Issuu on Google+

1

การจัดการความรู้ ชุมชนในกระบวนการพัฒนาหมู่บ้าน บ้ านบางเสียบ หมู่ที่ ๔ ตาบลบางสน อาเภอปะทิว จังหวัดชุมพร แนวคิดกระบวนการจัดการความรู้ ชุมชนในกระบวนการพัฒนาหมู่บ้าน กระบวนการในการพัฒนาชุ มชน หมายถึง การปรับปรุ งการเปลี่ ยนแปลงที่ค่อยๆ ก่อตัว เกิ ดขึ้ นภายในชุ มชน โดยประชาชนรวมตัวกันเป็ นกลุ่ มที่ ทุกคนมี ส่วนร่ วมในการค้นหา เรี ยนรู ้ คิ ดและ ตัดสิ นใจวางแผนลงมือดาเนิ นการแก้ปัญหา สนองความต้องการด้วยกาลังความรู ้ ความคิด ความสามารถ และทรัพยากรที่มีอยูภ่ ายในชุมชนเป็ นหลักใหญ่ เป็ นกระบวนการ “กระบวนการเรี ยนรู้เพื่อ กระทาการ” โดยกระบวนการพัฒนาชุมชน อาจแบ่งได้เป็ นขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ การศึกษาชุ มชน หมายถึง การสารวจและศึกษาวิเคราะห์หาความจริ งใน สภาวะของ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความต้องการ และปั ญหาใน ชุ มชนนั้น ๆ เพื่อที่จะก่อให้เกิดการ ปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงให้ดีข้ ึน อันจะเป็ นประโยชน์ในการดารงชีวติ ของประชาชนในชุมชนต่อไป การศึกษาชุมชนมีความมุ่งหมาย ดังต่อไปนี้ ๑.เพื่อทราบความต้องการต่าง ๆ ของชุมชน เพื่อจะได้หาทางตอบสนองความต้องการ ต่อไป ๒.เพื่อทราบปั ญหาต่าง ๆ และได้ร่วมกันคิดวางโครงการเพื่อแก้ไขปั ญหาเหล่านั้นให้หมด ไป ๓.เพื่อทราบถึงแหล่งวิชาในชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ วิทยากรและสถาบันต่าง ๆ ของ ชุมชนเพื่อนาสิ่ งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาต่อไป ๔.เพื่อทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กับชุมชน อันจะเป็ นแนวทางในการ ปรับปรุ งส่ งเสริ มให้เกิดความสัมพันธ์อนั ดีข้ ึน ๕เพื่อศึกษาสภาวะทางเศรษฐกิจสังคม สวัสดิภาพของสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ การ บริ โภคและอุปโภค ซึ่ งจะได้หาทางบริ การจัดหาอุปกรณ์และวิธีปรับปรุ งให้เหมาะสมต่อไป ๖.เพื่อทาความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อ เจตคติ ขนมธรรมเนียมประเพณี การนันทนาการ ของประชาชนในชุ มชน ซึ่ งจะได้หาทางสนับสนุ น ปรับปรุ ง ส่ งเสริ มให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น หลักใน การศึกษาชุมชน ควรยึดถือหลักบางประการคือ ต้องศึกษาต่อเนื่ องกันไปตลอดเวลา สร้างความรู้สึกและ ความสัมพันธ์อนั ดีต่อผูท้ ี่จะศึกษา เพราะมีโอกาสได้ขอ้ มูล ที่แท้จริ งได้มากขึ้น ขั้นตอนที่ ๒ การวิเคราะห์ ปัญหาชุ มชน การพัฒนาชุมชนโดยแท้จริ งแล้วก็คือ การแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนนัน่ เอง ดังนั้นการวิเคราะห์ปัญหาชุมชน จึงเป็ นขั้นตอนสาคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง ที่ตอ้ งกระทา ซึ่ งโดยทัว่ ไป ปั ญหาชุมชนมี ๔ ลักษณะคือ ๑) ปั ญหาเกี่ยวกับอาชีพ และรายได้ ๒) ปั ญหาเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อม ๓) ปั ญหาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และ ๔) ปั ญหาเกี่ยวกับการศึกษาและ วัฒนธรรม


2

ปั ญหาเหล่านี้อาจแบ่งออกได้เป็ น ๒ ประเภทคือ ๑.ปัญหาที่ชุมชนสามารถแก้ไขได้เองโดยไม่ตอ้ งขอความช่วยเหลือจากภายนอกชุมชน ๒.ปั ญหาที่ชุมชนไม่สามารถแก้ไขเองได้ ต้องขอความช่วยเหลือจากภายนอกชุมชน ขั้นตอนที่ 3 การจัดลาดับความต้ องการและปั ญหาชุ มชน เมื่อทาการวิเคราะห์ปัญหาชุมชน เรี ยบร้อยแล้วก็นาปั ญหาเหล่านั้นมาจัดลาดับความสาคัญเพื่อใช้เป็ นแนวทางในการลงมือแก้ไขต่อไป โดย การจัดลาดับความต้องการและปั ญหาชุมชน มีหลักในการดาเนินการ ดังนี้ ๑.ปั ญหาที่ชุมชนส่ วนรวม ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะก่อให้เกิด ปัญหาอื่น ๆ ติดตามมา ควรเป็ นปัญหาที่มีความสาคัญมาก ๒. ปั ญหาที่เมื่อแก้ไขแล้วนาไปสู่ การแก้ไขปั ญหาอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น ควรเป็ นปัญหาที่ มีความสาคัญมาก ๓. ปั ญหาที่อยูใ่ นขีดความสามารถของประชาชนที่จะแก้ไขได้ควรเป็ นปั ญหาที่มี ความสาคัญมาก ขั้นตอนที่ ๔ การวางแผนแก้ปัญหาในลักษณะของโครงการ การวางแผนหรื อการวางโครงการในงานพัฒนาชุมชน หมายถึงกระบวนการเกี่ ยวกับ การกาหนดวัตถุ ประสงค์ในการดาเนิ นการ บริ หาร และกาหนดวิถีทางสาหรั บปฏิ บตั ิ งานพัฒนาชุ มชน เพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงค์ที่วางไว้ มีการลาดับความคิดในการดาเนินงานที่จะต้องปฏิบตั ิร่วมกันว่าควรจะทา อะไร เมื่อไร ใครเป็ นผูท้ า ทาที่ไหน ทาไมจึงเลือกวิธีดาเนิ นงานเช่นนั้น ตลอดจนการฝึ กอบรมให้ประชาชน ได้เข้าใจวิธีการจัดสรร มอบหมายงานให้กบั บุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทราบบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละ กลุ่ม ทั้งยังเป็ นการคาดการณ์วา่ ในอนาคตควรจะดาเนิ นงานอย่างไรได้อีกด้วย ซึ่ งการวางแผนโครงการใน งานพัฒนาชุมชน มีหลักการที่สาคัญ ดังนี้ ๑.การวางแผนโครงการเป็ นผลจากการศึกษาวิเคราะห์ขอ้ เท็จจริ งของสภาวะทางสังคม เศรษฐกิจ ความต้องการและปั ญหาของประชาชนในชุมชนนั้น ๆ ๒.ต้องตั้งอยูบ่ นพื้นฐานความต้องการของประชาชนในชุมชน โดยการดาเนินงาน ต้อง เป็ นไปตามลาดับความสาคัญของปั ญหาในชุมชนนั้น ๆ อีกด้วย ๓.การจัดลาดับความสาคัญของปัญหาในชุมชน ต้องพิจารณาถึงจานวนประชาชน ผูเ้ กี่ยวข้อง ความสนใจและต้องการของบุคคลในแต่ละครอบครัว ๔.ต้องมีความสอดคล้องกับค่านิยม ความเชื่อ ข้อห้ามของประชาชนในชุมชน ๕.ต้องเริ่ มจากสิ่ งที่ประชาชนมีอยูแ่ ละสิ่ งที่ประชาชนรู ้อยูแ่ ล้ว ๖.วัตถุประสงค์ตอ้ งสอดคล้องกับความสนใจ ความพึงพอใจของประชาชนในชุมชน ๗.ต้องมีแผนการปฏิบตั ิงานอย่างเป็ นระบบแบบแผน ๘.ต้องเป็ นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเรี ยนรู ้แก่ผปู ้ ฏิบตั ิงานได้เป็ นอย่างดี ๙.อาศัยความร่ วมมือประสานงานในการปฏิบตั ิร่วมกับองค์กรต่าง ๆ และผูน้ าใน


3

ชุมชน ๑๐.มีการบ่งชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการประเมินผลได้เป็ นอย่างดี ขั้นตอนที่ ๕ การพิจ ารณาวิธี ด าเนินงาน ในการดาเนิ นงานพัฒนาชุ มชนนั้น มี วิธี ดาเนิ นงานอยูใ่ นรู ปของแผนและโครงการ โดยนักพัฒนาชุมชนจะต้องพิจารณาแผนและโครงการใน ๓ ประเด็นสาคัญ คือ ๑) การวิเคราะห์องค์ประกอบของโครงการ (กระบวนการพัฒนาหมู่บา้ น) ๒) การ วิเคราะห์ โครงการ ควรท าการวิเคราะห์ ใ นเรื่ อง ความสอดคล้อ งสมบูรณ์ ความเป็ นไปได้ และ ความ เหมาะสมและประโยชน์ของโครงการ และ ๓) การวิเคราะห์แผนปฏิบตั ิงานประกอบโครงการ ขั้นตอนที่ ๖ การดาเนินงานพัฒนาชุ มชน ขั้นตอนนี้ เป็ นขั้นตอนที่ลงมื อกระทา การ พัฒนาชุ มชนในภาคปฏิบตั ิการ จึงมีความจาเป็ นอย่างยิ่งที่นกั พัฒนาชุ มชน (ข้าพเจ้า) จะต้องเปิ ดโอกาสให้ ประชาชนมี ส่ วนร่ วมในการรั บ ผิดชอบให้ม ากที่ สุ ด ส่ วนนัก พัฒนาชุ มชนต้องทาหน้า ที่ เป็ นผูใ้ ห้ก าร สนับสนุ น และมีภารกิ จที่สาคัญอีก ๒ ประการคือ การบริ หารโครงการให้ดาเนิ นไปอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ และ การควบคุมและติดตามผลการดาเนินงาน ขั้นตอนที่ ๗ การจัดการความรู้ ที่นาไปสู่ การแบ่งปั นแลกเปลี่ยนความรู ้ อาจจัดทาเป็ น เอกสาร,ฐานความรู ้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรื อกิ จกรรมกลุ่ มและนวตกรรม ชุ มชนแห่ งการเรี ยนรู ้ เวที แลกเปลี่ยนความรู้เป็ นต้น เมื่อได้แนวคิดกระบวนงานและวางแผนลาดับขั้นของโครงการออกมาเป็ น ๕ โครงการ/๕ ขั้นตอนการดาเนินงาน ดังนี้ ๑. เสริ มสร้างขีดความสามารถของคณะกรรมการกองทุนหมู่บา้ น โดยคิดว่าการ พัฒนาที่จะประสบผลสาเร็ จ ต้องเริ่ มพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์ (คน) ก่อนเป็ นอันดับแรก โดยเริ่ มจากกลุ่ม/ หรื อองค์กรที่สาคัญในหมู่บา้ น ในที่น้ ีจึงเริ่ มที่พฒั นาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนหมู่บา้ น ๒. การพัฒนาบริ หารจัดการทุนชุมชน (กองทุนหมู่บา้ นบางเสี ยบ) เพราะกองทุนหมู่บา้ น จัดเป็ นแหล่งเงินทุนที่สาคัญในชุ มชน มีเงิ นทุนดาเนิ นการมาก มีการเจริ ญเติบโตของเงิ นทุน คนในชุ มชน ส่ วนใหญ่เป็ นสมาชิกของกองทุนฯ เป็ นแหล่งเงินกูป้ ระกอบอาชีพ ดอกเบี้ยต่า ฯลฯ ๓. หมู่บา้ นพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อพัฒนาคน พัฒนาทุน สิ่ งที่จะทาให้ ชุมชนเกิดความเข้มแข็งอย่างยัง่ ยืน คือ การให้ชุมชนได้เรี ยนรู ้การปฏิบตั ิตนเอง/ชุ มชนตามแนวคิดเศรษฐกิจ พอเพียง เพื่อเป็ นภูมิคุม้ กันให้กบั ตนเอง/ชุ มชน สังคมไม่ให้เกิ ดความอ่อนแอ และกิ จกรรมตามปรั ชญา เศรษฐกิจพอเพียงจะต่อยอดเป็ นกิจกรรมอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ๔. การพัฒนาแผนชุมชนที่มีคุณภาพ เพื่อนาไปสู่ การได้ใช้ประโยชน์จากแผนชุมชน ก็ จะนาไปสู่ การตอบสนองความต้องการของชุมชน นาไปสู่ ชุมชนแห่งความเข้มแข็ง ๕. การจัดการความรู้ชุมชนในกระบวนการพัฒนาหมู่บา้ น การรวบรวมความรู้ที่ได้จาก การดาเนินโครงการทั้งหมด กลัน่ กรองออกมาเป็ นความรู ้ และรายละเอียดต่างๆ ของแต่ละเรื่ อง


