Page 1


รายงานวิจัยสรางสรรค

เรื่อง

เชียงใหมในความเปลี่ยนแปลง: การถายภาพเชิงสรางสรรคดวยกลองพลาสติกโฮลกา Transforming Chiang Mai : Creative Photography by Plastic Camera Holga

โดย ผูชวยศาสตราจารยอัษฎา โปราณานนท สาขาวิชาศิลปะการถายภาพ ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม 2553

โครงการนี้ไดรับทุนอุดหนุนวิจัยและงานสรางสรรค งบประมาณเงินรายได คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม ประจำปงบประมาณ 2551


กิตติกรรมประกาศ

! รายงานวิจัยสรางสรรคฉบับนี้คงสำเร็จลุลวงลงไมได หากปราศจากความอนุเคราะหทางดานเงินทุน เวลา และ สถานที่จากคณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม และขาพเจาขอขอบคุณองคกร Asia-Europe Foundation (ASEF) ที่ ใหเกียรติและโอกาสในการนำเสนอผลงานการวิจัยสรางสรรคช้ินนี้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร ประเทศมาเลเซีย ในป 2552 นอกจากนี้ ขอขอบคุณ Mr. Alex Moh สำหรับคำชี้แนะในการสรางสรรคงานช้ินนี้ใหมีความสมบูรณย่ิงขึ้น ! คุณความดีทั้งหลายอันเกิดจากประโยชนของรายงานวิจัยช้ินนี้ขอมอบใหกับบิดา มารดา และครูบาอาจารยทุก ทานที่ไดประสิทธิประสาทความรูแกผูวิจัย

ผูชวยศาสตราจารยอัษฎา โปราณานนท ผูวิจัย


บทคัดยอ

! งานวิจัยสรางสรรคเรื่อง “เชียงใหมในความเปลี่ยนแปลง: การถายภาพเชิงสรางสรรคดวยกลองพลาสติกโฮลกา” นี้มุงเนนไปยังการอธิบายกระบวนการสรางสรรคงานถายภาพใน 3 ขั้นตอนคือ 1. กระบวนการทางความคิด 2. คุณลักษณะของกลองถายภาพโฮลกา 3. กระบวนการทำงาน รวมไปถึงการวิเคราะหปญหา การตัดสินใจ เหตุผล ที่เกิดขึ้น ในการสรางสรรคผลงานช้ินนี้ ! เน้ือหาในผลงานวิจัยเชิงสรางสรรคเรื่อง “เชียงใหมในความเปลี่ยนแปลง: การถายภาพเชิงสรางสรรคดวยกลอง พลาสติกโฮลกา” นี้มาจากแนวความคิดที่มีตอการเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหมที่เกิดขึ้น โดยการผสมผสานการทำงาน ของระบบการถายภาพแบบอนาลอคและระบบดิจิตอลเขาดวยกัน เพื่อสรางสรรคความเปนเมืองใหมีผลลัพธตามที่ผูวิจัย ไดตีความไวในกรอบแนวความคิดรวบยอด


ABSTRACT

! The objective of this creative research is to describe the working procedure of photographic project “Transforming Chiangmai: Creative Photographic by Plastic Camera Holga� in 3 sections, which are Conceptual Process, Character of the Camera and Production Stage. It also tends to analyze problems, decisions, and reasons of the working process. ! The topics of this creative research come from the idea of transforming Chiangmai city by integrating analog process with digital process to create City-ness that researcher interpreted into conceptual framework.


คำนำ

! เอกสารการวิจัย “เชียงใหมในความเปลี่ยนแปลง: การถายภาพเชิงสรางสรรคดวยกลองพลาสติกโฮลกา” นี้ รวบรวมจัดทำขึ้นเพื่อประกอบผลงานการสรางสรรคเกี่ยวกับลักษณะความเปนเมืองของจังหวัดเชียงใหมและพ้ืนที่ใกล เคียงโดยใชกลองถายภาพโฮลกาซึ่งเปนกลองถายภาพตระกูลเดียวกันกับกลองถายภาพโลโม (Lomo Camera) โดยมี วัตถุประสงคเพื่ออธิบายถึงแนวความคิด รูปแบบการปฏิบัติงาน กระบวนการสรางสรรค ปญหา และบทสรุป โดยคาดหวัง จะเพื่อใหเปนประโยชนแกผูสนใจศึกษาในกระบวนการสรางสรรคผลงานศิลปะการถายภาพ เพื่อทำความเขาใจในดาน แนวความคิดและเทคนิคการสรางสรรค และสามารถนำไปในใชการอางอิง ปรับปรุง และพัฒนาแนวความคิดในการ สรางสรรคภาพตอไปได

ผูชวยศาสตราจารยอัษฎา โปราณานนท ผูวิจัย


สารบัญ

กิตติกรรมประกาศ!!

!

!

!

!

!

!

!

!

!

3

บทคัดยอภาษาไทย!

!

!

!

!

!

!

!

!

!

5

บทคัดยอภาษาอังกฤษ!

!

!

!

!

!

!

!

!

!

7

คำนำ! !

!

!

!

!

!

!

!

!

!

9

! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! !

13 15 15 16 16 16 17 17

บทที่ 1 กระบวนการสรางสรรคภาพถาย! ! ! ! ! ! ! กระบวนการกอนการถายภาพ: ตัวแบบ! ! ! ! ! ! ! เชียงใหม: ตัวแบบในการสรางสรรคผลงาน! ! ! ! ! ! การเตรียมงานหลัก: รายการตัวแบบ! ! ! ! ! ! ! ปจจัยประกอบอื่นๆ ในการเตรียมงาม! ! ! ! ! ! กระบวนการถายภาพ: การเผชิญหนากับตัวแบบและการตัดสินใจ! ! ! ! กระบวนการหลังการถายภาพ: กระบวนการทางเทคนิคเพื่อผลลัพธที่ตองการ! ! ! ! การลางฟลม! ! ! ! ! ! ! ! ! การทำคอนแท็คชีต! ! ! ! ! ! ! ! ภาพขาวดำระบบดิจิตอล! ! ! ! ! ! ! ! ! การกำหนดรูปแบบการจัดการงาน! ! ! ! ! ! ! การสรางไฟลดิจิตอลดวยการสแกนเนกาทีฟ! ! ! ! ! ! การปรับแตงภาพดวยระบบดิจิตอล! ! ! ! ! ! ! การพิมพภาพ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !

19 24 25 28 28 30 31 32 33 36 36 37 37 38

บทนำ! ! ! ! ! ! ! !

!

! ! ! ! ! ! ! ความเปนมาและความสำคัญของเรื่องที่ทำการวิจัยสรางสรรค! แนวความคิด! ! ! ! ! ! การจัดการสรางสรรค! ! ! ! ! วัตถุประสงคของงานวิจัย! ! ! ! ! ประโยชนที่คาดวาจะไดรับจากการวิจัย! ! ! ขอบเขตของการวิจัย! ! ! ! ! วิธีการศึกษา! ! ! ! ! !


บทที่ 2 เกี่ยวกับกลองโฮลกา!! ! ปรากฎการณกลองโฮลกา ! ! กลองโฮลกา! ! ! การใชงานกลองโฮลกา ! ! การเลือกฟอรแมท! ! ! การเลือกใชฟลม! ! ! การใสฟลม! ! ! การปดเทป! ! ! อุปกรณเสริม! !

! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! !

39 42 42 43 44 45 45 45 46

บทที่ 3 กระบวนการสรางสรรค! ! ! ! ! การลางฟลม: ภาพในจินตนาการ! ! ! ! เมื่อกฎการแลกเปลี่ยนลมเหลว: ถนนวงแหวนรอบนอก! ! เกมสความเปรียบตาง: พญาเสือโครงบานบนดอยปุย! ! แสงเสริม: แฟลชสัมพันธความไวชัตเตอรต่ำ! ! ! องคประกอบภาพ 1: มุมมองที่แตกตาง! ! ! องคประกอบภาพ 2: ระยะหาง! ! ! ! องคประกอบภาพ 3: ถูกที่ ถูกเวลา! ! ! ! องคประกอบภาพ 4: ตัวอักษรในภาพถาย! ! ! การคัดเลือกภาพ! ! ! ! ! ! การเผยแพรผลงาน!! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! ! !

49 51 55 60 62 64 67 70 72 74 78

บทที่ 4 บทสรุป! !

!

!

!

!

!

!

!

!

!

81

บรรณานุกรม!

!

!

!

!

!

!

!

!

!

!

87

ภาคผนวก ก!

รวมภาพผลงาน! !

!

!

!

!

!

!

!

89

ภาคผนวก ข!

ตัวอยางคอนแท็คชีต!

!

!

!

!

!

!

!225

!

!

!

!

!

!

!243

ประวัติผูทำงานวิจัย!

!

! ! ! ! ! ! ! ! !

!

! ! ! ! ! ! ! ! !

! ! ! ! ! ! ! ! !

!


บทนำ


บทนำ

ความเปนมาและความสำคัญของเรื่องที่ทำการวิจัยสรางสรรค ! ในปจจุบันนี้กลองถายภาพตระกูล “โลโม” (Lomo) ไดรับความนิยมในหมูคนรุนใหมอยางกวางขวาง ซึ่งความ นิยมที่แพรหลายนี้ถือไดวาเปนการเติบโตของระบบกลองฟลมที่สวนทางกับเทคโนโลยีระบบกลองดิจิตอลโดยส้ินเชิง เพราะในขณะที่บริษัทผูผลิตกลองและวัสดุการถายภาพดวยระบบฟลมนั้นตางปดตัวลงและเบนเข็มไปสูระบบดิจิตอลกัน มากขึ้น กลองตระกูล “โลโม” กลับไดรับความนิยมเพ่ิมขึ้นอยางมากในหมูชางภาพทั้งมือสมัครเลนและมืออาชีพ เนื่องจาก ราคาที่ไมแพง รูปแบบของภาพที่มีลักษณะเฉพาะตัว จำนวนรูปแบบกลองที่มีความหลากหลาย รวมถึงแนวความคิดและ ภาพลักษณของการปฏิเสธความสะดวกรวดเร็วจากเทคโนโลยีระบบดิจิตอล เหลานี้ไดทำใหการถายภาพดวยกลอง ประเภทนี้พัฒนากลายเปน “วัฒนธรรมมวลชน” ใหมในวงการถายภาพ ! อยางไรก็ดี รูปแบบวิธีการใชงานและแนวทางการสรางสรรคภาพของผูใชกลับเปนไปอยางเลื่อนลอยและไร ทิศทาง ทำใหผูใชงานไมสามารถสรางสรรคชุดผลงานที่เปนเรื่องราวที่ประติดประตอเปนผลงานภาพถายที่มีพลังในการเลา เรื่องราวได ซึ่งก็จะสงผลใหผูใชงานเกิดความเบื่อหนายและเลิกถายภาพไปในที่สุด ซึ่งปญหานี้อาจมีสาเหตุมาจากนิยาม คำโฆษณาของกลองที่วา “Don’t think, just shoot” ซึ่งเปนความพยายามที่จะสรางกระแสความแตกตางระหวางกลองโล โมและกลองถายภาพทั่วไปที่ผูใชจะตองคำนึงถึงการปรับคากลองตางๆ ไมวาจะเปนคารูรับแสง คาความไวชัตเตอร ซึ่ง ลวนเปนคาหลักๆ ที่ชางภาพตองใครครวญเพื่อใหไดมาซึ่งภาพถายที่สวยงาม (กลองถายภาพตระกูลโลโลสวนใหญจะไม สามารถปรับตั้งคาเหลานี้ได) อยางไรก็ตาม องคประกอบและเน้ือหาของภาพยังคงเปนสวนประกอบที่มีความสำคัญอยาง ย่ิงยวด ซึ่งชางภาพตองทำการพินิจพิเคราะหและวางแผนกอนกระบวนการถายภาพ แตผูใชงานกลองโลโมสวนใหญกลับ เหมารวมไปวา ขั้นตอนการเตรียมงานเหลานี้เปนกระบวนการที่สามารถละท้ิงไดตามแนวความคิดที่วา “ไมตองคิด” ซึ่ง ความเชื่อเชนนี้จะนำไปสูปญหาที่ไดกลาวไวในขางตน ! ดวยเหตุนี้เอง ผูสรางสรรคจึงตองการใชกลองพลาสติกนี้เพื่อสรางสรรคืงานถายภาพชุด ในฐานะกรณีศึกษาถึง เทคนิควิธีและกระบวนการสรางสรรคงานภาพถายที่มีคุณคาและมีความหมาย และความเปนไปไดที่กลองประเภทนี้จะ สามารถสรางสรรคงานขึ้นมาได รวมถึงการใชงานเทคโนโลยีแบบอนาลอค (ฟลม) ผสมผสานกับเทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อนำ จุดเดนของเทคโนโลยีทั้งสองระบบมาสอดผสานกันเปนชุดผลงานภาพถายที่ผูวิจัยตองการ และจัดพิมพเผยแพรผลงาน วิจัยซึ่งนาจะมีประโยชนสำหรับผูใชงานและผูที่สนใจในกลองถายภาพตระกูลโลโมโดยรวม

แนวความคิด ! เชียงใหมเปนเมืองที่มีความเติบโตอยางตอเนื่อง และในความเติบโตของเมืองนี้ก็ยังมีการปะทะสังสรรคกัน ระหวางความเกาและความใหม ความเชื่อพ้ืนถิ่นและความเจริญทางวัตถุ ความงดงามและความนาขยะแขยง ซึ่งความ เปรียบตางที่เกิดขึ้นนี้มีใหเห็นในทุกๆ ที่จนเกิดความชาชินและทำใหเราเร่ิมมองขามส่ิงเหลานี้ไป ผูวิจัยตองการจะแสดงให เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความเปรียบตางเหลานี้ผานภาพถายขาวดำ โดยอุปกรณที่ผูสรางสรรคตองการจะใชก็คือ กลองถายภาพแบบฟลืมและระบบการตกแตงภาพและการพิมพภาพระบบดิจิตอล ซึ่งทั้งสองระบบนี้เปรียบไดเหมือน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

15/251


ความขัดแยงระหวางความเกาและความใหม อดีต จุดเปลี่ยนผานปจจุบัน และอนาคต สะทอนใหเห็นถึงความ เปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับความเปนเมืองเชียงใหมซึ่งกำลังดำเนินไปในปจจุบัน

การจัดการสรางสรรค ! ในการสรางสรรคผลงานช้ินนี้ ผูทำวิจัยจะใชกลองถายภาพระบบฟลมซึ่งเปนเทคโนโลยีอนาลอครวมกับ เทคโนโลยีระบบดิจิตอล โดยจะถายภาพดวยฟลมเนกาทีฟขาวดำ เมื่อถายภาพแลวจะลางฟลมดวยสารเคมีระบบแมนวล ในหองปฏิบัติการขาวดำ จากนั้นเมื่อไดเนกาทีฟแลว ก็จะนำเนกาทีฟที่ไดนั้นไปสแกนดวยเครื่องสแกนภาพเพื่อใหไดไฟล ภาพดิจิตอล จากนั้นทำการปรับแตงดวยเครื่องคอมพิวเตอร และเมื่อไดผลลัพธที่ตองการแลว ก็จะทำการพิมพภาพดวย เครื่องพิมพภาพระบบฉีดหมึก ! ภาพผลลัพธที่ไดจะเปนภาพขาวดำขนาด 10 x 10 น้ิวโดยประมาณ และใสกรอบขนาด 20 x 20 น้ิวโดยประมาณ โดยมีจำนวนของภาพรวมทั้งหมด 30 ภาพ สวนลักษณะการจัดวางผลงานนั้นจะใชวิธีการแขวนกรอบภาพดวยลวดบนผนัง

วัตถุประสงคของงานวิจัย 1. เพื่อศึกษาเรียนรูถึงระบบการทำงานสรางสรรคตามแนวความคิดรวบยอด และความเปนไปไดในการสรางสรรคผล งานดวยกลองพลาสติกโฮลกา 2. เพื่อสรางความเขาใจทั้งดานแนวความคิดและแนวปฏิบัติในผลงานสรางสรรค “เชียงใหมในความเปลี่ยนแปลง: การ ถายภาพเชิงสรางสรรคดวยกลองพลาสติกโฮลกา

ประโยชนที่คาดวาจะไดรับจากการวิจัย 1. ทำใหทราบถึงผลงานดำเนินงานสรางสรรคทั้งปญหาและอุปสรรค ซึ่งจะชวยใหผูที่สนใจสามารถตระเตรียมการแก ปญหาเฉพาะหนาซึ่งอาจะเกิดขึ้นไดในการปฏิบัติงาน 2. ทำใหทราบถึงรูปแบบและแนวความคิดโดยรวมของการสรางสรรคผลานชุดภาพถาย เพื่อเปนแนวทางที่สำคัญในการ สรางความเขาใจในภาพถายใหกับผูที่สนใจ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

16/251


ขอบเขตของการวิจัย ! การศึกษาครั้งนี้ ผูวิจัยจะประเมินและวิเคราะหผลงานดำเนินงานสรางสรรคผลงาน “เชียงใหมในความ เปลี่ยนแปลง: การถายภาพเชิงสรางสรรคดวยกลองพลาสติกโฮลกา” โดยอางอิงกระบวนการทำงานและผลลัพธที่ไดกับ หลักความรูทางการถายภาพทั้งดานแนวคิดทฤษฎีและแนวปฏิบัติ

วิธีการศึกษา 1. ขอมูลและการเก็บรวบรวมขอมูล ! การศึกษานี้เปนการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีในการสรางสรรคงานภาพชุดโดยทำการวิเคราะหปญหาและอุปสรรคที่ เกิดระหวางกระบวนการทำงาน รวมถึงปจจัยตางๆ ที่สงผลตอการสรางสรรคภาพถาย การศึกษาขอมูลแบงออกไดเปน 2 ประเภท ไดแก ขอมูลทุติยภูมิ ซึ่งประกอบดวยแนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธระหวางชางภาพและตัวแบบ สวนขอมูล ปฐมภูมินั้นจะเปนขอมูลจริงที่ไดจากการดำเนินงานสรางสรรคภาพถายที่ผูวิจัยปฏิบัติ 2. วิธีการวิเคราะห !

ในการศึกษาครั้งนี้จะทำการวิเคราะหขอมูลออกเปน 2 สวน ไดแก

!

2.1 การวิเคราะหเชิงพรรณนา

! !

! การวิเคราหสวนนี้จะเปนการวิเคราหโดยอาศัยองคความรูทางศิลปะ เชน องคประกอบศิลป รูปแบบ สื่อ สไตลที่เกี่ยวของโดยใชทฤษฎีการถายภาพเพื่อสรางความเขาใจในผลงานภาพถายที่มีปญหาที่โดดเดน

!

2.2 การวิเคราะหเชิงตีคา

! ! !

! การวิเคราะหในสวนนี้จะเปนการวิเคราะหโดยใชหลักแนวคิดและบรรทัดฐานตางๆ ทางสกุลศิลปะเพื่อ ตัดสินและหาเหตุผลใหกับภาพผลลัพธที่เกิดจากการสรางสรรค การวิเคราะหในสวนนี้จะชวยสรางความเขาใจที่ ลึกซึ้งตองานภาพถายรูปแบบตางๆ ไดมากย่ิงขึ้น

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

17/251


บทที่ 1 กระบวนการสรางสรรคภาพถาย


บทที่ 1 กระบวนการสรางสรรคภาพถาย

! ในการสรางสรรคผลงานชิ้นนี้ ผูวิจัยไดแบงกระบวนการสรางสรรคภาพถายออกเปนกระบวนการหลัก 3 กระบวนการ ไดแก ! ! !

1. กระบวนการกอนการถายภาพ (Pre-Production) 2. กระบวนการถายภาพ (Production) 3. กระบวนการหลังการถายภาพ (Post-Production)

! ไมวาการถายภาพจะมีจุดมุงหมายหรือรูปแบบ (Style) ที่แตกตางกันอยางไรก็ตาม กระบวนการสรางสรรค ภาพถายจะอางอิงกับกระบวนการหลัก 3 กระบวนการนี้อยูเสมอ ยกตัวอยางเชน ชางภาพสารคดีจำเปนตองทำการคนควา ถึงเรื่องราวของตัวแบบที่เขาตองการถายภาพ (Pre-Production) เพื่อใหภาพถายของเขาสามารถถายทอดเรื่องราวไดอยาง ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ สวนชางภาพแนววิจิตรศิลปก็จำเปนตองใครครวญถึงประเด็นที่เขาตองการจะสื่อออกมาในชิ้น งานภาพถายที่เขาตองการจะสรางสรรค เพื่อใหงานศิลปะที่สรางสรรคนั้นสามารถสรางบทสนทนากับคนดูได ขณะเดียวกัน ชางภาพทั้งสองประเภทนี้ก็ยังตองคิดคำนึงถึงอุปกรณที่จะใชในการสรางสรรคผลงาน การเลือกขนาดของกลองจะมีผลตอ คุณภาพของภาพถายและความรวดเร็วในการทำงาน กลองขนาดเล็กแมมีความคลองตัว แตก็มีคุณภาพของภาพที่ดอย กวากลองขนาดใหญ แนนอนวากลองขนาดใหญนั้นจะใหความละเอียดภาพที่ดีกวากลองขนาดเล็ก แตดวยตัวกลองที่มี ขนาดใหญและมีน้ำหนักมาก ทำใหความอิสระและความรวดเร็วในการเคลื่อนที่ของชางภาพถูกจำกัดลง เปนตน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

21/251


! กระบวนการถายภาพ (Production) และกระบวนการหลังการถายภาพ (Post-Production) อาจจะมีความแตก ตางกันไปในลักษณะงานที่ทำหรือแมแตในชางภาพแตละคน กระบวนการทำงานของชางภาพแตละคนมักจะขึ้นอยูกับ รสนิยมและทัศนคติที่มีตอตัวแบบและการตีความที่มีตอกระบวนการถายภาพ ชางภาพสารคดีแบบดั้งเดิมอาจมีความเชื่อ ตอความเปนกลาง (Objective) และไมเขาไปเปลี่ยนแปลงเหตุการณหรือตัวแบบที่ถายภาพ ขณะที่ชางภาพบางกลุมก็จะ ปฏิเสธในความเปนกลางนั้น และมักเขาไปพัวพันกับเหตุการณหรือทำการจัดฉากเพื่อการถายภาพที่พวกเขาตองการ และ ในกระบวนการหลังการถายภาพ ชางภาพจำเปนตองพิจารณาในเรื่องของการคัดเลือกภาพ ตกแตงภาพ และการนำเสนอ ซึ่งจะมีรูปแบบวิธีการทำงานที่แตกตางกันไป ขึ้นอยูกับทัศนคติและวัตถุประสงคของการถายภาพนั้นเปนหลัก ! สื่อการถายภาพมีธรรมชาติที่แตกตางไปจากทัศนะสื่ออื่นๆ ขอจำกัดพื้นฐานที่สุดที่ทำใหการถายภาพแตกตางไป จากจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพก็คือ การถายภาพเปนกระบวนการสรางสรรคที่จำเปนตองพึ่งพา “ตัวแบบ” อยางยิ่งยวด ชางภาพจะไมสามารถสรางสรรคผลงานไดโดยปราศจากตัวแบบ ซึ่งแตกตางไปจากทัศนะศิลปรูปแบบอื่น ซึ่ง ศิลปนสรางสรางสรรคผลงานขึ้นมาไดโดยไมจำเปนตองใชตัวแบบ หรือหากจำเปนตองใช ก็อาจจะใชเปนเพียงแหลง อางอิงโดยไมจำเปนตองพึ่งพาตัวแบบมากนัก !

