึ้งแลวก็จะเห็นได วา ทานพูดไวไมผิดเลย ทุกสิ่งในโลกนี้ลวนเปนสภาวะธรรมหนึ่งๆ เทานั้น มนุษยมักจัดเขาพวกกันบาง แยกประเภทใหบาง จนดูสับสนสลับซับซอน กันไปหมด ธรรมดาทารกที่เกิดมาใหมๆ นั้นหารูไมวาอายุยืนมีความหมาย อยางไรกัน ตอเมื่อเติบโตแลว จึงสามารถแยกแยะความหมาย เลือกคุณคา ของสรรพสิ่งโดยคําสอนของผูใหญบาง จิตที่ไดรับการอบรมมาแตชาติปาง กอนเปนเชนนี้บาง ความแตกตางจึงบังเกิดขึ้นดวยประการฉะนี้


ฉะนั้น ถาเราไมใหความแตกตางระหวางความรวยกับความจน ความสุขกับความทุกข ความตกต่ํากับความรุงเรือง หรือความมีอายุยืนกับ อายุสั้น จึงจะสามารถสรางสรรคชีวิตใหเปนไปตามความตองการของเรา ได ถาเราไปใหความแตกตางกับสิ่งเหลานี้เสียแตกอนแลว สามารถสรางชีวิตใหดีตามความตองการของเราไดเลย

เราจะไม

จะยกตัวอยางใหดูเด็กสองคน คนหนึ่งเกิดมาเปนลูกคนรวย อีกคน เก���ดมาเปนลูกคนจน ถาเด็กรวยคิดวาตนเองวิเศษกวาผูอื่น เพราะความรวย กวาผูอื่นแลวไซร ก็จะเกิดความลําพองถือเงินเปนอํานาจบาตรใหญ เที่ยว ระรานขมเหงผูอื่น เอาแตใจตนเอง สวนลูกคนจนนั้น ถาคิดวาตนเองยาก จนไมมีเงินเหมือนลูกคนรวย ก็เกิดความนอยเนื้อต่ําใจ เมื่ออยากไดอะไร ไมไดดั่งใจ ความกดดันก็จะเปนแรงขับใหเริ่มฉกชิงวิ่งราว ลักเล็กขโมย นอย จนถึงปลนจี้ฆาเจาทรัพย รุนแรงขึ้นทุกที แมจะตองโทษก็ไมกลัว หลวงทานเลี้ยงสบายไปเสียอีก ถาเราแยกแยะความรวยความจนเชนนี้ก็จะเปนคนดีไปไมไดเลย แต ถาไมคิดวาเรารวยจะทําอะไรก็ระมัดระวังมิใหกระทบกระเทือนถึงผูอื่น คิด แตจะชวยเหลือเจือจานไปทั่วหนา ใชเงินที่ตัวมีมากใหเปนประโยชนแกผูมี นอย อาศัยความรวยที่ตนเองไดเปรียบผูอื่นโดนสภาวธรรม มาเกื้อกูลผูอื่น ที่มีนอยถึงกับขาดแคลนตามสภาวธรรม ความเมตตากรุณาที่เกิดความรู จริงในสภาวะธรรมนี้ ก็จะหลอหลอมใหชองวางระหวางความรวยความจน นั้นเชื่อมสนิท ไมสามารถเกิดความแตกตางไดเลย สวนเด็กที่เกิดมายากจน ถาไมใหความแตกตางในความรวย อันเปนสภาวธรรมอีกอยางหนึ่งนั้น ความจนแลว ก็จะไมมีความรูสึกนอยเนื้อต่ําใจ รูจักขยันหมั่นเพียร สันโดษ ในความเปนอยู ซื่อตรงในความประพฤติ รูจักใชแรงกายชวยเหลือผูอื่น แทนแรงเงินที่ตนขาดแคลน ไมคอยคิดใหผูอื่นมาชวยตน แตไมรังเกียจที่ จะชวยผูอื่น ตั้งหนาทํามาหากิน หนักเอาเบาสู อดออมถนอมตน ไมนานนัก คนจนก็จะไมจน คนรวยก็ไมจนอยูแลว เมื่อถึงวันนั้นความแตกตางจักมีได อยางไร


แมอายุสั้นยาวก็เชนกัน ถาเราไมเชื่อชาตาชีวิตไดลิขิตใหเรามีอายุ สั้น เราก็ไมพะวงถึงความตาย ตั้งหนาประกอบกรรมดี ไมใชอยูรอความ ตายไปวันหนึ่งๆ ผูที่ไมเชื่อวาชาตาชีวิตไดลิขิตมาใหอายุยืน ก็จะไมทะนง ตนวายังมีชีวิตอยูอีกยาวนาน เกิดความประมาทเกียจครานที่จะประกอบ กรรมดี ผัดวันประกันพรุง ดื่มสุรานารี เลนพาชีกีฬาบัตร เผลาผลาญชีวิต ไปทุกวันๆ อายุจักยืนนานไปไดอยางไร ความเกิดความตายเปนสิ่งสําคัญที่สุดของมนุษย ถาเราไมใหความ แตกตางในสิ่งที่กลาวมาแลวไซร เราจะเกิดในสภาวธรรมใดก็ตาม ยอมจัก ดําเนินชีวิตอยูไดดวยจิตใจที่ปราศจากความกดดัน รูจักดํารงชีวิตดวยดี ตายดีและไปเกิดในสภาวธรรมที่ดีตอไป ทําไมหรือ เพราะความชั่วรายมิ ไดอยูที่ความรวยความจน มิไดอยูที่ความอายุสั้นหรือยาว ความสุขความ ทุกขนั้น ยอมขึ้นอยูที่เราจะสามารถประกอบคุณงามความดีไดมากนอยเทา ใดตางหากเลา การฝกฝนตนเองใหรูจักประกอบกรรมดีทําดีนั้น ยอมเปนการสั่งสม บุญบารมีโดยแท เราจะตองหมั่นสังเกตพฤติกรรมของเราเอง มีสิ่งใดผิด พลาดก็พยายามแกไข เหมือนดั่งหมอที่พยายามรักษาคนไขใหหายจากโรค ฉะนั้น การสั่งสมบุญบารมี ตองพยายามมอยูทุกขณะจิตคอยทําคอยไป ไม หวังผลจนเกินกําลัง ไมหยอนยานจนไมกาวหนา เมื่อจิตไดรับการอบรมที่ดี แลว นั่นคือความสําเร็จที่จะไดรับในการประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทานบอกกกับพอวา จิตนั้นเกิดดับอยูทุกขณะ ขอใหหมั่นบริกรรมอยาไดหยุดยั้งจะขาด การสืบตอ เมื่อบริกรรมจนเกิดความชํานาญแลวก็จะกลายเปนนิสัย ไมวา ปากจะบริกรรมหรือไม จิตก็จักทําไปเองโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตดิ่งเปน เอกัคตาแลวไซร ยอมรวมมนตคาถาที่บริกรรม ตัวคนบริกรรม และจิตที่ บริกรรมเปนอันหนึ่งอันเดียวกันไมแยกออกจากกัน เมื่อนั้นการบริกรรมก็ จะประสบความสําเร็จทันที อธิษฐานไวเชนใดก็จะสมปรารถนาเชนนั้น


ทานเหลี่ยวฝานเปลี่ยนชื่อ พอนั้นแตกอนมีชื่อวา “เสวียหาย” ในวันนั้น พอเปลี่ยนชื่อใหมวา “เหลี่ยวฝาน” เพราะพอรูซึ้งแลววาการสรางอนาคตจะตองเริ่มที่ตนเอง มิใช รอคอยโชคชาตามาผลักดันใหเปนไปตามยถากรรม พอจะตองหลุดพนจาก ความเปนปุถุชนใหได ไมยอมตนอยูในอิทธิพลของคําพยากรณอีกตอไป นี่ คือความหมายในชื่อใหมของพอ ตั้งแตนั้นมาพอสํารวมระวังบทบาทของ กายวาจาใจอยูตลออดเวลาที่ตื่นอยู ทําใหผิดแผกไปกวาแตกอนมาก ความ มักงาย ตามใจตนเอง ความไมสํารวมในอินทรียไดลดนอยลง มีแตความ ระแวดระวังตั้งสติไมประมาท ดุจดั่งเตรียมพรอมตั้งรับภยันตรายที่กําลังคืบ คลานมาหาพอฉะนั้น แมจะอยูในที่มืดหรือในที่รโหฐาน ก็ยังเกรงวาผีสาง เทวดาคอยจองจับตามองพออยู ตอหนาและลับหลังคนจึงประพฤติไมตาง กัน หากมีผูใดแสดงความไมพอใจพออยางใด วิพากษวิจารณรุนแรงเพียง ใด พอกลับรับฟงไดโดยดุษณี ไมเคยตอลอตอเถียงกับผูใดอีกเลย เมื่อกาลเวลาผานไปอีกหนึ่งป พอไดโอกาสเขาทําการสอบไลอีกครั้ง คราวนี้สอบไดที่หนึ่ง พลิกความคาดหมายของทานผูเฒาขงที่พยากรณไว วาจะสอบไดที่สาม ทานวาหลังจากสอบครั้งนี้แลว ตอไปจะสอบไมไดอีก แตเมื่อพอไปสอบก็สอบไดอีก เปนอันวาคําพยากรณไมสามารถกุมวิถีชีวิต ของพอไดอีกตอไป แตการทําความดีนั้น มิไดงายอยางที่นึกไว สํารวจดูแลวก็พบขอบก พรองมากมาย เชนไมมีความอาจหาญพอที่จะเสี่ยงชีวิตเขาชวยเหลือผูที่ ประสบภัย บางที่จิตใจลังเลไมสามารถชวยไดสุดกําลัง บางทีชวยไปบนวา ไป อดติเตียนเสียมิได เวลาปรกติยังมีสติควบคุมตนเองไดดีอยูบางทีดื่ม เหลาเมามาย ความประพฤติดั้งเดิมก็กลับมามีบทบาทอีก คะแนนของ กรรมดีถูกกรรมชั่วลบไปเสียมาก ทําใหตองใชเวลาเกือบ ๑๑ ป คือตั้งแต พออายุ ๒๐ ป ถึง ๓๑ ป (ค.ศ.๑๕๖๙-๑๕๗๙ หรือ พ.ศ. ๒๑๑๒ - ๒๑๒๒) จึงจะสามารถรวบรวมการทําความดีไดครบสามพันครั้ง


บังเอิญขณะนั้น พอไปเที่ยวนอกดานเสียกับเพื่อน จึงมิไดประกอบ พิธีอุทิศบุญกุศลดังที่ตั้งจิตอธิษฐานไว จนกระทั่งรุงขึ้นอีกปหนึ่ง (ค.ศ.๑๕๘๐ พ.ศ.๒๑๒๓) เมื่อกลับมาทางใตแลว จึงนิมนตทานซิ่งคงและ ทานเฮวยคง ซึ่งลวนเปนพระเถระที่ทรงคุณวิเศษมาประกอบพิธีอุทิศกุศล ผลบุญ ที่ไดเพียรทําตอเนื่องมาไดรวมสามพันครั้งตามที่ไดตั้งจิตอธิษฐาน ไว แลวเริ่มตั้งจิตอธิษฐานใหม ครั้งนี้ขอใหไดลูกที่ดี จะทําความดีอีกสาม พันครั้ง พอรุงขึ้นอีกป (ค.ศ. ๑๕๘๑ พ.ศ.๒๑๒๔) พอก็ไดเจามา จึงตั้งชื่อ ใหวา เทียนชี่ แปลวาฟาประทาน เวลาใดที่พอไดกระทําความดีทางกายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี มโนกรรมก็ดี พอจะใชพูกันบันทึกไวทันที แตแมเจาเขียนหนังสือไมเปน เมื่อไดชวยพอกระทําความดีครั้งใด ก็ใชกานขนหานจิ้มชาด กดวงไวบน ปฏิทิน บางวันใหทานคนยากจนหลายครั้ง ปลอยสัตวมีชีวิตมาก วันหนึ่งๆ แมเจาวงไวถึงสิบกวาวงดวยกัน เพียงสองปกวาก็ทําใหไดครบสามพันครั้ง อีก คราวนี้พอนิมนตพระเถระรูปกอนมาทําพิธีอุทิศบุญกุศลที่บานเราเอง และเริ่มอธิษฐานขอใหสอบตําแหนงจิ้นซื่อได จะทําความดีใหครบหนึ่ง หมื่นครั้ง ตอมาสามป พอก็สอบไดและไดเปนนายอําเภอในปนั้นเอง (ประมาณ ค.ศ. ๑๕๘๖ พ.ศ.๒๑๒๙)

สมุดบริหารใจ พอไดทําสมุดขึ้นมาเลมหนึ่ง ใหชื่อวาสมุดบริหารใจ ตอนเชาอันเปน เวลาที่พอนั่งชําระความ พอไดใหคนนําสมุดนี้มาวางไวบนบัลลังกดวย ใน แตละวันพอชําระคดีไวอยางใดบาง ก็จะบันทึกไวในสมุดเลมนี้อยาง ละเอียดละออ เพื่อไวตรวจสอบดูวาจะมีอคติในการชําระความอยางไรบาง หรือไม มีความยุติธรรมเพียงพอไหม ใหความเมตตาปราณีเพียงพอไหม เพื่อจะไดไวแกไขในวันตอไป พอตกกลางคืนพอก็จะตั้งโตะไวที่กลางลาน บาน พอแตงตัวเต็มยศเพื่อแสดงความเคารพตอฟาดิน แลวจุดธูปเทียนบูชา ฟาดิน คุกเขาลงอานบันทึกนั้นแลวเผาถวายฟาดินไปหนึ่งชุด เก็บไวหนึ่ง ชุด ที่พอทําเชนนี้เพราะพอเห็นตัวอยางอันดีงามนี้มาจากขุนนางผูใหญทาน หนึ่งในสมัยราชวงศซง(ซอง) ที่ไดรับการจารึกไวในประวัติศาสตรจีนดวย ความเคารพอยางสูง วาเปนผูที่มีความซื่อสัตยสุจริตมีความรับผิดชอบตอ


หนาที่ของทานเทากับชีวิตของทานเอง ไมยอมสยบตอขุนนางกังฉิน ดูแล ความทุกขสุขของราษฎรและขุนนางใหญนอยอยางไมกลัวตาย ถามีการฉอ ราษฎรบังหลวง มีการอาศัยหนาที่หรืออิทธิพลกอกรรมทําเข็ญกับชาวบาน หรือขุนนางผูนอยแลวไซร แมผูนั้นจะเปนขุนนางผูใหญ เปนที่โปรดปราน ของฮองเตสักเพียงใดก็ตาม ทานก็ไมเกรงกลัว เปนตองนําหลักฐานทูล เกลาฯ ถวายฮองเตใหไดรับโทษานุโทษจงได เมื่อทานสิ้นอายุขัยแลว จึงได รับพระราชทานเกียรติยศอันสูงสง ไดรับสถาปนาเปนที่ชิงเซี่ยงกง หมายถึง ผูที่กราบทูลดวยความสะอาดบริสุทธิ์ใจ พออานชีวประวัติอันเกริกเกียรติ ของทานแลวประทับใจมาก จึงถือเปนตัวอยางอันดีงามที่จะตองปฏิบัติ ตามใหได เพื่อปองกันการชําระความของพอมิใหดางพรอยเสียความยุติ ธรรมไป พอจึงกระทําเชนนี้ทุกคืน

ลดภาษี กุศลยิ่งใหญ แมของเจาแสดงความวิตกใหพอฟงวา แตกอนอยูบานเราเอง ก็ชวย กันทําบุญทําทาน โอกาสประกอบความดีมาก ไมกี่ปก็ไดครบสามพันครั้ง แตตอนนี้เราอยูในสถานที่ราชการ ไมมีโอกาสสัมผัสกับความจนเหมือนแต กอน ความดีหนึ่งหมื่นครั้ง เมื่อใดจะทําสําเร็จไดเลา พอก็ไดแตรับฟง ในคืนวันนั้นจะวาบังเอิญหรือไมหนอ พอฝนเห็น เทวดาองคหนึ่ง พอจึงปรับทุกขกับทานถึงเรื่องที่แมเจาวิตกกังวล ทานบอก กับพอวา พอนั้นไมรูตัวเลย พอไดทําความดีครบหนึ่งหมื่นครั้งแลว เพียง แตลดภาษีขาวใหแกราษฎรทั้งหมดที่อยูในความมปกครองของพอโดยทั่ว หนากัน การบรรเทาภาระอันหนักของราษฎรเปนกุศลกรรมอันยิ่งใหญ เพราะทําใหราษฎรเปนสุขขึ้น พอตื่นขึ้นมาก็นึกขึ้นไดวา พอไดทําไปเชน นั้นจริงๆ เพราะเห็นใจราษฎรที่ตองเสียภาษีหนักเกินไป ทําไมเรื่องราว เหลานี้ซึ่งพอเห็นเปนเรื่องเล็กนอย แตลวงรูถึงเทวดาฟาดินได และก็ยัง สงสัยอยูวา ทําเพียงแคนี้ละหรือก็เปนความดีไดถึงหนึ่งหมื่นครั้ง บังเอิญ ทานฝานอวี๋ยเถระ มาจากภูเขาอูถายซาน พอจึงกราบถามทานเพื่อใหหาย สงสัย


ทานตอบวา “กุศลกรรมใดก็ตาม ถาทําดวยความจริงใจบริสุทธิ์ใจ ไมหวังตอบ แทนเปนสวนตัวแลวไซร แมกระทําครั้งเดียวก็เทากับกระทําหมื่นครั้งไดที เดียว การที่พอเห็นความทุกขยากของราษฎร หาทางแกไขผอนหนักเปน เบา ความสุขที่ราษฎรทั้งอําเภอไดรับ ยอมเปนกุศลกรรมอันยิ่งใหญ พอ จึงเอาเงินเดือนของพอเดือนนั้น ถวายแกทานอวี๋ยเถระเพื่อใหทําอาหาร มังสวิรัติถวายพระภิกษุในวัดของทาน ซึ่งมีประมาณหนึ่งหมื่นรูป และอุทิศ กุศลกรรมทั้งมวลไปตามที่อธิษฐานเอาไว ทานผูเฒาขงเคยพยากรณพอไววา พอจะมีอายุได ๕๓ ปเทานั้น พอก็ มิไดอธิษฐานใหตนเองมีอายุยืนยาวแตอยางใด แตปนั้นพอก็ไมเปนไรอยู มาจนบัดนี้ พอมีอายุ ๖๙ ปแลว โบราณทานกลาวไววา ฟาดินนั้นสุดที่จะ หยั่งรูได ชาตาชีวิตจึงเอาแนไมได ชีวิตของใครคนนั้นก็ตองสรางอนาคต เอาเอง จะใหคนอื่นสรางใหหาไดไม คําพูดนี้เปนความจริงที่พอพิสูจนได ดวยตนเอง พอจึงเชื่อมั่นดวยความประจักษแจงแกใจของพอเองวา ความ สุขความทุกข ลวนแตเกิดจากการกระทําของตนเองทั้งสิ้น ทําดีก็ดี ทําชั่วก็ ชั่ว เปนคําที่ทานนักปราชญโบราณกลาวกันตอๆ มาจนถึงบัดนี้ ถาใครยัง เชื่อวาสุขทุกขเปนสิ่งที่ถูกลิขิตมาแลวอยางแนนอน แกไขไมไดแลวไซร แมผูนั้นจะแสนฉลาดปราดเปรื่องอยางใด เขาก็ยังเปนปุถุชนอยู หาความ กาวหนามิไดเลย สําหรับตัวของลูกนั้น พอก็ยังไมทราบวาอนาคตจะเปนอยางใด แต ขอใหลูกจําไววา แมลูกจะมีบุญวาสนาชาตาสูง ก็อยายึดมั่นวาจะเปนเชน นั้นเสมอไป อาจจะมีวันที่ตกต่ําลงมาได ถาลูกไมรูจักการระวังตัว ยามใดที่ ลูกรูสึกชีวิตมีแตความราบรื่นปลอดโปรงสะดวกสบายไปทุกสิ่ง ลูกก็อยายึด มั่นวาจะเปนเชนนั้นตลอดไป อาจจะมีวันที่ตองประสบความยุงยากเดือด รอน ถาลูกไมตั้งตนอยูในศีลในธรรมอยูเสมอ ยามใดที่ลูกมีความเปนอยู เหลือเฟอ เงินทองไหลมาเทมามีความสมบูรณพูนสุขทุกประการ ก็อยายึด มั่นวาจะเปนเชนนั้นเสมอไป อาจจะมีสักวันหนึ่งที่ลูกจะตองตกระกําลําบาก ระหกระเหิน แมที่จะคางกายสักคืนก็ทั้งยาก หากลูกไมรูจักใชเงินใหเปน ประโยชนในทางที่ถูกที่ควร ทั้งแกตนเองและผูอื่น ยามใดที่มีคนนิยมชม


