Page 1

ชนากานต์ ธิลา 530310185 การสร้างสรรค์ภาพถ่ายร้านเบเกอรี่เชียงใหม่ บทที่ 1 ที่มาและความสําคัญ

จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางภาค

เหนือของประเทศ เป็นศูนย์กลางของจังหวัดในภาคเหนือ เป็นจังหวัดที่ ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ และมีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะเรื่องการ ท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่าง ชาติ เนื่อจากจังหวัดเชียงใหม่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยเป็นเมือง หลวงของอาณาจักรล้านนาแต่โบราณ มีภาษาล้านนา (คําเมือง) เป็น ภาษาท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านศิลปะ ประเพณีและ วัฒนธรรม และมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม

นอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

แล้ว เชียงใหม่ยังมีร้านกาแฟและขนมเบเกอรี่โฮมเมด มากมายหลาย ร้าน แต่ละร้านก็มีสูตรเฉพาะที่เจ้าของร้านคิดค้นขึ้นมาเอง รสชาติอร่อย ถูกปาก มีความสดใหม่และมีคุณภาพ บรรยากาศภายในร้านเป็นการ ตกแต่งตามสไตล์ของเจ้าของร้าน ทําให้มีสไตล์ไม่เหมือนกัน เป็นตัว ดึงดูดผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา อยากลองเข้าไปนั่งพักผ่อน จิบเครื่องดื่ม เย็นๆ และชิมเค้กอร่อยๆ

ปัจจุบันการเปิดร้านเบเกอรี่ในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการ

เปิดร้านเบเกอรี่เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ นิยมรับประทานเบเกอรี่กันมากขึ้น ทั้งนักท่องเที่ยวละคนในพื้นที่ก็ให้ ความสนใจร้านเบเกอรี่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะร้านที่มีบรรยากาศดี ตกแต่งร้านอย่างสวยงาม น่านั่ง และขนมอร่อย

ข้าพเจ้ามีความสนใจในการถ่ายภาพเบเกอรี่ และสนใจร้านเบเกอรี่

ในเชียงใหม่ ที่มีสไตล์การจัดตกแต่งร้านที่แตกต่างกัน เป็นเอกลักษณ์


ของแต่ละร้าน ทั้งยังมีเรื่องดื่มและขนมอร่อยๆ ให้ได้ลิ้มลอง แต่ยังขาด การประชาสัมพันธ์ จึงอยากนําเสนอออกมาเป็นหนังสือในรูปแบบ Guidebook แนะนําร้านเบเกอรี่ในเชียงใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ สนใจ ให้ได้รู้จักร้านเบเกอรี่ที่มีบรรยากาศดี ขนมอร่อย ในจังหวัด เชียงใหม่เชียงใหม่

วัตถุประสงค์

1.เพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับร้านเบเกอรี่ในเชียงใหม่

2.เพื่อนําเสนอภาพถ่ายเบเกอรี่


บทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรม

ในการสร้างสรรค์การถ่ายภาพและหนังสือ Guide Book “ ร้านเบ

เกอรี่ในเชียงใหม่” ข้าพเจ้าได้ศึกษา ค้นคว้า เอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ประวัติความเป็นมาของเบเกอรี่ 2.ผลงานช่างภาพเบเกอรี่ 3.เทคนิคการถ่าย 4.ร้านเบเกอรี่ในเชียงใหม่ 5.การทําหนังสือ

1.ประวัติความเป็นมาของเบเกอรี่

เบเกอรี่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยชาวสวิสเป็นผู้ริเริ่ม

นําเมล็ดธัญพืชมาบด ผสมน้ํา นวดเป็นแป้ง และทําให้สุกโดยการนําไป วางบนแผ่นหินร้อนใกล้เตาจนแป้งสุก และต่อมาชาวอียิปต์ได้พัฒนา จากขนมปังที่เป็นก้อนแน่นให้มาเป็นก้อนโปร่ง ซึ่งมาจากการค้นพบยีสต์ โดยบังเอิญจาการลืมแป้งทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง การทําขนมปังเริ่มแพร่ หลายโดยชาวกรีกโบราณที่ริเริ่มทําเตาอบแทนการใช้แผ่นหิน การทํา ขนมปังมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในสมัยโรมัน ชาวโรมได้เพิ่มส่วนผสม หลากชนิดลงไปในแป้งด้วย เช่น น้ํามัน น้ําผึ้ง เป็นต้น ในปี ค.ศ. 1492


วงการเบเกอรี่ก็ถูกปฏิวัติโดยชาวอเมริกัน มีการนําน้ําตาลและโกโก้ใส่ ลงไปในขนมปัง สร้างความฮือฮาแก่ผู้คนเป็นอย่างมาก

เบเกอรี่เริ่มเข้ามาในประเทศไทยในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้าย

สระ (พ.ศ.2271-2275) โดยการแนะนําของท้าวทองกีบม้า ภรรยาเจ้า พระวิชาเยนทร์หัวหน้าห้องเครื่อง อ้างอิงจาก http://titiporn-nooja.blogspot.com/2010/08/ blog-post.html

2.ช่างภาพเบเกอรี่และผลงาน

Helene Dujardin เป็นช่างภาพอาหารและทํางานออกแบบที่ได้รับการยกย่อง

ออนไลน์และตีพิมพ์โดยสิ่งพิมพ์ เช่น Elle magazine, Forbes magazine, The Times Online, Saveur magazine, CNN, Martha Stewart และอีกมากมาย ภาพของเธอเผยให้เห็นความหลงใหลในแสงธรรมชาติตาม ฤดูกาล และวัตถุดิบสดใหม่ ความรักและความสนใจอย่างถ่องแท้ ใน การทําอาหาร การถ่ายภาพอาหาร


ภาพจาก http://www.tarteletteblog.com

3.เทคนิคการถ่าย

3.1.จัดแต่งจานให้สวยงามพอเหมาะ และดูทิศทางของแสง การ

จัดเรียงตําแหน่งให้พอเหมาะ ไม่ไปกองรวมกันข้างใดข้างหนึ่ง หน้าตา ของก็นับเป็นเรื่องสําคัญเลยทีเดียว ถ้าไม่จัดให้สวยก่อนการจะถ่ายให้ดู ดีก็คงยาก

3.2. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้แฟลช เพราะจะทําให้ภาพอาหารดู

แข็งจนเกินไป ไม่สวย ใครที่มีแฟลชแยก ให้ส่องจากมุมสูงแทนและใช้ ตัวกรองแสงเพื่อให้แสงนุ่มขึ้น

3.3. มองต่างมุมบ้าง การถ่ายทั้งจานนั้นทําให้ได้ภาพโดยรวมก็

จริง แต่ก็อาจไม่สวยทั้งจาน ลองขยับหามุมหรือบางส่วนของจานแทนที่ จะถ่ายทั้งจานดูก็ได้

3.4. หลีกเลี่ยงฉากหลังที่รก และมีสีฉูดฉาด แย่งจุดสนใจจากภาพ

ไปหมด


3.5. เน้นจุดเด่นหรือก็คือส่วนประกอบหลักของ วัตถุดิบหลักอะไร

ก็เน้นไปที่สิ่งนั้น

3.6. ถ้าใช้กล้องที่สามารถปรับรูรับแสงได้ ให้เลือกใช้รูรับแสง

กว้าง (ค่า f น้อย ) เพื่อให้ภาพชัดเฉพาะจุดที่ต้องการนําเสนอ

3.7. บรรยากาศร้านโดยรอบ ใช้บรรยากาศร้านมาช่วยในการนํา

เสนอ

3.8. ตักขึ้นมาชมบ้าง เป็นการยั่วคนดูที่ได้ผลและอินกับตัวอาหาร

อ้างอิงจาก http://travel.truelife.com/detail/394472

4.ร้านเบเกอรี่ในเชียงใหม่ 4.1.เฟิร์น ฟอเรส คาเฟ่ - Fern Forest Cafe ที่อยู่ : ถนนสิงหราช ซอย 4 อําเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัด เชียงใหม่ วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : เปิด 08.30 - 20.30 น. เบอร์โทรศัพท์ : 0 5341 6204 ภายในร้านจะเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิดโดยเฉพาะต้นเฟิร์น บรรยากาศสบาย ใต้ร่มไม้ใกล้สายน้ํา ฟังเสียงนก เสียงน้ําและเสียงไม้ ไหวเพราะแรงลม และขนมแบบ home made และดื่มกาแฟสดที่ เจ้าของปลูกเองจากไร่ เฟิร์น ฟอเรส เมนูแนะนํา : Chocolate Mousse Pie, Coconut Cream Pie, Banoffee Pie, Hot Chocolate Souffle


ที่มาจาก : http://www.dumenu.com/place/186-FernForest-Cafe/ 4.2.บ้านเปี่ยมสุข ที่อยู่ : ถ.เจริญราษฎร์ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เบอร์โทรศัพท์ : 08-5525-0752, 08-5708-898 วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 09:30 – 19:00 น. ทุกวัน เป็นร้านเล็กๆ ที่มีโต๊ะนั่งอยู่ประมาณ 4-5 โต๊ะ ก็มีทั้งโต๊ะใหญ่ โต๊ะ เล็ก และแบบเค้าน์เตอร์บาร์ ให้ลูกค้าเลือกนั่งได้ตามอัธยาศัย พร้อมกับ ห้องแอร์เย็นสบาย ตกแต่งแบบเรียบง่าย ดูแล้วสบายตา เมนูแนะนํา : coconut cream pie , strawberry shot cake , coconut cake , blueberry cheese cake , banana chocolate cake , banoffee


ที่มาจาก : http://www.hungryfatguy.com/2012/11/ baanpiemsuk/ 4.3. Mai Bakery in Garden ที่อยู่ : 5/1 ซอยโรงเรียนอนุบาล 2 ถนนโชตนา ตําบลช้างเผือก อําเภอ เมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : เปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 18.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 053412675 ร้านกาแฟขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยมุมที่นั่งหลากหลาย ทั้งนั่ง ด้านใน และสวนหย่อมแบบชิลล์ๆ ตามความชอบและชิมรสชาติเค้กแสน อร่อย กาแฟรสหอมกรุ่น พร้อมเมนูเครื่องดื่มและของว่างมากมาย เมนูแนะนํา : มอคค่าชิโน, เค้กอ่อนใบเตย, เค้กส้ม, เครปกล้วยหอม, บราวนี่

