Issuu on Google+

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

1


สารบัญ

บก.ทักทาย สวั สดี ..ท านผู อานวารสารพั ฒนาชุ ม ชนอิ เ ล็ กทรอนิ กส ทุกท า น ฉบั บ นี้ เ ป น ฉบั บ เดื อ นกุ ม ภาพั น ธ 2555 ผ า นไปด ว ยความสํ า เร็ จ งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP กาวไกล ดวยพระบารมี เมื่อวันที่ 21 – 27 กุมภาพันธ 2555 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงานยังมี การจับคูเจรจาทางธุรกิจดวย นอกจากจําหนายสินคาแลวยังมึการซื้อ ขายกับกลุมธุรกิจอีกชองทางการตลาดหนึ่งดวย .ในเลมมีขอเขียนของ คุณศิ ริพงษ หมัด ศิริ พูด ถึงการทํางานของพัฒ นาชุมชนในจังหวั ด ชายแดนภาคใต นาสนใจติดตามอานไดเลยครับ.. กรมการพัฒนา ชุ ม ชนครบรอบ 50 ป ในป 2555 ทํ า งานอะไรให ช าวบ า นบ า ง คุณแสงเงิน ไกรนรา รวบรวมนําเสนอในเลม “ไดอยางก็ตอง เสียอยาง” กองการเจาหนาที่ กรมการพัฒนาชุมชน นํามาเลาสูกันฟง วันจันทรที่ 9 เมษายน 2555 ขอเชิญประชาชนทุกหมูเหลารวมงาน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟา เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ พระเมรุ ทองสนามหลวง และ รวมพิ ธีถวายดอกไม จันทน ณ พระอารามที่ กํ าหนดในวั นเดี ยวกั น เวลา 16.00 น. ขอบคุณที่ติดตามอานครับ.. ชัยยา ขําสะอาด บรรณาธิการ

บก.ทักทาย / สารบัญ แลหนา..เหลียวหลัง

3

ความรูคูชุมชน (KM)

5

เสนหชุมชน

7

เรื่องเลาจากภาพ

10

กถาพัฒนากร

12

ทองทุงแหงความคิด

14

หนึ่งวัน หนึ่งความคิด

17

50 ป กรมการพัฒนาชุมชน

18

หัวโคง

20

รูดวยกันงาน กจ.

22

คานิยม ABC DEF ทําแลวไดอะไร

23

วาทะเดน

25

ภาพกิจกรรม

26

ถางทางสรางสรรค

30

ปกิณกะ

32

ประธานกรรมการอํานวยการ นายประภาศ บุญยินดี ที่ปรึกษา นางกอบแกว จันทรดี นายพิสันติ์ ประทานชวโน นายนิสิต จันทรสมวงศ บรรณาธิการที่ปรึกษา นางกอบแกว จันทรดี บรรณาธิการ นายชัยยา ขําสะอาด ผูชวยบรรณาธิการ นางรักใจ กาญจนะวีระ กองบรรณาธิการ นางสาวชณัทสรณ โพธิปน นางเพียงจิต บุญโต นางสาวเยาวนิจ กลั่นนุรักษ นายสรฤทธ จันสุข นายบรรลือ พลับพลึง นางสาวยอดขวัญ วานเครือ ฝายศิลปกรรม นายพีระ คําศรีจันทร นายธนชล คูณสวัสดิ์ นางสาวศิริพร พรหมมา จัดทํารูปเลม / ออกแบบปก นางสาวนวพร พิมพา นายธนชล คูณสวัสดิ์ กองประชาสัมพันธ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี ถนนแจงวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทร. 0 2141 6271, 0 2141 6328 โทรสาร 0 2143 8922 วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

2


โดย...กระท่อมน้อย ๔ ป.

ตอนที่ 7 รักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมกับงานพัฒนาชุมชน (ต่อจากฉบับทีแ่ ล้ว) ในฐานะ “นักพัฒนา” เรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเรียนรู้กับกระบวนการพัฒนา ไม่ว่าจะ โดยตัวบุคคลหรือกลุ่มสามารถที่จะมีอิทธิพลชี้แนะทิศทางการพัฒนาได้ ทั้งนี้โดยผ่านการพิจารณาการดําเนินการ และการวางแผนอย่างมีระบบและเป็นขั้นตอน จะเห็นได้ว่า กระบวนการเรียนรู้กับกระบวนการพัฒนา ช่วยให้เกิด การจัดระบบความคิด การแสดงออกทางความคิด การกระทําอย่างเป็นขั้นตอน การสะท้อนบทเรียนและ ประสบการณ์ในปัจจุบัน จนทําให้ความรู้ความเข้าใจในสิ่งใหม่ ซึ่งนักพัฒนาของกรมการพัฒนาชุมชนจํานวนมาก มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และนํามาทํางานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในฐานะ “นักพัฒนา” โปรดอย่าลืมที่จะระลึกไว้เสมอ ๆ ว่า ไม่ใช่เฉพาะตัวชุมชนเท่านั้นที่ทําให้เกิดการมี ส่วนร่วม แต่การทําให้ชุมชนเกิดการมีส่วนร่วมจําเป็นที่จะต้องมีการกระตุ้นให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อนําไปสู่ การพัฒนาในการบริหารจัดการชุมชน บันได 5 ขั้นของการขับเคลื่อนกระบวนการชุมชนที่นักพัฒนาต้องทํา ก็คือ ขั้นที่ 5

ขั้นที่ 4

ขั้นที่ 3

ขั้นที่ 2

ขั้นที่ 1

ความยั่งยืน :

การปฏิบัติ :

1. วงจรการขับเคลื่อนการพัฒนา 2. ผู้นําชุมชนและการขับเคลื่อนภายใน 3. บทเรียนและการเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นไปได้ 1. การปฏิบัติตามแผนชุมชน 2. การติดตาม

3. ความต้องการของชุมชน 4. ทักษะที่จําเป็น 5. การสื่อสารระหว่างกรรมการชุมชนกับสาธารณชน 6. การประกาศความสําเร็จ การจัดการชุมชน : 1. การฝึกอบรมปฏิบัติการ 2. การตั้งคณะกรรมการ 3. การประเมินสถานการณ์ 4. การเตรียมแผนปฏิบัติการชุมชน 5. โครงการ ข้อเสนอ และทรัพยากรภายนอก 6. การติดตาม 7. การจัดการเพื่อการปฏิบัติ

การเริ่มต้น :

การเตรียมความพร้อม :

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

1. การเตรียมชุมชน

2.วงจรการขับเคลื่อน 3. ฐานในการดําเนินการ 4. การรวมกลุ่มองค์กร 5. การอภิปรายในที่สาธารณะ 6. ท้าทายชุมชน 7. ทางเลือกของชุมชน 1. แนวคิดและเป้าหมายของงาน 2. ชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย 3. ทักษะ เทคนิค กลวิธีการเอื้ออํานวย 4. บันทึกสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ประจําวัน 3


และในฐานะคนของกรมการพั ฒนาชุ มชน ก็อ ดจะภาคภูมิ ใ จ และยิ นดีไ ม่ได้ที่ มีอธิ บดีที่เ ป็น “ผู้นํา นักพั ฒนา” และ “นั ก อนุ รั ก ษ์ ท รั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล้ อ ม” ที่ ใ ห้ ค วามสํ า คั ญ ต่ อ วั ฒ นธรรม ประเพณี พื้ น ฐานการดํ า รงชี วิ ต ของชุมชน อย่างหาตัวจับยากเลยทีเดียว สําหรับแลหน้า..เหลียวหลัง ตอนที่ 7 นี้ ความดีทั้งหลายขอมอบเป็นสิ่งแสดงคารวะและระลึกถึงพระคุณของครูบา อาจารย์ และผูเ้ กี่ยวข้องทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวหน้าจริยา ชุติปัทมานนท์ ผู้รว่ มบุกเบิกเส้นทาง ฝ่าฟันอุปสรรค ไปบนเส้นทางการเรียนรู้สายนี้ แต่ต้องวางมือจากไปก่อหน้านี้อย่างถาวร ..พบกันต่อฉบับหน้าค่ะ..

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

4


แนวทางการขับเคลื่อนศูนยเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงบานพญาแกว หมูที่ 4 ตําบลพญาแกว อําเภอเชียงกลาง จังหวัดนาน

นายสุวิทย พุมทอง

ดวยความชอบในกิจกรรมทางการเกษตร...โดยเฉพาะแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงไดทําภายใน บริ เ วณบ า นและที่ ดิ น ในสวนของตนเอง เช น การปลู ก พื ช ผั ก สวนครั ว ไม ผ ลต า ง ๆ รวมทั้ ง การเลี้ ย งสั ต ว เช น ไกพื้นเมือง อีกทั้งเคยรับผิดชอบหมูบานตามโครงการพระราชดําริของตําบลภูคา อําเภอปว จึงเปนแรงบันดาลใจ ที่อยากจะขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจพอเพียงใหเกิดขึ้นกับพี่นองประชาชน ในพื้นที่ตําบลพญาแกวที่ตนเองรับผิดชอบ... ผูเลามีความเห็นวาการท างานสงเสริมเศรษฐกิจพอเพียงแกประชาชนเปนเรื่องไมยาก เนื่องจากชุมชนมีความพรอม และปกติชาวบานก็ทํากันอยูแลว พัฒนากรจะไดเปรียบกวาหนวยงานอื่น เพราะเขาถึงและสัมผัสกับชาวบานตลอด สิ่งสําคัญการทํางานนี้ ตองมีใจรัก มุงมั่นสงเสริมใหประชาชนสนใจนําเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประพฤติปฏิบัติ แนวคิ ด การทํ า งานกั บ ประชาชน จะใช วิ ธี ก ารการชี้ แ นะเพื่ อ ให เ กิ ด ความคิ ด แต ไ ม ใ ช ก ารชี้ นํ า ให เ กิ ด ความอยากจะเปน..อยากจะทํา สําหรับการทํางานในพื้นที่อําเภอเชียงกลางจะบูรณาการงานของทุกสวนราชการ ในพื้นที่เขาดวยกัน การประสานงานยังใชแนวทางการท างานของ คปต. (คณะทํางานประสานงานการพัฒนาชนบท ระดับตําบล ) ซึ่งมี 4 กระทรวงหลักรวมมือกันทํางาน ระดมทั้งการวางแผน งบประมาณและเจาหนาที่รวมเปนหนึ่ง เดียวในการทํางานรวมกัน ศูนยเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงบานพญาแกว เริ่มกอตั้งเมื่อการเกิดความพรอมของกลุมผูนําบา���พญาแกว ที่รวมมือรวมแรงและใหความรวมมือกับหนวยราชการตางๆ ที่เขาไปสงเสริมสนับสนุน โดยหนวยงานการศึกษานอก โรงเรียนเปนตัวหลักเริ่มแรก ใชพื้นที่ของสํานักงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ที่แตเดิมเปนโรงเรียนประถมของ หมูบานแตปจจุบันยุบโรงเรียนไปแลว จัดตั้งเปนศูนยเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น เริ่มดวยการจัดกิจกรรมการเพาะเห็ด ตาง ๆ การเลี้ยงไกพันธุไข การเลี้ยงปลาดุก และการเลี้ยงหมูหลุม รับสมัครประชาชนที่สนใจเขารวมกิจกรรมจาก หมู บ า นต า งๆในพื้ น ที่ ตํ า บลพญาแก ว เข า เรี ย นรู แ ละทดลองปฏิ บั ติ จ ริ ง ตามกิ จ กรรมของศู น ย ฯ ร ว มกั น จั ด หา งบประมาณวัสดุ และอุปกรณการเรียนรู สําหรับวิทยากรก็จะไดรับการสนับสนุนจากสวนราชการตางๆที่รับผิดชอบ การดําเนินงานของศูนยฯ เนนสงเสริมความรูเพื่อการเลี้ยงชีพ พออยู พอกิน และใชหลักคนทําไดประโยชน เมื่อเกิด รายไดก็จะปนผลสวนหนึ่งบํารุงศูนยฯ หลังจากผูนําไดอบรมเรียนรูในศูนยแลวก็จะขยายผลไปปฏิบัติในหมูบานของ ตนเอง การดํ า เนิ น งานของศู น ย เ รี ย นรู ฯ เป น ที่ เ ลื่ อ งลื อ ไปทั้ ง อํ า เภอ จึ ง มี ผู ส นใจเข า ไปศึ ก ษาดู ง านเป น อั น มาก โดยเฉพาะกิจกรรมการเลี้ยงปลาดุกในสระบอดิน ซึ่งประยุกตภูมิปญญาของปราชญชาวบาน...ที่ใชบวกควายนอน (สระน้ําที่ควายนอนเลนกลางทุงนา) มาทําเปนสระบอดิน โดยใชดินจากจอมปลวกมาปนเปนตัวสระน้ํา กิจกรรม การเลี้ยงไกพันธุไข (ไกโรดไอแลนเรด) ใชหลักใหเลี้ยงครัวเรือนละ 10 ตัว ไกจะไขวันละ 10 ใบ เพียงพอตอครัวเรือน ไวเพื่อบริโภค เหลือก็สามารถนําไปจําหนายได ในปนี้อําเภอเชียงกลางไดนําเสนอหมูบานพญาแกวเขารวมประกวด หมูบานเศรษฐกิจพอเพียงของจังหวัดนาน ปจจุบันไดเขารอบเหลือ 3 หมูบานสุดทายในระดับจังหวัด จากที่ไดทุมเท ทํางานรวมกับทีมงานสวนราชการตาง ๆ ในตําบล สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงบานพญาแกวใหมีวิถีชีวิตเศรษฐกิจ พอเพียง มองในภาพรวมคือ หนี้สินตอครัวเรือนลดลง มีเงินออมเพิ่มขึ้น การประเมินสถานะหมูบานจากเดิมหมูบาน ยากจนซ้ําซาก มาเปนหมูบาน “อยูดี กินดี” วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