ชอบเคารพนบนอบตอลูก ลูกจะตองทําตนใหเปนที่นาเคารพยิ่งๆ ขึ้น ถอม เนื้อถอมตัวดวยความจริงใจ มิใชเสแสรงแกลงทํา ปากอยางใจอยาง อวดดี วางอํานาจ ยามใดที่ลูกไดรับยศถาบรรดาศักดิ์อันสูงสง ลูกก็อยายึดมั่นใน โลกธรรมนั้นวาจะแนนอนเสมอไป ตองเตือนสติตนเองอยูเสมอวา สักวัน หนึ่งยศศักดิ์ ชื่อเสียงเงินทองและความสุขทั้งมวลอาจจะพังพินาศไปใน พริบตาเดียวก็ได ถาลูกไมหมั่นประกอบความดีใหยิ่งๆ ขึ้นไป แมลูกจะมี ความรูความสามารรถเพียงใด ก็จงอยาทะนงตนวาใครก็สูไมได ลูกจะตอง หมั่นฝกฝนเพื่อใหความรูแตกฉานยิ่งขึ้น ถาลูกทําไดเชนนี้ ลูกก็จะเปนผูที่มี คุณธรรมอันสูงสง และคงความสูงสงนั้นไวได ไมมีวันที่จะตกต่ํา นอกจาก วิบากแหงกรรมเกาซึ่งไมมีใครรูวาในชาติปางกอนๆ นั้น ลูกไดเคยทํา อกุศลกรรมอะไรไวบาง วิบากแหงกรรมเกานั้นยอมใหผลเมื่อถึงเวลา เสมอ แตถาลูกมีความดีมากจริงๆ แลว อกุศลกรรมบางอยางก็จะกลายเปน อโหสิกรรมไป คือกรรมตามไมทัน ลูกตองเคารพบรรพชน สรรเสริญคุณงามความดีของบรรพชนใหแผ ไพศาล ลูกจะตองปกปดความผิดพลาดของพอแมไว อยาใหเปนที่เสื่อมเสีย แกวงศตระกูลได ชาติบานเมืองเปนสิ่งที่จะตองเทิดทูนรักษาไวดวยชีวิต ตองมีความซื่อสัตยสุจริตจงรักภักดีตอองคฮองเตมิรูคลาย ลูกจะตองสราง ครอบครัว ใหมีความสุขความอบอุนใจตลอดจนคนรับใช ลูกจะตองชวย เหลือเกื้อกูลผูที่ยากไรใหไดทันทวงที ลูกจะตองมีจิตสํารวมระวังอินทรียอยู ตลอดเวลา เพื่อปองกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นทา���กาย วาจาและใจ ลูกจะตองสํารวจตรวจขอบกพรองในตัวของลูกเอง ทุกๆ วัน อยาได ขาดและตองแกไขความผิดพลาดใหทันทวงทีทุกๆ วันเชนกัน วันใดลูกมอง ไมเห็นความผิดพลาดของลูก ก็แสดงวาการปฏิบัติธรรมของลูกไมไดกาว หนาไปเลยและกําลังถอยหลังแลว เพราะฉะนั้น ลูกจะตองหาความผิดพลาด ของตนเองใหพบ และแกไขใหไดทันทวงที มิฉะนั้นแลวลูกจะกาวหนาตอ ไปไมได เปนการเสียชาติเกิด คําสั่งสอนของทานอวิ๋นกุเถระนั้น ชางล้ําลึกตรงตามสภาพธรรมและ ความเปนจริงทุกประการ ซึ่งจะตองนํามาครุนคิด วิเคราะหวิจัยหาเหตุผล เพื่อใหประจักษแจงแกใจของลูกเองและยึดถือนํามาปฏิบัติตามคําสั่งสอน


ของทานอยางเครงครัด ใหเกิดเปนจริงเปนจังขึ้นมาได จึงจะไมเสียแรงที่ เกิดมาแลวชาติหนึ่ง มิไดปลอยเวลาอันมีคาใหผานพนไปโดยไรประโยชน เลย


โอวาทขอที่ ๒ วิธีแกไขความผิดพลาด ในยุคชุนชิว (กอนค.ศ. ๗๗๐ - ๔๗๖ หรือกอน พ.ศ.๒๒๗ - ๖๗) เปนระยะเวลาที่อํานาจของราชวงศ โจว (จิว) (กอน ค.ศ.๑๑๒๒ -๗๗๑ หรือ กอน พ.ศ. ๕๗๙ - ๒๒๘) เสื่อมถอยหัวเมืองใหญนอย ตางแข็งขอตั้ง ตนเปนใหญ จิตใจคนจีนในยุคนี้ เสื่อมทรามโหดเหี้ยมมาก ลูกฆาพอ ขุน นางฆาฮองเต นักปราชญทานขงจื่อก็เกิดในยุคนี้ ทานเห็นวาเหตุการณจะ รุนแรงยิ่งขึ้น ไมเปนผลดีตอประเทศชาติ จึงนําหนังสือเลมหนึ่งมีชื่อวา ชุน ชิว ซึ่งเปนของแควนหลูมาปรับปรุงแกไขเสียใหม สวนที่ดีคงไวสวนที่ขาด เพิ่มเติม บันทึกความชั่วรายในยุคนั้นไวอยางละเอียดละออ เพื่อเตือนใจคน ไมใหนํามาเปนเยี่ยงอยาง ขุนนางในสมัยนั้นชางดูคนโดยสังเกตจากกิริยา วาจา ก็สามารถคาดคะเนอนาคตของคนคนนั้นได สังคมขุนนางในสมัยนั้น จึงมักนําบุคลิกของใครตอใครมาเปนหัวขอในการสนทนา พอจึงอยากให ลูกคนหาสวนดีสวนเสียของหนังสือเลมนี้ แมจะเปนของโบร่ําโบราณ หาง จากยุคเราเกือบสามพันปก็ตาม แตลูกก็จะไดประโยชนจากหนังสือนี้อยาง เหลือลน นอกจากเลมนี้แลว ก็ยังมีอีกหลายเลม ที่บันทึกประวัติศาสตรใน ระยะสามพันปนี้ ลูกอานแลวจะไดเขาใจชีวิตดีขึ้น รูจักนําสวนดีของอดีตมา เสริมสรางชีวิตอนาคตของลูกเอง ใหเพียบพรอมดวยความเปนคนที่มีศีล ธรรม หลุดพนจากความเปนปุถุชนไดในที่สุด ธรรมดานิมิตหรือลางสังหรณนั้น มักจะเกิดทางใจแลวปรากฏใหเห็น ทางอิริยาบถ บุคลิกลักษณะจึงเปรียบประดุจกระจกเงา ฉายใหเห็นบุญ วาสนาหรือเคราะหกรรมที่บุคคลนั้นๆ จะตองไดรับในอนาคต ปุถุชนมัก มองไมเห็นบุคลิกลักษณะอันนาศึกษานี้ กลับเห็นวาเปนการคาดคะเนไม แนนอน ธรรมชาตินั้นมีความซื่อตรงยิ่งนัก หากเราเอาอยางธรรมชาติได จิต ใจของเรานี้ก็จะผสมผสานเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติซึ่งก็คือฟา


ดินนั่นเอง ฉะนั้น ลูกจงสังเกตพฤติกรรมของบุคคลตางๆ วาเขาชอบทํา กรรมดีหรือกรรมชั่ว ถาเขาชอบทําแตกรรมดี ทําไดครบตามมาตรการและ สูงถึงมาตราฐานแลวไซร ก็จงแนใจเถิด วาเขาตองไดรับผลดีแน แตถาเขา ชอบทําแตกรรมชั่ว ลูกก็จงแนใจเถิดวา เขาจะตองไดรับผลเลวรายตอบ แทน หากลูกตองการความสุขและหางไกลความทุกข ลูกจะตองรูจักวิธีแก ไขความผิดพลาดของตนเองเสียกอนดังนี้

ขอ ๑. ลูกจะตองมีความละอายตอการทําชั่ว ไมวาจะอยูตอหนาหรือ

ลับหลังผูคน ลูกลองคิดดูสิ นักปราชญแตครั้งโบราณมา ทานก็เปนชายอก สามศอกเชนลูก แตไฉนทานเหลานั้นจึงไดรับความเคารพบูชาเปนปูชนีย บุคคล แมกาลเวลาจะผานไปแลวเปนรอยชั่วคนก็ตาม สวนลูกนั้นเลายังคง เปนกระเบื้องที่แตกเปนเสี่ยงๆ ในชีวิตยังไมไดสรางอะไรเปนชิ้นเปนอัน เปนแกนสารใหปรากฏเลย ทั้งนี้เพราะลูกมัวหลงละเลิงอยูกับความสุขทาง โลก เหมือนผาขาวที่ถูกสีตางๆ แปดเปอนเสียแลว ยอมหมดความบริสุทธิ์ ผุดผอง มักจะทําอะไรที่ไมสมควรทํา แตคิดวาผูอื่นไมลวงรู ตอไปก็ยิ่งเหิม เกริมทําผิดมากขึ้นทุกที โดยไมมีความละอายตอบาป ลงทายก็เหมือนกับ สัตวเดรัจฉานที่ไมสามารถรูวาตนเองกําลังทําอะไรอยู ในโลกนี้ จะมีอะไร อีกเลาที่จะนาละอายไปกวาการที่ตนเองไมรูดีรูชั่ว นักปราชญทานเมิ่งจื่อจึง ไดกลาวไววาความละอายและเกรงกลัวตอบาปนั้น เปนความยิ่งใหญของ มนุษยในโลกนี้ ผูใดมีไวยอมไดชื่อวาเปนปราชญ ผูใดมิไดมีไวยอม เหมือนสัตวเดรัจฉาน ลูกจึงตองเริ่มตนแกไขความผิดพลาดของตนเองดวย กุศลธรรมขอนี้กอน

ขอ ๒. ลูกจะตองมีความเกรงกลัวตอการทําชั่ว เทพยดาอยูเบื้องบน ผี

สางวิญญาณลวนมีรางโปรงแสงมีอยูเกลื่อนกลาดทุกหนทุกแหง ซึ่งนัยนตา ของมนุษยธรรมดายอมมองไมเห็น ไมวาลูกจะทําผิดอะไรที่คนไมรู ผีสาง เทวดาก็รูหมด ถารูทําความผิดรายแรง ลูกก็จะตองไดรับเคราะหกรรมไม เบาทีเดียวละ ถาลูกทําผิดเพียงนิดหนอย ก็จะทําใหลูกไดรับความสุขที่กําลัง ใหผลอยูในปจจุบันนอยลงทันที ลูกจะไมกลัวไดหรือ ไมเพียงเทานั้น ลูกจะ ปกปดความผิดไวดีเพียงใด แตจะปกปดผีสางเทวดาหาไดไม เพราะแมแต ในตัวลูกมีไสกี่ขด ทานเหลานั้นก็มองเห็นทะลุปรุโปรงอยูแลว หากวันใด บังเอิญมีคนแอบรูเห็นเขา ลูกก็จะกลายเปนคนไรคาไปทีเดียว อยางนี้ลูกยัง จะไมกลัวอีกหรือ


ไมเพียงเทานั้น หากลูกยังมีลมหายใจอยูแมจะทําความผิดลนฟา ก็ ยังมีโอกาสแกตัวได ถาลูกสํานึกในความผิดนั้นไดทันทวงที กาลกอนมีชาย คนหนึ่ง ตลอดชีวิตของเขาชอบทําแตความชั่ว ครั้นพอใกลตายไดสํานึกผิด เพียงขณะจิตเดียวและจิตสุดทายที่รูจักผิดชอบชั่วดี ก็ยังสามารถทําใหจิตที่ เกิดจากจิตขณะสุดทาย (จุติจิต) ไดปฏิสนธิในสุคติภพทันทวงที รอดจาก การไปสูทุคติภพอยางหวุดหวิด และเมื่อเขาไดไปสูสุขคติภพเสียกอนแลว จิตที่รูจักผิดชอบชั่วดีในวินาทีสุดทายนี้ก็ยอมเปนปจจัยใหเขาประกอบแต กรรมดี หากเขาสามารถสั่งสมความดีไดมากกวากรรมชั่วที่เคยกระทํามา เปนหมื่นเทาพันทวีแลวไซรวิบากแหงกรรมชั่วที่มิใชกรรมหนักนัก จักติด ตามมาใหผลไมทันเสียแลว ดุจในถ้ําที่มืดมิดมานานนับพันป เพียงแตจุด ไฟใหสวางเพียงดวงเดียว ก็สามารถขับไลความมืดมิดมานาน ใหหมดสิ้น ไปในพริบตาเดียว ฉะนั้นลูกจงจําไววา ความผิดที่ลูกไดกระทําไวนานแลว หรือเพิ่งกระทํา ขอใหรูสํานึกและแกไขเสียทันที ไมตองไปสูทุคติภพที่มีแต ความทุกขทรมาน แตลูกจะตองจดจําไวใหดีวา แมความผิดนั้นจะเปนสิ่งที่แกไขได ก็ อยานอนใจที่จะกระทําผิดบอยๆ อยานึกวาวันนี้เราทําผิดแคนี้ไมเปนไร พรุงนี้เราจะแกไขไมทําอีกก็แลวกัน ถาคิดเชนนี้ก็ผิดจากวัตถุประสงคที่พอ พร่ําสอนลูกมา อันความผิดที่เกิดจากรูวาผิดแลวยังจงใจทํา เปนมโนกรรม ที่มีโทษหนัก แมลูกตั้งใจจะแกไขในวันพรุงนี้ก็อาจจะสายไปเสียแลวเพราะ ในโลกแหงความวุนวายนี้ ใครจะรับประกันไดวาเราจะมีชีวิตอยูจนถึงวัน พรุงนี้ มนุษ���มีชีวิตอยูไดดวยลมหายใจ ถาลูกขาดลมหายใจเพียงครั้งเดียว ชีวิตนี้ก็ไมใชของลูกเสียแลว ทุกสิ่งลูกก็นําติดตัวไปดวยไมได เพราะทุกสิ่ง เปนรูปธรรม ไมมีใครเปนเจาของรูปธรรมไดชั่วนิรันดร สิ่งที่ติดตามลูกไป มีเพียงกรรมดีกรรมชั่วเทานั้น อันเปนนามธรรมที่มนุษยมองไมเห็น จะ สัมผัสไดดวยใจเทานั้น หากบุญยังมีเหลือพอไดกลับมาเกิดเปนมนุษยอีก ก็ จะเปนคนที่มีชื่อเสียงไมดีรอยปพันป แมจะมีลูกหลานที่ดีก็ไมสามารถชวย ลูกได หากกรรมหนักไมสามารถมาเกิดเปนมนุษยไดอีก ก็ตองตกนรกหมก ไหมทนทุกขทรมานไปชั่วกัปชั่วกัลป แมพระพุทธองคก็ทรงโปรดไมได เพราะผูใดทํากรรมไว ผูนั้นเองเปนผูไดรับผลแหงกรรมนั้น ลูกยังไมกลัว ไดหรือ


ขอ ๓. ลูกจะตองมีความกลาที่จะแกไขตนเอง มีกําลังที่จะแกไขอยาง

จริงจังไมทอถอย มีความเพียรอยางสม่ําเสมอไมใชทําบางหยุดบาง ความ ผิดเล็กๆ นอยๆ เปรียบประดุจหนามตําอยูในเนื้อ ถารีบเรงบงออกเสียก็จะ หายเจ็บทันที หากเปนความผิดใหญหลวง ก็เปรียบประดุจถูกงูพิษที่รายแรง ขบกัดเอาที่นิ้ว ถาลูกไมกลาตัดนิ้วทิ้ง พิษก็จะลุกลามไปถึงหัวใจและตายเอา ไดงายๆ ลูกจะตองมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวกลาเผชิญความจริง รูตัววาผิดตรง ไหน ตองแกตรงนั้นทันที อยาลีลอลังเลจะเสียการในภายหลัง ลูกจงศึกษา วิชาปากวา (โปยกวย) ที่วาดวยความแข็งแกรงของฟา ความออนโยนของ ดิน ความมีพลังของไฟ ความเยือกเย็นของน้ํา ความกึกกองของเสียงฟา รอง ความแรงกลาของลม ความมั่นคงของขุนเขา และความเปนกระแส ของสายธาร แลวลูกจะเขาใจถึงธรรมชาติแปดประการนี้ตางก็เปนปจจัยให กันและกัน ในยามที่พายุมา เสียงฟารอง ลมก็เปนปจจัยใหฟารองดังยิ่งขึ้น ฟาก็จะชวยลมใหมีกําลังพัดรุนแรงขึ้น ตัวอยางเหลานี้ถาลูกศึกษาใหเขาใจ แลว ก็จะสามารถนําวิชาโปยกวยนี้มาประยุกตใชในชีวิตประจําวันใหเกิด ประโยชนสุขแกลูกเอง ความผิดถูก ชั่วดี ลวนเปนปจจัยแกกันและกัน เมื่อรู วาผิดรีบแกไขเสีย ความถูกก็จะกลับคืนมา เมื่อทําดีอยู ความชั่วไหนเลยจะ มากล้ํากลาย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยูกับความเด็ดเดี่ยวกลาหาญของลูกเองเทานั้น จงจําไว

หิริโอตตัปปะ เมื่อลูกมีความละอาย มีความเกรงกลัวตอการกระทําผิด และมีความ กลาหาญเด็ดเดี่ยวที่จะแกไขความผิดพลาดของตนเองแลวไซร ความผิด นั้นก็ยอมจะลดนอยถอยลงจนหมดไปในที่สุด เปรียบประดุจสายน้ําที่รวม ตัวกลายเปนน้ําแข็งในฤดูใบไมผลิ เมื่อถูกแสงอาทิตยก็ยอมละลายกลาย เปนน้ําดังเดิม แตความผิดพลาดของมนุษยนั้น ไมงายดั่งวาไปเสียทั้งหมด บางสิ่งตองแกที่เหตุการณ บางสิ่งตองแกที่เหตุผล บางสิ่งตองแกที่ใจ วิธี การแกไขยอมแตกตางกันออกไป ผลที่ไดก็ไมเหมือนกัน ลูกจงฟงใหดีเชน เมื่อวานนี้เราฆาสัตว วันนี้เราตั้งใจไมฆาอีกตอไป หรือเมื่อวานเราโกรธ ผรุสวาทไปมากมาย วันนี้เราตั้งใจไมโกรธอีกตอไป นี่คือการแกไขที่เหตุ การณ ทําผิดแลวจึงคิดได ซึ่งไมคอยไดผล เพียงระงับไวชั่วคราว เผลอ เมื่อใดเราก็จะทําผิดไดอีก


การแกไขจึงตองแกกอนที่จะมีการกระทําผิดเกิดขึ้น คือตองรูเหตุที่ จะกอใหเกิดความผิดไดเสียกอนเชน การฆาสัตว ถาเราเขาใจเสียกอนวา ชีวิตใคร ใครก็รัก ไฉนจึงฆาสัตวอื่นเพื่อเลี้ยงชีวิตเราใหยืนยาวเลา ถามี ใครทํากับเราบางอยางนี้ ลูกจะยอมหรือ อนึ่งการฆาสัตวนั้นทําใหเกิดความ ทรมานเจ็บปวดแสนสาหัส นําสัตวมาตมในกระทะรอนๆ กวาจะตายก็แสบ รอนไปทุกขุมขน แมเราจะบริโภคอาหารสัตวเอร็ดอรอยเพียงไร เมื่อเขา ไปอยูในทองเราแลว ก็จะเปลี่ยนเปนปฏิกูลตอไป ถาเราบริโภคแตพืชผักผล ไม เราก็อยูไดอยางเปนสุขเชนกัน ไมเดือดรอนอะไรไฉนจึงตองไปทําลาย ชีวิตผูอื่นเพื่อความอิ่มเพียงชั่วยาม แตตองทําลายบุญที่มีอยูแลวใหนอยลง และเพิ่มบาปใหมากขึ้นดวยเลา ชีวิตที่ประกอบดวยเลือดเนื้อนั้น ยอมมีวิญญาณความรูสึกนึกคิดเชน เดียวกับเรา ถาเราไมสามารถทําใหสัตวเหลานั้นมารักนับถือเราไววางใจ เรา และอยากอยูใกลเราแลว เราก็อยาสรางความเคียดแคนชิงชังจนถึงขั้น จองเวรจองกรรมกันขึ้นเลย ถาลูกคิดไดเชนนี้แลว ลูกก็จะกลืนเนื้อสัตว เหลานั้นไมลงคอ เมื่อสมัยโบราณกาลในยุคหินใหม เรามีผูนําที่ทรงเปยม ดวยพระเมตตากรุณา และทรงปรีชาสามารถยิ่งพระองคหนึ่ง ซึ่งมีพระนาม วา ตี้ซุน กอนเสวยราชยโดยราษฎรพรอมใจกันเลือกทาน ทานเปนชาวนา ระหวางที่ทํานาอยูนั้น จะมีชางมาชวยทานไถนา มีนกมาชวยทานถอนหญา ซึ่งปจจุบันนี้ภาพเชนนี้หาดูไมไดอีกแลว ก็เพราะมนุษยขาดความเมตตา การุณอยางใจจริงนั่นเอง เรื่องความโกรธก็เชนกันถาเรารูจักคิดสักนิดวา คนนั้นแตกตางกัน ทั้งทางนิสัยและสติปญญา ภูมิหนาภูมิหลังของแตละคนจึงไมเหมือนกัน บางอยางเขาสูเราไมได บางอยางเราสูเขาไมได เมื่อเขาพลาดพลั้งไป ก็ ดวยความรูเทาไมถึงการณ เปนความโงเขลาเบาปญญา นาเห็นใจมากกวา นาใหอภัยมากกวา ถึงแมเขาจะใหรายเรา ก็เปนเรื่องที่เขาทําผิดเอง เราไม เดือดรอนนัก ก็จะไมเกิดความโกรธขึ้นมาไดเลย ลูกจะตองคิดใหไดวาในโลกนี้ ไมมีใครเลยที่ไมเคยทําความผิด คนที่ อวดดีอวดวิเศษนั้น หาใชปราชญที่แทจริงไม คนที่มีความรูสมเปนนัก ปราชญนั้น ทานมักถอมตน คอยจับผิดตนเอง ไมกลาโกรธเคืองผูอื่น ไมจับ