John Blakemore (2005) ไดแบงรูปแบบกระบวนการสรางสรรคภาพถายไว 3 ขั้นตอนดวยกัน ไดแก 1. Relationship (สัมพันธภาพที่ชางภาพพัฒนารวมกับตัวแบบที่ถายภาพ) 2. Recognition (ชวงเวลาแหงการถายภาพ) 3. Realization (การสรางสรรคภาพพริ้น)

! Blakemore ไดใหความสำคัญอันดับแรกไวที่ความสัมพันธระหวางชางภาพที่พัฒนาขึ้นมาในการทำงานกับตัว แบบ โดยเขากลาววา “สิ่งสำคัญในการสรางสรรคผลงานนั้นก็คือความสามารถในการพัฒนาเขาใจและความรูในตัวแบบ ซึ่งจะสามารถพัฒนาแนวความคิดที่เปนไปไดในการถายภาพ” ซึ่งแนวความคิดนี้มีความคลายคลึงกับความคิดของ David Hurn และ Bill Jay (2000) ซึ่งทั้งสองไดสรุปหลักพื้นฐานในการถายภาพไว 4 ขอ ไดแก 1. 2. 3. 4.

ตัวแบบ เวลา กรอบ ความชัดเจน

! หลักพื้นฐานทั้ง 4 ขอนี้สะทอนใหเห็นถึงลักษณะเฉพาะของสื่อการถายภาพ ซึ่งเนนหนักไปยังตัวแบบที่มีความ สำคัญที่สุดเปนอันดับแรก ซึ่งตัวแบบจะตองมีความดึงดูดและชางภาพจะตองมีความสนใจที่แทจริงในตัวแบบนั้นในระยะ เวลาที่ยาวนานพอที่จะสามารถสรางความตอเนื่องในความสัมพันธที่มีตอตัวแบบนั้นได ! หากนำแนวความคิดในกระบวนการทำงานของ Blakemore กับ Hurn และ Jay มาเปรียบเทียบกัน จะเห็นไดวา แนวความคิดทั้งสองนี้มีความคลายคลึงกันเปนอยางมาก แนวความคิดที่วาดวยความสัมพันธระหวางชางภาพและตัวแบบ (Relationship) ของ Blake นั่นก็คือแนวความคิดในหัวขอของ “ตัวแบบ” ของ Hurn และ Jay ในขณะที่ Blakemore ได กำหนดขั้นตอนของการถายภาพไวในหัวขอ “ชวงเวลาแหงการถายภาพ (Recognition)” เพียงขอเดียว แต Hurn และ Jay กลับแยกขั้นตอนของการถายภาพออกเปนสองขอใหญ คือ เวลา (Time) และกรอบ (Frame) สวนในขอสุดทายนั้นจะมี ความแตกตางกัน เนื่องจาก Blakemore เปนชางภาพแนวศิลปะที่เนนความสำคัญอยางมากกับการอัดขยายภาพ ดังนั้น ในแนวความคิดที่วาดวยกระบวนการสรางสรรคภาพขอสุดทายของเขาจึงเปน “การสรางสรรคภาพพริ้น (Realization)” ซึ่ง เปนกระบวนการทำงานที่กอใหเกิดผลลัพธขั้นสุดทาย แตสำหรับ Hurn และ Jay นั้นแมจะไมไดละเลยขั้นตอนการอัด Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

22/251


ขยายภาพนี้ แตทั้งสองก็ไมไดเนนย้ำถึงความสำคัญของการอัดขยายภาพ หากแตทั้งสองไดหยิบยกแนวความคิดขอ สุดทายขึ้นมา ซึ่งไดแก “ความชัดเจน” ที่มีความหมายที่กวาง ซึ่งรวมถึงความชัดเจนที่เกิดจากความคมชัดในแงของการ โฟกัสและอัดขยายภาพ และความชัดเจนในแงของความหมาย ทั้งนี้ก็อาจจะเนื่องมาจากการที่ Hurn เปนชางภาพแนว สารคดีที่ทำงานเนนหนักในการนำเสนอเรื่องราวผานภาพถายเปนหลัก สวน Blakemore นั้นเปนชางภาพขาวดำเชิงวิจิตร ศิลปซึ่งใหความสำคัญกับความงามในภาพถายเปนการเฉพาะ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

23/251


1 กระบวนการกอนการถายภาพ : ตัวแบบ

สวนสัตวเชียงใหม | 2552

! เราไมสามารถปฏิเสธไดวา หากปราศจากตัวแบบแลว ชางภาพจะไมสามารถสรางสรรคผลงานภาพถายขึ้นมาได เงื่อนไขขอนี้แสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางภาพถายและสิ่งหรือเหตุการณที่ปรากฎหรือมีตัวตนอยูในโลกแหงความ เปนจริง ภาพถายไมสามารถหลีกเลี่ยงความเชื่อมโยงในแงของการเปนจุดอางอิงแกโลกแหงความเปนจริงได นั่นก็เพราะ ถายภาพจะเปนสื่อที่ทำการ “นำเสนอซ้ำ” (Representation) โลกแหงความเปนจริงเสมอ ! ขณะที่โลกแหงความเปนจริงนั้นมีความหลากหลายและรายลอมไปดวยขอมูลมหาศาล กลองถายภาพจะทำการ บันทึกขอมูลเฉพาะสวนเทานั้น โดยผาน “การคัดกรอง” จากชางภาพ ในที่นี้ ชางภาพจึงมีบทบาทในการกำหนดเลือกตัว แบบ และเทคนิควิธีที่จะใชในการถายภาพตัวแบบนั้น ตัวแบบที่ชางภาพเลือกที่จะถายนั้นเปนตัวบงชี้ที่ดีวาชางภาพมี ทัศนคติตอโลกเชนไร และมีความสนใจในสิ่งใด เพราะผลลัพธภาพถายสุดทายที่ไดนั้น นอกจากจะเผยใหเห็นการนำเสนอ ซ้ำของในภาพของตัวแบบแลว ภาพถายยังสามารถเผยใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางชางภาพและโลกแหงความเปนจริง ในมุมมองของชางภาพไดดวยเชนกัน ! ตัวแบบที่ชางภาพเลือกที่จะถายภาพ ไมวาตัวแบบนั้นจะเปนบุคคล สถาปตยกรรม หรือทิวทัศน ลวนสะทอนให เห็นถึงความความสนใจของชางภาพ อยางไรก็ดี แมวาตัวแบบนั้นจะเปนตัวแบบประเภทเดียวกัน อยูในพื้นที่เดียวกัน หรือ แมแตตัวแบบตัวเดียวกัน ผลลัพธภาพถายที่ไดอาจมีความหมายที่หลากหลายและมีความแตกตางทางทัศนคติ ที่เปนเชน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

24/251


นี้ก็เพราะชางภาพแตละคน ลวนมีเพศ อายุ ประสบการณ วัฒนธรรม หรือทัศนคติและความสนใจในประเด็นของตัวแบบที่ แตกตางกัน เหลานี้ลวนเปนตัวกำหนดถึงรูปแบบวิธีในการมองโลกของชางภาพทั้งสิ้น ! ในบทความประจำงานนิทรรศการที่มีชื่อวา “Windows and Mirrors” ของ John Szarkowski (1966) ซึ่งเขาได จำแนกประเภทตามลักษณะของภาพถายรวมสมัยไว 2 ประเภทหลัก อันไดแก “หนาตาง” (Windows) และ “กระจกเงา” (Mirrors) ! Szarkowski ไดจำแนกไววา ภาพถายที่มีลักษณะเดียวกันกับ “หนาตาง” หรือ “Windows” นั้นก็คือภาพถายที่ เผยใหเห็นขอเท็จจริงที่เกิดขึ้น ราวกับวาผูที่กำลังมองดูภาพถายนั้นกำลังมองดูเหตุการณที่เกิดขึ้นผานหนาตาง ดวยเหตุนี้ ภาพถายในลักษณะนี้จะแสดงใหเห็นถึงตัวตนของชางภาพไดนอยมาก หรือแทบจะไมปรากฏใหเห็นในภาพเลย ภาพ ประเภทนี้ไดแก ภาพการบันทึกขอมูลแบบตางๆ เชนภาพติดบัตร หรือภาพถายแนวภวนิยม (Objective Photography) เปนตน ! สวนภาพถายที่ทำหนาที่เหมือนกับ “กระจกเงา” หรือ “Mirrors” นั้นก็คือภาพถายผลลัพธที่เกิดขึ้นจากความ พยายามที่จะแปลงโฉมเปลี่ยนรูปตัวแบบ ซึ่งภาพถายประเภทนี้จะสะทอนใหเห็นถึงทัศนะคติและตัวตนของชางภาพได อยางชัดเจน และภาพถายประเภทนี้มักจะไมเนนใหผูดูภาพรับ “สาร” ที่เปนขอมูลดิบ หากแตเปน “สาร” ที่เปยมไปดวย “ขอเสนอแนะ” หรือ “คำวิพากษ” เปนสวนใหญ ! อยางไรก็ดี การแบงประเภทในลักษณะนี้ก็ยังคงมีความคลุมเครือและไมสามารถแบงแยกประเภทไดอยางเด็ด ขาดวาภาพใดเปนภาพแนว “กระจกเงา” และภาพใดเปนภาพแนว “หนาตาง” เพราะทายที่สุดแลว Szarkowski ก็ไดสรุป ไวการจำแนกประเภทภาพถายวาเปน “หนาตาง” และ “กระจกเงา” นี้เปนการแยกประเภทแบบสุดโตง และภาพถายสวน ใหญก็มักจะมีคุณลักษณะของทั้งสองประเภทนี้รวมกันอยูในภาพเดียวกัน โดยที่อาจจะมีพื้นที่ทางคุณลักษณะดานใดดาน หนึ่งชัดเจนกวาอีกดานหนึ่งเทานั้น ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยูกับรูปแบบการทำงาน เนื้อหา และประเด็นในงานภาพถายนั้นดวยเชน กัน

เชียงใหม : ตัวแบบในการสรางสรรคผลงาน ดอยสุเทพเปนศรี ประเพณีเปนสงา บุพผาชาติลวนงามตา งามล้ำคานครพิงค ! เชียงใหมเปนเมืองที่มีประวัติศาสตรอันยาวนาน ไดรับการสถาปนาใหเปนศูนยกลางของอาณาจักรลานนาดวย เหตุผลทางชัยภูมิ ซึ่งเอื้ออำนวยตอการควบคุมการคมนาคม และยังเหมาะเปนศูนยกลางการคาซึ่งเปนรายไดหลักที่สราง ความมั่งคั่งใหกับเชียงใหม แตเนื่องจากสภาพแวดลอมที่เอื้ออำนวยตอความเจริญทั้งทางบกและทางน้ำ ประกอบกับ รัฐบาลไดประกาศใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติเปนแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ซึ่งมีนโยบายผลักดันใหเมืองใหญตางๆ ในแตละภูมิภาคที่มี

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

25/251


ศักยภาพเปนศูนยกลางรองรับความเจริญจากกรุงเทพฯ โดยมีเชียงใหมเปน “เมืองหลัก” ของภาคเหนือตอนบน เนื่องจาก รัฐบาลไมสามารถควบคุมการขยายตัวของ “เมืองหลวง” ได จึงเปนเหตุสนับสนุนใหเมืองเชียงใหมขยายตัว และเจริญ เติบโตอยางรวดเร็ว

สายไฟฟา ถนนสุเทพ จังหวัดเชียงใหม | 2551

! อยางไรก็ดี นอกเหนือไปจากความเจริญที่เพิ่มขึ้นจนเชียงใหมกลายเปนศูนยกลางในทุก ๆ ดานของภาคเหนือ เชียงใหมก็เริ่มเผชิญกับปญหาตาง ๆ ที่ไมสามารถควบคุมไดไมตางไปจากกรุงเทพฯ ไมวาจะเปนการจราจร การจัดการ ขยะ การบำบัดน้ำเสีย ชุมชนแออัด อากาศเปนพิษ การรุกล้ำที่สาธารณะ ความเสื่อมโทรมของสถานที่ทางประวัติศาสตร และการสูญเสียเอกลักษณของทองถิ่น วัฒนธรรมอันเปนวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม ถูก “คัดสรร” และ “ดัดแปลง” ใหกลาย เปนจุดขายในอุตสาหกรรมทองเที่ยว ภาพลักษณของเมืองเชียงใหมถูกถายทอดออกสูสาธารณะชนดวยการปรุงแตงโดย หนวยงานภาครัฐและเอกชน ทวาปญหาตาง ๆ กลับถูกปดบังและซอนเรน ! ภาพถายของเมืองเชียงใหมถูกนำเสนอในรูปแบบการถายภาพแนวพิศเจริญ (pictorial photography) ซึ่งเนน การถายทอดอารมณและบรรยากาศโดยใชทัศนะธาตุทางองคประกอบศิลป อาทิเชน แสงเงา ความเปรียบตางและโทนสี รูปทรง และพื้นผิวเปนหลัก โดยมิไดคำนึงถึงการถายทอดขอเท็จจริงและมองขามบริบทแวดลอม พุงเปาไปยังจุดหมาย เดียว คือวัฒนธรรมที่สวยงาม ภาพถายที่เปยมไปดวยมายาคติเหลานี้หมุนเวียนอยูในสังคมจนในที่สุดหลอหลอมกลาย เปนเอกลักษณของเมืองเชียงใหมในอุดมคติ ศิลปะการถายภาพถูกนำมารับใชอุตสาหกรรมการทองเที่ยวและความบันเทิง จนกลายเปนเรื่องปกติสามัญ และทำใหผูคนหลงลืมถึงปญหาที่เกิดขึ้น

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

26/251


ที่รกราง กำแพงดิน เชียงใหม | 2551

! อยางไรก็ดี มีศิลปนจำนวนมากที่ตระหนักถึงปญหาของ “ความเปนเมือง” ศิลปนบางทานสรางสรรคผลงาน ภาพถายที่สะทอนถึงปญหานั้นๆ ดวยการโตตอบและประชดประชันในอัตลักษณดานลบและวิถีชีวิตอันมืดมนในเมือง บาง ทานนำเสนอภาพของสิ่งที่กำลังสูญหายอันเนื่องมาจากการขยายตัวของเมือง แตการนำเสนอภาพของความเปนเมือง สามารถมีความหลากหลายไดมากกวานั้น เพื่อเผยใหเห็นปญหาทางสังคม ศิลปนสามารถสรางสรรคภาพถายที่นำเสนอ ขอมูลทางทัศนะที่หลากหลายของความเปนเมือง ขอมูลซึ่งมีความเปนกลางมากขึ้น เผยใหเห็นทั้งดานดีและดานลบ ปราศจากการครอบงำและตัดสินโดยศิลปน เพื่อเปดโอกาสในการตัดสินแกผูดู โดยมีพื้นฐานอยูบนความคิดที่วา ยิ่งผูดูได เห็นภาพเชียงใหมในมุมมองที่กวางขึ้นเทาใด ผูดูก็จะมีความเขาใจเกี่ยวกับเมืองไดมากขึ้นเทานั้น โอกาสที่จะแกปญหา และพัฒนาเมืองใหนาอยูก็จะเพิ่มขึ้นตามไปดวย ! ดวยแนวคิดเชนนี้ ผูสรางสรรคจึงเลือกที่จะนำเสนอ “ความเปนเมือง” ของเชียงใหมออกเปน 2 แงมุม คือมุมบวก ซึ่งไดแกความสวยงามทางสถาปตยกรรม ความเงียบสงบ ธรรมชาติและทิวทัศนของตัวเมืองเชียงใหม รวมถึงวิถีชีวิตของ ผูคน และในมุมที่มีความโนมเอียงไปทางลบ ซึ่งประกอบไปดวยภาพสิ่งกอสรางในเมืองที่ระเกะระกะ ความวุนวาย และ วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และจะทำการนำเสนอภาพทั้งสองแงมุมดวยวิธีการจัดเรียงซึ่งจะไดกลาวในขั้น ตอนตอไป

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

27/251


การเตรียมงานหลัก : รายการตัวแบบ ! ผูวิจัยไดทำรายการตัวแบบหรือสถานที่ ซึ่งผูวิจัยเห็นวานาจะมีความสอดคลองกับแนวความคิดรวบยอด ซึ่งเมื่อ นำภาพเหลานี้มารอยเรียงประกอบกัน ก็นาจะสราง “บทสนทนา” ที่ผูวิจัยตองการได อยางไรก็ดี ผูวิจัยก็ยังเห็นวา การยึด ติดกับรายการตัวแบบที่สรางมาเพียงอยางเดียวนั่น ก็อาจทำใหเสียโอกาสในการถายภาพหลายๆ อยางไป เพราะในการ ทำงานศิลปะนั้น การเปดโอกาสสักเล็กนอยใหกับอุบัติเหตุ สถานการณ หรือสถานที่ซึ่งผูวิจัยไมไดคาดคิดหรืออาจจะ พบเห็นโดยบังเอิญ สามารถเพิ่มเรื่องราวและความสมบูรณของชิ้นงานไดดีเชนกัน ดวยเหตุนี้เอง ผูวิจัยจึงแบงหัวขอตัว แบบออกเปนสองสวน คือสวนที่หนึ่งจะเปนหัวขอตัวแบบตามรายการที่ผูวิจัยรางไว ซึ่งผูวิจัยจะตองถายภาพตัวแบบเหลา นี้ใหครบถวน และสอง ตัวแบบที่ผูวิจัยพบเจอโดยบังเอิญซึ่งผูวิจัยไมสามารถคาดเดาไดวาจะมีอะไรบาง

รายการหัวขอตัวแบบ (รางแรก)

ปจจัยประกอบอื่นๆ ในการเตรียมงาน ! เมื่อผูวิจัยสามารถกำหนดตัวแบบที่ตองการจะถายภาพไดแลว ยังมีปจจัยประกอบอื่นๆ ที่ผูวิจัยตองทำการ คนควา เพื่อจุดมุงหมายในการสรางสรรคภาพใหไดสมบูรณแบบที่สุด ปจจัยเหลานี้ไดแกการสำรวจมุมภาพและเวลา

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

28/251


!

มุมภาพ

! มุมหรือตำแหนงในการถายภาพเปนปจจัยหลักในการสรางสรรคความหมายภายในภาพถายนั้น เมื่อชางภาพเล็ง กลองไปทางใดก็ตาม นั่นก็จะแสดงใหเห็นวาชางภาพมีความสนใจในสิ่งๆ นั้นเปนพิเศษ ชางภาพจะทำการลดทอน ตัดทิ้ง สิ่งตางๆ ที่ชางภาพไมตองการ หรือไมสนใจ ไมใหปรากฏอยูในเฟรมภาพ ! การทราบถึงตำแหนงความเปนไปไดที่จะสามารถถายภาพ หรือความสามารถในการคาดคะเน “มุมภาพ” ลวง หนาจะชวยทำใหกระบวนการถายภาพมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูง ผูวิจัยมีวิธีการพิจารณาเลือกมุมอยู 2 วิธีดวยกัน คือ จากการสำรวจพื้นที่ดวยตัวเอง และจากการคนควาจากภาพถายที่มีอยูแลวตามนิตยสาร เว็บไซต และหองสมุด ภาพถายระบบดิจิตอล การทราบถึงมุมถายภาพในเบื้องตนชวยใหประหยัดงบประมาณในการเดินทางและเวลาในการ ทำงานไดเปนอยางมาก อยางไรก็ตาม มุมที่มาจากการสำรวจพื้นที่นี้ ก็เปนเพียงมุมพื้นฐานเพื่อชวยอางอิงสำหรับการถาย ภาพเทานั้น เพราะในขั้นตอนของการถายภาพจริงนั้น ผูวิจัยก็ยังคงตองทำการสำรวจและพยายามเสาะหามุมมองที่แปลก ใหม เพื่อสรางความแตกตางจากภาพถายที่มีอยูแลว และเพื่อสรางสรรคชุดภาพถายที่มีความตอเนื่องและมีเรื่องราวที่รอย เรียง

!

เวลา

! ชวงเวลาของการถายภาพจะมีความสัมพันธโดยตรงกับมุมถายภาพที่ผูวิจัยเลือก สถานที่บางแหงอาจเหมาะกับ การถายภาพในชวงเชา และบางแหงก็อาจจะเหมาะกับการถายภาพในชวงเย็น อยางไรก็ดี ณ มุมถายภาพเดิมนี้ ชวงเวลา ของการถายภาพก็สามารถเปลี่ยนแปลงไดตามทิศทางแสงที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ! ชวงเวลาในการถายภาพสถานที่หรือตัวแบบตางๆ จะมีความสำคัญอยางมาก เนื่องจากจังหวะเวลาและสภาพ แสงในชวงเวลาตางๆ ของวันจะสงผลตออารมณและผลลัพธที่จะเกิดขึ้นภายในภาพ อยางเชน สภาพแสงในยามเชาจะให ผลลัพธตอชวงโทนที่นุมนวล มีสวนเงาที่ทอดยาว กอใหเกิดมิติตื้นลึกภายในภาพ ในขณะที่แสงในยามเที่ยงวัน จะมีความ แข็งกระดาง ความเปรียบตางสูง เงาของภาพมักจะตกลงสูดานลางจะสงผลทำใหภาพดูเรียบแบน ไรมิติ เปนตน นี่จึงเปน เหตุผลทำใหผูวิจัยตองทำการสำรวจจากสถานที่จริง เพื่อพิจารณาวาในสถานที่นั้น ชวงเวลาใดจะเปนเวลาที่ดีที่สุดในการ บันทึกภาพ ซึ่งในขั้นตอนการถายภาพจริง มีอยูหลายครั้งที่ผูวิจัยตองยอนกลับไปยังสถานที่เดิม เพื่อทดลองถายภาพใน หลายชวงเวลา เพื่อนำมาผลลัพธที่ไดมาเปรียบเทียบและคัดเลือกในขั้นตอนตอไป

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

29/251


2 กระบวนการถายภาพ : การเผชิญหนากับตัวแบบและการตัดสินใจ

ซอยตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม | 2552

! กระบวนการถายภาพเปรียบเสมือนขั้นตอนการทำงานหลักของการถายภาพภาพทั้งหมด แตกอนที่ชางภาพจะ เริ่มทำการถายภาพ ชางภาพควรเตรียมพรอมในเรื่องของแนวความคิดรวบยอดใหชัดเจนเสียกอน ซึ่งแนวความคิดรวบ ยอดนี้จะชวยทำใหกระบวนการถายภาพดำเนินไปไดดวยความราบรื่น และไดภาพที่ตรงตามความตองการของชางภาพ ! กระบวนการถายภาพมักประกอบไปดวยการตัดสินใจตางๆ จำนวนมากที่ชางภาพตองคิดวิเคราะหและตัดสินใจ ภายในเวลาไมกี่วินาทีเนื่องจากตัวแบบที่เคลื่อนที่ไป หรือสภาพแสงที่กำลังเปลี่ยนแปลง ชางภาพจำเปนตองใช จินตนาการมองภาพผลลัพธที่จะบันทึกลงบนแผนฟลม และหาทางออกเพื่อการสรางสรรคภาพที่ดีที่สุด ! เนื่องจากผูวิจัยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความคิดในขั้นตอนนี้ ผูวิจัยจึงยกขั้นตอนนี้แยกออกเปนบทที่ 3 ซึ่งจะ ทำการอธิบายถึงลำดับวิธีการคิดในการบันทึกภาพบางภาพที่มีประเด็น วิธีคิด และการปฏิบัติงานที่นาสนใจ อยางละเอียด ตอไป

