Page 1


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทาน ส.ค.ส.ปี พ.ศ. 2555 แก่ปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ส.ค.ส.พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในปีพุทธศักราช 2555 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฉลองพระองค์สากลสีเทาลายริ้วสีอ่อน ปกด้านซ้ายทรงประดับเข็มเครื่องหมาย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิที่พระราชทานกาเนิดและทรงดารงตาแหน่งพระบรมราชูปถัมภก ทรงผูกเนคไทสี แดงลวดลาย สีทอง เข้าชุดกับผ้าปักพระกระเป๋า ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ประทับบนเก้าอี้ ด้านข้างพระเก้าอี้ที่ประทับทั้งสองข้างมีโต๊ะกลม โต๊ะด้านขวาวางแจกันขนาดเล็กปักดอกไม้หลากสี ทรงฉายร่วมกับสุนัขทรงเลี้ยง คือ คุณทองแดงที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาท หน้าพระเก้าอี้ด้านซ้าย ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับตกแต่งเป็นสวนดอกไม้ประดับ ด้านซ้ายมีระแนงไม้สีขาว ประดับอักษรชมพู ข้อความ ภาษาไทยว่า สวัสดีปีใหม่ และข้อความภาษาอังกฤษ ว่า ด้านขวามีต้นสนประดับเครื่องตกแต่ง ฉากหลัง เป็นผ้าม่าน สีเทาอ่อน ด้านซ้ายบน มีตราพระมาหพิชัยมงกุฎประดับ ส่วนด้านขวามีผอบทองประดับ ตรงกลาง ส.ค.ส. ด้านขวา มีข้อความจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ซึ่งเป็นคาตอบที่พระมหาชนกทรง ตอบนางมณีเมขลาว่า "ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่าย อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร โภคะทั้งหลาย มิได้สาเร็จ ด้วยเพียงคิดเท่านั้น" ทรงเตือนสติให้คนไทยทั้งหลายมีความเพียร เช่นเดียวกับพระมหาชนก ที่ทรงอดทนว่ายน้า ในมหาสมุทรด้วยความเพียร จนรอดชีวิต ประโยชน์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจาการกระทา ไม่ได้เกิดจากแค่เพียง ความคิด ตรงกลาง ส.ค.ส. ด้านซ้าย มีข้อความภาษาไทยพิมพ์ด้วยสีชมพูขอบสีเหลืองว่า ขอจงมีความสุขความเจริญ 2555 และข้อความภาษาอังกฤษพิมพ์ด้วยสีแดงขอบสีเหลืองว่า Happy New Year 2012 ด้านล่างของ ส.ค.ส. มีข้อความเป็นตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีน้าเงินว่า ขอจงมีความสุข ความเจริญ มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส. 9 ปรุง 185029 ธค.54 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร , ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvarnnachad publishing, D Bramaputra , Publisher กรอบของ ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกันด้านละ 3 แถว ส่วนด้านบนและด้านล่าง เรียงกันด้านละ 2 แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม ~๏ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ๏~

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

2


บก.ทักทาย

ชัยยา ขาสะอาด บรรณาธิการ

สวัสดีท่านผู้อ่านและสมาชิกวารสารพัฒนาชุมชนทุกท่านครับ.. สานักงานวารสารพัฒนาชุมชน ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การปรับเปลี่ยน รูปแบบวารสารพัฒนาชุมชนจากรูปเล่มเป็นวารสารพัฒนาชุมชน บก.ทักทาย อิเล็กทรอนิกส์ ( E-Book) เพื่อให้มีความเหมาะสมกับยุคสังคมออนไลน์ และให้หน่วยงานของรัฐ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

สามารถเข้าถึงวารสารพัฒนาชุมชนอย่างทั่วถึง รวมทั้งเป็นการลดภาวะโลกร้อนและลดภาระ ค่าใช้จ่ายของสมาชิก จึงได้ปฐมฤกษ์วารสารพัฒนา ชุมชนอิเล็กทรอนิกส์ฉบับเดือนมกราคม 2555 เป็นฉบับแรก ซึ่งยังคงเนื้อหา/สาระเหมือนเดิม หากมีข้อติ-ชม เสนอแนะมาได้ที่.. เบอร์ 0 2141 6271 ครับ...

สารบัญ บก.ทักทาย / สารบัญ แลหน้า..เหลียวหลัง

4

ความรู้คู่ชุมชน (KM)

8

เสน่ห์ชุมชน

11

เรื่องเล่าจากภาพ

13

กถาพัฒนากร

15

ท้องทุ่งแห่งความคิด

17

50 ปี กรมการพัฒนาชุมชน

19

หนึ่งวัน หนึ่งความคิด

21

หัวโค้ง

22

รู้ด้วยกันงาน กจ.

24

ค่านิยม ABC DEF ทําแล้วได้อะไร

25

วาทะเด่น

29

ภาพกิจกรรม

31

ถางทางสร้างสรรค์

33

ประธานกรรมการอานวยการ นายประภาศ บุญยินดี ที่ปรึกษา นางกอบแก้ว จันทร์ดี นายพิสันติ์ ประทานชวโน นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ปกิณกะ 35 บรรณาธิการที่ปรึกษา นางกอบแก้ว จันทร์ดี บรรณาธิการ นายชัยยา ขาสะอาด ผู้ช่วยบรรณาธิการ นางรักใจ กาญจนะวีระ กองบรรณาธิการ นางสาวชณัทสรณ์ โพธิปิ่น,นางเพียงจิต บุญโต,นางสาวเยาวนิจ กลั่นนุรักษ์,นายสรฤทธ จันสุข,นายบรรลือ พลับพลึง,นางสาวยอดขวัญ ว่านเครือ ฝ่ายศิลปกรรม นายพีระ คาศรีจันทร์ นายธนชล คูณสวัสดิ์ นางสาวศิริพร พรหมมา จัดทารูปเล่ม / ออกแบบปก นางสาวนวพร พิมพา นางสาวศิริพร พรหมมา นายอธิป มัจฉาเดช นางสาวกฤติยา สวัสดิ์เมือง กองประชาสัมพันธ์ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทร. 0 2141 6271, 0 2141 6328 โทรสาร 0 2143 8922

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

3


โดย...กระท่อมน้อย ๔ ป.

ตอนที่ 7 รักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับงานพัฒนาชุมชน*

หากจําได้.... วิสัยทัศน์ของกรมฯ ในช่วงปี 2541 – 2544 “เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาชุมชน ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน เพื่อให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจชุมชนดี และ สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ภารกิจ ๑ ใน ๙ คือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชน บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชุมชน ขณะนั้นมีฝูายพัฒนาสิ่งแวดล้อม กองพัฒนาอาสาสมัคร และผู้นําท้องถิ่น (ต่อมาเปลี่ยนเป็นสํานักส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชน) ได้นําหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ด้วย ความยั่งยืน ( Auto Didactic Learning for Sustainability : ALS) มาใช้ในประเทศไทยโดยศูนย์แห่งการพัฒนาและ สิ่งแวดล้อม ( Center for Development and Environment :CDE) สถาบันภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเบิรน์ ประเทศสวิสเซอรแลนด์ ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการที่ได้พัฒนาวิธีการฝึกอบรม เพื่อจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน สําหรับฝึกบุคลากรในระดับท้องถิ่นกับศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Regional Community for Training Centre : RECOFTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพด้าน การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนและบุคลากรที่ทํางานพัฒนา

ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้บูรณาการแนวคิดและหลักการพัฒนาชุมชนเข้ากับหลักการและวิธีการฝึกอบรม แบบมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appraisal : PRA) แล้วนําหลักสูตรนี้ไปทดลองใช้ในระดับชุมชนเป็น ครั้งแรกที่ตําบลสาริกา อําเภอเมืองฯ จังหวัดนครนายก เมื่อปี 2542 หลังจากนั้นได้ร่วมกันปรับปรุงหลักสูตร ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่และที่ทําการของกรมพัฒนาชุมชน ต่อมาในช่วงปี 2543 – 2544 ได้ทํา การทดสอบในระดับหมู่บ้านและตําบลในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี กระบี่ อุทัยธานี เพชรบูรณ์ และมหาสารคาม กรม การ พัฒนาชุมชน ได้อนุมัติงบประมาณโครงการฝึกอบรมผู้นําท้องถิ่นและอาสาสมัครด้านการจัดการ ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามกระบวนการเรียนรู้ด้วนตนเองอย่างยั่งยืน โครงการตามแผนพัฒนาจังหวัด ---------------------------*ต่อจากฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2553

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

4


ประจําปี 2544 และอนุมัติโครงการฝึกอบรมกระบวนการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ผู้นําเครือข่ายองค์กรชุมชนด้าน การจัดการทรัพยากรชุมชนตามโครงการตามแผนพัฒนาจังหวัดประจําปี 2546 ดําเนินการใน 75 จังหวัด ๆ ละ 1 จุด เป็นที่น่าเสียดายว่า....โครงการทั้ง 2 ได้ยุติไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ ความเข้าใจที่ว่าบทบาทด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชน ทั้งที่ ความเป็นจริงแล้วโครงการดังกล่าวเน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนแก่ผู้นําในชุมชน ในขณะที่ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรชุมชนเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจ หรือปัญหาเร่งด่วน ที่เกิดขึ้นในชุมชนที่ชุมชนต้องการจะเรียนรู้ในการบริหารจัดการร่วมกัน และในความเป็นจริงอีกเช่นกันที่ทุกคน ในโลกใบนี้ต้องมีสํานึกรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ในประเด็นนี้ นายสรรค์ชัย อินหว่าง อดีตรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งในขณะนั้นดํารงตําแหน่ง ผู้อํานวยการ กองพัฒนาอาสาสมัครและผู้นําท้องถิ่น และต่อมาเปลี่ยนเป็นสํานักส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชน ได้กล่าวไว้ว่า “การพัฒนาตนเองเพื่อนําไปสู่การพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ( ALS: Auto Didactic Learning for Sustainability) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ได้กับทุกกิจกรรมหรือทุกงานไม่เฉพาะแต่ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น...” “แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม..จุดประสงค์ของงานพัฒนาชุมชนในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชน บริหารจัดการการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ยังคงต้องดารงอยู่ในฐานะผู้ใช้ประโยชน์ ” ในตอนที่ทํางานเรื่องนี้ ได้เรียนรู้อะไรต่าง ๆ จากธรรมชาติ ผู้นําศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นําชุมชน กลุ่ม องค์กร เครือข่าย หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งปูาไม้ เกษตร ปศุสัตว์ ประมง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กศน. สถาบันการศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อบต.) NGOS โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพี่น้องพัฒนาชุมชน สิ่งหนึ่งที่ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ พูดถึง การเรียนรู้สู่การพึ่งตนเอง ก็คือ “การผ่าทางตัน หรือให้ก้าวพ้นจากหลุมพรางความไม่รู้” โดยชี้ให้เห็นถึงประสบการณ์ของชุมชนที่ประสบความสําเร็จในการพัฒนา ไปสู่ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ควรต้องพิจารณาใน 5 เรื่องนี้ 1. ความเป็นอิสระ ปลดพันธนาการสิ่งครอบงําทางความคิดเดิมๆ ของตัวเองออกไป 2. สร้างโอกาสและช่องทางแห่งการเรียนรู้ 3. สร้างเครื่องมือ วิธีการที่จะสร้างและสะสมความรู้ 4. ร่วมเรียนรู้ มีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ทุกรูปแบบ 5. จัดการความรู้ วิธีการที่จะนําความรู้ไปแก้ไขปัญหา โดยทําให้ความรู้ไม่หยุดนิ่ง “สิ่งสาคัญที่สุดในสังคมทุกวันนี้ คือ “ความรู้” การจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้จึงเป็นสิ่ง สาคัญที่สุด ไม่ใช่ทรัพยากร แรงงาน หรือ สิ่งของเงิน ทอง” วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