ผิดผูอื่น คอยสํารวจตนเองวาไดลวงเกินใครอยางไรบางหรือเปลา ยามมีคน ลวงเกินตน ก็จะถามตนเองเสียกอนวาไดเคยลวงเกินเขาไวกอนหรือไม ยามที่มีคนไมจริงใจตอตน ก็จะถามตนเองเสียกอนวา ไดเคยแสดงความไม จริงใจตอเขากอนหรือไม เรามัวคิดเชนนี้ เราก็จักไมทันไดโกรธผูอื่น ยิ่ง ถามตนเองแลวปรากฏวาไมเคยลวงเกิน ไมเคยไมจริงใจตอเขามากอน เรา ก็ยิ่งไมสบายใจ รับเอาความผิดพลาดของผูอื่นมาเปนบทเรียนฝกฝนตนเอง ตอไป เราก็จะกลายเปนคนดียิ่งๆ ขึ้น เมื่อคิดไดเชนนี้ ใครทําไมดีกับเรา เราก็รับบทเรียนไวดวยความยินดี จิตใจไมขุนมัว จักมีความโกรธมาแต ไหน ถามีคนนินทาวารายลูก ลูกก็จะตองคิดใหไดวาเหมือนคนจุดกองไฟ เผาฟา แมกองไฟจะมหึมาเพียงใด แตฟานั้นวางเปลาไมมีเชื้อที่จะติดไฟ ได กองไฟจะลุกโชติชวงสักเพียงใด ก็จะไหมและมอดไปขางเดียวในที่สุด คนที่วารายลูกเห็นลูกอยูในความสงบ ไมโกรธตอบไมตอบโต เขาก็จะหยุด ไปเองเชนกัน เพราะการนินทาวารายนั้น เหมือนนําสีไปปายที่ผาขาว ผา นั้นยอมยากที่จะขาวไดดังเดิม แมลูกจะมีเหตุผลดีอยางใด ก็ไมสามารถจะ โตแยงใหขาวกระจางได เปรียบประดุจตัวไหมในฤดูใบไมผลิ หลงกินใบ หมอนไปดิ้นไปยิ่งกระดุกกระดิกมากเทาไร ใยไหมก็ยิ่งผูกมัดตัวเองมาก เทานั้น ความโกรธก็เชนกัน มีแตโทษหามีคุณไม ถาลูกสามารถใชเหตุผล ใครครวญดูแลว ทุกสิ่งก็จะไมนาโกรธ ความโกรธก็จะไมเกิดขึ้นกับลูกอีก เลย

แกไขที่ใจ วิธีแกไขความผิดพลาดที่พูดไปแลว มีแกไขเมื่อเกิดความผิดขึ้นแลว และแกไขเมื่อยังมิไดกระทําความผิด วิธีที่ดีที่สุดก็คือการแกไขที่ใจนั่นเอง โบราณทานวาไว กิเลสพันหาตัณหารอยแปดก็ลวนเกิดที่ใจทั้งสิ้น ถาเรา หามใจมิใหเกิดกิเลสตัณหาได ความผิดใดๆ ก็เกิดขึ้นไมไดทั้งสิ้น ดุจดั่ง ดวงตะวันสาดแสงสองมาทางใด ความมืดก็หมดไป ปศาจยังตองหลบๆ ซอนๆ ไมกลาออกมาเพนพาน เปรียบไดกับการโคนลมตนไมที่มีพิษ ลูกจะ ตองขุดรากถอนโคนใหหมดสิ้นไป ไมใชคอยๆ ลิดกิ่งปลิดใบ ซึ่งไมทันการ


สรุปแลวการแกที่ใจจึงจะเขาถึงความบริสุทธิ์ผุดผองไดอยางแทจริง เพียงเกิดความรูสึกวาจะทําผิด ก็จะรูสึกตัวเสียกอนแลวดวยสติสัมปชัญญะ ความผิดจึงเกิดขึ้นไมได นี่คือการยับยั้งชั่งใจที่ตองอบรมบมเพาะ ใหสติ ประคองใจเราไวตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ลูกจะตองใชวิจารณญาณใหถูกตอง วาคราใดที่จะใชวิธีใด จึงจะเหมาะจะควร ถาลูกนําวิธีมาใชไมเหมาะไม ควรก็จะไมทันการ แลวลูกก็จะตองตกอยูในความโงตอไป ไมมีทางไดดี การตั้งปณิธานอันแนวแน ที่จะแกไขความผิดพลาดของตนเองก็ดี การอธิษฐานอยูบอยๆ ตลอดคืนก็ดี ลวนแตจะชวยกระชับความหนักแนน ใหแกลูก นอกจากนี้ยังตองมีกัลยาณมิตรคอยชวยเหลือตักเตือน มีผีสาง เทวดาคอยดลใจ จิตใจของลูกตองเด็ดเดี่ยวแนวแนทั้งกลางวันกลางคืน ทุก ขณะจิต ทุกลมหายใจเขาออก เพียงสักหนึ่งหรือสองสัปดาห อยางชาก็ไม เกินสามเดือน ยอมปรากฏผลอยางแนนอน

ใจสงบ กายสบาย ลูกจงคอยสังเกตถึงจิตใจที่สงบขึ้น สติปญญาแจมใสสมองโปรง ไม ปวดศีรษะ ทําอะไรก็ดูจะงายขึ้นเร็วขึ้นไมผิดพลาด ไมเครียดจนหงุดหงิด ถาลูกพบคนที่ไมถูกโรคกันมากอน กลับรูสึกเฉยๆ แทนที่จะเกิดความอิด หนาระอาใจอยางที่เคยเปนมา กลางคืนอาจจะฝนวาตนเองไดอาเจียนของ ดําๆ ออกมา บางทีก็จะฝนเห็นนักปราชญโบราณมาสั่งสอนแนะนํา บางทีก็ จะฝนวาไดบินไปเที่ยวบนทองฟา บางทีก็จะเห็นเครื่องบูชาพระพุทธเจา ลวนเปนนิมิตที่ดี เพื่อใหลูกรูวา บาปกรรมนั้นไดลดนอยลงแลว แตลูกอยา ไดลําพองใจเปนอันขาด เพราะความเพียรของลูกจะหยุดกาวหนาไดทันทีที เดียว แตกอนนี้สมัยชุนชิว มีขุนนางในแควนเอวยทานหนึ่งเมื่ออายุไดยี่สิบ ป ทานก็รูสึกตัววาตนเองไดทําผิดอะไรมาบาง และสามารถแกไขไดหมด สิ้น ครั้นเมื่อทานอายุได ๒๑ ป ทานก็รูอีกวาที่คิดวาแกไขหมดแลวนั้น ที่ แทยังไมหมดจดดี ครั้นเมื่อทานอายุได ๒๒ ป ทานก็ยังเห็นอีกวายังเหลือ ความผิดอะไรอยูบาง เชนนี้ทุกปมา จนเมื่อทานอายุ ๕๐ ป ก็ยังรูวาเมื่อทาน


อายุ ๔๙ ปนั้น มีความผิดที่ยังไมไดแกไขอะไรมาบาง ลูกจงดูไวเปนตัว อยางวา คนโบราณนั้น ทานมีความจริงใจตอการแกไขเพื่อพัฒนาตนเอง เพียงใด พวกเราสมัยนี้ลวนแตเปนคนหยาบคาย มีความผิดติดตัวกันมากมาย ราวกับตัวเหลือบที่เกาะเต็มไปหมด แตเราก็ไมเห็น ไมรูสึกวาอดีตนั้นเรา ไดกระทําอะไรผิดพลาดมาบาง นี่ก็เพราะความหยาบของจิต มีดวงตาก็หา มีแววไมนั่นเอง ลูกจงสังเกตคนที่บาปหนา มักจะปรากฏบุคลิกที่อาภัพใหเห็นไดงายๆ เชน เปนคนขี้หลงขี้ลืม ปวดหัวมึนงง งวงเหงาหาวนอน แมไมมีเรื่องราย แรงอะไรเกิดขึ้น ก็มีจิตใจที่หงุดหงิด เศราซึมเลื่อนลอย ขี้หวาดกลัวหา ความสุขความรื่นเริงไมได เห็นคนก็ไมกลาสบตาดวย ไมชอบฟงเทศนฟง ธรรม บางทีทําดีกับใครก็กลับไดผลในทางตรงกันขาม กลางคืนนอนก็ฝน ราย พูดจาเลอะเลือนจิตใจทอแท เหลานี้ลวนเปนนิมิตของคนบาปหนาทั้ง สิ้น ถาลูกรูสึกตัววาเปนเชนนี้ ก็จงรีบหาทางแกไขโดยดวน อยาไดรั้งรออยู เลย


โอวาทขอที่ ๓ วิธีสรางความดี

(โอวาทขอที่สองนั้น ทานเหลี่ยวฝานไดสอนวิธีแกไขความผิดในชีวิต ปจจุบัน แตการที่ไมทําผิดในชาตินี้ ยังไมสามารถที่จะทําใหชีวิตเสวยผลดีมี สุขตลอดไป เพราะเหตุวา แมชาตินี้จะมิไดกอกรรมทําเข็ญเพิ่มขึ้น แตเรา จะรูไดอยางไรวา ชาติกอนๆ นี้เราทําความไมดีอะไรไวบาง ก็จะตองมี แนๆ เพียงแตมากหรือนอยเทานั้น ที่เราไมอาจทราบได ซึ่งจะตองไดรับ วิบากแหงกรรมในชาตินี้ตอไป ฉะนั้น ไมเพียงแตเราจะตองละการทําชั่ว แลว ยังตองสรางกรรมดีใหเพิ่มพูนขึ้น เพื่อหนีวิบากที่ไมดีในชาติปาง กอนๆ โอวาทขอที่สามนี้ ทานเหลี่ยวฝานจึงสอนใหลูกทานรูจักสรางความ ดี) อดีตเปนตัวอยางอันดี ลูกจะตองอานคัมภีรอี้จิงใหเขาใจอยางทะลุปรุโปรง เพราะเปนคัมภีร ที่ดีมากเลมหนึ่ง เพียงหนาแรกก็ใหกําลังใจแกผูอานอยางมหาศาล โดย กลาวไววาครอบครัวที่สั่งสมแตความดี ไมเพียงแตหัวหนาครอบครัวจะได รับผลดีเทานั้น แมแตลูกหลานเหลนโหลนก็พลอยไดเสวยผลแหงความดี นั้นดวย เพราะเหตุนี้ทานตาของทานขงจื่อนักปราชญอันเลื่องชื่อของจีน ทานจึงยกลูกสาวของทานใหกับทานพอของทานขงจื่อ เพราะทานได พิจารณาอยางถี่ถวนแลววา ชายที่จะมาเปนบุตรเขยของทานนั้น ไมเพียง แตจะเปนผูประพฤติดีปฏิบัติชอบแลว ยังตองมีบรรพชนที่ประพฤติดีปฏิบัติ ชอบมาหลายชั่วคนดวย และก็เปนความจริง ตระกูลนี้ไดกําเนิดนักปราชญ ที่ชาวจีนทั้งประเทศตองสักการะบูชา เปนปูชนียบุคคลที่หายากในโลกผู หนึ่ง คือทานขงจื่อไงละลูก ตอมา ทานขงจื่อไดสรรเสริญทานตี้ซุนวาเปนผู มีความกตัญูอยางยอดเยี่ยมหาใครเปรียบไดยาก บรรพชนของทานตี้ซุน จะตองยินดีปรีดาที่มีลูกหลานที่ดีเชนนี้มาเซนไหวบูชาดวย ลูกศึกษาประวัติ ศาสตรสมัยชุนชิวแลว ลูกก็จะเขาใจวา ลูกหลานของทานตี้ซุนก็คือแควน เฉินทั้งหมด ไดมีความรุงเรืองอยูนานหลายชั่วคนทีเดียว


อดีตจึงเปนตัวอยางอันดีที่ลูกจะไดศึกษา ทําความเขาใจใหรูแจงเห็น จริง และจดจํามาแตสิ่งที่ดีงาม เพื่อประยุกตใชในชีวิตประจําวันของลูกเอง

ชวยแตคน ไมสนทรัพยสิน มีขุนนางทานหนึ่งมีหนาที่ถวายอักษรฮองเต เมื่อยังทรงพระเยาว ทานผูนี้มีบรรพชนที่ยึดอาชีพแจวเรือจางมาหลายชั่วคน มีอยูครั้งหนึ่ง ตั้ง แตพระอาจารยยังไมเกิด ฝนตกนานจนน้ําทวมตลิ่ง กระแสน้ําไดพัดพา ชีวิตผูคนและทรัพยสินลอยตามน้ํามามากมาย ชาวเรือจางตางก็สาละวน เก็บทรัพยสินขึ้นเรือเปนของตน มีแตทานทวดและทานปูของอาจารยทานนี้ เทานั้น ที่ไมยอมแตะตองสิ่งของใดๆ เลย ตั้งหนาตั้งตาชวยชีวิตคนที่ลอย ตามกระแสน้ําอันเชี่ยวกรากมา ใครๆ ก็พากันหัวเราะเยาะวาทานทั้งสอง เปนคนโง ไมรูจักฉวยโอกาสหาความร่ํารวยใสตน แตการณหาเปนเชนนั้น ไม เมื่อทานปูไดลูกชาย คือทานบิดาของพระอาจารยนี้ ความเปนอยูของ ทานกลับไมลําบากดังแตกอน ครอบครัวมีความสุขสบายขึ้น ทานทวดสิ้น บุญไปแลว ตอมาทานปูก็ถึงแกกรรมลง มีเตาหยินทานหน���่งซึ่งเชื่อกันมาวา เปนเทวดาแปลงรางมาปรากฏ ไดแนะนําใหทานพอของพระอาจารยนําศพ ของทานทวดและทานปู ไปฝงรวมกันในที่แหงหนึ่งใกลบาน ซึ่งเปนชัยภูมิที่ ดีมาก เปนมงคลแกลูกหลานตอไป ทุกวันนี้ฮวงจุยกระตายขาวนี้เปนที่เลื่อง ลือกลาวขวัญกันทั่วทุกทิศ สดุดีในเกียรติคุณของคนแจวเรือจางที่เปนทาน ทวดและทานปูของพระอาจารย เมื่อพระอาจารยถือกําเนิด พออายุได ๒๐ ป ก็สอบไลไดตามขั้นตอนทั้งหมด ไดรับราชการเปนขุนนาง จนไดเปน พระอาจารยถวายอักษรแดฮอ  งเต เมื่อฮองเตทรงทราบถึงคุณงามความดี ของทานทวดและทานปูของพระอาจารย ก็ไดโปรดเกลาฯ พระราชทานยศ ขุนนางใหกับทานทวดทานปูของพระอาจารยอีกดวย เพื่อเปนการแสดงให ปรากฏวาการทําความดีงามนั้นยอมไดรับสิ่งที่ดีงาม สมควรเปนแบบอยาง แกบุคคลทั่วไป แมชีวิตหาไมแลวก็ตาม อนึ่งลูกหลานของพระอาจารย ก็ได รับราชการเปนใหญเปนโตตราบจนทุกวันนี้มากมาย

จิตที่เปยมดวยเมตตา สยบความดุรายได


มีเสมียนอําเภอทานหนึ่ง แมจะมีตําแหนงเล็กๆ แตจิตใจนั้นเปยม ดวยเมตตาธรรมเปนคนรักษาระเบียบของราชการอยางเครงครัด มีความ ยุติธรรมเปนที่ตั้ง ไมทําในสิ่งที่ผิดศีลธรรม สวนนายอําเภอนั้นเปนคนดุราย อยูมาวันหนึ่ง นายอําเภอสั่งเฆี่ยนผูตองหาที่ไมยอมรับสารภาพ ตีจนเนื้อ แตกเลือดไหลนองพื้น ก็ยังไมหายโกรธ เสมียนอําเภอทนเห็นความทารุณ ไมไหว จึงคุกเขาที่หนาโตะวาความของนายอําเภอ ขอใหปราณีนักโทษ หยุดตีเสียที นายอําเภอตอบวา ปราณีนะได แตผูตองหาคนนี้ไมรักษา กฎหมาย ไมมีศีลธรรม จะไมใหโกรธกระไรได เสมียนอําเภอจึงโขกศีรษะ ลงกับพื้นพลางพูดวา ผูที่เปนขุนนาง ถาไมชําระความตามเหตุผลขอเท็จ จริง เอาแตอารมณตนเปนใหญ ราษฎรยอมไมมีตัวอยางอันดีงามให ประพฤติปฏิบัติตาม จิตใจของราษฎรหาที่ยึดเหนี่ยวเปนสรณะไมได การ ชําระความนั้นแมจะสอบสวนไดความจริงออกมาแลว ก็ไมควรดีใจ จะทํา ใหเกิดความประมาทเลินเลอไมไดความจริงที่อยูลึกกวาความจริงผิวเผิน ทําใหการชําระความผิดพลาดไดงาย แมจะไดความจริงทั้งหมดออกมาแลว ก็ยังไมควรดีใจ ควรจะเสียใจและเห็นใจ ที่เขาทําผิดไปโดยความจงใจก็ดี เพราะความรูเทาไมถึงการณก็ดี ยังตองนําเมตตาธรรมมารวมการวินิจฉัย คดีความดวย ทางใดที่จะผอนหนักเปนเบาได ก็ควรใหโอกาสเขากลับตัว กลับใจ เปนคนดีตอไป ถาแสดงความโกรธมากมายเชนนี้ ผูตองหาเกรง อาญา ก็ยอมรับเสียกอน ทั้งๆ ที่ตนมิไดทําผิดดังที่ถูกกลาวหา จะมิเปนการ ปกปรําราษฎรไปหรือ ดีใจยังเปนการไมบังควร จักโกรธไดที่ไหน นาย อําเภอสํานึกในคําพูดของเสมียนอําเภอ แตนั้นมาก็ไมกลาแสดงความโกรธ ความดีใจในขณะที่ชําระความอีกเลย เสมียนอําเภอทานนี้ฐานะยากจนมาก เพราะมีแตเงินเดือนขั้นต่ํา ไม เคยขูดรีดราษฎรไมยอมรับของกํานัลจากใคร มีแตชวยนักโทษ วันหนึ่ง มี ผูตองหาหลายคนที่อดอยากมาตลอดทางจากหัวเมืองไกล หนาตาซีดเซียว หมดเรี่ยวหมดแรง หนาหาสีเลือดไมไดแลว เปนที่สังเวชใจยิ่งนัก บังเอิญที่ บานของเสมียนอําเภอทานนี้ ขาวสารก็กําลังจะหมด เหลืออยูมื้อสุดทายเทา นั้น ถานํามาใหผูตองหาเหลานี้แลว ทานและภรรยาก็ตองอดขาวมื้อนั้นดวย ทานจึงปรึกษากับภรรยาเพื่อใหภรรยาเปนผูตัดสินใจ ตกลงทั้งสองยอมสละ ความมื้อนั้น นํามาตมขาวตมเลี้ยงผูตองหาทั้งหมด ตอมาภรรยาของทานก็ ใหกําเนิดบุตรชายสองคน ลวนแตไดเปนขุนนางผูใหญในเวลาตอมา และ หลานของทานอีกสองคนก็ไดเปนขุนนางผูใหญเชนกัน


คุณธรรมล้ําเลิศเพราะปญญา สมัยพระเจาอิงจงฮองเต (ค.ศ.๑๔๓๖ - ๑๔๔๙ หรือ พ.ศ. ๑๙๗๙ ๑๙๙๒) มีขุนโจรกอกวนจลาจลขึ้นที่เมืองฝูเจี้ยน มีราษฎรและนักศึกษา สนับสนุนขุนโจรกันมากมาย ฮองเตจึงโปรดใหนายทหารคุมกองทัพออก ปราบปราม นายทหารทานนี้หาทางจับเปนขุนโจรไดโดยไมสูญเสียชีวิต ไพรพลและราษฎรเลย ตอมาทางดานตะวันออกของเมืองฝูเจี้ยนยังมีสมุน ขุนโจรหลงเหลืออยูมากมาย นายทหารทานนี้จึงบัญชาใหขุนนางแซเจี่ยใน กรมมหาดไทยของเมืองนั้น ใหออกกวาดลางแทนทาน ถาจับไดใหฆาให หมดสิ้น แตทานเจี่ยไมยอมปฏิบัติตาม ทานกลับใหคนไปลอบแจงแก ราษฎรวา ถาใครไมเขาขางโจรก็ใหเอาผาขาวมาแขวนไวที่หนาประตูบาน ถาบานใดมีผาขาวแขวนอยู ก็จะไมถูกลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น เปนอันวาครั้ง กระนั้น ราษฎรและนักศึกษารอดตายประมาณหนึ่งหมื่นคน ทานเจี่ยมีคุณ ธรรมล้ําเลิศ ตอมาบุตรชายสอบไดที่ ๑ ไดเปนจอหงวน รับราชการจนได เปนไจเซี่ยง ซึ่งเปนตําแหนงสูงสุดในราชการฝายบุน (ฝายบริหารประเทศ) และหลานชายของทานเจี่ย ตอมาก็สอบไดที่ ๓ ไดรับราชการเชนกัน