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

30/251


3 กระบวนการหลังการถายภาพ : กระบวนการทางเทคนิคเพื่อผลลัพธที่ตองการ

ดอยอนทนนท จังหวัดเชียงใหม | 2551

! กระบวนการหลังการถายภาพเปนกระบวนการสรางสรรคที่มีความสำคัญทัดเทียมกับกระบวนการถายภาพ เพราะกระบวนการหลังการถายภาพเปนกระบวนการที่จะทำใหผลงานเริ่มกลายเปนรูปธรรมขึ้นมาได ขั้นตอนการทำงานนี้ มักเปนขั้นตอนการทำงานที่ประกอบดวยเทคนิควิธีจำนวนมากที่ชางภาพตองเขาควบคุมเพื่อใหไดผลลัพธตามที่ตั้งใจเอา ไวในตอนแรก สาเหตุของความลมเหลวของการสรางสรรคจึงมักเกิดขึ้นเนื่องจากชางภาพไมสามารถควบคุมกระบวนการ และผลลัพธไดนั่นเอง ! กระบวนการหลังการถายภาพจะเริ่มขึ้นทันทีหลังเสร็จสิ้นการบันทึกภาพ ชางภาพจะตองทำการจดบันทึกขอมูล รายละเอียดของฟลมมวนนั้น ไมวาจะเปนขอมูลสถานที่ สภาพแสงในชวงเวลานั้นซึ่งจะเปนตัวกำหนดเวลาในการลางฟลม แตละมวนเพื่อใหไดผลลัพธตามที่ชางภาพตองการ จากนั้นก็จะเขาสูกระบวนการอัดขยายคอนแท็คชีตเพื่อคัดเลือกภาพ และนำเนกาทีฟที่คัดเลือกมาทำการสแกนความละเอียดสูง เพื่อนำไฟลที่ไดไปตกแตงภาพดวยระบบคอมพิวเตอร แลวจึง ทำการพริ้นภาพผลลัพธสุดทาย ! กระบวนการหลังการถายภาพนั้นยังรวมถึงการนำเสนอภาพถาย ซึ่งก็ขึ้นอยูกับวาชางภาพตองการนำเสนอภาพ ผลลัพธนี้ดวยกระบวนการใด อาทิเชน การนำเสนอภาพถายผานงานนิทรรศการ ซึ่งชางภาพจำเปนตองกำหนดสถานที่และ พื้นที่ของการแขวนภาพ สีของกรอบและเฟรมภาพ ตำแหนงทิศทางไฟ และสภาพแวดลอมในพื้นที่นั้นๆ หรือชางภาพอาจ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

31/251


ตองการนำเสนอภาพถายอยางไมเปนทางการ โดยใชภาพถายที่มีขนาดเล็กซึ่งมักเปนวิธีที่ใชในการปรึกษาหารือ การคัด เลือกกลุมภาพเพื่อการนำเสนอในขั้นตอไป นอกจากนั้นชางภาพก็อาจตองการที่จะนำเสนอภาพถายผานระบบอินเตอรเน็ต ซึ่งในปจจุบันก็มีพื้นที่จำนวนมากที่ชางภาพสามารถเลือกใชไดโดยไมเสียคาใชจายแตอยางใด ในการนำเสนอแตละรูป แบบนั้น ชางภาพก็จะมีกรอบวิธีคิดและวิธีการแกปญหาที่แตกตางกันไปตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง

การลางฟลม ! ในกระบวนการถายภาพโดยใชฟลมนั้นประกอบดวยการทำงานหลัก 3 ขั้นตอนไดแก การถายภาพ การลางฟลม และการอัดขยายภาพ ซึ่งหากมองในแงเทคนิคแลว กระบวนการทั้ง 3 นี้ลวนเปนกระบวนการที่มีจุดประสงคเพื่อการ ควบคุมความเปรียบตางของภาพทั้งสิ้น ตัวอยางเชน ในขั้นตอนการถายภาพ เราสามารถทำการเปดรับแสงใหมากขึ้นกวา คาปกติ เพื่อใหฟลมสามารถบันทึกรายละเอียดในสวนของเงาภาพเพิ่มขึ้นไดโดยไมปลอยใหพื้นที่สวนเงาเหลานั้นกลาย เปนเงาภาพที่มืดดำ หากแตเทคนิคนี้ก็จะสงผลทำใหสวนของไฮไลทในภาพสวางเพิ่มขึ้นดวยเชนกัน ดังนั้นเราจึงสามารถ ใชการลดเวลาการลางฟลมเพื่อชวยบีบใหพื้นที่ในสวนของไฮไลทกลับมามีรายละเอียดเชนเดิมได ซึ่งก็สรุปไดตามกฎของ การจัดเรียงระบบโซนที่วา การเปดรับแสงหรือการบันทึกภาพจะเปนตัวกำหนดคารายละเอียดของสวนเงาภาพหรือชาโดว และการลางฟลมจะเปนตัวกำหนดคารายละเอียดของสวนสวางหรือไฮไลท

คาโซน โซน 0

ไมมีคาความสวางใดใด มีความมืดสนิทภายในภาพ

โซน 1

คาความดำที่ดำที่สุด ยังไมมีรายละเอียดในภาพ

โซน 2

คาความเขมที่ใกลเคียงความดำ เริ่มเห็นรายละเอียดเพียงเล็กนอย

โซน 3

พื้นที่สีเขมดำ มีรายละเอียดและพื้นผิว

โซน 4

สวนสีเขมที่มีความสำคัญในภาพ เห็นรายละเอียดชัดเจน เชนใบไมสีเขม และเงาภาพที่มีรายละเอียด

โซน 5

คาโทนกลาง เต็มไปดวยรายละเอียด เชนทองฟาสีเขม ทุงหญา กอนหิน

โซน 6

สีเทาออนที่มีรายละเอียด เชน สีผิวของฝรั่งชาติตะวันตก คอนกรีต

โซน 7

สีเทาออนมากแตยังมีรายละเอียดครบถวน เชน ผิวหนังสีที่ออนที่สุด กอนเมฆ

โซน 8

สีเทาออนที่สุดที่ยังมีรายละเอียดเล็กนอย เชน พื้นผิวที่สวาง หิมะ

โซน 9

สีขาวไรรายละเอียด เปนสีขาวเหมือนเนื้อกระดาษอัดขยายภาพ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

32/251


! อยางไรก็ดี ดวยคุณสมบัติของกลองถายภาพโฮลกาหรือกลองพลาสติกของเลนประเภทนี้ ผูวิจัยไมสามารถ ควบคุมคาการเปดรับแสงได เนื่องจากกลองชนิดนี้จะมีคาความเร็วชัตเตอรและคารูรับแสงที่คงที่ (ประมาณ f/8 1/250 วินาที) ดังนั้นสิ่งที่ผูวิจัยตองทำก็คือการคาดคะเนผลลัพธจากสภาพแสงที่เห็นดวยตาเปลาในขณะนั้น โดยมีพื้นฐานจาก จินตนาการและประสบการณดังนี้

- ในสภาพแสงปกติที่มีแดดจา พื้นที่สวนเงาภาพจะยังคงมีรายละเอียดตามปกติ แตพื้นที่สวนสวางของภาพ มักจะขาวโพลนเกินไปจนไรรายละเอียด ผูวิจัยจำเปนตองลดเวลาลางฟลมลงประมาณ 5-10 เปอรเซ็นตของ เวลาลางฟลมเพื่อดึงรายละเอียดเหลานั้นกลับมาโดยไมสงผลใดใดตอพื้นที่ในสวนเงาภาพ

- ในสภาพแสงสวางที่ไมมีแดด พื้นที่ในสวนเงาภาพจะเขมขึ้นเล็กนอย และพื้นที่ในสวนสวางของภาพก็มักจะ มืดครึ้ม ทำใหความเปรียบตางโดยรวมของภาพมีนอย ซึ่งจะทำใหภาพที่ไดดูเรียบแบน ไรมิติ ดังนั้นผูวิจัยก็ จะทำการเพิ่มเวลาลางฟลมประมาณ 5-10 เปอรเซ็นตเพื่อปรับใหสวนของไฮไลทเหลานั้นสวางขึ้น

- ในกรณีของการถายภาพภายใตสภาพแสงที่มืดครึ้ม ผูวิจัยจะไมสามารถควบคุมพื้นที่ในสวนเงาและสวน

สวางซึ่งจะมีความเขมดำเนื่องจากไดรับแสงอันเดอร (underexposured) ไดเลย เพราะผูวิจัยไมสามารถ เลือกคาการเปดรับแสงไดเนื่องจากคุณสมบัติของกลองที่มีคาการเปดรับแสงตายตัว หากแตผูวิจัยยัง สามารถควบคุมคาความสวางและรายละเอียดในสวนของไฮไลทไดดวยการกำหนดเวลาลางฟลม ในกรณี สวนใหญแลว การเพิ่มเวลาลางฟลมสำหรับภาพในกรณีนี้ประมาณ 10-15 เปอรเซ็นตของเวลาลางฟลมจะ ใหผลลัพธที่ดีที่สุด ซึ่งแมพื้นที่ในสวนของเงาภาพจะไมสามารถเปลี่ยนแปลงไดหลังการบันทึกภาพ แตพื้นที่ ในสวนสวางของภาพก็จะมีความสวางเพิ่มขึ้น ทำใหภาพที่ไดมีคาความเปรียบตางสูงขึ้นกวาการลางฟลม ดวยเวลาปกติ

! โดยสรุปแลว วิธีการลางฟลมที่ดีที่สุดก็คือการลางฟลมทีละมวน และในแตละมวนนั้นก็ควรจะถายภาพภายใต สภาพแสงเดียวกันทั้งหมด เพื่อที่ชางภาพจะสามารถกำหนดเวลาลางฟลมเพื่อความเหมาะสมในแตละสภาพแสงและเพื่อ ใหไดผลลัพยที่มีลักษณะตามที่ตองการได การจดบันทึกขอมูลตางๆ ลงบนมวนฟลมทันทีที่เปลี่ยนฟลมจึงเปนขั้นตอนการ ทำงานที่ชางภาพไมควรละเลย ขอมูลเหลานี้ก็ประกอบดวย สถานที่ถายภาพ วันเดือนปที่ถายภาพ สภาพแสงในขณะนั้น เวลาการลางฟลมที่ควรเพิ่มหรือลดซึ่งสามารถคาดคะเนไดจากประสบการณที่ผานมา เปนตน ! ผูวิจัยมีความเห็นวาไมจำเปนตองใชเครื่องวัดแสงในการทำงานดวยกลองถายภาพประเภทนี้ เพราะคาตางๆ ที่ได จากเครื่องวัดแสงนั้นมีความละเอียดเกินความจำเปน และไมสามารถนำมาใชงานไดจริง คาแสงที่จำเปนตองใชงานนั้น ผู วิจัยสามารถหาไดจากการใชกฎ Sunny16 ซึ่งก็คือ หากใชฟลมคาความไวแสงที่ 100 ในสภาพแสงแดดจัด คาการเปดรับ แสงที่ไดคือ 1/125 f/16 และในสภาพฟาแจมใสไมมีแสงแดด ก็จะเปน และในวันที่เมฆครึ้ม คาที่ไดก็จะเปน 1/125 f5.6 ซึ่ง เทคนิคประมาณคาแสงนี้เปนเทคนิควิธีที่สะดวกและใหผลลัพธที่คอนขางเที่ยงตรง

การทำคอนแท็คชีต ! แมวาในปจจุบันที่มีระบบดิจิตอลเขามามีสวนชวยใหการทำงานสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือการ ตรวจดูภาพไดจากหนาจอคอมพิวเตอร หากแตคอนแท็คชีตที่ไมวาจะทำขึ้นมาดวยระบบอนาล็อคจากการอัดขยายภาพใน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

33/251


หองมืด หรือจะทำขึ้นจากระบบดิจิตอลดวยการสแกนและพิมพภาพออกมาจากหองมืดดิจิตอลก็ตาม คอนแท็คชีตลวนมี ประโยชนและอำนวยความสะดวกในการทำงานมากกวาการดูภาพจากจอคอมพิวเตอรเปนอยางมาก คอนแท็คชีตจะชวย ใหผูวิจัยสามารถดูภาพที่ถายมาทั้งหมดไดพรอมกันในแผนเดียว หรือจะดูคอนแท็คชีตทุกแผนพรอมกันไดในครั้งเดียว สิ่งนี้ ทำใหผูวิจัยสามารถเปรียบเทียบภาพกอนและหลังไดอยางสะดวกรวดเร็ว และยังสามารถดูและคัดเลือกภาพไดทุกที่ทุก เวลาที่ตองการโดยไมตองพึ่งพาคอมพิวเตอร

แฟมเนกาทีฟ และ แฟมคอนแท็คชีต

! ประโยชนของคอนแท็คชีตนั้นไมเพียงจะชวยใหเราหาภาพที่เราพึงพอใจหรือที่เราคิดวาเปนภาพที่ประสบความ สำเร็จไดเทานั้น แตเราจำเปนตองทำการเรียนรูดวยวา เพราะเหตุใดภาพที่เหลือจึงไมประสบความสำเร็จ อะไรคือปญหา ทำใหภาพเหลานั้นลมเหลว และปญหาเหลานั้นเกิดจากอะไร เชน

- มุมกลองที่ผิดพลาด หรืออาจเปนมุมกลองที่ชางภาพทำการทดลองสรางสรรคดวยมุมมองแบบใหม แตไม เปนผลสำเร็จ

- จังหวะการกดชัตเตอรไมถูกตอง ชางภาพอาจกดชัตเตอรเร็วหรือชากวาสถานการณที่เกิดขึ้น - คาการเปดรับแสงที่ผิดพลาด ภาพที่ไดมืดดำไรรายละเอียดเนื่องจากคาการเปดรับแสงอันเดอรจะเปน ปญหาที่พบไดบอยที่สุด เพราะรูรับแสงของเลนสที่คอนขางเล็ก

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

34/251


- ตัวแบบไมสอดคลองกับแนวความคิดที่ตองถายสรางสรรค มักจะเกิดขึ้นเมื่อชางภาพเกิดหันเหความสนใจ ไปกับหัวขอหรือตัวแบบอื่นๆ ที่พบเจอในขณะนั้น มักจะเปนปญหาที่เกิดขึ้นโดยไมรูตัว

! ชางภาพควรทำการจดบันทึกขอมูลตางๆ อยางละเอียดบนคอนแท็คชีตแตละแผน ไมวาจะเปนสถานที่ วันเดือน ปที่ถายภาพ คาการลางฟลม ฯลฯ เพื่อประโยชนในการอางอิงและการศึกษาปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้นไดในอนาคต

แฟมเนกาทีฟ และ แฟมคอนแท็คชีต

! การจัดเก็บคอนแท็คชีตควรจัดเก็บใหเปนระบบเดียวกับการจัดเก็บเนกาทีฟ ในกรณีนี้ผูวิจัยทำการจัดเก็บโดยการ ใชแฟมจำนวนสองเลม เลมหนึ่งสำหรับจัดเก็บเนกาทีฟ และอีกเลมสำหรับจัดเก็บคอนแท็คชีท และแฟมทั้งสองนี้ก็จะมีการ เรียงลำดับเนกาทีฟและคอนแท็คชีตที่สำพันธกัน บนคอนแท็คชีตและละแผนจะมีหมายเลขลำดับกำกับไวซึ่งจะตรงกับ หมายเลขบนเนกาทีฟ วิธีนี้ชวยใหผูวิจัยสามารถคนหาเนกาทีฟที่ตองการไดอยางรวดเร็ว โดยการคนหาภาพที่ตองการจาก แฟมคอนแท็คชีตโดยไมจำเปนตองรื้อคนแฟมเนกาทีฟซึ่งมีความบอบบางและเสี่ยงตอความเสียหายไดงายโดยไมจำเปน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

35/251


ภาพขาวดำระบบดิจิตอล ! การเติบโตและพัฒนาการในการทำภาพดวยระบบดิจิตอลเปนเครื่องมืออันทรงพลังซึ่งชางภาพสามารถนำมาใช สรางสรรคภาพขาวดำไดเปนอยางดี การทำงานดวยระบบดิจิตอลมิไดเปนการแทนที่กระบวนการทำภาพขาวดำแบบ แอนาลอค หากแตกระบวนการทำงานทั้งสองนี้สามารถนำมาประยุกตใชอยางสอดรับกันและกัน เพื่อสรางสรรคภาพ ผลลัพธที่ชางภาพตองการไดดวยความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อยางไรก็ดี การใชโปรแกรมตกแตงภาพระบบดิจิตอลมิได เปนการรับประกันวาภาพผลลัพธที่ไดนั้นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากวาการอัดขยายภาพในหองมืดแตอยางใด เพราะการจะใชกระบวนการทั้งสองใหเต็มศักยภาพที่มีไดนั้น ชางภาพจำเปนตองเขาใจธรรมชาติของการทำงานใน กระบวนการทั้งสอง ขอเดนและขอดอย รวมถึงการเรียนรูและทักษะการใชงานที่แตกตางกันไดอยางเชี่ยวชาญ ! ไดแก 1. 2. 3. 4.

ในการสรางสรรคภาพถายขาวดำดวยระบบดิจิตอลนั้น ผูวิจัยแบงขั้นตอนการทำงานออกเปน 4 ขั้นตอนดวยกัน การกำหนดรูปแบบการจัดการงาน การสรางไฟลดิจิตอลดวยการสแกนเนกาทีฟ การปรับแตงภาพดวยระบบดิจิตอล การพิมพภาพดวยระบบหมึกฉีด

1. การกำหนดรูปแบบการจัดการงาน ! กอนที่ชางภาพจะเริ่มกระบวนการสรางสรรคภาพดวยระบบดิจิตอล สิ่งที่ชางภาพควรทำเปนอันดับแรกก็คือการ กำหนดรูปแบบการจัดการงานใหเปนระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงปญหาที่เกิดการจัดเก็บไฟลภาพไมเรียบรอย ซึ่งมักทำใหชาง ภาพตองเสียเวลาคนหา หรือไมเชนนั้นชางภาพก็อาจประสบกับปญหาไฟลภาพตนฉบับหาย หรืออาจจะบันทึกไฟลภาพที่ ตกแตงแลวทับซ้ำลงไฟลภาพตนฉบับ ! ในกรณีนี้ เมื่อผูวิจัยทำการสแกนเนกาทีฟไฟลภาพตนฉบับแลว ผูวิจัยจะทำการบันทึกไฟลเนกาทีฟนั้นลงใน ฮารดไดรฟนอกเครื่องคอมพิวเตอร ซึ่งไฟลที่จัดเก็บไวในฮารดไดรฟนี้จะเปนไฟลเนกาทีฟตนฉบับซึ่งผูวิจัยจะไมทำการปรับ แตงภาพใดใดทั้งสิ้น จากนั้นผูวิจัยก็จะทำการกอปปไฟลเนกาทีฟตนฉบับทั้งหมดนี้แลวจัดเก็บไวในเครื่องคอมพิวเตอรแยก ไวเปนโฟลเดอรเฉพาะภาพเนกาทีฟสำหรับทำการปรับแตงเทานั้น และเมื่อผูวิจัยไดทำการตกแตงภาพเสร็จเรียบรอยแลว ผูวิจัยก็จะทำการบันทึกไฟลภาพโพสิทีฟเหลานั้น แยกเก็บไวในโฟลเดอรเฉพาะภาพโพสิทีฟที่ปรับแตงเรียบรอยแลว ซึ่งวิธี การจัดการเชนนี้จะชวยประหยัดเวลาการทำงานในกรณีที่ผูวิจัยตองการจะทำการปรับแตงภาพหรือตองการพิมพภาพ อีก ทั้งยังชวยปองกันความผิดพลาดจากการบันทึกไฟลภาพโพสิทีฟทับซอนไฟลเนกาทีฟตนฉบับอีกดวย

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

36/251


2. การสรางไฟลดิจิตอลดวยการสแกนเนกาทีฟ ! เนื่องจากผูวิจัยไดทำคอนแท็คชีตใหกับเนกาทีฟทุกมวนแลว ผูวิจัยจึงสามารถทราบไดอยางแนชัดวาผูวิจัย ตองการจะทำงานกับภาพใดบาง ดวยเหตุนี้ การสแกนเนกาทีฟจึงสามารถทำไดอยางรวดเร็วและแมนยำ โดยที่ผูวิจัยไม จำเปนตองสแกนเนกาทีฟทุกๆ ภาพเพียงเพื่อจะดูวาภาพนั้นใชไดหรือไม ! สำหรับงานวิจัยสรางสรรคนี้ ผูวิจัยมีเปาหมายที่จะทำการจัดแสดงงานนิทรรศการและตีพิมพเพื่อเผยแพร ดังนั้น ผูวิจัยจึงตองการไฟลภาพดิจิตอลที่มีความละเอียดสูง ผูวิจัยจึงเลือกที่จะสรางไฟลภาพใหเปนรูปแบบของไฟล TIFF ขนาด 16 บิท โดยพื้นฐานแลว ชางภาพสามารถทำการพิมพภาพใหใหญแคไหนก็ไดจากไฟลที่มี ทวาความคมชัด ความเปรียบ ตาง และการแบงแยกโทนจะดอยลงตามสัดสวนความตางของขนาดไฟลและขนาดภาพ ดังนั้นชางภาพจึงจำเปนตอง คำนวณสัดสวนความเปนไปไดในการขยายภาพโดยไมลดทอนคุณภาพของภาพมากนัก ! สาเหตุที่ผูวิจัยเลือกที่จะสรางไฟลในรูปแบบของไฟล TIFF ซึ่งไมมีการบีบอัดขอมูลก็เพราะ ไฟลประเภทนี้แมจะ กินพื้นที่ในการจัดเก็บสูง แตคุณภาพของไฟลจะไมเกิดการเสียหายเนื่องจากการบีบอัดจากการตกแตงและบันทึกไฟลซ้ำ เหมือนกับไฟล JPEG ที่แมจะใชพื้นที่จัดเก็บนอยกวาดวยวิธีการบีบอัดขอมูลทุกครั้งที่ทำการบันทึกไฟล ! ทุกครั้งที่ผูวิจัยทำการสแกนไฟล ผูวิจัยจะเลือกที่จะสรางไฟลที่ใหญที่สุดเทาที่ผูวิจัยตองการ และจะไมเลือกที่จะ สรางไฟลเล็กเพียงเพราะผูวิจัยตองการอัดขยายภาพขนาดเล็กเทานั้น เพราะขอดีของการสรางไฟลใหญก็คือ ผูวิจัย สามารถยอขนาดไฟลใหเล็กลงตามที่ผูวิจัยตองการไดในภายหลัง แตผูวิจัยจะไมสามารถขยายไฟลขนาดเล็กใหมีขนาดที่ ใหญขึ้นโดยมีคุณภาพเทียบเทากับไฟลสแกนที่มีความละเอียดสูงได

3. การปรับแตงภาพดวยระบบดิจิตอล ! กระบวนการตกแตงภาพดวยระบบดิจิตอลเปนกระบวนการที่มีความสำคัญเทียบเทาไดกับการลางอัดขยายดวย หองมืดแบบอนาลอคหรือกระบวนการที่ใชน้ำยาเคมี แตการทำงานดวยระบบดิจิตอลจะชวยเพิ่มความสะดวก แมนยำ ปลอดภัย และประหยัดกวาหองมืดแบบอนาลอคมาก ดวยชางภาพสามารถเห็นผลลัพธที่เกิดขึ้นบนจอภาพไดในทันที และ ชางภาพก็จะทราบไดวากระบวนการที่ทำลงไปแลวใหผลลัพธตรงตามความตองการของชางภาพหรือไม ! ผูวิจัยใชโปรแกรมตกแตงภาพ Adobe Photoshop CS เปนโปรแกรมตกแตงภาพในงานวิจัยชิ้นนี้เปนโปรแกรม หลัก และใชโปรแกรม Aperture เปนโปรแกรมรองเพื่อชวยในการจัดเก็บ ปรับแตงพื้นฐาน หรือยอขนาดไฟลใหเล็กลงเพื่อ จุดสงคอื่นๆ ผูวิจัยมีมุมมองตอการใชโปรแกรมตกแตงภาพนี้วา ผูวิจัยตองการผลลัพธภาพถายที่ดูเปนธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งภาพถายที่ไดควรมีลักษณะเดียวกันกับภาพขาวดำที่อัดขยายดวยหองมืดแบบดั้งเดิม ดังนั้นเครื่องมือที่ใชสวนใหญใน โปรแกรมตกแตงภาพนี้จึงเปนกลุมเครื่องมือสำหรับงานลบฝุน (Clone Stamp) และปรับแตงคาความเปรียบตาง (Level, Curve, และ Dodge/Burn) ! ขอไดเปรียบของการใชโปรแกรมตกแตงภาพนี้ นอกจากผูวิจัยสามารถเห็นผลลัพธไดในทันทีแลว โปรแกรม Photoshop นี้ยังสามารถแบงขั้นตอนการตกแตงตางๆ ออกเปนชั้นเลเยอร (Layer) หลายชั้น แตละชั้นก็จะบรรจุขอมูลของ การปรับแตงในแตละสวน รูปแบบการทำงานของเลเยอรนั้นมีความคลายคลึงกับแผนใสที่เราสามารถกำหนดใหเลเยอร