4

ข้ อมูลทัว่ ไป/ประวัติความเป็ นมาของหมู่บ้าน ชื่อบ้านบางเสี ยบ สันนิฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะของหมู่บา้ น ซึ่ งในสมัยก่อนพื้นที่ของ หมู่บา้ นเป็ นป่ าไม้สงวนแห่งชาติมีไม้เบญพรรณอยูเ่ ป็ นจานวนมาก และในหมู่บา้ นมีคลองที่ใหญ่มาก มีน้ า ในลาคลองที่ไหลลงสู่ ทะเล ด้านฝั่งตะวันออกของหมู่บา้ น ปากคลองที่น้ าไหลลงสู่ ทะเล ปากคลองจะมี บริ เวณกว้างมากและค่อยๆยาวเรี ยวจนมาถึงคลอง (หมัก) ในหมู่บา้ น ด้วยลักษณะเช่นนี้ จึงเรี ยกว่าบ้านบาง เฉี ยบ ต่อมาเพี้ยนเป็ นบางเสี ยบ คนที่เข้ามาบุกเบิกหมู่บา้ นช่วงแรกๆ คือ นายหญีต ธรรมวุฒิ ซึ่งเป็ น ชาวบ้านละมุ อาเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้พาครอบครัวมาบุกเบิกถางป่ า ทาไร่ ทานา และนายชม ครุ ฑ ไชยันต์ เป็ นคนอาเภอท่าแซะ เป็ นลูกชายของท่านขุนอาเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่ งสองคนนี้ได้มาบุกเบิก ถางป่ า ทาไร่ ทานา และต่อมานายชม ครุ ฑไชยันต์ ได้มีภรรยาพื้นเพในพื้นที่ คือนางนุย้ อินทะเสม ซึ่ งเป็ น คนบ้านดอนตะเคียน หมู่ที่ 2 ตาบลบางสน อาเภอปะทิว และสมัยก่อนในหมู่บา้ นในลาคลองจะมีจรเข้มา อาศัยอยูเ่ ป็ นจานวนมากและมีชา้ งป่ าลงไปอาบน้ าอยูเ่ ป็ นประจา ผูใ้ หญ่บา้ นคนแรกของหมู่บา้ นคือ นายไข วังแก้ว และได้ต้ งั ชื่อหมู่บา้ นว่า บ้านบางเสี ยบ และคลองที่มีน้ าไหลลงสู่ ทะเลว่าปากคลองบางเสี ยบจนถึง ทุกวันนี้

ประวัติศาลตาเนียม มีเรื่ องเล่าต่อๆ กันมาว่าตาเนียมซึ่ งมีอาชีพเป็ นคนทาน้ าตาลโตนด ซึ่ งในหมู่บา้ นจะมีตน้ ตาลโตนด และต้นมะพร้าวซึ่ งใช้สาหรับการทาน้ าตาลอยูเ่ ป็ นจานวนมาก และตาเนียมก็จะขึ้นต้นตาลโตนด ,ต้นมะพร้าว มาทาน้ าตาลและน้ าหวานเมา และเล่าลือกันว่าตาเนียมเป็ นผูท้ ี่มีอาคมเก่งมากมีความสามารถที่ จะขึ้นต้นตาล และต้นมะพร้าวโดยไม่ตอ้ งลงมาข้างล่างเลย สามารถที่จะไต่ผา่ นแต่ละต้นทางข้างบนได้เลย เนื่องจากตาเนียมแกเป็ นคนติดสุ รา (น้ าหวานเมา) ทาให้วนั หนึ่งแกมีอาการมึนเมา แต่ก็ยงั ขี้นต้นตาลเพื่อเอา น้ าหวาน ทาให้แกพลาดตกต้นตาลลงมาตาย ทาให้ชาวบ้านหวาดกลัว จึงได้ช่วยกันตั้งศาลให้ตาเนียมขึ้น


5

โดยในสมัยนั้นมีความเชื่อกันว่าถ้าเป็ นที่ตายโหง วิญญาณจะมีความเฮี้ยนมาก จึงตั้งศาลให้ตาเนียมและเป็ น ที่เคารพบูชาของคนชาวบ้านบางเสี ยบและหมู่บา้ นใกล้ๆ จวบจนถึงทุกวันนี้ หมู่บา้ นนี้ เป็ นหมู่บา้ นที่ติดชาย เขา และที่ชายเขามีตน้ ยางนามากมาย และชาวบ้านได้ไปเจาะต้นยางนา ให้เป็ นรู แล้วเอาไฟไปเผาในรู ที่ เจาะไว้ เพื่อเอาน้ ามันซึ่ งมันจะมีน้ ามันไหลออกมา เขาจึงเรี ยกน้ ามันนี้วา่ นา้ มันชัน ส่ วนมากผูท้ ี่ประกอบ อาชีพประมง จะเอาน้ ามันนี้ ไปทาเรื อทาให้เรื อไม่รั่วซึ ม น้ าเข้าไม่ได้ทาให้เรื อไม่รั่ว บริ เวณชายเขานี้เขาจะ เรี ยกว่าเขาชันหย่อม (เนื่ องจากเป็ นแหล่งของน้ ามันชัน) ปั จจุบนั บริ เวณนั้นก็คือ ถ้ าบางเสี ยบ ทาเนียบผูใ้ หญ่บา้ น หมู่ที่ ๔ ต.บางสน ที่ผา่ นมา ๑. นายไข วังแก้ว เดิมเป็ นคนละมุ ตาบลนากระตาม อาเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้นาครอบครัวมาตั้ง รกรากอยูท่ ี่บา้ นบางเสี ยบ มีอาชีพทาไร่ ทานา เลี้ยงกระบือ (ควาย) สมัยนั้นยังมีคนอาศัยอยูใ่ นหมู่บา้ นบาง เสี ยบไม่กี่ครอบครัว และได้รับการแต่งตั้งจากชาวบ้านให้เป็ นผูใ้ หญ่บา้ นคนแรก และเมื่อนายไข วังแก้ว ได้เสี ยชีวติ ลง ผูใ้ หญ่คนที่ ๒ ได้แก่ ๒. นายทวน อุ่นภิรมย์ ซึ่ งได้มาตั้งรกรากเป็ นคนแรกๆ ของหมู่บา้ น พร้อมๆกับนายไข วังแก้ว และมี อาชีพทาไร่ ทานา เมื่อนายไข วังแก้ว เสี ยชีวติ ลง ชาวบ้านก็ได้แต่งตั้งนายทวน อุ่นภิรมย์ เป็ นผูใ้ หญ่บา้ นคน ที่ ๒ ๓. นายรอบ สุ พรรณพิมพ์ เป็ นลูกเขยของนายทวน อุ่นภิรมย์ ซึ่ งเมื่อนายรอบ สุ พรรณพิมม์เกษียณอายุลง (ครบ ๖๐ ปี ) ก็ได้มีการเลือกตั้งผูใ้ หญ่บา้ น ชาวบ้านก็ได้เลือกนายแทน อุ่นภิรมย์ เป็ นผูใ้ หญ่บา้ นคนที่ ๔ ๔. นายแทน อุ่นภิรมย์ เป็ นบุตรของนายทองเป็ นน้องของ นายทวน อุ่นภิรมย์ ต่อมาเมื่อนายเทน อุ่นภิรมย์ ได้เกษียณอายุและไม้มีการเลือกตั้ง ประชาชนก็ได้เลือกนายเซ่ง พัฒคายนต์ เป็ นผูใ้ หญ่บา้ นคนที่ ๕ ๕. นายเซ่ง พัฒนาคายนต์ เดิมเป็ นคนตาบลทุ่งคา อาเภอเมือง จังหวัดชุมพร ต่อมาได้เป็ นหลานเขยของ นายทอง และได้เป็ นผูช้ ่วยผูใ้ หญ่บา้ นของนายเทน อุ่นภิรมย์ (ผูใ้ หญ่บา้ นคนที่ ๔) ต่อมาเมื่อนายเทน อุ่น ภิมย์ ได้เกษียณอายุลง ก็ได้มีการเลือกตั้งผูใ้ หญ่บา้ น นายเซ่ง พัฒนาคายนต์ ก็ได้รับการรับเลือกเป็ น ผูใ้ หญ่บา้ นคนที่ ๕ ๖. นายสุ ริยนต์ พรมวิรัตน์ เป็ นบุตรเขยของนายเทน อุ่นภิรมย์ เมื่อนายเซ่ง พัฒนาคายนต์ ได้เกษียณอายุ ลง ประชาชนก็ได้เลือกตั้งนายสุ ริยนต์ พรมวิรัตน์ เป็ นผูใ้ หญ่บา้ นคนที่ ๖ จนถึงปั จจุบนั นี้ (วันรับ ตาแหน่ง วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๑) การคมนาคมไปหมู่บ้าน เส้นทางคมนาคมการเดินทางเข้าสู่ หมู่บา้ นเป็ นถนนลาดยาง โดยหมู่บา้ นอยูห่ ่างจาก อาเภอปะทิวประมาณ ๕ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากหมู่บา้ น/ชุมชน ไปยังอาเภอเพียงเที่ยวเดียว ใช้ เวลาประมาณ ๑๐ นาที โดย การคมนาคมสะดวก สามารถใช้การได้ดีตลอดปี


6

อาณาเขตของหมู่บ้าน ทิศเหนื อ ทรัพย์ อ.ปะทิว จังหวัดชุมพร ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก

จรดหมู่ที่ ๕ บ้านดอนกุฎี และหมู่ที่ ๓ บ้านเกาะเสม็ด หมู่ที่ ๑ ต.ทะเล จรดหมู่ที่ ๖ บ้านคอกม้า ต.บางสน อ.ปะทิว จังหวัดชุมพร จรดหมู่ที่ ๓ บ้านเกาะเสม็ด ต.ทะเลทรัพย์ อ.ปะทิว จังหวัดชุมพร จรดหมู่ที่ ๘ บ้านแหลมยาง ต.บางสน อ.ปะทิว จังหวัดชุมพร

ขนาดพืน้ ทีข่ องหมู่บ้าน ในหมู่บา้ น/ชุมชนมีพ้นื ที่ท้ งั หมดรวม ๑๐,๕๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บา้ น/ชุมชนนี้ เป็ นเอกสารสิ ทธิที่ดินประเภทโฉนด พื้นที่ท้ งั หมดของหมู่บา้ น/ชุมชน แยกตามเอกสารสิ ทธิ ได้ ดังนี้ ๑. ประเภทโฉนด รวมทั้งหมด ๑๐,๓๐๐ ไร่ ๒. ประเภท สทก. ๑ ก.,ส.ป.ก. ๔-๐๑ รวมทั้งหมด ๑๐๐ ไร่ ๓. ประเภท ไม่มีเอกสารสิ ทธิ รวมทั้งหมด ๑๐๐ ไร่ จานวน ๓ ครัวเรื อน หมายเหตุ ข้อมูลจากการเก็บข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บา้ น กชช. ๒ ค ปี ๒๕๕๔ ลักษณะภูมิประเทศ โดยทัว่ ไปของหมู่บา้ น สภาพทางภูมิศาสตร์ โดยทัว่ ไปเป็ นที่ราบลุ่มเหมาะสาหรับ ทาสวน,ทานา และเลี้ยงสัตว์ ลักณะอากาศโดยทัว่ ไปกลางวันอากาศร้อนชื้ น อุณหภูมิสูงสุ ดประมาณ ๓๐-๓๖ องศาเซลเซี ยส ส่ วนฤดู ฝนฝนตกตลอดเกือบตลอดปี ไม่ค่อยประสบปั ญหาเรื่ องน้ าในการทากิน อาจประสบปั ญหาฝนขาดช่วง ในช่วงฤดูแล้งบ้าง ส่ วนฤดูหนาว อุณหภูมิจะลดต่าลงไม่มากนัก ต่าสุ ดประมาณ ๑๖-๑๗ องศาเซลเซียส พื้นที่โดยส่ วนใหญ่ชาวบ้านจะประกอบอาชีพหลัก คือเกษตรรมส่ วนใหญ่ประกอบอาชี พทาสวนยางพารา สวนปาล์มน้ ามัน การทานา และเลี้ยงสัตว์ เช่น โคเนื้อ เป็ นต้น อาชีพรอง คือ รับจ้างทัว่ ไป และค้าขาย ประชาชนส่ วนใหญ่นิยมสร้างบ้านที่อยูอ่ าศัยเป็ นบ้านปูนชั้นเดียว และบ้านสองชั้นครึ่ งปูนครึ่ งไม้ สภาพ คงทน นิยมอยูก่ นั เป็ นกลุ่ม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้ อมของหมู่บ้าน -ดิน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็ นดินร่ วนปนทราย เหมาะสมในการปลูกพืช จาพวก ยางพารา ปาล์ม น้ ามัน มะพร้าว เป็ นต้น -น้ า ส่ วนใหญ่ชาวบ้านมักไม่ประสบเรื่ องน้ าในการทากิน,การเพาะปลูก เนื่องจากฝนตกตลอดปี อาศัยน้ าฝนเป็ นหลัก และมีบางบ้านที่มีบ่อขุดส่ วนตัว,บ่อน้ าบาดาลส่ วนตัว การอุปโภคและบริ โภค มีระบบ น้ าประปาหมู่บา้ น