ใหทานตองไมอิดหนาระอาใจ ที่เมืองฝูเจี้ยน มีตระกูลหนึ่งแซหลินบรรพสตรีทานหนึ่งเปนผูใจบุญ มาก ชอบทําขนมเลี้ยงคนจน ใครมาขอขนมก็รีบกุลีกุจอตักให ไมเคยแสดง สีหนารังเกียจเดียดฉันท ตอมามีเทวดาแปลงรางเปนเตาหยิน มาขอขนม คุณยายทานนี้ทุกเชา และขอมากๆ เสียดวย ทานก็ไมเคยบนวา ตักใหมากๆ ทุกวันเปนเวลาสามป ตลอดระยะสามปนี้ไมเคยขาดเลยแมแตวันเดียว ไม เคยใหนอย ไมเคยเบื่อหนายตอการให สามปประดุจหนึ่งวัน เตาหยินแอบ ชมเชยนางอยูในใจวา จะหาใครใหทานไดสม่ําเสมอโดยไมอิดหนาระอาใจ เชนนี้ไมไดอีกแลว ทานจึงพูดกับนางวา อาตมาฉันขนมของทานมาเปน เวลาสามปแลว จึงใครจะขอตอบแทนพระคุณทานเสียที ที่หลังบานของ ทานมีที่วางอยู ถาทานทําฮวงจุยในบริเวณนี้ได ตอไปลูกหลานอีกหลายๆ ชั่วคนของทานจะไดเปนขุนนาง ถาจะเปรียบก็พูดไดวา จะเปนขุนนางมาก มายเทากับเมล็ดงาหนึ่งถังใหญทีเดียว ทานลองคิดดูแลวกันเมล็ดงานั้นเล็ก เพียงไร อยูในถังใหญๆ จะมีปริมาณมากเพียงไร ตอมานางไดถึงแกกรรม


ลง บุตรชายจึงนําไปฝงไวในที่นี้ อีกไมนาน ตระกูลนี้เขาสอบครั้งแรก ก็ สอบไดถึงเกาคน และไดเปนขุนนางทั้งหมดเชนกัน ไดเปนขุนนางทุกชั่ว คน จนมีคําร่ําลือกันไปทั่ววา ไมเคยมีครั้งใดที่การสอบไลจะไมมีคนใน ตระกูลหลินติดอันดับ

ชวยชีวิตตองฉับพลัน อีกตระกูลหนึ่งคือตระกูลเฝง บุตรชายรับราชการในกองประวัติ ศาสตรแหงชาติกอนหนานั้นบิดาสอบไดเปนที่ซิ่วฉาย ทุกเชาจะตองไป เรียนตอที่อําเภอ อยูมาวันหนึ่งอากาศหนาวจัดมาก ทานเดินไปตามทาง พบคนนอนหนาวจมหิมะอยู คลําดูปรากฏวาแข็งไปครึ่งตัวแลว ทานรีบ ถอดเสื้อหนาวออกใสให พยุงใหลุกขึ้นพากลับมาบานของทาน ชวยประคบ ประหงมจนพื้นดีดังเดิม คืนนั้นทานฝนไปวา มีเทวดาองคหนึ่งมาพูดกับ ทานวา “เปนการยากยิ่งนัก ที่เจาสามารถชวยเหลือคนใหฟนจากรอดตายได อยางหวุดหวิด เราจะใหหานฉี มาเกิดในตระกูลของเจา” ตอมาบุตรชายที่ทํางานกองประวัติศาสตรอยูในเวลานี้ก็เกิดมา จึง ขนานนามวาฉี ตามที่ฝนไป หานฉีทา���เกิดในสมัยราชวศซง (ซอง) (ค.ศ. ๙๖๐ - ๑๑๒๗ หรือ พ.ศ. ๑๕๐๓ - ๑๖๗๐) เปนขุนนางในตําแหนง ไจเซี่ยงถึงสองรัชกาล คือพระเจาอิงจงฮองเต (ค.ศ. ๑๐๖๘ -๑๐๘๕ หรือ พ.ศ. ๑๖๑๑ -๑๖๒๘ ) เปนที่รักของคนทั่วไป และเปนที่เกรงขามของชาว ตางประเทศยิ่งนัก เกียรติคุณของทานแผไพศาล เมื่อถึงแกอนิจกรรมแลว พระเจาสินจงฮองเตไดโปรดเกลาสถาปนาเปนที่จงเซี่ยนกง เปนเกียรติยศ อันสูงสุดที่ไดรับการขนานนามวา เปนผูที่อุทิศตนเองเพื่อความจงรักภักดี และรักชาติยิ่ง


ชวยเหลือทั่วหนา มีขุนนางทานหนึ่งแซอิ้ง เมื่อตอนที่ทานอยูในวัยกลางคน ไดเปนซิ่ว ฉายแลว แตยังไมไดเปนขุนนาง จึงไปนั่งทองตําราที่ชายเขาแหงหนึ่ง ซึ่ง ปลอดจากผูคนมารบกวน มีเสียงปศาจรองระงมชุมนุมกันอยูในบริเวณนั้น ทานแซอิ้งก็ไมกลัว อยูมาคืนหนึ่ง ทานไดยินเสียงปศาจคุยกันวา มีผูหญิงผู หนึ่ง สามีเดินทางไปหากินยังแดนไกลนานแลวไมกลับมา พอผัวแมผัวก็ เลยบังคับใหแตงงานเสียใหม ผูหญิงไมยอม จะมาแขวนคอตายบริเวณนี้ใน คืนพรุงนี้ ปศาจตนหนึ่งซึ่งผูกคอตายมาเหมือนกัน เมื่อมีคนมาแทนก็จักได ไปเกิดใหมเสียที ทานแซอิ้งไดยินเขาก็บังเกิดความเห็นใจผูหญิงคนนี้ขึ้น มาจับใจ จึงนําที่นาของตนไปขายอยางเงียบๆ ไดเงินมาสี่ตําลึง เขียนจด หมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง แลวสงไปยังบานของแมผัวพอผัวของผูหญิงคนนั้น พอแมเห็นจดหมาย ก็รูวาไมใชลายมือของบุตรตน พากันสงสัย แตแลวก็ลง ความเห็นวา จดหมายนั้นอาจปลอมกันได แตเงินนั้นถาไมใชลูกแลวจะเปน ใครสงมาใหเลา ก็เชื่อกันวาลูกของตนคงสุขสบายดี จึงสงเงินมาใหพอแม ใช ก็เลยกลับใจไมบังคับใหลูกสะใภไปแตงงานใหม ตอมาบุตรชายของตน กลับมา สามีภรรยาก็ไดอยูกินเปนปกติสุขตลอดมา อยูมาอีกคืนหนึ่ง ทานแซอิ้งก็ไดยินปศาจพูดวา “ ฉันนะ จะมีคนตายแทนแลวเชียวนา แตซิ่วฉายนี่ทําเสียเรื่องหมด” ปศาจอีกตนหนึ่งก็พูดขึ้นวา “ งั้นเราก็ชวยกันฆาเสียเถอะ” ปศาจตนแรกบอกวา “ไมไดหรอก เพราะเทพเจาเบื้องบนเห็นเขา เปนคนใจดี ไดแตงตั้งใหเขาเปนขุนนางในยมโลก ใครก็ทําลายเขาไมได เสียแลว”


ทานแซอิ้งไดฟงเชนนั้น ก็ยิ่งมีกําลังใจที่จะทําดียิ่งๆ ขึ้น ยามเกิด ทุพภิกขภัยก็นําขาวและอาหารไปแจกจายแกผูอดอยาก ยามเมื่อญาติมิตร เดือดรอน ก็ชวยเหลืออยางเต็มความสามารถ ยามประสบภัยพิบัติ ก็ไมเคย โทษฟาโทษดิน กลับโทษตนเองวาไดกออกุศลกรรมมาจึงยอมรับสถาน การณอันเลวรายไดอยางสงบ เมื่อไดเปนขุนนางแลว ลูกหลานก็ยังไดเปน ขุนนางอีกมากมาย

ชวยตองทันที มีซิ่วฉายทานหนึ่งแซสวี๋ย บิดาเปนผูมั่งคั่งในเมืองซูโจว มีอยูปหนึ่ง ฝนแลงมาก ทานจึงใหชาวนาทํานาของทานฟรี ไมเก็บคาเชานาเลย เปนตัว อยางอันดีงาม ที่เจาของนาทั้งหลายก็ปฏิบัติตามเชนกัน ไมเพียงเทานั้นทาน ยังนําขาวที่เก็บไวมาแจกจายแกคนยากไรอีกดวย พอตกกลางคืนก็ไดยิน เสียงปศาจมารองวา “แมจะพูดสักพันครั้งหรือสักหมื่นครั้ง ขาพเจาขอยืนยันวาเปนความ จริง ที่ซิ่วฉายในตระกูล สวี๋ยนี้จะไดเปนจวี่ยเหยินแลว” ปศาจรองติดตอกันนาน จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อมีการสอบไลซิ่วฉาย ทานนี้ก็ไปสอบกับเขาดวย ปรากฏวาสอบไดเปนจวี๋ยเหยินจริงตามที่ปศาจ มารอง บิดาของทานเห็นวาการทําดีเพียงเทานี้ ยังไดผลดีถึงเพียงนี้ ทานก็ ยิ่งมุมานะทําดียิ่งๆ ขึ้น สะพานชํารุดทานก็ใหคนไปซอมเสียใหดี ถนนหน ทางขรุขระสัญจรไมสะดวก ทานก็ใหคนไปซอมใหเรียบรอย ภิกษุที่ไมมี โยมอุปฏฐาก ทานก็ทําสํารับกับขาวไปถวายทุกวัน ใครขาดแคลนขาวปลา อาหารเสื้อผาและอื่นๆ ทานก็เจือจุนอยูเสมอ ไมใหอดอยากยากไร ไมวา ใครจะมีเรื่องทุกขรอนอยางไร ทานชวยไดเปนชวยทันที ตอมาปศาจก็มา รองอีกทุกคืนวา


“แมจะพูดสักพันครั้งหรือหมื่นครั้ง ขาพเจาขอยืนยันวาเปนความจริง ที่จวี่ยในตระกูลสวี่ยนี้ จะไดเปนขุนนางผูใหญที่มีตําแหนงสูงสุดในภูธร” ตอมาก็เปนเชนนั้นจริงๆ

การใหความยุติธรรมเปนความยิ่งใหญ มีขุนนางอีกทานหนึ่งแซถู รับราชการอยูในเรือนจําที่เมืองเจียฟาง ทานพักอยูในเรือนจํา มีเวลาวางทานก็จะไปคุยกับพวกนักโทษ เพื่อจะไดรู ความจริงวานักโทษนั้นทําผิดจริงหรือเปลา ปรากฏวามีนักโทษหลายคนที่ ไมไดกระทําผิดตามที่ถูกกลาวหา ทานจึงทําบันทึกไปมอบใหผูบังคับบัญชา การพิจารณาโทษในสมัยนั้นก็ตองผานการพิจารณาคดีสามขั้นตอนดวยกัน เมื่อสอบสวนไดความอยางใด ในทองที่ที่เกิดเหตุแลว ก็สงตัวนักโทษมายัง คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งที่จะสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไดความอยางไร แลวก็นําทูลเกลาฯถวายฮองเตใหทรงวินิจฉัยอีกทีหนึ่ง โดยแยกเสนอนัก โทษออกเปนสามประเภท คือประเภทที่หนึ่ง กระทําผิดจริง ประเภทที่สอง เปนนักโทษที่รอลงอาญาได ประเภทที่สาม เปนนักโทษที่ควรใหอภัยโทษ ทั้งหมดนี้สุดแลวแตฮองเตจะทรงวินิจฉัยอยางใดอยางหนึ่ง ถารับสั่งให ประหารก็ประหารทันที สวนพวกที่รอลงอาญา ถาโชคดีก็อาจจะไดรับพระ ราชทานอภัยโทษในวันสําคัญของฮองเต ทานแซถูนี้ เมื่อทานสอบสวนได ความจริงจากนักโทษแลว ทานก็ทําบันทึกสงใหผูบังคับบัญชา ธรรมเนียม ในสมัยนั้น ถาผูใดสามารถสืบไดความจริงวานักโทษไมผิดแตถูกปรักปรํา ก็จะไดความดีความชอบ แตทานแซถูนี้ ทานมิไดคิดเอาดีเอาชอบ กลับยก ความดีความชอบนั้น ใหแกผูบังคับบัญชาของตน มีความประสงคแตจะ ชวยแกทุกขใหกับนักโทษเทานั้น นักโทษถูกปลดปลอยเพราะทานในขณะ นั้นสิบกวาคน ราษฎรตางพากันชื่นชมยินดี โดยไมทราบวาที่แทเปนการ ปดทองหลังพระของทานแซถูนั่นเอง ทานแซถูยังเสนอตอผูบังคับบัญชาวา ในเมืองหลวงแทๆ ยังมีผูถูกปรักปรํามากมายเชนนี้ ถาหัวเมืองที่ไกลปน เที่ยงออกไป จะไดรับความอยุติธรรมขนาดไหน ควรที่จะแตงตั้งคนดีมี ความยุติธรรมเปนผูตรวจการไปรื้อฟนคดีมาพิจารณาวา ไดพิพากษาลง โทษสมควรแกโทษหรือเปลา ถาหนักไปก็ควรผอนใหเบาลง ถาเบาไปก็ ตองเพิ่มใหหนักขึ้นไปอีก เพื่อทรงความยุติธรรมไว ผูใดมิไดกระทําผิดก็ สมควรปลอยตัวไปเสีย ฮองเตทรงเห็นชอบดวยจึงทรงแตงตั้งขุนนางแยก ยายกันไปตามหัวเมืองนอยใหญ ทานแซถูก็ไดรับการแตงตั้งดวย อยูมาคืน


หนึ่ง ทานฝนไปวา มีเทวดามาชมเชยทานวาการกระทําของทานเปนที่ถูกใจ ฟาดินมาก ความจริงทานแซถูมีชาตาชีวิตที่ไรบุตรสืบสกุล แตเนื่องจาก ความดีครั้งนี้ใหญหลวงนัก ฟาดินจึงประทานบุตรชายใหทานสามคน ตอ ไปจะไดเปนขุนนางผูใหญทั้งสิ้น ตอมาความฝนนั้นก็กลายเปนความจริง

จาคะดวยเมตตาการุณ มีอีกทานหนึ่งแซเปา บิดาทานเปนขุนนางตําแหนงขาหลวง ทานมีพี่ นองเจ็ดคน ทานเปนลูกคนสุดทอง แตงงานแลวก็ไปอยูบานพอตาแมยาย ทานชอบพอกับทานบิดาของพอมาก ไปมาหาสู���สมอ ทานเปนคนเกงมี ความรูมากมาย แตเสียดายที่สอบเปนจวี่ยเหยินตกทุกป ทานสนใจพระ พุทธศาสนาและลัทธิเตามาก วันหนึ่งทานไปเที่ยวที่ทะเลสาบแหงหนึ่ง ไป พบศาลเจาเกาๆ มีสภาพทรุดโทรมมาก เขาไปในศาลก็เห็นรูปเทพเจากวน อิมยืนตากฝนเปยกอยู ทานจึงหยิบเงินในกระเปาของทานซึ่งมีอยูสิบตําลึง ถวายทานเจาอาวาสใหซอมแซมใหดีดวย ทานเจาอาวาสบอกวา เงินเพียง เทานี้ไมเพียงพอที่จะซอมแซมไดหมดทานจึงหยิบผาที่เพิ่งซื้อมาสี่พับ กับ เสื้อที่ติดตัวมาดวยอีกเจ็ดชุด ถวายแกเจาอาวาส คนใชไดคานขึ้นวา เสื้อผา เหลานี้ลวนเพิ่งทํามาใหมๆ แลวทานจะใชอะไรมาแทนเลา ทานบอกวาชาง เถิด ขอใหเทพเจากวนอิมไมตองตากแดดตากฝนก็พอใจแลว เราไมมีเสื้อ ผาใสจะเปนไรไป ทานเจาอาวาสไดฟงแลวประทับใจมาก รองไหพลางพูด วา ของที่ใหมานั้นหาไมยากดอก แตน้ําใจเชนนี้สิ จะหาไดจากที่ไหน ครั้น ซอมแซมเรียบรอยแลว ทานแซเปาก็ชวนทานบิดาใหไปไหวเจาดวยกัน คืนนั้นคางอยูที่วัด ตกดึกก็มีเทพเจามาเขาฝนทานบิดาวา ขอบใจที่มาชวย ใหไมตองเปยกฝนอีกแลว ตอไป บุตรหลานของทานจะไดเปนใหญเปนโต ในราชการมากมาย ตอมาก็เปนเชนนั้นจริงๆ

ยุติธรรมค้ําจุนโลก อีกทานหนึ่งแซจือ ทานบิดารับราชการอยูในกรมราชทัณฑ อยูมาวัน หนึ่งมีนักโทษประหารคนหนึ่ง ซึ่งถูกปรักปรําโดยไมไดทําผิดอันใดเลย ทานบิดาสงสารมากจึงปลอบใจนักโทษวาอยาเปนทุกขไปเลย จะชวยเหลือ


นักโทษจึงปรับทุกขกับภรรยาวา เราซาบซึ้งในบุญคุณอันนี้ยิ่งนัก แตนา ละอายใจที่เรายากจนมาก ไมมีสิ่งของอันใดพอที่จะนํามาตอบแทนพระคุณ ทาน ก็เห็นมีแตเจาเทานั้นที่จะชวยเหลือเราได พรุงนี้เมื่อทานไปทําการ สอบสวนที่บาน เจาจงบอกกับทานตามตรงวา เราขอยกเจาใหเปนภรรยา ของทาน นางไมอยากทําเชนนี้ก็ไดแตรองไหพลางรับปากไปพลางดวย ความสลดใจยิ่ง แตการณกลับผิดคาด ทานบิดาของทานแซจือไมยอมรับ และชวยเหลือจนสําเร็จ เมื่อออกจากที่คุมขังแลว สองสามีภรรยาก็เดินทาง มาขอบพระคุณทาน และพูดวา คุณธรรมของทานที่มีตอขาพเจานั้น หายาก ยิ่งแลวในโลกนี้ หากขาพเจาไมสามรถตอบแทนพระคุณของทานเสียบาง คงจะไมสบายใจไปตลอดชาติ จึงใครยกลูกสาวใหเปนทาสชวงใช ขอทาน อยาไดปฏิเสธเลย ทานบิดาของทานแซจือก็รับไว แตมิไดใหเปนทาสรับใช ทําพิธีแตงงานกันตามประเพณีนิยม ตอมาจึงไดกําเนิดทานแซจือ พออายุ ได ๒๐ ป ทานแซจือก็สอบไลไดเปนขุนนางในกรมประวัติศาสตร ตอมาลูก หลานก็ไดเปนขุนนางกันทั้งนั้น

ขอคิดพิจารณา ที่พอเลามาใหฟงทั้งหมดนี้ มีอยูสิบเรื่องดวยกัน แมเรื่องราวจะแตก ตางกัน ลวนแตเปนการประพฤติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น ถาจะอธิบายใหละเอียด ลึกซึ้งกวานี้ ก็ยังจะตองพิจารณาวา การทําดีนั้นดีจริงหรือไม แบงออกเปน ๘ ขอดวยกันคือ

๑. ดีจริงหรือดีปลอม ๒. บริสุทธิ์ใจหรือไมบริสุทธิ์ใจ ๓. ทําแลวมีคนรูเห็นหรือไมมีคนรูเห็น ๔. ทําถูกหรือผิด ๕. ทําดวยความรูเทาถึงการณหรือไม ๖. ทําครึ่งๆ กลางๆ หรือทําอยางสมบูรณ ๗. ทําใหญหรือเล็ก ๘. ทํายากหรือทํางาย


ทั้งหมดนี้จะตองใครครวญใหถองแท หากการกระทําความดีโดยไม อาศัยเหตุผลแลวไซร ความดีนั้นอาจจะใหผลราย เปนบาปไปก็ได เปนการ สูญเปลา ไมไดประโยชนอันใดเลย ทีนี้พอจะมาพูดใหฟงทีละขอ

ขอแรก การทําดีนั้น ดีจริงหรือดีปลอม ในสมัยราชวงศหยวน (ค.ศ. ๑๒๗๑ -๑๓๖๘ หรือ พ.ศ. ๑๘๑๔ ๑๙๑๑) มีพระเถระรูปหนึ่งมีนามวาทานจงฟง ฮองเตในสมัยนั้นได สถาปนาทานเปนถึงสังฆราช ทานมีคุณธรรมล้ําเลิศ มีคนไปนมัสการมาก มาย อยูมาวันหนึ่ง มีพวกนักศึกษาลัทธิขงจื่อไดพากันไปนมัสการทาน กราบถามทานถึงปญหาหนึ่งวา “พระพุทธศาสนานั้นเนนหนักในเรื่องกฎแหงกรรม ใครทําดีไดดีทํา ชั่วไดชั่ว ดุจเงาตามตัว บัดนี้ปรากฏวาบางคนทําความดีแตลูกหลานไม เจริญรุงเรือง สวนคนที่ทําชั่วนั้นเลา กลับไดดีมีหนามีตา เชนนี้แลวจะเชื่อ คําสอนของพระพุทธศาสนาไดอยางไรกัน” พระเถระจงฟงกลาวตอบวา “หากเราจะวินิจฉัยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถาใชทัศนะชาวโลก ก็จะวินิจฉัยได แงมุมในทางโลก ถาใชทัศนะทางพุทธธรรม ก็จะวินิจฉัยไดแงมุมในทาง ธรรม อันปุถุชนคนธรรมดาไมสามารถจะมองเห็นไดแจมแจงเทา เพราะ ฉะนั้น การวินิจฉัยในทัศนะทางโลก จึงไมอาจถูกตองเสมอไป บางทีคนดีก็ มองไปวาเปนคนไมดี สวนคนไมดีก็มองเห็นวาเปนคนดีไปก็มี ชาวโลกจึง มักจะไมสํารวจตนเอง เอาแตโทษฟาดินลําเอียง”