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

37/251


ดานบนมีความโปรงใสและสามารถสองทะลุมองเห็นเลเยอรชั้นลาง หรือจะปดทึบเพื่อซอนไมใหเห็นขอมูลก็ได ดังนั้นทุก ครั้งที่มีการปรับแตงภาพ ผูวิจัยจะเปดชั้นเลเยอรใหมขึ้นมา (New Adjustment Layer) กอนที่จะทำการปรับแตงภาพเสมอ ! ตัวอยางเชน เลเยอรหลักหรือ Background Layer นั้นคือภาพสแกนเนกาทีฟตนฉบับที่ไมมีการปรับแตงใดใด เลเยอรชั้นที่สองก็จะเปนขอมูลการแปลงคาเนกาทีฟใหเปนโพสิทีฟ สวนเลเยอรชั้นที่สามก็จะเปนขอมูลการแปลงคาโพสิ ทีฟสีใหเปนภาพโพสิทีฟขาวดำอยางแทจริงโดยใชเครื่องมือ Channel Mixer จากนั้นเลเยอรชั้นที่สี่ก็อาจจะเปนขอมูลการ ทำงานสำหรับการลบฝุนและริ้วรอยดวยเครื่องมือ Clone Stamp และสุดทายเลเยอรชั้นที่หาและหกก็อาจจะเปนขอมูลการ ปรับแตงความเปรียบตางของภาพดวยเครื่องมือ Level หรือ Curve เปนตน และเมื่อใดก็ตามที่ผลลัพธไมเปนไปตามที่ผู วิจัยตองการ ผูวิจัยสามารถลบหรือซอนเลเยอรที่ไมพึงประสงคได ดวยเหตุนี้จึงทำใหวิธีการทำงานดวยการวางชั้นเลเยอร หลายชั้นนั้นไดเปรียบกวาการปรับแตงภาพลงบนตัวภาพหลัก (Background Layer) ซึ่งแมจะสามารถยอนการทำงานได ดวยคำสั่ง Undo หรือ History แตก็จะไมมีความยืดหยุนและสะดวกเทากับการใช Adjustment Layer

4. การพิมพภาพ ! การพิมพภาพเปนขั้นตอนสุดทายของการสรางสรรคภาพขาวดำ สำหรับการอัดขยายภาพดวยหองมืดแบบดั้งเดิม นั้น การฉายแสงลงสูกระดาษอัดเปนกระบวนการสรางภาพที่คาดเดาไดคอนขางยาก โดยปฏิกิริยาจากสารเคมีจะทำให ซิลเวอรฮาไลด (Silver halide) เปลี่ยนคาความเขมเปนโทนสีเทาเขมออนแตกตางกัน ชางภาพจึงจำเปนตองเรียนรูวิธีการ คาดคะเนผลลัพธที่จะได เพื่อใหผลลัพธนั้นมีความใกลเคียงกับสิ่งที่ชางภาพตองการมากที่สุด หรือไมเชนนั้น ชางภาพก็ จำเปนตองตรวจสอบภาพผลลัพธและทำการคาดคะเนใหมอีกครั้งเพื่อหาวิธีแกไขในการอัดขยายครั้งตอไป ! สวนในหองมืดดิจิตอลนั้น ชางภาพจำนวนมากตางคุนเคยและเขาใจวาเราจะไดในสิ่งที่เรามองเห็นบนจอ มอนิเตอรเสมอ ซึ่งความเปนจริงกลับไมไดเปนเชนนั้น นั่นก็เพราะอุปกรณดิจิตอลทุกตัวลวนมีลักษณะการแสดงคาสีเฉพาะ ตัวซึ่งก็รวมถึงจอมอนิเตอร เครื่องพิมพภาพ หรือแมแตเครื่องพิมพภาพจากรานบริการพิมพภาพก็ตาม ดังนั้นเราจึงจำเปน ตองทำการควบคุมปจจัยความแตกตางเหลานี้ใหมีคาที่ใกลเคียงกันที่สุด หรือที่รูจักกันในหัวขอ “การจัดการสี” (Colour Management) ! ปจจุบันเทคโนโลยีการพิมพภาพดิจิตอลนั้นพัฒนาสูงมาก มีทางเลือกจำนวนมากที่ชางภาพสามารถเลือกใชได ตามความตองการ หนึ่งในรูปแบบการพิมพที่ไดรับความนิยมอยางแพรหลายนั้นก็คือการพิมพภาพดวยระบบฉีดหมึก (Inkjet) ซึ่งผูใชสามารถทำกระบวนการทุกอยางไดเองโดยไมตองพึ่งรานบริการ เพียงผูใชงานมีเครื่องคอมพิวเตอรและ เครื่องพิมพภาพเทานั้นก็สามารถทำการพิมพภาพไดแลว เครื่องพิมพบางรุนยังสามารถพิมพภาพไดโดยไมจำเปนตองพึ่ง เครื่องคอมพิวเตอรโดยผูใชงานสามารถเสียบแผนความจำ (Memory Card) หรือตอสาย USB จากกลองเพื่อถายโอน ขอมูลเขาสูเครื่องพิมพไดโดยตรง ทวาการพิมพภาพแบบนี้จะมีขอจำกัดในการปรับแตงภาพและการควบคุมคาผลลัพธที่ ได

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

38/251


บทที่ 2 เกี่ยวกับกลองโฮลกา


บทที่ 2 เกี่ยวกับกลองโฮลกา

กลองโฮลกาตัวหลักของผูวิจัย

! กลองโฮลกาที่ใชกันในปจจุบันไดรับการออกแบบโดย Mr. T.M Lee และนำออกสูทองตลาดในป 1982 โดย บริษัท Universal Electronics, Ltd., โดยมีฐานการผลิตอยูที่เมืองเกาลูน ประเทศฮองกง ! ชื่อของกลอง “Holga” นั้นมาจากภาษากวางตุง “Hol-Gon” ซึ่งแปลความไดวา “สวางมาก” จากกนั้นก็ไดเพี้ยน เสียงเปน Holga ในภาษาตะวันตก แนวความคิดเบื้องตนในการสรางกลองโฮลกานั้นมาจากความตองการที่จะผลิตกลอง ถายภาพที่มีราคาถูก และสามารถใชงานกับฟลมขนาด 120 มิลลิเมตรซึ่งเปนขนาดของฟลมที่ไดรับความนิยมในตลาดการ ถายภาพของประเทศจีนในสมัยนั้น อยางไรก็ดี ไมกี่ปหลังจากนั้น ตลาดการถายภาพในเมืองจีนกลับเปลี่ยนแปลงความ นิยมจากฟลมขนาดใหญไปเปนฟลมขนาด 35 มิลลิเมตรที่มีขนาดกระทัดรัดกวา สิ่งผลใหความนิยมในกลองโฮลกาลด นอยลงและพายแพแกบริษัทกลองคูแขงที่มีขนาดเล็กกวา ! ทวากลองถายภาพโฮลกานี้กลับเริ่มไดรับความนิยมในประเทศตะวันตก ในชวงตนทศวรรษ 80 ไดมีการนำกลอง โฮลกามาใชในงานอบรมการถายภาพ Maine Photographic Workshop โดยมีจุดประสงคเพื่อนำมาใชแทนกลอง Diana ซึ่งใชเปนอุปกรณการเรียนรูเทคโนโลยีขั้นต่ำสำหรับผูเขารวมการอบรม นับแตนั้นเปนตนมา กลองโฮลกาก็ไดรับการตอบ รับที่ดีจากตลาดการถายภาพอเมริกา ในป 1997 ยอดขายพุงขึ้นถึง 10,000 ตัวในประเทศอเมริกา และในป 2004 กลอง โฮลกาก็มียอดขายเพิ่มขึ้นมากกวา 1,000,000 ตัวทั่วโลก Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

41/251


ปรากฏการณกลองโฮลกา ! ในปจจุบันนี้ แมวาเราจะอยูในยุคการถายภาพดิจิตอลแลวก็ตาม กลองโฮลกาก็ยังคงไดรับความนิยมในหมูชาง ภาพมืออาชีพ มือสมัครเลน และปจเจกบุคคลเปนอยางสูง เนื่องจากราคาที่ไมแพงเมื่อเทียบกับกลองประเภทอื่น กลองโฮล กามีรูปแบบการใชงานที่แมแตผูที่ไมเคยถายภาพมากอนก็สามารถเขาใจในวิธีการใชงานไดอยางรวดเร็ว และมีการพัฒนา หนาที่การใชงานในกลองแตละรุนอยางตอเนื่อง นอกจากนั้นแลว อีกสาเหตุหลักที่ทำใหกลองโฮลกาไดรับความนิยมอยาง แพรหลายก็คือเอฟเฟคทที่แปลกตาและผลลัพธที่คาดเดาไมไดนั่นเอง ! การตลาดและระบบอินเตอรเน็ตเปนอีกปจจัยหนึ่งที่ชวยสงเสริมความนิยมในการถายภาพดวยกลองพลาสติกนี้ ผูใชกลองนี้สามารถคนหาขอมูลเกี่ยวกับกลอง วิธีการใชงาน เทคนิค เคล็ดลับตางๆ และสั่งซื้อกลองและฟลมไดจาก เว็บไซตหลักสำหรับการถายภาพสไตล “Lomo” หรือ “Lomography” ซึ่งเปนแหลงรวมสินคาและขอมูลที่เกี่ยวกับกลอง พลาสติกและกลองของเลนตางๆ จำนวนมาก นอกจากนั้นเว็บไซตเหลานี้ยังเปนศูนยรวมสำหรับชางภาพออนไลนโดยที่ ทางเว็บไซตไดจัดพื้นที่เพื่อใหชางภาพเหลานี้สามารถนำเสนอผลงานภาพถายที่ไดสรางสรรคโดยไมคิดคาใชจายใดใด ! การสรางทฤษฎีและมายาคติเกี่ยวกับกลองพลาสติกนี้ยังทำใหการถายภาพดวยกลองพลาสติกนี้ยังทำใหการ ถายภาพดวยกลองโฮลกามีความแตกตางไปจากกลองฟลมชนิดอื่นๆ ไมวาจะเปนการเผยแพรคติและวิธีคิดเพื่อการ สรางสรรคที่แหวกแนว การปฏิเสธทฤษฏีการถายภาพแบบเดิมๆ และการลดรูปแบบการทำงานที่ซับซอน อาทิเชนแนว ความคิด “Don’t think, just shoot” หรือ “Free yourself from rules” เปนตน แนวความิดเหลานี้ลวนเปนแนวความคิดที่ ไดรับความนิยมในหมูชางภาพวัยรุนที่มักปฏิเสธกฎเกณฑ รวมถึงความลำบากและความซับซอนในการถายภาพแบบเดิมๆ ที่ตองปรับรูรับแสง ความเร็วชัตเตอร การโฟกัส ฯลฯ ที่ชางภาพตองใชเวลาฝกฝนที่ยาวนานกวาที่จะสามารถใชงานได อยางเชี่ยวชาญ แตกับกลองโฮลกาหรือกลองพลาสติกของเลนเหลานี้ ชางภาพแทบจะสามารถถายภาพไดในทันที ! โดยทั่วไปแลว กลองชนิดนี้มักถูกกลาวถึงในดานของความแปลกใหม และกลองโฮลกาเองก็กลาวอางชื่อเสียงใน การสรางภาพที่บิดเพี้ยนทวาสวยงาม คุณสมบัติของตัวกลองและเลนสที่มีโฟกัสโฟกัสที่นุมเบลอนี้สงผลใหภาพถายมีขอบ เฟรมที่ดำ (Vignette) และมักมีแสงรั่ว (Leak) ตามตัวกลองที่ทำจากพลาสติกหลอขึ้นรูป ผูผลิตกลองโฮลกาไดบรรยายไว ในแผนพับประชาสัมพันธวา ! “ประวัติศาสตรของโฮลกานั้นเปนทั้งมายาและตำนาน กลองโฮลกาเปนการศึกษาในความไมสมบูรณแบบ และ การใชงานก็เปนการฝกปฏิบัติเพื่อหลุดพนจากเทคโนโลยี ความเที่ยงตรงและความคมชัด ความนุมนวลเล็กนอยภายใน ภาพ ขอบภาพดำที่ไมสามารถควบคุมได และอาการแสงรั่วเหลานี้กอใหเกิดการสอดผสานระหวางคุณและกลองโฮลกา ซึ่ง เมื่อนำ “ขอบกพรอง” เหลานี้มาประกอบกับการเลือกอันสรางสรรคของคุณ ก็จะกอใหเกิดชิ้นงานศิลปะที่ดูเหมือนจะ รังสรรคขึ้นจากความบังเอิญ”

กลองโฮลกา ! นับตั้งแตการถือกำเนิดของกลองโฮลกาครั้งแรกในป 1982 กลองโฮลกาไดมีพัฒนาการที่หลากหลาย ทวากลอง ทุกรุนก็ลวนมีระบบพื้นฐานที่เหมือนกัน โดยมีคารูรับแสงโดยประมาณที่คา f/11 และ f/13 และมีคาความไวชัตเตอรที่ที่ ประมาณ 1/100 วินาที เลนสของกลองโฮลกามีทั้งแบบที่เปนพลาสติกและแบบแกวชิ้นเดียว มีระยะการโฟกัสประมาณ 4 ฟุตไปจนถึงระยะอนันต กลองโฮลกาสามารถแบงออกตามรุนไดดังนี้

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

42/251


-

Holga 120S เปนกลองตนแบบที่มีที่เสียบกานแฟลช Holga 120F เปนกลองที่มีแฟลชในตัว Holga 120N เปนกลองที่สามารถปรับใชคาชัตเตอร B และมีรูสำหรับขาตั้งกลอง Holga 120FN เปนกลองที่มีแฟลชในตัว Holga 120CFN เปนกลองที่มีแฟลชในตัว สามารถปรับเปลี่ยนสีของแฟลชไดดวยปุมหมุน Holga 120G เปนกลองที่มีเลนสซึ่งทำจากแกว Holga 120GF เปนกลองที่มีเลนสซึ่งทำจากแกว มีแฟลชในตัว Holga 35 AFX เปนกลองที่ใชกับฟลม 35 มิลลิเมตร Holgamods เปนกลองที่ไดรับการปรับปรุงแกไขเพื่อเพิ่มศักยภาพในการถายภาพ

กลองโฮลกาสำรองของผูวิจัย

การใชงานกลองโฮลกา ! กลองโฮลกาเปนกลองที่มีกลไกการทำงานที่เรียบงายและไมซับซอนเหมือนกลอง SLR หรือกลองสะทอนภาพ เลนสเดี่ยว ซึ่งโดยปกติแลวกลองถายภาพสะทอนภาพเลนสเดียวจะสามารถปรับคาความไวชัตเตอร รูรับแสง และคา ความไวแสงของฟลม เพื่อที่ชางภาพจะสามารถทำการวัดแสงและปรับเปลี่ยนคาตางๆ ใหเหมาะสมกับสภาพแสงใน สถานการณที่กำลังถายภาพ แตสำหรับกลองโฮลกานี้ ชางภาพจะสามารถปรับเปลี่ยนคารูรับแสงไดเพียงเล็กนอยเทานั้น (ไมถึงหนึ่งสตอป) โดยการเลื่อนสัญลักษณภาพดวงอาทิตยและภาพเมฆที่อยูเหนือเลนส ซึ่งจะทำใหคารูรับแสงกวางขึ้น

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

43/251


เล็กนอย ดวยเหตุนี้เอง ปริมาณแสงที่ตกลงสูฟลมจึงมีความคงที่ทุกภาพ ผลลัพธของคาการเปดรับแสงที่พอดี (ภาพไมมืด หรือสวางเกินไป) จึงตกเปนหนาที่ของชางภาพซึ่งเปนผูเลือกเวลาและสภาพแสงในการถายภาพเปนหลัก

กรอบพลาสติกกำหนดฟอรแมทภาพ | ดานซายใหภาพ 6 x 6 cm ดานขวาใหภาพ 6 x 9.5 cm

การเลือกฟอรแมท ! กลองโฮลกาเปนกลองขนาดกลางที่ใชฟลมขนาด 120 โดยที่กลองโฮลกานี้สามารถสรางภาพไดสองฟอรแมทคือ ขนาด 6x6 เซนติเมตร และ 6x4.5 เซนติเมตร โดยชางภาพสามารถเลือกรูปแบบของฟอรแมทไดโดยใชกรอบพลาสติกสวม เขาไปในตัวกลองตามรูปแบบที่ตองการ การเลือกฟอรแมทนี้จะสงผลตอจำนวนภาพบนฟลม โดยฟอรแมทขนาด 6x6 เซนติเมตรจะสามารถถายภาพไดจำนวน 12 ภาพ และขนาด 6x4.5 นั้นก็จะถายไดจำนวน 16 ภาพ ! เมื่อชางภาพเลือกรูปแบบของฟอรแมทและสวมกรอบพลาสติกไวในตัวกลองแลว ชางภาพก็จำเปนตองปรับ หนาตางตัวเลขเลื่อนฟลมซึ่งอยูดานหลังของกลองใหตรงกับจำนวนของภาพที่จะได หากชางภาพเลือกฟอรแมท 6x6 ชาง ภาพก็จำเปนตองปรับหนาตางตัวเลขไวที่ 12 และปรับไวที่คา 16 สำหรับฟอรแมท 6x4.5 ตามลำดับ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

44/251


การเลือกใชฟลม ! ชางภาพสามารถเลือกใชฟลมขนาด 120 ไดทุกประเภทไมวาจะเปนฟลมเนกาทีฟสี โพสิทีฟสี ขาวดำ หรือ อินฟราเรด อยางไรก็ดี ฟลมโพลิสีฟหรือฟลมสไลดมักจะไมคอยเหมาะที่จะนำมาใชกับกลองโฮลกา เนื่องจากคาละติจูด การรับแสงที่แคบกวาฟลมโพสิทีฟ ซึ่งทำใหตองใชคาการเปดรับแสงที่ถูกตองแมนยำสำหรับฟลมประเภทนี้ ตรงกันขามกับ ลักษณะของกลองโฮลกา ที่ไมสามารถวัดแสงและปรับเปลี่ยนคาการเปดรับแสงได ! สิ่งสำคัญที่ชางภาพควรพิจารณาในการเลือกฟลม ไมวาจะเปนฟลมสีหรือขาวดำ ก็คือเรื่องของคาความไวแสง หรือคา ISO เนื่องจากกลองโฮลกาไมสามารถปรับเปลี่ยนคาการเปดรับแสงได สิ่งเดียวที่ชางภาพสามารถทำไดก็คือการ คาดคะเนสภาพแสงและเลือกใชคา ISO ของฟลมใหเหมาะสมกับสภาพแสงนั้น เพื่อใหคาการเปดรับแสงที่กลองมีให ผลลัพธที่ใกลเคียงกับคาการเปดรับแสงที่ควรจะเปนมากที่สุด ! ในการสรางสรรคผลงานในครั้งนี้ ผูวิจัยเลือกใชฟลมสองคาความไวแสง ไดแก ISO100 และ ISO400 โดยในการ ถายภาพในเวลากลางวันทั่วไปหรือในยามค่ำคืนที่ใชคาความไวชัตเตอรที่ยาวนาน ผูวิจัยก็จะเลือกใชฟลม ISO100 เปน หลัก แตในยามเชาตรูและพลบค่ำหรือในสถานการณที่มีแสงนอยแตไมสามารถใชขาตั้งกลองได ผูวิจัยก็จะเลือกใชฟลม ISO400 แทน

การใสฟลม ! ฟลมขนาด 120 จะมีลักษณะเปนมวนเรียวยาวและใชกระดาษเปนตัวปองกันแสงสวางที่จะตกลงสูฟลม เมื่อแกะ แถบกระดาษรัดดานนอกออกแลว ใหวางฟลมลงในชองใสฟลมดานซาย จากนั้นดึงปลายกระดาษมาทางชองใสฟลมดาน ขวา ซึ่งจะตองมีแกนในของฟลมติดตั้งไวเรียบรอยแลว ใหสอดปลายกระดาษเขากับแกนในของฟลมทางดานขวา จากนั้น หมุนปุมขึ้นฟลมเพื่อใหปลายกระดาษหมุนตัวจับกับแกนในจนแนนสักหนึ่งถึงสองรอบ เสร็จแลวจึงปดฝาหลังของกลองให เรียบรอย จากนั้นใหมองดูที่หนาตางหลังกลองซึ่งเปนพลาสติกใสสีแดง ใหหมุนปุมขึ้นฟลมไปเรื่อยๆ แลวหยุดหมุนเมื่อเห็น เลข “1” ซึ่งหมายถึงภาพเฟรมแรก ! เมื่อชางภาพทำการถายภาพแรกเสร็จแลว เพื่อที่จะถายภาพที่สอง ใหชางภาพหมุนปุมขึ้นฟลมจนกระทั่งเห็นเลข “2” และใหทำเชนนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถายภาพหมดมวน (12 หรือ 16 ภาพ) เมื่อถายภาพครบจำนวนแลว ใหหมุนปุมขึ้น ฟลมไปเรื่อยๆ จนกระทั้งฟลมทางดานซายไหลยายมาทางดานขวาจนหมดมวน

การปดเทป ! เพื่อการใชงานกลองโฮลกาใหมีประสิทธิภาพสูงสุด ชางภาพอาจพิจารณาใชเทปกาวสีดำปดตัวกลองในบริเวณ สองตำแหนงดวยกัน ไดแกบริเวณหนาตางแสดงหมายเลขภาพซึ่งอยูดานหลังกลอง และบริเวณรอยตอระหวางตัวกลอง และฝาปดตัวกลอง

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

45/251


! บริเวณหนาตางแสดงหมายเลขภาพจะเปนสวนที่เปนพลาสติกสีแดงเพื่อใหชางภาพสามารถมองเห็นตัวเลขที่อยู บนกระดาษปองกันแสงบนฟลมได โดยปกติแลวทั้งพลาสติกสีแดงและกระดาษปองกันแสงนี้จะสามารถสวางโดยทั่วไปไม ใหตกลงสูฟลมได แตในสภาพแสงที่มีความสวางจา แสงอาจสองทะลุเขาสูเนื้อฟลมในลักษณะของแสงรั่ว ซึ่งจะทำใหเกิด รูปสี่เหลี่ยมติดอยูในภาพ หรืออาจจะเปนภาพตัวหนังสือซึ่งอยูบนกระดาษปองกันแสงซึ่งชางภาพไมตองการ ! สวนการติดเทปบริเวณรอบตอของตัวกลองนั้น ก็เพื่อปองกันฝาหลังหลุดโดยอุบัติเหตุ เนื่องจากจุดลอคของฝา หลังและตัวกลองนั้นมีความบอบบางและสามารถหลุดไดงาย และเพื่อที่ชางภาพจะสามารถถอดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนฟลม ไดรวดเร็วขึ้น ชางภาพสามารถพับขอบเทปสักเล็กนอย เพื่อชวยใหแกะเทปออกจากตัวกลองไดอยางสะดวก