ที่มาจาก : http://drink.edtguide.com/335123_mai-bakeryin-garden 4.4.บ้านหมอนอุ่น ที่อยู่ : 99/38 ม. 1 หมู่บ้านรินทร์ ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เบอร์โทรศัพท์ : 089-789-4735, 085-036-1331


วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 10.00 น. – 20.00 น. ทุกวัน “บ้านหมอนอุ่น ณ เชียงใหม่” เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความเป็นกันเองในแบบ B&B และยังคงความ เก๋ไก๋ตามสไตล์คนรุ่นใหม่แบบ Boutique Resort บ้านหมอนอุ่นตั้งอยู่ ท่ามกลางความสะดวกสบายของใจกลางเมืองเชียงใหม่ ตัวตึกถูกบูรณะ และซ่อมแซมขึ้นใหม่จากตึกเก่าอายุ 30 ปี จึงมีกลิ่นอายของความเป็น วินเทจ ผสมผสานกับความทันสมัย แนวการตกแต่งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนหรือพื้นที่โดยรอบ ยังเน้นความสบายตา ใช้สอย ได้จริง เรียบง่ายแนว Shabby Chic และ English Cottage เมนูแนะนํา : เค้กมะพร้าวอ่อน พายมะพร้าวอ่อน เครปเค้ก เค้กช็อคโก แลต ทิรามิสุบานอฟฟี่

ที่มาจาก : http://www.hungryfatguy.com/2012/07/baanhmon-oon-chiangmai/ 4.5.หอมปากหอมคอ ที่อยู่ : Casa 2511 ถ.นิมมานเหมินท์ ซอย 1 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เบอร์โทรศัพท์ : 083 154 3113 วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 12:00 – 19:00 น. ทุกวัน


เมนูแนะนํา : brownie , soft cookie , blueberry cheese pie , banareo , juisinana

ที่มาจาก : http://www.heartmadepatisserie.com 4.6. LOVIN' SWEETS ที่อยู่ : 16 ถนนหัสดิเสวี ตําบลช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เบอร์โทรศัพท์ : 053404515 , 0884066469 วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 9.00 am. – 8.00 pm. หยุดทุกวันพุธ เป็นร้านเบเกอรี่สไตล์ โฮมเมด อยู่ท่ามกลางความสุนทรีย์ใน บรรยากาศสไตล์อิงลิช พร้อมทั้งเครื่องดื่มคุณภาพที่เสริฟมาในภาชนะที่ แสนจะน่ารักและนําเข้ากับอาหารสุตรพิเศษที่รับประทานกับเครื่องดื่ม เย็น ๆ ในสวนสีเขียวท่ามกลางกลิ่นหอม ของดอกไม้ และสายลมที่เย็น สบาย เมนูแนะนํา : lava cake, scone, fresh mint brownies


ที่มาจาก : http://www.lovinsweets.com/ 4.7. La Genoise ที่อยู่ : 24/11 ถ.นิมมานเหมินท์ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 11.00-21.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 053-400-789 , 0800 43 0002 เป็นร้านขนมสไตล์ฝรั่งเศส รสชาติแบบฝรั่งเศสแท้ๆ ในราคาคน ไทย ใช้วัตถุดิบมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว โดยเชฟที่มากประสบการณ์ จากโรงแรมระดับ 5 ดาว (Luxary 5 star Hotel) จากลอนดอน อังกฤษ เครื่องดื่ม มีกาแฟ อิตาเลี่ยนโซดา smoothie อีกทั้งยังมีใบชา นําเข้าจากฝรั่งเศส เมนูแนะนํา : Tarte au Citron, Pralin Mousse, Costarica ,Fromage Blance

ที่มาจาก : http://bluekoff.com/board/? xID=6756#.Ug0QV9JTqE4,http:// www.wherechiangmai.com/เชียงใหม่/ร้านอาหารเชียงใหม่/lagenoise-ลาเจนัวส์/ 4.8.ดับเบิ้ลยู บาย หวานละมุน (W By Wanlamun) ที่อยู่ : 1 ซอยช้างม่อย 2 อาคาร ถนนช้างม่อย ตําบลช้างม่อย อําเภอ เมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50300


วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : วันอังคาร - วันอาทิตย์ เวลา 11.30am - 10pm (หยุดวันจันทร์) เบอร์โทรศัพท์ : 053 232328 ร้านอาหารและเบเกอรี่สไตล์ฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนถนนช้างม่อย ลักษณะใช้บ้านทรง Colonial Style ซึ่งเป็นบ้านเก่าหลังสวยร่มรื่น กั้น รั้วสีขาว มีธงทรงญี่ปุ่นสีส้มติดที่รั้ว แบ่งเป็น 2 โซน คือด้านในเป็นห้อง ปรับอากาศไว้สําหรับจิบน้ําชา-กาแฟ เครื่องดื่มและของว่าง เมนูแนะนํา : St. Honoré au chocolat , St. Honoré Rose Framboise

ที่มาจาก : http://www.bloggang.com/viewdiary.php? id=mollynanny&month=092010&date=25&group=9&gbl og=67 4.9. Love at First Bite ที่อยู่ : 28 ซอยเชียงใหม่-ลําพูน 1 ถนนเชียงใหม่-ลําพูน ตําบลวัดเกต อําเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50000 วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : เปิดอังคาร - อาทิตย์ เวลา 10.30 18.00 น. หยุดทุกวันจันทร์ เบอร์โทรศัพท์ : 0814725059 , 053242731


บ้านสีขาวตกแต่งเป็นร้านเบเกอรี่ บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านจัด เป็นสวนสวย จัดโต๊ะ-เก้าอี้ไว้ตามมุมต่างๆ เหมาะสําหรับคนรักการอ่าน ที่ต้องการมุมสงบนั่งอ่านหนังสือพร้อมกับจิบชา กาแฟ ท่ามกลาง บรรยากาศร่มรื่น เมนูแนะนํา : แบล็คฟอเรสต์เค้ก, ไวท์ช็อกโกแลตชีสเค้ก, ฟรุตเค้ก, คุก กี้โอ๊ตมีลเรซิน, พายมะพร้าว, พายกล้วยหอม, กาแฟร้อน-เย็น, โกโก้ เย็น, น้ําผลไม้, ไอศกรีมรัมเรซิ่นกับวานิลลา

ที่มาจาก : http://drink.edtguide.com/56734_love-at-firstbite-เลิฟแอทเฟิร์สไบท์-วัดเกต-เชียงใหม่-ร้านขนมเค้ก

4.10. Motto Cafe ที่อยู่ 71 ถนนเชียงใหม่-ลําพูน ตําบลวัดเกต อําเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50000 วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : เปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 22.00 น เบอร์โทรศัพท์ : 053302809 ร้านเป็นบ้านไม้เล็กๆ น่ารัก มี 2 ชั้น ชั้นบนจะสามารถมองเห็นวิว ของแม่น้ําปิง ที่ฝั่งตรงข้ามร้าน สามารถไปนั่งชิลล์ๆ กันได้แบบไม่จํากัด เวลา


เมนูแนะนํา : Blue Cheesecake, Chocolate Cake, Crepe Cake

ที่มาจาก : http://drink.edtguide.com/375587_Motto-Cafeมอตโต้คาเฟ่-เชียงใหม่-ชา-กาแฟ 4.11. 2 Boys Homemade & Handmade Cafe ที่อยู่ : 210 หมู่ที่ 6 ตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ: 10:00 – 17:00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 084 531 2303

คอนเซ็ปของร้านนี้คือ Small and Chill ซึ่งร้านจะไม่ใหญ่ จะเป็น

ลักษณะของบ้านที่แบ่งพื้นที่มาเป็นร้านขนมและเครื่องดื่มเล็กๆ เป็นร้าน ที่มีแต่โซน Open Air อย่างเดียว การตกแต่งก็จะไม่ซ้ํากัน เก้าอี้และ โต๊ะนั่งแต่ละมุมก็จะเป็นคนละอย่าง แต่ก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ และดอกไม้ ที่ทางร้านเขาจัดตกแต่งได้อย่างลงตัว เมนูแนะนํา : Mango Cheese Pie , เครปเค้ก , บราวนี่


ที่มาจาก http://www.hungryfatguy.com/2013/05/2boyshomemade/ 4.12. CHOCOLATE FACT. ที่อยู่ : ถ.นิมมานเหมินท์ ซอย 7 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 ติดต่อ : 053 289245, 080-1200001 วันและเวลาเปิด-ปิด : 09.00 น. – 21.00 น. ทุกวัน

บ้านหลังเล็กกลางสวนหย่อม ที่ห้อมล้อมไปด้วยสวนและต้นไม้

ร่มรื่น ที่นี่จะมีทั้งแบบในร่มและกลางแจ้งร้านจะมีอยู่ 2 ชั้น ด้านล่างจะ เป็นเค้าน์เตอร์สั่งเครื่องดื่มและขนม มีโต๊ะให้นั่งได้หลายแบบ แล้วแต่ ความสะดวก เมนูแนะนํา : dark killer, Double Chocolate, White Choc Cheese Blondie ,CHOC FACT. Brownie

ที่มาจาก http://www.hungryfatguy.com/2012/06/ chocolate-fact-nimman7/ 4.13. Mood Mellow ที่อยู่ 2/5 ซอยนิมมานเหมินท์ 3 ถนนนิมมานเหมินท์ ตําบลสุ เทพ อําเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200  วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : เปิดจันทร์ - เสาร์ เวลา 10.30 - 20.00 น. หยุดทุกวันอาทิตย์ เบอร์โทรศัพท์ : 053220410 , 0891188000


ร้านกาแฟและขนมเค้กเก๋ๆ ในนิมมานเหมินท์ ตัวร้านตกแต่งโดย

เอาความโมเดิร์นมาผสมผสานเข้ากับศิลปะ จึงเกิดเป็นร้านสวยๆ เท่ๆ บรรยากาศดีๆ แห่งนี้ขึ้น เมนูแนะนํา : กาแฟสด, มะนาวโซดา, เค้ก, ชีสเค้ก, บานาน่าครีมพาย