5


ขุมความรู 1. ความรักความชอบทางการเกษตร และเรียนรูดวยการลงมือปฏิบัติดวยตนเอง 2. สรางแรงบันดาลใจที่อยากจะขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจพอเพียงใหเกิดขึ้น 3. ใชวิธีการชีแ้ นะไมใชการชี้นํา ทําใหชาวบานเกิดความคิด..ความอยากจะทํา วางตัวเปนกันเอง แบบพี่แบบนอง สรางทัศนะคติที่ดีเปนบวกกับประชาชน และทํางานเริ่มตนกับแกนนําชุมชน 4. ทํางานกับภาคีการพัฒนา และบูรณาการงานของทุกสวนราชการในพืน้ ที่ 5. ศูนยเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงฯ เกิดจากความพรอมของกลุมผูนํา/แกนนําชุมชน และความรวมมือของ หนวยราชการตางๆ ที่เขาไปสงเสริมสนับสนุน 6. ใชกิจกรรมในศูนยเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงฯ สรางกระบวนการเรียนรูรวมกันจนเปนแบบอยาง และขยายผลได 7. การเปดรับสมัครประชาชนที่สนใจเขารวมกิจกรรม และ ไดเรียนรู/ ทดลองปฏิบัติดวยตนเอง 8. การดําเนินงานของศูนยฯ เนนสงเสริมความรูเพื่อการเลี้ยงชีพพออยู พอกิน และใชหลักคนทําไดประโยชน เกิดรายได...แบงปนบํารุงศูนยฯ และนําไปปฏิบัติขยายผลในหมูบานของตนเองได 9. กิจกรรมของศูนยฯ เกิดจากการประยุกตใชภูมิปญญาของปราชญชาวบาน แกนความรู 1. มีแรงบันดาลใจที่อยากจะขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจพอเพียง ใหเกิดขึน้ กับพี่นองประชาชนในพื้นที่ 2. การทํางานกับประชาชน ใชวิธีการชี้แนะเพื่อใหเกิดความคิด ความอยากจะทํา ไมใชการชี้นํา 3. สรางทีมงานในพืน้ ที่ และบูรณาการงานของทุกสวนราชการ 4. การจัดกิจกรรมของศูนยเรียนรูฯ เนนคนในชุมชน/ทองถิ่นเขาไปเรียนรู การนําไปปฏิบัติจริงไดดวยตนเอง และใช หลักเศรษฐกิจพอเพียงขั้นแรก คือ พออยูพอกิน

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

6


นวัตกรรมใหมของกรมการพัฒนาชุมชน การขับรถทางไกลตามลําพังไดเห็นธรรมชาติที่แปลกหูแปลกตา วิถีชีวิตผูคนที่ไมใครคุนเคย ทําใหความออน ลาจากการขับรถ ดูจะไมเปนผลอะไรกับการเดินทางไกลครั้งนี้เลย เปนครั้งแรกของการเดินทางมาเยี่ยมเยียนจังหวัด พะเยาของผูเขียน เนื่องจากไดรับมอบหมายใหลงพื้นที่เก็บขอมูลเพื่อผลิตวีดีทัศนใหกับหนวยงานจากสวนกลาง หนวยงานหนึ่ง แตทันทีที่ไปถึงจังหวัดพะเยา ก็มุงหนาไปที่สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฯ กอนทันที และเมื่อเขา ไปสวัสดี...นายกอพงษ โกมลรัตน พัฒนาการจังหวัดพะเยา (ปจจุบันดํารงตําแหนงเลขานุการกรม) สีหนาทานบงบอกถึง ความงุนงงปนสงสัยอยูไมนอย แตพอแนะนําตัว พรอมกับอธิบาย จุดประสงคของการมาเยี่ยมเยือน ทานก็ใหการตอนรับเปนอยางดี (ก็แหม...ไหนๆ ก็ไหนๆ อุตสาหมาตั้งไกล ก็ตองเก็บขอมูลเอาไปให ไดทุกงานละคะ รวมถึงงานเขียนคอลัมนเสนหชุมชนดวย ถึงจะเรียกวา ไมเสียเที่ยว) และเมื่อขอคําแนะนําถึงเรื่องเดน...ประเด็นดังของจังหวัดพะเยา....... ทาน.....ก็รีบแนะนําเจาหนาที่คนเกงทานหนึ่ง ใหผูเขียนรูจักถึงความเปนนักพัฒนาโดยมีการนําสือ่ ฯ เพื่อเขา มาเปนเครื่องมือในการพัฒนา จนจังหวัดพะเยาเปนที่รจู ัก และไดรับการกลาวถึงเปนอยางมาก ซึง่ ตลอดระยะเวลาของ การสนทนา ผูเขียนรูสึกอิ่มใจอยางบอกไมถูก กับมุมมองและวิสัยทัศนในการทํางานของนักพัฒนาทั้งสองทานที่นั่งอยู ตรงหนา และเนื้อหาจากนี้ไปเปนเนื้อหาทีผ่ ูเขียนไดรับการถายทอดจากเจาหนาที่คนเกง...... นายยุ ท ธภู มิ นามวงศ หั ว หน า กลุ ม งานสารสนเทศการพั ฒ นา ชุมชน สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพะเยา กลาววา ผลงานหนึ่งที่ผมมี ความภาคภู มิ ใ จ.....ที่ ไ ด มี ส ว นในการสนองนโยบายของรั ฐ บาล ก็ คื อ การแกไขปญหาความยากจน สืบเนื่องมาจากการดําเนินงานตามนโยบาย ของกรมการพัฒนาชุมชน เมื่อป 2549 ดานการแกไขปญหาความยากจน ตามโครงการปฏิบัติการแกจนแบบเขาถึงครัวเรือนทุกครัวเรือน โดยทีมงาน ชุ ด ปฏิ บั ติ ก ารแก จ นแบบเข า ถึ ง ครั ว เรื อ นทุ ก ครั ว เรื อ นของทุ ก อํ า เภอได ออกปฏิบัติการเคาะประตูครัวเรือนยากจน และไดพบกับปญหาของครัวเรือนยากจนที่สําคัญเรงดวนที่จะตองให การชวยเหลือดานตาง ๆ มากมาย ปญหาหนึ่งที่พบซึ่งมีความสําคัญมากก็คือ “ปญหาการขาดโอกาสทางการศึกษาตอ และการวางงานของบุตรหลานในครัวเรือน” ซึ่งหลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมตนแลว ไมมีโอกาสเรียนตอในระดับ ที่สูงขึ้น เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน เปนผลใหเกิดปญหาสังคมดานตางๆที่ตามมาก็คือ ปญหาการวางงาน ปญหายาเสพติด และปญหาการเปนภาระการเลี้ยงดูของครอบครัว อีกทั้งยังเปนปญหาแรงงานเยาวชนที่มีคุณภาพ แรงงานต่ํา และมีรายไดนอยอีกดวย วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

7


ตอมาทางสํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอเมืองพะเยา ไดนําขอมูลชี้เปาครัวเรือนยากจนที่มีรายไดต่ํากวา 20,000 บาท/คน/ป ซึ่งเปนขอมูล จปฐ.ป 2548 จัดทําเป���นสารสนเทศชุมชนออกเผยแพร เพื่อขอความรวมมือใหความชวยเหลือครัวเรือนยากจน โดยจัดทําในรูป ของสื่อเว็บไซตที่ http://www.viewphayao.com/population ซึ่งเปน การดําเนินงานตามนโยบายของกรมการพัฒนาชุมชน ป 2549 ตามโครงการพัฒนาสารสนเทศชุมชน เปนผลใหเกิด การติดตอประสานความรวมมือมาจากภาคเอกชน คือ โรงพยาบาลโกลเดนเยียส กรุงเทพฯ ที่มีความประสงคขอ สนับสนุนการปฏิบัติการแกจนของจังหวัดพะเยา โดยขอมอบทุนการศึกษาแกเยาวชนยากจนของจังหวัดพะเยา ทีด่ อย โอกาสดานการศึกษาตอ เขารับทุนการศึกษาตอวิชาชีพผูช วยการพยาบาล หลักสูตรการดูแลผูสูงอายุ ระยะเวลา 6 เดือน โดยไมมีคาใชจายใด ๆ ทั้งสิ้น ผูบริหารกรมการพัฒนาชุมชน(นายพิสันต ประทานชวโน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน) ไดพูดถึง ผลงานของผมในการสงนองเรียนผูชวยพยาบาล เมื่อครั้งประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสงเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อน คานิ ย มองคก ารในหน ว ยงาน ที่จั ง หวั ด เชี ย งใหม เมื่ อวั น ที่ 21 – 22 พฤษภาคม 2553 มีขอ ความตอนหนึ่ งว า “มีพัฒนาการอําเภอเมืองพะเยา สมัยทานนิรันดรเปนอธิบดี จําไดวาสมัยนั้นทําเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 6 คูณ 2 ทําเรื่องยากจน มีการลงทะเบียนคนจน แลวก็มีการทําครัวเรือนยากจน มีการเอาขอมูล จปฐ. บวกกับขอมูล สย. ไปเขยารวมกันแลวขึ้นทะเบียน พัฒนาการอําเภอเมืองเขาเปดเว็บไซตพะเยาดอทคอม เอาทะเบียนรายชื่อคนจนไปใส ในเว็บไซต แลวมีผูอํานวยการโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพทองเว็บเจอขอมูล เขาก็โทรศัพทไปถามเลยวามีครัวเรือน ยากจนสัก 9 ครัวเรือนไหมที่มีลูกสาวเรียนมัธยม และตองการจะเรียนวิชาชีพผูชวยการพยาบาล ใหทุนเรียนฟรี ทางโรงพยาบาลฝกวิชาชีพใหและทํางานที่โรงพยาบาลเลย.. ...นี่คือผลงานเลยนะครับ เคยนําเรี่องนี้เขาที่ประชุมกรมฯ แลวทานนิรันดร (อธิบดีกรมฯ ในขณะนั้น) บอกวา...นี่คือ “นวัตกรรมใหมของกรมการพัฒนาชุมชน”...” ผมแอบยิ้ม ภูมิใจในตนเองอยางบอกไมถูก เพราะพัฒนาการอําเภอเมืองพะเยาคนที่ทานกลาวถึงนั้น..ก็คือผม นั่นเอง เพราะได บังเกิดความรวมมือระหวางภาคราชการ กับภาคเอกชน เพื่อชวยเหลือครัวเรือนยากจนเปาหมาย ภายใตความรวมมือใน การชวยเหลือเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและการมีงานทําของจังหวัดพะเยา ไดรับทุนการศึกษาหลักสูตร พนักงานผูชวยพยาบาล ดูแลผูสูงอายุ ระยะเวลา 6 เดือน ที่ผานมาไดคนพบเด็กยากจนเขารับทุนการศึกษาแลว จํานวน 6 รุน จํานวน 55 คน คิดเปนมูลคาทุนการศึกษา 40,000 บาท/คน รวมเปนทุนมูลคา จํานวน 2,200,000 บาท โดยมิไดใชงบประมาณของทางราชการแตอยางใด ไดสงผลถึงการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนยากจน ในชนบทไดอยางมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะอยางยิ่งเยาวชนของจังหวัดพะเยา ที่ดอยโอกาสทางการศึกษาตอ และวางงาน และหลังจากเด็กจบการศึกษาแลว ไดรับการบรรจุเขาทํางานในโรงพยาบาลโกลเดนเยียสและเครือขาย ทันที โดยไมมีการวางงาน โดยมีรายไดที่แนนอนระหวาง 9,000 – 12,000 บาท/เดือน/คน ซึ่งกลาวไดวาเยาวชนของ จังหวัดพะเยาทุกคนสามารถมีงานทําที่มีเกียรติในสังคม มีรายไดที่แนนอน และประการสําคัญก็คือรายไดดังกลาว จะสามารถนําไปยกระดับความยากจนครัวเรือนของเยาวชนเองใหพนขีดความยากจนไดอยางแนนอน และผลงาน ดังกลาวยังจะดําเนินการชวยเหลือนองผูดอยโอกาสในโอกาสตอไปอยางไมมีที่สิ้นสุด... วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