การติดเทปกาวดานหลังกลองเพื่อปองกันฝาหลังหลุดโดยอุบัติเหตุ

อุปกรณเสริม

Y

ขาตั้งกลอง

! อุปกรณเสริมมีความสำคัญในกระบวนการทำงานเชนเดียวกับการถายภาพทั่วไป ขาตั้งกลองเปนหนึ่งในอุปกรณ เสริมที่มีความจำเปนเพื่อชวยลดการสั่นสะเทือนจากการกดปุมลั่นชัตเตอร นอกจากนั้นแลวขาตั้งกลองยังเปนอุปกรณหลัก ในการบันทึกภาพที่ใชคาการเปดรับแสงที่ยาวนานอยางชัตเตอร B และเนื่องจากขนาดกลองที่เล็กและมีน้ำหนักเบา ผูวิจัย

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

46/251


จึงเลือกใชขาตั้งกลองขนาดเล็กเพื่อความสะดวก ทวาสามารถยืดขยายขาทั้งสามและสามารถกางไดในระยะที่ต่ำเพื่อชวย เพิ่มความคลองตัวในการทำงาน นอกจากความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นแลว ขาตั้งกลองยังชวยใหชางภาพสามารถตรวจดูภาพใน ชองมองภาพไดอยางอิสระและมีสมาธิ ชางภาพสามารถตรวจตราทุกๆ มุมของเฟรมภาพแลวทำการปรับแตงองคประกอบ ภาพไดอยางแมนยำ

Y

สายลั่นชัตเตอร

! นอกจากขาตั้งกลองแลว สายลั่นชัตเตอรยังเปนอุปกรณอีกชิ้นที่ใชคูกัน เพราะหากชางภาพใชเพียงแคขาตั้งกลอง และใชนิ้วมือกดปุมลั่นชัตเตอร กลองถายภาพก็จะเกิดการสั่นสะเทือนเนื่องจากการกดปุมลั่นชัตเตอร สายลั่นชัตเตอรจะ ชวยใหชางภาพไมจำเปนตองสัมผัสถูกตัวกลอง และสามารถลดการสั่นสะเทือนที่อาจจะเกิดขึ้นได สงผลใหภาพถายที่ไดมี ความคมชัด

กลองถายภาพพรอมสายลั่นชัตเตอร

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

47/251


บทที่ 3 กระบวนการถายภาพ


การลางฟลม : ภาพในจินตนาการ

วัดอุโมงคพุทธรรม

วัดอุโมงค | 2551

! วัดอุโมงคพุทธรรมเปนวัดที่ผูวิจัยมีความคุนเคย ดวยเปนวัดที่อยูในละแวกที่พักอาศัยของผูวิจัย จึงเปนวัดที่ผูวิจัย แวะเวียนบอยครั้งตั้งแตผูวิจัยยังอยูในวัยเด็กจนถึงปจจุบัน วัดอุโมงคเปนวัดที่มีความสงบรมรื่น เต็มไปดวยสัตวปาและไม ปานานาชนิด วัดอุโมงคแตกตางไปจากวัดอื่นๆ ซึ่งมีการพัฒนาควบคูไปตามกระแสพัฒนาของเมือง วัดหลายๆ วัดสราง กำแพงที่ใหญขึ้น การบูรณะของวัดหลายๆ ที่หมายถึงการปูพื้นดวยอิฐตัวหนอนเสียจนไมมีพื้นดินใหตนไมหายใจ เพื่อ ความสะดวกของการทำเปนที่จอดรถสำหรับเปนแหลงรายไดเสริมของวัด หรือจะดวยเหตุผลของความสะดวกในการ ทำความสะอาดก็สุดแลวแต ! เนื่องดวยปริมาณตนไมที่มีอยูเปนจำนวนมากนี้เอง “ตนไมพูดได” จึงกลายมาเปนจุดเดนของวัดนี้ ตามตนไมนอย ใหญ ภายในวัดจะมีปายคติคำสอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อใหผูที่ผานไปมาไดอานและคิดตาม หลายครั้งที่ผู วิจัยแวะเวียนไปยังวัดแหงนี้ แมมีเจตนาเพียงที่จะเดินเลนเพื่อผอนคลาย แตทุกครั้งผูวิจัยจะกลับออกมาโดยไดขอคิดจาก ปายเหลานี้อยูเสมอ (ภาพปาย)

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

51/251


! นอกจากนั้นแลว ภายในวัดอุโมงนี้เองยังมีพื้นที่สวนบริเวณสวน ซึ่งมีเศียรพระพุทธรูปจัดแสดง ทั้งแบบที่ทางวัด ตั้งใจและไมตั้งใจ เศียรพระบางเศียรดูจะเปนวัตถุโบราณที่ทางวัดนำมาจัดเรียงไวเพื่อใหประชาชนไดชม และบางสวนก็ เปนพระพุทธรูปขนาดเล็กที่อยูในสภาพไมสมบูรณซึ่งประชาชนนำมาถวายหรือฝากไวที่วัดตามความเชื่อที่จะไมเก็บ พระพุทธรูปที่ไมสมบูรณไวในบาน

พระพุทธรูปชำรุด วัดอุโมงค | 2551

! ปญหาหนึ่งในการถายภาพภายในวัดอุโมงคก็คือสภาพแสงที่มีนอยเนื่องจากภายในบริเวณวัดนั้นมีความรมครึ้ม จากตนไมนอยใหญ คาการเปดรับแสงที่คงที่จากกลองโฮลกา (f/8 1/125 วินาที) จึงไมสามารถใหคาการเปดรับแสงที่ถูก ตองได เพราะโดยเฉลี่ยแลวคาการเปดรับแสงบริเวณที่รมครึ้มภายในวัดจะอยูที่ประมาณ f/8 1/8 วินาที หากผูวิจัยใชคา การเปดรับแสงจากกลองโฮลกาและใชฟลมที่มีคาความไวแสง ISO 100 ภาพผลลลัพธที่ไดก็จะไดรับแสงนอยหรืออันเดอร กวาคาที่ควรจะเปนถึง 4 สตอป (Stop) ! ผูวิจัยจึงแกปญหานี้ดวยการเปลี่ยนไปใชฟลมที่มีคาความไวแสงที่สูงขึ้น โดยผูวิจัยเลือกใชฟลมรุนเดิม แตมีคา ความไวแสงที่ ISO 400 ซึ่งมีคาความไวแสงที่สูงขึ้น 2 สตอป อยางไรก็ดี คาการเปดรับแสงที่สามารถทำไดก็ยังคงนอยกวา คาที่ควรจะเปนอยูอีก 2 สตอป การใชแสงแฟลชเพื่อชวยเพิ่มความสวาง ไมสามารถนำมาใชเปนวิธีการแกไขปญหานี้ได เนื่องจากแสงแฟลชจะทำลายบรรยากาศแสงเงาในสภาพแวดลอมนี้ใหหมดไป

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

52/251


! การเพิ่มเวลาลางฟลมเปนทางออกสุดทายในการแกปญหานี้ การเพิ่มเวลาลางฟลมจะชวยดึงรายละเอียดที่หาย ไปในสวนสวางของภาพใหมีความสวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะชวยแกปญหาจากคาการเปดรับแสงที่อันเดอรไดในสวนหนึ่ง ทำใหภาพผลลัพธที่ไดมีคาความเปรียบตางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับภาพถายดวยคาการเปดรับแสงเดียวกัน แตใชเวลาลางฟลม ปกติ อยางไรก็ดี ขอเสียของการเพิ่มเวลาลางฟลมก็คือ ภาพผลลัพธที่ไดจะมีเม็ดเกรนที่หยาบขึ้นเมื่อขยายภาพในขนาดที่ ใหญ หากแตสิ่งนี้เปนสิ่งที่ผูวิจัยจำเปนตองแลกมาเพื่อใหไดภาพถายที่มีคาความเปรียบตางที่ดีขึ้น

การเพิ่ม การลด เวลาในการลงน้ำยาสรางภาพ ! การกำหนดความเขม (Density) ของเนกาทีฟผลลัพธ ในการถายภาพดวยฟลมขาวดำนั้นมีหลักอยูวา ชางภาพ จะตองทำการวัดแสงในสวนของเงาภาพ (Shadow - สวนที่มีความโปรงใสในเนกาทีฟ) เพื่อกำหนดวาสวนที่มืดที่สุดของ ภาพนั้นจะอยูในบริเวณใด และชางภาพตองการกำหนดใหมีปริมาณของรายละเอียดมากนอยแคไหน ซึ่งการกำหนดคา การเปดรับแสงในขั้นตอนนี้ จะเปนการกำหนดตำแหนงของเงาภาพไดอยางถาวร โดยที่ตำแหนงของเงาภาพนี้จะไมมีการ เปลี่ยนแปลงใดใดอีกตอไป ดังนั้นถาภาพถายภาพนั้นมีการเปดรับแสงที่อันเดอร พื้นที่เงาในภาพนั้นก็จะไรรายละเอียด และชางภาพจะไมสามารถทำการแกไขใดใดไดดวยการลางฟลม ! เมื่อชางภาพทำการวัดแสงในสวนเงาของภาพเพื่อกำหนดสวนที่มืดที่สุดไดแลว ชางภาพจะสามารถกำหนด ตำแหนงสวนสวางในภาพ (Highlight – สวนที่มีความทีบแสงในเนกาทีฟ) ไดดวยระยะเวลาของการลางฟลม ซึ่งชางภาพ สามารถปรับใหสวนสวางภายในภาพนั้นสวางขึ้นหรือเขมลงไดดวยการปรับเปลี่ยนเวลาลางฟลมไปจากคาการลางฟลม ปกติ (คา N) หากชางภาพเพิ่มเวลาการลางฟลมเพิ่มขึ้นจากเวลาปกติ 10% (N+1) สวนสวางภายในภาพก็จะเลื่อนขึ้นมา อีกประมาณ 1 สตอป ในทางกลับกัน หากชางภาพลดเวลาในการลางฟลมลงจากเวลาปกติ 10% (N-1) สวนสวางภายใน ภาพก็จะเลื่อนลงประมาณ 1 สตอปนั้นเอง อยางไรก็ดี การเพิ่ม/ลดเวลาการลางฟลมนี้จะไมสงผลใดใดตอสวนเงาของภาพ การเพิ่ม/ลดเวลาลางฟลมนี้เปนกระบวนการที่มีประโยชนอยางมากสำหรับการถายภาพดวยกลองที่ไมสามารถปรับเปลี่ยน คาการเปดรับแสงได โดยชางภาพจะสามารถสังเกตไดจากคาความสวางที่มีในสถานการณที่ชางภาพทำการถายภาพ เมื่อ ใดก็ตามที่ชางภาพถายภาพในสถานที่ซึ่งมีแสงนอย ชางภาพสามารถอนุมานไดในทันทีเลยวา ฟลมมวนนั้นจำเปนตองเพิ่ม เวลาในการลางฟลมเพื่อปองกันไมใหฟลมมวนนั้นไดรับแสงที่อันเดอร สวนจะเพิ่มเวลามากนอยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยูกับ ระดับของแสงในเวลานั้นดวย ชางภาพสามารถทำการคำนวณคาความแตกตางของแสงปกติ (f/8 1/125) ซึ่งเปนคารูรับ แสงและคาความไวชัตเตอรตายตัวของกลอง Holga) และคาแสงในขณะนั้นโดยใชเครื่องวัดแสงวามีความแตกตางกันกี่ส ตอป เมื่อทราบคาความแตกตางนั้นแลว ชางภาพก็สามารถทราบไดวาเวลาในการลงน้ำยาสรางภาพจะตองเพิ่มเทาใด (N+1 เทากับเพิ่ม 1สตอปหรือ 10% ของการลางฟลม สวน N+2 ก็จะเทากับเพิ่ม 2 สตอปหรือ 20% ของการลางฟลม)

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

53/251


เมื่อกฎการแลกเปลี่ยนลมเหลว

ถนนวงแหวนรอบนอก

สะพานลอย สี่แยกแอรพอรต | 2551

! หนึ่งในตัวแบบที่ผูวิจัยคิดวาเปนหัวขอที่สามารถสื่อใหเห็นถึงการขยายตัวของเมืองเชียงใหมไดเปนอยางดีก็คือ ถนนวงแหวน ในอดีตเชียงใหมมีถนนวงแหวนรอบนอกเพียงรอบเดียวหรือที่เรียกกันวาถนนซุปเปอร ซึ่งเปนวงแหวนที่มีจุด เชื่อมตอกับทางหลวงแผนดินหมายเลข 11 ซึ่งมีจุดสิ้นสุดบริเวณแยกรินคำ ทวาในปจจุบันในมีการขยายถนน และมี จำนวนวงแหวนเพิ่มขึ้นถึงสามชั้น รวมถึงอุโมงคทางลอดตามสี่แยกหลักตางๆ จำนวนมาก ปริมาณของถนนวงแหวนออม เมืองนี้ชี้ใหเห็นถึงการขยายตัวของเมือง ประชากร และการจราจรที่เพิ่มมากขึ้น ! ผูวิจัยเลือกที่จะถายภาพอุโมงคทางลอดถนนวงแหวนนี้ในยามค่ำคืน เพื่อที่จะบันทึกการจราจรของยวดยาน พาหนะใหเห็นเปนเสนแสงที่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งเสนแสงเหลานี้ลวนสามารถสื่อใหเห็นถึงการเคลื่อนไหว พลังงาน และ ความสวยงามไดดวยตัวของมันเอง เทคนิคในการถายภาพเสนแสงไฟนี้ก็คือการใชรูรับแสงขนาดเล็กเพื่อใหไดเสนไฟที่มี ลักษณะเปนลำแสงที่ชัดเจน ซึ่งกลอง Holga นี้มีรูรับแสงที่คา f/8 ตายตัว ซึ่งถือไดวาเปนรูรับแสงขนาดกลางถึงแคบ มุมที่

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

55/251


ถายภาพควรเปนมุมกด มุมดานขาง หรือมุมใดก็ไดที่แสงไฟจากรถยนตไมสองเขามาที่เลนสกลองโดยตรง เพราะมิฉะนั้น จะทำใหภาพที่ไดฟุงเบลอ โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อใชเลนสพลาสติกที่มีคุณภาพต่ำอยางเลนสของกลอง Holga นี้ ! แตที่สำคัญที่สุดในการถายภาพยามค่ำคืนไดแกคาการเปดรับแสง (Exposure) การหาคาการเปดรับแสงในยาม ค่ำคืนนั้นจำเปนตองใชเวลาหลายวินาทีไปจนถึงหลายนาที ซึ่งการใชคาการเปดรับแสงเปนเวลาที่ยาวนานแบบนี้จะกอให เกิดปรากฎการณการแลกเปลี่ยนลมเหลว (Reciprocity Law Failure) หากชางภาพใชคาการเปดรับแสงที่วัดไดในขณะนั้น สำหรับการถายภาพ ภาพผลลัพธที่ไดในฟลมเนกาทีฟสีหรือฟลมโฟสิทีฟสีจะเปนภาพที่อันเดอรและมีสีสันที่ผิดเพี้ยน สวน ในกรณีของฟลมเนกาทีฟขาวดำนั้น ภาพผลลัพธที่ไดจะเปนไปในรูปแบบของภาพที่อันเดอร

กฎการแลกเปลี่ยน Reciprocity Law ! โดยปกติแลว คาการเปดรับแสงจะแปรผันไดภายใตกฎการแลกเปลี่ยน (Recirpocity Law) ซึ่งเปนคาความ สัมพันธระหวางความเขมแสง (Intensity) และระยะเวลา (Time) ที่แสงตกลงสูวัสดุไวแสงหรือฟลม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ กฎการแลกเปลี่ยนนี้จะถูกกำหนดโดยคาการเปดรับแสง (Exposure) ซึ่งก็คือ คาความเขมแสง x ระยะเวลา (Intensity x Time = Exposure) ดังนั้น เราจึงสามารถเปลี่ยนคาการเปดรับแสงโดยกำหนดใหปริมาณแสงที่ตกลงสูฟลมที่ปริมาณเทา เดิม แตสามารถปรับเปลี่ยนคาความไวชัตเตอรใหสูงขึ้นหรือต่ำลง โดยปรับขนาดของรูรับแสงใหเล็กลงหรือใหญขึ้นอยาง สัมพันธกันได เชน เมื่อชางภาพปรับคาความไวชัตเตอรใหสูงขึ้น (ระยะเวลาการเปดมานชัตเตอรสั้นลง ทำใหแสงเขานอย ลง) ชางภาพก็จำเปนจะตองเปดรูรับแสงใหมีขนาดใหญขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณแสงใหชดเชยกับระยะเวลาที่นอยลง หรือหาก ชางภาพตองการหรี่รูรับแสงใหแคบลงเพื่อเพิ่มระยะชัดลึก (Depth of Field) ชางภาพก็จำเปนตองลดคาความไวชัตเตอร ใหต่ำลง (ระยะเวลาการเปดมานชัตเตอรนานขึ้น ทำใหแสงเขามากขึ้น) เพื่อชดเชยกับปริมาณแสงที่หายไปจากการหรี่รูรับ แสง เปนตน ดังนั้นคาการเปดรับแสงที่ f/2.8 1/60 วินาทีจึงมีปริมาณของแสงที่ตกลงสูฟลมเทากับคาการเปดรับแสงที่ f/ 5.6 1/15 วินาที และ f/11 ¼ วินาที สิ่งที่แตกตางกันภายในภาพจะมีก็เพียงระยะชัดลึกที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการ หยุดความเคลื่อนไหวที่นอยลง

การแลกเปลี่ยนลมเหลว Reciprocity Law Failure (RLF) ! วัสดุไวแสงสำหรับการถายภาพไมวาจะเปนฟลมหรือกระดาษอัดขยายภาพนั้นจะอยูภายใตกฎการแลกเปลี่ยน (Reciprocity Law) ไดอยางแมนยำภายใตคาการเปดรับแสงชวงหนึ่งเทานั้น และเมื่อใดก็ตามที่คาความไวชัตเตอรและคา รูรับแสงไมสามารถมีความสัมพันธภายใตกฎการแลกเปลี่ยนนี้ได ปรากฏการณนี้ก็จะกลายสภาพที่นิยามไดวา กฎการ แลกเปลี่ยนลมเหลว (Reciprocity Law Failure) ! โดยหลักการแลว การแลกเปลี่ยนลมเหลวนี้จะเกิดขึ้นโดยมีปจจัยอยู 2 กรณีดวยกัน คือเมื่อระดับแสงในขณะ ถายภาพนั้นมีนอยเกินไป ซึ่งเมื่อใดที่คาการเปดรับแสงมีระยะเวลาที่ยาวนาน (เกิน 1 วินาทีขึ้นไป) วัสดุไวแสงจะมี ปฏิกิริยาตอบสนองไดต่ำกวาปกติ ซึ่งจะทำใหความสัมพันธที่ควรจะเปนไปตามปกติเกิดความผิดพลาด สงผลใหภาพที่ได นั้นไดรับแสงนอยกวาที่ควรจะเปน (ภาพอันเดอร) ดังนั้นชางภาพจึงจำเปนตองเพิ่มปริมาณแสงใหมากขึ้นกวาปกติเพื่อ ชดเชยการแลกเปลี่ยนลมเหลวที่เกิดขึ้นนี้ Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

56/251


! สวนในอีกกรณีก็คือ เมื่อระดับแสงในขณะการถายภาพมีมากเกินไป จนทำใหตองใชคาการเปดรับแสงที่สั้นมาก (สั้นกวา 1/10,000 วินาที) อยางไรก็ดี กรณีนี้มักไมปรากฏใหเห็นในการถายภาพโดยทั่วไป เนื่องจากคาการเปดรับแสงที่ สั้นมากจนเกิดปรากฏการณการแลกเปลี่ยนลมเหลวนี้ มักจะเกิดขึ้นกับคาการเปดรับแสงที่ใชในการถายภาพทาง วิทยาศาสตรหรือการทดลอง ซึ่งกลองถายภาพโดยทั่วไปยังไมมีคาความไวชัตเตอรที่เร็วในระดับนั้น

การชดเชยแสง ! ดวยเหตุผลขางตนนี้เอง ชางภาพจึงจำเปนตองทำการชดเชยแสงใหมากขึ้นในภาวะการแลกเปลี่ยนลมเหลวเพื่อ หลีกเลี่ยงไมใหภาพถายนั้นไดรับแสงนอยเกินไป อยางไรก็ดี ปริมาณของการชดเชยแสงนั้นจะมีความแตกตางไปตาม แตละประเภทและยี่หอของฟลม ดังนั้นชางภาพจึงจำเปนตองตรวจสอบขอมูลจากผูผลิตฟลมเพื่อความถูกตอง ในขั้นตอน นี้ ผูวิจัยไดใชฟลมขาวดำยี่หอ Kodak รุน TMax คาความไวแสง 100 คาการปรับชดเชยแสงของผูวิจัยจึงเปนดังนี้

Film : Kodak T-MAX คาวัดแสง

2s

5s

10s

15s

20s

30s

1m

คาปรับใหม

3s

7s

15s

25s

35s

50s

2s

2m 4m 30s

4m

10m

10m

30m

20m 1hr 10m

1hr 3hr

ที่มา http://mkaz.com/photo/tools/reciprocity.html

! อยางไรก็ดี คาการปรับชดเชยแสงจากตารางนี้ก็เปนเพียงคาเริ่มตนเทานั้น ชางภาพยังจำเปนตองทำการทดลอง เพิ่มลดคาชดเชยแสงเพื่อใหไดคาแสงที่ชางภาพตองการ โดยเฉพาะอยางยิ่งในการถายภาพแสงไฟจราจรยามค่ำคืน เสน แสงที่เกิดจากยานพาหนะที่วิ่งไปมาในแตละภาพจะมีความแตกตางกัน ขึ้นอยูกับความเร็วของยานพาหานะนั้น และความ หนาแนนของการจราจรในจังหวะที่ลั่นชัตเตอร คาการเปดรับแสงในแตละภาพจึงมีความแตกตางกันไปตามความสัมพันธ ของความหนาแนนและความเร็วที่ยานพาหนะนั้นวิ่งผานเขามาในเฟรมภาพ ดวยเหตุนี้เอง ผูวิจัยจึงบันทึกภาพดวยการ ครอมคาการเปดรับแสง (Bracketing) เพื่อเพิ่มโอกาสใหไดภาพที่ดีที่สุดหลังจากที่ผูวิจัยไดเลือกมุมที่ผูวิจัยคิดวาดีที่สุด แลว

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

57/251


อุปกรณเสริมสำหรับการถายภาพกลางคืน

Y

ขาตั้งกลอง

! เนื่องจากการถายภาพในยามค่ำคืนนั้นจำเปนตองใชคาการเปดรับแสงที่ยาวนาน อุปกรณที่มีความสำคัญซึ่งจะ ชวยลดการสั่นไหวที่ไมตองการก็คือขาตั้งกลอง (Tripod) ซึ่งในการถายภาพๆ นี้ ผูวิจัยเลือกใชขาตั้งกลองขนาดเล็ก ซึ่งชวย เพิ่มความคลองตัวในการทำงานไดมากกวาขาตั้งกลองขนาดใหญ โดยเฉพาะอยางยิ่งในการถายภาพในตำแหนงที่ไม สามารถกางขาตั้งกลองขนาดใหญได