5


แต่อย่างไรก็ตาม งานพัฒนาชุมชนที่กรมฯ ดําเนินการมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ํา การส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน กิจกรรมวันพัฒนา ( 5 ธันวาคมของทุกปี) ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดของ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในทุกระดับ รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เป็นใน 1 ใน 10 กิจกรรมตามแนวทางการดําเนินงานของงานอาสาพัฒนาชุมชน ซึ่งได้กําหนดเป็นตัวชี้วัด ปี 2555 คือ “ร้อยละของ จํานวนผู้นํา อช. ที่สามารถบริหารจัดการชุมชนตามเกณฑ์ที่กําหนด” ในฐานะที่บ้านเราเป็นสังคมเกษตรกรรม สิ่งหนึ่งที่เป็นความงดงามของประเพณี วัฒนธรรมของสังคม เกษตรกรรมก็คือ “ การลงแขก” ในพจนานุกรมไทย –อังกฤษ คําว่า “ ลงแขก” หมายถึง “gathering for growing rice; getting the help of one's friends neighbors ; gathering to help at harvest time.” และมักใช้ในความหมาย ของ “getting the help of one's friend” “การลงแขก” เป็นวัฒนธรรมประเพณีแห่งความเอื้อเฟื้อและเกื้อกูลกัน ของสังคมในอดีตที่กําลังสูญหายเนื่องจากระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตราเป็นตัวกําหนด แต่ก็ยังมีหลายชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่แถบอีสานยังคงดํารงรักษาประเพณีนี้ไว้ บางที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น การลงแขก เก็บเกี่ยวข้าวแบบหมุนเวียนในกลุ่มเดียวกันและมอบค่าตอบแทนให้กันในราคาเดียวกัน ฯลฯ จะเห็นได้ว่า “การลงแขก” เป็นหลักการสร้างพันธะทางสังคมในการตอบแทนกัน (reciprocity) เป็นกลไก สร้างความร่วมมือ เพื่อทํากิจกรรมต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การแลกเปลี่ยน แรงงานแบบลงแขก การผลัดกัน ช่วยกันสร้างบ้านให้สมาชิกในชุมชน รวมถึงการระดมแรงงานเพื่อกิจกรรมส่วนรวมของชุมชน เป็นหลักการ ที่เน้นความเท่าเทียม เป็นบรรทัดฐานที่ถูกผลิตซ้ําเรื่อยมาจนกลายเป็นสถาบันสําคัญในชุมชน ถือเป็นการสร้าง หลักประกันความมั่นคงอีกทางหนึ่งของชีวิต (นางสาวประไพ ศิวะลีราวิลาศ. 2549 การพัฒนารูปแบบการศึกษา โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อพัฒนาทุนทางสังคม) ความไพเราะ กินใจ ของคําว่า “ลงแขก” ก็คือ น้ําจิต น้ําใจที่ผู้คนในสังคมมอบให้กันและกันในการที่จะ ช่วยเหลือกันด้านแรงงานทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สําเร็จโดยเร็วโดยไม่มีค่าจ้างตอบแทนมีเพียงน้ําใจเลี้ยงอาหารข้าว ปลาตามแต่จะหาได้ในท้องถิ่น หมุนเวียนกันไปจากครอบครัวหนึ่งสู่อีกครอบครัวหนึ่ง โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทุนทางสังคม) นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ให้ความสําคัญกับวัฒนธรรม ประเพณี การลงแขก เป็นอย่างมากและมักกล่าวถึงอยู่เสมอ พร้อมยกตัวอย่างงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คือ “การลงแขก” ในสมัยที่ ท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามนั้น ท่านได้มอบนโยบายให้ หมู่ที่ 5 ตําบลเหมืองใหม่ อําเภออัมพวา เป็นตําบลต้นแบบของกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม “ลงแขก ลงคลอง ” สัญจรทุกหมู่บ้าน ให้ทุกตําบล ทั้ง 33 ตําบลของจังหวัดสมุทรสงคราม นําเป็นแบบอย่างในการดําเนินงาน

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

6


กิจกรรมนี้ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการรวมพลังสร้างสามัคคี ปกปฺองวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีศูนย์ ประสานงานองค์การชุมชนตําบลเหมืองใหม่ อําเภออัมพวา เป็นแกนนําในการดําเนินงานโครงการฯ และจังหวัด สมุทรสงครามได้เสนอโครงการนี้เป็นโครงการตัวอย่างเข้ารับการประเมินผลการดําเนินการเปิดโอกาสให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการระดับจังหวัด ได้รับรางวัล “ความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมี ส่วนร่วม” ในระดับดีเยี่ยม ซึ่งเมื่อปี 2552 – 2553 จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับรางวัล “ความเป็นเลิศด้านการบริหาร ราชการแบบมีส่วนร่วม” ภาพและข้อมูลจาก...สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสมุทรสงคราม

...อ่านต่อฉบับหน้าค่ะ...

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

7


พัลลภ ตันจริยาภรณ์*

ผมได้มีโอกาสเป็น ผู้แทนกรมฯ ร่วมเป็น คณะกรรมการคัดเลือก ผลงานการบริหารจัดการโครงการพัฒนาแหล่งน้ําขนาดเล็กตามแนวพระราชดําริ ซึ่งสํานักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ(สํานักงาน กปร.) จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยจะคัดเลือก กลุ่มผู้ใช้น้ําที่บริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ําขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และมีการบริหารจัดการน้ําที่ดีสามารถเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ําอื่น ๆ ได้ มีผลงานเสนอเข้ารับการคัดเลือกจํานวน 53 ผลงานจาก 53 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็นภาคกลาง 13 ผลงาน/จังหวัด ภาคเหนือ 14 ผลงาน/จังหวัด ภาคใต้ 10 ผลงาน/จังหวัด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 ผลงาน/จังหวัด ดังนั้นจึงแบ่งคณะกรรมการเป็น 4 ชุด 4 ภาค เพื่อคัดเลือกผลงานของแต่ละภาค ผลงานใน ภาคกลางที่ผมต้องไปคัดเลือกมี 13 ผลงาน/จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ตราด สระแก้ว ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ดังนั้นความรู้ที่ได้ จากการไปคัดเลือกครั้งนี้จึงเป็นความรู้ที่ได้จากกลุ่มผู้ใช้น้า 5 กลุ่ม/จังหวัด

การบริหารจัดการโครงการพัฒนาแหล่งน้้าขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชด้าริ

ความรู้แรกที่ได้คือความรู้เกี่ยวกับกลุ่มผู้ใช้น้า ซึ่งเป็นกลุ่มของประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ําที่ กรมชลประทานสร้างขึ้นตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทําหน้าที่บริหารจัดการการใช้น้ํา โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานที่ดูแลโครงการ(แหล่งน้ํา) ได้แก่ การวางแผนการใช้น้ําดูแล รักษาสิ่งก่อสร้างที่เป็นส่วนประกอบของแหล่งน้ําที่สร้างขึ้นประสานงานกับเจ้าหน้าที่โครงการ ฯลฯ ซึ่งแตกต่าง จากกลุ่มที่ พช. เราส่งเสริมกันอยู่คือเป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประสานการทํางานระหว่างส่วนราชการกับชาวบ้าน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการจัดการการใช้น้ําที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและตรงกับความต้องการของผู้ใช้น้ํามากที่สุด กิจกรรมที่กลุ่มดําเนินการ ก็จะเป็นการประชุมปรึกษาหารือภายในกลุ่มเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของสมาชิกและจําเป็นต้องตัดสินใจ มีการวางแผนการใช้น้ํา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ่ายน้ําไปยังไร่นาการเลือกพืชที่จะเพาะปลูก และควบคุมกํากับการใช้น้ําให้เป็นไปตามระเบียบ และมติของที่ประชุมกลุ่มแต่ความแตกต่างนี้ไม่ชัดเจนเสียทีเดียวอาจจะเป็นว่าผมยังไม่คุ้นเคยกับวิธีการดําเนินงาน และกิจกรรมของกลุ่มผู้ใช้น้ําเหล่านี้เท่าใดนัก เราจะพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้าเหล่านี้อย่างไรเพื่อให้มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น ? -------------------------------*หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเพชรบูรณ์

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

8


ความรู้เกี่ยวกับแนวพระราชดาริในการพัฒนาแหล่งน้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเกี่ยวกับ การจัดหาน้ําหรือเก็บกักน้ําไว้ การนําน้ํามาใช้ประโยชน์ทั้งเพื่อการเกษตรและการบริโภคในครัวเรือน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสําคัญมากดังพระราชดํารัสว่า "น้ําคือชีวิต" เพราะน้ําที่มีเพียงพอ สําหรับการทําการเกษตรจะทําให้ได้ผลผลิตสูงซึ่งเป็นผลทางตรง และแหล่งน้ําจะทําให้ดินมีความชุ่มชื่นซึ่งเป็นผล ทางอ้อมเพราะทําให้ผลผลิตทางการเกษตรสูงขึ้นด้วย รวมทั้งยังได้รู้จักภาษาหรือคําที่ใช้ในการชลประทาน เช่น ระบบการส่งน้ําแบบท่อการจัดการน้ําระดับน้ําต้นทุน นอกจากนี้สภาพของอ่างเก็บน้ําขนาดเล็กซึ่งดูไม่แตกต่างจาก หนองน้ําทั่วๆไปถ้าไม่เห็นสิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นส่วนประกอบของแหล่งน้ําที่สร้างขึ้นเช่นทางระบายน้ํา ( spillway) ประตูระบายน้ําระบบการส่งน้ําแบบท่อและแบบคลองส่งน้ํา เราจะใช้องค์ความรู้เหล่านี้ในงานพัฒนาทุนชุมชนอย่างไร ? ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การจัดการน้ําเพื่อใช้ในการเกษตรและ เพื่อการ บริโภคในครัวเรือนโดยมีเปฺาหมาย คือ จัดการน้ําเพื่อให้ใช้ประโยชน์จากน้ําที่เก็บกักไว้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ พอเพียงตลอดทั้งปี โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ 1) ชนิดของพืชที่ปลูกซึ่งต้องการปริมาณน้ําที่ใช้ในการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตและระยะเวลาที่ใช้ในการเพาะปลูก 2) ขนาดพื้นที่ที่ใช้ปลูกพืชแต่ละชนิด เราจัดการความรู้เพื่อนาองค์ความรู้มาขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ อย่างไร ? ความรู้เกี่ยวกับงานชลประทานกรมชลประทานทางานเกี่ยวกับน้า 3 เรื่อง คือ 1) การเก็บกักน้ําไว้ในและจ่ายน้ําไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ เขื่อน อ่างเก็บน้ํา คลองชลประทาน 2) การปฺองกันน้ําท่วม ได้แก่ แก้มลิงเขื่อน 3) การจัดการระหว่างน้ําเค็มและน้ําจืด ได้แก่ การระบายน้ํา/การควบคุม ระดับน้ําด้วยประตูระบายน้ํา เราจะมีบทบาทในงานนี้อย่างไรภายใต้ขอบเขตของบทบาทหน้าที่ของกรมฯ ? ความรู้เกี่ยวกับพืชหรือระบบการทาเกษตรในพื้นที่ชลประทาน ระบบการทําการเกษตรที่พบจะเป็น การปลูกพืชผสมผสานระหว่างพืชไร่และพืชสวนและมีพืชหลายชนิดเพื่อกระจายการใช้น้ําให้เพียงพอตลอดปี รวมทั้งคํานึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงหรือมีความคุ้มค่าสูง รวมทั้งเป็นการกระจายความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจาก ปริมาณผลผลิตและราคาในตลาด ดังนั้นในพื้นที่ชลประทานจะมีการปลูกไม้ผลหลายชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน มะไฟ มะนาว สัปปะรด เป็นต้น เราจะน้าความรู้นี้ไปถ่ายทอด ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ ประยุกต์ใช้หรือปฏิบัติตามอย่างเหมาะสม กับสภาพแวดล้อมสภาพภูมิประเทศได้อย่างไร ?

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

9


ความรู้เกี่ยวกับชาวบ้านในหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ชาวบ้านในพื้นที่ที่ไป คัดเลือกส่วนใหญ่จะอพยพมาจากที่อื่น ๆ หลาย ๆ แห่งทั่วประเทศ และจากพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อบุกเบิกหาที่ดินทํากิน ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ปูาแลปัจจุบันหลาย ๆ แห่งเป็นพื้นที่ปูาสงวน ชาวบ้านมีฐานะยากจน (ปัจจุบันมีฐานะดีขึ้น) มีหนี้สินที่ดินทํากินที่ครอบครองอยู่หลายแห่งหลายหมู่บ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์เนื่องจากอยู่ในเขตปูาสงวน รวมทั้ง ตั้งอยู่ในที่ห่างไกล เราจะพัฒนาชาวบ้านเหล่านี้อย่างไรเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ? ความรู้เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจข้อมูลที่เป็นตัวเลขของตัวเอง จากการสังเกตตัวเองและสังเกตกรรมการท่านอื่นที่มาจากกรม ชลประทานและกรมทรัพยากรน้ํา จึงรู้ว่าเราไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจ ในการแปลค่าหาความหมายจากข้อมูลที่เป็นตัวเลข จึงละเลยและไม่ให้ ความสนใจหรือให้ความสําคัญกับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งในการทํางานใน ฐานะนักวิชาการจําเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องนี้เพื่อแปลค่าหาความหมาย ของข้อมูลเหล่านั้นซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่ได้จากการวิจัยหรือการ ประเมินผลและนําความหมายที่แปลได้มากําหนดเป็นนโยบาย โครงการ กิจกรรมเพื่อพัฒนางานต่อไป เราจะเรียนรู้ฝึกฝนและพัฒนาให้มีทักษะในการอ่านค่า แปลความหมายของข้อมูลที่เป็นตัวเลขได้อย่างไร ?

