Issuu on Google+

เรื่องเล่า

ชุมชน ป้อมปราบฯ กมลพร สุนทรสีมะ สารคดี มุมมองวิถีชีวิต และวัฒนธรรม ในชุมชนเก่าที่ยังคงมีลมหายใจ


เรื่องเล่าชุมชนป้อมปราบฯ กมลพร สุนทรสีมะ พิมพ์ครั้งเเรก : มกราคม พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานคร จ�ำนวน 144 หน้า โทรศัพท์ 08-007-43431 อีเมล ploywink @ gmail.com ที่ปรึกษา คณะที่ปรึกษา

ช่างภาพ ภาพประกอบ กราฟิิก

อาจารย์บรรยงค์ สุวรรณผ่อง อาจารย์อริน เจียจันทร์พงษ์ ดร. กันยิกา ชอว์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มัทนา เจริญวงศ์ อาจารย์วุฒิชาติ ชุ่มสนิท กมลพร สุนทรสีมะ ชัยวุฒิ วิจิตรโท สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล ปพิชญา สุนทรสีมะ อดิศา เหล่ารักวงศ์

หนังสือเล่มนี้เป็นลิขสิทธิ์ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ห้ามลอกเลียนเเบบส่วนใด ส่วนหนึง่ ของหนังสือเล่มนี้ ไม่วา่ รูปเเบบ หรือวิธีการใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต


ค�ำน�ำ ฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกันที่ฉันหลงรักความเก่า เมื่อลองนึกย้อน กลับไป อาจเริม่ ต้นตัง้ เเต่เป็นทารกตัวกะเปีย๊ ก ลองได้หดั คลานบนพืน้ ไม้เก่าๆ ที่บ้านยาย เเละวิ่งลงบันไดบ้านไม้ส่งเสียงดังโครมๆ ทุกวัน ยิ่งได้ออกไปลัดเลาะ ตรอก ซอก ซอย ในชุมชนเก่าที่เต็มไปด้วย บ้านไม้ บ้านปูน อันมีเรื่องราวเล่าขาน อย่างไม่รู้จบ ก็ยิ่งเห็นคุณค่าของ ความเก่า เเล้วพร้อมเข้าไปศึกษายิ่งขึ้น คุ ณ ค่ า ของชุ ม ชนเก่ า คื อ ทุ ก พื้ น ที่ ยั ง คงเต็ ม ไปด้ ว ยเรื่ อ งเล่ า วิถีชีวิตเเละวัฒนธรรม อันเปี่ยมไปด้วยลมหายใจ โดยเฉพาะชุมชนเก่าในเขต ป้อมปราบศัตรูพา่ ย ถือเป็นต้นก�ำเนิดของชุมชน ทีเ่ ติบโตมาพร้อมกับการสร้าง กรุงเทพฯ ดังนั้น เรื่องราวของชุมชน จึงกรุ่นกลิ่นวันวานที่หอมหวาน พาให้ คิดถึงอดีตอย่างสุขใจ ส่วนบ้านวัฒนธรรมเเต่ละหลัง ก็ยงั คงรักษาสิง่ ทีบ่ รรพบุรษุ สร้างมา ด้วยใจรัก โดยมีชาวชุมชนร่วมมือร่วมใจกันสืบทอด เเละเปิดโอกาสให้คน ต่างถิ่น เข้ามาเรียนรู้ภูมิปัญญาของพวกเขา ซึ่งไม่ว่าใครที่ได้เข้ามาสัมผัส ต่างก็หลงเสน่ห์ความงดงามของวัฒนธรรมจนยากที่จะถอนตัว อยากจะชวนให้ก้าวเท้าเข้าไปเยี่ยมชุมชนเก่าด้วยกัน เพราะ นอกจากจะได้ พู ด คุ ย กั บ อาก๋ ง ใจดี คุ ณ ป้ า คนสวย คนหนุ ่ ม รู ป หล่ อ เเละเด็กน้อยน่ารักเเล้ว ยังได้สมั ผัสความร่มเย็นจากรอยยิม้ หลากหลายใบหน้า ที่จะท�ำให้คุณยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว ชุมชนเก่าเหล่านี้เต็มเปี่ยมไปด้วยลมหายใจ กมลพร สุนทรสีมะ


สำรบัญ ชุมชนวัดสุนทรธรรมทำน

08

เดินถนนหลานหลวง ชมบานวัฒนธรรม

16

บานนราศิลป

บานชางฝมือ ปกชุดเครื่องเเตงกายโขน

ชุมชนสิตำรำม

56

เเชมชื่นบนความเชื่องชา หลากชีวิตในสิตาราม

64

ละครทองหลอ จูวงษ จากนางเอกลิเกสูหมอทําขวัญ

ชุมชนวัดสระเกศ

104

โลงเเฮนดเมด ที่ตรอกเซี่ยงไฮ

112

รานประธาน (เจี่ยลงเส็ง) บานหลังสุดทายของมนุษย


30

44

บานเรืองนนท

ชุมชนเกากับวันที่เปลี่ยนเเปลงไป

78

สิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญในสิตาราม

จากเงาที่หนึ่งทอดตัวสูเงาที่สาม

คายมวยเเสงมรกต

ชีวิตหลังสังเวียน...ของนักมวย

126

เมื่อตกอยูในหวงความรัก

92


ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน

เดินถนนหลานหลวง ชมบ้านวัฒนธรรม


แผนที่เส้นทางเดินเที่ยว ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 11 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน

เดินถนนหลานหลวง ชมบ้านวัฒนธรรม

นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นมักนิยมนั่งรถประจ�ำทาง หรือรถตุ๊กตุ๊ก หากมาเดินเที่ยวถนนหลานหลวง เนื่องด้วย หนึ่งที่จอดรถนั้นหายาก สองคือ การเดินสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนเก่านั้นงดงามกว่า ทุกย่างก้าวที่เดินลัดเลาะซอก ซอย ส่งสายตารอดรั้วบ้าน หรือแหงนหน้ามองบ้านเก่า ล้วนท�ำให้มองเห็น วัฒนธรรมของอดีตกาล ย้อนกลับไปในสมัยที่ถนนหลานหลวง ยังคงเป็นเพียงท้องทุ่ง เรียก กันว่าทุ่งส้มป่อย หรือ สนามกระบือ มีสภาพเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ ตั้งบ้านเรือนของกลุ่มไพร่พลที่อพยพมาจากการศึกสงคราม จนกระทั่งมี การขุดคลองผดุงกรุงเกษม พาชาวบ้านย้ายเข้ามาอยู่ในย่านนี้กันอย่างคึกคัก กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจท�ำมาค้าขายขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง กระทั่งกาลเวลาพาความคึกคักทยอยไปสู่ส่วนอื่น ความเงียบเหงา จึงย่างกรายเข้ามาอีกครั้ง หากใครจะรู้ว่า ท่ามกลางถนนที่มีรถยนต์วิ่งไม่เคยขาด กลับมี ชุมชนเล็กๆ อันเต็มเปีย่ มไปด้วยวิถชี วี ติ และวัฒนธรรม ทีย่ นื หยัดมานานเกือบ 200 ปี ชุมชมแห่งนี้ ชื่อว่า ‘ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน’ ก่อตั้งพร้อมกับ การก่อก�ำเนิดวัดสุนทรธรรมทาน หรือวัดแค วัดเก่าแก่ อันเป็นทีต่ งั้ ของไพร่พล ชาวปักษ์ใต้ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระราชทานพืน้ ทีบ่ ริเวณสนามกระบือให้เป็นทีอ่ ยูอ่ าศัยของชาวใต้จากจังหวัด ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 12


พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช ปัจจุบันอยู่ติดกับถนนหลานหลวงจนถึง ถนนพะเนียง มีลักษณะเป็นชุมชนแออัด บนเนื้อที่ 5 ไร่ 12 งาน ตั้งอยู่บน พื้นที่ส�ำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ชุมชนแออัดแห่งนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ ยิ่งเมื่อเดินเข้าไปใน ตรอกแคบๆ จมูกสูดกลิน่ อับ บางคนคงแทบอยากเดินหนี หากในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ กลับมีบ้านวัฒนธรรม ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางนาฏศิลป์ อันเป็น ศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของชาติ ซ่อนตัวอยู่ หนึ่งคือ ‘บ้านนราศิลป์’ หรือบ้านเครื่อง บ้านไม้หลังเล็ก ริมถนน หลานหลวง อันเต็มไปด้วยสีสันของการแสดงโขน ขนาดที่ช่วงงานเทศกาล หัวกระไดบ้านไม่เคยแห้ง แถมหญิงสาวในบ้านก็ขยันบรรจงปักชุดละคร ด้วยฝีมืออันประณีตงดงาม สอง คือ ‘บ้านเรืองนนท์’ บ้านของครูทองใบ เรืองนนท์ ศิลปิน แห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครชาตรี) พ.ศ.2540 ซึง่ สืบเชือ้ สายมาจาก คณะละครในราชส�ำนักนครศรีธรรมราช และยึดอาชีพการแสดงละครชาตรี 13 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


บ้านไม้เก่าในชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน

ดั่งดวงใจของชีวิต จนท�ำให้ถิ่นนี้ ขึ้นชื่อด้านละครชาตรี ไม่ว่าใครต่างเรียกหา ให้คณะละครของตระกูล เรืองนนท์ ไปเเสดง รวมถึง ‘บ้านสามัคคีลีลาศ’ บ้านไม้เก่าแก่ อายุกว่า 100 ปี อันถือ เป็นโรงเรียนสอนเต้นลีลาศแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ก็กำ� ลังได้รบั การฟืน้ ฟู กลับมาต้อนรับคนในชุมชนให้มาท�ำกิจกรรมร่วมกัน อีกทัง้ สถานทีท่ อ่ งเทีย่ วอันเก่าแก่ อย่างวัด ร้านค้า หรือการเดินชม ความเก่าของบ้านไม้ ก็ถือเป็นหัวจิตหัวใจของคนในชุมชน อันมีเรื่องเล่าเต็ม ทุกอณูไม่ต่างกัน แม้วนั นีค้ นเฒ่าคนแก่จะล้มหายตายจาก บ้างก็ยา้ ยทีอ่ ยูอ่ าศัย หรือ คนต่างถิ่นย้ายมาอยู่ก็ตามที หากวิถีชีวิตเรียบง่ายอันเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเช่นนี้เอง ท�ำให้ ชุมชนมีเสน่ห์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รอยยิ้ ม และเสี ย งหั ว เราะของคนในชุ ม ชุ น พร้ อ มต้ อ นรั บ นักท่องเที่ยวเสมอ ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 14


เด็กๆ ในชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน มารวมตัวท�ำกิจกรรมร่วมกัน 15 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ผู้คนในชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน มีทั้งผู้สูงอายุ เเละเด็กๆ รุ่นใหม่ ที่ยินดีถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ของชุมชนให้นักท่องเที่ยว ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 16


จากซ้าย หนุมาน อินทรชิต เเละพญายักษ์ ชื่อ เเสงอาทิตย์ ฝีมือครูชิต เเก้วดวงใหญ่ ปรมาจารย์ด้านหัวโขน อายุไม่ต�่ำกว่า 50 ปี 17 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


บ้านนราศิลป์

บ้านช่างฝีมือ ปักชุดเครื่องเเต่งกายโขน ทุกเช้าของทุกวัน ทายาทบ้านนราศิลป์ตื่นขึ้นมาเตรียมอาหารให้ ญาติผู้ใหญ่คนสุดท้ายของบ้านตั้งแต่เช้า ก่อนจะหยิบจับไม้กวาด ปัดกวาด เช็ดถูบ้านไม้ผสมปูน อายุกว่าร้อยปี ริมถนนหลานหลวง ที่ผ่านการซ่อมแซม ต่อเติมไม่นานหลังจากคุณแม่จินดา ปานสมุทร์ ผู้ให้ชีวิตของเธอ เสียชีวิตลง ช่วงสายของวัน เธอก้าวขึ้นบันได ห้องบนชั้น 2 ถูกดัดแปลงเป็น ห้องท�ำงาน สะดึงขนาดใหญ่วางเด่นหราอยู่กลางห้อง ผ้าต่วนสีเขียว ปรากฏ รอยปักทีเ่ ริม่ เป็นรูปเป็นร่าง ลายไทยอ่อนช้อยงดงาม ก�ำลังเริม่ ผลิบาน ดิน้ ข้อ เส้นสีเงิน และดิน้ สีเงินน�ำเข้าจากอินเดีย ถูกจัดเตรียมวางไว้เพือ่ รอเวลาทีเ่ ข็ม จะปักลงบนผ้า เชื่อมร้อยลายดอกไม้เข้ากับผืนผ้าต่วน เธอขยับตัวเปลีย่ นท่านัง่ อย่างเมือ่ ยขบ ขบคิดไปถึงช่วงหนึง่ ของชีวติ สมัยเธอยังเด็ก ผู้หญิงในบ้านล้วนอยู่แผนกปัก เครื่องแต่งกายโขนชุดหนึ่ง มี คนช่วยปักมากมาย ส่วนชายหนุ่มก�ำย�ำพากันไปอยู่แผนกจอ ดูแลเรื่องฉาก และอุปกรณ์ต่างๆ บ้านหลังนี้มีหลายสิบชีวิตอยู่รวมกันอย่างคึกคัก หากวันนี้เหลียวมองรอบตัวอีกครั้ง เธอนั่งอยู่เดียวดาย ในฐานะ...ทายาทปั ก ชุ ด เครื่ อ งแต่ ง กายโขนคนสุ ด ท้ า ยของ บ้านนราศิลป์

ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 18


โขน 100 ปี เเห่งบ้านนราศิลป์ ฉันและเพือ่ นช่างภาพมาถึงถนนหลานหลวงช่วงสาย บ้านหลังแรก

ที่พวกเราวางแผนมาเยือนเมื่อมาเที่ยวชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน คือบ้าน นราศิลป์ ได้ข่าวคราวว่าบ้านหลังนี้เก็บหัวโขนอายุ 100 กว่าปี เอาไว้ เดินหา ได้ไม่ยาก อยู่ระหว่างถนนหลานหลวงซอย 1 กับ ถนนหลานหลวงซอย 3 ติ ด กั บ ร้ า นกล้ ว ยทอดเอี๊ ย มม่ ว ง อี ก อย่ า งรั้ ว สี ส วย ที่ มี ต ้ น ไม้ เ ลื้ อ ยรอบ ก็โดดเด่นเตะตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมา พาให้แหงนหน้ามอง ทายาทบ้านนราศิลป์ผลักประตูออกมาต้อนรับ หลังเห็นพวกเรายืน จดๆ จ้องๆ อยู่ชั่วครู่ หน้าประตูไม้สีน�้ำตาล ที่มีป้ายสีเขียวเขียนไว้ว่า ‘NARASIN 173’ สวนทางกับสุนัขขนาดเล็กหลายตัว ที่ต่างกระโจนเข้าหา อย่างยินดีปรีดา สุนัขบางตัวเข้ามาดมกลิ่นกาย บางตัวนั่งกระดิกหาง และบางตัวก็ เอาแต่พันแข้งพันขา ฉันเอื้อมมือไปลูบหัวสุนัขสีด�ำตัวหนึ่ง มันยืนนิ่งปล่อย ให้ลูบอย่างชอบใจ ข้างในบ้านมีตู้ไม้เก่าแก่ที่บรรจุหัวโขนหลายสิบเศียร บางเศียรยัง คงมีสีสัน หากบางเศียรเก่าจนสีซีดจาง มือของเธอเอื้อมไปอุ้มเศียรอินทรชิต ออกมาให้ฉันชมใกล้ๆ ลายเส้นบนเศียรอินทรชิตสวยงามอย่าบอกใคร “ยังใช้แสดงอยู่ไหมคะ” “บางเศียรก็ยังใช้ได้อยู่ แต่บางเศียรก็ใช้ไม่ได้แล้ว” เธอบอกว่า เศียรเหล่านี้พอซ่อมได้นิดหน่อย หากตอนนี้ไม่มีช่างมี ฝีมือพอจะซ่อมเศียรโบราณเหล่านี้อีกแล้ว หลั ง จากชี้ ช วนให้ ฉั น ไหว้ ‘พ่ อ แก่ ’ ครุ เ ทวสถานประจ� ำ บ้ า น นราศิ ล ป์ ที่ ถื อ เป็ น สิ่ ง ศั ก ดิ์ิ สิ ท ธิ์่ คู ่ บ ้ า น หากออกไปแสดงโขนต่ า งถิ่ น คราใด ก็จะอัญเชิญพ่อเเก่ประทับไว้หน้ารถ เพื่อคุ้มครองคนในคณะให้เดิน ทางปลอดภัย ข้างๆ กันเป็นหัวโขนเก่าแก่สมัยต้นตระกูล สีคล�้ำ เนื่องจาก รมควันธูปเป็นประจ�ำ จึงท�ำให้ความน่าเกรงขามยิ่งเพิ่มพูน 19 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) ครุเทวสถานประจ�ำบ้านนราศิลป์ (ล่าง) หัวโขนอายุ 100 กว่าปี ประจ�ำบ้านนราศิลป์ ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 20


(ซ้าย) นางร�ำ (ขวา) การเเสดงโขนของบ้านนราศิลป์สมัยก่อน (ภาพ : บ้านนราศิลป์)

สมัยนัน้ หัวโขนท�ำขึน้ จากกระดาษสาด้วยฝีมอื ของช่างชัน้ ครู ครูชติ แก้วดวงใหญ่ ผูไ้ ด้รบั ฉายาว่าเป็นปรมาจารย์ดา้ นหัวโขนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ลายเส้นบนหัวโขนของครู มีความอ่อนช้อย งดงาม เปีย่ มไปด้วยความละเมียด ละไม ซึ่งนับวันยิ่งหาช่างฝีมือระดับนี้ยากเข้าไปทุกที “ลองดูลายเส้นของครูสมัยก่อนนะ ไม่เหมือนลายเส้นสมัยนี้ รุน่ ใหม่ ฝีมือไม่ประณีตเท่า ปัจจุบันที่เห็นวางขายตามพาหุรัด ล้วนก็เป็นเรซินหมด แล้ว” ลายเส้นคมกริบบ่งบอกความน่าเกรงขาม ท�ำให้คนมองอดประหวั่น พรั่นพรึงไม่ได้ “เมื่อก่อนคนเยอะ ตอนนี้ก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือ 3 คน ในบ้าน” เธอเอ่ยถึงความเงียบเหงา หนึ่งคือพี่ชาย ทายาทผู้จัดกิจกรรม สม�่ำเสมอ และอีกหนึ่งคือหญิงชราญาติผู้ใหญ่ของบ้าน ย้อนกลับไป ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ด้วยสองมือของคุณแม่ละม่อม สุสังกรกาญจน์ บ้านนราศิลป์จึง ถือก�ำเนิดขึ้น ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ คุณแม่จินดา ปานสมุทร์ รับงานแสดงโขน 21 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


นักศึกษาเเวะเวียนมาหาความรู้อยู่เสมอ

กลางแปลง โขนหน้าจอ ละครชาตรี และดนตรีไทย แถมเปิดบริษทั ภาพยนตร์ ชือ่ นราศิลป์ภาพยนตร์ ผลิตรายการวิทยุ ผลิตละครร้อง และละครเวที ควบคู่ ไปกับการเป็น ‘บ้านเครื่อง’ ท�ำงานเบื้องหลังในการผลิตชุดเครื่องแต่งกาย โขนละคร ให้แก่คณะการแสดงต่างๆ เรียกว่าช่วงจังหวะนั้น บ้านนราศิลป์ ท�ำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการแสดง ก่อนที่ บุษบา ทับผล หรือ พี่จุ๊บ ทายาทรุ่นที่ 3 ของบ้านจะรับ ช่วงต่อ เธอเคยเป็นเด็กหญิงมาดห้าว ที่ไม่ประสบความส�ำเร็จในการเรียน นาฏศิลป์มาก่อน หากหัวศิลปะทีค่ ลุกคลีกบั ผ้าปักมาตัง้ แต่เกิด ก็ทำ� ให้เธอหัน ไปท�ำงานหัตถศิลป์ ปักชุดเครื่องเเต่งกายโขน จวบจนทุกวันนี้

หวนถึงอดีต

“สมั ย ก่ อ นคุ ณ แม่ จั บ เด็ ก ผู ้ ห ญิ ง ทุ ก คนมาหั ด ร� ำ แต่ พี่ ไ ม่ ถ นั ด ถนัดฟันดาบเสียมากกว่า เวลาฝึกเขาฝึกกันเป็นหมู่ เขายกซ้าย พี่ยกขวา โด่อยู่คนเดียว มันไม่ชอบเลย” เธอส่ายหน้า มือหยิบผ้าห่มนางของนางสีดา ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 22


ชุดเครื่องเเต่งกายโขนลายไทยของนางสีดา 23 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ตัวละครเอกในวรรณคดีเรือ่ งทศกัณฐ์มาคลีโ่ ชว์ลวดลาย เธอบรรจงถักร้อยจน นางสีดา มีชุดงดงามเอาไว้ใส่ส�ำหรับงานแสดง ฉันลองยกขึ้นมาดูหนักเอาเรื่องเลยทีเดียว “ลายไทย มักจะหนักมาก เหมาะกับพวกมืออาชีพ อย่างน้อง ถ้าลองใส่นะ หงายหลังล้มตึงเลย เพราะทรงตัวไม่อยู่” ยิ่งบวกกับชฎาและเครื่องประดับต่างๆ แล้ว เท่ากับต้องแบก น�้ำหนักระหว่างการแสดงถึง 20 กิโลกรัม เลยทีเดียว “ลองยกผืนนีเ้ บากว่า เขาเรียกว่าลายสีก่ า้ นสีด่ อก เหมาะกับนักเรียน หัดเรียนโขน” เธอเล่าให้ฟังว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของบ้าน นราศิลป์ ก็คือลวดลาย บนชุดเครื่องแต่งกายโขน ที่มีชื่อเรียกว่า ลายป่า ลาย ดอกร่วง ลายไม้ร่วง และลายสี่ก้านสี่ดอก อันเป็นลายโบราณ ที่ได้รับ การสื บ ทอดกั น มาตั้ ง แต่ ส มั ย พระบาทสมเด็ จ พระพุ ท ธเลิ ศ หล้ า นภาลั ย (รัชกาลที่ 2) ลวดลายเหล่านี้มีคุณลักษณะพิเศษคือ เมื่อปักเสร็จเป็นชุดแล้ว จะมีน�้ำหนักเบาเหมาะกับเด็กที่เพิ่งฝึกหัดโขน ส่วนลายไทยซึ่งก�ำลังได้รับ ความนิยมอยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นลายที่มีน�้ำหนักมาก เหมาะกับนักแสดงโขน มืออาชีพ “เดี๋ยวนี้ยังปักชุดละครอยู่ไหมคะ” “ก็มีมาปักเรื่อยๆ นะ แต่พี่ปักอยู่คนเดียว รับไม่ค่อยไหวแล้ว” เธอปักชุดละครครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ โดยมีคุณแม่จินดาเป็น คนสอน แม้เธอจะไม่ใช่ลกู แท้ๆ ของคุณแม่ หากความเคารพนับถือ ท�ำให้เธอ เคารพครูผู้นี้ดุจคุณแม่ผู้ให้ชีวิต จ�ำได้ว่าตอนเริ่มเรียนคุณแม่ให้ฝึกปักข้อมือ ข้อเท้า ให้เป็นเส้นตรงเสียก่อน โดยใช้เลือ่ มร้อยกันเสียของ เมือ่ ปักเส้นได้ตรง แล้ว ก็เปลี่ยนมาหัดปักเป็นวงรี แบบลวดลายของชุดหนุมาน เมื่อสวยได้ที่ ก็พัฒนามาท�ำเสื้อตัวนาง ตัวพระ และตัวยักษ์ ที่มีลวดลายยากขึ้น ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 24


‘พี่จุ๊บ’ บุษบา ทับผล อาศัยความช�ำนาญกว่า 30 ปี ปักชุดเครื่องเเต่งกายโขน

เรียกว่ากว่าจะพัฒนามาปักชุดละครตัวพระ ตัวนาง และตัวยักษ์ เธอผ่านการฝึกฝนมานานหลายปี “ถ้าถามใจพี่จริงๆ พี่ไม่ชอบหรอก ดูจากบุคลิกพี่ ก็พอรู้ว่าไม่ ค่อยชอบ แต่ไม่มีใครท�ำแล้ว ที่ท�ำก็เพราะช่วยน้องชาย” เธอบ่นออกมา เล็กน้อย หากไม่มีน้องชายที่ยังคงคลุกคลีกับศิลปะการแสดงโขน และหมั่น รับงานปักชุดเครื่องแต่งกายโขนมาให้เธอท�ำอย่างต่อเนื่อง ไม่แน่ว่าเธออาจ เลิกท�ำไปนานแล้ว เมื่อเธอหวนคิดถึงอดีตคราใด ก็มักนึกถึงบรรยากาศอันครึกครื้น การท�ำงานแบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มนี้ปักสนับเพลา กลุ่มนั้นปักเสื้อ บางกลุ่ม ปักห้อยนาค แบ่งงานกันไป จนงานเสร็จรวดเร็ว หากวันนีพ้ อเหลือตัวคนเดียวในบ้าน ชุดละครทีใ่ ช้เวลาปักร่วมเดือน ท�ำให้เธอเหนื่อยล้ามิใช่น้อย หลังต้องนั่งปักหลังขดหลังแข็งอยู่เพียงล�ำพัง นอกจากความเหงาใจ อาจเป็นความคิดถึงคนที่รักที่จากไกล ความจ�ำเป็น และทิ้งไม่ได้ ท�ำให้เธอยังคงนั่งปักผ้า

25 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ร้อยเข็มบรรจง ปักชุดละคร

นักศึกษาสาวจากสถาบันหนึ่ง เดินเข้ามาขอความรู้เรื่องการแสดง โขน ได้ความว่าพวกเธอก�ำลังท�ำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย ที่แห่งนี้ มักจะมีนักศึกษาหรือผู้สนใจแวะเวียนเข้ามาหาความรู้อยู่สม�่ำเสมอ หลังนักศึกษาสาวลากลับ เธอเอ่ยชวนพวกเราให้ขึ้นไปบนชั้น 2 สะดึงขนาดใหญ่วางเด่นหราอยู่กลางห้อง ฉันจับจ้องมองเธอร้อยเข็มด้วย ความสนใจ ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มกดชัตเตอร์ กล้องถ่ายรูปรัวเร็ว เธอพึง่ เริม่ ต้นปักชุดใหม่ งานชิน้ นีอ้ าจมีความถนัดไม่มากนัก เพราะ ลายที่ใช้ปักเป็นลายไทย ซึ่งต้องอาศัยความประณีต ละเมียดละไมในการปัก ลายไทยมีความยุง่ ยากมากกว่าลายโบราณ เพราะต้องหนุนเชือก ทีม่ ลี กั ษณะ คล้ายเชือกผูกกล่องไปรษณีย์จับร้อยเข้ากับผ้าต่วน เพื่อให้ลายมีลักษณะนูน เด่นออกมา ก่อนค่อยๆ ใช้เข็มเชื่อมดิ้นข้อล้อมลวดลายที่บรรจงใช้ดินสอ วาดไว้ จากนั้นลงดิ้นสีเงินเติมแต่งลวดลายให้เต็มอีกครั้ง ช่วงจังหวะของการล้อมดิน้ ข้อนีล่ ะ่ ทีย่ ากทีส่ ดุ ไม่เหมือนลายโบราณ ที่เธอลงเข็มเลื้อยลวดลายอย่างรวดเร็ว ตามความช�ำนาญที่สะสมมานาน นับ 30 ปี เธอบอกฉันว่า ลายไทยก�ำลังเป็นที่นิยม หากเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง คนจะหั น กลั บ ไปนิ ย มลายแบบอดี ต เนื่ อ งด้ ว ยคนเมื อ งโหยหาภาพ ความทรงจ�ำในอดีตมากขึ้นทุกวัน แม้เธอจะไม่ถนัดในการปักลายไทยมากนัก หากความตั้งอกตั้งใจ ก็ท�ำให้ชุดเครื่องแต่งกายโขนของเธอ มีความงดงามไม่เป็นรองใคร งานฝีมือ วัดกันที่ฝีมือ บ้านนราศิลป์จึงเป็นบ้านเครื่องที่มีคนเรียก ใช้มานานนับ 100 ปี ครั้ ง หนึ่ ง พี่ ช ายของเธอลองประยุ ก ต์ ป รั บ เปลี่ ย นวิ ธี ก ารปั ก ผ้ า จากนั่งพื้น โดยยกสะดึงเหนือพื้นเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นนั่งปักบนเก้าอี้ แต่เมื่อ เธอลองใช้ไปสักระยะ ก็พบว่าการนั่งบนเก้าอี้นานๆ มันปวดเมื่อยมาก ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 26


