Issuu on Google+


บก.ทักทาย

สารบัญ

สวัสดีทานผูอาน ผูนําชุมชน เจาหนาที่พัฒนาชุมชน และนักเรียน นักศึกษา ทุกทาน ฉบับนี้..เปนวารสาร พัฒนาชุมชน E-Book ฉบับเดือนมีนาคม 2555 วันสตรีสากลปนี้ เปนชวงที่รัฐบาลเชิญชวนสตรีไทย ที่มีอายุตั้งแต 15 ปขึ้นไป ลงทะเบียนยื่นแบบฟอรม รวมดําเนินการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อมี สวนรวมในการบริหารจัดการเงินกองทุนของสตรี โดยเฉลี่ยจังหวัดละประมาณ 100 ลานบาท หลังจาก วันที่ 31 มีนาคม 2555 แลว ก็สามารถลงทะเบียน ไดนะครับ... สอบถามขอมูลรายละเอียดไดที่.... สํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอทุกอําเภอทั่วประเทศ ชวง 3 เดือนที่ผานมา ทานอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายประภาศ บุญยินดี มีนโยบายทํางานใหกับเจาหนาที่ พัฒนาชุมชนทั่วประเทศ ลงไปจังหวัดตาง ๆ ทานพูดถึง “ประเพณี ล งแขก” เพื่ อ การมี ส ว นร ว มของชุ ม ชน ในกิจกรรมการพัฒนาหมูบาน สิ่งแวดลอม ฉบับหนาจะ นํามาเสนอใหทุกทานไดอานกัน... ขอบคุณทุกทานครับ

ชัยยา ขําสะอาด บรรณาธิการ ชัยยา ขําสะอาด บรรณาธิการ

บก.ทักทาย / สารบัญ หองรับแขก

3

แลหนา..เหลียวหลัง

5

ความรูคูชุมชน (KM)

6

เสนหชุมชน

8

เรื่องเลาจากภาพ

11

กถาพัฒนากร

13

ทองทุงแหงความคิด

16

หนึ่งวัน หนึ่งความคิด

18

50 ป กรมการพัฒนาชุมชน

19

หัวโคง

21

รูดวยกันงาน กจ.

23

คานิยม ABC DEF ทําแลวไดอะไร

24

วาทะเดน

27

ภาพกิจกรรม

28

ถางทางสรางสรรค

32

ปกิณกะ

34

ประธานกรรมการอํานวยการ นายประภาศ บุญยินดี ที่ปรึกษา นางกอบแกว จันทรดี นายพิสันติ์ ประทานชวโน นายนิสิต จันทรสมวงศ บรรณาธิการที่ปรึกษา นางกอบแกว จันทรดี บรรณาธิการ นายชัยยา ขําสะอาด ผูชวยบรรณาธิการ นางรักใจ กาญจนะวีระ กองบรรณาธิการ นางสาวชณัทสรณ โพธิปน นางเพียงจิต บุญโต นางสาวเยาวนิจ กลั่นนุรักษ นายสรฤทธ จันสุข นายบรรลือ พลับพลึง นางสาวนวพร พิมพา นางสาวยอดขวัญ วานเครือ ฝายภาพ นายพีระ คําศรีจันทร นายธนชล คูณสวัสดิ์ นางสาวศิริพร พรหมมา ออกแบบรูปเลม นางสาวนวพร พิมพา ออกแบบปก นางสาวทิพวัลย แผวชนะ กองประชาสัมพันธ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี ถนนแจงวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทร. 0 2141 6271, 0 2141 6328 โทรสาร 0 2143 8922 บทความหรือขอเขียนในวารสารพัฒนาชุมชนเปนความเห็นสวนบุคคล กองบรรณาธิการไมจําเปนตองเห็นดวย และไมผูกพันกับกรมการพัฒนาชุมชนแตอยางใด วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

2


หองรับแขก รักใจ กาญจนะวีระ Rakjai20@yahoo.co.th

เนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี วันสถาปนากระทรวงมหาดไทย คอลัมน์ห้องรับแขก จึงอยากย้อนอดีตไปถึง ความเป็นมาของกระทรวงมหาดไทย จึงได้หยิบยกบทความวิทยุที่เรียบเรียง โดย...ปัทมา นฤภัย เป็นจุดเริ่มต้นกับสิ่งดี ๆ เพือ่ รําลึกถึงอดีตที่ผ่านมา

120 ปี วันสถาปนากระทรวงมหาดไทย 1 เมษายน 2555

ในแผ่นดินแห่งองค์พระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมี พ ระบรมราชโองการจั ดตั้ ง กระทรวงต่ า งๆ ขึ้น เป็ น ปฐมบท กระทรวงมหาดไทยก็เ ป็ น หนึ่ง ในหลายๆ กระทรวง ที่ถูกสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2435 โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เป็น องค์ป ฐมเสนาบดี ก ระทรวงมหาดไทย จากวั นนั้นจวบจนถึ ง ณ วั นนี้ วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน พุท ธศั กราช 2555 กระทรวงมหาดไทยจะมีอายุครบ 120 ปี ดังนั้นเพื่อเป็นการน้อมรําลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของชาติไทย จึงขอนําประวัติความเป็นมาของกระทรวงมหาดไทยมาเล่าสู่ให้ได้รับทราบกันพอสังเขป สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเลือก “สีดํา” เป็นสีประจํากระทรวง โดยถือคติอันเป็นความเชื่อจากวัฒนธรรมชาวอินเดียว่า “สีดํา” เป็น “สีแห่งนักปราชญ์” พระองค์ ทรงริเริ่มแนวคิดการทํางานของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งเน้นให้บ้านเมืองอยู่เย็น เป็นสุข ภายใต้ปณิธานแห่งการ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ทรงปรับปรุงงานกระทรวงมหาดไทยหลายประการ อาทิ การแก้ไขระเบียบการปฏิบัติงาน การยกเลิกประเพณี ที่ ใ ห้ เ จ้ า หน้ า ที่ ต้ อ งไปเสนองานราชการที่ บ้ า นเสนาบดี การยกเลิ ก ประเพณี เ สนาบดี เ อาตราประจํ า ตํ า แหน่ง ไว้ ที่ บ้ า น การกําหนดระเบียบการออกตรวจราชการหัวเมือง การให้มีการจัดตั้งศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ด้วยคุณูปการขององค์ปฐมเสนาบดี ภายใต้ปณิธานแห่งการ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” กระทรวงมหาดไทยได้ก้าวย่าง ขับเคลื่อนการทํางานเพื่อประชาชนอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยผ่านยุคผ่านสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ยุคสมัยแห่งการต่อสู้ดิ้นรน อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพียงเพื่อให้ประชาชนเกิดความผาสุก อยู่ดี กินดีและมีความพอเพียง ดังนั้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองกระทรวงมหาดไทย ครบ 120 ปี ในวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2555 และครบรอบ 150 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา ดํารงราชานุภาพ รวมทั้งครบรอบ 50 ปี ที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ถวาย พระเกียรติให้เป็นบุคคลสําคัญของโลก และเพื่อเชิดชูพระองค์ให้เป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตนของคนมหาดไทย จึงได้กําหนดให้มีกิจกรรมในวาระพิเศษนี้หลายประการ อาทิ การจัดสัมมนาทางวิชาการ การสัมมนาภูมิภาค การสัมมนา ภายใน การจัดนิทรรศการ การจัดพิมพ์หนังสือและเอกสารสิ่งพิมพ์ ตลอดทั้งกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับ วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

3


ประชาชน อาทิ โครงการพัฒนาคุณภาพการให้บริการศูนย์ดํารงธรรม 1567 เพื่อสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน “Smile Line Smile Team” โครงการตลาดเครือข่าย “ร้านชุมชนยิ้ม” เหล่านี้เป็นต้น และสําหรับกิจกรรมที่ปฏิบัติกันเป็น ประจําทุกปีในวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายนนี้ กระทรวงมหาดไทยจะมีพิธีวาง พานพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ พิธีบวงสรวง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีสงฆ์ พิธีทอดผ้าป่าสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติทองคําและประกาศเกียรติคุณพลเมืองดี การประกาศสดุดี ยกย่ององค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย การประกาศเจตนารมณ์กระทรวงมหาดไทย ดังจะเห็นได้ว่า ทุกกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว พวกเราชาวมหาดไทยได้ พร้อมใจกันจัดขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษที่กระทรวงมหาดไทย สถาปนา มาครบ 120 ปี ในปีนี้ นับเป็นก้าวย่างที่เดินทางกันมาอย่างยาวนาน และมั่นคง เพียงหวังเพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับประชาชน ให้มี ความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืน ด้วยการเดินรอยตามเบื้องพระยุคลบาลพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พ่อแห่งแผ่นดิน” โดยยึดทางสายกลาง “อยู่อย่าง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยอาศัยความรู้และคุณธรรม” นําพาชีวิตให้ประสบแต่ความสุขตลอดไป

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

4


กระท่อมน้อย ๔ ป.

สานสรางแนวคิด (ตอนที่ 8 ) : การบ���ิหารเวลา เผลอแปบเดียว สานสรางแนวคิดมาถึงตอนที่ 8 แลว นั่นหมายถึงเวลาผานมา 9 เดือน เพราะตองสง ตนฉบับลวงหนา 1 เดือน ที่นําเรียนอยางนี้เพื่อจะบอกวา “เวลาและวารี มิเคยที่จะคอยใคร” เรื่องนี้ผูใหญสอนไว วา เวลาเปรียบเสมือนกับสายน้ําที่ไหลผานไปไมมีวันยอนไหลกลับ เวลาเปนสิ่งที่มีคุณคา ทานจึงสอนใหรูจัก การบริหารเวลา (Time Management)

“ หัวใจสําคัญของการบริหารเวลา คือ การเรียนรูที่จะจัดลําดับความสําคัญ และเรียนรู ที่จะเลือกดําเนินการในสิ่งที่ตองทํา ”

ภาพจาก http://webboard.yenta4.com/topic/246022

การบริหารเวลา เปนกระบวนการทํางานอยางมีระบบ เพื่อใหเกิดผลที่คุมคาสูงสุดโดยใชเวลานอยที่สุด ดังนั้น เวลาจึงถือเปนปจจัยสําคัญของกระบวนการผลิตที่ ผูบริหารใหความสําคัญมาก

“ปฏิทินฤดูกาล” (Seasonal Calendar) เปนเครื่องมือหนึ่งที่ใชในงานพัฒนาชุมชนเพื่อชวยวิเคราะห และเรียนรูวิถีชีวิตของคนในชุมชนในรอบป ปฏิทินแบบนี้คลายกับปฏิทินกิจกรรม หากลองปรับใชปฏิทินนี้กับ การบริ ห ารเวลาก็ ส ามารถทํ า ได (แล ว แต เ ทคนิ ค ของแต ล ะคน) หากจํ า แนกงานที่ เ ราทํ า อยู ทั้ ง งานประจํ า งานยุทธศาสตร งานนโยบาย ก็ลองนํางานตาง ๆ เหลานี้เทียบกันดูวาชวงเวลาของงานใด ตรงหรือตางกับ ชวงเวลาของวิถีชีวิตหรือกิจกรรมของคนในชุมชนแลวนํามาเปนขอมูลในการกําหนดแผนปฏิบัติงานก็จะสามารถ จัดแจงเวลาการทํางานที่เหมาะสมกับชุมชนได การทํางานพัฒนาชุมชน ในสถานการณที่งานมีความหลากหลาย มีหลายหนวยงานเกี่ยวของ มีเปาหมายงานที่ตองทําใหทันตามกําหนด จึงขอนําเสนอขั้นตอนและเทคนิคในการบริหารเวลางายๆ ดังนี้ ๑. กําหนดแผนการทํางาน - อยาลืมทําบันทึกงานในแตละวัน ๒. จัดลําดับความสําคัญของงาน -โดยลําดับสิ่งที่ตองทํากอน-หลัง ในแตละวัน ๓. การควบคุมเวลา – ตรวจสอบงานที่ทําในแตละวัน หากไม ท ราบว า จะบริ ห ารเวลาอย า งไร ก็ ล องใช ขั้ น ตอนและเทคนิ ค นี้ และหากเป น ประโยชน ขอความกรุณาชวยบอกตอเพื่อใหเกิดประโยชนมากยิ่งขึ้น ฉบับนี้ ขอใหทุกทานมีความสุขกับการทํางาน มีเวลา เหลือพอที่จะพักผอนกับครอบครัวอยางมีความสุข มีเวลาที่จะบริหารกาย บริหารจิตใหแข็งแรง เขมแข็งเพียงพอ ที่จะตอสูกับทุกสถานการณ วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

5


สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่

ในสภาวการณปจจุบัน ปญหาดานยาเสพติดไดเคลือบคลานเขามาสูทุกหมูบาน/ชุมชน อยางตอเนื่องและแพรกระจายมากขึ้นอยางรวดเร็ว จากปญหาดังกลาว เจาหนาที่พัฒนาชุมชนทุกคนซึ่งคลุกคลี อยูกับคนในชุมชน ไดเล็งเห็นและตระหนักถึงความสําคัญในการที่จะปองกันและแกไขปญหาของชุมชนให รอดพนภัยคุกคามจากยาเสพติดดังนั้น ทานพัฒนาการจังหวัดกระบี่ (นายแนบ สินทอง) จึงไดเกิดแนวคิดในการ สรางพลังชุมชนใหเปนรั้วของชุมชนที่สามารถปองกันภัยที่เกิดขึ้นในชุมชนไดอยางยั่งยืน คือแนวคิดที่เรียกวา “PAVARANA MODEL”

