Page 1


ภาคเหนือตอนบน

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ ขอต้อนรับสู่ฤดูฝน วารสารวิถีพุทธฉบับนี้ นอกจาก ผู้อ่านจะได้อ่านเรื่องราวตัวอย่างดีๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคของ ตัวเองแล้ว เรายังได้คัดเลือกบทความดีเด่น ๘ เรื่องจาก ๘ ภูมิภาค มาจัดเรียงไว้ให้ในคอลัมภ์บทความดีเด่น ซึ่งได้ ลงอยู่ในวารสารทุกฉบับที่แจกจ่ายไปตามแต่ละภูมิภาค โดย เนื้อหาแต่ละบทความนั้น สะท้อนภาพ ความรู้สึก และความ ลำบากของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีเลยทีเดียว ขณะที่เขียนบทบรรณาธิการอยู่นี้ ตัวผมก็กำลังป่วย เป็นหวัดตอนรับหน้าฝนพอดี ความไม่สบายนีม้ นั ทำให้เหนือ่ ย และล้า แต่มันกลับทำให้มีสมาธิมากขึ้น อาจเพราะคิดว่าถ้า เขียน เสร็จไว ก็ได้พักไว เลยทำให้มีความตั้งใจมากขึ้นกว่า ตอนที่สบายๆ ผมเลยนึ ก ถึ ง คำพู ด ของศิ ล ปิ น ท่ า นหนึ่ ง ที่ ว่ า งาน ศิลปะที่ดีมันต้องเกิดจากความลำบาก เป็นอะไรที่ฟังแล้ว แปลกแต่มานึกดูก็ ใช่ ไม่ว่าจะเป็น นักวิทยาศาสตร์ อย่าง สตีเฟน ฮอว์กิง ที่เป็นคนพิการ ก็คิดทฤษฏีอัศจรรย์ได้เพราะ ความลำบากทีเ่ จอ เศรษฐีระดับโลกอย่าง มาร์ค ซัคเกอร์เบิรก์ ผู้คิดค้น facebook ขึ้น ก็เกิดจากความลำบากในการเข้า สังคมของเขา คุณตัน โออิชิ ก็สร้างตัวจากความล้มเหลว ครั้งแล้วครั้งเล่า อาจคิดไปถึงประเทศอย่าง ญี่ปุ่น ที่อยู่ ท่ามกลางความลำบากจากอุทกภัย แต่ใจสู้ ก็ได้สร้างความ ประทับให้โลกได้เห็นเช่นกัน

ที่ผมยกตัวอย่างมาไม่ใช่ว่า ความสบายเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่บางครั้งความลำบากก็ช่วยให้เราพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และใช้ชีวิตอย่างเต็มที ณ เวลานั้น งานเขียนหลายๆ ชิ้นใน วารสารนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าความพยายามที่จะ ก้าวเดินในความลำบากนั้นมีพลังและสร้างสรรค์แนวทางดีๆ อย่างเหลือเชื่อ ถึงบางคนอาจยังไม่พบทางออก แต่เขาก็ได้ พบกับการมีชีวิตอย่างแท้จริง ณ ตอนนั้นแล้ว แต่ถ้าหาก ความลำบากนัน้ มากเกิน การพักไว้กอ่ น รอให้ฟน้ื ตัวขึน้ มาแล้ว ลุยมันอีกที ก็เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งผมว่ามันสำคัญพอๆ กับความ กล้าที่จะไม่หนีจากความลำบากเลย สุดท้ายนี้ ขอบอกข่าวดีกับผู้ที่ส่งบทความเข้ามาทุก ท่านว่า ทาง สพฐ. จะจัดส่งประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เขียนทุก ท่านที่ได้ลงในวารสารฉบับนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณและเป็น กำลังใจให้กับทุกคนครับ แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ ขอเป็นกำลังใจให้กันและกัน ขอบคุณครับ ร่ ว มติ ช ม และเสนอแนะเพื่ อ ปรั บ ปรุ ง วารสารวิ ถี พุ ท ธ ผ่านทางจดหมาย หรืออีเมล์ ที่กองบรรณาธิการวารสารโรงเรียนวิถี พุทธ สถาบันอาศรมศิลป์ ๓๙๙ ซ.อนามัยงามเจริญ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. ๑๐๑๕๐ www.arsomsilp.ac.th

ทีป่ รึกษา ดร.บรรเจอดพร สูแ่ สนสุข ทีป่ รึกษาบรรณาธิการ รศ.ประภาภัทร นิยม กองบรรณาธิการ ณภัทร ชัยชนะศิริ เข็มเพชร ระหว่างงาน สุวรรณา ม่วงสวย ดนิตา ทองทับ โชติกา นิตยนันภ์ ศุภสร จันทร์ศรีสุริยะวงษ์ ผู้สนับสนุน สำนักงานคระกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอขอบคุณ หนังสือ ด้วยรักบันดาล นิทานสีขาว หนังสือพิมพ์ เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๙๗๘ จัดทำโดย สถาบันอาศรมศิลป์


เหลียวหลังแลหน้า

อย่างมั่นใจ ภูธร จันทะหงส์ ปุณยจรัสธำรง สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา

คำกล่าวที่ว่า “ความงดงามของมวลรวม ขึน้ อยูก่ บั การขัดเกลาส่วนย่อยให้งดงาม” การศึกษา ไทยต้องการให้เยาวชนไทยมีจิตใจที่ละเอียดอ่อน โดยมี จิ ต สำนึ ก และเห็ น ความสำคั ญ ของการมี จิตอาสาและเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุข ส่ ว นรวม สำนั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษา ขั้นพื้นฐาน ตระหนักเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ดำเนินการพัฒนาผู้บริหารให้มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การเรียนการ สอน และการดำเนินชีวิตของนักเรียน ตามหลัก ธรรมพรหมวิหารสี่ (เมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขา) และการกิน อยู่ ดู ฟังเป็น ขององค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ให้กับโรงเรียนวิถีพุทธที่มีจิตอาสา ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ โรงเรียนวิถีพุทธเน้นจิต อาสา รุ่น ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๕๑ โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ผ่านการศึกษาดูงาน จากมูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน ด้วยความสนใจและ เข้าใจ กระจายอยูท่ กุ ภูมภิ าคของประเทศไทยด้วย ความสมัครใจ ยินดีรับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง จากสำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน ประเทศไทย พร้อมทัง้ ศึกษาดูงานแลกเปลีย่ นเรียนรู้ ณ โรงเรียนพุทธฉือจี้ เชียงใหม่ รวมกลุ่มจัดทำ แผนการพัฒนาในแต่ละภูมิภาค จนสามารถเป็น แบบอย่างให้กับโรงเรียนที่มีความสนใจนำไปเป็น

แบบอย่างได้ เพื่อเป็นการประกาศถึงความมีจิต อาสา จึ ง ได้ ด ำเนิ น การ “เปิ ด บ้ า นเล่ า ขาน สิ่งดีๆ วิถีพุทธเน้นจิตอาสา” ให้กับโรงเรียนใน เครือข่ายได้ศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงวิธี การบริหารจัดการ การเรียนการสอน การดำเนิน ชีวิตของนักเรียนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จนเป็น ที่ยอมรับของโรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนที่สนใจ ทั่วประเทศ ได้มีการร้องขอจากโรงเรียนที่สนใจ ให้เปิดรับสมัครโรงเรียนวิถพี ทุ ธเน้นจิตอาสา รุน่ ๒ จึงเป็นกำลังใจที่จะพัฒนาต่อยอด จึงได้ดำเนิน การเปิดรับสมัคร โรงเรี ย นที่ ส มั ค รใจเข้ า ร่ ว มโครงการ โรงเรียนวิถีพุทธเน้นจิตอาสากว่า ๒๐๐ โรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เข้ารับการ พัฒนาการบริหารจัดการ การเรียนการสอนและ การดำเนินชีวิตของนักเรียน มีการศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียน จัดทำแผนการ พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกันพัฒนาโดยโรงเรียน วิถีพุทธเน้นจิตอาสา รุ่น ๑ จับมือกันรวมกลุ่ม พัฒนา จำนวน ๒๕ กลุ่ม รุ่น ๑ : รุ่น ๒ ใน อัตราส่วนโดยประมาณ ๒ : ๗ - ๙ รุ่น ๑ และ รุ่น ๒ ยินดีผลัดกันเป็นเจ้าภาพในการเยี่ยมชม เปิดบ้านแลกเปลี่ยนเรียนรู้โรงเรียนภายในกลุ่ม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป


สารบัญ บทความ

พุทธชยันตี

หน้า

๔ คลื่นธรรม นำความดีสู่ชุมชน

ที่ ไทยอาจตกขบวนรถไฟบุญในเวทีโลก

เชียงใหม่ เขต ๓

บทความดีเด่น

เรื่องของสาม ภาคเหนือตอนบน : ลำพูน เขต ๑

ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ ได้ ภาคเหนือตอนล่าง : พิจิตร เขต ๒

ไข่เป็ด และสุกร (รู้ตัวแล้วได้ดี) ภาคอีสานตอนบน : ขอนแก่น เขต ๕

“ล้อมรัก” คนดี คนเก่ง ที่มีสุข ภาคอีสานตอนล่าง : ศรีสะเกษ เขต ๓

จิตอาสา

ภาคประตูอีสาน : นครราชสีมา เขต ๔

วิถีพุทธ วิถีทางแห่งปัญญา พัฒนาตั้งแต่ยังเล็กๆ ภาคกลาง-ตะวันออก : ตราด

เปิดหู เปิดตา เปิดใจ อะไรๆ ก็ง่าย ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน : สุพรรณบุรี เขต ๓

ใจสู้ ไม่ท้อ แม้หนูพิการ

บทความ

๖ ๑๐ ๑๓ ๑๖ ๑๙ ๒๔

จิตอาสา อนุบาลขุนยวม แม่ฮ่องสอน เขต ๑

พาน้อง...ส่งห้องเรียน เชียงใหม่ เขต ๔

ค่าย พระ ครู ผู้ปกครอง ลำปาง เขต ๓

อบอุ่น...ด้วยคุณธรรม น่าน เขต ๒

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยหากินได้ ไม่อด แม่ฮ่องสอน เขต ๑

แสนเสียดาย “พระมาลัยไม่กลับมา” แม่ฮ่องสอน เขต ๑

๒๗ เพื่อแม่... พะเยา เขต ๒

๒๙ เด็กพิเศษ...ของข้าพเจ้า

บทความภาคเหนือตอนบน

พะเยา เขต ๒

การศึกษา คือชีวิตพิชิตฝัน น่าน เขต ๒

การเข้าถึง เข้าใจ พัฒนา พฤติกรรมเยาวชน

The boy is big ๓๒ คำว่า “ให้อภัย” กับคนเป็นครู... เป็นสิ่งคู่กัน เชียงใหม่ เขต ๕

๓๔ ศรัทธาต่อพ่อแห่งแผ่นดิน ๓๘

๔๕ ๔๘ ๕๑ ๕๕ ๕๘ ๖๐

ที่เป็นได้ ในวันนี้...เพราะฉันมีพระในบ้าน ๖๓

เชียงใหม่ เขต ๕

แม่ฮ่องสอน เขต ๑

๔๑

เชียงราย เขต ๒

ภาคใต้ตอนล่าง : สงขลา เขต ๒

เด็กดอยในร่มธรรม... เรื่องที่ยังเล่าไม่จบ

หน้า

๖๕ ๖๗ ๖๙ ๗๒ ๗๕

ลำปาง เขต ๑

ลำพูน เขต ๑


พุทธชยันตี ที่ไทยอาจตกขบวนรถไฟบุญ ในเวทีโลก

เป็นเวลากว่า ๓ ปีแล้ว ที่ได้ทราบข่าวว่า ชาวพุทธในประเทศศรีลงั กาได้ตระเตรียมงานเฉลิม ฉลองครัง้ ยิง่ ใหญ่ทสี่ ดุ ในประวัตศิ าสตร์พทุ ธศาสนา เนื่องในมหาอภิสมัย “พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่ง การตรัสรู้” โดยได้มีการนำเรื่องเข้าพิจารณาใน รัฐสภา ในคณะรัฐมนตรี ในคณะผูน้ ำฝ่ายพระสงฆ์ มีข่าวให้ทราบถึงการเตรียมการกันมาโดยตลอด อย่างต่อเนื่อง โดยในการฉลองครั้งนี้ได้มีกิจกรรม โหมโรงมาอย่างต่อเนื่อง และจะเริ่มต้นเฉลิมฉลอง ใหญ่ในวันวิสาขบูชา ๒๕๕๔ (Vesak ๒๐๑๐) นี้ ในทางฝ่ายรัฐบาลก็ได้มีการตั้งเป้าหมายในทาง พั ฒ นาสั ง คมและประเทศชาติ เ ข้ า มาผนวกใน โอกาสนี้ด้วย ประธานาธิบดีของศรีลังกา ได้ให้ สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ เมื่อครั้งไปร่วม ประชุ ม สหั ส วรรษแห่ ง การพั ฒ นา ที่ อ งค์ ก าร สหประชาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าจาก นี้ไปเขาจะใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารประเทศ ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐบาลได้ตั้งให้มีคณะ กรรมการ Sri Sambuddhatva Jayanthi ขึ้นมา ดำเนินงานเรื่องนี้ โดยมีแผนปฏิบัติการ ๒๐ แผน งานด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าประเทศพุทธ ศาสนาอื่นๆ ก็มีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไม่น้อย


เช่นกัน ทั้งประเทศพม่า และอินเดีย จึงมักได้ยิน ว่าผู้ที่เดินทางไปในประเทศเหล่านี้จะกลับมาเล่า ด้วยความตื่นเต้นดีใจถึงการเฉลิมฉลองที่ได้ไป พบเห็นมา ผูเ้ ขียนเองก็ได้ประกาศข่าวความเคลือ่ นไหว เหล่านี้ให้ชาวพุทธในประเทศไทยได้ทราบมากว่า ๒ ปีแล้วเช่นกัน ทั้งการตั้งวงพูดคุย การบรรยาย การทำเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค การสร้างเครือข่าย โดย เมื่อวิสาขบูชา ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาก็ได้ร่วมมือกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่ได้รับการ สนั บ สนุ น จาก สสส. ในการแถลงข่าวเปิดตัว โครงการ ๒๖๐๐-๘๔ พุทธชยันตีเฉลิมราช และ ได้มีองค์กรชุมชนต่างๆ เข้าร่วมฟื้นวิถีชาวพุทธ เป็นปฏิบตั บิ ชู าเกิดขึน้ หลายแห่ง และจะเฉลิมฉลอง ต่อเนื่อง ๓ ปี ไปจนถึงวิสาขบูชา ๒๕๕๖ สพฐ. เองก็มีแผนงานให้โรงเรียนวิถีพุทธทั่วประเทศได้ เข้ า ร่ ว มกิ จ กรรมพุ ท ธชยั น ตี ฟื้ น วิ ถี พุ ท ธวั น พระ เสถียรธรรมสถานก็ได้ดำเนินกิจกรรมเนือ่ งในโอกาส พุทธชยันตีนมี้ ากมายหลายกิจกรรมมาอย่างต่อเนือ่ ง ล่าสุดพระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ชาวพุทธที่ทำงาน ด้านพุทธศาสนากับสังคม ก็ได้รวมกลุ่มกันก่อตั้ง “เครือข่ายพุทธชยันตี สังฆะเพื่อสังคม” ขึ้น และ จะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศศรีลังกาใน ช่วงวิสาขบูชา ๒๕๕๔ นี้ แล้วจะกลับมาขยายผล กับภาคีเครือข่ายให้ร่วมกันเฉลิมฉลองด้วยการ ปฏิบัติบูชาต่อไป แต่เป็นที่น่าแปลกใจให้ตั้งข้อสังเกตว่าใน ประเทศไทยเองซึง่ เป็นประเทศพุทธศาสนาแนวหน้า ของโลกกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในเรื่องนี้ ในระดับประเทศเลย ไม่มีการตระเตรียมงานหรือ ประกาศข่าวให้ชาวพุทธในประเทศไทยได้รบั ทราบ

และเตรียมการเฉลิมฉลองแต่อย่างใด ไม่ว่าจะ เป็นทางฝ่ายรัฐบาลหรือองค์กรคณะสงฆ์ เห็นจะมี แต่บคุ คลและองค์กรภาคประชาชนคนเล็กคนน้อย เท่านั้นที่พยายามทำงานเรื่องนี้ จึงเกิดคำถามว่า รัฐบาลและองค์กรคณะสงฆ์ไทย มีความจริงใจที่ จะจัดเตรียมงานและดำเนินงานเรือ่ งนีห้ รือไม่เพียงใด? หรือจะมีเพียงพุทธศาสนิกชนคนเล็กคนน้อย ระดับล่างเท่านั้นที่มีสัทธาแท้จริงในพระรัตนตรัย และมุง่ ปฏิบตั บิ ชู าแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันจริงๆ จังๆ มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสดีที่เราจะลุกขึ้น มานำทำกันเอง จึงขอเชิญชวนพวกเราชาวโรงเรียน วิ ถี พุ ท ธ ได้ ม าร่ ว มกั น สร้ า งสรรค์ กิ จ กรรมดี ๆ เป็นปฏิบัติบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเถิด โดยเฉพาะการฟื้นฟูวิถีชาวพุทธที่เชื่อมร้อยบ้านวัด-โรงเรียน (ครอบครัว-ศาสนา-การศึกษา) ให้ ย้ อ นคื น กลั บ มาเป็ น วิ ถี ชี วิ ต ที่ อ บอุ่ น ปลอดภั ย อีกครั้ง (หลังจากถูกรัฐบาลมีคำสั่งสำนักนายกฯ ๒ ฉบับ วางยาทำลายวิถชี าวพุทธไปนานกว่า ๕๐ ปี แล้ว) เพือ่ นำพาครอบครัวชุมชนสังคมประเทศชาติ ไปสูก่ ารพัฒนาทีย่ ง่ั ยืนร่วมกันสืบต่อไป ขออนุโมทนา ต่อบุญอันเป็นมหากุศลนี้ด้วย (หากสนใจข้อมูล เพิม่ เติมเข้าไปทีเ่ ว็บไซต์ www.moralproject.net) ธรรมอาสาสมัครเครือข่ายพุทธชยันตี สังฆะ เพื่อสังคม ขออนุโมทนาและเจริญพร พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ประธานโครงการ “เยาวชนไทย ทำดี ถวายในหลวง” ธรรมอาสาสมัคร เครือข่าย ๒,๖๐๐-๘๔ พุทธชยันตี-เฉลิมราช


บทความดีเด่น

จาก ๘ ภูมิภาค บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนบน ลำพูน เขต ๑

เรื่องของสาม เรื่อง เกษร แซ่เหลี่ยว โรงเรียน ป่าตาลบ้านธิพิทยา อ.บ้านธิ จ.ลำพูน

ฉันเป็นครูในโรงเรียนมัธยมประจำตำบล ซึง่ ภายหลังยกฐานะเป็นโรงเรียนประจำอำเภอตาม ฐานะของตำบลที่เลื่อนขึ้นเป็นอำเภอ และเป็น เรื่องปกติที่ครูโรงเรียนในชนบทหลายๆ โรงต้อง เคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกับฉัน นั่นคือ ได้ทำ หน้าที่นอกเหนือจากการสอน และงานที่ว่านี้เองที่ ทำให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตของการเป็นครูได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ ดังเรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้ วันนัน้ ขณะทีก่ ำลังเข็นรถไปยังบริเวณผลไม้ ผักสดของห้างสรรพสินค้าในตัวจังหวัด ฉันก็ได้ ยินเสียงร้องทัก “สวัสดีครับอาจารย์” ฉั น หั น ไปทางทิ ศ ที่ ม าของเสี ย งก็ พ บเด็ ก หนุ่มผิวคล้ำในชุดพนักงานของห้างยืนยิ้มนัยน์ตา เป็นประกายอยู่บริเวณชั่งตวงสินค้า “อ้าว! สาม สวัสดีลูก เป็นไงมาไงน่ะถึงได้ มาทำงานที่นี่” ฉันรับไหว้พลางทักด้วยความดีใจ หลังจากไต่ถามทุกข์สุขของกันและกันได้สักพักก็ มี ลู ก ค้ า เข้ า มาฉั น จึ ง ขอตั ว พลางอวยชั ย ให้ พ ร

ให้กำลังใจแล้วจึงเข็นรถออกมา ใจก็ประหวัดถึง อดีต สามเป็นศิษย์เก่าที่เพิ่งจบชั้น ม.๖ จาก โรงเรียนไปได้ประมาณ ๒ ปี แม่ของสามชือ่ “นาง” เป็นม่ายลูกติดสามคน เป็นชายล้วน สามเป็นคน เล็ก นางมาจากดินแดนที่ราบสูง ไร้ญาติขาดมิตร โชคดีที่ครูเก่าโรงเรียนเราท่านหนึ่งได้เมตตาให้ นางอาศัยในสวนลำไย และอนุญาตให้เก็บผักข้างรัว้ ผักบุ้งในหนองน้ำมาขายพอเป็นรายได้เลี้ยงชีพ นอกเหนือจากการดูแลสวน ตอนนั้นสามยังเล็ก มาก แม่ของเขามักจะมีผักพื้นบ้านมัดเป็นกำๆ หรือไม่ก็มีเห็ดตามฤดูกาลมาขายให้คณะครู โดย กระเตงเอาสามมาด้วย พวกเราหลายคนก็จะช่วย อุดหนุน แม้มิได้กินเอง ก็เอาไปฝากเพื่อนบ้าน บ้าง เพื่อช่วยให้นางพอมีรายได้ บางครั้งก็มีขนม แบ่งให้สาม ระหว่างที่ขายของให้ครู นางจะปล่อย ให้สามคลานเล่นซุกซนบนสนามหญ้าหน้าห้องพักครู โดยที่เขามิได้งอแง กวนใจแต่อย่างใด นั่นเป็น ภาพที่ติดตาพวกเรามาตลอด


วั น เวลาผ่ านไป ในที่สุดสามก็ได้เข้ามา เรียนต่อชั้น ม.๑ ในโรงเรียนของเรา ในขณะที่ พี่ชายคนกลางเรียนชั้น ม.๔ ระหว่างนั้นเราได้ ทราบว่าแม่ของเขาติดโรคร้าย แต่ด้วยความห่วง ลูก นางพยายามดูแลรักษาตัวเอง ประกอบกับมี องค์กรกุศลเข้ามาช่วยดูแล สุขภาพของนางจึง ดีขึ้นและสามารถเช่าแผงขายผักในตลาดสดทำให้ มีรายได้เพิ่มขึ้น สามติดแม่และรักแม่มาก เรามัก จะพบเขาช่วยแม่ขายผักในตลาดในวันหยุด หรือ หลังเลิกเรียน เมื่อสามเรียนชั้น ม.๓ ฉันจึงมีโอกาสได้ สอนเขา ฉันไม่แปลกใจที่เขาเรียนค่อนข้างอ่อน แน่นอน สภาพความเป็นอยูเ่ ช่นนัน้ จะให้เด็กสมองดี เหมือนเด็กที่มาจากครอบครัวที่เพียบพร้อมได้

อย่างไร สามเรียนผ่านมาจนถึงปลายปี หลังจาก การสอบผ่านพ้นไป ก็มกี ารสอบซ่อมสำหรับนักเรียน ที่ติด ศูนย์ ติด ร สามเองก็เป็นหนึ่งในนั้น วันสุดท้ายของการสอบซ่อม เมื่อครูฝ่าย วัดผลรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ก็พบว่าสาม ไม่มาสอบแก้ตัว นั่นหมายความว่าเขาจะไม่จบ ชัน้ ม.๓ ตอนนัน้ เป็นเวลาเลิกเรียน คณะครูสว่ นใหญ่ ต่ า งก็ ก ลั บ บ้ า นเกื อ บหมด ฉั น จึ ง อาสาไปตาม ตัวให้ ฉันขับรถยนต์ถามทางชาวบ้านไปตลอด ในที่สุดก็เจอที่อยู่ของสามในสวนลำไย ฉันอึ้งไป ชั่วครู่กับภาพที่เห็น เบื้องหน้าฉันเป็นยุ้งข้าวเก่าๆ มีผ้าผวยขึง กั้นแบ่งใต้ถุนเป็นสองส่วน และด้านหน้าก็เป็นผ้า ผวยขึงแทนประตู ผ้านั้นคงเป็นของที่ได้รับบริจาค สามช่วยครูจัดกิจกรรม ของห้องสมุด


บทความดีเด่น

จริงอยู่ เราอาจจะดี ใจ ภาคภูมิ ใจ มีความสุขทีน่ กั เรียนของเราสามารถ สอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ดี เด่น ดัง หรือได้เรียนต่อในคณะ ที่มีการแข่งขันสูง ฯลฯ แต่การที่พวกเราสามารถส่งให้เด็กบางคน ของเราที่เรียกได้ว่าชีวิตเริ่มต้นด้วยการติดลบได้ ไปถึงฝั่ง ได้ยืนอยู่ ที่ที่เหมาะสมเช่นเดียวกับที่สามยืนอยู่ปัจจุบันนี้ นับเป็นความสุขมาก ยิ่งกว่าหลายเท่านัก

มาเพราะมีข้อความของผู้บริจาคปรากฏบนผืนผ้า นั้นด้วย ใต้ต้นลำไยมีเตาไฟและมีหม้อแขวนที่กิ่ง ลำไย มีกองฟืนอยู่ข้างเตา จักรยานเก่าๆ พิงอยู่ ข้างต้นลำไยถัดไป นอกนั้นไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ แม่ของสามให้เหตุผลว่าที่เขาไม่ได้ไปสอบ ซ่อมเพราะนางต้องใช้รถไปพบแพทย์ตามนัดและ บังเอิญรถเสียกว่าจะซ่อมเสร็จกลับมารับลูกก็ไม่ทนั เวลา และรถจักรยานที่เคยใช้ก็ยางรั่ว ช่างซ่อม ไม่อยู่จึงไม่สามารถไปสอบแก้ตัวได้ ฉันจึงนัดให้ เขาไปสอบในวันถัดไป โดยทางวิชาการอนุโลมให้ เป็นพิเศษ และย้ำให้เขาไปให้ได้ สามรับปาก ใน ที่สุดเขาก็เรียนจบชั้น ม.๓ พร้อมกับเพื่อนๆ ส่วน พี่ชายจบชั้น ม.๖ ก็สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ เปิดภาคเรียนใหม่ ฉันไปจ่ายตลาด พบ สามช่วยแม่ขายผักในตลาด ฉันพยายามโน้มน้าว ให้สามเรียนต่อชั้น ม.ปลาย โดยชี้ให้เห็นความ จำเป็นต่างๆ สามตัดสินใจเรียนต่อ แต่เพียงสัปดาห์ เศษๆ เขาก็หายไป เมื่อพวกเราไปตามตัว ทั้งแม่ และสามให้เหตุผลว่าไม่มีเงิน แม้จะได้รับยกเว้น ค่าเล่าเรียนแต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ รออยู่อีกมาก ประกอบกับผลการเรียนที่ค่อนข้างอ่อน เขาเกรง ว่าจะไปไม่รอด ทำให้เสียเวลาเปล่า เมื่อทั้งสอง ยืนกรานเช่นนั้นพวกเราก็จำต้องยอมรับ แม้ลึกๆ ในใจจะเป็นห่วงก็ตาม แต่หลังจากนัน้ ไม่กว่ี นั ด้วยความช่วยเหลือ ของมูลนิธิศุภนิมิต องค์กรกุศลที่ได้ดูแลครอบครัว ๘

ของสาม ทำให้สามกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง ครั้งนี้ สามดูมุ่งมั่นและพยายามมากขึ้น พวกเราคณะครู ในโรงเรียนก็พยายามช่วยเท่าที่จะทำได้ บางคน ให้งานพิเศษทำพอมีรายได้เป็นค่าขนม บ้างก็สั่ง ซื้อผักผลไม้จากแม่ แม่ของเขามีรายได้มากขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่งผลถึงสติปัญญา ฉัน ทราบข่าวด้วยความยินดีว่าสามเรียนผ่านขึ้นชั้น ม.๕ และ ม.๖ โดยไม่ติดศูนย์เลย เมื่อสามเรียนชั้น ม.๖ เขาก็อาสามาช่วย งานห้องสมุด ซึ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระงาน ของฉันได้มาก เมื่อถึงหน้าหนาวฉันจึงให้รางวัล เป็นเสื้อกันหนาว วันเสาร์ อาทิตย์ เขามักจะมา ขอใช้คอมพิวเตอร์ในห้องสมุดเพื่อทำงานส่งครู จนสนิทกับครูเจ้าที่ห้องสมุดอีกคน ซึ่งครูท่านนั้น ก็ เ มตตาสามไม่ น้ อ ย เธอมั ก จะมี ข นมมาฝาก บางครั้งก็ห่อข้าวกลางวันมาเผื่อ และคอยดูแล ช่วยเหลือใส่ใจความเป็นอยู่พอๆ กับครูที่ปรึกษา ของเขา ทีน่ อกจากจะมีงานพิเศษให้ทำพอมีรายได้ เป็นค่าขนมแล้ว ครูท่านนี้ยังใช้เวลาชั่วโมงโฮมรูม สอนพิเศษให้แก่เด็กๆ ในกลุม่ ทีป่ รึกษา ทำให้พวก เขามีผลการเรียนดีขึ้น โดยเฉพาะสาม เมื่อฉันได้ ตรวจงานที่มอบหมาย ฉันก็รู้สึกประหลาดใจแกม ยินดีทง่ี านค้นคว้าของสามถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ดีกว่าเพื่อนทุกคนในห้อง เมื่อฉันนำเรื่องนี้ไปคุย กับครูทปี่ รึกษาของเขา ก็ได้รบั คำยืนยันว่าเขาเรียน ดีขึ้นทุกวิชา มีผลการเรียนสูงขึ้นจากเดิมมากกว่า เท่าตัว คราวประชุมผู้ปกครองแม่ของสามพร่ำ


ขอบคุณคณะครูอยู่ไม่ขาดปาก สามมีเพื่อนมาก ขึ้น เขาร่าเริง แจ่มใส เหมือนวัยรุ่นทั่วไป นัยน์ตา ไม่ อ มทุ ก ข์ เ หมื อ นก่ อ น แต่ ใ นช่ ว งนี้ เ องพี่ ช าย คนกลางของสามได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ พวก เราและเพื่อนบ้านต่างเป็นธุระช่วยกันจัดงานศพ ส่วนสามต้องคอยปลอบให้กำลังใจแม่และคอย ดูแลใกล้ชิดยิ่งขึ้น สามเรียนดีขึ้นตามลำดับ เขายังคงเป็น เด็กน่ารัก สุภาพ เจียมตัว ยังช่วยงานห้องสมุด และงานของครูอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับที่พวก เราได้พยายามช่วยกันดูแลเอาใจใส่สาม แม่ของ สามเองก็พยายามตอบแทนบุญคุณของครูด้วย การฝากผลไม้ หรือผักพื้นบ้านมาให้ หรือเวลาฉัน ไปอุดหนุนซื้อผัก นางมักจะไม่คิดเงิน จนฉันต้อง พยายามปฏิเสธและอธิบายให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ รับของนางไม่ได้ ซึ่งนางก็เข้าใจดีแต่ก็ยังขอแถม นั่นแถมนี่ให้จนได้ ฉันเข็นรถพลางคิดไปพลาง สามเล่าว่า หลังจากจบชั้น ม.๖ อายุครบ ๑๘ ปี เขาได้สมัคร เข้าเป็นทหารเกณฑ์ทันทีเพื่อสิทธิประโยชน์ในการ ทำงานอื่น ช่วงเป็นทหารแม้จะมีเบี้ยเลี้ยงไม่มาก นักแต่สามก็สามารถเจียดเงินมาแบ่งให้แม่ได้ชน่ื ใจ เมือ่ ได้หยุดพักกลับบ้าน เขาจะแวะมาเยีย่ มโรงเรียน เสมอ สามแต่งกายสะอาดสะอ้านดูดีขึ้นและมีเค้า หล่อคมเข้มไม่นอ้ ย เมือ่ ปลดประจำการเขาจึงสมัคร เข้าทำงาน ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ แรกเข้า ทำงาน เขาได้รับมอบหมายให้ฝึกเป็นพนักงาน มีหน้าที่ทั่วๆ ไป ไม่นานก็ได้เลื่อนให้มาทำหน้าที่ ณ จุดชั่งตวงสินค้า ไม่ต้องเดินไปเดินมาทำให้ เหนื่อยน้อยลง แม้รายได้ไม่สูงนัก แต่สามก็พอใจ งานที่ทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เขาได้อยู่กับแม่ คอยดูแลยามเจ็บป่วย หรือไปพบแพทย์ตามนัดใน ช่วงที่ได้หยุดงาน และด้านหลังของห้างมีศูนย์ อาหารราคาถูก หากใช้จ่ายอย่างประหยัดพอจะมี เงินเก็บอยู่บ้าง ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกยินดี เมื่อนำเรื่องนี้ไป เล่าให้เพื่อนครูฟัง พวกเราต่างดีใจและหมดห่วง จริงอยู่ เราอาจจะดีใจ ภาคภูมิใจ มีความสุข

ที่ นั ก เรี ย นของเราสามารถสอบเข้ า เรี ย นต่ อ ใน มหาวิทยาลัยที่ดี เด่น ดัง หรือได้เรียนต่อในคณะ ที่มีการแข่งขันสูง ฯลฯ แต่การที่พวกเราสามารถ ส่งให้เด็กบางคนของเราที่เรียกได้ว่าชีวิตเริ่มต้น ด้วยการติดลบได้ไปถึงฝั่ง ได้ยืนอยู่ที่ที่เหมาะสม เช่นเดียวกับทีส่ ามยืนอยูป่ จั จุบนั นี้ นับเป็นความสุข มากยิ่งกว่าหลายเท่านัก และสุดท้าย ฉันเชื่อว่าอนาคตของสามคง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งพนักงานชั่งตวงสินค้าเท่านั้น ความเป็นเด็กดี ความซื่อสัตย์ ความสุภาพ ความ เจียมตัวและความอดทนจะต้องส่งผลให้เขาได้ไป ไกลกว่านั้นอย่างแน่นอน ขอบคุณความเมตตา ความเอื้ออาทร และ จิตวิญญาณของความเป็นครูของพวกเราทุกคน และองค์กรภายนอกทีเ่ กีย่ วข้องทำให้มสี ง่ิ ดีๆ เช่นนี้ เกิดขึ้นในรั้วป่าตาลบ้านธิพิทยา

สามและเพื่ อ นๆ ถ่ า ย ภาพเพื่อทำเป็นปกสมุด บันทึกการอ่าน


บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนล่าง พิจิตร เขต ๒

ชีวิต

ที่เลือกเกิดไม่ ได้ เรื่อง สหรัฐ หนูโชติ โรงเรียน วัดห้วยเรียงใต้ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร

ทุกคนเมื่อเกิดมาก็ต้องอยากมีอาการ ครบ ๓๒ อยากสวย อยากหล่อ อยากรูปร่างดี อยากรวย ฯลฯ แต่ผมมีความต้องการอย่างเดียว คือ ตลอดชีวิตของผมขอแสงสว่าง อย่าให้ ดวงตาของผมมีแต่ความมืดสนิทเลยครับ

ผมพยายามมองแต่ทำไมวันนี้ผมจึงมอง ไม่ค่อยชัดเจน จนต้องลุกไปที่กระดานดำแล้วจ้อง มองใกล้ๆ ผมได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงพูดของ เพื่อนๆ ว่าไอ้บิ๊กตาบอด ผมรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงของเพื่อน หรือการกลั่นแกล้งจาก เพื่อนๆ โดยการเอารองเท้า กระเป๋าหรือแว่น กันแดดของผมไปซ่อน เด็กชายสหรัฐ หนูโชติ ชื่อเล่น บิ๊ก ผมเกิด ที่กรุงเทพฯ ในชุมชนสามัคคี เขตบึงกุ่ม หรือที่ เรียกกันว่าสลัม พ่อกับแม่ผมแยกกันอยู่ แม่ผมมี สามี ใ หม่ ห ลายคน ผมมี อ าการทางสายตาคื อ รูม่านตาเล็กมาตั้งแต่เกิด คุณหมอบอกว่าอาการ แบบนี้ มี ห นึ่ ง ในล้ า นเท่ า นั้ น ทำให้ ใ นช่ ว งเวลา กลางวันผมจะมองไม่คอ่ ยเห็นถ้าไม่ใส่แว่นกันแดด ที่ดำมากๆ ผมเรียนที่โรงเรียนประพาสวิทยา เขต บึงกุ่ม จังหวัดกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ทุกวันที่ผมตื่นขึ้นมาผมจะได้ยินเสียงยาย กับแม่ทะเลาะกันด่ากันเสียงดัง เมื่อผมเดินออก มาข้างนอกบ้านเพื่อจะเดินไปโรงเรียนผมก็ได้ยิน เสียงด่ากันของชาวบ้าน วิง่ ไล่เอามีดแทงกัน บางคน ก็เมายาฯลฯ สภาพความเป็นอยู่จะเป็นอย่างนี้ ทุกวัน เมื่อกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้านก็ต้องล้าง จาน ถูบ้าน ซึ่งถ้าวันไหนผมทำงานช้ายายก็จะตี ๑๐