ที่มาจาก http://drink.edtguide.com/ 372797_MoodMellow-มูดเมลโล่-นิมมานเหมินทร์-เชียงใหม่-ร้านกาแฟ 4.14. Ocean Delicious Drinks ที่อยู่ : 79 ถนนศรีปิงเมือง ตําบลหายยา อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : ทุกวัน 08:30 – 20:00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 084 5021413 เมนูแนะนํา : เครปเค้กชาไทย, เรนโบว์เครปเค้ก, ช็อคโกแลตทรัพเฟิล

ที่มาจาก http://www.hungryfatguy.com/2013/04/oceandelicious-drinks/ 4.15. Jun Jun ที่อยู่ : ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 17 อ.เมือง จ.เชียงใหม่


วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 10:00-20:00 ปิดทุกวันจันทร์ เบอร์โทรศัพท์ : 089 173 1933

เป็นร้านเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม และเดินผ่าน นอกจากจะมีคัพเค้ก

ชิ้นกําลังดีแสนอร่อยให้เลือกทาน ด้านในยังมีมุมของกระจิกกระจิก ให้เราเดินเข้าไปสํารวจได้เป็นนานสอง นาน แม้จะเล็ก แต่ไม่รู้สึกคับแคบเลย เมนูแนะนํา : Cup Cake

ที่มาจาก http://th.openrice.com/chiangmai/restaurant/ %E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99/60971/ 4.16. Mont Blanc Bakery สาขา 1 ที่อยู่ : ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 7 ตําบลสุเทพ อําเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : เปิดทุกวัน เวลา 08.30 - 22.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 053210776

เป็นร้านเค้กและเบเกอรี่ที่จัดร้านได้สวยเป็นอันดับต้นๆ ของ

เชียงใหม่ บรรยากาศและการตกแต่งลงตัวมากๆ มีโต๊ะให้เลือกนั่งทั้งใน ร้าน และนอกร้าน เมนูเด่นก็คือ เค้กมองบลังค์ตามชื่อร้าน ซึ่งหน้าตาจะ เหมือนภูเขาย่อมๆ แต่น่ากินสุดๆ


เมนูแนะนํา : เค้กมองบลังค์, ชูครีมวนิลา, สตรอเบอร์รี่ชอทเค้ก, ดาร์ คช็อกโกแลตกานาชเค้ก, ทีรามิส,ุ ไอศกรีม, ชา, กาแฟ

ที่มาจาก http://drink.edtguide.com/gallery/ 294375/391974_Mont-Blanc-Bakery 4.17. Charcoa House Bakery & Restaurant ที่อยู่ : 4 ซอยศรีภูมิ 1 อาคาร ชาร์โคลเฮ้าส์เดอะโคซี่เบดแอนด์เบรก ฟาสต์ ถนนศรีภูมิ ตําบลศรีภูมิ อําเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200  วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : ทุกวัน เวลา 7:00 - 22:30 เบอร์โทรศัพท์ : 084 4841 105 , 085 695 4569

จากความที่มีศิลปะอยู่ในตัวตลอดเวลาของเจ้าของร้านอารมณ์ดี

จึงเป็นที่มาของชื่อร้านอาหารชาร์โคล ที่เป็นชื่อเฉพาะของร้านโดยผิด เพี้ยนจากคําภาษาอังกฤษว่า Charcoal ที่แปลว่า ถ่านเขียนภาพศิลปะ มาเป็น Charcoa ศัพท์เฉพาะที่ติดปากของคนทั่วจังหวัดเชียงใหม่ เมนูแนะนํา : มูสชาไทย, บานอฟฟี่, ราชาช็อคมูส, เค้กช็อคโกแล๊ตภูผา ดํา, สตรอเบอร์รี่ช๊อตเค้ก


ที่มาจาก http://eat.edtguide.com/192154_charcoa-houseชาร์โคลเฮ้าส์-เชียงใหม่-ร้านอาหาร 4.18. Outside in café & Studio ที่อยู่ : 199/41 ถ.ช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100 วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 08:00 – 20:00 น. ทุกวัน เบอร์โทรศัพท์ : 087-5759933

การตกแต่งของร้านนี้ค่อนข้างแปลกตา ถึงแม้ร้านนี้จะไม่มีพื้นที่

สําหรับตกแต่งเป็นสวนหย่อมเหมือนร้านอื่นๆ แต่ด้วยความเป็น สถาปนิกก็ได้ดัดแปลงร้านให้ออกแนวธรรมชาติ ด้วยการทําผนังใน หลายๆ ด้านให้เป็นโทนสีเขียวๆ มีบ้านนกน่ารักๆ ติดอยู่ ทําให้รู้สึกว่า ค่อนข้างแปลกตา และเก้าอี้ต่างๆ ในร้านก็ออกแบบได้ดี ถึงแม้จะเป็น ร้านไม่ใหญ่ ไม่หรูหรา แต่เข้ามาแล้วจะรู้สึกชิลล์ เมนูแนะนํา : Dark choco ganach, Brownie mousse cake, Coconut fresh cream cake

ที่มาจาก http://www.hungryfatguy.com/2012/10/outsidein-cafe-studio/ 4.19. Cheese & Cake Chiangmai ที่อยู่ : ถนนนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : 9.00-23.00 น.


เบอร์โทรศัพท์ : 081 651 1514

ร้านนี้จุดเด่นของเค้าอยู่ที่ ชีสเค้ก แสนหอมหวาน ละเมียดละไม ที่

รับรองว่าใครที่ได้รับประทานจะต้องติดใจอย่างแน่นอน แถมราคาก็ไม่ แพงมาก เมื่อบวกกับคุณภาพ บรรยากาศภาพในร้านก็ดูสะอาดสะอ้าน สวยงาม น่านั่งเป็นอย่างมาก ใครชอบชีสเค้ก ก็ต้อง ร้าน Cheese & Cake ที่นี่เท่านั้น เมนูแนะนํา Almond Mocha Malt, Blackforest Cheesecake, Tiramisu Cappuccino, Tiramisu Cheesecake

ที่มาจาก http://www.chillpainai.com/eat/396/ 4.20. Charin Pie ที่อยู่ : ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 11 อ.เมือง จ.เชียงใหม่, สุเทพ วันและเวลาเปิด-ปิดทําการ : จันทร์-อาทิตย์ 09:00-22:00 เบอร์โทรศัพท์ : 053-226-483 / 086-883-3883 / 081-836-1224

ร้านพายขึ้นชื่อแห่งนิมมานเหมินท์ มีพายหลายชนิดให้ได้ลองชิม

กัน บรรยากาศร้านก็ดูสบายๆ มีทั้งในห้องกระจก และด้านนอก เมนูแนะนํา : Mocha frappe, พายบลูเบอรี,่ พายมะพร้าว


ที่มาจาก http://th.openrice.com/ chiangmai/restaurant/ จริณพาย/46355/

5.การทําหนังสือ

ขั้นตอนการทําหนังสือ

การออกแบบรูปเล่ม หรือจัดรูปเล่ม ก็คือการนําต้นฉบับ ภาพ ประกอบ หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเนื้อหามาจัดวางให้เป็นโครงร่าง เพื่อพร้อมนําไปพิมพ์เป็นตัวเล่ม สมัยก่อนใช้แม่พิมพ์ไม้บ้างโลหะบ้าง ต่อมาก็เป็นกระดาษไข พัฒนาการมาเรื่อยจนถึงยุคคอมพิวเตอร์ มี โปรแกรมสําหรับจัดรูปเล่มออกมาให้ใช้กันสะดวกสบาย โปรแกรมที่ทุก คนใช้ในการออกแบบหนังสือ คือ InDesign ฟอนต์ หรือรูปแบบตัวอักษรหนังสือเล่มหนึ่งไม่ควรใช้ฟอนต์หลาย แบบมากจนเกินไป ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นควรใช้ฟอนต์ใดฟอนต์หนึ่ง อาจจะเปลี่ยนได้ในส่วนของชื่อเรื่องหรือชื่อที่ต้องการเน้น แต่ไม่ควรใช้ หลายฟอนต์ในหนึ่งเรื่อง เพราะอาจทําให้คนอ่านงง บางครั้งเนื้อเรื่องใช้ ฟอนต์ประเภทหนึ่ง ส่วนของภาคผนวกอาจใช้อีกประเภทหนึ่ง หน้าปกใช้ อีกประเภทหนึ่งก็ได้ แต่ในส่วนนั้นๆ ควรจะให้ออกมาดูกลมกลืนกัน ขนาดตัวอักษรก็สําคัญ ต้องให้อ่านง่าย ขนาดเล็กหรือใหญ่ยังมีผลต่อ จํานวนหน้าด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการพิมพ์อีกเช่นกัน


ภาพประกอบ ภาพที่ใช้ไม่ว่าจะโหลดมาหรือถ่ายเอง พอแปลงเป็น ไฟล์แล้วควรจะมีขนาดใหญ่พอสมควรและต้องมีความละเอียดในระดับที่ พอเหมาะพอควร อ้ า งอิ ง จาก http://stanglibrary.wordpress.com/tag/ขั ้ น ตอน การทําหนังสือ ส่วนประกอบของหนังสือ การศึกษาส่วนประกอบของหนังสือนั้น มีความจําเป็นมากสําหรับผู้ อ่าน นอกเหนือจากการอ่านเนื้อเรื่องของหนังสือแล้ว ผู้อ่านควรทราบ ส่วนประกอบของหนังสือด้วย เนื่องจากแต่ละส่วนของหนังสือ จะบอก ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนั้นๆ เพื่อประกอบการพิจารณา ตัดสินใจในการเลือกซื้อ หรือใช้ประกอบการอ้างอิงได้ หรือเพื่อ ประโยชน์ในการช่วยให้อ่านหนังสือได้เข้าใจยิ่งขึ้น ซึ่งหนังสือประกอบ ด้วย 4 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้ 1. ส่วนปก (binding) 2. ส่วนประกอบตอนต้น (preliminary page) 3. ส่วนเนื้อเรื่อง (text / body of the book) 4. ส่วนประกอบตอนท้าย (auxiliary materials) หนังสือแต่ละเล่มที่ผลิตออกมานั้น ล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบ ต่างๆ ที่มากน้อย แตกต่างกันไป อาจไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามหลัก วิชาการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยการผลิตหลายประการ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นสิ่ง ผิด เพราะไม่มีหนังสือเล่มใดในโลก ที่มีส่วนประกอบครบถ้วนสมบูรณ์ ทุกประการ 1. ส่วนปก (binding)