แลวทานก็ใหพวกนักศึกษาลัทธิขงจื่อ ยกตัวอยางที่พวกเขาเห็นวาดี และไมดีออกมาจะไดเขาใจความหมายของความดีถองแทขึ้น บางคนก็ยก ตัวอยางวา การตีคนดาคนไมดี การออนนอม มีมารยาทดีจึงจะดี บางคนก็ ยกตัวอยางวา การละโมบอยากไดของเขาอื่นไมดี การไมละโลภถือสันโดษ เปนความดี ทานจงฟงเถระก็ไดสายหนาวาไมใชอยางวาเสมอไป ทานอธิบายวา “ถาเราทําประโยชนเพื่อผูอื่นเรียกวา ทําความดี แตถาเราทําเพื่อตัว เราเอง นั่นคือความไมดี ถาเราทําเพื่อประโยชนสุขของผูอื่น ถึงแมเราจะตี เขาก็ดี ดุดาวากลาวก็ดี ลวนแตเปนการกระทําดีทั้งนั้น ถาเพื่อประโยชน ของเราเอง เราจึงออนนอมตอผูอื่น ทําความคารวะตอผูอื่น นี่เปนความดี ปลอมไมใชดีจริง ฉะนั้นการกระทําใดๆ ก็ตาม ถาทําเพื่อประโยชนสุขของ ผูอื่นแลวไซร เปนความดีจริงทั้งนั้น ถาเราเพื่อผลประโยชนของเราเอง ก็ เปนดีปลอมทั้งนั้น ถาเราทําดวยความบริสุทธิ์ใจมีความจริงใจ ไมหวังสิ่ง ตอบแทน จึงจะเปนความดีที่ดีแท หากยังตองการอามิสสินจางรางวัล จึงจะ ทําความดี ความดีนั้นก็เปนความดีปลอม เพราะฉะนั้นกอนที่จะกลาววาสิ่ง นั้นดี สิ่งนั้นไมดี คนนี้ดี คนนี้ไมดี ก็ตองพิจารณาใครครวญทุกแงทุกมุม เสียกอน มิฉะนั้นการวินิจฉัยของเราก็จะเกิดการผิดพลาดขึ้นได”

ความดีขอที่สอง คือการทําความดีนั้น บริสุทธิ์ใจหรือไมบริสุทธิ์ใจ สมัยนี้คนสวนมากชอบคนที่มีนิสัยไมดื้อรั้นวาเปนคนดี แตนัก ปราชญทานมักจะชอบคนที่เปนตัวของตัวเอง เพราะคนชนิดนี้ มักจะสอน งาย แตหาไดยากมาก คนที่วานอนสอนงาย ชักจูงอยางไรก็ไปอยางนั้น ถึง แมใครตอใครพากันชมเชยวาเปนคนดีนักหนาก็ตามที แตทานนักปราชญ กลับเห็นวาคนชนิดนี้เปนผูรายในคุณธรรม สอนใหดีไดยาก หาความกาว หนาไมได เพราะฉะนั้น ความดีความไมดี ชาวโลกมักเห็นตรงกันขามกับ นักปราชญเสมอ สวนเทวดาฟาดินนั้น มีความเห็นตรงกับปราชญ ดังนั้น การทําความดีจึงมิไดอาศัยที่ตาดู หูฟง แตตองเริ่มที่ใจของตนเอง เริ่ม ไตรตรอง สํารวจตนเองอยางระแวดระวัง อาศัยกําลังใจของเราเอง ซักฟอก


จิตใจใหใสสะอาด ไมวาจะทําอะไรก็ใหคิดถึงประโยชนสุขของผูอื่นกอน แลวทําดวยความบริสุทธิ์ใจ ไมแฝงไวดวยเจตนาที่จะตอ���การตอบแทนจาก ใคร จึงจะเปนความดีโดยบริสุทธิ์ หากเราทําดีเพื่อเอาใจผูอื่นก็ดี หวังการ ตอบแทนก็ดี ก็ไมใชความดีที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจเสียแลว เปนการเส แสรงเพทุบายเพื่อหวังประโยชนตนเปนที่ตั้ง เปนเจตนาที่ไมบริสุทธิ์ จะถือ เปนความดีแทไมได

รูเห็น

ความดีขอที่สาม คือการทําความดีนั้น ทําแลวมีคนรูเห็นหรือไมมีคน

ความดีทางธรรมซึ่งฟาดินยอมประทานผลดีให สวนความดีทางโลก ก็จะไดรับแตชื่อเสียงเกียรติยศความมั่งคั่งเปนผลตอบแทน การมีชื่อเสียง โดงดังนั้น ชาวโลกมักจะเห็นวาเปนผูมีบุญวาสนา แตทางธรรมแลวเห็นวา ผูนั้นมิไดทําความดีมากพอกับการมีชื่อเสียง จึงมักจะไดรับผลไมดีในบั้น ปลาย แตคนดีที่ไดรับการปรักปรําจนเสียชื่อเสียงนั้น ลูกหลานกลับรุงเรือง ไดดีมีสุข เพราะผูที่ไดรับการปรักปรํา สามารถอดทนตอการถูกประณาม หยามเหยียดหวานอมขมกลืน กมหนารับความขมขื่นอยูดวยอาการสงบ เปนการสั่งสมกุศลกรรมอยางใหญหลวง ลูกหลานจึงมีโอกาสไดดี เพราะ ฉะนั้น ลูกจะตองเห็นความสลับซับซอนอันล้ําลึกของการทําความดีที่ดีแท และดีปลอม จึงจะทําความดีไดถูกตอง

ความดีขอที่สี่ คือการทําความดีนั้น ทําถูกหรือทําผิดกาละเทศะ ในแควนหลู ราษฎรถูกจับไปเปนเชลยในแควนอื่น เมื่อมีคนไถมาได สงคืนแควนหลูไป ก็จะไดรับเงินจํานวนหนึ่งเปนการตอบแทน เพราะสมัย ชุนชิวนั้น ตางก็ตั้งตัวเปนอองกัน รบราฆาฟนชวงชิงเขตแดนกัน จับเชลย ศึกไดก็นําไปเปนขาทาสทั้งชายหญิง แควนหลูเปนแควนเล็กๆ ไมคอยจะมี กําลังไปสูรบกับใครนัก จึงมักถูกแควนอื่นบุกเขามาจับราษฎรไปเปนทาส เสมอ ใครใจบุญอยากทําความดีก็นําเงินไปไถมาคืนเจาผูครองแควนหลูก็ จะไดรับรางวัลทันที ตอมาทานจื่อกงซึ่งเปนศิษยเอกของทานขงจื่อ ทานได ไปไถเชลยศึกมาคืนแควนหลู แตไมยอมรับเงินรางวัล เพราะทานมีฐานะดี


อยูแลว ทําไปโดยมิหวังผลตอบแทนใดๆ แตเมื่อทานขงจื่อทราบเรื่องเขา ทานก็โกรธลูกศิษยของทานมาก ทานบอกวา แควนหลูนั้นคนจนมากคน รวยมีนอย ตอไปนี้คงจะไมมีใครกลาไปไถเชลยศึกมาอีกแลว เพราะทาน จื่อกงไปทําตัวอยางเอาไวเชนนั้น ก็มีแตคนที่ฐานะดีจึงกลาเอาอยางทานจื่อ กงได สวนคนที่โลภเงินรางวัลก็ดี คนที่ไมคอยจะมีเงินนักก็ดี ตางก็ไมทํา ความดีอีกตอไป เพราะไมไดเงินรางวัลจะทําไปทําไม ดังนี้จึงเห็นไดวานัก ปราชญนั้น ไมวาจะทําอะไรก็จะเปนเยี่ยงอยางแกผูอื่น จึงตองระมัดระวัง จะทําอะไรผิดไมได คนก็จะพากันทําตามอยางผิดๆ ไปดวย ความดีก็เลย เปนความดีปลอมไป

(มีทานผูอานแยงมาวา พระพุทธศาสนาสอนมิใหทําความดีเพื่ออามิส สินจาง ทานเหลี่ยวฝานหมายถึงวา เมื่อมีเจตจํานงจะทําความดี สวนผลตอบ แทนนั้น ถาพึงไดโดยชอบธรรม แมตนเองไมตองการ ก็สามารถนําไปทํา ความดีเพื่อผูอื่นอีกตอไปได เชนทานจื่อกง เมื่อทานรับเงินมาแลว ทาน สามารถนําเงินไปไถคนมาใหกับแควนหลูไดอีก เปนการทําความดีที่ตอ เนื่องไปสูประโยชนสุขของผูอื่นไดอีกมากมาย และไมเสียธรรมเนียมของ แควนหลู เปนการไมเสียหายทั้งทางโลกและทางธรรม จึงไมขัดกับคําสอน ของพระพุทธศาสนาเลย - ผูถอดความ) ทานจื่อลูซึ่งก็เปนศิษยเอกของทานขงจื่อเชนกัน อยูมาวันหนึ่งทานจื่อ ลูไดชวยคนตกน้ําไวได ชายคนนั้นใหวัวตัวหนึ่งเปนการตอบแทนที่ไดชวย ชีวิตไว ทานจื่อลูก็รับเอาวัวนั้นมา ทานขงจื่อเมื่อทราบเรื่องก็ดีใจมาก ทาน พูดวาตอไปนี้แควนหลูของเรานี้ จะมีคนชอบชวยเหลือผูอื่นเพิ่มขึ้นอีก เพราะเมื่อทําความดีแลว มีคนเห็นความดีและไดรับการตอบแทนทันที ใครๆ ก็อยากจะทําความดีเชนนี้กันมากขึ้น แตในสายตาของชาวโลกแลว จะตองมองในทัศนะกลับกันกับทานขงจื่อเปนแน ชาวโลกจะตองเห็นวา ทานจื่อกงดี ชวยคนแลวไมหวังสิ่งตอบแทน สวนทานจื่อลูนั้นไมดี ชวยแลว ก็ไมปฏิเสธการตอบแทน แตนักปราชญทานมองการณไกล การทําความดี ที่มีคนนําไปเปนเยี่ยงอยางใหเกิดประโยชนตอสวนรวมได จึงจะเปนความ ดีแท


ไม

ความดีขอที่หา คือการทําความดีนั้น ทําดวยความรูเทาถึงการณหรือ

แตกอนนี้ มีขุนนางไจเซี่ยง (ไจเสี่ยง) ทานหนึ่งรับราชการในรัชกาล ของพระเจาอิงจงฮองเต (ค.ศ.๑๔๓๖-๑๔๔๙ หรือ พ.ศ. ๑๙๗๙-๑๙๙๒) ทานรับราชการดวยความซื่อสัตยสุจริตไมมีดางพรอย เปนที่เคารพนับถือ ของคนทั่วไป ตอมาทานปลดเกษียณตนเองกลับไปอยูภูมิลําเนาเดิมของ ทานที่ชนบท ประชาชนก็พากันมาเคารพทานตางก็เปรียบทานดุจขุนเขาอัน สูงสุดในแผนดินจีน คือ ทายซาน และเปรียบดุจดาวเหนือที่สุกใสกวาดาว ใดๆ ในพิภพ ครั้นแลว มีชายขี้เมาคนหนึ่งมาดาทานซึ่งๆ หนา ทานเห็นเปนคนเมา ก็ไมถือโกรธกลับมาบอกคนรับใชวา อยาไปเอาเรื่องกับคนเมาเลย ปด ประตูเสียเถิด ตอมาชายขี้เมาคนนี้ ไดรับโทษประหารชีวิต เมื่อทานอดีตไจเซี่ยงรูเขาก็เสียใจมาก รําพึงวา “ถาเราเอาเรื่องเสียแตแรกที่ดาเรา จับไปทําโทษสถานเบาเสียที่ อําเภอ เขาจะไมตองรับโทษประหารในวันนี้ เพราะเราแทๆ กรุณาเขาผิด กาละไปดวยความรูเทาไมถึงการณ ทําใหเขาเหิมเกริมทําชั่วจนตัวตาย” นี่คือตัวอยางของความใจดี แตกลับทําใหผูอื่นไดรับผลชั่วตอบแทน สวนการกระทําที่เห็นวาชั่วแตกลับเปนผลดีนั้น ก็มีตัวอยางเชนกัน


มีอยูครั้งหนึ่ง บานเมืองเกิดทุพภิกขภัย ราษฎรตางแยงชิงทรัพยสิน กันเองในกลางวันแสกๆ มีเศรษฐีทานหนึ่ง ไปรองตอนายอําเภอ ขอให ระงับเหตุกอนที่จะเกิดจลาจล แตนายอําเภอไมเอาเรื่อง คนยากจนก็เลยได ใจ พากันยื้อแยงกันมากขึ้น เศรษฐีเห็นไมเปนการจึงระดมผูคนของตน ออกปราบเอง เรื่องจึงสงบ การกระทําของเศรษฐีทานนี้ แมจะรุนแรง แตก็ทําดวยความสุจริตใจ หวังมิใหเกิดการจลาจล จึงเปนการทําความดีแทอีกวิธีหนึ่ง

ความดีขอที่หก คือการทําความดีนั้น ทําครึ่งๆ กลางๆ หรือทําอยาง สมบูรณ ในคัมภีรอี้จิงไดกลาวไววา ผูที่ไมสั่งสมความดี จึงมีความดีไมพอที่ จะไดรับชื่อเสียงดี ผูที่ไมสั่งสมบาป ยอมไมตองไดรับเคราะหกรรมถึงตาย ในประวัติศาสตรก็ไดกลาวถึงราชวงศซาง (เซียง) (กอน ค.ศ. ๑๗๖๖๑๑๒๒ หรือกอน พ.ศ. ๑๒๒๓-๕๗๙) วา โจวอวางซึ่งเปนฮองเตที่โหดรายที่ สุดพระองคหนึ่งในประวัติศาสตรจีนและเปนองคสุดทายของราชวงศซาง ถูกปราบปรามสําเร็จโดยโจวอูอวาง (จิวบูออง) ในปกอน ค.ศ.๑๑๒๒ (กอน พ.ศ. ๕๗๙) โจวอวาง สั่งสมแตบาปกรรม ดุจการรอยเงินเหรียญไว เต็มพวง จึงรักษาแผนดินและชีวิตของตนเองไวไมได การสั่งสมความดี ความชั่วนั้น ดุจนําของบรรจุลงในภาชนะทุกวันก็จะเต็มเปยม ถาสั่งสมบาง ไมสั่งสมบาง หยุดๆ ทําๆ บุญหรือบาปนั้นก็พรองอยูเสมอไมมีวันเต็มได เลย แตกอนนี้ มีเด็กสาวคนหนึ่ง เขาไปในวัดเพราะอยากทําบุญ แตมีเงิน เพียงสองอีแปะ ความจริงราคาของเงินนั้นนอยนิด แตคาของความมีใจ อยากทําบุญนั้นเหลือหลาย ทานเจาอาวาสจึงกลาวอนุโมทนาคาถาเอง ให ศีลใหพรเอง


ตอมาหญิงนั้นไดเปนพระสนมของฮองเตมีเงินมากมาย จึงนําเงิน หลายพันตําลึงมาที่วัดนั้นอีกเพื่อทําบุญ คราวนี้เจาอาวาสใหพระลูกวัดกลาว อนุโมทนาคาถาและใหศีลใหพรแทน พระสนมเกิดความสงสัยยิ่งนัก จึงกราบถามทานวา “เมื่อกอนนี้ขาพเจายากจน มีเงินเพียงสองอีแปะ แตทานมากลาว อนุโมทนาคาถาและใหศีลใหพรขาพเจาดวยตนเอง มาบัดนี้ขาพเจาพอมี เงินบาง จึงนํามาถวายหลายพันตําลึง แตทําไมทานกลับใหพระลูกวัดทํา หนาที่แทนทานเลา” ทานเจาอาวาสกลาววา “แตกอนนี้ แมทานจะทําบุญนอย แตใจทานนั้นเปยมไปดวยเจตนาที่ เปนกุศล มาบัดนี้แมทานจะมีเงินทําบุญมาก แตใจของทานนั้นไมเหมือน แตกอนเสียแลว จึงไมจําเปนที่จะตองใหอาตมาไปกลาวเอง” นี่คือตัวอยางของการทําดีที่ไมจําเปนตองอาศัยราคาของเงินมาาวัด ความดีนั้น ทําบุญดวยเงินนอยนิด กลับเปนบุญที่เต็มเปยม เพราะจิตใจที่ เต็มเปยมดวยกุศลเจตนา แมทําบุญดวยเงินมากมาย หากจิตใจมีศรัทธา เพียงครึ่งๆ กลางๆ การทําความดีนั้นก็จะไดผลเพียงครึ่งๆ กลางๆ เทานั้น อีกตัวอยางหนึ่ง มีเซียนทานหนึ่งชื่อวา จงหลี ทานเปนชาวฮั่น (กอน ค.ศ. ๒๐๖ - ค.ศ. ๘ หรือ พ.ศ. ๓๓๗ - ๕๕๑) เมื่อตายไดสําเร็จเปนเซียนผู วิเศษ เสวยสุขอยูบนสวรรคหลายรอยป จนสมัยราชวงศถัง (ค.ศ. ๖๑๘ ๙๐๗ หรือ พ.ศ. ๑๑๖๑ - ๑๔๕๐ )


ทานเซียนจงหลีก็รับลูกศิษยไวคนหนึ่ง มีชื่อวาทานหลี่ยตงปง ตอมา จนถึงปจจุบันผูคนเรียกทานวา หลียจู (ลื่อโจว) ทานเปนขุนนางรับราชการ เปนนายอําเภออยูสองครั้ง เมื่อมีโอกาสพบเซียนผูวิเศษ ทานก็ไดรับการ ถายทอดวิชาตางๆ ในลัทธิเตารวมทั้งการนั่งสมาธิดวย ทานติดตามเซียนผู วิเศษไปฝกสมาธิที่ภูเขาแหงหนึ่ง จนสําเร็จไดเปนเซียนเชนกัน ตอมาทานจงหลีไดสอนใหทานลื่อโจวรูจักผสมยาวิเศษ เพียงแตเอา ยานั้นหยดลงไปที่เหล็ก เหล็กนั้นก็จะกลายเปนทอง สามารถนําไปชวยเหลือ ความยากจนของผูคนได ทานลื่อโจวจึงกราบถามทานอาจารยวา “เมื่อเปลี่ยนไปเปนทองแลวจะกลับเปนเหล็กดั่งเดิมอีกไหม” ทานจงหลีบอกวา “เมื่อครบหารอยปแลวจะกลับสภาพเดิมได” ทานลื่อโจวจึงปฏิเสธไมยอมทําเหล็กใหเปนทอง เพราะทานเห็นวา เมื่อครบหารอยปแลว ก็จะทําใหผูคนเสียหายมากมายเพราะอยูๆ ทองในมือ ก็กลายเปนเหล็กไปเสียแลว ยอมนํามาซึ่งความสูญเสียอยางมากมาย เปน การใหรายผูอื่นโดยไมเปนธรรม การที่ทานจงหลีลองใจทานลื่อโจวครั้งนี้ ทําใหทานภูมิใจในลูกศิษย ของทานเปนอยางยิ่ง เพราะคําพูดเพียงคําเดียว ก็แสดงใหเห็นความเปนคน ของทานลื่อโจววาสูงสงเพียงใด


ทานจึงกลาวกับศิษยรักของทานวา “การจะบรรลุความเปนเซียนนั้น จะตองสั่งสมคุณธรรมใหไดถึงสาม พันอยาง คําพูดของเจาเพียงคําเดียว ก็เทากับไดสรางคุณธรรมครบสาม พันอยางแลวในพริบตา” การทําความดีนั้น เมื่อทําแลวก็แลวกัน อยาไดนํามาคิดถึงบอยๆ ราว กับการทําดีนั้นชางยิ่งใหญนัก ใครก็ทําไมไดเหมือนเรา ถาคิดเชนนี้ความดี นั้นจะเหลือเพียงครึ่งเดียว แตถาทําแลวก็ไมนํามาใสใจอีก คิดแตจะทํา อะไรตอไปอีกจึงจะดี ก็จะเปนความดีที่สมบูรณไมตกไมหลน เชนการให เงินแกคนยากจน ในใจของลูกจะตองคิดวาเราเปนผูให ภายนอกก็อยาไป สนใจวาใครเปนผูรับ แมแตเงินที่เราบริจาคไปแลว ก็มองไมเห็นวาสําคัญ ตรงไหน ใหแลวก็แลวกันลืมเสียใหได ไมกลับมาคิดอีกใหเสียเวลา เชนนี้ เรียกวาทําความดีดวยจิตวางเปลา เมื่อไมไดบรรจุอะไรไวที่จิตเลย จิตนั้นก็ ยอมเต็มเปยมไปดวยกุศลผลบุญ พลังแหงกุศลธรรมเชนนี้ใหญหลวงนัก สามารถทําลายเคราะหกรรมไดถึงหนึ่งพันครั้ง เพราะฉะนั้น การทําความดี จึงมิไดขึ้นอยูกับปริมาณของเงินทองหรือวัตถุที่บริจาค แตอยูที่ใจเราเทา นั้น ที่จะทําจิตใจใหวางเปลาจนสามารถบรรลุบุญกุศลได เพียงใดตางหาก

ความดีขอที่เจ็ด คือการทําความดีนั้น ทําใหญหรือเล็ก ทําเพื่อผูอื่นนั้นบุญหนัก มีขุนนางผูหนึ่งมีนามวา เอี้ยมจุน รับราชการอยูในกองประวัติศาสตร อยูมาวันหนึ่ง ถูกจับไปยังยมโลก พญายมไดสั่งใหเสมียนในยมโลก นําบัญชีดีชั่วของทานเอวยมาใหดู ปรากฏวา บัญชีชั่วนั้นชางมากมายกาย กองวางจนเต็มหองไปหมด สวนบัญชีความดีนั้นเล็กนิดเดียว มีขนาดพอๆ กับตะเกียบขางหนึ่งเทานั้น