8


ภาพกิจกรรมความสําเร็จและการปฏิบัติงานของเยาวชนจังหวัดพะเยา

พิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรสําเร็จการศึกษา “การแกไขปญหาความยากจน”...ดวยทุนการฝกอบรมวิชาชีพผูชวยพยาบาล ปฏิบัติการชวยเหลือนองผูยากไรใน จังหวัดพะเยา......อีกหนึ่งความตั้งใจทํางาน...ของคนกรมฯ แลวพบกับ..เสนหชุมชนกันตอฉบับหนาคะ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

9


เรื่องเลาจากภาพ โดย...อ.สงคราม โพธิ์วไิ ล

̏

อาชีพ ̋

“โอ้..ชีวิต คิดไฉน ใครหนอใครลิขิต” “ผู้คนเกิดมา พอลืมตาดูโลก บ้างมีโชค บ้างอับโชค บ้างมีทุกข์โศกปนเศร้า” บทเพลงที่สะท้อนสังคมชนบทของไทย ที่ฟังดูแล้วสะท้านอยู่ในหัวอก หลายชีวิตต้องดิ้นรนเสาะหาเลือดตาแทบ กระเด็น แต่ก็มีอีกหลายชีวิตที่สุขสบาย อิ่มเอิบ ปรีดา อะไรคือความแตกต่างของวิถีชีวิตที่โลดแล่น บุญทํา กรรมแต่ง หรือความไม่เอื้ออาทร หยิบยื่น แก่กันและกัน ธนาคารหลายแห่ง บอกว่า ปีนี้กําไรมหาศาล ธุรกิจหลายแห่งบอกว่าปีหน้าจะเพิ่มยอดกําไรมากขึ้นและจะ เพิ่มขึ้น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ กําไรมากขึ้น อาชีพทํานาปีนี้ขายข้าวได้ราคาไม่ดี เพราะดอกเบี้ยจากธนาคารแพง ธุรกิจปุ๋ยขึ้นราคา เปลี่ยนอาชีพจากทํานา ข้าวมาเป็นนาบัว ก็ยังไม่ได้ราคาเหมือนเดิม เราจะพัฒนาชนบทกันอย่างไรดีน๊า! ภาพที่หนึ่ง งามซึ้งด้วยข้าวกล้า

หลายแห่งพื้นที่นาข้าวในเมืองไทยกว้างใหญ่ไพศาล แต่หลายแห่งถดถอยด้วยหมู่บ้าน โรงงาน เหลือ เพียงแค่หยิบมือเดียว เมื่อได้ออกไปสู่ชนบทที่ห่างไกลพร้อมกล้องคู่ใจ เลนส์หลายขนาดที่นํามา ทั้งเลนซ์ซูม เลนส์มุมกว้าง เลนส์เทเลโฟโต้ เพื่อหามุมถ่ายภาพที่เหมาะสม ใกล้-ไกล เข้าถึงได้ โดยการเลือกใช้เลนส์ที่จัดเตรียมนึกล่วงหน้าว่า .. สถานที่จะไปถ่ายภาพนั่นคืออย่างไร? มีอะไรเป็นปัญหา ความพร้อมของนักถ่ายภาพต้องสมบูรณ์ ในภาพนี้ ได้เดินไปตามท้องนาที่ห่างไกล ชาวนาลงแขกดํานากัน ถ้าผมจะเข้าไปใกล้ ๆ แน่นอนต้องถอด รองเท้า ถลกขากางเกงลุยไปตามคันนา เพื่อหามุมแห่งองค์ประกอบภาพ เดินตามคันนาใส่รองเท้าไม่ได้หรือ ..ได้ครับ..แต่คง จะเละเทะละครับ.. ผมจัดองค์ประกอบภาพให้เห็นต้นกล้าที่ปักดําแล้วเป็นฉากหน้า (FORE GROUND) และมีเส้นค้นนาเป็น ตัวบอกระยะใกล้-ไกล ตัวเนื้อหาหลักคือ..ชาวนาที่กําลังสาละวนกับภาระหน้าที่ บอกเรื่องราวที่ทํางาน วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

10


ด้วยหัวใจ เพื่อพืชผลที่งดงาม เกี่ยวเก็บเมล็ดข้าวสู่ปวงชน ฉากหลัง (BACK GROUND) ให้เป็นสีเข้มเขียว การเดินมองหา มุมนั้น จําต้องเลือกเรื่องราวตามใจที่คิดไว้ และการรอจังหวะของผู้คนที่ก้มดํานาบ้าง เดินไปหยิบต้นกล้าบ้าง ภาพนี้ผมใช้เลนส์ซูม ขนาด 12-60 มม. ของโอลิมพลัส ซึ่งมีตัวคูณด้วย 2 จึงกลายเป็นเลนส์ 12 x 2 = 24 และ 60 x 2 = 120 มม. แต่ได้มุมของเลนส์ที่เป็น 24 มม. ช่องรับแสงเอฟ 8 ในโหมด A คือ เลือกช่องรับแสงเอง แล้ว กล้องปรับความเร็วซัตเตอร์ให้ตามสภาพแสงขณะนั้น ภาพที่สอง มองค่าแห่งดอกบัว

ชาวบ้ า นหลายชุ ม ชน พลิ ก ผั น ชี วิ ต ที่ ม องว่ า มี อ นาคตและแปลกแหวกแนวจากอาชี พ ดั้ ง เดิ ม ด้วยการมองเห็น ด้วยการบอกเล่า ด้วยการทดลองเปลี่ยน เพื่อการเงินที่ดีขึ้น จากชาวนาปักดําข้าวกล้า กลายมาเป็นอาชีพปลูกบัว เพื่อนําดอกบัวไปขายออกสู่ตลาดที่วัดวาอาราม ต้องการบูชาคุณพระ เมื่อมีการทําบุญกราบไหว้ดุจดังพุทธกาลที่ดอกบัวทรงคุณค่าทางด้านจิตใจอย่างลึกซึ้ง จวบจน ดอกบัวไม่พอแก่ความต้องการ นาบัวจึงเพิ่มขึ้นมากขึ้น มีทั้งบัวขายดอก บัวขายสาย นําไปปรุงอาหารได้อย่างอร่อยลิ้น เช่ น เดี ย วกั บ ภาพแรก การถ่ า ยภาพลั ก ษณะนี้ ต้ อ งนึ ก ถึ ง เหตุ ผ ลที่ จ ะนํ า ���ลนส์ ไ ปใช้ ง าน เลนส์ ซู ม จึงเหมาะสมกับการนํามาใช้ถ่ายภาพ ผมใช้เลนส์ขนาด 70-300 มม. เพื่อพร้อมเลือกดึงภาพที่ไกลให้ใกล้เข้ามาจากการ คํานวณคร่าว ๆ ว่า 300 ÷70 = 4.2 จะได้ประมาณ 4 เท่า แล้วจัดภาพให้ลงตัวด้วยการดึงซูมกว้างที่ 70 มม. และดึงซูม แคบที่ 300 มม. ช่วง 70-90-120-150-200-250-300 เราก็เลือกได้ตามใจชอบ ลงตัวตรงไหน ชอบมุมแบบใด ก็หยุด ซูมตรงนั้น ที่สําคัญคือ..ช่องว่างในภาพนั้นต้องพอเหมาะพอดี ด้วยการวางผู้คนสองคนที่ทํางานให้มีใบบัวล้อมรอบ มีช่วง ของผิวน้ํา มีดอกบัว ด้านบนของภาพมีเหลือพื้นที่ไว้พองามนะครับ.. ท่านที่อยู่กับการพัฒนาชนบท คงพบเห็นภาพงดงามแห่งชีวิตแบบนี้บ่อยๆ บันทึกชีวิตไว้นะครับ ผมคิดว่า อีก 50 ปีข้างหน้า วิถีชีวิตแบบนี้คงจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย จะได้มีภาพเปรียบเทียบกันได้ เป็นภาพแห่งอดีตและปัจจุบันที่ ทรงคุณค่าต่อไป ให้ลูกหลานได้พบเห็นนะครับ.. ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับภาพทุกภาพอย่างสมบูรณ์นะครับ.. มีสิ่งใดแนะนํา ส่งเสริม อยากรู้ อยากให้ผมเขียน ถึงบอกมาได้ครับ.. สวัสดีครับ!

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

11


การทํางานพัฒนาชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต โดย..นายศิริพงษ์ หมัดศิริ สํานักพัฒนาทุนบุคลากร ศอ.บต.

หากพวกเรา ข้าราชการพัฒนาชุมชนในทั่วทุกภูมิภาค ได้ติดตาม ข่าวสารบ้านเมืองในขณะนี้ มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นข่าวสารในสื่อมวลชน ทุกแขนง และเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็คือ ข่าวสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคนคง ตั้งคําถามอยู่ในใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสงบลงเมื่อใด ผู้ก่อเหตุเป็นใคร มีเป้าหมายอะไร และบนสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว พี่น้องประชาชน มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร รวมทั้งอาจมีคําถามเฉพาะสําหรับคนของกรม การพัฒนาชุมชน คือ บทบาทของข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนต่อ การคลี่คลายสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้มีส่วนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมากน้อยแค่ไหน ในขณะเดียวกัน พวกเราทราบหรื อ ไม่ ว่ า ท่ า มกลางสถานการณ์ ค วามสงบในพื้ น ที่ นั้ น มีข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนกลุ่มหนึ่ง (นอกเหนือจากข้าราชการ พช. ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดและอําเภอในพื้นที่ จชต.) ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติ หน้าที่พิเศษอยู่ที่..ศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนกลุ่มดังกล่าว ก็มีส่วนอย่างสําคัญต่อ การคลี่คลายสถานการณ์และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ในยามที่บ้านเมือง กําลังเกิดความขัดแย้งทางความคิดความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมือง หากพี่น้องชาว พช. และพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปที่อยู่ห่างไกลจาก สถานการณ์ใต้ เข้าใจถึงปัญหา เข้าถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ คงจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่ได้ไม่น้อย

ปัญหาใจกลางของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การต่อสู้โดยอ้างถึงอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนของ ขบวนการต่อสู้ที่ปัตตานี ซึ่งมีกลุ่มบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนตและพูโต เป็นแกนหลักผสมผสานเข้ากับกลุ่มต่อต้านอํานาจรัฐ ที่ต้องการตอบโต้กระทําของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ที่ทางกลุ่มรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีประชาชนส่วนใหญ่เป็น ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ท่ามกลางบรรยากาศของความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐกับประชาชน รวมทั้งประชาชนด้วยกันเอง จากโจทย์ปัญหาใจกลางดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้พยายามดําเนินการทุกวิถีทาง เพื่อต่อต้าน อํานาจรัฐและลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ที่มีต่ออํานาจรัฐ โดยการสร้างสถานการณ์ที่มีความรุนแรงใน หลาย ๆ รูปแบบ การสร้างความแปลกแยกระหว่างคนไทยพุทธกับไทยมุสลิมในพื้นที่ และพยายามสร้างความรู้สึกร่วม

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

12


ของคนมุสลิมทั้งในประเทศและนอกประเทศว่า คนมุสลิมในพื้นที่ถูกกระทําโดยอํานาจรัฐ ทั้งนี้โดยอาศัยเงื่อนปมของ ขัดแย้งเดิมที่มีอยู่ยาวนานในเรื่องของศาสนา ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ (identity) และชาติพันธุ์ รวมถึงความขัดแย้งใหม่ ๆ ที่เกิดจากการจัดการความขัดแย้งที่ผิดพลาดของรัฐ เช่น กรณีมัสยิดกรือแซะ กรณีการประท้วงที่ตากใบ เป็นต้น

หากเราหันกลับไปทบทวนสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deepsout watch) ซึ่งได้รายงานสถิติการเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ในรอบ 84 เดือน (4 มกราคม 2547 – 28 ธันวาคม 2553) พบว่า เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทั้งสิ้น 10,498 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 4,524 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บ จํานวน 7,720 คน ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น ประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่รัฐ และพี่น้องประชาชนทั้งพุทธและมุสลิม แนวโน้ม ของสถานการณ์ นักวิเคราะห์สถานการณ์มองว่า อยู่ในระดับทรงตัวถึงขั้นลดลงจากปีก่อน ๆ โดยลําดับ แต่รูปแบบของ การก่อเหตุกลับมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงขึ้น