7

มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ (น้ า) ดังนี้ **คลองหมัก ใช้น้ าทางด้านการทาการเกษตร **คลองท่อม ใช้ในการอุปโภคบริ โภค เป็ นแหล่งน้ าหลักที่เป็ นประโยชน์ของประชากรหมู่ที่ ๔ **คลองวังหิ น ใช้ในการอุปโภค บริ โภค (ใช้ในการบริ การช่วยภัยแล้ง) **คลองใหญ่ ใช้น้ าในการทาการเกษตร -มีพ้นื ที่สาธารณะที่เป็ นป่ าชุมชน พื้นที่ประมาณ ๕ ไร่ -มีบ่อสาธารณะ จานวน ๖ แห่ง สภาพทัว่ ไป - ไม่มีโรงเรี ยนในชุมชน - ไม่มีวดั ในชุมชน แต่มีสานักสงฆ์ถ้ าบางเสี ยบ - มีไฟฟ้ าใช้ครบทุกครัวเรื อน - มีตโู้ ทรศัพท์สาธารณะ จานวน ๒ แห่ง ใช้การได้ดี ๒ แห่ง - มีโทรศัพท์เคลื่อน (โทรศัพท์มือถือ) ประมาณ ๙๕% ของประชากรทั้งหมดใน ชุมชน - มีหอกระจายข่าว ๒ แห่ง - ไม่มีวทิ ยุชุมชน - มีศูนย์ส่งเสริ มการเรี ยนรู ้ชุมชน ๑ แห่ง - มีศาลาประชาคม ๑ แห่ง - มีประปาใช้ทุกครัวเรื อน - ในหมู่บา้ น/ชุมชนนี้ มีสถานที่บริ การน้ ามันเชื้ อเพลิง (ปั๊ มน้ ามัน,ปั๊ มหลอด) จานวน ๓ แห่ง ข้ อมูลงานประเพณี/ท่ องเทีย่ ว - งานปิ ดทองประจาปี สานักสงฆ์ถ้ าบางเสี ยบ เป็ นการให้ชาวบ้านใน ชุมชนได้มีส่วนร่ วมในการสื บทอดประเพณี ทางศาสนา มีการปิ ดทองหลวงปู่ จีบ,หลวงปู่ สงฆ์ และมีพิธี แก้บนประจาปี มีการแสดงของมโนราห์ การออกร้านจาหน่ายสิ นค้าต่างๆ - งานปิ ดทองประจาปี สานักสงฆ์เขาสร้อยทอง เป็ นการสื บทอดประเพณี ทางศาสนา มีการปิ ดทองหลวงปู่ จีบ,หลวงปู่ สงฆ์ และมีพิธีแก้บนประจาปี มีการแสดงของมโนราห์


8

สถานทีท่ ่ องเทีย่ ว/โบราณสถาน/โบราณวัตถุ - ถ้ านางทอง - ถ้าบางเสี ยบ

ผู้มีความรู้ /ภูมิปัญญาท้ องถิ่น ด้ านต่ างๆ ในชุ มชน แพทย์แผนไทย/สมุนไพร/หมอพื้นบ้าน ได้แก่ -นายนิโรจน์ นิลสถิลย์ (นวดแผนโบราณ) รายละเอียด ผลิตยาสมุนไพร -นายบุญยิง่ เชื้ อสุ วรรณ (หมอแผนโบราณ) รายละเอียด ต้มยาสมุนไพร -นางนิต สุ พรรณพิม (หมอตาแย) รายละเอียด บีบ-นวด ผูอ้ นุ รักษ์ศิลปวัฒนธรรม/ประเพณี ทอ้ งถิ่น ได้แก่ -นายสาคร สมวงค์ อายุ ๖๒ ปี อยูบ่ า้ นเลขที่ ๑๕/๑ หมู่ที่ ๔ ต.บางสน อ.ปะทิว โทรศัพท์ ๐๘๑-๙๗๙๑๐๘๑ รายละเอียด ปราชญ์ชาวบ้าน (การเล่นหนังตะลุง) -นายเคลียว พรหมวิรัตน์ อายุ ๗๔ ปี อยูบ่ า้ นเลขที่ ๑๔ หมู่ที่ ๔ ต.บางสน อ.ปะทิว โทรศัพท์ ๐๘๗-๘๙๐๖๓๓๕ รายละเอียด ปราชญ์ชาวบ้าน (การเล่นการแสดงมโนราห์) ผูม้ ีความรู้ทางด้านบริ หารจัดการกลุ่ม/คน ได้แก่ -นางเรณู ถึงถิ่น รายละเอียด ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านบางเสี ยบ -นายสมพงษ์ พูลสุ วรรณ รายละเอียด ประธานกทบ.,ผูน้ าอช.ต.บางสน (กองทุนหมู่บา้ นบางเสี ยบปั จจุบนั ได้จดทะเบียนเป็ นนิติบุคคลแล้ว) -นาย สุ ริยนต์ พรมวิรัตน์ รายละเอียด ประธานโครงการแก้ไขปั ญหาความยากจน (โครงการกข.คจ.) สภาพทางเศรษฐกิจของหมู่บ้าน -รายได้เฉลี่ยต่อคน/ต่อปี /เฉลี่ยคนละ ๕๖,๐๖๒.๐๘ บาท และไม่มีครัวเรื อนตกเกณฑ์จปฐ. (มีรายได้ต่ากว่า ๒๓,๐๐๐/คน/ปี ) ***** ข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล จปฐ. ปี ๒๕๕๔


9

กลุ่มในชุ มชน/แหล่ งเงินทุนในชุ มชน กลุ่มออมทรัพย์ฯ/กลุ่มกองทุน ในชุมชนบ้านบางเสี ยบ มี ๕ กลุ่ม ได้แก่ **กลุ่มกองทุนหมู่บา้ นบ้านบางเสี ยบ ก่อตั้งเมื่อ วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ (ได้รับเงิน งบประมาณ สนับสนุนจากรัฐบาลในการก่อตั้ง จานวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท) มีสมาชิกจานวน ๘๙ คน มี เงินทุน ๑,๕๐๐,๖๐๐ บาท ปั จจุบนั ได้จดทะเบียนเป็ นนิติบุคคลแล้ว **เงินฝากสัจจะหมู่บา้ นบางเสี ยบ (เล่ม ๒ กองทุนหมู่บา้ น) มีเงินทุน ๑,๐๕๓,๐๐๐ บาท **กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านบางเสี ยบ มีเงินทุน ๑๐,๕๐๐ บาท (ก่อตั้งเมื่อ มกราคม ๒๕๕๔) **กลุ่มกองทุนโครงการกข.คจ. ได้รับงบประมาณก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๔๐ จานวนเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท จานวนสมาชิก ๑๒๖ คน **กลุ่มณาปนกิจหมู่บา้ น ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๑ สิ งหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ มีจานวนสมาชิก ๑๐๘ คน มี เงินทุน ๑๒,๙๖๐ บาท มีนายสุ ริยนต์ พรมวิรัตน์ ผูใ้ หญ่บา้ นเป็ นประธานกลุ่มฯ **กลุ่มโครงการปรับปรุ งสวนปาล์ม/ยางพารา ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีเงินทุน ดาเนินการ ๔,๓๐๐ บาท มีนางเรณู ถึงถิ่น เป็ นประธานกลุ่มฯ

๑. กระบวนการพัฒนาแกนนาชุมชน (การเพิม่ ขีดความสามารถของผู้นาชุ มชน) (๑)เสริ มสร้ างขี ดความสามารถของคณะกรรมการกองทุ นหมู่ บา้ นให้ความส าคัญกับการ พัฒนาศักยภาพของคนเป็ นอันดับแรก ก่ อนการไปพัฒนาในด้านอื่นๆ ในชุ มชน เสมื อนจุ ดเริ่ มต้นของ “เศรษฐกิ จพอเพียง” เป็ นปรัชญาที่ เป็ นทั้งแนวคิ ด หลักการ และแนวทางปฏิบตั ิตน ของแต่ละบุคคลและ องค์กร โดยคานึงถึงความพอประมาณกับศักยภาพของตนเองและ สภาวะแวดล้อม ความมีเหตุมีผลและการ มีภูมิคุม้ กันที่ดีในตัวเอง โดยใช้ความรู ้อย่างถูกหลักวิชาการ ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ควบคู่ไปกับ การมีคุณธรรม ไม่เบียดเบียนกัน แบ่งปั น ช่วยเหลือซึ่ งกันและกัน และร่ วมมือปรองดองกันในสังคม ซึ่ งจะ ช่ วยเสริ มสร้ างสายใย เชื่ อมโยงคนในภาคส่ วนต่ างๆ ของสั งคมเข้าด้วยกัน สร้ างสรรค์พลังในทางบวก นาไปสู่ ความสามัคคี การพัฒนาที่สมดุ ลยัง่ ยืน พร้ อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวฒั น์ได้ ตัวอย่างภาคปฏิบตั ิที่รู้จกั กันแพร่ หลายตัวอย่างหนึ่ งของหลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ทฤษฎีใหม่ ที่ส่งเสริ ม การพัฒนาคน อย่างเป็ นขั้นตอน โดยเริ่ มต้นจากการสร้างความมัน่ คงของคน ให้สามารถพึ่งพาตนเอง ได้ใน ระดับหนึ่ งก่อน แล้วก้าวเข้าสู่ การรวมตัวกันทากิ จกรรมต่างๆ ในรู ปกลุ่ม ชุ มชน หรื อ กลุ่มธุ รกิ จต่อเนื่ อง เพื่อร่ วมมือกันสร้ างสรรค์ และป้ องกันแรงกระแทกทางลบจากภายนอก สร้างความเข้มแข็งของชุ มชน ดังนั้น เราต้องส่ งเสริ มกระบวนการเรี ยนรู ้ โดยเน้นสร้างชุ มชนให้เป็ นชุ มชนแห่ งการเรี ยนรู ้ หมายถึง ให้ คนในชุ มชนมีกิจกรรมที่เกิ ดการแลกเปลี่ ยนเรี ยนรู ้ แบ่งปั นความคิด ประสบการณ์ ซ่ ึ งกันและกัน เกิ ดการ เรี ยนรู ้ ในชุ มชนเป็ นประจา และสามารถถ่ายทอดความรู ้ ประสบการณ์ เช่ น ในด้านกระบวน การพัฒนา วิธีการทางานที่ประสบผลสาเร็ จเพื่ อสร้างความเข้มแข็งและคุณภาพที่ดีของคนใน���ุ มชนตามแนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ที่ได้จากการถ่ายทอดและสื บทอดสามารถนามาพัฒนาต่อยอดภูมิ


10

ปั ญญาของชุ มชน ปรับปรุ งหรื อนาไปประยุกต์ใช้ได้ กระบวนการเรี ยนรู ้ ของคนในชุ มชน จะนาไปสู่ การ พึ่งตนเอง การพึ่ ง ตนเอง หมายถึ ง พฤติ ก รรมของคนในหมู่ บ ้า นหรื อชุ ม ชน มี ค วามรู ้ ที่ จ ะคิ ด เป็ น มี ความสามารถที่จะดาเนินชีวติ ด้วยกิจกรรมที่ครัวเรื อนกระทาได้ดว้ ยตัวเองอย่างสมดุล พอประมาณ พอดีใน ชี วิ ต คื อ จัด ชี วิ ต ให้ ส อดคล้องกับ สิ่ ง ต่ า งๆ อย่า งเหมาะสมทั้ง กับ คน สั ง คม และสิ่ ง แวดล้อม ท าเป็ น แก้ปัญหาเป็ น เพื่อสร้างกิจกรรมสาหรับความมัน่ คงในชีวติ ในปั จจุบนั และอนาคต ไม่จาเป็ นต้องอาศัยคนอื่น มากเกินไป สามารถที่จะคิด ตัดสิ นใจที่จะกระทาการใดเพื่อความสุ ขของตนเอง ครอบครัว และสังคม อย่าง อิสระ หมู่บา้ นหรื อชุ มชนจะส่ งเสริ มการคิดได้ คิดเป็ น ทาเป็ น แก้ปัญหาร่ วมกันของคนในชุ มชน ด้วยการ จัดกิ จกรรมให้เกิ ดการเรี ยนรู ้ ด้วยตนเอง รู ้ สภาพของชุ มชน จากข้อมูลของชุ มชนที่ คนในชุ มชนช่ วยกัน ค้นหา วิเคราะห์ สังเคราะห์ กาหนดเป้ าหมาย เลือกกิจกรรมเพื่อการพัฒนา ป้ องกันและแก้ปัญหาร่ วมกัน ของคนทั้งชุ มชน ชุ มชนรู ้จกั คิดและดาเนิ นการด้วยตนเอง ซึ่ งอาจขอรับความรู ้ วิธีการจากภายนอกได้ เช่ น กระบวนการแผนชุ มชน หรื อกิ จกรรมอื่นที่ จะทาให้รู้คิด เกิ ดการทางานและแก้ไขปั ญหาได้ด้วยตนเอง กระบวนการทางานและแก้ไขปั ญหาด้วยตนเอง ของคณะกรรมการกองทุนหมู่บา้ นบางเสี ยบ หมู่ที่ ๔ ตาบลบางสน อาเภอปะทิว ได้มีการประชุ มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และเห็นควรที่จะจัดกิจกรรมเพื่อ พัฒ นาศัก ยภาพของคณะกรรมการกองทุ น ฯ ให้ กิ จ กรรมดัง กล่ า วเป็ นกลไกส าคัญ ในการพัฒ นา ประสิ ท ธิ ภาพด้านการบริ หารจัดการกองทุ นหมู่ บา้ นในพื้นที่ ต่อไป โดยจัดประชุ มทบทวนความรู้ และ เพิ่มพูนทักษะคณะกรรมการกองทุนหมู่บา้ น ในวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ แกนนาอบรมพัฒนาศักยภาพ ด้านการบริ หารจัดการ คือ ประธานกองทุนหมู่บา้ นบางเสี ยบ นายสมพงษ์ พูลสุ วรรณ (ประธานกองทุน หมู่บา้ นระดับตาบลบางสน,ผูน้ าอช. ตาบลบางสน) มีการทบทวนระเบียบข้อบังคับกองทุนหมู่บา้ น การ บริ หารจัดการกองทุนหมู่บา้ น และมีแผนปฏิบตั ิการสนับสนุนกิจกรรมของกองทุนหมู่บา้ น ดังนี้ แผนพัฒนากองทุนและสมาชิกบ้านบางเสี ยบ (เอกสารแนบท้ายผนวก) - มีการประชุมทุกวันที่ ๕ ของเดือน มีการแลกเปลี่ยนเรี ยนรู้เพื่อรับฟังปัญหา และความคิดเห็น ของสมาชิก และให้คณะกรรมการ/สมาชิกนาไปปรับปรุ งให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม - มีการมอบรางวัลให้กบั สมาชิกที่ปฎิบตั ิตามกฎระเบียบกองทุนอย่างเคร่ งครัด ในวันประชุมใหญ่ สามัญประจาปี - ให้ความรู ้ต่างๆ แก่สมาชิก อย่างน้อยปี ละ ๒ ครั้ง และจัดให้มีการศึกษาดูงานกองทุนที่ประสบ ความสาเร็ จอย่างน้อยปี ละ ๑ ครั้ง เป้ าหมาย - เพื่อสร้างจิตสานึ กให้แก่สมาชิ กกองทุน รู ้รักสามัคคี รู ้จกั แบ่งปั นช่วยเหลือผูด้ อ้ ยโอกาส และมี ความห่วงแหนที่จะเป็ นเจ้าของกองทุนร่ วมกัน เพื่อให้กองทุนบ้านบางเสี ยบพัฒนาต่อไปอย่างยัง่ ยืน - เพื่อพัฒนาสมาชิ กให้มีขีดความสามารถที่จะมาช่ วยบริ หารกองทุ น โดยมี คณะกรรมการที่ มี คุณภาพ มีความโปร่ งใส บริ สุทธิ์ ยุติธรรมในอนาคต