“อยูบ่ นเก้าอี้ พีเ่ ปลีย่ นท่านัง่ ไม่ได้ พอนัง่ ท่าเดียว ขาก็บวมเลย” เธอ นึกถึงความทรมานในการนั่งเก้าอี้ปักผ้า เลยขอกลับมานั่งพื้นเเบบเดิมดีกว่า “พอนั่ ง พื้ น ถ้ า พี่ เ มื่ อ ยก็ เ ปลี่ ย นท่ า นั่ ง ได้ เรื่ อ ยๆ ขั ด สมาดบ้ า ง พั บ เพี ย บบ้ า ง แต่ ถ ้ า นั่ ง นานๆ หลั ง เสี ย เลย พี่ เ คยเดิ น เป็ น กุ ้ ง เลยนะ” เธอหัวเราะ ยิ่งนึกถึงยามงานเร่ง กระเพาะส่งเสียงร้องประท้วง เเต่ไม่อาจเสีย เวลาไปหุงหาอะไรมากินได้ กล้ามเนื้อบนตัวเริ่มปวดเมื่อย หนังตาจวนเจียด จะปิด ร่างกายของหญิงวัย 40 ปี โอดครวญต้องการเวลาพักผ่อน หากงานยัง ไม่เสร็จก็พักไม่ได้ “งานของพี่จะไปก�ำหนดเวลาให้ตายตัวไม่ได้หรอก ต้องเผื่อให้เรา บ้าง ยิ่งลายไทยนะ ต้องเผื่อเยอะๆ กว่าเราจะล้อมดิ้นข้อเสร็จ นี่ยาก” เธอเปรยออกมา ราวกับสะท้อนปัญหาให้ฟังว่า งานฝีมือล้วนมาจากแรงกาย มนุษย์ จะไปก�ำหนดเวลาตายตัวเหมือนเครื่องจักรกลยังไงไหว อาจเป็นเพราะความทรมานในการนั่งปักผ้าระยะเวลานานๆ แบบ นี้ก็ได้ ที่ท�ำให้ไม่มีใครอยากมาสืบทอดการปักชุดเครื่องแต่งกายโขนมากนัก เเล้วท�ำไมเธอถึงยังทนนั่งปักผ้าเป็นเวลานานๆ “ท�ำมาแต่เด็กจนชินเสียแล้วมากกว่า อย่างที่บอกถ้าไม่รักคงท�ำ ไม่ได้” มือเธอจับเข็ม แทงทะลุผ้าต่วนอีกครั้ง หวนนึกถึงท่วงท�ำนองการร่ายร�ำโขน หลังม่านการแสดงปิดฉากลง เสียงตบมือของผู้ชมกึกก้อง หากผู้อยู่เบื้องหลังวุ่นวายน่าดู “พอแสดงเสร็จ หน้าที่พี่นี่แหละที่ต้องยกชุดไปตากแดด ถ้าใส่ชุด ตอนหน้าร้อน อย่างเดือนเมษายนนะ ชุดชุ่มไปด้วยเหงื่อเลย แต่ถ้าใส่ตอน หน้าฝน แม้อากาศจะไม่ค่อยร้อน คนใส่เหงื่อไม่ค่อยออก แต่มันไม่มีแดดให้ ตากไง มันต้องแลกกัน” แน่นอนว่าช่วงเวลาไหนที่แดดจ้า ย่อมท�ำให้ชุดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ กลับมาแห้งและสะอาดอีกครั้ง หากวันไหนที่ฝนตกหนัก ไม่มีแดดแล้วล่ะก็ 27 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(ซ้าย) ดิ้นสีเงินจากอินเดีย (ขวา) ดิ้นข้อ วัสดุหลักที่ใช้การปักชุดเครื่องเเต่งกายโขน

เหงื่อที่ชุ่มชุดก็ท�ำให้ล�ำบากในการดูแลรักษาไม่น้อย เพราะศัตรูอับดับหนึ่ง ทีท่ ำ� ให้ชดุ ละครมัวหมองอย่างรวดเร็วก็คอื เหงือ่ เมือ่ เหงือ่ ถูกเข้ากับดิน้ หุม้ ข้อ มันก็กลายเป็นสีเหลืองอย่างรวดเร็ว แม้จะแก้ปัญหานี้ด้วยการเอาไปซัก หากนานวัน มันก็หมดอายุการใช้งาน ต้องปักชุดใหม่อยู่ดี ฉันแสดงความแปลกใจ เมือ่ เธอบอกว่า ชุดเก่าๆ ทีส่ ดี นิ้ ข้อเริม่ เหลือง จะถูกโละไปให้ตวั ละครปลายแถว อย่างชนชัน้ เสนา ส่วนตัวพระ เช่นพระราม พระลักษณ์ ไม่เคยหรอกที่จะได้ใส่ของเก่า ใส่ของใหม่ทุกคราไป “ถ้าชุดมันใช้ไม่ได้แล้วท�ำอย่างไรคะ” “เขาห้ามทิง้ เป็นขยะ เมือ่ ก่อนก็น�ำชุดใส่เข่งแล้วพายเรือเอาไปลอย ตรงปากแม่น�้ำ ปล่อยให้ลอยไปไหนต่อไหน หากเดี๋ยวนี้เขาไม่ให้ลอยแล้ว จึงจ�ำเป็นต้องทิ้ง แต่จะไม่ทิ้งเป็นตัว เราจะกรีดแขน กรีดตัว ต้องจ�ำเริญ (ตัด) ด้วยวิธีการแบบนี้ เพราะถือว่ามีครูบาอาจารย์ไง พูดง่ายๆ ว่า ก็เป็นขยะนั่น แหละ เพียงอย่าทิ้งเป็นตัว” เธอหยิบสนับเพลา (กางเกงเรียวยาวถึงกลางเเข้ง เครื่องเเต่งกาย ของตัวพระ) ตัวหนึ่ง ท�ำไม้ท�ำมือกรีดตรงส่วนนั้นส่วนนี้ให้ดู ฉันนิ่งไปชั่วครู่ “แล้วหัวโขนข้างล่างล่ะคะ” ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 28


“ห้ามทิ้งเหมือนกัน” “ตอนยังมีหอ้ งใต้หลังคา เขาก็นา� เศียรไปวางตรงนัน้ หลายสิบเศียร เลย ปล่อยให้กาลเวลา ช่วยพัดพาให้ปลิวไปตามลม แต่พอเราปรับปรุงบ้านก็ ไม่มีห้องใต้หลังคาแล้ว ต้องเก็บไว้ในตู้ รอจนกว่ามอดจะกินหมด เพราะไม่มี สถานที่ให้เราท�าตามวิธีดั้งเดิม” หัวโขนหลายสิบเศียรก็ก�าลังรอเวลากลับคืน สู่ธรร���ชาติด้วยวิธีการเช่นนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่ายังมีใครสืบทอดอยู่หรือเปล่า “ไม่มี หมดพีค่ อื ไม่มแี น่นอน พีก่ ไ็ ม่มคี รอบครัว น้องสาวเขาก็ไม่เอา ตอนจัดงานเที่ยวชุมชนก็มีเด็กๆ จากชุมชนวัดสุนทรธรรมทานมาเรียนบ้าง แต่อย่างที่บอกต้องใช้ใจรัก ถ้าไม่รักก็ท�าไม่ได้”

ความหวังบ้านนราศิลป์

ทุกวันนีเ้ พียงแค่โทรศัพท์มานัดหมายล่วงหน้า บ้านนราศิลป์พร้อม เปิดบ้านต้อนรับผูม้ าเยือน กระตือรือร้นกับการเล่าเรือ่ งราวเก่าๆ ทีพ่ อจะเป็น ความรู้กับนักศึกษาหรือผู้ที่สนใจเรียนรู้วัฒนธรรม บางเวลามีเด็กนักเรียนใน ชุ ม ชนวั ด สุ น ทรธรรมทานมาเรี ย นปั ก ชุ ด เครื่ อ งแต่ ง กายโขน แม้ จ ะชั่ ว ประเดีย๋ วประด๋าว เพราะถ้าใจไม่รกั จริง ย่อมไม่อาจนัง่ ปักผ้าได้เป็นระยะเวลา นานๆ ก็ตามที เธอหวังว่า บ้านนราศิลป์จะยังมีคนสืบทอด ด้วยความกลัวว่า วันข้างหน้าบ้านวัฒนธรรมในประเทศไทยจะสูญหายไป ในขณะทีเ่ รีย่ วแรงยัง พอไหว เธออยากถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์สักคน รับวิชาการปักชุดเครื่อง แต่งกายโขนไปจากเธอ ฉันยืนมองตัวบ้านนราศิลป์อยู่เนิ่นนาน อดปลาบปลื้มแทนเจ้าของ บ้านไม่ได้ ที่รักษาสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้อย่างสุดฝีมือ เงยหน้ามองชั้น 2 ของตัวบ้าน เดาได้ไม่อยาก เธอคงก�าลังจับเข็ม แทงทะลุผ้าต่วนอีกครั้ง 29 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


บ้านนราศิลป์ ที่อยู่ : 173 ถนนหลานหลวง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 02-281-4838 / 08-652-87070 เปิด-ปิด : 11.00 – 16.00 น. การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย 2, 8, 44, 59, 60, ปอ.8, ปอ.37, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.79, ปอ.511 กรุณาติดต่อล่วงหน้า เนื่องจากเป็นบ้านอยู่อาศัย

ชุมชนวัดสุนทรธรรมทำน 30


‘ตัวตลก’ นิยมให้ผู้ชายเป็นผู้เเสดง มักถูกเเต่งหน้าให้ดูขบขัน 31 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


บ้านเรืองนนท์

จากเงาที่หนึ่งทอดตัวสู่เงาที่สาม เมือ่ เธอ บัวสาย เรืองนนท์ เริม่ รูป้ ระสาสิง่ ทีเ่ ห็นจนเจนตาทุกวันคือ ภาพของ พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา พากันร่ายร�ำท่วงท�ำนองละครชาตรี และ บรรเลงเครื่องดนตรีไทย อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ชักพาบรรยากาศคึกคักมาสู่บ้าน เสมอ วันวานของครอบครัว ‘เรืองนนท์’ อาศัยกันอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้น หลังใหญ่ ริมถนนหลานหลวง สมัยนั้นเรียกตรอกแคบๆ ที่ตระกูลเรืองนนท์ อาศัยว่า ตรอกละคอน ว่ากันว่า ไม่มีเด็กเรืองนนท์คนไหน ร้องเพลงผิดเพี้ยน เธอเช่นกัน นัน่ อาจเพราะตัง้ แต่ยงั อาศัยท้องแม่เป็นเรือนนอน เธอก็ฟงั เสียงร้อง เสียงร่าย บทละครของแม่ตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา บางวันพ่อของเธอ ทองใบ เรืองนนท์ จะชวนเธอไปโรงละคร นั่งดู ผู้ใหญ่เล่นละคร เธอคว้าฉิ่ง ฉาบ มาตีประกอบจังหวะอยู่บ้าง ส่วนท่าร�ำ และ วิธีการขับร้อง ถูกบันทึกลงสมอง ไม่จ�ำเป็นต้องมีใครสอน เธอเป็นละครโดย สายเลือด ทุกท่วงท่าร่ายร�ำ และการร้อง ถูกถ่ายทอดออกมาไม่ผิดเพี้ยน วันนีเ้ ติบใหญ่เป็นครูบาอาจารย์ สอนลูกศิษย์เล่นละครชาตรี เหมือน ดั่งที่ต้นตระกูลสืบทอดมานานนับ 100 ปี

ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 32


จากละครเรือเร่ สู่ละครชาตรี สนามควาย หลั งออกจากบ้านนราศิลป์ เดิน ต่อไปอีกนิด ก็ถึง ตรอกเล็กๆ

อันมีชื่อเดิมว่า ตรอกละคอน พวกเรามีนัดกับ ครูบัวสาย เรืองนนท์ หรือ ครูปลา ทายาทรุน่ ที่ 3 ของคณะครูพูน เรืองนนท์ คณะที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้าน การแสดงละครชาตรีมานานกว่า 100 ปี ครูนั่งรออยู่ก่อนแล้วตรงร้านอาหาร ตามสั่งเล็กๆ ภายในตรอก ครูไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ ในหนึ่งอาทิตย์จะมี 2-3 วัน เท่านั้น ที่ครูแวะมาดูความเรียบร้อยของบ้าน โชคดีของฉันที่โทรศัพท์มาใน วันที่ครูว่างพอดี การมาเยื อ นตรอกละคอนนั้ น สั ง เกตง่ า ยๆ ว่ า อยู ่ ถั ด จากบ้ า น นราศิลป์ หน้าตรอกจะมีป้ายขนาดใหญ่สีแดงสด เขียนชัดเจนว่า ‘คณะ ครูพูน เรืองนนท์ มีลคร หนังตลุง ลิเก พิณพาทย์ไทยมอญ’ เพียงแค่เดินเข้า มาในตรอก ก็จะเห็นบ้านเรืองนนท์ เป็นหลังแรก บ้านเรืองนนท์วันนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่แล้ว สิ่งที่หลงเหลือมีเพียง ความทรงจ�ำ ที่ยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจของลูกหลานเรืองนนท์ ส่วนคนต่างถิ่น อย่างฉัน อดเงียบเหงาในใจไม่ได้ หากเป็นเมื่อก่อน เสียงดนตรีไทยและเสียง ละคร คงก้องกังวานไปทั่วทั้งตรอก หากนั่ ง เครื่ อ งย้ อ นเวลากลั บ ไปตั้ ง แต่ ต ้ น ตระกู ล เรื อ งนนท์ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) นายเรือง ทายาท พระศรีชุมพล (ฉิม) ครูละครเร่ เรือลอย แห่งราชส�ำนักเมืองนครศรีธรรมราช ได้ตัดสินใจอพยพหนีภัยแล้งติดตามกองทัพพระยาคลัง (ดิศ บุญนาค) คราว ลงไประงับความวุ่นวายที่หัวเมืองปักษ์ใต้ กลับมาพระนคร แล้วเข้ามาตั้ง รกรากทีย่ า่ นสนามกระบือ หรือถนนหลานหลวงในปัจจุบนั รับเล่นละครชาตรี เรื่อยมา จนถึงยุคครูพูน เรืองนนท์ ได้ก่อตั้ง ‘คณะครูพูน เรืองนนท์’ ได้ ปรับทางเล่นละครชาตรี เกิดธรรมเนียมการโหมโรง ประกาศหน้าบท การเชิญ ครู การร�ำซัด การบอกบท และการตีกรับรับบท จนกลายมาเป็นแม่แบบของ 33 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


รูปวาดครูพูน เรืองนนท์ อายุกว่า 100 ปี ศีรษะสวมพ่อเเก่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 34


เศียรครูเก่าเเก่สมัยต้นตระกูลเรืองนนท์

ละครชาตรีภาคกลาง ยุคนัน้ ถิน่ สนามควายมีละครชาตรีอยูด่ ว้ ยกัน 2- 3 คณะ รับงานแสดงแข่งกันเรื่อยมา หากคณะครูพูน เรืองนนท์ มีชื่อเสียงโด่งดังกว่า มาก แถมผูกขาดกิจการแก้บนที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ จนขึ้นชื่อลือชาว่า ‘ละครชาตรีสนามควาย’ ต่อมาวิชาความรู้ก็ถูกถ่ายทอดแก่ลูกชาย คือ ครูทองใบ เรืองนนท์ ครูทองใบเติบโตในโรงละครแต่เล็ก จึงมีความสามารถในด้านละครชาตรีตงั้ แต่ อายุ 4 ขวบ เเถมยังเชี่ยวชาญการตีระนาดเอก ครูพูนจึงให้น�ำระนาดเอกเข้า มาเสริมในการแสดง นับแต่นั้นการแสดงละครชาตรีก็มีความสนุกมากขึ้น ด้วยความที่ครูทองใบอุทิศชีวิตให้กับละครชาตรี จึงถูกยกย่องให้ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครชาตรี) เมื่อ พ.ศ. 2540 และ ใช้ชีวิตบั้นปลายสุดท้ายอยู่กับละครชาตรี ปัจจุบันทายาทรุ่นที่ 3 คือ ครูบุญสร้าง เรืองนนท์ ผู้เป็นพี่ชายของ ครูบัวสาย เรืองนนท์ รับหน้าที่สืบทอดเป็นหัวหน้าคณะ จากเงาทีห่ นึง่ ทอดตัวสูเ่ งาทีส่ าม กว่า 100 ปี ทีล่ ะครชาตรีของบ้าน เรืองนนท์ มีทายาทสืบทอดไม่เคยขาด พวกเขาบอกว่า “ละครชาตรีอยู่ในสายเลือดเรืองนนท์” 35 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(ซ้าย) เศียรพ่อเเก่อายุกว่า 100 ปี (ขวา) ครูทองใบ เรืองนนท์ สมัยยังหนุ่ม

ความทรงจ�ำเมื่อยังเยาว์วัย

เมื่อฉันก้าวผ่านประตูบ้าน ตัวบ้านชั้นเดียว ก่อด้วยปูน ริมผนังมี รูปถ่ายครูพูน และรูปสมัยหล่อเฟี้ยวของครูทองใบ ให้หวนระลึกถึง บ้านหลัง นี้ สร้างก่อนครูทองใบเสียชีวิตราว 8 เดือน ห้องหนึ่งเป็นห้องเครื่อง ใช้เก็บ เศียรครูเก่าแก่ อายุ 100 กว่าปี ส่วนชุดเครื่องแต่งกายถูกแขวนบนราวและ วางกองไว้มมุ หนึง่ ทีน่ ไี่ ม่มเี ครือ่ งดนตรีไทยหลงเหลืออยูแ่ ล้ว เพราะถูกย้ายไป อยู่บ้านครูบุญสร้าง แถวตลิ่งชัน บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นรังนอนของใครนานแล้ว นับแต่ครูทองใบ เสียชีวิต เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 บ้านที่ไม่มีใครอยู่ ขาดชีวิตชีวา ในบัดดล สิ่งที่ยังคงหลงเหลือมีเพียงความทรงจ�ำ ว่า���ปเเล้วอาจเหลือดวงตาของคนไม่กคี่ ู่ ทีเ่ คยมองเห็นบ้านไม้ 2 ชัน้ หลังใหญ่ ยุคต้นก�ำเนิดตระกูลเรืองนนท์เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะหลังจาก เกิดไฟใหม่ครัง้ ใหญ่ เมือ่ 30 กว่าปีทแี่ ล้ว บ้านไม้หลังนัน้ ก็หายไปกับกองเพลิง โดยมีสายตาของตระกูลเรืองนนท์ เฝ้ามองด้วยน�้ำตานองหน้า หลังจากมอด ไหม้ บ้านไม้ 2 ชั้น กลายมาเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว แล้วกลายมาเป็นบ้านปูนชั้น เดียว เฉกเช่นปัจจุบนั สิง่ หนึง่ ทีส่ ญ ู เสียไปนอกจากข้าวของเก่าแก่อนั เป็นของ เก่ารุ่นบุกเบิก คือความสูญเสียบ้านที่อยู่กันมานาน และเสียสภาพความเป็น ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 36


บ้านเรืองนนท์ในปัจจุบัน เป็นบ้านปูน ชั้นเดียว ไม่มีใครอยู่อาศัย

ครอบครัวใหญ่ อันเนื่องจากลูก หลาน หลายคนจับจูงมือพาครอบครัวเล็กๆ ของตนเอง ไปหาถิ่นฐานใหม่ “ตอนนั้นยังไม่โตมาก น่าจะเรียนประมาณ ม.3 หรือ ม.4 เราก็ยืน มองบ้านไฟไหม้ บ้านเราเป็นหลังสุดท้าย ไม่ว่าใครก็ร้องไห้ไปหมด” เเววตา ของครูปลา พาฉันย้อนไปไกลถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น หยาดน�้ำตาหยดเล็กๆ ไหลซึมออกมาจากหางตา ชัว่ ขณะเธอย้อนกลับไปเป็นเด็กหญิงบัวสาย ผูก้ ำ� ลัง ยื น มองบ้ า น ถู ก เพลิ ง สี แ ดงโหมกระหน�่ ำ ความร้ อ นนอกกายคงไม่ เ ท่ า ความร้อนในใจ ไม่มีใครช่วยรักษาบ้านที่รักได้เลย หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ครูทองใบ ยืนยันจะอยู่อาศัยในบ้านที่ สร้างขึ้นมาทดแทนเพียงล�ำพัง แกเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และศึกษาละครชาตรี ทั้งหมดที่นี่ แกไม่อาจย้ายไปไหนได้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต หลังครูทองใบเสียชีวิตอย่างสงบในบ้าน ไม่มีลูกหลานคนใดเข้ามา อยู่อาศัยต่อ บ้านหลังนี้จึงเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงคนที่รัก ที่ต้องจากไกล หลัง เหตุการณ์ไฟไหม้ บ้านเรืองนนท์ก็แยกย้ายกันอยู่ บางส่วนปลูกบ้านอยู่ใน 37 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ตรอกละคอน หากแยกบ้านกันไปคนละหลัง บางส่วนก็ไปอยู่พื้นที่อื่น ถ้าจะ ให้นกึ ถึงบรรยากาศการได้ยนิ เสียงดนตรี เสียงร่ายละครแบบสมัยก่อน คงไม่มี อีกแล้ว เด็กเรืองนนท์ยุคใหม่ ไม่ได้เติบโตมาในโรงละคร แล้วเฝ้ามองพ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา เล่นละครชาตรีแบบวันวาน “ครูปลาคิดถึงบรรยากาศแบบสมัยก่อนไหมคะ” ฉันถามพลาง จินตนาการถึงบ้านไม้ใหญ่โตหลังนั้น “ความคิดถึงมันก็มีอยู่แล้ว แต่เราได้เจอกันบ้างตามงานแสดง โทรศัพท์คุยกันบ้าง ห่วงใยกัน หากตอนนั้นยังเด็ก ได้อยู่กับทุกคนก็มี ความสุขดี” ครูปลาหวนนึกถึงวันวานที่อยู่กันพร้อมหน้า การกลับบ้านแต่ละครั้ง ล้วนปลุกความทรงจ�ำของวันวาน ให้กลับ มาโลดแล่น

มาร้อง มาเล่น ละครชาตรี

ทุ ก วั น นี้ หากจะหาใครเล่น ละครชาตรี ก็ยากขึ้ น ทุ ก ที จากยุ ค เฟื่องฟูของละคร มาถึงยุคที่ใกล้เงียบเหงา ในสายตาคนรุ่นใหม่ แทบไม่มีใคร เคยดู และไม่รู้ด้วยซ�้ำว่าละครชาตรีคืออะไร ว่ากันว่าละครชาตรีรับมาจากละครเร่ของอินเดียที่เรียกว่า ละคร ยาตรี หรือ ยาตรา ซึ่งแปลว่าเดินทางท่องเที่ยว นิยมเล่นเรื่อง คีตโควินทร์ เป็นเรื่องอวตารของพระวิษณุ ส่วนละครร�ำของไทยเพิ่งจะเริ่มเล่นกันสมัย ต้นกรุงศรีอยุธยา อาจเป็นได้ที่ละครไทยได้แบบอย่างมาจากละครอินเดีย เกิดการผสมผสาน จนได้รบั ความนิยมเล่นกันทางภาคใต้ ช่วงนัน้ นิยมเล่นเรือ่ ง พระสุธนและนางมโนห์รา จึงเรียกการแสดงประเภทนี้ว่า โนห์ราชาตรี ก่อน จะเหลือเพียง ละครชาตรีเมื่อเข้ามาอยู่ในพระนคร สมัยก่อนจะใช้ผู้ชายเป็น ผูแ้ สดง มีตวั ละครเพียง 3 ตัว คือ ตัวนายโรง ตัวนาง และตัวตลก ส่วนปัจจุบนั นิยมใช้ผหู้ ญิงแสดง มีเพียงตัวตลกเท่านัน้ ทีใ่ ห้ผชู้ ายแสดง ส่วนบทละครทีน่ ยิ ม เล่น มักเป็นเรื่อง จักรๆ วงศ์ ๆ ได้แก่ แก้วหน้าม้า ตะเพียนทอง เเละสังข์ทอง ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 38


ละครชาตรีแบบดัง้ เดิมจะมีเครือ่ งดนตรีเพียง 5 ชนิด คือ โทนชาตรี กลองตุ๊ก หรือกลองชาตรี ฉิ่ง กรับไม้ไผ่ และปี่ใน หรือปี่นอก ส่วนคณะครูพูน มีการน�ำระนาดเอกเข้ามาใช้เพื่อให้การแสดงมีความสนุกสนานมากขึ้น “คนดูจะได้อรรถรสในการแสดงมากขึน้ ไม่นา่ เบือ่ ก็เลยเพิม่ เข้ามา ถือเป็นเอกลักษณ์ของคณะ ครูต้องบอกว่า เด็กสมัยนี้มันไม่ดูละครหรอก มันดูไม่รู้เรื่อง ครูจึงต้องสอดแทรกลงไปท�ำให้สนุกสนานยิ่งขึ้น” “แล้วถ้าอยากดูละครชาตรีแบบแท้ๆ ล่ะคะ” “ครูก็จะไม่ใส่ แต่ถ้าอยากได้ละครชาตรีแบบบ้านครู ที่มีความ สนุกสนาน ก็จะใส่ระนาดเอกเข้าไปค่ะ” การแสดงละครชาตรีทกุ ครัง้ ครูปลาจะรับหน้าทีแ่ สดงเป็นพระเอก บทละครที่นิยมเล่นอย่างแก้วหน้าม้า ก็มีเธอรับบทเป็นพระปิ่นทอง ตัวเอก ฝ่ายชายอยู่เรื่อยไป ด้วยบุคลิกความเป็นคนเข้มแข็งและหนักแน่น ท�ำให้เธอ เล่นบทเป็นผู้ชายได้ดี แบบแผนของละครชาตรีคณะพูน เรืองนนท์ มีอยู่ 3 อย่าง คือ ต้อง มีการโหมโรงชาตรี จะประกอบด้วยเพลงรัว เพลงเดิน เข้าเชิด แล้วลงด้วย เพลงซัด ต่อจากนัน้ ตัวนายโรงหรือโต้โผ อันเป็นหัวหน้าคณะ จะท�ำหน้าทีร่ อ้ ง ประกาศหน้าบท จากนั้นผู้แสดงที่เป็นตัวซัด ต้องออกมาร�ำซัดหน้าบท ซึ่งหน้าที่ร�ำซัดก็เป็นของครูปลานี่เอง ก่อนจะขึ้นนั่งเตียงเริ่มแสดงต่อไป ภาษาทีใ่ ช้ในละครชาตรีเป็นภาษาพืน้ บ้าน มีคำ� ทีฟ่ งั แล้วใกล้ชดิ กับ คนดู เช่น ค�ำว่า มึง กู ซึ่งท�ำให้ชาวบ้านฟังง่ายและมีความสนุก ที่ส�ำคัญการ เล่ น ละครชาตรี จ ะมี ค นบอกบท จากนั้ น ผู ้ แ สดงต้ อ งร้ อ งเอง เล่ น เอง ตามเนื้อเรื่องที่ด�ำเนิน ดังนัน้ เอกลักษณ์ของละครชาตรีจงึ ออกมาจากการร้องการพูดของ ตัวผู้แสดง “เราร้องเราพูดทีอ่ อกมาจากตัวเราเอง ไม่มใี ครเหมือนอีกแล้ว และ เราคงความเป็นตัวเราไว้ จากการมีปู่ ย่า พ่อ แม่ ป้า น้า อา เป็นต้นแบบ” 39 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) ‘ครูปู’ บุญสร้าง เรืองนนท์ จุดธูปบูชาพ่อเเก่ก่อนท�ำการเเสดง (ล่างซ้าย) ‘ครูปลา’ บัวสาย เรืองนนท์ ขณะท�ำการร�ำซัดหน้าบท (ล่างขวา) ผีโหมด ตัวละครในเรื่องเเก้วหน้าม้า ตอนผีโหมด-พรายกระสินธุ์ ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 40