ใบหุ้มปก (book jacket / dust jacket / wrapper)เป็นส่วน แรกของหนังสือ มีลักษณะเป็นกระดาษหุ้มตัวเล่มด้านนอกของหนังสือไว้ แล้วพับทบไว้ที่ด้านในของปกทั้งปกหน้าและปกหลัง ที่ด้านหน้าของใบ หุ้มปกจะพิมพ์รูปภาพ หรือข้อความ ที่มีลักษณะเหมือนกับปกจริงของ หนังสือ ซึ่งอาจเป็นชื่อหนังสือ และชื่อผู้แต่ง หรืออาจเป็นภาพที่แตกต่าง จากปกจริงก็ได้ แต่ต้องเป็นภาพที่มีสีสันสวยงาม เพื่อดึงดูดความสนใจ และเป็นภาพมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาภายในตัวเล่ม ใบหุ้มปกช่วยให้ หนังสือสวยงาม และยืดอายุการใช้งานของหนังสือ โดยป้องกันไม่ให้ หนังสือสกปรกง่าย ส่วนที่พับทบไว้ด้านในของปก ทั้งปกหน้าและปกหลัง ยังสามารถพิมพ์ประวัติของผู้แต่งหนังสือ และเนื้อเรื่องย่อของหนังสือได้ อีกด้วย ปก (blnding / cover) ปกของหนังสือมีทั้งปกอ่อน และปกแข็ง ซึ่งมีกรรมวิธีในการเข้าปกไม่เหมือนกันโดยหนังสือปกอ่อน เป็นเพียง การนําปกที่พิมพ์สําเร็จแล้ว มาทากาวทาบติดกับตัวเล่ม แต่หนังสือปก แข็งมักจะมีการทําปกด้วยผ้าแล็กซีล หรือกระดาษแล็กซีล (Lacquer sealed) และมีกรรมวิธีในการเข้าปกที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่หนังสือปก แข็งมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าหนังสือปกอ่อน จึงมีผลทําให้หนังสือ ปกแข็งมีราคาแพงกว่าหนังสือปกอ่อน ไม่ว่าจะเป็นปกอ่อนหรือปกแข็ง ปกของหนังสือจะมีหน้าที่ยึดกระดาษที่อยู่ด้านใน ให้รวมเป็นเล่ม เดียวกัน และมีรูปทรงที่ชัดเจน เพื่อรักษารูปทรงของหนังสือให้คงทน โดยบริเวณปกด้านหน้าจะเขียนชื่อเรื่องของหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ บางครั้งอาจมีชื่อสํานักพิมพ์ด้วย สันหนังสือ (spine) เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างปกหน้า และปกหลัง มีหน้าที่ยึดปกหน้า และปกหลังให้ติดกัน ซึ่งขนาดของสันหนังสือแต่ละ เล่มจะบางหรือหนาแตกต่างกันไปตามจํานวนกระดาษที่อยู่ด้านใน หนังสือที่มีสันหนา ส่วนมากนิยมพิมพ์ข้อมูลของหนังสือ เช่น ชื่อเรื่อง ชื่อ ผู้แต่ง สํานักพิมพ์ และปีที่พิมพ์ ตามลําดับ สําหรับหนังสือที่มีสันบาง


สามารถเลือกพิมพ์ ข้อมูลที่จําเป็นบางอย่างได้ โดยส่วนใหญ่จะเลือก พิมพ์ชื่อเรื่องก่อน ใบติดปก (end paper) เป็นกระดาษที่ทากาวผนึกติดอยู่กับปก ด้านใน ทั้งปกหน้าและปกหลัง ส่วนใหญ่จะพบใบติดปกในหนังสือปก แข็ง เนื่องจากหนังสือปกแข็งจะมีการทําปกด้วยผ้าแล็กซีล หรือ กระดาษ แล็กซีล ซึ่งทําให้มีรอยตะเข็บที่เกิดจากการพับผ้าแล็กซีล หรือกระดาษ แล็กซีล จึงต้องนํากระดาษมาปิดทับรอยนั้นเพื่อให้เกิดความสวยงาม นอกจากนี้ ยังทําหน้าที่ช่วยยึดปกกับตัวเล่มหนังสือไว้ด้วยกันอีกด้วย 2. ส่วนประกอบตอนต้น (preliminary page) ใบรองปก (fly leave) เป็นกระดาษแผ่นเดียวกันกับใบติดปกที่มี ความยาวต่อเนื่องกันมา แต่ปล่อยเป็นอิสระ ระหว่างใบติดปกและใบรอง ปก จะถูกยึดติดกับตัวเล่ม เพื่อช่วยให้ปกและตัวเล่มหนังสืออยู่ติดกันได้ นานขึ้น โดยส่วนใหญ่ใบติดปกและใบรองปกจะเป็นกระดาษที่หนาและ เหนียวพอสมควร หน้าปกใน (title page) เป็นหน้าที่มีความสําคัญที่สุด เนื่องจาก เป็นหน้าที่มีรายละเอียดทางบรรณานุกรม ของหนังสือครบถ้วนสมบูรณ์ ที่สุด ซึ่งสามารถนําไปใช้ในการอ้างอิงและเขียนบรรณานุกรมได้ หน้าบทนํา (introduction) เป็นการอธิบายเนื้อหา หรือขอบเขต โดยย่อของหนังสือ เพื่อให้ผู้อ่านได้มีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยว กับหนังสือเล่มนั้นๆ ก่อนที่จะอ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียดต่อไป หน้าสารบัญ (table of contents) การนําหัวข้อต่างๆ ในเนื้อ เรื่อง มาจัดเรียงลําดับตั้งแต่หัวข้อแรก จนถึงหัวข้อสุดท้ายและกํากับ ด้วยเลขหน้าที่หัวข้อนั้นๆ ปรากฏอยู่ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถค้นหา เนื้อเรื่อง ที่ต้องการอ่านในตัวเล่มได้รวดเร็วขึ้น 3. ส่วนเนื้อเรื่อง (text or body of the book)


เนื้อหา (text / body of the book) เนื้อหาเป็นส่วนสําคัญที่สุด ของหนังสือ มีการประมวลความรู้ต่างๆ ที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารให้กับผู้ อ่านได้ทราบ การเรียบเรียงเนื้อหาเป็นระบบระเบียบ โดยเฉพาะหนังสือ วิชาการ จะมีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทๆ ซึ่งหนังสือแต่ละเล่มจะมีกี่บท ก็ได้ แล้วแต่การจัดแบ่งของผู้เขียนตามความเหมาะสม แต่หนังสือบาง เล่ม มีการเขียนเนื้อหาติดต่อกันไปตลอดทั้งเล่ม ไม่มีการแบ่งบท ส่วน ใหญ่หนังสือที่ไม่มีการแบ่งบทนี้ จะเป็นหนังสือสําหรับอ่านหาความรู้ ทั่วไป ไม่ใช่หนังสือวิชาการในกรณีที่เป็นหนังสือวิชาการมักจะพบส่วน ประกอบ ที่เรียกว่า “การอ้างอิงแทรกในเนื้อหา” หรือ “เชิงอรรถ” อย่าง ใดอย่างหนึ่ง ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่องเสมอ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึง การค้นคว้าอย่างจริงจังจากเอกสารหลายๆ เล่ม เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่มา เรียบเรียงในการเขียนหนังสือเล่มนั้นๆ 4. ส่วนประกอบตอนท้าย (auxiliary materials) บรรณานุกรม (bibliography) เป็นการนํารายละเอียดทาง บรรณานุกรมของเอกสารต่างๆ ที่ประกอบการเรียบเรียงหนังสือเล่ม นั้นๆ มาจัดเรียงตามลําดับอักษร เพื่อแจ้งให้ผู้อ่าน ได้ทราบถึงแหล่ง ความรู้ที่ผู้เขียนได้ใช้ในการเรียบเรียงหนังสือ และแสดงให้เห็นถึง ความ น่าเชื่อถือของการค้นคว้าอย่างจริงจังก่อนการเขียนหนังสือเล่มนั้นๆ ซึ่ง อาจมีทั้งหนังสือ วารสาร โสตทัศนวัสดุ หรือสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ โดยรายละเอียด ทางบรรณานุกรมของเอกสารต่างๆ ประกอบด้วย ชื่อผู้ แต่ง ปีที่พิมพ์ ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ และสํานักพิมพ์ อ ้ า ง อ ิ ง จ า ก http://human.tru.ac.th/elearning/tec_ban/ tinfo03/inf02.html