Y

สายลั่นชัตเตอร

! การใชขาตั้งกลองจะมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเมื่อใชรวมกับสายลั่นชัตเตอร (Shutter release) ซึ่งจะชวยลดการสั่น สะเทือนที่เกิดจากการใชนิ้วมือกดปุมชัตเตอรโดยตรง สายลั่นชัตเตอรจะชวยใหชางภาพไมตองสัมผัสกับตัวกลองและ สามารถลั่นชัตเตอรไดจากระยะไกล และเนื่องจากผูวิจัยตองใชคาการเปดรับแสงที่ยาวนานเปนพิเศษ การสั่นไหวเพียงเล็ก นอยที่เกิดขึ้นจากการกดปุมชัตเตอรก็จะสามารถสงผลใหเห็นในภาพถายไดอยางชัดเจน

Y

เครื่องวัดแสง

! เครื่องวัดแสงเปนอุปกรณที่ชวยในหาสัดสวนของปริมาณแสงที่มีในขณะนั้น โดยผลลัพธคาการเปดรับแสง (E) ที่ ไดจะเปนคารวมระหวางความเขมแสง (Intensity) คูณดวยเวลา (Time) เครื่องวัดแสงแบงออกเปนสองประเภทหลัก ไดแก เครื่องวัดแสงแบบตกกระทบ (Incident light meter) และเครื่องวัดแสงแบบสะทอน (Reflected light meter)

- เครื่องวัดแสงแบบตกกระทบ (Incident light meter) เปนระบบการวัดแสงโดยรวมที่ตกกระทบลงสูวัตถุ

โดยตรง การวัดแสงดวยแบบตกกระทบนี้ บทบาทของชางภาพในการวัดแสงประเภทนี้จะมีอยูนอยมาก เนื่องจากเปนการวัดปริมาณแสงที่ตกลงมาสูวัตถุเทานั้น

- เครื่องวัดแสงแบบสะทอน (Reflected light meter) เปนระบบการวัดแสงที่ชางภาพมีบทบาทอยางมากใน ผลลัพธที่ออกมา เพราะระบบวัดแสงประเภทนี้จะเปนการวัดแสงที่สะทอนออกมาจากตัวแบบในแตละจุด ซึ่งในแตจุดที่ชางภาพเลือกที่จะวัดแสงก็จะใหผลลัพธคาแสงที่แตกตางกัน ชางภาพจึงตองเปนผูเลือกวาจะ ใชคาแสงใดในการถายภาพเพื่อใหไดผลลัพธคาการเปดรับแสงที่ชางภาพตองการ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

58/251


Y

ไฟฉาย

! การถายภาพในยามค่ำคืนจะทำใหชางภาพทำงานไดลำบากขึ้น ไมวาจะเปนการตั้งกลอง การคนหาอุปกรณใน กระเปากลอง หรือการติดตั้งอุปกรณตางๆ อยางเชนสายลั่นชัตเตอร ไฟฉายขนาดเล็กจะชวยใหชางภาพสามารถทำงานได สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

Y น้ำหนักถวงขาตั้งกลอง ! ! แมขาตั้งกลองจะชวยเพิ่มความมั่นคงใหกับการถายภาพไดแลว แตชางภาพยังสามารถเพิ่มความมั่นคงไดมาก ขึ้นดวยการใชกระเปากลองหรือถุงน้ำหนักถวงบริเวณแกนกลางขาตั้งกลอง

Y นากาจับเวลา ! ! เนื่องจากการถายภาพยามค่ำคืนมักใชเวลาในการเปดรับแสงนานหลายวินาทีจนถึงหลายนาที นากาจับเวลา จะชวยใหชางภาพสามารถนับเวลาไดอยางแมนยำ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

59/251


เกมสความเปรียบตาง

พญาเสือโครงบานบนดอยปุย

ดอยปุ | 2551

! ทุงชวงเดือนมกราคมของทุกปจะเปนชวงเวลาแหงเฉลิมฉลองพรอมการผลิบานของดอกพญาเสือโครง และจุด ชมพญาเสือโครงที่สวยงามและใกลตัวเมืองเชียงใหมที่สุดคือจุดชมหมูบานชางเคียนบนอุทยานดอยสุเทพ-ปุย ดอกพญา เสือโครงสีชมพูสดใสตัดกับทองฟาสีน้ำเงินเขมคือจุดเดนสำหรับการถายภาพในคราวนี้ ! สำหรับการถายภาพสี ความเปรียบตางระหวางสีชมพูและสีน้ำเงินนั้นมีคาความแตกตางที่ชัดเจนอยูแลว และ สามารถบันทึกภาพออกมาไดอยางงดงามโดยที่ชางภาพแทบจะไมตองเพิ่มเติมอะไรเขาไป ทวาเมื่อถายภาพเดียวกันนี้ ดวยฟลมขาวดำ ภาพผลลัพธที่ไดกลับกลายเปนภาพสีเทาทึมๆ โดยสวนของดอกสีชมพูและทองฟาสีน้ำเงินจะกลายเปน โทนสีเทาใกลเคียงกัน ภาพซึ่งดูไรมิติและไรชีวิตชีวา ! ในทุกขั้นตอนของการถายภาพขาวดำนั้น เปรียบไดกับเกมสการควบคุมความเปรียบตาง ไมวาจะเปนขั้นตอน ของการเลือกใชฟลม เพราะฟลมยี่หอหนึ่งก็จะมีรูปแบบของความเปรียบตางที่แตกตางไปจากฟลมอีกยี่หอหนึ่ง อีกทั้งใน


เรื่องของการวัดแสง การชดเชยแสง การลางฟลม หรือแมการเลือกใชน้ำยาสรางภาพซึ่งมีผลอยางมากตอความเปรียบตาง ของภาพที่ได ! แมการวัดแสงจะเปนหัวใจหลักในการควบคุมคาโทนภายในภาพ โดยชางภาพสามารถกำหนดไดวาตองการใช พื้นที่บริเวณหนึ่งในภาพกลายเปนโทนสีใด แตทวาเมื่อโทนสีของสีสองสีมีคาความสวางที่ใกลเคียงกัน อยางเชนสีชมพูเขม และสีน้ำเงิน โทนสีทั้งสองก็จะกลายเปนโทนสีเทาเสมอกัน ดังนั้นชางภาพจึงตองหาวิธีการที่จะชวยทำใหโทนสีทั้งสองมีคา ความสวางที่แตกตางกัน เพื่อที่จะเนนใหเห็นถึงความแตกตางจากสีทั้งสองนี้ได ! ฟลเตอรเปนอุปกรณสำหรับการปรับแกคาความเปรียบตางนี้ โดยทั่วไปแลว ฟลเตอรสำหรับถายภาพขาวดำมีอยู ดวยกันหลักๆ 4 สี ไดแก สีเหลือง สีสม สีแดง และสีเขียว โดยฟลเตอรจะทำการกรองแสงสีทุกสีและปลอยใหสีของฟลเตอร ผานเขามาสูเลนสได ซึ่งในการถายภาพทิวทัศนนั้น การใชฟลเตอรสีเหลืองก็จะทำใหพื้นที่ๆ มีสีเหลืองดูสวางขึ้น และสีคู ตรงขามกับสีเหลือง ซึ่งไดแกสีเขียวและสีน้ำเงินมีคาความเขมมากขึ้น ฟลเตอรสีสมและสีแดงก็จะทำงานคลายคลึงกันทวา จะใหผลลัพธที่เขมจัดมากขึ้นตามลำดับ สวนฟลเตอรสีเขียวเมื่อนำมาถายภาพดอกกุหลาบ สวนที่เปนสีเขียวภายในภาพก็ จะสวางขึ้น สวนบริเวณดอกที่เปนสีแดงก็จะเขมขึ้น ในทางกลับกัน หากชางภาพใชฟลเตอรสีแดงสำหรับถายภาพกุหลาบ สวนบริเวณสีแดงของดอกกุหลาบก็จะสวางขึ้น และใบสีเขียวก็จะเขมขึ้น เปนตน ! ดวยเหตุผลทางเทคนิคนี้ ผูวิจัยจึงเลือกใชฟลเตอรสีแดงเพื่อสรางความเปรียบตางระหวางดอกพญาเสือโครง สีชมพูและทองฟาสีน้ำเงิน ทวากลองโฮลกานี้ไมมีเกลียวหนาเลนสสำหรับสวมฟลเตอรแบบแกวเหมือนเลนสถายภาพ ทั่วไป ดังนั้นผูวิจัยจึงเลือกใชฟลเตอรพลาสติกแบบแผน โดยตองใชมือประคองฟลเตอรไวใหแนบกับหนาเลนสในขณะที่ ถายภาพบนขาตั้งกลอง ! สิ่งหนึ่งที่ชางภาพควรพิจารณาก็คือปจจัยการสูญเสียแสงที่เกิดจากการใชฟลเตอร เพราะฟลเตอรทุกตัวที่นำมา สวมบริเวณหนาเลนสนั้นจะมีคาความเขมของสีที่แตกตางกัน ดังนั้นปริมาณของแสงที่สูญเสียไปก็จะแตกตางตามกันไป ดวย คาปจจัยนี้สังเกตไดบนกลองฟลเตอร เชน 2x, 4x หรือ 8x เปนตน การชดเชยแสงตามคาปจจัยนี้มีความสำคัญเปน อยางมากโดยเฉพาะชางภาพที่ใชเครื่องวัดแสงแยกออกจากตัวกลอง และยิ่งเมื่อชางภาพเลือกใชฟลเตอรที่มีคาปจจัยการ สูญเสียแสงสูงอยางเชน 8x คาการเปดรับแสงของกลองก็อาจจำเปนตองใชคารูรับแสงที่กวางขึ้น หรือคาความไวชัตเตอรที่ ต่ำลงจนตองใชขาตั้งกลองเพื่อปองกันการสั่นไหว

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

61/251


แสงเสริม : แฟลชสัมพันธความไวชัตเตอรต่ำ

ขบวนแหกระทง

เทศกาลลอยกระทง | 2551

! การถายภาพเปนกระบวนการบันทึกภาพภายใตแสงสวางในระดับหนึ่ง ซึ่งตองมีความสวางพอที่จะบันทึกลงใน วัสดุไวแสงภายในระยะเวลาหรือคาการเปดรับแสงที่กำหนดไว ในสถานการณบางรูปแบบ ชางภาพอาจจำเปนตองใชคา การเปดรับแสงที่ยาวนานเปนเวลาหลายวินาทีเพื่อใหไดคาการเปดรับแสงที่เพียงพอ อยางเชนการถายภาพแสงดาว หรือ แสงจากทองถนนยามค่ำคืน เปนตน อยางไรก็ตาม ในบางสถานการณ การใชคาการเปดรับแสงที่ยาวนานอาจจะไม สามารถนำมาใชได เนื่องจากชางภาพตองการหยุดภาพของตัวแบบใหมีความคมชัด ในขณะที่ตัวแบบมีการเคลื่อนที่ ซึ่งจะ ทำใหภาพที่ใชคาการเปดรับแสงเปนเวลานานกลายเปนความไหวเบลอ ! ในกรณีเชนนี้ การใชแฟลชจะชวยแกปญหาใหกับชางภาพได เนื่องจากแสงแฟลชมีกำลังไฟที่สูง และสามารถ สองสวางตัวแบบใหมีคาความสวางที่เพียงพอไดโดยไมจำเปนตองใชคาการเปดรับแสงที่ยาวนาน อยางไรก็ดี ในการใช แสงแฟลชเปนแสงสวางหลักของภาพ โดยบริเวณที่ถูกแสงแฟลชภายในภาพจะถูกบันทึกไวในฟลม สวนบริเวณที่ไมถูก แสงแฟลชก็จะกลายเปนสวนที่มืดดำไรรายละเอียดในภาพไป


! ในภาพของขบวนแหกระทงนี้ ผูวิจัยตองการที่จะบันทึกภาพของขบวนนางรำที่มีความสนุกสนานในยามค่ำคืน ผู วิจัยแกปญหาของการเปดรับแสงโดยเลือกใชแฟลชเปนแสงหลัก แตเมื่อพิจารณาถึงภาพผลลัพธที่ผูวิจัยจะได แสงแฟลช เพียงอยางเดียวจะไมสามารถใหภาพผลลัพธที่สวยงามได เนื่องจากบรรยากาศบริเวณฉากหลังจะกลายเปนสวนที่มืดไร รายละเอียดใดใด นั่นก็เพราะบริเวณฉากหลังที่ไมไดรับแสงแฟลช และคาความไวชัตเตอรตายตัวที่มีในกลองโฮลกา (1/125 วินาที) ก็เร็วเกินกวาที่จะบันทึกแสงสีหรือการเคลื่อนไหวใดใดไดภายในสภาพแสงในยามค่ำคืน ! การใชแฟลชสัมพันธความไวชัตเตอรต่ำเปนอีกหนึ่งเทคนิคของการบันทึกภาพการเคลื่อนไหวดวยแสงแฟลช โดย ชางภาพจะเลือกใชคาความไวชัตเตอรที่ต่ำกวาคาความไวชัตเตอรที่สัมพันธแฟลช (ปกติจะอยูราวๆ 1/60 ถึง 1/250 วินาที ซึ่งจะแตกตางกันไปในกลองแตละตัว) ซึ่งขอดีของการใชคาความไวชัตเตอรที่ต่ำนี้ก็คือ ชางภาพจะสามารถบันทึกแสงสี ของบรรยากาศฉากหลังไวในภาพถายได และตัวแบบบริเวณฉากหนาก็ยังมีความคมชัดพอสมควรเนื่องจากแสงแฟลช ! กลองโฮลกานั้นมีโหมดการเปดรับแสงอยูสองโหมดดวยกัน ไดแก โหมด N (Normal) และ B (Bulb) โดยที่โหมด N นั้นจะมีคาการเปดรับแสงอยูที่ f/8 1/60วินาที สวนโหมด B นั่นจะมีคาการเปดรับแสงอยูที่ f/8 เชนเดิม ทวาคาความไว ชัตเตอรนั้นจะเปดคางไวจนกวาชางภาพจะปลอยปุมลั่นชัตเตอร โหมด B เปนโหมดที่มีประโยชนสำหรับการถายภาพใน สภาพแสงนอยซึ่งจำเปนตองใชเวลาในการเปดรับแสงที่ยาวนานหลายวินาทีหรือหลายนาที อุปกรณที่สำคัญที่ชางภาพ ตองใชรวมกับโหมดนี้คือขาตั้งกลอง สายลั่นชัตเตอร หรือแฟลช ! เมื่อผูวิจัยทำการถายภาพขบวนแหกระทงโดยใชแสงแฟลชและโหมดการเปดรับแสง B โดยไมไดใชขาตั้งกลอง เนื่องจากขบวนกระทงมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ภาพผลลัพธที่ไดจึงเปนภาพของตัวแบบที่มีความคมชัดจากแสงแฟลช ผสมกับความเบลอที่เกิดจากความเคลื่อนไหวและคาความไวชัตเตอรที่ต่ำ สวนฉากหลังก็ไดรับแสงสีซึ่งชวยเพิ่ม บรรยากาศและชีวิตชีวาใหกับภาพถายไดเปนอยางดี

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

63/251


องคประกอบภาพ 1 : มุมมองที่แตกตาง

วัดเจดียเหลี่ยม

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

64/251


วัดเจดียเหลี่ยม จังหวัดเชียงใหม | 2551

! วัดเจดียเหลี่ยมเปนสถานที่ซึ่งผูวิจัยเคยแวะเวียนไปถายภาพในสมัยตั้งแตเริ่มหัดถายภาพ ดวยวัดเจดียเหลี่ยมนี้ เปนสถาปตยกรรมที่สวยงามแปลกตา แตกตางไปจากวัดอื่นๆ ในเมืองเชียงใหม วัดเจดียเหลี่ยมมีลักษณะของความเปน ตัวแบบที่ดี (Photogenic) และมีมุมถายภาพจำนวนมาก ซึ่งแตละมุมก็จะใหความรูสึกที่แตกตางกัน ! ในการถายภาพสถาปตยกรรมนั้น กอนที่ชางภาพจะทำการถายภาพ ชางภาพควรหยุดเพื่อพินิจพิเคราะหถึง สถานที่นั้นๆ เพื่อมองหา “จุดเดน” และ “บรรยากาศ” ที่เปนหัวใจหลักของสถานที่ การเดินสำรวจสถานที่โดยรอบสัก 10 ถึง 15 นาทีจะเปนวิธีการหามุมถายภาพที่ดีที่สุด สำหรับตัวผูวิจัยเอง เนื่องจากผูวิจัยเคยมีประสบการณในการถายภาพสถาน ที่นี้หลายครั้งดวยกัน ผูวิจัยจึงทราบไดในทันทีวาผูวิจัยตองประจำอยูในตำแหนงใดเพื่อที่จะสามารถถายภาพที่ผูวิจัย ตองการไดอยางไรก็ดี การทำงานเชนนี้แมจะมีความรวดเร็ว แนนอน แตก็มักทำใหไดภาพในลักษณะเดิมที่เคยถายไว ดวย คิดเชนนี้ ผูวิจัยจึงทำการเดินสำรวจอีกครั้งหนึ่งรอบองคเจดีย ทวามุมมองที่ไดก็ยังไมแตกตางไปจากมุมมองเดิมที่เคยถาย ไว ซึ่งภาพถายที่ไดก็จะเปนภาพถายที่มีสิงหเปนฉากหนาและองคเจดียอยูในลำดับถัดไป ! เมื่อผูวิจัยเดินออกมาจากบริเวณวัดเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ผูวิจัยก็ตระหนักไดวา ผูวิจัยยังไมเคยมองดูองค เจดียจากมุมมองนอกวัดเลย ในคราวนี้ผูวิจัยจึงทำการเดินสำรวจจากนอกวัดอีกครั้งหนึ่ง และผูวิจัยก็ไดเจอมุมมองที่แปลก ตาออกไป โดยภาพที่ไดเปนภาพสวนยอดเจดียและมีตนตาลที่มีความเรียวยาวจำนวนสามตนชูตระหงานลอกัน สภาพแสง ในขณะนั้นซึ่งเปนชวงบายแกๆ เปนสภาพแสงที่เหมาะอยางยิ่งในการถายภาพจากตำแหนงนี้ (มองจากทิศตะวันตก) โดย ความเปรียบตางของแสงเริ่มลดนอยลงตามคาความเขมของแสงอาทิตย ทวาก็ยังมีระดับที่สูงพอที่จะบันทึกภาพไดโดยไม ทำใหภาพอันเดอร ! อยางไรก็ดี ปญหาหลักขอหนึ่งในการถายภาพดวยกลองเรจนไฟนเดอร (Rangefinder- กลองที่ชองมองภาพและ เลนสรับภาพแยกกันคนละชอง) ซึ่งก็หมายถึงวา ภาพที่ถูกบันทึกลงบนฟลมนั้นจะมีตำแหนงที่ไมตรงกับภาพในชองมอง

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

65/251


ภาพ ปญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดวยกลอง Holga ที่ผูวิจัยใชนั้นไมมีเสนเครื่องหมายกำหนดขอบภาพในชองมอง ภาพเลย ยิ่งเมื่อผูวิจัยตองถายภาพในมุมต่ำโดยการกางขาตั้งกลองเรียบติดกับพื้นดิน การมองดูภาพในชองมองภาพจึง เปนไปดวยความลำบาก ทำใหผูวิจัยไมสามารถตัดสินไดเลยวาภาพที่ไดนั้นมีองคประกอบภาพที่ผูวิจัยตองการอยาง แทจริง ! ดวยเหตุนี้ผูวิจัยจึงตัดสินใจที่จะคาดคะเน และถายภาพโดยการขยับกลองที่ละนอยโดยคาดหวังที่จะไดองค ประกอบที่ที่ผูวิจัยตองการ ในขั้นตอนนี้ ผูวิจัยถายภาพไปทั้งหมด 24 ภาพดวยกัน และภาพผลลัพธที่ไดก็เปนหนึ่งในภาพที่ ผูวิจัยรูสึกพึงพอใจในองคประกอบภาพที่ซึ่งมีความคลายคลึงกับภาพที่ผูวิจัยจินตนาการไวที่สุด

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

66/251


องคประกอบภาพ 2 : ระยะหาง โรงเรียนจีนฮอ เมืองปาย

โรงเรียนจีนฮอ อำเภอปาย | 2551

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

67/251


! อำเภอปายเปนอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งที่ตั้งอยูคั่นกลางระหวางจังหวัดเชียงใหมและแมฮองสอน อำเภอปายเริ่ม ไดรับความนิยมจากนักทองเที่ยวชาวไทยอยางลนหลามในระยะเวลาไมกี่ปที่ผานมา โดยแรกเริ่มนั้น อำเภอปายเปนเพียง แคทางผานสำหรับการเดินทางสูแมฮองสอนเทานั้น นักทองเที่ยวที่มีในระยะนั้นจะมีก็เพียงแตชาวตางชาติ นักทองเที่ยว ประเภทแบกเป โบกรถ ค่ำไหนนอนนั่น คาที่พักในสมัยนั้นตกอยูคืนละไมกี่สิบบาท ความสงบเรียบงายดูจะเปนปจจัยหลัก ที่นำพานักทองเที่ยวกลุมเล็กๆ ใหเดินทางมายังอำเภอปายนี้ ! เมืองปายเริ่มมีชื่อเสียงในหมูนักเดินทางทองเที่ยวตางชาติมากขึ้นเปนลำดับ จนนักทองเที่ยวชาวไทยเริ่มสงสัย และเดินทางมายังอำเภอนี้มากขึ้น จากคำพูดปากตอปากถึงความสงบรมรื่นของธรรมชาติและวิถีชีวิตของอำเภอนี้ เปนตัว ดึงดูดใหนักทองเที่ยวที่นิยมความเรียบงายมาลองสัมผัสกับวิถีแหงการพักผอนที่นักทองเที่ยวชาวตางชาติไดมาปูทางไว แตวิถีชีวิตของชุมชน วัฒนธรรม และธรรมชาติลวนถูกนำมาเสนอขายเสมอ ! จากกระแสภาพยนตรรักโรแมนติกไปจนถึงหนังสือพ็อกเก็ตบุคจำนวนมาก เปนปจจัยที่จุดชนวนใหนักเดินทางที่ เปน “เด็กแนว” ตองเดินทางมาที่นี้สักครั้งหนึ่งในชีวิต บางก็ปรารถนาที่จะมาสัมผัสความเปน “ปาย” และบางก็แคตองการ มาถายภาพวา “เคยมา” เทานั้น ราคาคาใชจายตางๆ เริ่มพุงสูงขึ้นหลายเทาตัว ราคาที่พักจากที่เคยเปนหลักสิบกลายเปน หลักรอย หลักพัน จนถึงหลักหมื่นเพื่อรองรับนักทองเที่ยวจากเมืองหลวงโดยเฉพาะ อยางไรก็ดีเปนที่นาประหลาดใจที่นัก ทองเที่ยวเมืองหลวงเหลานี้ แมจะมาถึงอำเภอปายแลว กลับไมเคยเดินปา ลองแพ หรือแวะเวียนไปยังหมูบานเล็กหมูบาน นอยหรือสถานที่ทองเที่ยวธรรมชาติที่เปนจุดทองเที่ยวหลักๆ ของอำเภอปาย นักทองเที่ยวเหลานี้มาเพียงแคดื่ม กิน และ ถายภาพคูกับปายขนาดใหญที่ผุดขึ้นมาจำนวนมากเพื่อสนองความใครทางการถายภาพเทานั้น ! โรงเรียนจีนฮอเปนโรงเรียนเล็กๆ ตั้งอยูในหมูบาน “สันติชล” ซึ่งอยูทางทิศตะวันตกของอำเภอปาย กอนหนานี้ แทบไมมีนักทองเที่ยวแวะเวียนเขามาในหมูบานนี้เลย จนกระทั่งไมกี่ปมานี้เองไดมีการสรางรานอาหาร รานชา รวมถึง เกสตเฮาสและชิงชาสวรรคบริเวณปากทางเขาหมูบานเพื่อเรียกนักทองเที่ยว ทวาจากประสบการณและการสังเกตของผู วิจัย นักทองเที่ยวก็จะคงหยุดอยูที่บริเวณปากทางหมูบานเทานั้น ซึ่งผูวิจัยรูสึกเสียดายโอกาสดีๆ ที่จะเดินเขามาเยี่ยมชม สถาปตยกรรมและวิถีชีวิตในหมูบานที่มีความงดงามเปนอยางยิ่ง