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

13


วาทกานต ชอแกว ศูนยสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน

สภาพปญหาของประชาชนในสายตาของพัฒนากร ตําบลบานลํา อําเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี นางสาวรุง ทิวา ทิวาวงษ พัฒนากรผูประสานงานตําบลบานลํา สภาพภูมิประเทศของตําบล ตั้งอยูหางจากที่วาการอําเภอวิหารแดงประมาณ 6 กิโลเมตร มีทั้งหมด 7 หมูบาน ในหมูที่ 6 บานดอน มีศูนย เรียนรูชุมชนดานเศรษฐกิจพอเพียง จํานวน 1 แหง คือ ศูนยเรียนรูชุมชนบานดอน และเปนหมูบานเศรษฐกิจพอเพียง “อยูเย็น เปนสุข” ตนแบบ ป 2552 ไดรับรางวัลชนะเลิศที่ 1 ของจังหวัดสระบุรี สภาพทางภูมิศาสตร ตําบลบานลํา มีพื้นที่ประมาณ 13,373 ไร หรือ 37.36 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่ภายในตําบลเปนพื้นที่ ราบลุม ตอนบนของตําบลจดภูเขา แหลงน้ําที่สําคัญไดแก คลองชุมเห็ด คลองโคกกระตาย คลองเรือ คลองสมเด็จ คลองหนองฟาเลื่อน คลองหนองรี ซึ่งไหลจากทิศเหนือลงสูทิศใตของตําบล มีฝายเก็บกักน้ําติดกับวัดบานดอน จึงเปน พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว เปนอยางมาก สภาพพื้นที่โดยทั่วไปจึงเหมาะสําหรับทํานาในที่ราบลุม และ ปลูกพืชไรบนที่ดอน หรือพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาด และมีทางหลวงแผนดินหมายเลข 33 (บานหินกอง - นครนายก) ผานกลางตําบลบานลํา ดานเศรษฐกิจ สวนใหญจะประกอบอาชีพในทางเกษตรกรรม โดยมีการทํานา เพาะเห็ดฟาง และการทําสวน การเลี้ยงสัตว เปนตน อาชีพรอง รับจางทั่วไป พนักงานบริษัท หรือ ทํางานโรงงานอุตสาหกรรม สภาพปญหาที่ชาวบานประสบอยู 1. ปญหาเศรษฐกิจ และความยากจน 2. การประกอบอาชีพของประชาชนไมคอยมั่นคง มีรายไดนอย 3. ปญหาสังคมของครอบครัวเดีย่ ว เนื่องจากผูปกครองไปประกอบอาชีพ ไมคอยมีเวลาอบรม ดูแล เลี้ยงดูบุตร-หลาน และคนในครอบครัว วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

14


4. ปญหา คนตางถิ่น คนจร มาทํางานและอาศัยในพื้นที่ ทําใหมีความแออัด สภาพแวดลอมไมดี มีคุณภาพชีวิตทีต่ กต่ํา 5. ประชาชนเขาถึงแหลงเงินทุนชุมชนไดนอย

กรมการพัฒนาชุมชน หรือพัฒนากร ควรมีบทบาทอยางไรในการแกไขปญหาตางๆ บทบาทของพัฒนากร ซึ่งจะตองเปนผู สงเสริม สนับสนุนให องคกรชุมชนสามารถบร���หารจัดการชุมชนใหมี ความเขมแข็งเพื่อพัฒนาชุมชนนั้นๆไดยั่งยืน ดังนั้น ในฐานะผูประสานงาน สงเสริม และสนับสนุน จึงตองมีบทบาท ตอการแกไขปญหา ดังนี้ 1. ปญหาเศรษฐกิจ ความยากจน มีรายไดนอย พัฒนากรมีสวนแกไขปญหาเหลานี้ ดวยการสงเสริม ใหประชาชนไดเรียนรูหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดวยหลักการพอประมาณ มีเหตุผลและการลดความเสี่ยง สงเสริมและกระตุนการออมทรัพยในหมูบาน ใหประชาชนรูจักการพอเพียง ดวยการดําเนินกิจกรรมตาม 6×2 ลดรายจาย เพิ่มรายได การออมทรัพย การเรียนรู การอนุรักษทรัพยากรและการเอื้ออารีย ทําใหประชาชนสามารถ เขาใจ หลักการของความพอเพียงเกือบทุกครัวเรือน 2. ปญหาอาชีพของประชาชนไมมั่นคง พัฒนากรสงเสริมใหประชาชนในหมูบานมีอาชีพเสริมมากขึ้น มีการ จัดตั้งกลุมอาชีพ ตางๆ เชนกลุมอาชีพเพาะเห็ดขอน กลุมอาชีพสานเชือกฟาง กลุมอาชีพขนมจีนแปงหมัก กลุมอาชีพ ทําขนม และกลุมอาชีพเกษตรกรผสมผสาน เปนตน กลุมชีพและกลุม OTOP เหลานี้ไดรับการพัฒนาตามเกณฑ จนทําใหในตําบลบานลํามีสินคาขึ้นทะเบียน OTOP มากที่สุดในอําเภอ เชน กลุมสตรีพัฒนาบานลํา มีสินคา OTOP ระดับ 5 ดาว คือ น้ําพริกเผาปลายาง และน้ําพริก อื่นๆ อีก 15 ชนิด เปนตน 3. ปญหาการไมสามารถเขาถึงแหลงเงินทุน เนื่องจากหลายหมูบานในตําบลบานลํา เปนหมูบานขนาดใหญ มีครัวเรือนมาก หลายครัวเรือนจึงไมสามารถใชบริการแหลงเงินกองทุนหมูบานได พัฒนากรจึงสงเสริม สนับสนุน การระดมเงินออมทรัพย ขึ้นในหมูบานและพัฒนากลุมออมทรัพยใหมีการพัฒนาเปน “กลุมผลงานดี” สามารถพัฒนา เปนสถาบันการจัดการเงินทุนไดสําเร็จ 1 แหง และมีธนาคารชุมชมตามแนวพระราชดําริ อีก 1 แหง มีสมาชิกเพิ่มขึ้น และประชาชนสามารถเขาถึงแหลงทุนชุมชน ดอกเบี้ยต่ํา ไดมากขึ้น ลดภาวะความเดือดรอน และหนี้นอกระบบได ระดับที่พอใจยิ่ง

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

15


4. ปญหาสังคมของครอบครัวเดี่ยว และปญหา การยายถิ่นมาหางานทําในแถบภูมิภาคนี้ ทําใหเกิดปญหา สังคม หลายดานตามมา เชน ปญหาที่อยูอาศัย ปญหาการทําลายทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน น้ํา) ปญหาเด็กถูกทอดทิ้ง เปนตน ในฐานะเปนพัฒนากรในพื้นที่ จําเปนตองสรางความสัมพันธและเขาถึงพื้นที่ใหมาก เพื่อที่จะไดรูจัก คนตางถิ่นจนสามารถแยกใหออกวา ตางถิ่นประเภทจรชั่วคราว หรือตางถิ่นถาวร จึงจะสามารถทํางานกับคนกลุมนี้ได ตางถิ่นถาวร ประเภทนี้ มีที่อยูเปนหลักแหลง สามารถไดรับการพัฒนาเหมือนกับคนในหมูบานได เพราะสามารถ เขารวมเปนสามาชิกกลุมออมทรัพยเพื่อการผลิตของหมูบานได สามารถเขารวมเปนสมาชิกกลุมอาชีพอื่น ๆ ได ปญหาการทอดทิ้งเด็กใหอยูกับผูสูงวัย สามารถติดตามใหการดูแล ฉีดวัคซีนไดครบ ตลอดจนสํารวจขอมูล จปฐ. ไดครบ ทําใหสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตใหดีขึ้น การแกไขปญหาตาง ๆ และทํางานของพัฒนากรในปจจุบันจะสําเร็จลุลวงไดดีนั้น ตองอาศัย การทํางานแบบพหุภาคี รวมกับหนวยงานขางเคียง เชน หนวยภาคีการพัฒนาตาง ๆ เชน เจาหนาที่เกษตรตําบล เจ า หน า ที่ ส าธารณสุ ข ปลั ด อบต. นายก อบต. เจ า หน า ที่ ข อง อบต. และองค ก รต า ง ๆ ในพื้ น ที่ เช น กํ า นั น ผูใหญบาน อช. ผูนํา อช. และศอช.ต. เปนตน ซึ่งเปนผูมีบทบาทสําคัญที่จะกระตุน ประสานใหเกิดการพัฒนา ในหมูบานและตําบล จนมีผลงานตาง ๆ เกิดขึ้น ในฐานะพัฒนากรประจําตําบลบานลํา และเปนผูที่เกิดที่ตําบล บานลําแหงนี้ มีความภาคภูมิใจมาก ที่เปนสวนหนึ่งของการพัฒนาและเปนผูที่ไดมีสวนตอบแทนคุณแผนดิน บานเกิดของตนเอง

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

16


(One Day, One Idea) (ตอจากฉบับที่แลว)

201. Don’t be a selfish person, be a kind อยาเปนคนเห็นแกตัว ขอใหเปนคนมีเมตตา นับวันคนสมัยนี้ยิ่งเห็นแกตัวกันมากขึ้น ไมคอยเอื้อเฟอเผื่อแผ มีเมตตาเหมือนคนสมัยกอน เหตุที่เปนเชนนี้ อาจเปนเพราะในองคกร ชุมชน และสังคมมีการแขงขัน ชิงดีชงิ เดน และเอารัดเอาเปรียบกันมาก ประเภทใครดีใครอยู ใครดีใครได ผูนํานอกจากจะเปนแบบอยางที่ดีแลว จะตองสอนแนะทีมงานอยาเปนคนเห็นแกตวั ขอใหเปนคนมีเมตตา กับทุกคนเหมือนกับตนเองที่ไดรับการถายทอดมาจากพอแม ปูยาตายาย เพราะถามีคนเห็นแกตวั กันมาก องคกร ชุมชน และสังคมก็จะวุนวายไมสิ้นสุด คนสวนมากก็จะพากันเอาตัวรอด ตางคนตางอยู หรืออยูแบบตัวใครตัวมัน หากโลกนี้ไมมีคนเห็นแกตัว หากโลกนี้มีแตคนที่มีเมตตา มีการแบงปนและใหความรักแกกัน โลกของเราก็จะ สดใส มีสันติสุข สันติภาพ และภารดรภาพตลอดไป

202. Build our community to be a loving and Creative community. สรางชุมชนของเราใหเปนชุมชนแหงความรักและสรางสรรค คนทุกคนรูวา “สามัคคีคอื พลัง” แตคนในชุมชนจํานวนไมนอยกลับไมคอยสามัคคีกัน มีการแตกแยก แบงพรรคแบงพวก ใชวชิ ามารทําลายกันทุกรูปแบบ ทั้ง ๆ ที่คนในชุมชนไมใชคนอื่นคนไกลเปนคนไทยเหมือนกัน เรามาสร า งชุ ม ชนของเราให เ ป น ชุ ม ชนแห ง ความรั ก และสร า งสรรค ไ ม ดี ก ว า หรื อ ชุ ม ชนของเราจะได เจริญกาวหนาและพัฒนาตอไปอยางไมหยุดยั้ง ตัวอยางดี ๆ มีใหเห็นมากมายในโลกนี้ แตทําไมหลายชุมชนจึงไมนํา ตัวอยางดี ๆ เหลานั้นมาเปนแบบอยางในการดําเนินการละ หากคนในชุมชนมีความสามัคคี ชุมชนก็จะมีพลัง คนทุกคนก็จะใหความรักแกกันโดยไมแบงเขาแบงเรา รวมแรงรวมใจสรางสรรคแตสิ่งดีงามอยูเสมอ ชุมชนของเราก็จะเปนชุมชนแหงความรักและสรางสรรคตลอดไปไมมี เสื่อมคลาย ........................................ ขอขอบคุณ Mr.Kim Robertson และ Mrs.Mary Robertson,Missionaries ชาวนิวซีแลนด ประจําจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ใหขอคิด และคําแนะนําที่เปนประโยชนในการเขียนบทความครั้งนี้เปนอยางดียิ่ง

อานตอฉบับหนา วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

17


50 ปี กรมการพัฒนาชุมชนทําอะไรมาบ้าง แสงเงิน ไกรนรา

ในวันที่เจอเพื่อนพ้องน้องพี่หลายๆคนที่อยู่ต่างสาขาอาชีพ เขาถามฉันว่าฉันทํางานอะไร เมื่อฉันบอกว่า ทํางานที่ กรมการพัฒนาชุมชน เขาก็ถามต่อว่า แล้วกรมนี้เขาทํางานอะไรกันบ้าง ฉันจึงเล่าให้พวกเขาฟังถึงเรื่องงานของกรมการ พัฒนาชุมชน แต่ด้วยอายุการทํางานที่ยังไม่ครบยี่สิบปี และด้วยความไม่ใส่ใจตํานานของกรม ฉันจึงบอกเพื่อน ๆ ได้แค่ การทํางานในช่วงเลาที่ฉันกําเนิดและเติบโตในกรมการพัฒนาชุมชนเท่านั้น ฉันจึงมาหวนคิดว่าคงมีเพื่อนๆอีกหลายคนที่ ยังไม่ทราบตํานานอันยาวนานของกรมการพัฒนาชุมชน โชคดีที่เรามีผู้บริหารที่มีความผูกพันกับกรมการพัฒนาชุมชนมาก ฉันต้องขออนุญาตเอ่ยนามว่าท่านผู้นี้คือ ดร.ขนิฏฐา กาญจนรังษีนนท์ ซึ่งท่านได้รวบรวมข้อมูลไว้ จึงขออนุญาตหยิบยก มาเล่าสู่กันฟัง ดังนั้นในฉบับนี้จึงขอนําเสนอโครงการ/แผนงานต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกรมฯ จนถึงปัจจุบันว่ามีอะไรบ้าง ขอเชิญติดตามได้เลยค่ะ....