ทุกๆ วันผมจะได้ฟังแต่เสียงทะเลาะกันด่ากัน จนผมเคยชิน และทำให้ผมไม่อยากอยู่บ้าน เมื่ อ ผมไปโรงเรี ย นผมก็ จ ะได้ รั บ ความ เจ็บปวดจากเพื่อนๆ ผมมีปัญหาทางสายตา เวลา ผมลงไปเข้าแถวจะมีเพื่อนที่นิสัยดีๆ จะเข้ามาจูง ผม บางคนก็เอาเท้าออกมาขวางทำให้ผมหกล้ม ผมรูส้ กึ น้อยเนือ้ ต่ำใจว่าผมเกิดมาทำไม ไม่เหมือน คนอื่น เมื่อเข้าห้องเรียนผมก็เรียนไม่ทันเพื่อน มองก็ ไ ม่ ค่ อ ยเห็ น ต้ อ งไปนั่ ง ติ ด กั บ กระดานดำ เพื่อนๆ ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ผมโกรธ มาก ผมอยากต่อยหรือเตะเพือ่ นๆ แต่ผมก็ทำไม่ได้ เพราะผมสู้ เ ขาไม่ ไ ด้ ผมไม่ อ ยากไปโรงเรี ย น โรงเรียนเหมือนนรก ผมไม่มีความสุขเลย ผมจึง ไม่ ย อมไปโรงเรี ย นอี ก ตอนนั้ น ผมเรี ย นอยู่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ แม่ผมตี ทุกวัน และเมื่อทำอย่างไรผมก็ไม่ยอมไปโรงเรียน แม่จึงจับผมขังไว้ในห้อง ผมร้องไห้ผมเสียใจทำไม ไม่มีใครเข้าใจผม ทุกคนไม่เคยถามความรู้สึกของ ผมว่าผมรู้สึกอย่างไร เมื่อผมออกมาจากห้องได้ ผมก็หนีไปอยู่กับลุงในชุมชน ลุงไม่มีครอบครัว ลุงมีลักษณะเหมือนผู้หญิง ลุงมีอาชีพขับรถเมล์ รับจ้าง ตอนเช้าผมจะขึ้นรถเมล์ไปกับลุงทั้งวัน ส่วนแม่ผมทำอะไรไม่ได้เพราะเกรงใจลุง และอีกอย่าง แม่คงเบื่อที่จะตามผมอีก เพราะแม่มีสามีใหม่ที่ ต้องคอยดูแล เมื่อผมไม่ไปเรียนหนังสือผมจึงต้อง ตกซ้ำชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๓ ทุกคนคงคิดว่าผมคง ไม่รู้สึกอะไร เพราะทุกคนรุมกันดุด่าว่ากล่าวว่า ผมเกเร ไม่รักเรียน เป็นเด็กไม่ดี ผมจะนิ่งเงียบ ตลอดเวลาที่โดนดุ ด่า และในเวลาต่อมาก็ไม่มี


ใครเขาสนใจเรื่องการไม่ไปเรียนหนังสือของผมอีก ไม่มีใครเขาอยากดูแลผม แต่จริงๆ แล้วไม่มีใคร รู้ความในใจของผมเลยว่าผมมีความคิดอย่างไร “ผมอยากร้องตะโกนดังๆ ว่าผมอยากเรียน ผมอยากมีเพื่อน ผมอยากเล่นฟุตบอล ผมอยาก เล่นตะกร้อ ผมอยากร้องเพลง โดยเฉพาะเพลง ลูกทุ่ง ผมอยากเล่นคอมพิวเตอร์ซึ่งผมไม่เคยได้ เล่นเลย เพราะทุกคนรังเกียจผมว่าผมตาพิการ ความรู้สึกนี้ไม่มีใครรู้จริงๆ แม้แต่แม่ของผม” แต่ชวี ติ ผมก็เปลีย่ นแปลงไปเนือ่ งจากยายต้อง ไปเยี่ยมทวดที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลพิจิตร ยายพา ผมมาด้วย ผมเห็นทวดนอนอยูใ่ นห้อง ICU ผมรูส้ กึ

ยายสอนผมหลายอย่ า งเกี่ ย วกั บ เรื่ อ งการมี ความเชื่อมั่นในตนเอง ยายบอกว่าไม่มี ใครแก่ เกินเรียน สงสาร ผมจึงไม่ยอมกลับบ้านกับยาย ผมอยู่กับ น้องสาวของยาย ๒ คน ทีช่ อ่ื ยายตุน่ และยายต้อย ยายทั้งสองคนพูดคุยกับผมเรื่องการเรียน ยาย เข้าใจผมในหลายๆ เรื่องที่ผมมีความรู้สึกเป็น ปมด้อย ยายสอนผมหลายอย่างเกีย่ วกับเรือ่ งความ เชื่อมั่นในตนเอง ยายบอกว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน เด็กชายสหรัฐ หนูโชติ

๑๑


บทความดีเด่น

ผมจึงคิดว่าในเมื่อตอนนี้ผมมีโอกาสได้เรียน หนังสือ ผมต้องพยายามเรียน ถึงแม้ผมจะ เรียนได้ ไม่เท่าเพื่อน ผมก็จะพยายาม

จนทำให้ผมอยากเรียนโดยไม่คำนึงถึงอายุที่มาก กว่ า เพื่ อ น ยายจึ ง ให้ ผ มไปเรี ย นที่ โ รงเรี ย น วัดห้วยเรียงใต้ หมู่ ๓ ต.วังกรด อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร โดยแม่ผมได้ทำเรื่องย้ายจากโรงเรียน เดิมมาให้ ผมเริ่มเรียนใหม่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ผมมีเพื่อน ๕ คน เพื่อนทุกคนไม่มีใครล้อเลียน หรือกลั่นแกล้งผมเลย เพื่อนให้ความช่วยเหลือ ผมได้ทำกิจกรรมของโรงเรียน ผมได้เล่นวงดุรยิ างค์ (ตีกลอง) เล่นตะกร้อ เล่นฟุตบอล เล่นคอมพิวเตอร์ ผมได้แสดงออก เต้นประกอบเพลงเกีย่ วข้าวเกีย่ วรัก ได้ร้องเพลงลูกทุ่งแข่งขันการประกวดร้องเพลงใน งานโต๊ะเจ้าที่วัดห้วยเขน ผมได้ที่ ๓ ผมดีใจมาก ยายทั้งสองก็ดีใจและบอกผมว่า “บิ๊กทำได้แล้ว” ทุกคนไม่รังเกียจผม ครูทุกคนให้โอกาสผม ครู ทุกคนใจดี เข้าใจผม บางครั้งผมมองไม่ค่อยชัด ผมเดินชนข้าวของตก ครูก็เข้าใจ ผมมีความสุข มากครับ เมือ่ กลับถึงบ้านตอนเย็น ผมก็ชว่ ยยายทัง้ สอง ดูแลทวดซึ่งออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ทวดอยู่ โรงพยาบาล ๗ เดือน ตอนนี้ทวดมีสุขภาพดีขึ้น กำลังหัดเดิน ผมเห็นยายทั้งสองคนดูแลทวดเป็น อย่างดีทำให้ผมคิดถึงครอบครัวของผมที่ทะเลาะ กันทุกวัน จนบางครัง้ เมือ่ ผมไม่มเี งินเพราะแม่ไม่ให้ ผมเห็นเพือ่ นผมเดินยา ผมก็อยากทำบ้าง เพราะ มันเป็นการหาเงินได้ง่าย ถ้าผมยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็คงเป็นเหมือนเพื่อน ตอนนี้ผมอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ผมอยู่ กับยายทั้งสองคน ผมมีความสุขดีครับ แต่ผมเริ่ม ๑๒

มีปัญหาด้านสายตาอีก ผมต้องกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า คุณหมอตรวจและขยายรูม่านตาให้กว้างขึ้นอีก คุณหมอบอกผมว่าจะขยายรูม่านตาอีกไม่ได้แล้ว ต้องปล่อยให้ตาค่อยๆ หลับลงไป ความหมายก็คอื มองไม่เห็นนัน่ เอง คุณพระช่วยผมด้วย ผมไม่อยาก มองไม่เห็น ผมกำลังมีความสุขกับการได้เรียน หนังสือ ได้มีเพื่อน ได้เล่นกีฬา ได้มีสังคมเพื่อนฝูง ผมกลัวครับถ้าวันนั้นมาถึง วันที่ตาของผมเริ่ม หลับลง ผมจะทำอย่างไร จะมีใครที่ต้องการ ผมบ้าง โดยเฉพาะครอบครัวของผม ผมจึงคิดว่า ในเมื่อตอนนี้ผมมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ผมต้อง พยายามเรี ย นถึ ง แม้ ผ มจะเรี ย นได้ ไ ม่ เ ท่ าเพื่อน ผมก็จะพยายาม เพื่อที่ต่อไปในอนาคตผมจะต้อง อยู่คนเดียวผมจะได้ไม่เงียบเหงา ผมจะพยายาม จดจำสิ่งที่ดีๆ เพื่อที่จะเก็บไว้ในความทรงจำของ ผมตลอดไป ผมชอบท่องบทอาขยาน “เด็กน้อย” ทีค่ ณุ ครู ให้ท่องตอนเย็นก่อนกลับบ้านมากครับ เพราะเมื่อ ท่ อ งบทอาขยานแล้ ว ทำให้ ผ มคิ ด ถึ ง การที่ ต้ อ ง ช่วยเหลือตนเองให้มากครับ เด็กน้อย เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ผมอยากจะบอกกับทุกคนว่า ไม่ว่าเราจะ เกิดมาเป็นอย่างไร เพราะเราไม่สามารถเลือกเกิด เองได้ แต่เมื่อเกิดมาแล้วเราต้องเลือกการดำเนิน ชีวิตของเราในวิถีทางที่ดีได้ครับ


ภาคอีสานตอนบน ขอนแก่น เขต ๕

ไข่เป็ด และสุกร (รู้ตัวแล้วได้ดี)

ท่านผูอ้ า่ นทีร่ กั ทัง้ หลายครับ กระผมมีโอกาส ได้อ่านหนังสือ วารสารโรงเรียนวิถีพุทธ “รู้ ตื่น และเบิกบาน” แล้วมีความรู้สึกประทับใจมาก เพราะเป็นสือ่ ทีด่ ใี นการแสดงออกถึงคุณงามความดี ของสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคม ที่สำคัญสถาบันหนึ่ง ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนในสังคมทุกชนชั้น และคิดว่าถ้ามีโอกาสดี จะขอส่งบทความไปร่วมลงพิมพ์ด้วย และในที่สุด ผมก็มีโอกาสเขียนบทความ (เป็นครั้งแรก) เมื่อ ท่านผูอ้ ำนวยการโรงเรียนบ้านหินร่อง (ผอ.ประสิทธิ์ นาสุรวิ งษ์) ได้บอกกระผมว่า โรงเรียนบ้านหินร่อง น่าจะมีบทความลงพิมพ์ในวารสาร “รู้ ตื่น และ เบิกบาน” บ้าง และท่านก็ได้โปรดมอบหมายให้ กระผมเป็นผู้เขียนด้วย ก็เป็นอันว่า ใจถึงบุญด้วย กันทุกฝ่ายแล้วล่ะครับ ผมพยามคิดว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรดี ในที่สุดผมก็คิดออก เมื่อคุณครูวิไสย รำเพยพล นำไข่เป็ดไปโชว์และแสดงความชื่นชมนักเรียน คนหนึง่ ทีห่ น้าเสาธง (ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔) แล้วบอกว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ของโรงเรียน เป็น ผลงานของนักเรียน ที่ได้ใช้ความอดทน เพียร พยายาม เลี้ยงเป็ดอยู่แรมปี จนกระทั่งแม่เป็ดได้ ตกไข่ออกมา และเป็นทีน่ า่ ยินดีทไ่ี ข่เป็ดมีขนาดโต เป็นพิเศษ

เรื่อง ชัยรัตน์ คิดถูก โรงเรียน บ้านหินร่อง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น

ครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านหินร่อง กับโครงการโรงเรียนพอเพียง ผู้มีความเพียรพยายาม และใจรักในงานเกษตร

๑๓


บทความดีเด่น

ด.ช. ปี้ อวดโฉมไข่เป็ด ใหญ่พิเศษ

๑๔

ท่านผู้อ่านครับ การที่ใครคนใดคนหนึ่ง มีความเพียรพยายามในทางที่ชอบแล้วประสบผล สำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือ เรื่องใหญ่ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี และน่า ติดตามถามถึงใช่ไหมครับ ผมเองก็เช่นกัน ผมได้ ขอดูไข่เป็ดขนาดจัมโบ้ และเริ่มถามถึงเรื่องราว ความเป็นมาของไข่ทันที จึงได้รู้ว่า... ก่อนที่จะมาเป็นไข่เป็ดจัมโบ้นั้น โรงเรียน บ้านหินร่องได้ดำเนินโครงการโรงเรียนพอเพียง เป็นแหล่งเรียนรู้ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีกิจกรรม ที่ดำเนินการ คือ ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยง เป็ด เลี้ยงกบ เลี้ยงหมูแม่พันธุ์ โดยการนำของ ผอ.ประสิ ท ธิ์ นาสุ ริ ว งษ์ และมี คุ ณ ครู นิ วั ต ร แพนทิพย์ เป็นผูร้ บั ผิดชอบดูแลโครงการ มีนกั เรียน ที่มีความอดทน เพียรพยายาม และรักในงานการ

เกษตรอยู่จำนวนหนึ่ง และคนสำคัญที่เป็นหลัก คือ ด.ช. พลตรี ดอนสีแก้ว มีชื่อเล่นว่า ด.ช. ปี้ นักเรียนชั้น ม.๒ แม้ว่า ด.ช. ปี้ จะไม่ได้เกิดเป็น ลูกคนรวย และเป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่ปี้ก็เป็นคน ขยัน อดทน และมีใจรักงานเกษตร (โดยเฉพาะ การเลี้ยงเป็ด และสุกร ทั้งหมูบ้านและหมูป่า) ผมในฐานะเป็นครู (ที่ย้ายมาใหม่) มีความสนใจ และได้ตดิ ตามการดำเนินงานนีอ้ ย่างใกล้ชดิ ล่าสุด วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ ผมก็ได้พบกับข่าวดี อีกครัง้ เมือ่ แม่หมูปา่ ได้ตกลูกให้อกี ตัง้ ๙ ตัว คุณครูนิวัตร แพนทิพย์ ได้เล่าให้ฟังว่า ด.ช. ปี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการตั้งแต่ไป พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นมา ได้พยายามจดจำคำสอน ของครู และลงมือปฏิบตั ดิ ว้ ยความตัง้ ใจ ทุกๆ วัน ไม่เว้นแม้วันหยุด จะเห็น ด.ช. ปี้มาดูแลสัตว์เลี้ยง อยู่เป็นประจำ และได้สังเกตเห็นว่าปี้เป็นคนนิสัย


“รู้ตัวแล้วได้ดี” “ร้อยรู้ พันรู้ ไม่เท่ารู้ตัวเอง” “ร้อยมี พันมี ไม่เท่ามีสติ”

ไม่เหมือนคนอื่น (หากเปรียบเทียบกับนักเรียนรุ่น เดียวกัน) กล่าวคือ ด.ช. ปี้มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นตัวของตัวเอง มีใจรักในงานที่ตนเองทำ ถึง แม้จะมีคนมองว่าการเลี้ยงเป็ดและสุกรเป็นงาน สกปรก น่ารังเกียจ แต่ ด.ช. ปี้ ก็ไม่สนใจ และ ในที่สุด ด.ช. ปี้ก็กลายเป็นคนที่เพื่อนๆ ยอมรับ และครูทุกคนให้การยกย่อง เมื่อผลงานของเขา ปรากฏออกมา เพราะไข่เป็ด (ใหญ่) และลูกสุกรนัน้ ทำให้ทุกคนไม่ว่าครูหรือนักเรียน มีความสุขไป ตามๆ กัน เมือ่ พิจารณาเรือ่ งนีแ้ ล้ว จะเห็นว่า หากผูใ้ ด ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง รู้ว่าตนมีความ สามารถระดับใด เหมาะที่จะทำงานลักษณะใด มี ใจรักในงานที่ทำ มีความอดทน เพียรพยายาม และครุ่นคิดไตร่ตรองในการทำงานแล้ว ผู้นั้นก็ ย่อมมีความสุขในงานที่ทำ และมีโอกาสประสบ ผลสำเร็จ คือมีชีวิตที่เป็นสุขในสังคมได้ สมดังธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าทรงตรัสว่า สติ คือ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว และหลักธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ อิทธิบาท ๔ ประกอบด้วย ๑. ฉันทะ คือ ความพอใจในสิ่งที่คิดจะทำ (ในทางที่ดีงาม) ๒. วิริยะ คือ ความขยันหมั่นเพียร มานะ บากบั่น ไม่ย่อท้อ จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ ๓. จิตตะ คือ ความตั้งใจ มีใจจดจ่อต่อ งานที่ทำ ไม่ละเลยหน้าที่ มีความกระตือรือร้น

๔. วิมังสา คือ การใช้ปัญญาพิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง งานที่ทำอย่างรอบคอบ ดั ง นั้ น จึ ง ขอสรุ ป จบส่ ง ท้ า ยบทความนี้ ด้วยคำว่า “รู้ตัวแล้วได้ดี” “ร้อยรู้ พันรู้ ไม่เท่า รู้ตัวเอง” “ร้อยมี พันมี ไม่เท่ามีสติ” และกราบ อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย เหล่าเทพเทวา และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนอำนาจบารมีแห่ง องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั โปรดดลบันดาล ให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงประสบความสุขสวัสดิ์ พิพัฒน์มงคล ทุกท่าน เทอญ... สวัสดี

หมูป่าและลูกๆ ทั้ง ๙ ตัว

๑๕


บทความดีเด่น

ภาคอีสานตอนล่าง ศรีสะเกษ เขต ๓

“ล้อมรัก”

คนดี คนเก่ง ที่มีสุข

สั ง คมในปั จ จุ บั น ต้ อ งการเยาวชนคนรุ่ น ใหม่ ที่ เ ป็ น ได้ ม ากกว่ า การทำความดี เ พื่ อ ตนเอง แต่ ค วรเป็ น การทำความดี เ พื่ อ คนรอบข้ า ง คนที่ด้อยโอกาสมากกว่า

เรื่อง สุพรรณี ใจนวน โรงเรียน ศรีตระกูลวิทยา อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

๑๖

สังคมทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนเพื่อ ความเป็นหนึง่ เพือ่ ชัยชนะ เพือ่ ประโยชน์ของตนเอง สิ่งเหล่านี้ได้ปลูกฝังมาถึงเด็กๆ ที่จะเป็นเยาวชน และพลเมืองของชาติในอนาคตให้มีความเห็นแก่ ตัวมากขึ้น ใส่ใจแต่เรื่องของตนเอง ทำให้มีจิตใจ แข็งกระด้างขาดความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น หากตั้ง คำถามไปถึงสถานศึกษาซึ่งเป็นสถานที่บ่มเพาะ วิชาความรูแ้ ก่เยาวชนว่า เป้าหมายของการจัดการ ศึกษาที่แท้จริงคืออะไร การเป็นคนเก่ง ดี มีสุข ใช่หรือไม่ หากต้องให้บรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว แล้วเด็กควรได้รับการดูแลใส่ใจอย่างครอบคลุม ในทุกๆ ด้าน แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ นั้นต้อง ยอมรับว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่มีความชื่นชมยินดี กับคนเก่งมากกว่าคนดี เพราะมีการยกย่องประกาศ เกี ย รติ คุ ณ แก่ นั ก เรี ย นที่ เ รี ย นเก่ ง ได้ ล ำดั บ ที่ ๑

นั ก เรี ย นที่ ส อบติ ด มหาวิ ท ยาลั ย ชื่ อ ดั ง รวมถึ ง นักเรียนทีส่ ร้างชือ่ เสียงด้านวิชาการแก่สถานศึกษา ส่วนนักเรียนที่ทำความดีนั้นมีการกล่าวถึงเพียง ส่วนน้อยหรือแทบไม่มีการกล่าวถึงเลยก็ว่าได้ ที่ สำคัญกรอบของคำว่า “คนดี มีความสุข” มีแค่ไหน แค่การมาเรียนทุกวัน เข้าแถวร่วมกิจกรรมหน้า เสาธงทุกครั้ง ตัดผมแต่งกายถูกระเบียบ ไม่เคย ถูกตัดคะแนนความประพฤติ สิ่งเหล่านี้คงยังไม่ เพียงพอ เพราะสังคมในปัจจุบันต้องการเยาวชน คนรุ่นใหม่ท่ีเป็นได้มากกว่านั้น มากกว่าการทำ ความดีเพื่อตนเอง แต่ควรเป็นการทำความดีเพื่อ คนรอบข้าง คนทีด่ อ้ ยโอกาสมากกว่า จึงจะสามารถ เรียกได้ว่า “เป็นทั้งคนดีและมีความสุข (ใจ)” “ล้อมรัก” เป็นกิจกรรมหนึ่งของนักเรียนที่ เห็นคุณค่าของการทำกิจกรรมจิตอาสาที่รวมกลุ่ม


กันแล้วเรียกตัวเองว่ากลุม่ “D-Youth” ได้ทำร่วมกัน โดยในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่เด็กกลุ่มนี้จะ ใช้ เ วลาว่ า งเหมื อ นกับเด็กวั ยรุ่นทั่ วไป เช่น ดู โทรทัศน์ เล่นเกม Chat Face Book Hi5 การไป เที่ยวตามห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่เที่ยวต่างๆ หรือแม้แต่การใช้เวลาไปกับการเรียนพิเศษ แต่ เด็กกลุ่มนี้กลับนำเวลาที่ว่างจากการทำการบ้าน หรือการทบทวนบทเรียนไปดูแลช่วยเหลือผู้สูงวัย ในแต่ละหมู่บ้านหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป กิจกรรมนี้เริ่มจากการสำรวจข้อมูลผู้สูงวัย ในชุมชน ทำให้ได้รวู้ า่ ผูส้ งู วัยหลายคนทีบ่ ตุ รหลาน ไปทำงานต่ า งจั ง หวั ด ถู ก ปล่ อ ยให้ ดู แ ลตนเอง ตามลำพัง หลายคนต้องดูแลทั้งตนเองและหลาน ตัวเล็กที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เลี้ยง และหลายคนมีความ ชรามากไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ พวกเขา

จึงเข้าไปช่วยดูแลเพื่อสร้างกำลังใจ ความหวังและ ความสุขแก่ผู้สูงวัยเหล่านั้น โดยการไปช่วยดูแล ทุกอย่างที่สามารถช่วยเหลือได้ ไม่ว่าจะเป็นการ ทำกับข้าว ช่วยจัดเก็บกวาดบ้าน ทำความสะอาด ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน บีบนวดคลายความ เจ็บปวดเมือ่ ยล้า หรือแม้กระทัง่ การพูดคุยเป็นเพือ่ น คลายเหงา นอกจากนี้ เด็กๆ กลุ่มนี้ยังแบ่งปัน เงินค่าขนมและขอรับบริจาคทุนทรัพย์จากเพื่อนๆ น้องๆ หรือผู้ที่เห็นคุณค่าในกิจกรรมที่พวกเขา ทำ เพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งของที่จำเป็นมอบแก่คุณตา คุณยายที่พวกเขาไปดูแล ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม บำรุงสุขภาพ อาหาร เครื่องนุ่งห่มและผ้าห่มที่ คุณตาคุณยายห่มแล้วบอกว่า “เป็นผ้าห่มที่อุ่น ที่สุดในโลก” ถ้าถามว่าทำแบบนี้แล้วพวกเขาได้อะไร เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นมีวัยรุ่นอีกหลาย คนบอกว่าเสียดายเวลาดีๆ มีคา่ ของช่วงชีวติ วัยรุน่ ที่ เอาเวลาไปหมกมุ่นอยู่กับคนแก่ไม่มีความบันเทิง จรรโลงใจเลยสัก นิด เด็กกลุ่ม นี้ต อบเป็นเสียง เดียวกันว่า การได้ทำกิจกรรมอย่างนี้ก็เหมือนกับ การเอาความรักของพวกเราทุกคนไปล้อมรอบมอบ ให้กับคุณตาคุณยายที่ใครอาจไม่ได้สนใจมากมาย ๑๗


บทความดีเด่น

แต่สำหรับพวกเขาได้มากกว่าที่ ให้ท่านไปเสียอีก มันเป็นความรู้สึกที่ ไม่สามารถอธิบายให้คนอื่น รับรู้ ได้ หากแต่ต้องมีประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงจะรู้ว่าคุณค่าของคนและความสุขที่แท้จริง เป็นอย่างไร

เพราะคิดว่าชีวิตของท่านเหมือนไม่มีประโยชน์ อะไร ทำอะไรให้ก็ไม่ได้ เพราะแม้แต่ช่วยเหลือ ตัวเองยังทำได้ไม่มากหรือทำไม่ได้เลย มีแต่จะ สร้างภาระและความยุ่งยากใจ แต่สำหรับพวกเขา ได้มากกว่าที่ให้ท่านไปเสียอีก มันเป็นความรู้สึก ที่ ไ ม่ ส ามารถอธิ บ ายให้ ค นอื่ น รั บ รู้ ไ ด้ หากแต่ ต้องมีประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงจะรู้ว่าคุณค่า ของคนและความสุขทีแ่ ท้จริงเป็นอย่างไร พวกเขา บอกว่าพวกเขาต่างหากทีโ่ ชคดีทสี่ ดุ ทีไ่ ด้รบั ของขวัญ ชิน้ ใหญ่จากท่านเหล่านัน้ นัน่ คือการได้เห็นรอยยิม้ ที่นัยน์ตาบอกให้รับรู้ได้ว่าท่านมีความสุขตื้นตันใจ มากแค่ไหน พร้อมกับเสียงหัวเราะทีฟ่ งั แล้วไพเราะ ที่สุดซึ่งนานมาแล้วคุณตาคุณยายอาจไม่เคยได้ ยิ้มหรือหัวเราะอย่างมีความสุขอย่างนี้มาก่อนเลย การกระทำที่บริสุทธิ์ใจของพวกเขาที่ไม่ เคยหวังคำยกย่องชมเชย และประกาศเกียรติคุณ จากผู้ใดทั้งสิ้น มีเพียงความภาคภูมิใจเล็กๆ ที่ เด็กกลุ่มนี้ยึดถือและทำกิจกรรมต่อไป ด้วยกำลัง ของพวกเขา ไม่ว่าจะเรื่องของข้อจำกัดด้านเวลา และกำลังทรัพย์ที่มีเพียงน้อยนิด แต่พวกเขาก็คดิ ไม่ผดิ เลยทีไ่ ด้รวมกลุม่ กันทำสิง่ ดีๆ เพือ่ คนอืน่ แบบนี้ อยากเห็ น เพื่ อ นเยาวชนไทยมาช่ ว ยกั น ล้ อ มรั้ ว ความรัก ดีกว่าการล้อมรั้วลวดหนามหรือการล้อม ทะเลาะวิวาทตีกัน กลุ่ม D-Youth จึงเป็นเยาวชน ที่ได้ทำสิ่งดีๆ ที่นอกจากสมควรได้รับการกล่าว ๑๘

ขานว่าเป็น “คนดี” แล้ว พวกเขายังเป็น “คนเก่ง” ที่กำลังจะจบการศึกษาและเข้าศึกษาต่อในระดับ อุดมศึกษาอย่างภาคภูมิ และอยู่ในสังคมได้อย่าง มีความสุข สังคมต้องการเยาวชนคนแบบไหน ไม่สนใครฉันเก่งแย่งแข่งขัน ไม่รู้จักเอื้ออาทรและแบ่งปัน ต้องเป็นฉันเป็นหนึ่งไม่พึ่งใคร คนที่เก่งและดีมีความสุข บ้างเป็นทุกข์แถมเลวเอาแต่เบ่ง เก่งเรื่องดีหรือเรื่องเป็นนักเลง เอาตัวเองตั้งไว้เหนือผู้ใด สังคมต้องการเยาวชนคนแบบนี้ เป็นคนดีที่เก่งมีความสุข รู้ประยุกต์ความคิดจิตสดใส เป็นเด็กไทยน้ำใจเลิศประเสริฐจริง


ภาคประตูอีสาน นครราชสีมา เขต ๔ เรื่อง ประสาท ยอดอานนท์ โรงเรียน บ้านท่าเลื่อนสามัคคี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

จิตอาสา คุณยาย “เหรียญ เทพศิริ” ยิ้มแก้มปริเผย ให้เห็นฟันซีเ่ ดียวทีเ่ หลืออยูใ่ นปากเมือ่ เห็นคุณหมอ คุณครูและนักเรียนมาเยี่ยมถึงบ้าน เมื่อแรกท่าน ทำหน้างงๆ ว่ามีใครที่ไหนกันมากมายมาตะโกน เรียกชื่อโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน คุณยายมีอายุ ๙๔ ปี ซึ่งที่จริงแล้วพวกเราควรจะเรียกท่านว่า คุณยายทวดหรือคุณย่าทวดมากกว่า เดิมคุณยายเป็น

ลูกชาวนาและเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวโคราช ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในชุมชน แห่งนีม้ านานกว่า ๓๐ ปี ท่านเป็นผูส้ งู อายุคนเดียว ในชุมชนนี้และชุมชนใกล้เคียงที่มีอายุเกิน ๙๐ ปี แม้สังขารจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ท่านเป็น ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดี คุณยายเดินเหิน มาต้อนรับพวกเราและลุกนั่งแคล่วคล่อง หู ตา

คุณยายเหรียญ เทพศิริ อายุ ๙๔ ปี

๑๙


บทความดีเด่น

ภาพตรงกลาง : แพทย์ หญิงรัตนา ยอดอานนท์ แ พ ท ย์ เ ชี่ ย ว ช า ญ โรงพยาบาลปากช่ อ ง นานาและเจ้ า หน้ า ที่ โรงพยาบาลส่ ง เสริ ม สุ ข ภาพตำบล หนอง สาหร่าย กับนักเรียนที่ ออกไปเยีย่ มบ้านผูส้ งู อายุ ในชุ ม ชนบ้ า นน้ อ ยทุ่ ง สว่าง

๒๐

มองเห็นเป็นปกติ และพูดคุยกับพวกเราได้ยนิ ชัดเจน ผิวพรรณผ่องใส ยิม้ แย้มอยูต่ ลอดเวลาขณะทีพ่ ดู คุย ปั จ จุ บั น คุ ณ ยายมี ลู ก สาวและลู ก เขยคอยดู แ ล ลูกเขยของคุณยายเองก็เป็นผู้สูงอายุเช่นกัน และ เพิ่งจะได้รับเลือกให้เป็นประธานชุมชนหมาดๆ คุณยายมีชีวิตในวัยชราอย่างเป็นปกติสุข ไม่เคยมี ทุกข์ร้อนนอนไข้ กินอาหารทุกอย่างได้เหมือนที่ คนอื่ น ๆ กิ น ไม่ เ ลื อ กและไม่ เ ฉพาะเจาะจง เมื่อก่อนคุณยายจะตักบาตรพระตอนเช้าทุกวัน สวดมนต์บ้าง ไปวัดบ้าง แต่เดี๋ยวนี้คุณยายไม่ต้อง ไปตักบาตรตอนเช้า (คงจะไปไม่ไหวแล้ว) ไม่ สวดมนต์และไปวัดก็ไม่ไหวแล้ว โรงพยาบาลก็ไม่มี ความจำเป็นอะไรที่จะต้องไป พวกเราสังเกตว่า คุณยายเป็นคนเรียบง่าย สมถะ ไม่ช่างพูด กิริยา มารยาทเรียบร้อย คุณยายมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พยายามจะลงมานั่งที่พ้นื กับพวกเรา แต่พวกเราก็ ต้อนคุณยายให้ขึ้นนั่งบนตั่งจนได้ คุณยายปุ้ย ยาสูงเนิน อายุ ๗๗ ปี อาศัย อยูใ่ นชุมชนนีม้ านานเช่นกัน ทีบ่ า้ นมีลกู หลานคอย ดูแล คุณยายป่วยเป็นอัมพฤกษ์มาหลายปี ทุกๆ วัน คุณยายพยายามดูแลตัวเองอย่างดี คุณยายเป็น อีกคนหนึ่งที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ภาพที่คุณครู ผอ.ประทับใจมากคือกิริยาที่คุณยายปุ้ยใช้มือข้าง หนึ่งประคองแขนอีกข้างหนึ่งรับไหว้พวกเรา รวม ถึงเวลาที่ท่านกำลังให้ศีลให้พรพวกเราด้วย คุณยายสมบูรณ์ กับคุณตาจันทร์ อยู่บ้าน เดี ย วกั น กั บ พี่ ส าวอี ก คนหนึ่ ง ของคุ ณ ตาจั น ทร์ ทุกท่านมีอายุคนละกว่า ๘๐ ปี แต่ยังทำงานเลี้ยง ชีพได้อย่างแคล่วคล่อง ทุกบ่ายคุณยายทั้งสอง และคุณตาจะขับรถกระบะเก่าๆ ออกไปขายของ ตามสถานทีต่ า่ งๆ คุณยายคุณตาเล่าว่า มีลกู หลาน หลายคนต่ า งเล่ า เรี ย นกั น สู ง ๆ มี ง านทำเป็ น หลักแหล่ง ลูกบางคนเป็นข้าราชการแต่ไม่ค่อยได้ กลับมาบ้าน นอกจากวันปีใหม่ วันสงกรานต์เท่านัน้ ที่บ้านหลังนี้ผู้สูงอายุทั้ง ๓ ท่านจึงต่างดูแลพึ่งพา กันเองตามลำพัง ชุ ม ชนบ้ า นน้ อ ยทุ่ ง สว่ า งเป็ น ชุ ม ชนข้ า ง โรงเรียน มีผสู้ งู อายุเท่าทีส่ ำรวจได้ประมาณ ๖๒ คน

ผูส้ งู อายุทมี่ อี ายุนอ้ ยทีส่ ดุ มีอายุ ๖๒ ปี และทีม่ อี ายุ มากที่สุดคือคุณยายเหรียญ อายุ ๙๔ ปี โดยเฉลี่ย ผู้สูงอายุในชุมชนนี้มีอายุ ๗๕ ปี ส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนเก่าแก่ของตำบลจันทึกตั้งแต่ครั้งที่น้ำยัง ไม่ท่วม และโดยมากเคยทำงานอยู่ในคลังแสง นอกนั้นหลายท่านเคยเป็นคนงานในโรงงานทอ กระสอบ ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นโรงงานที่ทันสมัย มากและรุ่งเรือง บั้นปลายชีวิตของผู้สูงอายุที่บ้าน น้อยทุง่ สว่างนี้ จึงมักจะเป็นข้าราชการบำนาญบ้าง เป็นพ่อค้าแม่คา้ ขายของเล็กๆ น้อยๆ บ้าง รับจ้างบ้าง และมี อี ก จำนวนไม่ น้ อ ยที่ ท่ า นนั่ ง กิ น นอนกิ น อันเนื่องด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วยและด้วยความ ชราภาพ บ่ า ยวั น นั้ น เป็ น วั น พฤหั ส บดี ก ลางเดื อ น กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ เป็นวันทีม่ แี ดดจัดและอากาศ ร้อนมาก พวกเราจากชมรมจิตอาสามือสมัครเล่น ของโรงเรียนซึ่งมีคุณครู ผอ. คุณครูประจำชั้นและ


น้องๆ ชั้น ป.๑ ป.๒ จนถึงพี่ ม.๓ ต่างพากันเดิน แถวฝ่าเปลวแดดแยกย้ายกันเข้าไปในชุมชน มุ่ง ตรงไปยังบ้านของผู้สูงอายุแต่ละท่านพร้อมกับคุณ หมอและคณะเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล (เดิมเป็นศูนย์แพทย์ชุมชน) ตามที่ ได้นัดหมายไว้ ในบรรดาผู้สูงอายุของชุมชนแห่งนี้เกือบ ทัง้ หมดจะเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบล ดังนัน้ คุณหมอและเจ้าหน้าทีข่ องโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลจึงรู้จักผู้สูงอายุในชุมชน ทุกคน รูว้ า่ ใครเป็นใคร อยูท่ ไี่ หน มีสขุ ภาพอนามัย ดีร้ายอย่างไร และเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้โรงเรียน มาทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ คุณหมอได้มาชวนให้โรงเรียนส่งนักเรียนไปร่วม โครงการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุในชุมชน ทางโรงเรียน จึงได้ส่งนักเรียนจิตอาสาจำนวนหนึ่งพร้อมกับ คุณครูให้ไปเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุร่วมกับคุณหมอ