PAVARANA MODEL เปนการสรางเครือขายจากคนที่มีเปาหมายเดียวกัน คนที่รูจักคุนเคยกัน คนที่อยูในชุมชนเดียวกัน และมีความเสี่ยงตอปญหาเหมือน ๆ กัน และกอนที่จะเปนเครือขายตองเปดใจเขาหากัน ปวารณาตัวเปนผูดูแลซึ่งกันและกัน เหมือนเปน “สายใยรัก” ตอกัน แนวคิดดังกลาว เปนรูปแบบหนึ่งที่ตองการใหสมาชิกในชุมชนไมตองตอสูอยางโดดเดี่ยว ไมตองเสี่ยง ภัยเพียงลําพัง และไมตองการใหไปรบกับใคร เพียงแตตองการใหเสริมภูมิคุมกันตนเองใหมากขึ้น โดยวิธีการ สรางเครือขายปองกันอยางแนนหนา มิใหสิ่งแปลกปลอมใด ๆ เขามาได หากมีสิ่งแปลกปลอมใด ๆ เขามาก็จะสง สัญณาณบอกใหรูกันไดทั้งชุมชนโดยอัตโนมัติ เฉกเชนเมื่อมีแมลงบินชนตาขายใยแมงมุม ก็จะกระเทือนทั่วทั้ง ตาขาย สงสัญญาณใหแมแมงมุมเขาจัดการได การสรางเครือขายโดยทั่ว ๆ ไป อาจเปนเครือขายโดยสมัครใจบาง โดยการบังคับบาง แมจะเปน เครือขายกัน แตความผูกพันอาจมีนอยและไมกลาที่จะเขาไปยุงเกี่ยวในเรื่องที่คอนขางจะลับของคนอื่น แตการ เปนเครือขาย PAVARANA MODEL เปนการสรางเครือขายจากคนที่มีเปาหมายเดียวกัน คนที่รูจักคุนเคยกัน คนที่อยูในชุมชนเดียวกัน และมีความเสี่ยงตอปญหาเหมือน ๆ กัน และกอนที่จะเปนเครือขายตองเปดใจเขาหากัน ปวารณาตัวเปนผูดูแลซึ่งกันและกัน เหมือนเปน “สายใยรัก” ตอกัน พิธีปวารณาโมเดลมีขึ้นเพื่อย้ําเตือนใหบุคคลเห็นคุณคาของคําวากลาวตักเตือน โดยไมเพียงเปดใจยอม รับคําตักเตือนเทานั้น หากยังเชิญชวนใหชี้แนะวากลาวดวย แมเพียงแตระแวงสงสัยหรือแคไดยินไดฟงมาก็ตาม คนที่กลาเกี่ยวของกับยาเสพติด คือ คนที่กลาเอาชีวิตเขาแลกเพื่อใหไดมาซึ่งเงินทองหรือสิ่งที่ตองการ เขาจึงมีทั้ง อาวุธ อิทธิพล เครือขาย สิ่งเหลานี้สรางความสะพรึงกลัวใหกับคนอื่น ๆ แมจะรู จะเห็น หรือแมแตคนใน ครอบครัวนําพาเขาไปยุงเกี่ยวก็กลัวตาย ไมกลาที่จะไปตอกรกับคนเหลานั้น ทั้ง ๆ ที่อยากกําจัดออกไปใหก็ทํา ไมได ไดแตหวังพึ่งทางราชการหรือผูรับผิดชอบที่จะเขามาจัดการใหกับเขา ดังนั้นการรวมตัวกันเปนเกราะเปน “รั้วชุมชน” เทานั้นที่จะตอกรกับมันได นั่นก็คือ รวมกันเราอยู แยกหมูเราตาย วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

6


กระบวนการของ PAVARANA MODEL เปนการนําเอาสิ่งตอไปนี้มาประยุกตเขาดวยกัน แลวจัดเปน กระบวนการเดียวกัน คือ เทคนิคการจัดประชุมแบบ AIC, วิธีการทํา “มหาปวารณา” ในพระพุทธศาสนา, การปกปองเชิดชูเกียรติสถาบันหลักของชาติ, การใช 7 ปจจัยของโครงการรั้วชุมชนเสริมสรางความเขมแข็ง ใหกับหมูบาน/ชุมชน และการประชาคมลับ มีขั้นตอน/กระบวนการดังนี้ P = Problem pointing ชี้ใหเห็นปญหายาเสพติดที่ใกลเขามาทุกขณะ V = Verify Group จับกลุมเพื่อนรักครัวเรือนใกลชิด A = Allowance I ทําปวารณาครั้งที่ 1 กลุมละ 4 ครัวเรือน R = Re-verify แตกกลุมจากกลุมที่ 1 สรางเครือขาย A = Allowance II ทําปวารณาครั้งที่ 2 (ทั้งหมูบา น) N = Networking สรางเครือขายทุกระดับ / เลือกกรรมการรั้วชุมชน A = Action ลงมือปฏิบตั ิ / ขยายเครือขาย / ประชาคมลับ ผลการขั บเคลื่ อน PAVARANA MODEL ไดรับรางวัลหน วยงานที่มี ประสบการณเ ด น ในการ "ปฏิบัติการประเทศไทยเขมแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใตยุทธศาสตร 5 รั้วปองกัน ระยะที่ 2" จากสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด ไดรับการยอมรับจากคนในชุมชนผูนําชุมชน คนทั่วไป ตลอดจนภาคีการพัฒนาทุกภาคสวน มีการขยายผลการดําเนินงานตามแนวคิด PAVARANA MODEL ทั่วทุกหมูบานในพื้นที่จังหวัดกระบี่และเปนตนแบบใหกับจังหวัดอื่นอีกดวย …………………….

ที่มา : KM Blog สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ กรมการพัฒนาชุมชน

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

7


นวัตกรรมทางการเงินครบวงจรที่แรกในประเทศไทย สถาบันการเงินชุมชนตําบลหนองโสน ไดเริ่มกอตั้ง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2548 โดยการยกฐานะมาจากกองทุน หมูบาน หมูที่ 16 ขึ้นเปนสถาบันการเงินชุมชนระดับตําบล แหงแรก ของจังหวัดพิจิตร ตามนโยบายของรัฐบาล แ���ะ ถูกพัฒนารูปแบบเพื่อยกระดับไปสูการจัดตั้งเปน ธนาคาร ชุมชน เปนการเรียนรูการทําธุรกิจชุมชน โดยชุมชน และ เพื่ อ ประโยชน ข องคนในชุ ม ชนเป น สํ า คั ญ โดยยึ ด หลั ก แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดพระราชทานใหแกปวงชนชาวไทย และที่ผูเขียนกําลังกลาวถึงอยูนี้คือสถาบันการเงินชุมชนตําบลหนองโสน อําเภอสามงาม จังหวัดพิจิตร ซึ่งนับเปนองคกรการเงินชุมชนที่แรกในจังหวัดพิจิตรที่เขารวมโครงการธนาคารชุมชนเมื่อ เดือนตุลาคม 2553 โดยประธานคณะกรรมการสถาบันการเงินชุมชนตําบลหนองโสน นายสุคล สุริยวงค ไดรวม ประชุมชี้แจงหลักการดําเนินงานโครงการและรูปแบบการดําเนินงานรานคาชุมชนตามที่สถาบันการเงิน ชุม ชนตํ าบลหนองโสน มี ความประสงค ต อ งการใหเ กิด ขึ้น ในตํ า บลหนองโสน เพราะหนองโสน มีกลุมอาชีพ ที่หลากหลาย ถึง 175 กลุม มีสมาชิก จํานวน 1,972 คน และมีความประสงคที่จะเขารวม โครงการธนาคารชุมชน เพื่อจัดตั้งเปนรานคาชุมชนที่ทันสมัย เปนแหลงรวมซื้อ รวมขาย สําหรับสมาชิก และบุคคลทั่วไปทุกคน เพื่อเปนการสงเสริมอาชีพและตัดวงจรหนี้นอกระบบในชวงที่สมาชิกในชุมชน ไมสามารถขายผลผลิตได เพื่อจะไดมีที่พึ่งที่เปนรานคาของตนเอง รวมทั้งเปนแหลงเงินทุนสําหรับ ประกอบอาชีพ ทุนการศึกษาสําหรับบุตร-หลานของสมาชิก และประเด็นสําคัญสามารถสรางงานใหกับ บุตรหลานของสมาชิกในชุมชนไดหลากหลายตําแหนงในอนาคต CB – mart (CB ยอมาจาก Community Bank = ธนาคารชุมชน) เนนกระบวนการใหสมาชิก ทุ ก คนร ว มกั น จั ด ตั้ ง กลุ ม เพื่ อ ร ว มกั น ผลิ ต ในสิ่ ง ที่ จํ า เป น ต อ งกิ น ต อ งใช ส ว นที่ เ หลื อ ก็ ร ว มกั น ขาย โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และหลักทฤษฎีใหมตามแนวทางของ “พระเจาอยูหัว” อันเปน “พอหลวง” ของทุกคน เปนสําคัญ “แหลงขายผลผลิต” เปนปญหาที่สุดของ “ชนชั้นรากหญา” จากปญหาการขาด แหลงทุน แหลงขายผลผลิต “รานคาชุมชน CB-mart” ตําบลหนองโสนจึงเกิดขึ้น เพื่อแกปญหาดังกลาว CB - mart เนนใหทุกคนในตําบลหนองโสนเปนเจาของรวมกัน และเขารวมโครงการ ดวยความสมัครใจในการเปนสมาชิกและลงหุนมาดําเนินงาน สมาชิกซึ่งเปนเจาของรวมทุกคน จะไดรับ บัตร 1 ใบ ที่ เปรี ยบเสมื อนบัตรเครดิต แตบัตรนี้เปรียบเสมื อ นบั ตรเครดิ ตของชนชั้ น รากหญา บัตรกําหนดวงเงินไว 50,000 บาท แยกวงเงินการใชออกเปน 2 ประเภท คือ วงเงินสําหรับเบิกเงินสด วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

8


ในการดําเนินงานดานการประกอบอาชีพ จํานวน 20,000 บาท และวงเงินสําหรับการซื้อสินคาสําหรับ อุปโภคบริโภคที่จําเปนในครัวเรือนจํานวน 30,000 บาท บัตรสมาชิก หรือ “บัตรเครดิตชีวิตชุมชน” สมาชิก สามารถเบิกเงินสดและใชบริการสินคาไดตลอดเวลา ซึ่งมีการจัดทําสัญญาการใชไวระยะเวลา 3 ป สมาชิก จะตองมีการชําระเปนรายเดือนตามความสามารถในการหารายไดและมีสวนเหลือในการชําระหนี้ ประเด็น สําคัญหากสมาชิกมีสภาพคลองในการดํารงชีวิตก็สามารถตัดวงจรหนี้นอกระบบได เพราะปญหาการกอหนี้ นอกระบบของชุมชนสวนใหญเกิดจากการขาดแหลงทุน ผลผลิตที่ผลิตแลวไมมีผูรับซื้อ หรือหากมีผูรับซื้อก็ ถูกเอาเปรียบทางดานราคา ปญหาดังกลาวจึงแกไขไมหมดสิ้นไปจากชุมชน

CB-mart

เปนแนวคิดนวัตกรรมการใหบริการทางการเงิน ที่เนนหลักกระบวนการสหกรณ คํานึงถึงปญหาและเจาของปญหาตองเปนผูมีสวนรวมในการแกปญหา ตั้งแตการเสริมสรางอาชีพการรวมซื้อ รวมขาย การเสริมสภาพคลองในการดํารงชีวิตของสมาชิกอยางเปนระบบ การสรางงานกับลูกหลานของ สมาชิกในชุมชนจากการตอยอดอาชีพจนเกิดเปนธุรกิจชุมชน เชน โรงสีขาว โรงงานปุย โรงงานน้ําดื่ม กลุมตัดเย็บเสื้อผา กลุมยาสมุนไพร กลุมปลูกผักปลอดสารพิษ กลุมเลี้ยงปลาที่สามารถเชื่อมโยงเปน โรงงานน้ําปลา ฯลฯ ตัวอยางบัตรประจําสมาชิกสถาบันการเงินชุมชนและรานคาชุมชน