11

- เพื่อให้สมาชิกมีความร่ วมมือ ร่ วมใจ และมีความพร้อมที่จะมาดาเนินงานกองทุน กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ นอกจากนาไปสู่ การพึ่งพาตนเองของชุ มชนแล้ว การส่ งเสริ มการเรี ยนรู ้จะ ช่วยให้การพัฒนาเกิดความรวดเร็ วและมีพลังในการทางานให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สู่ เป้ าหมายที่ชุมชนตั้ง ไว้ได้อย่า งรวดเร็ ว เช่ น การประชุ ม ร่ วมกันในการกาหนดพัฒนาหมู่บ ้า น กิ จกรรมเพื่ อการแลกเปลี่ ย น ประสบการณ์ การอบรมสร้ างความรู ้ ให้กนั และกัน การทากิ จกรรมเพื่อเพิ่มความรู ้ ความชานาญร่ วมกัน ผ่านกิจกรรมหลากหลายรู ปแบบ เมื่อคนเกิ ดการกระตุน้ เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ /ความรู ้ ก็จะ นาไปสู่ ข้นั การพัฒนาทุนชุมชน

๒. กระบวนการพัฒนาทุนชุมชน (๒) การพัฒนาบริ หารจัดการทุนชุมชน (กองทุนหมู่บา้ นบางเสี ยบ) เมื่อพูดเรื่ องทุนชุมชน ก็จะนึกถึงเรื่ องเงินก่อนเรื่ องอื่น ซึ่ งทุนชุ มชน อาจจะไม่ใช้เรื่ องเงินอย่างเดียว เพราะมีทุนอื่นๆ ที่สามารถนา ใช้เป็ นทรัพยากรในการพัฒนาหมู่บา้ นได้สาเร็ จ ซึ่ งทุนมีหลายประเภท ได้แก่ ทุนด้านสังคม ทุนกายภาพ ทุน ธรรมชาติ ทุนมนุษย์ และทุนการเงิน ในขั้นนี้จะเป็ นกระบวนการพัฒนาชุมชน เน้นหลักการพึ่งตนเองในการ แก้ไขปั ญหาความยากจนของประชาชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่ งเสริ มในการเรี ยนรู้ของชุมชน เพื่อสร้างโอกาสและรายได้ของชุ มชน จัดให้มีสวัสดิ การชุ มชน ที่เน้นการคิ ดพึ่งพาตนเองซึ่ งกันและกัน กระบวนการนี้ เป็ นเวทีที่ศึกษาปั ญหาความต้องการของคนในหมู่บา้ น เป็ นการศึกษาให้รู้ว่าชุ มชนมีความ เดือดร้อนอะไร หรื อต้องการอะไร เมื่อได้ข้อมูลก็จะมีการประชุ มวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของชุ มชน เป็ นการนาข้อมูลทีได้จากการศึกษามาร่ วมกันวิเคราะห์ดูวา่ ปั ญหาของชาวบ้านจริ งๆ คืออะไร และให้ชุมชน ได้ช่วยกันกาหนดปั ญหาที่ แท้จริ งด้วยตนเอง โดยกาหนดแนวทางแก้ไขปั ญหา เป็ นการตกลงกันว่าแก้ไข ปั ญหาเหล่านั้นจะต้องทาอย่างไร ซึ่ งพอสรุ ปวัตถุประสงค์ของการดาเนินงานกระบวนการพัฒนาทุนชุมชน ได้ดงั นี้ - เพื่อพัฒนาคน โดยใช้หลักการของกองทุนหมู่บา้ นเป็ นเครื่ องมือในการพัฒนาคนเอง และ เพื่ อนสมาชิ ก ให้มี คุ ณธรรม คื อ ความเห็ นอกเห็ นใจ ความเอื้ อเฟื้ อเผื่อแผ่ ช่ วยเหลื อเกื้ อกูล กัน จะทาให้ สมาชิ กอยู่กนั เป็ นปึ กแผ่น เพราะทุกคนรู ้ หน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีหลักการควบคุ มกันเอง การให้ความ สนใจดูแลความเคลื่อนไหวของกองทุนหมู่บา้ น และตรวจสอบซึ่ งกันและกันของสมาชิก -เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประชาชน ทาให้สมาชิ กมีแหล่งเงินทุนในการกูย้ ืมเงินไปประกอบ อาชี พและใช้ตามความจาเป็ นของครอบครัว อีกทั้งสมาชิ กกองทุนหมู่บา้ นจะได้เรี ยนรู ้ การจัดการกิจกรรม เชิงธุ รกิจ และสามารถเพิ่มรายได้ให้กบั ครอบครัว นามาซึ่ งการยกระดับมาตรฐานการครองชี พ และมีแหล่ง เงินทุนที่ยงั่ ยืนในชุมชน -เพื่อพัฒนาสังคม ทาให้คนในชุ มชนเกิ ดความสามัคคี ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันของ สมาชิ ก การเคารพความคิดเห็ นของผูอ้ ื่น ความร่ วมมือร่ วมใจ และความเป็ นอันหนึ่ งอันเดี ยวกันในชุ มชน


12

เมื่ อ เราคิ ด พัฒ นาสั ง คม ก็ จ ะต้อ งมี กิ จ กรรมที่ ไ ปสนับ สนุ น ในการท าให้ สั ง คมเข้ม แข็ ง นั่น ก็ คื อ เกิ ด สวัสดิการชุมชน เพื่อช่วยคนในชุมชน และเกิดจากความคิดของคนในชุมชน กิจกรรมจัดสวัสดิการสมาชิกกองทุนหมู่บา้ นบางเสี ยบ (เอกสารแนบท้ายผนวก) - ช่ วยเหลื อเบื้ องต้น สาหรั บสมาชิ กและบุ คคลในครอบครัว (ตามทะเบียนบ้าน) เมื่อมีการ เสี ยชีวติ รายละ ๒,๐๐๐ บาท คลอดบุตรรายละ ๑,๐๐๐ บาท ผูส้ ู งอายุ ๗๐ ปี ขึ้นไป รายละ ๕๐๐ บาท/ปี - สนับสนุ นสถานศึกษาแก่บุตรหลานของสมาชิ กที่เรี ยนในภาคบังคับทุนละ ๕๐๐ บาท/ปี จานวน ๑๐ ทุน โดยใช้มติของสมาชิกในที่ประชุมร่ วมกันพิจารณา - สนับสนุนค่าอาหาร���รื อยานพาหนะแก่สมาชิก ยามเจ็บป่ วย ครั้งละ ๕๐๐ บาท พัฒนาคน พัฒนาทุนชุมชน นาไปสู่ การขับเคลื่อนการดารงชีวติ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมการคิดพึ่งพาตนเองและซึ่ งกันและกัน ของกองทุนฯ โดยเพิ่มขีดความสามารถของ คณะกรรมการให้พฒั นาเป็ นกองทุนที่เข้มแข็ง และมีความพร้อมที่จะแก้ไขปั ญหากองทุนด้วยความมัน่ ใจ - สนับสนุ นให้คณะกรรมการได้เข้าร่ วมประชุ มสัมมนากับเครื อข่ายในระดับตาบล/อาเภอ/ จังหวัดหรื อกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง - จัดการสัมมนาและศึกษาดูงานให้แก่คณะกรรมการกับกองทุนที่ประสบความสาเร็ จอย่าง น้อยปี ละ ๑ ครั้ง - สนับสนุ นการอบรม เรี ย นรู ้ ให้กบั คณะกรรมการมี ค วามรู ้ ความสามารถในการบริ หาร จัดการเฉพาะด้านให้ถูกต้อง - จัดสรรหน้า ที่ ให้ ค ณะกรรมการกองทุ นรั บ ผิ ดชอบงานในแต่ ล ะหน้า ที่ และให้ค วาม คิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน ช่วยเหลือกันเมื่อเกิดปั ญหา


13

๓. การพัฒนาเศรษฐกิจชุ มชนให้ เข้ มแข็ง (๓)การพัฒนาหมู่บา้ นตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สรุ ปสาระและขั้นตอนการดาเนินการ ขั้นตอนที่ ๑ การสร้างความรู้ความเข้าใจ (ขั้นก่อร่ างสร้ างตัว) แก่ผนู ้ าชุ มชน/ชาวบ้าน/ชุ มชน ใน การขับเคลื่ อนปรั ชญาเศรษฐกิ จพอเพียง ในการสร้ างความรู ้ ความเข้าใจแก่ ผูน้ าชุ มชน/ชุ มชนเป็ นการ ประชุมในการสร้างความเข้าใจ ยอมรับและนาหลักการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในแนวทางการ ดารงชีวติ อีกทั้งเป็ นการแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ ซึ่ งกันและกัน การประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ในการพัฒนาหมู่บา้ น เป็ นกระบวนการเชิ งระบบ ที่ตอ้ งใช้เวลา เพราะเป็ นการเปลี่ ยนความคิดของคนให้ เปลี่ยนเป็ นวิถีแห่งการดารงชีวติ และไม่ใช่เป็ นการเปลี่ยนแปลงคนเดียว แต่เปลี่ยนวิถีการดารงชี วิตของคน ทั้งชุมชน ซึ่ งมีหลากหลาย เริ่ มแรกไม่ตอ้ งเปลี่ยนทั้งหมด แต่ขอสักส่ วนหนึ่ งก่อนที่รู้และเข้าใจหลักปรัชญา เศรษฐกิ จพอเพียง ว่ามี ประโยชน์และความสาคัญอย่างไร และพร้ อมจะเป็ นกาลังสาคัญในการขับเคลื่ อน หมู่บา้ นให้สาเร็ จ การพัฒนาหมู่บา้ นตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็ นการสร้างความรู ้ความเข้าใจ อีกทั้ง การดาเนิ นงานแบบค่อยเป็ นค่อยไป โดยการชักชวน แนะนา เรี ยนรู ้ ผ่านกระบวนการและกิ จกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิ ดการเรี ยนรู ้ และการมีส่วนร่ วมในการทางานพัฒนาชุ มชนท้องถิ่ นตนเอง จัดให้มีกิจกรรมในการ ส่ งเสริ มความรู ้ ความเข้าใจ และหลักการยอมรับในหลักปรัชญาเศรษฐกิ จพอเพียง ในรู ปแบบต่างๆ ผ่าน เรื่ องราวต่างๆ ดังนี้ * การเผยแพร่ ผา่ นสื่ อต่างๆ ในชุมชน เช่น การประชุ มหมู่บา้ น บ้านบางเสี ยบ หมู่ที่ ๔ตาบลบาง สน จะประชุมทุกวันที่ ๕ ของเดื อน ก่อนเริ่ มประชุ มก็จะมีการประชาสัมพันธ์เรื่ องเศรษฐกิ จพอเพียงก่อน แผ่นพับ,เอกสาร นาไปวางในที่ต่างๆ เช่น เวลามีประชุ มหมู่บา้ นก็นาไปวางไว้จุดหนึ่ งที่สะดุดตาในศาลา ประชาคม ร้านกาแฟประจาหมู่บา้ น เป็ นต้น เป็ นการสร้างความรู้ ความเข้าใจทีละเล็ก ละน้อย ซึ มซับจน เป็ นการเข้าใจ การเห็นความสาคัญ จนเกิดการยอมรับ และนาไปสู่ ลองนาไปปฏิบตั ิจริ ง * รณรงค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อการดารงชี วิตอย่างพอประมาณ เพื่อการพึ่งพาตนเอง เช่น การทา น้ ายาล้างจาน น้ ายาซักผ้า แชมพู ครี มนวดไว้ใช้เองในครัวเรื อน การทาปุ๋ ยหมักชี วภาพ,น้ าหมักชี วภาพ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีในราคาสู ง เป็ นต้น * รณรงค์การปลูกพืชผักสวนครัว รั้วกินได้ รับประทานพืชที่ปลูก ปลูกพืชที่รับประทานได้ หรื ออาจแลกเปลี่ยนกันระหว่างครัวเรื อน ในพืชผักที่เราเองไม่ได้ปลูกสร้างความเอื้ออาทร เกื้อกูลกัน สร้าง น้ าใจให้เกิดแก่ชุมชน ที่เหลือจากการบริ โภคก็นาไปขายได้ เกิดรายได้อีกส่ วนหนึ่งให้แก่ครัวเรื อน * รณรงค์ลดต้นทุนในการผลิต เช่น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี มาใช้ปุ๋ยคอกหรื อปุ๋ ยหมักชีวภาพ และ การเลี้ยงสัตว์แบบพึ่งพาธรรมชาติ เช่น การเลี้ยงไก่ปล่อยหากินเองตามธรรมชาติ คุย้ เขี่ยหาอาหารเอง การ เลี้ยงหมูหลุม เป็ นต้น * รณรงค์การลดรายจ่าย เลี้ยงสัตว์เป็ นอาหารในครัวเรื อน การทาของใช้เพื่อใช้เอง การทาบัญชี ครัวเรื อน เพื่อตรวจสอบนิ สัยการใช้จ่ายของครัวเรื อน การใช้จ่ายประจาวัน และลดการใช้จ่ายที่ไม่จาเป็ น