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่ผมเรียนรู้จากการไปคัดเลือกผลงานการบริหารจัดการโครงการพัฒนาแหล่งน้า ขนาดเล็กตามแนวพระราชดาริ 5 แห่ง ซึ่งมีคาถามซึ่งจะต้องหาคาตอบเพื่อทางานพัฒนาชุมชนในหมู่บ้านเหล่านั้น อย่างไรจากความรู้ความเข้าใจเพียงเท่านี้

ที่มา : KM Blog กรมการพัฒนาชุมชน

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

10


คิดเปลี่ยน…ชีวิตเปลี่ยน (Change think…Change Life) อายุอานามที่เริ่มเดินถอยหลัง ทําให้พลังในการดิ้นรนต่อสู้กับสิ่งที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตเริ่มอ่อนแรง..... เมื่อหนทางชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ อาจทําให้หลายคนรู้สึกท้อแท้ บ้างก็ละเหี่ยใจ มันเป็นธรรมชาติใน การดําเนินชีวิต ที่ทุกคนต้องพบเจอกันบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างสําคัญที่ความคิด ในช่วงเวลาที่หัวใจต้องการ กําลังใจ ทุกคนต่างมองหากําลังใจที่ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงาม หรือการได้พูดคุยกับคนที่ถูกใจ รู้ใจ เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่สามารถจะช่วยจรรโลงจิตใจของตนเองให้รู้สึก กระปรี้กระเปร่าหึกเหิมขึ้นมาได้ จนลืมนึกถึงพลังแฝงที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเอง จิตใจที่สามารถรับกับแรงเสียดทาน ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้มาจากวิธีคิดที่เป็นบวก (Positive Thinking) ชีวิต... เมื่อเหนื่อยนักก็หยุดพักกันสักนิด ชาร์จแบตฯ สร้างพลังบวก ปฏิบัติธรรม นั่งกรรมฐาน สถานที่ก็แล้วแต่ศรัทธาและความสะดวกของสาธุชน... เมื่อเดินทางถึงศาลากลางจังหวัดกําแพงเพชร (ครั้งแรก) สายตาสะดุดอย่างจังกับตัวหนังสือตัวโต ๆ ที่เขียน ไว้เกือบจะทุกด้านของตัวอาคาร.... “ อยู่กำแพงเพชร เป็นคนกำแพงเพชร ทำเพือ่ เมืองกำแพงเพชร ” นึกในใจว่า ชัดเจน ชัดถ้อยชัดคําดีหนอ ใครกันนะช่างปั้นช่างแต่งถ้อยคํา ที่เรียกสํานึกในความรักท้องถิ่น แผ่นดิน เกิดของตนได้อย่างไม่ต้องแปลไทยให้เป็นไทยให้ใครฟัง.....แหะ แหะ....ถามตลอดทางสํานักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดกําแพงเพชร ไปทางไหนค่ะ ? นายอภิชัย รอดวินิจ หัวหน้าฝูายอํานวยการ จังหวัดกําแพงเพชร ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อผู้เขียนเข้าพบเพื่อขอข้อมูลนํามาเขียนลงในวารสาร สถานที่ที่หัวหน้าฝูายอํานวยการ ของเราแนะนําคือ ที่ทําการกองทุนหมู่บ้าน บ้านมอสูง หมู่1 ตําบลวังทอง อําเภอเมือง จังหวัดกําแพงเพชร ซึ่งเป็น หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับ “พออยู่ พอกิน” ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านพอเพียงระดับอําเภอ เป็น 1 ใน 2 หมู่บ้าน ประจําปี 2554 จาก 219 หมู่บ้าน และเป็น 1 ใน 22 หมู่บ้าน ระดับจังหวัด โดยมีปฺาติ๋ม... พูนศรี เนียมรัตน์ และคุณก๊อก.. เกษร กันสุ่ม นักวิชาการพัฒนาชุมชนชํานาญการ ทั้งสองท่านช่วยนําทาง แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จักกับผู้นํา ชุมชนอย่างผู้ใหญ่พยอม อยู่พันธ์ ที่นอกจากตําแหน่งผู้ใหญ่บ้านแล้ว แกยังพ่วงด้วยมัคทายกวัด อีก 1 ตําแหน่ง ซึ่งผู้ใหญ่พยอม แกแอบ กระซิบกับผู้เขียนว่า ไอ้ตําแหน่งหลังนี่แหละที่ทําให้แกเข้าถึงลูกบ้าน ได้อย่าง เนียน ๆ ไม่ว่าจะเวลาไหน ทุกครั้งที่เสียงเทศน์ของพระท่านจบ ผู้ใหญ่บ้านอย่างแกก็จะถือโอกาสเทศน์ต่อจากพระทันที...ฮาๆๆๆ.. เสียงเล่าของผู้ใหญ่พยอม เรียกเสียงฮาจากลูกบ้านที่ยืนอยู่ด้านหลังได้อย่างครึกครื้น สนุกสนาน ปากก็เล่า มือก็เขียน (เขียนตัวอักษรสวย ๆ ลงบนกระถางยาง)

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

11


ก็ผู้ใหญ่พยอมนี่แหละค่ะ.....ที่เป็นคนต้นแบบในการน้ายางรถยนต์ที่ไม่ใช้หมดประโยชน์แล้ว มาดัดแปลงท้าเป็น กระถางยาง จนบ้านมอสูง ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านกระถางยาง .... ลดภาวะโลกร้อน สามารถขจัดภาวะยุงลาย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน แล้วที่ส้าคัญยังได้ผักปลอดสารพิษไว้กินในหมู่บ้านได้อีก (อุเหม่ !!! น่าจับไปออกทีวี เสียจริง ๆ กับแนวคิดที่เป็นประโยชน์อย่างนี้)

ไอเดียหมู่บ้านปลอดขยะ แนวคิดที่ผู้ใหญ่พยอมสรรหาวิธีที่จะทําให้บริเวณ หมู่บ้านฯ เป็นพื้นที่สะอาด น่าอยู่ปราศจากชิ้นส่วนของเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้ที่ไร้ประโยชน์ กลับกลายเป็นที่มาของ การสร้างเงินสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนของตนเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมกับวิธีคิดที่ลงตัวเมื่อทุกคนในชุมชนตก ลงกันได้ว่า บ้านทุกหลังจะต้องปลูกพืชผักสวนครัว อย่างน้อย 5 ชนิด ขึ้นไป เพื่อให้ต่างชนิดกัน แล้วนํามา แลกเปลี่ยนกันรับประทาน โดยมีหัวใจในการดําเนินงานก็คือการน้อมนําเอาแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทย มาเป็นแนวทางปฏิบัติและเป็นแบบอย่างใน การดําเนินชีวิต การมีส่วนร่วมของชุมชน การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสรุปออกมาเป็นองค์ความรู้ชุมชน ถึงตรงนี้ผู้ใหญ่อธิบายให้ฟังว่า หลายครัวเรือนในหมู่บ้านเป็นหนี้เป็นสิน จึงเกิดความคิด....ที่จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน พฤติกรรม สร้างพลังประสานความร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนาชุมชนของตนเอง ที่สําคัญต้องการช่วยลด ค่าใช้จ่ายในแต่ละครัวเรือนลงบ้าง ไม่มากก็น้อย ซึ่งวิธีนี้ นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นแล้ว ยังช่วย สร้างความสมัครสมานสามัคคี ให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านได้อีกด้วย บ้านไหนทะเลาะกันจะโดนปรับ 500 บาท เพื่อเข้ากองทุนนําเงินไปพัฒนาคุ้มของตน (คุ้มคือกลุ่มครัวเรือนที่อยู่ใกล้เคียงหรือละแวกเดียวกัน โดยแบ่งเป็นคุ้ม ละประมาณ 10 ครัวเรือน แต่ละคุ้มก็จะมีการคัดเลือกหัวหน้าคุ้มของตน เพื่อดูแลกันเอง ) ผลพลอยได้จากแนวคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน ทําให้เกิดความเจริญตาเจริญใจแก่ผู้ที่พบเห็นผู้คนที่เดินทาง สัญจรผ่านไปผ่านมาเส้นทางนี้ จะมองเห็นความเป็นระเบียบสะอาดตาทั้งสองข้างทาง บ้านแต่ละหลัง ต่างก็มี กระถางยางสีสันสดใสวางอยู่หน้าบ้าน พร้อมผักสวนครัวที่อยู่ในกระถาง ซึ่งแบ่งสีเป็นคุ้มของใครของมัน อย่างระเบียบ ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมาสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนได้แล้วนับแสนบาท คุณผู้อ่านท่านใดสนใจที่จะมา เรียนรู้หรือศึกษาดูงานที่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับ “พออยู่ พอกิน ” ต้นแบบแห่งนี้ หรือจะสั่งซื้อกระถางยาง สั่งผลิต หรือสั่งไปขาย ก็สามารถติดต่อที่...สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกําแพงเพชร หรือที่ผู้ใหญ่พยอม อยู่พันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 089-8588841 ได้โดยตรงค่ะ.... พบกันต่อฉบับหน้าค่ะ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

12


เรื่องเล่าจากภาพ โดย...อ.สงคราม โพธิ์วิไล

“กรอบภาพ กรอบธรรม” ในกระบวนงานศิลปแห่งภาพถ่ายนั้น มักมีกฎเกณฑ์พื้นฐานอันสําคัญที่นักถ่ายภาพต้องจํา..ต้องจด..นั่นคือ “องค์ประกอบ” และหนึ่งในกรรมวิธีให้ภาพน่าสนใจมาก ๆ ก็คือ การมีกรอบของภาพ โดยทั่วไปเรียก กันว่า “FRAMING” ตามภาษาต้นฉบับ ที่มาจากต่างประเทศ ว่า ..เฟรมมิ่ง.. “กรอบภาพ” ช่วยในการเน้นนําสายตา บีบบังคับการมองของภาพอย่างตรงจุด มิให้หลุดออกนอกกรอบ ไปได้เลย ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่มีนักถ่ายภาพเชิงศิลป มักนิยมชมชอบวิธีนี้ในการบันทึกภาพ ที่เรียกกันติดปากว่า .. ภาพงามเชิงศิลปะ.. ภาษาต่างชาติใช้ว่า.. PICTORIAL.. ท่าน อ.เชาว์ จงมั่นคง ใช้คําว่า “พิศเจริญ ” คือ ยิ่งดู ยิ่งงาม การวางจุดสนใจ เน้นความสมดุลของภาพภายในกรอบที่วางไว้ ท่าน อ.พูน เกษจํารัส ศิลปินแห่งชาติ ด้านการถ่ายภาพท่านแรกกล่าวว่า ภาพที่ดีนั้น ต้องเป็นภาพที่มีชีวิต สามารถที่จะเล่าเรื่องได้โดยภาพของมันเอง.. ท่าน อ .จิตต์ จงมั่นคง ศิลบินแห่งชาติ ท่านที่สองกล่าวว่า เวลาที่เราถ่ายภาพทุกภาพ เราควรจะมี การสร้างสรรค์ภาพถ่ายของเรา ให้มีคุณค่าทางศิลป.. สิ่งที่นํามากล่าวว่าอ้างถึง เพื่อเน้นให้เห็นถึงการอิงซึ่งกันและกันขององค์ประกอบภาพและกรอบของภาพ

ภาพที่หนึ่ง กรอบภาพแบบเหลี่ยมตรง โดยใช้ลักษณะโครงประตูของโบสถ์เป็นกรอบต้นเรื่อง แล้วจัดภาพ ตามระยะใกล้ไกล กรอบของประตูจะบีบการมองภาพ จากพระภิกษุสามรูปที่ใกล้สุดไปจนถึงองค์พระประธาน ในโบสถ์ที่ระยะไกล พร้อมมีเส้นนําสายตาทั้งด้านบน คือ เส้นเสาและคาน และด้านล่างพระทุกองค์ที่นั่งมีแนวตรง ไปสู่องค์พระประธาน ทําให้ภาพมีมิติอย่างดีต่อสายตาที่ มองเข้าไป ทั้งนี้คือผลของกรอบภาพนั้นเองนะครับ ภาพนี้ใช้กล้อง 35 มม. ด้วยเล่นสีมุมกว้างขนาด 24 มม. ช่องรับแสง เอฟ 11 ความเร็วชัตเตอร์ 3 วินาที โดยใช้ขาตั้ง ช่วยให้ภาพนิ่ง คมชัดมากขึ้น ภาพลักษณะนี้ควรพิจารณาว่า จะนําภาพไปขยายใหญ่หรือไม่ หากไม่ขยายใหญ่เกินจัมโบ้ หรือ 6” x 8” อาจจะใช้ค่าความไวแสงISO ที่สูงขึ้น เช่น 800 หรือ 1600 เพื่อไม่ต้องใช้ขาตัง้ แต่หากต้องการ ขยายใหญ่ต้องตั้งค่าความไวแสงต่ําลงมาที่ 100 หรือ 200 ขาตั้งที่มั่นคงต้องใช้แน่นอนครับ วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

13


ภาพที่สอง กรอบภาพแบบเส้นโค้งมน โดยเลือกกรอบที่มีโครงสร้างที่เป็นงานงดงามทางด้าน สถาปัตยกรรม ตามระเบียบรายรอบโบสถ์ ประจวบกับ มีงานเวียนเทียน จึงได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง เมื่อมุม ภาพมีสามเณรน้อยสามท่านอยู่ในกรอบภาพ ช่วยให้ ภาพมีชีวิตเล่าเรื่องได้ดี และได้มองเข้าถึงประตูโบสถ์ ชั้นในเพื่อให้ระยะของมิติภาพใกล้ไกลได้อีกด้วยนะครับ การสร้างสรรค์ภาพ ห้มีคุณค่าทาง ศิลปะเน้นเรื่อง รอบภาพที่มีลีลาโค้งบนเป็นเรื่องที่น่าสนใจด้วย ภาพนี้ใช้เลนสีมุมกว้างมากถึง 17 มม. จึงทําให้ภาพ ดูผิดส่วนไปบ้าง แต่ความงดงามซ่อนอยู่ในภาพที่ดู อลังการ มากนัก ใช้ช่องรับแสง เอฟ 8 ความเร็วชัตเตอร์ 8 วินาที ใช้ขาตั้งที่แข็งแรงพร้อมสายลั่นชัตเตอร์

ทั้งสองภาพ คือ วิธีแห่งพุทธะที่งดงามคู่ประเพณีวัฒนธรรมมาหลายรุ่นแห่งเมืองสยามของเรา ข้อควร สังเกต คือ ทั้งสองภาพนี้มีคุณค่าของแสงต่างกัน หากท่านมองให้ดีนะครับ ภาพแรก ใช้แสงไฟทั้งสเตนหมดทั้งห้องภาพ จึงออกมาโทนสีแดงส้มทั่วทั้งภาพ หากจะแก้ไขให้ถูกต้อง ตั้งค่าไปที่เครื่องหมายแหล่งแสงเป็นรูปหลอดไฟทั้งสเตน ภาพก็จะเปลี่ยนสีไปอีกแบบหนึ่ง

ภาพสอง เป็นแสงผสมระหว่างแสงเทียนที่เป็นทั้งสองสเตนจะเป็นสีส้มแดง ส่วนตัวโบสถ์เป็นแสงไฟ นีออน ฟลูเออเรสเซนจะออกไปทางโทนเขียว ซึ่งยากต่อการควบคุมแสง ทั้งสองภาพ ผมจึงใช้แสงเดย์ไลท์ คือ แสงดวงอาทิตย์ตั้งเป็นค่าในการถ่ายภาพ หากท่านจะใช้...... อวโต ไวท์บาลานซ์.. ..ก็ย่อมได้ครับ ขอให้ท่านมีความสุขกับงานศิลปะการถ่ายภาพต่อไปไม่ว่าจะถ่ายครั้งใด นึกถึงความงดงามในหัวใจเสมอ นะครับ ....มีปัญหาถ่ายภาพปรึกษาได้ครับ ด้วยความยินดี....