หลวงพ่ อ พุ ท ธทาสสอนว่ า ความกตั ญ ญู ช่วยให้สังคมมีความสุข ทำให้มนุษย์อยู่ร่วม กั น อย่ า งสั น ติ เพราะว่ า ถ้ า ใครก็ ต ามที่ รู้ จั ก กตั ญ ญู ต่ อ ผู้ อื่ น หรื อ แม้ แ ต่ ก ตั ญ ญู ต่ อ สิ่ ง ต่างๆ ด้วยความรู้คุณ ใครๆ ที่ว่านั้นก็จะไม่มี ทางทำอะไรในทางที่ร้ายได้ ในปีเดียวกันนั้นทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้คัดเลือกและส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนของ เราเป็นโรงเรียนแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ และได้ เข้าร่วมโครงการโรงเรียนคุณธรรมชัน้ นำในปีตอ่ มา ปี ๒๕๕๑ โรงเรี ย นได้ รั บ รางวั ล ดี เ ยี่ ย ม จากการประกวดโครงงานเยาวชนไทยทำดีถวาย ในหลวง จากสำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา มีหวั ข้อ โครงงานชื่อ “เยาวชนไทยใส่ใจผู้สูงอายุ” ในปีนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้เสนอแนะ และเปิดโอกาสให้โรงเรียนส่งนักเรียนจิตอาสาไป ช่วยดูแลผู้สูงอายุในวันพฤหัสบดีที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกสัปดาห์ ด้วยเป็นวันที่ คุ ณ หมอนั ด ตรวจผู้ สู ง อายุ ก ลุ่ ม ที่ ป่ ว ยเป็ น โรค เบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง งานที่เด็กๆ ไปทำ เช่น ช่วยเจ้าหน้าที่วัดความดันโลหิต ช่วย วัดรอบเอว ชั่งน้ำหนัก ช่วยบันทึกข้อมูลและดูแล ช่วยเหลือผู้สูงอายุในขณะที่กำลังรอรับการตรวจ เป็นต้น คุณหมอเรียกเด็กๆ จิตอาสาเหล่านี้ว่า “คุณหมอน้อยจิตอาสา” ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ โรงเรียนได้รับ เกี ย รติ ใ ห้ เ ข้ า ร่ ว มงานแสดงนิ ท รรศการผลงาน นักเรียน โครงงานคุณธรรม “เยาวชนไทยใส่ใจ ผู้สูงอายุ” ระดับประเทศ ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ พัทยา จังหวัดชลบุรี และนับแต่นน้ั นักเรียนจิตอาสา ตัวน้อยๆ ก็คอ่ ยๆ ขยายผลจากนักเรียนกลุม่ เล็กๆ ที่เป็นแกนนำ ไปสู่แนวคิดที่พยายามจะส่งเสริม ๒๑


บทความดีเด่น

สิ่งไรที่อยู่ ใกล้ตัวคนเรามักมองไม่เห็นคุณค่า เช่นเดียวกับดอกหญ้าและดอกไม้ริมทางที่เรา เหยียบย่ำและเดินผ่านไปมาทุกวี่วัน

ให้นกั เรียนทุกคนเป็นจิตอาสาทีจ่ ะไปดูแลผูส้ งู อายุ อี ก ทั้ ง มี ค วามมุ่ ง มั่ น ตั้ ง ใจว่ า จะบรรจุ กิ จ กรรม “จิตอาสาดูแลผู้สูงอายุ” นี้ ไว้ในหลักสูตรของ โรงเรียนด้วย วันที่จะไปเยี่ยมคุณยายเหรียญ คุณยายปุ้ย คุณยายจันทร์และคุณตาคุณยายท่านอื่นๆ นั้น แม้จะเป็นถิ่นที่คุ้นเคย เด็กๆ ส่วนใหญ่ยังอดที่จะ ตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ออกไปเดินเล่นในชุมชนทั้งที่ เป็นบ้านช่องของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ไปคราวนี้ มีเพื่อนๆ ไปด้วยมากมาย มีคุณครูไปด้วย โดย เฉพาะเด็กๆ ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในชุมชนจะรู้สึก ตืน่ เต้นเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ต่างช่วย กันรักษากติกาเป็นอย่างดี เช่น เดินแถวไปเงียบๆ เป็นระเบียบเรียบร้อย และช่วยกันเก็บขยะในชุมชน ให้ด้วย คุณตาคุณยายใจดีทุกคน บางคนหาก แข็งแรงดีท่านจะออกมาต้อนรับชวนคุยถามไถ่ บางท่านที่เจ็บป่วยเด็กๆ จะไปช่วยบีบนวดให้บ้าง กิจกรรมหลักคือ การให้เด็กออกไปเยี่ยมเยียนให้ คุณตาคุณยายไม่เหงา นอกนั้นก็ช่วยกันทำความ สะอาดรอบบริเวณบ้านบ้างเล็กๆ น้อยๆ หลวงพ่อพุทธทาสสอนว่า ความกตัญญู ช่วยให้สังคมมีความสุข ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกัน อย่างสันติ เพราะว่าถ้าใครก็ตามที่รู้จักกตัญญูต่อ ๒๒

ผู้อื่น หรือแม้แต่กตัญญูต่อสิ่งต่างๆ ด้วยความ รู้คุณ ใครๆ ที่ว่านั้นก็จะไม่มีทางทำอะไรในทางที่ ร้ายได้ มีแต่จะคอยตอบแทนคุณด้วยการเอื้อเฟื้อ เกื้อหนุนอยู่เสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นดินน้ำลมฟ้า หรือบิดามารดา ปู่ย่าตายาย โรงเรี ย นของเราได้ ด ำเนิ น ตามแนวทาง โรงเรียนวิถพี ทุ ธมาแต่ตน้ ก่อนทีค่ ณุ ครู ผอ. จะย้าย มาอยู่ ที่ นี่ เ สี ย อี ก กิ จ กรรมจิ ต อาสาเยี่ ย มบ้ า น ผู้สูงอายุนี้เกิดขึ้นภายหลัง เป็นแนวคิด เป็นแนว ทางหนึ่งในการปลูกฝังให้นักเรียนมีความกตัญญู กตเวทีตอ่ ผูม้ พี ระคุณและต่อสิง่ ต่างๆ ซึง่ ก็ได้ดำเนิน มาต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความมุง่ หวังอยากให้นกั เรียนเป็นเด็กดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญู มีความ มุ่งมั่นตั้งใจใฝ่เรียนเพื่อตอบแทนพระคุณของบิดา มารดาครูอาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณทั้งหลาย ในสังคม ซึง่ หลายท่านเต็มเปีย่ มไปด้วยความเมตตา กรุณา อยากให้นักเรียนเห็นคุณค่าและรักต้นไม้ที่ ให้ร่มเงา ให้ลมหายใจแก่เราทุกวี่วันและตลอด เวลา อยากให้นักเรียนรักแม่น้ำลำธารที่เราได้ใช้ ประโยชน์มานับมิถ้วนนานมาแต่ครั้งปู่ย่า อยาก ให้นักเรียนรักธรรมชาติเพราะเราทุกคนเป็นส่วน หนึง่ ของธรรมชาติ และอยากให้นกั เรียนรักโรงเรียน รักชุมชนของตน รักเพื่อนพ้อง ให้พี่ดูแลน้อง น้อง เคารพพี่ ให้มีความภูมิใจในความเป็นเรา และ ช่วยกันทำให้ชุมชนผาสุกร่มเย็น โลกทุกวันนี้วุ่นวายเพราะผู้คนไม่กตัญญู ต่อกันและไม่กตัญญูต่อธรรมชาติดังที่หลวงพ่อ สอน กิจกรรมนักเรียนจิตอาสาเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ มีแนวคิดที่จะปลูกฝังให้นักเรียนมีจิตสำนึกและ เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุหรือปู่ย่าตายายทั้งหลาย


เยี่ ย มบ้ า นคุ ณ ยายปุ้ ย ยาสูงเนิน อายุ ๗๗ ปี ท่านป่วยเป็นอัมพฤกษ์

ซึง่ ถือว่าเป็นผูม้ บี ทบาทสำคัญต่อเด็กๆ ในปัจจุบนั หลายท่านเป็นทั้งพ่อและแม่ของเด็กๆ หลายท่าน รับภาระต้องเลี้ยงดูลูกหลานทั้งที่อายุก็มาก หลาย ท่านมีชีวิตอยู่ลำพังคนเดียวไม่มีใครดูแล ท่านมี ชีวิตอยู่และยังชีพด้วยเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือน ละไม่กี่ร้อยบาท ตัวอย่างคุณยายท่านหนึ่งอายุเจ็ดสิบกว่า อยู่กับหลานสาวตัวเล็กๆ เดินเหินไปที่ใดก็ไม่ สะดวก ท่านได้แต่ลุกนั่งหรือคลานไปมาอยู่ใน กระท่อมแคบๆ เท่านั้น แม่ของเด็กมีสามีใหม่ มี ที่อยู่และทำงานไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง คุณตาท่านหนึ่งเดิมทีมีอาชีพเป็นยามเฝ้า โรงงาน คุณยายขายของเล็กๆ น้อยๆ ในตลาดสด เช่ า ห้ อ งแถวเล็ ก ๆ อยู่เลี้ยงหลานอีกห้าหกคน ปัจจุบันท่านเกษียณอายุแล้ว สิ่ ง ใดที่ อ ยู่ ใ กล้ ตั ว คนเรามั ก มองไม่ เ ห็ น คุณค่า เช่นเดียวกับดอกหญ้าและดอกไม้ริมทางที่ เราเหยียบย่ำและเดินผ่านไปมาทุกวี่วัน ชมรมจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุอยากให้เด็กๆ ไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ้านอื่นแล้วหันกลับมาดูที่ บ้านของตนเอง ว่าเราได้ดูแลปู่ย่าตายายที่อยู่กับ เราทุกวันอย่างไร อยากให้เด็กๆ รักปู่ย่าตายายที่ บ้าน หรือใครทีม่ คี ณุ พ่อคุณแม่กอ็ ยากให้รกั คุณพ่อ

คุณแม่ให้มาก อยากให้ผู้สูงอายุทุกท่านได้รับการ ดูแลและมีความสุขเช่นเดียวกับคุณยายเหรียญ ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้ริม ทางโลกนี้จะสวยสดงดงามได้อย่างไร เสมือนเรา ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวฉันนั้น ก่อนจะลาคุณตาคุณยายทุกๆ ท่านกลับ ในวันนั้น คุณครู ผอ. คุณครูประจำชั้น นักเรียน และคุณหมอต่างพร้อมใจกันกราบคุณตาคุณยาย ทุกคนที่ได้ไปเยี่ยม ทุกท่านจะให้ศีลให้พรคล้ายๆ กัน มีคุณยายเหรียญท่านเดียวที่ให้พรไม่เหมือน ท่านอื่น คำอำนวยอวยพรของท่ า นแฝงไว้ ด้ ว ย ภูมิปัญญาอย่างเต็มเปี่ยม “ขอให้ ลู ก ให้ ห ลานทุ ก คนอยู่ เ ย็ น เป็ น สุ ข มีความเจริญ ทำน้อยก็ได้นอ้ ย ทำมากก็ได้มาก”

๒๓


บทความดีเด่น

ภาคกลาง-ตะวันออก ตราด

วิถีพุทธ

วิถีทางแห่งปัญญา

พัฒนาตั้งแต่ยังเล็กๆ

เรื่อง คีระคิน ทรายะลินลดากร โรงเรียน บ้านคลองมะนาว ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

ความสุขแท้อยู่หนใดบนโลกนี้ ตามค้นหาทุกที่ทุกสถาน หาลาภยศมากมายมาเนิ่นนาน ก็มิอาจพบพานความสุขจริง นับตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาเป็นครูอนุบาลของ เด็กๆ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว จังหวัดตราด ผมได้เรียนรูอ้ ะไรต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการอยู่ อย่างมีความสุขด้วยวิถแี ห่งธรรมของพระพุทธองค์ ผมไม่คาดคิดว่าจะได้พลัดพรากจากบ้านมาอยู่ ไกลถึงขนาดนี้ ด้วยความเมตตาของท่านอาจารย์ ทำให้ผมได้มาพักอาศัยอยูท่ ว่ี ดั คลองมะนาว แม้จะ ไม่ มี บ้ า นพั ก ครู แ ต่ ผ มก็ อ ยู่ ไ ด้ ผมคิ ด เสมอว่ า ไม่ว่าเราจะอยู่แห่งไหนตราบใดที่เรายังหายใจได้ เราก็สามารถจะอยูเ่ พือ่ พัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ได้เสมอ โรงเรียนแห่งนี้นับว่าเป็นโรงเรียนที่น่าอยู่ มาก เพราะครูทุกคนอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว เป็นพี่เป็นน้องกัน มีวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูล รับฟัง เข้าใจ ด้วยความรักและและจริงใจ ซึง่ จริงๆ แล้วทุกสังคมก็เป็นสังคมแห่งความสุขได้ เพราะ สังคมแห่งความสุขนั้นเกิดมาจากสมาชิกทุกคน ช่วยกันทำให้เกิดขึ้นจริง ผมเป็นผู้ชายเพียงไม่กี่คนที่เลือกมาเรียน ด้านการศึกษาปฐมวัย ผมคิดว่าการพัฒนามนุษย์ ควรเริม่ ต้นตัง้ แต่เริม่ ปฏิสนธิและคลอดออกมาจาก ท้องแม่เป็นเด็กตัวน้อยๆ หายใจได้ บางคนอาจ คิดว่าการสอนเด็กเล็กนั้นไม่ต้องใส่ใจอะไรมาก

๒๔

จะสอนอะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว วัยนี้เป็นรากฐาน สำคัญของชีวิตเลยทีเดียว เพราะการพัฒนาเด็กๆ ก็เหมือนการปลูกต้นไม้ทตี่ อ้ งอาศัยการบำรุงรักษา ให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่แรกเริ่ม หากดูแลไม่ดี ไม่รวู้ ธิ ดี แู ลรักษา ต้นไม้นนั้ ก็อาจอ่อนแอถูกทำลาย หรือล้มตายลงไปได้ ครูจึงมีหน้าที่สำคัญในการ เป็นผู้ดูแลต้นไม้แห่งความฝันที่จะเติบโตขึ้นไปเป็น พลังอันยิง่ ใหญ่ทจ่ ี ะสร้างสรรค์สง่ ิ ต่างๆ ให้กบั โลก ผมได้นำหลักธรรมของพระพุทธองค์ตาม วิถีพุทธมาพัฒนาเด็กอนุบาลให้เข้าใจถึงความจริง ความดี ความงามของสรรพสิง่ ทัง้ หลาย โดยฝึกฝน ให้เด็กๆ รูจ้ กั สังเกต คิดพิจารณาสิง่ ต่างๆ ทีเ่ กิดขึน้


อยู่เสมอ ฝึกคิดใคร่ครวญถึงความเป็นมาเป็นไป ของสรรพสิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นประโยชน์และโทษที่ จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ผู้คนรอบข้าง และสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ฝึกกิน อยู่ ดู ฟังเป็น ฝึกคิดหาวิธี จะทำให้สังคมน่าอยู่และสงบสุข เริ่มต้นจากห้อง เรียน โรงเรียน และครอบครัว ฝึกเอาใจเขามา ใส่ใจเรา อย่าทอดทิ้งใครไป หรือรังเกียจใคร ไม่ ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ก็ควรให้โอกาสเขาในการ พัฒนาตน เพราะไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์พร้อมทุก อย่าง เมื่อเด็กมีทัศนคติที่กว้างไกล ฝึกมองสิ่ง ต่างๆ ด้วยปัญญาตามวิถีพุทธแล้ว วัฒนธรรม แห่งความสุขก็จะเริ่มต้นได้จากห้องทดลองเล็กๆ อันมหัศจรรย์ของเราเอง โรงเรียนของผมตั้งอยู่เนินเขาบรรทัดที่กั้น อยู่ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ห้อง เรี ย นอนุ บ าลของผมก็ เ ป็ น ห้ อ งสี่ เ หลี่ ย มเหมื อ น โรงเรียนรัฐบาลทั่วๆ ไป ผมคิดว่าผมจะจัดห้อง เรียนอย่างไรดี ให้เด็กๆ รู้สึกอบอุ่นและมีความ สุขสอดคล้องกับวัฒนธรรมวิถีพุทธ ผมจึงเริ่มต้น จัดสภาพแวดล้อมให้เหมือนบ้าน มีกิจกรรมและ มุมต่างๆ ของห้องเรียนที่ส่งเสริมวัฒนธรรมวิถี พุทธ ที่ให้เด็กๆ ได้เข้าไปเรียนรู้ โดยให้เด็กๆ ได้ สัมผัสและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขามีก่อน หมู่บ้านคลองมะนาวเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ ริมทะเล เด็กๆ ที่นี่จึงผูกพันกับท้องทะเลมาก ผมจึงนำสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหมู่บ้านมา บูรณาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ของเล่นต่างๆ ภายในห้องได้มาจากผลิตผลตาม ธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ลูกสน ลูกตีนเป็ด ท่อน ไม้เล็กๆ เป็นต้น ผมนำของเล่นเหล่านี้มาสอนให้ เด็กๆ รู้จักคุณค่าของการเกิดมาของสิ่งต่างๆ อยู่ เสมอ เพราะกว่าเขาจะเกิดมาได้ และเสียสละมา ให้เราได้เล่นได้เรียนรู้ เขามีพระคุณกับเรา เรา ต้องขอบคุณและดูแลรักษาเขาให้ดี เด็กก็จะเริ่ม ซึมซับถึงความรักความเมตตาและทะนุถนอมสิง่ ของ ต่างๆ มากขึ้น ในวันหยุดหรือหลังเลิกเรียนผมมักจะพา เด็กๆ ไปเดินสำรวจชายทะเล หากพบขยะก็ชว่ ยกัน

เพราะไม่มี ใครเกิดมาสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง เมือ่ เด็กมีทศั นคติทก่ี ว้างไกล ฝึกมองสิง่ ต่างๆ ด้วยปัญญาตามวิถีพุทธแล้ว วัฒนธรรมแห่ง ความสุขก็จะเริ่มต้นได้จากห้องทดลองเล็กๆ อันมหัศจรรย์ของเราเอง

เก็บใส่ถุงไปทิ้ง หากพบเปลือกหอยที่พัดมาตาย ตามชายหาดก็จะนำมาทำเป็นสื่อการเรียนการ สอนในห้องเรียนอยู่เสมอ เด็กๆ จึงเล่นกันอย่างมี ความสุข เพราะสื่อต่างๆ ในห้องเป็นของที่เรา ช่วยกันเก็บและประดิษฐ์ขึ้นมาเอง กิจกรรมวัฒนธรรมวิถีพุทธที่ผมได้นำมา จัดในห้องเรียนเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้ฝึกฝนและเรียน รู้มีมากมาย เช่น การวนเทียนแห่งปัญญา การฝึก คิดถึงและเข้าใจผู้อื่น การฟังธรรม การฟังนิทาน แห่งธรรม การฝึกนั่งสมาธิ การร้องเพลงธรรมะ กิ จ กรรมเดิ น ตามเส้ น ทางแห่ ง ธรรมนำปั ญ ญา นอกจากนี้ยังมีโครงการเด็กดีวิถีพุทธที่มอบหมาย ให้ เ ด็ ก ๆ ทุ ก คนช่ ว ยกั น สอดส่ อ งดู แ ลเพื่ อ นๆ รวมถึงพี่น้องของเราเป็นให้เด็กดี รักและเมตตา ต่อผู้อื่นอีกด้วย เมื่อครั้งที่ผมได้สูญเสียยายที่ผมรักไป ผม ได้นำเรื่องความตายมาสอนเด็กๆ เด็กๆ ให้ความ สนใจอย่างมาก ถามผมว่าทำไมยายถึงตาย ผม บอกเด็กๆ ว่า ความตายเป็นของธรรมดา คนเรา เกิดมาต้องตายทุกคน เราต้องทำความดีไว้ หาก เราทำความดีจะได้ขึ้นไปเป็นนางฟ้าเทวดาบน สวรรค์ มีความสุข และหากทำชั่วมากจะตกลงไป นรก อยู่อย่างทุกข์ทรมาน ผมได้เล่าถึงว่านรก สวรรค์เป็นอย่างไร เด็กๆ ตื่นเต้น พูดคุยและ ซักถามสิ่งต่างๆ มากมาย ผมฟังแล้วก็ประทับใจ ๒๕


บทความดีเด่น

อย่างตั้งใจ พอไปถึงน้องแบมบอกว่า “ขอให้ครู ก้อนหินไปสวรรค์ค่ะ” เด็กๆ พากันหัวเราะเพราะ น้องแบมบอกอธิษฐานให้ผมไปสวรรค์ ความตาย น้องมังคุด “ถ้าคนทำความดีเขาไปขึ้นสวรรค์ ให้อะไรเรามากจริงๆ เพราะทำให้เรารู้ว่ามันมี เกิดขึน้ ตัง้ อยู่ และดับไป ความตายก็สอนคุณธรรม แล้วเวลามาเกิด ตกลงมาไม่ขาหักหรือครับ” เด็กๆ ได้อย่างนีน้ เ่ี อง ขอบคุณยายทีเ่ ฝ้าเลีย้ งดูผม หลานกำพร้าของยาย จนทำให้ผมได้มาสอนธรรมะ เด็กๆ อนุบาลในวันนี้ เราสามารถสัมผัสความสุขได้จากการเรียน รู้ธรรมะ เพราะธรรมะคือธรรมชาติ มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป เราจึงเรียนรู้ธรรมะได้จากทุกๆ อย่าง ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือทำอาชีพอะไรก็สามารถ ฝึกปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา การเป็นครูจึงเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ เพราะ ไม่เพียงแต่พัฒนาเด็กอย่างเดียวเท่านั้น แต่ครูยัง เป็นผู้ที่เรียนรู้และพัฒนาตนเองด้วย เด็กตัวเล็กๆ ให้อะไรเรามาก เราต้องขอบคุณเขาหลายๆ อย่าง เพราะนอกจากเราจะได้ฝึกฝนอบรมให้เขาได้เป็น คนดี คนเก่ง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข แล้ว เด็กๆ เองก็กำลังสอนธรรมะให้กับเราเช่น เดียวกัน น้องบิว “ทำไมยมทูตไม่มเี มีย มีลกู ละครับ” วัฒนธรรมวิถีพุทธจะสำเร็จสอดคล้องเป็น หนึ่งเดียวอย่างแท้จริงได้เมื่อทุกๆ ส่วนของสังคม น้องแน็ก “นรกมีจริงๆ ครับ” ช่วยกันอย่างจริงจังและจริงใจ เริ่มต้นจากตัวเรา น้องนุ่น “หนูอยากอยู่สวรรค์ค่ะ” น้องบิว “นรกกับสวรรค์หา่ งไกลมากนะครับ” ห้องเรียนเล็กๆ โรงเรียน ครอบครัวของเรา ขยายไป น้องช๊อป “เดี๋ยวใครขโมยของคนอื่นก็ตก ให้มากขึ้นๆ แล้วสังคมของเราก็จะน่าอยู่ เด็กและ เยาวชนก็จะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่า และเมื่อเรา นรก มีไฟเผาด้วย” น้องมังคุด “ทำไมยมทูตต้องลงโทษคนอื่น มาช่วยกันคิดดี ทำดี พูดดีแล้ว ความสุขก็จะ ด้วยละครับ แล้วยังงี้ยมทูตไม่ตกนรกหรือครับ” กระจายไปยังหัวใจของเราทุกๆ คนได้อย่างแน่นอน น้องการ์ฟวิ “เค้าเอายายไปทิง้ ทีไ่ ฟหรือครับ” ความสุขนั้นเกิดได้ที่ใจหนอ น้องเพลง “หนูอยากเป็นนางฟ้าค่ะ” น้องบิว “ลุงฟัน่ ของหนูทำความชัว่ ลงนรกครับ” สุขที่ใจรู้จักพอไม่โลภหลง สุขที่ได้สร้างประโยชน์ด้วยซื่อตรง น้องหนูนา “หนูอยากเป็นเด็กดีค่ะ” น้ อ งมั ง คุ ด “ถ้ า คนทำความดี เ ขาไปขึ้ น วิถีพุทธแห่งพระพุทธองค์พาสุขเอย สวรรค์ แล้วเวลามาเกิด ตกลงมาไม่ขาหักหรือครับ” จากนั้นผมให้เด็กๆ ทำกิจกรรมวนเทียน แล้วอธิษฐานถึงคุณยายว่า “ขอให้คุณยายของคุณ ครูก้อนหินไปสวรรค์ครับ/ค่ะ” เด็กๆ อธิษฐาน ๒๖


ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน สุพรรณบุรี เขต ๓

เปิดหู เปิดตา เปิดใจ อะไรๆ ก็ง่าย

โรงเรี ย นบ้ า นหนองจิ ก ยาวของเราเป็ น โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนเพียง ๖๕ คน ครู ๗ คน เท่านัน้ แต่ทกุ วันฉันในฐานะครูใหญ่ ทุกคน มักเรียกฉันอย่างนี้ ซึ่งฟังแล้วอิ่มเอมกว่าคำว่า ผู้อำนวยการเป็นไหนๆ ต้องหนักใจทุกวันเมื่อมอง เห็ น ขยะชิ้ น เล็ ก ชิ้นน้อยเกลื่อนกลาดในช่วงพัก กลางวัน เมื่อมองดูในถังขยะซึ่งโรงเรียนได้จำกัด ให้มีอยู่จุดเดียวคือที่โรงอาหารแล้วก็ต้องถอนใจ สารพัดถุงพลาสติก แก้ว หลอด ฯลฯ ลองกะดู ด้วยสายตาและสังเกตการทิ้งขยะของนักเรียน คนหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕ ชิ้น รวมๆ แล้ว ๓๐๐ กว่า ชิ้นโดยประมาณ ก่อนเข้าชั้นเรียนตอนบ่ายก็ต้อง ระดมกำลังนักเรียนเก็บกันทุกวัน เราทำอะไรได้ มากกว่านี้ไหม ในฐานะผู้นำ ฉันลองถามนักเรียนและครูว่าขยะมันมา จากไหน ทุกคนตอบคล้ายๆ กันว่าจากแม่ค้า ฉันเข้มงวดกับของที่แม่ค้านำมาขาย โดยบอกว่า ให้ขายของที่ไม่เป็นขยะ ขอร้องไม่ให้ขายของเล่น พอเราห้ามสิ่งโน้น ก็เปลี่ยนเป็นอันนี้ พอครูไปดูก็ แอบก็ซ่อน นอกจากนั้นก็เข้มงวดกับครูเวร ซึ่งก็ สะอาดเป็นบางวัน มันเกิดอะไรขึ้น ก็โรงเรียนของ เราทุกคนไม่ใช่หรือ ไม่ใช่โรงเรียนของครูใหญ่นะ ทำไม่ไม่คิดเหมือนเรา หรือว่าฉันพูดอะไรที่เขา ไม่เข้าใจ สั่งห้ามแม่ค้ามาขายเลยดีไหม ก็ฉันมัน ครูใหญ่นี่ แล้วถ้าครูว่า แม่ค้าบ่น ชาวบ้านมา โวยวายว่าลูกเขาไม่มีขนมกิน ทำอย่างไรล่ะ เมื่อ คิดไม่ออก ฉันก็เลยทำเรือ่ งอืน่ แล้วมันก็เป็นปัญหา ที่ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เหมื อ นฟ้ า เบิ ก ทางสวรรค์ วั น หนึ่ ง เจอ หนังสือเล่มหนึ่งของ ดร.วรพัฒน์ ภู่เจริญ เขาเป็น

เมื่อสติมา ปัญญาก็เกิด เออหนอ ถ้าเราพูด และฟังกันด้วยใจ เข้าใจความต้องการของกัน และกัน เราน่าจะทำอะไรได้ง่ายๆ ใครไม่เคยรู้จัก อ่านไปเรื่อย มีการพูดถึงองค์กร แห่งการเรียนรู้ การเปลีย่ นแปลงองค์กร และมีคำว่า เราต้องเปิดหู คือ ฟังกันอย่างลึกซึ้ง เปิดตา ดู ด้วยความเข้าใจ และเปิดใจ รับความคิดเห็นของ ทุกคน เหมือนจะได้อะไรแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ มีโอกาสได้ไปอบรมจิตตปัญญา ได้เรียนรู้การใช้ สุนทรียสนทนา การฟังอย่างลึกซึง้ (Deep listening) ความคิดเห็นของทุกคนมีค่าไม่ต้องตัดสินว่าของ ใครถูกใครผิด ไม่ต้องสรุป หรือโหวต การใช้เวลา ในการใคร่ครวญปัญหาต่างๆ การฝึกสติ การอยู่ ร่ ว มกั น อย่ า งเข้ า ใจ เข้ า ถึ ง มี ค วามเบาสบาย ไม่อึดอัด

เรื่อง วชิรา แสนโกศิก โรงเรียน บ้านหนองจิกยาว ต.หนองโพธิ์ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี

๒๗


บทความดีเด่น

และเมื่ อ สติ ม า ปั ญ ญาก็ เ กิ ด เออหนอ ถ้าเราพูดและฟังกันด้วยใจ เข้าใจความต้องการ ของกันและกัน เราน่าจะทำอะไรได้ง่ายๆ และ เหมือนโชคเข้าข้าง โรงเรียนได้รับงบบริจาคจาก ชาวญี่ปุ่นผู้ใจดีท่านหนึ่ง ให้ต่อเติมห้องครัวจาก โรงอาหารซึ่งเดิมแม่ค้าปรุงอาหารมาจากบ้านแล้ว นำมาขายในโรงเรียน ฉันก็นำกิจกรรม สุนทรีย สนทนามาใช้กับครู ว่าเราแก้ปัญหาขยะและการ ขายอาหารของแม่คา้ อย่างไรดี โดยใช้การพูดทีละคน ทุกคนต้องพูดโดยถือก้อนหินรับฟัง เมื่อพูดจบ ให้วางก้อนหินลงกลางวงสนทนา ส่วนคนอื่นๆ ฟังอย่างตั้งใจไม่พูดแทรก ไม่ถาม และสบตา ผูพ้ ดู หากใครพร้อมให้หยิบก้อนหินมาถือไว้แล้วพูด ฉันรู้สึกประทับใจมาก บางคนไม่เคยแสดงความ คิดเห็นในที่ประชุม ซึ่งฉันอาจไม่เคยถามเขา พูด ตัดบทกลัวเกิดความขัดแย้ง เสียเวลา อะไรอีก หลายสาเหตุ และวันนี้ทุกคนพูด ทุกคนฟัง ไม่มี การสรุป ไม่มีการตัดสิน ความคิดเห็นทุกคนมี ความหมายเท่าเทียม และคำตอบในการแก้ปญั หาก็ อยู่ในตัวของมันเอง และความคิดเราก็คล้ายๆ กันคือ ไม่ต้องมีแม่ค้าในโรงเรียน ให้จ้างแม่ครัว ไม่ต้องมีของขาย จะได้ไม่มีขยะ โดยโรงเรียนจัด ให้มีทั้งขนมไทยและผลไม้ ๒๘

ฉันใช้วิธีการนี้ในการพูดคุยกับผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา นักเรียน ซึ่งบรรยากาศเต็ม ไปด้วยความถ้อยทีถอ้ ยอาศัย ยิม้ แย้ม เข้าอกเข้าใจ และขอความร่วมมือให้นักเรียนบริจาคคนละ ๑๐ บาทต่ อ วั น ทุ ก คนก็ ใ ห้ ค วามร่ ว มมื อ อย่ า งดี ยิ่ ง นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองที่ว่างมาช่วยทำอาหาร และนักเรียนที่เป็นแม่ครัวอาสาวันละ ๓ คนใน ช่วงเวลา ๑๑.๐๐ น. ทุกวันนี้ผู้ปกครองชมเชยการ เปลี่ยนแปลงของโรงเรียนเป็นอย่างมาก นักเรียน อิ่มท้องและไม่ขาดเรียน เฝ้ารอวันที่ตัวเองจะได้ มาเป็นผู้ช่วยแม่ครัว โรงเรียนไม่มีขยะ เศษอาหาร เหลือน้อยมาก ไม่มีเด็กปวดท้อง ไม่มีเงินหาย เพราะไม่ได้นำเงินมาซือ้ ขนม ไม่ตอ้ งรีบรับประทาน อาหารเพื่อไปซื้อขนม เด็กรู้จักรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ รู้จักผลไม้ ทุกวันเวลาเที่ยง นักเรียนของเราจะเข้า แถวมารับถาดอาหาร นั่งอย่างเป็นระเบียบพนม มือเมื่อได้ยินสัญญาณระฆัง ก็จะพูดพร้อมกันว่า “ขอขอบคุณคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู แม่ครัว ทีท่ ำให้ เรามีอาหารรับประทานในมื้อนี้ ข้าพเจ้าขอสัญญา ว่ า จะรั บ ประทานอย่ า งพอดี ไม่ ดั ง ไม่ เ หลื อ ไม่หก อาหารกลางวันวันนี้คือ Today lunch is rice and curry…the fruit is apple...the sweet is…ลอดช่อง…” เมื่อผู้ปกครองมาดูก็จะยิ้ม ฉันก็ ยิ้ม คุณครูก็ยิ้ม ก็มันปลื้มกับการเปลี่ยนแปลงของ โรงเรียน และนี่คือบทพิสูจน์ว่าฉันได้เดินมาถูก ทางแล้ว ต่อไปนีฉ้ นั จะไม่ยอ่ ท้อต่อการแก้ปญั หาใดๆ ในโรงเรียนอีกแล้ว เพราะฉันค้นพบแล้วว่าการ เปิดหู เปิดตา เปิดใจ อะไรๆ ก็จริงๆ


ภาคใต้ตอนล่าง สงขลา เขต ๒

ใจสู้ ไม่ท้อ

แม้หนูพิการ

ในชีวิตของคนเราจะมีใครรู้ว่าจะมีอะไร เกิดขึ้นกับเราบ้างในระหว่างที่เราใช้ชีวิต คงไม่มี ใครรูเ้ หตุการณ์ลว่ งหน้าว่าเราจะเป็นอย่างไร ทำงาน อะไร แต่ตัวเรารู้อยู่เสมอว่าเราก็ใช้ชีวิตเหมือนๆ กับคนทั่วไป มีความต้องการเหมือนกับทุกคน ไม่วา่ จะอยูใ่ นชุมชน ในโรงเรียน เราทุกคนก็มคี วาม อยากได้อยากมีเหมือนกันกับคนทั่วไป สิ่งที่เรา อยากได้ ทุกคนก็อยากได้ สิ่งที่เราอยากมี ทุกคน ก็อยากมีเช่นกัน แต่วันหนึ่งใครจะรู้ว่าจะมีเรื่องอะไรร้ายๆ เกิดขึ้นกับตัวเราบ้าง หากสิ่งนั้นไม่เกิดกับตัวเรา เองเราก็คงไม่รู้สึกถึงความเศร้า ความเสียใจ เรา ทุกคนคงไม่อยากมีชีวิตโดยเป็นภาระของใคร เรา อยากที่จะช่วยเหลือตนเองได้เหมือนกับทุกคน ถึงแม้ว่าบางอย่างเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันเหมือนเวรกรรมที่ติดตัวเรามาไม่สามารถที่จะ หลีกหนีพ้น เราเคยมีอะไรเหมือนกับคนอื่นๆ มี ร่างกายที่ปกติสมบูรณ์ครบทุกประการ แต่แล้ว ความปกติก็กลับไม่ปกติ ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่

เหมือนเดิมอีกแล้ว และเมื่อไรที่เราจะกลับมา เบิกบานได้อีกครั้ง เมื่อไรที่เราจะกลับมามีชีวิต ปกติเหมือนกับคนอื่นๆ คงไม่มีใครตอบเราได้ นอกจากตัวของเราและกำลังใจจากคนที่รักเรา น้องเปิ้ล เป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านควน ดินแดง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา อายุ ๑๐ ปี ชีวิตของน้องเปิ้ลเมื่อก่อนก็ปกติเหมือนกับคนอื่นๆ สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี เรียนหนังสือเข้าโรงเรียน เหมือนๆ กับคนอื่นในวัยเดียวกัน แต่ที่น้องเปิ้ล ไม่ เ หมื อ นกั บ คนอื่ น ๆ คื อ น้ อ งเปิ้ ล มี ร่ า งกายที่ ไม่ปกติ ขาของน้องเปิ้ลผิดปกติ แต่ความผิดปกติ นี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิด ตอนน้องเปิ้ลเกิดน้องเปิ้ลก็ มีรา่ งกายทีป่ กติเหมือนกับเด็กคนอืน่ ๆ วิง่ เล่นซุกซน เหมือนกับเด็กทั่วๆ ไป แต่ความสุขของน้องเปิ้ลก็ มีได้ไม่นาน ขณะนั้นน้องเปิ้ลเรียนอยู่ชั้น ป.๓ วันหนึ่งคุณแม่พาน้องเปิ้ลนั่งรถจักรยานยนต์ไปทำ ธุระและเกิดอุบัติเหตุทำให้น้องเปิ้ลหล่นลงจากรถ จักรยานยนต์ ทำให้ขาข้างขวาพลิกเสียรูป การ เดินของน้องเปิ้ลก็เลยผิดปกติไปด้วย ไม่สามารถ

เรื่อง บุญญาพร จอกถม โรงเรียน บ้านควนดินแดง ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