ระยะแรก : ก่อร่างสร้างองค์การ ในช่วง 10 ปีแรก (ระหว่าง พ.ศ. 2505 - 2514) ได้มีการกําหนดโครงการปฏิบัติงานในปีที่ก่อตั้งกรม จํานวน 9 โ���รงการ ดังนี้ V 1.โครงการเปิดเขตพัฒนาอําเภอ V 2.โครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ V 3.โครงการพัฒนาผู้นําท้องถิ่น V 4.โครงการพัฒนากลุ่มอาชีพ V 5.โครงกาส่งเสริมสาธารณสมบัติของชุมชน V 6.โครงการพัฒนากิจกรรมสตรี เด็กและเยาวชน V 7.โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ V 8.โครงกรวิจัยและประเมินผล V 9.โครงการศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาการท้องถิ่น (ศวพ.) ต่อมาได้เพิ่มโครงการอาสาพัฒนาชนบทอีก 1 โครงการในปี 2507 รวมเป็นโครงการพัฒนาชุมชนในช่วง 10 ปี แรกของการก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชนจํานวน 10 โครงการ

ระยะที่สอง สร้างพลังชุมชน (ระหว่าง พ.ศ. 2515 - 2524) ในช่วงนี้ได้มีการปรับโครงการปฏิบัติงานใหม่ เป็น 12 โครงการ ดังนี้ z1.โครงการพัฒนาผู้นํา z2.โครงการพัฒนากลุ่มอาชีพ z3.โครงการพัฒนาเยาวชน z4.โครงการพัฒนาสตรี z5.โครงการพัฒนาเด็ก z6.โครงการพัฒนาอาสาสมัคร z7.โครงการส่งเสริมสาธารณสมบัติของชุมชน z8.โครงการส่งเสริมความสัมพันธ์ z9.โครงการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ z10.โครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ z11,โครงการวิจัยและวางแผน z12.โครงการพัฒนาพิเศษ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

18


ระยะที่ 3 : สู่ระบบบริหารการพัฒนาชนบทแห่งชาติ (ระหว่าง พ.ศ. 2525 - 2534) ในช่วงนี้โครงการปฏิบัติงานปรับไปเป็นแผนงาน ซึ่งมีแผนการดําเนินงานพัฒนาชุมชนระดับตําบล 9 แผนงาน ดังนี้ Á 1,แผนงานพัฒนาเด็ก Á 3.แผนงานพัฒนาสตรี Á 5.แผนงานส่งเสริมการออมทรัพย์เพื่อการผลิต Á 7.แผนงานอาสาพัฒนาชุมชน Á 9.แผนงานพัฒนาองค์กร

Á 2. แผนงานพัฒนาเยาวชน Á 4. แผนงานสร้างเสริมรายได้ Á 6.แผนงานพัฒนาสิ่งแวดล้อม Á 8.แผนงานพัฒนาจิตใจ

ระยะที่ 4 เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในช่วงก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 (ระหว่าง พ.ศ. 2535 – 2545 ) มีการดําเนินงานตามหน้าที่ จําแนกเป็น 9 งาน ได้แก่ Ì1. งานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชนบท Ì2. งานพัฒนาเศรษฐกิจชนบท Ì3. งานพัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่เป้าหมายเฉพาะ Ì4. งานพัฒนาองค์กร Ì5. งานพัฒนาเด็ก Ì6. งานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเสตรี Ì7. งานพัฒนาเยาวชน Ì8. งานส่งเสริมและเผยแพร่ Ì9. งานอาสาพัฒนาชุมชน

ระยะที่ 5: สู่ยุคใหม่ของระบบราชการ (พ.ศ. 2545 ถึงปัจจุบัน) เมื่อก้าวสู่ปีที่ 41 ของกรมการพัฒนาชุมชนเป็นช่วงที่ต้องมีการเปลี่ยนผ่านอันเนื่องมาจากการปฏิรูประบบ ราชการ เป็ น การทํ า งานในรู ป แบบใหม่ ข องงานพั ฒ นาชุ ม ชน กรมการพั ฒ นาชุ ม ชนได้ พั ฒ นายกระดั บ งานจาก พื้นฐานความรู้เดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของการปฏิรูประบบราชการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ปัญหาและทิศทางของชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยได้กําหนดพันธกิจของกรมการพัฒนา ชุมชน หลังการปฏิรูประบบราชการ ไว้ 4 ประการ คือ (1) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้นําชุมชน องค์กรชุมชน และ เครือข่ายองค์กรชุมชน ในการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาชุมชนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก (2) ส่งเสริมและ สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก (3) ส่งเสริมและพัฒนา ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ ชุมชน (4) ส่งเสริมและพัฒนาระบบบริหารจัดการชุมชนในการแก้ปัญหาชุมชน และได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมโดยมี ยุทธศาสตร์เป็นตัวกําหนดทิศทางของการดําเนินงานพัฒนาชุมชน รวมทั้งนําระบบบริหารจัดการยุคใหม่เข้ามา จัดระบบความคิด ปรับระบบงาน กํากับการบริหารงาน พัฒนาระบบการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล และ ออกแบบระบบการวัดประเมินผลทั้งหมดให้เป็นไปเพื่อการเป็น "องค์กรราชการที่มีสมรรถนะสูง"ของระบบการบริหาร ราชการยุคใหม่ การเดินทางของกรมการพัฒนาชุมชนตลอดเวลา 50 ปี ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายช่วงสมัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนในชนบทได้รับประโยชน์สูงสุด ฉันเชื่อว่าพี่น้องชาวพัฒนาชุมชนทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับ กรมการพัฒนาชุมชนไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดล้วนแล้วแต่มีความทรงจําที่ดีในการทํางานกับพี่น้องประชาชน และมีความ ภาคภูมิใจที่ได้เกิดและเติบโตในองค์กรนี้....องค์กรที่ยืนเคียงข้าง และร่วมสร้างสรรค์กับพี่น้องชนบทให้มีความอยู่เย็นเป็น สุข และมีความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้.... ..พบกันต่อฉบับหน้าค่ะ..

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

19


ความสัมพันธ์ทาง

ถ้ า เรามองความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งแพทย์ ก ั บ ผู ้ ป ่ ว ย จ ะ เ ห็ น ว่ า ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ด ั ง ก ล่ า ว มี ล ั ก ษ ณ ะ เ ป็ น สัญญาชนิดหนึ่ง ดังคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๗/๒๕๐๗ วินิจฉัยว่า “กิจการของสถานพยาบาลและผดุงครรภ์ที่ตั้งขึ้นรับพยาบาลผู้เจ็บป่วย และรับทําคลอดบุตรให้แก่หญิงมีครรภ์ ลักษณะเป็นการจ้างทําของ แต่ไม่ว่าจะเป็นลักษณะสัญญาประเภทใด ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ กับผู้ป่วยที่จะให้มีผลทางกฎหมายทั้งสองฝ่ายต้องแสดงเจตนาตรงกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสําคัญผิดในข้อตกลงนั้น การแสดงเจตนาทาง กฎหมายก็ถือว่าใช้ไม่ได้”

ดังนั้น ทั้งแพทย์และผู้ป่วยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ กล่าวคือ ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะไม่ยอมให้แพทย์ คนใดคนหนึ่งรักษาตนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งไว้ก็ได้ ส่วนแพทย์ก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการให้การรักษาแก่ผู้ป่วยคนใด คนหนึ่งได้ แต่แพทย์นั้นมีจรรยาแพทย์กํากับไว้อีกชั้นหนึ่งว่า แพทย์จะปฏิเสธ การให้บริการแก่ผู้ป่วยโดยเลือกปฏิบัติ เรื่อง ฐานะ สัญชาติ ศาสนา สังคม หรือสิทธิการเมืองมิได้ รวมทั้งต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในระยะอันตราย จากการเจ็บป่วย เมื่อได้รับการขอร้องและตนอยู่ในฐานะที่จะช่วยได้ สําหรับผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ให้บริการในสถานบริการของรัฐ หรือให้บริการ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธการให้บริการแก่ผู้ป่วย โดยไม่มีเหตุสมควรในทุกกรณี เพราะต้องให้บริการ ในฐานะให้บริการสาธารณะของบริการภาครัฐ ส่วนผู้ป่วยที่ไปขอรับบริการนั้น เมื่อได้รับคําอธิบายจากผู้ประกอบวิชาชีพ จนเข้าใจลักษณะของการบริการต่างๆ แล้ว มีสิทธิที่จะเลือกรับหรือปฏิเสธบริการประเภทใดประเภทหนึ่งก็ได้ เรียกว่า สิทธิที่จะเลือก และเมื่อตัดสินใจขอรับบริการใดบริการหนึ่งแล้ว ก็แสดงความยินยอม เรียกว่าความยินยอมที่ได้รับ คําอธิบายแล้ว ความยินยอมลักษณะนี้จากผู้ป่วยถือเป็นเงื่อนไขสําคัญในการให้บริการ เพราะถ้าไม่ได้รับการยินยอม ลักษณะนี้จากผู้ป่วย ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ให้บริการ อาจต้องรับผิดทางกฎหมาย (แพ่ง) ต่อผู้ป่วย สําหรับสังคมไทยดูจะยัง ไม่คุ้นเคยการยอมรับสิทธิในการตัดสินใจของตนเองจนกระทั่งเมื่อมีการบัญญัติเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็นํามาบัญญัติไว้ในทํานองเดียวกัน (ในมาตรา ๔, มาตรา ๒๔,และมาตรา ๒๘ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเองเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะตัว) ในอดีตนั้นผู้ป่วยไม่คุ้นเคยกับการปฏิเสธการรักษา และอย่าว่าจะปฏิเสธเลย ผู้ป่วยไม่กล้าที่จะถามแพทย์ว่าแพทย์จะทําอะไร แก่เขา และผู้ป่วยจํานวนไม่น้อยที่ได้รับการผ่าตัดจากแพทย์ไปแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าแพทย์ได้ผ่าเอาอะไรออกไปจากตัวเขาเลย กระทรวงสาธารณสุข เคยหารือ ไปยัง สํ า นัก งานคณะกรร���การกฤษฎีก าว่า หากแพทย์ป ฏิเ สธ ความต้องการของผู้ป่วยที่ไม่ประสงค์จะรับเลือด ถ้าผู้ป่วยจําเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเลือดแล้วผู้ป่วยได้รับอันตราย แพทย์จะต้องรับผิดหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า ถ้าผู้ป่วยอยู่ในภาวะอันตรายจําเป็นต้องได้รับเลือด แพทย์ต้องช่วยเหลือเมื่ออยู่ในฐานะที่จะช่วยได้ หมายความว่าแพทย์ต้องให้เลือดแก่ผู้ป่วย แม้จะขัดต่อความต้องการของ ผู้ป่วยเองก็ตาม โดยมิได้คํานึงว่าความประสงค์ของผู้ป่วยนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่อยู่เหนือกฎหมายอื่น วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