“ เวลาที่เราถ่ายภาพทุกภาพ เราควรจะมีการสร้างสรรค์ภาพถ่าย ของเราให้มีคุณค่าทางศิลป ”

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

14


“โค้งสุดท้าย…บนถนนสายพัฒนาชุมชน” นายมนูญ สอนเกิด*

บ นถนนการเดินทางที่ยาวไกล จากจุดเริ่มต้นกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ย่อมต้องพบกับ ความหลากหลาย และปรับเปลี่ยนมากมาย ทั้งจากสภาพของถนนโดยตรง ซึ่งอาจมีทั้งราบเรียบ ขรุขระ หลุมบ่อ ขึ้นเนิน ลงเนิน และความโค้ง ทั้งซ้าย - ขวา และมาก - น้อย จนถึงหักข้อศอก นอกจากนี้ ยังมีสภาพแวดล้อมที่ เรียงรายและสภาพภูมิอากาศที่ปรับเปลี่ยนอยู่โดยรอบ ตลอดเส้นทางถนนสายนั้น ๆ เหมือนคํากล่าวขานที่มักได้ยิน อยู่เสมอ ๆ ว่า “ถนนทุกสายไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” อะไรทํานองนี้ ดังนั้น การจะเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง โดยสวัสดิภาพและปลอดภัยทั้งตัวผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร (หากมี) และ ผู้คน ประชาชนที่อยู่ริมทาง จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เดินทางจะต้อง เรียนรู้ถึงสภาพถนนและสภาพแวดล้อม พร้อมๆ กับการเตรียม สภาพร่างกาย ตลอดจนยานพาหนะที่จะใช้เดินทางให้พร้อม เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ก้าวเข้ามายืน ณ จุดสตาร์ทของ “ถนนสายพัฒนาชุมชน ” ด้วยความมุ่งมั่นในขณะนั้น คือ ความต้องการเป็นข้าราชการและ ก็ยอมรับว่า ตอนนั้นยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ําว่า “ข้าราชการ” ที่แท้จริงแล้ว คือ แบบไหนและอย่างไร ส่วนความเข้าอก เข้าใจหรือรู้ซึ้งถึงแก่นของคําว่า “การพัฒนาชุมชน” คืออะไร? หรืออย่างไร? ก็ไม่ต่างกัน เพราะก็เป็นเพียงการรู้ เพื่อการเตรียมตัวสอบเพื่อให้มีโอกาสผ่านมายืน ณ จุดสตาร์ทบน “ถนนสายพัฒนาชุมชน ” เท่านั้น ส่วนจะเดิน จะวิ่ง หรือจะขับขี่แบบไหน อย่างไร ยอมรับว่า ตอนนั้นสมองยังโล่ง ๆ อยู่ เมื่อถึงเวลาเริ่มก้าวไปบนถนนสาย พช. ผมก็เริ่มพบว่า เป็นสายที่มีความสําคัญและทอดยาวไปทุกสารทิศไม่แพ้หลาย ๆ สายเลย... ถนนสาย พช. ทอดยาวไปในชนบทผ่านพบผู้คน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งในสมัยนั้นยังมีสภาพของ “ความไม่รู้ ” “การไม่ค่อยจะมีกิน มีใช้ ” และ “การยังมีโรคภัย ไข้เจ็บ ” หรือที่ใครต่อใครสรุปเรียกขานแบบไม่เกรงอกเกรงใจ หรือนึกถึงหัวอกหัวใจแบบเหมารวม ๆ ว่า “โง่ - จน - เจ็บ” อะไร ----------------------------------* พัฒนาการจังหวัดชลบุรี วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

15


ประมาณนั้น ...หรือเพื่อเพียงให้ตรงกับประเทศที่ได้ชื่อว่า พัฒนาแล้ว กําหนดเรียกขยายความย้ําเน้นให้เห็นว่า ประเทศที่กําลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนาว่า จะต้องประกอบด้วย 3 ประการที่กล่าวถึง ซึ่งก็ไม่น่าจะยุติธรรมหรือ ถูกต้องนัก เพราะหากถามว่า มีใครบ้างที่อยากจะตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น ร้อยทั้งร้อยคือไม่มีใครต้องการ แต่ก็ ไม่มีใครเลือกได้ และแท้จริงแล้ว เขาก็พออยู่พอทนได้ เพียงแต่ว่า อาจจะขาดโอกาสหรือการช่วยเหลือดูแลยังไม่ ทั่วถึงเท่าที่ควร ซึ่งน่าจะต้องหันกลับมามองที่ผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือดูแลด้วยซ้ําไป ตรงนี้กระมัง คงเป็นสาเหตุหนึ่งให้ต้องมีหน่วยงานต่าง ๆ ในภาครัฐเกิดขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่ขจัดปัด เปูา เพื่อให้ปัญหาทั้ง 3 ด้าน คลี่คลายลงและหมดสิ้นไปในที่สุด ซึ่ง “กรมการพัฒนาชุมชน ” ก็เป็นหนึ่ง หน่วยงานที่เกิดขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เพราะปัญหาที่มีคือต้นเหตุ เป็นโจทย์ให้คน พช. เข้าไปมีส่วนร่วม มีหน้าที่เข้ามาแก้ เข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว และผมก็มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ดังกล่าวด้วย สําหรับผมแล้ว ถือได้ว่า กรมฯ และคนพช. ผู้พี่ทั้งหลาย ตลอดจนผองเพื่อนและ น้อง ๆ และบรรดา พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่ถูกขนานนามดังกล่าวข้างต้น ล้วนมีพระคุณกับผมมากมายเกินจะเปรียบ เพราะตลอดเส้นทาง ที่ผมได้โลดแล่นอยู่บนถนนสาย พช. ได้ทําหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับท่าน ทั้งโดยตรง และโดยอ้อมก็ตาม หลายเรื่องราวตรงจุดบ้าง ไม่ตรงจุดบ้าง ส่งผลช้าบ้าง เร็วบ้าง ทั้งหลายทั้งปวงก็มีเหตุปัจจัยมากมาย ทั้งจาก ภายใน-ภายนอก โดยเฉพาะบนถนนสาย พช. เส้นนี้ ย่อมมีทั้งราบเรียบ ขรุขระ หลุมบ่อ ลาดชันและคดเคี้ยว รวมถึงอาจมีบางช่วงต้องใช้ทางเบี่ยง เพราะชํารุดเสียหาย แถมมีด่านตรวจเข้ามาอีก ก็ต้องสะดุดหยุดหรือ ชะลอและช้าลงบ้างเป็นธรรมดา... แต่ถึงจะอย่างไรก็ตาม เมื่อวันนี้ผมมา ถึง โค้งสุดท้ายแล้ว และได้มองย้อนกลับไปทบทวนถึงเส้นทางที่ ได้ผ่านมาก็แอบภูมิใจเล็ก ๆ อยู่ในใจว่า ผ่านพ้นมาด้วยดีระดับหนึ่งจากการท้าหน้าที่คน พช. ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และอุทิศทุ่มเทด้วยสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถโดยไม่อยู่บนความประมาท และก็ไม่ฝ่าฝืนกฎกติกา มารยาทให้เป็นที่ขุ่นเคืองอารมณ์ของนายและพี่น้องผองเพื่อนแต่อย่างใด. โดยมีเปฺาหมาย เพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อองค์กร และประเทศชาติโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการ ทําหน้าที่ของข้าราชการที่ได้อาสาเข้ามาทํางาน “พัฒนา” ที่ถือว่าเป็นงานที่ยากกว่างานอื่น ๆ ถึงแม้ผลที่ได้จาก การทําหน้าที่ของผมจะไม่โดดเด่นเหมือนหลาย ๆ ท่าน แถมบางครั้งบางช่วงอาจไม่ถูกอกถูกใจทั้งกองเชียร์ และกรรมการ หรือแม้กระทั่งอาจเป็นที่ขัดอกขัดใจของอีกฟากฝูายอยู่บ้างก็ตาม ก็คงไม่ว่ากัน เพราะถือว่าเป็น ธรรมชาติ เป็นความปกติของการทํางานและได้พ้นผ่านมาแล้ว ด้วยความเข้าใจและทําใจมาโดยตลอด และ ก็มาถึง “โค้งสุดท้าย ” แล้ว จึงไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ และคงไม่เป็นประเด็นที่ต้องเก็บมาคิด เพราะที่สําคัญที่สุด สําหรับผมแล้ว คือ “การชนะใจตนเอง” และพอใจที่สุดกับความสําเร็จและสิ่งที่ได้รับจากองค์กรเพื่อนร่วมงาน พี่น้องประชาชน และภาคีผู้ร่วมงาน และถึงแม้จะเข้ามาในโค้งสุดท้ายแล้วก็ตาม ก็ขอยืนยันและยืนหยัดในตัวตนบนถนนสาย พช. นี้ว่ายังคงที่และเหมือนเดิม และไม่มีแผ่ว ไม่มีเกียร์ว่าง และถอนคันเร่ง ครับ... แต่หากจะถามว่า หากย้อนกลับ ไปได้ในถนนสาย พช. อีกครั้งจะทําอย่างไร? ตรงนี้ตอบยากและคงไม่มีโอกาสครับ... เอาเป็นว่า ขอเป็นแรงใจ ให้กับน้อง ๆ ทุกคนที่กําลังโลดแล่นอยู่บนถนนสาย พช. “มีโอกาสเข้าโค้งสุดท้าย ” และถึงเส้นชัย โดยสวัสดิภาพก็แล้วกันครับ ... วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์ 16


โดย.. วาทกานต์ ช่อแก้ว ศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน

สภาพปัญหาของประชาชน ในสายตาของพัฒนากร ตาบลทุ่งนุ้ย อาเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล (นางสาวสมฤทัย ยิ้มหิ้น พัฒนากรผู้ประสานงานตําบลทุ่งนุ้ย) ตาบลทุ่งนุ้ย มีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 90,477 ไร่ และห่างจากศาลากลางจังหวัดสตูล 29 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับอําเภอรัตภูมิ อําเภอหาดใหญ่ อําเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา และพื้นที่อําเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล มีพื้นที่ทาการเกษตร 45,477 ไร่ จานวนประชากร ทั้งหมด 8,149 คน เป็น ชาย 4,185 คน , หญิง 4,009 คน การนับถือศาสนา นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 30 และศาสนาอิสลาม ร้อยละ 70 ประชาชนในเขตตําบลทุ่งนุ้ย มีอาชีพหลักด้านการเกษตร เพราะพื้นที่มีความเหมาะสมในการผลิตพืช เศรษฐกิจหลัก เช่น ยางพารา ไม้ผล ไม้ยืนต้นและนาข้าว เพราะมีแหล่งน้ําที่เอื้ออํานวยต่อการผลิตทางเกษตรได้อย่าง เพียงพอ ส่วนอาชีพรองคือการรับจ้าง

ปริมาณน้าฝน ตลอดปี 194.94 มม. ฝนตกรวม 232 วัน เฉลี่ยใน 3 วัน ฝนจะตก 2 วัน ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ําเพื่อการเกษตร ตําบลทุ่งนุ้ย ส่วนมากมีแหล่งน้ําที่ไหลมาจากน้ําตกต่าง ๆ แต่ไม่สามารถใช้น้ําได้ตลอดปี เดือนที่ขาดน้ํามากที่สุด คือช่วงเดือนมกราคม - เมษายนของทุกปี สภาพปัญหาที่ชาวบ้านประสบอยู่ ได้แก่ 1. ขาดความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการทประโยชน์ ต่อชุมชน 2. ขาดแคลนผู้นําชุมชนที่มีศักยภาพ 3. ผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ํา 4. เยาวชนมีค่านิยมที่ไม่เหมาะสม 5. ปัญหายาเสพติด วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