‘ครูปู’ บุญสร้าง เรืองนนท์ บรรเลงระนาดเอก เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้ละครชาตรี

ฉันสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องมีคนบอกบท เพื่อบอกว่าขณะนี้ตัวแสดง ก�ำลังท�ำอะไร “คนบอกบทในที่นี้ ไม่ใช่ว่าเล่นกันมาจนแก่ขนาดนี้ ยังต้องมีคน บอกบทอีกเหรอ หากละครชาตรีตอ้ งมีคนบอกบท ต้องมีลกู คู”่ ครูปลาเน้นย�ำ้ หลังจากนั้นเมื่อผู้แสดงออกไปแสดง ก็ต้องเล่าเรื่องตามเนื้อเรื่อง ของตัวเอง “อย่างครูก็บอกว่าตัวเองชื่อพระปิ่นทอง มีพระบิดาชื่อท้าวภูวดล มารดาชื่อพระนางนันทา ครองเมืองมิถิลา ก�ำลังเดินทางไปไหน ก�ำลังเจอ คนนี้ เราก็เล่า ต้องคิดเองทั้งหมด ร้องเองทั้งหมด แต่ไม่ได้พูดเรื่อยเปื่อยนะ เราต้องพูดตามเนื้อเรื่อง ซึ่งต้องอาศัยความช�ำนาญมาก” มนต์เสน่ห์ของละครชาตรี จึงอยู่ที่การแสดงอันเป็นตัวของตัวเอง ของผู้แสดง ที่ร้อยเข้ากับบุคลิกของตัวละครตามเนื้อเรื่องวรรณคดีไทย ดังนั้นผู้แสดงละครชาตรีจึงมีคุณสมบัติเพียงอย่างเดียวที่ส�ำคัญ คือ ใจรัก เพราะทักษะนอกจากนั้นล้วนเรียนรู้กันได้ 41 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ละครชาตรีในโมงยามปัจจุบัน ก่อนจะลาจากบ้านเรืองนนท์ ฉันนึกย้อนไปเมื่อคราวตอบรับ

ค�ำชักชวนของครูปลาไปดูงานสังคีตวาทิต ครั้งที่ 24 ที่เชิญคณะครูพูน เรืองนนท์ ไปแสดงละครชาตรีเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนผีโหมด-พรายกระสินธุ์ ผู้ชมส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงอายุ มีเพียงรุ่นหลานเรืองนนท์ นักดนตรีไทย และ ฉันเท่านั้น ที่จะพอถูกเรียกได้ว่า วัยรุ่น งานวันนี้นอกจากจะได้เจอทายาทเรืองนนท์เกือบทุกคนแล้ว ยังได้ เจอ ครูบญ ุ สร้าง เรืองนนท์ หรือ ครูปู หัวหน้าคณะ ซึง่ เป็นครูผสู้ อนดนตรีไทย ให้ลูกศิษย์มากมาย “ครูถามนะ ถ้าถึงวันเกิดหนู อยากให้พิณพาทย์ ละครชาตรีไปเล่น หรือจะให้มีการแสดงเดี่ยวกีต้าร์แทน” ครูปู ถามขึ้นอย่างไม่ต้องการค�ำตอบ หลังฉันถามถึงความนิยมอันลดลง จากการที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจละคร “แม้แต่งานแต่งงานก็ใช้เปียโน ไวโอลิน ไปหมดแล้ว ไม่มีหรอก ดนตรีไทย” แม้ค�ำพูดจะเอ่ยถึงการหมดค่านิยมในวัฒนธรรมไทย หากแววตา อันมุ่งมั่นของครู ก็บอกถึงความพยายาม และแรงใจที่จะสู้ ให้คนรุ่นใหม่หัน มาสนใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น ละครชาตรีรุ่นใหม่ มีความสนุกสนานและตลก มากทีเดียว เช่นว่า มีการสอดแทรกค�ำพูดเด็ดของบทละครโทรทัศน์ทกี่ ำ� ลังได้รบั ความนิยม หรือ การเล่นกับคนดู ซึ่งมีผู้ชมคนหนึ่งใส่ที่คาดผม เป็นรูปผัก ผลไม้ ท�ำให้ผู้แสดง เป็นผีโขมด หยอกล้อว่าจะลงไปเด็ดผลไม้มากินไปเสียเลย สร้างรอยยิ้มและ เสียงหัวเราะข�ำขันให้กบั ผูช้ ม ซึง่ ล้วนเป็นคุณตาคุณยาย ยิง่ ถ้าลองนัง่ บวกอายุ กันคงมากมายหลายร้อยปี อาจจะเเก่กว่าอายุของคณะละครหลายเท่านัก แน่นอนว่า รอยยิ้มของคุณตา และคุณยาย ท�ำให้คณะละครครูพูน เรืองนนท์ เต็มไปด้วยความสุข ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 42


เเม้วันนี้ทายาทวัยหนุ่ม - สาว เมื่อ 30 - 40 ปีที่เเล้ว จะเข้าสู่วัย ร่วงโรย ผู้แสดงทุกคนล้วนมีริ้วรอย บนใบหน้ากันหมดแล้ว หากความสนุก ความขบขัน และความตั้งใจ ไม่เคยหายไปจากการแสดงละครชาตรี เงาของ ผู้ให้ก�าเนิดคณะครูพูน เรืองนนท์ รุ่นหนึ่ง ถูกถ่ายทอดไปสู่เงาของทายาท รุ่นที่ 3 และจะถูกถ่ายทอดต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต “เมือ่ ก่อนครูกไ็ ม่อยากเล่นละครหรอก หากพอถึงวันหนึง่ จะถึงยุค ของเราทีต่ อ้ งดูแลรักษาไว้ เราไม่อยากให้สญ ู สลายไปในยุคของเรา ถ้าวันหนึง่ มันสูญหายไปจริงๆ เรืองนนท์กไ็ ม่ได้หมดด้วยฝีมอื แต่หมดด้วยวาระ แล้วต้อง ไปอยูใ่ นพิพธิ ภัณฑ์ทมี่ คี วามทรงจ�า ว่าทีแ่ ห่งนีม้ บี า้ นเรืองนนท์ หากใครเอ่ยถึง บ้านเรืองนนท์ตอ้ งรูว้ า่ มีละครชาตรี” ครูปลาบอกฉันไว้เช่นนัน้ หลังฉันลากลับ เงยหน้ามองบ้านเรืองนนท์เป็นครั้งสุดท้าย แม้วันนี้จะเงียบเหงา ไม่มเี สียงดนตรี หรือเสียงละครให้ได้ยนิ หากก่อนทีส่ ถานทีแ่ ห่งนีจ้ ะกลายเป็น ต�านาน ลูกหลายเรืองนนท์หลายคนยังคงพยายามสืบสานละครชาตรีต่อไป ตราบใดที่เงาของสมาชิกเรืองนนท์ ยังรักและหวงแหนความเป็น ละครชาตรีของตัวเอง เรืองนนท์ ก็ยังไม่ตาย

43 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


บ้านเรืองนนท์ ที่อยู่ : 193 ถนนหลานหลวง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 08-945-26712 เปิด-ปิด : 11.00 – 16.00 น. การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย 2, 8, 44, 59, 60, ปอ.8, ปอ.37, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.79, ปอ.511 กรุณาติดต่อล่วงหน้า เนื่องจากเป็นบ้านอยู่อาศัย

ชุมชนวัดสุนทรธรรมทำน 44


หลวงพ่อบารมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดที่ชาวชุมชน วัดสุนทรธรรมทาน เคารพนับถือ มากว่า 50 ปี 45 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ชุมชนเก่ากับวันที่เปลี่ยนแปลงไป

หลังออกจากบ้านวัฒนธรรม พวกเราออกเดินเที่ยวรอบชุมชน เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลง พบเห็นชาวต่างชาติผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน นั่งรถตุ๊กตุ๊กมาลงย่านนี้กันไม่น้อย คาดเดาว่าพวกเขาคงเหมาทัวร์เที่ยววัด ด้วยความสนใจศิลปวัฒนธรรมของวัดไทย วัดทีพ่ วกเราก�ำลังไปเยือนอยูค่ กู่ บั ชุมชนวัดสุนทรธรรมทานมานาน นับ 200 ปี ตั้งเเต่ชาวปักษ์ใต้อพยพเข้ามาในพระนคร ท่ามกลางช่วงเวลา ดังกล่าว มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนเเปลงไป

วัดกับบางสิ่งที่เปลี่ยนไป

วันนี้วัดสุนทรธรรมทานค่อนข้างเงียบ ลานปูนตรงหน้ากว้างใหญ่ มากทีเดียว เดาได้ไม่ยากว่าช่วงเทศกาลคงมีรถจอดกันให้เต็ม ตรงพระอุโบสถ มีคนงานก�ำลังซ่อมแซม หากนัง่ ร้านทีก่ อ่ สูงจนสุดยอดโบสถ์ ปิดบังความงดงาม ของสถาปัตยกรรมไปเสียมิด ตรงทางเข้าวัด ชาวชุมชนชวนให้เข้าไปสักการะวิหารหลวงพ่อบารมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดที่ชาวชุมชนเคารพบูชามากว่า 50 ปี ป้าคนหนึ่งบอกว่า ท่าน เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชน ใครมากราบไหว้ ขอเรื่องหน้าที่การงาน ก็ล้วนสัมฤทธิ์ผล ใกล้ๆ มีรูปปั้นจ�ำลองครึ่งตัวของพระเอกชื่อดัง มิตร ชัยบัญชา ผูม้ คี วามผูกพันกับวัด ได้ความจากชาวชุมชนว่า ยังมีแฟนคลับ ทีร่ กั ในตัว มิตร ชัยบัญชา หมั่นมาเยี่ยมเยือนเขาเสมอ ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 46


พระอุโบสถขณะก�ำลังซ่อมเเซม ปิดบังความงดงามไปเสียหมด

หลังออกจากวิหารหลวงพ่อบารมี พวกเราเดินชมวัดไปเรือ่ ย สภาพ วัดที่ก�ำลังมีการตัดต้นไม้เพื่อท�ำเป็นลานจอดรถ ท�ำให้บดบังทัศนียภาพ ความสวยงามไปเสียหมด ต้นไม้ที่พวกเขาก�ำลังตัด บางต้นอายุเกือบ 100 ปี บางต้นก็เป็นพันธุ์ไม้หายาก เช่นต้นทองหลางลาย ทราบมาว่าชาวชุนชนไม่ อยากให้ตดั มีการรณรงค์ให้ทกุ คนช่วยกันกอดต้นไม้ เพือ่ สะท้อนถึงการด�ำรง อยูข่ องต้นไม้ทอี่ ยูค่ วู่ ดั และชุมชนมานาน หากความทีว่ ดั ต้องการพืน้ ทีเ่ พือ่ เอือ้ ต่อความสะดวกสบาย ก็ท�ำให้ต้นไม้พวกนี้ไม่มีที่ยืน หากหมุนเวลาย้อนกลับไป ก่อนจะมาเป็นวัดใหญ่โตเช่นทุกวันนี้ ครัง้ หนึ่งบริเวณนี้ก็มีสภาพเป็นดงโสน และดงส้มป่อย มีน�้ำท่วมขังอยู่ตลอดปี จึงกลายเป็นทีเ่ ลีย้ งโขลงช้างหลวงและควายหลวง ชาวบ้านจึงพากันเรียกย่าน นีว้ า่ สนามกระบือ หรือสนามควาย มีตำ� นานเล่าขานกันมาว่า นักรบท่านหนึง่ ชื่อ จ่าแสนยากร ได้นั่งเรือพร้อมด้วยบ่าวไพร่ ถึงคุ้มน�้ำบางคอแหลม สังเกต เห็นร่องน�้ำวนเป็นวงกว้าง จึงสั่งให้บ่าวไพร่ทอดแหลงไปดึง แต่ไม่ยักจะขึ้น 47 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(ซ้าย) รูปปั้นจ�ำลองครึ่งตัวของ มิตร ชัยบัญชา (ขวา) พระพุทธสุนทรมุนี ในพระอุโบสถ

จึงลงไปงมแล้วพบพระพุทธรูปไม่เปียกน�้ำ ดูอัศจรรย์นัก บวกกับลักษณะ แปลกของพระพุทธรูป มีท่อนบนเพียงราวนมและท่อนล่างถึงโคน ด้วย ความเลื่อมใส จึงอุทิศที่ดินและบ้าน สร้างเป็นวัด และซ่อมแซมจนเต็มองค์ ชาวบ้านมักนิยมเรียกวัดว่า ‘วัดแค่’ ซึ่งแปลว่า วัดใกล้ๆ มาจาก ส�ำเนียงของชาวปักษ์ ที่อพยพกันมาอยู่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ก่อนจะเพี้ยนมาเป็น ‘วัดแค’ ในที่สุด ส่วนชื่อวัดสุนทรธรรมทาน มาเปลี่ยนเมื่อคราว รัชกาลที่ 3 ทรง โปรดเกล้าให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากล้วยไม้ กรมหมื่นสุนทรธิบดี และพระธรรมมาจารีย์ วัดสระเกศ ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์จนเสร็จ และ พระราชทานนาม ‘วัดสุนทรธรรมทาน’ ตามพระนามและชือ่ ของผูบ้ รู ณะทัง้ สองท่าน ส่วนชาวบ้านมักเรียกง่ายๆ ว่า ‘วัดแคนางเลิ้ง’ เมื่อฉันเดินเข้าไปใกล้พระอุโบสถ ได้คุยกับชาวชุมชนรายหนึ่ง เขาบอกว่า ซ่อมแซมมาได้เกือบปีแล้ว สามารถเข้าไปชมภายในโบสถ์ได้ มีชา่ ง ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 48


ช่างสาวก�ำลังวาดลวดลายบนผนัง พระ���ุโบสถด้วยสีอะคริลิกเเบบสมัยใหม่ 49 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ก�ำลังเขียนลายผนังโบสถ์อยู่ ฉันลองรอดนัง่ ร้านเข้าไปดู อดมองสถาปัตยกรรม ของโบสถ์ไม่ได้ แม้จะมีความสวยงาม หากก็ค่อนไปทางสมัยใหม่แล้ว ทราบ ว่ามีการสร้างทดแทนของเดิมทีช่ ำ� รุดทรุดโทรม ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระพุทธสุนทรมุนี ขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก มีซุ้มเรือนแก้วประดับแบบ พระพุทธชินราชลงรักปิดทองประดิษฐานอยูบ่ นฐานชุกชีหนิ อ่อน สวยงามมาก เมื่อเข้าไปพูดคุยกับช่างเขียนสาว ขณะเธอก�ำลังเขียนลวดลายลง ผนังก็ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า เดิมพระอุโบสถไม่มีลายบนผนัง เมื่อเขียนขึ้นใหม่ ก็ใช้กรรมวิธแี บบสมัยใหม่ นัน่ คือใช้สอี ะคริลกิ แทนการใช้สฝี นุ่ แบบสมัยก่อน ท�ำให้ฉันไม่อาจเดาได้ว่า วัดแห่งนี้ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีหน้าตาเป็น เช่นไร เพราะการเปลี่ยนแปลงหลายวาระ ได้ลบเค้าโครงเดิมไปหมดแล้ว หลังแดดเริม่ อ่อนแรง ชาวชุนชนก็จบั จูงมือลูกหลานออกมาเดินเล่น เด็กหนุ่มทโมนกลุ่มใหญ่ ตั้งวงเตะฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน เด็กหญิงบาง คนเดินเข้าห้องสมุดชุมชน นั่งอ่านหนังสือ นั่งวาดภาพ เล่นเกมประเทือง ปัญญากันไปตามประสา สีสันภาพชีวิตอันอยู่คู่กันของชาวชุมชนและวัด คงเป็นเช่นนี้ ก่อนเดินออกจากวัดแว่วเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กๆ ท�ำให้ บรรยากาศอันคล้ายจะแห้งแล้งของวัดที่ปราศจากต้นไม้ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ความมีสว่ นร่วมของชาวชุมชนนีเ้ อง ทีท่ ำ� ให้วดั มีชวี ติ ชีวาตัง้ แต่อดีต ถึงปัจจุบัน

กล้วยทอดของป้าดัว

หลังเดินออกจากวัด ท้องเริม่ ร้องด้วยความหิว สิง่ ทีผ่ มู้ าเยือนชุมชน วัดสุนทรธรรมทานไม่ควรพลาดคือ การทานกล้วยทอด แน่นอนว่าในย่าน นางเลิ้งนี้ กล้วยทอดถือเป็นอาหารคู่ครัวท้องถิ่น การมีกล้วยทอดมากมาย หลายเจ้า อาจท�ำเอาหลายคนสับสนไม่น้อยว่า เจ้าไหน เจ้าเก่า หรือ เจ้าไหน อร่อยกันแน่ เลยขอเริ่มต้นพิสูจน์ความอร่อยด้วยร้านที่ตั้งอยู่หน้าชุมชน ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 50


วัดสุนทรธรรมทาน กล้วยทอดร้านนี้ชื่อว่า ‘เอี๊ยมม่วง’ สังเกตง่ายๆ คือ ชุดเอี๊ยมที่ใส่เดินขายจะเป็นสีม่วง หลังหยิบกล้วยทอดชิ้นร้อนๆ พอดีค�ำ เข้าปาก “กรอบ อร่อย สมค�ำร�่ำลือ” เมื่อคุยกับป้าดัว เจ้าของร้าน แกบอกว่า เดิมร้านตั้งอยู่ริมถนน จักรพรรดิพงษ์ แต่ตรงเส้นนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายเจ้า จึงย้ายมาอยู่ถนน หลานหลวง ได้ราว 7-8 ปีแล้ว สูตรกล้วยทอดของร้านนี้ ลูกสาวป้าดัวเป็น คนคิด จากนั้นป้าดัวมารับช่วงต่อ ด้วยความที่เเกท�ำกล้วยทอดมาเเต่เด็ก ตามภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่ครองกิจการกล้วยทอดในย่านนี้มาเนิ่นนาน เเกเลยสานกิจการต่อ เปิดขายทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ ป้าดัว เล่าว่า เคล็ดลับความกรอบอยู่ที่การไม่ใส่กลอย เพราะถ้าใส่ กลอย เมื่อกล้วยทอดเย็นจะไม่กรอบ ส่วนคุณสมบัติของกล้วยทอดที่ดี คือ กรอบ แห้ง เเละไม่อมน�้ำมัน ซึ่งมีครบครันในกล้วยทอดร้านนี้ ในหนึ่งวัน จะมีกล้วยราว 300 หวี จากเมืองเพชรบุรี มาส่งที่ร้าน ส่วนในวันเสาร์อาจจะมากถึง 360 หวี เหตุที่ต้องเป็นกล้วยจากเมืองเพชรบุรี เพราะหนึ่งราคาถูก สองคือ ถ้าใช้กล้วยสวน กล้วยจะนิ่มเกินไป เวลาทอดจะ เละ ไม่สวย จากนั้นกล้วยเหล่านี้จะถูกน�ำมาท�ำความสะอาด ปลอกเปลือก ชุบแป้งข้าวเหนียวกับแป้งข้าวเจ้า ทอดในน�้ำมันร้อน การดูความร้อนว่าได้ที่ หรือยังทดสอบด้วยการหยอดกล้วยทอดลงไป หากกล้วยทอดกระเด้งขึ้นมา เป็นอันใช้ได้ ยืนรอจนแป้งสีเหลืองทอง ก็ช้อนขึ้นมาชิมได้เลย รสชาติกรอบ อร่อย สมกับเป็นย่านขึ้นชื่อด้านกล้วยทอดเสียจริง “เอ้า เดี๋ยวกินไม่อิ่ม” ว่าแล้วป้าดัวก็หยิบกล้วยทอดใส่ให้เสียเยอะ ตามปกติใน 1 ถุงจะมีกล้วยทอด 4 ชิ้น เวลาขายจะขาย 2 ถุง ราคา 20 บาท หากวันนี้ฉันได้กล้วยทอดฟรีมาเพียบ นั่งมองหน้าเพื่อนช่างภาพ ไม่รู้ว่าจะกินกันหมด 2 คนยังไงไหว 51 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บนซ้าย) ป้าดัว เจ้าของร้านกล้วยทอดเอี๊ยมม่วง (บนขวา) กล้วยทอดร้อนๆ ในกระทะส่งกลิ่นหอมยั่วน�้ำลาย (ล่าง) บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างอบอ้าว เพราะมีไอร้อนจากเตาไฟ ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 52


(บน) ช่างเเละสถาปนิก ขณะซ่อมเเซมบ้าน (ล่างซ้าย) เเผ่นไม้ที่เตรียม ทาน�้ำยากันปลวก (ล่างขวาบน) การตีเกล็ดเเบบใช้ไม้เเผ่นใหญ่ สลับเเผ่นเล็ก ได้ลวดลายเเปลกตา (ล่างขวา) อาหนุ่ย 53 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


เต้นร�ำ..ด้วยกัน

ฉันค้นพบว่าความบังเอิญ ท�ำให้เราค้นพบอะไรดีๆ เสมอ หลังจาก ยืนมองสติกเกอร์สขี าว ทีถ่ กู แปะตามผนังปูนต่างๆ อันมีขอ้ ความเกีย่ วข้องกับ ชุมชน ทั้ง นางเลิ้ง วัดแค สลัม เด็ก และกล้วยทอด เป็นต้น ชายชรา ที่นั่งอยู่ บริเวณนั้น ทักขึ้นมา “มาหาใครล่ะ” “เปล่าค่ะ หนูแค่ก�ำลังมองว่ามีงานอะไร” “เดินเข้าไปในบ้านไหมล่ะ งานมันอยู่ในบ้าน” “เข้าไปดูได้เหรอคะ” “ได้สิ ได้ส”ิ แกพูดไม่คอ่ ยชัด หากรอยยิม้ ทีร่ี มิ ฝีปาก ไหลขึน้ สูด่ วงตา ของแก ท�ำเอาสองเท้าของฉันก้าวตามไม่รู้ตัว ฉันรอดผ่านประตูไม้ ที่ใกล้จะพังเต็มแก่ แอบมึนงงเล็กน้อย เพราะ มีคนงานก�ำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นบ้านอยู่ เขาเลาะไม้ออกมา แทนที่ด้วย ไม้ใหม่ แล้วจับตอกตะปู ดูก็รู้ว่าก�ำลังมีการซ่อมแซมบ้านขนานใหญ่ ชายชราหันไปบอกชายหนุม่ คนหนึง่ ว่า มีคนมาเยีย่ มบ้าน เขาละมือ จากค้อนที่ก�ำลังตอกตะปู เอ่ยทักทาย แล้วตอบค�ำถามอันกระจ่างแจ้งว่า เขาเป็ น สถาปนิ ก ชุ ม ชน จากกลุ ่ ม Openspace อั น เป็ น กลุ ่ ม ที่ ส ร้ า ง กระบวนการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ขณะนี้ ก�ำลังมาพลิกฟื้นบ้านไม้หลังนี้ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน และเป็น สถานที่สอนเต้นลีลาศตามเจตนารมณ์ของเจ้าของบ้าน บ้านหลังนีม้ ชี อื่ ว่า บ้านสามัคคีลลี าศ หรือ เรียกสัน้ ๆ ว่า บ้านเต้นร�ำ ชายชราที่พาฉันเข้ามา ชื่อหนุ่ย แต่ทุกคนจะเรียกแกว่า อาหนุ่ย ทราบมาว่า แกใช้ชีวิตอยู่บนชั้น 2 ของบ้านที่ผุๆ พังๆ มานานหลายสิบปี เมื่อก่อนบ้าน หลังนี้เคยเป็น สถานที่เรียนเต้นลีลาศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ก่อนจะขึ้นทะเบียน เป็นโรงเรียนสอนเต้นลีลาศแห่งแรกกับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ พ.ศ. 2498 ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน 54


หากหลังจากลีลาศเริ่มเสื่อมความนิยม ประกอบกับคนในบ้านมี มากขึน้ ฟลอร์เรียนเต้นร�า จึงถูกปรับเปลีย่ นเป็นห้องนอน และเมือ่ ทุกคนย้าย ออกจากบ้าน ก็เหลือเพียงอาหนุ่ยที่ยังคงนอนเฝ้าบ้านไม่จากไปไหน ถ้าจะถามว่า ในบ้านไม้ 2 ชั้น ผุๆ พังๆ หลังนี้ มีอะไรพิเศษ คงเป็น สิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใน ก�าลังช่วยกันพลิกฟื้นบ้านหลังนี้ ให้มีชีวิตชีวา รอยยิ้ม และเเววตาอันเบิกบานของอาหนุ่ย บ่งบอกถึงความสุขในการเห็นบ้านกลับ มามีชีวิตอีกครั้ง “แกดีใจนะ” สถาปนิกหนุ่มบอกเราสั้นๆ ด้วยรอยยิ้ม ความพยายามของกลุ่มเล็กๆ ที่ช่วยกันฟื้นฟูบ้านไม้ที่ใกล้จะพัง ไม้เก่าหลายส่วนผุพังจนใช้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนไม้ใหม่ เสาเอกหลายต้น แทบจะผุหมดแล้ว ต้องซ่อมแซมประกบใหม่ สภาพความยิ่งใหญ่ของบ้าน ที่เคยเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น หลังใหญ่ ที่สุดในละแวกนี้ ซึ่งเพียงแค่เดินขึ้นชั้น 2 ก็จะมองเห็นทิวทัศน์แบบ 360 องศา ทั้ง วัดสุนทรธรรมทาน ตลาดนางเลิ้ง และโรงหนั���เฉลิมธานี แม้วนั นีจ้ ะไม่เห็นทิวทัศน์เเบบสมัยก่อน เนือ่ งด้วยบ้าน เเต่ละหลังต่อเติมจนสูงใกล้เคียงกัน หากวันข้างหน้า บ้านหลังนี้ก�าลังพา ชาวชุมชนเข้ามาท�ากิจกรรมร่วมกัน ทีส่ า� คัญหากใครอยากเป็นอาสาสมัครเข้า มาช่วยพลิกฟื้น ก็สามารถเดินเข้ามาร่วมได้ โดยไม่ทันได้รู้ตัวรอยยิ้มในแววตาของชายชรา ไหลเข้าสู่แววตา ของฉัน หัวใจของเราก�าลังเต้นไปด้วยกัน เต้นร�า...ไปด้วยกัน

55 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


วัดสุนทรธรรมทาน ที่อยู่ : 216 ถนนพะเนียง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 02-628-1539 เปิด-ปิด : 06.00-18.00 น. กล้วยทอดเอี๊ยมม่วง ที่อยู่ : 135/1 ถนนหลานหลวง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 08-488-00032 เปิด-ปิด : 07.00-17.00 น. (ปิดวันอาทิตย์)

บ้านสามัคคีลีลาศ ที่อยู่ : 133 ถนนหลานหลวง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 เปิด-ปิด : 09.30 – 17.00 น. การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย 2, 8, 44, 59, 60, ปอ.8, ปอ.37, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.79, ปอ.511

ชุมชนวัดสุนทรธรรมทำน 56


ชุมชนสิตาราม เเช่มชื่นบนความเชื่องช้า หลากชีวิตในสิตาราม


แผนที่เส้นทางเดินเที่ยว ชุมชนสิตาราม 59 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ชุมชนสิตาราม