ประเภทของกระดาษในงานพิมพ์


กระดาษอาร์ตมัน เนื้อกระดาษจะมันเรียบ พิมพ์งานได้ใกล้เคียงกับ สีจริงคุณภาพ กระดาษก็แตกต่างกันไปแล้วแต่มาตรฐานของผู้ผลิต สามารถเคลือบเงาได้ดีกระดาษชนิดนี้เหมาะสําหรับพิมพ์นิตยสาร แผ่น พับ โปสเตอร์ฯ น้ําหนักของกระดาษมี ตั้งแต่ 85 - 160 แกรม กระดาษอาร์ตด้านเนื้อกระดาษเรียบ แต่เนื้อไม่มันพิมพ์งานสีจะซีด ลงเล็กน้อย กระดาษชนิดนี้เหมาะสําหรับ ใบปลิว แผ่นพับหรือนิตยสาร น้ําหนักของ กระดาษมีตั้งแต่ 85 - 160 แกรม กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้าเป็นกระดาษอาร์ตที่หนาตั้งแต่ 190 แกรมขึ้นไป เหมาะสําหรับพิมพ์งานโปสเตอร์ โปสการ์ด ปกหนังสือ หรือ งานต่างๆ ที่ต้องการความหนา กระดาษอาร์ตการ์ด 1 หน้าเป็นกระดาษอาร์ตที่มีความแกร่งกว่า กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า หนาตั้งแต่ 190 แกรม ขึ้นไป เหมาะสําหรับ พิมพ์งานที่ต้องการพิมพ์แค่หน้าเดียว เช่น กล่องบรรจุสินค้าต่างๆ โปสเตอร์ โปสการ์ด ปกหนังสือ กระดาษปอนด์ เป็นกระดาษเนื้อเรียบสีขาว นิยมใช้พิมพ์งานสี เดียวหรือพิมพ์สี่สีก็ได้ แต่ไม่มันเงาเท่ากระดาษอาร์ต สามารถเขียนได้ ง่ายกว่าทั้งปากกาและดินสอ เหมาะสําหรับพิมพ์เนื้อในหนังสือ กระดาษ หัวจดหมาย หรืออื่นๆ ความหนาของกระดาษนิยมใช้อยู่ 55 - 120 แก รม กระดาษแฟนซี เป็นคําเรียกโดยรวมสําหรับกระดาษที่มีรูปร่าง ลักษณะของเนื้อและผิวกระดาษที่ต่างจากกระดาษใช้งานทั่วไปมีผิวเป็น ลายตามแบบบนลูกกลิ้งมีสีสันให้เลือกหลากหลายประโยชน์สําหรับ กระดาษชนิดนี้ สามารถนําไปใช้แทนกระดาษที่ใช้อยู่ทั่วไป


กระดาษปรู๊ฟ เป็นกระดาษที่มีส่วนผสมของเยื่อบดที่มีเส้นใยสั้น มี สีอมเหลืองราคาไม่แพงแต่ความแข็งแรงน้อย เหมาะสําหรับงานพิมพ์ หนังสือพิมพ์และเอกสารที่ไม่ต้องการคุณภาพมาก กระดาษกล่อง เป็นกระดาษที่ทําจากเยื่อบด และมักนําเยื่อจาก กระดาษใช้แล้วมาผสม มีสีคล้ําไปทางเทาหรือน้ําตาล หากเป็นกระดาษ ไม่เคลือบจะเรียกกระดาษกล่องขาวหากเป็นกระดาษเคลือบผิวมัน จะ เรียก กระดาษกล่องแป้ง ใช้สําหรับทําสิ่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์ เช่น กล่อง ป้ายแข็ง ฯลฯ กระดาษจั่วปังน้ําหนักมีตั้งแต่ 430 กรัม/ตารางเมตรขึ้นไป มี ความหนามากใช้ทําไส้ในของปกหนังสือ ฐานปฏิทินตั้งโต๊ะ บรรจุภัณฑ์ ต่างๆ กระดาษแบงค์ กระดาษแบงค์เป็นกระดาษบางๆ มักจะมีสี เช่น สีชมพู สีฟ้า สีเขียว และสีเหลือง นิยมใช้พิมพ์บิลต่างๆ หรือใบปลิว ความหนาประมาณ 55 แกรม, 70 แกรม, 80 แกรม ขนาดของกระดาษตามมาตรฐานโรงพิมพ์กระดาษปอนด์, อาร์ต มัน, อาร์ตด้าน, ปรู๊ฟ โดยทั่วไปมีอยู่ 3 ขนาดคือ 24 นิ้ว x 35 นิ้ว , 25 นิ้ว x 36 นิ้ว , 31 นิ้ว x 43 นิ้ว กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า, อาร์ตการ์ด 1 หน้า โดยทั่วไปมีอยู่ 2 ขนาดคือ 25 นิ้ว x 36 นิ้ว , 31 นิ้ว x 43 นิ้ว กระดาษกล่องแป้ง (หลังขาว, หลังเทา) โดยทั่วไปมีอยู่ 2 ขนาด คือ 31 นิ้ว x 43 นิ้ว , 35 นิ้ว x 43 นิ้ว กระดาษเคมี (ก็อปปี้ในตัว) ที่นิยมมีอยู่ 1 ขนาดคือ 24 X 36 นิ้ว กระดาษแบงค์สี โดยทั่วไปมีอยู่ขนาดเดียวคือ 31 นิ้ว x 43 นิ้ว


คําว่า "แกรม" หรือ gsm. ในภาษาอังกฤษ ย่อมาจากคําว่า Grams per Square Metreซึ่งเป็นหน่วยใช้วัดน้ําหนักของกระดาษ จํานวน 500 แผ่น ต่อกระดาษขนาด 1 ตารางเมตร คนส่วนใหญ่จึงใช้ คําว่า "แกรม" ในการเทียบเคียงความหนาของกระดาษราคา และขนาด และการบริการอื่นๆ อย่างเช่น การตัดตามขนาดที่ต้องการหรือบริการ รับ - ส่ง สามารถสอบถามได้ที่ผู้จําหน่ายกระดาษสําหรับโรงพิมพ์ได้ ทั่วไป อ้างอิงจาก http://www.fileopen.co.th/technical-Paper.html โหมดสี (Color Mode) โหมดสีมีด้วยกันหลายโหมด แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้งานกันบ่อยๆ แล้ว จะมีอยู่ 4 โหมด ดังนี้ 1.โหมด RGB (Red, Green, Blue)

ประกอบด้วยสีสามสี คือ สีแดง, สีเขียว และสีน้ําเงิน ซึ่งการสร้าง งานกราฟฟิคนั้น เราจะใช้โหมด RGB นี้เป็นหลัก โหมด RGB นี้สีจะเกิดขึ้นจากการผสมแสงสามสี ให้เกิดเป็นจุดสี ระบบสี RGB เป็นระบบสีของแสง ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่ง แก้วปริซึม จะเกิดแถบสีที่เรียกว่า สีรุ้ง ( Spectrum ) ซึ่งแยกสีตามที่ สายตามองเห็นได้ 7 สี คือ แดง แสด เหลือง เขียว น้ําเงิน คราม ม่วง ซึ่ง เป็นพลังงานอยู่ในรูปของรังสี ที่มีช่วงคลื่นที่สายตา สามารถมองเห็นได้


แสงสีม่วงมีความถี่คลื่นสูงที่สุด คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกว่าแสงสีม่วง เรียกว่า อุลตราไวโอเลต ( Ultra Violet ) และคลื่นแสงสีแดง มีความถี่ คลื่นต่ําที่สุด คลื่นแสง ที่ต่ํากว่าแสงสีแดงเรียกว่า อินฟราเรด ( InfraRed) คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกว่าสีม่วงและต่ํา กว่าสีแดงนั้น สายตาของมนุษย์ไม่สามารถรับได้ และเมื่อศึกษาดูแล้วแสงสีทั้งหมด เกิดจาก แสงสี 3 สี คือ สีแดง ( Red ) สีน้ําเงิน

( Blue) และสีเขียว

( Green )ทั้งสามสีถือเป็นแม่สีของแสง เมื่อนํามาฉายรวมกันจะทําให้ เกิดสีใหม่ อีก 3 สี คือ สีแดงมาเจนต้า สีฟ้าไซแอน และสีเหลืองและถ้า ฉายแสงสีทั้งหมดรวมกันจะได้แสงสีขาวจากคุณสมบัติของแสงนี้ เราได้ นํามาใช้ประโยชน์ทั่วไปในการฉายภาพยนตร์ การบันทึกภาพวิดีโอภาพ โทรทัศน์ การสร้างภาพเพื่อการนําเสนอทางจอคอมพิวเตอร์ และการจัด แสงสีในการแสดง เป็นต้น 2. โหมด CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, blacK)

(โหมดสีนี้เป็นโหมดสีสําหรับงานพิมพ์ออฟเซ็ท) ประกอบด้วยสีสี่สี คือสีเขียวปนน้ําเงิน, สีม่วงแดงเข้ม, สีเหลือง และสีดํา โหมดสีนี้จะใช้ในการเตรียมพิมพ์การพิมพ์สี่สี

ระบบสี CMYK เป็นระบบสีชนิดที่เป็นวัตถุคือสีแดง เหลือง น้ําเงิน

แต่ไม่ใช่สีน้ําเงิน ที่เป็นแม่สีวัตถุธาตุ แม่สีในระบบ CMYK เกิดจากการ ผสมกันของแม่สีของแสงหรือระบบสี RGB คือ แสงสีน้ําเงิน + แสงสี เขียว = สีฟ้า (Cyan)


แสงสีน้ําเงิน + แสงสีแดง = สีแดง(Magenta) แสงสีแดง + แสงสีเขียว = สีเหลือง (Yellow) สีฟ้า (Cyan) สีแดง (Magenta) สีเหลือง (Yellow) นี้นํามาใช้ใน ระบบการพิมพ์ และมีการเพิ่มเติม สีดําเข้าไป เพื่อให้มีน้ําหนักเข้มขึ้นอีก เมื่อรวมสีดํา ( Black = K ) เข้าไป จึงมีสี่สี โดยทั่วไปจึงเรียกระบบการ พิมพ์นี้ว่าระบบการพิมพ์สี่สี (CMYK) ระบบการพิมพ์สี่สี ( CMYK ) เป็นการพิมพ์ภาพในระบบที่ทันสมัย ที่สุด และได้ภาพใกล้เคียงกับภาพถ่ายมากที่สุด โดยทําการพิมพ์ทีละสี จากสีเหลือง สีแดง สีน้ําเงิน และสีดํา ถ้าลองใช้แว่นขยายส่องดู ผลงาน พิมพ์ชนิดนี้ จะพบว่า จะเกิดจากจุดสีเล็กๆ สี่สีอยู่เต็มไปหมด การที่เรา มองเห็นภาพมีสีต่างๆ นอกเหนือจากสี่สีนี้ เกิดจากการผสมของเม็ดสี เหล่านี้ในปริมาณต่างๆ คิดเป็นเปอร์เช็นของปริมาณเม็ดสี ซึ่งกําหนด เป็น10-20-30-40-50-60-70-80-90 จนถึง100% 3. โหมดขาวดํา (Grayscale)