14

โดยเฉพาะเกี่ ยวกับอบายมุข เช่ น หวยใต้ดิน สุ รา บุหรี่ การพนันในรู ปแบบต่างๆ (ไก่ชน,ปลากัด,ไพ่) เป็ นต้น * รณรงค์กิจกรรมการออมในรู ปแบบต่างๆ เช่น เงินฝากสัจจะประจาหมู่บา้ น ฝากออมทรัพย์ฯ กระปุกออมสิ น ฝากธนาคาร เป็ นต้น * สร้างกิ จกรรมการเรี ยนรู ้ การทบทวนและเพิ่มพูนความรู ้ ในอาชี พที่ทา มาแลกเปลี่ ยนเรี ยนรู ้ ระหว่างครัวเรื อนที่มีกิจกรรมและอาชี พที่คล้ายกัน เช่ น การปลูกยางพารา,ปาล์มน้ ามัน เป็ นต้น เพื่อเอา ความรู ้ครัวเรื อนที่ประสบผลสาเร็ จในอาชีพ มาเป็ นการพัฒนา ทั้งระบบการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การ เพิ่มคุณภาพ ได้ก่อเกิ ดเป็ นภูมิปัญญาและเพิ่มประสิ ทธิ ภาพ รวมถึ งการเรี ยนรู ้ปรัชญา ความเป็ นมา ค่านิ ยม รวมถึงธรรมเนียมของชุมชน อีกทั้งเป็ นการแบ่งปั น เอื้ออารี ความรู ้ ความสามารถที่มีเพื่อเป็ นความรู ้แก่คน อื่น โดยไม่มุ่งหวังสิ่ งตอบแทน จะเห็ นได้ว่าในขั้นตอนที่ ๑ จะใช้คาว่าประชาสัมพันธ์/การรณรงค์ การแลกเปลี่ ยนเรี ยนรู ้ เพราะเป็ นกระบวนการที่ค่อยๆ ให้ชาวบ้านซึ มซับ และไม่เป็ นการเร่ งรัดจนเกินไป จะทาให้รู้สึกเหมือนถูก บังคับ จะขาดความสนใจและกระตือรื อล้นที่จะดาเนินชีวติ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ขั้นตอนที่ ๒ ส่ งเสริ มกระบวนการมีส่วนร่ วมและกระบวนการเรี ยนรู ้ภายในหมู่บา้ น/ชุมชน ด้านการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู้ (ขั้นลงมือปฏิบตั ิการ) ๑. จัดกิจกรรมสร้างการเรี ยนรู ้ ในประเด็นที่เป็ นที่สนใจและอยูใ่ นความต้องการของชุ มชน และ เชื่ อมโยงไปสู่ แนวคิดเศรษฐกิ จพอเพียงอย่างต่อเนื่ อง เช่ น สนใจการจัดทาบัญชี ครัวเรื อน ก็แนะการจด บัญชี รายรั บ รายจ่ าย แบบง่ า ยๆ (ได้รับความอนุ เคราะห์จากส านักงานตรวจบัญชี ส หกรณ์ ฯ ในการ สนับสนุนบัญชีครัวเรื อน จานวน ๕๐ เล่ม) ๒. จัดให้มีแหล่งเรี ยนรู ้ เรื่ องเศรษฐกิ จพอเพียงในชุ มชน เพื่อถ่ายทอดให้คนในชุ มชนและชุ มชน อื่นๆ เข้ามาศึกษาเรี ยนรู ้และเชื่ อมโยงเป็ นเครื อข่ายเรี ยนรู ้เศรษฐกิจพอเพียงในชุ มชน เพื่อถ่ายทอดให้คนใน ชุมชนและชุมชนอื่นๆ เข้ามาศึกษาเรี ยนรู ้ และเชื่ อมโยงเป็ นเครื อข่ายการเรี ยนรู ้เศรษฐกิจพอเพียงในวงกว้าง ต่อไป ๓. จัดเวที สื บค้น ค้นหาและถอดองค์ความรู ้/ภูมิปัญญา ที่อยูใ่ นตัวคนที่ประสบความสาเร็ จในการ นาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในด้านต่างๆ มาเป็ นองค์ความรู ้ดา้ นต่างๆ (อยูใ่ นเล่มแผนชุมชน) ๔. จัด เวที ถ่ า ยทอดความรู ้ / ภู มิ ปั ญ ญาท้อ งถิ่ น และผูร้ ู ้ ใ นชุ ม ชน แล้ว น ามาเชื่ อ มโยงกับ ความ หลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมในชุมชน เพื่อเป็ นพลังในการขยายผล และขับเคลื่อนการดาเนิ นงาน เศรษฐกิจพอเพียง ๕. จัดเวที วิเคราะห์ อตั ลัก ษณ์ ข องชุ มชน เพื่ อให้ชุม ชนตระหนักถึ งคุ ณค่า มี ค วามภาคภูมิใ จใน ท้องถิ่น และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ มาสู่ สังคมอยูบ่ นพื้นฐานของความพอเพียง (อยูใ่ นเล่มแผนชุมชน)


15

๖. ส่ งเสริ มการสร้ างอง���์ความรู ้ /ภูมิปัญญาใหม่ๆ ควบคู่กบั การฟื้ นฟูความรู ้ พ้ืนบ้านที่ผสมผสาน เทคโนโลยีอย่า งเหมาะสม และมี ป ระโยชน์ ส อดคล้องกับ ความต้องการของชุ ม ชน โดยสนับ สนุ น การ วิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิ จ สังคม การเมือง วัฒนธรรมและสิ่ งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อชุ มชน แล้วให้ช่วยกันหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยการพึ่งเองก่อน กระบวนการแรกให้ช่วยกันหาสถานการณ์ ที่ส่งผล กระทบต่อชุมชน หลังจากนั้นช่วยกันคิดหาวิธีการแก้ไขปั ญหา สิ่ งที่ได้คือแผนชุ มชนในการสร้างภูมิคุม้ กัน จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ส่งผลกระทบต่อชุ มชน ก็จะได้ขอ้ มูลและแผนเพื่อชุมชนอย่าง แท้จริ ง ขั้นตอนที่ ๓ ค้นหาครั วเรื อนต้นแบบ (ขั้นขยายผลภายในชุ ม ชน) เป็ นการค้นหาร่ วมกันของ ชุ ม ชน เพื่ อเลื อ กครั ว เรื อนต้น แบบเศรษฐกิ จ พอเพี ย งต้น แบบที่ ส ามารถเป็ นตัวอย่า งได้ จานวน ๑๐ ครัวเรื อน เพื่อจุดประกาย/สร้างแกนนาทางความคิด

ดาเนินกิจกรรม

เรียนรู้

ขยายกิจกรรม ดูจา

ทาได้

การสร้างเครือข่าย 0 ในชุ มชน/ชุ มชนข้ างเคียง 0 ขยายสู่ ตาบล/อาเภอ โดยครัวเรื อนต้นแบบจะเน้นกิจกรรมใหญ่ๆ ๓ ด้านหลักๆ ดังนี้ *ลดรายจ่าย *พึ่งตนเอง *เน้นการออม

ใช้ เป็ น


16

ครัวเรือนต้ นแบบ ๑๐ ครัวเรือน ได้แก่ ๑. นายนิโรจน์ นิลย์สถิต กิจกรรมเด่น ได้แก่ การปลูกพืชสมุนไพร,ผลิตยาสมุนไพร และเป็ นวิทยากรให้ความรู ้แก่เรื่ อง สมุนไพรแก่ชาวบ้านและบุคคลที่สนใจมีการทาบัญชีครัวเรื อน ดูรายรับ-รายจ่าย ไฟฟ้ า น้ ามันเชื้ อเพลิง น้ าประปา ปิ ดเมื่อ ไม่ใช้ มีการเก็บขยะพลาสติกเอาไว้ขายใช้จ่ายเงินเท่าที่จาเป็ นหรื อลด ละ เลิก เช่น หวยใต้ดิน กินเหล้า สู บบุหรี่ ๒. นายสมพงษ์ พูลสุ วรรณ กิจกรรมเด่น ได้แก่ การจัดทาบัญชีครัวเรื อน การออมเงิน การทาปุ๋ ยน้ าชีวภาพ การปลูกผัก สวนครัว ๓. นางเรณู ถึงถิ่น กิจกรรมเด่น ได้แก่ การทาปุ๋ ยชีวภาพ การปลูกผักสวนครัว การทาบัญชีครัวเรื อน การทาน้ ายาล้างจาน ๔. นายคมสัน พัฒคายน กิจกรรมเด่น ได้แก่ การทาบัญชี ครัวเรื อน การเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ (เลี้ยงตามวิธีธรรมชาติ) ๕. นางสงบ เทพอาวุธ กิจกรรมเด่น ได้แก่ การทาน้ ายาล้างจาน,แชมพู,น้ ายาซักผ้า ไว้ใช้เองและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ๖. นายบัญญัติ เชื้ อสุ วรรณ กิจกรรมเด่น ได้แก่ การทาน้ าหมักชีวภาพ การปลูกผักสวนครัว การปลูกเกษตรผสมผสาน ๗. นายบุญยิง่ เชื้ อสุ วรรณ กิจกรรมเด่น ได้แก่ การปลูกพืชสมุนไพร การทาบัญชีครัวเรื อน การเลี้ยงหมูหลุม ๘. นายสุ เทพ สอนวิสัย กิจกรรมเด่น ได้แก่ การทาบัญชีครัวเรื อน การปลูกพืชแบบผสมผสาน การทาปุ๋ ยน้ าชีวภาพ ๙. นายมารยาท เรื องหิ รัญ กิจกรรมเด่น ได้แก่ การปลูกผักสวนครัว การทาบัญชีครัวเรื อน การเลี้ยงไก่ตามธรรมชาติ ๑๐. นางสุ ขอุรา ทองภูเบศร์ กิจกรรมเด่น ได้แก่ การทาน้ ายาล้างจาน การทาบัญชีครัวเรื อน การทาปุ๋ ยน้ าชี วภาพ


17

กิจกรรม

ลักษณะกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงของครัวเรือนต้ นแบบ/หมู่บ้าน สรุ ปได้ดงั นี้ หมู่ที่ ๔ ต.บางสน อ.ปะทิว คุณลักษณะ