B-mart

ตําบลหนองโสนเปนนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหมแหงแรกในประเทศไทยที่มี การใหบริการทางการเงินอยางครบวงจร เปนแหลงรวมเงินสรางงานเพื่อใหชาวบานทุกคนเปนเจาของ รวมกัน การจัดตั้งสําเร็จไดเพราะความพรอมและความตั้งใจของชุมชน โดยมีสํานักโครงการธนาคารชุมชน (สธช.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณการเกษตร นําทีมโดย ดร.กิตติชัย นวลทอง พรอมทีมงาน ที่ลงพื้นที่คอยใหคําแนะนําแกชุมชนอยางใกลชิด จนทําใหชาวบานเกิดความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง ทําใหพรอมที่กาวเดินตอไปเพื่อพัฒนาชุมชนของตนอยางไมหวั่นไหว และเมื่อทุกภาคสวน ไดรวมแรง รวมใจ ดวยความมุงมั่น เพื่อสรางสรรคสิ่งใหม ๆ ใหกับชุมชน เพื่อความอยูดีมีสุขของคนในชุมชน วันนี้ชาวบาน ตําบลหนองโสนทําไดแลว ดวยการสรางโอกาสใหแกชุมชนของตนเอง ไดเปนเจาของรานคาที่ทันสมัย มี บั ต รเครดิ ต ถื อ ใช แ บบผู มี เ ครดิ ต ของธนาคารพาณิ ช ย ทุ ก คนมี แ หล ง รวมซื้ อ รวมขาย มี ว งเงิ น ใช จ า ย ในการประกอบอาชีพ และการใชบริการ เพื่อซื้อสินคาอุปโภค บริโภค ไดตลอด 24 ชั่วโมง ดวยการพึ่งพา วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

9


อาศัยกันเอง สงเสริมพัฒนาธุรกิจชุมชน ใหเกิดการสรางอาชีพ เสริมรายไดใหกับสมาชิกทุกคน และยังสงผลตอการสรางงานใหกับลูกหลานซึ่งถือเปนประเด็นหลักสําคัญ รานคาธุรกิจที่ทันสมัย CB - mart เกิดขึ้นไดวันนี้ เพราะความเข็มแข็ง บวกกับพลังความสามัคคีของทุกคนในชุมชน ดวยความรวมมือรวมใจของทุกฝายที่เปนแกนหลัก

เปนรูปแบบ รานคาชุมชน ที่ทันสมัย ในโครงการ ธนาคาร ชุมชน แหงแรกของ ประเทศไทย

“เงินทุกบาททุกสตางคของพี่นองชาวตําบลหนองโสนในวันนี้ ถูกจับจายใชสอย ไหลเวียนอยูภายในชุมชน เพื่อคอยบมเพาะตนกลาเล็ก ๆ ในชุมชน ใหเติบโตอยางมีความหวัง มีอาชีพรองรับ และมีอนาคตที่มั่นคง” ..พบกันตอฉบับหนาคะ..

----------------------------------ขอขอบพระคุณ....ดร.กิตติชัย นวลทอง คุณปรัชฐากรณ สิมาชัย คุณสุคล สุริยวงค ประธานกรรมการ เจาหนาที่ธนาคารชุมชนตําบลหนองโสน และพี่นองชาวตําบล หนองโสน อําเภอสามงาม จังหวัดพิจิตร ที่เอื้อเฟอขอมูลแกผูเขียนเปนอยางดี

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

10


เรื่องเลาจากภาพ โดย...อ.สงคราม โพธิ์วไิ ล

จิตแหงบุญ ผมไดอานหนังสือที่พระไพศาล วิสาโล ไดเขียนไวในเรื่อง “ฉลาด ทําใจ” ในหนาสุดทายของเลม ตอนจบวา “..ทุกคืนกอนนอน ลองแผเมตตาใหเขาดวยความปรารถนาดี ขอใหเขาหลุดพนจากวังวนแหงความทุกข ขอให ความโลภ โกรธ หลง อยาไดเกาะกุมจิตใจเขาเลย ขอใหเขามีสัมมนาทิฐิและมีโอกาสเขาถึงความสงบสุขที่ลึกซึ้ง ในชีวิต เวลาอานหนังสือพิมพ ฟงวิทยุ หรือดูโทรทัศน พบเห็นภาพของคูตรงขามที่เราไมชอบใจ แผเมตตาทํานองนี้ ใหเขาดวยดี อยางนอยใจเราจะไดไมเรารอนหรือถูกเผาลนดวยความโกรธเกลียด..” และตื่นเชาจิตจะสงบสุข ทําบุญ ใสบาตร กรวดน้ําอุทิศสวนกุศลใหกับผูที่โกรธเรา คิดรายตอเรา คดโกง ยักยอก ทรัพยสินเงินทองนั้น ขอใหบุญบารมีที่ทํานี้จงทวีค���ณคาแกตัวเรา ครอบครัวเรา และคนที่เรารัก ใหเจริญ งอกงามดวยจิตแหงบุญ พวกเราที่เปนนั กถายภาพ มักจะมีจินตนาการลวงหนาในการถ ายภาพหลายสถานที่ที่เราเคยไปพักแรม ผมมักจะเอยวา...พรุงนี้ตี 5 เราตื่นไปถายภาพแสงแรกแหงดวงตะวันกันไหม! แลวพอ 6 โมงเชา เราก็รอถายภาพ พระทานบิณฑบาตกันตอเลย ยิ่งชนบทที่เปนธรรมชาติหลากหลายยิ่งไดภาพมากมาย ภาพที่หนึ่ง ตรึงใจพระพายเรือ

ทาน้ําหลายแหงของสายน้ํา จะมีผูคนที่มีจิตแหงบุญคอยใสบาตรพระในยามเชาเสมอ และการถายภาพใน ระยะใกลเกินไป ยอมทําใหทั้งผูทําบุญและพระนั้นเขินขวยบาง จําเปนตองใชเลนสเทเลโฟโตหรือเลนสซูมที่มีขนาด มุมแคบ เพื่อการดึงภาพที่ไกลใหดูใกลขึ้นได เชนภาพนี้ครับ... ผมรอจังหวัดที่พระทานพายเรือมาจอดสนิทที่แพริมฝง บรรดาสาวนอยสาวใหญตางก็มี จิตงามในการทําบุญใสบาตรเริ่มตามลําดับ ผมเลือกเอาจังหวะการตักขาวจากขันดวยทัพพี ในขณะที่พระเปดฝาบาตร รับขาว คือ ไดอารมณพรอมแหงการรับ ใบหนาอิ่มเอมทั้งผูใสบาตรและสงบงามของพระที่รับสิ่งนั้น ทําใหภาพดู สงบสุขดวยกันทุกฝาย และมิไดหมายที่จะเกิดประโยชนทางวัตถุ แตเกิดไดทางจิตใจ ที่บมเพาะความดีงามสืบทอด ทั้งประเพณี วัฒนธรรม สืบตอจากรุนสูรุนไดอยางสุขสงบในสังคมของเรา วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

11


เลนสเทเลโฟโตขนาด 135 มม. ไดภาพที่เหมาะเจาะลงตัวในสัดสวน ภาพที่ผมพึงพอใจ จากสถานการณที่ รอคอย เพียงภาพเลาเรื่องไดสงบเย็นนิ่ง พระสี่องค หญิงสาวสี่คน ผมตัดสวนคนอื่นออกไป จึงอาจมีมือแขนบางสวน โผลมาบาง แตสัดสวนในภาพ ผมเนนเนื้อหาเรื่องราวที่ลงตัวของผูคนกําลังใสบาตรตามจังหวะ ถายไวหลายภาพ แตชอบใจภาพนี้มากกวาครับ.. ภาพที่สอง ครองจิตสถิตยธรรม

ดวยวัยที่ลวงเลย รวงโรย ของผูเฒาเปนอิ่มสุข อิ่มบุญ อิ่มใจ ที่ตื่นเชาไดใสบาตร ไมตองลงทุนอะไรมาก ไมตอ ง สวดพิธีกรรมใหญโต เพียงแคจิตเต็มดวยบุญ ก็จักไดบุญ แลวอุทิศบุญใหเทวดาและสรรพสัตวในโลกและอยาลืม! เจริญเมตตาแผกุศลแกบรรพบุรุษของเราดวย ภาพนี้ ผมเฝารอจากยามเชาที่เดินหามุมงามในชนบทที่หางไกลผูคนสายตามุงมององคประกอบตามที่อยากได วาตองไดเนื้อเรื่องตามนี้ ฉากหลังแบบนี้ ความสมดุลของภาพที่วางไวในใจถูกตอง ครบถวน และที่สําคัญคือ เลนส เทเลโฟโต 135 มม. ใส 2X เขาไป เพื่อจะไดความเปนอิสระของอารมณทั้งผูเฒาและพระสงฆ ที่ไมมีอะไรรบกวน สมาชิกแหงการทําบุญ หากเราไปใกลทานไมมีสมาธิแน ๆ เลนส 135 x 2 = 270 มม. สามารถดึงภาพมาไดจากสายตาคนใหใกลเขามาได โดย 270 ÷ 50 = 5.4 เทา เหมาเอา วา 5 เทาครึ่ง จึงทําใหฉากหลังเบลอ ๆ เพราะใชเลนสระยะไกล ฉากหลังหางจากพระมากดวย พรอมกับใชชองรับแสง กวาง ตองการใหจัดเฉพาะผูใสบาตรกับพระเทานั้น ในการถายภาพรูปแบบนี้ ตองระวังคือ สภาพแสงจะนอยเพราะยังเชามาก จึงตองใชคาความไวแสงสูงขึ้น ที่ไอเอสโอ 200 - 400 (ISO) บางที ถาไมใชขาตั้งตองใชถึง 800 – 1600 ก็ได เพื่อใหมือที่ถือกลองนิ่งขึ้นดวยความเร็ว ซัตเตอรที่ไมต่ํากวา 1/60 วินาที เลือกใช WB หรือไวทบาลเนซที่แสงต่ํา เชน 2500 – 2800 Kx หรือถามีแสงบางก็ใชที่ 300 – 2500 Kx หรือถามีแสงบ างก็ใชที่ 300 – 3500 Kx Kx เกลวิ นแสงที่เ ลือกให สีถูกตองตามสภาพอากาศและ แสงแดด ถาเลือกไมตองตองใช AWB = ออโตไวทบาลานซ กลองจะปรับเปลี่ยนสภาพแสงตามอุณหภูมิ (Kx) ของเวลา ขณะนี้ครับ! ในชุมชนของทาน อาจมีมุมงดงามมากมายรอคอยทานอยู สงภาพมาคุยกันบาง เพื่อนํามาลงในหนานี้ และผมจะ เฉลยขอดี ขอเดน ขอสงสัย ที่เปนปจจัยใหเรียนรูกันตอไปนะครับ! สุขกาย สุขใจ ทุกทานนะครับ! วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

12


ชําแหละคุณภาพชีวิตคนไทยในชนบท ดร.ขนิฏฐา กาญจนรังษีนนท*

“คุณภาพชีวิต หรือ ชีวิตที่ดี เปนเปาหมายของการดํารงชีวิต ที่มีความสุขและความสมบูรณ ”

ซึ่งเปนที่ยอมรับกันตลอดมาชีวิตที่ดีของคนเรานั้น ยอมขึ้นอยูกับตัวบุคคลที่จะปรับปรุงพัฒนาชีวิตของ ตนไปตามธรรมชาติของความตองการในชีวิต แตรัฐก็มีหนาที่จัดการใหมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิก สังคมนั้น ๆ เชนกัน โดยรัฐจะยึดเอานโยบายและกระบวนทัศนการพัฒนาของรัฐ มาเปนตัวกําหนดนิยามของ คุณภาพชีวิตของคนในรัฐนั้น ๆ จึงทําใหแตละประเทศมีแตกตางหลากหลายกันไป สําหรับประเทศไทย ไดมีการพัฒนาเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตตั้งแตป 2523 จากโครงการพัฒนาสังคม ซึ่ ง ออกแบบและทดลองใช เ ครื่ อ งชี้ วั ด ความจํ า เป น พื้ น ฐานในการพั ฒ นาคุ ณ ภาพชี วิ ต ของประชาชน ผลการทดลองไดผลเปนที่นาพอใจ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2528 กําหนดให พ.ศ.2528 – 2530 เปนปรณรงคคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ และนับตั้งแตเดือนสิงหาคม 2531 คณะกรรมการพัฒนา ชนบทแห ง ชาติ (กชช.) ได มี ม ติ ใ ห ม อบโครงการ ป ร ณรงค คุ ณ ภาพชี วิ ต ของประชาชนในชาติ ใหกระทรวงมหาดไทยรับไปดําเนินงานตอภายใตชื่องานวา “งานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท (พชช.) ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไดมอบหมายใหกรมการพัฒนาชุมชนเปนหนวยประสานการดําเนินงานดังกลาว ตอมาคณะกรรมการพัฒนาชนบทแหงชาติ (กชช.) ไดมีมติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2532 ใหกรมการพัฒนาชุมชน เปนหนวยประสานการจัดเก็บขอมูล จปฐ. ในเขตชนบทเปน ประจําทุกปตั้งแตป 2533 จนถึงปจจุบัน ภายใตการกํากับนโยบาย ของคณะกรรมการอํานวยการงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเปนประธาน

------------------------

*นักวิชาการพัฒนาชุมชนเชี่ยวชาญ กลุมที่ปรึกษาอธิบดี วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