โหมดนี้จะมีเพียงสองสีคือ สีขาวและสีดําแต่จะมีระดับความเข้ม ของสีดํา 255 ระดับ รวมกับสีขาวอีกหนึ่งสี ในโหมดนี้ก็จะมีเพียง 256 สี

4. โหมด Indexed Color คือ โหมดสี 8 bit channel หรือ 256 สี (2 ยกกําลัง 8 = 256 สี) โดยไม่มีการกําหนดตายตัวว่าสีทั้ง


256 สีนั้นจะต้องเป็นสีใดๆ บ้าง ซึ่งเราสามารถกําหนดชุดสีที่ใช้ ว่าจะใช้ สีใดๆ บ้าง (แต่ต้องไม่เกิน 256 สี) อ้างอิงจาก http://bangkokprint.com/?p=790

กริด (Grid) กริด (Grid) คือตารางของเส้น (โดยส่วนใหญ่เส้นเหล่านี้จะไม่ ปรากฏให้เห็นในชิ้นงานพิมพ์จริง) ที่จัดอย่างเป็นแบบแผนใช้เพื่อเป็น โครงในการกําหนดตําแหน่ง ขอบเขตบริเวณสําหรับบรรจุภาพ เนื้อหา ช่องว่างเปล่าและส่วนประกอบต่างๆ ในการจัดรูปแบบแต่ละหน้าของ งานพิมพ์ การสร้างกริดเป็นพื้นฐานของสื่อสิ่งพิมพ์แทบทุกรูปแบบเพื่อ จัดรูปร่างของเนื้อหาให้อยู่ในสัดส่วนที่สวยงาม แม้ว่าจะมีผู้กล่าวว่าการ ใช้กริดทําให้จํากัดความอิสระในการออกแบบ แต่การใช้กริดเป็นการ วางโครงแบบหลวมๆ เป็นเครื่องมือในการทํางานโดยเฉพาะงาน ออกแบบเป็นชุดเป็นเล่มที่ต้องการความต่อเนื่อง ความเป็นเอกภาพ ผู้ ใช้สามารถพลิกแพลงแบบได้ตลอดเวลา ไม่มีกฎบังคับให้องค์ประกอบ ต่างๆ อยู่แต่เพียงภายในกรอบที่จัดไว้ แต่ให้ดูผลงานสุดท้ายเป็นหลัก การใช้กริดไม่ใช่สิ่งใหม่ นักออกแบบและศิลปินได้ใช้โครงสร้างกริดกัน มานานนับศตวรรษแล้ว ช่องต่าง ๆ ของกริดในหน้าออกแบบ


มาร์จิ้น/ช่องว่างรอบขอบกระดาษ (margins) มาร์จิ้นคือช่องว่าง ที่อยู่ระหว่างขอบของพื้นที่ทํางานซึ่งมีตัวอักษรหรือภาพปรากฏอยู่กับ ขอบของกระดาษทั้งสี่ด้าน ความกว้างจากขอบกระดาษของช่องว่างนี้ไม่ จําเป็นต้องเท่ากันทั้งสี่ด้านแต่ควรเป็นแบบแผนเดียวกันทุกๆ หน้าใน เล่มเพื่อความต่อเนื่อง มาร์จิ้นเป็นจุดพักสายตา แต่สามารถใช้เป็นที่ใส่ เลขหน้า หัวเรื่อง คําอธิบายต่างๆ หรือบทความขยายสั้นๆ และอาจใช้ เป็นที่ดึงดูดความสนใจ โมดูล/หน่วยกริด (Module/Grid Units) โมดูลคือช่องที่เกิด จากการแบ่งหน้าออกแบบด้วย เส้น

กริดตามแนวตั้งและแนวนอน

ออกเป็นส่วนๆ สําหรับกําหนดใช้เป็นพื้นที่ใส่ตัวอักษรหรือภาพ การแบ่ง ส่วนระหว่างโมดูลจะมีการเว้นช่องว่างไว้ไม่ให้โมดูลติดชิดกัน อนึ่งการ ใช้พื้นที่ในการวางตัวอักษรหรือภาพไม่จําเป็นต้องถูกจํากัดอยู่ภายใน แต่ละโมดูล แต่สามารถกินพื้นที่หลายๆ โมดูล อาล์ลีย์/ช่องว่างระหว่างโมดูล (Alleys) อาล์ลีย์คือช่องว่าง ระหว่างโมดูลที่ติดกัน ช่องว่างดังกล่าวอาจทอดยาวเป็นแนวตั้ง หรือ แนวนอน หรืออาจเป็นทั้งแนวตั้งและแนวนอนก็ได้ ช่องว่างนี้มีผู้เรียกอีก ชื่อว่า “กัตเตอร์ (Gutter)” อาล์ลีย์แต่ละแนวอาจมีความกว้างที่ต่าง กันในหน้าหนึ่งๆ ก็ได้แล้วแต่ผู้ออกแบบ


กัตเตอร์/ช่องว่างระหว่างหน้าตามแนวพับ (Gutters) กัตเตอร์ คือช่องว่างระหว่างโมดูลของหน้าสองหน้าที่ต่อกันโดยมีแนวพับอยู่ตรง กลาง ในการออกแบบหน้าหนังสือให้ระวังอย่าให้ความกว้างของกัต เตอร์แคบเกินไปจนทําให้ข้อความตามแนวสันหนังสือขาดหายหรืออ่าน ลําบาก คอลัมน์/แถวในแนวตั้ง (Columns) คอลัมน์คือโมดูลที่ต่อๆ กัน ในแนวตั้ง ซึ่งช่องว่างระหว่างคอลัมน์ก็คืออาล์ลีย์/กัตเตอร์นั่นเอง ใน หน้าออกแบบหนึ่งหน้าสามารถแบ่งคอลัมน์ได้กี่แถวก็ได้ และความกว้าง ของแต่ละคอลัมน์ก็ไม่จําเป็นต้องเท่ากันแล้วแต่ผู้ออกแบบ โรว์/แถวในแนวนอน (Rows) โรว์คือโมดูลที่ต่อๆ กันในแนวนอน ซึ่งต่างจากคอลัมน์ที่ต่อกันในแนวตั้ง และถูกแบ่งแยกจากกันด้วยอาล์ ลีย์/กัตเตอร์เช่นกัน สเปเชียวโซน/พื้นที่ครอบคลุม (Spatial Zones) สเปเชียวโซน คือกลุ่มของโมดูลที่ต่อติดกันทั้งแนวตั้งและแนวนอนทําให้เกิดพื้นที่ที่ ใหญ่ขึ้น ถูกนําไปใช้ในการแสดงข้อมูลโดยใส่เป็นข้อความตัวอักษร หรือ ภาพก็ได้ โฟลว์ไลน์/แฮงไลน์/เส้นขวาง (Flowlines/Hanglines) โฟลว์ ไลน์คือเส้นแบ่งในแนวนอน ใช้เหนี่ยวนําสายตาจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วน หนึ่ง หรือเป็นตัวคั่นเมื่อจบเรื่องราว/ภาพหนึ่งและกําลังขึ้นต้นเรื่องราว/ ภาพอีกชุดหนึ่ง มาร์คเกอร์/ตัวชี้ตําแหน่ง (Markers) มาร์คเกอร์คือเครื่องหมาย ที่กําหนดตําแหน่งบริเวณไว้สําหรับใส่ข้อความสั้น ๆ ที่ระบุหมวดหมู่ หัว เรื่องที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มักมีตําแหน่งเดียวในแต่ละหน้า ระบบกริด (Grid System)


ระบบกริด คือรูปแบบของกริดที่ใช้เป็นแม่แบบในการจัดทําจัดเลย์ เอ้าท์โดยสามารถตกแต่งดัดแปลงเพิ่มเติมจนได้แบบหลายๆ แบบที่ดู แตกต่างกันแต่ยังคงเคล้าโครงของกริดต้นแบบไว้ได้ ซึ่งยังผลให้แบบ ต่างๆ ที่ได้มีความเป็นเอกภาพ มีความเกี่ยวเนื่องกัน มีความสอดคล้อง กัน มีความเหมือนในบางประการ สิ่งพิมพ์ประเภท โบรชัวร์ นิตยสาร รายงานประจําปี หนังสือ มักจะ มีแบบจัดหน้าแต่ละหน้าที่ดูมีความคล้ายกัน เช่น มีจํานวนคอลัมน์เท่า กัน หัวเรื่อง ภาพประกอบ ตําแหน่งเลขหน้า แบบเดียวกันหรือคล้ายกัน ด้วยการสร้างระบบกริดทําให้สะดวกสําหรับผู้ออกแบบในการจัดหน้า ต่างๆ ในเล่มได้รวดเร็วขึ้น อนึ่งการออกแบบระบบกริดที่สามารถใช้พลิก แพลงเป็นแบบต่างๆ ได้เป็นศิลปะอันหนึ่ง ระบบกริดที่ดีทําให้งานออก มาดูดีมีรูปแบบที่หลากหลาย ในขณะเดียวกันระบบกริดที่ไม่ดีหรือซับ ซ้อนเกินไปทําให้ใช้ยากและจํากัดการเสนอรูปแบบที่ต่างออกไป ทําให้รู สึกขาดความอิสระได้ รูปแบบต่างๆ ของกริด (Grid types) รูปแบบพื้นฐานของกริดมีอยู่ 4 ประเภท รูปแบบพื้นฐานทั้งสี่แบบนี้ สามารถนําไปพัฒนาสร้างแบบทั้งที่เรียบง่ายจนถึงแบบที่พลิกแพลงซับ ซ้อนขึ้น 1. เมนูสคริปต์กริด (Manuscript Grid) เป็นกริดที่มีโครงสร้าง เรียบง่ายเป็นบล็อกใหญ่บล็อกเดียวหรือคอลัมน์เดียว มีชื่อเรียกอีกชื่อ ว่า บล็อกกริด (Block Grid) โดยทั่วไป รูปแบบกริดประเภทนี้ใช้กับสิ่ง พิมพ์ที่มีแต่เนื้อหาเป็นหลัก เช่น หนังสือนวนิยาย ตํารา จดหมายข่าว ฯลฯ แต่ก็สามารถนําภาพมาวางประกอบ แม้จะเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย แต่ก็สามารถปรับแต่งเลย์เอ้าท์ให้ดูน่าสนใจได้ และไม่จําแจเมื่อเปิดหน้า ต่อหน้า