20


สําหรับการปฏิเสธการรักษาโดยใช้เครื่องมือที่ช่วยชีวิตผู้ป่วย ที่มีวิธีการต่าง ๆ ที่ทําให้ผู้ป่วยหายใจ ด้วยเครื่องมือทันสมัย แม้ผู้ป่วยไม่สามารถหายใจเองได้ก็ตาม และผู้ป่วยก็ไม่อาจคืนความรู้สึกตัวกลับมาได้ ต้องนอนสลบ ตลอดเวลา กินอาหารเองไม่ได้ ไม่สามารถตอบสนองต่อการรับรู้ใดๆ บางรายแม้จะมีการรับรู้ได้ แต่ชีวิตต้องต่อกับ เครื่องมือ ที่มีสายระโยงระยางติดตัวผู้ป่วยตลอดเวลา จึงมีผู้เห็นว่า การมีชีวิตเช่นนี้จนตาย จะทําให้ ล ดคุ ณ ค่ า ความเป็ น มนุษย์ลง การตายในสภาพเช่นนั้นเป็นการตายอย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระบวนการยืดชีวิตดังกล่าว จึงไม่ต่าง อะไรกับการชักกะเย่อกับความตาย การปฏิเสธกระบวนการรักษาดังกล่าวในประเทศตะวันตก มีกฎหมายบัญญัติห้าม การฆ่าตัวตาย ผู้ที่ฆ่าตัวตายไม่สําเร็จจะต้องรับโทษอาญา การปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องใช้อํานาจศาล จึงมีการยื่นคําร้องขอให้ศาลสั่งให้แพทย์หยุดรักษา เพื่อปล่อยให้เขาตายไป หรือเรียกว่า สิทธิที่จะตาย ซึ่งที่ผ่านมาได้ เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในสังคมไทยและในสังคมตะวันออกอื่นๆ คําว่า สิทธิที่จะตาย ไม่มีการกล่าวถึงเพราะเราไม่มีกฎหมาย ลงโทษผู้ที่ฆ่าตัวตายแล้วไม่ตาย รวมทั้งไม่มีความผิดในการช่วยให้ผู้ใดผู้หนึ่งฆ่าตัวตาย (เว้นแต่ความผิดตาม ป.อาญา มาตรา ๒๙๓ ที่เป็นความผิดช่วยหรือยุยงเด็กอายุไม่เกินสิบหกปี หรือผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจว่า การกระทําของตนมีสภาพ หรือสาระสําคัญอย่างไร หรือไม่สามารถบังคับการกระทําของตนเองได้ ให้ฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้นหรือได้ มีการพยายามฆ่าตนเอง จึงเป็นความผิดตามมาตรานี้ ดังนั้นในสังคมไทยและสังคมอื่นในแถบตะวันออก การฆ่าตัวตาย จึง เป็น เสรีภ าพมากกว่า ที่จ ะเป็น สิท ธิก ารปฏิเ สธการรัก ษาด้ว ยเทคโนโลยี ส มัย ใหม่เ พื่อต้อ งการให้เ ขาตายตาม ธรรมชาติ ใน พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ “มาตรา ๑๒ บุคคลมีสิทธิทําหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อ ยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดําเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิใ ห้ถือว่า การกระทํานั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง” ข้อความในมาตราข้างต้นนี้ ก็ควรตีความให้เข้าใจง่ายๆว่า ใครๆ ก็มีสิทธิทําหนังสือปฏิเสธการรับบริการ สาธารณสุขใดๆ ก็ได้ (ไม่จําเป็นจะต้องเป็นผู้ป่วยใกล้ตายหรือผู้ป่วยในวาระสุดท้ายเท่านั้น) โดยที่เขาเห็นว่าจะทําให้เขา ตายได้ตามธรรมชาติอย่างมีสุขภาวะหรือจะเรียกว่าเป็นการตายโดยสงบหรือตายดี และคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามเจตนาของ บุคคลที่ทําหนังสือตามวรรคแรกให้ไม่ต้องรับผิดใดๆ

พบกันใหมฉบับหนา...

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

21


ตองแลกกัน (ไดอยาง..ก็ตอ งเสียอยาง..) ชวงสองสามปที่ผานมา กรมการพัฒนาชุมชนของเรา ไดรับอนุมัติจาก อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยใหมีการปรับปรุงตําแหนง เพื่อสรางความกาวหนาในอาชีพมากพอสมควรนะครับ อาทิ ปรับปรุงตําแหนงพัฒนาการอําเภอ เปนระดับชํานาญการพิเศษ 136 ตําแหนง ปรับปรุงตําแหนงผูตรวจราชการกรม เพิ่มขึ้นจาก 9 เปน 12 ตําแหนง ปรับปรุงตําแหนงพัฒนาการจังหวัด เปนประเภทอํานวยการระดับสูง 28 ตําแหนง แตอยางวาแหละครับไมมีอะไรที่ไดมาเปลาๆ เมื่อปรับปรุงตําแหนงใหเปนระดับสูงขึ้น ก็จําเปนตองแลกกับการนําตําแหนงอื่นๆ มายุบ เลิกเพื่อใหครอบคลุมคาใชจายดานบุคคลที่เพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงตําแหนงนั้นๆ ซึ่งเปนไปตามหลักเกณฑและเงื่อนไขที่ ก.พ. กําหนดไว โดยใน การปรับปรุงตําแหนงขางตนตองนําตําแหนงเจาพนักงานพัฒนาชุมชนมาใชยุบเลิกทั้งสิ้น เปนจํานวนถึง 104 ตําแหนง จะเห็นวาเราตองสูญเสียตําแหนงผูปฏิบัติงานจํานวนมากเพื่อแลกกับการสรางความกาวหนาในอาชีพขาราชการของกรมฯ การดําเนินการในแตละครั้งจึงตองพิจารณาดวยความรอบคอบใหเกิดความเหมาะสมและคุมคาจริงๆ เพื่อไมใหเปนอุปสรรคตอ ประสิทธิภาพประสิทธิผลในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ หรือกลายเปนองคกรที่มีลักษณะหัวโตขาลีบ คือมีแต คนสั่งการจํานวน มาก แตขาดแคลนผูปฏิบัติงาน ในการคํานวณเพื่อหาจํานวนตําแหนงที่ตองยุบเลิกนั้น ก.พ. จะมีตารางกําหนดคาเงินของตําแหนง (ตอ 1 ตําแหนง) ในแตละ ประเภทและระดับตําแหนงเอาไว เรียกวาคาตอบแทนเฉลี่ยของตําแหนง ดังตารางขางลางนี้

วิธีการคํานวณตองหาสวนตางของคาตอบแทนเฉลี่ยตอ 1 ตําแหนงกอน โดยเอาคาตอบแทนเฉลี่ยในระดับที่ตองการปรับปรุงไปเปน ระดับนั้นเปนตัวตั้ง แลวลบดวยคาตอบแทนเฉลี่ยในระดับที่เปนอยูในปจจุบัน เชน ตองการปรับจากประเภทอํานวยการระดับตน เปนระดับสูง ก็ดูตารางในชองรวมตรงอํานวยการระดับสูง จะเห็นวามีคาตอบแทนเฉลี่ย = 79,240 บาท และระดับตน = 60,810 บาท มีสวนตาง = 18,430 บาท สมมุติเราตองการปรับปรุงตําแหนง 28 ตําแหนง ก็เอา 28 ไปคูณกับสวนตางตอ 1 ตําแหนง จะได 28 x 18,430 = 516,040 บาท (ซึ่งก็คือ คาใชจายดานบุคคลที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง) จากนั้นไปดูคาตอบแทนเฉลี่ยในตําแหนงที่จะนํามายุบเลิก (ยุบรวมกัน) เพื่อใหครอบคลุมคาใชจายดาน บุคคลที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง ก.พ. กําหนดใหเอาคาตอบแทนเฉลี่ยในระดับสูงสุดของตําแหนงที่จะนํามายุบเลิกมาใชคํานวณ ดังนั้น หากนําตําแหนง เจาพนักงานพัฒนาชุมชน มาใชยุบ ก็จะคิดในระดับชํานาญงาน (เพราะเปนระดับควบที่สามารถเติบโตจากระดับปฏิบัติงานถึงระดับชํานาญงาน) ซึ่งมีคาตอบแทนเฉลี่ยของตําแหนง = 28,400 บาท เอาคาใชจายดานบุคคลที่เพิ่มขึ้น หารดวยคาตอบแทนเฉลี่ยระดับสูงสุดของ ตําแหนงที่นํามายุบเลิก คือเอา 516,040 หารดวย 28,400 จะได = 18.17 เศษทศนิยมใหปดขึ้นเปนจํานวนเต็ม เชนกรณีนี้จะปดเปน 19 นั่นคือ ตองนําตําแหนงมายุบเลิก จํานวน 19 ตําแหนง (เมื่อเราเอา 19 คูณ 28,400 จะได = 539,600 บาท ซึ่งครอบคลุม (คือมากกวาหรือเทากับ) คาใชจายดานบุคคลที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง) เมื่อเขาใจหลักคิดแลว ทานอาจใชสมการแทนคาตั้งเปนสูตรคิดคํานวณใหจํางายๆ ก็ไดครับ หวังวาคงจะ เขาใจกันมากขึ้นนะครับ แลวพบกันใหมฉบับหนา สวัสดีครับ. วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

22


บทบาทพัฒนาการจังหวัดในการขับเคลือ่ นคานิยมองคการ (นายทวีป บุตรโพธิ์ พัฒนาการจังหวัดศรีสะเกษ) สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ไดรับคัดเลือก จ า ก ก ร ม ก า ร พั ฒ น า ชุ ม ช น ใ ห เ ป น ห น ว ย ง า น ต น แ บ บ ในการขั บ เคลื่ อ นค า นิ ย มองค ก าร (ABC DEF) ในฐานะ พัฒนาการจังหวัด ตองทําอะไรบาง จึงทําใหสํานักงานไดรับการ คัดเลือกในป 2553 ในครั้งนี้ ผมตองยอมรับดวยความจริงวา ผมไมไดทําอะไรมาก หรือแทบจะไมตองทําอะไรเลย แตสิ่งที่ผมทําในบทบาทพัฒนาการจังหวัด คือ (1) ชี้เปาการทํางานของสํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ในฐานะหัวหนาหนวยงาน วางานที่เนนหนัก ที่จังหวัด คาดหวังกับ พช. คืออะไร และกรมฯ ตองการใหจังหวัดขับเคลื่อนงานอยางไรบาง (2) Empower เจาหนาที่ทกุ คน ใหทํางานอยางเต็มศักยภาพของเขาในบทบาทและภารกิจที่เขาไดรับมอบหมาย หรืองานในหนาตักของเขา (3) การพัฒนางาน/พัฒนาเจาหนาที่ เพื่อเสริมศักยภาพการทํางานของเขาในบริบทของจังหวัดและสํานักงาน พัฒนาชุมชนจังหวัด (4) ตัดสินใจหรือเลือกแนวทางที่ดีที่สุด เหมาะสมและสอดคลองกับสถานการณ ในกรณีท่หี วั หนากลุม/ พัฒนาการอําเภอไมสามารถตัดสินใจหรือเลือกแนวทางนั้นได (5) ปฏิบัติหนาที่ในฐานะหัวหนาหนวยงานของกรมฯ ในระดับจังหวัด (6) เปนตนแบบการทํางาน (Modeling) ทั้งในเรื่องงาน และในเรื่องสวนตัว

จุดเริ่มตน คานิยมองคการในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ ทีมนักวิชาการและพัฒนากร ไปรวมรับนโยบายจากกรมฯ ที่ศูนยศึกษาฯ ผมไดเชิญประชุมหารือ และทุกคนมีความเห็นรวมกันที่จะขับเคลื่อนคานิยมองคการ จึงไดรวมกันจัดทําแผนการ ขับเคลื่อนฯ

การขับเคลื่อน หลักการสําคัญของการขับเคลื่อนคานิยมองคการคือทุกคนตองเห็นความสําคัญ และปฏิบัติตามแผนงาน ที่กําหนดไวดวยใจ การขับเคลื่อนคานิยมองคการจะสงผลตอการปฏิบัติตามคํารับรองการปฏิบัติราชการดวย ดังนั้น หากองคกรใดขับเคลื่อนคานิยมองคการ ผลการปฏิบัติงานขององคกรนั้นก็จะมีผลความสําเร็จดวย พัฒนาการจังหวัด ตองคอยเปนกําลังใจ และเปนสวนหนึ่งขององคกรในการขับเคลื่อนดวย วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

23


ความคิดสรางสรรค การ Empower เจาหนาที่ จะทําใหทุกคนสามารถสรางสรรคงานดีๆ ใหแกองคกรได ความคิดริเริ่มในงาน พัฒนาชุมชนที่เกิดขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษเกือบทุกเรื่อง ไมใชความคิดริเริ่มสรางสรรคของพัฒนาการจังหวัด แตเปน ความคิดสรางสรรคของนักวิชาการ พัฒนาการอําเภอ และพัฒนากร พัฒนาการจังหวัดมีหนาที่นําความคิดสรางสรรคที่ ดีๆ เหลานั้น มาขับเคลื่อนองคกรใหเห็นผลเปนรูปธรรม ทั้งหมดนี้คือสิ่งเล็กๆ ที่จังหวัดศรีสะเกษอยากจะแลกเปลี่ยนกับทุกทาน เพื่อเปนตัวอยางการขับเคลื่อนองคกร และจะตอยอดการขับเคลื่อนคานิยมองคการใหมากขึ้น เพื่อใหองคกรพัฒนาชุมชนของเรา เปนองคกรแหงการเรียนรู และสรางสรรคสิ่งใหม ๆ ใหกับองคกรและสังคมตอไป ...พบกันใหมฉบับหนาคะ..