13


ชําแหละคุณภาพชีวิตคนไทยในชนบทผานขอมูล จปฐ. ป 2554 มีการจัดเก็บขอมูล จปฐ. จากครัวเรือนในชนบท จํานวน 8,449,128 ครัวเรือน ประชากรกวา 30 ลานคน ในพื้นที่ อบต. และเทศบาลตําบลที่ยกฐานะมาจาก อบต. รวม 70,647 หมูบาน 6,810 ตําบล ตัวชี้วัดที่นํามาวิเคราะหคุณภาพชีวิตของครัวเรือนชนบท มี 6 หมวด ไดแก สุขภาพดี มีบานอาศัย ฝกใฝการศึกษา รายไดถวนหนา ปลูกฝงคานิยมไทย รวมใจพัฒนา ในแตละหมวดมีตัวชี้วัดยอยๆ อีก 42 ตัวชี้วัด แตละตัวชี้วัด ไดกําหนดเกณฑการวัดวาผานหรือไมผาน และมีการกําหนดเปาหมายของแตละตัวชี้วัดไวดวยวา การผานจะตองมีจํานวน ครัวเรือนหรือคนในครัวเรือนเทาไรจึงจะถือวาบรรลุเปาหมายของการพัฒนาซึ่งไมเทากันในแตละตัวชี้วัดขึ้นอยูกับการ กําหนดของคณะกรรมการอํานวยการงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน คนไทยมีสวนรวมทํากิจกรรมสาธารณะต่ําสุด ในภาพรวมครัวเรือนชนบทไทยมีคุณภาพชีวิตผานเกณฑ จปฐ. เพียงครึ่งหนึ่งของจํานวนตัวชี้วัดทั้งหมด นั่นคือ ผานเกณฑบรรลุเปาหมาย 21 ตัวชี้วัด จาก 42 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดที่ยังไมบรรลุเปาหมายสูงสุด 5 อันดับแรกไดแก การมีสวน รวมทํากิจกรรมสาธารณะของหมูบาน/ชุมชน การไมถูกรบกวนจากมลพิษ การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา การมีความรูใน การใชยาที่ถูกตองเหมาะสม และการอาน เขียนภาษาไทยและคิดเลขอย���างงายได แมฮองสอนคุณภาพชีวิตมีปญหามากที่สุด จังหวัดที่คุณภาพชีวิตของชาวชนบทมีปญหารุนแรง คือ แมฮองสอน (ไมบรรลุเปาหมาย 31 ตัวชี้วัด) ตาก (ไมบรรลุ เปาหมาย 25 ตัวชี้วัด) เชียงใหม นาน และปตตานี (ไมบรรลุเปาหมายจังหวัดละ23 ตัวชี้วัด) สวนจังหวัดที่ไมบรรลุเปาหมาย นอยที่สุด คือ จั งหวัด สมุ ทรสงคราม คื อ ไมบรรลุเ ปาหมาย 2 ตัวชี้ วัดเทานั้น แตถาเรีย งลําดับจํ านวนครัวเรือน/คนใน ครัวเรือนที่ไมผานเกณฑในตัวชี้วัดที่มีปญหามาก ๆ 10 จังหวัดแรก แลวพบวาจังหวัดที่นาเปนหวง กลาวคือ เปน 10 จังหวัด แรกในหลายตัวชี้วัด ไดแก แมฮองสอน นครศรีธรรมราช เชียงใหม เชียงราย และตาก สถานการณคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยในชนบทกวา 5 แสนครัวเรือนไมมีเงินออมและไมมีภูมิคุมกัน ปญหาคุณภาพชีวิต ไมมีการออมเงิน ไมไดเปนสมาชิกกลุมในหมูบานตําบล กินอาหารไมถูกสุขลักษณะ ไมไดรวมแสดงความคิดเห็น ตอชุมชน ไมรวมกิจกรรมอนุรักษฯ ของหมูบาน ไมรวมกิจกรรมสาธารณะ ของหมูบาน ถูกรบกวนดวยมลพิษ วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

จํานวนครัวเรือน 539,353 192,761 161,910

ปญหาคุณภาพชีวิต

จํานวนครัวเรือน

มีรายไดต่ํากวาเกณฑ ไมใครปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา ไมมีความรูเรื่องการใชยา ที่เหมาะสม มีน้ําใชไมเพียงพอตลอดป

64,973 56,940 44,785

32,173

82,166

มีน้ําสะอาดสําหรับบริโภค ไมเพียงพอตลอดป ไมปฏิบัติตามขนบประเพณีไทย

79,322

ที่อยูอาศัยไมมั่นคง

13,242

97,596 95,349

35,823

33,914

14


จากขอมูล จปฐ. พบวาคนในครัวเรือนจํานวนมากมีปญหาคุณภาพชีวติ โดยบุหรี่ยังเปนปญหาสําคัญ ของคนไทยและปญหาอื่น ดังนี้ ปญหาคุณภาพชีวิต สูบบุหรี่

จํานวนคน 1,990,117

ปญหาคุณภาพชีวิต

จํานวนคน

ไมใชสิทธิ์เลือกตั้ง

126,773

ไมตรวจสุขภาพประจําป

457,452

อานเขียนไมได

107,629

ไมมีอาชีพ/รายได

205,983

ไมออกกําลังกาย

86,526

ติดสุรา

151,177

ไมมีหลักประกันสุขภาพ

20,917

เด็กจบภาคบังคับไมเรียนตอ ม.ปลาย

10,486

เด็กแรกเกิดไมไดกินนมแม ใน 4 เดือนแรก

7,830

ความยากจนของชนบทไทย มาดูเรื่องรายไดรายจายของครัวเรือนชนบทกันบาง ดังทีก่ ลาวขางตน ครัวเรือนที่มีรายไดต่ํากวาเกณฑ จปฐ. คือ 23,000 บาทตอคนตอป ซึ่งถือวาเปนครัวเรือนยากจน ในปนเี้ หลือเพียง 64,973 ครัวเรือน ซึ่งลดลงจากตนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 10 (จํานวน356,140 ครัวเรือนในป 2550) รายไดเฉลี่ยของครัวเรือนชนบทปนี้อยูที่ 54,660.72 บาทตอคนตอป โดยมีสดั สวน รายไดมาจากเงินเดือนคาจางคาตอบแทนถึงรอยละ 44 (739,714 ลานบาท) จากผลผลิตการเกษตรไดแก ทํานา ทําสวนและ ทําไรรวมกัน เพียงรอยละ 33 (541,585 ลานบาท) ดังภาพ สวนรายจาย พบวา มีการซื้อขาวสารและอาหารที่จําเปนถึง 559,063 ลานบาท คิดเปนรอยละ 34.93 ของรายจายครัวเรือน คาใชจาย ในการเดินทาง จํานวน 195,072 ลานบาท หรือรอยละ 12 ของรายจายครัวเรือน ทั้งนี้มีหมูบาน ที่มีคนตองใชจายเพื่อการเดินทางไปทํางาน นอกตําบลสูงถึง 60,532 หมูบาน สํ า หรั บ ค า ใช จ า ยที่ จั ด อยู ใ นประเภทฟุ ม เฟ อ ย ได แ ก ค า บุ ห รี่ เ หล า ซื้ อ หวย เลนการพนันซื้อขนมกินเลน และบัตรเติมเงิน รวมแลวเปนเงินสูงถึง 323,924 ลานบาท หรือรอยละ 19.93 ของรายจายครัวเรือน คนชนบทยังรอความชวยเหลือจากรัฐบาล จากนโยบายรัฐบาลดานราคาพืชผลการเกษตร ก็จะทําใหคนชนบทที่มีอาชีพทํานาทําสวนทําไร จํานวน 10.5 ลานคน ไดรับประโยชน และการเพิ่มเงินเดือนและคาจางก็จะทําใหคนชนบทที่มีอาชีพรับจางทั่วไปจํานวน 7.4 ลานคน ไดยิ้มกันถวนหนา แตยังมีคนอีกกลุมหนึ่งที่รอคอยการชวยเหลือจากรัฐบาล คือ คนชนบทที่ไมมีอาชีพและรายได 1.3 ลานคน หวังวาจะไดยิ้มกับเขาบาง.. หากทานผูอานตองการรายละเอียดของขอมูลชุดนี้ ติดตอสอบถามไดที่... ศูนยสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

15


วาทกานต ชอแกว ศูนยสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน

สภาพปัญหาของประชาชนในสายตาของพัฒนากร ตําบลหญ้าปล้อง อําเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวสมหมาย หลาวทอง พัฒนากรผู้ประสานงานตําบลหญ้าปล้อง

คําขวัญตําบลหญ้าปล้อง

ดินแดนหญ้าปล้อง เรืองรองพระธาตุเด่น เป็นแหล่งการศึกษา ตํานานมาสี่เผ่าไทย มีเกวียนใหญ่กปู รี ผ้าหมี่ไหมงาม แหล่งน้ําดินดี สามัคคีชนี้ ํา เลิศล้าํ ผลิตมีด จารีตประเพณี สภาพภูมิประเทศของตําบล เป็นพื้นที่ราบลุ่ม ลักษณะที่ตงั้ ตําบลหญ้าปล้อง มีอาณาเขตติดกับเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ มีหมู่บ้านอยู่ในเขตปกครอง จํานวน 8 หมู่บ้าน คือ บ้านหญ้าปล้อง บ้านหญ้าปล้องเหนือ บ้านสร้างเรือง บ้านวังไฮ บ้านเอก บ้านโนนหล่อ บ้านโนนแย้ และ บ้านโนนสํานัก อาชีพหลัก การทํานา อาชีพรอง -การตีมีด (มีดโต้ มีดใช้การเกษตร เสียม เคี่ยว มีดทําครัว) -ทําขนม ( ขนมทองม้วน หัวเราะ เทียนแก้ว ขนมเปี๊ยะ) -ปลูกพริก -รับจ้างทั่วไป (พนักงานห้างสรรพสินค้า) -รายได้จากการท่องเที่ยว (วัดพระธาตุเรืองรอง) -ตัดเย็บเสื้อผ้า เช่น เสื้อวันสงกรานต์ เสื้อหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ จําหน่ายในงานประจําปีของจังหวัด สภาพปัญหาที่ชาวบ้านประสบอยู่ 1 ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินทํากิน (หมู่ที่ 6) 2 ขาดน้ําเพื่อการเกษตร น้ําไม่เพียงพอต่อความต้องการในการปลูกผักหลังฤดูแล้ง 3 ที่ดินส่วนใหญ่ไม่มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินหลังจากฤดูทํานาเสร็จแล้ว วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

16


4 ปัญหาหนี้นอกระบบ 5 ชาวบ้านขาดการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ ดูแล ทรัพย์สินของหมู่บ้าน 6 ปัญหาเยาวชนภายในหมู่บ้านไม่นิยมสืบทอดภูมิปัญญาการตีมีดที่มีมา แต่บรรพบุรุษ 7 ชาวบ้านยังไม่กล้าแสดงออก/ความคิดเห็นในเวทีประชาคมของหมู่บ้าน 8 ชาวบ้านขาดความกระตือรือร้นในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอาชีพเสริม 9 ผู้นําชุมชนบางคนขาดการประชาสัมพันธ์ และการสร้างความเข้าใจแก่ชาวบ้าน 10 ความแตกแยกทางความคิดของชาวบ้าน พัฒนากรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ 1. ปัญหาเยาวชนภายในหมู่บ้านไม่นิยมสืบทอดภูมิปัญญาการตีมีดที่มีมาแต่บรรพบุรุษ พัฒนากรเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยการสร้างความรัก ความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอด มาให้ จัดสถานที่ตีมีดเป็นศูนย์เรียนรู้ภายในหมู่บ้าน ให้มีการถ่ายทอดวิธีการตีมีดให้แก่เยาวชน

2. ชาวบ้านยังไม่กล้าแสดงออก/ความคิดเห็นในเวทีประชาคมของหมู่บ้าน แก้ ปั ญ หาโดยสร้ า งความมั่ น ใจในการพู ด ให้ แ ก่ ช าวบ้ า น โดยให้ หั ด พู ด แนะนํ า ตนเองต่ อ ที่ ป ระชุ ม ก่ อ น และให้แสดงความคิดเห็น 3. ชาวบ้านขาดความกระตือรือร้นในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอาชีพเสริม แก้ ปั ญ หาโดย พู ด ให้ ช าวบ้ า นได้ เ ห็ น ความสํ า คั ญ ของการรวมกลุ่ ม กั น สร้ า งอาชี พ สร้ า งรายได้ โดยการ ยกตัวอย่างของหมู่บ้านข้างเคียงที่ประสบผลสําเร็จในการรวมกลุ่มกันขึ้นมา และสนับสนุนให้มีการไปดูงานกลุ่มที่ประสบ ผลสําเร็จเพื่อจะได้เป็นแรงบันดาลใจ และกําลังใจในการจะทําให้กลุ่มเข็มแข็งต่อไป 4. ผู้นําชุมชนบางคนขาดการประชาสัมพันธ์ และการสร้างความเข้าใจแก่ชาวบ้าน แก้ปัญหาโดย ให้ผู้นําชุมชนมีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารทางหอกระจายข่าวขอ���หมู่บ้าน และให้มีการเรียก ประชุมชาวบ้านให้มารับฟัง และให้สอบถามข้อสงสัย เพื่อจะได้มีความเข้าใจไปในแนวทางเดียวกัน 5. ความแตกต่างทางความคิดของชาวบ้าน แก้ปัญหาโดย ให้คําแนะนําว่า การมีความคิดที่แตกต่างกันเป็นสิ่งที่ดีเพราะทําให้มีความคิด ที่หลากหลาย จะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหา ช่วยกันกลั่นกรองเลือกสิ่งที่ชาวบ้านจะได้รับผลประโยชน์สูง สุด และ สําคัญที่สุด คือ ความสามัคคีภายในหมู่บ้าน ภายใต้หลักที่ว่า “แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก” วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