ใกล – ไกล / สั้น - ยาว ! ในการถายภาพบางครั้ง ชางภาพตองเดินทางเปนระยะทางไกลกวาจะถึงจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว เมื่อ เทียบกันกับคาใชจายในการเดินทางแลว คาใชจายในการถายภาพอยางเชนคาฟลมจึงกลายเปนคาใชจายที่ถูกที่สุด ชาง ภาพจึงไมควรลังเลใจที่จะถายภาพ “เผื่อ” ไวเพื่อคนหาภาพที่ดีที่สุด ไมวาจะเปนในเรื่องของคาการเปดรับแสงหรือองค ประกอบภาพ ! ขณะที่ผูวิจัยเดินเขาไปในหองเรียนหองหนึ่ง ผูวิจัยมีความประทับใจกับสภาพแสงเงาที่สวยงามภายในภาพ หองเรียนหองนี้ บนกระดานดำมีตัวอักษรภาษาจีนเขียนทิ้งไวและโตะครูที่อยูบริเวณกลางกระดาษดำเปนจุดดึงดูดสายตา ภายในภาพ ดวยสภาพแสงที่มีอยูในระดับที่ต่ำมาก ผูวิจัยทราบไดในทันทีวาจำเปนตองใชขาตั้งกลอง เพราะการเปดรับ แสงจะตองใชโหมด “B” หรือ “Bulb” ซึ่งจะกินเวลานานหลายวินาที และเมื่อพิจารณาถึงกฎการแลกเปลี่ยนลมเหลว (Reciprocity Law Failure) ดวยแลว ผูวิจัยก็ตัดสินใจที่จะถายภาพครอมคาการเปดรับแสงดวยการกดสายลั่นชัตเตอร คางเปนเวลา 1 วินาที 2 วินาที และ 5 วินาทีตามลำดับเพื่อหาคาการเปดรับแสงที่ดีที่สุดสำหรับภาพนี้

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

68/251


! นอกจากนั้นแลว การ “ครอม” องคประกอบภาพก็ยังเปนอีกสิ่งหนึ่งที่ชางภาพควรพิจารณา ในขณะที่ผูวิจัยถาย ภาพ ผูวิจัยมักตั้งคำถามกับตัวเองวา “ถาเขยิบใกลเขาไปอีกสักหนอย ภาพที่ไดจะเปนเชนไร?” หรือ “ถาเบี่ยงไปทางขวา/ ซายอีกสักกาว ภาพที่ไดจะตางไปจากเดิมหรือไม ?” เปนที่ทราบกันดีอยูแลววาในการถายภาพนั้น ชางภาพจะเปนผูที่ “เลือก” ที่จะบันทึกสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยูเบื้องหนากลอง และเปนผู “กำจัด” สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยูเบื้องหนากลองซึ่งชางภาพไม ตองการออกไป ไมวาจะกำจัดดวยการหยิบออกมา หรือจะใชมุมกลองชวยในการสรางสรรคองคประกอบภาพใหมก็ตาม ! ในภาพหองเรียนภาพนี้ ผูวิจัยไดถายภาพจากมุมเพียงมุมเดียว เพราะหลังจากที่ไดลองเดินสำรวจมุมตางๆ ภายในหองเรียนแลว ผูวิจัยมีความมั่นใจเปนอยางยิ่งวา มุมอื่นๆ จะไมสามารถบอกเลาเรื่องราวตางๆ ไดดีเทากับมุมกลาง หอง อยางไรก็ดี ผูวิจัยไดทดลองบันทึกภาพโดยการเขยิบเขาออกเพื่อเพิ่มลดระยะหางจากตัวแบบ ภาพที่อยูในระยะไกล จะเก็บรายละเอียดรอบๆ โตะครูไดมาก สวนภาพที่อยูในระยะใกลนั้นก็จะลดทอนรายละเอียดรอบๆ โตะครูออกไป ! จากภาพผลลัพธทั้งสองภาพนี้ ผูวิจัยเลือกที่จะหยิบยกภาพที่ถายจากระยะใกลเพื่อนำไปใชในการนำเสนอ ดวย เหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจวา ภาพที่ถายจากระยะใกลนั้นสามารถเนนใหเห็นถึงจุดโฟกัสหลักไดชัดเจนกวาภาพที่ถาย จากระยะไกล สวนภาพที่เปนบอรดสีขาวทางดานซายถูกตัดทิ้งไป จึงทำใหน้ำหนักโดยรวมของภาพและจุดสนใจตกอยูที่ กลองชอคลสีขาวบนโตะครู ผลลัพธที่ไดจึงเปนภาพถายที่ดูเรียบงายและมีความสมดุลที่ดีกวาภาพมุมกวาง

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

69/251


องคประกอบภาพ 3 ถูกที่ ถูกเวลา ปอยสางลอง

วัดปาเปา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม | 2551

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

70/251


! บรรยากาศในงานเทศกาลบวชปอยสางลองจะคราคร่ำไปดวยผูคน ทั้งชาวพมาหรือชาวไทใหญที่ทำงานและ อาศัยในจังหวัดเชียงใหม รวมถึงนักทองเที่ยวและชางภาพถายชาวไทยและตางประเทศ ! ผูวิจัยมีความรูสึกประทับใจในสองสิ่ง อยางแรกคือครอบครัวของสางลองที่เปยมไปดวยความเชื่อและความ ศรัทธาตอพระพุทธศาสนา และสองคือจังหวะขั้นตอนของการแหรอบเจดียโดยลางลองจะนั่งขี่คอญาติซึ่งเปนผูชายเปรียบ เสมือนเจาชายสิทธทะควบมาออกจากกรุงเพื่อคนหาคำตอบของชีวิต ! อยางไรก็ดี ผูวิจัยเลือกที่จะถายภาพจังหวะขั้นตอนของการแหรอบเจดีย เพราะผูวิจัยเห็นวาการถายภาพ ครอบครัวนั้นจะไมสามารถสรุปเหตุการณใหจบไดเพียงภาพเดียว และผูวิจัยก็ยังคิดที่จะนำหัวขอนี้ไปใชสำหรับการ สรางสรรคผลงานในโครงงานตอไป ซึ่งจะเปนการสรางสรรคภาพถายชุดที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อและความศรัทธา ! การถายภาพขณะแหสางลองเปนการถายภาพเคลื่อนไหวที่ตองอาศัยการทำงานที่รวดเร็วและแมนยำ ผูวิจัย ตัดสินใจที่จะถายภาพในระยะใกล เนื่องจากสภาพแวดลอมบริเวณวัดนั้นมีจุดรบกวนสายตาจำนวนมาก ไมวาจะเปน อาคารบานเรือนและเสาไฟฟาที่มิไดสงเสริมเนื้อหาภายในภาพแตอยางใด ดวยเหตุนี้ ผูวิจัยจึงเลือกตำแหนงที่สามารถมอง เห็นรมเงาของตนไมใหญเพื่อใชเปนฉากหลัง ดวยคิดวาตนไมนี้มีสัญลักษณสื่อถึงความรมเย็น ยิ่งใหญ และยังมีความ หมายแฝงที่ไมสื่อใหรูสึกถึงความเปนเมืองหรือกาลเวลาไดชัดเจนเทากับเสาไฟฟา ! การถายภาพเคลื่อนไหวที่ดีมีปจจัยสำคัญสองประการดวยกัน หนึ่งคือตำแหนงของชางภาพ และสองคือเวลาใน การกดชัตเตอร ปจจัยทั้งสองนี้จำเปนตองผสมผสานกันอยางลงตัวเพื่อใหไดองคประกอบภาพที่สวนตางๆ ภายในภาพ สอดคลองกันอยางลงตัว ดวยเหตุนี้ ผูวิจัยจึงตองถายภาพจำนวนมาก เพื่อพยายามบันทึกภาพที่ผูวิจัยตองการ ! ผูวิจัยตองการภาพที่มีเพียงเฉพาะตัวสางลองเปนตัวแบบหลักภายในภาพ โดยไมมีผูคนหรือวัตถุอื่นๆ ปรากฎเขา มาในเฟรมภาพจนรบกวนสายตา ดังนั้นภาพถายจำนวนมากที่ไดมาจึงไมสามารถตอบสนองความตองการของผูวิจัยได เนื่องจากหลายๆ ภาพมักจะมีผูคนปรากฏเขามาในเฟรมภาพโดยที่ผูวิจัยไมสามารถหลบหลีกได ! ผลลัพธจากความพยายามดังกลาวคือภาพถายจำนวนสองภาพดวยกันที่ผูวิจัยรูสึกพึงพอใจ ภาพแรกเปนภาพ สางลองขณะที่กำลังแหงนมองขึ้นดานบน ซึ่งทาทางในลักษณะนี้มักสื่อใหรูสึกถึงการมองขึ้นสูอนาคตและความรุงโรจน สวนในภาพที่สองเปนภาพที่สางลองกำลังหันกลับมองลงมายังผูวิจัยในจังหวะที่กดชัตเตอรพอดี ในภาพนี้ผูวิจัยมีความ รูสึกถึงการยอนมองกลับไปยังอดีต เพื่อการกาวเดินสูอนาคต ! สุดทายแลว ผูวิจัยเลือกที่จะนำเสนอภาพถายภาพแรก ทั้งในงานนิทรรศการหรือการนำเสนอผลงานในที่ตางๆ ดวยผูวิจัยพิจารณาแลววา ภาพถายภาพแรกนั้นมีความเรียบงายและสามารถสื่อใหเห็นถึงความสงบและยิ่งใหญไดดีกวา ภาพที่สอง ซึ่งดูวุนวายและมีองคประกอบภาพที่ซับซอน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

71/251


องคประกอบภาพ 4 ตัวอักษรในภาพถาย

เมื่อ PEPSI ไมไดดีที่สุด

งานฤดูหนาว จังหวัดเชียงใหม | 2551

! ลักษณะหนึ่งของการถายภาพที่ทำใหการถายภาพเปนสื่อ (Medium) ที่แตกตางไปจากทัศนะสื่อดั้งเดิมอื่นๆ ไม วาจะเปนจิตรกรรมหรือการวาดภาพก็คือ ในการงานจิตกรรมนั้น จิตรกรรมมีหนาที่ “สรางสรรค” ภาพขึ้นมาจากผืนผาใบที่ วางเปลา สวนชางภาพนั้นมีหนาที่ “เลือก” ที่จะ “เก็บ” สิ่งที่อยูเบื้องหนานั้นลงบนฟลมหรือจะคัดทิ้งออกไป อาจจะดวยการ เปลี่ยนมุมมองหรือจะกำจัดวัตถุนั้นออกไปดวยการโยกยายวัตถุนั้น ดังนั้น กอนที่ชางภาพจะกดชัตเตอรเพื่อบันทึกภาพทุก ครั้ง นอกจากชางภาพจะเพงความสนใจไปยังตัวแบบแลว ชางภาพยังจำเปนตองกวาดสายตาไปยังรอบๆ เฟรมภาพเพื่อ ตรวจตาถึงวัตถุที่ชางภาพไมตองการเก็บรวมไวในเฟรมภาพ ! ตัวอักษรเปนหนึ่งในวัตถุแปลกปลอมที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพของภาพถายได เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผูดู ภาพ “เห็น” ตัวอักษรในภาพถาย ผูดูก็มักจะใหความสำคัญกับตัวอักษรเหลานั้นมากกวาตัวภาพถาย นั่นก็เพราะคนดู สามารถ “เขาใจ” ความหมายของตัวอักษรเหลานั้นไดอยางฉับพลัน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

72/251


! ในภาพชิงชาสวรรค ซึ่งผูวิจัยถายไวในงานฤดูหนาวจังหวัดเชียงใหม ผูวิจัยมีความตั้งใจที่จะเก็บรวบรวม บรรยากาศในมุมกวาง ผูวิจัยมีความรูสึกวานอกจากมอเตอรไซตไตถังซึ่งไมปรากฏใหเห็นในปนี้ และรถบัมมซึ่งจัดใหเลน ในสถานที่ซึ่งมืดเกินกวาที่จะบันทึกภาพได ชิงชาสวรรคก็เปนอีกหนึ่งจุดเดนของงานเทศกาลฤดูหนาว ดังนั้นผูวิจัยจึงเลือก ที่จะถอยหางออกมาจากตัวเครื่องเลน และถายภาพจากแนวเฉียงโดยตั้งกลองบนขาตั้งกลองขนาดเล็กสูงจากพื้นดิน ประมาณ 2 นิ้ว และดวยความสูงระดับนี้ ผูวิจัยจึงไมสามารถใชสายตาเล็งชองมองภาพได ทำใหผูวิจัยตองจัดองคประกอบ ภาพดวยการคาดคะเนมุมกลองจากประสบการณและทำการบันทึกภาพเผื่อไวจำนวนหลายภาพ ! เมื่อผูวิจัยทำการลางฟลมและทำคอนแท็คชีต ผูวิจัยจึงไดสังเกตเห็นตัวอักษร “Pepsi” ที่อยูบนซุมขายเครื่องดื่ม บริเวณภาพดานขวาปรากฏชัดเจน ซึ่งผูวิจัยไมไดสังเกตเห็นขณะที่ทำการบันทึกภาพ นี่จึงเปนสาเหตุใหผูวิจัยจำเปนตอง คัดภาพนี้ทิ้งในทันที เนื่องจากตัวอักษรที่ปรากฎขึ้นในภาพถายนี้มิไดมีความสัมพันธใดใดกับภาพชิงชาสวรรคที่ผูวิจัย ตองการ

!

!

เมื่อเปรียบเทียบกับภาพ “ฉันรักเธอ” ซึ่งถายที่โรงเรียนประถมในหมูบานสันติชน อำเภอปาย โดยที่ตัวอักษรในภาพนี้เปนจุดสนใจหลักของภาพ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

73/251


การคัดเลือกภาพ ! การคัดเลือกกลุมภาพเพื่อการจัดแสดงงานนั้นมีความสำคัญอยางมาก แมวาชางภาพจะมีแนวความคิดรวบยอด หรือหัวขอในการถายภาพเปนหลักอยูแลว แตชางภาพก็ไมสามารถที่จะนำเสนอภาพถายทั้งหมดไดในคราวเดียวกัน บอย ครั้งที่ชางภาพสามารถนำภาพถายที่มีมาจัดเรียงและคัดเลือกเพื่อสรางความหมายของงานใหมได โดยสวนใหญแลว เมื่อ ชางภาพมีแนวความคิดรวบยอดแรกที่ชางภาพทำงาน ชางภาพก็มักจะทำการคัดเลือกภาพที่เหมาะสมกับแนวความคิดนั้น ไว และละทิ้งภาพถายที่ไมเขากันหรือมีความเหมาะสมนอยกวา แตถาชางภาพยอนกลับมาดูภาพทั้งหมดใหมอยาง ละเอียดอีกครั้ง ชางภาพก็อาจจะสามารถแยกกลุมภาพออกไดเปนหลายกลุม ซึ่งภาพเหลานี้อาจเปนภาพที่ชางภาพถาย โดยไมรูตัวก็เปนได ! ในนิทรรศการ “Spiritual City” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม 2551 ณ คาเฟ เดอ สุวรรณภูมินั้น ผู วิจัยเลือกกลุมภาพที่มีความเกี่ยวโยงกันระหวางความเชื่อและการพัฒนา โดยผูวิจัยเลือกภาพของศิลปะวัตถุทางศาสนาที่ มีความเกาแก ไลเรียงลำดับความเกาใหมไปจนถึงอาคารสิ่งกอสรางในสังคมเมืองที่ดูวุนวายสับสน ! สวนในการนำเสนอผลงานสรางสรรค ณ ประเทศมาเลยเซีย ในวันที่ 11 - 18 พฤษภาคม 2552 ผูวิจัยไดเปลี่ยน จำนวนของภาพ และคัดเลือกภาพซึ่งมีจังหวะและความงดงามที่ตอเนื่องกัน โดยพยายามไมสรางความแตกตางหรือขอ เปรียบเทียบระหวางความงดงามกับความวุนวาย เกาและใหมเหมือนกับในงานแรก ! และในงานนิทรรศการ ณ อำเภอปาย จังหวัดแมฮองสอน ผูวิจัยเลือกที่จะคัดเลือกกลุมภาพใหมเพื่อการจัดแสดง ในครั้งนี้ โดยที่ผูวิจัยคัดเลือกเฉพาะภาพสัตวประเภทตางๆ ที่ผูวิจัยไดถายเอาไวเปนจำนวนมากแทนที่จะเปนภาพศิลปะ วัตถุทางศาสนาหรือภาพเมืองเหมือนกับการแสดงที่ผานมา

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

74/251


กลุมภาพที่จัดแสดงในงานนิทรรศการ Spiritual City ณ คาเฟ เดอ สุวรรณภูมิ

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Y

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

75/251


กลุมภาพที่จัดแสดง ณ ประเทศมาเลยเซีย

!

!

!

!

!

!

! Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

76/251


กลุมภาพที่จัดแสดง ณ แกลเลอรี โอเวอร + อันเดอร อำเภอปาย จังหวัดแมฮองสอน

!

!

!

!

!

!

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

77/251


การเผยแพรผลงาน ! สาเหตุหนึ่งที่ชางภาพสรางสรรคผลงานภาพถายออกมา ก็เพื่อแสดงใหผูอื่นเห็นถึงความคิดและความรูสึกที่ชาง ภาพมีตอตัวแบบหรือหัวขอที่ชางภาพทำการสรางสรรค ดังนั้นการเผยแพรภาพถายออกสูสาธารณะชนจึงเปนกระบวนการ สุดทายในการทำงานของชางภาพ การเผยแพรนั้นอาจจะเปนการจัดนิทรรศการ ตีพิมพในหนังสือ หรือจัดแสดงในสื่ออิเล็ก โทรนิค ซึ่งรูปแบบการเผยแพรเหลานี้ก็ลวนมีขอเดนขอดอยแตกตางกันไปตามลักษณะธรรมชาติของสื่อที่ชางภาพใชงาน

นิทรรศการ ! การจัดนิทรรศการเปนรูปแบบการทำงานที่พื้นที่มีความสำคัญอยางมากตอผลลัพธที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากพื้นที่การ จัดแสดงจะมีบทบาทอยางมากตอความรูสึกและสมาธิของผูดู ดวยเหตุนี้ชางภาพจึงจำเปนตองเลือกสรรสถานที่จัดงานให เหมาะสมกับความตองการของตัวชางภาพเอง การจัดงานนิทรรศการภายในหอศิลปหรือแกลเลอรีนั้น มักจะมีผูดูเฉพาะ กลุมซึ่งเปนผูที่สนใจในการดูงานอยางจริงจัง เนื่องจากผูดูภาพจำเปนตองมาในสถานที่ซึ่งเปนสถานที่เฉพาะสำหรับการ แสดงงานศิลปะเทานั้น แตการจัดนิทรรศการภายในพื้นที่เปดอยางเชนศูนยการคาที่มีผูคนพลุกพลานนั้น แมวาจะมี จำนวนผูดูงานมากกวา แตสวนใหญแลวมักเปนผูดูที่บังเอิญผานมา และมักไมคอยมีปฏิกิริยาตอบสนองตองานสักเทาใด ! นอกจากนั้นแลว การจัดนิทรรศการยังมีขอจำกัดในเรื่องของหวงเวลาในการจัดงาน ซึ่งทำใหการเผยแพรรูปแบบ นี้มีอายุการใชงานที่สั้นกวาการแสดงดวยรูปแบบวิธีอื่น ตางจากการแสดงภาพในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพที่มีความคงทน ถาวรมากกวา อยางไรก็ดี การแสดงภาพดวยการจัดนิทรรศการนั้นก็ยังเปนที่นิยม ดวยความเปนกิจกรรมที่กอใหเกิดการ ปะทะสังสรรคระหวางชางภาพและผูดู ทำใหเกิดการแลกเปลี่ยนความคิด และการตอยอดทางความคิด รวมถึงในแงของ คาใชจายที่นอยกวาเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ

สื่ออิเล็กโทรนิค ! สื่ออิเล็กโทรนิค หรือสื่อบนอินเตอรเน็ตเปนรูปแบบการเผยแพรที่สามารถกระจายตัวไดกวางในระดับโลก (World Wide Web) และยังมีคาใชจายในการลงทุนที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับสื่อชนิดอื่น ทวาชางภาพมักจะไมสามารถเลือกหรือ ควบคุมลักษณะของผูดูภาพได ชางภาพสามารถเลือกรูปการนำเสนอภาพผานสื่ออิเล็กโทรนิคไดทั้งแบบที่ตองจายคา บริการเพื่อเปดเว็บไซตสวนตัว หรือจะเลือกนำเสนอผานเว็บเครือขายที่ไมคิดคาบริการ อาทิเชน www.multiply.com, www.facebook.com เปนตน ! อยางไรก็ดี การเปดเว็บไซตสวนตัวอาจใหความสะดวกในการนำเสนอภาพตอผูดูภาพที่รูจักที่อยูเว็บไซต (web address) ของชางภาพ คนเหลานี้อาจทราบที่อยูนี้ไดจากนามบัตรหรือจากการประชาสัมพันธของตัวชางภาพเอง ทวาผูคน ที่ทราบที่อยูเหลานี้มักมีปริมาณนอย เวนแตในกรณีที่ชางภาพจะมีชื่อเสียงและเปนที่รูจักกันดีในวงสาธารณะ ดังนั้นหาก ชางภาพตองการเปดเว็บไซตสวนตัว การประชาสัมพันธเว็บไซตของตนใหเปนที่รูจักกันในวงกวางจึงนาจะเปนโจทยขอแรก ที่ชางภาพจะตองมีคำตอบไดอยางชัดเจน

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

78/251


! แมในปจจุบันจะมีโปรแกรมสำเร็จรูปที่ชางภาพสามารถสรางสรรคเว็บไซตไดเองโดยไมตองเสียคาใชจายในการ จัดจางนักสรางเว็บไซตมืออาชีพ แตผลลัพธที่ไดนั้นก็มักจะขาดความนาสนใจและขาดความเปนมืออาชีพ เหลานี้จะสงผล ตอการมองและรับรูคุณภาพของคนดูที่มีตอชิ้นงานไดเปนอยางมาก