.

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

24


เบิ่ง “บานโคก” บโศกใจ โดย..สามารถ เมฆกลอม

อุตรดิตถ •เมืองอุตรดิตถ อดีตวา นามพารา “ทาเหนือ” เมื่อกอนเกา เกาอําเภอ เกาตะวัน สัมพันธเฮา ชายแดนลาว แดนภูเขา “บานโคก” นาม บานโคก •รอยเจ็ดสิบกวากิโลกจากตัวเมือง นามลือเลื่องเมืองหนาว-แดนมะขาม หวานกลมกลอมลือชือ่ ทุกมื้อยาม ภาษางามเฉพาะถิ่นดินแดนไกล 4 ตําบล 28 หมูบาน •มวงเจ็ดตน บานโคก และนาขุม อีกบอเบี้ย ชุมนุม ชุมชนใหญ ทิวเขาเขินเนินปาพนาไพร กั้นระวางหวางไวเปนขอบคัน แหลงทองเทีย่ ว •ชองภูดู ชองผอนปรน ชองการคา ชาวประชา ลาว-ไทย ไมปดกั้น ชองหวยตาง ชองหมาหลง คงสัมพันธ คงยึดมั่นเฮานี้ลวนพี่นอง •“เจาปูตาหมวกดํา” ชวยค้าํ จุน

ผูนําหนุนแดนบุรีมีเกียรติกอง ชวยคุมครองผองภัยดวยหมอกทอง เปนหมวกปองหมวกพิทักษรักษประชา

OTOP ผาและเหลา •บานโคกมีของดีที่ขอฝาก โอทอปจากผาทอสวยสงา ผาลาดขิด ผามัดหมี่ สีสดตา ผาขาวมา ผาไทลื้อ ฝมือไทย

•อยูแดนไกลไมเหงา “เหลาโอทอป”

ไรแสงสีประกอบอยางสดใส พอเพียง-ธรรมชาติพิลาสพิไล ดุจชนใจใสสดหมดมัวซัว

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

•เยือนบานโคกสักมื้อถือบุญหลาย

ไดเยีย่ มกราย “สบายดี” มีชัยทั่ว เปบลาบลิ่นลาบแลนแสนสุขตัว ซด “เบยลาว” แกลมอึ่งคั่ว...มวนซื่นเอย. 25


ภาพกิจกรรม

นายประภาศ บุญยินดี

อธิบดี กรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยรองอธิบดี กรมการพัฒนาชุมชน (นางกอบแก้ว จันทร์ดี นายพิสันติ์ ประทานชวโน นายนิสิต จันทร์สมวงศ์) และผู้บริหารกรมฯ เยี่ยมชม กลุ่มอาชีพ OTOP มีดอรัญญิก “จากสนาม รบสู่สํารับกับข้าว” ณ หมู่ที่ 6, 7 ต.ท่าช้าง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี.. ดร.ธั ช ฤทธิ์ ปนารั ก ษ์ พั ฒ นาการจั ง หวั ด พระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ

นางกอบแก้ว จันทร์ดี รองอธิบดี

กรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธาน เปิดการอบรมเตรียมความพร้อม ให้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนของ จังหวัดผู้รับผิดชอบการจัดรายการ วิทยุ ตามโครงการสนับสนุนการ ดําเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ แก่หน่วยงานภูมิภาค โดยมี.. นายชัยยา ขําสะอาด ผู้อํานวยการ กองประชาสัมพันธ์ กล่าวรายงาน ณ สํานักหอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล จ.นครปฐม

นายพิสันต ประทานชวโน รองอธิบดี กรมการพัฒนาชุมชน ออกรายการแหลงขาวเชานี้ ทางสถานีโทรทัศน NBT สุราษฎรธานี เรื่อง 6 มีนาคม วันกอตั้งกลุมออมทรัพยเพื่อการผลิต พรอมอานสารอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ เปนประธาน “เปดงาน 6 มีนาคม วันกอตั้งกลุม ออมทรัพยเพื่อการผลิต และ 6-8 มีนาคม สัปดาห รณรงคการประหยัดและการออม” พรอมดวย นายเสง สิงหโตทอง ผูอํานวยการสํานักพัฒนาทุน และองคกรการเงินชุมชน มอบนโยบายการดําเนินงาน กลุมออมทรัพยเพื่อการผลิต ณ โรงแรมสยามธานี อ.เมือง จ.สุราษฎรธานี วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

26


ภาพกิจกรรม

นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และนายสินชัย ถนอมสิน ผู้ตรวจราชการกรม

ร่วมพิธีเปิด “โครงการลงแขกฟื้นฟูเยียวยาชุมชน” พร้อมเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ของอําเภอ 16 อําเภอ ของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และให้กําลังใจกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสินค้า OTOP โดยมี..ดร.ธัชฤทธิ์ ปนารักษ์ พัฒนาการจังหวัด และข้าราชการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับ

นายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานเฉลิมฉลอง ความสําเร็จงานพัฒนาชุมชนของ จ.กาญจนบุรี ในโอกาส ครบรอบ ๕๐ ปี การก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน โดยมี.. ชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และนายพงษ์นรินทร์ อัครเศรณี ผู้ตรวจราชกรมเขตที่ 4 นายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ให้การต้อนรับ ณ โรงแรม ราชศุภนิมิตร อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

นายประภาศ บุ ญ ยิ น ดี

อธิ บ ดี ก รมการพั ฒ นาชุ ม ชน พร้ อ มผู้ บ ริ ห ารกรมฯ ประชุ ม ม อ บ น โ ย บ า ย แ ล ะ เ พิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพการขั บ เคลื่ อ น ยุ ท ธศาสตร์ ก รมการพั ฒ นา ชุมชน ประจําปี 2555 โดยมี.. ดร.ธัชฤทธิ์ ปนารักษ์ พัฒนาการ จั ง ห วั ด ใ ห��� ก า ร ต้ อ น รั บ ณ โ ร ง แ ร ม ว ร บุ รี อ โ ย ธ ย า ค อ น เ ว น ชั่ น รี ส อ ร์ ท จ.พระนครศรีอยุธยา วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

27


ภาพกิจกรรม

สมเด็จ พระเทพรั ตนราชสุ ดา สยามบรม ราชกุ ม ารี เสด็ จ ทอดพระเนตรผลิ ต ภั ณ ฑ์ ชุมชน ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จั ง หวั ด พิ ษ ณุ โ ลก เพื่ อ คั ด เลื อ กสิ น ค้ า ไป จําหน่ายร้านภูฟ้า โดยมี..นางสุรวี วงศ์ใฝ พั ฒ นาการจั ง หวั ด พิ ษ ณุ โ ลก นางศรี พั น ธุ์ พุทธรักษ์ คณะข้าราชการ และเครือข่าย OTOP ถวายรายงานและรับเสด็จ

นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้ อ มด้ ว ย นายสมชาย วิ ทย์ ดํ า รงค์ ผู้ อํ า นวยการสํ า นั ก เสริ ม สร้ า งความเข้ ม แข็ ง ชุ ม ชน และผู้ บ ริ ห ารของ กรมการพั ฒ นาชุ ม ชน นํ า คณะสื่ อ มวลชน เยี่ ย มชม กิจกรรมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ บ้านทับสวาย อํ า เภอห้ ว ยแถลง หมู่ บ้ า นท่ อ งเที่ ย วเส้ น ทางสายไหม เชิ ง วั ฒ นธรรมบ้ า นดู่ อํ า เภอปั ก ธงชั ย และศู น ย์ เ รี ย นรู้ ด่ า นเกวี ยน อํ า เภอโชคชั ย จั ง หวั ด นครราชสี ม า โดยมี . . น า ย ช ว น ศิ ริ นั น ท์ พ ร ผู้ ว่ า ร า ช ก า ร จั ง ห วั ด แ ล ะ น า ง ส า ว ส า ย พิ รุ ณ น้ อ ย ศิ ริ พั ฒ น า ก า ร จั ง ห วั ด ให้การต้อนรับ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

28


ภาพกิจกรรม

นายประภาศ บุ ญ ยิ น ดี อธิ บ ดี ก รมการพั ฒ นาชุ ม ชน และนายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมผู้บริหารกรมฯ ร่วมกิจกรรมโครงการลงแขกฟื้นฟูชุมชน “ซอแรงท่าข้าม เดินตามรอยพ่อ” ณ วัดท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมี . ...นายสวั ส ดิ์ มี แ ต้ ม พั ฒ นาการ จังหวัดสงขลา ให้การต้อนรับ

นายประภาศ บุญ ยิน ดี อธิบ ดี

กรมการพั ฒ นาชุ ม ชน พร้ อ มด้ ว ย นายนิ สิ ต จั น ทร์ ส มวงศ์ รองอธิ บ ดี กรมการพั ฒ นาชุ ม ชน และผู้ บ ริ ห าร ป ร ะ ชุ ม ม อ บ น โ ย บ า ย แ ล ะ เ พิ่ ม ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ กรมการพัฒนาชุมชน ประจําปี ๒๕๕๕ และเปิ ด ศู น ย์ ป ระสานงานองค์ ก าร ชุมชนจังหวัด (ศอช.จ) ยะลา โดยมี... นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด แ ล ะ น า ย อ ภิ เ ช ษ ฐ์ สิ ง ห์ แ ก้ ว พัฒนาการจังหวัดยะลา ให้การต้อนรับ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

29


การบริหารยุทธศาสตร์ ดร.สรฤทธ จันสุข

มี ห ลายคนได้ พู ด คุ ย กั บ ผมว่ า การบริ ห ารเชิ ง ยุ ท ธศาสตร์ ห รื อ การจั ด การเชิ ง ยุ ท ธศาสตร์ (Strategic management) นั้น สํานักโน้นก็ว่าไปอย่างโน้น สํานักนี้ก็ว่าไปอย่างนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่ มีกี่ขั้นตอน ในการทํางาน เทคนิคการปฏิบัติมีหรือไม่ หากจะให้ตอบกันแบบละเอียดก็คงต้องเขียนกันอีกหลายตอนกว่าจะเข้าใจ ทั้งระบบ ดังนั้นหากสนใจประเด็นใดเป็นพิเศษก็แจ้งให้สํานักงานวารสารพัฒนาชุมชนทราบ เพื่อจะได้นํามาตีพิมพ์ เผยแพร่ให้ก่อน การบริหารเชิงยุทธศาสตร์ การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ การจัดการเชิงกลยุทธ์ จะใช้คําไหนก็แล้วแต่ ความหมาย โดยสรุ ป ก็ คื อ “การดํ า เนิ น การเพื่ อ ขั บ เคลื่ อ นองค์ ก ารไปสู่ เ ป้ า หมายในอนาคตที่ ไ ด้ กํ า หนดไว้ ล่ ว งหน้ า อย่ า งมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล” เมื่อเราวิเคราะห์ความหมายดังกล่าวสามารถกําหนดคําสําคัญได้ดังนี้ การกําหนดเป้าหมายในอนาคต หรือการวางแผนยุทธศาสตร์นั่นเอง เราคงเดินไปอย่างไม่มีจุดหมาย อย่างแน่นอนหากไม่ได้วางแผนไว้ก่อน เราคงไม่มีความพยายามที่จะทําอะไรอย่างจริงจังหากการกระทํานั้นไม่รู้ว่าจะทําไป เพื่ออะไร เราคงต้องตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือค้นคว้าหาความรู้อย่างมากหากเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าสอบครั้งต่อไปจะต้องมี ชื่ออยู่อันดับต้นๆ ดังนั้น การกําหนดเป้าหมายจึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ก่อนที่จะ วางแผนยุทธศาสตร์ คงต้องวิเคราะห์ สภาวะแวดล้อมภายนอก ภายใน อดีต อนาคต อย่างถี่ถ้วนและจริงจัง หากการ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมไม่ครอบคลุมสมบูรณ์ โอกาสที่จะทําให้การกําหนดเป้าหมายผิดพลาดมีมาก เทคนิคที่องค์การ ส่วนใหญ่ใช้ก็คือ SWOT Analysis, Scenario Analysis, PESTLE เป็นต้น การดําเนินงานขับเคลื่อนองค์การ ผู้บริหารคงไม่อยากได้ยินคําว่า แพลนนิ่ง เพราะนั่นคือความ ล้มเหลวของการบริหารแผนยุทธศาสตร์ที่วางแผนแล้วไม่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งการดําเนินงานดังกล่าวเป็นการ แปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติที่จะต้องกําหนดรายละเอียดของแผนงาน โครงการ กิจกรรม งบประมาณ ระเบียบวิธี ปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมกับจัดสรรทรัพยากรขององค์การลงไปสู่ผู้ปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม นําผลงานออกไปสู่สาธารณชน ด้วยรูปแบบ วิธีการ ที่ได้กําหนดไว้แล้ว การควบคุมการดําเนินงาน เป็นการติดตาม การประเมินผล เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานที่ เกิดขึ้นจริงกับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหรือตัวชี้วัด ที่ได้วางไว้ว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ จะได้หาวิธ๊การปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายได้ทันการณ์ ซึ่งการควบคุมการดําเนินงานดังกล่าวจะต้องทําให้ผลงานมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล แต่หลายครั้งเราก็ยังสับสนกับคําสองคํานี้ว่ามันคืออะไรแท้จริง ประสิทธิภาพ เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดผลการดําเนินงานโดยพิจารณาจากทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิบัติการ ทั้งงบประมาณ บุคลากร เวลา โอกาส เครื่องมือ เป็นต้น นําไปเปรียบเทียบกับผลงานที่เกิดขึ้นว่าคุ้มค่าหรือไม่กับต้นทุนที่ ลงไป โครงการสําคัญๆ ที่ใช้งบประมาณจํานวนมากจึงมี การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของต้นทุน ก่อนดําเนินโครงการ โดย การวัดประสิทธิภาพจะมุ่งเน้นที่การประหยัดทรัพยากรที่ใช้ในโครงการเป็นสําคัญ เขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ ประสิทธิภาพ =

