Page 1

นั ก วิ จั ย มจธ.พบวิ ธี ผ ลิ ต เอทานอลจาก “ผั ก ตบชวาไทย” ผักตบชวา ผักตบชวา (Eichhornia crassipes) เป็นพืชล้มลุกสามารถอาศัยอยู่ได้ทุกสภาพน้า มีถิ่นก้าเนิดในแถบลุ่มน้าแอมะซอน ประเทศบราซิล ในทวีปอเมริกาใต้ มีดอกสีม่วงอ่อนคล้าย ช่อดอกกล้วยไม้ สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นวัชพืชที่ร้ายแรงในแหล่งน้า ทั่วไป

ผักตบชวาถูกน้าเข้ามาในประเทศไทยปี พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยน้าเข้ามา จากเกาะชวาในฐานะเป็นไม้ประดับสวยงาม ขณะเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2439 สมเด็จพระนางเจ้าฯ จัดทำโดย พิชญ์สินี อะมะมูล สำนักหอสมุด มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธนบุรี

1


ได้ทอดพระเนตรเห็นนางก้านัล ตลอดจนเจ้านายฝ่ายในของสุลต่า นเกาะชวาได้ใช้ดอกของพืช ชนิดนีทัดหู ความสวยงามของสีม่วงอมฟ้าพร้อมกับมีดอกที่ใหญ่ จึงได้มีรับสั่งให้เก็บผักตบชวา จ้านวน 3 เข่ง เพื่อน้ามาปลูกไว้ในประเทศไทย และน้าน้าจากพืนถิ่นกลับมาด้วยจ้านวน 10 ปี๊บ เพื่อไม่ให้ผักตบชวาผิดน้า โดยขณะนันผักตบชวาก็เพิ่งถูกน้าเข้าไปในเกาะชวาจากเจ้า อาณานิคมฮอลันดา

แรกเริ่มใส่อ่างดินเลียงไว้หน้าสนามวังสระปทุม ผักตบชวาก็เจริญเติบโตงอกงามอย่าง มากมาย ถึงแม้จะเปลี่ยนน้าแล้วก็เติบโตได้ดีจนออกดอกในระยะเวลาเพียง 1 เดือน ได้ทรง พระราชทานหน่อให้เจ้านายพระองค์อื่นและบรรดาข้าราชบริพารน้าไปปลูกด้วย เพียงแค่ 6 เดือน ผักตบชวาก็แพร่กระจายพันธุ์จนเต็มวังสระปทุม ต้องน้าไปปล่อยทิงไว้ที่คลองสามเสน หลั ง วั ง พร้ อ มกั บ คลองอื่น ๆ เช่ น คลองเปรมประชากร, คลองผดุ งกรุ งเกษม ในระยะแรก ประชาชนชาวไทยก็ได้ใช้ดอกของผักตบชวามาทัดหูเพื่อความสวยงามบ้าง แต่หลังจากนันไม่ นานก็เสื่อมความนิยมลง เหตุเพราะการแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วนั่นเอง จัดทำโดย พิชญ์สินี อะมะมูล สำนักหอสมุด มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธนบุรี

2


ผักตบชวามีประโยชน์หลายด้าน เช่น ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อน สามารถน้ามา ลวกจิมกับน้าพริกรับประทาน หรือน้ามาท้าแกงส้มได้ นอกจากนียังสามารถน้ามาเป็นอาหาร เลียงสัตว์ เช่น สุกร ไก่ เพราะผักตบชวามีคุณค่าทางอาหารสูง ทางด้านสมุนไพรก็ใช้แก้พิษ ภายในร่างกาย ขับลม และใช้ทาหรือพอกแก้แผลอักเสบ ที่ส้าคัญผักตบชวายังช่วยในเรื่อง บ้ า บั ด น้ า เสี ย โดยการท้ า หน้ า ที่ ก รองน้ า ที่ ไ หลผ่ า นกอผั ก ตบชวาอย่ า งช้ า ๆ ท้ า ให้ ข องแข็ ง แขวนลอยต่ า งๆ ที่ ป นอยู่ ใ นน้ าถูก สกั ด กลั่ นกรองออก และรากที่ มี จ้ านวนมากจะช่วยกรอง สารอินทรีย์ที่ละเอียด ส่วนจุลินทรีย์ที่อาศัยเกาะอยู่ที่ราก จะช่วยดูดสารอินทรีย์ไว้ด้วยอีกทาง หนึ่ง ถึงแม้ว่าผักตบชวาจะสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่ด้วยการขยายพันธุ์ที่รวดเร็ว ส่งผลให้กีดขวางการเดินทางของน้า อัตราการไหลของน้าจึงลดลง และกีดขวางการระบายน้า ของประตูน้า อีกทังยังท้าให้ระบบนิเวศเสียหาย

การผลิตเอทานอลจากผักตบชวาไทย “การพัฒ นาการผลิตเอทานอลโดยกระบวนการท้าให้เป็นน้าตาลก่อนการหมักจาก ผักตบชวา” ผลงานของ ผศ.ดร.จิรศักดิ์ คงเกียรติขจร อาจารย์สายวิชาเทคโนโลยีชีวเคมี คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยข้อจ้ากัดของงานวิจัย ชินนีเกิดจากปัญหาด้านพืนที่เพาะปลูกพืชพลังงานมีไม่เพียงพอ จึงต้องมองหาพืชชนิดอื่น มา ทดแทน โดยตังโจทย์ไว้เป็นวัชพืช

จัดทำโดย พิชญ์สินี อะมะมูล สำนักหอสมุด มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธนบุรี

3


ผักตบชวาถือเป็นวัชพืชที่ใช้ประโยชน์ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับปัญหามากมายที่เกิดขึน เนื่องจากมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ ท้าให้กีดขวางทางเดินของน้า อัตราการไหล ของน้าจึงลดลง และยิ่งเมื่อเจริญเติบโตมีจ้านวนที่มากขึน ส่งผลให้แย่งอากาศและอาหารของ สัตว์น้า ที่ส้าคัญผักตบชวาเป็นพืชอายุสันเมื่อตายจึงเกิดเป็นของเน่าเสียในแม่น้าล้าคลอง การน้ า ผั ก ตบชวามาใช้ใ นกระบวนการ ก็ เ พื่ อ ช่ วยลดการแย่ ง พื นที่ ก ารเพาะปลูกพืช อาหาร ช่วยลดการแข่งขันเรื่องอาหาร และช่วยก้าจัดวัชพืชในแม่น้าล้าคลอง เริ่มแรกของการ วิจัยต้องมีการทดสอบก่อนว่าผักตบชวาสามารถแปรรูปเป็นน้าตาลได้หรือไม่ เพราะหลักการ ของการผลิตเอทานอลคือต้องใช้น้าตาลเป็นตัวตังต้น และใช้เอนไซม์หรือกรดบางชนิดช่วยย่อย ในการหมักน้าตาลเป็นแอลกอฮอล์ เนื่องจากผักตบชวาไม่เหมือนพืชจ้าพวกแป้ง ชนิดอื่น เช่น มันส้าปะหลัง ข้าวโพด เพราะผักตบชวาประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ความเป็นแป้งแทบ ไม่มีเลย ดังนันขันตอนของการวิจัยจึงมีความยุ่งยากในกระบวนการต้นน้าที่จะหมักผักตบชวาให้ อยู่ในรูปของน้าตาลโมเลกุลเดี่ยว อีกทังต้องคัดเลือกเชือจุลินทรีย์ที่เหมาะสม

ขันตอนในการน้าผักตบชวามาใช้ในกระบวนการผลิตเอทานอลนัน แบ่งออกเป็น 3 ขันตอนหลักๆ เริ่มต้นจากการน้าผักตบชวาซึ่งมีความอวบน้า 50-60 เปอร์เซ็นต์มาปรับสภาพ กระทั่งอยู่ในรูปของโฮโมจีเนท ขันตอนต่อไปเรียกว่าขันการย่อยสลายเพื่อให้ได้น้าตาล คือ จัดทำโดย พิชญ์สินี อะมะมูล สำนักหอสมุด มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธนบุรี

4


การน้าโฮโมจีเนทมาย่อยด้วยเอนไซม์ให้เป็นน้าตาลโมเลกุลเล็ก โดยขันตอนนีจะใช้เอนไซม์ทุก ตั ว ที่ อ ยู่ ใ นระบบการย่ อ ยคาร์ โ บไฮเดรตทั งหมด และขั นสุ ด ท้ า ยคื อ การหมั ก จะต้ อ งใช้ เชือจุลินทรีย์ในสภาพอากาศที่ถูกควบคุม ทังเวลา อุณหภูมิ และความดัน ซึ่งทัง 3 ขันล้วนอยู่ ในกระบวนการวิจัยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์จากการวิจัยครังนี พบว่า ผักตบชวาไทยสามารถผลิตเอทานอลได้ปริมาณ ค่อนข้างสูงถึง 40-48 เปอร์เซ็นต์ หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตเอทานอลจากผักตบชวา ปริมาณ 100 กรัม (ผักตบแห้งและท้าให้เป็นผง) น้ามาผ่านกระบวนการจนได้น้าตาล 60 เปอร์ เ ซ็ น ต์ และสามารถน้ า ไปผลิ ต เอทานอลได้ร าว 25 กรั ม และข้ อ ดี ที่ ส้ า คั ญ อี ก หลาย ประการคือ ไม่ต้องเพิ่มพืนที่การเพาะปลูกพืชพลังงานหรือแย่งพืนที่การปลูกพืชอาหาร อีกทัง ไม่มีต้นทุนในการเพาะปลูก เพราะผักตบชวาเป็นวัชพืชที่ขึนเองตามธรรมชาติ และยังช่ วยลด มลพิษทางน้าได้อีกด้วย

จัดทำโดย พิชญ์สินี อะมะมูล สำนักหอสมุด มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธนบุรี

5


เอกสารอ้างอิง 1. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี , ผักตบชวา, สามารถสืบค้นได้จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ ผักตบชวา 2. ฐานเศรษฐกิจ, นักวิ จัย พบวิ ธี น้า ผั กตบชวาผลิ ต เอทานอลปริมาณสูง , สามารถสืบค้น ได้ จ าก: http://www.thansettakij.com/2016/10/01/102675 3. กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, นักวิจัยพบวิธีผลิตเอทานอลจากผักตบชวาไทย, สามารถสืบค้นได้จาก: http://www.bangkokbiznews.com/pr/detail/17682 4. สยามรัฐออนไลน์, ยกนิว!พระจอมเกล้าธนบุรี ผลิต"เอทานอล"จากผักตบชวา, สามารถสืบค้นได้ จาก: http://www.siamrath.co.th/n/3752

จัดทำโดย พิชญ์สินี อะมะมูล สำนักหอสมุด มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธนบุรี

6

นักวิจัย มจธ.พบวิธีผลิตเอทานอลจาก “ผักตบชวาไทย”  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you