2. คอลัมน์กริด (Column Grid) เป็นรูปแบบกริดที่มีคอลัมน์ มากกว่าหนึ่งคอลัมน์ในหนึ่งหน้าของแบบ มักมีความสูงเกือบสุดขอบ ของชิ้นงาน ความกว้างของแต่ละคอลัมน์ไม่จําเป็นต้องเท่ากัน กริดในรูป แบบนี้มักถูกนําไปใช้ใน นิตยสาร แคตตาล็อก โบรชัวร์ การวางภาพใน รูปแบบกริดประเภทนี้อาจจะจัดวางให้มีความกว้างเท่ากับหนึ่งคอลัมน์ หรือมากกว่าก็ได้

3. โมดูลาร์กริด (Modular Grid) เป็นรูปแบบกริดที่ประกอบด้วย โมดูลหลายๆ โมดูลซึ่งเกิดจากการตีเส้นตามแนวตั้งและแนวนอน หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือรูปแบบที่เกิดจากการแบ่งคอลัมน์ในคอลัมน์กริด ตามแนวนอนทําให้เกิดเป็นโมดูลย่อย โมดูลาร์กริดเป็นรูปแบบที่ สามารถนําไปจัดเลย์เอ้าท์ได้หลากหลาย สามารถประสมประสานภาพ กับข้อความเป็นชุดๆ จัดแบ่งเรื่องราวหลายๆ เรื่องมาอยู่ในหน้าเดียวกัน จัดภาพประกอบพร้อมคําบรรยายหลายๆ ชุดในหนี่งหน้า เหมาะสําหรับ สิ่งพิมพ์ที่ต้องการรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนง่ายเมื่อมีการจัดทําเป็นประจํา อย่างต่อเนื่องอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ และยังเหมาะกับงานพิมพ์ประเภท แคตตาล็อกสินค้าหรือบริการ แผ่นพิมพ์โฆษณาที่ต้องแสดงรายการ สินค้าเป็นจํานวนมาก เนื่องจากโมดูลาร์กริดเป็นรูปแบบที่ประกอบด้วย โมดูลย่อยๆ มีความอิสระในการปรับแต่งเลย์เอ๊าท์ได้สูง จึงมีการนํามา


ใช้ในการออกแบบหน้าโบรชัวร์ แคตตาล็อก นิตยสารและหนังสือ ประเภทต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

4. ไฮราซิคัลกริด (Hierarchical Grid) เป็นรูปแบบกริดที่มี โครงสร้างซับซ้อน ประกอบด้วยโมดูลได้ทั้งที่มีขนาดเท่ากันหรือแตก ต่างกันมาจัดวางในหน้าเดียวกัน และอาจมีการเกยกันของโมดูลบางชิ้น ไฮราซิคัลกริดเป็นรูปแบบที่ยากต่อการใช้งานในการที่จะทําให้เลย์เอ๊าท์ ที่ออกมาดูดีและลงตัว มักใช้ต่อเมื่อไม่สามารถใช้กริดรูปแบบอื่น ส่วน หนึ่งที่เลือกใช้เนื่องจากขององค์ประกอบต่างๆ ของเลย์เอ๊าท์มีความแตก ต่างค่อนข้างมาก เช่น อัตราส่วนของด้านกว้างกับด้านยาวของภาพ ประกอบแต่ละภาพมีความแตกต่างกันมาก ข้อแนะนําในการจัดทํารูป แบบไฮราซิคัลกริดวิธีหนึ่งคือ นําองค์ประกอบต่างๆ ของแบบทั้งหมด เช่น ภาพประกอบ เนื้อหา หัวเรื่อง ฯลฯ มากองไว้ พิจารณาภาพรวม ค่อย ๆ ทดลองจัดวางโดยขยับปรับขนาดแต่ละองค์ประกอบจนดูแล้ว ลงตัว พอมีแนวเป็นหลักในการสร้างกริดใช้ร่วมกันทั้งชุด/เล่มของงาน พิมพ์ แล้วจึงลงมือทํางาน รูปแบบกริดประเภทนี้มีใช้ในการออกแบบ หน้าหนังสือ โปสเตอร์ และฉลากผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

อ้างอิงจาก http://www.supremeprint.net/index.php? lay=show&ac=article&Id=538976617


เลย์เอ๊าท์ (Layout) เลย์เอ๊าท์ (Layout) คือการจัดวางภาพ ตัวอักษรตลอดจนสิ่งประ กอบอื่นๆ เพื่อประกอบกันเป็นหน้าแต่ละหน้าของงานพิมพ์อย่างคร่าวๆ เพื่อเป็นแนวในการจัดทําต้นฉบับงานพิมพ์ ใช้ทดสอบปฏิกิริยาต่อการ ดึงดูดและการนําสายตาของผู้ดูต่อสิ่งพิมพ์ที่จะเตรียมจัดทําขึ้น ไม่มีกฎ ตายตัวในการจัดทําเลย์เอ๊าท์ สิ่งที่ควรคํานึงถึงคือ เลย์เอ๊าท์ที่ดีจะช่วย ให้ผู้ดูผ่านสายตาไปบนงานพิมพ์ได้อย่างง่ายดาย มีความน่าสนใจ น่า ติดตาม แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้ามคือผู้ดูต้องประสบกับความยาก ลําบากในการดูงานพิมพ์นั้น ก็อาจลงท้ายด้วยการเลิกดูไปเลย ในการ ทําเลย์เอ๊าท์นั้น ควรจัดลําดับความสําคัญของสิ่งที่จะนําเสนอ ควรทําให้ สิ่งที่จะนําเสนอมีความชัดเจนและเรียงตามลําดับความสําคัญ อ้างอิงจาก http://www.supremeprint.net/index.php? lay=show&ac=article&Id=538976617

กราฟฟิค กราฟฟิค (Graphic) มาจากคําในภาษากรีกว่า Graphiko หมายถึงการเขียนภาพด้านสี และลักษณะขาวดํา เมื่อนํามารวมกับคําว่า Graphein ที่แปลว่า การเขียนตัวหนังสือ และการสื่อความหมายโดยใช้ เส้น คําว่ากราฟฟิคจึงหมายถึง งานที่มุ่งแสดงความจริงหรือความคิด ผ่านทางการวาดรูปและเขียนตัวอักษร

งานออกแบบกราฟฟิคเป็นการสร้างขึ้นเพื่อแสดงออกทางด้าน

ความคิดผ่านทางภาพหรือตัวอักษร ผู้สร้างงานในลักษณะนี้จะเรียกว่า นักออกแบบกราฟฟิค (Graphic Designer) โดยมีจุดมุ่งหมายไปที่ การค้าเป็นส่วนใหญ่ เริ่มเป็นที่นิยมขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมใน ทวีปยุโรป


ประเภทของงานกราฟฟิค 1.การออกแบบตราสัญลักษณ์ (Logo Design) เป็นงาน ออกแบบชื่อ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าของบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อง่ายต่อการจดจํา 2.การออกแบบเครื่องหมายสัญลักษณ์ (Signage Design) เป็นการออกแบบเครื่องหมายสัญลักษณ์เพื่อประชาสัมพันธ์ 3.การออกแบบเครื่องเขียน (Stationery Design) เป็นการ ออกแบบหัวจดหมาย ซองจดหมาย นามบัตร ซึ่งโดยปกติจะมีตรา สัญลักษณ์ของห้างร้านปรากฏอยู่ 4.การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Package Design) เป็นการ ออกแบบหีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดลูกค้า 5.การออกแบบโฆษณา (Advertisement Design) เป็นการ ออกแบบโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์ แบ่งเป็น 8 ประเภทย่อยๆ คือ

5.1 การออกแบบใบปิดประกาศ (Poster Design) เป็นการ

ออกแบบลงบนกระดาษขนาดใหญ่เพื่อนําไปปิดประกาศ ณ สถานที่ที่ กําหนด

5.2 การออกแบบใบปลิว (Placad Design) เป็นการออกแบบ

แล้วนําไปพิมพ์ลงบนแผ่นกระดาษซึ่งมีขนาดเล็กกว่าใบปิดประกาศ เพื่อ สะดวกในการแจกจ่ายครั้งละมากๆ

5.3 การออกแบบแผ่นพับ (Brochure Design) เป็นการ

ออกแบบลงไปในกระดาษที่มีขนาดใหญ่กว่าใบปลิว แต่สามารถพับทบ ลงมาเหลือขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะมือ


5.4 การออกแบบสติกเกอร์ (Sticker Design) เป็นการออกแบบ

แล้วนําไปพิมพ์บนแผ่นสติกเกอร์ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกด้านหลังมีกาว พิเศษเพื่อนําไปปิดลงบนพื้นผิวของวัตถุต่างๆ

5.5 การออกแบบบิลบอร์ด (Bill Board Design) เป็นการ

ออกแบบลงบนแผ่นป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง มักเป็นตรา สัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า หรือภาพประกอบที่มีจํานวนอักษรไม่ มาก

5.6 การออกแบบโฆษณาตกแต่ง (Display Design) เป็นการ

ออกแบบในลักษณะภาพประกอบอักษร เพื่อใช้ในการโฆษณาทางสื่อ โฆษณาต่างๆ

5.7 การออกแบบโฆษณาข้างรถประจําทาง (Bus Board

Advertising Design) เป็นการออกแบบเพื่อโฆษณาสินค้าและบริการ ต่างๆ ที่ด้านข้างหรือด้านหลังรถประจําทาง

5.8 การออกแบบโฆษณา ณ สถานจําหน่ายสินค้า (Point-of-

Purchase Advertising Design) เป็นการออกแบบโฆษณาตกแต่ง สถานที่จําหน่ายสินค้าให้ดึงดูดลูกค้า