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

ตนทุนทั้งหมด ผลผลิตที่ไดรับ

30


ประสิทธิผล เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดผลงานที่เกิดขึ้นนําไปเปรียบเทียบกับผลผลิตที่วางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่า ผลผลิตที่ได้รับนั้นมีคุณภาพอย่างไร จะสังเกตง่ายๆ ว่าทุกโครงการกิจกรรมที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ดําเนิน โครงการจะมีตัวชี้วัดกํากับโครงการเพื่อดูว่าผลลัพธ์เป็นไปตามแผนหรือไม่ เขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ ประสิทธิผล =

ผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง ผลผลิตที่ไดวางแผนไว

แต่อย่างไรก็ดี การบริหารเชิงยุทธศาสตร์ของกรมการพัฒนาชุมชนได้ดําเนินการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ตามแนว ทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) หมวด ๒ ซึ่งปัจจุบันนี้การบริหารเชิงยุทธศาสตร์นับวันยิ่งมี ความสําคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะช่วยให้องค์การกําหนดทิศทางหรือภารกิจหลักในอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถ สร้างความโดดเด่นหรือความเป็นเลิศได้ ผู้ปฏิบัติงานรู้เป้าหมายของการทํางานเพื่อร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้ องค์การได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมการทํางานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น องค์การสามารถคาดคะเนถึงปัญหาในอนาคต และ การเปลี่ ย นแปลงรู ป แบบการทํ า งาน และยั ง ช่ ว ยให้ ผู้ บ ริ ห ารระดั บ สู ง มี วิ สั ย ทั ศ น์ ที่ ก ว้ า งขวางขึ้ น สามารถตั ด สิ น ใจ ดําเนินงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติได้อย่างดี

..พบกันใหม่ฉบับหน้า..

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

31


..ต่อจากฉบับที่แล้ว.. ฉบับที่แล้ว..เราได้พูดถึงความเป็นมาของอาเซียนและนโยบายการดําเนินงานของอาเซียนกันแล้วนะค่ะ ส่วนใน ฉบับนี้เราจะกล่าวถึงหน่วยงานที่ทําหน้าที่ในการประสานงานและติดตามผลการดําเนินงานของอาเซียนกันนะค่ะ

หน่วยงานที่ทําหน้าที่ในการประสานงาน หน่วยงานที่ทําหน้าที่ในการประสานงาน และติดตามผลการดําเนินงานของอาเซียน ประกอบด้วย สํานัก เลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่าง ประเทศสมาชิก โดยมีเลขาธิการอาเซียน (Secretary-General of ASEAN) เป็นหัวหน้าสํานักงาน ดํารงตําแหน่งคราวละ ๕ ปี และสํานักงานอาเซียนแห่งชาติ หรือ ASEAN National Secretariat เป็นหน่วยงานระดับกรมในกระทรวง การต่ า งประเทศของประเทศสมาชิ ก อาเซี ย น มี ห น้ า ที่ ป ระสานกิ จ การอาเซี ย นในประเทศนั้ น และติ ด ตามผล การดํ า เนิ น งาน สํ า หรั บ ประเทศไทยหน่ ว ยงานที่ รั บ ผิ ด ชอบ คื อ กรมอาเซี ย น กระทรวงการต่ า งประเทศ และ คณะกรรมการผู้แทนถาวรประจําอาเซียน (Committee of Permanent Representative-CPR)

ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community: AC) ผู้นําอาเซียน ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน ฉบับที่ ๒ (Declaration of ASEAN Concord II หรือ Bali Concord II) เพื่อประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี ๒๕๖๓ (ค.ศ. ๒๐๒๐) โดยสนับสนุนการรวมตัวและความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยในด้านการเมืองให้จัดตั้ง “ประชาคมการเมืองความ มั่นคงอาเซียน” หรือ ASEAN Political Security Community (APSC), ด้านเศรษฐกิจให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน” หรือ ASEAN Economic Community (AEC) และด้านสังคมและวัฒนธรรมให้จัดตั้ง “ประชาคมสังคมและ วัฒนธรรมอาเซียน” หรือ ASEAN Socio-Cultural Community (ASCC) โดยมี กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) เป็นกรอบพื้นฐาน ทางกฎหมายรองรับ ซึ่งจะสร้างกฎเกณฑ์สําหรับองค์กรอาเซียนให้สมาชิก มีพันธกิจที่จะต้องปฏิบัติตาม (Legal Binding) ต่อมา ผู้นําอาเซียนได้เห็นชอบให้เร่งรัดการเป็นประชาคม อาเซี ย นให้ เ ร็ ว ขึ้ น กว่ า เดิ ม อี ก ๕ ปี เป็ น ปี ๒๕๕๘ และในระหว่ า ง การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๑๔ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี ๒๕๕๒ ผู้นําอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาชะอําหัวหิน ว่าด้วยแผนงาน สําหรับประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๘ ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community: AC) ประกอบด้วย ๓ เสาหลัก คือ ประชาคมความมั่นคง อาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ๑. ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community: APSC) อาเซี ย นมุ่ ง ส่ ง เสริ ม ความร่ ว มมื อ ในด้ า นการเมื อ งและความมั่ น คงเพื่ อ เสริ ม สร้ า งและธํ า รงไว้ ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และ สามารถแก้ ไ ขปั ญ หา และความขั ด แย้ ง โดยสั น ติ วิ ธี เพื่ อ รองรั บ การเป็ น ประชาคมการเมื อ งและความมั่ น คง อาเซี ย นได้ จั ด ทํ า แผนงาน การจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community Blueprint) โดยเน้น ๓ ประการ คือ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

32


๑.๑ การมีกฎเกณฑ์และค่านิยมร่วมกัน ครอบคลุมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะร่วมกันทํา เพื่อสร้างความ เข้าใจในระบบสังคม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างของประเทศสมาชิก ส่งเสริมพัฒนาการทางการเมืองไปใน ทิศทางเดียวกัน เช่น หลักการประชาธิปไตย การส่งเสริมและคุม้ ครองสิทธิมนุษยชน การสนับสนุนการมีส่วนร่มของภาค ประชาสังคม การต่อต้านการทุจริต การส่งเสริมหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล ๑.๒ ส่งเสริมความสงบสุขและรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาความมั่นคงสําหรับประชาชนที่ครอบคลุม ในทุกด้าน ครอบคลุมความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมัน่ คงในรูปแบบเดิม ซึ่งหมายถึงมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และการระงับข้อพิพาทโดยสันติ เพื่อป้องกันสงครามและให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่ด้วยกันโดยสงบสุขและไม่มีความ หวาดระแวง นอกจากนี้ ยังขยายความร่วมมือเพื่อต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและจัดการภัยพิบัติและ ภัยธรรมชาติ ๑.๓ การมีพลวัตและปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก กําหนดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน ในความร่ว มมื อ ระดั บภู มิภ าค เช่น กรอบ ASEAN+๓ กับ จีน ญี่ ปุ่น สารณรั ฐ เกาหลี และการประชุม สุด ยอดเอเชี ย ตะวันออก ตลอดจนความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับมิตรประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ๒. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) อาเซียนจะรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี ๒๕๕๘ อาเซียนได้จัดทํา แผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint) ซึ่งเป็นแผนงานบูรณาการ การดําเนินงานในด้านเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ๔ ด้าน คือ ๒.๑ การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Single Production Base) โดยจะ มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินลงทุน และแรงงานฝีมอื อย่างเสรีมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรสินค้า บริการได้อย่างหลากหลายภายในภูมิภาค และสามารถเดินทางในอาเซียนได้อย่างสะดวกและเสรีมากยิ่งขึ้น (Free flows of goods, services, investment, and skilled labors, and free flow of capital) รวมทั้งการส่งเสริมการรวมกลุ่ม สาขาสําคัญของอาเซียนให้เป็นรูปธรรม โดยได้กําหนดเวลาที่จะลดหรือยกเลิกอุปสรรคระหว่างกันเป็นระยะ ทั้งนี้กําหนด ให้ลดภาษีสินค้าเป็น 0% และลดหรือเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี เปิดเสรีการลงทุน และเปิดตลาดภาคบริการทั้งหมดภายใน ปี ๒๕๕๘ และซึ่งนับเป็นความท้าทายที่สําคัญของอาเซียนที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจ และช่วยกันนําพาอาเซียนไปสู่เป้าหมาย ๒.๒ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียนโดยให้ความสําคัญกับประเด็น ด้านนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (การเงิน การขนส่ง เทคโนโลยี สารสนเทศ และพลังงาน) ๒.๓ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ให้มีการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการเสริมสร้างขีดความสามารถผ่านโครงการต่างๆ เช่น ข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration-IAI) เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก ๒.๔ การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศ ภายนอกภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนมีท่าทีร่วมกันอย่างชัดเจน เช่น การจัดทําเขตการค้าเสรีของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายในด้านการผลิต/จําหน่ายภายในภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ๓. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community) อาเซียนมุ่งหวังประโยชน์จากการรวมตัวเพื่อทําให้ประชาชนมีการอยู่ดีกินดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสิ่งแวดล้อมทีด่ ี และมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยมีความร่วมมือเฉพาะด้าน (Functional Cooperation) ภายใต้ สังคมและวัฒนธรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่ เยาวชน การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิทธิมนุษยชน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สตรี แรงงาน การขจัดความยากจน สวัสดิการสังคมและการพัฒนา วัฒนธรรมและสารนิเทศ กิจการพลเรือน การตรวจคนเข้าเมืองและกงสุล ยาเสพติด และการจัดการภัยพิบัติ สิทธิมนุษยชน วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

33


โดยมีคณะทํางานอาเซียนรับผิดชอบการดําเนินความร่วมมือในแต่ละด้าน อาเซียนได้ตั้งเป้าหมายเป็นประชาคมสังคมและ วัฒนธรรมอาเซียนในปี๒๕๕๘ โดยมุ่งหวังเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์อาเซียน (ASEAN Identity) เพื่อรองรับ การเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน อาเซียนได้จัดทําแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรม อาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือ ๖ ด้าน ได้แก่ ๓.๑ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Development) ๓.๒ การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection) ๓.๓ สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights) ๓.๔ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ๓.๕ การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building an ASEAN Identity) ๓.๖ การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap) โดยมีกลไก การดําเนินงาน ได้แก่ การประชุมรายสาขาระดับเจ้าหน้าอาวุโส (Senior Officials Meeting) และระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meeting) และคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Council) ..อ่านต่อฉบับหน้าค่ะ..

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

34


วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

35


วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

36


varasan_feb55