17


(One Day, One Idea) (ตอจากฉบับที่แลว)

203. The difference between a visionary leader and other leaders is not a lack of knowledge, but rather in a lack of goal. ความแตกตางระหวางผูนําทีม่ ีวิสัยทัศน และผูนําอื่น ๆ ไมใชอยูที่การขาดความรูแตอยูที่การขาดเปาหมาย การจะพิจารณาวาผูนําคนไหนมีวิสัยทัศนหรือไมมีวิสัยทัศนพิจารณาไดไมยาก เพราะผูนําที่มีวิสัยทัศนและไมมี วิสัยทัศนมีตัวอยางใหเห็นมากมายบนโลกใบนี้ โดยทั่วไปหากเราไดยินไดฟงผูนําพูดเพียงไมกี่ครั้ง เราก็รูทันทีวาผูนํา คนไหนมีวิสัยทัศนหรือไมมีวิสัยทัศน ความแตกตางระหวางผูนําที่มีวิสัยทัศนและผูนําอื่น ๆ ไมใชอยูที่การขาดความรู แตอยูที่การขาดเปาหมาย ผูนํา โดยทั่วไปมีความรูไมแตกตางกันมากนัก ในขณะที่ผูนําที่มีวิสัยทัศนกับผูนําที่ไมมีวิสัยทัศนมีความแตกตางกันอยาง สิ้นเชิง ผูนําที่มีวิสัยทัศนจะมีเปาหมายอยางชัดเจน และเปาหมายนั้นจะตองเปนเปาหมายระยะยาวที่เอื้อประโยชน ใหกับคนสวนใหญในองคกร ชุมชน และสังคม มิใชเอื้อประโยชนใหกับคนกลุมนอยหรือคนกลุมใดกลุมหนึ่งเทานั้น หากสังคมใดมีผูนําที่มีวิสัยทัศน สังคมนั้นจะพัฒนาและกาวไปขางหนาอยางตอเนื่อง รวดเร็ว และยั่งยืน (ไมพัฒนาแบบไฟไหมฟาง หรือย่ําเทาอยูกับที่) ประชาชนก็จะอยูเย็นเปนสุขตลอดไป

204. A leader must be a good model for good like salt makes the flavor salty. ผูนําตองเปนแบบอยางทีด่ ีในการรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม ผูนํากับผูตามมีความแตกตางกันอยางเห็นไดชัดประการหนึ่งก็คือ คนที่จะเปนผูนําไดจะตองเปนแบบอยางที่ดี ใหผูตามสามารถทําตามได ผูนําจึงตองเปนแบบอยางที่ดีในการรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม การจะพัฒนาใหเปนคนดีมีคุณธรรมและรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็มนั้น จะตองกระทําอยางตอเนื่อง ทุกวัน เพราะโดยธรรมชาติแลวคนเรามักถูกกิเลสครอบงําอยูเสมอ หากเราไมพัฒนาตนเอง ความดีที่ สั่งสมมาก็จะ คอย ๆ หมดไปทีละเล็กทีละนอย จนหมดไปในที่สุด ผูนําคนนั้นก็จะไดรับการยกยองและไดรับการยอมรับจากทุกคน ในองคกร ชุมชน และสังคมตลอดไป .................................................. ขอขอบคุณ Mr.Kim Robertson และ Mrs.Mary Robertson,Missionaries ชาวนิวซีแลนด ประจําจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ใหขอคิด และคําแนะนําที่เปนประโยชนในการเขียนบทความครั้งนี้เปนอยางดียิ่ง

...อานตอฉบับหนา... วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

18


กลับไปเถิด วันวานยังหวานอยู่ สุนันทา ภู่สุวรรณ์*

เดือนมีนาคม 2555 นับเป็นช่วงเวลาพิเศษสําหรับผู้หญิงไทย หรือ สตรีไทย นอกจากการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง เนื่องในวันสตรีสากล (8 มีนาคม) ซึ่งหลายปีมานี้ สตรีไทย ก็เป็นสตรีสากลกับเขาเหมือนกัน แม้บางกิจกรรมหรือ บางองค์กรจะเฉลิมฉลองไปตามกระแสไม่ให้ดู เชย จะมีสาระมากบ้างน้อยบ้าง เข้มข้น หนักเบาเพียงใด อย่างน้อยก็ได้เห็น สตรีออกมาสู่สาธารณะอย่างเต็มภาคภูมิ ยืนยันว่า ฉัน (ผู้หญิง) นั้นสําคัญนัก แต่ที่พิเศษสุดและสุดพิเศษ สําหรับสตรีไทยในปีนี้ HOT HIT ติด CHART เป็นลําดับแรกเห็นจะต้องยกให้ “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” จัดหนัก จัดเต็มจากรัฐบาลนี้ตามที่ประกาศนโยบายไว้เมื่อคราวหาเสียง สนนราคา จังหวัดละ 100 ล้านบาท ต้องภายใน 31 มีนาคม นี้เท่านั้น สตรีทั้งหลายจึงจะมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้นําสตรีที่จะเข้าไปเป็น ผู้บริหารกองทุนระดับตําบลและระดับจังหวัด รายละเอียดในเรื่องนี้ ผู้ที่สนใจคงหาข้อมูลต่อไปได้ไม่ยาก เพียงแต่อยากจะ สื่อสารว่าเดือนนี้พิเศษสําหรับสตรีจริงๆ ประเด็นที่อยากจะสื่อสารเชื่อมโยง ก็คือ ปีนี้กรมการพัฒนาชุมชนจะมีอายุครบ 50 ปี (1 ตุลาคม 2555) 5 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์เพื่อชุมชนเข้มแข็ง สตรีจึงเป็นทั้ง ลูกค้า กลไก และผลผลิต จากงานพัฒนาชุมชน พัฒนาการของ งานพัฒนาสตรีจากปริมาณสู่ คุณภาพ จากง่ายสู่ยาก จากกิจกรรม พื้นฐานสู่กิจกรรมที่ซับซ้อน ล้วนพัฒนาการไปตามบริบทของสังคม คน พช. รุ่นแรกๆ คงยังประทับใจกับภารกิจ “ส ด ย.” (การพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน) งานที่ทําก็คือ เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เป็นปัจจัยในการดํารงชีวิตขั้นพื้นฐานของ สตรี เด็ก เยาวชน อาจจะกล่าวได้ว่าในฐานะลูกค้าหรือผู้รับบริการ เนื้อหาในการพัฒนาจึงเน้นไปในด้านการให้ความช่วยเหลือหรือสงเคราะห์ เป็นรายคนหรือรายครัวเรือน ระยะต่อมาการพัฒนาชุมชนด้วยแนวคิดการสร้างผู้นําให้เป็นกลไกในการพัฒนามิใช่เป็นเพียง ลูกค้า หรือ ผู้รับบริการ ผู้นําสตรีจึงเป็นกลไกหนึ่งที่นักพัฒนาได้มองเห็นศักยภาพ เปลี่ยนมุมมองของนักพัฒนาจากการจัด ระดับให้สตรีเป็นผู้รับบริการ ให้สตรีกลายเป็นจุดแข็งของชุมชนที่จะนํามาซึ่งการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นที่มาของ องค์กรสตรี ระดับต่างๆ คนรุ่นนี้คงจะทันและคงยังจําเหตุการณ์ที่นักพัฒนาเข้าไปส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง “กลุ่มสตรีอาสาพัฒนา” นักพัฒนาหลายคนได้ดิบได้ดี เพราะอาศัยผลงานการเป็นวิทยากรจัดตั้งกลุ่มสตรีที่ว่านี้ เนื้อเพลงนี้คงจะยังจําได้ติดหู “ในกลุ่มสตรี ที่เรามาร่วมอยู่ ต่างคนต่างรู้กันดีในหน้าที่ทุกอย่าง ต้องช่วยกันทํา ทําไม่เว้นว่าง งานทุกอย่าง งานทุกอย่าง ก็จะเสร็จ โดยง่ายดาย” กระบวนการนี้จึงเป็นจุดกําเนิดของ กพส..... ทั้งหลาย ยุคนั้นงานพัฒนาสตรี ของ (ภาษาวิชาการ ต้ องเรี ยกว่า “โดย”) กรมการพั ฒนาชุ มชน เนื้ อหอมมาก ใคร ๆ ก็อยากมาขอมี เอี่ย วด้ วย ต้องบอกว่ า ไหลมาเทมา เชียวแหละ ไม่ว่าจะเป็นยูนิฟอร์ม (ชุด/เสื้อหมู่คณะ ) การพาไปทัศนศึกษา สิ่งของในการเสริมสร้างบทบาทสตรี เช่น เครื่องครัว โต๊ะ เก้าอี้ เต็นท์ ผ้าสําหรับประดับตกแต่งสถานที่จัดงานเป็นอาทิ ใครๆ ก็อยากเป็น ประธาน กพส.... บางพื้นที่ ต่อสู้กันดุเดือด พวกเราชาว พช.บางคนก็โดนลูกหลงกระเด็นกันไปคนละทางสองทาง สมัยนั้นพวกเราคนทํางานสามารถ ยืดอกเข้าไปทํางานกับองค์กรสตรีได้อย่างเต็มภาคภูมิเพราะมิได้ไปแต่ปากเหมือนสมัยนี้เรามีเงินทุน อยากจะโอ่ว่า กองทุน พัฒนาบทบาทสตรี พช. ทํามาก่อนแล้ว เพียงแต่ว่า มันจิ๊บๆ ไปหน่อย เท่านั้น ก็มันระดับกรมฯ เท่านั้น เราไปร่วมกิจกรรม -----------------------

*พัฒนาการจังหวัดจันทบุรี วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

19


การพัฒนาสตรีระดับหมู่บ้าน สมัยนั้นหมู่บ้านละ 25,000 บาท น้อยเสียเมื่อไหร่ แล้วก็ไม่ได้ให้เพียงหมู่บ้านเดียวโด่เด่ ตําบลละ 4 หมู่บ้าน เรียกว่าทํางานกันเป็น PACKAGE ในมุมมองของผู้เขียนกล่าวได้ว่าเป็น “ยุคทอง” ของงานพัฒนาสตรี ก็ว่าได้ จากที่กล่าวในตอนต้นที่ว่า การทํางานพัฒนาสตรี จากง่ายสู่ยาก จากพื้นฐานเป็นซับซ���อน เมื่อองค์กรสตรีเข้มแข็ง ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า พลวัต จึงไม่อาจหยุดยั้งความเจริญเติบโตได้ พัฒนาการขององค์กรสตรี จึงยกระดั บขึ้นเป็น เครือข่าย ชมรม และสมาคม ในที่สุ ด แต่แ ล้วการเปลี่ ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสั งคมไทยที่ส่ งแรง กระเพื่อมถึงชุมชนคนรากหญ้า โดยเฉพาะการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นและการปฏิรูประบบราชการ ส่งผลให้กิจกรรมด้าน งานพัฒนาสตรีโดยเฉพาะภายใต้ความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาชุมชนเกิดอาการ “สะดุดหยุดลง” บ้าง “สะดุดหยุดอยู่” บ้าง นักพัฒนาชุมชนเกิดความไม่ชัดเจนต่อบทบาทหน้าที่ของตนต่องานพัฒนาสตรี การสนับสนุนงบประมาณลดลงอย่างเห็น ได้ชัด เกิดความตะขิดตะขวงที่จะเข้าไปเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่อย่างเคย ความห่างเหินระหว่างเรากับผู้นําสตรีกว้างขึ้นตาม ระยะเวลาที่เปลี่ยนผ่านไป คิดแล้วน่าเสียดายนัก ความรักความผูกพันของผู้คนมิได้เกิดมาโดยง่าย หากต้องใช้เวลาและต้นทุนแห่งการสร้าง ความสัมพันธ์ที่ทฤษฎีการพัฒนาเรียกว่า “หลัก 5 ร่วม” สิ่งที่ผู้เขียนอย่างจะสะท้อนก็คือ สตรีในชุมชนวันนี้รุ่นที่ได้ผ่าน การหล่อหลอมเรียนรู้มาอย่างยาวนานกับกระบวนการพัฒนาชุมชน มันได้สร้างสํานึกและจิตวิญญาณติดตัวไปกับของ การเป็นนักพัฒนาสตรีภาคประชาชนเหล่านั้น เธอยังคงเรียกร้องและโหยหาการนําพาของชาวพัฒนาชุมชน ภายใต้กติกาของ สั ง คมที่ ต้ อ งมี ก ารปรั บ เปลี่ ย นและคนในสั ง คมต้ อ งยอมรั บ จึ ง มิ ใ ช่ ข้ อ จํ า กั ด ที่ เ รายั ง จะเดิ น เข้ า ไปหาเพื่ อ นเก่ า ในฐานะ กัลยาณมิตร แต่เวลาเช่นว่านี้อาจเหลืออยู่อีกไม่นานนัก เชื้อแห่งความผูกพันที่นักพัฒนารุ่นก่อนหน้านี้บ่มเพาะไว้อาจเจือจาง ไปเรื่อยๆ ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของเรานักพัฒนาจึงต้องเข้าถึงแบบ จู่โจม ทันการณ์ ด้วยสินค้าตัวใหม่ที่โดนใจ และนี่คือ โจทย์ยากที่ท้าทาย ?