พญายมสั่งใหคนนําตาชั่งมาชั่ง ปรากฏวาบัญชีความดีนั้นแมจะเล็ก นิดเดียว แตกลับมีน้ําหนักมากกวาบัญชีความชั่วที่รวมกันแลวทั้งหมด ทานเอวยมีความสงสัยเปนอันมาก จึงถามพญายมวา “ขาพเจามีอายุยังไมถึงสี่สิบป ไฉนจึงมีความชั่วมากมายเชนนี้” พญายมตอบวา “เพียงแตจิตคิดมิชอบเทานั้น ก็เปนบาปแลว เชนเห็นผูหญิงสาวสวยก็ มีจิตปฏิพัทธ จิตที่คิดมิชอบเชนนี้ ก็จะถูกบันทึกในบัญชีความชั่วทันที” ทานเอวยถามตอไปวา “ถาเชนนั้นในบัญชีความดีอันนอยนิดไดบันทึกไววาอยางไร” พญายมตอบวา “มีอยูครั้งหนึ่งฮองเตทรงดําริจะซอมสะพานหินที่เมืองฝูเจี้ยน ทาน เกรงวาราษฎรจะเดือดรอน จึงถวายความเห็นเพื่อยับยั้งพระราชดํารินั้นเสีย บัญชีความดีนั้นก็คือสําเนาที่ทานทูลเกลาฯถวายฮองเตนั่นเอง” ทานเอวยก็แยงวา


“แมขาพเจาจะกระทําดังกลาวจริงแตก็ไมเปนผลสําเร็จ พระองคทรง ดําเนินการไปแลว ไมนาเลยที่บัญชีความดีเพียงอยางเดียว จะมีน้ําหนักมาก กวาบัญชีความชั่วที่กองอยูเต็มหองนี้” พญายมจึงพูดวา “การที่ทานมีเมตตาจิตตอราษฎร เกรงจะไดรับความลําบากกันมาก มาย กุศลจิตเชนนี้ใหญหลวงนัก ถาหากทานยับยั้งไดสําเร็จ ก็จะยิ่งเพิ่มน้ํา หนักมากขึ้นอีก พลังแหงกุศลกรรมนี้จะยิ่งใหญอีกหลายเทานัก” แมจะเปนเรื่องเล็ก แตถากระทําเพื่อชนหมูใหญแลวไซร ความดีนั้น ก็ใหญหลวงยิ่งขึ้น หากทําดีเพื่อตนเองแลวไซร แมจะทําดีขนาดไหน ก็ได ผลเล็กนอยมาก ลูกจงจําไววา การทําความดี ไมวาจะเปนความดีมากหรือ นอยเพียงใด ก็ขึ้นอยูกับเจตนาในการทําความดีนั้น เพื่อผูอื่นหรือเพื่อตน เอง

ขอที่แปด คือการทําความดีนั้น ทํายากหรือทํางาย สมัยกอน ทานผูคงแกเรียนมักจะพูดวา ถาจะเอาชนะใจตนเองใหได ตองเริ่มจากจุดที่ขมใจไดยากที่สุดเสียกอน ถาสามารถเอาชนะได จุดอื่นๆ ก็ไมสําคัญเสียแลว ยอมจักเอาชนะไดโดยงาย ลูกศิษยของทานขงจื่อชื่อ ฝานฉือ ไดถามอาจารยวา “เมตตาธรรมนั้นเปนอยางไร” ทานขงจื่อตอบวา


“การทําสิ่งที่ยากที่สุดไดเสียกอน จึงจะชนะใจตนเองได เมื่อชนะใจ ตนเองไดแลว ความเห็นแกตัวก็จะหมดไป จึงบังเกิดเมตตาธรรม” พอจะยกตัวอยางใหลูกฟง ลูกจะไดเขาใจงายเขา ที่มณฑลเจียงซี มีทานผูเฒาแซซู ทานยังชีพดวยการสอนหนังสือตาม บาน อยูมาวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเปนหนี้เพราะความยากจน เมื่อไม สามารถชําระหนี้ได เจาหนี้ก็จะยึดภรรยาของชายผูนี้ไปเปนคนใช ทานผูเฒาซูเกิดความเห็นใจสามีภรรยาคูนี้ยิ่งนัก จึงยอมสละเงินที่ เก็บออมไวไดจากการสอนหนังสือเปนเวลาสองป นํามาใชหนี้แทนชายผู นั้น ทําใหสามีภรรยาคูนี้ไมตองแยกจากกัน อีกตัวอยางหนึ่ง มีชายคนหนึ่งดวยความยากจนยิ่งนัก จึงนําภรรยา และบุตรไปจํานําไว ไดเงินมาพอประทังชีวิต เมื่อถึงกําหนดไมมีเงินจะไป ไถคืน ภรรยาก็เดือดรอนคิดจะฆาตัวตาย บังเอิญทานผูเฒาจางรูเรื่องเขามี ความเห็นใจเปนยิ่งนักจึงนําเงินที่เก็บสะสมมาแลวถึงสิบปมาใชหนี้แทนให พอแมลูกจึงไดมีโอกาสกลับมาอยูรวมกันอีกครั้ง ทั้งทานผูเฒาซูและทานผูเฒาจาง ลวนแตไดกระทําในสิ่งที่ทําไดยาก ยิ่ง เงินที่ทานสะสมไวคนละสองปและสิบปนั้น ทานก็หวังวาเมื่อทํามาหากิน ไมไดแลว ก็จะไดพึ่งเงินจํานวนนี้ประทังชีวิตตอไป เปนเงินที่ตองใชเวลา อันยาวนานสะสมไววันละเล็กละนอย แตทานทั้งสองก็สามารถตัดใจชวย เหลือคนที่ไมรูจักกันเลยแมแตนิดในพริบตาเดียว นี่คือการทําความดีที่ยาก ยิ่งจริงๆ อีกตัวอยางหนึ่งของผูที่ชนะใจตนเองได คือทานผูเฒาจิน ทานอายุ มากแลว ยังไมมีบุตรไวสืบสกุล ดวยความหวังดีของเพื่อนบานคนหนึ่ง ได


ยกบุตรสาวของตนใหเปนอนุภรรยาของทานผูเฒา แตทานกลับไมยอมรับ ความหวังดีนี้ ทานใหเหตุผลวา ทานนั้นชราภาพแลว สวนเด็กสาวนั้นอายุไมถึงยี่สิบ ควรจะไดสามีที่มีวัยไลเลี่ยกันทานจึง ไมควรที่จะไปทําลายความสุขและอนาคตของเด็กสาวนี้เสีย ดวยความเห็น แกตัวเพียงเพื่อจะมีบุตรไวสืบสกุล เปนการไมสมควรอยางยิ่ง ทานผูเฒาทั้งสามทานนี้ลวนแตทําในสิ่งที่ยากเย็นจริงๆ ฟาดินทรง ทั้งในโลกนี้และโลกหนา ประทานความสุขความเจริญใหกับทานทั้งสาม เปนแนแท สวนคนที่มีเงินมีอํานาจนั้น ถาจะกระทําความดีก็ยอมงายกวาผู ที่ไมมีทั้งเงินและอํานาจ แตพวกนี้ก็ไมคอยชอบทําความดี นาเสียดายผูที่มี โอกาสพรอม กลับไมชอบทําความดี สวนผูที่ดอยโอกาสกวาจะทําความดีได ก็ดวยความยากลําบากยิ่ง นี่คือความแตกตางกันในคุณคาของความดี การทําความดีตอผูอื่นนั้น ตองแลวแตโอกาสจังหวะเวลาซึ่งมีความ สําคัญเชนกัน การชวยเหลือผูอื่นนั้น มีวิธีการมากมาย ประมวลแลวก็ สามารถแยกออกได ๑๐ วิธีดวยกันคือ

๑. ชวยเหลือผูอื่นทําความดี ๒.รักและเคารพทุกคนอยางเสมอหนา ๓.สนับสนุนผูอื่นใหเปนผูมีความดีพรอม ๔.ชี้ทางใหผูอื่นทําความดี ๕.ชวยเหลือผูที่อยูในความคับขัน ๖.กระทําสิ่งที่เปนประโยชนตอสาธารณะ ๗.อยาทําตนเปนปูโสมเฝาทรัพย ตองหมั่นบริจาค ๘.ธํารงไวซึ่งความเปนธรรม ๙.เคารพผูมีอาวุโสกวา ๑๐.รักชีวิตผูอื่นดุจรักชีวิตตนเอง


ขอ ๑. การชวยเหลือผูอื่นทําความดีนั้นเปนอยางไร เมื่อครั้งทานตี้ซุนยังมิไดเปนพระเจาแผนดินจีนสมัยโบราณ (กอน ค.ศ. ๒๒๕๕ - ๒๒๐๘ หรือ พ.ศ. ๑๗๑๒ - ๑๖๖๕) ทานไปยังหนองน้ําแหง หนึ่ง เห็นชาวบานกําลังจับปลากันอยูคนที่แข็งแรงก็พากันไปยังที่ที่มีน้ําลึก ปลาชุม สวนพวกที่ไมแข็งแรงและผูชราถูกกันใหไปจับปลายังที่ที่กระแส น้ําไหลเชี่ยวและที่มีน้ําตื้น ซึ่งปลาจะไมชอบมาในบริเวณนั้น ทําใหจับปลา ไมได ทานตี้ซุนเห็นดังนั้น ก็บังเกิดความเห็นใจ ทานจึงเขาไปชวยคนที่ไม แข็งแรงและผูชราหาปลา ใครที่เห็นแกตัว ชอบแยงที่น้ําลึก ทานก็นิ่งเสียไม ไปวาเขา ใครที่ไมเห็นแกตัว ทานก็นําพฤติกรรมของเขาไปสรรเสริญจน ทั่ว ทานเองก็ทําตัวอยางอันดีใหเปนที่ปรากฏอยูทุกวันๆ จนกาลเวลาไดผานไปหนึ่งป ชาวบานพากันสํานึกในความเห็นแกตัว ของตน ตางทําดีตอกันและกัน ในที่นี้พอจะตองบอกใหรูวา พอไมสนับสนุนในเรื่องการจับปลามา เปนอาหารเพราะการฆาสัตวตัดชีวิตนั้นเปนบาปอยางยิ่ง แตพอยกเรื่องนี้มาเปนอุทาหรณก็เพื่อใหลูกเขาใจวา การชวยเหลือผู อื่นทําความดีนั้น ตองใชความอดทนพยายามเพียงไร ทานตี้ซุนนั้นเปนผู ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เพียงแตทานใชคําพูดกลอมเกลาจิตใจ ผูคนก็จะเชื่อ ทานเพราะตางก็มีความเคารพทานอยูแลว แตทานอุตสาหใชเวลาถึงหนึ่งป เต็ม ก็เพื่อใหทุกคนกลับตัวกลับใจไดหมดและจะไมกลับไปเปนคนเห็นแก ตัวอีกไมวากรณีใด และเปนไปดวยความสมัครใจ ไมใชดวยบังคับหรือขอ รอง ใหทุกคนตระหนักถึงความดีที่ตองกระทํารวมกัน เพื่อความผาสุกของ พวกเขาเอง พอจึงสรรเสริญในความอุตสาหะของทานยิ่งนัก พอและลูกตางก็มีชีวิตอยูในยุคแหงความมืดมน ผูคนไมคอยมีศีล ธรรมเหมือนดังยุคกอน เพราะฉะนั้น ลูกจะตองเจียมเนื้อเจียมตัว อยาได อวดดีวาวิเศษกวาผูอื่น อยานําความสามารถของลูกไปขมผูอื่นที่ดอยกวา


ใหเขาไดอาย จงเก็บความรูความสามารถของเจาไวในใจ อยาไดแสดงออก ใหปรากฏแกสายตาผูอื่นโดยไมจําเปน ใครพลาดพลั้งลวงเกินลูก ก็จงรูจัก ใหอภัย อยาไดแพรงพรายความไมดีออกไป เพื่อใหโอกาสเขากลับตัวกลับ ใจ และเมื่อไมมีใครรู ก็ทําใหเขาไมกลากําเริบเสิบสาน เพราะทุกคนยอม รักหนารักตา ไมอยากเปนคนเสียชื่อเสียง เมื่อไมวิจารณใหความลับของ เขาเปนที่เปดเผยออกไป เขาจึงไมกลาที่จะทําผิดอีก บางคนนั้น เมื่อมีคนรู วาเขาเปนคนไมดีเสียแลว เขาก็ทําตัวเหลวแหลกยิ่งขึ้น เมื่อเปนคนดีไมได ก็เปนคนชั่วเลย คนเชนนี้ก็มีใหเห็นๆ อยู ลูกจะตองคอยสังเกตวา ผูอื่นนั้น เขามีความสามารถอะไรบาง ถาเปนสิ่งที่ลูกยังไมมี ก็จงรีบเอาความดีนั้นมา ใสตนเถิด อยาไดรีรอเลย ลูกจะตองรูจักชมเชยสรรเสริญความดีงามและ ความสามารถของผูอื่นใหแผไพศาลไป อยาไดมีจิตริษยา ในชีวิตประจําวัน ของลูก ไมวาจะพูดสักคําจะทําอะไรสักอยาง จงอยาทําเพื่อประโยชนตนเอง กอน ตองถือวาประโยชนสวนรวมเปนสําคัญ ลูกจงจําไวใหดี

ขอ ๒. รักและเคารพทุกคนอยางเสมอหนานั้นเปนอยางไร ผูดีนั้น คือคนที่มีคุณงามความดีและกระทําแตความดีงามอยาง สม่ําเสมอ สวนคนเลวนั้น บางทีก็ซอนอยูในคราบของผูดี ปะปนกันจนบาง ทีก็ดูไมออก แตถาลูกสังเกตใหดีแลว ก็จะเห็นความแตกตางราวกับขาว และดําทีเดียว ผูดีที่มีขอแตกตางจากคนทั่วไปนั้น คือมีน้ําใจรักและเคารพ ทุกคนอยางเสมอหนากัน ธรรมดาคนที่เราไดพบเห็นในชีวิตประจําวันนั้น บางคนเราก็เคยใกลชิดดวย บางคนก็หางเหินไป บางคนสูงศักดิ์ บางคนก็ ต่ําตอย บางคนฉลาดหลักแหลม บางคนโงเขลาเบาปญญา บางคนมีคุณ ธรรมประจําใจบางคนก็รายจนไดชื่อวาเปนคนพาล แมทุกคนจะมีสถาน ภาพและจิตใจไมเหมือนกัน แตทุกคนก็เปนมนุษยที่ตองเกิดแกเจ็บตาย ดวยกัน นักปราชญทั้งปวงจึงไมชอบใหคนเกลียดกันดูถูกกัน ตองรักเคารพ กันอยางเสมอหนา จึงจะมีสันติสุขเกิดขึ้นได

ขอ ๓. ���นับสนุนผูอื่นใหเปนผูมีความดีพรอมอยางไร


หยกนั้นยอมมาจากหินชนิดหนึ่ง ถาเราทิ้งขวางไมสนใจ ก็เปนเพียง หินธรรมดากอนหนึ่ง แมภายในจะมีหยกเรนอยู ก็ไมสามารถปรากฏความ มีคาของมันได แตถามนุษยนํามาเจียระไน เอาความเปนหยกออกจากหิน แกะสลักใหสวยงาม ก็จะเปนของมีคาสําหรับฮองเตและขุนนาง กลายเปน สัญลักษณที่จะตองติดตัวไวแสดงถึงความบุญหนักศักดิ์ใหญยามที่ฮองเต ออกขุนนาง ก็ตองมีหยกไวแสดงความเปนใหญในแผนดิน ขุนนางเขาเฝา ฮองเตก็ถือหยกพระราชทานประจําตําแหนงไวในมือ เพื่อแสดงความ เคารพและจงรักภักดีตอฮองเต หยกยังนํามาใชในพิธีกรรมอื่นๆ อีกมาก มาย ลูกตองอยาลืมวา หยกมีความงามและความสําคัญขึ้นมาได เพราะฝมือ มนุษยเอง คนก็เชนกัน ถามีกัลยาณมิตรคอยชวยเหลือใหคําแนะนําที่ดี คน ธรรมดาๆ ก็จะกลายเปนคนดีพรอมไปได เพราะฉะนั้น ลูกจงใสใจในคนที่ รักดี มุงมั่นจะเปนคนดี ลูกจงใหความชวยเหลือสนับสนุน ใหกําลังใจ ประคับประคองเพื่อใหเขาเปนคนดีพรอมใหได แมเขาจะถูกผูอื่นปรักปรํา ก็จงชวยชี้แจงปกปอง และยอมรับขอปรักปรํานั้นวาลูกก็มีสวนผิดอยูดวย ก็ นับวาลูกไดพยายามจนถึงที่สุดแลว คนดีกับคนเลวนั้นมักจะคบหากันไมได คนดียอมคบกับคนดี คนชั่ว ยอมคบกับคนชั่ว คนชั่วก็ชอบมั่วสุมกับคนชั่ว คนชั่วมักเกลียดชังคนดี ยิ่ง ในชนบทบางแหงที่หางไกลความเจริญดวยแลว คนชั่วมีมากกวาคนดี ชอบ ขมเหงคนดีอยูเสมอจนตั้งตัวไมติด คนดีมักจะเปนคนตรงและไมกลัวตาย ไมชอบการแตงตัวที่หรูหรา ไมชอบมีความเปนอยูที่ฟุมเฟอย จึงมักตกเปน ขี้ปากคนชั่วที่ชอบวิพากษวิจารณคนผิดๆ เพราะฉะนั้น เมื่อลูกพบเห็นเหตุ การณเชนนี้ ก็จงชวยปกปองคนดี และชวยชี้ทางใหคนชั่วกลับใจเปนคนดี เสีย นี่เปนมหากุศลที่ลูกจะตองทําใหได

ขอ ๔. ชี้ทางใหผูอื่นทําความดีนั้นอยางไร เกิดมาเปนมนุษย ทุกคนยอมมีศีลธรรมประจําใจอยูบาง มากบางนอย บาง ที่จะไมมีเลยนั้นคงหายาก นอกจากมนุษยจะมัวสาละวนอยูกับการ


แสวงหาลาภยศเงินทองชื่อเสียงโดยไมคํานึงถึงศีลธรรม ทําใหตองตกอยูใน ความหายนะ ถาลูกพบคนเชนนี้ ลูกจงพยายามชวยเขา ฉุดเขาใหพนจาก ความหายนะใหจงได ดุจคนฝนราย ลูกปลุกเขาใหตื่นจากความฝนใหความ รูความคิดที่ดีงามแกเขา เขาก็จะตื่นจากฝนรายกลายเปนคนดีได เมื่อครั้ง ราชวงศถัง (ค.ศ.๖๑๘-๙๐๗ หรือ ๑๑๖๑ - ๑๔๕๐ ) มีขุนนางทานหนึ่งทาน เขียนหนังสือสอนใจคนไดดีมาก เปนที่แพรหลายไปทั่วประเทศจีน ชาวจีน มีความเคารพนับถือทานมาก เมื่อทานถึงอนิจกรรม ยังไดรับเกียรติยศอัน สูงสง ไดรับการสถาปนาจากฮองเตเปนที่ “เอวิ๋น” เปนการเชิดชูแกผลงาน อันมีทั้งรอยแกวรอยกรองที่เยี่ยมยอดนั่นเอง ชาวบานพากันเรียกทานวา

หานเอวิ๋นกง

ทานหานเอวิ๋นกงเคยกลาวไววา “การตักเตือนผูอื่นดวยคําพูดนั้น ไมชาก็ถูกลืมเลือนไป ผูที่อยูไกลก็ ไมสามารถไดยินคําเตือนนั้นได หากบันทึกไวเปนหนังสือแลว แมสักรอย ชั่วคน คําสอนนั้นก็ยังคงอยู สามารถแพรไปไกลกวาพันลี้หมื่นลี้เสียอีก ขอ ที่หนึ่งพอไดยกตัวอยางใหชวยเหลือผูอื่นดวยการทําตนเปนเยี่ยงอยางผูอื่น นานวันเขาก็จะมีคนตามอยางโดยไมรูตัว สวนขอนี้พอยกตัวอยางใหใชคํา พูด ใชหนังสือเปนตัวอยาง ลูกก็จะตองใชใหเหมาะสม มิฉะนั้นก็จะไมได ผลเลย ดุจดั่งคนปวย ถาไดยาตรงกับโรคก็จะหายวันหายคืน เหมือนคนที่มี นิสัยแข็งกระดาง ถาเราใชคําพูดตักเตือน เขาจะไมเชื่อโดยงาย พูดไปก็เสีย เวลาเปลา ถาเปนคนที่มีนิสัยออนโยน การตักเตือนดวยคําพูดมักจะไดผล ลูกไมควรพลาดโอกาสอันดีนี้เสีย ทั้งนี้ขึ้นอยูกับลูกตองดูคนเปน ตองอาน นิสัยไดถูกตอง แลวจึงจะวินิจฉัยไดวา คนเชนไรสมควรตักเตือนดวยคําพูด คนเชนไรสมควรใหเขาไดอานหนังสือเพื่อแกไขตัวเขาเอง

ขอที่ ๕. จะชวยเหลือผูที่อยูในความคับขันไดอยางไร เคราะหกรรมยอมเกิดขึ้นไดเสมอ ไมวากับใครๆ หากลูกพบเห็นคน ที่กําลังตกทุกขไดยาก ลูกจะตองเขาชวยเหลือใหทันทวงที และจะตองชวย