๒๙


บทความดีเด่น

ที่จะเดินแบบคนอื่นๆ ได้ เท้าข้างขวาจะต้องเดิน ด้วยหลังเท้า การเดินช้าลง วิ่งไม่ได้ จากอุบัติเหตุ ในครั้งนั้นทำให้น้องเปิ้ลเปลี่ยนไป จากคนที่เคย ร่าเริงแจ่มใส พุดคุยสนุกสนานก็ไม่มอี กี แล้ว จากคน ที่หน้าตาน่ารัก ก็หน้าบึ้งทั้งวัน กลายเป็นคนขี้แย เอาแต่ใจ ชอบอยูค่ นเดียว เข้ากับเพือ่ นๆ ไม่คอยได้ แยกตัวออกจากกลุม่ เพือ่ น เพราะมีความรู้สึกว่าเรา ไม่เหมือนคนอืน่ ๆ แล้ว น้องเปิล้ จะวิง่ เล่นเหมือนกับ คนอื่นๆ ไม่ได้ เพื่อนๆ ในห้องเรียนก็ไม่เข้าใจ ความรู้สึกของน้องเปิ้ล ชอบตำหนิเวลาน้องเปิ้ล ไม่ช่วยทำงาน ไม่ทำความสะอาดห้องเรียน และ ทุกครั้งที่ถูกเพื่อนว่าน้องเปิ้ลก็จะร้องไห้เป็นประจำ การเรียนของน้องเปิล้ ก็แย่ลง จนกระทั่งได้เลื่อนชั้น ขึ้น ป.๔ แต่พฤติกรรมของน้องเปิ้ลก็ยังไม่เปลี่ยน กลับมีพฤติกรรมที่แปลกไปจากเดิมอีก คือเมื่อ เวลาเลิกเรียนหากน้องเปิ้ลไม่เห็นคุณพ่อมารอรับ น้องเปิ้ลก็จะร้องไห้ไม่ยอมหยุดจนกว่าพ่อจะมารับ ไม่ยอมที่จะกลับบ้านกับคนอื่นแม้ว่าคนที่มารับจะ เป็นพี่สาวก็ตาม ต้องเป็นคุณพ่อเท่านั้น เมื่อคุณครูทุกคนได้เห็นพฤติกรรมของน้อง เปิ้ลในวันนั้นจึงลงความเห็นกันว่าต้องช่วยให้น้อง เปิ้ลมีชีวิตที่กลับมาปกติให้ได้ โดยการที่ครูทุกคน จะไม่เข้มงวดกับน้องเปิล้ มาก ให้เรียนแบบสบาย ๆ และพยายามพูดให้เพื่อนในห้องยอมรับน้องเปิ้ล ให้ได้ ไม่ให้เพื่อนว่า หรือดุน้องเปิ้ล ต้องช่วยเหลือ น้องเปิ้ลเวลาทำงาน ไม่ควรให้รับหน้าที่อื่นๆ มาก แม้น้องเปิ้ลไม่ช่วยทำงานก็อย่าตำหนิ เพื่อต้อง การให้น้องเปิ้ลเกิดความสบายใจเมื่อมาโรงเรียน ให้เพื่อนๆ ในห้องคอยช่วยเหลือน้องเปิ้ล เวลามา โรงเรียนก็จะช่วยยกกระเป๋าให้ เวลารับประทาน อาหารก็จะช่วยถือถาดอาหารให้ เพื่อให้น้องเปิ้ล เดินได้สะดวกไม่ต้องกังวลที่จะถือของ ทุกคนใน ห้องเรียนจะช่วยเหลือน้องเปิ้ล จนเกิดเป็นนิสัย เพราะทุกคนเริ่มที่จะเห็นใจน้องเปิ้ล และน้องเปิ้ล ไม่เคยขาดเรียนเลยแม้ว่าน้องเปิ้ลจะมีร่างกายที่ ไม่ปกตินี่ถือว่าเป็นข้อดีของน้องเปิ้ล ในส่วนของคุณครู จะคอยให้กำลังใจน้องเปิล้ ชื่นชมน้องเปิ้ลเสมอเวลาทำกิจกรรมในห้องเรียน ๓๐

แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะไม่ดีเท่าไร แต่ก็จะคอยให้ กำลังใจเสมอ ให้ความเอ็นดู คอยปลอบใจเวลาที่ น้องเปิ้ลเสียใจ เอาใจใส่ พูดคุย และคอยดูแลใน เรื่องของจิตใจ กิจกรรมใดที่น้องเปิ้ลทำไม่ได้ก็จะ ไม่ให้ทำ เพียงแต่ให้นั่งดู ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ตอนนี้น้องเปิ้ลได้มี พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ยิ้มไหว้ ทั ก ทายคุ ณ ครู ทุ ก คน หน้ า ตาแจ่ ม ใสเบิ ก บาน มาโรงเรียนอย่างมีความสุขทุกวัน คุณพ่อของ น้องเปิ้ลก็มีความสุขที่ลูกสาวมีท่าทีที่เปลี่ยนไป น้องเปิ้ลตั้งใจเรียนมากขึ้น ทำกิจกรรมกลุ่มร่วม กับเพื่อนๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิม คุณครูหลายคนก็ชม ว่าน้องเปิ้ลน่ารักขึ้นมาก อารมณ์ก็ดีขึ้น เริ่มที่จะ พูดคุยกับคุณครูด้วยแววตาที่สดใส การร้องไห้ ขี้แยก็ลดลง เวลาที่คุณพ่อยังไม่มารับก็สามารถที่ จะคอยได้โดยไม่รอ้ งไห้อกี ถือเป็นสิง่ ทีด่ มี ากสำหรับ นักเรียนคนหนึ่งที่ไม่สามารถอยู่กับเพื่อนๆ ได้ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนในทางที่ดี คุณครูทุกคนต่าง ก็ภูมิใจที่น้องเปิ้ลกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง นี่ก็ เป็นจิตใจของน้องเปิ้ลที่สู้ไม่ถอยแม้ว่าหนูจะพิการ หากใจเข้มแข็งเราก็จะเอาชนะทุกสิง่ ได้แม้แต่ความ พิการของเรา นี่แหละคือสิ่งที่เราเหล่าคุณครูทุกคนต้อง ช่วยให้นักเรียนที่อยู่ในปกครองมีความสุขอยู่ใน สังคมให้ได้โดยไม่มีผู้คนรังเกียจ ครูและนักเรียน ก็เปรียบเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน นักเรียน ก็เหมือนลูกๆ ของคุณครูทุกคนในโรงเรียน เรา จึงไม่สามารถทีจ่ ะละทิง้ นักเรียนทีม่ ปี ญั หาได้ แม้วา่ เราทุกคนไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าชีวิตของเราจะมี อะไรเกิดขึ้นบ้างในภายหน้า แต่เราสามารถที่จะ อยู่ร่วมกับคนในสังคมได้โดยไม่เป็นภาระของใคร ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องกล่อมเกลาจิตใจ นักเรียนให้อยู่ร่วมกันให้ได้ หากเราไม่รู้จักตื่นตัวก่อน ความเบิกบานก็ คงไม่ตามมา


หยุ ด และอยู่ กั บ ชี วิ ต ของเรา

อย่างมีความสุข

ศิษย์ถาม : การฝึกปฏิบัติสติ การอยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับการ เรียนวิถีชีวิตใหม่ เมื่อต้องเรียนตอนอายุมากจึงเป็นการลำบาก กว่าเราจะ คุ้นเคยต้องใช้เวลา ท่านมียุทธศาสตร์ใด เพื่อฝึกฝนนิสัยนี้ตั้งแต่ยังน้อย ครูตอบ : คำถามนี้เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและความ เจริญรุ่งเรือง ที่เรามักมีนิสัยที่จะวิ่งไปตลอดชีวิต แต่เราควรฝึกปฏิบัติเพื่อ เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่การฝึกปฏิบัติเพื่อกลุ่มคนหรือว่าปฏิบัติ จำนวนบางกลุ่ม บางคนเท่านั้น เราวิ่งอยู่เสมอ เพราะว่าเราอาจมีความ กลัว หรือความลังเลใจอยู่ภายในใจของเรา เมื่อเราวิ่งแบบนั้น เราจึงไม่มี เวลาดูแลตัวเราเองและดูแลคนทีเ่ รารัก เรามีชวี ติ ด้วยพลังนิสยั ความเคยชิน แบบนั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะมีโอกาสเรียนรู้เพื่อที่จะหยุด และอยู่กับชีวิตของเรา การวิ่งของเราก็เหมือนกับเรื่องของ องคุลิมาล ที่วิ่งไล่ตามพระ พุทธเจ้า แล้วเรียกให้พระพุทธเจ้าหยุด แต่พระพุทธเจ้ายังเดินต่อไป และ เมื่อองคุลิมาลร้องตะโกนให้พระพุทธเจ้าหยุด ท่านได้หยุดและหันกลับมา ถามว่า “เราได้หยุดมานานแล้ว แต่ว่าเธอยังไม่ได้หยุด” มีพวกเราหลายคนที่ไม่ได้มีเงินทองทรัพย์สินมากมาย แต่สามารถ อยู่อย่างมีความสุขในชีวิตในขณะปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราควรเรียนรู้ที่จะ ไม่วิ่งไล่ตามไปตลอดชีวิต พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนถึงวิธีการฝึกปฏิบัติอย่างมีสติ วิธีการ มีศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต ศิลปะแห่งการปฏิบัติ เราควรจะเรียนรู้ใน สิ่งเหล่านั้นแล้วหยุดวิ่งในชีวิตของเรา เพื่อให้เราได้มีเวลา มีโอกาสเรียนรู้ ทีจ่ ะกลับมาสัมผัสกลับมาดูแล กลับมาให้ความรักความห่วงใยกับตัวเราเอง จากหนังสือ

“กลับบ้านที่แท้จริง กับ ติช นัท ฮันห์” (I have arrived I am home) (หน้า ๑๙๖ - ๑๙๗)


แม่ฮ่องสอน เขต ๑

เด็กดอยในร่มธรรม...

เรื่องที่ยังเล่าไม่จบ เรื่อง นรินทร์ เล่อกา โรงเรียน บ้านวนาหลวง ต.ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

๓๒

เข้าสูฤ่ ดูเหมันต์อากาศทีเ่ ย็นเยือกช่วงเดือน ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เป็นปกติทกุ ปีของภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองสามหมอก แต่ดูเหมือนว่าปีนี้จะ เลวร้ายกว่าปีที่ผ่านๆ มา ที่โรงเรียนบ้านวนาหลวง โรงเรี ย นเล็ ก ในป่ า ใหญ่ ที่ ซ่ อ นตั ว อยู่ ใ นหุ บ เขา ล้ อ มรอบด้ ว ยถ้ ำ นั บ ร้ อ ยที่ ถู ก ธรรมชาติ จั บ วาง เรียงรายงามตา ซึง่ เป็นมุมหนึง่ ของอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทุกวันหมอกจากฟากฟ้าทยอย

ลงมาจับกิง่ ไม้ใบหญ้าเป็นสีขาวโพลน ทุกคนจะได้ สบตากั บ ดวงอาทิ ต ย์ เวลานั้ น ปาเข้ า ไปตั้ ง ๑๐ โมงแล้ว ผมยืนอยูท่ า่ มกลางไอหมอกรอรับนักเรียน ตัง้ แต่เช้าแล้ว เด็กน้อยด้อยเดียงสาในชุดมูเซอแดง (ลาหู่ ) เสื้ อ กั น หนาวผื น บางที่ ดู เ หมื อ นจะช่ ว ย บรรเทาความหนาวไม่ได้เสียแล้ว สองสามคนทยอย เดินตัวสั่น ปากซีด มีไอหมอกลงจับผม ดูเป็น


เด็กน้อยผมหงอก มีความสวยงามซ่อนอยู่ในความ น่าสงสาร หลังสะพายเป้ มือถือเศษกระดาษที่ เก็บได้ระหว่างทาง เป็นภาพทีช่ นิ สายตาไปเสียแล้ว ย้อนกลับไปเมอ่ื หลายปีกอ่ นหมูบ่ า้ นวนาหลวง เต็มไปด้วยขยะที่ถูกชาวบ้านตกแต่งด้วยความ มักง่าย ซึ่งเป็นนิสัยปกติของคนมักง่าย กินที่ไหน ทิ้งที่นั่น เพราะรับวัฒนธรรมความมักง่ายนี้มาแต่ บรรพบุรุษกาล แต่เนื่องด้วยกาลก่อนนั้นขยะที่ บรรพบุรษุ ทิง้ เป็นขยะธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้ พอเปลี่ยนยุคมาเป็นขยะพลาสติก จึงทำให้ความ มักง่ายเป็นการตกแต่งหมู่บ้านให้สกปรกสายตา ด้วยขยะที่ย่อยสลายไม่ได้ ส่งผลมายังบุตรหลาน ทีน่ ำความมักง่ายมาใช้ในโรงเรียน “มีถงั ขยะทีไ่ หน ที่นั่นคือความสกปรก” เอ้า...! ถ้าไม่มีถังขยะใน โรงเรียน แล้วนิสัยมักง่ายของนักเรียนจะไม่เป็น เหมือนในหมู่บ้านหรอกรึ วิธีการสร้างจิตใต้สำนึก ง่ า ยกว่ า ที่ เ ราคิ ด นอกจากหน้ า ที่ ที่ เ ราปลู ก ฝั ง ให้นักเรียนทำเป็นประจำแล้ว คุณครูจะถือถุงดำ พานักเรียนออกไปเก็บขยะในหมู่บ้านเป็นประจำ พร้อมกับอธิบายให้นกั เรียนฟังอยูเ่ สมอว่า “ทีน่ กั เรียน มาเก็ บ เป็ น ขยะที่ นั ก เรี ย นหรื อ ผู้ ป กครองทิ้ ง ถ้าไม่อยากมาเก็บก็ไม่ต้องทิ้ง” ลองพูดทุกครั้ง ที่พานักเรียนมาเก็บขยะสิครับ กอปรกับผู้ปกครอง เห็นกับตาทุกครั้ง เมื่อเราปลูกฝังบ่อยๆ อย่าว่า แต่ไม้อ่อนเลย ไม้แก่ก็ดัดได้ง่ายดาย ผู้ปกครอง เริ่มเห็นความสำคัญของขยะมากขึ้น กลับเข้ามาในรัว้ โรงเรียนบ้านวนาหลวงของเรา อีกครัง้ ครัง้ หนึง่ มีคณะศึกษาดูงานจากต่างจังหวัด มาที่ โ รงเรี ย น ถามหาถั ง ขยะ เด็ ก ตอบไปว่ า โรงเรียนนี้ไม่มีถังขยะ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมเดา สถานการณ์ลว่ งหน้าไว้ เมือ่ เขายิงคำถามอันยาวยืด ตัวผมเองไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อน อันที่จริง ถังขยะเราก็มี แต่มีในห้องเพราะง่ายต่อการดูแล ความสะอาด ป้องกันสุนัขคุ้ยเขี่ย และสิ่งหนึ่งที่ เราสามารถควบคุ ม การทิ้ ง ขยะในโรงเรี ย นได้ คือ ผลพวงจากการสร้างจิตใต้สำนึกให้กบั นักเรียน และผู้ปกครองของนักเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการ จัดการความรูส้ ผู่ เู้ รียนผ่านแนวทางวิถพี ทุ ธ ด้วยการ

ปลูกจิตใต้สำนึกลูกถึงพ่อแม่ ณ วันนี้ผลที่เกิดกับ นักเรียนทำให้ผมคิดถึงวลีที่ว่า “นิสัยที่ดี มีค่า มากกว่าคำสั่งสอน” นอกจากนีโ้ รงเรียนบ้านวนาหลวงยังได้ตงั้ ธนาคารขยะ เพื่อรองรับขยะทั้งในโรงเรียนและ ในหมูบ่ า้ น โดยให้นกั เรียนนำขยะในบ้านทีส่ ามารถ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ มาขายให้ธนาคารขยะทุกวันพุธ ซึ่งแนวทางนี้อาจเป็นเรื่องเก่าๆ ที่หลายๆ โรงเรียน ทำกันอยู่แล้ว

ยอมรับว่าเป็นเรือ่ งทีไ่ ม่งา่ ยเลยในการสร้าง ความตระหนักให้กับนักเรียนและผู้ปกครองใน เรื่องของการทิ้งขยะไม่เลือกที่ โดยเฉพาะกับชาว ชุมชนที่รับวัฒนธรรมนิสัยมักง่ายมาแต่ก่อนเก่า เราอยากให้ โ รงเรี ย นปราศจากขยะเป็ น ภาพที่ ประทับอยู่ในใจผู้มาเยือน แม้นภาพที่เห็นอาจเป็น เพียงภาพลวงตา อีกไม่นานเขาคงจะลืมมันไป แต่สิ่งที่เห็นเราจะแต่งเติมด้วยหัวใจ เขาจะได้เก็บ วนาหลวงไว้ในความทรงจำ

๓๓


น่าน เขต ๒

การศึกษา

คือชีวิตพิชิตฝัน เรื่อง รุจิรา เตชนันท์ โรงเรียน สมาคมพยาบาลไทย ต.นาไร่หลวง อ.สองแคว จ.น่าน

๓๔

แสงแดดรำไรอาทิตย์จะลับขอบฟ้าแต่ปง้ั จ่าง และเพื่อนคนอื่นๆ อีกมากที่ไม่เคยย่อท้อและ เหน็ดเหนื่อยกับการช่วยผู้ปกครองทำงาน ทำไร่ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ตั้งแต่เช้ามืดจนกระทั่งอาทิตย์ ลั บ ขอบฟ้ า การทำไร่ บ นดอย (ภู เ ขา) มี ก าร เพาะปลูกข้าว ข้าวโพด กะหล่ำปลี ลิ้นจี่ เป็นต้น เด็กๆ เหล่านีจ้ ะช่วยผูป้ กครองตัง้ แต่การเตรียมดิน ปลู ก ใส่ ปุ๋ ย ดู แ ลจนกระทั่ ง เก็ บ เกี่ ย วผลผลิ ต หลั ง กลั บ จากไร่ ก็ ต้ อ งมาเลี้ ย งหมู เป็ ด และไก่ ในวันหยุดบางครั้งก็ต้องไปเลี้ยงวัวและเก็บก๋งเพื่อ นำมาขายสร้างรายได้ ซึ่งเป็นกิจกรรมในวันหยุด ของพวกเขา ยามเช้าของวันใหม่ทสี่ ดใสด้วยใบหน้าที่ ยิ้มแย้มของ ปั้งจ่าง เขาทั้งหลายตื่นขึ้นมาแต่เช้า แต่งตัว ทำกับข้าว หุงข้าวให้คนในครอบครัว รับประทาน แล้วจึงแบ่งเฉพาะข้าวใส่กล่องเพื่อไป เป็นข้าวในมื้อกลางวัน จากนั้น ปั้งจ่าง ได้เดินทาง ด้วยเท้าเพื่อที่จะไปโรงเรียน ในระหว่างทางนั้น เธอได้พบกับเพื่อนๆ อ๊ะ มอ ด๊าว ทุกๆ คน ต่างทักทายกันด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เมือ่ ถึงโรงเรียนปัง้ จ่างอ๊ะมอด๊าวนำกระเป๋า ไปเก็ บ ที่ ห้ อ งเรี ย นของตนเอง แล้ ว จึ ง ออกมา ทำความสะอาดตามที่ได้รับมอบหมายเป็นประจำ ทุกวัน ด้วยความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตนเองและ


เธอจะนำขยะที่สามารถขายได้ เ ก็ บ รวบรวมไว้ เพื่อไปขายในวันหยุดกับรถรับซื้อของเก่า แล้วนำ เงินที่ได้มาออมกับครูประจำชั้นในวันเปิดทำการ ของอาทิตย์ถัดไป ซึ่งเธอจะทำแบบนี้เป็นประจำ ทุกสัปดาห์ จึงทำให้เธอไม่มีเวลาว่างเหมือนกับ เด็กทั่วๆ ไป ทำอยู่เป็นประจำจนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เมื่อเห็นขยะที่สามารถขายได้ก็จะนึกถึง ปั้ ง จ่ า งเป็ น คนแรก และนำขยะไปให้ ปั้ ง จ่ า ง บางกลุ่ ม ก็ สั ง เกตเห็ น การกระทำของปั้ ง จ่ า ง แล้วทำตาม เมือ่ เสียงกริง่ ดังขึน้ ปัง้ จ่างจะรีบเตรียมตัวเรียน และคอยบอกเพือ่ นๆ ให้เตรียมพร้อมในการเรียนด้วย ส่ ว นมากแล้ ว เธอจะรี บ วิ่ ง ไปเข้ า ห้ อ งเรี ย นก่ อ น ใครเพื่อน แล้วจะคอยถามคุณครูว่า “ชั่วโมงนี้จะ เรียนเกีย่ วกับอะไรคะ” เป็นประจำทุกครัง้ เนือ่ งจาก ปั้ ง จ่ า งต้ อ งการพั ฒ นาตนเองในหลายๆ ด้ า น ๓๖

เช่น ด้านภาษา ซึง่ เป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนมาก เพราะภาษาไทยที่เธอเรียนอยู่เป็นภาษาที่สอง ซึ่งอยู่ที่บ้านพูดภาษาม้ง จึงทำให้เธอพูดไม่ชัด เขียนไม่ถูกต้อง เพราะถ้าพูดโดยออกเสียงไป อย่างไร ก็จะเขียนคำออกมาตามเสียงนัน้ ครูจงึ ให้ เธอร้องเพลงเพือ่ ฝึกภาษาเป็นประจำ และด้วยความ สดใสตั้งใจเรียน มีนิสัยที่น่ารักของเธอจึงทำให้ ครูหลายๆ ท่านเอ็นดู ปัง้ จ่างจะทำงานได้เรียบร้อยและถูกต้อง จนกลายเป็นมาตรฐาน เมือ่ เทียบกับเด็กหลายๆ คน และในบางวันปัง้ จ่างก็จะนำสมาชิกในบ้านตัวน้อยๆ มาเรียนทีห่ อ้ งเรียนด้วย นัน่ ก็คอื น้องของปัง้ จ่างเอง ด้วยสภาพทีย่ งั ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำรงชีวติ ของครอบครัวปั้งจ่าง แม่ของเธอจะต้องไปทำไร่ เนื่ อ งจากปั้ ง จ่ า งขาดผู้ เ ป็ น พ่ อ ซึ่ ง เป็ น หั ว หน้ า ครอบครัวไป แม่ของปั้งจ่างจึงไม่มีเวลาเลี้ยงน้อง


ปั้ ง จ่ า งจึ ง ต้ อ งรั บ ภาระเลี้ ย งดู แ ละอบรมน้ อ ง เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน อาหารที่ ได้ ส่ ว นของปั้ ง จ่ า งต้ อ งแบ่ ง ให้ น้ อ ง “น้ อ งคำ พี่คำ” และในบางวันถ้าอาหารของห้องที่ปั้งจ่าง เรียนอยู่เหลือ เพื่อนๆ ก็จะแบ่งใส่กล่องข้าวไว้ให้ ปัง้ จ่างนำไปรับประทานทีบ่ า้ น เนือ่ งจากแม่ไปทำไร่ สองถึงสามวันและบางครัง้ ก็เป็นอาทิตย์จงึ จะกลับ ในระหว่างนี้ปั้งจ่างจะคอยดูแลตัวเองและน้อง เพื่ออยากให้น้องได้รับโอกาสที่ดีกว่าตัวเอง ในส่วนของปัง้ จ่างเธอเองได้พยายาม ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของครอบครัวมาโดยตลอด และยึดคำพูดของแม่เสมอมาว่า “หากอยากสบาย ต้องเรียนหนังสือ” ด้วยความทีป่ งั้ จ่างได้รบั ผิดชอบ หน้าที่มากเกินกว่าเด็กทั่วๆ ไปจะได้ทำ จึงได้รู้ ความหมายของคำที่แม่สอนเสมอๆ เป็นอย่างดี จึงทำให้ปง้ั จ่างตัง้ ใจเรียน เพือ่ ทีจ่ ะมีสกั วัน ทีต่ นเอง จะสามารถทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อนาคตของปั้ ง จ่ า ง เธอฝั น ไว้ ว่ า อยากเป็ น ครู เธอได้พดู ว่า “อยากเป็นครูเพราะอยากให้หลายคน มีความรู้เหมือนหนู แล้วจะได้สบาย” ซึ่งเธออยาก ให้ตนเองและครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและ ยังปรารถนาถึงโอกาสทีจ่ ะให้คนในหมูบ่ า้ นมีความรู้ นำความรูน้ นั้ ไปประกอบอาชีพทีด่ แี ล้วทำให้ชมุ ชน ของเรามี ค วามเจริ ญ ขึ้ น ทั้ ง ทางด้ า นสติ ปั ญ ญา คุณธรรมจริยธรรม และทุกคนอยู่อย่างมีความสุข ดังคำที่แม่ได้พูด วันเวลาผ่านไปไม่มวี นั ย้อนกลับถึงแม้จะ มีอุปสรรคมากมายในชีวิต ปั้งจ่างและเพื่อนๆ อีกหลายคน พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อต่อความยาก

ลำบากที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือสังคมรอบข้าง แต่พวกเขากลับนำปัญหาเหล่านั้นมาเป็นพลังใน การขับเคลื่อนการดำเนินชีวิต พร้อมกับมีความ อดทน อดออม กตัญญู สู้ชีวิต ซึ่งเธอจะพัฒนา ความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นทั้งครอบครัวและสังคมตาม ความฝันของตนที่ว่า “การศึกษาคือชีวิตพิชิตฝัน” ชะตาชีวิตลิขิตเองหาได้ไม่ ต้องตั้งใจยึดมั่นหมั่นศึกษา ความอดทนมานะช่วยนำพา การศึกษาไม่เคยทำร้ายใคร ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลกว่าที่ฝัน เพียงยึดมั่นคุณธรรมนำวิสัย อนาคตเจ้าจะก้าวดั่งวางไว้ สมที่ได้เฝ้าศึกษานำพาเอย ๓๗


ลำพูน เขต ๑

การเข้าถึง เข้าใจ

พัฒนาพฤติกรรมเยาวชน

เรื่อง สาธานรัตน์ สินสาธิตสุกลุ โรงเรียน บ้านห้วยไซ ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน

๓๘

สภาพสังคมปัจจุบนั มีปญั หามากมายไม่วา่ จะเป็นเรื่องการเรียนของนักเรียน พฤติกรรมของ นักเรียน เช่น ทะเลาะวิวาท ชู้สาว การทำแท้ง ปัญหาครอบครัว ปัญหาเหล่านี้เกิดจากความ ไม่เข้าถึงของปัญหา ไม่เข้าใจ และไม่สามารถ นำพาไปสู่การพัฒนาที่ดีและถูกต้องได้ ฉะนั้นเรา ควรมาทำความเข้าใจของคำว่า เข้าถึง คือ เข้าถึง จิตใจของมนุษย์ ความกลัว หวาดระแวง ความเจ็บปวด ความทุกข์ความวิตกกังวล เข้าใจ คือการเกิด ปั ญ ญารู้ แ จ้ ง จริ ง ทั้ ง หมด ทั้ ง ด้ า นภู มิ ศ าสตร์

ประวัติศาสตร์ สภาพสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ปัญหาความต้องการของชุมชน จึงจะสามารถ พัฒนาแก้ไขปัญหาได้ เมือ่ เอาสิง่ เหล่านีม้ าใช้แก้ไข ปัญหาในโรงเรียนเรื่องพฤติกรรมนักเรียนให้มี คุณธรรมและจริยธรรม เป็นโรงเรียนวิถีพุทธอย่าง แท้จริง ผมมาอยูโ่ รงเรียนนีป้ ระสบปัญหามากมาย ในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของตัวนักเรียน เช่น การทะเลาะวิวาท ชู้สาว ยาเสพติด ก็หาทาง แก้ไขปัญหาโดยใช้วธิ เี อาระเบียบกฏกติกาใช้ ก็ดดู ี


ในระยะหนึง่ แต่กไ็ ม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ตอ้ งใช้ วิธีเชิงบวกคู่คุณธรรมในขณะที่ผู้ร่วมงานต้องการ แก้ไขให้ได้แบบเบ็ดเสร็จ ผมเข้าใจดีว่าถ้าเรา ต้องการแก้ไขพฤติกรรมของมนุษย์ตอ้ งอาศัยเวลา ในการดำเนิ น การตั ว เราต้ อ งเริ่ ม ก่ อ นในเรื่ อ ง ของอารมณ์ต้องควบคุมให้ได้ ต้องมีคุณธรรม ความยุติธรรม และต้องเปิดใจกว้างในการรับรู้ และเข้าใจตัวนักเรียนก่อนเพื่อให้เกิดการยอมรับ ผมจึงเริม่ นำคำว่าเข้าถึงจิตใจของนักเรียน โดยยึดหลักของพระพุทธองค์วา่ มนุษย์มคี วามกลัว หวาดระแวง ความเจ็บปวด ความทุกข์ และวิตก กังวล เป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าถึงสิง่ เหล่านีก้ ส็ ามารถ เข้าไปอยู่ในจิตใจของเขาได้ เราสามารถเป็นที่ ไว้วางใจของนักเรียน เมื่อเราพูดอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการจะแก้ไขในตัวของเขาก็จะทำได้ง่าย แต่จะสำเร็จอย่างรวดเร็วหรือไม่ก็ต้องนำคำว่า เข้ า ใจ วิ ถี ชี วิ ต ของคนในพื้ น ที่ ความเป็ น มา พื้นฐาน และความต้องการของชุมชน การที่เรา เข้าร่วมกับกิจกรรมของชุมชนและเรียนรู้วิถีชีวิต ของคนในชุมชนควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้งานของ เราจะทำได้ง่ายขึ้น เมื่อทุกอย่างดำเนินการได้ครบถ้วน ก็จะสามารถพัฒนาตัวนักเรียนได้ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเรียน ความประพฤติ เราสามารถนำคุณธรรม ที่จะสอดแทรกให้นักเรียนนำไปปฏิบัติอย่างยั่งยืน แก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาท ชูส้ าว และพฤติกรรม ไม่พึงประสงค์ ผมได้ทดลองหลายวิธีจนมาถึง บางอ้ อ ว่ า เราต้ อ งยอมรั บ ถึ ง ปั ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น

และพัฒนาตนเองในเรือ่ งจิตใจ เปิดใจกว้าง มองปัญหา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต สามารถแก้ไขได้โดยใช้วิธีที่ หลากหลายเพราะแต่ละคนก็มพี น้ื ฐานทีแ่ ตกต่างกัน ต้องคิดเสมอว่าทุกคนอยากเป็นคนดีเพียงแต่ว่า เขาไม่เห็นหนทาง ไม่มีคนชี้แนะ นำในสิ่งที่ดี ให้เขาได้เรียนรูแ้ ละลองทำอย่างสม่ำเสมอ ให้ความ เมตตา ความรักอย่างบริสุทธิ์ใจ ความเข้าใจ เปรียบได้ว่า ไม่ทำหน้าที่แค่สอนหนังสือ เป็นพ่อ แม่ เพื่อน พี่ ได้ทุกบทบาทในแต่ละโอกาส

ผมจึงมองเห็นความสำเร็จอันใกล้วา่ สิง่ ที่ ทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่ไม่ว่าอยู่ในฐานะใดก็ตาม ที่มี ความห่วงในปัญหาของนักเรียนหรือเยาวชนใน ปัจจุบันไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัวแต่สามารถแก้ไขได้ ถ้าเราเข้าถึงและเข้าใจและไปพัฒนาตัวนักเรียน เยาวชนและตัวของเราเอง เพราะสิ่งแวดล้อม ความเจริญที่พัฒนาอย่างรวดเร็วทำให้นักเรียน ๓๙


เยาวชนพั ฒ นาตามไม่ ทั น จึ ง ก่ อ ให้ เ กิ ด ปั ญ หา ถ้าเราเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาอย่างแท้จริงก็ไม่ สามารถจะแก้ปญั หาได้เลยเพราะคนทีท่ ำต้องอดทน เข้มแข็ง หาวิธีการในการทำกิจกรรม วิธีการปฏิบัติ การพูด (ปิยวาจา) มนุษย์ย่อมอยากได้ยินคำพูด ที่ไพเราะเสมอ อยากเห็นการปฏิบัติที่ดีเท่าเทียม ต่ อ กั น ปั ญ หาของโรงเรี ย นมี สั ญ ญาณที่ ดี ขึ้ น ดูจากพฤติกรรมของนักเรียน การสือ่ ความกับคุณครู โดยเฉพาะผม ทีน่ กั เรียนในกลุม่ เป้าหมายเรียกพ่อ แทนคำว่าคุณครู ผมมองปัญหาของสังคมไทยว่าทุกวันนี้ เราแก้ ไ ขปั ญ หาเพื่ อ สร้ า งภาพว่ า ได้ แ ก้ ไ ขแล้ ว แต่ แ ท้ ที่ จ ริ ง ปั ญ หาทุ ก อย่ า งรอเวลาที่ จ ะปะทุ ตลอดเวลา ผมอยากเห็นการแก้ไขปัญหาโดยใช้ หลักการทีถ่ กู ต้องถึงแม้จะต้องใช้เวลาในการแก้ไข ก็ตามแต่ สุดท้ายก็จะยัง่ ยืน ปัญหาทีน่ กั เรียนตีกนั ยิงกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ ทีวี จะแก้ไขอย่างไร ไม่ยากเลย นำวิธีเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนามาใช้ ก็จะแก้ไขได้ ผมมีความเชื่อว่าในจิตใจของมวล มนุษย์มีจิตใจที่ดีงามอ่อนโยนสุภาพ เพียงแต่ว่า ๔๐

เขาถูกสิ่งแวดล้อม สภาพสังคม ขาดการเอาใจใส่ อบรมสั่งสอน และชี้นำในการดำเนินชิวิตที่ดีให้ กับเขา ฉะนั้ น การแก้ ไ ขปั ญ หาของสั ง คมของ นักเรียนให้มคี ณุ ธรรมจริยธรรม เป็นคนดีของสังคม อย่างแท้จริง ลดปัญหาการยกพวกตีกนั การตัง้ แก๊ง เพื่อเป็นผู้นำ ลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทั้งของ วัยรุน่ ปัจจุบนั ต้องใช้หลัก เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา นำมาใช้ ใ นการสร้ า งครอบครั ว สร้ า งสั ง คม ประเทศชาติ สร้างองค์กรให้เข้มแข็ง ทุกคนต้อง เข้าใจและนำมาใช้กับตนเอง อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่ ต่อไปเลย เรามาช่วยกันเพื่อแก้ไขวิกฤติของสังคม ไม่ ต้ อ งเห็ น น้ ำ ตาของพ่ อ แม่ ผู้ ป กครองอี ก เลย ผมเห็ น แนวทางเพราะทำอยู่ ต ลอดเวลาและ ไม่ ห ยุ ด นิ่ ง เพราะเวลาในการทำงานเหลื อ อี ก ไม่นาน ก็ตอ้ งใช้เวลาทุกนาทีทมี่ คี า่ ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณครูทุกคน พ่อแม่ และผูป้ กครองทุกท่านทีม่ คี วามตัง้ ใจอยากเห็นเด็ก และเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผมหวังว่า วิธีการที่ผมนำมาใช้คงเกิดประโยชน์และพบกัน ใหม่ในครั้งหน้า


เชียงใหม่ เขต ๓

คลื่นธรรม

นำความดีสู่ชุมชน

เรื่อง สมเดียว เกตุอินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต ๓ ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

๔๑


จากเสี ย งเล่ า ของกลุ่ ม นั ก เรี ย นไม่ กี่ โ รงเรี ย น จากการทำงานของคณะสงฆ์ ไม่กี่รูป จากคณะ ทำงานไม่กคี่ น แต่คลืน่ แห่งธรรม คลืน่ แห่งความดี ได้แผ่ขยายไปยังผู้คนที่หลากหลายโดยไม่จำกัด เชื้อชาติ ศาสนา ใดๆ ทั้งสิ้น