6.การออกแบบหนังสือ (Book Design) เป็นการออกแบบภาพ

ประกอบหนังสือ โดยเฉพาะปกหนังสือ เพื่อจูงใจคนอ่าน

7.การออกแบบการ์ตูน (Cartoon Design) เป็นการออกแบบ

ภาพตัวการ์ตูนเพื่อเป็นภาพประกอบหนังสือต่อไป

8.การออกแบบเว็บ (Web Design) เป็นการออกแบบเว็บเพจซึ่ง

เป็นหน้าเว็บต่างๆ เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์

9.การออกแบบบัตร (Card Design) เป็นการออกแบบนามบัตร

เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ


กระบวนการออกแบบกราฟฟิค

1.การวิเคราะห์และแก้ปัญหา ผู้ออกแบบต้องวิเคราะห์โจทย์ใน

การออกแบบผลงานชิ้นหนึ่งโดยดูจาก

1.1 จุดมุ่งหมายในการทํางาน ว่างานออกแบบชิ้นนี้มีเป้าหมาย

อย่างไร และต้องการสื่อเรื่องอะไร

1.2 กลุ่มเป้าหมาย งานออกแบบกราฟฟิคจะตอบสนองกลุ่มเป้า

หมายคือใคร อายุเท่าไหร่ สภาพการเงิน เป็นต้น

2.การสร้างแนวคิดในการออกแบบ ผู้ออกแบบจําเป็นต้องกําหนด

กรอบความคิดของงาน โดยต้องเลือกเรื่องราวที่จะนําเสนอ และต้องให้ เสนอออกไปในทิศทางเดียวกัน โดยบางครั้งคอนเซปท์อาจถูกกําหนด มาให้ตั้งแต่เริ่มต้นทํางานอยู่แล้ว

3.การศึกษา ผู้ออกแบบต้องศึกษาแนวทางการออกแบบจากผล

งานเก่าๆ ของตนเองหรือนักออกแบบคนอื่นๆที่มีความคล้ายหรือแตก ต่างกับงานที่จะออกแบบเพื่อให้เกิดความคิด แต่ไม่ควรนําเอาความคิด ของนักออกแบบคนอื่นมาใช้มากจนเกินไป

4.การร่างแบบ โดยมากมักใช้วิธีการสเก็ตด้วยมือเปล่าเสียก่อน

เมื่อได้รูปแบบที่แน่นอนชัดเจนแล้วจึงนําไปออกแบบจริง ซึ่งส่วนมากจะ ใช้วิธีการเขียนภาพให้สามารถเข้าใจง่าย มีขนาดไม่ใหญ่นัก

5.ออกแบบจริง โดยนําแบบร่างที่มีอยู่ทั้งหมดมาคัดเลือก และนํา

ส่วนที่ดีที่สุดในแบบร่างนั้นมาใช้ออกแบบ อ้างอิงจาก http://www.commarts.chula.ac.th/elearning/ week_2/graphic_design.pdf

ภาพประกอบงานพิมพ์


ภาพประกอบงานพิมพ์ หมายถึงเนื้อหาส่วนที่เป็นภาพซึ่งปรากฏ ในเอกสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ นอกเหนือจากเนื้อหาข้อความที่เป็นตัวอักษร ภาพเหล่านี้อาจเป็นภาพวาด หรือภาพถ่ายก็ได้ และยังนับรวมถึงภาพก ราฟฟิคต่างๆ เช่น จุด เส้น สี แถบกราฟฟิคหรือภาพลายเส้นเรขาคณิต อื่นๆ ที่ใช้ในการตกแต่งงานพิมพ์อีกด้วย ความสําคัญของภาพประกอบงานพิมพ์ ภาพประกอบมีความสําคัญต่องานพิมพ์มาก เพราะสามารถให้ รายละเอียด และความเหมือนจริงเกินคําบรรยาย ให้ความสวยงามและ ความประทับใจ พอสรุปความ สําคัญของภาพประกอบงานพิมพ์ได้ดังนี้ 1.ใช้สร้างความเข้าใจ บางครั้งการอธิบายถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตัวอักษรมีข้อจํากัดที่จะบ่ง บอกถึงสิ่งที่อธิบาย นั้นว่าเป็นอย่างไร ในบางกรณีแม้ว่าผู้บรรยายจะมี ความสามารถในการใช้ถ้อยคํามากสักเพียงใด ก็ไม่อาจทําให้เกิดความ เข้าใจได้โดยง่าย เช่น การจะอธิบายความแตกต่างระหว่างม้ากับลา ให้ กับคนที่ไม่เคยเห็นสัตว์ทั้งสองชนิดนี้คงเป็นเรื่องที่ลําบากมาก 2 .ใช้เสริมความเข้าใจ ในกรณีที่ข้อความสามารถสร้างความเข้าใจได้ระดับหนึ่งแล้วแต่ ยังไม่ชัดเจน จึงจําเป็นต้องใช้ภาพประกอบเพื่อเสริมความเข้าใจให้ ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การอธิบายพุทธลักษณะ ของพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ถ้ามีภาพประกอบเพื่อเสริมความเข้าใจในรายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะ ทําให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น 3 .ใช้เป็นหลักฐานเพื่อบ่งบอกบุคคล


การนําเสนอภาพเพื่อบ่งบอกถึงตัวบุคคล ไม่อาจใช้ข้อความ อธิบายให้เห็นได้ว่า บุคคลผู้นี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้าพิมพ์ภาพลง แล้วบอกชื่อผู้ที่เห็นก็จะรู้จักและจดจําได้ทันที 4 .ใช้ตกแต่งหน้าสิ่งพิมพ์ ภาพประกอบช่วยให้งานพิมพ์สวยงามน่าอ่านมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีการถ่ายภาพ ตกแต่งภาพและการพิมพ์ในปัจจุบัน เอื้ออํานวย ให้การทํางานกับภาพประกอบสะดวกยิ่งขึ้น การถ่ายภาพทําได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนการตกแต่งภาพลง ใช้เวลาน้อยลง การจําลองภาพอย่างการ ถ่ายเอกสารหรือการกราดภาพ (scan) ก็ทําได้คุณภาพดีและสะดวก รวดเร็ว อีกทั้งเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ยังช่วยให้ตกแต่งดัดแปลง ภาพทําได้หลายรูปแบบ ประเภทของภาพประกอบงานพิมพ์ การใช้ภาพประกอบงานพิมพ์นั้นอาจกล่าวได้ว่าใช้ภาพได้ทุก ประเภท เพราะเทคโนโลยีทางการพิมพ์สามารถถ่ายทอดภาพประเภท ใดๆ ก็ได้ลงบนงานพิมพ์

ซึ่งอาจจําแนกประเภทภาพประกอบทางการ

พิมพ์เป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ 1. ภาพถ่าย ภาพถ่ายเป็นภาพที่เกิดจากกรรมวิธีทางการถ่ายภาพ ใช้ประโยชน์ ได้ดีในงานพิมพ์ เพราะภาพถ่ายมีคุณลักษณะเฉพาะตัวหลายอย่าง ทั้ง ในแง่ความเหมือนจริงและความละเอียดละออ สามารถสร้างสรรค์ได้ ตามความรู้สึก การถ่ายภาพเพื่อนํามาใช้ภาพประกอบในงานพิมพ์ ปัจจุบันนิยมใช้กล้องดิจิตอล ผลที่ได้ส่วนใหญ่จึงออกมาเป็นภาพสี (colour print) แต่ถ้าต้องการภาพขาว-ดํา มักใช้คอมพิวเตอร์ช่วย แปลงภาพจากภาพสีให้เป็นภาพขาว-ดํา 2. ภาพวาดลายเส้น


ภาพวาดลายเส้นเป็นภาพที่ใช้ประกอบงานพิมพ์มาตั้งแต่ยุคแรกๆ และยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบันมีการใช้เทคนิคการวาดภาพ ผสมผสานกันหลายอย่างเช่น การวาดลายเส้นแบบภาพการ์ตูนโดยการ ใช้ดินสอ พู่กัน ปากกาหมึกดํา รวมทั้งการผสมสกรีน หรือการสร้างพื้น ผิวลวดลายต่างๆ ร่วมกับภาพลายเส้นด้วย 3. ภาพวาดน้ําหนักสีต่อเนื่องและภาพระบายสี ภาพวาดน้ําหนักสีต่อเนื่องกับภาพระบายสี ภาพทั้งสองชนิดมี ลักษณะภาพคล้ายคลึงกัน คําว่า “ภาพวาดน้ําหนักสีต่อเนื่อง” ใช้เรียก ภาพวาดสีเดียวที่มีน้ําหนักอ่อนแก่ ลดหลั่นกัน สําหรับ “ภาพระบายสี” จะประกอบด้วยสีต่างๆ มากมายหลายสี โดยการเขียน หรือระบายสีด้วย กรรมวิธีหรือเทคนิคต่างๆ กันไปภาพวาดอาจเป็นภาพที่วาดในมุมมอง และรายละเอียดเหมือนกับภาพถ่ายได้และยังสามารถวาดในมุมที่ ภาพถ่ายอาจทําไม่ได้อีกด้วย ภาพวาดจึงเป็นภาพอีกชนิดหนึ่งที่ใช้เป็น ภาพประกอบได้อย่างดี 4. ภาพพิมพ์ ภาพพิมพ์ในที่นี้หมายถึงภาพที่ผ่านการพิมพ์มาแล้ว มีทั้งชนิดที่ พิมพ์เป็นภาพลายเส้นและพิมพ์เป็นภาพเม็ดสกรีน ภาพทั้งสองประเภทนี้ สามารถนํามาพิมพ์ซ้ําได้ ถ้าเป็นภาพลายเส้นจะได้คุณภาพใกล้เคียง ของเดิม แต่ภาพที่เป็นเม็ดสกรีนรายละเอียดอาจหายไปบ้าง 5. ภาพดิจิตอล ภาพดิจิตอล หมายถึงภาพที่ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์โดย คอมพิวเตอร์มาแล้วด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ใน ปัจจุบัน ทําให้ภาพทุกชนิดที่จะเข้าสู่ระบบการพิมพ์ต้องผ่านกระบวนการ แปลงรูปภาพนั้นให้เป็นภาพดิจิตอล เช่น การกราดภาพ (scan) การ


ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลและการสร้างภาพขึ้นใหม่ด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น อ้างอิงจาก http://www.yuttapong.com/?p=387


แพรว  
Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you