แกไขสถานการณดวยสติปญญาของลูกอยางรอบคอบ เพื่อมิใหการชวยนั้น ไมประสบความสําเร็จ ทานชุยจื่อ ซึ่งเปนขุนนางในราชวงศหมิง ในปลายรัชสมัยพระเจา เซี่ยวจงฮองเต (ค.ศ๑๔๘๘ - ๑๕๐๕ พ.ศ. ๒๐๓๑ - ๒๐๔๘) ทานกลาวไววา “การชวยเหลือนั้น ไมควรคํานึงวาจะไดบุญไดคุณสักเพียงไร ขอให ชวยใหไดทันทวงทีจึงจะควร ชางเปนคําพูดที่เปยมเมตตาการุณเสียนี่ กระไร”

ขอ ๖. การกระทําสิ่งที่เปนประโยชนตอสาธารณะอยางไร ไมวาลูกจะอยูในชนบทเล็กๆ หรือในเมืองใหญๆ หากเปนเรื่องที่เกี่ยว กับประโยชนสุขของสวนรวมแลว ลูกจะตองไมทอถอยในการเปนอาสา สมัคร เชน ขุดคูสงน้ํา เพื่อไวใชในนายามหนาแลง หรือสรางทํานบเพื่อ ปองกันน้ําทวม หรือซอมสะพานที่ชํารุด เพื่อใหการสัญจรไปมาสะดวกและ ปลอดภัยยิ่งขึ้นหรือใหทานอาหารแกคนอดอยาก หรือใหน้ําแกคนกระหาย แลวลูกก็ควรชักชวนชาวบานใหรวมแรงรวมใจกันกระทําความดีรวมกัน ใครมีเงินก็ออกเงิน ใครมีแรงก็ออกแรง ผนึกกําลังใหเขมแข็ง จะไดชวย เหลือคนไดมากขึ้น หากใครวารายลูก ก็จงอยาใสใจ ถาเราทําดีโดยสุจริต แลว ใครๆ ก็ยอมเขาใจและชวยปกปองลูกเสียอีก ลูกจงอยาทอถอย ไมวา จะประสบอุปสรรคใดๆ ก็อยาวางมือเปนอันขาด

ขอ ๗. อยาทําตนเปนปูโสมเฝาทรัพย ใหหมั่นบริจาคอยางไร คําสอนในพระพุทธศาสนานั้นมากมาย พระผูมีพระภาคเจาทรงแนะ นําใหรูจักใหทานเสียกอน การใหคือการเสียสละ ทานที่บรรลุธรรมแลว ทานเสียสละใหหมด ทั้งอวัยวะภายในหรือภายนอกและทรัพยสินเงินทอง ก็


สิ่งที่ระกอบดวยกันขึ้นมาเปนชีวิต ทานยังเสียสละได เรื่องทรัพยสินเงินทอง ของนอกกาย ไฉนจักสละไมไดเลา ถาเราสามารถเสียสละไดทุกอยางเชนนี้แลว เราก็จะรูสึกวาเรามิได แบงภาระอันใดไวทําใหจิตใจปลอดโปรง ไมหวงหนากังวลหลัง ใครทําของ เราเสีย ใครขโมยของเราไป ก็ไมเดือดรอนเลยแมแตนิด เพราะเราเสียสละ ใหหมดจริงๆ ผูที่ไมสามารถเสียสละไดทั้งหมด ก็ตองเริ่มตนดวยการให ทานบริจาคทรัพยเสียกอน คนในโลกนี้เห็นวาปจจัยสี่นั้นเปนสิ่งสําคัญของ ชีวิต และเงินเทานั้นที่จะบันดาลใหไดมาซึ่งปจจัยสี่ เพราะฉะนั้น คนสวน มากจึงใหความสําคัญแกเงินเทาชีวิต หาไดคิดสักนิดวา หากยังมีลมหายใจ ก็ดีอยูหรอก ถาหมดลมเมื่อใด มีใครเอาอะไรติดตัวไปไดบางไหม ผูที่รัก เงินยิ่งชีวิตมักเปนคนตระหนี่ ใจคอคับแคบ แตถาหมั่นบริจาคก็จะเกิดเปน นิสัยอันดีงามขึ้น สามารถบริจาคไดมากขึ้น และไมนึกเสียดายดังแตแรก

ขอที่ ๘. ธํารงไวซึ่งความเปนธรรมไดอยางไร ธัมมะคือประทีปที่สองวิถีทางแหงชีวิต เมื่อหนทางขางหนาสวางไสว ชีวิตยอมดําเนินไปตามทิศทางอันถูกตอง ดุจดั่งคนที่มีนัยนตาดียอม สามารถเลือกทางเดินที่สะดวกที่สุดและดีที่สุดได โบราณทานจึงวาธัมมะคือ การธํารงไวซึ่งฟาดินและมนุษย ใหเกิดความสมดุลผสมผสานกลมกลืนเปน อันหนึ่งอันเดียวกัน จะขาดไปแมแตสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็มิได ตองเปนปจจัยอิง อาศัยซึ่งกันและกัน ทําใหเกิดสรรพสิ่งที่รวมเรียกวาธรรมชาติ ธัมมะทําให ชีวิตหลุดพนจากหวงแหงความทุกข มีอิสระเสรีที่จะอยูในโลกตอไปก็ได จะ ไปใหพนโลกเสียก็ได ฉะนั้นเมื่อลูกเห็นศาลที่บูชานักปราชญราชบัณฑิต หรือเห็นคัมภีร โบราณที่เปนธัมมะอันสูงสง ลูกจะตองถนอมดวยความเคารพ หากมีขาดตก บกพรอง ลูกจะตองซอมแซมใหอยูในสภาพดีดังเดิม เพื่อประโยชนแก อนุชนรุนหลังตอไป ลูกจะตองเผยแผธัมมะ ธํารงไวซ่งึ ธัมมะ ปฏิบัติตนดวย ธัมมะ และสอนใหผูอื่นรูจักธัมมะ จึงจะเรียกวาเปนพุทธศาสนิกที่รูซึ้งใน พระกรุณาคุณ พระปญญาคุณ และพระ บริสุทธิคุณของพระผูมีพระภาคเจา


ถาลูกทําไดเชนนี้ จึงจะไดชื่อวาเปนผูรูพระคุณของพระองคอยางแทจริง และไดถวายความกตัญูกตเวที แดพระองคอยางถูกตองแลว

ขอ ๙. เคารพผูมีอาวุโสกวาอยางไร ในครอบครัว ยอมมีบิดามารดา ปูยาตายาย ยาทวดยายทวด ครอบ ครัวใหญก็มีทั้งที่มีอาวุโสกวาเราและผูที่อายุนอยกวาเรา เราตองเคารพรักผู หลักผูใหญ รูจักปรนนิบัติเอาใจใสดูแลทุกขสุข ใหความสุขความสําราญแก ทาน ใหความสนิทสนมกลมเกลียว ยิ้มแยมแจมใสเขาหากัน แมวาจะเด็ก กวาเรา จงพูดจากันดวยวาจาอันไพเราะ นานไปก็จะเปนผูมีนิสัยอันดีงาม ที่เราจะตองแสดงความจงรัก ในประเทศยอมมีฮองเตเปนประมุข ภักดี รับราชการดวยความซื่อสัตยสุจริต รักษากฎหมายยิ่งกวาชีวิตของลูก เอง อยาอวดดีทําผิดโดยคิดวาพระองคจะไมทรงทราบ การลงโทษคนโดย อาศัยอํานาจของกฎหมาย ก็อยาเมาอํานาจจนตัดสินโทษดวยอารมณ ทํา ไปดวยความลําพองใจ โบราณทานวา การรับใชฮองเตก็คือการรับใช สวรรค สวรรคยอมประทานความเจริญความสุขสมบูรณให ถาลูกทําดีพอ

ขอ ๑๐. รักชีวิตผูอื่นดุจรักชีวิตตนเองอยางไร มนุษยจักทรงความเปนมนุษยอยูได ก็ดวยจิตที่มีเมตตากรุณา การ เอาชนะสิ่งที่ยากที่สุดคือใจของตนเอง ตองเริ่มปลูกฝงจิตใจใหมีเมตตา กรุณากอน การสั่งสมคุณธรรมใดๆ ก็ตองเริ่มที่จิตอันกอปรดวยเมตตา กรุณาเชนกัน ในสมัยราชวงศโจว (จิว) ทานโจวกง ซึ่งเปนไจเซี่ยงของพระ เจาเฉิงอวาง ทานไดแตงหนังสือขึ้นมาเลมหนึ่งใหชื่อวา โจวหลี่ อันเปนตนตํารับที่ ราชวงศตอๆ มา ถือเปนแบบฉบับ วาดวยการบริหารประเททศ หนาที่


ความรับผิดชอบของขาราชการ กฎหมายและจารีตประเพณี พิธีกรรมตางๆ และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา มีอยูขอหนึ่งทานกําหนดไววา “เดือนแรกของป เปนเวลาที่พืชพันธุธัญญาหารมีโอกาสเจริญเติบโต สรรพสัตวก็งายแกการตั้งครรภ ฉะนั้นการเซนสรวงบูชาในเดือนนี้ หาม ฆาสัตวตัวเมีย เพราะเกรงวากําลังตั้งครรภอยู” นี่ก็เปนความเมตตากรุณา ของทาานโจวกง ทานปราชญเมิ่งจื่อไดกลาวไววา “ผูดียอมอยูหางไกลจากโรงครัวที่มีการฆาสัตว เพราะเพียงแตไดยิน เสียงผูอื่นฆาสัตว ก็ทําใหจิตใจหดหูเศราหมองได” ทานผูใหญแหงกาลกอนจึงไมยอมบริโภคเนื้อสัตว สี่ประเภท คือ ๑.ไดยินเสียงสัตวที่กําลังถูกฆา ๒.เห็นเขาฆาสัตว ๓.สัตวที่เลี้ยงอยูเอง ๔.สัตวที่เขาจงใจฆาเพื่อใหเราบริโภค ลูกเห็นใครที่ไมอยากบริโภคเนื้อสัตว แตยังทําไมไดทันที ก็จงแนะ นําเขาใหเริ่มไมแตะตองเนื้อสัตวสี่ประเภทนี้ใหไดเสียกอน เริ่มฝกเสียแตเดี๋ยวนี้ ความกาวหนาในการปฏิบัติธรรมยอมติดตาม มา เมื่อกระแสจิตไดถูกฝกฝนใหเจริญดวยเมตตาธรรมและกรุณาธรรม แลวไซร ก็จะไมนึกอยากฆาสัตวอีกเลย


สัตวทั้งมวลลวนมีจิตใจเชนเราเหมือนกัน การนําตัวไหมลงไปตมใน น้ํารอนๆ เพื่อทําเครื่องนุงหมที่นิยมกันวาสวยงามมีคามาก ที่แทเปน บาปกรรมโดยไมรูตัว ความจริงผาไหม มิใชเปนสิ่งจําเปนสําหรับชีวิต มนุษย เรานาจะใชผาฝายที่ไมตองเบียดเบียนสัตวจะมิดีกวาหรือ แมกระทั่ง การถางดินฆาหนอน ก็ลวนแตเปนบาปกรรมทั้งสิ้น ดูๆ มนุษยเกือบทั้งหมด ลวนแตเบียดเบียนชีวิตผูอื่นเพื่อความมีชีวิต ของตนเองตองทําปาณาติบาตอยูตลอดเวลาที่มีชีวิต แมกระทั่งมือที่ตบยุง บี้ มด เทาเหยียบลงไปบนสัตวโดยไมเจตนา ก็ไมรูวาวันหนึ่งๆ ไดทําไปกี่ครั้ง ลูกจงระวังใหดีปองกันใหได นอกจากจะสุดวิสัยจริงๆ

ไววา

โคลงโบราณทานมีอยูบทหนึ่ง ซึ่งเปนที่ประทับใจพอจนบัดนี้ ทานวา

“เพราะรักหนูจึงเก็บขาวไวใหกิน ตะเกียง”

เพราะสงสารแมลงจึงไมจุด

ดูเถิดวา คนโบราณนั้น ทานมีเมตตากรุณาเพียงไร การทําความดีนั้นไมมีที่สิ้นสุด อธิบายเทาไรก็คงไมหมด ถาไมมีการ เริ่มตนก็ไมทราบวาจะทําดีไดอยางไร จงถือหลักสิบประการนี้ แลวลูกก็จง แผขยายการทําดีใหกวางขวางออกไปเอง การสั่งสมคุณธรรมใหครบหนึ่ง หมื่นครั้ง ก็จะอยูเพียงแคเอื้อม


โอวาทขอที่ ๔ ความถอมตน

(โอวาททั้งสามขอที่เขียนจบไปแลวนั้น ลวนแตสอนใหละชั่วทําดี สวนโอวาทขอสุดทายนี้ ทานสอนใหรูจักวางตน ในการคบหาสมาคมกับ บุคคลทั่วไป โดยใหยึดคุณธรรมขอนี้ไว คือการถอมตน ไมอวดวาตนเอง วิเศษกวาผูอื่น ก็ยอมจะไมมีเรื่องกับใคร ไมกลาทําความชั่ว สํานึกอยูเสมอ วา ตนเองยังทําความดีไมเพียงพอ ก็จะมีความกาาวหนาในการฝกตนไม เพียงแตจะหาความรูเพิ่มเติมอยูตลอดเวลา ยังตองรูจักฝกตนใหเขากับคน ในสังคมได จะไดไมมีศัตรูทั้งตอหนาและลับหลัง ไมมีอุปสรรคในการสั่ง สมคุณธรรมความดีงาม) คัมภีรอี้จิงไดกลาวไววา ผูใดยกตนขมทาน อวดวิเศษกวาผูอื่น ยอม ตองประสบความเสียหาย ผูใดออนนอมถอมตน ไมจองหองลําพองตน ยอม ตองประสบความสุขความเจริญ แมแตแผนดินก็หนีกฎนี้ไมพน ดูแตขุนเขาที่สูงตระหงาน ยืนทะมึน เยยฟาทาดินก็ยังตองพังทลายอยูเนืองๆ สวนแองน้ําที่ต่ําตอยนั้นกลับมีน้ํา ขังอยูตลอดเวลา แมแตปศาจก็ชอบใหรายคนทะนง และอภิบาลคนที่ออน นอมถอมตน ในวิชาโปยกวยนั้นไดแบงออกเปน ๖๔ หนวย หนวยอื่นๆ ลวนสอนใหเห็นผลดีและผลชั่วในพฤติกรรมของมนุษย แตหนวยแหงการ ออนนอมถอมตนนี้ ไมมีผลชั่วเลย มีแตผลดีทั้งสิ้น จึงเห็นไดวาฟาดินเทพย ดาผีปศาจและมนุษย ลวนนิยมชมชอบความออนนอมถอมตนกันทั้งสิ้น ในคัมภีรอื่นๆ ก็กลาวเหมือนกันวา ทะนงตนยอมนํามาซึ่งความวิบัติ ถอมตนยอมนํามาซึ่งความเจริญ พอไดไปรวมสอบไลกับนักศึกษาอื่นๆ ตั้ง หลายครั้ง ทุกครั้งพอสังเกตนักศึกษาที่ยากจนบางคน บนใบหนามักทอ ประกายแหงความถอมตน จนบางครั้งพอคิดอยากจะเอามือทั้งสองขางของ


พอ ไปประคองประกายแหงความถอมตนนั้นมาประดับบนใบหนาของพอ เสียบาง และไมตองสงสัยเลย พวกเขาเหลานี้สอบไ���ไดทุกทีไป เมื่อตอนที่พอเขามาสอบในเมืองหลวง มีเพื่อนนักศึกษารวมเดินทาง มาดวย รวมทั้งหมดสิบคนดวยกัน พอสังเกตดู เห็นมีคนที่อายุนอยที่สุดมี ชื่อวา ปง คนเดียว ที่มีความสงบเสงี่ยมเจียมตน มีความถอมตนอยูเปนนิจ พอจึงบอกกับเพื่อนวา “คนคนนี้จะตองสอบไลไดอยางแนนอน” เพื่อนถามวา ทําไมพอจึงรูลวงหนาไดเลา พอบอกเขาวา “ความถอมตนยอมนํามาซึ่งความเจริญ ในหมูพวกเราทั้งสิบคนนี้ มี ใครบางที่ซื่อและจริงใจเหมือนเขา คอยเอาใจเพื่อนฝูง ไมเคยเอาเปรียบ ใครเลย แมใครจะหยอกลอ ก็ไมโกรธตอบ ใครนินทาวาราย ก็ไมโตเถียง สํารวมระวังไมยอมปลอยตัวปลอยใจไปตามอารมณเหมือนคนอื่น คนเชน นี้ แมแตผีสางเทวดาฟาดินก็ยังตองใหความคุมครองและชวยเหลือ” เมื่อผล การสอบไลครั้งนั้นปรากฏออกมา ก็เปนจริงดังที่พอคาดไวทุกประการ เมื่อป ค.ศ. ๑๕๗๗ (พ.ศ. ๒๑๒๐) พออยูในเมืองหลวงพักกับเพื่อน ชื่อไคจือ แซเฝง พอสังเกตดูรูสึกเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเด็กๆ เขาขี้ เลนซุกซนและเจาอารมณ แตบัดนี้ ดูเขามีสติควบคุมอารมณไดดีมาก เขามี เพื่อนอยูคนหนึ่ง เปนคนดีมาก ฉลาดซื่อตรง ชอบชวยเหลือเพื่อน คุณ ธรรมสามประการนี้ สมแลวที่จักขนานนามวากัลยาณมิตร เขามักจะติเตียน


ไคซือตอหนา ไคซือไมเคยโกรธหรือโตตอบเขาเลย รับฟงอยางอารมณดี เสมอ พอจึงบอกเขาวา “นิสัยอันดีงามของเขานี้ ยอมเปนปจจัยนําเขาไปสูความมีบุญวาสนา สวนคนที่ตองประสบเคราะหกรรม ก็เปนเพราะเขาสรางนิสัยไมดีมาเปน เหตุปจจัยนําเขาไปสูความหายนะเชนกัน สําหรับเพื่อนนั้น แมฟาดินก็ตอง ประทานการสนับสนุน ปนี้เพื่อนจะตองสอบไลไดอยางแนนอน ตอมาก็เปนจริงดังที่พอพูดกับเขาไว

ความถอมตนนํามาซึ่งความสําเร็จ มีเด็กหนุมคนหนึ่งแซจาว สอบไลไดในภูมิลําเนาของตนเมื่ออายุยัง ไมถึง ๒๐ ป แตจากนั้นไปจะสอบกี่ครั้งก็ไมเคยสอบไลไดอีกเลย ตอมาได ติดตามทานบิดาซึ่งตองยายไปรับราชการที่อําเภออื่น ในอําเภอนั้นมีบัณฑิตที่มีความรูสูงอยูทานหนึ่งมีนามวาเฉียนหมิงอู เด็ ก หนุ ม ได ท ราบข า วก็ รี บ นําบทประพั น ธ ข องตนไปหาเพื่ อ ขอคํา ทานบัณฑิตจับพูกันไดก็ตวัดขอความในบท แนะนํา โดยไมคาดฝน ประพันธนั้นทิ้งเกือบหมด ถาเปนบางคนก็จะโกรธมาก แตเด็กหนุมคนนี้ นอกจากจะไมโกรธแลว ยังขอบพระคุณทานบัณฑิต แลวรีบเขียนใหมนํา มาใหทานแกไขอีก ดวยความออนนอมถอมตนเชนนี้ เปนสิ่งที่หาไดยากยิ่ง พอรุงขึ้นอีกปหนึ่ง เด็กหนุมก็สอบไลได


สติปญญาควบคุมอารมณได เมื่อป ค.ศ. ๑๕๙๒ (พ.ศ.๒๑๓๕) พอไดไปเมืองหลวงเพื่อเขาเฝา ฮองเต ไดพบกับเพื่อนคนหนึ่ง ดูเขาชางมีความจริงใจและอารมณดีเสียนี่ กระไร ประกายแหงความออนนอมถอมตนฉายแสง อยูทั่วบรรยากาศที่ รอบๆ ตัวเขา ทําใหพอไดสัมผัสกับประกายนี้ดวยความชื่นชม พอกลับจากเขาเฝา ไดเลาใหเพื่อนๆ ฟงวา “หากฟาจะประทานความเจริญรุงเรืองแกใคร มักจะประทานสติ ปญญาใหกอน เมื่อมีสติปญญาแลว คนที่เจาอารมณก็จะเปลี่ยนเปนคนที่ ควบคุมอารมณได คนที่อวดดีก็กลายเปนคนถอมตนได เมื่อพัฒนาตนเอง ไดแลว ฟายอมประทานความเจริญรุงเรืองมาให” และก็เปนจริงดังวา เขาสอบไลไดปนั้นเอง

ออนนอมถอมตนไมตองใชเงิน เมื่อป ค.ศ. ๑๕๓๔ (พ.ศ. ๒๐๗๗) มีนักศึกษาแซจางคนหนึ่ง มีความ รูดี เขียนบทความก็ดี เปนคนเดนคนหนึ่งในบรรดานักศึกษาทั้งหมด เขา เดินทางมานานกิงเพื่อเขาสอบพักอยูที่วัดๆ หนึ่ง เมื่อผลการสอบประกาศออกมาปรากฏวาสอบตก แทนที่จะโทษตน เองวาความรูยังไมถึงจึงสอบไมได แตกลับโกรธกรรมการคุมสอบ หาวาไม ยุติธรรม มีตาก็หามีแววไม บทประพันธดีๆ ก็หาวาไมดี