๔๒

“ได้โปรดเถิดท่านอย่าได้ทำอะไรแม่ของ ข้ า เลย ขอท่ า นได้ ไ ว้ ชี วิ ต แม่ ข องข้ า แล้ ว ท่ า น ต้องการสิ่งใดข้าจะหามาให้” สำเนียงเสียงเล่า ทีเ่ ต็มไปด้วยน้ำเสียงทีส่ ะเทือนอารมณ์ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน ๕ คน พร้อมเสียงดนตรีและเสียงประกอบบทละครที่ สอดคล้องสัมพันธ์กัน ทำให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการ และความรู้สึกร่วมในบทบาทและเรื่องเล่าที่ได้ฟัง ผ่านคลื่นวิทยุ เนือ่ งจากสังคมโลกทุกวันนีมี้ ววิ ฒั นาการ ทางด้านเทคโนโลยีเจริญรุดหน้าไปเป็นอันมาก มี ก ารติ ด ต่ อ สื่ อ สารโทรคมนาคมที่ ส ามารถ เชื่อมโยงถึงกันได้ในทุกมุมโลก การส่งกระจาย ข้อมูล ภาพและเสียงผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือที่ เรียกว่า เครือข่ายใยแมงมุม ตลอดจนการเดินทาง ข้ามทวีปอย่างสะดวกรวดเร็ว ด้วยยานพาหนะ สมัยใหม่ เป็นเหตุให้โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลกลับ กลายเป็นเสมือนหนึ่งคับแคบไปในทันที ขณะเดียวกันพฤติกรรมของคนในโลก จำต้องวิวัฒนาการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่ เปลี่ ย นแปลงไป การสื่ อ สารที่ ร วดเร็ ว ทั น ต่ อ เหตุการณ์ ส่งผลต่อความเป็นอยูใ่ นชีวติ ประจำวัน การศึกษาเล่าเรียนที่ต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี มากขึ้น การดำเนินธุรกิจที่ต้องแข่งขันกันอย่าง ดุเดือดเข้มข้น ทุกชีวติ จำต้องดิน้ รนแสวงหาปัจจัยสี่ เพื่อความอยู่รอดของตนเอง และมักไม่ค่อยคำนึง ถึงผู้อื่น ทั้งไม่ค่อยมีใครตระหนักถึง “คุณธรรม คือความถูกต้องดีงาม” เพราะเหตุนั้นโลกนี้จึง เต็มไปด้วยความวุ่นวายอันเกิดจากการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกัน เอารัดเอาเปรียบกัน ฉ้อโกงกัน ประทุษร้ายกันอย่างเห็นแก่ตัวเป็นที่สุด ดังนัน้ เพือ่ เป็นการกระตุน้ ให้เยาวชนไทย เกิดความตืน่ ตัว หันมาสนใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้ รักการอ่าน และปฏิบัติธรรมมากขึ้น สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ และคณะสงฆ์จงั หวัดเชียงใหม่ นำโดยพระพุทธิสาร โสภณ เจ้ า คณะจั ง หวั ด เชี ย งใหม่ - ลำพู น แม่ฮ่องสอน (ธ.) กับสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อ


ประชาชน วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จึ ง ร่ ว มกั น จั ด กิ จ กรรมส่ ง เสริ ม ให้ รั ก การอ่ า น ส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดี โดยจัดโครงการประกวด เล่านิทานธรรมชาดกชิงโล่รฐั มนตรีวา่ การกระทรวง ศึกษาธิการ ในพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งที่ ๖ ดังที่เคยจัดติดต่อสืบเนื่องกันมา โดยออกอากาศ ผ่านคลื่น ๑๐๓.๒๕ MHZ โดยมีวัตถุประสงค์ เพือ่ พัฒนานักเรียนให้มจี ติ สำนึกในความ เป็นถิ่นไทย และอาเซียน ยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข มีสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลั ก สู ต รแกนกลางการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจ

พอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและคิด อย่างสร้างสรรค์เป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่พระสงฆ์ ชุมชน และโรงเรียน ในอำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ เชียงดาว และเวียงแหง จะได้ใช้ช่วงเวลาท้ายปี ส่งนิทานธรรมที่เต็มไปด้วยคติเตือนใจไปยังผู้ฟัง ผ่านคลื่นสถานีวิทยุกระจายเสียง โรงเรียนขยายโอกาสทุกโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๓ ต่างก็เตรียมความพร้อมด้วยการให้นักเรียน ได้ ศึ ก ษานิ ท านธรรมชาดกในพระพุ ท ธศาสนา เพือ่ ทำการคัดเลือกนิทานทีม่ เี นือ้ หาและหลักธรรม คำสอนที่น่าสนใจมาใช้เป็นแนวทางในการแต่ง ๔๓


บทละครวิทยุ จากการฝึกซ้อมทั้งน้ำเสียง การใช้ ดนตรีประกอบและการจัดทำสื่ออุปกรณ์เพื่อสร้าง เสียงประกอบอย่างหลากหลาย ทำให้นักเรียนที่ ร่วมกิจกรรมได้บรู ณาการความรูจ้ ากสาระวิชาต่างๆ ที่ได้เรียนรู้เพื่อนำมาใช้ประกอบให้ละครวิทยุของ ตนสมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนวันแข่งขันทีมทีเ่ ข้าประกวดทุกทีมได้มา จับฉลากเพื่อจัดตารางการแข่งขัน รวมทั้งฝึกซ้อม การใช้อุปกรณ์ของห้องส่งสถานีวิทยุกระจายเสียง บางโรงเรียนคณะครูผู้บริหารและนักเรียนต่างก็ มานอนทีว่ ดั เพือ่ ฝึกซ้อมและดูการทำงานของเพือ่ นๆ จากต่างโรงเรียน

ข้อผิดพลาดน้อยที่สุด หลายคนจินตนาการไปกับ เรื่องเล่า บางคนหลั่งน้ำตากับบทบาทที่เศร้ารันทด ของตัวละคร บางคนสะใจกับเสียงการต่อสูท้ เี่ ร้าใจ บางคนยิ้ม หัวเราะกับบทพูดและเนื้อหาที่ตลก ขบขัน สุดท้ายทุกคนต่างลุ้นกับการตอบคำถาม และการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้เล่าภายหลังการเล่า นิทานจบ และพิธีกรได้ตั้งประเด็นข้อคำถามขึ้น ผู้ ฟั ง ต่ า งคิ ด คำตอบในมุ ม มองของตนมี ก าร เปรียบเทียบแลกเปลี่ยนกับเพื่อน และแสดงความ คิดเห็นต่อประเด็นทีผ่ เู้ ล่านิทานได้พดู แสดงวิสยั ทัศน์ เป็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือภาพที่เราอยากให้เกิดในทุกโรงเรียน ในห้องส่งนักเรียนแต่ละทีมได้ขนอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรี และอุปกรณ์ มากมายประหนึง่ ว่าจะมีการแสดงมหรสพ ถึงแม้วา่ แต่ละคนจะมีพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งไทย จีน ไทยใหญ่ หรือแม้กระทั่งชาวเขา พวกเขาต่างก็ ตั้งใจแสดงให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประทับใจผู้ฟัง ทั้งเพื่อนๆ ผู้ปกครองและพี่น้องที่หมู่บ้านนั่นเอง ภาพที่ปรากฏคือความรักสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน นิทานชาดกที่เป็นเรื่องราวเข้าใจยาก ซับซ้อนแต่เมือ่ นักเรียนได้นำมาประยุกต์เป็นละคร วิทยุทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนเข้าใจง่าย สนุกสนาน และน่าติดตาม และผลทีไ่ ด้ตามคือความรักสามัคคี เห็นใจกัน จากเสียงเล่าของกลุม่ นักเรียนไม่กโี่ รงเรียน จากการทำงานของคณะสงฆ์ไม่กี่รูป จากคณะ และแล้ววันแข่งขันก็มาถึงนักเรียนมาถึง ทำงานไม่กค่ี น แต่คลืน่ แห่งธรรม คลืน่ แห่งความดี วั ด ก่ อ นการแข่ ง ขั น เพื่ อ ป้ อ งกั น ปั ญ หาต่ า งๆ ได้แผ่ขยายไปยังผู้คนที่หลากหลายโดยไม่จำกัด ที่เกิดขึ้นจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ที่บ้านผู้ปกครอง เชื้อชาติ ศาสนา ใดๆ ทั้งสิ้น ต่างก็ออกจากบ้านไปทำงานกลางทุ่งนาพร้อม วิทยุทรานซิสเตอร์ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มภูมิใจที่ ได้ ยิ น เสี ย งบุ ต รหลานผ่ า นคลื่ น วิ ท ยุ มี ก าร เปรียบเทียบและให้คะแนนแต่ละทีมที่เข้าแข่งขัน ส่งผลให้ได้ซึมซับความดีไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันด้วย ทีโ่ รงเรียนนักเรียนแต่ละห้องต่างก็นงั่ ฟัง และเอาใจช่วยโรงเรียนของตนในการเล่านิทานให้มี ๔๔


แม่ฮ่องสอน เขต ๑

จิตอาสา

อนุบาลขุนยวม

หากขึน้ ต้นว่า...“สิบปากพูดไม่เท่ามือทำ” พฤติกรรมของเด็กที่ได้ลงทำกิจกรรมจิตอาสา คือ ตาเป็นประกาย ใบหน้าอาบด้วยความสงสัย อยากลงมื อ ทำกิ จ กรรมหลั ง ผ่ า นการอบรม ต่ อ จากนั้ น อยากลงมื อ ปฏิ บั ติ หากเด็ ก นั้ น ทำ กิจกรรมจิตอาสาตามที่ได้คิดแล้ว คุณค่าของ โครงการพัฒนาคุณธรรมและสร้างสำนึกความ เป็นไทย เพื่อพัฒนาเด็กไทยอย่างยั่งยืนตามที่รับรู้ กันโดยทั่วไปคือเป็นเครื่องมือสอนเด็กอย่างหนึ่ง สอนด้วยวิถีพุทธการสร้างโลกใหม่ขึ้นมาเพื่อให้

เรื่อง ไชยวงศ์ อภิวัน โรงเรียน อนุบาลขุนยวม ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

๔๕


สิง่ ที่ได้จากกิจกรรมจะ “ตกตะกอน” อยู่ในตัวเด็ก รอวันนํามาใช้เมื่อถึงเวลาที่ประสบกับเหตุการณ์ ในชีวิตจริง

เด็กเข้าไปเรียนรู้ เข้าไปหาประสบการณ์ พบพาน ทั้งความสุข ความทุกข์ ดีใจ เสียใจ ผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง ตามความหลากหลายของกิจกรรม สิง่ ทีไ่ ด้จากกิจกรรมจะ“ตกตะกอน”อยูใ่ น ตัวเด็ก รอวันนํามาใช้เมื่อถึงเวลาที่ประสบกับ เหตุการณ์ในชีวิตจริง บางสิ่ง ที่ ไ ด้ อ าจเป็ น ภู มิ ต้านทานทางอารมณ์ ทางความคิด หรือกระทั่ง ทักษะบางอย่างก็เป็นผลต่อเนื่องที่เกิดจากการ เข้าไปเติบโตในกิจกรรมเด็กๆ ในขณะทีเ่ ด็กๆเติบโตในโลกการเรียนรู้ แล้วผูใ้ หญ่ยงั ต้องมีการเติบโตอีกหรือไม่ และเติบโต ในทีแ่ ห่งใด เด็กเติบโต ผูใ้ หญ่กต็ อ้ งเติบโต กลับกัน แต่ว่าผู้ใหญ่นั้นเติบโตท่ามกลางความเสื่อมถอย ของสั ง ขาร เป็ น การเติ บ โตทางจิ ต วิ ญ ญาณ... ในขณะทีเ่ ป็นเด็ก เรามีผใู้ หญ่คอยเลือกกิจกรรมให้ มีผู้ใหญ่คอยเลือกเฟ้นเรื่องราวตามความสนใจ ๔๖

หรือคิดว่าน่าสนใจให้เด็ก แต่เมือ่ เป็นผูใ้ หญ่แล้วก็คง ไม่มี “ผู้ใหญ่กว่า” มาคอยเลือกคอยเฟ้นแล้วป้อน “กิจกรรม” ให้แบบเด็กๆ ถึงแม้จะมีกิจกรรม สําหรับผู้ใหญ่ซึ่งก็คือสาธิตให้ดู เล่าให้ฟัง ฯลฯ ทั้ ง หลายที่ เ ที ย บเคี ย งได้ กั บ กิ จ กรรมจิ ต อาสา มากกว่าจะ “ซึมซับ” ความดีความงามเพื่อความ เจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ เพราะ “การรู้ตัว” ก็มิอาจจับต้องแก่นสารของเรื่องเพื่อนํามาใช้ได้   เป็นอุดมคติที่เป็นจริงได้ยาก แต่นี่ไม่ใช่ นี่เป็น ชีวิตจริง ด้วยภาวะปัจจุบนั สังคมไทยมีความ เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความเจริญทางเทคโนโลยี ภาวการณ์ สื่อสารที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลกระทบ ต่อการพัฒนาประเทศมิใช่นอ้ ย โดยเฉพาะในสังคมไทย ในด้ า นคุ ณ ธรรมจริ ย ธรรมและความเป็ น ไทย


ของการเรียนในอนาคต นี่ก็เป็นประสบการณ์อีก อย่างหนึ่งของความเป็นเด็กที่มุ่งเน้นพัฒนาความ สามารถทุกๆ ด้านในตัวเด็ก โครงการนี้ไม่จำเป็น ต้ อ งพั ฒ นาโรงเรี ย น ไม่ จ ำเป็ น ต้ อ งช่ ว ยเหลื อ นักเรียน แต่เป็นโครงการอะไรก็ได้ทสี่ ร้างประโยชน์ ให้แก่สังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน สาเหตุทเี่ ด็กโตขึน้ มาเป็นคนได้ถงึ ทุกวันนี้ เราไม่ ป ฎิ เ สธที่ ค นอื่ น อาจจะมองปั ญ หาอื่ น ๆ ที่ควรพัฒนามากกว่านี้ แต่ที่ได้เลือกทำกิจกรรม จิตอาสานี้ก็เพราะนักเรียนไม่พัฒนาสิ่งใกล้ตัว เสียก่อนมัวแต่ไปทำสิ่งไกลตัวผลออกมาจะไม่เกิด ประโยชน์สูงสุดเท่านั้นเอง โครงการนีจ้ ดั ทำขึน้ ณชุมชนในอำเภอ ขุนยวม ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจาก ทำโครงการก็สามารถไปชมกันได้ สิ่งที่เปลี่ยนไป • ชุมชนสะอาดขึ้น • เด็กๆ ทำอะไรไม่หวังผลตอบแทน • จิตใจอ่อนโยนช่วยเหลือคนชรา • วัดสะอาดขึ้น ประชาชน เยาวชน นักเรียน จะไม่ค่อยเห็นความ สิ่งที่ได้จากโครงการ สำคั ญ และให้ ค วามตระหนั ก ในเรื่ อ งเหล่ า นี้ • ความสำเร็จ เนือ่ งจากการมีคา่ นิยมไปในด้านวัตถุมากกว่าด้าน • ความร่วมมือจากเพื่อนๆ ในกลุ่ม จิตใจและคุณธรรม ขาดการมีวินัย ขาดการเคารพ • ความสามารถของตัวเอง ในสิทธิของผู้อื่น และการดำเนินชีวิตตามหลัก •รอยยิม้ ของนักเรียนชาวบ้านวัดและ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัส คุณครู ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทีท่ รงพระราชทาน • ความกล้าแสดงออก เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย • ความเป็นคน ให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยูไ่ ด้อย่างมัน่ คงและ • ความเป็นผู้นำ ยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โรงเรียนอนุบาล • ความกตัญญูต่อบ้านเกิด ขุนยวมและโรงเรียนเครือข่ายจึงจัดกิจกรรมที่ • ความยากลำบาก มุ่งพัฒนาด้าน คุณธรรม จริยธรรม ความดีงาม •และทีส่ ำคัญประสบการณ์ในชีวติ ทีห่ า ผูร้ บั ผิดชอบชัว่ ดี มีความภาคภูมใิ จในความเป็นไทย ที่ไหนไม่ได้ของความเป็นเด็ก ยึดถือปฏิบัติอยู่ในวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย โครงการนีเ้ ป็นโครงการทีจ่ ดั ทำขึน้ เพือ่ พัฒนา ซึ่งเป็นโครงการจิตอาสา เป็นส่วนหนึ่ง ๔๗


เชียงใหม่ เขต ๔

พาน้อง... ส่งห้องเรียน เรื่อง ผ่องพรรณ์ คำมงคล โรงเรียน วัดเวฬุวัน อ.สารภี จ.เชียงใหม่

๔๘

ฝึกจิตอาสาสู่ กล่อมเกลาใจให้อ่อนโยน แม้ชาติกำเนิดตน แต่ฝึกจิตคิดเอื้อ

ยุวชน ก่อเกื้อ ไป่เลือก แลนา ฝึกได้ ใฝ่ดี


โรงเรียนวัดเวฬุวนั เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๔ เปิดสอนตั้งแต่ชั้น อนุบาลปีท่ี ๑ ถึงชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๓ ในปีการศึกษา ๒๕๕๓ นี้มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น ๑,๔๖๕ คน ดังนัน้ ในช่วงเวลาก่อนโรงเรียนเข้าและเวลาเลิกเรียน จะมียวดยานพาหนะผ่านเข้ามาในโรงเรียนมากมาย ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ส่วนตัว และรถรับ-ส่ง นักเรียน เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชนนักเรียนที่ วิ่งเล่นหรือเดินไปมาบ่อยครั้ง “พาน้อง...ส่งห้องเรียน”เป็นกิจกรรมทีเ่ กิด จากความต้ อ งการสร้ า งความปลอดภั ย ให้ แ ก่ นั ก เรี ย นและการแก้ ปั ญ หาการจราจรภายใน โรงเรียนวัดเวฬุวัน โดยจุดเริ่มต้นของกิจกรรมเกิด จากรถที่ผู้ปกครองขับขี่ผ่านหน้าอาคารเรียนเพื่อ พาบุตรหลานไปส่งยังห้องเรียน เฉี่ยวชนนักเรียน ที่กำลังวิ่งเล่น ทั้งนี้เป็นเพราะถนนที่ผู้ปกครอง ขับขีย่ วดยานผ่านไปนัน้ หากเป็นเวลาก่อน ๐๗.๐๐ น. ก็จะสามารถขับขี่ผ่านไปได้โดยสะดวก แต่หาก เป็นเวลาหลัง ๐๗.๐๐ น. มักเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจาก ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนเริ่มทยอย มาถึงโรงเรียน โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นที่ ๑

ผูป้ กครองจะมาส่งแต่เช้า เพราะต้องไปทำงานด้วย นักเรียนทีม่ ารถประจำก็มาถึงโรงเรียนแต่เช้าเช่นกัน เนื่องจากรถต้องรีบไปส่งนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ ถนนภายในโรงเรียนจึงกลายเป็นที่วิ่งเล่นโดยขาด ความระมัดระวังสำหรับนักเรียนตัวเล็กๆ ส่วนใน ช่วงเวลาระหว่าง ๐๗.๓๐-๐๗.๔๐ น. จะเป็นช่วง เวลาสำหรั บ การทำความสะอาดเขตงานของ นักเรียน ดังนั้น ถนนแต่ละสายภายในโรงเรียน จะมีนักเรียนเดินกันขวักไขว่ อุบัติภัยจากยวดยาน ผูป้ กครองทีม่ าส่งบุตรหลานจึงเกิดขึน้ บ่อยครัง้ มาก จากปัญหาทีเ่ กิดขึน้ ทุกฝ่ายจึงได้รว่ มกัน คิดหาแนวทางป้องกัน และมีมติเห็นชอบที่จะ มอบหมายหน้าที่ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ พาน้องๆ นักเรียนช่วงชัน้ อนุบาลไปส่งยังห้องเรียน แทนผูป้ กครอง โดยในขัน้ ตอนแรกโรงเรียนได้สร้าง ข้อตกลงกับผู้ปกครองนักเรียนด้วยการกำหนด กติกาว่า หลังเวลา ๐๗.๒๐ น. ผู้ปกครองต้องจอด รถส่ ง บุ ต รหลานบริ เ วณลานจามจุ รี ข้ า งสนาม ฟุตบอลเท่านัน้ จะขับขีย่ วดยานเข้าไปส่งบุตรหลาน ถึงห้องเรียนไม่ได้ ขัน้ ตอนต่อไปจึงดำเนินการค้นหา ผู้ มี จิ ต อาสามาทำงานเพื่ อ สั ง คมโดยกำหนด ให้เป็นพี่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จำนวน ๕ คน ๔๙


ทำหน้าที่รับน้องจากผู้ปกครอง แล้วพาไปส่งยัง ห้องเรียนอนุบาล โดยไม่มใี ครคาดคิดว่ากิจกรรม“พาน้อง ส่งห้องเรียน” จะกลายเป็นกิจกรรมที่สร้างเสริม สัมพันธภาพที่ดีระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง ภาพที่นักเรียนชายหญิงเดินจูงมือน้องๆ อนุบาล พาไปส่งยังห้องเรียน เป็นภาพที่สร้างความอบอุ่น สร้างความประทับใจอย่างยิง่ สายตาของผูป้ กครอง ทีม่ องดูลกู เดินตามพีๆ่ ไป เปีย่ มด้วยความสบายใจ ผู้ ป กครองหลายท่ า นบอกว่ า โรงเรี ย นน่ า จะจั ด กิจกรรมอย่างนีน้ านแล้ว เพราะการทีม่ พี ๆ่ี มารับช่วง พาน้องไปส่งห้องเรียน นอกจากจะช่วยอำนวย ความสะดวกแล้ว ยังช่วยให้ผู้ปกครองไปถึงที่ ทำงานเร็วขึ้นเพราะไม่ต้องตามไปส่งบุตรหลาน ถึงห้อง สิ่งดีๆ ที่ตามมาคือความสนิทสนมคุ้นเคย และความผู ก พั น ระหว่ า งพี่ กั บ น้ อ ง การรู้ จั ก รับผิดชอบต่อหน้าที่ การรู้จักแบ่งปันความรักใคร่ ห่วงใยผู้อื่นของพี่ๆ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ นักเรียนชายคนหนึง่ บอกว่า“ผมเป็นลูก คนเดียวของพ่อแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง เมื่อได้มาทำ หน้าที่ “พาน้องส่งห้องเรียน” ทำให้อยากมีน้อง เพราะการมีน้องทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และผมเชื่อว่าแม้คนเราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรา ๕๐

สามารถเลือกทำในสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ อื่นได้” วชิระ สังข์สิทธิ์ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ปู่ของผมบอกว่าผมเป็นเด็กก้าวร้าว เอาแต่ใจ ไม่มีน้ำใจ แต่หลังจากได้อาสาทำหน้าที่พาน้อง ส่งห้องเรียนแล้ว ปู่บอกว่าผมเปลี่ยนไป พูดจา นุ่มนวลขึ้น รู้จักเอาใจใส่ปู่มากขึ้น ส่งผลให้ผมได้ รับเงินค่าขนมจากปู่ ซึ่งแต่เดิมเคยได้รับวันละ ๓๐ บาท เพิ่มเป็น ๕๐ บาท ทำให้ผมมีเงินเก็บ สะสมเพือ่ เป็นทุนเดินทางไปทัศนศึกษาในโครงการ ตามรอยยุวชนที่โรงเรียนจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗-๒๑ กุมภาพันธ์ นี้ ผมคิดว่านี่คือผลพลอยได้ จากการทำความดีของผมนั่นเอง” ส่วนชญาดากับชนามาศสองพีน่ อ้ งฝาแฝด บอกว่า “หนูมีความสุขที่ได้ทำประโยชน์ให้สังคม การทำประโยชน์ต่อผู้อื่นแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่า ทำดี ทุกวันหนูจะตื่นแต่เช้ารีบมาโรงเรียนเพื่อให้ ทันมาพาน้องส่งห้องเรียน เมื่อก่อนหนูไม่เข้าใจ ว่าการทำดีคอื อะไร คิดแต่วา่ การทำดีคอื การทำบุญ หรือการมอบเงินบริจาคเป็นจำนวนมากๆ และคงเป็น สิ่ ง ที่ ท ำยาก แต่ ต อนนี้ ห นู รู้ แ ล้ ว ว่ า ...การทำดี ทำง่าย ทำได้ทุกเวลา”


ค่าย

ลำปาง เขต ๓

พระ ครู ผู้ปกครอง นับเป็นการนำภูมปิ ญั ญาชาวบ้านของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เน้นการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงเรียน วิถีพุทธ โดยใช้ “บ ว ร” บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของ คนไทยในสังคมหมู่บ้าน ที่มีการปลูกฝังในเรื่อง การให้ความสำคัญต่อบุคคลที่อยู่ในองค์กรทั้ง ๓ องค์กรมานานแล้ว โดยเฉพาะสังคมหมู่บ้าน ในชนบท ยังมีการเคารพ นับถือ ให้ความสำคัญ ไม่ แ ตกต่ า งจากสมั ย ก่ อ นเลย แม้ ว่ า สั ง คม สภาพความเป็นอยู่ และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม แม้กระทั่งอาจจะมีความแตกแยกใน

ด้านความคิดของคนในหมู่บ้านตามกระแสบ้าง ก็ตาม ดังนั้นโครงการค่าย พระ ครู ผู้ปกครอง จึงเกิดขึ้นมา โดยสำนักงานกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ได้จัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนที่ เป็นแกนนำ แม้งบประมาณไม่มาก ถ้าเทียบกับ การจัดตั้งกลุ่มเครือข่าย จำนวน ๙ โรงเรียน แต่สิ่งที่ได้นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณ ได้เห็นความกระตือรือร้นของคณะครูทุกโรงเรียน ที่พร้อมจะร่วมมือกันสร้างเครือข่ายการพัฒนา คุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนทุกโรงเรียนไป พร้ อ มๆ กั น เพราะปั ญ หาความต้ อ งการของ โรงเรี ย นแต่ ล ะโรงเรี ย นไม่ แ ตกต่ า งกั น มากนั ก

เรื่อง วารินทร์ บุญเรือง โรงเรียน บ้านใหม่สามัคคี ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง

๕๑


๕๒


ครู ทุ ก คนเห็ น ปั ญ หา และมี ทั ศ นคติ ที่ ตรงกัน ต้องขอชืน่ ชมในจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่อยากเห็นอนาคตของประเทศชาติมีความเจริญ รุ่งเรือง จึงร่วมมือกันหาแนวทางแก้ปัญหาและ ส่งเสริมคุณธรรม โดยใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา เข้ามาบูรณาการในการสอดแทรกสิ่งที่ดีงามให้ กั บ นั ก เรี ย น ไปพร้ อ มกั บ การเรี ย นการสอน เหมื อ นกั บ เป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของการใช้ ชี วิ ต ปกติ สิง่ ดีงามเหล่านีจ้ ะซึมซับในจิตใจของเด็กวันละน้อย จนกลายเป็นวิถีชีวิต วัตถุประสงค์ของทุกโรงเรียน ต้องการให้นักเรียนทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มี คุณธรรม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขเหมือนกัน หากเกิดเครือข่ายในลักษณะนี้มากขึ้นในสังคม ก็เชื่อแน่ว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคงได้ มองเห็นภาพวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ของสังคมไทย กลับคืนมาอีกแน่นอน จากประสบการณ์ในการบริหารจัดการ โรงเรียนวิถพี ทุ ธ และการบริหารงบประมาณทีไ่ ด้รบั จัดสรร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และเป็นรูปธรรม คงต้องเริ่มที่ตัวผู้บริหารก่อนต้องสร้างแนวร่วม ในการดำเนินการ โดยทำให้ดู ทำให้เห็น ทำให้เป็น และมีความจริงจัง มุง่ มัน่ มีอดุ มการณ์ในความเป็นครู ที่พร้อมจะเสียสละทั้งเวลา กำลังกาย กำลังใจ แม้แต่กำลังทรัพย์บา้ ง เพื่อให้การดำเนินงานเป็น ไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมองให้เห็นถึงปัญหา และความต้องการ โดยจัดการ ประชุ ม คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผูน้ ำชุมชน คณะกรรมการ เครือข่ายโรงเรียนคุณธรรมชัน้ นำ พระมหาจิรวัฒน์ จิรเมธี ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนแม่สุกศึกษา และผูท้ ม่ี สี ว่ นเกีย่ วข้อง วิเคราะห์และรวบรวมปัญหา ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ คุ ณ ธรรมจริ ย ธรรมของเด็ ก และ เยาวชนในชุมชน จัดทำแผนงาน/โครงการเพื่อ

การพั ฒ นาคุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม เพื่ อ ให้ เ กิ ด ประสิทธิผลอย่างแท้จริง ต้องใช้เวลาและความ ตัง้ ใจจริงในการพัฒนา ใช้ความอดทน เพราะการ พัฒนาคนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องทำอย่าง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

ขอรับการอนุมตั โิ ครงการ กำหนดวันอบรม ระหว่าง วันที่ ๒๒-๒๖ มกราคม ๒๕๕๓ สถานที่โรงเรียน บ้านแม่สุก อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง โดยการ จัดอบรมคุณธรรมให้กับเณรที่กำลังศึกษาอยู่ใน โรงเรียนแม่สุกศึกษา จำนวน ๑๕๐ รูป นักเรียน ชั้ น ประถมศึ ก ษาปี ที่ ๔-๖ ในกลุ่ ม เครื อ ข่ า ย คุณธรรมชั้นนำ ๙ โรงเรียน จำนวน ๑๒๐ คน จั ด ทำเอกสารหลั ก ฐาน ตลอดจนหนั ง สื อ เชิ ญ วิทยากร กำหนดการพิธีเปิด-ปิด หนังสือเชิญ ประธานในพิธี นิมนต์พระสงฆ์ มีการประสาน งานกับชุมชน เพื่อจัดเตรียมสถานที่ ประสานกับ แม่ครัวในการจัดทำอาหาร และมัคนายกในเรื่อง พิ ธี ก รรมทางศาสนา มี ก ารทำบุ ญ ตั ก บาตร โดยตอนเช้าตรูส่ ามเณรจะออกบิณฑบาต มีนกั เรียน ทีเ่ ข้าร่วมอบรมเป็นเด็กวัด ออกบิณฑบาตทัว่ อำเภอ แจ้ห่ม ซึ่งมีพิธีทางสงฆ์และพิธีสืบชะตาทุกวัน จากนั้ น ก็ เ ริ่ ม โครงการอบรมโดยแบ่ ง นั ก เรี ย น ออกเป็นกลุ่ม หมุนเวียนเข้ารับการอบรม ในฐาน การเรี ย นรู้ ซึ่ ง แต่ ล ะฐานจะมี ทั้ ง ความรู้ ประสบการณ์ การปลูกฝังเรื่องคุณงามความดี การสร้างจิตสำนึกที่ดี เพื่อปลูกฝังคุณธรรมให้กับ เณรและนั ก เรี ย น มี ก ารแบ่ ง หน้ า ที่ รั บ ผิ ด ชอบ ในแต่ละวัน ซึ่งปฏิกิริยาของเด็กทุกคน ปฏิบัติ ด้วยความเต็มใจ สนุกสนาน ๕๓


ในขณะเดียวกันหน้าทีข่ องผูบ้ ริหารยังต้องมี การประสานงานกับหน่วยงานอืน่ เพือ่ ขอสนับสนุน งบงบประมาณ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สุก สภาวัฒนธรรม จังหวัดลำปาง เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับเณร และนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ในแต่ละวันจะมี คณะครูแต่ละโรงเรียนหมุนเวียนมาเข้าฐานการ เรียนรูร้ ว่ มกับเด็กนักเรียน คอยดูแลอำนวยความสะดวก แม่บ้าน พ่อบ้าน จัดเตรียมอาหาร เสิร์ฟอาหาร ชาวบ้านมานอนเฝ้า นั่งคุยกันพร้อมกับนำปัญหา ที่พบแต่ละวันมาแก้ปัญหา มีการพูดคุยกันอย่าง สนุกสนาน ตลอดจนแนวทางแก้ปัญหาในเชิง สร้างสรรค์ มีนทิ านตลก มุกขำๆ มาเล่าสูก่ นั ฟังบ้าง เป็นบรรยากาศแห่งการสร้างคุณงามความดีรว่ มกัน อย่างแท้จริง ปราศจากการเสแสร้ง แต่ละวันจะมี แม่บา้ นหมุนเวียนเปลีย่ นผลัดกันมาประกอบอาหาร พอถึงตอนสองทุ่มจะมีการเทศน์โดยพระนักเทศน์ ทุกคืน เด็กบางคนปวดหัว ไม่สบาย ก็ได้เห็นภาพ คุณครูดแู ลอย่างใกล้ชดิ ประคบประหงม ผูป้ กครอง นักเรียนมาร่วมฟังเทศน์และมาเยีย่ มเยียนนักเรียน ทีม่ าเข้าค่ายอบรม มีการทักทายพูดคุยกัน มองเห็น ภาพความรัก ความสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจ ซึง่ กันและกัน มีการฝากฝังกับคุณครู คณะวิทยากร และชาวบ้านที่มานอนเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ กับเด็ก มีตำรวจบ้านหนึ่งคนที่คอยให้ความดูแล และช่วยเหลือตลอดทั้งวันและคืน ในช่วงกลางวันจะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ขบวนครัวทานของแต่ละวัดและแต่ละหมู่บ้าน แห่ขบวนมาร่วมทำบุญที่วัดตามประเพณี นักเรียน ได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด ที่ภาพเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในความทรงจำของ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรมค่าย พระ ครู ผู้ปกครองนักเรียน ไปจนตลอดชีวิต สิ่งดีงาม เหล่านี้จะถูกสืบทอดไปอีกนานเท่านาน ๕๔

การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเพือ่ ให้เกิด ประสิทธิผลอย่างแท้จริง ต้องใช้เวลาและความ ตัง้ ใจจริงในการพัฒนา ใช้ความอดทน เพราะการ พัฒนาคนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องทำอย่าง ต่อเนื่อง และยั่งยืน เพราะผลของการพัฒนา คุณธรรมจริยธรรมบางครั้งอาจจะเห็นผลในวัน ข้างหน้าในภาพรวม สิ่งที่ฉุดคร่าจิตวิญญาณของ เด็กไทยในวันนีแ้ ม้บางคนไม่สามารถฉุดรัง้ เอาไว้ได้ แต่เราจะสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมใหม่ ถ้าผู้ใหญ่ใส่ใจ จริงจัง และจริงใจในการพัฒนา และแก้ไขปัญหา ใส่ความรัก ความหวังดี พัฒนา กิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ที่สอดแทรกให้กับเด็กและเยาวชน ตลอดจนเป็น ตัวอย่าง คอยชีแ้ นะ เป็นทีป่ รึกษา สร้างกำลังใจใน เชิงบวก และสร้างสรรค์ ก็เชื่อได้ว่า เด็กไทยใน วันนี้จะเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และมีความสุข สังคมในวันนีม้ กี ารตืน่ ตัวในเรือ่ งของการ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ให้กับหน่วยงานทุก ภาคส่วนของสังคม ก็เชื่อแน่ว่าสังคมไทยในวัน ข้างหน้าคงจะอยู่อย่างสันติสุขแน่นอน “วิถีพุทธ วิถีไทย แต่โบราณ มี วัด บ้าน โรงเรียน เป็นพื้นฐาน สืบทอดรัก สามัคคี เป็นตำนาน ร่วมสืบสาน บ้านเมือง ไทยร่มเย็น มาวันนี้ ขาดหายไป ในวิถี ทั้งทีวี เน็ต มือถือ มีให้เห็น เศรษฐกิจพอเพียงปลูกฝังให้ไม่ลำเค็ญ ร่วมมือเน้นคุณธรรม นำจิตใจ วิถีพุทธ วิถีไทย ในวันนี้ ภาพความดีร่วมสร้างสรรค์จิตผ่องใส ครู พระ ผู้ปกครอง ทั่วผองไทย ร่วมแรงใจ ให้ลกู หลาน เท่านานเอย”


น่าน เขต ๒

อบอุ่น...