17


6. ขาดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 7. ปัญหาที่ดินทํากิน (เอกสารสิทธิ์) พัฒนากรควรมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ จุดหลักสาคัญที่สุดมองไปที่ตัวผู้นา ของหมู่บ้าน/ชุมชน ผู้นําเหล่านั้นมีจิตสาธารณะในการทํางาน เพื่อส่วนร่วมมากกว่า ส่วนตนหรือไม่ ผู้นําทําเป็นแบบอย่างหรือไม่ จากปัญหาทั้ง10 ข้อดังกล่าว ถ้าเราสามารถพัฒนา คนของเราในชุมชน ให้มีความตระหนัก มีความรับผิดชอบ มีความเสียสละ และมีความเอื้ออาทรต่อกัน โดยน้อมนํา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจําวัน ทุกคนก็สามารถที่จะผ่านปัญหาเหล่านั้นไปได้ และพัฒนา กรผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับหมู่บ้าน/ชุมชน ก็จะเป็นผู้ประสานงาน ส่งเสริม และสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็น ประโยชน์กับชุมชน และทําให้คุณภาพของคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น พ้นเกณฑ์ ความจําเป็นขั้นพื้นฐานได้ บทบาทหน้าที่ของพัฒนากรในการแก้ไขปัญหาเยาวชน 1.สร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นกับเยาวชน 2. สร้างจริยธรรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนค่านิยม 3. จัดกลุ่มเยาวชนให้เป็นระบบ 4. อบรม/สัมมนา จัดค่าย/ทัศนะศึกษา สร้างสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เยาวชนเห็นคุณค่าของตนเองและสังคม 5. สนับสนุนอาชีพ เยาวชนเป็นอนาคตของชาติ ถ้าเยาวชนของเราไม่เป็นโล้ เป็นพาย อันดับแรกที่เราจะต้องคํานึงถึงและมีบทบาทต่อชีวิตของ เยาวชน คือ ครอบครัวพัฒนากรสามารถที่จะประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ในด้านต่างๆกับเยาวชนนอกระบบโรงเรียนและเข้าถึงพ่อ แม่ของ เยาวชนในพื้นที่ โดยการพุดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกัน หรือ สอดแทรกเมื่อมีการประชุม อบรม/สัมมนา เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนค่านิยมของเด็กวัยรุ่นในสมัยนี้ เช่น การใช้ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งมองดูเป็นค่านิยมหรือปัจจัยที่ 6 ของเด็ก หรือการขับรถซิ่งส่งเสียงดังที่ถือว่าเป็นความเท่ห์เก๋ ในความคิดเหล่านั้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะแก้ได้ต้องหลายส่วนร่วมมือกัน ทั้งพ่อ-แม่ ผู้นําในชุมชน และหน่วยงาน ของรัฐที่เข้าไปสนับสนุนจัดระบบ/ระเบียบ เพื่อที่จะส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านั้นใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น ผลที่ตามมาเยาวชนของเราห่างไกลยาเสพติด มีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณธรรมในอนาคตต่อไป

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

18


เฉลิมฉลอง 50 ปี กรมการพัฒนาชุมชน แสงเงิน ไกรนรา

นับตั้งแต่ยกระดับจากส่วนพัฒนาการท้องถิ่น กรมมหาดไทย มาเป็นกรมการพัฒนาชุมชน ในปี พ.ศ. 2505 เป็นเวลาย่าง 50 ปีแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับอายุของคนเราก็อยู่ในวัยกลางคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้อย่างสง่างาม ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนในวันนี้ที่มีอายุครบรอบปีที่ 50 ได้สร้างสรรค์ผลงานให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาชุมชน ให้เข้มแข็ง ได้ทํางานร่วมกับพี่น้องประชาชนในชนบท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดมากมาย และสร้างความภาคภูมิใจ ให้กับคนกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งตลอด 50 ปี ได้มีการดําเนินการต่าง ๆ ดังนี้ ระยะแรก : ก่อร่างสร้างองค์การ ได้มีการเปิดเขตพัฒนา จํานวน 192 อําเภอ 1,793 ตําบล 17,924 หมู่บ้าน เพื่อให้ การศึกษาและฝึกอบรมประชากรให้มีความรู้พื้นฐานในงานฝีมือสมัยใหม่ที่เป็นประโยชน์ในการการครองชีพ รวมทั้ง การฝึกอบรมให้ประชาชนเข้าใจเบื้องต้นในหลักประชาธิปไตยในรูปของการปกครองท้องถิ่น เร่งกระตุ้นประชาชน ให้ร่วมมือกันแก้ปัญหาของตนเองและหมู่บ้านเพื่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งกระตุ้นให้ประชาชน รับเอาบริการของรัฐ มาทําให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาหมู่บ้านของชุมชนของตน ระยะที่ 2 : สร้างพลังชุมชน ได้ขยายการเปิดเขตพัฒนาจนครอบคลุม ทุกอําเภอทั่วประเทศ ได้ริเริ่มงานอาสาสมัคร การพัฒนากลุ่ม และการพัฒนาองค์กร ริเริ่มพัฒนาต้นแบบกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เพื่อสร้างพื้นฐานของการ พึ่งตนเอง และพัฒนาคุณธรรมของประชาชน มีกิจกรรมยุ้งฉาง ธนาคารข้าว ตามแนวพระราชดําริ ริเริ่มให้มีกิจกรรมวันพัฒนา วันกตัญํู เพื่อส่งเสริมและ สนับสนุนให้ชาวบ้านในเขตพัฒนาทุกแห่งร่วมมือร่วมใจกัน แสดงออกซึ่งความ กตัญํูต่อผู้อาวุโส ระยะที่ 3 : สู่ระบบบริหารการพัฒนาชนบทแห่งชาติ ได้พัฒนาองค์กรประชาชน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ประชาชน มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรประชาชนให้มีความสามารถในการวางแผน แก้ไขปัญหาของท้องถิ่น และ ดําเนินงานตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการแก้ไขปัญหาของตนเองและชุมชน มีการพัฒนาประชาชนในชนบท เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน การพัฒนา เยาวชนนอกระบบโรงเรียน รวมทั้งการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการส่งเสริม รายได้ และพัฒนาเงินทุน รวมทั้งริเริ่มกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน คือ นโยบายพัฒนา เศรษฐกิจหมู่บ้าน ระยะที่ 4 : เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในระยะนี้เน้นการศึกษาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของประชาชน ให้รู้จัก คิด ตัดสินใจ และปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ชุมชน โดยเน้นเด็ก เยาวชน สตรี กลุ่มอาชีพ และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต มีการพัฒนาองค์กร อาสาสมัคร และผู้นําท้องถิ่นในระดับตําบล/หมู่บ้าน มีการจัด

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

19


ระบบข้อมูลเพื่อการพัฒนาชนบท เช่น ข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช.2ค) ข้อมูลความจําเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ข้อมูล แหล่งน้ําระดับหมู่บ้าน ร่วมและสนับสนุนการจัดทําแผนพัฒนาตําบล 5 ปี และแผนพัฒนาตําบลประจําปี รวมทั้งการใช้ ประโยชน์จากแผน ระยะที่ 5 : สู่ยุคใหม่ของระบบราชการ ในระยะนี้ รัฐบาลได้มอบให้กรมการพัฒนาชุมชนดําเนินการงานนโยบาย หลายเรื่องได้แก่ นโยบายหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ นโยบายกองทุนหมู่บ้าน โครงการพลังแผ่นดิน โครงการศูนย์ ซ่อมสร้างประจําหมู่บ้าน โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน ( SML) ฯลฯ นอกจากนี้กรมการพัฒนาชุมชนก็ได้ พัฒนางานสําคัญๆ หลายประการที่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนและหน่วยงาน รวมทั้งใช้ประโยชน์จาก ความก้าวหน้าของระบบราชการ และเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างรู้เท่าทัน เช่น พัฒนารูปแบบเครือข่ายองค์กรชุมชน มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนประจําตําบลทั่วประเทศ พัฒนาระบบมาตรฐานงานชุมชน เป็นเครื่องมือส่งเสริมการพัฒนาตนเองของผู้นํา องค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน และชุมชน พัฒนางานส่งเสริม ระบบบริหารจัดการชุมชน โดยเฉพาะกลยุทธ์สนับสนุนการจัดทําแผนชุมชน

กิจกรรมการเฉลิมฉลอง 50 ปีกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ชาวพัฒนาชุมชนทุกคนได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทํางานเคียงคู่กับพี่น้องประชาชน ในชนบท เพื่อให้พี่น้องทั้งหลายอยู่เย็นเป็นสุข และมีความเข้มแข็ง ดังนั้นการเฉลิมฉลอง 50 ปี กรมการพัฒนาชุมชน จึงมีการกําหนดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ให้เห็นถึงศักยภาพ และพลังของชุมชน ให้สังคมได้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชน ที่ได้ผ่านการพัฒนา ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 50 ปี ตามแนวทาง หลักการพัฒนาชุมชนซึ่งการจัดงานครั้งนี้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิเช่น 1.การจัดสัปดาห์ 50 ปีกรมการพัฒนาชุมชน โดยจัดให้มีนิทรรศการ การเสวนา (วิชาการ) การแสดงบนเวที การแสดงและจําหน่ายสินค้า OTOP จําลองหมู่บ้าน เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ภาพชีวิตผู้นําชุมชนต้นแบบ หมู่บ้านชุมชน เข้มแข็ง กลุ่มองค์กรเข้มแข็ง นิทรรศการความเป็นมาของกรม กิจกรรมของคลื่นลูกใหม่ๆในงานพัฒนาชุมชน 2. การจัดทาเอกสารหนังสือวิชาการ หนังสือรวมตํานานพัฒนาชุมชน อดีต ปัจจุบัน ต่ออนาคต แง่คิดของคนเก่า ๆ แง่คิดของคนปัจจุบัน แง่คิดของเด็กรุ่นใหม่ รวมถึงตํารา และคู่มือการทํางานพัฒนาชุมชนมีทั้งแจกฟรีและจําหน่าย 3. จัดทาชุดของที่ระลึก ทําเพื่อหารายได้ด้วย ทําเพื่ออนุสรณ์ด้วย เสื้อ กางเกง หมวก แก้ว แสตมป์ เข็มกลัด พระ ประกวดคําขวัญ 4. กิจกรรมโครงการเฉลิมฉลอง 50 ปี กรมฯ (เฉพาะส่วนภูมิภาค) จังหวัดหนึ่ง ให้มี 1 โครงการ 1 อําเภอ 1 กิจกรรม เป็นอย่างน้อย งานเฉลิมฉลอง 50 ปีกรมการพัฒนาชุมชน จะเป็นงานประกาศความเป็นกรมการพัฒนาชุมชนสู่สายตา สาธารณชนอย่างยิ่งใหญ่ให้สมกับความภาคภูมิใจของพวกเราทุก และร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของงานเฉลิมฉลอง 50 ปี กรมการพัฒนาชุมชน อย่างภาคภูมิใจ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

20


(ต่อจากฉบับธันวาคม 2553)

ผู้นาต้องคัดเลือกคนให้เหมาะสมกับตาแหน่ง

199. Leaders must select the right person for the right position.

คุณสมบัติสาคัญประการหนึ่งของผู้นาก็คือการคัดเลือกคน ผู้นา จะต้องคัดเลือกคนให้เหมาะสมกับตาแหน่ง ไม่ใช่คัดเลือกใครมาดารง ตาแหน่งอะไรก็ได้ เพราะบทบาทหน้าที่ของแต่ละตาแหน่งแตกต่างกันไป จึงต้องคัดเลือกคนให้เหมาะสมกับตาแหน่งนั้น ๆ อย่างจริงจัง บ่อยครั้งที่ผู้นําสูงสุดขององค์กรคัดเลือกคนไม่เหมาะสม กับตําแหน่ง ทําให้องค์กรเสียหายและเสียโอกาสไปอย่างมากมาย แทนที่ จะได้คนดีมีฝีมือที่เหมาะสมกับตําแหน่งมาทํางาน กลับได้คนไม่ดีไม่มี ฝีมือที่ไม่เหมาะสมกับตําแหน่งมาทํางาน ซึ่งนอกจากจะทําให้องค์กรล้าหลังและไม่พัฒนาแล้ว องค์กรยังสูญเสีย ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตําแหน่งไปอย่างน่าเสียดาย ผู้นาจึงต้องคิดวิเคราะห์และมองภาพรวมขององค์กรเป็นหลัก มองผลประโยชน์ส่วนรวมของ องค์กรมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ผู้นาจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคัดเลือกคนให้เหมาะสมกับตาแหน่ง อย่างแท้จริง องค์กรจึงจะได้คนดีมีฝีมือมาร่วมกันพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว

อุปสรรคทาให้เข้มแข็ง คนที่ผ่านอุปสรรคมามากมักจะเข้มแข็งมากกว่าคนที่ไม่ค่อยผ่านอุปสรรค เพราะ คนที่ผ่านอุปสรรคและฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ จะเกิดภูมิคุ้มกันที่จะต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย หลายคนท้อแท้เมื่อต้องพบกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า บาง คนคิดไม่ออกว่าจะเอาชนะอุปสรรคได้อย่างไร หากเราคิดหรือมองในมุมบวกว่า อุปสรรคทําให้เข้มแข็ง เราจะเกิดกําลังใจขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ และมีพลังที่พร้อม จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานัปการ จนสามารถเอาชนะอุปสรรคมาได้อย่างไม่ ยากเย็นนัก คนที่ไม่เคยผ่านอุปสรรคใดๆ มาเลย จะมีภูมิคุ้มกันต่า จึงไม่สามารถ เผชิญกับ อุปสรรคใด ๆ ได้ คนเหล่านี้จะต้องออกไปสัมผัสกับโลกภายนอกบ้าง จะได้พบกับอุปสรรค หรือ ปัญหา และแนวทางแก้ไขหลาย ๆ รูปแบบจากประสบการณ์จริง ดังนั้น ยิ่งเราพบอุปสรรคมากเท่าใด เราก็ยิ่ง จะเข้มแข็งมากขึ้นเป็นทวีคูณ อ่านต่อฉบับหน้า

200. Obstacles make us strong.

--------------------------------------------------ขอขอบคุณ Mr.Kim Robertson และ Mrs.Mary Robertson,Missionaries ชาวนิวซีแลนด์ ประจําจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ให้ข้อคิดและคําแนะนําที่เป็นประโยชน์ในการเขียนบทความครั้งนี้เป็นอย่างดียิ่ง ....