แช่มชื่นบนความเชื่องช้า หลากชีวิตในสิตาราม

เขยิบออกจากถนนหลานหลวง ข้ามสี่แยกมาถนนจักรพรรดิพงษ์ ตึกแถวเก่าๆ พร้อมประตูบานเฟี้ยม มีให้เห็นจนเพลินตา บางห้องแถวจับมา ทาสีใหม่จนสวย ส่วนบางห้องปล่อยให้แสงแดดโลมเลียจนซีดจาง ดูสวยงาม ไปอีกแบบ บ้านเหล่านี้ยังมีคนอยู่อาศัย ส่วนใหญ่เปิดเป็นร้านค้าไม้ หากตรง หัวมุมมีร้านเก่าแก่ร้านหนึ่ง หน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายยาแผนโบราณ ควบคู่ ไปกับการดัดแปลงห้องแถว 4 คูหา ให้เป็นหอพักสตรี ชื่อบ้าน ‘บุณยะกมล’ ทุกวันชายสูงวัยนั่งอยู่เดียวดาย รอขายยาแผนโบราณให้กับลูกค้าประจ�ำไป ตามเรื่องตามราว นานๆ ครั้งจะมีขาจรผ่านมาสักที หากเดินลัดเลาะเข้าตรอกแคบ แวะชุมชนสิตาราม บริเวณหลัง ตึกแถวระหว่างถนนจักรพรรดิพงษ์ กับวัดสิตาราม สภาพบ้านเรือนรวมตัวกัน อยู ่ อ ย่ า งหนาแน่ น บนเนื้ อ ที่ 1 ไร่ เ ศษ ของส� ำ นั ก งานทรั พ ย์ สิ น ส่ ว น พระมหากษัตริย์ เดิมทีชุมชนสิตาราม เป็นถิ่นฐานของชาวจีนกวางตุ้ง ที่มาอาศัยอยู่ รายรอบวัดสิตาราม ก่อนจะมีการตัดถนนจักรพรรดิพงษ์และสร้างตึกแถวราย รอบถนนด้วยซ�้ำ ชาวจีนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลีย้ งหมู จึงเรียกบริเวณนีว้ า่ คอกหมู แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงชื่อ ไม่มีร่องรอยของคอกหมูให้เห็น นั่นเพราะ ชาวบ้านได้เลิกเลี้ยงหมูเมื่อ พ.ศ. 2497 เนื่องจากเริ่มมีผู้คนมาอยู่อาศัยกัน มากขึ้น การเลี้ยงหมูที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนไปทั่วจึงต้องเลิกไป ส่วนบริเวณ ชุมชนสิตาราม 60


ตึกแถวริมถนนเริม่ ท�ำอาชีพค้าไม้อย่างเดียวกับชุมชนฝัง่ วัดสระเกศ การค้าไม้ ของย่านนี้มีความเป็นมาว่า เชิงสะพานของถนนด�ำรงรักษ์ เคยมีโรงไม้ขนาด ใหญ่ของตระกูล พงษ์ตันกุล ตั้งอยู่ สาเหตุที่มีโรงไม้ในย่านนี้ เพราะสมัยก่อน การขนส่งไม้จะมาทางเรือกลไฟ โดยเรือจะแล่นจากแม่นำ�้ เจ้าพระยา ผ่านเข้า มาทางคลองผดุงกรุงเกษม และเข้าคลองมหานาค ถือว่าเข้าโรงไม้แถวนี้ได้ สะดวกเลยทีเดียว หลังเมืองขยายตัวมากขึ้น โรงไม้แห่งนี้เลยต้องปิดตัวลงไป หากร้านค้าไม้ยังคงมีให้เห็น ริมสองฟากถนนด�ำรงรักษ์ เพียงแต่ไม่มีโรงไม้ ขนาดใหญ่เท่านั้นเอง สิ่งหนึ่งที่ชุมชนสิตารามโดดเด่นเป็นอย่างมาก ก็คือวัฒนธรรม ได้เเก่ คณะลิเกของ ‘คณะละคร ทองหล่อ จูวงษ์’ เดิมรับเล่นละครชาตรี ก่อนปัจจุบันจะเน้นหนักไปทาง วงปี่พาทย์ ลิเก ท�ำขวัญนาค และร�ำแก้บน รวมถึ ง ในด้ านกีฬ า หากเจอหนุ่ม ก�ำย�ำมาดแมนเดิ น ผ่ า นหน้ า สันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่าเป็นนักมวยของ ‘ค่ายแสงมรกต’ ค่ายมวยนี้มี นั ก มวยฝี มื อ เยี่ ย มประดั บ วงการหลายคน บางวั น จะมี เ ด็ ก นั ก เรี ย นจาก 61 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(ซ้าย) ประตูบานเฟี้ยม ริมถนนจักรพรรดิพงษ์ (ขวา) ห้องเเถวเก่าริมถนนด�ำรงรักษ์

วัดสิตาราม เข้าไปฝึกเตะกระสอบทราย บางเวลาก็มนี กั ท่องเทีย่ วชาวต่างชาติ แวะเวียนเข้ามาเรียนมวยไทยไม่ขาดสาย บางคนเรียนแค่หนึง่ สัปดาห์ บางคน เรียนโยกยาวกันเป็นเดือน จนโปรโมเตอร์ค่ายแสงมรกต จัดนัดชกลงเวทีศึก แสงมรกตให้ลองดูกันสักตั้ง ชีวติ ผูค้ นด�ำเนินไปอย่างเชือ่ งช้า ช่างขัดแย้งกับสภาพจราจรบนถนน ที่ ร ถยนต์ แ ล่ น ยาวไม่ เ คยขาดช่ ว ง เสี ย งเจี๊ ย วจ๊ า วของนั ก เรี ย นโรงเรี ย น วัดสิตารามได้ยินแว่วผ่าน ราวกับกระตุ้นความเชื่องช้าให้มีชีวิตชีวาขึ้น เส้นทางเดินเท้าถนนจักรพรรดิพงษ์ - ถนนด�ำรงรักษ์ สายถนนที่ โอบล้อมชุมชนวัดสิตารามเอาไว้ คล้ายหยุดวิถีชีวิตชุมชนไว้สมัยถนนยังคงมี เพียงรถรางและรถลาก บ้านวัฒนธรรมของชุมชนวัดสิตารามยังคงมีชีวิตชีวา คล้ายวันวาน ในอดีตอยู่มากนัก อาจเนื่องด้วยเด็กๆ ในชุมชน ล้วนมีใจรักวัฒนธรรมของพวกเขาก็ เป็นได้ ชุมชนสิตาราม 62


ผู้คนในชุมชนสิตาราม เเละเด็กๆ ในโรงเรียนวัดสิตาราม 63 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) ชาวชุมชนกับร้านขายหนังสือพิมพ์ ยามเช้าริมถนนจักรพรรดิพงษ์ (ล่าง) ยามเย็นหลังโรงเรียนวัดสิตารามเลิกเรียน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชุมชนสิตาราม 64


(บน) ลิเกทรงเครื่องคณะละครทองหล่อ จูวงษ์ เเสดงเรื่องพระเวสสันดร (ล่าง) เเสดงลิเกในโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม (ภาพ : คณะละครทองหล่อ จูวงษ์) 65 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ละครทองหล่อ จูวงษ์

จากนางเอกลิเก สู่หมอท�ำขวัญ

นางเอกลิเกรูปร่างอ้อนแอ้น ค่อยๆ เยื้องเท้าออกมาจากหลังม่าน การแสดง ท่วงท�ำนองท่าร�ำ และเสียงเอื้อนเอ่ย “นับแต่จากเมืองศรีพี่ มา อยู่ที่ไพรพนา หาผลพฤกษา แทนอาหาร ถวายประทานเจ้าพี่” เสียงเอื้อน ของเธอ สะกดคนดูให้ชะงัก ทุกค�ำร้องที่เธอเอ่ยวาจา ล้วนเต็มไปด้วยสัมผัส วรรคตอน ลิเกเรื่อง พระเวสสันดรในวันนี้ หน้าตาสะสวยของ จินตนา จูวงษ์ ยังคงดึงดูดผู้ชมเช่นเดิม 30 กว่าปี ผ่านไป จินตนากลายมาเป็นลิเกวิชา หรือ ลิเกรุ่น ใหญ่ นานๆ ที ลิเกรุ่นใหญ่ของแต่ละคณะ จะมารวมตัวกันเล่นลิเกสักเรื่อง หากเปรียบเป็นนักแสดงละครโทรทัศน์ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า อาจจะ ลดชั้นเธอเหลือเพียงบทแม่ แต่ส�ำหรับจินตนา ริ้วรอยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อ นางเอกลิเกวัย 67 ปี เธอยังคงร้อง ร่ายร�ำ และเอ่ยท�ำนองหวานเสนาะหูของ ลิเกเฉกเช่นวัยสาว แววตากระตือรือร้นของจินตนาเปล่งประกายสดใส ในขณะค่อยๆ ขับร้องลิเก

กว่าจะเป็นคณะละครมีชื่อ

ฉันก�ำลังหลงรักบานเฟีย้ มริมถนนจักรพรรดิพงษ์ สายตาทีม่ องประตู แบบพับทบกันได้ ท�ำให้ฉันไม่ได้สนใจป้ายอื่นใด จนกระทั่งเดินไปถึงหน้าวัด สิตาราม ถึงพึ่งรู้ว่าตามหาบ้านหลังหนึ่งไม่เจอ ชุมชนสิตาราม 66


“คุณป้าคะ คณะละครทองหล่อ จูวงษ์อยู่ตรงไหนหรือคะ” ฉันเอ่ย ถามคุณป้าร้านขายข้าวแกงหน้าวัด เพราะคุณป้าอยู่ในรัศมีการขอความช่วย เหลือพอดี “เดินเลยมาแล้วลูก อยูร่ มิ ถนนเลย ทางเข้าจะเป็นตรอกเล็กๆ มีปา้ ย เขียนอยู่นะ” ฉันพยักหน้า กล่าวขอบคุณ สงสัยมนต์เสน่ห์บานเฟี้ยมจะท�ำให้ ฉันไม่สังเกตป้ายอื่นใดจริงๆ แถมคุณป้ายังใจดีแนะน�ำบ้านละคร ในละแวกนี้ ให้อกี หลัง นอ���จากจะมีคณะละครทองหล่อ จูวงษ์ ก็ยงั มีคณะด�ำรงนาฏศิลป์ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ฉันเดินย้อนกลับไป คราวนีเ้ ห็นป้ายสีฟา้ เก่าๆ ของคณะละครชัดเจน แม้ค�ำบางค�ำเริ่มจางหายไปแล้วก็ตามที ‘คณะทองหล่อ จูวงษ์ รับท�ำขวัญรับ จัดมหรสพทุกชนิด’ นอกจากป้ายที่อยู่เหนือหัวให้เป็นที่สังเกต หน้าทางเข้า ตรอกยังมีร้านขายของช�ำเล็กๆ ตั้งอยู่ด้วย บ้านจูวงษ์ เป็นบ้านไม้ผสมปูน 2 ชั้น หลังใหญ่ สมัยก่อนเป็นบ้าน ไม้ชนั้ เดียว ไม่สงู และใหญ่โตขนาดนี้ ทราบมาว่าลูกหลานอยูร่ วมกันหลายสิบ ชีวิต ดูอบอุ่นมาก คณะละครทองหล่อ จูวงษ์ ก่อตั้งโดย คุณพ่อทองหล่อ จูวงษ์ และ คุณแม่ บุญล้อม จูวงษ์ อาชีพเก่าของคุณพ่อเป็นลิเก ส่วนคุณแม่เป็นละคร ซึ่งเดิมทีบ้านจูวงษ์ก็เป็นละครชาตรี สมัยที่ตารุ่ง และยายเข็บ อพยพมาจาก ทางใต้ ละครชาตรีสมัยนั้นก็มีบ้านจูวงษ์กับบ้านเรืองนนท์ ที่เป็นละครชาตรี ครัน้ คุณตารุง่ และยายเข็บแก่มาก คุณพ่อทองหล่อ จูวงษ์ ผูเ้ ป็นบุตร ชาย ก็อยากให้ลกู หลานหัดลิเก พิณพาทย์กลองยาว แต่ถกู คัดค้านจากตาและ ยาย ด้วยใจอยากให้สืบทอดละครชาตรี คุณพ่อทองหล่อ จึงหนีไปหัดลิเกได้ ดีมาเปิดคณะทองหล่อ จูวงษ์ แล้วให้ลูกสาว คือ จินตนา จูวงษ์ หรือ ป้าแมว มาเป็นนางเอกลิเก ส่วนลูกชายและหลานชายก็รับเล่นพิณพาทย์กันเรื่อยมา หลังจากนั้นบ้านจูวงษ์ก็พัฒนามาเป็นหมอขวัญ เมื่อหมอท�ำขวัญ ผู้หญิงเริ่มมีขึ้น คุณพ่อทองหล่อ เป็นคนหัดให้ป้าเเมว เป็นหมอขวัญ เเละ 67 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) บ้านไม้ผสมปูน 2 ชั้นของคณะทองหล่อ จูวงษ์ (ล่าง) บรรพบุรุษของบ้านจูวงษ์ ชุมชนสิตาราม 68


(ซ้าย) เครื่องดนตรีในห้องเครื่อง (ขวา) หน้ากากพรานบุญของเก่าเเก่

เขียนบทท�ำขวัญไว้ให้ ทุกวันนี้ป้าแมว ถือเป็นทายาทรุ่นที่ 2 รับท�ำขวัญ ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นท�ำขวัญนาค ท�ำขวัญจุก ท�ำขวัญบายศรี และท�ำขวัญ ผ้าป่า เป็นต้น

เคารพ ‘พ่อเเก่’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคณะ

ป้าแมวพาฉันและเพื่อนช่างภาพขึ้นไปไหว้พ่อแก่ ครูบาอาจารย์ที่ เคารพบูชา บนชั้น 2 ของตัวบ้าน ห้องเล็กๆ ริมบันไดถูกกั้นไว้เป็นห้องเครื่อง มีลุงหมาย พี่ชายของป้าแมวเป็นคนนอนเฝ้า ในห้องเครื่องเต็มไปด้วยเครื่อง ดนตรีไทย เช่น ระนาด กลองยาว และฆ้องทุม้ เป็นต้น และหิง้ พระ ซึง่ นอกจาก จะมีพระพุทธรูปทีเ่ คารพบูชาแล้ว ยังมีเศียรพ่อแก่ เศียรครูตา่ งๆ และหน้ากาก พรานบุญ (พรานที่จับนางมโนราห์ไปให้พระสุธน) ถือเป็นของเก่าสมัยคุณย่า เข็บ ท�ำมาจากหนังแท้ น�ำไปแช่น�้ำ จนมีสีด�ำคล�้ำ ส่วนหน้ากากพรานบุญที่ใส่ เล่นในปัจจุบันล้วนท�ำมาจากกระดาษหมดแล้ว “ท�ำไมลุงหมาย ถึงต้องนอนเฝ้าห้องเครื่องตลอดคะ” ฉันถาม 69 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


สื่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ มีพ่อเเก่เป็นครูบาอาจารย์ประจ�ำคณะ

ลุงหมาย หรือ สมหมาย พี่ชายของป้าเเมว เมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้ของแก ปะปนอยู่ในห้องเครื่อง เเกบอกว่าต้องคอยปรนนิบัติพ่อเเก่ “ท่านชอบขนุน สับปะรด อ้อย และส้ม ก็คอยถวาย 3 วันครั้ง หรือ 7 วันครั้ง” ลุงหมายให้ค�ำตอบ ป้าแมวเสริมว่า คนที่คอยปรนนิบัติท่านต้องไม่มีครอบครัว ถามลุง หมาย แกก็บอกว่าไม่มีครอบครัวเอง เลยไม่รู้สาเหตุว่าท�ำไมต้องไม่มีเหมือน กัน มีเรื่องเล่าจากป้าแมวว่า สมัยก่อนห้องนอนข้างๆ ห้องเครื่อง มีคู่ผัว-เมีย อาศัยอยู่ แต่กอ็ ยูไ่ ม่ได้ จนต้องย้ายออกมาจากห้อง ห้องนอนห้องนัน้ จึงปิดตาย ถึงทุกวันนี้ ป้าแมวบอกว่าคนทีเ่ คารพครูบาอาจารย์จะท�ำอะไรก็เจริญ เหมือน เช่นที่ป้าแมวขออนุญาตพ่อแก่ ก่อนทุกครั้งว่าจะท�ำอะไร “พ่อ เด็กมันจะมาถ่ายรูป ขอถ่ายหน่อยนะ” ป้าแมวไหว้พ่อแก่ ปากเอ่ยขออนุญาต ฉันและเพื่อนช่างภาพรีบท�ำตามแกทันที อดรู้สึกขนลุก เล็กน้อยไม่ได้ ชุมชนสิตาราม 70


‘ป้าเเมว’ จินตนา จูวงษ์ สวมชฎานาง เหมือนเมื่อครั้งขึ้นเเสดงเป็นนางเอกลิเก 71 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


“เคยมีนะ มีคนขึ้นมาบ้านโดยไม่บอกแก หลานสาวคนหนึ่งเห็น คนแก่ ลงมาเดินตรงลานหน้าบ้านเลย แกไม่ต้อนรับไง ไม่ขอแกก่อน” ป้าแมวเล่าถึงความศักดิส์ ทิ ธิข์ องพ่อแก่ แขกจะไปใครจะมา ต้องขอ อนุญาตก่อนทุกครั้ง ถือเป็นการท�ำความเคารพเจ้าของบ้าน ฉันปล่อยให้เพื่อนช่างภาพถ่ายภาพตามสบาย ไม่น่าเชื่อว่าห้อง เครื่องเล็กๆ แห่งนี้จะเก็บทุกอย่างเกี่ยวกับละครไว้ครบ ป้าแมวเดินไปหยิบ ชฎานาง เพื่อนช่างภาพขอให้แกใส่ให้ดูหน่อย แกก็ไม่ขัดศรัทธา ฉันเห็น เค้าลางของนางเอกลิเกคนสวยทันที ริ้วรอยบนใบหน้า ไม่ได้ลบความงดงาม ของแกเลย “ป้าแมว สวยจังเลยนะคะ” ฉันเอ่ยชม แกยิ้มจนตาหยี เห็นเส้นขีดยาวตรงหางตาชัดเจน “สวย ใช่ไหมลูก” ฉันยิม้ แข่งตาหยีส่ กู้ บั แก เพียงแต่ไม่มเี ส้นขีดตรง หางตาไปสู้เท่านั้นเอง

การเปลี่ยนเเปลงของลิเก

กลับลงมาตรงลานปูนชั้นล่าง ป้าแมวขอตัวไปหยิบสมุดบันทึก บทร้องลิเกและบทท�ำขวัญ ลานปูนกว้างๆ นี้ ถ้าเป็นบ้านอื่นคงสร้างห้อง เพิ่มแล้ว หากบ้านจูวงษ์จะมีงานไหว้ครูประจ�ำปีทุกวันที่ 19 พฤษภาคม ลูกศิษย์ลกู หาของคุณพ่อทองหล่อ จูวงษ์ จะมาเล่นลิเกกันตรงลานอย่างคึกคัก แกหยิบแฟ้มสีขาวติดมือออกมา ข้างในบรรจุกระดาษสีเหลืองทีถ่ กู กาลเวลากัดจนเก่า ขอบกระดาษเต็มไปด้วยรอยขรุขระ เหมือนปลวกพากัน มาแทะจนใกล้อิ่ม หากลายมือสวยๆ ที่เขียนบนกระดาษ ยังเส้นคมชัดเจน “คุณพ่อเป็นคนเขียนทั้งหมดเลย” ลายเส้นตวัด หางค่อนข้าง ลากยาว ท�ำให้ลายมืออ่านค่อนข้างยาก หากป้าแมวอ่านออกทุกค�ำ แกเริ่มต้นจากการร้องลิเก สมัยนั้นคุณพ่อทองหล่อจะแข็งมาก ถ้าใครไม่ฝึก ลิเก หรือพิณพาทย์ ก็จะหักเบี้ยเลี้ยง ไม่หุงข้าวให้กิน ที่ส�ำคัญ ชุมชนสิตาราม 72


‘ป้าเเมว’ จินตนา จูวงษ์ สมัยยังสาว (ภาพ : คณะละครทองหล่อ จูวงษ์)

ลิเกของคณะจะไม่เหมือนกับที่อื่น เนื่องจากบทร้องทุกวรรคจะเต็มไปด้วย ค�ำสัมผัส วรรคหนึ่งสัมผัสกับวรรคถัดไป เรียงร้อยกันสวยงาม “หนึ่งคือ ลิเกสมัยนี้ร้องลิเกแบบไม่มีสัมผัส ถ้าเป็นสมัยโบราณเขา ไม่ยอมหรอก เวลาร้องกลอนทุกวรรคต้องสัมผัสกันหมด สองคือ การออก เสียงค�ำ สมัยนี้เขาร้องเธองามเหมือนนางคว้า ไม่ใช่นางฟ้า สามคือ มือเป็น อัมพาตไปหมดแล้ว เพราะมือหนึ่งถือไมโครโฟน ท�ำให้ร�ำไม่สวย การแสดง ก็ไม่สมบทบาท” ที่ส�ำคัญการมีแม่ยกที่นิยมให้เงินจ�ำนวนมาก ก็ท�ำให้ลิเกสมัยนี้ร้อง อ้อนแม่ยกกันบ่อย ถือว่าแม่ยกท�ำให้ลิเกเสียคน ส่วนเพลงที่นิยมร้องก็หนี ไม่พน้ เพลงลูกทุง่ ชือ่ ดัง อย่างเพลงฉันทนาทีร่ กั มีทอ่ นยอดนิยมเวลาร้องอ้อน ว่า “ปิดไฟใส่กลอน จะเข้ามุ้งนอน คิดถึงใบหน้า” “ป้าเลยไม่อยากเล่นลิเก พอมาถึงรุ่นลูก ก็ร้องไม่เหมือนกัน” ป้าแมวร�ำพึง ก่อนแกจะลุกจากที่นั่ง แล้วร้องลิเกให้พวกเราฟัง เสียงร้อง ของแก เล่นเอาพวกเราขนลุกเลยทีเดียว “อุ้ย นางแก้วตา (เอิงเอย) ได้ปราณี” แหนะ เอื้อมมือมาหยอกล้อ ด้วยการหยิกแขนฉันด้วย ไม่เจ็บหรอก แต่อดเขินไม่ได้ 73 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


“ปกติเขาเลือกตัวละครที่จะแสดงยังไงคะ” แกมองหน้าฉัน ก่อนจะเอ่ยว่า “เขาดูออกลูก อย่างหนูแค่มองหน้า ปับก็รแู้ ล้ว ว่าต้องเล่นตัวไหน อย่างนีเ้ ป็นนางเอกไม่ได้ นิม่ ไป เล่นเป็นนางรอง ได้ แต่ถ้าอยากเป็นนางเอกต้องเข้มแข็งกว่านี้หน่อย” สรุปแล้วมาตรฐานของนางเอกละคร คือรูปร่างเพรียวงาม หน้าตา สะสวย ค�ำพูดค�ำจา ต้องเข้มแข็งและหนักแน่น หากดูอ่อนโยน ซึ่งฉันขาด คุณสมบัติด้านความแข็ง และหนักแน่นไป นอกนั้นถือว่าผ่าน “ลิเกต้องเข้มแข็ง ไม่งั้นออกไปแสดงสู้เขาไม่ได้” ด้วยบุคลิกของป้าเเมว เเกจึงเป็นนางเอกลิเกมีชื่อมาเนิ่นนาน

หมอท�ำขวัญ..สอนนาคก่อนครองผ้าไตร

หลังจากเล่นลิเกมานาน คุณพ่อก็ให้ป้าเเมวฝึกเป็นหมอท�ำขวัญ “ยากไหมคะป้าแมว จากลิเกมาเป็นหมอท�ำขวัญ” ฉันถาม “ไม่ยากหรอก เรามีพื้นลิเกอยู่แล้ว เราก็ใช้หัวในด้านนี้ แต่ป้า ไม่ได้แต่งเอง คุณพ่อป้าเป็นคนแต่งเนื้อท�ำขวัญให้ทั้งหมด” เนื้อท�ำขวัญจาก คุณพ่อทองหล่อ จูวงษ์ ป้าแมวท่องจ�ำได้ทงั้ หมด แทบจะไม่เปิดสมุดจดบันทึก ดูเลย การท�ำขวัญทีน่ ยิ มทีส่ ดุ คือการท�ำขวัญนาค ซึง่ คนทีจ่ ะเป็นหมอขวัญ ได้ต้องอายุ 50 ปี ขึ้นไป เมื่อป้าแมวเป็นผู้หญิง ถ้าใครมาเชิญแกไปคนเดียว แกจะไม่ไป เพราะถือว่าผู้หญิงเจิมหน้านาคไม่ได้ ป้อนมะพร้าวนาคไม่ได้ การท�ำขวัญนาค ถือเป็นค�ำสอนนาคก่อนบวช จะมีค�ำขับร้อง อันเป็นโอวาทที่มุ่งให้ผู้บวชได้ระลึกถึงคุณของพ่อแม่ผู้ให้ก�ำเนิด อุปการะ เลี้ยงดู และการปฏิบัติตนให้เป็นคนดีอยู่ในพระวินัยของพระสงฆ์ เพื่อให้ บุญกุศลบังเกิดแก่พ่อแม่ ถือเป็นการทดแทนบุญคุณ สมัยโบราณเขาจะท�ำพิธีกัน 3 วัน 2 คืน วันแรก คือ วันสุกดิบ หมายถึงวันเตรียมงาน เตรียมสถานที่และข้าวของให้เรียบร้อย วันที่สอง ชุมชนสิตาราม 74


คือวันท�ำขวัญนาค หลังจากพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และกลับวัดแล้ว หมอขวัญ จะเริ่มพิธีท�ำขวัญนาค ส่วนวันที่สามคือ วันบวช ส่วนปัจจุบันเนื่องด้วยเวลาและค่าใช้จ่ายจึงรวบรัดให้เสร็จภายใน 1 วัน นั่นคือการท�ำขวัญเช้า และบวชบ่าย เช่น โกนผมตอน 7 โมงเช้า 9 โมงเช้าถึงเที่ยงวัน ท�ำขวัญนาค หลังบ่าย 2 โมงแห่เข้าโบสถ์ เเละพรุ่งนี้เช้า เลี้ยงพระ “โอกาสนี้หมอจะพาพ่อนาค ก่อนจะจากครองผ้าไตร พ่อนาคควรรู้ก่อนสู่โบสถ์ใหญ่ พ่อจงท�ำใจ เสียให้ชื่นบาน พ่อนาคโกนผมและยังโกนหนวด พ่อตั้งใจบวช เจริญพรมวิหาร” ป้าแมวแหล่บทท�ำขวัญนาคให้ฟัง เสียงทรงพลังของป้า เมื่ออยู่ใน พิธีศักดิ์สิทธิ์ คงมีมนต์ขลังไม่น้อย บทขับร้องการท�ำขวัญนาค เริ่มต้นตั้งแต่ เนื้อหาเรื่อง ปฐมวัย การเกิดของคน บทเนื้อความจะพรรณนาถึงคุณพ่อแม่ผู้ให้ก�ำเนิด ต่อด้วย การปฏิสนธินอก และการปฏิสนธิใน คือการพรรณนาการเกิดตัง้ แต่ปฏิสนธิใน ครรภ์มารดา ว่ามีความยากล�ำบากอย่างไร จนถึงคลอด เสียงหมอท�ำขวัญนาค จะมีการร้องเข้าถึงอารมณ์วา่ เจ็บท้อง มีการกล่าวถึงการขอพรสิง่ ศักดิส์ ทิ ธิใ์ ห้ คลอดบุตรง่ายๆ และลงท้ายด้วยบทกล่อมลูก ให้นอนหลับ หลังจากหมดทางโลก เนื้อหาต่อไปก็จะเข้าสู่ทางธรรม ขึ้นต้นว่า “พ่อนาคมีบุญที่สุดแล้ว ที่จะได้บวชในวันนี้ ตั้งแต่พ่อนาคเกิดมา พ่อแม่ยังไม่เคยกราบไหว้พ่อนาค แต่นับแต่พรุ่งนี้เช้า พอพ่อนาคห่อผ้าเหลืองสีทองผ่องอ�ำไพ พ่อและแม่ ปู่ย่าตายาย เขาจะก้มกราบพ่อนาค…” จากนั้นก็จะสอนพ่อนาคให้วางตัวเป็นพระภิกษุที่ดี ใช้เวลาท�ำพิธี ช่วงนี้ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง “หัวใจของการท�ำขวัญนาคนี่อยู่ตรงไหนครับ” เพื่อนช่างภาพ ถามขึ้น หลังฟังป้าแมวแหล่ให้ฟังบทหนึ่ง 75 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