สื่อสิ่งพิมพ ! สื่อสิ่งพิมพหรือหนังสือภาพเปนสื่อที่มีราคาคาใชจายสูงกวารูปแบบการนำเสนอทั้งสองแบบที่กลาวไวในขางตน สื่อสิ่งพิมพมีหวงเวลาในการแสดงงานที่ยาวนานกวาการจัดนิทรรศการ และหวงเวลานั้นก็จะคงอยูจนกระทั่งหนังสือเลม นั้นสูญสลายไป นอกจากนั้นแลวสื่อสิ่งพิมพยังใหความสะดวกในการดูภาพมากกวา กลาวคือ ผูดูสามารถหยิบฉวยหนังสือ ภาพขึ้นมาดูเมื่อใดก็ไดตามความสะดวก ตางไปจากนิทรรศการซึ่งผูดูภาพจำเปนตองไปยังสถานที่จัดแสดงในระยะเวลาที่ กำหนดไวเทานั้น อีกทั้งสื่อหนังสือยังไมจำเปนตองใชไฟฟาหรือสัญญาณโทรศัพทเหมือนกับสื่ออิเล็กโทรนิคอีกดวย ! ปญหาหนึ่งที่มักพบในสื่อหนังสือก็คือเรื่องของการผลิตซ้ำ (reproduction) ภาพถายซึ่งมีขนาดที่เล็กลงกวา ภาพจริงที่ชางภาพตั้งใจไวในคราวแรก ขนาดของภาพที่แตกตางกันนี้จะสงผลตอพลังและการสื่อความหมายของภาพ บอยครั้งที่ภาพในหนังสือไมสามารถสื่อถึงความรูสึกนี้ไดดีเทากับภาพถายที่จัดแสดงในงานนิทรรศการ ! รูปแบบการเผยแพรงานทั้ง 3 อยางขางตนนี้เปนเพียงสวนหนึ่งของการเผยแพรงานเทานั้น ชางภาพอาจเลือกรูป แบบวิธีการเผยแพรงานแบบอื่นๆ ไดอีก ไมวาจะเปนการใชหนังสืออิเล็กโทรนิค (E-book) ซึ่งเริ่มไดรับความนิยมในปจจุบัน หรือการแสดงภาพในลักษณะของศิลปะการแสดงสด (happening art) ซึ่งสามารถเรียกรองความสนใจสำหรับผูพบเห็นได คอนขางสูง อยางไรก็ดี ชางภาพจำเปนตองคำนึงถึงจุดประสงคในการแสดงงาน กลุมผูดูภาพที่ตองการ งบประมาณ และ ขอเดนขอดอยของรูปแบบการเผยแพรผลงานแตละประเภท

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

79/251


บทที่ 4 บทสรุป


บทสรุป ! กลองโฮลกามีคุณลักษณะที่แตกตางไปจากกลองถายภาพทั่วไปซึ่งสามารถปรับตั้งคาตางๆ อาทิเชนรูรับแสง ความไวชัตเตอร ความเรียบงายของกลองโฮลกาสงผลตอรูปแบบการทำงานของผูวิจัย กลาวคือ การที่กลองโฮลกาไม สามารถปรับตั้งคาใดใดภายในกลองได ผูวิจัยจึงสามารถกาวขามขั้นตอนการทำงานนั้นและเพงเล็งความสนใจไปสูตัว แบบไดอยางเต็มที่ กลไกการทำงานของกลองที่เรียบงายบวกกับน้ำหนักของตัวกลองที่เบาและขนาดของตัวกลองมีความ กระทัดรัด ชวยทำใหการมองโลกของชางภาพเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะเมื่อชางภาพลดความกังวลตอการควบคุมกลองลง ได การทำงานและการเคลื่อนที่ของชางภาพก็จะมีความคลองตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งความรูสึกนี้จะแตกตางออกไปตาม เมื่อชางภาพตองยอนกลับไปใชกลองแบบเดิม ไมวาจะเปนกลอง SLR 35 มิลลิเมตร หรือกลองขนาดกลาง (Medium format) แบบทั่วไปซึ่งบังคับใหชางภาพตองหันกลับมาใหความสนใจกับการควบคุมการทำงานของกลอง ! อยางไรก็ดี ความคลองตัวและความงายตอการใชงานของกลองโฮลกานั้น ก็ตองแลกดวยความเสี่ยงตอความสั่น ไหวของภาพ (Blur) ความคมชัด (Sharpness) และรายละเอียด (Resolution) ที่ต่ำ รวมถึงปญหาที่สำคัญที่สุด ซึ่งไดแก ความไมสม่ำเสมอของคาการเปดรับแสง ภาพถายโดยรวมของผูวิจัยนั้น เมื่อพิจารณาจากเนกาทีฟจะเห็นไดวาคาการเปด รับแสงสวนใหญมักจะไดรับแสงคอนขางนอยหรือไดรับแสงอันเดอร (Under-exposed) เนื่องจากผูวิจัยมักถายภาพใน สภาพแสงที่คอนขางมืดครึ้ม ภายใตรมเงา หรือในวันที่มีเมฆปกคลุม ดวยผูวิจัยตองการใหอารมณของภาพมีความ ขมุกขมัวและลึกลับ ผูวิจัยจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงไมใหภาพมีความเปรียบตางสูงเกินไปโดยเลือกทำงานภายใตสภาพแสงที่ คอนขางต่ำ ! วิธีการแกไขปญหาในภาพที่มีคาการเปดรับแสงต่ำนั้นทำไดอยูสองขั้นตอนดวยกัน ขั้นตอนแรกก็คือการเพิ่มเวลา ในการลางฟลม ซึ่งจะสามารถชวยดึงชวงโทนในสวนสวางใหมีคาความสวางเพิ่มขึ้นได แตการเพิ่มเวลาลางฟลมนี้จะไม สามารถเปลี่ยนแปลงหรือดึงรายละเอียดในสวนเงาหรือชาโดว (Shadow) ภาพที่สูญเสียไปเนื่องจากคาการรับแสงที่ อันเดอรใหกลับคืนมาได และโดยทั่วไปแลวขั้นตอนที่สองในการปรับปรุงชวงโทนก็คือขั้นตอนการอัดขยายภาพ ชางภาพ สามารถเลือกใชเกรดกระดาษอัดขยายภาพขาวดำที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มความเปรียบตางในภาพ (ทำใหสวนเงาของภาพเขมขึ้น และสวนสวางของภาพสวางขึ้น) แตในกรณีของงานวิจัยนี้ ผูวิจัยเลือกที่จะใชโปรแกรมตกแตงภาพชวยในการปรับแตง ความเปรียบตางของภาพใหมีความสมบูรณ การทำงานดวยระบบคอมพิวเตอรชวยลดคาใชจาย และยังชวยทำให กระบวนการทำงานเปนไปดวยความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งผูวิจัยสามารถเห็นผลลัพธที่เกิดขึ้นไดในทันที และสามารถปรับ แกไขไดหากผลลัพธที่ไดนั้นยังไมเปนไปตามที่ผูวิจัยตองการ ! แมวากลองโฮลกาจะใหผลลัพธภาพถายที่มีเอกลักษณเฉพาะตัว อันไดแก ภาพที่นุมเบลอสวยงามและให อารมณที่โรแมนติก มีจุดโฟกัสที่คมชัดที่สุดบริเวณกลางภาพซึ่งชวยดึงสายตาของผูดูเขาสูกลางภาพไดโดยงาย รวมถึง เอฟเฟคทที่เกิดจากขอผิดพลาดของกลอง ไมวาจะเปนอาการแสงรั่ว เหลานี้ลวนเปนคุณลักษณะของภาพที่ทำใหกลองถาย ภาพโฮลกาเปนที่นิยมในหมูชางภาพ อยางไรก็ดี กลองถายภาพนั่นก็เปนเพียงหนึ่งปจจัยในการทำงานเทานั้น แมกลอง ถายภาพจะมีอิทธิพลตอรูปแบบการทำงานและวิธีคิดของชางภาพ หากแตปจจัยที่สำคัญที่สุดในการสรางสรรคผลงาน ศิลปะคือแนวความคิดรวบยอด (Concept) ของชางภาพ ซึ่งชางภาพจำเปนตองทำการคนควาขอมูลในเชิงลึกในหัวขอและ แนวความคิดที่ชางภาพตองการสรางสรรค แนวความคิดรวบยอดของโครงงานจะชวยใหชางภาพสามารถทำงานไดอยาง เปนระบบระเบียบและมีเปาหมายที่ชัดเจน ดังนั้น สโลแกนของกลองพลาสติกไมวาจะเปนกลองโลโม (Lomo) หรือกลอง โฮลกา (Holga) ที่วา “Don’t think, just shoot” จึงมิไดหมายถึงการไมตองคิดอะไรเลย แตสิ่งที่ชางภาพสามารถเลิกคิดได นั้นอาจจะเปนเพียงแคการควบคุมกลองเทานั้น เพราะสุดทายแลว การที่ชางภาพจะทำการสรางสรรคงานใดใดก็ตาม ชาง ภาพจำเปนตองคิดใครครวญเกี่ยวกับประเด็นและเนื้อหาของการสรางสรรคกอนเปนอันดับแรกเสมอ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

83/251


! สำหรับภาพผลลัพธที่ไดจากการวิจัยเชิงสรางสรรคนี้ ผูวิจัยรูสึกมีความพึงพอใจกับผลลัพธและเอฟเฟคทที่ไดใน ระดับหนึ่งเทานั้น แมภาพถายผลลัพธที่ไดมีความงดงามและสามารถสรางอารมณความรูสึกของความสงัดเงียบของความ เปน “เมือง” ไดเปนอยางดี ทวาเอฟเฟคทที่เกิดจากกลองโฮลกานั้นกลับมีความ “โรแมนติก” ในรูปแบบของการถายภาพ แนว “พิศเจริญ” (Pictorial) มากเกินไป ทำใหประเด็นเนื้อหาของการถายภาพเบี่ยงเบนไปจากที่เคยตั้งใจไว ซึ่งผูวิจัย พยายามที่จะถายทอดความเปนเมืองใหมีความเปนภววิสัย (Objective) มากที่สุด การเลือกใชฟลมขาวดำในการ สรางสรรคซึ่งผูวิจัยคิดวาจะเปนกระบวนการทำงานที่สามารถ “ละทิ้ง” สีสันและการชี้นำภายในภาพ กลับเปนการเปดชอง วางทางจินตนาการใหกับผูดูภาพมากเกินไป ! จากการสรุปผลลัพธที่ไดดังกลาวนี้ จึงสงผลใหผูวิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนาการสรางสรรคผลงานชิ้นนี้ใหมอีก ครั้ง โดยใชกรอบแนวความคิดรวบยอดเดิม หากแตเปลี่ยนแปลงโครงสรางรูปแบบของการทำงานใหมีความ “นิ่ง” มากยิ่ง ขึ้น โดยผูวิจัยจะเปลี่ยนจากการใชกลอง “โฮลกา” ซึ่งมีความยืดหยุนและคลองตัวในการทำงานสูง ไปเปนการใชกลอง ขนาดใหญ (Large format) ขนาด 4x5 นิ้ว ซึ่งเปนกลองที่มีขนาดใหญ น้ำหนักมาก ซึ่งจะทำใหการทำงานถายภาพแตละ ภาพชาลง สงผลใหชางภาพมีเวลาในการพิจารณาใครครวญภาพแตละภาพไดมากขึ้น ขอดีอีกอยางหนึ่งของกลองขนาด ใหญนี้ก็คือ กลองชนิดนี้สามารถปรับแตงมิติภาพได ไมวาจะเปนการ Tilt หรือการ Shift ซึ่งจะทำใหภาพผลลัพธที่ได ปราศจากการบิดเพี้ยนตางไปจากภาพที่ถายจากกลองชนิดอื่นๆ และดวยขนาดของเนกาทีฟที่ไดจะมีขนาดที่ใหญมาก ชาง ภาพจึงสามารถทำการอัดขยายภาพผลลัพธใหมีขนาดใหญไดกวากลองขนาดอื่นๆ ตามลำดับ ! โดยสรุปแลว การสรางสรรคผลงานภาพถายโดยมี “แนวความคิดรวบยอด” เปนที่ตั้ง จะมีประโยชนอยางมาก สำหรับชางภาพ ไมวาจะเปนการวางแผนรูปแบบการทำงาน ตั้งแตตนจนจบ รวมไปถึงการพัฒนาการสรางสรรคผลงานขั้น ตอไปใหมีความลุมลึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการสรางสรรค “โครงงานภาพถาย” เมื่อนำมาผนึกกับ “แนวความคิดรวบยอด” แลว จะชวยใหชางภาพสามารถมีเปาประสงคในการสรางสรรคโครงงานชิ้นนั้นๆ ไดอยางมีแบบแผน มีทิศทาง และมี พัฒนาการที่สามารถชวยยกระดับทักษะและวิธีคิดของชางภาพไดอยางเปนระบบ

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

84/251


บรรณานุกรม

• ศิริศักดิ์ คุมรักษา; เชียงใหม: รูจักจังหวัดเชียงใหม, สำนักพิมพสารคดี, 2540 • อัษฎางค โปราณานนท; การขยายตัวของเมืองเชียงใหม: การเปลี่ยนแปลงดานกายภาพ, ภาควิชาภูมิศาสตร คณะ สังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม, 2536 • Bates, Michelle. Plastic Cameras: Toying with Creativity. Burlington, MA: Focal, 2007. • Blakemore, John. John Blakemore's Black and White Photography Workshop. Newton Abbot, Devon: David & Charles, 2008. • "Holga." Lomography. Web. 15 Jan. 2009. <http://microsites.lomography.com/holga/>. • Hurn, David, and Bill Jay. On Being a Photographer: a Practical Guide. Anacortes, WA: LensWork Pub., 2008. • Hurn, David, and Bill Jay. On Looking at Photographs: a Practical Guide. Portland, Or.: LensWork, 2000. • Szarkowski, John. The Photographer's Eye. New York: Museum of Modern Art, 2007.

Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

87/251


ภาคผนวก ก รวมภาพผลงาน


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

91/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

93/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

95/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

97/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

99/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

101/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

103/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

105/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

107/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

109/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

111/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

113/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

115/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

117/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

119/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

121/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

123/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

125/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

127/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

129/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

131/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

133/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

135/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

137/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

139/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

141/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

143/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

145/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

147/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

149/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

151/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

153/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

155/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

157/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

159/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

161/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

163/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

165/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

167/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

169/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

171/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

173/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

175/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

177/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

179/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

181/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

183/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

185/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

187/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

189/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

191/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

193/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

195/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

197/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

199/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

201/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

203/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

205/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

207/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

209/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

211/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

213/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

215/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

217/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

219/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

221/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

223/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

225/251


ภาคผนวก ข ตัวอยางคอนแท็คชีต


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

229/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

231/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

233/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

235/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

237/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

239/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

241/251


Transforming Chiang Mai | Assada Porananond

243/251


ประวัติผูวิจัย

ผูชวยศาสตราจารย อัษฎา โปราณานนท E-mail : assadapo@hotmail.com มือถือ : 081 88 44 201

ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2541   B.F.A สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม พ.ศ. 2542       Certificate Major Professional Photography Practice London College of Printing, ประเทศอังกฤษ พ.ศ. 2543    M.A. Image and Communication Goldsmiths College, University of London, ประเทศอังกฤษ

ประวัติการทำงาน พ.ศ. 2543! ! พ.ศ. 2544 - ปจจุบัน !

อาจารยพิเศษ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพ เจ็ดยอด อาจารยประจำ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม

บทความวิชาการ • "ภาพถายศิลปะรวมสมัย วาแตเปนศิลปะแนหรือ?" วารสารวิชาการ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม ปที่1 ฉบับ ที่2 • "เทคโนโลยี เทคนิค และความคิดสรางสรรค" บทความลำดับที่ 016 สิงหาคม 2549 เว็บไซตคณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม • "การถายภาพในยุคสมัยใหมนิยมและหลังสมัยใหมนิยม : วาดวยความแตกตางฉบับยอ" บทความลำดับที่ 014 กรกฎาคม 2549 เว็บไซตคณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม


หนังสือและตำรา • การอัดขยายภาพขาวดำ, สาขาวิชาศิลปะการถายภาพ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม • รวมบทความการถายภาพ, สาขาวิชาศิลปะการถายภาพ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม • Printing Special Effects, สาขาวิชาศิลปะการถายภาพ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม

งานแปล • • • •

วิถีชางภาพ (On Being a Photographer, David Hurn, Bill Jay) มองดูภาพถาย (On Looking at Photograph, David Hurn, Bill Jay) เรื่องเลาการถายภาพ (Story of Photography) The Storyboard Design Course, Giuseppe Cristiano

ผลงานวิจัยสรางสรรค • "เข็มหมุดและโซตรวน ภาพบุคคลฉากขาว"

บทความและบทสัมภาษณ • "Assada Porananond's Photographs : Chiang Mai Street Punk Culure" นิตยสารนัฐณลิน • "Mois de la Photo" นิตยสาร Metro ฉบับที่ 119 เดือนมิถุนายน 2547 • " Scence 02" นิตยสาร SUB Magazine

งานบริการวิชาการ • ตัดสินภาพถายงานเกษตรภาคเหนือ คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม (2 ธันวาคม 2552) • ตัดสินภาพถาย ปาเวณีปใหมเมืองเจียงใหม หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม (28 เมษายน 2552) • บรรยายเทคนิคการถายภาพแบบมืออาชีพ ในงานนิติวิทยาศาสตรื ณ คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม (29 มิถุนายน 2552)


• บรรยายการศึกษาระดับปริญญาโท-เอกในสหราชอาณาจักรดานศิลปะและการออกแบบ ณ โรงแรมอมารีรินคำ (30 สิงหาคม 2551) • ตัดสินภาพถาย U-Store Photo Contest ณ วิทยาลัยสื่อ ศิลปะ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม (1 กันยายน 2551) • อบรมเทคนิคการถายภาพเบ้ืองตน ณ บริษัท เอ เอฟ เอ็ม ฟลาวเวอร ซีด จังหวัดเชียงใหม (11 มิถุนายน 2551) • อบรมการใชอุปกรณถายภาพ ณ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม (18 มิถุนายน 2551) • ตัดสินภาพถาย Canon Photo Marathon Thailand 2008 ณ หองสรรพสินคาแอรพอรตพลาซา จังหวัดเชียงใหม (1 พฤษภาคม 2551)• ตัดสินภาพถาย ปาเวณีปใหมเมือง ณ หอศิลปเชียงใหม (13 มีนาคม 2551) • บรรยายการถายภาพ Snapping Chiang Mai ณ วิทยาลัยสื่อ ศิลปะ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงหใม (18-25 มกราคม 2551) • ตัดสินภาพถาย Entaneer Photo Exhibition and Contest ณ คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม (13 มกราคม 2551) • ตัดสินภาพถายยี่เปง ณ หอศิลปเชียงใหม (13 พฤศจิกายน 2550) • อบรมการถายภาพและหองมืด ณ คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม (26-27 สิงหาคม 2549) • อบรมการถายภาพ ณ คณะทันตแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม (29 กรกฎาคม 2549) • อบรมการถายภาพ ณ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม (19 กรกฎาคม 2549) • วิทยากรเสวนาการถายภาพบุคคล ณ ศูนยการคาพันธุทิพย พลาซา เชียงใหม (6 พฤษภาคม 2549) • บรรยายการถายภาพ ความหมาย และวิวัฒนาการ ณ คุมขันโตก จังหวัดเชียงใหม (26 มีนาคม 2549) • บรรยายการถายภาพ ณ คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม (30 มกราคม 2549 ถึง 2 กุมภาพันธ 2549) • วิทยากรบรรยายเทคนิการถายภาพเพื่องานโฆษณา ณ สาขาวิชานิเทศศาสตร มหาวิทยาลัยแมโจ (17 และ 24 ธันวาคม 2548) • ตัดสินภาพถาย Entaneer Photo Contest 48 ณ อุทยานการคากาดสวนแกว (3 ธันวาคม 2548) • อบรมการถายภาพ ณ ศาลแรงงานภาค 5 จังหวัดเชียงใหม (12-13, 18-19 และ 20 พฤษภาคม 2548) • บรรยายการถายภาพใหแกนักศึกษาจาก University of California ณ I.C. Center จังหวัดเชียงใหม (18 สิงหาคม 2548) • อบรมการถายภาพขาวดำ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม (22 สิงหาคม 2547) • ตัดสินภาพถาย ณ นิตยสาร City Life จังหวัดเชียงใหม (9 กุมภาพันธ 2547) • ตัดสินภาพถาย ณ คณะสัตวแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม (7 กุมภาพันธ 2547)

งานบริหารและงานอื่นๆ • พ.ศ. 2552 คณะกรรมการสรรหาหัวหนาภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบ • พ.ศ. 2552 คณะกรรมการที่ปรึกษาฝายกิจการนักศึกษา • พ.ศ. 2552 คณะกรรมการดำเนินการคัดเลือกผูสมัครเขารวมโครงการแลกเปลี่ยน Royal University College of Fine Arts, Stockholm, Sweden ประจำป 2552/2553 • พ.ศ. 2552 คณะกรรมการรับผิดชอบกิจกรรมตอนรับนองใหม ประจำปการศึกษา 2552 • พ.ศ. 2551 คณะกรรมการหอศิลปประจำคณะ


นิทรรศการและการนำเสนอผลงานวิจัยสรางสรรค • นิทรรศการกลุม "Pin-Hole Image" ณ มินิมอล แกลเลอรี จังหวัดเชียงใหม (18-27 กันยายน 2552) • นำเสนอผลงานวิจัยสรางสรรค "เชียงใหมในความเปลี่ยนแปลง การสรางสรรคผลงานศิลปะภาพถายดวยกลองพลาสติก โฮลกา" ณ ประเทศมาเลเซีย (11-18 พฤษภาคม 2552) • นิทรรศการกลุม "ผมและลูก(ศิษย)มาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง" ณ ศูนยการคาเซ็นทรัลเวิลด กรุงเทพมหานคร (12-25 มกราคม 2552) • นิทรรศการกลุม "Four for One, One for Four... No More!! LOVE" ณ Pasta Cafe จังหวัดเชียงใหม (9-21 ธันวาคม 2551) • นิทรรศการกลุม "ผลงานคณาจารยสาขาวิชาศิลปะการถายภาพ ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม (พฤศจิกายน 2551) • นำเสนอผลงานวิจัยสรางสรรค "เข็มหมุดและโซตรวน" ณ ประเทศสิงคโปร (8-26 ตุลาคม 2551) • นิทรรศการกลุม "Bon Voyage" ณ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม (15 สิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2551) • นิทรรศการเดี่ยว "Spiritual City" ณ คาเฟ เดอ สุวรรณภูมิ จังหวัดเชียงใหม (20 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2551) • นิทรรศการกลุม "City Still" ณ มินิมอล อารตแกลเลอรี จังหวัดเชียงใหม (20 กุมภาพันธ ถึง 7 มีนาคม 2551) • นิทรรศการกลุม "My Canon, My Image" ณ โรงแรมวิรันดา จังหวัดเชียงใหม (17 กุมภาพันธ 2551) • นิทรรศการกลุม "ColourBlind Project" ณ คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม (22 มกราคม ถึง 19 กุมภาพันธ 2551) • นิทรรศการเดี่ยว "Roti and Saree" ณ มินิมอล อารตแกลเลอรี จังหวัดเชียงใหม (1 กุมภาพันธ 2551) • นิทรรศการกลุม "Four for One, One for Four... No More!! China" ณ Pasta Cafe จังหวัดเชียงใหม (22 ธันวาคม 2550 ถึง 4 มกราคม 2551)   • นิทรรศการกลุม "Student and I" ณ ศูนยการคากาดสวนแกว จังหวัดเชียงใหม (22 กันยายน ถึง 23 ตุลาคม 2548) • นิทรรศการกลุม "The Memory of Difference" ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม (5-26 ตุลาคม 2547) • นิทรรศการกลุม "There is a risk of seeming to speak for other : Pins and Chains" ในเทศกาล Month of Photography Bangkok 2 ณ FCCT (4-30 มิถุนายน 2547) • นิทรรศการกลุม "Under the Shade : Holy Barbies" ในเทศกาล Month of Photography Bangkok 2 ณ Si-Am Art Space กรุงเทพมหานคร (1-30 กรกฎาคม 2547) • นิทรรศการกลุม "เมือง-เมือง" ณ ศูนยการคาเซ็นเทรัลแอรพอรต พลาซา เชียงใหม (8-24 พฤศจิกายน 2546) • นิทรรศการเดี่ยว "Only You and Me" ณ Monkey Art Mini Gallery จังหวัดเชียงใหม (30 มีนาคม ถึง 29 เมษายน 2546)


Transforming Chiang Mai : Creative Photography by Plastic Camera Holga  

เชียงใหม่ในความเปลี่ยนแปลง: การถ่ายภาพเชิงสร้างสรรค์ด้วยกล้องพลาสติกโฮลก้า

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you