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

21


ไฟตัดหมอกใช้ไม่เป็นอาจถูกตารวจจับได้ ทุกวันนี้ หากเราใช้เวลาอยู่บนท้องถนนในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์ (เวลามืด) เราจะสังเกตเห็นรถหลายชนิด (รถเก๋รถตู ง ้ รถกระบะ) และหลายคันที่เปิด ไฟส่องสว่างหน้ารถสองดวงใหญ่ ๆ และยังมีไฟอีกสองดวงที่ติดอยู่ที่กันชน ด้านล่างที่ให้ความสว่างมาก สองดวงหลังนี้คือไฟตัดหมอก ไฟตัดหมอกนี้ สําหรับรถรุ่นใหม่จะติดมาจากโรงงานหรือบริษัทผู้ผลิตรถ ส่วนรถเก่าที่ไม่มีก็จะ ขวนขวายหาซื้อมาติด ซึ่งตามร้านประดับยนต์มีทุกร้าน ถ้าถามว่าติดทําไม คําตอบที่ได้ คงเป็นคําว่า สวยดี ดูแล้วเท่ห์ สําหรับรถใหม่ที่โฆษณาใน TV ที่มี ไฟตัดหมอกติดมาให้ ก็ไม่เคยพูดถึงประโยชน์ว่าติดทําไม บอกเพียงว่ามีไฟ ตัดหมอกให้ แต่การใช้ประโยชน์ของไฟตัดหมอกคืออะไร ผู้เป็นเจ้าของรถ คงไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง แต่คงเข้าใจว่ามีไว้เปิดใช้เพื่อความเท่ห์ เพราะเห็นรถที่วิ่งในกรุงเทพฯ และตามถนนทั่วไป ที่มีไฟตัดหมอกจะเปิดไฟนี้ เกือบทุกคัน ตํารวจนครบาล (บช.น.) ที่ดูแลงานด้านการจราจร เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน เรื่องการใช้ไฟตัดหมอกของรถต่างๆ ที่วิ่งอยู่ บนท้องถนน ซึ่งปัจจุบันรถที่ผลิตขึ้น จะมีไฟตัดหมอกติดมากับตัวรถในตําแหน่ง และลักษณะที่ถูกต้องตาม กฎหมาย แต่พบว่า การเปิดไฟดังกล่าว รบกวนทัศนวิสัยการขับรถของผู้อื่น และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่ตั้งใจติดไฟโดยใช้สีสันให้สะดุดตา และผู้ขับขี่บางคนที่เผลอไปเปิดไฟดังกล่าวโดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากตําแหน่งสวิตช์อยู่ใกล้จุดเปิดปิดไฟหน้า ในเรื่องนี้ การใช้ไฟตัดหมอกที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 แก้ไข เพิ่มเติมปี 2536 ได้มีการระบุการใช้ไฟตัดหมอก สามารถใช้ได้ต่อเมื่อรถวิ่งอยู่ในสภาวะที่มีหมอก ควัน หรือฝุ่น ละอองจนเป็นอุปสรรค อันอาจเกิดอันตรายในขณะขับรถและต้องไม่มีรถอยู่ด้านหน้า หรือสวนมาในระยะของแสง ไฟ หรือในระยะ 150 เมตร โดยสามารถใช้หลอดไฟแสงขาวหรือแสงเหลือง ที่มีกําลังไฟไม่เกินดวงละ 55 วัตต์ เท่านั้น หากมีการใช้ไฟตัดหมอกไม่เป็นไปตามประเภท ลักษณะและเงื่อนไขที่กําหนดจะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 5 (พ.ศ. 2 5 3 6 ) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2 5 2 2 ดังความต่อไปนี้ วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

22


ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของ (1) ในข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 " รถคันใดจะมีโคมไฟหน้ารถเพื่อใช้ตัดหมอกก็ได้ โดยติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวงอยู่ในระดับ เดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลืองมีกําลังไฟเท่ากัน ไม่เกินดวงละ 55 วัตต์ สูงจากพื้นทางราบไม่เกินกว่าระดับ โคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ํา ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ํากว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ .20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา " ข้อ 2 ....................... ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (3 ทวิ) ของข้อ 13 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) ออกตาม ความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 " (3 ทวิ) ในกรณีที่รถมีโคมไฟเพื่อใช้ตัดหมอก จะเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างได้เฉพาะในทางที่จะ ขับรถผ่านมีหมอก ควัน หรือฝุ่นละออง จนเป็นอุปสรรค อันอาจเกิดอันตรายในขณะขับรถ และเมื่อไม่มีรถอยู่ ด้านหน้าหรือสวนมาในระยะของแสงไฟ"

ไฟตัดหมอก ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันต้องมีกาลังไฟที่แรง และสว่างมากกว่าไฟติดหน้ารถปกติ พอสมควร ถ้าไม่จาเป็น อย่าเปิดเลย มันแยงตารถคันข้างหน้าที่คุณขับตามหลังอยู่ และอาจถูกตารวจจับได้

พบกันใหม่ฉบับหน้า...

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

23


มีความสุขปีใหม่ ด้วยใจที่คิดดี ฉบับนี้ขอส่งความสุขและสวัสดีเริ่มปีใหม่ พ.ศ. 2555 ด้วยข้อคิดเตือนใจดีๆ ที่พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ส่งมาให้ ในหลากหลายช่องทาง มอบต่อเป็นบรรณาการน้ําใจให้ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก เพื่อเป็นกําลังใจตั้งสติเริ่มต้นกันใหม่กับสิ่งดีๆ ในปีมังกรคะนองน้ําด้วยกันถ้วนหน้าครับ ● คิดดี พูดดี ทําดี เป็นศรี เป็นพรสูงสุด ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์ เปรียบประดุจความดีที่ทําเอง ความคิด อย่างหนึ่งที่สมควรฝึกให้เกิดขึ้นเป็นประจํา คือความคิดว่า “พอ” คิดให้รู้จัก “พอ” ผู้รู้จักพอ จะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักพอ จะเป็นผู้ร้อนเร่า แสวงหาไม่รู้จักหยุดยั้ง คนรวยที่ไม่รู้จักพอ ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา คนจนที่รู้จักก็พอ เป็น คนมั่งมีตลอดเวลา (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศวิหาร) ● ุให้พอดีเหมือนกับไม้สอยมะม่วง ยาวหรือสั้นเกินไปมันใช้ไม่ได้ การปฏิบัติถ้าปัญญาสูงเกินไป ก็สอนยาก ต่ําเกินไปก็สอนยาก ต้องหาให้มันพอดี คือไม่สูงไม่ต่ําเกินไป ฉะนั้นธรรมะไม่ต่ําเกินไปหรือสูงเกินไป (หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี) ● มีชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องรู้สึกว่า เราดี-เด่น-ดัง อะไรเลย เพียงแต่รู้สึกว่าเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุดคนหนึ่ง นั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้(พุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี) ● โลกต้องการคนดี มิใช่เพื่อให้มารับรางวัล แต่เพื่อมาช่วยทําชีวิตและสังคมให้ดีขึ้น ไม่พึงทําความดีเพื่อเอา ความดีมาเสริมตัวตน แต่พึงสละตนเพื่อเสริมความดี คนทําดีอย่างแท้จริง เสียสละได้แม้กระทั่งการที่จะให้คนอื่นรู้ว่าตน ได้ทําความดี (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม) ● อยากได้ดี ไม่ทําดี นั้นมีมาก.. ดีแต่อยาก หากไม่ทํา คนขําหนอ.. อยากได้ดี ต้องทําดี อย่ารีรอ.. ดีแต่ขอ รอแต่ดี ไม่ดีเลย.. จงทําดี อย่าติดดี มีแล้วให้.. ดูแลผู้ ยากไร้ อย่าได้เฉย.. กรรมดีหนุน กุศลค้ํา ไม่ต่ําเลย.. แม้อาจเคย พลาดฝัน อย่าหวั่นใจ.. ถ้าเราได้ ทุกอย่าง ดังที่คิด.. ชั่วชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน.. ได้บ้าง เสียบ้าง ช่างปะไร.. ยิ้มสูด้้ไวปยจิตที่ มีปัญญา.. บนเส้นทาง ชีวิต ที่ก้าวเดิน.. ล้วนเผชิญ เรื่องมากมาย ให้กังขา..ต้องทบทวน เรียนรู้ และพัฒนา.. ใช้ปัญญา นําตน พ้นทุกข์ไป.. ไม่ต้องบิน ให้สูง อย่างใครเขา.. จงบินเอา เท่าที่เราจะบินไหว.. ท่าที่บินไม่จําเป็นต้องเหมือนใคร.. แค่บินไป ทางใจฝัน... เท่านั้นพอ… (รวมมิตร) ● เวลาไม่เคยรอใคร..ชีวิตจะมีค่า ถ้ารู้ว่าเราอยู่เพื่ออะไร และจะไปสู่เปฺาหมายนั้นได้อย่างไร …ด้วยการตั้ง หลักที.่ .ความเห็นที่ถูกต้อง ความคิดที่ถูกต้อง และการกระท้าที่ถูกต้อง ● การบรรลุเปฺาหมายสําคัญก็จริง แต่..ช่วงระหว่างทางที่กําลังก้าวไปสู่ความสําเร็จ กลับสําคัญไม่ยิ่งหย่อน กว่ากัน.. ท่าทีที่เหมาะสม..อารมณ์ที่ควบคุมได้ และการใส่ใจทุกข์สุขกันในช่วงระหว่างทางนี้เป็นสิ่งจําเป็นยิ่ง ● การชนะ คนอื่น หมื่นแสนหน.. เดี๋ยวกลับตน เป็นแพ้ ไม่แน่หนอ.. ชนะตน จากชั่ว เท่านั้นพอ.. ย่อมเกิดก่อ สุขแท้ แก่ตนเองุสุขหรือทุกข์ เรารู้ อยู่ที่จิต. ถูกหรือผิด เรารู้ อยู่ที่ผล. ดีหรือชั่ว เรารู้ อยู่ที่ตน.. มีหรือจน เรารู้ อยู่ที่ใจ… อยูุ ่ แบบรู้ มัธยัสถ์ ขจัดโลภ อย่างุคนโอบ อ้อมอารี มีแต่เพื่อน พอุ มีแล้ว แบ่งปันให้ ไม่แชเชือน

เพียงุ เพราะเรา คือเพื่อน ร่วมแผ่นดินุ.. มีความสุขด้วยกายใจที่ผ่องใส สดชื่น สดใสตลอดปี มีความสุขตลอดไปครับทุกท่านรวมถึงครอบครัวทุกคนด้วยครับ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

24


ค่านิยม ABC DEF ทาแล้วอะไร บทบาทของ พัฒนาการจังหวัดในการเสริมสร้างค่านิยมองค์การ *ดร.ไพศาล สุขปัญญา พัฒนาการจังหวัดชัยนาท

ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตรในทุกมิติ ส่งผลให้ภาครัฐจําเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน โครงสร้าง กระบวนการ และวัฒนธรรมในการบริหารจัดการ เพื่อให้ภาครัฐเป็นระบบที่เกื้อกูลไวต่อปัญหาและ ความต้องการของประชาชน ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมและประชาคมโลก รวมทั้ง เสริมสร้างวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยมีจุดหมายสูงสุด เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข สังคม มีเสถียรภาพ ฉะนั้น การพัฒนาประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน จึงจําเป็นต้องพิจารณาทบทวนว่า ในอนาคตนั้นการพัฒนาที่ท้าทายต่อการอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของสังคมไทยควรมี แนวทาง เช่นไร ที่ไม่ทําให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศไทย โดยรวม จากการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยีในช่วงปัจจุบัน ได้ส่งผลทําให้รัฐบาลต้อง พัฒนาระบบราชการซึ่งถือเป็นระบบที่สําคัญระบบหนึ่งของประเทศ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูประบบ ราชการโดย พัฒนาระบบบริหารและองค์การภาครัฐให้อยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และการจัดการภาครัฐ แนวใหม่ที่ ต้องการสร้างการบริการที่มีคุณภาพ ปรับปรุงระบบและวิธีการทํางานของหน่วยงานให้มีความทันสมัดย้วยการนํา เทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบคน เงิน งาน และการบริหารจัดการ มีการวัดผลงานที่เป็นระบบและ รูปธรรมที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของงาน แนวคิด การพัฒนาคนในองค์กร เพื่อให้ได้คนที่มีคุณภาพ จะมีส่วนสําคัญในในการเสริมสร้างค่านิยม องค์การนั้น เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองและรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการพัฒนาคน การสร้างคนในองค์กรถือว่าเป็นสิ่งที่ สําคัญอย่างยิ่ง หลายองค์กรได้นําเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาเป็นกลยุทธ์ ในการแข่งขัน เพื่อมุ่งไปสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงอย่างยั่งยืน ถ้ามาพิจารณากันในเบื้องต้นว่า ปัจจุบันนี้ข้าราชการ ในองค์กรของเราเป็น “คนที่มีคุณภาพ” มากน้อยแค่ไหน และข้าราชการทุกระดับ ในองค์กรควรต้องมีคุณลักษณะ อย่างไรจึงจะสามารถทําให้องค์กรพัฒนาและบรรลุตามกลยุทธ์ หรือวิสัยทัศน์ที่กําหนด ซึ่งคําว่าคุณภาพของแต่ละ องค์กร ของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้ และมาตรฐานในแต่ละองค์กร และแต่ละบุคคล สําหรับกลยุทธ์ในการพัฒนาคนในภาครัฐ เพื่อสร้างคนคุณภายในองค์กรนั้น ในฐานะพัฒนาการจังหวัดในฐานะ ที่ทําการเสริม สร้างค่านิยมองค์การเพื่อพัฒนาคนและองค์กร จึงขอเสนอแนวคิด การเสริมสร้างค่านิยมองค์การ ในการพัฒนาคนในองค์กรซึ่งเป็น Tacit Knowledge ดังต่อไปนี้ ---------------------------------* สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชัยนาท เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนค่านิยมองค์การ ประจําปี 2553