ระดับครัวเรื อน ๑.การลดรายจ่าย ๑.ปลูกพืช/เลี้ยงสัตว์เพื่อบริ โภค ๒.ใช้ปุ๋ยชีวภาพ สารชีวภาพป้ องกันศัตรู พืช ๓.ใช้วตั ถุดิบในท้องถิ่นในการผลิตสิ นค้า ๔.ผลิตเครื่ องอุปโภคใช้เอง เช่น น้ ายาล้างจาน แชมพู ๕.ใช้สมุนไพรไล่แมลง เช่น ตะไคร้หอมไล่ยงุ ๖.วางแผนการเดินทาง,ทางเดียวกันไปด้วยกัน ๗.ประหยัดไฟฟ้ า,น้ าประปา,น้ ามันเชื้อเพลิง ๘.ลดรายจ่ายที่ไม่จาเป็ น เช่น การซื้ อสิ นค้าฟุ่ มเฟื อย การเที่ยวเตร่ ใช้จ่ายจัดกิจกรรมตามประเพณี วัฒนธรรมมากเกินความจาเป็ น(งานบวช,งานแต่งงาน) ๙.มีการวัสดุที่ใช้งานแล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์ใหม่,ขยะพลาสติกแยกเก็บไว้ขาย ๑๐.ใช้จ่ายเงินเท่าที่จาเป็ นหรื อสิ่ งไม่ดี เช่น หวยใต้ดิน กินเหล้า สูบบุหรี่ ๑๑.การรักษาสุ ขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ ๑๒.เลือกซื้ อสิ นค้าที่คุม้ ค่าประโยชน์,ลดการซื้ อของ ฟุ่ มเฟื อย เช่น เครื่ องสาอาง,เสื้ อผ้า ซื้ อเท่าที่ใช้ได้ ๑๓.รักษาสิ่ งของต่างๆ ให้คงอยูใ่ ช้ในสภาพใช้การได้ นานๆ ๒.การเพิ่มรายได้ ๑.ปลูกพืชผักสวนครัวหลายชนิด,รับประทานเองและ จาหน่าย ๒.พัฒนาอาชีพให้มีประสิ ทธิ ภาพ ๓.ใช้เวลาว่างให้เป็ นประโยชน์โดยการทาอาชีพเสริ ม ๔.ใช้ที่ดินทาการเกษตรอย่างคุม้ ค่า ปลูกพืชเสริ มใน พื้นที่วา่ ง ๓.การออม ๑.มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินเพื่อให้มีเงินเก็บออม ๒.มีกิจกรรมการออม เช่น เป็ นสมาชิกกลุ่มสัจจะ, กองทุนหมู่บา้ น, และธนาคาร เป็ นต้น

ระดับหมู่บ้านบางเสี ยบ (๑๐ คร.ต้ นแบบ) ๑.ปลูกผัก ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อบริ โภคในชุมชน ๒.ทาเกษตรอินทรี ย ์ เช่น ทาปุ๋ ย และสารชีวภาพใช้ใน การเกษตร ๓.มีการทาบัญชีครัวเรื อน ดูรายรับ-รายจ่าย ๔.ทาน้ ายาล้างจาน,ปุ๋ ยน้ าชีวภาพไว้ใช้เอง ๕.มีกิจกรรมรณรงค์ การประหยัดพลังงาน เช่น ไฟฟ้ า น้ ามันเชื้อเพลิง น้ าประปา ปิ ดเมื่อไม่ใช้ ๖.ลดรายจ่ายของชุมชนที่ไม่จาเป็ น เช่น การจัด กิจกรรมประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนที่ฟุ่มเฟื อย เกินความจาเป็ น อาทิ จัดมหรสพที่มีราคาแพง ๗.มีการเก็บขยะพลาสติกเอาไว้ขาย ๘.ใช้จ่ายเงินเท่าที่จาเป็ นหรื อลด ละ เลิก เช่น หวยใต้ ดิน กินเหล้า สูบบุหรี่ ๙.การรักษาสุ ขภาพให้แข็งแรงไม่ตอ้ งเสี ยเงินค่ายา ไม่รับประทานใบกระท่อม ไม่ยงุ่ เกี่ยวกับยาเสพติด ๑๐. ไม่ใช้เงินเสี ยของมีประโยชน์ ของมียี่หอ้ เครื่ อง สาอาง,เสื้ อผ้า ซื้ อเท่าที่จาเป็ น ๑๑.รักษาสิ่ งของต่างๆ ให้คงอยู่ใช้ในสภาพใช้การได้ นานๆ ๑. ปลูกพืชผักสวนครัวหลายชนิด,รับประทานเอง และจาหน่าย ๒.ปลูกพืชเสริ มในพื้นที่วา่ ง

กิจกรรมการออมทรัพย์เพื่อเก็บไว้เป็ นทุนสารองของ ชีวิต เช่น ฝากสัจจะ ฝากธนาคารกันส่ วนหนึ่ งของ รายได้ฝากประจา ทุกเดือน


18

กิจกรรม ๔.การดารงชีวิต

คุณลักษณะ ระดับครัวเรื อน ๑.ครัวเรื อนปฏิบตั ิตามหลักศาสนา ๒.สมาชิกครัวเรื อนสื บทอดประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญา ๓.สมาชิกมีความซื่ อสัตย์ สุ จริ ต ขยัน อดทน มี คุณธรรม ๔.สมาชิกเลิกอบายมุข เช่น สุ รา ยาเสพติด การพนัน ๕.มีการจัดทาบัญชีรายรับ-รายจ่ายครัวเรื อน ๖.มีการวางแผนใช้เงินในเดือนหนึ่งๆ ๗.รอบรู ้ทนั เหตุการณ์ รู ้จกั ฟัง ดู อ่านข่าว และสิ่ งที่ เป็ นสารประโยชน์ ๘.รู ้จกั พอประมาณในการลงทุนประกอบอาชีพตาม กาลังทรัพย์และศักยภาพตนเอง ๙.ไม่ก่อหนี้โดยไม่จาเป็ นและเกินกาลัง ๑๐.สมาชิกรู ้จกั คิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผลใช้หลัก ประชาธิ ปไตย

๕.การอนุรักษ์และ ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้อม

๑.ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุม้ ค่าและประหยัด ๒.ใช้สารอินทรี ยแ์ ละชีวภาพในการทาการเกษตร ๓.การบริ โภคสิ นค้าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อ สิ่ งแวดล้อม เช่น โฟม สารเคมีต่างๆ ๔.มีการกาจัดขยะของเสี ยอย่างถูกวิธี เช่น แยกขยะ

๖.การเอื้ออาทร (การ แบ่งปัน/การ ช่วยเหลือซึ่ งกันและ กัน)

๑.คนในชุมชนมีการช่วยเหลือแบ่งปันกัน ๒.ได้รับการสนับสนุนดูแลจากครัวเรื อนที่ประสบ ความสาเร็ จในการนาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไป ปฏิบตั ิ (ครัวเรื อนต้นแบบ) ๓.ครัวเรื อนเข้าร่ วมกิจกรรมต่างๆของชุมชน

ระดับหมู่บา้ น ๑.มีแผนชุมชนโดยเกิดจากเวทีประชาคมและคน ในชุมชนได้เสนอโครงการเพื่อพัฒนาหมู่บา้ น ๒.มีการบริ หารจัดการชุมชนที่ดี ผูน้ ามีความ โปร่ งใส ซื่ อสัตย์ สุ จริ ต มีคุณธรรม ๓.ประชาชนยึดมัน่ ในหลักศาสนา ๔.ยึดหลักประชาธิ ปไตยและการทางานแบบมี ส่ วนร่ วม ๕.มีกฎระเบียบชุมชนที่ใช้ปฏิบตั ิร่วมกัน ๖.มีการบริ หารจัดการข้อมูลที่ใช้ปฏิบตั ิร่วมกัน ของชุมชน ๗.มีกิจกรรมสื บทอดประเพณี วัฒนธรรม ภูมิ ปัญญาของคนในชุมชน ๙.มีกิจกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ต่อต้านยาเสพติดการเสริ มสร้างสุ ขภาพ ๑๐.มีกิจกรรมเรี ยนรู ้ร่วมกันของชุมชน การ แลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้อยูเ่ สมอ ๑๑.มีเครื อข่ายองค์กรชุมชนที่มีกิจกรรมสม่าเสมอ ๑๒.ชุมชนมีความสงบสุ ขและมีเอกลักษณ์ที่ดีงาม ๑.มีการจัดระเบียบชุมชน เช่น การรักษาความ สะอาดที่สาธารณะ การกาจัดขยะ และสิ่ งมลพิษที่ ถูกต้อง ๒.มีกิจกรรมการรักษาดูแลแม่น้ า ลาคลอง และ แหล่งน้ าอื่นๆ ๓.มีกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าไม้และ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ๔.แผนชุมชนกิจกรรมการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม ๑.มีสวัสดิการชุมชน หรื อกิจกรรมการดูแลชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน(กทบ.) ๒.มีกิจกรรม เช่น แลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ในเรื่ องต่างๆ ๓.ชุมชนมีความรู ้รักสามัคคีไม่มีความแตกแยก


19

การนาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ในชุ มชน (กิจกรรมที่ประสบผลสาเร็ จตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) จะเห็นได้วา่ เมื่อบุคคล หรื อครัวเรื อน/ชุมชน มีวถิ ีชีวติ และปฏิบตั ิตนตามแนวทางเศรษฐกิจ พอเพียงแล้ว จะสามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ตลอดจนมีภูมิคุม้ กันทางเศรษฐกิจอีกด้วย โดย -สร้างความรู ้ ความเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ -ให้คนในชุมชนได้ประเมินตนเองเพื่อให้รู้จกั ตนเอง รู้ศกั ยภาพของตนเอง รู้ปัญหา หรื อวิกฤตที่ ประสบอยู่ -เกิดความคิด “พึง่ ตนเอง” โดยใช้ศกั ยภาพที่มีอยูแ่ ก้ปัญหา -ตั้งใจที่จะใช้ชีวิต “อยู่อย่ างพึง่ ตนเอง” โดยลดความต้องการ (กิเลส) ให้นอ้ ยลงที่สุด และทา ประโยชน์แก่ส่วนรวมมากขึ้น ด้ านการเงินในครัวเรือน -มีกาหนดการใช้จ่ายในแต่ละเดือนอย่างคร่ าวๆ ให้พยายามใช้จ่าย ๓ ส่ วน และออม ๑ ส่ วน โดย *ควบคุมการใช้จ่ายเงินของครัวเรื อน และวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ โดยจัดทาแผนการใช้ จ่ายเงินของครัวเรื อน *สร้างวินยั การใช้จ่ายเงิน และออมเงินส่ วนที่เหลือจ่าย ไว้กบั กลุ่มการเงินในชุมชน เช่น ฝากเงินกับ กลุ่มออมทรัพย์บา้ นบางเสี ยบ ,ฝากเงินสัจจะของหมู่บา้ น หรื อฝากเงินไว้กบั ธนาคารใกล้บา้ น เป็ นต้น *ไม่สร้างหนี้ ลดภาระหนี้สินของตนเอง หรื อไม่พยายามก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น การนาเงินที่ กูย้ มื มาไปซื้ อของฟุ่ มเฟื อย อาทิเช่น โทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ เครื่ องใช้ไฟฟ้ า เป็ นต้น ยกเว้นว่าสิ่ ง เหล่านั้น จะนาไปสู่ การสร้างอาชีพ การสร้างรายได้ เช่น นาโทรศัพท์มือถือไว้ติดต่อการค้า ซื้ อ รถจักรยานยนต์เพื่อนาไปวิง่ รับจ้างหรื อส่ งของหารายได้ ซื้ อเครื่ องใช้ไฟฟ้ า เพื่อนาไปประกอบอาหาร จาหน่าย เป็ นต้น *ไม่ใช้จ่ายฟุ่ มเฟื อย และรู ้เท่าทันกระแสบริ โภคนิยม ยึดหลัก (ฉลาดซื้ อ+ฉลาดใช้) ซื้ อตามความ จาเป็ น ซื้ อของต้นทุนต่อหน่วยต่า ไม่ยดึ ติดกับของมียหี่ ้อหรื อเบรน์ดเนม ,ฉลาดใช้ คือ การรักษาข้าวของ เครื่ องใช้ให้อยูใ่ นสภาพดี ประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ * พยายามที่จะลด ละ เลิก อบายมุขต่างๆ เช่น หวยใต้ดิน การเล่นไก่ชน,ปลากัด ,การพนันต่างๆ ลด การสู บบุหรี่ ดื่มสุ รา เหลือเพียงการสังสรรค์ในโอกาสพิเศษเป็ นครั้งคราว ด้ านปัจจัยสี่ ในการดารงชีวติ การลดรายจ่ายในครัวเรื อนบ้านบางเสี ยบ ได้ทากิจกรรมเพื่อการบริ โภคในครัวเรื อนเอง ทาให้ ครัวเรื อน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรื อนให้ได้ ๑ ใน ๔ ของรายจ่ายทั้งหมด ดังนี้ - มีการปลูกพืช/พืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริ โภคในครัวเรื อน เช่น ปลูกพืชผัก สวนครัวรั้วกินได้ การปลูกข้าว สวนสมุนไพรในบ้าน การเลี้ยงไก่พนั ธุ์พ้นื เมือง ปลา ไว้บริ โภคในครัวเรื อน โดยยึดหลัก ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก และใช้ทุกอย่างที่ทา ทาทุกอย่างที่ใช้