บทน�ำขวัญนาคเก่าเเก่ ลายมือของคุณพ่อทองหล่อ จูวงษ์ ชุมชนสิตาราม 76


“เนื้อหาที่สอนนาคก่อนบวชลูก หมอท�าขวัญปัจจุบันเขาไม่ใส่เรื่อง ราวเหล่านี้ลงไป หันไปร้องเพลงสากล พิธีนี้จึงเสื่อม ไม่ค่อยมีใครรู้จักหมอ ท�าขวัญนาคแล้ว เหลือเพียงพระเทศน์ไปเลย” “ตอนบวช อยากให้พิธีท�าขวัญนาคไหม” ฉันหันไปถามเพื่อน “ดีสิ” เพื่อนตอบ การได้มาฟังป้าแมวแหล่บทท�าขวัญนาคอย่าง ละเอียดลออ คงท�าให้นาค รูถ้ งึ ความล�าบากของพ่อแม่ผใู้ ห้กา� เนิด ความส�าคัญ ของพุทธศาสนา จนตั้งใจที่จะศึกษาธรรมะมากขึ้น

เส้นทางของป้าเเมว

ด้วยความที่ป้าแมวเป็นประธานชุมชนสิตาราม เเกเลยเป็นตัวตั้ง ตัวตี ก่อตัง้ กิจกรรมหัดโขน ให้นกั เรียนในชุมชนมาฝึกเล่นโชนกัน ซึง่ นอกจาก จะมีเด็กในชุมชนสิตารามมาเรียนแล้ว ก็ยังมีชุมชนใกล้เคียง อย่าง ชุมชนวัด สุนทรธรรมทาน และชุมชนบ้านบาตร มาร่วมด้วย ตามปกติเด็กๆ จะเรียน กันทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ บริเวณพระอุโบสถเก่าวัดสิตาราม พอมีงานชุมชน ก็จะได้เด็กเหล่านีอ้ อกไปแสดงโขน ได้เงินค่าจ้างคนละเล็กคนละน้อย มาเป็น ทุนการศึกษา แกเป็นครูฝึกหมอท�าขวัญ หากวิชาของแก ไม่ค่อยถ่ายทอดให้ใคร เท่าไหร่นัก ถ้าไม่ใช่พรรคพวกที่รู้จักกันมาก่อน ด้วยความกลัวว่าเมื่อสอนไป จะน�าความรูท้ แี่ กให้ไปใช้ในทางทีไ่ ม่ถกู ต้อง ส่วนลูกหลาน แกไม่เคยบังคับให้ มาสืบทอดต่อ หลังจากเห็นเด็กสมัยนี้ มาดูฝกึ ร้องลิเก เเล้วบ่นว่ายาก ก็ไม่เอา เเล้ว เมื่อใจไม่รัก เลยไม่อยากบังคับ “เด็กมันอยากไปดูคอนเสิร์ต ไปฟังดนตรีกันหมดแล้ว” แกว่า ทุกวันนีห้ ลายชายของเเก ยังเล่นดนตรีไทย ส่วนหลานสาวตัวเล็กๆ ยังใฝ่รู้จะเรียนร�า ด้วยความสนุกสนาน หากจะหาคนมาสืบทอดวิชาอย่าง เต็มขั้น คงอยากเต็มที 77 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


คณะละครทองหล่อ จูวงษ์ ที่อยู่ : 255 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 08-168-50046 เปิด-ปิด : 11.00-16.00 น. การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย 8, 15, 37, 47 ปอ.8, ปอ.37, ปอ.47, ปอ.49 กรุณาติดต่อล่วงหน้า เนื่องจากเป็นบ้านอยู่อาศัย

ชุมชนสิตำรำม 78


หนึ่งในวิธีการซ้อมมวยคือ การจับคู่ ซ้อมมวยกับนักมวยที่ฝีมือใกล้เคียงกัน 79 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ค่ายมวยเเสงมรกต

ชีวิตหลังสั งเวียน..ของนักมวย

ณ เวทีลุมพินี ศึกเพชรสุภาพรรณ โปรโมเตอร์มวยคัดนักมวยฝีมือดีมาเต็มเวที สายตาแฟนมวยนับพันคู่จับจ้องไปที่เวทีขนาด 24 x 24 ฟุต แสงสปอตไลท์ ส่องไปยังชายหนุ่ม 2 คน นักมวยที่พร้อมจะเข้าห�้ำหั่นกันเพื่อชัยชนะ ดวลกัน ด้วยฝีมือ ดวลกันด้วยแม่ไม้มวยไทย เสียงระฆังยกที่ 1 ดังขึ้น ยอดวิชา ภ.บุญสิทธิ์ ยืนประจันหน้า แสนเก่ง จ.นพรัตน์ พิกัด 129 ปอนด์ เกมสนุกตื่นเต้นเบียดกันมัน หากความได้เปรียบอยู่ที่ยอดวิชา 11-8 ยอดวิชาเดินหน้า พลิกมาแทงเข่าซ้าย แสนเก่งโต้ด้วยซ้าย หมดยก 3 ดูกันเพลิน แลกกันมัน ปล่อยตัวยกที่ 4 ยอดวิชายังได้เปรียบอาศัยความสูงใหญ่ แทงเข่า ซ้าย ซ�ำ้ ซ้ายไปอีกที แทงซ้ายไป แสนเก่งโต้ออกเข่าขวา แลกกันมัน หากความ แข็งแรงของยอดวิชาท�ำให้อัดไปเน้นๆ ต่อยก 5 ยอดวิชาเน้นตั้งรับ แสนเก่ง ไม่ท้อสู้ด้วยมัดและศอก ก่อนจะพ่ายความสด แพ้มวยรุ่นน้อง เวลานี้ ยอดวิชา ภ.บุญสิทธิ์ หนุ่มน้อยวัย 16 ปี เจ้าของอดีตค่าตัว 17,000 บาท เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มาวันนี้ค่าตัวเหยียบ 80,000 บาท มวยสไตล์บู๊ ดุดันแทงลึกแทงแรง ไม่เป็นรองใคร พิกัด 129 ปอนด์ เจ้าตัวพร้อมท้าชนทุกราย นาทีนี้สู้ได้ไม่มีปัญหา

ชุมชนสิตาราม 80


ก่อนจะมีชื่อเสียง

“เดินเข้าวัดไปเลยลูก เขาใกล้ซอ้ มมวยกันแล้ว” ป้าร้านขายข้าวแกง เจ้าเดิมบอกฉันและเพือ่ นช่างภาพ เมือ่ พวกเรากลับมาหาแกอีกรอบหลังออก จากบ้านจูวงษ์ พ���ถามทางไปค่ายมวยเเสงมรกต ได้ความว่า ตั้งอยู่ใน วัดสิตาราม ตอนนี้ใกล้เวลาซ้อมช่วงบ่ายเข้าไปทุกที ถึงที่หมายบรรยากาศเริ่มคึกคักมองเห็นนักมวยหลายคนค่อยๆ ทยอยลงมาจากชัน้ 2 ของตัวบ้าน ซึง่ เป็นทีอ่ ยูอ่ าศัยของนักมวยและเทรนเนอร์ บางคนก็อาศัยใต้เวทีเป็นรังนอน เห็นมีพร้อมทั้งหมอน ผ้าห่ม และพัดลม ชายหนุม่ หน้าอกเปล่าเปลือย สวมเพียงกางเกงมวยสีซดี จาง ราวกับ เล่าถึงเส้นทางชีวิตอันทรหด ลานโล่งมีอุปกรณ์ส�ำหรับการซ้อมมวยตั้งอยู่ มากมาย ทั้ง เวทีมวย กระสอบทราย เครื่องออกก�ำลังกาย เชือกส�ำหรับ กระโดด และนวม มุมหนึง่ ของค่าย มีกระดานด�ำขนาดใหญ่ เขียนรายละเอียด ของนักมวยและคู่ชกในการลงแข่งเวทีต่างๆ พวกเขาคว้าเชือก เตรียมกระโดดเชือกกันคนละครึง่ ชัว่ โมง พอดีกบั ที่ชายหนุ่มรูปร่างก�ำย�ำคนหนึ่ง สังเกตเห็นพวกเรา เขาเชื้อเชิญให้นั่งริม ขอบปูน ปล่อยให้พวกเรามองดูการซ้อมตามสบาย ก่อนที่ พ.อ.อ. ฐิติพงษ์ อ�่ำอนันต์ หรือจ่าทุย แสงมรกต จะมาเป็น เจ้าของค่ายมวย เขาเป็นเพียงลูกชาวบ้านตาสีตาสา มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็น นักมวย มาเป็นทหาร จากนั้น หลายชาย ก็มาเป็นนักมวย เมื่อไม่มีค่าย เลยไปฝึกซ้อมอยูแ่ ถวตรอกแขก พอไม่มใี ครดูแล ก็มาหาจ่าทุย สมัยนัน้ จ่าทุย รูจ้ กั กับจ่าเทพ ซึง่ มีพอ่ เป็นเจ้าของค่ายมวยแสงมรกตอยูก่ อ่ นแล้ว พอเขาเลิก ท�ำค่ายมวย จ่าทุยจึงคว้าโอกาสน�ำชื่อค่ายมวยแสงมรกตมาท�ำต่อเสียเลย ราว พ.ศ. 2529 ทุกวันนี้ผ่านมา 26 ปีแล้ว ที่ค่ายมวยแสงมรกต ผลิตนักมวย ชื่อดังเข้าสู่วงการ เดิมทีค่ายมวยแสงมรกต ตั้งอยู่ตรงคลองมหานาค แถวโรงแรม ปรินซ์ พาเลส จากนักมวย 2-3 คน ในเริ่มแรกก็มีจ�ำนวนมากขึ้น เมื่อพื้นที่ 81 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


นักมวยต้องซ้อมชก เเล้วเปล่งเสียงร้องอย่างเมามัน ชุมชนสิตาราม 82


(ซ้าย) การซ้อมกับกระสอบทราย (ขวา) การใช้ก�ำปั้นวิดพื้น

คับแคบ ประกอบกับก�ำลังมีการปรับปรุงคลอง เลยกระเถิบย้ายมาอยู่ที่วัด สิตาราม เพื่อให้มีพื้นที่กว้างขวางไว้ส�ำหรับรองรับนักมวยที่เพิ่มขึ้น ถือเป็น เวลาร่วม 20 ปี ที่ค่ายมวยแสงมรกตตั้งอยู่ในวัดสิตาราม อันล้อมรอบด้วย ชุมชนวัดสิตาราม จนมีความผูกพันกับคนในชุมชน มุมเกียรติยศมุมหนึ่ง แขวนกรอบรูปแชมป์มวยถึง 32 เส้น จ่าทุย ท้าชนว่าไม่มีค่ายไหน ได้แชมป์เยอะเท่าเขา คนที่ได้แชมป์จะถูกถ่ายรูปและ ใส่กรอบโชว์ ราวกับเป็นก�ำลังใจให้นักมวยรุ่นหลัง ขยันฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่น เพื่อขึ้นสู่ความส�ำเร็จ นี่ ค งเป็ น สาเหตุ ที่ ท� ำ ให้ ค ่ า ยได้ รั บ รางวั ล ค่ า ยมวยยอดเยี่ ย ม พ.ศ. 2547

จังหวะชีวิตของนักมวย

ชีวิตนักมวยมีแต่การซ้อม ทุกเช้าจันทร์ – เสาร์ แบ่งเป็นเวลา รอบเช้า 6 โมง ถึง 9 โมงเช้า และรอบบ่ายเวลาบ่าย 3 ถึง 6 โมงเย็น ประกอบ ด้วย วิ่ง กระโดดเชือก เตะกระสอบ ซ้อมลม 3-4 ยก และจับคู่ซ้อมมวยกับ นักมวยที่ฝีมือใกล้เคียงกัน เวลาที่เหลือเอาไว้พักผ่อน หนักไปทางนอน แทบไม่ออกไปเที่ยวไหน 83 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


เพชรสุวิทย์ ศักดิ์อาทิตย์ หนุ่มน้อยวัย 18 ปี

รากฐานของเด็กที่มาฝึกต้องเรียนหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่พ่อ เเละแม่ ส่งให้มาเรียนกรุงเทพฯ นอกจากความรูจ้ ากโรงเรียน ก็มคี า่ ยมวยเป็น โรงเรียนสอนวิชาชีพ ผู้มาเยือนสังเกตเห็นหนุ่มนักมวยคนหนึ่ง หนุ่มตี๋ คิ้วเข้ม ผิวขาว ท่าทางเข้าเค้าว่าถ้าเป็นดาราก็น่าจะดัง เพราะหน้าตาหล่อเหลาเอาเรื่อง ออกจะกระเดียดไปทางเกาหลีนิยม เขาบอกว่า เขาเป็นคนเชียงราย สุวิทย์ เดชฟ้อง เด็กหนุ่มวัย 18 ปี เจ้าของฉายา เพชรสุวิทย์ ศักดิ์อาทิตย์ ก�ำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสระเกศ เขาลง มาอยู่กรุงเทพฯ ได้เกือบ 3 ปี แล้ว ใช้เวลาส่วนใหญ่ กิน อยู่ นอนหลับใน ค่ายมวย เช้าซ้อมมวย เย็นซ้อมมวย แล้วหาเวลาที่ไหนไปเรียน “ไม่ทันเข้าแถวสักวัน” เด็กหนุ่มหัวเราะ “ตอนเช้าก็ตื่นไปวิ่งกับ พวกพี่ กลับมาซ้อมแล้วถึงค่อยไปโรงเรียน พอเลิกเรียนก็กลับมาซ้อม” “แล้วเรียนทันเพื่อนไหม” เพื่อนช่างภาพถาม “ติดศูนย์อะไรแบบนี้ อาจารย์เขาก็ให้แก้” เด็กหนุ่มยิ้มเขินๆ “อาจารย์เข้าใจว่างั้นเถอะ” เพื่อนฉันสัพยอก “อาจารย์เขาก็เครียดครับ แต่เขาก็รู้ว่าเราต้องเรียนด้วย ซ้อมมวย ชุมชนสิตาราม 84


‘กอล์ฟ’ ยอดวิชา ภ.บุญสิทธิ์ หนุ่มน้อยวัย 16 ปี

ไปด้วย” เลยรอดจากการเรียนไปได้หนึ่งเปราะ ด้วยความช่วยเหลือจาก อาจารย์เเละเพื่อนที่โรงเรียน เขาเท้าความให้ฟังว่า เริ่มชกมวยตอนเรียนอยู่ ป.6 เหตุเกิดจาก รุ่นพี่แถวบ้านชอบชกมวย จึงชักชวนให้ลองไปชกบ้าง เจ้าตัวเกิดติดใจศิลปะ มวยไทย ฝากฝังตัวเป็นศิษย์ค่ายศักดิ์อาทิตย์ แบบไร้ปัญหาคนที่บ้านต่อต้าน เพราะพ่อก็ชอบดูมวย ส�ำหรับเขามวยไทยก็เหมือนฟุตบอล เพียงแต่เขาชอบ มวยไทยมากกว่า พอจบ ม.3 ญาติที่เป็นเทรนเนอร์ประจ�ำค่ายแสงมรกตก็ชวนลงมา กรุงเทพฯ เพชรสุวิทย์ไม่ปฏิเสธเพราะฝันอยากมาอยู่กรุงเทพฯ นานแล้ว เด็ ก หนุ ่ ม จากเวที ม วยประจ� ำ หมู ่ บ ้ า น เลยได้ ม าเล่ น เวที ลุ ม พิ นี แ ละเวที ราชด�ำเนินสมใจ ตอนนี้ชกมาไม่ต�่ำกว่า 50 ครั้ง ชนะบ้างแพ้บ้าง ด้วยค่าตัว 5,000 บาท ฉันสงสัยหน้าตาแบบนี้ สาวน่าจะเยอะ ยังไม่ทันได้ถาม เพื่อนก็รู้ใจ ชิงถามให้ก่อน 85 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


“ไม่มี โรงเรียนชายล้วนครับ” เขายิ้มเขินๆ ดวงตาเรียวหรี่ลง ท�ำพวกเราหัวเราะลั่น แว่วเสียงช่างภาพถามถึงความฝันของเขา “คงต่อยมวยจนไม่ไหวนะครับ สักอายุ 30 ประมาณนี้ แล้วก็อยาก เรียนต่อด้านพลศึกษา” เขาบอกด้วยท่าทางอายๆ หากดวงตายาวรีที่แฝงไป ด้วยความมุ่งมั่น บอกอะไรมากกว่าที่คิด เพชรสุวทิ ย์ อาจไม่ใช่นกั มวยค่าตัวแพง หากเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ที่หาได้ เขาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ตั้งแต่ยังไม่ จบการศึกษา

ชีวิตหลังสังเวียน อยากเก่งต้องขยัน

เพชรสุวิทย์ขอตัวกลับไปซ้อม ระหว่างนั้นเขาชักชวนเพื่อนนักมวย ที่ซ้อมอยู่ข้างๆ ให้มาคุยกับพวกเรา ด้วยค�ำชมว่า คนนี้เก่งมาก หนุม่ น้อยคนนีม้ ชี อื่ เล่นว่า กอล์ฟ ส่วนในวงการเรียกเขาว่า ยอดวิชา ภ.บุญสิทธิ์ เขาเป็นเจ้าของสถิติชกทั้งหมด 10 ครั้ง ชนะ 9 เสมอ 1 เป็นแชมป์ เวทีมวยสยามอ้อมน้อย เป็นรองแชมป์สองเวที และถือเป็นนักมวยค่าตัวแพง เกือบแสนบาท ทั้งที่อายุเพียง 16 ปี มีชื่อเข้าชิงรางวัล นักมวยไทยยอดเยี่ยม “สยามกีฬา อวอร์ดส์” ครั้งที่ 6 แม้จะพลาดเป้า หากก็คว้ารางวัลอันดับ 2 “เยาวชนต้นแบบมวยไทย” หรือ “Youth Muay Thai I Dol” ประจ�ำ พ.ศ. 2554-2555 ของ สมาคมนักข่าวอาชญากรรม แห่งประเทศไทย ด้วยความกตัญญูต่อพ่อแม่ที่ท�ำงานเป็นชาวสวน ปลูกมัน ตัดอ้อย อยู่ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ไม่ว่าการแข่งจะได้เงินมาเท่าไหร่ เขายกให้ พ่อแม่หมด เงินจ�ำนวนหนึง่ ถูกน�ำไปซือ้ รถกระบะให้พอ่ และแม่ใช้ทำ� งาน ส่วน ตัวเองอยู่อย่างสมถะ เรียน กศน. ม. ต้น ลงมาเมืองหลวงครั้งใดก็อาศัยค่าย มวยแสงมรกตเป็นที่ฝึกซ้อม “มาอยู่ได้ 2 ปีแล้วครับ” น้องกอล์ฟดูเขินๆ ท่าทางแบบนี้คงเป็น ชุมชนสิตาราม 86


กิริยาปกติของนักมวย ยอดวิชาเป็นเด็กหนุ่มโครงร่างใหญ่ แข็งแรง ผมตัดสั้น ทรงสกินเฮด เพื่อนช่างภาพฉันบอกว่านักมวยเก่งๆ จะไว้ผมทรงนี้กันหม��� ถึงแม้จะอยูก่ นั คนละค่ายมวย หากความสนิทสนมทีบ่ ม่ เพาะกันมา นานและถือว่าอยู่ร่วมสายเดียวกัน ก็ท�ำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ค่ายมวยแสงมรกตอย่างไม่เคอะเขิน น้องกอล์ฟ ต่อยมวยครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ ตามพี่ชายที่เป็น นักมวยก่อนหน้า “ครั้งแรกไปต่อยมวยวัดครับ พ่อพาไป ขึ้นเวทีแล้วตื่นเต้นมาก ขาสั่นเลย แต่แพ้ครับ ได้ค่าตัว 250 บาท” “แล้วเสียใจไหม” “ไม่ครับ แพ้แล้วก็ไม่เป็นไร ต่อยใหม่ได้ จากนั้นก็แพ้ติดต่อกัน 3 นัดรวดเลย” เขาส่ายหน้า ท�ำเอาวงสนทนาหัวเราะกันกลิ้ง แววตาของยอดวิชาส่งประกายตาเรืองรอง ก่อนจะพูดว่า “ผมอยาก ต่อยมวยครับ ตอนนั้นคิดอยากต่อยมวยอย่างเดียว เลยไม่ท้อครับ” ฉันเชื่อ ว่าแววตาอันมุง่ มัน่ ของเขา ทีส่ ง่ ออกมาตลอดการพูดคุย บ่งบอกความพยายาม ในการต่อสู้เพื่อเป็นนักมวยของเขา หลังออกจากมวยวัด เขาก็ไปฝึกกับค่าย มวยที่ อ.ปากช่อง ชื่อศิษย์ธงศักดิ์ แล้วย้ายเข้าตัวเมืองอยู่ค่าย ภ.บุญสิทธิ์ ค่ายมวยที่ปลุกปั้นและให้นามสกุล จนมีชื่อเสียงแก่กล้าในปัจจุบัน ความเก่งกาจของยอดวิชาแลกมากับการขยันฝึกซ้อม เวลาลงมา กรุงเทพฯ เขาวิ่งจากที่พักแถวราชด�ำเนิน มาถึงค่ายมวย หลังซ้อมตอนเช้า เสร็จ ก็วิ่งกลับไปอาบน�้ำ เข้านอนตอน 10 โมงเช้า ก่อนจะวิ่งกลับมาซ้อม รอบเย็น แล้วเข้านอนตอน 4 ทุ่ม วันหนึ่ง วิ่งราว 14 กิโลเมตร ถ้าเขาอยู่ในกรุงเทพฯ หลังจบการแข่งขันจะพัก 5 วัน ก่อนกลับมา ซ้อม ช่วงเวลาหยุดพัก ก็ใช้ชีวิตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ดูหนัง แทบไม่ได้ออกไป เที่ยวไหน “หลังจากต่อยมวยเสร็จ อยากท�ำอะไรเหรอ” 87 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) รูปร่างสูงใหญ่ เเละเเววตามุ่งมั่นของยอดวิชา ท�ำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้อยู่ไม่น้อย (ล่าง) เเม่ไม้มวยไทย ถือเป็นศิลปะที่มีความงดงาม เพราะใช้ร่างกายครบทุกส่วน ชุมชนสิตาราม 88


(ซ้าย) จ่าทุย เเสงมรกต (บนขวา) นักมวยในค่าย (ล่างซ้าย) เเบงก์ (ล่างขวา) พลอยเเละเจเจ

“อยากกลับบ้านครับ อยากไปหาพ่อแม่ก่อนเลย” เขาตอบทันที แม้อาชีพนักมวยจะท�ำรายได้ต่อเดือนให้เขามากกว่าคนในรุ่นราวคราว เดียวกัน จนเขาสามารถน�ำเงินก้อนนี้ไปเที่ยวได้อย่างสุขสบาย หากเด็กหนุ่ม เลือกที่จะกลับมาอยู่ใกล้ชิดผู้ให้ก�ำเนิด ไม่ว่าต่อยมวยกี่ครั้ง เขาจะชนะหรือแพ้ ก็มีอ้อมกอดอบอุ่นของพ่อ และแม่ รออยู่ที่บ้าน

โรงเรียนมวยไทย

พวกเรานัง่ ดูนกั มวยหนุม่ ซ้อมกันจนเพลิน ยิง่ ซ้อมนานขึน้ เสียงร้อง อันฮึกเหิม ทีเ่ ปล่งออกมาจากริมฝีปาก เสียงเป่าลมขณะท�ำการซ้อมชกลมเพือ่ บริหารปอด และเสียงเตะต่อยกระสอบทราย อาจท�ำให้คนที่ไม่คุ้นชินอย่าง ฉันสะดุ้ง ตกใจกลัวเป็นพักๆ หากเด็กหญิง 2 คน ที่พึ่งเดินเข้ามาซ้อมหลัง โรงเรียนวัดสิตารามเลิกเรียนก็ท�ำพวกเราทึ่งมิใช่น้อย “พลอยกับเจเจไม่กลัวเหรอ เสียงดังขนาดนี้” 89 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


“ไม่ค่ะ หนูไม่เห็นกลัวเลย” ทั้งคู่ส่ายหน้า พลอยเป็นคนตอบ พลอยกับเจเจยังเป็นนักเรียนชัน้ ประถมศึกษา วันไหนไม่มกี ารบ้าน ก็พากันมาซ้อมมวยเป็นประจ�ำ สงสัยท่าไหน ก็ถามพี่นักมวยข้างๆ เอา ลีลาเตะกระสอบของทั้งคู่ดูช�ำนาญมิใช่น้อย ทั้งคู่ชอบมวยไทย และเรียนเพื่อ เป็นการออกก�ำลังกาย รวมถึงใช้เป็นศิลปะการป้องกันตัว ส่วนน้องแบงก์ อายุ 12 ปี ที่สลัดชุดนักเรียนมาใส่กางเกงมวย เรียบร้อย ก็มคี วามฝันว่าอยากเป็นนักมวย แม้อายุยงั ไม่ถงึ เกณฑ์ลงสนามใหญ่ หากตอนนี้ก็มีวิชาแม่ไม้มวยไทยใช้แสดงในงานชุมชน หารายได้เป็นทุน การศึกษา ค่ายมวยแห่งนี้ ถือเป็นโรงเรียนสอนมวย ส�ำหรับเด็กๆ ซึ่งไม่ว่าจะ เป็นคนในชุมชนนี้หรือไม่ หากเป็นคนไทย ก็สามารถเข้ามาเรียนมวยได้ฟรี โดนมีนักมวยอาชีพเป็นคนสอน จ่าทุยบอกว่าที่แกท�ำเช่นนี้ เพราะใช้หลักเมตตาธรรมส�ำหรับคนที่ มีความตั้งใจ เด็กในค่ายของแกส่วนใหญ่เป็นเด็กดี แกเลี้ยงดูทุกคนเหมือน คนในครอบครัว เน้นสอนเรือ่ งคุณธรรมเพือ่ ให้เป็นคนดีของสังคม สอนให้รจู้ กั เก็บเงินไว้ใช้ในบั้นปลาย และส่งเสริมให้เรียนหนังสือ หากความที่ค่ายมวยมีแต่ผู้ชาย จึงไม่แปลกที่จะมีความอยากรู้ อยากลอง แต่ถ้าแกพบใครติดยา หนีเที่ยว หรือเกเร ไม่ตั้งใจ ก็จะท�ำ การตักเตือน 3 ครั้ง ถ้ายังท�ำผิดอีก ก็ไล่ออก หากส่วนใหญ่นักมวยที่มาอยู่ จะมีพ่อแม่มาฝาก ทุกคนจึงมีความตั้งใจ มีความอดทน และมีความพยายาม ท�ำให้เป็นมวยกันเร็ว “พวกนีม้ นั โจรทัง้ นัน้ ถ้าเอาไม่อยู่ ผมไม่กลัวมัน เพราะเป็นหัวหน้า โจร” จ่าทุยว่า แกผ่านโลกมาเยอะ จึงเข้าใจคนวัยหนุ่มดี จะมีแฟนหรือ ครอบครัวแกก็ไม่ว่า แต่ใครจะขาดซ้อมหรือเกเรนั้นไม่ได้ ด้วยความที่อยู่กันมาเป็นครอบครัว นักมวยที่พออายุขึ้นเลขสาม ก็ ไ ม่ ส ามารถชกมวยอาชี พ ต่ อ ได้ แกก็ จ ะให้ เ ป็ น เทรนเนอร์ เเล้ ว ส่ ง ไป ชุมชนสิตาราม 90


ต่างประเทศ เพราะลูกชายของจ่าทุยท�าค่ายมวยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย 2 ค่าย บางคนก็เป็นเทรนเนอร์ในค่าย ดูแลกันไปเรื่อยจนกว่าจะตายจากกัน ถือเป็นความสัมพันธ์อันอบอุ่นของค่ายมวย