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

20


“ภัยที่แฝงมากับความเชือ่ ” ชีวิตประจําวันของคนไทยที่ดําเนินชีวิตไปแต่ละวัน หรือแผนการที่จะใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตไม่ว่า จะยากดีมีจน มีหลายๆคนที่ต้องอาศัยการทํานายดวงชะตา หรือการดูดวง โดยหมอดู เพื่อทํานายทายทัก แนะนําว่าควรจะทําอย่างไร หมอดูเหล่านี้มีทั้งบุคคลที่เป็นพระสงฆ์หรือเป็นบุคคลธรรมดา และมีหลายแบบ ได้แก่ ดูตามตํารา นั่งทางใน ทรงเจ้าหรือเข้าทรง ดวงรายสัปดาห (อ้างว่ามีเจ้าทั้งไทยและต่างประเทศมาประทับร่าง) ราศีธนู ก็ว่ากันไปแล้วแต่ความเชื่อ หลายคนบอกว่าดูดวงเพื่อตรวจ ผูที่เกิด เช็คดวงชะตาของตนว่าในวันต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ตั้งแต มีเคราะห์ไหม ต้องแก้ไขอย่างไร จะเสริมดวงได้อย่างไร 16 ธ.ค. เรื่องแบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นความเชื่อและความนิยมที่มีมานาน 14 ม.ค. ถ้าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ก็จะดูดวงว่าตนเองจะเรียนจบไหม ดูคํา ถ้าเป็นคนที่กําลังหางานทํา ก็จะดูดวงว่า ตนเองจะได้งานทําไหม ทํานาย เมื่อไหร่ จนถึงเดี๋ยวนี้หมอดูบางรายถึงขั้นดูดวงเมือง ดูดวงทาง ภูมิอากาศทํานายว่าจะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิทําลายล้างที่โน้นบ้างที่นี่บ้าง การอวดอ้างสรรพคุณความสามารถ ของผู้ทํานาย โดยการโฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ก็ว่ากันไปตามตําราโหราศาสตร์บ้าง เดาบ้าง (ต้องมีจิตวิทยา) จนมีคําพูดติดปากว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” หลาย ๆ คนเชื่อว่า การดูดวงเหมือนเป็นแผนที่ชีวิตเพื่อให้สามารถก้าวเดินไปได้อย่างมั่นคง บางคนก็ดูดวง เพราะต้องการแก้ไขปัญหาชีวิตของตน หมอดูก็มีทั้งแม่นบ้างไม่แน่นบ้าง ซึ่งเจ้าของดวง ควรใช้วิจารณญาณ ขนาดบางคนเป็นถึง ดร.ก็ยังให้หมอดูทํานายดวง จะเข้ารับ ตําแหน่งใหม่ต้องให้หมอดูตรวจฮวงจุ้ยในที่ทํางาน โดยต้องคํานึงว่าศรัทธาที่ปราศจาก การพิจารณาประกอบจะโน้มเอียงเป็นความงมงาย และอาจทําให้ต้องสูญเสียเงิน โดยเปล่าประโยชน์ ดังเช่น ผู้บริโภครายหนึ่งได้ร้องเรียน..สํานักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ว่าได้พบข้อความโฆษณาดูลายมือ โหงวเฮ้ง แก้กรรม ล้างกรรม เสริมบารมี ทางนิตยสาร ฉบับหนึ่ง จึงเกิดความสนใจและได้เข้าไปขอรับคําปรึกษาและตกลง ทําพิธีโดยเสียเงินไปเป็นจํานวนหลายหมื่นบาท แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผลตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งในเรื่องนี้ สคบ. ได้ดําเนินการ “…ตรวจสอบพบว่า ข้อความโฆษณาทางนิตยสาร ที่ผู้ประกอบการใช้ มีลักษณะเป็นเท็จหรือเกินความจริงและการใช้ข้อความโฆษณา ที่นําปัญหาของผู้บริโภคที่กําลังประสบปัญหาชีวิตในเรื่องต่างๆ มาเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ บริโภคต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น...” ในการสะเดาะเคราะห์ แก้กรรม เสริมบารมี ลงเมตตา มหานิยม ฯลฯ จึงได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการ ฯ ได้มีคําสั่งห้ามใช้ข้อความโฆษณาดังกล่าวในครั้งต่อไปทุกสื่อโฆษณา และเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) พิจารณา ปรากฏว่า “คคบ. ได้มีมติให้ปรับเป็นจํานวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)”

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

21


จึงขอเตือนท่านทั้งหลายว่าอย่าหลงเชื่อข้อความโฆษณา ควรพิจารณาและไตร่ตรองให้รอบคอบ สิ่งสําคัญก็คือระมั ดระวังการถูกหลอกลวงโดยเรียกเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆหรือทําบุ ญ สะเดาะเคราะห์ หรือทําเสน่ห์ อย่างไรก็ตามบรรดาหมอดูที่ดีมีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพนั้นมีอยู่เป็นจํานวน มาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ในธุรกิจนี้ด้วย โดยอาศัยความเชื่อและความศรัทธาเพื่อเอารัด เอาเปรียบ ผู้ที่อยู่ในห้วงของความทุกข์หรือมีปัญหา และไม่รู้ว่าจะหาทางออกได้อย่างไร

-------------------------------(อ้างอิงที่มาของข้อมูล จาก สคบ.สาร ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๒๙๓ ธันวาคม ๒๕๕๔- มกราคม ๒๕๕๕)

พบกันใหมฉบับหนา...

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

22


คิดละไมไปด้วยกัน : ทํางานเชิงลุก “ทํางานเชิงลุก” ไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ เพราะจากการเฝ้าสังเกตและเรียนรู้โดยพิจารณาชีวิตผู้คนมานาน ผู้เขียนก็ได้ข้อสรุปจากสติปัญญาอันพอไปวัดไปวากับเขาได้นิดหน่อยว่า การทํางานให้มีความสุขอย่างยั่งยืนหรือยาวนานที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น นอกเหนือจากจะต้องทํางานด้วยความคิด “เชิงรุก” ร เรือ แล้ว เรายังต้องทํางาน ด้วยร่างกาย “เชิงลุก” ล ลิง ด้วยนะครับ มูลเหตุที่หยิบยกเรื่องการทํางานเชิงลุก ล ลิง มาพูดถึง ก็ด้วยผู้เขียนเห็นและได้ฟังเสียงบ่นระคนทุกข์มากมาย หลายคนที่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยและทรมานกับอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดศีรษะ ปวดเอว ปวดแขนขา ปวดมือ ฯลฯ จากการที่ จมดิ่งกับการนั่งทํางานนานๆ แบบ Non-Stop ไม่มีการพักปรับเปลี่ยนอิริยาบถการทํางานของร่างกายให้มีการนั่ง ยืน เดิน (หรือแอบนอนบ้างในบางครั้ง) อย่างสมดุลเหมาะสม ในที่สุดก็ต้องปวดใจเพราะสายเกินแก้กับโรคภัยที่เกิดขึ้นก็มีนึกย้อนหลัง คราวใดก็อาจบ่นว่า ไม่น่า..เลย น่าจะสระบุรีเลี้ยวขวา..คือพักเปลี่ยนท่าบ้างน่ะครับ ไม่ใช่ท่าเดียว..จอดยาว มูลเหตุอีกประการหนึ่ง ก็เนื่องจากมีโอกาสได้ไปวัดพยัคฆาราม (วัดเสือ) ที่อําเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่นั่นมีหมอนวดแผนโบราณ ชื่อ หมอเจตน์ ซึ่งไปเรียนรู้ฝึกฝนมาจากเมืองจีน เปิดทําการรักษาอาการปวดเมื่อยร่างกายและ อาการอั มพฤต/อั มพาตอยู่ ที่ วั ดตามคํ าชวนของหลวงพ่ อเจ้ าอาวาส เดิ มหมอเจตน์ เป็ น คนเชี ย งราย แต่ มี ค นเชิ ญ มารั กษา เจ้าอาวาสวัดเสือ ซึ่งเมื่อท่านเห็นฝีมือจากการรักษาตัวท่านเอง จึงชวนให้อยู่ที่นั่นและอนุญาตให้ใช้ศาลาไม้ชั้นล่าง ของวัด เป็นที่ทํา การรักษาคนทั่วไป รวมทั้งฝึกสอนให้ชาวบ้านที่นั่นได้มีอาชีพนวดไปด้วย หมอเจตน์ให้ข้อคิดว่า คนเรามักเอาแต่ใช้ร่างกาย ทํางาน แต่ไม่ค่อยใส่ใจดูแลรักษาร่างกายเลย จึงต้องมานอนรักษาอย่างที่เห็นร้องโอดโอยกันอยู่นี่แหละ จึงอยากให้ผู้อ่านท่านที่ยังทํางานอยู่ ได้หันกลับมาพิจารณาและปรับปรุงแก้ไข (ในขณะที่ยังมีโอกาสอยู่ตอนนี้) ด้วยวิธีการทํางานเชิงลุกกันบ้าง เพราะเป็นวิธีการหนึ่งในการดูแลรักษาร่างกายของเรา (ซึ่งย่อมส่งผลต่อจิตใจด้วยเช่นกัน) ให้สามารถทํางานได้อย่างมีความสุขมากขึ้นและยาวนาน เมื่อเกษียณอายุราชการหรือออกจากราชการไปแล้วก็ยังแข็งแรง สามารถเดินเหินไปไหนต่อไหนได้สบาย ไม่เป็นภาระกับใคร และมีความสุขกับการใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างแท้จริง ให้สมกับที่ อุตสาหะพากเพียรทําราชการเพื่อประชาชนอย่างเหนื่อยยากมาช้านาน การทํางานเชิงลุกด้วยการบริหารจัดการอิริยาบถของร่างกายในการนั่ง นอน ยืน เดิน (รวมทั้งวิ่ง..บนพื้นนะครับ) ให้สมดุลกันในทุก ๆ วัน นอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ช่วยเสริมจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง โดยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายทั่ว ทั้งร่างแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในหมู่เพื่อนร่วมงานกันบ่อยๆ เป็นอีกช่องทางที่ทําให้เราได้ทั้ง มุ ม มอง ความคิ ด หรื อ เทคนิ ค การทํ า งานใหม่ ๆ เพิ่ ม มากขึ้ น เสริ ม สร้ า งไมตรี ใ นการทํ า งานเป็ น ที ม หรื อ ข้ า มที ม (Cross Function) ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันให้เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น แถมยังเป็นทางลัดให้ได้รับรู้เรื่องราวข่าวสารความรู้ทั้งในงานและ นอกงานหรือชีวิตในโลกกว้างมากมาย เพราะลําพังเราคนเดียวคงไม่สามารถติดตามข่าวสารความรู้หรือความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงในโลกนี้ได้พร้อมกันหมดในช่วงเวลาเดียวกัน อ้อ! มีคําเตือนจากคนที่เกษียณตามโครงการ Early Retire ของกรมฯ ว่า ขอให้ระมัดระวังเรื่องการอั้นปัสสาวะ หรืออั้นฉี่บ่อยๆ ให้มากนะครับ เพราะไม่อยากให้ทุกข์ทรมานจากโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและของเสียซึม (ไหลย้อน) เข้า กระแสเลือด ปวดเมื่อไหร่ รีบหาที่ฉี่ทันทีเชียวนาครับ อย่ามัวแต่ผลัดว่าอีกนิด อีกนิด แล้วต้องมาคิดเสียใจภายหลัง ก่อนจากกันฉบั บนี้ ฝากข้อคิดคําคม "ดาวตกลงมาจากฟ้ าทุ กคืน แต่ดาวก็ไม่เคยหมดไปจากฟ้ า... ก็ เหมื อนกับ ความหวังของมนุษย์นั่นแหละ ที่แม้จะผิดหวังสักกี่ครั้งก็ตาม แต่มนุษย์ก็ไม่เคยหมดหวัง" และ “เมื่อใดที่พ่ายแพ้ ยังลุกขึ้นใหม่ได้ แต่เมื่อใดยอมแพ้ต่ออุปสรรค ก็ยากจะลุกขึ้นใหม่” ขอจงมีความสุขและสบายใจกับทุกวันในชีวิตครับทุกท่าน ..สวัสดี... “วิธีการทํางานเชิงลุก เป็นวิธีการหนึ่งในการดูแล รักษาร่างกายของเรา ให้สามารถทํางานได้ อย่างมีความสุขมากขึ้นและยาวนาน” วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

23


ภูมิรู ภูมิธรรม สรางสรรค คานิยมองคการ (ABC DEF) สามัคคี นายพินิจ งามรุงโรจน* พัฒนาการอําเภอตะพานหิน