20

- กิจกรรมทางการเกษตรที่ไม่ทาลายสิ่ งแวดล้อมครัวเรื อน/ชุมชน ได้แก่ นาทฤษฏีใหม่มาปรับ ใช้ การทาการเกษตรแบบผสมผสาน การทาสวนผสม การนาเกษตรอินทรี ยแ์ ละเกษตรชีวภาพ พึ่งพาการใช้ สารเคมีให้นอ้ ยที่สุด ใช้เท่าที่จาเป็ น - การปลูกพืชสมุนไพรไว้รักษาโรค เช่น การปลูกว่านหางจรเข้ ผักเป็ ดแดง ต้นใบชุมเห็ดเทศ ต้นฟ้ าทะลายโจร เป็ นต้น - การเข้าร่ วมเป็ นสมาชิกกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เพื่อให้เกิดการสะสมทุนแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ สร้าง พลังในการต่อรอง และความสามัคคีในชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มกองทุนหมู่บา้ น กลุ่ม อาชีพต่างๆ เป็ นต้น การรวมตัว/การพึง่ ตนเอง - รวมกันช่ วยเหลือกิจกรรมต่ างๆ ในชุ มชน แม้สภาพสังคมของชุมชนบ้านบางเสี ยบ จะมีการ เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวฒั น์ แต่ภาพการดาเนิ นชี วิตในชุ มชนที่ยงั เต็มไปด้วยความรัก ความเอื้อ อาทร และการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่ งกันและกันของชาวบ้านบางเสี ยบ ก็ยงั คงอยู่ ยังมีการรณรงค์ให้มีการปลูก ต้นไม้ เพื่ อสร้ า งความร่ ม รื่ นให้แก่ ชุ ม ชน และเพื่อจัดเป็ นสวนป่ าเฉลิ มพระเกี ย รติ และเป็ นการอนุ รัก ษ์ ทรัพยากรธรรมชาติอีกทางหนึ่ ง ในวันสาคัญต่างๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวง/พระราชิ นี วัน สาคัญทางพุทธศาสนา ฯลฯ จะมีการพัฒนาสิ่ งแวดล้อม ชาวบ้านบางเสี ยบจะร่ วมแรง ร่ วมใจ ในการพัฒนา สิ่ งแวดล้อมต่างๆ ในชุมชนอย่างสม่าเสมอ เช่น การพัฒนาถนนหนทาง การตัดแต่งกิ่งไม้สองข้างทาง การ ปลูกต้นไม้สองข้างทาง การนากรวด/ดิน มาถมถนนที่เป็ นหลุม เป็ นบ่อ การขุดลอก แม่น้ าลาคลอง/และการ กาจัดวัชพืชในแหล่งน้ าภายในชุมชน ให้มีความสะอาด และมีสภาพที่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีการเก็บขยะมูลฝอยบริ เวณชุมชน ให้เป็ นที่ถูกสุ ขลักษณะ และครัวเรื อนก็มีการฝังกลบขยะที่เป็ นขยะสด เพื่อเป็ นปุ๋ ยและลดปั ญหาการเกิดมลพิษในชุมชนอีกด้วย - รวมกันสื บ สานวัฒ นธรรม ชาวบ้านบางเสี ย บ ในชุ ม ชนยัง มี ค วามรั ก ใคร่ ส ามัค คี มี ก าร ช่ ว ยเหลื อ กัน และพึ่ ง พากัน เหมื อ นญาติ พี่ น้ อ ง ชาวบ้า นส่ ว นใหญ่ นับ ถื อ ศาสนาพุ ท ธ มี ก ารสื บ สาน วัฒนธรรมอันดีงามของชุมชน ได้แก่ การทากิจกรรมวันแม่ กิจกรรมวันสงกรานต์ การทอดกฐิน เป็ นต้น - รวมกันคิด/แลกเปลี่ยนเรี ยนรู้ คนในชุมชนบ้านบางเสี ยบ ยังร่ วมกันคิด ร่ วมกันวางแผนเพื่อ จะพัฒนาชุ มชนของตนเองให้เจริ ญยิ่งขึ้ น โดยมี การกาหนดแผนชุ มชนขึ้ นมาเป็ นประจาทุ กปี โดยแผน ชุมชนจัดทาเป็ นลายลักษณ์อกั ษร/เป็ นรู ปเล่ม โดยเริ่ มทาจริ งๆ จัง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เป็ นต้นมา เพื่อกาหนด ปั ญหาของชุ มชนที่ยงั ไม่ได้รับการแก้ไข และหาทางเพื่อแก้ไขปั ญหาต่างๆ ที่ยงั มีอยูใ่ นชุ มชนให้บรรเทาลง ซึ่ งก่อให้เกิ ดการแลกเปลี่ ยนเรี ยนรู ้ ระหว่างกันในชุ มชน หากใครมี โอกาสเข้ารั บการฝึ กอบรมได้ความรู ้ ใหม่ๆ มาก็จะมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ชาวบ้านบางเสี ยบรับทราบในวันประชุ มประจาเดือนของหมู่บา้ น และ มีการจัดเวทีประชาคมของหมู่บา้ นในเรื่ องต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด/ทัศนคติ และหาข้อลงตัว โดยยึด หลักของชุมชนเป็ นที่ต้ งั และเคารพความคิดของผูอ้ ื่น มีการใช้เวทีชาวบ้านเป็ นที่แลกเปลี่ยน


21

การนาไปใช้ประโยชน์ ๑. ครัวเรื อนเริ่ มมีการจดบันทึกและจัดทาบัญชีรายรับ-รายจ่าย มีกิจกรรมการพัฒนาที่ชดั เจน ชาวบ้านในชุมชนเห็นความสาคัญของการทาบัญชีครัวเรื อน ที่จะคุมรายจ่าย และเหลือเงินส่ วนหนึ่งไว้เก็บ ออม เพื่อเป็ นหลักความมัน่ คงในอนาคต ๒. มีการนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบตั ิได้จริ ง เพื่อลดรายจ่าย เช่น การปลูกพืชผัก สวนครัว การทาปุ๋ ยหมักชีวภาพ การทาน้ ายาล้างจาน การเลี้ยงหมู,เลี้ยงไก่ เป็ นอาชีพเสริ ม เป็ นต้น ๓. มีการใช้ประโยชน์จากแผนชุมชน ในแผนชุมชนบรรจุโครงการ สอดคล้องกับหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในแผนชุมชนเน้นการพึ่งพาตนเอง และลดการพึ่งพาจากภายนอก เป็ นการดาเนิน ชีวติ สอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ๔. ชุมชนมีการนาความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอด จากการดูงาน หรื อการฝึ กอบรมเรื่ องเศรษฐกิจ พอเพียง มาประยุกต์เอาความรู้มาปฏิบตั ิ รู้จกั ดังแปลงมาเพื่อใช้ให้เหมาะกับงานประจา หรื อชีวิตประจาวัน เช่น การทาปลูกพืชผสมผสาน การทาปุ๋ ยน้ าหมักชีวภาพ การฝังกลบใบไม้แทนการเผาเพื่อเป็ นแร่ ธาตุใน ดิน เป็ นต้น ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑. เกิดกระบวนการเรี ยนรู ้เรื่ องเศรษฐกิจพอเพียง ชาวบ้านในชุมชน/กลุ่มองค์กรในชุมชน ทุกคน ในชุมชนได้รับผลประโยชน์ ๒. เกิดความรู ้ ความเข้าใจและมีกระแสสนับสนุน เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บา้ น ๓. เกิดการพัฒนาและสร้างคน ที่มีความรู ้ความเข้าใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างผูน้ าที่ จะเป็ นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงจานวนมากขึ้น ๔. ผูท้ ี่เกี่ยวข้องทุกระดับสามารถแยกแยะได้วา่ อะไรเป็ นเศรษฐกิจพอเพียงและอะไรที่ไม่ใช่ รวมทั้งสามารถขยายความเข้าใจและค้นหาตัวอย่าง ประยุกต์เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็ นรู ปธรรมได้ใน หลายรู ปแบบ ๕. เกิดกระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็ นเครื อข่าย มีการติดตามประเมินผลและ แก้ไขปั ญหาที่เป็ นระบบ ๖. คนในชุมชน/กลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชนสามารถนาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการ บริ หารจัดการให้มีความโปร่ งใส เป็ นธรรม มีระบบภูมิคุม้ กันที่ดี บนพื้นฐานของการมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และลึกซึ้ ง รู ้เท่าทันสถานการณ์ เช่น ริ เริ่ มมาตรการป้ องกันความเสี่ ยงที่จะเกิดขึ้นจากการทาธุ รกิจ ๗. มีแผนชุมชน เป็ นแนวทางในการพัฒนาหมู่บา้ น การปรับปรุ งแผนชุมชน เมื่อสถานการณ์ แวดล้อมของชุมชนเปลี่ยนไป มีการบริ หารการนาแผนชุ มชนไปสู่ การปฏิบตั ิอย่างเป็ นรู ปธรรมและต่อเนื่ อง โดยมีการประชาคม


22

๔. การขับเคลือ่ นแผนชุ มชน (๔) การพัฒนาแผนชุ ม ชนที่มีคุณภาพ แผนชุ มชนเป็ นเครื่ องมื อหนึ่ งในการก าหนดทิ ศ ทางการพัฒ นาหมู่ บ ้า น โดยใช้ข ้อมู ล ของชุ ม ชน/สภาพปั ญหา ความต้องการในชุ ม ชนในการก าหนด โครงการ หรื อกิจกรรมต่างๆ กระบวนการแผนชุมชน จึงมีความสาคัญเป็ นอย่างยิ่ง เพราะเป็ นการกาหนดทิศ ทางการพัฒนาหมู่บา้ น แผนชุ มชน คือ กระบวนการเรี ยนรู ้และการจัดการตนเองที่คนในหมู่บา้ น ได้มี ส่ วนร่ วมในการคิด และร่ วมกาหนดทิศทางการพัฒนาตนเอง การวิเคราะห์ปัญหาของหมู่บา้ น ศักยภาพของ หมู่บา้ น ลู่ทางในการพัฒนาและแนวทางแก้ไขปั ญหาของหมู่บา้ น เป็ นการเปิ ดโอกาสให้คนในชุ มชนได้ ร่ วมกันแสดงความคิดเห็น และร่ วมหาทางพัฒนาหมู่บา้ นอย่างเป็ นระบบ ร่ วมกันกาหนดกิจกรรม/โครงการ เพื่อแก้ไขปั ญหาของชุ มชน โดยใช้ขอ้ มูลครัวเรื อน ข้อมูลชุมชน ศักยภาพของชุมชน จัดทาเป็ นแผนชุมชน เพื่อใช้เป็ นแนวทางในการพัฒนาหมู่บา้ น/ชุ มชนของตนเองและ สอดคล้องกับ ๕ ตัวชี้ วดั (มาตรฐานแผน ชุมชน) ๑) การมีส่วนร่ วม ๒) การเรี ยนรู้ ๓) การใช้ประโยชน์ ๔) รู ปเล่มแผนชุ มชน ๕) สอดคล้องตาม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสาคัญของการทาแผนชุมชน ๑. ทาให้สมาชิ กในหมู่บา้ น/ชุ มชน ได้เข้ามามีส่วนร่ วมในการพัฒนาหมู่บา้ น โดยร่ วมกันคิด ร่ วมกัน ทา ค้นหาศักยภาพและพัฒนาศักยภาพของชุ มชน ไปสู่ การพึ่งตนเอง โดยคนในชุ มชนช่ วยกันระบุสาเหตุ ปั ญหา และหาหนทางแก้ไขปั ญหากันเอง รู ้จกั การพึ่งพาตนเอง สร้างการเรี ยนรู ้อย่างต่อเนื่ อง เพื่อการพัฒนา ที่ยงั่ ยืน ๒. เป็ นการสารวจข้อมูลทั้งหลายที่อยูอ่ ย่างกระจัดกระจายในชุ มชน มาเป็ นข้อมูลของชุ มชน ทาให้ ทราบถึงจุดเด่น จุดด้อย อัตลักษณ์ของหมู่บา้ น โดยใช้การวิเคราะห์ชุมชนด้วยเทคนิค SWOT และทราบ สภาพปั ญหาของหมู่บา้ น เพื่อนามาวิเคราะห์ถึงสาเหตุและหาทางแก้ไขปั ญหาของหมู่บา้ นได้อย่างถูกต้อง ๓. หมู่บา้ น/ชุมชน จะได้รับทราบปั ญหาความต้องการของหมู่บา้ น และสามารถร่ วมมือกัน แก้ไข ปั ญหา รวมทั้งจัดทาแผนงาน/โครงการ เพื่อหาแหล่งงบประมาณมาใช้ในการแก้ไขปั ญหาของหมู่บา้ น และ ยังอาจปรับเปลี่ยนแนวคิด พฤติกรรมในการป้ องกันและแก้ไขปั ญหาต่างๆ ภายในหมู่บา้ นด้วยตนเอง ( กิจกรรมที่ชุมชนสามารถดาเนินการเอง เป็ นการสร้างการช่วยเหลือตนเองก่อนไม่หวังรอพึ่งพาคนอื่นหรื อ หน่วยงานอื่น) ตลอดจนการกาหนดอนาคตในการพัฒนาหมู่บา้ นไปสู่ การพึ่งพาตนเอง ๔. เป็ นการสร้ างพัฒนาศักยภาพการเป็ นผูน้ าของคนในหมู่บา้ น ตลอดจนก่อให้เกิ ดการแลกเปลี่ ยน เรี ยนรู ้ ระหว่างสมาชิ กในหมู่บา้ น สร้างความร่ วมมือของคนในหมู่บา้ น ร่ วมคิด ร่ วมทา ร่ วมรับผิดชอบ ใน การพัฒนาและแก้ไขปั ญหาของหมู่บา้ น ๕. เป็ นการเสริ มสร้ างและฝึ กฝนวิถีประชาธิ ปไตยให้เกิดขึ้นในหมู่บา้ น/ชุ มชน กระบวนการเรี ยนรู ้ ประชาธิ ปไตยขั้นพื้นฐาน วิถีประชาธิ ปไตย และการทางานร่ วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน


23

แนวคิดกระบวนการจัดทาแผนชุ มชน แผนชุมชนที่บา้ นบางเสี ยบต้องการ คือ การค้นหาปั ญหาของชุมชน (ข้อมูลของชุมชน) เพื่อ กาหนดอนาคตของชุ มชน มีแนวทางการแก้ไขปั ญหาโดยใช้ระบบการมีส่วนร่ วมทุกรู ปแบบร่ วมกันของ ชุ มชน เพื่อกาหนดรู ปแบบของกิ จกรรม / โครงการเพื่อแก้ไขปั ญหาของชุ มชน และต้องร่ วมกันกลัน่ กรอง ความต้องการและสอดคล้องของชุมชน ความสาคัญของแผนชุมชน - พัฒนาคุณภาพชีวติ ของคนในชุมชน - ทาให้สังคมชุมชนรู ้จกั ตัวเอง และพึ่งพาตนเอง พึ่งพาซึ่ งกันและกัน - ทาให้ตนเองและชุ มชนมี การพัฒนาทรั พยากรธรรมชาติของชุ มชนให้เกิ ดประโยชน์ สู งสุ ด - เป็ นแผนที่ชุมชนมีส่วนร่ วมคิดร่ วมทา - เป็ นเครื่ องมือสร้างกระบวนการเรี ยนรู้ของชุมชน กระบวนการจัดทาแผนชุมชน - เตรี ยมชุมชน สร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในชุ มชนเข้าใจและเห็นประโยชน์ ในการจัดทาแผนชุมชน และเข้าร่ วมกระบวนการจัดทาแผนชุมชน และเตรี ยมพื้นที่ ในการจัดเวทีประชาคม โดยคนในชุ มชนเข้าร่ วมในการประชุ มจัดเวทีประชาคม และมีทีมแกนนาระดับหมู่บา้ นในการขับเคลื่ อน กระบวนการชุ มชน ในการจัดทาแผนชุ มชน โดยมีผนู ้ าชุ มชน กลุ่ ม/องค์กรในชุ มชน หน่ วยงานภาครัฐที่ เกี่ ย วข้อ งที่ ท างานในชุ ม ชน (พัฒนาชุ ม ชน,เกษตรตาบล,สาธารณสุ ข ตาบล,สมาชิ ก อบต.,อบต.,กศน, ปกครอง) โดยดึงภาคีการพัฒนาร่ วมเป็ นวิทยากรกระบวนการในการจัดทาแผน และร่ วมแสดงความคิดเห็น และให้ขอ้ เสนอแนะ -ประชุมประชาคม เตรี ยมข้อมูลวิเคราะห์ขอ้ มูลหมู่บา้ น นาข้อมูล จปฐ. กชช. ๒ค และข้อมูลอื่นๆ มา ประกอบการ วิเคราะห์ปัญหาเพื่อตกผลึ กข้อมูล เสนอแนวทางแก้ไข ทิศทางการพัฒนาหมู่บา้ น/ชุ มชนใน อนาคต จัดลาดับความสาคัญ จัดหมวดหมู่ขอ้ มูล แผนงาน/โครงการ (ตามเอกสารแนบท้าย) -จัดเวทีประชาคมจัดทาร่ างแผนชุ มชน และประชาพิจารณ์แผนชุ มชน และทาแผนชุ มชนที่ครอบคลุม ทุกด้าน (ด้านเศรษฐกิ จ,สังคม,ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม,ด้านความมัน่ คง,ด้านบริ หารจัดการ) เป็ นรู ป เล่ ม (จัดท าแผนชุ ม ชนฉบับ สมบู รณ์ ) ซึ่ ง แผนชุ ม ชนบ้า นบางเสี ย บนั้น คณะกรรมการประเมิ น มาตรฐานแผนชุ มชนให้ความเห็ นชอบและรับรองแผนพัฒนาหมู่บา้ นไปแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๓ และประชุ ม ปรับปรุ งแผนไปแล้วเมื่อวันที่วนั ที่ ๕ พฤษาคม ๒๕๕๔ -ประสานเสนอแผนและประสานแผนกับ หน่ วยงาน/องค์ก รที่ เกี่ ย วข้อง เพื่ อทิ ศ ทางในการพัฒนา ชุมชน/หมู่บา้ นไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามความต้องการของชุมชน -ดาเนิ นการตามแผนชุ มชน ประกอบด้วย กิจกรรมที่ชุมชนดาเนิ นการได้เอง พึ่งตนเองได้ กิ จกรรมที่ ได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่น อาเภอ จังหวัดและอื่นๆ และประเมินผลกิจกรรมที่ได้ดาเนินการไปแล้ว


24

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากแผนชุมชน ที่ชาวบ้านบางเสี ยบได้จากเวทีน้ ี คือ ๑. คนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ร่วมกัน ๒. คนในชุมชนได้เห็นข้อเด่น ข้อดี โอกาส และข้อจากัดของชุมชนในการพัฒนาอย่างมีเป้ าหมาย ๓. คนในชุมชนมีช่องทางในการแก้ไขปั ญหาของชุมชนได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม ๔. คนในชุมชนสามารถกาหนดกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ ๕. ทาให้คนในชุมชนสามารถคิดเป็ น และกล้าที่จะตัดสิ นใจด้วยตนเองได้ ๖. ชุมชนสามารถวางแผนจัดการกับทรัพยากร หรื อทุนในชุ มชน ทั้งทุนบุคคลและทุนทางสังคม ที่มี อยูไ่ ด้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพชุมชน ๗. คนในชุมชนสามารถรับผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างทัว่ ถึงและเท่าเทียม ๘. ความร่ วมมือกันของคนในชุมชน จะก่อให้เกิดทัศนคติที่ดี เอื้ออาทรต่ออันได้ ๙. ปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยมที่ดีให้กบั ลูกหลาน ๑๐. สามารถหาแนวร่ วมในการทางานเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ผลสาเร็จของงาน (เชิงปริมาณ/คุณภาพ) เชิงปริ มาณ มีการปรับปรุ งแผนชุมชนของหมู่บา้ นบางเสี ยบเป็ นประจาทุกปี เป็ นรู ปเล่ม และ จัดส่ งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนงบประมาณ ได้ทราบถึงปั ญหาและความต้องการของชุมชน เชิงคุณภาพ - การได้ม าซึ่ ง แผนชุ มชนที่ มี คุณภาพโดยประชาชนในหมู่บ ้านมี ส่ วนร่ วมโดยใช้เวที ประชาคมในการกาหนดปั ญหา ตัดสิ นใจในการแก้ไขปั ญหา วิเคราะห์ศกั ยภาพของหมู่บา้ นและกาหนด แนวทางการพัฒนาหมู่บา้ นและพัฒนาอาชีพอย่างเป็ นระบบ - ผูน้ าชุมชน/ชาวบ้าน บ้านบางเสี ยบ มีความเข้าใจในกระบวนการจัดทาแผนชุมชน - ส่ งเสริ มระบอบประชาธิ ปไตยในชุมชน ส่ งเสริ มการแสดงความคิดเห็นของคนในชุมชน การนาไปใช้ประโยชน์ -ผูน้ าชุมชน มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการจัดทาแผนชุมชนและการเป็ นวิทยากร กระบวนการ - มีการปฏิบตั ิตามแผนชุมชน - แผนชุมชน มีความสอดคล้องกับแผนองค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่น ยุทธศาสตร์การพัฒนา จังหวัดชุมพร - แผนชุมชนมีความคลอบคลุมทุกด้าน สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ในชุมชนได้อย่างแท้จริ ง


25

อนึ่งสาหรับโครงการนี้ ได้เน้นที่มีการปฏิบตั ิตามแผนชุมชน แผนพึ่งตนเองไม่นอ้ ยกว่าร้อย ละ ๓๐ ได้ถูกนาไปใช้ไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๑๐๐ โครงการทั้งหมดบ้านบางเสี ยบมี ๕๖ โครงการ มีแผน ชุมชนพึ่งตนเองไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๓๐ (ต้องมีโครงการไม่ต่ากว่า ๑๖.๘) แผนชุมชนปี ๕๔ มีแผน พึ่งตนเอง ๒๒ กิจกรรม และได้ดาเนินการไปแล้ว ได้แก่ -กิจกรรมการประชุมหมู่บา้ นเป็ นประจาทุกเดือน เพื่อรับทราบข่าวสาร/ปั ญหา/ข้อคิดเห็นต่างๆ -กิจกรรมวันบาเพ็ญสาธารณประโยชน์ ในวันสาคัญต่างๆ เช่น วันพ่อ,วันแม่,วันสาคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อทากิจกรรมที่ชุมชนพอช่วยกันแก้ปัญหาชุมชน หรื อทาชุมชนให้ดีข้ ึน ได้แก่ ขุดลอกคูคลอง/ลาห้วย สาธารณะ ปลูกต้นไม้ ปรับปรุ งพื้นผิวจราจร (เป็ นหลุม เป็ นบ่อ ก็นาหิ นมาถม) ตัดแต่งกิ่งไม้สองข้างทาง -กิจกรรมน่าบ้านน่ามอง -กิจกรรมรณรงค์การทิ้งขยะลงถัง -กิจกรรมปลูกต้นไม้วนั พ่อ,วันแม่ -โครงการขุดลอกคูคลองในวันสาคัญต่างๆ -โครงการคัดแยกขยะไว้ขาย -โครงการปลูกสมุนไพรสวยงามมีประโยชน์ -โครงการแบ่งปั นทาน้ ายาล้างจาน -โครงการปลูกป่ าชุมชน,ต้นไม้สองข้างทาง -กิจกรรมปลูกผักสวนครัวไว้รับประทาน -กิจกรรมปลูกป่ าชุมชน ปลูกต้นไม้วนั พ่อ วันแม่ สองข้างทาง -กิจกรรมป้ องกันยาเสพติดในชุมชนและแจ้งข่าวสารแก่เจ้าหน้าที่ -กิจกรรมทาบัญชีครัวเรื อน -กิจกรรมออมเงินในชุมชน -โครงการทาปุ๋ ยน้ าหมักชีวภาพ -โครงการถ่ายทอดความรู ้การเกษตรแก่กนั -กิจกรรมลดการใช้น้ า-ไฟ ในครัวเรื อนให้นอ้ ยลง -กิจกรรมลด ละ เลิก อบายมุข ในวันเข้าพรรษา -โครงการทาฝายชะลอน้ า -โครงการทางเดียวกันไปด้วยกัน -โครงการฝังกลบใบไม้แทนการเผา


26

และมีแผนเศรษฐกิจพอเพียงไม่นอ้ ยกว่า ๑๕ โครงการ ซึ่ งบ้านบางเสี ยบมีโครงการต่างๆ ได้แก่ –โครงการรั้วสวย รั้วกินได้ -โครงการคัดแยกขยะไว้ขาย -โครงการปลูกสมุนไพรสวยงามมีประโยชน์ -โครงการแบ่งปั นทาน้ ายาล้างจาน -โครงการปลูกป่ าชุมชน,ต้นไม้สองข้างทาง -กิจกรรมปลูกผักสวนครัวไว้รับประทาน -กิจกรรมทาบัญชีครัวเรื อน -กิจกรรมออมเงินในชุมชน -โครงการทาปุ๋ ยน้ าหมักชีวภาพ -โครงการถ่ายทอดความรู ้การเกษตรแก่กนั -กิจกรรมลดการใช้น้ า-ไฟ ในครัวเรื อนให้นอ้ ยลง -กิจกรรมลด ละ เลิก อบายมุข ในวันเข้าพรรษา -โครงการทาฝายชะลอน้ า -โครงการทางเดียวกันไปด้วยกัน -โครงการฝังกลบใบไม้แทนการเผา -โครงการผลิตปุ๋ ยชีวภาพใช้เองในชุมชน เมื่อแผนชุมชนหรื อแนวทางแก้ไขปั ญหาที่ชาวบ้านสามารถทาได้เอง เขียนเสร็ จแล้ว ก็ ดาเนินการได้ ตามกาหนดเวลา ที่ต้ งั ไว้ได้เลย โดยไม่ตอ้ งรอ ส่ วนแผนที่ของบประมาณจากรัฐนั้น ต้องรอ งบประมาณของรัฐก่อนจึงจะดาเนินการได้ สรุ ปแล้ว แผนชุมชนจะเป็ นกระบวนการของชาวบ้าน เสมือน วงจรที่เกิดซ้ าๆ ในชุมชน ทุกๆ ปี ซึ่ งจะส่ งผลให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้ และช่วยเหลือเพื่อนบ้าน หรื อชุมชน อื่นต่อๆ ไปในอนาคต


27

สรุ ปและข้ อเสนอแนะ กระบวนการพัฒนาหมู่บา้ นบางเสี ยบ ทุกกระบวนการ เป็ นการสร้างชุ มชนให้สามารถเผชิ ญ วิกฤตได้อย่างยัง่ ยืน ไม่มีใครสามารถสร้างชุมชนได้ คนในชุมชนต้องร่ วมกันสร้างเอง โดยร่ วมกันทาให้เกิด กระบวนการพัฒนาชุ มชน ซึ่ งเป็ นกระบวนการของคนในชุ มชนที่ร่วมกันตัดสิ นใจ และกาหนดทิศทางมุ่ง เป้ าหมายเพื่อแก้ไขปั ญหาของชุ มชน เพราะในชุ มชน ประชาชนทุกคนต่างมีความคิด พลังปั ญญา แต่เราใน ฐานะผูท้ างานใกล้ชิดกับชุ มชน จะต้องเป็ นผูป้ ระสาน เสมือนตัวเชื่ อมในการให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่ วมคิด ทา แก้ปัญหา และพัฒนา ก็จะนาไปสู่ การพึ่งพาตนเอง *******************************


บ.เสียบญวน