มวยไทยในห้วงค�านึง

ทุกวันนี้นอกจากชายไทยก็มีชายชาวต่างชาติสลับหมุนเวียนกันมา เรียนมวยอยู่เรื่อย จ่าทุยในฐานะ คนปลุกปั้นศึกไทยไฟต์ ศึกมวยอันโด่งดังไป ทั่วโลก ก็ท�าให้ใครๆ ต่างพูดว่า “ใครอยากเรียนมวยก็ต้องมาหาจ่าทุย” ซึ่งทุกครั้งที่จ่าทุยไปต่างประเทศ มักได้ค�าตอบว่า ชาวต่างชาติบางคนไม่รู้จัก ประเทศไทยเสียด้วยซ�้า แต่พวกเขารู้จักมวยไทย “ทุกครั้งที่ผมเห็นพ่อแม่ แบกชุดพาลูกไปเรียนเทควันโด ผมรู้สึก เศร้าใจนะ ซึ่งทั่วโลกคิดว่า มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ดีที่สุดในโลก แต่ลูก หลานเราไปเรียนเทควันโดเเทน แล้วมันเป็นศิลปะที่อยู่ในสายเลือดคนไทย มันมีเสน่หข์ องมัน ถ้าออกอาวุธให้ถกู ต้อง มันจะสวยงาม” แกหลงรักมวยไทย มาทั้งชีวิต ทุกวันนี้แค่มองเห็นเด็กในค่ายฝึกซ้อมแกก็มีความสุข ฉันไม่รู้ว่าคนไทยแต่ละคนมองภาพมวยไทยในแง่ไหน หากใน แง่หนึ่ง ลูกศิษย์ชาวต่างชาติของจ่าทุย กลับไปเปิดค่ายมวยไทยที่ประเทศ บ้านเกิด หลังฝึกวิชาเสร็จ บางคนมาฝึกมวยไทย เพราะอยากออกก�าลังกาย บางคนมาฝึกมวยไทย เพราะความชื่นชอบส่วนตัว มวยไทย ไม่ได้เป็นเพียงเเค่กีฬา เพื่อวิชาชีพเสมอไป หากเป็น ความรัก ศิลปะเเม่ไม้มวยไทยด้วย

91 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


ค่ายมวยแสงมรกต ที่อยู่ : 21 วัดสิตาราม ถนนด�ารงรักษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 02-218-4585 เปิด-ปิด : รอบเช้า 06.00-09.00 น. รอบบ่าย 15.00-18.00 น. (ปิดวันอาทิตย์) การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย สาย 8, 15, 37, 47 ปอ.8, ปอ.37, ปอ.47, ปอ.49

ชุมชนสิตำรำม 92


ภายในพระวิหารเก่าวัดสิตาราม ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย 93 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


สิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในสิตาราม

สิ่งที่ผูกให้ชาวสิตารามมารวมตัวตั้งวงสนทนา หรือท�ำกิจกรรม ร่วมกัน คือ วัดสิตาราม สถานที่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง และมีร่มเงาไม้น้อยใหญ่ สร้างความร่มรื่น ไม่ว่าจะอยู่ในเวลาใด ฉันมักจะเห็นคนในชุมชนพากันเดิน เข้าเดินออกวัดอยู่เสมอ รวมถึงเสียงวิ่งเล่นของเด็กๆ ในโรงเรียนวัดสิตาราม ก็ชักพาบรรยากาศในวัดให้สดใสมิใช่น้อย ด้���ยความที่วัดสิตารามมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาพร้อมกับ การก่อสร้างชุมชน การมาเยือนวัดแห่งนีจ้ งึ เหมือนการมาเรียนรูป้ ระวัตศิ าสตร์ ว่ า ครั้ ง หนึ่ ง ชาวชุ ม ชนบริ จ าคเงิ น คนเล็ ก ละน้ อ ย รวมตั ว การสร้ า งวั ด ด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนา

ความงดงามที่วัดสิตาราม

พวกเราแวะไปชมพระอุโบสถและพระวิหารเก่าของวัดสิตาราม หลังจากเดินผ่านแล้วเมียงมองดูลวดลายปูนปั้นบนหน้าบัน ความงดงามของ กาลเวลาเป็นเช่นนี้ แม้จะเก่าทรุดโทรม ไม่ได้ประดับด้วยกระจกสีสัน หรือ ทองค�ำเปลวบริสุทธิ์ หากความงดงามของลวดลายบนปูนเปลือยก็สะท้อน วัฒนธรรมการสร้างพระอุโบสถเเละพระวิหารแบบสมัยเก่าออกมา พวกเราติดต่อพระครูนิกร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสิตาราม พระครูเป็น ผู้ดูแลและทราบข้อมูลเกี่ยวกับพระอุโบสถและพระวิหารเก่า ท่านเดินมา ไขกุญแจพระวิหาร ทราบมาว่าตามปกติจะเปิดตอนเช้า แล้วปิดหลังเที่ยง ชุมชนสิตาราม 94


หน้าบันพระวิหารเก่า ลายเครือเถา เเละลายพรรณพฤกษา เเบบยุโรป ตรงกลางมีจานกระเบื้องเคลือบเเบบจีน

ก้าวเท้าเข้าไป พวกเราผลักบานหน้าต่างกันคนละบาน บานหน้าต่าง เป็นแบบเก่า ใช้ไม้ขดั บานเอาไว้เวลาปิด ลวดลายบนบานเป็นศิลปะลายรดน�ำ้ แทบมองไม่เห็นแล้ว เนื่องจากทองค�ำเปลวหลุดลอกออกตามกาลเวลา “ไม่น่าเชื่อ ว่าจะได้จับหน้าต่างอายุ 100 กว่าปี ใครจะไปคิดล่ะ” แว่วเสียงเพื่อนช่างภาพ ออกอาการตื่นเต้นยินดีที่ได้ผลักบานหน้าต่างอายุ มากกว่าพวกเราหลายเท่า สมัยก่อนคงมีคนมาผลักบานหน้าต่างนี้ทุกวัน พระอุโบสถและพระวิหารสร้างตามศิลปะจีน ตามความนิยมในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) คือ ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ พาไลลาดชัน เสาพาไลไม่มบี วั มุงกระเบือ้ งหลังคาแบบไทย หน้าบัน เป็นรูปจั่วบ้าน ประดับปูนปั้นลายเครือเถาเเละลายพรรณพฤกษาเเบบยุโรป ตรงกลางมีจานกระเบื้องเคลือบแบบจีน ส่วนซุ้มประตูเป็นลายดอกไม้เทศ และบานประตู เป็นลายรดน�ำ้ เทวดา ถือตรีศรู ด้านหลังเป็นลายดอกพุดตาน 95 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(ซ้าย) พระครูนิกร (ขวา) พระพุทธรูปบริเวณพระอุโบสถหลังใหม่

พระครูเล่าว่า สมัยก่อนทีด่ นิ ตรงนีเ้ คยเป็นเล้าหมูมาก่อน เล่ากันว่า เจ้ากรมแย้ม หรือ เจ้ากรมยิ้ม ชาวมอญผู้รับราชการในสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้ชักชวนชาวจีนที่อาศัยเลี้ยงหมู ค้าขายอยู่ละแวกนี้มาร่วมกันสร้างวัด ให้ชื่อว่า ‘วัดคอกหมู’ ก่อนจะเปลี่ยน นามให้สอดคล้องกับผู้สร้าง โดยการน�ำศัพท์จากภาษาบาลี ค�ำว่าสิต แปลว่า ยิ้ม น�ำมาสนธิกับค�ำว่า อาราม รวมกันว่า ‘สิตาราม’ แปลว่า วัดที่เจ้ากรมยิ้ม เป็นผู้สร้าง สมัยก่อน พระอุโบสถจะใช้ส�ำหรับกิจกรรมของพระสงฆ์ และงาน บวช ส่วนพระวิหารเก็บพระพุทธรูป วัตถุโบราณ พระคัมภีร์ และหนังสือ ธรรมะต่างๆ ปัจจุบนั พระอุโบสถ ไม่ได้เปิดใช้ เพราะหลังจากสร้างพระอุโบสถ หลังใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2524 ก็ได้อัญเชิญหลวงพ่อทองกายสิทธิ์ ศิลปะสุโขทัย ที่ล่องเรือมาจากสุโขทัยสมัยรัชกาลที่ 3 องค์เป็นทองส�ำริด หน้าตัก 29 นิ้ว ชุมชนสิตาราม 96


บานประตูพระอุโบสถ เป็นลายรดน�้ำ ทวารบาลคือเทวดา ถือตรีศูร ด้านหลังเป็นลายดอกพุดตาน ถือเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองมากในสมัยรัชกาลที่ 3 97 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ไปอยู่พระอุโบสถหลังใหม่ พระอุโบสถหลังเดิมจึงปิด เเล้วขึ้นทะเบียนกับ กรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2528 ปัจจุบนั นีโ้ ครงสร้างภายนอกเริม่ เอน ปูนเริม่ กะเทาะหายไปตามกาล เวลา ภายในพระอุโบสถหลังเดิมไม่มีอะไรแล้ว ส่วนพระวิหาร จะมีพระครู นิกรมานั่งสวดมนต์เป็นประจ�ำ ภายในพระวิหารมีพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย เป็นองค์ประธาน ซึ่งของทุกชิ้นภายในพระวิหารล้วนขึ้นตรงกับกรมศิลปากร ทั้งสิ้น น่าเสียดายที่สถานที่นี้ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร เนื่องจากทางวัดไม่ สามารถท�ำได้โดยพลการ ต้องรอให้กรมศิลปากร อนุญาตให้ซ่อมแซมก่อน “อยากให้ซ่อมแซมลวดลายที่นี่จัง” ฉันร�ำพึงออกมา อดเสียดาย ลายรดน�้ำศิลปะไทยที่มีความประณีตงดงามไม่ได้ ทุกวันนี้แทบจะเลือนลาง จางหายตามกาลเวลา วันหนึ่งข้างหน้า อาจไม่มีใครรู้เลยด้วยซ�้ำว่าประตูมี ลวดลายอย่างไร เพราะคงเห็นเพียงแค่บานประตูและบานหน้าต่างสีด�ำ

รสชาติละมุนลิ้นเเบบไอศกรีมเมืองไทย

มีคนแนะน�ำว่า ให้ลองไปทานไอศกรีมชื่อดังใกล้วัดสิตารามให้ได้ เพียงแค่เดินพ้นขอบก�ำแพงวัดสิตาราม ก็จะเจอไอศกรีมเจ้านี้ ท�ำขายกันมา นานกว่า 20 ปี ก่อนจะมาตั้งร้านสาขาใหญ่ ริมถนนด�ำรงรักษ์ได้ไม่นาน ร้านไอศกรีมเมืองไทยเป็นร้านไอศกรีมที่เปิดรับอากาศเย็นสบาย มีเก้าอีท้ รงสูงให้นงั่ กิน หรือจะเลือกนัง่ โต๊ะไม้หน้าร้าน ทีม่ กี ารจัดวางโต๊ะและ ต้นไม้ เป็นมุมเล็กๆ น่ารัก ให้นั่งกินคลายร้อน ไอศกรีมของร้านมีเอกลักษณ์ตรงเป็นไอศกรีมใส่เครื่อง มีให้เลือก มากมายทั้งข้าวเหนียว เผือก ถั่วแดง มัน สับปะรด ฟักทอง ลูกชิด และวุ้น พร้อมไอศกรีมหลากรสให้เลือกอย่าง ช็อกโกแลต ชานม วานิลลา กาแฟ เผือก มะนาว สตรอเบอร์รี่ และกะทิ รสยอดนิยม ส่วนราคาก็อยู่ที่ โคนละ 10 บาท ใส่เครื่อง 12 บาท ขนมปัง 15 บาท ถ้วยกลาง 15 บาท ถ้วยใหญ่ 20 บาท ถ้วยพิเศษ 30 บาท นอกจากอร่อยเเล้ว ราคาก็ยังเป็นกันเอง สมกับสโลแกน ชุมชนสิตาราม 98


ของร้านที่เป็นไอศกรีมแบบไทยๆ ระหว่างดูเจ้าของร้านเเนะน�ำ ฉันเลือก สั่งกะทิกับสับปะรด ส่วนเพื่อนช่างภาพเลือกสั่งช็อกโกแลตกับข้าวเหนียว ในราคาถ้วยละ 20 บาท ตอนแรกพวกเรานึกว่าจะได้ไอศกรีมถ้วยเล็ก แต่พอ หลานสาวเจ้าของร้านยกมาให้ ก็ถ้วยใหญ่จนอึ้ง ฉันถาม คุณไชยณรงค์ วรวุฒิคชานนท์ เจ้าของร้าน ว่าเหตุใดถึงใช้ ชือ่ ว่า เมืองไทย เขาเล่าว่า เมืองไทย คือตัวแทนของความหลากหลาย ในด้าน พืชผล และอาหาร ไอศกรีมของไทยก็มีเครื่องและมีกะทิ ถือเป็นเอกลักษณ์ ของเมืองไทย ก่อนจะมาท�ำร้านไอศกรีม เขาเข้ามากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2507 เดิมทีเป็นช่างท�ำเข็มขัดทอง นาก เงิน อยู่ที่คลองถม เมื่อเวลาผ่านไปคนก็ เริ่มไม่นิยมใช้ จึงได้เปลี่ยนอาชีพมาท�ำไอศกรีมแทน เนื่องด้วยไอศกรีมเป็น ความชอบตัง้ แต่เล็ก และใช้ตน้ ทุนไม่มากนัก ซึง่ ผูส้ อนท�ำไอศกรีมก็คอื อาจารย์ คนจีน 3 ท่าน แต่ละคนก็สอนวิชาให้คนละอย่าง เช่น การท�ำสับปะรดเชื่อม ต้มอย่างไรให้อร่อย วิธีการก็คือ น�ำมาเคี่ยวใส่น�้ำตาล ถ้าต้องการสีเข้มให้ใช้ น�้ำตาลทรายแดง เวลาตักไอศกรีมก็ต้องวางสับปะรดไว้ด้านบน ถ้าวางด้าน ล่างรสชาติจะไม่อร่อย และไม่หอมเท่า ทุกวันนี้ จากรถเข็นเล็กๆ ตั้งอยู่ใน คลองถม ขยายใหญ่โต มีโรงงาน ทั้งขายปลีก ขายส่ง บริการนอกสถานที่ และเฟรนไชส์ ฉันตักไอศกรีม ลิ้มรสหวานเปรี้ยวของสับปะรด ซึ่งเมื่อตักรวมกับ กะทิ รสชาติหวานมัน อร่อยมาก จมูกก็สูดกลิ่นหอมๆ ของกะทิ เรียกได้ว่า กินถ้วยเดียวไม่พอ ติดใจจนขออีกถ้วย ด้วยความทีร่ า้ นมีความตัง้ ใจจะแบ่งปันให้กบั ผูอ้ นื่ จึงมีการมอบของ ขวัญวันเกิดให้ทานไอศกรีมฟรีส�ำหรับเจ้าของวันเกิดที่น�ำหลักฐานมาแสดง เรียกได้ว่าตอบแทนลูกค้าประจ�ำ ที่มาอุดหนุนร้านสม�่ำเสมอ รวมถึงลูกค้า ขาจรที่อาจบังเอิญมาทานไอศกรีมในวันเกิด ก็อาจได้รับโชคนี้ไปโดยไม่รู้ตัว รู้เเล้วว่าท�ำไมหลายคนถึงรักไอศกรีมเมืองไทย 99 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) จากซ้าย สับปะรด ถั่วเเดง เเละข้าวโพด เครื่องใส่ไอศกรีมอันเป็น เอกลักษณ์ของร้าน (ล่างขวา) ไอศกรีมกะทิ ใส่สับปะรด เเละโรยด้วยถั่ว (ล่างซ้าย) รถเครื่องไอศกรีม ขับขายความอร่อยมาเนิ่นนาน ชุมชนสิตาราม 100


(บน) ‘ลุงตั้ม’ วิทยา มกรสุต ผู้สืบทอดต�ำรับยาเเผนโบราณ (ล่างซ้าย) ยาเเผนโบราณอัดเม็ดบรรจุในขวดเก้ว (ล่างขวาบน) ซองยาเเผนโบราณ มีตราฤาษีออกธุดงค์ (ล่างขวา) ขวดเเก้วบรรจุยาตั้งเรียงรายในตู้กระจก 101 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ลมหายใจของยาเเผนโบราณ

ย้อนอดีตไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คนย่านนี้หากเกิดเจ็บป่วยล้วน นึกถึงยาแผนโบราณของ สถานที่ปรุงยาไทย ถนอม บุณยะกมล เจ้าของ ร้านชาวไทยผู้สืบทอดสูตรยาจาก พระยาแพทยพงศาวิสุทธาธิบดี หรือ สุ่น สุนทรเวช ต้นตระกูลสุนทรเวช แพทย์ประจ�ำพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) รุ่นตาและรุ่นแม่จากไป รุ่นลูกยังสานต่อ ร้านเปิดให้บริการตรง สี่แยกหลานหลวง เป็นตึกแถว 4 ชั้น 3 คูหา ยกพื้นที่ชั้นล่าง ให้เป็นร้าน ขายยา ส่วนชั้นอื่นเป็นหอพักสตรีบุณยะกมล ภายในร้านเต็มไปด้วยยา สรรพคุณหลากหลายขนาน ขวดแก้วตั้งเรียงรายอยู่เต็มตู้ หากวางเปล่า เดา ได้ว่าครั้งหนึ่งขวดแก้วพวกนี้คงเต็มไปด้วยยา กาลเวลาที่หมุนผ่านท�ำให้ยา แผนโบราณได้รับความนิยมลดลง วันหนึ่งอาจมีลูกค้า 1-3 ราย หรือไม่มีเลย วิทยา มกรสุต หรือ ลุงตั้ม นั่งอยู่เดียวดายภายในร้าน แกเฝ้ามอง ผู้คนเดินผ่าน พวกเราเข้ามาเป็นลูกค้าคนแรกของแก แกหยิบซองยา ที่ขายเพียงซองละ 5 บาท มาให้เราเลือกซื้อ สีสัน ของซองสวยงาม มีตราฤาษีออกธุดงค์ เป็นโลโก้ร้าน ใช้กันตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 6 แกคลุกคลีอยู่กับการปรุงยามาแต่เด็ก ช่วยคุณถนอมผู้เป็นตา และ คุณแม่ ปรุงยามาโดยตลอด การปรุงยาแต่ละตัวเต็มไปด้วยความยุง่ ยาก อาศัย ความละเมียดละไม เริ่มจากการน�ำตัวยามาท�ำความสะอาด สมัยก่อนจะบด ยาให้เป็นผงด้วยตนเอง หากเครื่องบดยาแบบโบราณแก่จัดจนใช้การไม่ได้ เลยต้องจ้างเขาท�ำ จากนัน้ น�ำตัวยาทีบ่ ดเสร็จแล้วผสมตามต�ำรา บางสูตรก็นำ� มาปั้นเป็นเม็ด บางสูตรก็ร่อนให้เป็นผงละเอียด โดยใช้กระดงร่อน ทุกอย่าง ล้วนใช้มือ ไม่มีเครื่องจักร ยาแผนโบราณของร้านเรียกว่า ยาต�ำรับ หมายถึง ยาที่มีส่วนผสม ของสมุนไพรตั้งแต่ 2 ชนิดมารวมกัน ประกอบด้วยสมุนไพรใช้เป็นยาตรง ชุมชนสิตาราม 102


สมุนไพรใช้เป็นยาช่วย สมุนไพรใช้เป็นยาประกอบ และสมุนไพรใช้ชรู สชูกลิน่ เพือ่ เสริมประสิทธิภาพของยา ป้องกันอาการข้างเคียง และช่วยรับประทานให้ ง่ายขึ้น จึงไม่มีผลเสียต่อร่างกาย ดังนัน้ ยาสูตรหนึง่ อาจมีสว่ นผสมเป็นสมุนไพรกว่า 10 ตัว ตัวยาทีใ่ ช้ มาจากวัตถุดิบพวกสัตว์ ได้แก่ เขี้ยว เช่น เขี้ยวเสือ เขี้ยวจระเข้ เขี้ยวหมี และ กระดูก แต่เดีย๋ วนีร้ าคาแพง แถมยังหายาก พวกสมุนไพร ได้แก่ โกฐหลากชนิด ที่ช่วยแก้ไข้หรือขับลม เนื้อไม้ เช่น จันทร์แดง กฤษณา และดอกไม้ เช่น มะลิ พิกุล บุญนาค จ�าปา จ�าปี และกระดังงา เป็นต้น รวมถึงตัวยาแปลกๆ อย่าง หางปลาช่อน และดีงูเหลือมแห้ง “เวลากินเขากินยังไงคะ” “น�ามาบด ผสมกับน�้า หรือจะกินแบบยาฝรั่งก็ได้ กินแบบเม็ดแล้ว กลืนน�้าตามลงไป” ซึ่งการน�ามาบดกับน�้า ต้องแล้วแต่ตัวยาว่าจะผสมกับน�้า อะไร บางชนิดก็ผสมน�้าดอกมะลิ หรือ ดอกไม้ชนิดอื่น ซึ่งจะมีเขียนไว้อย่าง ละเอียดในใบก�ากับยา ฉันเลือกซื้อยาแก้ไข้มาหนึ่งซอง กะในใจว่าถ้ามีไข้จะลองยาแผน โบราณนี้ดูสักหน่อย ตอนแรกกังวลเรื่องความปลอดภัย หากยาแต่ละขนาน ต้องต่อทะเบียนกับกระทรวงสาธารณะสุขทุกปี จึงปลอดภัยหายห่วง “ยาอาจจะกินแล้วหายช้า แต่หายแน่นอน เหมือนฆ่าเชื้อโรค ไปหมด” ลุงตั้มยืนยัน ให้ฉันมั่นใจ ลูกค้าส่วนใหญ่ของแกมักเป็นคนรุ่นเก่า หากก็ยังมีคนรุ่นใหม่ที่เคย ลองจากคนเฒ่าคนแก่แล้วได้ผล ตามมาซื้อยาของแกไปใช้ ท่ามกลางกลิ่นยาที่สัมผัสได้จางๆ ตู้กระจกฝุ่นเขรอะจับตัวกันเป็น คราบ และบรรยากาศที่ค่อนข้างมืด ความหวังกับอนาคตของร้าน คงยากที่ จะกลับมาคึกคักเหมือนแต่ก่อน หากแกยังคงเปิดร้านขายยาต่อไป เพื่อให้ คนเจ็บป่วย มียาดีๆ ใช้ ก่อนแกจะหมดแรงท�าร้านต่อไปไม่ไหว ในความเงียบเหงา มีสิ่งเล็กๆ ที่เป็นพลังซ่อนอยู่ 103 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


วัดสิตาราม ที่อยู่ : 21 ถนนด�ารงรักษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 02-280-8171 เปิด-ปิด : 06.00-18.00 น. ร้านไอศกรีมเมืองไทย ที่อยู่ : 21/5 ถนนด�ารงรักษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 08-151-43175 เปิด-ปิด : 06.00-20.00 น.

การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย 8, 15, 37, 47 ปอ.8, ปอ.37, ปอ.47, ปอ.49 สถานที่ปรุงยาไทย ถนอม บุณยะกมล 239 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 02-281-3887 เปิด-ปิด : 07.00-20.00 น. การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย 2, 8, 44, 59, 60, ปอ.8, ปอ.37, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.79, ปอ.511

ชุมชนสิตำรำม 104


ชุมชนวัดสระเกศ

โลงเเฮนด์เมดที่ตรอกเซี่ยงไฮ้


แผนที่เส้นทางเดินเที่ยว ชุมชนวัดสระเกศ 107 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ชุมชนวัดสระเกศ

โลงเเฮนด์เมดที่ตรอกเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดินมาตามถนนจักรพรรดิพงษ์ สองฝั่งทางล้วนเต็มไปด้วย ตึกแถวเก่าแก่ที่มีการปรับปรุงจนสวยงาม ในสมัยก่อนคนถิ่นนี้อาศัยคลอง เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก หากเมื่อมีการก่อสร้างถนน ผู้คนก็หลงลืมคลอง หันมาใช้ถนนเป็นเส้นทางคมนาคมเเทน พร้อมกับการเข้ามาของตึกแถวที่ เปลี่ยนสภาพการอยู่อาศัยของคนเมือง จากบ้านไม้ มาเป็นตึกปูนทรงกล่อง สี่เหลี่ยมตามตะวันตก ถึงแยกแม้นศรี ข้ามฝั่งมาถนนเก่าแก่ ชื่อ ถนนบ�ำรุงเมือง สร้างขึ้น สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) บริเวณนี้มีตรอก เล็กๆ มีชาวจีนเซี่ยงไฮ้กว่า 40 ครอบครัวอพยพเข้ามาอาศัย พร้อมน�ำวิชา ช่างไม้ติดตัวมาด้วย โดยเข้ามาเช่าตึกแถวชั้นครึ่งตลอดฝั่งทาง และประกอบ อาชีพเฟอร์นิเจอร์ไม้ตลอดทั้งซอย จนเรียกขานทั่วไปว่า ตรอกเซี่ยงไฮ้ หรือ ซอยเซี่ยงไฮ้ และกลายเป็นแหล่งค้าไม้แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมือ่ มีผคู้ นเข้ามาอาศัยมากขึน้ ก่อเกิดเป็นชุมชนวัดสระเกศอันเป็น แหล่งรวมตัวของช่างฝีมือ บนเนื้อที่ 2 ไร่เศษของส�ำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในซอยบรรมพต ถนนบ�ำรุงเมือง เลยไปถึง ซอยคลองถมวัดสระเกศ ติดโรงเรียนวัดสระเกศ ถนนจักรพรรดิพงษ์ หากกาลเวลาก็พัดพาให้ช่างชาวจีนเซี่ยงไฮ้ล้มหายตายจาก คนที่ เหลืออยู่ก็ไม่ได้ท�ำเฟอร์นิเจอร์ไม้เหมือนแต่ก่อน เพราะไม้มีราคาแพง แถม คนรุน่ หลังยังนิยมไปซือ้ เฟอร์นเิ จอร์ในร้านขนาดใหญ่มากกว่าจะสัง่ ท�ำกับร้าน ชุมชนวัดสระเกศ 108


เล็กๆ ท�ำให้ถิ่นก�ำเนิดของงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ ถูกขยายตัวไปละแวกอื่น และ เหลือเพียงการท�ำประตูไม้ งานไม้แกะสลัก และไม้แผ่นสร้างบ้าน ซึง่ บางส่วน ก็พัฒนามาท�ำโลงศพ จนมีชื่อเสียง เป็นที่เลื่องลือกันว่า ถ้ามาตรอกเซี่ยงไฮ้ จะได้พบกับโลงศพแฮนด์เมด อันเป็นบ้านหลังสุดท้ายของมนุษย์ กันมาน���น กว่า 80 ปี ‘ร้านประธาน (เจี่ยล้งเส็ง)’ หนึ่งใน 3 ร้าน สืบทอดกิจการการค้า โลงศพกันมาแล้ว 3 รุ่น ตั้งแต่อาก๋ง อพยพมาจากเมืองจีน แม้ช่างฝีมือสมัย เก่าจะล้มหายตายจาก ก็ยงั มีชา่ งรุน่ ใหม่สบื สานต่อ เเม้ฝมี อื แตกต่างกันไปบ้าง หากยังคงความประณีตอันเป็นหัวใจหลักของการท�ำงานเอาไว้ จุดเด่นของชุมชนแห่งนี้ นอกจากจะมีโลงศพทั้งไทย จีน ฝรั่ง ตั้งเรียงรายให้คนต่างถิ่นได้เห็นแล้ว ตึกแถวที่สร้างตั้งแต่ยุคแรก ยังคงมี ความงดงามด้วยการดูแลรักษาของคนในชุมชน ช่วยกันเเต้มสีสนั ของสีตกึ ให้ สวยงามตามแบบอดีต จนหลายคนทีช่ นื่ ชอบบรรยากาศของย่านเก่า ย่อมเดิน ในชุมชนแห่งนี้อย่างประทับใจ 109 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(ซ้าย) ป้ายหน้าตรอกเซี่ยงไฮ้ (กลาง) รถเก่าตรงทางเข้าตรอก (ขวา) ประปาเเม้นศรี