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

25


แนวคิดที่ 1 พัฒนาศักยภาพและสมรรถนะโดยยึด “บริหารคน การบริหารความคิด บริหารงาน” ดังต่อไปนี้

1.1 การบริหารคน ประกอบด้วย 1.1.1 การพัฒนาคน โดยยึดหลักความเสมอภาค โปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม บุคลากรต้องมี ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติและความคิดริเริ่มแนวใหม่ที่ทันสมัย ยึดการทํางานเป็นทีม สร้างเครือข่ายใน การปฏิบัติงานเป็นที่ยอมรับของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด 1.1.2 ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรที่มีความรู้ความ สามารถ อุทิศตนเพื่องานราชการได้มี โอกาสในความเจริญก้าวหน้าตามความเหมาะสม 1.1.3 พัฒนาสนับสนุนงานด้านวิชาการแก่บุคลากรในองค์กร ให้มีศักยภาพและคุณภาพ สามารถสนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงานให้แก่ทีมงานในองค์กรทุกระดับ 1.1.4 ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรในองค์กร ให้มีทักษะความชํานาญในการใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีสื่อสารในระบบสารสนเทศ เชื่อมโยงและรายงานผลข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและ ส่วนกลาง 1.1.5 การพัฒนาและวางบุคลากรในตําแหน่งที่เหมาะสม (Put the right man in right job) โดยค้นหาจุดแข็งของคนในองค์กร มอบหมายภารกิจให้ตรงตามความถนัด และมอบหมายภารกิจเชิงบูรณาการ ให้เหมาะสมกับบุคลากรโดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ 1.2 การบริหารความคิด ประกอบด้วย 1.2.1 พัฒนาความคิดในเชิงยุทธศาสตร์ สามารถมีเปฺาหมาย ทิศทาง กลยุทธ์ ตัวชี้วัดในการทํางาน ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคโลกาภิวัตน์เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวง กรม และสามารถรองรับกับสภาวการณ์ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง 1.2.2 พัฒนาความคิดบุคลากรขององค์ ให้มีแนวคิด ปรัชญา อุดมการณ์หลักการและกระบวนการ ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้ง แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ จากข้อมูล ข่าวสาร ด้านการบริหารงานที่ทันสมัย และ เป็นอาหารสมองเพื่อเสริมแนวความคิดในการสร้างงาน 1.2.3 บุคลากรขององค์กร จะต้องมีการพัฒนาความรู้ทางวิชาการอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความ หลากหลายในความคิดของ การบริหารงานด้านวิชาการ การวางแผนงานและโครงการ ซึ่งจะส่งผลทําให้บุคลากร ขององค์กรสามารถทํางานทดแทนกันในงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

26


1.2.4 พัฒนาความคิดให้บุคลากรขององค์กรให้มีความซื่อสัตย์ ไม่คิดทุจริต คอรัปชั่น รักอาชีพ เสียสละ ทุ่มเท อุทิศต่อการทํางาน เพื่อสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับประชาชน พหุภาคีและเครือข่ายในการทํางาน ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน 1.3 การบริหารงาน ประกอบด้วย 1.3.1 ผลงานทางด้านวิชาการ แผนงานและโครงการต้องสามารถวัดและประเมินผลถึงความสําเร็จ สามารถเป็นเครื่องมือในการทํางานแก่บุคลากรทุกระดับ 1.3.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดทําและการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในเชิงคุณภาพ มีการ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อองค์กร แก่บุคลากรในองค์กร พหุภาคี เครือข่ายการพัฒนา ทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน 1.3.3 จัดลําดับความสําคัญของงาน ภารกิจใดไม่จําเป็นควรยกเลิก ทําความเข้าใจกับจังหวัด เกี่ยวกับการกําหนดความสําคัญของงาน ว่างานใดที่สําคัญและพลาดไม่ได้ มีการกําหนดเจ้าภาพและผู้รับผิดชอบ ที่ชัดเจน 1.3.4 มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานในเชิงรุก ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและ ส่วนภูมิภาคได้รับทราบ โดยผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 1.3.5 มีการพัฒนาระบบการติดตามประเมินผล โดยการสร้างระบบการกําหนดตัวชี้วัด และเกณฑ์ ในการติดตามประเมินผลที่ชัดเจน มุ่งเน้นทั้งทางด้านปัจจัยนําเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ ต่อองค์กร แนวคิดที่ 2 เสริมสร้างระบบการทํางาน เพิ่มทักษะ กระบวนทัศน์ สร้างค่านิยม โดยยึดหลัก (พัฒนาระบบเพิ่ม ทักษะ ปรับกระบวนทัศน์ ส่งเสริมค่านิยมและจริยธรรม) ดังกลยุทธ์ ดังต่อไปนี้

2.1 พัฒนาระบบการทางานและเพิ่มทักษะ 2.1.1 ส่งเสริม ให้หน่วยงานในองค์กรทุกระดับ จัดทําระบบแผนงาน โครงการ การพัฒนาบุคลากร เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic HR) เพื่อกํากับ แนะนํา ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ทุกสายงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แนวทางในการเสริมสร้างสมรรถนะหลัก ( Core Competency) และสมรรถนะตามสายงาน ( Functional Competency) 2.1.2 สร้างระบบการทํางานในลักษณะเป็นทีมงานในเชิงบูรณาการ มีการพัฒนาทั้งในระดับบุคคล ทีมงานและระดับองค์กรในด้านทัศนคติ การตัดสินใจ พร้อมทั้งสร้างความมุ่งมั่นในการบริการประชาชนแก่ บุคลากรขององค์กร ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการพัฒนาระบบงานโดยการเทียบงาน ( Benchmarking) และทําแบบอย่างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

27


2.1.3 ส่งเสริมระบบการจัดทําหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถตรวจสอบและประเมินผลจาก หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกองค์กร ตลอดจนสามารถนําเสนอผลการดําเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.1.4 สร้างระบบเครือข่ายให้กว้างขวาง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทั้งภายในหน่วยงานและ นอกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน มีการประชาสัมพันธ์ในหลากหลายทิศทาง 2.1.5 สร้างทักษะในการสื่อสาร การประสานสัมพันธ์ การมีจิตใจที่มุ่งบริการ การบริหารงาน วิชาการ แผนงาน โครงการ และใช้ Balanced Scorecard ในการวางแผนกลยุทธ์ แก่เจ้าหน้าที่ขององค์กร ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2.2 เสริมสร้างและปรับกระบวนทัศน์ในการทํางาน 2.2.1 ส่งเสริมการปรับกระบวนทัศน์ การทํางานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ แก่บุคลากรพัฒนาชุมชนทุกระดับ เพื่อให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่มัวหลงกระบวนทัศน์เดิม 2.2.2 ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่แบ่งพรรคพวก ร่วมคิด ร่วมทํางาน ในลักษณะเป็น ทีมงาน ร่วมกันรับผิดชอบงาน 2.2.3 ปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลในองค์กรให้มีความคิดเชิงบวก ( Positive Thinking) และมี การพัฒนาวุฒิทางอารมณ์ (EQ) ที่เหมาะสมจะทําให้เกิดการทํางานอย่างมีความสุข 2.3 ส่งเสริมค่านิยมและจริยธรรมที่เหมาะสม 2.3.1 ตั้งคณะกรรมการทั้งส่วนกลางและภูมิภาคในเชิงบูรณาการเพื่อพิจารณาคัดเลือกเจ้าหน้าที่องค์กร ที่ความประพฤติดี มีคุณธรรมและจริยธรรม มายกย่องเชิดชู จะทําให้เกิดผลดีทั้งทางด้านจิตวิทยาการทํางานและ เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติงาน แก่บุคคลทั้งภายในและภายนอก องค์กรต่าง ๆ ทุกภาคส่วน 2.3.2 ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ในองค์กรได้รับการปลูกฝังค่านิยมที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม และการเข้าร่วม กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและ การมีส่วนร่วมในการบําเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม 2.3.3 สร้างค่านิยมของบุคลากรในพื้นที่บางส่วนที่ยังหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข การใช้จ่ายเงินอย่างไม่ ระมัดระวัง ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ไม่ดีต่อองค์กรและมีผลเสียต่อตนเองและครอบครัวในลักษณะการให้ คําแนะนํา ปฺองกันและการประเมินผล บทสรุป แนวคิดในการเสริมสร้างค่านิยมองค์การ โดยการพัฒนาคนในองค์กร ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ผู้เขียน แยกเป็น 2 ส่วน คือ คนในองค์กร และผู้บริหารคนในองค์กร โดยคนในองค์กรนั้น ต้องมีการพัฒนา บุคลิกภาพให้มีสุขภาพกาย จิตที่สมบูรณ์ มีความ กระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน มองโลกในแง่ดี ปรับกระบวน ทัศน์ใหม่ น้อมนํา “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ” มาใช้ในการครองตนและการปฏิบัติงาน ยึดหลักธรรมาภิบาลมาใช้ ในการครองชีวิต การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องทั้งกายและใจ มีความตั้งใจจริง ใฝูรู้ ทุ่มเท อุทิศตนต่อการทํางาน บริหารเวลาให้เหมาะสม และในขณะเดียวกันผู้บริหารคนในองค์กร ต้องยึดหลักความเสมอภาค โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน ทํางานเป็นทีม ส่งเสริมคนดีและพัฒนางานในรูปพหุพาคี มีตลอดจนต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการจุดประกายความคิด หรือกระตุ้นการปฏิบัติงานให้เกิดได้อย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด โดยไม่ใช่ทําเสมือนไฟไหม้ฟาง ซึ่งจะเกิดอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

28


50 ปี พช. 2503 เริ่มจากส่วนฯแห่งกรมมหาดไทย

พัฒนาท้องถิ่นไกลให้รุดหน้า “พัฒนากร”ทางานสร้างสรรค์มา จากปลัดพัฒนาฯภาระไกล

1 ต.ค. 2505 1 ตุลา 05 กรม พช. ยกฐานะเกิดก่อต่องานใหญ่ สนองตอบปัญหารุกเร็วไว พร้อมรับใช้ชนบทด้วยอดทน

2515-2524 *ช่วงแผนพัฒนาฯ สามและสี่ พัฒนาคลุมพื้นที่ทั่วเหนือใต้ ต่อเนือ่ งงานช่วงแรกก้าวรุกไกล เน้นราษฎร์ให้มสี ่วนร่วม-พึ่งพาตน *นาประชา-รวมกลุ่มกิจก่อเกิด ทั้งกาเนิด”อาสาสมัคร” ทั่วทุกหน “กลุ่มเป็นฐาน-เป็นพลัง” พิพฒ ั น์ดล สร้างพลังชุมชน พัฒนา

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

*50 ปี พช. เพื่อน้องพี่ ประชาชีชาวไทยใน ทุกหน 50 ปี ผันผ่านนานเต็มคน ผ่านทุกข์ทน-สุขสันต์กาลเวลา

2505-2514 ระยะแรกแผนชาติฯหนึ่งและสอง ช่วงนาร่องยุทธวิธีที่เข้มข้น แนวปฏิบตั ิที่เหมาะรับกับชุมชน สภาพคน-เศรษฐกิจคิดแนวทาง เน้นการฝึกฝีมือสมัยใหม่ “ประชาธิปไตย” ได้จดั วาง ส่งเสริมสร้างการปกครองผองประชา *“พัฒนากร ส.ด.ย.” ก่อกาเนิด วิชาการงานเปิดประกาศค่า สนับสนุน “พก.” ด้านวิชา พัฒนาสังคม-ครัวเรือนไทย

29


2525-2534 *ระยะ 3 ช่วงแผนชาติฯ ห้าและหก สู่ย่างศกสาคัญงานก้าวหน้า “พัฒนาชนบท” กาหนดมา นโยบายรัฐพาลงแดนไกล 9 แผนงาน พช.สู่ท้องที่ เด็ก, สตรี, เยาวชน, เสริมรายได้ พัฒนา “คน” เน้นพัฒนา “ใจ” ร่วมแก้ไข-ร่วมคิด กิจดารง 2535-2543 *ยุคแบ่งส่วนราชการ กรม พช. ภารกิจเกิดก่อข้อมูลฯ บ่ง “เพื่อพัฒนาชนบท” กาหนดลง คปต. เสริมส่งวางแผนงาน กชช.-กนภ., กสช.-คพต. “จปฐ.” เป็นพื้นฐาน กข.คจ. ช่วยไทยให้สราญ เพื่อชาวบ้านมีทนุ เสริมเพิ่มทางไกล 2545-2555 *ยุคปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการงานขนาดใหญ่ พช.ยังยืนยงคงคู่ไทย ประสานงานประสานใจชัยประชา *กทบ.เงินล้านคู่บ้านทุ่ง จุดหมายมุ่งอาชีพหนุนสร้างคุณค่า นตผ.โอทอป ประกอบพา มีเงินตราอาชีพเสริมเพิ่มหนทาง *พัฒนาชุมชนคนน้องพี่ วันเดือนปีเปลี่ยนไปใช่เหินห่าง สถานการณ์เปลี่ยน-คนเปลี่ยนวงเวียนวาง “คนทาทาง” รุ่นแรกกล้ามิลาไกล “ราษฎร์พึ่งตนเองได้” เป้าหมายสุด หลักมนุษย์ครองคนครองตนได้ ตามวิถีประชาธิปไตย ถึงอาลาก็อาลัยในปวงชน...