กรมการพัฒนาชุมชน ไดดําเนินการสงเสริมสนับสนุนหน วยงานในสังกัดตามโครงการเสริมสราง คานิยมองคการ ABC DEF โดยสํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพิจิตร และสํานักงานพัฒนาชุมชนทุกอําเภอ ไดกําหนดแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนและการประเมินผลปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดคานิยมองคการ ( แบบประเมิน 6 x3 ) สํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอตะพานหินไดดําเนินการประชุมเจาหนาที่เพื่อสรุปวิเคราะหสถานการณ จุดออน จุดแข็ง โอกาสและขอจํากัด โดยกําหนดกลยุทธขับเคลื่อนคานิยมองคการตามโครงสรางสํานักงาน พัฒนาชุมชนอําเภอ เสริมสรางมุงมั่นใหบุคลากร ภาคีการพัฒนา กําหนดเปาหมาย บูรณาการใหเปนรูปธรรม นอมนําพระราชดํารัสหลักการทรงงาน และคําขวัญพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ดังนี้ 1. เงื่อนไขปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “ความรูคูคุณธรรม” 2. คําขวัญพระราชทานในวันพัฒนา “พัฒนา คือสรางสรรค” 3. พระราชดํารัส “รู รัก สามัคคี” กลยุทธการขับเคลื่อนคานิยมองคการ ภูมิรู ภูมิธรรม สรางสรรค สามัคคี กลยุทธ/เปาหมายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนอําเภอตะพานหิน

-----------------------

*ปจจุบันดํารงตําแหนงพัฒนาการอําเภอดงเจริญ สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพิจิตร วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

24


การขับเคลื่อนกลยุทธ ภูมิรู ภูมิธรรม ผูเขียนไดดําเนินการพัฒนาตนเอง ทีมงาน และภาคีการพัฒนา สามารถนําไปใชในการดํารงชีวิต บริหารจัดการกลุม องคกร เครือขายตาง ๆ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้ • การพัฒนาตนเองดวย 5 รูสคู ุณธรรม 1. รูจักกิน - อาหารดีปลอดภัยและเปนประโยชนตอรางกาย 2. รูจักใช - ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (ดิน น้ํา ปาไม ) อยางสมดุล - วัสดุสํานักงานอยางประหยัด - ชีวิตตนเอง ครอบครัว อยางสมถะเรียบงายและพึ่งตนเองได 3. รูจักออม - เงินไวใชในอนาคตเปนมรดกครอบครัว - ความดี ดวยการลดละเลิกอบายมุข และปฏิบัติธรรม (ความดีไมมีขาย) 4. รูจักให - ความรัก ดวยการใหอภัย ใหโอกาส (พวกเราตองรักกัน) - บริการ ความรูแลกเปลี่ยนประสบการณ สรางความประทับใจ ความพึงพอใจ (เพื่อนคูคิด มิตรคูใจ) 5. รูจักพอ - ไมเบียดเบียนทําใหตนเองและผูอื่นเดือดรอน (พอประมาณ) - ไมโลภ โกรธ หลง ใชเหตุผล สติปญญาแกไขปญหา และสรางภูมคิ ุมกัน ตนเอง • หลักการพัฒนาทีมงานและภาคีการพัฒนา 1. หลักการ - ศึกษาระเบียบ กฎหมาย ขอบังคับ นํามาปรับใชในการอยูรวมกันอยางสันติสุข 2. หลักฐาน - ใชขอมูลในการวิเคราะหสภาพปญหาโดยใชเวทีประชาคม กําหนด กิจกรรม โครงการในแผนงานบูรณาการทุกระดับ นําไฟใชประโยชนอยางแทจริง - รวบรวมเอกสารหลักฐานใชในการอางอิง / เผยแพรประชาสัมพันธและ พิจารณาตัดสินใจในการปรับปรุงงานอยางตอเนื่อง 3. หลักธรรม - อริยสัจ 4 (ความจริง 4 ประการ) ไดแก ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค - จรรยาขาราชการกรมการพัฒนาชุมชน (กรอบมาตรฐานความประพฤติ และการปฏิบัติหนาที่ราชการ )

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

25


กิจกรรม / โครงการสรางสรรคสูสามัคคี ไดสนับสนุนสงเสริมเจาหนาที่และภาคีการพัฒนาในการจัดทํา โครงการประสานงบประมาณ/วิ ช าการจากองค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น หน ว ยงานต า ง และภาคเอกชน โดยกําหนดเปาหมายใหเจาหนาที่ 1 คน 1 โครงการริเริ่มสรางสรรค เชน 1. สํานักงานบริการประทับใจแกไขปญหาชุมชน 2. ศอช.ต. พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการพัฒนาสตรีหมูบา น 3. ศอช.ต. ขับเคลื่อนแผนชุมชนที่มีคุณภาพ 4. ปลูกตนไมมงคล 9 ชนิด ถวายพอหลวง 5. จัดตั้งกองทุนศูนยบริการสงเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจรระดับอําเภอ 6. จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชมรมอาสาพัฒนาชุมชนระดับอําเภอ 7. พัฒนาศูนยเรียนรูชุมชนตนแบบตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รางวัลแหงความภาคภูมิใจ 1. เปนขาราชการที่มีพฤติกรรมและคุณลักษณะดีเดนตามที่กาํ หนด “เปนคนดีที่อยากบอก” ตามโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาด กรมการพัฒนาชุมชนประจําป 2551 2. เปนนักพัฒนาดีเดนกลุมผูบริหารตามโครงการนักพัฒนาดีเดนจังหวัดพิจิตร ประจําป 2552 3. เปนบุคคลที่ประสบความสําเร็จในการดํารงวิถีชีวติ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ สหกรณออมทรัพยกรมการพัฒนาชุมชน พ.ศ.2553 4. เปนบุคคลตนแบบที่พึงประสงคเปนแบบอยางการทําความดีของสังคมมีภาวะผูนาํ มีศักยภาพในการสรางกระแสการพัฒนาคน และสังคมใหเปนคนดีศรีแผนดิน พ.ศ. 2553 จากประสบการณการดําเนินชีวิตการบริหารงานพัฒนาชุมชนโดยยึดหลักการ หลักฐาน หลักธรรม และการเปนผูนําหนวยงานตองมีความรูความสามารถ ทัศนคติ ทักษะ กลาคิด กลาพูด กลาทํา กลานํา และ กล า รั บ ผิ ด ชอบ พึ ง ระลึ ก เสมอว า การขั บ เคลื่ อ นค า นิ ย มองค ก ารให มี คุ ณ ภาพตามกลยุ ท ธ ภู มิ รู ภู มิ ธ รรม สรางสรรค สามัคคี

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

26


สตรี

Uสตรี

ใชศตั รู อดกลั้นและอดทน

คือ นักสูผูสรางคน ทั้งอดออม พรอมชีวา

Uสตรี

ใชสตังค ศักดิ์ศรีมคี ุณคา

ใชเหมือนดั่งขายสินคา ทั้งชีวิต จิตวิญญาณ

Uสตรี คือ สติ

ผูนํา ผูชํานาญ

สืบสิทธิและสืบสาน นักการเมืองเลื่องลือไกล

Uสตรี คือ สกล

แมบาน-แมเมืองชัย

ทุกชั้นชน ถือเปนใหญ เปนผูให-ผูรับ เอย..

น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหนาศูนยพิทักษสิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง

หมายเหตุ

“ใช” ภาษากลอน แปลวา “ไมใช” “สกล” ภาษากลอน แปลวา “ทั้งไป, ทั้งหมด, สากล”

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

27


ภาพกิจกรรม

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ ชินวัตร ใหเกียรติเปนประธานในพิธีเปดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP กาวไกล ดวยพระบารมี (เบิกฟาอันดามัน)” บริเวณเวทีกลางสะพานหิน อําเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยมี..นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีวา การกระทรวงมหาดไทย กลาวรายงานวัตถุประสงคการจัดงาน นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผูบริหารกรมฯ และเจาหนาที่กรมการพัฒนาชุมชน ใหการตอนรับ

นางกอบแกว จันทรดี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รวมพิธีสงมอบพัฒนากรกอนประจําการรุนที่ 92 เขาพื้นที่เพื่อเรียนงานพัฒนาชุมชน ณ หองประชุมจามจุรี ศาลากลางจังหวัดลําพูน โดยมี..นายสุรชัย ขันอาสา ผูวาราชการจังหวัดลําพูน สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลําพูน และศูนยศึกษา และพัฒนาชุมชนลําปาง เปนผูรับมอบ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

28


ภาพกิจกรรม

นายพิสันติ์ ประทานชวโน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นายเส่ง สิงห์โตทอง ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาทุน และองค์กรการเงินชุมชน มอบนโยบายในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชนและการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนการดําเนินการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ประจําปี ๒๕๕๕ ณ อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์"

นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พรอมดวย นายนิสิต จันทรสมวงศ รองอธิบดี กรมการพัฒนาชุมชน ดร.ประพีร เกิดเพิ่มพูน ผูตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน และ ผูบริหารกรมฯ มอบนโยบายและเพิ่มประสิทธิภาพ การขับเคลือ่ นยุทธศาสตรกรมการพัฒนาชุมชน ประจําป ๒๕๕๕ แกพฒ ั นาการจังหวัด หัวหนากลุม/ฝาย และพัฒนาการอําเภอ จากจังหวัดเชียงใหม ลําพูน ลําปาง แพร นาน เชียงราย แมฮองสอน พะเยา และศูนยศึกษาและ พัฒนาชุมชนลําปาง ณ โรงแรมเกทเวย อําเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โดยมี...นายไมตรี อินทุสุต ผูวาราชการจังหวัดพะเยา กลาวตอนรับ วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

29


ภาพกิจกรรม

นายปรีชา เรืองจันทร ผูวาราชการจังหวัด เปนประธาน “งานวันสตรีสากล จังหวัดพิษณุโลก ประจําป ๒๕๕๕” โดยมี...นางสุรวี วงศใฝ พัฒนาการจังหวัดพิษณุโลก รวมตอนรับ

นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พรอมผูบริหารกรมฯ ประชุมมอบนโยบายและเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนยุทธศาสตร กรมการพัฒนาชุมชน ประจําป 2555 ณ โรมแรมโฆษะ จังหวัดขอนแกน โดยมี..นางเพ็ญสุภา ศิริสวัสดิ์ พัฒนาการจังหวัดขอนแกน ใหการตอนรับ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

30


ภาพกิจกรรม

นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน เยี่ยมชมหมู่บ้าน เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านบัว ม.๔ ต.บ้านตุ่น อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา โดยมี...นายอาคม วงศ์สว่าง พัฒนาการจังหวัดพะเยา นางสาวอินทิราทวิชศรี พัฒนาการอําเภอเมืองพะเยา ให้การต้อนรับ

นายประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พรอมดวย ผูบริหารกรมการพัฒนาชุมชน และ คุณอาสาพัฒนาชุมชน นําสื่อมวลชนเยี่ยมชมกิจกรรม หมูบานเศรษฐกิจพอเพียงตนแบบบานถ้ําเสือ ม.๕ ต.อาวลึกใต อ.อาวลึก จ.กระบี่ โดยมี...นายอุเทน ตันตรีบูรณ รองผูวาราชการจังหวัด นายแนบ สินทอง พัฒนาการจังหวัดกระบี่ ใหการตอนรับ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

31


ดร.สรฤทธ จันสุข

IPA นวัตกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน

ภารกิจหนึ่งของกรมการพัฒนาชุมชนในการขับเคลื่อนเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขององค์การภายใต้ทรัพยากรที่จํากัดไปสู่ ความสําเร็จ ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จนเกิดนวัตกรรมที่หลากหลายในปัจจุบันนี้ นั่นคือการดําเนินงานจัดทําคํารับรอง การปฏิบัติราชการภายใน หรือ IPA (Internal Performance Agreement) ที่ได้รับการยอมรับในระดับต้นๆ ของประเทศ มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรมและชัดเจน กิจกรรม IPA เป็นแนวทางการดําเนินงานตามเกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหาร จัดการภาครัฐ (PMQA) หมวด 2 การวางแผนยุทธศาสตร์ SP๕ กําหนดให้ส่วนราชการมีการถ่ายทอด (Cascading) ตัวชี้วัด และเป้าหมายระดับองค์การลงสู่ระดับหน่วยงาน และระดับบุคคลอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องดําเนินการตามกระบวนการ ADLI ดังนี้ การออกแบบระบบ (Approach) โดยมีเครื่องมือหรือการดําเนินงานที่ครอบคลุมกระบวนการ ดังนี้ แผนที่ ยุทธศาสตร์ของหน่วยงานที่แสดงความเชื่อมโยงของวิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ และเป้าประสงค์ สอดคล้องกับ แผนยุทธศาสตร์ขององค์การ มีกรอบการกําหนดตัวชี้วัดและเป้าหมาย ที่แสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดลงไปยังบุคคลอย่างเป็น ระบบครบถ้วน มีแผนปฏิบัติการหรือปฏิทินกิจกรรมประจําปี (Gantt Chart) ซึ่งผู้บริหารเห็นชอบไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม โดยกิจกรรมทั้งหมดต้องดําเนินการและครอบคลุมถึงกระบวนการจัดทําข้อตกลงและประเมินผลทั้งในระดับหน่วยงานและ บุคคล มีหลักเกณฑ์การกําหนดเป้าหมายและเกณฑ์การให้คะแนนที่สามารถผลักดันให้บรรลุเป้าประสงค์ได้ แสดงให้เห็นวิธีการ ที่ชัดเจนในการประเมินผลเพื่อสรุปผลขั้นสุดท้ายได้ มีกรอบระยะเวลาสําหรับการติดตามและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และ มีการสรุปผลการดําเนินงานประจําปี การนําไปใช้ (Deployment) เพื่อให้หน่วยงานนําการออกแบบ ระบบไปปฏิบัติ ซึ่งต้องแสดงหลักฐานการดําเนินงาน ดังนี้ มีการแสดงสื่อสาร ให้บุคลากรรับทราบกรอบการประเมินผล แผนปฏิบัติการหรือปฏิทิน (Gantt Chart) มีการดําเนินงานตามแผนดังกล่าวโดยถ่ายทอดตัวชี้วัดและ เป้าหมายอย่างทั่วถึง มีข้อตกลงของผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็น ลายลัก���ณ์อักษรและใช้ประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม มีการติดตามความ ก้าวหน้าและรายงานผลตามตัวชี้วัดและเป้าหมายเป็นช่วงๆ อย่างต่อเนื่อง เหมาะสม และกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมเหมาะสม มีการสรุปประเมินผลการปฏิบัติราชการประจําปีเป็นผลคะแนนครบทุกระดับ การเรียนรู้ (Learning) เพื่อให้องค์การมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน สามารถนําไปประยุกต์ใช้ปรับปรุง การดําเนินงานให้ดีขึ้น โดยแสดงหลักฐานการดําเนินงาน ดังนี้ มีการสรุปบทเรียนโดยวิเคราะห์ผลการดําเนินงานและสาเหตุ ของความสําเร็จ/ไม่สําเร็จ ปัญหา/อุปสรรคของการดําเนินงาน และระบบประเมินผลทั้งในระดับหน่วยงานและระดับบุคคล มีการนําบทเรียนจากการติดตามประเมินผล มาจัดทําข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการดําเนินงานให้ดีขึ้นทั้งระดับหน่วยงานและ ระดับบุคคล การบู ร ณาการ (Integration) เพื่ อ ประยุ ก ต์ ผ ลการดํ า เนิ น งานเข้ า กั บ กิ จ กรรมอื่ น ๆ โดยแสดงหลั ก ฐาน การดําเนินงานที่เชื่อมโยงระหว่างหลักเกณฑ์การจัดสรรสิ่งจูงใจกับผลการประเมินที่ได้ นํามาประกอบการพิจารณาร่วมกัน ซึ่งหลักเกณฑ์ต้องสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของสิ่งจูงใจที่จะได้รับตามผลการประเมินที่เป็นผลคะแนน