หน้ า ชุ ม ชนยั ง มี การประปาแม้ น ศรี ที่ พ ระบาทสมเด็ จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตงั้ การ ประปาขึน้ เพือ่ จัดหาน�ำ้ สะอาดมาให้ประชาชนได้ใช้กนั แม้วนั นีจ้ ะปิดกิจการ ไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2545 หากถังน�้ำประปาขนาดใหญ่และอาคารอนุรักษ์ ยัง คงเป็นสัญลักษณ์ถึงที่ท�ำการแห่งแรกของการประปานครหลวง มีข่าวคราว ว่า ในอนาคตหนึ่งในอาคารภายในจะมีการปรับปรุงเป็นส�ำนักงานของทาง ราชการ และพื้นที่ให้คนเร่ร่อนเข้ามาอาศัย นอกจากคนต่างถิ่นจะมีความสุขที่ได้มาชมตึกแถวเก่าแก่ ริมถนน บ�ำรุงเมืองแล้ว การได้พูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์กับคนเล็กๆ ในชุมชนย่อม ท�ำให้เรียนรู้ถึงความเป็นอยู่มิใช้น้อย ตรอกเซี่ยงไฮ้ คล้ายจะหยุดเวลาไว้เมื่อ 80 ปีที่แล้ว

ชุมชนวัดสระเกศ 110


บรรยากาศการค้าโดยรอบวัดสระเกศ 111 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ผู้คนในชุมชนวัดสระเกศ ชุมชนวัดสระเกศ 112


โรงไม้ของร้านประธาน (เจี่ยล้งเส็ง) สถานที่ที่ใช้กระกอบโลงศพ 113 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ประธาน (เจี่ยล้งเส็ง)

บ้านหลังสุดท้ายของมนุษย์

“ปัง ปัง ปังปัง ปัง” เสียงตะปูฝังตัวลงในเนื้อไม้ ดังกังวานไปทั่ว หากคนรุน่ ราวคราวเดียวกับ นพดล พิพฒ ั น์สตั ยากูล หรือ โจ้ ก�ำลัง นั่งท�ำงานอยู่ในออฟฟิศ เขาก็ก�ำลังช่วยลุงหมาน ช่างท�ำโลงศพ ยกแผ่นไม้ ขนาดใหญ่ เพื่อน�ำเข้าเครื่องตัดออกมาเป็นแผ่นเพื่อใช้ประกอบโลง เขาอยู่ ชุมชนวัดสระเกศมาแต่เกิด อาก๋งของเขาเป็นชาวจีนแต่จิ๋ว อพยพมาจาก เมืองจีน หลังลงหลักปักฐานในตึกแถวริมถนนบ�ำรุงเมือง ก็ยดึ อาชีพค้าโลงศพ มาเนิ่นนาน ตัง้ แต่เกิด เขามองเห็นโลงศพตัง้ อยูเ่ รียงราย วัยเด็กนัน้ เคยกลัว หาก เมื่ออยู่จนชิน ก็ไม่เคยกลัวโลงไม้เหล่านี้อีกเลย เขาไม่กลัวความตาย มันคือ เรื่องธรรมดาของชีวิต พ่อวางมือ เขาก็เข้ามาสืบทอด รับความรู้ทางด้วย วัฒนธรรมและประเพณี การท�ำโลงศพของคนแต่ละเชื้อชาติทั้ง ไทย จีน และฝรั่ง วันไหนที่งานเร่ง เขาลงมาช่วยช่างท�ำงาน พร้อมให้ความรู้กับ คนต่างถิ่นที่เข้ามาเยือน หรือมาท่องเที่ยวในย่านนี้ อีกมุมหนึ่งเป็นประธาน ชุมชน จัดกิจกรรมให้ลูกบ้านร่วมมือกันเสมอ ประธาน (เจี่ยล้งเส็ง) ยังคงท�ำโลงศพอยู่ทุกวัน ยึดมั่นในใจว่าบ้าน หลังสุดท้าย จะเต็มไปด้วยความประณีต งดงาม และเป็นการแสดงความรัก ครั้งสุดท้าย จากคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ชุมชนวัดสระเกศ 114


ถิ่นฐานตรอกเซี่ยงไฮ้

ฉันและเพือ่ นช่างภาพตกลงกันว่าจะไปตรอกเซีย่ งไฮ้ ซึง่ ตัง้ อยูใ่ กล้ๆ แยกแม้ น ศรี ฝั ่ ง ถนนบ�ำรุงเมือง ถือเป็น ตรอกชื่อดังด้านการท� ำ โลงศพ ท่ามกลางฝนโปรยปราย พวกเราเดินมาถึงหน้าตรอก ที่มีป้ายสีแดงติดหน้า ทางเข้า ถูกเขียนเสียสวยด้วยตัวอักษรภาษาไทยและภาษาจีน ท�ำให้พวกเรา รู้สึกว่าก�ำลังก้าวเข้าไปอยู่ในถิ่นคนจีน แบบเยาวราชอย่างไรอย่างนั้น ตึกแถว 2 ชั้นสร้างขึ้นหลังตัดถนนบ�ำรุงเมือง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทางฝั่งซ้ายยังคงเป็นตึกแถวแบบเก่า ส่วนฝั่งขวาก่อสร้างใหม่ จนสูงถึง 4 ชั้น ทราบมาว่าสมัยก่อนทั้งสองฟาก มีตึกแถวหน้าตาแบบเดียวกัน แต่หลังถูกไฟ ไหม้ เลยเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไป เดิมทีตรอกเซี่ยงไฮ้ ถือเป็นถิ่นฐานของชาวจีนเซี่ยงไฮ้ แต่หลังจาก คนกลุม่ นีล้ ม้ หายตายจาก ก็ถกู ถ่ายเทจากชาวจีนเซีย่ งไฮ้ มาเป็นชาวจีนแซ่อนื่ ลูกหลานชาวจีนเซีย่ งไฮ้ทยี่ งั หลงเหลืออยู่ ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพท�ำเฟอร์นเิ จอร์ ไม้เหมือนบรรพบุรุษ หากหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน หน้าตรอกเซี่ยงไฮ้ ห้องแถวห้องแรก ถูกยึดครองด้วยโลงศพหลาย แบบ ทั้งโลงไม้สักจ�ำปาของคนจีน และโลงศพปิดทองของไทย ท้ายตรอกยัง เป็นโรงงานตัดไม้ และส่วนที่ร้านประธาน (เจี่ยล้งเส็ง) ใช้ประกอบโลงศพ เเสงเเดดที่อ่อนเเรงเช่นนี้ ท�ำให้บรรยากาศดูน่ากลัวมิใช่น้อย ร้านโลงศพเจ้านี้เปิดมานานกว่า 80 ปี ก่อน พ.ศ. 2475 หลังอาก๋ง ชาวจีนแต้จิ๋วข้ามน�้ำข้ามทะเลจากเมืองจีน มาตั้งถิ่นฐานอยู่เมืองไทย แกได้ น�ำวิชาช่างไม้ติดตัวมาด้วย รุ่นหลานเดากันว่า บริเวณนี้อยู่ใกล้วัดและเป็น พื้นที่ชุมชน อาก๋งจึงยึดอาชีพค้าโลงศพหาเลี้ยงครอบครัว นพดล พิพัฒน์สัตยากูล หรือ พี่โจ้ ทายาทรุ่น 3 รับกิจการต่อจาก พ่อ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่เรียนจบทางด้านการตลาด ด้วยความที่เป็นพี่ชายคน โต เลยรับช่วงสืบทอดกิจการ ความรู้เรื่องโลงศพถูกถ่ายทอดผ่านการลงมือ 115 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) ตึกเเถวเก่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 (ล่าง) ตึกเเถว 4 ชั้น ฝั่งตรงช้ามสร้างเเทนเเบบเดิมหลังถูกไฟไหม้ ชุมชนวัดสระเกศ 116


(ซ้าย) ลายเทพพนม (ขวา) โกดังเก็บโลงศพอยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน

ท�ำงาน เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าของคุมงาน หากในวันที่งานเร่งหรือขาดคน เขาก็ลงมือท�ำเอง ใครจะรู้ว่างานที่เกี่ยวข้องกับความตายเช่นนี้ จะเต็มไปด้วยความ พิถพี ถิ นั ละเมียดละไม และงดงาม สมกับการเป็นบ้านหลังสุดท้ายของมนุษย์

บ้านหลังสุดท้ายของชีวิต

“โลงศพทีท่ ำ� มีกปี่ ระเภทคะ” ฉันถามพีโ่ จ้ เมือ่ เขาชวนพวกเราหลบ ฝน เข้าไปในส่วนส�ำนักงานของร้าน “3 ประเภทครับ มีแบบ ไทย จีนและฝรั่ง โลงของไทยจะเป็นกล่อง สี่เหลี่ยมสีขาว ลายที่นิยมก็คือลายเทพพนม ส่วนโลงของคนจีนเขาเรียกว่า โลงจ�ำปา นิยมใช้ไม้สัก ส่วนของฝรั่งก็เป็นทรงหกเหลี่ยม” “ทั้ง 3 แบบ นี่ใช้ไม้ต่างกันไหมคะ” “ต่างครับ สมัยก่อนโลงไทยก็ใช้ไม้เนื้อแข็งที่หาได้ง่ายทั่วไป เพราะ เดียวก็เอามาเผา แต่ปัจจุบันไม้มีราคาแพง แล้วก็หายาก เลยเปลี่ยนมาใช้ไม้ 117 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ช่างก�ำลังเตรียมสีขาวเพื่อทาโลงศพ อันเป็นโลงศพไทยเเบบธรรมดา

ปาร์ติเกิล” ซึ่งไม้ปาร์ติเกิลเป็นไม้วิทยาศาสตร์ที่มีส่วนประกอบจากชานอ้อย ฟางข้าว หรือฟางข้าวโพด ใช้ทดแทนไม้เนื้อแข็ง ส่วนไม้อีกชนิดที่ใช้คือ ไม้เอ็มดีเอฟ หรือไฟเบอร์บอร์ด เป็นไม้วิทยาศาสตร์ที่ผลิตจากการบดไม้เนื้อ อ่อนแล้วเอามาอัดขึ้นรูป ประสานด้วยสารเคมีภายใต้อุณหภูมิและความดัน พอเหมาะ มาทดแทนไม้ที่หาได้ยากในปัจจุบัน “คนมีฐานะหน่อยเขาก็ใช้ไม้สัก” ส่ ว นโลงจ� ำ ปาแบบคนจี น จะนิ ย มใช้ ไ ม้ สั ก นั่ น เพราะชาวจี น มี ความเชื่อว่า สภาพร่างกายของบรรพบุรุษ ถ้าเสียไปแล้วก็อาศัยอยู่ในโลงศพ ซึ่งถือเป็นบ้านหลังสุดท้าย บ้านหลังนี้ต้องเป็นบ้าน���ี่ดี มีความแข็งแรง และ ฝังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อให้ลูกหลานค้าขายเจริญรุ่งเรือง “บ้านที่ดีคือน�้ำไม่เข้า ปลวกไม้กิน” และโลงศพแบบฝรั่งหรือที่เรียกว่าโลงศพคริสต์ ก็นิยมใช้ไม้สัก เช่นกัน เพราะถ้าน�ำไปฝัง ไม้สักจะไม่ผุแล้วอยู่ได้นาน แต่บางคนก็สั่งท�ำเป็น ไม้ปาร์ติเกิล เพราะราคาถูกกว่า ชุมชนวัดสระเกศ 118


(บน) โลงจ�ำปา ราคา 200,000 บาท ท�ำจากไม้สัก ขัดจนขึ้นเงา (ล่าง) หีบศพลายเทพพนม ฐาน 3 ชั้น ประดับลูกไม้ที่ฝาโลง 119 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


“ลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งโลงไทยกับจีน ของฝรั่งนี้น้อยมาก” “ราคานี่อยู่ประมาณเท่าไหร่หรือคะ” “ถ้ า เป็ น ไม้ สั ก ก็ ห ลั ก หมื่ น บาท ส่ ว นไม้ ป าร์ ติ เ กิ ล อยู ่ ร าว 6,000 - 10,000 บาท” นอกจากราคาไม้ที่มีส่วนท�ำให้โลงศพ มีราคาแพงแล้ว ลวดลายที่ ใช้ตกแต่งโลง ก็มีส่วนเช่นกัน ซึ่งการท�ำโลงศพล้วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม อันมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ยิ่งเป็นโลงศพของชาวจีนด้วยแล้ว ไม่ว่า จะเป็น ชาวจีนแต้จิ๋ว จีนไหหล�ำ หรือจีนกลาง ล้วนมีวัฒนธรรมการใช้สีโลง ศพแตกต่างกันไป “เรือ่ งนีเ้ ป็นสิง่ ทีต่ อ้ งรู้ เวลาโทรศัพท์มาสัง่ โลง เราต้องถามก่อนเลย ว่าเป็นชาวจีนอะไร เช่นโลงสีดำ� คือจีนแต้จวิ๋ สีเหลือง คือ จีนไหหล�ำ ถ้าเฉพาะ เจาะจง ก็ใช้สีด�ำ กับคนที่อายุไม่เกิน 60 ปี ถ้าเกิน 60 ปี จะเป็นสีเลือดหมู ส่วนสีแดง คือคนจีนที่อายุเกิน 100 ปี ซึ่งมันมีรายละเอียดเยอะมาก ถ้าท�ำ ผิดประเพณีไป ก็ถือว่าเรารู้ไม่จริง” “รายละเอียดเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ” “ใช่ คือเราก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อ แล้วพ่อก็เอามาจาก อาก๋งอีกที” หลังจากฝนหยุดลงเม็ด พี่โจ้พาพวกเราไปชมโลงศพในโกดัง ฉันได้ เห็นโลงจ�ำปา ราคา 200,000 บาท ด้วยความที่ท�ำจากไม้สัก ขัดจนขึ้นเงา ไม่มีรอยเชื่อมต่อ จึงมีราคาสูงมาก แบบนี้ปีหนึ่งจะมีคนใช้สักใบสองใบ ส�ำหรับโลงศพที่ราคาประหยัดที่สุด พี่โจ้ชี้ให้พวกเราดูโลงศพแบบ ไทย มี ลั ก ษณะเป็ น โลงสี ข าว ไม่ มี ล วดลาย ปิ ด 4 ด้ า น ราคาไม่ เ กิ น 2,000 บาท ทุกๆ วันจะต้องท�ำโลงศพอยู่เสมอ เพื่อเก็บเป็นสต็อก ลูกค้าส่วน ใหญ่ก็เป็นคนละแวกนี้ รวมถึงส�ำนักพระราชวังที่เป็นลูกค้าประจ�ำตั้งเเต่รุ่น อาก๋ง เเถมที่ร้านยังมีโอกาสถวายงานให้กับพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ชุมชนวัดสระเกศ 120


(ซ้าย) ลุงหมาน ก�ำลังประกอบโลงศพ (ขวา) ‘พี่ชิต’ พิชิต เทือกชัยภูมิ ลงสีกันรอยต่อไม้

ในแง่หนึ่ง ความสวยงามของโลงศพ อาจเป็นการแสดงออกทาง ฐานะของผู้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ในแง่ของจิตใจ โลงศพที่สวยงาม คือ การที่คน มีชีวิตอยู่ตอบแทนคนที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยความรัก “ฉันจะให้เธออยู่บ้านที่ สวยงามที่สุด” นั่นคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเราท�ำให้คนที่รักได้

นักประกอบโลงมือฉมัง

หลังฝนหยุดตก ลุงหมานนักประกอบโลงมือฉมังก็เปิดประตูโรงไม้ รอไม้จากโรงงานมาส่ง ด้วยความที่ฝนตก ท�ำให้ร้านขายไม้ ไม่สามารถน�ำไม้ ปาร์ติเกิลมาส่งได้ เพราะไม้ชนิดนี้ แค่โดนน�้ำก็พังแล้ว วันนีง้ านค่อนข้างเร่ง เนือ่ งจากลูกค้าโทรมาสัง่ โลงศพอย่างเร่งด่วน ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าต้องไปส่งแล้ว หลังได้แผ่นไม้ขนาดใหญ่ พี่โจ้ ลุงหมาน และพิชิต เทือกชัยภูมิ หรือพี่ชิต ช่างหนุ่ม ก็ลงมือช่วยกันยกไม้ จับ เข้าเครื่องกันอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือการประกอบโลงไทย ขนาด 18 นิ้ว ลุงหมานเป็นคนตัดไม้ ออกเป็นแผ่นๆ ตามขนาด คือ ความกว้าง ของแผ่นรองพื้น 17 นิ้ว แผ่นด้านข้าง 16 นิ้ว และ ฝาหีบ 18 นิ้ว จากนั้นหยิบ ค้อน อาวุธคู่ใจ และกล่องไม้เก็บตะปู เริ่มประกอบโลงด้วยความรวดเร็ว 121 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


แกต้องท�ำคนเดียว ถ้ามีคนช่วยจะท�ำให้หวั ท้ายมีขนาดไม่เท่ากัน ไม่ชา้ โลงศพ ก็ขึ้นเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลุงหมานอายุ 50 ปีแล้ว มีประสบการณ์การเป็นช่างประกอบโลง เกือบ 40 ปี แกบอกว่า เริ่มท�ำงานตั้งแต่ยังใช้ค�ำน�ำหน้าชื่อว่าเด็กชาย ด้วยความทีล่ งุ หมานจบเพียงชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 แกจึงไม่ได้ประกอบอาชีพ อื่น ช่วงแรกก็ลองท�ำเฟอร์นิเจอร์ไม้ แต่หัวไม่ไป เลยหันมาท�ำโลงศพแทน เพราะรู้เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือเป็นอย่างดี วันหนึ่งแกท�ำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น โลงศพที่เป็นโลงสี ขาวธรรมดา แกจะท�ำได้วันละ 6 โลง คือเช้า 3 โลง บ่าย 3 โลง ส่วนโลงศพ ที่มีฐาน 2-3 ชั้น จะท�ำได้วันละไม่เกิน 5 โลง เพราะต้องอาศัยความประณีต กว่า ลุงหมายกับภรรยาใช้ชีวิตอยู่บนชั้น 2 ของโรงไม้ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน อยู่กับเครื่องมือและโรงไม้ตลอดเวลา ยกเว้นวันอาทิตย์ที่ถือเป็นวันพักผ่อน “ข้าวเขากับเรา ตื่นเช้ามาผมก็ไปตักข้าว เที่ยงก็ตักข้าว แต่เย็นกิน กันเอง บ้านนี้ก็เป็นของเฮียโจ้ อยู่กันสบายๆ แบบพี่น้อง” เเกเล่าถึงความ สัมพันธ์ของเเกกับเจ้าของร้าน “ปัง ปัง ปังปัง ปัง” แกยังตอกตะปูอย่างต่อเนื่อง “มาท�ำแบบนี้ ลุงมีวิชาอาคมอะไรไหมครับ” เพื่อนช่างภาพยิง ค�ำถาม “ไม่มี วันพระธรรมดา ผมแค่ตั้งนะโม 3 จบ” “แล้วเคยเจอผีหลอกไหมคะ” ฉันถามต่อ “ไม่เลยครับ ไม่เลย มาหลอกมาหลอนมาเห่ามาหอนไม่มี คล้ายๆ เราท�ำให้เขาสบายนะ” ช่วงเวลานัน้ พีช่ ติ หันมาเย็บผ้า เพือ่ ใช้บภุ ายในโลงอย่างขะมักเขม้น พี่ชิตเป็นหนุ่มวัยรุ่นที่อายุไม่ห่างจากพวกเราเท่าไหร่นัก ก่อนจะมาท�ำโลงศพ เขามีความฝันที่จะเป็นทหารมาแต่เด็ก จึงสมัครเข้ากรมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้ลงพืน้ ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ 6 เดือน เขาเคยยิงสูก้ บั ผูก้ อ่ การร้าย ชุมชนวัดสระเกศ 122


ก่อนจะกลับมาปราบม็อบเสื้อแดงแถวราชประสงค์ ชีวิตบู๊มาโดย ตลอด แต่โชคดีที่มักได้อยู่แนวหลัง ออกจากทหาร ก็กลับมาท�ำน�้ำยาปรับ ผ้านุ่ม ได้เฮียโจ้ ชักชวนมาท�ำโลงศพ เขามีหน้าที่เป็นคนเย็บที่นอนปูข้างใน โลง และตกแต่งเก็บรายละเอียดงาน บางครั้งก็ขับรถพาผู้เสียชีวิตจาก โรงพยาบาลไปส่งวัด “ผ้ าที่ ใช้ ปู นี่ คือผ้าอะไรเหรอคะ” ฉัน ถามพี่ชิต เมื่ อ เมี ย งมองดู ผ้าหลากหลายแบบที่อยู่ในม้วนผ้าขนาดใหญ่ “ผ้าต่วน เขาเรียกว่า ลายตากเงิน ตากทอง” “พี่ชิตเป็นผู้ชายนี่ต้องมาเย็บผ้า ยากไหมคะ” ฉันเห็นเขาเย็บผ้า ด้วยความคล่องแคล่ว “ครั้งแรกก็ยากเหมือนกัน เราก็ดูๆ เขาท�ำ แล้วก็จ�ำเอา ถ้าเย็บไม่ดี ผ้าก็ไม่ตึง” ใช้เวลาไม่นานพี่ชิตก็เย็บผ้าเสร็จเรียบร้อย เขาเดินไปหยิบกะละมัง ใบเล็ก น�้ำมันยาง และถุงปูนแดง มาเตรียม ผสมเป็นน�้ำยาชัน เพื่อปิดรอย ต่อไม้ต่างๆ และป้องกันไม่ให้น�้ำเหลืองของศพไหลออกมา วิธีการท�ำน�้ำยาชันก็ง่ายๆ เพียงผสมน�้ำมันยางกับปูนแดงเข้าด้วย กัน แต่กว่าส่วนผสมจะลงตัว น�ำไปใช้ได้ ก็ยากเหมือนกัน “ใช้แบบไม่เหนียวไม่เหลวเกินไป ช่างบางคนชอบ ท�ำเหนียว บางคนชอบท�ำเหลว แต่ส่วนตัวชอบแบบพอดีพอดี” การทดสอบก็คือเอานิ่วจุ่มลงไปในน�้ำยาชัน ดึงขึ้นมา ถ้าไม่เหลว เกินไป น�้ำยายืดพอดีพอดี ถือว่าใช้ได้แล้ว หากใครท�ำไม่เก่งรับรองได้เลยว่า น�้ำเหลืองไหลออกมาแน่ “ยังใช้ไม่ได้” เขาว่า “เหลวเกินไป” เลยจับถุงปูนแดงเทผสมเพิ่ม ลุงหมานเรียกพี่ชิตมาช่วยกันแบกโลงที่ประกอบเสร็จแล้ว มาตั้งไว้ ด้านนอก เตรียมทาสี ลุงหมานน�ำน�้ำยาชันที่ผสมเสร็จ มาป้ายตามรอ���ต่อ ของไม้ และตามรอยตอกตะปู เมื่อครบแล้ว พี่ชิตก็ลงมือทาสีขาว 123 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


‘พี่โจ้’ นพดล พิพัฒน์สัตยากูล ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้าน

“จะแห้งทันไหมเนีย่ ” พีช่ ติ เปรยออกมา เหลือเวลาไม่ถงึ หนึง่ ชัว่ โมง ก็ต้องไปส่งโลงแล้ว “แดดก็ไม่ค่อยมี” ฝนพึ่งหยุดกระหน�่ำตกไปได้ไม่นาน ตามปกติแล้วเมื่อทาสีครบ 2 รอบ จะลงทินเนอร์ เพื่อให้ขึ้นเงา ได้โลงสีขาวธรรมดา ส่วนถ้าตกแต่งลายด้วยลายเทพพนม หรือลายนางฟ้าจะ ใช้พลาสติกสีด�ำ ที่เป็นตัวลาย น�ำมาชุบผงสีทอง แล้วผสมกับน�้ำยาแล็กเกอร์ น�ำมาติดกับโลงให้สวยงาม ใครชอบโลงแบบไหน ก็มีสั่งได้ทุกแบบที่ร้านนี้

ธรรมดาของชีวิต การใช้ชีวิตและลมหายใจอยู่กับโลงศพ พวกเขามองเห็นอะไรใน

ความตายบ้าง “ความตายก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้ปลงหรืออะไร แต่ก็ไม่ได้ กลัวมัน” เสียงนี้เป็นของพี่โจ้ ซึ่งมองว่า การท�ำงานกับโลงศพ ไม่ได้เห็น สัจธรรมของชีวิต เเต่เห็นสิ่งธรรมดา ชุมชนวัดสระเกศ 124


“ก็ธรรมดา ไม่ได้นา่ กลัว” พีช่ ติ บอกบ้าง ซึง่ การเป็นทหารบ่มเพาะ ให้พี่ชิตไม่กลัวความตาย ส่วนลุงหมานในฐานะที่ประกอบโลงมานานหลายหลาย 10 ปี ทุกโลงของเเก ล้วนมีผู้จากไปเข้ามาอาศัย แกบอกว่า “ก็ ธ รรมดานะ ไม่ เ ห็ น มี อ ะไร เราเคยรั บ ศพเหมื อ นกั น ตาม โรงพยาบาล คิดว่า คนตายไปแล้ว ไม่ฟื้นขึ้นมา ผมเคยจับพวกแขนขาด หัวขาด ใส่เสือ้ ให้เขาลงโลงศพ ถือว่าเราท�าบุญละกันเนอะ ท�าไงได้คนเราเกิด มาอาศั ย ซึ่ ง กั น และกั น คนมี ชี วิ ต ต้ อ งช่ ว ยคนที่ เ สี ย ไปแล้ ว ผมคิ ด ว่ า อย่างนั้น” ฉันว่าคนที่ท�างานเกี่ยวข้องกับความตายคือคนที่เสียสละเป็น อย่างมาก เพราะงานที่อยู่กับร่างที่หมดลมหายใจ อยู่กับความเศร้า และ การจากลา ย่อมท�าให้เห็นน�้าตาของผู้สูญเสีย “บางคนเห็นโลงศพแล้วน�า้ ตาไหล ผมไม่เห็นไหลเลย ของธรรมชาติ อายุแกมาเท่านั้น วันหนึ่งก็ต้องไป” ความคิดของลุงหมาน ซึ่งคนที่คิดแบบ แกได้ น่าจะต้องผ่านโลกมามากพอควร ความตายเป็นเรือ่ งธรรมดา ในมุมหนึง่ มีคนช่วยกันประกอบโลงศพ อย่างพิถีพิถัน เพื่อส่งร่างผู้เสียชีวิตให้นอนหลับอย่างสงบในบ้านหลังสุดท้าย ขณะที่พวกเราเดินไกลจากตรอกโลงศพเข้าไปทุกที ในความเงียบ เพื่อนช่างภาพเอ่ยขึ้น “คนเราใกล้ก็จริง แต่ไม่อยากใกล้หรอก ใกล้ความตาย”

125 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


ร้านประธาน (เจี่ยล้งเส็ง) ที่อยู่ : 114 ซอยบรรมพต ถนนบ�ารุงเมือง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 08-180-18027 เปิด-ปิด : 08.00-17.00 น. การเดินทาง : รถโดยสารประจ�าทางสาย 8, 15, 37, 47, ปอ.37, ปอ.47, ปอ.49

ชุมชนวัดสระเกศ 126


อากู๋เเละหิ้งวางรูปอาม่า ที่อากู๋ท�ำด้วยความรัก 127 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


เมื่อตกอยู่ในห้วงความรัก

ในตรอกเซี่ยงไฮ้ ชายชรา ออกมานั่งมองช่างท�ำโลงศพ แกอยู่ใน ตรอกเซี่ยงไฮ้มานาน รู้เห็นความเปลี่ยนแปลงของที่นี่ “อากูแ๋ กแข็งแรง แกยังวิง่ อยูเ่ ลย” หนุม่ วัยรุน่ ขยายความถึงแก เวลา เย็นๆ มักออกมานั่งคุยกันเสมอ ชายชราแบกความหวังจากเมืองจีน ล่องทะเล แล้วมาสร้างตัวที่ เมืองไทย ทุกวันนี้แกมีพร้อมสมบูรณ์ทั้งฐานะ และลูกหลาน แกยิ้มอย่าง ภาคภูมิที่ได้ย้อนคุยถึงความหลัง ชีวิต และประสบการณ์ ในบ้านหลังน้อยที่ แกตกแต่งเองกับมือ บ้านที่แกรัก...