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

30


ภาพกิจกรรม

นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมผู้บริหารกรมฯ และข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน นําคณะสื่อมวลชนและ “คุณพอเพียงอาสาพัฒนาชุมชน ” พ.ท.วันชนะ สวัสดี (ผู้พันเบิร์ด) และนางสาวมนทพันท์ คงนุ่น (น้องนุ่น) เยี่ยมชม กิจกรรมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ต้นแบบ พร้อมร่วมเสวนา “ความสําเร็จของหมู่บ้านเศรษฐกิจ พอเพียงต้นแบบบ้านร่องปลายนา จ.เชียงราย และศูนย์เรียนรู้ ชุมชนในเขตพื้นที่อําเภอแม่ลาว จังหวัด เชียงราย” โดยมี.. นายประสงค์ นิวบุตร พัฒนาการจังหวัดเชียงราย และ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับ

นางกอบแก้ว จันทร์ดี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมกิจกรรมการขับเคลื่อนปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ณ อ.แม่สลอง จ.เชียงราย โดยมี..พัฒนาการจังหวัดเชียงราย และเจ้าหน้าที่ พัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

31


ภาพกิจกรรม นายพิสันติ์ ประทานชวโน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นายเส่ง สิงโตทอง ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาทุนและ องค์กรการเงินทุนชุมชน ติดตาม การดําเนินงานของหมู่บ้านเศรษฐกิจ พอเพียงต้นแบบบ้านชะวึก อําเภอเมือง จังหวัดระยอง

นายนิสิต จันทร์สมวงษ์ รองอธิบดีกรม การพัฒนาชุมชน เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วม การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและการประชุม ระดับรัฐมนตรี ว่าด้วยการลดความยากจนฯ ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

นางสุรวี วงศ์ใฝ พัฒนาการจังหวัดพิษณุโลก มอบหมายให้ นางจริยา สมวันดี นักวิชาการพัฒนาชุมชนชํานาญการ นําประชาชนในโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดําริฯนําผลผลิต"พืชผักปลอดสารพิษ ชีวิตปลอดภัย" มาจําหน่ายบริเวณศาลากลางจังหวัด

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

32


ดร.สรฤทธ จันสุข

2555 – 2559 เส้นทางสู่ ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2555 เริ่มย่างก้าวสู่ 50 ปี กรมการพัฒนาชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นของแผนยุทธศาสตร์กรม การพัฒนาชุมชน พ.ศ. 2555 - 2559 ที่ผ่านมา พวกเราได้บ่มเพาะนักพัฒนา เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวอบอุ่น ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีมีความสุข แม้ว่าจะบรรลุตามตัวชี้วัดและค่าเปฺาหมายอย่างดี แต่ภารกิจสร้างชุมชนเข้มแข็งก็ยัง ไม่เสร็จสิ้น กลับมีทีท่าว่าจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น ด้วยประสบการณ์และเวลาที่ผ่านมาตลอด 50 ปี ย่อมเป็น บทเรียนที่ทรงคุณค่า เป็นเครื่องมือ เป็นวิธีการที่จะผลักดันภารกิจไปสู่จุดหมายของการพัฒนาชุมชนได้ ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เป็นเปฺาหมายสุดท้ายที่กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งหวังเพื่อก้าวไปสู่เส้นชัยของ การพัฒนา แม้จะเป็นการเดินทางที่ยากขึ้น นานขึ้น ทุ่มเทมากขึ้น แต่ด้วยความมุ่งมั่น ความเพียร ทรัพยากรบุคคล ที่มีค่า และเครื่องมือ ที่เพียบพร้อมต่อการนํายุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติด้วยวิธีการและเส้นทางสายใหม่ ความท้าทาย ที่จะไปถึงเส้นชัยร่วมกัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป หากเราพร้อมที่จะรวมพลังสร้างมันให้เกิดขึ้น ในยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน พ.ศ. 2555 2559 จึงมีวิสัยทัศน์ว่า “ ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ” เป็นเปฺาหมายของการต่อสู้กับความอ่อนแอของชุมชน ปัญหาความยากจนของประเทศ การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น การพัฒนากลไก เครื่องมือของชุมชนให้พร้อม รับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดในอนาคต การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยภูมิปัญญา การสร้างทุนชุมชน ให้มั่นคงและมีธรรมาภิบาล ควบคู่กับการสร้างองค์กรให้มีสมรรถนะสูง และส่งเสริมการเกื้อกูลชุมชน จึงได้นําภารกิจ ตามกฎกระทรวง และนโยบายของรัฐบาล มากลั่นเกลาให้เป็นพันธกิจ 4 ประการ ได้แก่ 1. ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการบริหารจัดการชุมชน 2. พัฒนาระบบและกลไกส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของชุมชน 3. ส่งเสริมการพัฒนาระบบกลไกและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4. พัฒนาสมรรถนะองค์กรในการทํางานเชิงบูรณาการ ตามกระบวนการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ ต้องวิเคราะห์ศักยภาพกรมการพัฒนาชุมชน ( SWOT) พบว่ามีน้ําหนัก ของจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง และมีโอกาสสร้างชุมชนเข้มแข็งมากกว่าอุปสรรค มีตําแหน่งทางยุทธศาสตร์ “ ปรับปรุง องค์กร” ปัจจุบันแผนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน พ.ศ. 2555 - 2559 มียุทธศาสตร์ กลยุทธ์ แผนงาน และโครงการ สําคัญ ดังนี้ 1. สร้างสรรค์ชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข มุ่งให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีมีความสุข ภายใต้ กลยุทธ์แก้ไขปัญหา ความยากจนแบบบูรณาการ เพื่อให้ครัวเรือนยากจนพึ่งพาตนเองและชุมชนได้อย่างยั่งยืน กับ กลยุทธ์เสริมสร้างความสุข มวลรวมชุมชนโดยพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ความสุขมวลรวมของชุมชน ( Gross Village Happiness) เพิ่มขึ้น 2. เสริมสร้างขีดความสามารถการบริหารงานชุมชน มุ่งให้ชุมชนมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการแบบ บูรณาการ ภายใต้ ๔ กลยุทธ์สําคัญ คือ กลยุทธ์บริหารจัดการข้อมูลเพื่อการพัฒนาชนบทไทย เพื่อให้ข้อมูลพื้นฐานและ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

33


สารสนเทศชุมชนได้รับการยอมรับและใช้ประโยชน์ กลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถผู้นา องค์กร เครือข่าย เพื่อให้ผู้นํา องค์กร เครือข่ายมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการชุมชน กลยุทธ์ขับเคลื่อนและบูรณาการแผนชุมชนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้แผนชุมชนมีคุณภาพและนําไปใช้ประโยชน์ และกลยุทธ์ส่งเสริมการบริหารจัดการความรู้ของชุมชน เพื่อให้ชุมชน มีการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต 3. ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่งให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยกระดับไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีกลยุทธ์สําคัญ คือ ลยุทธ์พัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และการตลาด เพื่อให้ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการมีรายได้จากการจําหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น กลยุทธ์ส่งเสริมการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเผยแพร่สู่เวทีโลก เพื่อให้ชุมชนมีการอนุรักษ์สืบสานและเผยแพร่ภูมิปัญญา ท้องถิ่น และกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนมีคุณภาพได้มาตรฐาน 4. เสริมสร้างธรรมาภิบาลและความมั่นคงของทุนชุมชน มุ่งให้ชุมชนมีธรรมาภิบาลและความมั่นคง ภายใต้ กลยุทธ์ส่งเสริมธรรมาภิบาลของกองทุนชุมชน เพื่อให้ชุมนมีแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ แก้ไขปัญหาความยากจน และจัดสวัสดิการชุมชน กับ กลยุทธ์พัฒนาทุนชุมชนให้มั่นคงสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ทุนชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 5. เสริมสร้างองค์กรให้มีขีดสมรรถนะสูงมุ่งให้องค์กรมีสมรรถนะสูงเกิดประโยชน์สุขต่อประชาชนมีกลยุทธ์สําคัญ คือ กลยุทธ์พัฒนาองค์กรที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง : องค์กรแห่งการพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาชุมชน เพื่อให้องค์กรเป็น เลิศด้านการบริหารองค์การ กลยุทธ์บริหารทรัพยากรบุคคลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดสมรรถนะองค์กร เพื่อให้บุคลากร เก่ง ดี มีความสุข และผูกพันกับองค์กร กลยุทธ์พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการบริหาร ยุทธศาสตร์ เพื่อให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสําหรับบริหารยุทธศาสตร์อย่าง มีประสิทธิภาพ และกลยุทธ์เสริมสร้าง ภาพลักษณ์ขององค์กร เพื่อให้องค์กรมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับ ปัจจุบันถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องทําความเข้าใจ เรียนรู้แผนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน พ.ศ. 2555 - 2559 และใช้มันเป็นเครื่องมือถางทางสร้างสรรค์ผลงานของกรมการพัฒนาชุมชนไปสู้เปฺาหมาย “ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐาน รากมั่นคง” บนความร่วมมือและความเกื้อกูลกันของพวกเราทุกคน -

GVH

:

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

34


สวัสดีค่ะ…ในปี พ.ศ.2558 หรือ 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะฉะนั้น เรามารู้จักกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกันก่อนค่ะ

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC: ASEAN Economic Community กฤตชญาภัค อุ่นเสรี*

ความเป็นมาของอาเซียน อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( Association of Southeast Asia Nations หรือ ASEAN) เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพ ( The Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในเวลาต่อมา ได้มีประเทศสมาชิกเพิ่มเติม ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม (เป็นสมาชิกเมื่อ 7 มกราคม 2527) และประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา (วันที่ 30 เมษายน 2542), ลาว, พม่า (วันที่ 23 กรกฎาคม 2540) และเวียดนาม (วันที่ 28 กรกฎาคม 2538) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กลุ่ม CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam) ทําให้อาเซียนมีสมาชิก ครบ 10 ประเทศใน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ วัตถุประสงค์การจัดตั้ง อาเซียน ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้าน การเมือง เศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนํามาซึ่งเสถียรภาพทาง การเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม และเมื่อการค้าระหว่างประเทศในโลกมีแนวโน้มกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น ทําให้อาเซียนได้หันมา มุ่งเน้นกระชับและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันมากขึ้น สัญลักษณ์ของอาเซียน คือ รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ําเงิน รวงข้าว 10 ต้น หมายถึง ประเทศสมาชิก 10 ประเทศ สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สีแดง หมายถึงความ กล้าหาญ และการมีพลวัต สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ และสีน้ําเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง อย่างไร ก็ตาม อาเซียนก็ยังคงไว้ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ดังนี้ 1. ส่ งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค ------------------------* นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชํานาญการ สํานักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด สํานักงานปลัดกระทรวง

มหาดไทย

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

35


2. รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค 3. ใช้เป็นเวทีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาค อาเซียนครบรอบ 40 ปี ของการจัดตั้งในวันที่ 8 สิงหาคม 2550 โดยมีคําขวัญที่ตั้งขึ้นจากเวทีการ ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 และใช้กันทั่วอาเซียนว่า “ One ASEAN at the heart of dynamic Asia” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ท่ามกลางกระแส การเปลี่ยนแปลง และความท้าทายใหม่ๆ ในภูมิภาค นโยบายการดาเนินงานของอาเซียน จะเป็นผลจากการประชุมหารือในระดับหัวหน้ารัฐบาล ระดับรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน การประชุมสุดยอด (ASEAN Summit) หรือการประชุมของผู้นําประเทศสมาชิก อาเซียนเป็นการประชุมระดับสูงสุด เพื่อกําหนดแนวนโยบายใน ภาพรวมและเป็นโอกาสที่ประเทศสมาชิก จะได้ร่วมกันประกาศ เปฺาหมายและแผนงานของอาเซียน ในระยะยาว โดยจัดทําเอกสาร ในรูปแบบต่างๆ อาทิ แผนงานปฏิบัติการ( Action Plan) แถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) ปฏิญญา ( Declaration) ความตกลง ( Agreement) หรืออนุสัญญา ( Convention) ส่วนการประชุม ระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส จะเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาทั้งนโยบายในภาพรวมและนโยบายเฉพาะด้าน ด้านการเมืองและความมั่นคง อาเซียนได้จัดทําปฏิญญากําหนดให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเขตแห่งสันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง ( Zone of peace, Freedom and Neutrality-ZOPFAN) ในปี 2514 การจัดทําสนธิสัญญาไมตรี และความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( Treaty of Amity and Cooperation-TAC) ในปี 2519 สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone-SEANWFZ) ในปี 2538 และการริเริ่ม การประชุม อาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมือง และความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค (ASEAN Regional ForumARF) ด้านเศรษฐกิจ อาเซียนได้ลงนามจัดตั้ง เขตการค้าเสรีอาเซียน ( ASEAN Free Trade Area-AFTA) ในปี 2535 เพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกัน เพื่อช่วยส่งเสริมการค้าภายในอาเซียนให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ลดต้นทุน การผลิตสินค้า และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และได้ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อให้ การรวมตัวทางเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ และมีทิศทางชัดเจนโดยจัดตั้ง เขตลงทุนอาเซียน ( ASEAN Investment Area-AIA) ด้านสังคมและวัฒนธรรม อาเซียนมีความร่วมมือเฉพาะด้าน ( Functional Cooperation) ภายใต้ สังคมและวัฒนธรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน เพื่อให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนา ในทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี พบกันฉบับหน้าค่ะ... วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

36


วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส์

37

varasan_jan55  

varasan_jan55

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you