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

32


กรมการพัฒนาชุมชนได้ดําเนินงาน IPA มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 โดยนําร่องในหน่วยงานส่วนกลาง จูงใจด้วยเงินรางวัล 1 ล้านบาท เมื่อ พ.ศ. 2552 ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายไปถึงสํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และมีการพัฒนารูปแบบให้ดีขึ้น ชั ด เจนมากขึ้ น เรื่ อ ยมาจนถึ ง พ.ศ.2555 มี ก ารสนั บ สนุ น งบประมาณดํ า เนิ น งานและจั ด สรรรางวั ล จู ง ใจ ให้กับหน่วยงานที่มีผลงานดีเด่น มีแนวทางการดําเนินการ ดังนี้ ส่วนที่ 1 ผลสําเร็จตามแผนปฏิบัติราชการกรมการพัฒนาชุมชน พิจารณาจากระดับความสําเร็จของร้อยละเฉลี่ยถ่วง น้ําหนักในการบรรลุเป้าหมายตามคํารับรองการปฏิบัติราชการกรมการพัฒนาชุมชนประจําปี และระดับความสําเร็จใน การขับเคลื่อนนโยบายสําคัญของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน พิจารณาจากตัวชี้วัดระดับความสําเร็จของ การดําเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน กับตัวชี้วัดรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการจําหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ส่วนที่ 2 ผลสําเร็จของข้อเสนอโครงการริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน พิจารณาจาก การนํานวัตกรรมของความคิด ริเริ่ม สร้างสรรค์ แสวงหารูปแบบ วิธีการ เครื่องมือการทํางานใหม่ ๆ ภายใต้งบประมาณและ ทรัพยากรที่จํากัด นํามาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนโครงการริเริ่มสร้างสรรค์ และเมื่อดําเนินการสําเร็จแล้วจะต้องได้ นวัตกรรมที่เกิดจากโครงการ เพื่อให้บรรลุผลสําเร็จของการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ภารกิจ มีการพัฒนาระบบงาน เพื่อลดการสูญเสียหรือเพิ่มมูลค่างานให้สูงขึ้น โดยนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ มีระบบการพัฒนาทีมงาน มีระบบการติดตาม ประเมินผล มีระบบจัดการความรู้ มีการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า ส่วนที่ 3 ระบบการถ่ายทอดตัวชี้วัดและเป้าหมายของ องค์กรสู่ระดับบุคคล เป็นการพิจารณากระบวนการถ่ายทอด ตัวชี้วัด และเป้าหมายลงสู่ระดับบุคคล โดยพิจารณาจากกระบวนการ ทบทวนยุทธศาสตร์ กระบวนการกําหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของ หน่วยงานและบุคคล มีแผนและการดําเนินงานตามแผนของหน่วยงาน และบุคคล ระบบการติดตามความก้าวหน้าและรายงานผล และระบบ การเชื่อมโยงผลการปฏิบัติงานกับระบบแรงจูงใจ เมื่อปี พ.ศ. 2554 กิจกรรม IPA ได้ประกาศผลหน่วยงานดีเด่น หลายหน่วยงานก็ชื่นชมยินดีกับผลงานที่ได้รับ แต่อีก หลายหน่วยงานรู้สึกถึงความไม่พร้อมในผลงานที่นําไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ให้ยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชนขับเคลื่อน ไปสู่เป้าหมายต่อไป อย่างไรก็ดี IPA เป็นระบบที่สามารถแสดงได้ถึงการพัฒนาหน่วยงานและนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์และภารกิจ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชิงรางวัลเท่านั้น แต่เป็นการแสดงศักยภาพและขีดความสามารถของ การบริหารจัดการโดยใช้ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดขององค์การเป็นเครื่องมือในการทํางาน เพื่อร่วมกันพัฒนาสู่ “องค์การแห่งนวัตกรรม” ในปีนี้ (พ.ศ. 2555) เราได้เสนอโครงการริเริ่มสร้างสรรค์กันแล้ว คงต้องวางแผนให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ เพราะรางวัลชนะเลิศใครก็มีสิทธิ์ที่จะคว้ามาครอบครองได้ ..ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าครับ...

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

33


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC: ASEAN Economic Community (ต่อจากฉบับที่แล้ว) กฤตชญาภัค อุ่นเสรี

1

ทําไมต้องจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บริบทของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเปลี่ยนแปลงของอาเซียนที่จะถึงนี้ อาจต้องประสบ กับวิกฤตความเสี่ยงระดับโลก (Global Risks) ทั้งใน ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เช่น ความไม่มี เสถียรภาพของระบบการเงินโลก การเพิ่มของราคา พลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร การเคลื่อนย้าย แรงงานข้ามพรมแดน โรคระบาดข้ามพรมแดน โลกร้อน ภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย เป็นต้น รวมถึงการเกิดความร่วมมือในระดับภูมิภาค อันเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ด้าน ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า และการต่อต้านภัยคุกคามต่าง ๆ รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสและอํานาจต่อรอง และ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การรวมกันเป็นตลาดเดียวของประชาคมอาเซียนนั้น จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศสมาชิก กลุ่มอาเซียนกับกลุ่มประเทศมหาอํานาจ เช่น จีน อินเดีย ประเทศขนาดเล็กได้รับความคุ้มครอง เป็นกระบอกเสียงในเวที โลก เนื่องด้วยอาเซียนจะมีประชากรรวมเกือบ 600 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของประชากรโลก และมี GDP รวม ประมาณ 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2.6 ของ GDP โลก โดยเฉพาะผลของประชาคมเศรษฐกิจสําหรับ ประเทศไทยนั้น จะช่วยให้ประเทศของเราสามารถเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของการค้าขายกับตลาดภายในภูมิภาคและ เป็นฐานของภูมิภาคในการออกไปสู่ประเทศอื่น ๆ ได้ ซึ่งจะทําให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน อาเซียน จําเป็นต้องเร่งรัดการรวมกลุ่มภายในหรือเร่งรัดจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากกระแส โลกาภิวัตน์ และแนวโน้มการทําข้อตกลงการรวมกลุ่มด้วยความมั่นคงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และปรับปรุงการดําเนินงานให้ ทันกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสการแข่งขันทางการค้า และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุน โดยตรงที่นบั วันจะทวีความรุนแรงขึ้นและมีแนวโน้มจะถ่ายโอนไปสู่ประเทศเศรษฐกิจใหม่มากขึ้น เช่น จีน อินเดีย และ รัสเซีย เป็นต้น การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ของอาเซียน จะเป็นปัจจัยสําคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ อาเซียนในตลาดโลก เนื่องจากส่งเสริมให้เกิดการเปิด ตลาดเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตระหว่างประเทศสมาชิก

-------------------------1 นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชํานาญการ สํานักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

34


ที่ลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน เงินทุน และแรง���าน รวมถึง ความร่วมมือในด้านการอํานวยความสะดวก ทางการค้า และการลงทุน เพื่อลดอุปสรรคทางด้านการค้า และการลงทุนให้ เหลื อ น้ อ ยที่ สุ ด เท่ า ที่ จ ะเป็ น ไปได้ ซึ่ ง จะนํ า ไปสู่ ก ารพั ฒ นามาตรฐานการครองชี พ และความกิ น ดี อ ยู่ ดี ข องประชาชน ภายในประเทศ และลดช่องว่างการเหลื่อมล้ําทางสังคมให้น้อยลง

AEC: Blueprint...พิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพือ่ มุ่งหน้าสูเ่ ป้าหมาย การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาเซียนได้จัดทําแผนงานในเชิงบูรณาการ การดําเนินงานในด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อให้เห็นการดําเนินงานในภาพรวมที่จะนําไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี ค.ศ. 2015 ได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับการสร้างบ้านแผนงานนี้ เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวที่จะช่วยบอกองค์ประกอบ ของบ้านหลังนี้ว่าจะมีรูปร่างอย่างไร 1. ทําไมต้องจัดทํา AEC: Blueprint 1.1 เพื่อกําหนดทิศทางการดําเนินงาน ในด้านเศรษฐกิจให้ชัดเจนตามกรอบระยะเวลาที่กําหนดจนบรรลุ เป้าหมาย AEC ในปี ค.ศ. 2015 1.2 เพื่อสร้างพันธสัญญาระหว่างประเทศสมาชิก ที่จะดําเนินการไปสู่เป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน 2. องค์ประกอบสําคัญของ AEC: Blueprint การเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตร่วมกัน แผนงานที่จะส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการ การ ลงทุน แรงงานฝีมือและการเคลื่อนย้ายเงิน ทุกอย่างเสรีมากขึ้น การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน แผนงานที่จะเสริมสร้างความสามารถ ในด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายการแข่งขัน สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน การขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค แผนงานที่จะส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสมาขิกและลดช่องว่าง ของระดับการพัฒนาระหว่างสมาขิกเก่าและใหม่ และการสนับสนุนการพัฒนา SMEs การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก แผนงานที่จะส่งเสริมการรวมกลุ่มเข้ากับประชาคมโลกโดยเน้นการปรับ ประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค เช่น การจัดทําเขตการค้าเสรีและการสร้างเครือข่าย ในด้านการผลิต และจําหน่าย เป็นต้น สําหรับองค์ประกอบอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงกลไกด้านสถาบันโดยการจัดตั้งกลไกการหารือระดับสูง ประกอบด้วย ผู้แทนระดับรัฐมนตรีทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาระบบกลไกการตรวจสอบ ติดตามผลการดําเนินงาน และจัดหาแหล่งทรัพยากรสําหรับการดําเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ ผู้นําอาเซียน ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประกอบด้วย แผนการดําเนินงาน AEC : Blueprint และตารางกําหนดการเวลาดําเนินงาน (Strategic Schedule) ซึ่งเป็นเอกสารผนวก จึงนับได้ว่า ขณะนี้อาเซียนได้ทํา พิมพ์เขียวของการดําเนินงานไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขั้นต่อไปคือ การเริ่มลงมือดําเนินงาน ตามแผนงานในด้านต่าง ๆ เพื่อร่วมกันสร้างประชาคมที่เป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียนต่อไป

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

35


เป้าหมายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน “เพื่อให้ประชาชนของประเทศสมาชิกมีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก และ มีศักยภาพในการแข่งขันกับโลกภายนอกได้” โดย

เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว

เน้นการเคลื่อนย้ายสินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมือระหว่างกันอย่างเสรี

มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง

เน้นการดําเนินนโยบายการแข่งขัน การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนา ICT และพลังงาน

มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ที่เท่าเทียมกัน

ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการขยายตัวของ SMEs ให้ความ ช่วยเหลือแก่สมาชิกใหม่ ( CLMV) เพื่อลดช่องว่างของระดับ การพัฒนา

บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้ อย่างสมบูรณ์

เน้นการจัดทํา FTA และ CEP กับประเทศคู่เจรจา

ข้อมูล : สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

36


วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

37


วารสารพัฒนาชุมชนอิเล็กทรอนิกส

38


varasan_march55