ด้วยคุณธรรม โรงเรียนบ้านดอนสบเปือสังกัดสพป.นา่ น เขต ๒ มีนักเรียน ๘๒ คน ครู ๖ คน เป็นโรงเรียน ขนาดเล็ก แต่เราก็เล็กพริกขี้หนู เพราะเราคว้า รางวัลเหรียญทอง จากการประกวด “หนี่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” ของคุรุสภา ประจำปี ๒๕๕๒ มาให้พวกเราได้ชื่นใจกัน จากนวัตกรรม“ต้นกล้าของพ่อสานต่อ เศรษฐกิจพอเพียง” ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญของ การจัดการเรียนรู้ ซึ่งโรงเรียนได้จัดกิจกรรมนี้โดย ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยมีชุมชน องค์กร

ต่างๆ ให้ความร่วมมือ เนือ่ งจากประชากรในชุมชน ของเรามีอาชีพเกษตรกรรม ทางโรงเรียนจึงได้จัด กิจกรรมสาธิตเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติ จริงสำหรับชุมชนในเขตบริการและชุมชนใกล้เคียง ซึ่ ง กิ จ กรรมที่ จั ด ได้ แ ก่ การเลี้ ย งปลาในสระ การปลูกผักสวนครัว การทำนา การเพาะเห็ด นางฟ้ า การเลี้ ย งกบ การปลู ก หน่ อ ไม้ ไ ผ่ ต ง การปลูกข้าวโพด การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การปลูก ไม้ผล ซึง่ กิจกรรมทีก่ ล่าวมาทัง้ หมดเราได้ผลผลิตจริง สามารถนำมารับประทาน และนำไปขายเพื่อหา

เรื่อง จินตนา หมื่นคำเรือง โรงเรียน บ้านดอนสบเปือ ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน

๕๕


รายได้อีกทางหนึ่ง และฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ กิจกรรมนี้ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ใช่ใคร ที่ไหนเลย เด็กนักเรียนของเรานั่นเอง นักเรียนทุกคนตัง้ แต่ชนั้ อนุบาลจนถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จะมีหน้าที่รับผิดชอบงาน ของตนเอง บางคนจะได้หลายงาน และนักเรียน จะสนุกกับงานที่ได้รับมอบหมาย ทุกคนจะทำ หน้าที่ของตนเองโดยไม่บกพร่อง ตอนเช้าเมื่อมา ถึงโรงเรียนนักเรียนชัน้ ป.๒ จะรีบมาให้อาหารกบ พวกเขาจะตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อกบกระโดดมาหา ขณะที่ พ วกเขาแกว่ ง ไม้ ย าวๆ ไปมา เสี ย งดั ง กรี๊ดกร๊าดของนักเรียนหญิงเรียกให้นักเรียนคนอื่น มามุงดูมิขาดสาย นักเรียนที่ดูแลเห็ดนางฟ้าก็ จะรีบมาเปิดประตูโรงเรือน เพื่อดูว่าวันนี้มีเห็ด โผล่ออกมาจากปากถุงมากเหมือนเมื่อวานหรือไม่ ถ้ามีมากก็จะตะโกนเรียกเพื่อนมาดูและรีบเก็บ ทันที ถ้าวันไหนมีน้อยก็จะทำเสียงอ่อยๆ กิจกรรม เพาะเห็ดนางฟ้านี้ มีการจัดทำบัญชีการขายเห็ด แต่ละวันด้วย ส่วนมากมักจะขายให้โครงการอาหาร กลางวันของโรงเรียน ถ้าวันไหนมีมากก็จะขายใน ชุมชน โดยนักเรียนนั่นแหละที่แย่งกันไปขาย ทำให้ มีรายได้เข้าโรงเรียนอีกส่วนหนึ่ง สิ้นปีคุณครูก็จะ มีรางวัลให้กับนักเรียนที่รับผิดชอบในการทำบัญชี

๕๖

ด้วยเพราะถือว่ามีความซื่อสัตย์ และสามารถดูแล เรือ่ งเงินทองได้ ทีบ่ ริเวณแปลงผักสวนครัวนักเรียน อีกกลุ่มหนึ่งกำลังพรวนดิน รดน้ำผักกาด มะเขือ ผักคะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ถั่วผักยาว ทุกคนช่วยกันและแบ่งปันอุปกรณ์ของตนเองกับ เพื่อนๆ โดยไม่หวงของ อีกไม่นานพวกเขาจะได้ เก็บผลผลิตแล้ว นึกถึงบรรยากาศปีก่อนขณะที่ เก็บผักเหล่านีพ้ วกเขาสนุกสนานเป็นทีส่ ดุ นักเรียน ชายพากั น ถอดเสื้ อ ผ้ า เหลื อ แต่ ก างเกงในและ กระโดดลงอาบน้ำ นักเรียนหญิงเลยไม่ค่อยมาอยู่ กลุ่มนี้ พวกเขาช่วยกันนำผักไปขายในหมู่บ้าน ผูป้ กครองก็ชว่ ยซือ้ และผักก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว มีรายได้เข้าโรงเรียนอีกแล้ว ทีแ่ ปลงสาธิตการทำนา วันนีน้ กั เรียน ชั้ น ป.๔-๖ ทั้ ง หมดอยู่ ใ นชุ ด เหมื อ นชาวนา เพราะพวกเขากำลังจะดำนา บรรยากาศก็เป็นใจ ฝนตกลงมาตั้งแต่เช้าแต่พวกเขาไม่กลัว มีคุณแม่ ของนักเรียนหลายคนมาช่วยดำนาด้วย นักเรียน เตรียมแปลงไว้เมื่อหลายวันก่อน โดยมีลุงภารโรง จัดการไถคราด และตอนนีก้ พ็ ร้อมทีจ่ ะปลูกข้าวแล้ว เมื่ อ ถึ ง ฤดู เ ก็ บ เกี่ ย วเรายิ่ ง สนุ ก กั น ใหญ่ แม้ แ ต่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและคุณครูก็ไปเกี่ยวข้าวกับ นักเรียนด้วย แต่ก่อนหลายคนดำนาและเกี่ยวข้าว ไม่เป็น เมื่อโรงเรียนมีกิจกรรมนี้ทุกคนดำนาและ เกี่ยวข้าวเป็นแล้ว สมกับที่เป็นลูกชาวนาที่แท้จริง เมือ่ ถึงฤดูเก็บเกีย่ วเรารูส้ กึ ภูมใิ จ เรารักและสามัคคี กันมากขึ้น เพราะกิจกรรมมากมายที่เราได้ปฎิบัติ และร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จ มองไปทีส่ ระน้ำหลังโรงเรียนนักเรียนชาย กลุ่มหนึ่งกำลังส่งเสียงดังโหวกเหวก เรียกให้เพื่อน มาดูปลาที่กำลังว่ายมากินอาหารที่พวกเขากำลัง โยนลงไปในน้ำ มีปลาหลายชนิด ปลาดุกตัวใหญ่มาก ปลานิ ล ก็ มี ปลาสวายก็ ม าเป็ น ฝู ง สี ข าวของ ปลาตะเพียนสะท้อนแสงแดดยามเช้าดูระยิบระยับ สวยงามจั บ ตา นั ก เรี ย นตื่ น เต้ น ทุ ก ครั้ ง ที่ ป ลา แหวกว่ายกันมาหาพวกเขา พวกเขารู้สึกรักและ ผูกพันกับมัน แต่เมื่อปลาโตเต็มที่ถึงฤดูที่จะต้อง จับปลาพวกเขาก็จะตื่นเต้นกับการจับปลาโดย


การนัง่ บนเรือกับคุณพ่อและทอดแหอย่างสนุกสนาน ปลาที่ได้เราประกอบอาหารกลางวันและที่เหลือ นำไปขายในชุมชน ขณะทีเ่ ดินกลับจากสระน้ำพวกเขาชีใ้ ห้กนั ดูตน้ กล้วยทีป่ ลูกรายรอบสระน้ำและช่วงนีม้ นั กำลัง ออกลูกหลายเครือ ใกล้ๆ กันเป็นต้นมะละกอ ซึ่งออกลูกรอบคอนับดูประมาณ ๑๑ ลูก ถ้าสุก เมื่อไรคุณครูจะแจกให้นักเรียนได้กินโดยทั่วกัน ผลไม้ทุกอย่างของโรงเรียนช่างอร่อยจริงๆ นักเรียนร้องเย้...เมือ่ แม่ครัวบอกว่าอาหาร กลางวันวันนี้จะเป็นแกงเขียวหวาน (ของโปรด ของนักเรียนทั้งหมด) แม่ครัวเก็บมะเขือในสวนที่ ออกลูกมากมาย ขนาดกำลังเหมาะใส่แกงด้วย นักเรียนอนุบาลแต่กอ่ นไม่ชอบกินมะเขือ แต่เดีย๋ วนี้ หลายคนกินได้และยังคอยดูแลต้นมะเขือทีอ่ ยูใ่ กล้ๆ ห้องเรียนด้วย ทีห่ อ้ งเกษตรนักเรียนหลายคนพากันปิด จมูกเนื่องจากกลิ่นของน้ำหมักชีวภาพที่เขาแอบ

เปิดดู คูณครูพาพวกเขาทำเมื่อสัปดาห์ก่อนโดย ให้เอาเศษฟักทองและเศษผักต่างๆ มาจากบ้าน แล้วสับเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในถัง ใส่หัวเชื้อ จุลินทรีย์ลงไปตามอัตราส่วน ปิดฝาไว้ ไม่นาน เราจะได้น้ำหมักชีวภาพที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ มากมาย เราเคยนำไปขายในงานนิทรรศการของ โรงเรียนขนาดเล็กมีคนสนใจสอบถามหลายคน ทุกกิจกรรมนักเรียนทุกคนได้ลงมือปฏิบตั ิ ขยันดูแลเอาใจใส่ ช่วยเหลือ และอดทนทีจ่ ะรอคอย เพื่อดูผลงานที่พวกเขาได้รับผิดชอบ นักเรียนได้ ผักไปกินที่บ้าน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ กิจกรรมเหล่านีช้ ว่ ยปลูกฝังคุณธรรมให้กบั พวกเรา ก่อเกิดความรักความผูกพันในโรงเรียน เหนือสิ่งอื่นใดคือความภาคภูมิใจกับรางวัลที่พวก เราได้รับมา

๕๗


แม่ฮ่องสอน เขต ๑

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยหากินได้ไม่อด เรื่อง อุดมลักษณ์ ชวลิต และคณะ โรงเรียน บ้านหมอแปง ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

๕๘

ประเมินผลความพึงพอใจของเด็กนักเรียน ๓ โรงเรี ย น จากการเข้ า อบรมเชิ ง ปฏิ บั ติ ก าร โครงการปลูกจิตอาสานำพาเด็กดีของโรงเรียน (บ้านหมอแปง) แล้ว แอบภูมิใจในการดำเนินงาน ครัง้ นีม้ ากๆความพึงพอใจในกิจกรรมเชิงปฏิบตั กิ าร ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น มีผลการประเมิน ร้อยละ ๑๐๐ ทั้งงานใบตองและงานตัดกระดาษ ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ ช่วยหากินได้ไม่อด วิทยากรพืน้ บ้าน ยายทูนและยายเพ็ญ เป็นคุณยาย ที่หลานๆ นั่งล้อมหน้าล้อมหลัง คอยให้คำแนะนำ ทำให้ดู ช่างเป็นภาพทีน่ า่ ประทับใจ คุณยายทัง้ สอง

บอกกับเด็กๆ ว่า ทุกวันพระ วันไหว้ครู วันสงกรานต์ คุณยายมีรายได้จากการทำกรวยดอกไม้ ทำตุง ทำดอกกระดาษไปขาย คุณยายลงทุนไม่มากเลย แต่คุณยายสามารถขายได้เงินเป็นร้อยๆ บาท ในแต่ละวัน คุณยายทั้งสองตั้งใจสอนหลานๆ ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ ภาพนี้สะท้อนให้ เห็ น ความแตกต่ า ง ในภาวะสั ง คมปั จ จุ บั น คุ ณ ยายขายผลงานนี้ ไ ด้ ก็ เ พราะสั ง คมปั จ จุ บั น ไม่เห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นนั่นเอง เด็กๆ ปัจจุบนั ห่างเหินคุณย่า คุณยาย เพราะต่างก็ ไม่มีกิจกรรมทำร่วมกัน ความรัก ความผูกพัน ใกล้ชิด การให้การอบรมสั่งสอนระหว่างผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่อย่างเช่นแต่ก่อนไม่มีให้เห็น สังคม ปัจจุบันจึงเป็นสังคมที่มีแต่ความวุ่นวาย เด็กๆ หันเข้าหาสื่อที่มีแต่ชนวนปัญหา แก้ปัญหาไม่ได้ก็ หันเข้าหาเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ผู้ใหญ่ยาก ที่จะเยียวยา แก้ไขได้ ซึ่งแท้จริงแล้ว เพียงเส้นผม บังภูเขา หากเราหันมาเอาภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ มาใช้ ให้ผู้ใหญ่กับเด็กๆ มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน งานใบตอง งานกระดาษ งานจักสาน รวมถึงการ เล่านิทานธรรม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ล้ำค่า นำพาให้ เด็กมีคุณธรรม นำรายได้สู่ครอบครัว ล้อมรั้วด้วย ความรัก ความอบอุ่น ปัญหาที่ว่าหนักไม่เกิดขึ้น


อย่างแน่นอน กรวยใบตอง ก๊อกซอมต่อ ห่อจัก๊ จ่า ล้วนมีคา่ นำพารายได้สคู่ รอบครัว ยายหลานไม่ตอ้ ง กลัวอดตาย อนาคตไม่เลวร้าย พ่อแม่สบายใจ สร้างภูมคิ มุ้ ภัยในครอบครัว เสียงหัวเราะ หยอกเย้า ระหว่างยายหลานภายในบ้าน สร้างความสำราญ ใจให้ ทุ ก ชี วิ ต ในบ้ า น ต่ า งก็ ภู มิ ใ จในผลงานที่ ทุกคนต่างก็ทำด้วยความตั้งใจ สวยบ้างไม่สวย บ้างก็คอ่ ยๆ ฝึกฝนกันไป เวลานานเท่าไร ความรัก ความผูกพันใกล้ชดิ ยิง่ เพิม่ ขึน้ เท่านัน้ รายได้ทฝ่ี นั ไว้ เก็บใส่ห่อหมากเก่าๆ ของยาย แม้ทุนขาดหาย แต่กำไรที่ได้หาใช่แค่เงินตรา แต่สิ่งที่กำลังหาคือ ความรักและความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณกับเรา (คุณย่า คุณปู่ คุณตา คุณยาย) เด็กๆ ทีเ่ ข้าโครงการพัฒนาคุณธรรม กิจกรรมปลูกจิตอาสานำพาเด็กดีของโรงเรียนบ้าน หมอแปงทุ ก คน รวมทั้ ง โรงเรี ย นในเครื อ ข่ า ย

คงได้นำพาสิ่งดีๆ จากการอบรมครั้งนี้ไปต่อยอด จะเป็นกิจกรรมใดก็ตาม เป้าหมายเดียวกันคือ ปลูกจิตอาสานำพาเด็กดี ให้ความรัก ให้ความ สำคัญต่อผูม้ พี ระคุณในบ้านก่อน เชือ่ ฟังคำสัง่ สอน ของพ่อแม่ ช่วยดูแลปู่ ย่า ตา ยาย น้อมกายลงสู่ การยอมรับคำอบรมสั่งสอน อ้อนฟังนิทานธรรม ก่อนนอน สั่งสอนให้ชื่นชมพระบารมี จัดกิจกรรมดี ยามว่างระหว่างครอบครัว ปลูกผักสวนครัวรัว้ กินได้ ปลูกไม้ไว้ประดับหน้าบ้าน ช่วยตาจักสานงานไม้ตอก ประดิษฐ์กรวยดอกจากใบตอง เย็บก๊อกซอมต่อ รองข้าวพระ ตัดกระดาษเป็นดอกไม้ใส่แจกัน ตัดจั๊กจ่าตุงสั้น และตุงยาว รายได้เข้ากระเป๋า ลูกหลานเราล้วนเป็นคนดี

๕๙


เชียงราย เขต ๒

แสนเสียดาย “พระมาลัยไม่กลับมา” เรื่อง วิเชียร ทองคุ้ม โรงเรียน ทุง่ ห้าราษฎร์สามัคคีวทิ ยา บ้านทุ่งห้า ต.สันสลี อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

๖๐

ราวปีพทุ ธศักราช๒๕๐๙ข้าพเจ้าพร้อม เพือ่ นๆ นักเรียน วิง่ กรูออกจากศาลาไปยังลานวัด แหงนมองเครือ่ งบินขับไล่ทบ่ี นิ ผ่านไป โดยมีคณุ ครู แอบยืนแหงนดูอยู่ห่างๆ เห็นเครื่องบินลำเล็กๆ อยู่ ไ กลลิ บ ดู แ ทบไม่ ทั น ห้ อ งเรี ย นในวั ย เด็ ก ของข้าพเจ้า เป็นศาลาการเปรียญเก่า ไม่มีพื้น มีกระดานดำหนึ่งแผ่น มีคุณครูใจดีคนเดียวสอน ทุกวิชา ข้าพเจ้าเป็นคนร่วมสมัยในช่วงชีวติ เห็น อะไรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางสิ่งบางอย่างก็ เกินความคาดหมาย ข้าพเจ้าเข้าเรียนในโรงเรียน ตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ออกจาก โรงเรียนเลย ผ่านหลักสูตรมาหลายหลักสูตร ตัง้ แต่

๒๕๐๓ จนถึง ๒๕๕๑ ใช้กระดานชนวน สมุดผูใ้ หญ่ลี มาจนถึงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ในวัยเด็ก ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับ “นรก” มากกว่า “สวรรค์” ทำความรู้จักกับนรกตั้งแต่ จำความได้ เพราะพ่อแม่ ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะเล่า เรื่องนรกให้ฟัง เวลาประพฤติไม่ถูกต้องดีงาม ท่ า นก็ จ ะเล่ า เรื่ อ งความผิ ด ที่ จ ะทำให้ ต กนรก ตรงตามตำราบ้าง ไม่ตรงบ้าง ให้กลัวไว้ก่อน พอเข้าสูว่ ยั เรียนก็เข้าโรงเรียนวัดกุฏกิ าราม ห้องเรียนไม่พอเรียนก็อาศัยศาลาวัดหลังเก่าเป็น ที่ เ รี ย น พอถึ ง วั น พระ ประมาณบ่ า ยสามโมง คุ ณ ครู จ ะพาขึ้ น ศาลาการเปรี ย ญหลั ง ใหม่ แล้วอาราธนานิมนต์พระมาให้ความรู้สอดแทรก


ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมผ่านเรื่องเล่า นิทาน ชาดก มีการตอบปัญหาธรรม ใครตอบถูกก็จะได้ รางวัลเป็นขนมบ้าง สมุดดินสอบ้าง ทุกเรื่องเล่า เด็กๆ มักจำกันได้เพราะไม่มสี งิ่ เร้ามากมายเหมือน ปัจจุบัน ข้าพเจ้าและเพือ่ นๆเวลาทำอะไรผิดก็จะ มี ค นคอยเตื อ น (ขู่ ) แม้ แ ต่ เ พื่ อ นเด็ ก ด้ ว ยกั น อย่าทำนะเดีย๋ วตกนรก เพราะได้ยนิ ได้ฟงั มาอย่างนัน้ เด็กๆ ไม่รู้จักสวรรค์กันสักเท่าไหร่ แต่รู้จักนรก มี ค วามรู้ สึ ก ว่ า นรกอยู่ ใ กล้ ตั ว ไม่ ก ล้ า ทำผิ ด และไม่เคยสงสัยว่านรกมีจริงหรือไม่ พอโตขึน้ มีปญั ญารูเ้ หตุรผู้ ลก็ไม่ได้ตดิ ใจ สงสั ย ไม่ ว่ า นรกหรื อ สวรรค์ จ ะมี จ ริ ง หรื อ ไม่ แต่สิ่งที่ห้าม สิ่งที่ควรทำ หากปฏิบัติแล้วเป็นสิ่งที่ ดีจริง ทำให้ชีวิตดำเนินไปด้วยดีจริงๆ สังคม ในยุคนั้นก็สงบร่มเย็น ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นรกเริม่ หายไปทีละน้อยในช่วงทีว่ ทิ ยาการ ก้ า วหน้ า ขึ้ น โลกกำลั ง ตื่ น เต้ น กั บ การไปเยื อ น ดวงจันทร์ของอพอลโล ๑๑ วิชาวิทยาศาสตร์เริ่ม เป็นวิชาทีส่ ำคัญ เพราะความคาดหวังของหลักสูตร มุ่งให้คนไทยคิดเป็นระบบ คิดเป็นวิทยาศาสตร์ ยอมรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ จะเปลี่ยน ประเทศด้อยพัฒนา (สมัยนั้นเรียกเช่นนั้นภายหลัง เปลีย่ นมาเป็นประเทศกำลังพัฒนา) การรับรูเ้ รียนรู้ ไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดความรู้ตามหลักสูตร เพี ย งอย่ า งเดี ย ว ยั ง มี สิ่ ง แฝงเร้ น (Hidden Curriculum) อาจโดยครู โดยสื่อ หรือบริบท แวดล้อมแฝงเข้ามาด้วย แอบทำให้เกิดข้อสงสัยว่า นรกมีจริงหรือไม่ เด็กๆ คิดว่าสวรรค์อยู่บนฟ้า ทำไม อพอลโล ๑๑ ไม่ พ บสวรรค์ สิ่ ง ที่ ม องไม่ เ ห็ น มีจริงหรือไม่ วิทยาการตะวันตกมักเน้นย้ำเรื่อง ข้อพิสจู น์ หลักฐานอ้างอิง จนละเลยวิถตี ะวันออกไป

ในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งเด็กและผู้ ใหญ่ ไม่ค่อย เกรงกลัวต่อบาปกรรม จึงก่อกรรมทำชัว่ กันง่าย ทั้งกาย วาจา ใจ ผลกรรมที่ ได้รับค่อนข้างช้า และไม่ชัดเจน ไม่มีสุวานคอยตรวจ

๖๑


ศาสนาพุทธถือกำเนิดมาเกือบจะ๒,๖๐๐ปี นรกก็ยังอยู่เป็นกฎหมายทางใจมาสองพันกว่าปี ถึ ง แม้ ว่ า พุ ท ธศาสนาเป็ น ศาสนาแบบสั จ นิ ย ม แต่คำสอนเรื่อง นรก สวรรค์ ก็ยังคงปรากฏใน พระไตรปิฎก ถึงแม้จะกล่าวไว้ไม่มาก ภายหลัง ได้มีการนำมาอธิบายขยายความให้เข้าใจชัดเจน และมองเห็นภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ ประมาณพุทธ ศตวรรษที่ ๙ พระภิกษุชาวสิงหลได้แต่งเรื่อง พระมาลัย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ผู้มากด้วยศีล สมาธิ ปัญญา มีบุญญานุภาพและฤทธิ์เดชเกรียงไกร ท่านได้เข้าฌานสมาบัติชำแรกแผ่นดินไปเยือน เมืองนรก สำแดงฤทธิ์ดับไฟนรกและทำลายเครื่อง ทรมานสัตว์นรกทั้งหลายให้สิ้นไป ต่อจากนั้นก็ แสดงธรรมเทศนาโปรดสัตว์นรกให้เป็นที่เอิบอาบ ซาบซึ้งใจ รับรู้เหตุแห่งกรรม สัตว์นรกทั้งหลาย ได้ขอร้องให้พระมาลัยช่วยกลับไปบอกญาติมิตร ไม่ให้กระทำกรรมชั่ว ให้เร่งทำบุญอุทิศส่วนกุศล เพื่อให้ญาติพี่น้องในนรกภูมิพ้นกรรมโดยเร็ว ต่อมาได้มกี ารเขียนวรรณกรรมผูกธรรม ใบลานนำเรือ่ งราวของพระมาลัยมาเทศนาสัง่ สอน มากมาย ตลอดจนเรื่องราวเกี่ยวกับนรก สวรรค์ เช่น พระมาลัยคำหลวง พระมาลัยโผดโลก ไตรภูมิ พระร่วง เป็นต้น ๖๒

ในสังคมไทยปัจจุบนั ทัง้ เด็กและผูใ้ หญ่ ไม่ค่อยเกรงกลัวต่อบาปกรรม จึงก่อกรรมทำชั่ว กันง่าย ทัง้ กาย วาจา ใจ ผลกรรมทีไ่ ด้รบั ค่อนข้างช้า และไม่ชดั เจน ไม่มสี วุ านคอยตรวจ เวลากระทำผิด ไม่มีโจทก์ไม่มีคำตัดสินก็ยังไม่ผิด ไม่ถูกลงโทษ ซึ่งต่างจากบาปกรรม ทำเมื่อไร ไม่ว่าต่อหน้าหรือ ลับหลังก็ย่อมมีผลทันที การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้เยาวชน จำเป็นจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ วิธีการที่หลากหลาย เราอาจอบรม สอดแทรกความเชื่อ (ที่คิดว่าให้ผล ดีและไม่งมงาย) ให้กบั เด็กและเยาวชนในลักษณะคู่ ขนานกันไปด้วยก็น่าจะได้ หากสถาบันทางการ ศึกษายังไม่พร้อมที่จะสอดแทรกเรื่องของนรก สวรรค์ ก็ควรที่สถาบันครอบครัว บ้านและวัด รับบทบาทนั้นไป ในบางกรณีความเชือ่ ทีส่ ง่ ผลดีตอ่ ชีวติ มี ประโยชน์ก่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ความ เชื่อที่เราไม่สามารถอธิบายเหตุและผลให้เข้าใจ และรับรู้ได้ตามวัย บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ แม้ ใ นโลกตะวั น ตกที่ วิ ท ยาศาสตร์ วิ ท ยาการ ก้าวหน้าหลายๆ ประเทศ ก็นับถือศาสนาแบบ เทวนิยม และยังคงนับถือสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้


แม่ฮ่องสอน เขต ๑

ที่เป็นได้ ในวันนี้... เพราะฉันมีพระในบ้าน ในวัยเด็กนัน้ มักจะมีผใู้ หญ่หรือใครๆถาม อยู่เสมอว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” ฉันก็เป็น หนึ่งในนั้น ที่ถูกถามด้วยคำถามนี้ ในตอนแรก ฉั น ก็ ยั ง ตอบไม่ ไ ด้ ว่ า โตขึ้ น ฉั น อยากเป็ น อะไร แต่จะว่าไปแล้วฉันก็เคยบอกแม่วา่ “โตขึน้ ฉันอยาก เป็นหอย” ฉันบอกกับแม่อย่างนั้นจริงๆ เพราะใน ตอนนั้นฉันรู้แต่เพียงว่าที่บ้านแม่ทำกับข้าวอร่อย มากโดยเฉพาะแกงหอยขมใส่ใบชะพลู เป็นอาหาร ถ้วยโปรดของทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะฉันเอง ที่ชอบกินหอยขมมาก เลยคิดว่าถ้าตัวเองได้เป็น หอยคงดี เพราะอร่อยและมีประโยชน์กับทุกคน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความคิดในวัยเด็กของฉัน เท่านั้น

เมือ่ ฉันโตขึน้ เข้าใจอะไรมากขึน้ ฉันจึงได้ เปลี่ยนความคิดที่ว่าอยากเป็นหอย มาเป็นว่า ถ้าฉันโตขึ้นฉันอยากเป็นครู แต่คราวนี้ฉันไม่ได้ บอกกับแม่ แต่เก็บไว้ในใจและคิดว่าฉันจะต้อง ทำให้ได้ ฉันจะตั้งใจเรียน เรียนให้สูง สูงพอที่จะ เป็นครูให้ได้ นั่นคือความคิดความตั้งใจของฉัน พ่อกับแม่ของฉันมีอาชีพทำไร่-ทำนา ฐานะทาง บ้านจึงไม่ได้ร่ำรวยอะไรแต่ท่านทั้งสองก็พร้อม และสนับสนุนให้ฉนั เรียนหนังสือ พ่อบอกกับฉันว่า “แม้จะไม่มีเงินทองมากมายให้ลูกแต่พ่อกับแม่ก็มี ความรักมีกำลังใจให้ลกู อย่างไม่มวี นั หมด ขอเพียง แค่ให้ลูกตั้งใจจริงเท่านั้น” นั่นคือคำพูดที่ทำให้ ฉันตื้นตันและฝังอยู่ในใจฉันตลอดมา ยามใดที่

เรื่อง รัชนี ปู่สำมะโน โรงเรียน บ้านแม่อูคอหลวง ต.แม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

๖๓


ท้อแท้เมื่อฉันนึกถึงคำพูดของพ่อ ฉันก็อดที่จะ ตื้นตันขึ้นมาอีกไม่ได้และก็รู้สึกว่าตัวเองมีพลังคิด มีพลังก้าวต่อไป เพราะฉันรูส้ ึกได้ถึงความรักความ ห่ ว งใยความปรารถนาดี ที่ มี จ ากพ่ อ และแม่ และสิ่งหนึ่งที่แม่สอนฉันอยู่เสมอก็คือ “ต้องหมั่น ใส่บาตรทำบุญนะลูก คนเราจะได้ดีก็ต่อเมื่อได้ ทำดี หมั่นทำบุญใส่บาตรเยอะๆ จะได้สุขสบาย สมดังใจปรารถนา ถ้าเราคิดดีทำดี ใครเห็นใครก็รกั ใครก็ชื่นชม” ฉันยังจำคำสอนของแม่ได้เสมอ และจำได้ว่าในวัยเด็กฉันมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่วัด ทุกๆ วันหลังเลิกเรียนหรือวันเสาร์-อาทิตย์ ลานวัด จะเป็นสถานทีน่ ดั พบของฉันกับเพือ่ นๆ ในหมูบ่ า้ น เป็ น สถานที่ เ ล่ น เตย เล่ น ตี่ จั บ เล่ น วิ่ ง ไล่ จั บ เล่นหมากเก็บ ขี่ม้าส่งเมือง รวมทั้งเป็นแหล่ง อาหารเมื่อยามหิว ชีวิตในวัยเด็กของฉันผูกพันอยู่

กับท้องไร่-ท้องนา โรงเรียนและก็วัด สามสิ่งนี้ เท่านัน้ เอง ฉันจำได้วา่ มีอยูค่ รัง้ หนึง่ ฉันขีค่ อพ่อไปไร่ ในมือพ่อข้างหนึ่งก็หิ้ววิทยุเปิดเพลงฟังไปด้วย อีกข้างหนึ่งก็คอยจับฉันไว้ แม่หาบกระบุงใส่ข้าว ไว้ไปกินตอนเที่ยง โดยมีน้องชายของฉันนั่งอยู่ใน กระบุงหนึ่งและอีกกระบุงหนึ่งเป็นหม้อข้าวปลา อาหาร ฉันรูส้ กึ มีความสุขใจอย่างทีส่ ดุ เมือ่ ได้นกึ ถึง และความสุขใจความประทับใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เวลาที่ได้ไปวัดกับแม่ ทุกวันพระแม่จะไปทำบุญ ที่วัดเสมอโดยมีฉันเป็นผู้ติดตาม ในตอนนั้นฉัน คิดแค่เพียงว่าจะได้กินขนมอร่อยๆ หลังจากที่ พระท่านฉันเสร็จแล้ว และก็จะได้เล่นกับเพื่อนๆ ๖๔

ทีม่ าวัดกับแม่เหมือนฉันเท่านัน้ เอง แต่ความคิดนัน้ ที่ทำให้ฉันไปวัดกับแม่ทุกวันพระ ก็ซึมซาบเข้ามา ในจิตใจของฉัน และทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต ของพุทธศาสนิกชนที่พึงปฏิบัติ ความทรงจำใน วั ย เด็ ก ของฉั น เกี่ ย วกั บ วั ด มี ม ากมายจริ ง ๆ ทัง้ ซาบซึง้ ใจ ประทับใจ สนุกสนาน ทุกอย่างเต็มปรี่ อยู่ในใจฉัน ก่อนวันออกพรรษาชาวบ้านต่างหยุด งานไร่-งานนา พากันมาตกแต่งศาลาการเปรียญ และบริเวณวัด ใครมีกล้วย มีอ้อย ส้มโอผลไม้ ต่างๆ ก็แบกใส่บ่านำมาประดับศาลาให้ดูสวยงาม เหมือนกับอยู่ในป่าหิมพานต์ ฉันเป็นเด็กก็ไม่ได้ ช่วยงานอะไร ได้แต่วิ่งไปวิ่งมาจองกล้วยจองอ้อย ผลไม้ที่ผู้ใหญ่นำมาตกแต่งศาลาวัดกับเพื่อนๆ เท่านั้น มันเป็นความสุข ความสนุกสนานในวัย เด็กของฉันจริงๆ อีกทั้งงานอุปสมบทนาคหมู่ ที่ฉันก็ไม่พลาดที่จะติดสอยห้อยตามพ่อกับแม่ไป อีกเช่นเคย ในสมัยนัน้ มีแตรวง ให้ความบันเทิงใจ หนุ่มสาวยาวไปถึงคนแก่ ต่างออกไปวาดลวดลาย กันฝุ่นตลบไปหมด ในตอนนั้นฉันอดหัวเราะกับ ท่าเต้นของลุงๆ ป้าๆ ไม่ได้ แต่ละคนมีท่าเต้น ในแบบฉบับของตนจริงๆ พ่อแม่นาคต่างก็แต่งตัว กันสวยงามเต็มที่ มีทองเท่าไหร่กน็ ำมาใส่จนเต็มคอ มองเห็ น ความรั ก ความปลาบปลื้ ม ใจที่ มีต่อลูก ของตนได้เป็นอย่างดี แม้เวลาจะผันผ่านไปแต่ฉนั ก็ยงั จดจำ เรื่องราวเหล่านั้นได้ดี ด้วยความรักความห่วงใย การให้คำสั่งสอน การนำพาแต่สิ่งดีๆ มาให้ฉัน การใช้ชีวิตตามแนววิถีพุทธของพ่อและแม่ทำให้ ฉันมีวนั นี้ วันทีฉ่ นั เรียนสำเร็จและได้เข้ารับราชการ เป็นครูในที่สุด สมดังที่ฉันฝันไว้ ฉันรับรู้ได้ว่าพ่อ กับแม่ดีใจมากและภาคภูมิใจในตัวฉัน แม้ว่าใน ตอนนี้พ่อของฉันจะพูดไม่ได้แล้วเพราะท่านป่วย เป็ น อั ม พฤกษ์ เ มื่ อ หลายปี ก่ อ น เป็ น เหตุ ใ ห้ ไม่สามารถพูดสื่อสารกับใครได้ แต่ฉันก็มองเห็น แววตาแห่ ง ความภาคภู มิ ใ จของพ่ อ ที่ มี ต่ อ ฉั น ฉันอยากบอกพ่อกับแม่วา่ “ลูกขอกราบขอบพระคุณ พ่อกับแม่ ที่ลูกมีวันนี้ได้ก็เพราะว่ามีพ่อและแม่ เป็นพระในบ้านและอยู่ในใจของลูกจริงๆ”


พะเยา เขต ๒

เพื่อแม่... “หนังสือคือเพือ่ นทีด่ ที สี่ ดุ ของฉัน”เป็น คำพูดที่ อัจฉรีย์ อินเทพ มักจะพูดเสมอ และก็จะ ทำตามที่พูดเอาไว้ นั่นก็คือ ถ้าหากมีเวลาว่าง เมื่อใด ก็จะเห็นภาพของเด็กหญิงอัจฉรีย์ อินเทพ อ่านหนังสืออยู่เสมอ และนั่นคือภาพประทับใจที่ ได้ รั บ จากเด็ ก ผู้ ห ญิ ง คนนี้ ซึ่ ง น้ อ ยคนนั ก ใน วัยเดียวกันที่จะเห็นคุณค่าของการอ่าน หรือเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า มีนิสัยรักการอ่านเช่นนี้ “อัจฉรียอิ์ นเทพ”เป็นนักเรียนชัน้ ประถม ศึ ก ษาปี ที่ ๖ โรงเรี ย นชุ ม ชนบ้ า นเชี ย งบาน เป็นเด็กดีทค่ี วรได้รบั การยกย่องในด้านความประพฤติ อันดีงาม และนำมาเป็นเยี่ยงอย่างให้แก่เพื่อนๆ น้องๆ ตลอดจนคุณครูในโรงเรียนได้ ทั้งในเรื่อง ความประพฤติ ด้านการเรียน การวางตัว ถึงแม้ว่า ครอบครั ว ของ อั จ ฉรี ย์ อิ น เทพ จะแตกแยก เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน ซึ่งทุกวันนี้อาศัยอยู่ กับแม่ มีอาชีพทำนา รายได้น้อย แต่ภาระที่ต้อง รับผิดชอบมากมายเหลือเกิน แม่ก็อดทนที่จะ หารายได้เพื่อที่จะเลี้ยงดูลูกทั้งสองคน คือพี่ชาย และตัวอัจฉรีย์

สำหรับพีช่ ายนัน้ เรียนในระดับมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่อุปสรรค ดังกล่าวมิได้บั่นทอนความตั้งใจในการทำความดี ของเธอเลย เธอยังคงตัง้ ใจเรียน เป็นเด็กดี เชือ่ ฟังแม่ และไม่ทำให้แม่ผิดหวังในตัวเธอ และไม่เคยที่จะ นำเอาปมด้อยเหล่านีม้ าเป็นข้อบัน่ ทอนความตัง้ ใจ หรือทำร้ายตัวเอง แต่กลับเป็นแรงเสริมที่จะทำ เพื่อแม่ของเธอ เธอไม่อยากให้แม่ต้องลำบากเมื่อ ยามแก่เฒ่า ไม่อยากให้แม่ทำงานหนัก ไม่อยาก ให้แม่ลำบากเพราะเธอ และปรารถนาที่จะให้แม่ มีความสุข นั่นคือความหวังของเธอ และนั่นคือ เหตุผลพรั่งพรูที่ตัวเธอเองคิดว่าเป็นหน้าที่ของเธอ เองโดยไม่ ต้ อ งมี ใ ครบั ง คั บ จิ ต ใจให้ ท ำตาม และนัน่ คืออีกเหตุผลหนึง่ ทีเ่ ธอคิดว่าจะเป็นสิง่ เดียว ที่จะทำให้แม่ภูมิใจในตัวของเธอที่สามารถทำได้ ในขณะนี้ ถึงแม้วา่ ช่วงเวลานีแ้ ม่ของเธอจะทำงาน หนักเพื่อที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งต้อง ส่ ง เสี ย พี่ ช ายให้ เ รี ย นในระดั บ มหาวิ ท ยาลั ย และตัวเธอเองก็ยังอยู่ในวัยเรียน แต่ว่าเธอยังคง

เรื่อง สุดสวาท กีรติวรางกูร โรงเรียน ชุมชนบ้านเชียงบาน ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา

๖๕


เรียนในระดับประถมศึกษา จึงไม่ต้องใช้จ่ายใน เรื่องการเรียนมากนักเนื่องจากได้รับการอุดหนุน จากรัฐบาลตามนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมี คุณภาพ จึงช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแม่ของเธอ ไปได้มาก แต่ก็ยังลำบาก ดังนั้นวิธีที่อัจฉรีย์จะ ช่วยแม่เธอได้ก็คือ พยายามประหยัดค่าใช้จ่าย พยายามซื้อของเมื่อจำเป็นเท่านั้น ไม่สุรุ่ยสุร่าย นอกจากนี้ ยั ง หารายได้ พิ เ ศษระหว่ า งเรี ย น เพื่อช่วยแม่อีกแรง เธอมักจะรับจ้างถักไหมพรม โดยจะไปรั บ เส้ น ไหมพรมจากกลุ่ ม แม่ บ้ า น ในหมู่บ้านมาถักทอตามลายที่กำหนด และเมื่อ เสร็ จ เรี ย บร้ อ ยแล้ ว ก็ ส่ ง ให้ ก ลุ่ ม แม่ บ้ า นต่ อ ไป เธอก็จะได้รายได้ตามจำนวนทีเ่ ธอถักได้เป็นค่าแรง

แต่กไ็ ม่เคยทีจ่ ะทำให้เสียเวลาเรียน การเรียนยังเป็น หัวใจสำคัญที่เธอยังต้องรับผิดชอบ ส่งผลให้การ เรียนของเธอไม่เป็นรองใครเลยในระดับชั้นเรียน เดียวกัน ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ทั้งนี้อาจ สืบเนื่องมาจากการมีนิสัยรักการอ่านที่เธอปฏิบัติ อยู่เป็นประจำนั่นเอง และนอกจากนี้การตั้งใจ เรียนในห้องเรียน ซักถามเมือ่ เธอไม่เข้าใจ หรือแม้ กระทั่ ง ค้ น คว้ า ด้ ว ยตนเองก็ ยั ง ส่ ง ผลให้ เ ธอมี ผลการเรียนทีด่ ี การเรียนเป็นการพัฒนาคนได้อย่างดี เมือ่ เห็นความสำคัญของการเรียน ความรับผิดชอบ ในหน้ า ที่ ทุ ก อย่ า ง ไม่ ว่ า จะเป็ น งานที่ ไ ด้ รั บ มอบหมายตามกลุม่ สาระวิชา หรืองานหน้าทีต่ า่ งๆ ๖๖

ภายในโรงเรียนก็จะทำได้ดีไปด้วย จากที่เป็นคน ใฝ่เรียนรู้ รับผิดชอบงาน เธอจึงได้เป็นประธาน นักเรียน ร่วมทำกิจกรรมในโครงการ อย. น้อย เป็นเสาหลักในการพัฒนาโรงเรียน ได้รับความ ไว้วางใจจากคณะครู เพือ่ นๆ น้องๆ ว่างานชิน้ นัน้ ๆ จะต้องสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามวัตถุประสงค์ ด้วยเหตุนเธอจึ ี้ งเป็นทีร่ กั ของทุกๆคนใน โรงเรียน ได้รบั การยอมรับจากครู นักเรียน ตลอดจน ผู้ปกครองของนักเรียนที่มักจะนำกรณีตัวอย่าง ของอัจฉรีย์เป็นตัวอย่างในการสั่งสอนอบรมลูกๆ พฤติ ก รรมของอั จ ฉรี ย์ ค วรได้ รั บ การยกย่ อ ง ในด้านการเรียน เป็นคนที่ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน มีความรับผิดชอบ เรียนดี ที่สำคัญเป็นคนที่มีนิสัย รั ก การอ่ า น ส่ ว นด้ า นความประพฤติ เป็ น คน เรียบร้อย อัธยาศัยดี มีกิริยามารยาทที่งดงาม สมกับเป็นกุลสตรี ด้านความเสียสละ เป็นคนที่ เสียสละเวลา กำลังกาย กำลังใจ เพื่อส่วนรวม โดยไม่ ห วั ง สิ่ ง ตอบแทน ด้ า นความรั บ ผิ ด ชอบ เป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบสูง และที่สำคัญที่ อยากให้ทกุ คนได้นำไปเป็นตัวอย่างและไปประยุกต์ ใช้กบั ชีวติ ประจำวันของตัวเอง ก็คอื ความกตัญญู กตเวที ทีน่ บั วันจะสูญหายไปจากสังคมไทยของเรา เรามักจะเห็นข่าวคราวทีก่ ระทบจิตใจของคนทัว่ ไป ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายผู้มีพระคุณ การทอดทิ้ง ให้คนชราได้หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองตามสื่อต่างๆ แต่เธอได้แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า “แม่” สำคัญ ที่สุดในชีวิต เธอทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแม่ กลัวว่า แม่จะเสียใจ เธอแสดงให้เห็นว่าการเป็นตัวอย่าง ที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน ถึงแม้ว่าเราจะพร่ำสอน ต่างๆ แต่ทว่าคนเหล่านั้นไม่นำคำสั่งสอนนั้นไป ปฏิบัติก็ไร้ประโยชน์ ซึ่ง อัจฉรีย์ อินเทพ สามารถ ทำเป็นแบบอย่างทีด่ ใี ห้แก่บคุ คลทัว่ ไป สามารถนำมา เป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี เพราะสิ่งที่เธอทำ ทุกวันนี้ เธอคิดไว้เสมอว่า “เพื่อแม่...” เราจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยทีไ่ ม่หนั หลัง มามองเลยหรือว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นดีพอหรือยัง และที่สำคัญเราทำเพื่อตนเอง...เพื่อคนที่เรารัก... และประเทศชาติของเราแล้วหรือยัง


เชียงใหม่ เขต ๕

เด็กพิเศษ…

ของข้าพเจ้า

เรื่อง นภาพร เต็งนุ โรงเรียน บ้านแควมะกอก ต.ฮอด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

๖๗


ในความเป็นคนคน หนึง่ อาจมีทง้ั จุดเด่นและจุดด้อย เสมอ ไม่ ได้ดีและเลวร้ายไปเสียทุกทาง จงค้นหา ความดีของตนเองให้พบ จงภูมิ ใจกับความดีนน้ั และให้พัฒนามันให้ดียิ่งขึ้นตลอดไป เด็กชายตัวสูงโย่งผิวขาวใบหน้าถูกบดบัง ด้วยแว่นสายตาทีไ่ ด้รบั แจกจากหน่วยงานเมือ่ หลายปี ที่ผ่านมา เพื่อนๆ และคนทั่วไปเรียกว่า “อนุรักษ์” เมื่อเอ่ยชื่อเด็กคนนี้ คนทั่วไป เพื่อนๆ ก็มักจะ คิ ด ถึ ง ความเป็ น เด็ ก พิ เ ศษในด้ า นสติ ปั ญ ญาที่ ค่อนข้างเชื่องช้า อ่านหนังสือไม่ค่อยออก สายตา ไม่ค่อยดี เวลาอ่านหนังสือต้องก้มหน้าลงเกือบ ชิดกับหนังสือที่อ่าน เขียนตัวอักษรไม่ค่อยถูกต้อง พูดจาเรือ่ ยเปือ่ ย ไม่คอ่ ยมีสาระ พูดจาซือ่ ๆ ตรงๆ ไม่ค่อยปรุงแต่งคำพูด ไม่ชอบให้คนอื่นมาล้อเลียน ชอบเล่นกับเพือ่ นรุน่ น้องทีอ่ ายุนอ้ ยกว่าตัวเองเสมอ หากมองผิวเผินช่างเป็นเด็กที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ และไม่มอี ะไรดีเลย จวบจนปี ๒๕๕๓ ข้าพเจ้าได้มี โอกาสทำหน้าที่ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านแควมะกอก มีโอกาสได้มองเด็กชาย อนุรักษ์อย่างเต็มสายตา และในโอกาสเดียวกัน ข้าพเจ้าได้เข้ามาดูแลงานคุณธรรมในโรงเรียน จึงสังเกตความพิเศษในส่วนอื่นของเด็กๆ ไปด้วย เด็กชายอนุรักษ์ก็เป็นอีกคนที่ ข้า พเจ้า มองเห็ น ความพิเศษอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากมุมมอง ของคนทั่วไป ตอนบ่ายของวันหนึ่ง ภารโรงที่ โรงเรียนตัดกิ่งไม้กองไว้ข้างทาง เด็กหลายคนเดิน คุยกันผ่านไปอย่างไม่สนใจ แต่อีกสักครู่ข้าพเจ้า ได้ยินเสียงรถเข็น กำลังถูกเข็นมาที่กองกิ่งไม้ที่ วางเกะกะอยู่ริมถนนภายในโรงเรียน คนที่กำลัง เข็นรถคือเด็กชายอนุรักษ์ ข้าพเจ้ามองตามแทบ ไม่เชื่อสายตา แต่ก็ยังคิดต่อไปว่า คงมีคนวานให้ ช่วยทำ จึงสอบถามไปว่าจะทำอะไร คำตอบนั้น ทำให้ขา้ พเจ้าสนใจในความคิดจิตอาสาของเด็กชาย ๖๘

อนุรักษ์ขึ้นมาอย่างเต็มตื้น เขาตอบข้าพเจ้าว่า “กิ่งไม้มันรกขวางถนนจะเก็บไปทิ้งในหลุมขยะ ไม่มีใครบอกให้ทำ เห็นรถขยะว่างอยู่จึงไปเข็นมา ใส่กิ่งไม้” ช่างเป็นความคิดที่บริสุทธิ์เสียนี่กระไร ข้ า พเจ้ า ยิ้ ม ด้ ว ยหั ว ใจอิ่ ม เอิ บ มิ เ สี ย แรงที่ ดู แ ล พร่ำสอนการมีจิตอาสาทำความดีให้กับนักเรียน ในโรงเรียนทุกๆ วันอังคารตอนเช้า หน้าเสาธง นีเ่ ป็นเพียงหนึง่ กิจกรรมและอีกกิจกรรมทีน่ า่ กล่าวถึง ก็ คื อ ทุ ก เช้ า เมื่ อ ข้ า พเจ้ า และคุ ณ ครู ท่ า นอื่ น ๆ เดินทางมาถึงโรงเรียน เด็กชายอนุรักษ์จะเดินมา ทั ก ทายและถามเสมอ “สวั ส ดี ค รั บ คุ ณ ครู ช่วยถือของไหมครับ” ช่างน่าประทับใจในความ อ่อนน้อม มีน้ำใจและจิตอาสาของคนที่ทุกคน เรียกว่าเด็กพิเศษ สำหรับข้าพเจ้าเด็กชายอนุรักษ์ อินน้อย เป็นเด็กพิเศษจริงๆ พิเศษในด้านเป็นผู้ มีคุณธรรม จิตอาสาโดยไม่หวังได้รับการตอบแทน ช่ า งดี เ หลื อ เกิ น ในความรู้ สึ ก ของผู้ ที่ พ บเห็ น ในความเป็นคนคนหนึง่ อาจมีทง้ั จุดเด่นและจุดด้อย เสมอ ไม่ได้ดีและเลวร้ายไปเสียทุกทาง จงค้นหา ความดีของตนเองให้พบ จงภูมิใจกับความดีนั้น และให้ พั ฒ นามั น ให้ ดี ยิ่ ง ขึ้ น ตลอดไป ดั ง เช่ น อนุ รั ก ษ์ อิ น น้ อ ย เด็ ก ที่ ด้ อ ยด้ า นสติ ปั ญ ญา แต่เด่นในด้านคุณธรรมของจิตใจ เด็กพิเศษ... ของข้าพเจ้าคนนี้ หากในโลกนีม้ คี นทีม่ จี ติ อาสาเยีย่ งเด็กชาย อนุรกั ษ์ อินน้อย โลกคงจะถูกรุกรานจากน้ำมือมนุษย์ น้อยลง เหตุการณ์วิกฤติต่างๆ ทางธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมที่กำลังก่อปัญหาให้กับมนุษยชาติก็คง เบาบางลงเช่นกัน


พะเยา เขต ๒

The boy is big ภาพเด็กชายร่างอ้วนหน้าตาคล้ายสายัณห์ ดอกสะเดา กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจออกเก็บปิ่นโต ในแต่ละเช้า เป็นภาพที่ชาวบ้านทุ่งกว๋าว ตำบล ทุง่ กล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เห็นจนชินตา เพื่อนำอาหารถวายแด่ท่านพระครูวิทิตศาสนคุณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งกว๋าว เด็กชายคนนั้นคือวีระวุฒิ คำโน หรือ “บอย” บุตรชายคนเดียวของคุณพ่อส่วย คุณแม่สงั เวียน ด้วยการทีบ่ อยเป็นเด็กเรียนไม่คอ่ ย ทันเพื่อน สติปัญญาไม่ค่อยดีนัก บอยจึงจบ ป.๖ เมื่ออายุ ๑๔ ปี ขณะที่เพื่อนๆ เข้าเรียนต่อภาค บังคับคือมัธยมต้นครบทุกคน แต่บอยไม่ได้เรียน เหมือนเพื่อน ในตอนแรกนั้นเขาคิดจะบวชเป็น สามเณรแล้วเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ศึ ก ษา แต่ ท่ า นพระครู วิ ทิ ต ศาสนคุ ณ เห็ น ว่ า

การบวชเป็นเณรแถวบ้านนอกเรานั้นไม่ใช่ว่าเรียน มัธยมอย่างเดียว ต้องเรียนทั้งทางโลกทางธรรม ประกอบกัน และที่สำคัญคือต้องร่ำเรียนจารีต ประเพณีแห่งท้องถิน่ เช่น อ่านธรรมพืน้ เมือง ท่องจำ บทสวดมนต์ต่างๆ ซึ่งเป็นภาระที่หนักไม่ใช่น้อย ท่านพระคุณเจ้าผู้มองการณ์ไกล และแนวคิดที่ว่า คนเราไม่ จ ำเป็ น ต้ อ งบวชเราก็ เ ป็ น คนดี ไ ด้ และตรงกันข้ามการบวชก็ไม่ใช่สตู รสำเร็จของการ ทำให้คนเป็นคนดีเช่นกัน ท่านจึงได้ให้บอยเป็น อารามบอย คือเด็กวัด ภารกิจหลักของบอยจะเริม่ ตอนเย็นโดยการ เอาปิ่นโตไปแจกยังบ้านแต่ละหลังที่มีจิตศรัทธา ถวายอาหารแด่พระคุณเจ้า ซึ่งแต่ละวันก็จะผลัด เปลีย่ นหมุนเวียนไปเรือ่ ยๆ กลับมาทำความสะอาด

เรื่อง พระอธิการหนุย่ ฐิตสิ มั ปันโน โรงเรียน วัดก๊อซาว ต.ทุ่งกล้วย อ.ภูซาง จ.พะเยา

๖๙


ปัดกวาดเช็ดถูกุฏิ ศาลา วิหาร เช้าวันรุ่งขึ้นก็ไป เก็ บ ปิ่ น โตนำอาหารมาถวายแด่ พ ระคุ ณ เจ้ า ปัดกวาดเช็ดถูกุฏิ วิหาร เรียกว่าเป็นภารโรงของวัด ก็น่าจะได้ หากทางวัดมีกิจกรรมใดบอยก็จะอยู่ ช่วยจนกว่างานจะเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม อบรม หรืองานบุญใหญ่เช่นฉลองศาลา ซุ้มประตู ซึ่งจะเหนื่อยเป็นพิเศษ

ภารกิจดังทีว่ า่ มานีก้ ม็ ไิ ด้แตกต่างจากเด็ก วัดโดยทัว่ ไป หากแต่บอยไม่ได้ทำงานเฉพาะในวัด ด้วยการที่เขาคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถเก็บ เงินให้ได้มากๆ หวังว่าจะซื้อรถไถให้พ่อสักคัน และปรั บ ปรุ ง ต่ อ เติ ม บ้ า นให้ ก ว้ า งขวางยิ่ ง ขึ้ น เพื่อว่าพ่อแม่จะได้อยู่อย่างสบายขึ้นบ้าง เขาจึง รับจ้างอย่างขยันขันแข็งไม่ย่อท้อ ใครจ้างทำสิ่ง ใดที่เป็นงานสุจริตและไม่เหลือความสามารถเขา จะทำทั้งนั้น มีผู้ใหญ่ใจบุญท่านหนึ่งเห็นถึงความ ขยั น และความตั้ ง ใจจึ ง จ้ า งให้ บ อยไปกรี ด ยาง ซึ่ ง ผู้ ใ จบุ ญ ท่ า นนี้ ใ ห้ บ อยร้ อ ยละ ๕๐ ก็ คื อ ครึ่งต่อครึ่ง หากกรีดยางแล้วขายได้เท่าใดเจ้าของ ก็ ไ ด้ ค รึ่ ง หนึ่ ง และอี ก ครึ่ ง หนึ่ ง ก็ เ ป็ น ของบอย โดยงานของเขาจะเริ่มหลังจากปัดกวาดทำความ ๗๐

สะอาดวัด เขาจะจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะ ขาดไม่ได้คือมีดกรีดยาง มุ่งตรงไปยังสวนยาง แล้วทำการกรีดมัน น้ำยางก็จะไหลลงจอกยางอย่าง ช้าๆ ทัง้ หมด ๓๕๐ ต้น ใช้เวลาประมาณชัว่ โมงครึง่ ระหว่าง ๒๐.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น. เสร็จแล้วบางครัง้ ก็นอนที่กระท่อมในสวน หรือบางทีก็กลับมานอน ที่บ้านรุ่งเช้าประมาณ ๐๖.๐๐ น. เด็กอ้วนของเรา ก็จะเริม่ เก็บน้ำยางจากต้นยางทีแ่ สนจะใจดี นำมา รวมกันทีถ่ งั แล้วก็เข้าสูก่ ระบวนการทำแผ่นซึง่ ต้อง อาศั ย สารเคมี เ ข้ า ช่ ว ย ต้ น ยาง ๓๕๐ ต้ น จะสามารถทำเป็นแผ่นยางได้ ๑๐-๑๑ แผ่น แต่ละ แผ่นหนักประมาณหนึง่ กิโลกรัม สามารถจำหน่ายได้ แผ่ น ละ ๑๕๐ บาท เป็ น อย่ า งน้ อ ย ส่ วนแบ่ง ของบอยจะตกอยู่วันละ ๕ หรือ ๖ แผ่นตามแต่ จะน้ำยางจะตกมากหรือน้อย ยางที่ได้จะสะสมไว้ รอขายครั้งละมากๆ ซึ่งพ่อค้าจะมาประมูลที่บ้าน ทุ่งกล้วย อย่างน้อยก็เดือนละครั้ง บอยก็จะได้ เงินไปเข้าบัญชีสะสมไว้เพื่อสิ่งที่เขาฝัน นอกจากจะรับใช้พระคุณเจ้ากรีดยางและ รับจ้างทัว่ ไปแล้ว บอยก็ยงั รับจ้างเลีย้ งวัว กล่าวคือ บอยจะรั บ วั ว ของชาวบ้ า นมาเลี้ ย งประมาณ ๑๐ ตัว ส่วนมากเป็นตัวเมียเพราะว่าเมื่อใดวัวเกิด ลูกทั้งเจ้าของและคนเลี้ยงก็จะแบ่งกันคนละครึ่ง ปี ใ ดเกิ ด มากก็ จ ะได้ ม ากไปตามนั้ น ปั จ จุ บั น บอยมีวัวเป็นของตนเอง ๕ ตัว หากขายก็จะได้ เงิน ๒-๓ หมืน่ บาท เพราะว่าราคาวัวไม่คอ่ ยดีนกั บอยจึงยังไม่ขายและรับจ้างเลีย้ งวัวอย่างนีอ้ ยูเ่ รือ่ ยๆ แม้วา่ ระดับสติปญั ญาของบอยในเรือ่ ง วิชาการจะไม่ค่อยทันเพื่อน แต่สิ่งหนึ่งที่บอยทัน เพื่อนหรือบางทีอาจจะมีมากกว่าด้วยซ้ำนั่นก็คือ “คุ ณ ธรรม” ในข้ อ ที่ ว่ า ความกตั ญ ญู ก ตเวที ความขยันซื่อสัตย์และความอดทน บอยรักพ่อแม่ และแสดงออกด้วยความพยายามที่จะให้พ่อแม่ อยู่ ส บายตามอั ต ภาพ โดยที่ ตั ว เขาเองเป็นคน ทำงานหลัก บอยขยันหมั่นเพียร เวลาของเขาใน แต่ ล ะวั น หากไม่ ไ ด้ รั บ จ้ า งถางหญ้ า หรื อ ปลู ก ข้าวโพด ขุดถั่ว ปลูกพริกแล้ว บอยก็จะอยู่กับวัว เลี้ ย งดู มั น หาหญ้ า หาฟางและน้ ำ ให้ มั น กิ น


บอยมีความซื่อสัตย์และเคารพท่านพระครู จดจำ คำสอนของท่านและแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติ และปฏิเวธ คือผลแห่งการปฏิบตั มิ นั ก็เกิดขึน้ กับบอย บอยอดทนไม่ยอ่ ท้อต่องานหนัก อดทนต่อคำนินทา เยาะเย้ย ถากถาง ก้มหน้าก้มตาทำงาน ชีวิต ของบอยมีแต่งาน เพราะว่าเขามีความหวังและ ความฝันนั่นคืออยากให้พ่อแม่อยู่สบาย บอยใช้ ร่ า งกายอั น ใหญ่ โ ตของเขาให้ เ ป็ น ประโยชน์ เขากรำงานหนักเพื่อบิดามารดาที่เขารักยิ่ง น่าแปลกใจไม่นอ้ ยทีเ่ ด็กคนหนึง่ หาเงินจาก หยาดเหงื่อแรงงานของตน แทนที่จะเอาเงินไปซื้อ หาความสุขความสะดวกสบายให้ตนเอง แต่กลับ ไม่คิดอย่างนั้น เขารู้ตัวทั่วพร้อมว่าเขาเป็นลูก คนเดียวของพ่อแม่ เมื่อท่านเลี้ยงเรามาแล้วเรา ต้องเลี้ยงท่านเป็นการตอบแทน สิ่งใดที่พอจะหา ให้ท่านได้เราก็ต้องทำ เพราะหากไม่มีท่านแล้ว ไฉนเลยเราจะเกิดขึ้นมาได้ เด็กในวัยเดียวกันมี แต่ แ บมื อ ขอเงิ น พ่ อ แม่ ไม่ ว่ า จะไปโรงเรี ย น ไปเที่ยว ซื้อนั้นซื้อนี่ก็ต้องขอ ขอมันอยู่เรื่อยไป สำหรับเขาแล้วเมือ่ เป็นนักเรียนประถมเขาอาจจะขอ แต่ ณ ปัจจุบนั เขาไม่ขอแต่กลับเป็นผูใ้ ห้ จากเด็ก ที่ซึ่งเพื่อนๆ มักล้อว่า “สายัณห์ ดอกสะเดา” ตลกดาวน์ซินโดรม เขาก็ไม่โกรธเพื่อน แต่กลับ ทำให้เพื่อนเห็นว่า จงเอาความประพฤตินำหน้า แล้วเอาวิชาตามหลัง คนเราแม้จะเก่งหัวดีสอบ ได้ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นที่ยกย่องเชิดชูของเพื่อน ครู และผู้ปกครอง ซึ่งชื่อว่าเป็นผู้รู้ดี มีวิชาเป็นเลิศ อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าความประพฤติไม่ดีแล้วก็ยาก ยิ่งที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิตได้ และสิ่งใดเล่าที่ จะวัดว่าใครดำรงชีวิตได้อย่างประสบผลสำเร็จ ก็ ดูความเป็นอยู่การใช้ชีวิตของคนคนนั้นว่าเขายืน ด้ ว ยลำแข้ ง ของตนเองได้ ห รื อ ไม่ สิ่ ง ที่ เ ขามี สิ่งที่เขาเป็น ได้มาอย่างไร เป็นทรัพย์ตกทอดมา จากบิดามารดาหรือว่าหาได้ด้วยตนเอง และยิ่ง กว่านั้นแม้ว่าคุณจะหาทรัพย์ได้ด้วยตนเองควร เผื่อแผ่ไปให้พ่อแม่บ้างหรือไม่ หากทำได้ครบ ก็ชอื่ ว่าเป็นผูถ้ งึ พร้อมด้วยจรณะ คือความประพฤติ นั่นเอง

เรือ่ งราวของบอยคงเป็นแรงบันดาลใจให้ กับน้องๆ ได้เป็นอย่างดี เราไม่จำเป็นที่ต้องเป็น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เหมือนกันทุกคน หากแต่ เราต้องค้นหาตัวเองให้เจอว่าเรารักที่จะทำอะไร และจงทำมันให้เต็มที่ อย่าย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และจงมั่นใจว่าเมื่อเราทำความดีแล้ว ไม่จำเป็น ต้องมีสงิ่ ตอบแทน เพราะการได้ทำความดีนนั่ แหละ ทีเ่ ป็นรางวัลสำหรับเรา และยิง่ เป็นความดีทกี่ ระทำ ต่ อ ผู้ มี พ ระคุ ณ ด้ ว ยแล้ ว ผลของมั น จะงดงาม เป็ น ดั่ ง ดอกไม้ ง ามที่ ส ะพรั่ ง อยู่ ใ นใจผู้ ท ำเสมอ น่ า เสี ย ดายแท้ ที่ เ ยาวชนหลายต่ อ หลายคน นอกจากจะไม่กตัญญูรู้คุณพ่อแม่แล้ว ยังนำเอา ความเดือดร้อนมาให้ท่านอยู่เนืองๆ บางคนหัวดี สมองไว แต่ไม่ได้ใช้คดิ ทำความดี หากแต่รวมตัวกัน เพือ่ สร้างความเดือดร้อนให้กบั ครอบครัวและชุมชน เมื่อคุณมีวิชา มีปัญญา มีความรู้ดี แต่ความ ประพฤติใช้ไม่ได้แล้ว ปัญญา ความรู้ และวิชา ที่มีในตัวคุณมันก็ไร้ค่าเหมือนกัน เจริญพร

๗๑


เชียงใหม่ เขต ๕

คำว่า “ให้อภัย”

กับคนเป็นครู... เป็นสิ่งคู่กัน เรื่อง พรอุมา วงษ์สวรรค์ โรงเรียน บ้านบงตัน ต.บงตัน อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่

๗๒

นึกถึงสมัยเมือ่ ยังเรียนวิทยาลัยครูฉันไม่เคย คิ ด เลยว่ า การเป็ น ครู จ ะต้ อ งเจอปั ญ หาต่ า งๆ มากมายอย่างทีฉ่ นั เจออยูท่ กุ วันนี้ ตอนเด็กๆ ฉันคิด แต่ ว่ า เป็ น ครู ก็ แ ค่ ส อนเด็ ก ๆ ในวิ ช าที่ เ ราสอน เด็กๆ ก็ตอ้ งเชือ่ ฟังครู เหมือนสมัยทีเ่ ราเป็นนักเรียน เราก็กลัวครู เคารพ เชื่อฟังคำสั่งสอนครู อาชีพในฝันของฉันเมือ่ ครัง้ ยังเด็กเวลามี ใครถาม ฉันจะตอบเสมอว่า อยากเป็นครู เพราะความ รักเด็ก และเพราะความศรัทธาในอาชีพครูจงึ ทำให้ ฉันไม่ทิ้งความฝัน ฉันเรียนทางสายครูด้วยความ มุ่งมั่นและตั้งใจ ปัญหาในการสอนนักเรียนเมือ่ สมัยฝึกสอน เช่นนักเรียนไม่ค่อยตั้งใจเรียน คุยกัน เล่นกัน มันเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันคิดว่าคนเป็นครู ทุกคนต้องเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่ ณ

เวลานัน้ ฉันจำได้วา่ มันเป็นปัญหาทีท่ ำให้ฉนั น้ำตาตก เลยทีเดียว แต่ในที่สุดฉันก็ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น มาได้ และนั่นทำให้ฉันรู้ว่า การเป็นครูคน ไม่ใช่ เพียงแค่สอนให้ศษิ ย์ได้รแู้ ค่วชิ าในตำราเพียงเท่านัน้ แต่มันยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญพอๆ กับวิชาความรู้ใน บทเรียนที่เราต้องสอนอีกด้วย จากประสบการณ์ ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากนักศึกษาฝึกสอน จนถึง ครูมืออาชีพ ในวันนี้ ฉันได้ผ่านประสบการณ์ เรื่องราวหลายหลาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีๆ ที่น่า ประทับใจของนักเรียนตัวน้อยๆ เรื่องความใสซื่อ บริสุทธิ์ของเจ้าตัวเล็กบนดอยสูง... มากมายหลาย เรื่องที่อยู่ในความทรงจำ เป็นทั้งความประทับใจ ทั้งความปลื้มใจ... และจนถึงวันนี้ การเป็นครูสอน นักเรียนมัธยม นักเรียนที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ทำให้ ฉันได้พบเจอเรื่องราว ปัญหาที่ต่างจากการสอน


นักเรียนประถม นักเรียนมัธยมทำให้ฉันได้สัมผัส ความรูส้ กึ เสียใจ ความรูส้ กึ น้อยใจ ความรูส้ กึ แปลกใจ เพิ่มเข้ามาอีกด้วย... หลังจากได้บรรจุเป็นครูทอ่ี ำเภออมก๋อยแล้ว ฉันใช้ชีวิตครูดอย สอนเด็กๆ บนนั้นอยู่ห้าปีกว่า เด็กๆ ที่นั่นเป็นเด็กน่ารัก ไร้เดียงสา เรื่องราว ต่างๆ ที่ฉันได้บันทึกไว้ในสมอง ในความทรงจำ จึงมีแต่เรื่องราวน่าประทับใจ อาจเป็นเพราะวัย ของเด็กชั้นประถม ยังเป็นวัยที่ไม่ปัญหาอะไรนัก ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มักจะเกิดจากการสื่อสาร เพราะนั ก เรี ย นที่ ฉั น สอนเป็ น กะเหรี่ ย ง ๑๐๐% หลังจากอยู่กับเด็กๆ บนดอยสูงห้าปี ฉันก็ย้ายลง มาสอนโรงเรียนขยายโอกาส ที่อำเภอดอยเต่า ที่นี่มีความแตกต่างจากที่แรกที่ฉันสอนมาก โรงเรียนทีด่ อยเต่าเป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียนถึงชั้น ม.๓ และสภาพความเป็นอยู่ของ นักเรียนที่นี่โดยรวมแล้วดีกว่าโรงเรียนเก่ามาก นักเรียนทีด่ อยเต่าเป็นกะเหรีย่ งเหมือนกัน แต่ดแู ล้ว จะเป็นกะเหรีย่ งพัฒนากว่าทีอ่ มก๋อย อาจเป็นเพราะ ที่นี่อยู่ใกล้เมืองกว่าที่เดิม เด็กๆ ที่นี่พูดจาฉะฉาน มีแววเฉลียวฉลาดหลายคน การเรียนการสอน ก็ เ หมื อ นจะสอนง่ า ย เพราะยกตั ว อย่ า งอะไร เอ่ยอ้างถึงอะไร นักเรียนส่วนใหญ่กเ็ ข้าใจ... นัน่ เป็น ความคิ ด เมื่ อ ฉั น เข้ า มาสอนที่ นี่ แ รกๆ แต่ นั่ น เป็นความคิดทีผ่ ดิ มาก เพราะฉันได้เจอโจทย์ปญั หา จากนักเรียนที่ฉันต้องเรียนรู้และแก้ไขอยู่ตลอด จนทุกวันนี้ ฉันเป็นครูนาฏศิลป์ จบเอกนาฏศิลป์ โทภาษาไทย ปัจจุบัน สอนภาษาไทยและสอน ดนตรีนาฏศิลป์นกั เรียนมัธยม สำหรับวิชาภาษาไทย เป็นวิชาที่ฉันชอบ วิชาที่ถนัด และทำได้ดีพอควร เมื่อสมัยเรียน เมื่อได้มาสอน จึงไม่ใช่เรื่องยาก และก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหา ส่วนวิชาดนตรี นาฏศิลป์ เป็นวิชาที่เลือกเรียนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย จนถึงปริญญาตรี ก็คิดไว้ว่าไม่น่ามีปัญหาเช่นกัน เพราะทุกวันนี้มันเหมือนฝังอยู่ในเส้นเลือดไปแล้ว ดูๆ แล้วไม่น่ามีปัญหาอะไรเลย... แต่ปัญหามันก็ มีจนได้...