หลวงจีนในวัดทานหนึ่งไดยินเขาจึงยืนยิ้มอยู เขาก็เลยพาลโกรธ หลวงจีนไปดวยหลวงจีนจึงกลาวกับเขาวา ดูๆ แลวเห็นทีบทประพันธของ ทานไมดีจริง เขายิ่งโกรธใหญ ตวาดหลวงจีนวา “ยังไมทันเห็นบทประพันธ จะรูวาดีไมดีไดอยางไร” หลวงจีนพูดตอบวา “การประพันธตองอาศัยความสงบทางใจ จิตเปนสมาธิ จึงจะเขียนได ดี ทานควบคุมอารมณไมได หวั่นไหวอยูตลอดเวลา จะเขียนบทประพันธ ไดดีอยางไรได” นักศึกษาจางไดสติ จึงคุกเขาขอขมา และมอบตัวเปนศิษย หลวงจีนจึงสอนวา “การสอบไลไดหรือไม ลวนขึ้นอยูกับชาตาชีวิต ถาเขาชาตาไมดี แม จะเขียนบทประพันธไดดีอยางไร ก็สอบไมได จึงตองแกไขที่ตนเองเสีย กอน” นักศึกษาจางกราบถามทานวา “หากขึ้นอยูกับชาตาชีวิต แลวจะแกไขไดหรือ”


หลวงจีนพูดวา “ฟาประทานชีวิตใหเรา แตชาตาชีวิตเราตองสรางสมเอง หากกระทํา แตความดี มีศีลธรรม ชอบชวยเหลือผูอื่น ยิ่งไมมีผูรูเห็น ก็ยิ่งเปนกุศล มหาศาล เมื่อเราสั่งสมความดีจนเต็มเปยมแลว เราจะตองการชาตาชีวิต อยางไรก็ไดทั้งนั้น” นักศึกษาจางจึงปรารภวา “ขาพเจาเปนคนจน จะมีปญญาชวยเหลือคนอื่นไดอยางไร” ทานชี้แจงวา “การทําความดีตองเริ่มที่ใจ มุงแกไขตนเองเสียกอน เชนการออน นอมถอมตน ก็ไมตองใชเงินเลย ทําไมทานไมตําหนิตนเองวาความรูยังไม เพียงพอจึงสอบตก แตกลับไปดากรรมการคุมสอบเลา” นักศึกษาจางเพิ่งคิดได จึงเริ่มปฏิบัติตนเสียใหม ลดความหยิ่งผยอง ลงไปทุกวันๆ เพิ่มคุณธรรมใหกับตนเองมากยิ่งขึ้นทุกวันๆ ครั้นอีกสามปตอมา ในป ค.ศ.๑๕๓๗ (พ.ศ.๒๐๘๐) ในคืนวันหนึ่ง เขาฝนไปวาไดไปในตึกสูงใหญหลังหนึ่ง เห็นบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่สอบ ไลวางอยูเลมหนึ่ง เมื่อเปดออกดูเห็นทุกหนามีชองวาง เกิดความสงสัยจึง ถามคนที่ยืนอยูใกลๆ วา “ทําไมบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่สอบไดแลว จึงมีการคัดออกอีกเลา”


ไดรับคําตอบวา “เนื่องจากผูที่สอบไลไดแลว จะตองผานการตรวจสอบในยมโลกทุกๆ ๓ ป ถาใครมีความประพฤติไมดี ไมอยูในธรรม ก็จะถูกคัดชื่อออก จะสอบ อีกอยางไรก็สอบไมได แลวชี้ไปที่วางบนสมุดนั้นวา สามปมานี้ เจาตั้งใจ ฝกตนใหกาวหนาไปมาก ก็จะเอาชื่อเจาไวตรงนี้ ขอใหเจารักตนสงวนตัว อยาไดวูวามทําผิดเหมือนดังแตกอนอีก ปนั้น เขาก็สอบไดที่ ๑๐๕” เมื่อดูเหตุการณที่ผานมาแลว ยอมจะเห็นไดวา สูงจากศีรษะมนุษย ขึ้นไป ๓ ฟุตก็มีเทพเจาคอยเฝาดูอยูแลว เราจะตองทําแตสิ่งที่เปนมงคล หลีกเลี่ยงการกระทําอันเปนอัปมงคลเสีย จะดีจะชั่วอยูที่ตัวเราเอง ถาควบ คุมจิตใจและความประพฤติของเราใหดี ไมทําสิ่งที่ฟาดินและผีสางเทวดา ไมพอใจ ไมหยิ่ง ไมโอหัง ไมวูวาม อดทนในสิ่งที่ทนไดยาก ฟาดินและผี สางก็ยอมจะเห็นใจเรา ประทานความชวยเหลือแกเรา คนที่จะเปนใหญเปน โตในอนาคต ยอมไมทําจิตใจคับแคบเห็นแกตัว ยอมไมเปนผูทําลายความ สุขความเจริญของตนเอง ความถอมตนทําใหมีโอกาสที่จะไดรับการอบรม สั่งสอนจากทานผูรู ไดรับประโยชนจากทานเหลานั้นไมจบสิ้น นักศึกษาจึง ควรทําตัวเชนนี้ ลูกจงจําไววา คนที่ยกตนขมทาน ถือดีอวดเบงนั้น แมจะ ไดดิบไดดีก็ไมยั่งยืนนาน โบราณทานวาไว ปรารถนาชื่อเสียง ยอมไดชื่อเสียง ปรารถนาความ ร่ํารวย ก็ยอมไดเปนเศรษฐี ความปรารถนาของมนุษย เปรียบประดุจราก แกวของตนไม เมื่อหลั่งลึกลงดินแลว ตนไมก็จะมีกิ่งกานไพศาล ออกดอก ออกผลตามฤดูกาล รากแกวของมนุษย ก็คือการออนนอมถอมตน ไมวาจะเปนเรื่องเล็ก นอยหรือเรื่องใหญ เราจะตองยึดมั่นในคุณธรรมขอนี้ ถอมตนไวเสมอ ให ความสะดวกแกผูอื่น เมื่อไมทําใหผูอื่นสะเทือนใจ เพราะความอวดดีของ เราแลว ฟาดินยอมประทับใจในความดีของเรา พวกนักศึกษามักบนบวง เทพยดาฟาดิน ขอใหสอบไลได แตพวกนี้ไมคอยมีความจริงใจการบนบวง จึงไมไดผล


นักปราชญทานเมิ่งจื่อ พูดกับพระเจาฉีเซวียนอองวา “พระองคโปรดดนตรี ถาโปรดดวยความจริงแลวไซร ชาตาของ ประเทศก็จักรุงเรืองสุกใสเปนแน แตนี่พระองคโปรดดนตรีเพื่อความสุข ของพระองคเอง หากพระองคสามารถขยายความสุขสวนนี้ใหแผไพศาลไป ในดวงใจของราษฎรทุกคนแลวไซร ราษฎรก็จะมีความสุขเหมือนดั่งพระ องค และทุกคนก็จะจงรักภักดีตอพระองคอยางสุดหัวใจ เมื่อนั้นชาตาของ บานเมืองฉี จะไมรุงเรืองสุกใสอยางใดได” เมื่อลูกตองการสอบไลไดเปนขุนนาง ลูกก็ตองตั้งความปรารถนาไว ดุจรากแกวของตนไม แนวแนที่จะทําความดีไมทอถอย สั่งสมความดีงาม ใหไดทุกๆ วัน ลดความถือดีอวดดีใหหมดสิ้นไป สรางอนาคตดวยตัวลูกเอง ชาตาชีวิตจักทําอะไรได ขอใหลูกจงเพียรพยายามตอไปเถิด ความสําเร็จ ยอมรอลูกอยูแลวอยางแนนอน

จบ


ขอใหทานผูอานที่ตั้งใจจะทําดีละชั่ว อยางนอยจงเพิ่ม ๑ ตัด ๑ ใหได ทุกวันไป ถาเพิ่มความดีใหมากกวา ๑ และตัดความไมดีไดมากกวา ๑ ก็ยิ่ง จะประสบความสําเร็จในการสรางอนาคตไดเร็วขึ้น ระดับการสอบไลของจีนโบราณ ซิ่งฉาย (ซิวจาย)

นักศึกษาที่สอบไลไดครั้งแรกในภูมิลําเนาของตน หมายถึงนักศึกษา ที่คัดมาแลว

จวี่ยเหยิน (กือหยิน)

ซิวจายที่สอบไดอีกครั้ง หมายถึงผูฉลาดที่สมควรสนับสนุนตอไป

จิ้นซื่อ (จิ้นสือ)

กือหยินที่สอบไลไดอีกครั้งเปนบัณฑิตที่ควรสงเสริมใหเขาสอบรับ ราชการได ทานเหลี่ยวฝานสอบไดจิ้นสือแลว ก็สอบเขารับราชการเลย จึงมิ ไดเขาสอบชิงตําแหนงจอหงวนอีก และเปนเพราะความสันโดษของทาน ดวย เมื่อนักศึกษาไดผานบันได ๓ ขั้น เปนบัณฑิตแลว ถาจะสอบตอไปก็ ตองเดินทางเขาเมืองหลวงเขาสอบในพระราชวัง ฮองเตทรงคัดเลือกดวย พระองคเอง

จวงเอวี่ยน (จอหงวน)

ผูที่มีลักษณะเปนเลิศ ตอบขอสอบเปนที่รูใจกรรมการเปนที่สุด ได เปนที่หนึ่ง

ปงเอี่ยน (ปงหงัน)

ผูที่พลาดไปนิด แมเปนรองก็มีสองตาที่ฉลาด ไดเปนที่สอง


ถานฮวา (ถัมฮวย)

ผูเขาใจเก็บดอกไม ไดเปนที่สาม สมัยราชวงศถัง ผูสอบจิ้นสือไดแลว จะไดรับพระราชทานเลี้ยง เรียกวางานเก็บดอกไม โดยคัดเลือกจิ้นสือที่มี อายุนอย ๒ ทาน ไปเลือกเก็บดอกไมงามและมีชื่อในอุทยานตางๆ เพื่อมา เปนหัวขอในการแตงโคลงฉันทกาพยกลอนของบัณฑิตในงานเลี้ยง ตอมาผู ที่สอบไลไดที่สามก็จะไดรับพระราชทานนามนี้ จนถึงสมัยราชวงศเช็ง (ชิง)

ฉวนหลู (ถวนหลู)

ผูที่สอบไดที่สี่ ไมไดเขาเฝา หมายถึงผูที่รับทราบวา สอบไลไดโดย พระบรมราชโองการที่ขุนนางประกาศตอๆ กันออกมาจากทองพระโรง

หานหลิน (ฮั่นหลิน)

หมายถึงเปน ตําแหนงขาราชการ บัณฑิตที่สอบไลไดในขั้นนี้มาก มาย ประดุจไมยืนตนตระหงานในปา เปรียบประดุจกําลังของแผนดิน

คําอธิบายอายตนะโดยยอ ชีวิตมี ๒ ระบบ คือ ระบบรูปธรรม ไดแกวิถีชีวิตทางกาย ระบบนามธรรม ไดแกวิถีชีวิตทางจิต ทั้ง ๒ ระบบนี้ เสมือนเสนขนาน ๒ เสน ที่ไมมีวันพบกันที่จุดบรรจบ ไดเลยหากไมมีอายตนะ ซึ่งเปนกลุมธรรมที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตทั้ง ๒ ระบบให มาอยูในวงจรเดียวกันคือขบวนการขันธ ๕ ความสัมพันธระหวางอายตนะ ภายในและอายตนะภายนอก เปนปจจัยสําคัญยิ่งที่กระตุนใหชีวิตเกิดบท บาทและพลังงานมากมาย ตั้งแตเกิดจนตาย ชาติแลวชาติเลา ทานเปรียบธรรม ๒ กลุมนี้ไววา


อายตนะภายใน ๖ กลุม

คือขบวนการสื่อความหมายทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสมือน วิถีทางที่นําอาคันตุกะไปสูการพบปะอยางมีเงื่อนไข

อายตนะภายนอก ๖ กลุม

คือขบวนการรุกเราจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ เสมือนแขกผูมาเยือน ที่วามีเงื่อนไข ก็เพราะตองผานวิถีทางตาเทานั้น จึงจะเขาถึงศูนยการ เห็นไดอยางมีระเบียบ รูปที่อยูนอกทัศนวิสัยก็ดี ไมมีเหตุปจจัยที่เหมาะสม สนับสนุนก็ดี ยอมไมอยูในเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นไดอยางเปนขบวนการ อายตนะอีก ๔ คูก็เชนกัน เสียงตองผานวิถีทางหูจึงจะเขาถึงศูนยการไดยิน กลิ่นตองโชยเขาวิถีทางจมูก รสตองมาเยือนตามวิถีทางลิ้นโผฏฐัพพะ คือสิ่ง เราที่ตองสัมผัสผานวิถีทางกายเขาสูศูนยกายสัมผัส ธัมมารมณคือสรรพสิ่ง ทั้งปวงที่ผานวิถีทางใจ เราใหเกิดความนึกคิดจิตไมวาง กลุมธรรมทั้ง ๖ คูนี้ มาประจวบกันที่จุดบรรจบคราใด ก็เปนปจจัยให เกิดขันธ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทุกครั้งไป ขันธ ๕ ก็เปน ปจจัยใหระบบทั้ง ๒ ของชีวิต แสดงบทบาทออกมาทางกาย วาจา ใจ เปน กุศลกรรมบาง เปนอกุศลกรรมบาง เปนกลางบาง สุดแตระดับการฟงรู ดู ออก บอกถูก ทําเปน เห็นแจง แสดงออก ฯลฯ ของแตละบุคคล ยอมแตก ตางกันตามแรงขับของ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ฯลฯ ขบวนการดังกลาวจัก เกิดขึ้น ตั้งอยู ดับไป ดวยความไมคงทน แปรปรวนไปตามเหตุปจจัย คือ อนิจจตา เปนปญหาเดือดรอน วุนวาย คือทุกขตา กําหนดตามความ ตองการของเราเสมอไปไมได คืออนัตตา ชีวิตตองเปนไปตามกฎแหงไตร ลักษณนี้ ตลอดเวลาที่ยังไมสิ้นชาติภพ ทานผูอานที่มีจิตใจเปนไปตามมาตรการและสูงถึงมาตรฐาน สามารถ เขาสูวิปสสนากรรมฐานแลวไซร ยอมแจมแจงในความหมายของอายตนะ ที่ละเอียดออนลึกซึ้งซับซอนยิ่งกวานี้ไดดวยตนเอง


ชวงเวลาของชีวิตนั้นมีจํากัดนัก ชีวิตตองขึ้นอยูกับปจจัยภายนอก มากวาที่จะมีโอกาสเปนตัวกําหนดความเปนไปของตัวเอง พระบรมศาสดา จึงทรงพร่ําสอนตลอด ๔๕ พรรษาของพระองค แมในปจฉิมพจนวา

“จงตั้งตนอยูในความไมประมาท” การบรรลุเปาหมายของชีวิต ประมาทในอายตนะนี้แล

จะทันเวลาหรือไม

เจือจันทน อัชพรรณ ( มิสโจ) จันทรที่ ๒๘/๐๙/๒๕๒๔

อยูที่ความไม


ตัดวิจิกิจฉาเพื่อบรรลุโสดา

ทานลื่อโจว ใชหรือมิใช หนทางปฏิบัติ ไมออนไมไหว อยาใหขวางทาง แตงปรุงเขาไป จิตตองปลอยวาง กวนจิตกวนใจ ขอจงแลมอง เรื่องราวใดใด ใหหยุดเพียงนั้น

ใชหรือมิใช การฝกฝนจิต สิ่งใดที่เกิด ที่จักกาวเดิน ใหจิตมิวาง ปลอยวางทุกสิ่ง สิ่งที่มิเปน สองตาแลเปน อยาปรุงอยาแตง จิตจึงจักวาง

เจาตัวสงสัย ใหไดสําเร็จ ไมเปนดั่งใจ อยาคิดเกินเลย นั้นเปนไมดี ไมเอาสิ่งใด แลเห็นวาเปน เห็นเปนธรรมดา ใหเปนดังใจ สําหรับฝกฝน

เปนตัวขัดขวาง ตองฝกฝนจิต ตองทําใจวาง จัดการผสม แกตัวของตัว มาเปนอารมณ อยางนั้นอยางนี้ เชนนี้เองแล รูเห็นเพียงใด

โสดาโสดา ไมมีตัวเรา หรือนั่นของเขา เมื่อละวางได มาเปนของเรา ดวงจิตดวงนี้ ไมมีปญหา

อะไรคือโสดา ไมมีตัวเขา เอามาใสใจ

จิตที่ฝกดี คือไมยึดติด ใหปรุงใหแตง ไมมีในจิต เมื่อจิตสะอาด เปลงปลั่งแวววาว เห็นแจงในธรรม

ละวางทุกสิ่ง วานั่นของเรา วาเปนตางตาง ความโลภอยากได ปลอดโปรงแจมใส ดุจเพชรเจียระไน ไมมีเคลือบแคลง

ความชอบโกรธเกลียด

ก็จะไมมี ใสดุจดวงแกว มีแตปญญา

ขออนุญาตทานลื่อโจว เทพเจาผูกอปรดวยพรหมวิหาร ๔ นําโอวาท ของทานมาประดับไวเตือนจิต ยามขันธหากําลังปรุงแตง เมื่ออายตนะมา เยือน


ธรรมะพระอริยะจี้กง

จิตเหนือสํานึก มนุษยนั้นมีพฤติกรรมไปตามที่จิตใตสํานึกจะสั่งการ จิตที่อยูใตสํานึก ยอมอยูลึก และไกลกวาจะคืนกลับ จิตใตสํานึกยอมทับถมตัวมันเอง ไมวา ใครผูใด สํานึกยอมเปนใหญกวาจิต จิตจึงถูกสํานึกกดทับไวใตบังคับบัญชา สํานึกที่วาคือ กิเลส ตัณหา อุปาทานทั้งปวง สํานึกจึงเปนหวงลามจิตมิให แสวงหาสิ่งอื่นใด นอกไปจากคําบัญชา จิตอันถูกสํานึกจึงเปนหวงลามจิตมิ ใหแสวงหาสิ่งอื่นใด นอกไปจากคําบัญชา จิตอันถูกสํานึกยึดเหนี่ยวไว นั้น คือจิตอันเปนทุกข คือจิตอันเปนทาส คือจิตอันปราศจากแสงสวางแหงพระ ธรรมเปนจิตที่มืดดํา เปนจิตที่ต่ําชา เปนจิตที่หาประโยชนใดๆ มิได ดังนี้ แลวจิตใตสํานึกจึงเปนพลังกดดัน หันมนุษยเขาหาอาสวกิเลสทั้งมวล จิตอันอยูใตสํานึกจึงเปนผลึกของสันดานนิสัย อันใฝอยูในความชั่ว ความกลัว ความขลาดเขลา จิตใตสํานึก จึงเปนจิตที่เศราหมอง ยากที่จะเห็น ธรรมะ ขอชักนําพวกเราทั้งหลายจงมารวมกันแปลงกายเปลี่ยนใจ พาจิตให ผองใสดวยการทําจิตใหอยูเหนือสํานึก ตรึกตรอง ศีล สมาธิปญญา ใหเห็น แมอริยสัจสี่ก็พึงหวังใหเห็นโดยแจมชัด ขจัดเสียซึ่งความมืดดําแหงจิต แลว ชีวิตของเราก็จะสบาย เปนชีวิตที่ใกลถึงธรรมอันประเสริฐ บรรเจิดกวาสิ่ง ทั้งปวง มีจิตอยูเหนือสํานึกแลวใจยอมผองแผว ดุจแกวใสไรฝุนธุลี ดังนี้ทาน เวยหลางจึงวา ใยตองเช็ดถูอีกดวยเลา เพราะแทที่จริงแลว แมโพธิก็ไรตน เขาใจดังนี้ชีวิตยอมเปนสุขอยูในปจจุบันขณะ เปนหวงเปนทุกขไปใยกับวัน พรุงนี้ เชนนี้ปจจุบันเราจักเศราหมอง มิใยจะตองกลาวถึงอนาคต เมื่อวันนี้ ทุกขเสียแลว พรุงนี้จะสุขไดอยางไร เพราะใจมีเพียงวันนี้เทานั้น ใจไมอาจ รอเราอยูในวันพรุงนี้


ธรรมะกระเบียดนิ้ว ธรรมะกระเบียดนิ้ว เปนธรรมอันงายงาย ธรรมะกระเบียดนิ้ว นั่นแหละคือธรรมา ธรรมกระเบียดนิ้ว แทธรรมมารดา

ยังคลายหิวดับกระหาย ไมยักยายใจโลเล ยังดับกริ้วดับโทสา ธรรมดาในตัวเรา ใชเล็กจิ๋วไรคุณคา เปนคุณคายิ่งใหญเอย

บัญชีบริหารกายวาจาใจ วันเดือนป

กุศลกรรม

หมายเหตุ

อกุศลกรรม

หมายเหตุ

บัญชีนี้จะชวยกระตุนเตือนใหเรามีสติสัมปชัญญะ เมื่อยามที่จะโนม เอียงไปในทางมิชอบ ทําบัญชีนี้ใหไดสม่ําเสมอ ความดีจะเพิ่มขึ้น ความชั่ว จะลดนอยลง จนในที่สุดเหลือแตความดีลวนๆ การบรรลุธรรมยอมบังเกิด ขึ้นตามขั้นตอนของการประพฤติปฏิบัติชอบอยางแนนอน


leawphan