ชายชราผู้หลงรักเฟอร์นิเจอร์ไม้ อากู๋พึ่งออกมาเดินเล่น ตอนที่พวกเราเจอ แกก�ำลังคุยกับช่างท�ำ

โลงศพ แกเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพระนคร ตั้งแต่อายุราว 13-14 ปี ทุกวันนีแ้ กอายุ 81 ปี แล้ว สุขภาพยังคงแข็งแรง เพราะแกออกก�ำลัง กายด้วยการวิง่ รอบภูเขาทองทุกเช้า นอกจากการวิง่ แกมักออกก�ำลังกายด้วย การลุกนั่ง และหมุนไหล่วันละ 300 ที แถมยัง ไม่ทานเผ็ด ไม่ทานเค็ม ซึ่งแก บอกว่านีค่ อื เคล็ดลับทีท่ ำ� ให้แกไม่เป็นโรคอะไรเลย ทัง้ ความดันและเบาหวาน

ชุมชนวัดสระเกศ 128


ภายในบ้านอากู๋ เต็มไปด้วยพระพุทธรูปที่เคารพนับถือ

อากู๋พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด ท�ำให้พวกเราต้องตั้งใจฟัง เเล้วคอย ทวนค�ำพูดของเเก หากความที่แกคุยสนุก ท�ำให้พวกเราหัวเราะตลอด การพูดคุย คุยกันได้ไม่นาน อากูช๋ วนพวกเราเข้าไปคุยในบ้าน บ้านของแกเป็น ตึกแถวเก่าแก่ 2 ชั้น การสร้างห้องแถวสมัยนั้นเขาจะแบ่งทีละ 3 ห้อง แล้ว กั้นด้วยผนังปูน เพื่อป้องกันไฟไหม้ ถือเป็นภูมิปัญญาโบราณ ซึ่งถ้าเกิดมี ไฟขึ้น จะไหม้เพียงแค่ 3 ห้อง ส่วนห้องตรงกลางจะเสียเปรียบหน่อย เพราะ เป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน บ้านของอากู๋อยู่หลังสุดท้าย จึงมีผนังบ้านด้านหนึ่ง เป็นปูน อีกด้านเป็นไม้ บ้านของแกอยู่บนพื้นที่ส�ำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ แกอยูท่ นี่ ตี่ งั้ แต่ราคาค่าเช่า 7 บาท จนตอนนีร้ าคาขึน้ มาเรือ่ ย จาก 25 บาท เป็น 40 บาท แล้วไต่ระดับถึงหลักพันอย่างทุกวันนี้ พวกเราจับจองเก้าอี้ไม้ ฝีมืออากู๋กันคนละตัว ฟังแกเล่าความหลัง สมัยทีแ่ กมาอยูเ่ มืองไทยแรกๆ แกเป็นช่างทาสี ก่อนจะเลิกไปเพราะ 129 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(ซ้าย) โต้ะเเละเก้าอี้ ฝีมืออากู๋ (ขวา) อากู๋ ผู้อาวุโสเเห่งตรอกเซี่ยงไฮ้

แกไม่ชอบ จึงหันมาท�ำเฟอร์นเิ จอร์ไม้ กิจการแกดี เพราะแกท�ำสวย ส่วนข้าว ของในบ้านไม่ว่าจะเป็น ตู้กับข้าว โต๊ะกินข้าว หรือเก้าอี้ ก็ล้วนเป็นฝีมือแก “อันนี้นานแล้ว เก้าอี้ไม้อันนี้ไม้สักนะ ก่อนอั๊วแต่งงาน 50 กว่าปี แล้ว อันนี้ตู้กับข้าวท�ำมา 40 ปีแล้ว อย่างดีเลยนะ ไม้สักเหมือนกัน” แกชี้ให้ดูเก้าอี้ไม้อายุกว่า 50 ปี ส่วนโต๊ะไม้ทรงกลมคู่กัน ถูกเก็บไว้ มุมหนึ่ง ก่อนจะพาฉันเข้าครัว อวดโฉมตู้กับข้าวฝีมือแก “ตู ้ ห ้ อ งหนึ่ ง นะ บางที บ้ า นทาวน์ เ ฮ้ า ส์ ห ้ อ งอย่ า งแจ๋ ว นะ 2.30 เมตร 3 เมตร 4 เมตร ตู้เสื้อผ้านะ อั๊วท�ำได้ อากู๋ท�ำเอง” แกเล่าถึงอดีต ทีม่ คี นสัง่ ท�ำเฟอร์นเิ จอร์ ด้วยแววตามีความสุข ดวงตาทีผ่ า่ นโลกมามาก เปล่ง ประกายสดใส จนท�ำเอาพวกเรายิ้มอย่างมีความสุขไปกับเรื่องเล่าของแก อากู๋ชี้ให้พวกเราดูหิ้งที่ตั้งรูปอาม่าภรรยาคู่ชีวิต “อันนี้นะ อากู๋ก็ท�ำให้อาม่า” พวกเราหันไปมองรูปอาม่า ต่างคนต่างยิ้มกับความน่ารักของเเก ชุมชนวัดสระเกศ 130


(บน) กรอบรูปภาพครอบครัวเเขวนบนผนังไม้ (ล่างซ้าย) ตู้กับข้าว อายุ 40 ปี (ล่างขวา) ประตูห้องน�้ำ อากู๋ท�ำเเทนประตูสังกะสีเเบบเดิม 131 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


“อากู๋พบรักกับอาม่ายังไงคะ” “อาม่าคนนี้นะ แต่งงานเมืองไทย แล้วก็อยู่เมืองไทย” แกหยุดนิ่ง น�้ำตาคลอ จนพวกเราไม่กล้าเอ่ยชวนแกคุยต่อ รู้สึกว่าตัวเองก�ำลังสะกิดม่าน ความทรงจ�ำของแกเข้า ฉันหันไปมองเพื่อนช่างภาพ สายตาของพวกเราเห็น ตรงกันว่าอากู๋คงคิดถึงอาม่ามาก อากู๋ไม่ปล่อยให้ความเงียบเข้ากินเวลานาน แกเอ่ยชวนพวกเรา คุยต่อ “อากูม๋ าสร้างทุกอย่างทีน่ ดี่ ว้ ยสองมือตัวเอง จนมีอย่างทุกวันนีเ้ ลย นะ” ก่อนเเกจะมาอยู่ ตึกแถวมีสภาพเก่าโทรม แกก็ปรับปรุงเสียใหม่จนสวย ทั้งท�ำเฟอร์นิเจอร์ และทาสีเอง “อัว๊ จะบอกนะ ห้องนีเ้ หมือนกันเก่าๆ อากูซ๋ อ่ มบ้านเอง ทาสีเองนะ อั๊วท�ำตู้นะ ถ้ามีงานอั๊วก็ท�ำ ถ้าไม่มีงานอั๊วก็ท�ำงานที่บ้านนะ ค่อยๆ ท�ำ” บ้านของอากู๋สวยงามขึ้นทุกวันด้วยความรักในงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ แม้แต่ประตูห้���งน�้ำ ซึ่งเคยเป็นสังกะสีโทรมๆ แกก็ท�ำบานประตูเสียใหม่ จนสวย “เดี๋ยวนี้อากู๋ยังท�ำเฟอร์นิเจอร์อยู่ไหมครับ” เพื่อนช่างภาพถาม “เลิกท�ำไปแล้ว เดี๋ยวนี้ ไม้นี่นะ สมมตินะ 6 ฟุต 5,000 บาท มันไม่ ไหวแล้ว สมัยก่อน 6 ฟุต ถูกนะ อันนี้นะ 70-80 บาท เดี๋ยวนี้นะแพงไม่ไหว พวกอีเลยไม่ให้อั๊วท�ำแล้ว แก่แล้วนะ ไม่ให้ท�ำงานแล้ว แต่จริงๆ อั๊วยังท�ำได้ ตอนนี้อั๊วยังตัดไม้ ตัดอะไรได้นะ ท�ำนี่อย่างดีเลยนะ” ลูกหลานของอากู๋ขอร้องให้อากู๋เลิกท�ำงานนานแล้ว ทุกเย็นแกจะ ออกมาเดินเล่น พูดคุยกับช่างท�ำโลงศพ ซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันดีในชุมชน คนรุ่นอากู๋ล้วนตายจากไปหมดแล้ว เหลือแกเป็นผู้อาวุโสคนสุดท้าย กับบ้าน ที่แกลงมือปรับปรุงด้วยตนเอง เเม้บ้านยังสวยงาม หากคนรุ่นราวคราวเดียวกับเเก ล้วนจากไป หมดเเล้ว ชุมชนวัดสระเกศ 132


“เมื่อก่อนนะทั้งแถวนะ คนเยอะ แล้วก็ตายไปแล้ว อายุ 70-80 ปี ตอนนี้ทั้งซอยนะ อายุยังน้อย นอกนั้นตายหมดแล้ว” อากูเ๋ ป็นชาวจีนทีน่ งั่ เรือข้ามทะเลมาจากดินแดนอันห่างไกล ลงหลัก ปักฐานที่พระนคร แกท�ำงานอย่างขยันขันแข็ง ค่อยๆ เก็บออมจนมีบ้านและ ทรัพย์สินต่างๆ เป็นของตัวเอง พร้อมลูกหลานที่มีหน้าที่การงานดี จนเเกยิ้ม ภาคภูมิใจ บ้ า นของแกมี ชี วิ ต ชี ว า คล้ า ยพาคนต่ า งถิ่ น ล่ อ งลอยสู ่ วั น เก่ า ทุกๆ วัน แกมีความสุขกับการใช้ชวี ติ ท่ามกลางลูกหลาน และเล่าเรือ่ งราวของ แกให้กับคนต่างถิ่นฟัง

ก๋วยเตี๋ยวเป็ดลุงเล็ก ความอร่ อ ยของอาหาร นอกจากสู ต รเฉพาะตั ว มั ก ขึ้ น อยู ่ กั บ

ความรักของคนท�ำ ร้านก๋วยเตี๋ยวของลุงเล็ก ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนวัด สระเกศ ใกล้ๆ กันมีร้านข้าวมันไก่เจ๊ยี ถือเป็นร้านขึ้นชื่อ ที่คนชอบทานข้าว มันไก่ล้วนมาพิสูจน์ความอร่อย ลุงเล็กเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดมาได้ 15 ปี หลังโดนไล่ออกจาก งานที่แกท�ำเกือบ 20 ปี แกไม่อยากอยู่ว่างๆ เลยเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็ด ด้วยฝีมือการคิดสูตรเฉพาะตัว ก๋วยเตีย๋ วเป็ดของแกถือว่าราคาถูกกว่าร้านอืน่ แกขายก๋วยเตีย๋ วเป็ด ชามละ 30 บาท ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นชามละ 40-50 บาท และกระเพาะเป็ด ชามละ 30 บาท วันนึงแกท�ำขายไม่มาก ถ้าใครมาหลังบ่าย 2 อาจจะอดกิน ก๋วยเตี๋ยวฝีมือแก “ขายแบบพอมี ได้น้อยก็ช่าง มันสบายใจ ดีกว่าท�ำมาเยอะๆ” แกว่าท�ำน้อยแต่มีคุณภาพให้ลูกค้ากินได้อร่อยดีกว่า สภาพของร้านที่อยู่ในห้องแถวเก่าๆ สีทึม เนื้อปูนลอก และค่อน ข้างมืด ท�ำให้บรรยากาศดูไม่น่านั่งไปเสียหน่อย แต่กลับมีลูกค้านั่งกินทุกโต๊ะ 133 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


(บน) ลุงเล็กท�ำก๋วยเตี๋ยวด้วยความพิถีพิถัน (ล่างซ้าย) เส้นเล็ก ก๋วยเตี๋ยวเป็ด (ล่าง) เครื่องปรุงที่ปรุงเเต่งรสชาติให้อร่อย ชุมชนวัดสระเกศ 134


“เฮี ย เส้ น เล็ ก เป็ ด ตุ ๋ น ที่ นึ ง ” ชายหนุ ่ ม เดิ น มาสั่ ง กั บ ลุ ง เล็ ก ก่อนจะเดินไปตักน�้ำแข็ง หยิบน�้ำ ใส่แก้วเอง แสดงถึงความคุ้นชิน เขาคงมา กินร้านเเกบ่อย เดิมทีตกึ แถวหลังนี้ เคยเป็นร้านขายไม้มาก่อน เมือ่ ญาติของลุงเล็ก ปิดร้านไป แกเลยมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็ด ด้วยสูตรความอร่อยที่ตัวเอง คิดขึ้น ลุงเล็กกับภรรยา ช่วยกันดูแลร้าน เตรียมของกันตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง ไปซื้อ เป็ด ถั่วงอก มาท�ำเองคนเดียว ส่วนใหญ่หน้าที่ในร้านเป็นของลุงเล็ก ทั้งท�ำ ก๋วยเตี๋ยว เสิร์ฟก๋วยเตี๋ยว เสิร์ฟน�้ำแข็งเปล่า (มีน�้ำชาให้ฟรี) และเก็บโต๊ะ ลุงเล็กบอกว่าที่ยังคงท�ำมาหากิน แม้อายุมากแล้ว เพราะไม่อยาก อยู่เฉย “จะอยู่เฉยๆ ให้ลูกเลี้ยงท�ำไม มันให้ก็ไม่เอา เก็บเงินไว้ให้มันใช้” แกว่า มือค่อยๆ เอื้อมเก็บชามบนโต๊ะ “ลุงเล็กคิดว่าท�ำไมลูกค้าถึงชอบมาทานร้านลุงคะ” “อร่อยมั้ง แล้วก็ขายถูก” “คุณลุงขายถูกแบบนี้ ได้ก�ำไรเหรอคะ” “ได้ไม่เยอะ อยากให้เขากินอิ่ม ไม่ใช่กินแล้วเอาไปพูดว่า ราคาแพง แต่ให้น้อย” ท�ำให้ร้านนี้ให้ปริมาณเยอะกว่าราคา จนเป็นที่ถูกใจของลูกค้า และที่ส�ำคัญคือความอร่อยของน�้ำซุป และเนื้อเป็ดที่นุ่มอร่อยลิ้นมาก “รอหน่อยนะ” แกบอกลูกค้าคนใหม่ ที่ดูจะคุ้นหน้าคุ้นตากับแกดี แกท�ำของแกช้าๆ แม้คนในร้านจะเยอะ แต่ลุงเล็กยังคงรักษาความพิถีพิถัน ค่อยๆ ลวกเส้น ปรุงรส เสมือนในร้านไม่มีคนรอ ฉันกับเพื่อนช่างภาพสั่งก๋วยเตี๋ยวเป็ดเส้นเล็กกันมาคนละชาม ใช้เวลาไม่นาน ก็ถึงเวลาชิมรสหวานของน�้ำซุป เเละเนื้อเป็ดชิ้นนุ่ม เขาว่ากันว่า อยากรู้ว่าร้านไหนท�ำก๋วยเตี๋ยวอร่อยหรือไม่ ให้ชิม ก่อนปรุง หลังชิมค�ำเเรก ก็ตัดสินใจไม่ปรุงอะไรเพิ่ม นอกจากเติมพริกกัน คนละช้อน เพราะติดรสเผ็ด นอกนั้นรสชาติหวานๆ ของน�้ำซุป อร่อยถูกใจ 135 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ภูเขาทอง ในอีกหนึ่งมุมมอง

พวกเราเป็นอย่างมาก ทุกๆ วัน แกยืนอยู่หน้าหม้อซุป ยืนลวกเส้นด้วย ความช�ำนาญ พร้อมส่งต่อความอร่อยจากชามสู่ชาม

วัดเเห่งความศรัทธา ตรงข้ามร้านลุงเล็ก เป็นโรงเรียนวัดสระเกศ และทางเข้าใหญ่ของ

วั ด สระเกศราชวรมหาวิ ห าร ซึ่ ง วั ด นี้ ถื อ เป็ น วั ด แห่ ง ความศรั ท ธาของ พุทธศาสนิกชน เพราะมนุษย์ลงมือสร้าง ‘ภูเขาทอง’ ด้วยเเรงกาย ภูเขาทอง ใช้เวลาสร้างนานกว่า 50 ปี กว่า 3 แผ่นดินที่คนไทยช่วยกันลงมือสร้าง ขณะทีฉ่ นั และเพือ่ นช่างภาพ ก�ำลังเดินขึน้ ภูเขาทอง ตลอดเส้นทาง ก็มีค�ำสอนดีๆ ติดไว้เพื่อเตือนใจคนที่ก�ำลังย่างก้าว ประกอบกับเสียงธรรมะ ทีล่ อดผ่านล�ำโพงให้พวกเราได้ยนิ ตลอดสาย ก็ทำ� ให้จติ ใจทีส่ บั สนวุน่ วายสงบ ขึ้นมาก ภูเขาทองมีชอื่ ทางการว่า ‘พระบรมบรรพต’ เริม่ สร้างในสมัยรัชกาล ที่ 3 โดยจ� ำ ลองแบบมาจากพระเจดี ย ์ ข องวั ด ภู เ ขาทองในจั ง หวั ด พระนครศรีอยุธยา แต่ฐานดินที่ใช้ก่อสร้างในบริเวณนั้นเป็นที่ลุ่ม ดินจึงอ่อน รับน�ำ้ หนักพระเจดียไ์ ม่ไหว จึงทรุดตัวลง หยุดก่อสร้างไปชัว่ ระยะ จนถึงรัชกาล ชุมชนวัดสระเกศ 136


(บน) พระสงฆ์เเละพุทธศาสนิกชน ร่วมกันท�ำพิธี (ล่างซ้าย) พระประธานปางสมาธิ ในพระอุโบสถ (ล่างขวาบน) พุทธศาสนิกชนส่งต่อขวดน�้ำหอมกันเป็นทอดๆ (ล่างขวา) กระดิ่งถูกหมุดลงบนผ้า มีกลิ่นหอมของน�้ำหอมอ่อนๆ 137 เรื่องเล่าชุมชมป้อมปราบฯ


ที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ท�ำการสร้างต่อ หากระหว่างสร้างก็ต้องซ่อมแซม คู่ไปตลอด จนส�ำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 บนยอดสุดของภูเขาทองเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรม สารีรกิ ธาตุ ทีอ่ ญ ั เชิญมาจากเมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย จึงมีพทุ ธศาสนิกชน มาสักการะกันไม่ขาดสาย วันนี้ฉันโชคดีที่ทางวัดก�ำลังมีพิธีพันผ้ารอบฐานพระเจดีย์พอดี ผ้าสีสม้ ผืนยาว กระดิง่ น�ำ้ หอม และดอกกุหลาบ คือเครือ่ งสักการะ ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทย ก�ำลังตระเตรียมกันอยู่ตอนนี้ “เอาดอกกุหลาบไหมหนู” คุณป้าท่านหนึ่งเห็นพวกเราก�ำลังจ้อง มองด้วยความสนใจอยู่วงนอกเอ่ยชวน พวกเราพยักหน้า จึงได้ดอกกุหลาบ แดงเพื่อใช้สักการะกันมาคนละดอก คุ ณ ป้ า เขยิ บ วงให้ พ วกเราจั บ ผ้ า สี ส ้ ม ที่ ส ่ ง กลิ่ น หอมกระจาย ขยับเบาๆ ก็มีเสียงกระดิ่งเล็กๆ ให้ได้ยิน พระที่ท�ำพิธีน�ำขบวนเดินวนรอบ พระเจดีย์ 3 รอบ พร้อมสวมมนต์บูชา เมื่อวนจนครบ ผู้ชายเท่านั้น ที่ได้ขึ้นไปพันผ้ารอบฐานพระเจดีย์ ก่อนจะจบลงด้วยการวางก�ำไลรอบฐาน ���ิธีการเหล่านี้ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งผู้เข้าร่วม ต้องไม่สวม รองเท้า ไม่สวมหมวกและแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ถือว่าผู้ได้เข้าร่วมจะได้รับ อานิสงส์เสมือนหนึ่งได้บูชาพระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ หลังจบพิธี ขณะพวกเราเดินลงจากภูเขาทอง เห็นต้นไม้นานาพันธุ์ ที่เลาะเลื้อยพันกันจนกลายเป็นซุ้มประตูโค้ง ออกดอกเบ่งบาน สวยงาม จนเรามีความสุขกับการมองเห็นความเขียวขจีของต้นไม้มิใช่น้อย ตามประวัตขิ องวัดสระเกศ เดิมทีมชี อื่ ว่าวัดสะแก มีการสันนิษฐาน ว่าสร้างตัง้ แต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพิง่ มาเปลีย่ นเป็นชือ่ วัดสระเกศสมัยพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และทรงปฏิสังขรณ์ ชุมชนวัดสระเกศ 138


วัดสระเกศทั้งพระอาราม และขุดคลองรอบวัดด้วย จึงถือว่าวัดแห่งนี้เป็น อารามหลวง ที่มีความผูกพันกับราชวงศ์จักรีเป็นอย่างมาก พวกเราเดินย้อนกลับมาตรงทางเข้าวัดฝั่งถนนจักรพรรดิพงษ์ เพื่อชมพระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระประธานปางสมาธิ เล่ากันว่า ปั้นหุ้มพระประธานองค์เดิมที่มีขนาดเล็ก ไม่เหมาะสมกับความใหญ่โตของ พระอุโบสถ ส่วนสิ่งที่ท�าให้เราแหงนคอดูจนเมื่อยก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทีเ่ ขียนครัง้ แรกในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนจะมาปฏิสงั ขรณ์แล้วเขียนใหม่ในสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูห่ วั (รัชกาลที่ 7) เบือ้ งล่างเป็นภาพทศชาติ ด้านบนเป็นภาพเทวดาและท้าวจตุโลกบาล นอกจากความร่มรื่นของวัด ก็ยังสถาปัตยกรรมเก่าๆ ที่สร้าง ต่อเติมในหลายรัชกาล นี่จึงเป็นมนต์เสน่ห์ของวัดแห่งนี้ จนท�าให้พวกเรา หลงรักวัดสระเกศเป็นอย่างมาก

ปลายทาง

ขณะเดินทางกลับ ตะวันใกล้ตกดิน รอยทางของผู้คนตั้งแต่อดีตถึง ปัจจุบนั ฝังรากลึกตลอดทางเดิน ทุกย่างก้าวล้วนมีผคู้ นเดินผ่าน เมือ่ กาลเวลา ไม่เคยหมุนกลับ หลากชีวิตเดินทางไปตามเส้นทางของตน รอยยิ้มและเสียง หัวเราะเบ่งบานวันนี้ วานหน้าก็ยังคงเดิม วิ ถี ชี วิ ต และวั ฒ นธรรม ยั ง คงด� า เนิ น ต่ อ ไป แม้ ใ นวั น ที่ ก ระแส วัฒนธรรมต่างชาติยังส่องสว่างชัดเจน

139 เรื่องเล่ำชุมชมป้อมปรำบฯ


บ้านอากู๋ ที่อยู่ : 108 ซอยบรรมพต ถนนบ�ารุงเมือง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 02-224-7004 เปิด-ปิด : 10.00-16.00 น. กรุณาติดต่อล่วงหน้า เนื่องจากเป็นบ้านอยู่อาศัย ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด ที่อยู่ : ถนนจักรพรรดิพงษ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 เปิด-ปิด : 08.30-15.00 น.

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่อยู่ : 344 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ : 02-621-2280 เปิด-ปิด : 08.00-17.00 น. การเดินทาง: รถโดยสารประจ�าทางสาย 8, 15, 37, 47, ปอ.37, ปอ.47, ปอ.49

ชุมชนวัดสระเกศ 140


ขอบคุณ

ขอบคุณ...ชาวชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน ชุมชนสิตาราม เเละชุมชน วัดสระเกศ ส�ำหรับการให้ความรู้ เเละการพาเทีย่ วบ้านวัฒนธรรม ทีเ่ ต็มเปีย่ ม ไปด้วยความสนุกสนาน จนท�ำให้ตลอดการเดินทางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขอบคุณ...พี่จั้ม ที่ถ่ายทอดความสวยงามของชุมชน ลงในภาพถ่าย ของหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณ...อ้วน อีฟ เเละ ตาม ที่เดินทางไปเป็นเพื่อนกันหลายครั้ง เเละภาพสวยๆ ของอ้วน ที่มาเเจมอยู่ในเล่มนี้ ขอบคุณ...พี่ปอนด์ ส�ำหรับความคิดเห็นต่างๆ ขอบคุณ...น้องเเพร ส�ำหรับภาพประกอบเเผนที่ สวยงาม สมฝีมือ เธอนะ ขอบคุณ...เมย์ ที่วาดกราฟิกประกอบให้ เเละคอยดูเเลเรื่องการจัด หน้าหนังสือ ไม่ได้เมย์ คงล�ำบากมาก ขอบคุณ... อาจารย์บรรยงค์ ส�ำหรับความคิดเห็น ข้อเสนอเเนะค่ะ ขอบคุณ...พ่อเเละเเม่ ส�ำหรับก�ำลังใจที่มีให้กันตลอด เเละ ขอบคุณ...ชุมชนเก่าที่ยังคงมีเรื่องราว ให้ฉันเข้าไปเรียนรู้


ผู้เขียน

ฉันชื่อ พลอย ชื่อจริง กมลพร สุนทรสีมะ เป็นหญิงสาวผู้ชื่นชอบ การท่องเที่ยว วันหนึ่งมีโอกาสเข้าค่ายสารคดี ครั้งที่ 7 เลยได้ลงไปคลุกคลี การท�ำบาตรในชุมชนบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพา่ ย พบเจอมิตรภาพ เเละ ความน่ารักของชาวชุมชน จึงหลงรักการเดินเข้าไปพูดคุยกับชาวชุมชน นับจากนั้น ระหว่างศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร สาขา นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฉันกับเพือ่ น มีโอกาสเดินเทีย่ วชุมชนอืน่ ๆ ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่างคนต่างก็หลงรักบ้านไม้ เเละวิถีชีวิตของชาว ชุมชน ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับวัฒธรรมอันสืบทอดกันมายาวนาน จึงจุดประกาย เขียนเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้น ทุกสถานที่ที่ฉันได้ลงไปสัมผัส จึงเต็มเปี่ยมไปด้วย ความรู้สึกผูกพัน เพราะความน่ารัก เเละความเป็นกันเองของชาวชุมชน วันว่างๆ ฉันชอบอ่านหนังสือ เเละออกเดินทางท่องเที่ยว ชอบช้าง เป็นชีวิตจิตใจ เเละมีความฝันว่าจะได้เดินทางรอบโลก


จุลนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกวารสารเเละหนังสือพิมพ์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2555 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร


คุณค่าของชุมชนเก่า คือทุกพื้นที่ยังคงเต็มไป ด้วยเรื่องเล่า วิถีชีวิตเเละวัฒนธรรม อันเปี่ยมไปด้วยลมหายใจ โดยเฉพาะชุมชนเก่าในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ถือเป็นต้นกำ�เนิดของชุมชน ที่เติบโตมาพร้อมกับการสร้างกรุงเทพฯ ดังนั้น เรื่องราวของชุมชน จึงกรุ่นกลิ่นวันวานที่หอมหวาน พาให้คิดถึงอดีตอย่างสุขใจ .... อยากจะชวนให้ก้าวเท้าเข้าไปเยี่ยมชุมชนเก่า ด้วยกัน เพราะนอกจากจะได้พูดคุยกับ อาก๋งใจดี คุณป้าคนสวย เด็กหนุ่มรูปหล่อ เเละเด็กน้อยน่ารักเเล้ว ยังได้สัมผัสความร่มเย็น จากรอยยิ้มหลากหลายใบหน้า ที่จะทำ�ให้คุณยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว


เรื่องเล่าชุมชนป้อมปราบ