เมือ่ ครัง้ แข่งทักษะวิชาการระดับเครือข่าย ระดับเขต และงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับ ๑๗ จั ง หวั ด ภาคเหนื อ ฉั น ส่ ง นั ก เรี ย นเข้ า ร่ ว ม ประกวดทั้งรำและร้อง ได้เป็นตัวแทนทั้ง ๒ อย่าง และนอกเหนือจากงานประเภทนี้แล้ว ฉันมักส่ง นักเรียนประกวดร้องเพลง หรือ รำ ในงานของ ภาคเอกชนอีกด้วย เด็กๆ ที่มีความสามารถพิเศษ ทางด้านนี้ได้ฝึกทักษะทั้งร้องและรำกับฉันเสมอ ฉันจึงมีลูกศิษย์ที่เป็นนักร้อง นักรำ และก็เด็ก พวกนีเ้ อง เด็กทีอ่ ยูใ่ กล้ชดิ ฉัน เด็กกิจกรรมเหล่านี้ ที่ทำให้ฉันต้องปวดหัวอยู่เสมอๆ บางครั้งซ้อม ร้องเพลงมากกว่าซ้อมรำ เด็กรำก็มาถามเชิงต่อว่า “ครูครับครูสอนพวกเรา ครูเบือ่ รึเปล่าครับ” “ครูสนุก บ้างไหมครับเวลาสอนรำ” “ระหว่างรำกับร้องเพลงครูชอบอะไรกว่า กันครับ” “ฟังนะ...ถ้าครูเบือ่ ครูไม่ชอบครูคงไม่สอน คงไม่เรียนมาทางนี้...และที่ถามมา ครูพอจะรู้ เธอคิดว่าครูซ้อมร้องเพลงมากกว่ารำ... ร้องเพลง ใช้เวลาน้อยกว่า สถานทีง่ า่ ยกว่า และเวลาซ้อมรำ ต้องใช้เวลามากพอสมควร จะมาซ้องแป๊บๆ ไม่ได้ แต่เพลงเนี่ย บางทีครูนึกได้ครูเรียกมาให้ร้องให้ ฟังเที่ยวสองเที่ยว ก็ยังพอได้ นั่งกินข้าวไป ฟังไป ติไปก็ได้ แต่รำแปดคน กว่าจะมาทีละคนๆ กว่าจะ เปลี่ยนผ้าแดง กินเวลาไปเท่าไหร่แล้ว แล้วสมมุติ ครู พั ก กิ น ข้ า ว พวกเธอรำให้ ดู ครู ดู ครู ติ ไ ด้ แต่ครูตอ้ งจับท่าให้ดว้ ยนะ ครูจะทำพร้อมกันสามสี่ อย่างได้ไหม เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเวลาเยอะจริง ครูก็ไม่เรียก อย่าเปรียบเทียบกับร้องเพลง มัน คนละเรื่อง” ...เงียบไปซักพัก...เด็กก็ย้อนมาอีก “ถ้าเป็นผม ผมจะซ้อมรำให้เยอะกว่า เพลงนี่ เมื่อไหร่ก็ร้องได้” “แล้วไง ก็นั่นมันเธอไง นี่ครู ครูมีเหตุผลของครู เรื่องรำถ้าครูจะซ้อมเมื่อไหร่ ครูจะเรียก ทุกวันนี้ก็ซ้อมไปบ้างแล้ว ไม่ใช่ไม่ ซ้อมเลย” ...ฉันหนักใจกับเด็กประเภทอารมณ์ ศิลปินจริงๆ ไม่ยอมเข้าใจอะไรง่ายๆ ...หลังจาก วันนั้นฉันงดซ้อมทั้งร้องและรำประมาณสองวัน เพราะงานอื่นเยอะมาก และอยากดัดนิสัยเด็กด้วย ๗๓


ฉั น ไม่ พู ด ไม่ ส นใจเด็ ก คนนี้ ป ระมาณสองวั น เด็กมาขอโทษ “ครูครับผมขอโทษ” “...ไม่เปน็ ไร...ครูไม่โกรธเธอ...”“ขอบคุณครับ ผมนึกว่าครูโกรธผม” นี่แหล่ะเด็กๆ ของฉัน ...นัน่ เป็นเรือ่ งเล็กๆน้อยๆทีก่ ระทบความ รู้สึกคนเป็นครู คนที่เปรียบเหมือนพ่อเหมือนแม่ ที่ น อกเหนื อ จากสอนในตำราแล้ ว ยั ง ต้ อ งดู แ ล เอาใจใส่ความรู้สึกนักเรียน แม้นักเรียนไม่ค่อย คิดจะเข้าใจความรู้สึกครูนัก ครูก็ให้อภัยเสมอ... บางครัง้ กับแค่คำแสดงความคิดเห็นของครู ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในตัวนักเรียน กลับทำให้ นักเรียนไม่พอใจถึงกับแสดงออกด้วยการไม่พูด ไม่ร่วมกิจกรรมที่ครูสอนก็ยังมี ครัง้ นัน้ ฉันเตือนและสอนนักเรียนหญิงคน หนึ่ ง เรื่ อ งทรงผมว่ า เธอทำผมทรงนี้ ไ ม่ เ หมาะ กับเธอเลย เสียดายผม และหน้าตาดีๆ แบบเธอ ทำทรงนั้นแล้วมันทำให้ดูไม่ดีไปเลย พร้อมกับ กำชับว่า ให้เลี้ยงไว้อย่าไปซอยอีก หลังจากนั้น ไม่นาน มีงานกีฬา อบต. โรงเรียนต้องนำวงดุรยิ างค์ ไปร่วม ฉันนึกถึงทรงผมของนักเรียนหญิงคนนั้น เธอเป็นดรัมเมเยอร์โรงเรียน คิดว่าผมทรงที่เด็ก ตัดมาหากใส่ชุดเก่าคงดูไม่เหมาะ ฉันจึงไปหาซื้อ ชุ ด ให้ ใ หม่ และนำมาให้ นั ก เรี ย นลองวั น ก่ อ น ซ้อมใหญ่ ปรากฏว่าฉันให้เด็กไปตามแต่นักเรียน คนนัน้ ไม่มา และพูดว่า “ครูอะไรเรียก ถ้าครู...เรียก ไม่ไป...” สอบถามเพื่อนๆ นักเรียนคนนั้นได้ความ ว่าเด็กโกรธที่ครูต่อว่าเรื่องผม ฉันนึกถึงคำพูดทุก

๗๔

คำในวั น นั้ น น้ ำ เสี ย ง สี ห น้ า คำพู ด ของฉั น มั น ไม่ ไ ด้ บ่ ง บอกถึ ง การด่ า ทอเลยสั ก นิ ด เดี ย ว ...นี่ฉันทำให้เด็กคนหนึ่งเป็นไปขนาดนี้เลยหรือ... มานึกอีกที นักเรียนคนนี้เป็นคนหน้าตาดี เธอคง หมดความมั่นใจในตัวเองหลังจากที่ฉันไปวิจารณ์ ทรงผมเธอ...งานนัน้ ฉันเลยต้องเปลีย่ นดรัมเมเยอร์ กะทันหันเพราะเรื่องนี้ ...หลังจากนั้นฉันเลือกที่จะ ไม่ต่อว่าหรือเรียกเด็กมาพบแต่ฉันเลือกที่จะไม่ พูดกับนักเรียนคนนี้ไประยะหนึ่ง และแอบมอง พฤติกรรมอยู่ห่างๆ จนกระทัง่ วันไหว้ครูเมือ่ ช่วงเปิดเทอมใหม่ ที่ผ่านมา นักเรียนคนนี้เข้าแถวขึ้นมาไหว้ครูกับ เพื่ อ นๆ ร่ ว มชั้ น และได้ ต รงกั บ ที่ ฉั น นั่ ง พอดี ฉันจำได้ว่านักเรียนยื่นดอกไม้แล้วก้มลงกราบ ฉันชะงักนิดหนึ่งแล้วพูดว่า เป็นเด็กดีนะ... หลังจาก เสร็จพิธีไหว้ครู มีนกั เรียนหญิงอีกคนมาบอกฉันว่า “ครูคะ วันวิสาเพ็ญขอแลกที่ในแถวกับหนูจะได้ตรง ครู พ อดี เขาอยากไหว้ครูค่ะ...” เท่านั้นแหล่ะ ความรู้สึกที่ยังค้างคาใจมันก็เหมือนทลายลงใน พริ บ ตา ถึ ง แม้ ว่ า ไม่ มี ค ำขอโทษออกจากปาก ถึงแม้วา่ เป็นแค่เพียงการกระทำทางอ้อม ครูกย็ กโทษ ให้แล้ว คนเป็นครูพร้อมที่จะยกโทษให้ศิษย์เสมอ หลังจากนั้น มีกิจกรรมที่ต้องเลือกนักเรียนรำ ฉันก็ยังเลือกนักเรียนคนนี้ ทั้งที่เคยคิดไว้ว่าจะไม่ เอาเด็กนิสัยแบบนี้มาร่วมกิจกรรมอีก ...ฉันต้อง อธิบายนักเรียนคนอื่นๆ ที่ถามฉันว่า ทำไมรับ เขามาอีก ในเมื่อเขาเคยทำครูเสียใจ ทำไมครู เปิดโอกาสให้เขา ทำไมครูลืมเรื่องนั้นแล้วหรือ... “ครูจะพูดยังไงดีละ่ ...สักวันถ้าเธอเป็นครู เธอจะเข้าใจ... คนเป็นครู พร้อมทีจ่ ะให้อภัย และให้ โอกาสกับนักเรียนเสมอ ไม่มีการให้อะไรยิ่งใหญ่ มากไปกว่าให้อภัยอีกแล้ว” และทุกๆสิง่ ทีฉ่ นั ได้เก็บเกีย่ วประสบการณ์ มาจากพวกเขา สอนให้ฉันเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน ว่าคุณธรรม ...นำความรู้ ...และคนเป็นครู ต้องมี คุณธรรมมากพอๆ กับความรู้ จึงจะอยู่ในสาย อาชีพนี้ได้อย่างมีความสุขจริงๆ


ลำปาง เขต ๑

ศรัทธาต่อพ่อแห่งแผ่นดิน เดือนธันวาคมเวียนมาอีกวาระหนึง่ หนึง่ ปี มีหนึ่งครั้งที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อถวาย ความจงรักภักดีต่อในหลวงของเรา ปีนี้เป็นปีที่ พวกเรามีความตัง้ ใจเป็นอย่างมาก ทุกคนสมัครใจ ที่ จ ะทำในสิ่ ง ที่ ไ ม่ เ คยทำ แต่ อ ยากทำเพื่ อ พ่ อ ของเรา พ่อซึง่ มีพระคุณอันใหญ่หลวงต่อประชาชน ชาวไทย พวกเราเป็นเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่อยาก ทำอะไรเพื่อตอบแทนพระคุณและเพื่อถวายให้แด่ พระองค์ท่าน โครงการนี้เกิดขึ้นได้เพราะได้รับ การสนับสนุนงบประมาณจากการประสานความ ร่วมมือของคุณครู สมาคมพัฒนาแม่เมาะซึ่งเป็น หน่วยงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สนับสนุนปัจจัย เครือ่ งอัฐบริขารในการบวชร่วมกับสำนักปฏิบตั ธิ รรม วัดมงคลเกษตรอยูใ่ นอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และหลวงพ่ อ วั ด ใหม่ ส ามั ค คี ธ รรม บ้ า นวั ง ตม มีส่วนร่วมของพ่อแม่ผู้ปกครองสนับสนุนให้เราได้ บวชเณร พวกเราได้ทำพิธีโกนหัวบวชเณรในช่วง เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ตัง้ แต่วนั ที่ ๔ ธันวาคม

๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ รวมเป็น เวลา ๙ วัน กิจกรรมที่ทำในขณะบวชเป็นเณรอยู่ ทีว่ ดั พระอาจารย์ให้ฝกึ สวดมนต์เช้า สวดมนต์เย็น สวดมนต์แปล และฝึกให้ศีลให้พรหลังจากบวชได้ ๑ วัน หลังจากนั้นจึงออกรับบิณฑบาตร่วมกับ เณรใหม่ทบ่ี วชจากโรงเรียนอืน่ ๆ จำนวน ๑๔๘ รูป ในกลุ่มเครือข่ายลิกไนต์ ๑ และ ๒ จากกิจกรรม นี้ทำให้เราได้รู้จักเณรใหม่หลายรูป เมื่อบวชเป็น เณรแล้วต้องรู้จักสำรวมกิริยาวาจา ทั้งการเดิน นั่ ง ฉั น ซึ่ ง ต้ อ งใช้ ค วามระมั ด ระวั ง เป็ น พิ เ ศษ สำหรับอาหารฉันได้เพียง ๒ เพลา นอกจากนั้น สามารถดื่มแต่เพียงน้ำปานะในตอนเย็นเท่านั้น พวกเราบวชเณรอยู่ที่วัดมงคลเกษตรได้ ๔ วัน (วันที่ ๔-๗ ธันวาคม ๒๕๕๓) และได้รับเชิญเข้า ร่วมกิจกรรมรับบิณฑบาตตักบาตรข้าวสารอาหาร แห้งในวันที่ ๕ ธันวาคม มีประชาชนมากมายมา ร่วมใส่บาตรทำบุญ และมีนักเรียนหญิงบางส่วน เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการบวชชีพราหมณ์ นอกจากนี้ พวกเรา ข้าราชการ และประชาชนทุกหมู่เหล่า

เรื่อง วันทณีรัตน์ ปัทม์แก้ว โรงเรียน บ้านวังตม ต.จางเหนือ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

๗๕


ได้ร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชาและเพลงพ่อแห่ง แผ่นดิน เสียงดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณ ทำให้เรา รู้สึกขนลุกและปลื้มใจที่ได้ร่วมกิจกรรมอันยิ่งใหญ่น้ี พวกเราเด็กชายตัวเล็กๆ ที่มีโอกาสร่วมเป็นหนึ่ง เสียงในหลายเสียงเพื่อร้องเพลงให้แด่พ่อหลวง กิจกรรมในครัง้ นีส้ ะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดี ต่อพระองค์ท่านและทำให้เราภาคภูมิใจมากที่ได้ มาเห็นพิธีอันยิ่งใหญ่นี้ กิจกรรมที่ปวงชนชาวไทย ร่วมใจเป็นหนึง่ เดียวเพือ่ ถวายราชสดุดแี ด่พอ่ หลวง ของเรา หลั ง จากนั้ น มี ก ารมอบทุ น การศึ ก ษา โดยสมาคมพัฒนาแม่เมาะเป็นผู้คัดเลือกนักเรียน ที่เข้าร่วมกิจกรรมบันทึกการทำความดีที่ตนเอง ปฏิบัติตลอดปีที่ผ่านมา โรงเรียนของเราได้รับทุน ดังกล่าวทั้งหมด ๗ คน (เป็นเณรจำนวน ๒ รูป) ทุ น ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็ น จำนวนเงิ น ทั้ ง หมด ๗,๐๐๐ บาท ทุนการศึกษาที่พวกเราได้รับในครั้ง นี้ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งใดๆ ที่เราทำด้วยใจศรัทธา สิ่ ง ตอบแทนเหล่ า นั้ น จะสะท้ อ นมาหาเราเอง การทำบั น ทึ ก ความดี ที่ ต นได้ ท ำทั้ ง ที่ โ รงเรี ย น ที่บ้านหรือสถานที่อื่นๆ ทั้งต่อครู พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายหรือบุคคลอื่นๆ ก็ตาม เราก็ได้สิ่งตอบแทน กลับมาหาเรา สำหรับเพื่อนเณรของเราที่ได้รับ ทุน ๒ รูปนั้น เป็นเณรที่มีความกตัญญูต่อผู้มี พระคุณที่ได้เลี้ยงดูมา เณรทั้ง ๒ เรียนอยู่ชั้น ป.๖ เณรเสกอาศัยอยู่กับตายายเนื่องจากแม่เสีย ชีวิตแล้ว ส่วนเณรนัด มีปัญหาพ่อแม่หย่าร้างกัน จึงตกเป็นภาระของตายาย แต่เณรทั้งสองก็เติบโต มาเป็นคนดีจากการเลี้ยงดูที่อบอุ่นของตายาย ต่อมาพวกเราทั้ง ๑๐ รูป ได้เดินทางกลับมาที่ หมู่บ้านที่อาศัยอยู่และมาอยู่ที่วัดบ้านวังตมเป็น เวลา ๒ คืน ในวันที่ ๘ และ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ เพื่อให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และทุกคนในหมู่บ้าน ได้ใส่บาตรเณรใหม่ วันที่ ๘ ธันวาคม เราออกรับ บิณฑบาตในหมู่บ้านวังตม ส่วนวันที่ ๙ ธันวาคม ได้ไปรับบิณฑบาตที่บ้านชำขอน มีคนมาใส่บาตร มากมาย รวมทัง้ พ่อแม่ปยู่ า่ ตายายและญาติทมี่ องดู พวกเราในเพศบรรพชิ ต ด้ ว ยความนั บ ถื อ และ ภาคภูมิใจ แววตาที่ทุกคนมองมาขณะใส่บาตร ๗๖

เต็มไปด้วยศรัทธาที่มีต่อเณรน้อยอย่างพวกเรา เพราะสิ่งที่พวกเราได้ทำมีคุณค่าทางจิตใจต่อทุก คนในนามตัวแทนทางพระพุทธศาสนา พวกเรา ทำให้เขาพลอยได้รับบุญจากการทำบุญตักบาตร ทั้งยังภูมิใจในตนเองเพราะพวกเราเป็นเพียงเณร น้อยรูปใหม่ที่ใครๆ ในหมู่บ้านต้องนั่งลงไหว้และ เป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้ทำให้ พวกเราประทับใจไปอีกนานและได้เก็บภาพถ่าย ไว้เพื่อให้ระลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งพวกเราได้ทำความ ดี ถ วายให้ แ ด่ พ่ อ หลวงของเราและได้ บ วชเพื่ อ ทดแทนพระคุณให้แก่พอ่ แม่และผูม้ พี ระคุณของเรา นอกจากนีม้ เี รือ่ งให้นา่ หัวเราะในบรรดา เณรที่บวช มีเณรอยู่รูปหนึ่งที่ยังบวชไม่ครบตามที่ ตัง้ ใจไว้มาขอสึก ถามว่าเพราะอะไรถึงอยากจะสึก ก่อนก็ไม่ตอบ ซักถามเพือ่ นเณรด้วยกันก็ได้ทราบว่า ขณะบวชอยูเ่ ป็นเณรทีว่ ดั ได้ปสั สาวะรดทีน่ อนบ่อยๆ ทำให้รู้สึกอายและโดนเพื่อนๆ ทุกคนหัวเราะเยาะ แต่สดุ ท้ายก็คดิ ได้วา่ ยังไม่ได้ให้แม่ได้เห็นผ้าเหลือง เลยจึงเปลีย่ นใจไม่สกึ (เป็นเณรทีเ่ รียนอยูช่ น้ั ป.๓) ชื่อว่าเณรฮอด และมีเณรรูปอื่นที่อยู่ชั้น ป.๓ อีก ๒ รูป ที่บวชคือเณรก๋อมกับเณรแจ๊ค ซึ่งเณรแจ๊ค อยากบวชให้ แ ม่ แ ละตาที่ ไ ด้ เ สี ย ชี วิ ต ไปแล้ ว ถึงแม้ว่าเณรทั้ง ๓ รูป มีอายุยังน้อยแต่ก็มีใจที่จะ บวชให้แด่ในหลวงและผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิต ก็นับว่ามีจิตสำนึกที่ดีและยังได้รับประสบการณ์ ที่ดีที่สามารถนำมาเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ สำหรับเณร รูปอื่นที่อยู่ชั้น ป.๕ และชั้น ป.๖ ก็สามารถเป็น แบบอย่างแก่น้องและเพื่อนในโรงเรียนได้ และได้ ถ่ายทอดประสบการณ์ตอนที่บวชเป็นเณรให้แก่ ผู้อื่นในโรงเรียนได้รับรู้ นอกจากนี้ยังได้ไปร่วม กิ จ กรรมกั บ เณรที่ ม าบวชที่ วั ด มงคลเกษตร เพือ่ ร่วมบวชถวายเป็นพระราชกุศลในกลุม่ เครือข่าย ลิกไนต์ ๑, ๒ ของอำเภอแม่เมาะ สำนักเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต ๑ และได้ไป หาประสบการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นระยะเวลา ๑ วันก่อนจะสึกในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่พวกเราทุกคน ได้ทำแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่พวกเราจะจดจำ


ไว้และได้ยังทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เณรน้อยชาว วั ง ตมอย่ า งพวกเราก็ ส ามารถทำสิ่ ง ดี ดี ที่ เ ป็ น ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา และทำความดีเพื่อ ถวายแด่ ใ นหลวงและผู้ มี พ ระคุ ณ ของพวกเรา ทุกคนได้ และต้องขอขอบพระคุณต่อผู้ให้การ สนั บ สนุ น ที่ อ ำนวยความสะดวกแก่ พ วกเรา ซึ่งทำให้ความตั้งใจของพวกเราสำเร็จลุล่วงไป ด้ ว ยดี ต่ อ จากนี้ ไ ปพวกเราจะระลึ ก เสมอว่ า หากวันนี้ได้เลื่อมใสในศาสนา มีจิตสำนึกที่ดีก็ สามารถเป็นทายาททางศาสนา ซึ่งศาสนาพุทธ ไม่ได้สอนให้เราสวดมนต์เป็นอย่างเดียว แต่ตอ้ งการ สอนให้เราทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจ ให้ บ ริ สุ ท ธิ์ ผ่ อ งใส สอนเราให้ เ ป็ น คนดี รู้ จั ก ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เบียดเบียนใคร รักษาศีลอย่าง น้อยศีล ๕ ได้คือ ๑. ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒. ละเว้นจากการลักทรัพย์ของผู้อื่น ๓. ละเว้น จากการประพฤติผิดในกาม ๔. ละเว้นจากการ พูดปด ๕. ละเว้นจากการดื่มสุราและของมึนเมา แต่เณรน้อยอย่างเราต้องถือศีลขณะที่บวชอย่าง น้อย ๑๐ ข้อเป็นอย่างต่ำ หากเราทำได้หลวงพ่อ บอกว่า พวกเราจึงจะสมกับที่ได้ชื่อว่า เณรน้อย แห่งวังตม สำหรับพวกเราทุกอย่างที่ทำนั้น ไม่ได้ ทำเพื่อตนเอง แต่เป็นความภาคภูมิใจที่ได้ทำเพื่อ พ่อหลวงของเราและบุคคลที่เรารักและเคารพ

ซึ่งถือได้ว่าเกิดมาเป็นลูกผู้ชายได้บวชทดแทน พระคุณให้แก่ผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดู พวกเรามา นับว่าได้ตอบแทนคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว หากอายุครบบวชพระได้ก็คงได้ตอบแทนพระคุณ อีกครั้งหนึ่ง เดือนธันวาคมปี ๒๕๕๓ นี้เป็นเดือน ของพวกเราที่ ไ ด้ เ ป็ น คนดี ที่ อ ยู่ ใ นศี ล ในธรรม ได้ รั บ คำสั่ ง สอนจากพระธรรมซึ่ ง เป็ น สิ่ ง ที่ ท าง พระพุทธศาสนาได้มอบให้พวกเราเป็นของขวัญ ในวันพ่อแห่งชาติในปีนี้ เพื่อให้เราประพฤติปฏิบัติ ตนเป็นคนดีของสังคม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุขและเป็นแบบอย่างทีด่ เี พือ่ ให้ผอู้ น่ื ปฏิบตั ติ าม นี่คือคำมั่นสัญญาของพวกเราทุกคนที่มุ่งมั่นจะ ทำให้สำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ เพื่อใครคนหนึ่งที่เหนื่อย มามากแล้ว เพือ่ พวกเราทุกคนในแผ่นดินไทยผืนนี้ ซึ่งพวกเราทุกคนควรทำความดีตอบแทนพระองค์ ท่านบ้าง และเนื่องในวาระโอกาสแห่งวันเฉลิม พระชนมพรรษาเวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึง่ พวกเราได้โกนหัวบวชเณรถวายเป็นพระราชกุศล ให้ แ ด่ พ ระองค์ ท่ า นด้ ว ยซาบซึ้ ง ในพระมหา กรุ ณ าธิ คุ ณ ที่ พ ระองค์ ท่ า นได้ ท ำคุ ณ ประโยชน์ นานัปการต่อปวงชนชาวไทยทุกคนจนหาที่เปรียบ มิ ไ ด้ ใ นน้ ำ พระทั ย อั น ใหญ่ ห ลวงนี้ และขอให้ พระองค์ทรงมีพระพลานามัยทีแ่ ข็งแรงเป็นมิง่ ขวัญ ของปวงชนชาวไทยตลอดไป ๗๗


จากหนังสือ

การศึกษา

สมบูรณ์แบบ

: คือวงกลมทีค่ มุ้ ครองโลกถึงทีส่ ดุ

ผู้แต่ง : พุทธทาสภิกขุ คั ด ย่ อ จากหน้ า ๑๒๓๑๒๖ บรรยายแก่ ช าว วิ ท ยาลั ย ครู ส งขลา ณ สวนโมกขพลาราม วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘

๗๘

ความเป็นครูนั้นเป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่อง ของมนุษย์เป็นส่วนร่วม ถ้าเราจะพูดว่าสถาบัน ของครู ก็หมายถึงครูทุกคนในโลก ที่กำลังนำโลก ไปอย่างไร โลกนี้มันถูกสร้างขึ้นด้วยการศึกษา นั่นเอง ไม่ลึกซึ้งอะไร ที่จะมองให้เห็นว่าโลกนี้มัน สร้างขึ้นจากการศึกษา คือคนเราได้รับการศึกษา อย่ า งไร ก็ ท ำไปตามที่ ไ ด้ รั บ การศึ ก ษามา เพราะฉะนัน้ โลกมันก็อยูใ่ นสภาพอย่างนัน้ จึงเรียกว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างโลกขึ้นไม่ผิดเลย ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องอาชีพของคน คนหนึ่ง ซึ่งทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปด้วย การสอนหนังสือ ขอให้มองเห็นให้กว้าง ให้ไกล ว่าครูเป็นสถาบันทีใ่ หญ่ทคี่ รอบครองโลกเหมือนกับ สถาบันอื่นบางอย่าง เช่น สถาบันตุลาการ เป็น สถาบันทีร่ กั ษาความเป็นธรรม หรือกฎหมายของโลก เป็นสถาบันอันหนึ่งซึ่งใหญ่มาก แต่คิดว่าไม่ใหญ่ เท่าสถาบันของพวกครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้อำนวย การศึกษา เพราะว่ามันปั้นโลกได้เต็มที่ ถ้าการ

ศึกษาผิด โลกนี้ก็เป็นโลกของมนุษย์ที่ผิด ถ้าการ ศึกษาถูกก็เป็นโลกที่น่าดู เมื่อพูดถึงการศึกษา เราก็จะนึกถึงเรื่อง ของมนุษย์ทั้งโลกมากกว่า การที่ท่านทั้งหลายมา ขอร้ อ งให้ อ าตมาพู ด อะไรสั ก อย่ า ง สองอย่ า ง ในชั่วระยะเวลานี้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรควรพูดยิ่งไป กว่าเรือ่ งทีจ่ ะช่วยให้เข้าใจความหมายของการศึกษา และการเป็นครูบาอาจารย์ให้ลกึ ซึง้ เท่านัน้ เอง เรือ่ ง นอกนั้นก็มีสอนกันอยู่แล้วทั่วๆ ไปในวิทยาลัย ถ้า พูดโดยหลักวิชาแล้วก็ไม่จำเป็นทีจ่ ะต้องพูด ฉะนัน้ จึงได้พูดไปในเรื่องของอุดมคติ หรือสิ่งที่จะเป็น เครือ่ งกระตุน้ ให้การงานของครูบาอาจารย์นเ้ี ป็นไป อย่างเต็มที่ คือสูงสุดตามความหมายของคำคำนี้ สมที่ เ รี ย กว่ า ครู เ ป็ น ผู้ เ ปิ ด ประตู ห รื อ เป็ น ผู้ น ำ วิญญาณของสัตว์ให้เดินไปถูกทาง ในครัง้ ทีแ่ ล้วมา ได้พดู ถึงการเปรียบเทียบว่า ครูเป็นสถาบันทีค่ มุ้ ครองโลก อย่างเดียวกับศาสนา คือที่อยู่ในรูปของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


มีผู้ให้ธรรม-มีธรรมสำหรับให้-แล้วก็มีผู้รับเอา ธรรมะไปปฏิบัติ-แล้วก็ให้กันต่อไปอีก อย่างไม่มี ที่สิ้นสุด บางคนอาจจะคิดว่า นี่จะประจบพวกครู เกินไปแล้ว หรือว่าให้เกียรติพวกครูเกินไปแล้ว แต่พูดไปตามความรู้สึกที่แท้จริง ตามที่มองเห็น อย่างที่ว่า ครูเป็นผู้สร้างโลก ทีนี้บางคนอาจจะคิดว่า การพูดกับครูเป็น รายบุคคล หรือครูที่ยังเยาว์วัยอยู่อย่างนี้ มันจะมี ประโยชน์อะไร ก็อยากจะพูดว่า เป็นการดี ที่จะ พูดให้รู้กันเสียตั้งแต่ต้น ตั้งแต่แรกเริ่มมันจะได้ ติดอยู่ในใจ มันจะได้เจริญงอกงาม แล้วก็ฝังอยู่ ในใจตลอดเป็นเวลานาน ให้เป็นการเข้าใจทีถ่ กู ต้อง ไปเสียตัง้ แต่ทแี รก เพราะมาเป็นครูนจี้ ะได้ไม่เสียใจ ทีหลัง ครูจะรู้จักทำตนให้เป็นครูที่สมบูรณ์แบบ ไม่สายเกินไป มันควรรู้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีอย่างนี้ เหมือนกับว่าเป็นการหว่านเมล็ดพืชลงไปในจิตใจ สำหรับงอกงามขึ้นมาเป็นครูที่สมบูรณ์แบบ ขอให้ รับเอาไว้ในลักษณะอย่างนี้ก่อนก็ได้ ถ้ายังไม่ชอบ

หรือไม่วางใจทีจ่ ะเคารพนับถือตัวเองมากถึงอย่างนัน้ ในเรื่องอายุนี่ ว่ากันไม่ได้ บางทีอายุมาก หัวหงอกแล้วไม่รู้ประสีประสาอะไร ยังเป็นเด็กๆ อยู่ ไม่มสี ติปญั ญาพอทีจ่ ะเข้าใจเรือ่ งของอุดมคติได้ เมื่อถือว่าครูบาอาจารย์เป็นคนมีปัญญา อบรมมา อย่างคนมีปัญญา ก็ควรจะพูดเรื่องที่เป็นอุดมคติ กันได้ อย่าให้ได้กลายเป็นครูผีเสื้อ ครูผีสิงอะไร เสียก่อน แล้วก็มานึกได้ทีหลัง มันสายเกินไป ครูผีเสื้ออย่างที่พูดมาแล้วนั้น มีเสื้อสวยๆ มากเกินไปสำหรับแต่งตัวอวดคนอื่น ถ้าเป็นไป นานเกินไป มันก็อาจกลับไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่า เป็นเสียตั้งแต่ทีแรกนี่จะดีกว่า เป็นครูตามอุดมคติ ด้วยการจัดการศึกษาให้สมบูรณ์แบบ คือว่าการ ศึกษาที่ไม่เป็นทาสของกิเลส การศึกษาที่เป็นทาส ของกิเลสมันก็พาไปหาเรื่องทางวัตถุ คนก็คอยแต่ จะเปรียบ ทำคอร์รปั ชัน่ บ้าง อะไรบ้าง นีก่ ารศึกษา ที่เป็นทาสของกิเลส กระทั่งกิเลสของคนผู้นั้นเอง ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหาประโยชน์อย่างไม่ ถูกต้องตามทำนองครองธรรม การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส เป็นการ ทำลาย สร้างโลกทีเ่ ลวขึน้ มา ถ้าครูเรารูห้ ลักเกณฑ์ เหล่านี้ไว้ตั้งแต่ทีแรก รู้จุดหมายปลายทางว่าการ ศึกษาเป็นอย่างไร อาตมาเชื่อว่า จะดีมากทีเดียว จะได้เคารพ “เกียรติของครู” ว่าได้ถูกเปรียบไว้ กับวงกลมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ คุ้มครองโลก เราเป็นครูหรือผู้ให้วิชา และมีผู้รับ เอาไปสอนต่อๆ กันไป นีค่ อื ข้อความในครัง้ ทีแ่ ล้วมา เพื่อจะชี้ให้เห็นการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ได้มาจากครู ที่เป็นครูสมบูรณ์แบบ เป็นการ ศึกษาที่ถูกต้อง หรือสมบูรณ์แบบ แล้วก็มีลูกศิษย์ หรือผู้รับเอาไปอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นศิษย์ที่ดี ต่อมาก็เป็นครูที่ดี แล้วก็ให้ต่อไปเป็นวงกลมที่ คุ้มครองโลกไว้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด โลกนี้ก็จะเป็น โลกของมนุษย์หรือสัตว์ทม่ี ใี จสูง เต็มไปด้วยสันติสขุ ส่วนบุคคล และสันติภาพโดยส่วนรวมของสังคม นี่เราจึงพูดเรื่องการศึกษาที่สมบูรณ์แบบกันเสียให้ เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ๗๙


รายชื่อโรงเรียนในวารสารวิถีพุทธฉบับที่ ๔ บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนบน โรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา ลำพูน เขต ๑ ภาคเหนือตอนล่าง โรงเรียนวัดห้วยเรียงใต้ พิจิตร เขต ๒ ภาคอีสานตอนบน โรงเรียนบ้านหินร่อง ขอนแก่น เขต ๕ ภาคอีสานตอนล่าง โรงเรียนศรีตระกูลวิทยา ศรีสะเกษ เขต ๓ ภาคประตูอีสาน โรงเรียนบ้านท่าเลื่อนสามัคคี นครราชสีมา เขต ๔ ภาคกลาง-ตะวันออก โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ตราด ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน โรงเรียนบ้านหนองจิกยาว สุพรรณบุรี เขต ๓ ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนบ้านควนดินแดง สงขลา เขต ๒

ภาคเหนือตอนบน

โรงเรียนบ้านวนาหลวง แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนสมาคมพยาบาลไทย น่าน เขต ๒ โรงเรียนบ้านห้วยไซ ลำพูน เขต ๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๓ โรงเรียนอนุบาลขุนยวม แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนวัดเวฬุวัน เชียงใหม่ เขต ๔ โรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี ลำปาง เขต ๓ โรงเรียนบ้านดอนสบเปือ น่าน เขต ๒ โรงเรียนบ้านหมอแปง แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนทุ่งห้าราษฎร์สามัคคีวิทยา เชียงราย เขต ๒ โรงเรียนแม่อูคอหลวง แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน พะเยา เขต๒ โรงเรียนบ้านแคมะกอก เชียงใหม่ เขต ๕ โรงเรียนวัดก๊อซาว พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านบงตัน เชียงใหม่ เขต ๕ โรงเรียนบ้านวังตม ลำปาง เขต ๑

ภาคอีสานตอนบน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขอนแก่น เขต ๕ โรงเรียนเมืองเลย เลย เขต ๑ โรงเรียนชุมชนไผ่ล้อม นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาเพียง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาเดื่อ นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนกลอย อุดรธานี เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลเลย เลย เขต ๑ โรงเรียนบ้านโนนกุง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านเสี้ยววิทยา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนสามหมอโนนทัน ขอนแก่น เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาข่าท่า นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาดีวิทยา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านโคกมุ่นเหล่าสวรรค์ อุดรธานี เขต ๓ โรงเรียนบ้านบางป่าหว้าน สกลนคร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองผือ หนองคาย เขต ๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นครพนม เขต ๑

ภาคอีสานตอนล่าง

โรงเรียนบ้านหนองแสง (หนองแสงราษฎร์วิทยา) มหาสารคาม เขต ๓ โรงเรียนบ้านทุ่งแต้ ยโสธร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองแวงใหญ่ ร้อยเอ็ด เขต ๓ โรงเรียนบ้านนาเลา ร้อยเอ็ด เขต ๓ โรงเรียนบ้านบึงมะลู ศรีสะเกษ เขต ๔ โรงเรียนบ้านประทุนอายอง สุรินทร์ เขต ๑ โรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์ ร้อยเอ็ด ๓ โรงเรียนบ้านหนองแวง (โสวรรณีวิทยาคม) ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านนาแมด อุบลราชธานี เขต ๒ โรงเรียนฆ้องชัยวิทยาคม กาฬสินธุ์ เขต ๒ โรงเรียนบ้านหัวช้างโคกม่วง มหาสารคาม เขต ๒ โรงเรียนบ้านคล้อมิตรภาพ ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองแวง (โสวรรณีวิทยาคม) ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านเตย อุบลราชธานี เขต ๑

ภาคประตูอีสาน

โรงเรียนบ้านโปร่งแดงน้ำฉ่าสามัคคี นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนบ้านฝายโบสถ์ นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนวัดป๊อกแป๊ก สระบุรี เขต ๑ ภาคเหนือตอนล่าง โรงเรียนบ้านหิ่งห้อย นครพนม เขต ๒ โรงเรียนวัดหางตลาด สุโขทัย เขต ๑ โรงเรียนวัดโพธิ์ระหัต ลพบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านใหม่ชัยเจริญ พิษณุโลก เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองบุนนาก นครราชสีมา เขต ๒ โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อุตรดิตถ์ เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลท่าช้างเฉลิมพระเกียรติ นครราชสีมา โรงเรียนบ้านทุ่งมหาชัย กำแพงเพชร เขต ๑ เขต ๒ โรงเรียนวัดท่าข่อย พิจิตร เขต ๑ สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต ๓ โรงเรียนบ้านดงเสือเหลือง พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลมณีราษฎร์คาลัย นครราชสีมา เขต ๒ โรงเรียนบ้านใดโพธิ์ (เงิน-ทองย้อยอุทศิ ) พิจติ ร เขต ๑ โรงเรียนบ้านขามทะเลสอ นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนบ้านเมืองเก่า พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนอนุพรรพต สระแก้ว เขต ๒ โรงเรียนบ้านโปงวัวแดง พิจิตร เขต ๒ โรงเรียนคลองตาหมื่น ปราจีนบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านกลาง เพชรบูรณ์ ๓ โรงเรียนบ้านใหม่หนองไทร สระแก้ว เขต ๒ โรงเรียนวัดหนองเขนง นครสวรรค์ เขต ๑ โรงเรียนบ้านสระคูณ บุรีรัมย์ เขต ๑ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม นครสวรรค์ เขต ๑ โรงเรียนชุมชนบ้านแชร์ออ สระแก้ว เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลตากฟ้า นครสวรรค์ เขต ๓ โรงเรียนบ้านหมื่นเทพ ชัยนาท เขต ๑ ภาคกลาง-ตะวันออก สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๑ ๘๐

โรงเรียนวัดแสนภุมราวาส ฉะเชิงเทรา เขต ๒ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๒ โรงเรียนนครหลวงอุดมรัชต์วิทยา อยุธยา เขต ๒ โรงเรียนวัดลาดระโหง อยุธยา เขต ๒ โรงเรียนวัดเปรมประชากร ปทุมธานี เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลสิงห์บุรี สิงห์บุรี โรงเรียนวัดล่องกะเบา สิงห์บุรี โรงเรียนวัดดอนดำรงธรรม ชลบุรี เขต ๓ โรงเรียนวัดพระเงิน (อิศราวิทย์อปุ กรณ์) นนทบุรี เขต ๒ โรงเรียนวัดตาลเจ็ดช่อ อ่างทอง โรงเรียนวัดขุนซ่อง จันทบุรี เขต ๑ โรงเรียนกระทุ่มรายฯ อ่างทอง โรงเรียนชุมชนวัดปราสาท อ่างทอง

ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน โรงเรียนวัดหนองกบ (ขุนทองประชานุเคราะห์) ราชบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองหว้า กาญจนบุรี เขต ๔ โรงเรียนวัดเขารักษ์ กาญจนบุรี เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี เขต ๑ โรงเรียนวัดวิมลมรรคาราม ราชบุรี เขต ๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ สมุทรสงคราม โรงเรียนบ้านหนองคาง ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนวัดปากน้ำ สุพรรณบุรี เขต ๓ โรงเรียนวัดหนองบัว กาญจนบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านยางหัก ราชบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านบ่อพระ สุราษฎร์ธานี เขต ๓ โรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม กาญจนบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านคอกช้างพัฒนา ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองตาเย็น ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนวัดปทุมวนาราม สุพรรณบุรี เขต ๒

ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนวัดธารน้ำฉา นครศรีธรรมราช เขต ๔ โรงเรียนบ้านเกาะนก สงขลา เขต ๒ โรงเรียนเรียวราษฎร์อุทิศ สงขลา เขต ๒ โรงเรียนวัดโบราณสถิต นราธิวาส เขต ๒ โรงเรียนวัดทุ่งเฟื้อ นครศรีธรรมราช เขต ๑ โรงเรียนบ้านป่าไผ่ นราธิวาส เขต ๑ โรงเรียนบ้านจำปา นครศรีธรรมราช เขต ๒ โรงเรียนวัดควนกอ นครศรีธรรมราช เขต ๒ โรงเรียนบ้านทับช้าง พังงา เขต ๒ โรงเรียนบ้านควนพระสาครินทร์ พัทลุง เขต ๒ โรงเรียนอ่าวลึก กระบี่ โรงเรียนวัดทรายขาว สงขลา เขต ๑ โรงเรียนยุโป (รุ่งวิทยา) ยะลา เขต ๑ โรงเรียนบ้านบ่อพระ สุราษฎร์ธานี เขต ๓ โรงเรียนตำรวจตะเวรชายแดนช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ นครศรีธรรมราช เขต ๒ โรงเรียนวัดบางดี ตรัง เขต ๒


วารสาร รู้ ตื่น และเบิกบาน  

วารสาร รู้ ตื่น และเบิกบาน

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you