Issuu on Google+

ปิ ด ทองหลั ง พระ คื อ การเพี ย รทำความดี โดยไม่ มุ่ ง เน้ น ประโยชน์ ส่ ว นตน

7

เสด็จชมนิทรรศการปิดทองหลังพระฯ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นประธานทรงเปิดงาน “วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2555” เกษตรสร้างสรรค์ : เศรษฐกิจยัง่ ยืน เมือ่ วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 

ณ ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโอกาสนี้ ทรงเปิด “หอกษัตริย์เกษตร” และทอดพระเนตรนิทรรศการของหน่วยงานสืบสาน

แนวพระราชดำริ เช่น “ห้องเงาวิเศษ” นิทรรศการของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ที่นำเสนอแนวทางการ บริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดย เทคนิคการเล่นเงาให้ภาพการ์ตนู เคลือ่ นไหวสาธิตแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำพร้อมคำอธิบาย

ปิดทองหลังพระฯ ณ อุดรธานี อีกก้าวย่างแห่งการเรียนรู้

โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี พื้นที่ขยายผลปิดทอง

หลังพระฯ เกิดขึ้นโดยมติคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรม

ปิดทองหลังพระฯ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 และเริ่มลงพื้นที่ทำความเข้าใจ กับชาวบ้านในเดือนมกราคม 2554 แนวคิดการทำงานโครงการฯ ต้องการขยายต้นแบบการพัฒนาในรูปแบบใหม่ คือ ทำเล็ก ประหยัด เกิดการขยายผลเร็วในวงกว้างและได้ประโยชน์สูงสุด โดย สถาบันฯ ทำหน้าที่ประสานงานให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการบริหาร จัดการระบบน้ำ และกระบวนการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์ความรู้ด้านการเกษตรและปศุสัตว์ ของโครงการ ฟาร์มตัวอย่าง ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ การสนับสนุนงบ ประมาณจากจังหวัดอุดรธานี และการร่วมขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ก่ อ นปิ ด ทองหลั ง พระฯ จะเข้ า มาในพื้ น ที่ ชุ ม ชนที่ ไ ด้ รั บ ประโยชน์ จ าก

อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ มีอยู่ 2 หมู่บ้าน คือหมู่ 11  บ้านโคกล่าม และหมู่ 3 

บ้านแสงอร่าม มีพื้นที่การเกษตรท้ายอ่างด้านขวา ได้รับน้ำจากอ่างฯ 800 ไร่ ผูร้ บั ประโยชน์ 283 ครัวเรือน 1,334 คน และผลผลิตข้าวเฉลีย่ อยูท่ ี่ 35-45 ถังต่อไร่ เนือ่ งจากอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ ไม่มรี ะบบส่งน้ำ จึงต้องให้นำ้ จากอ่างไหล ล้นผ่านดาดคอนกรีตลงสูล่ ำน้ำธรรมชาติ คือ ห้วยคล้าย ห้วยเชียงลี  อ่านต่อหน้า 2


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

รายงาน

แล้วไหลลงห้วยหลวง ซ้ำลำห้วยยังอยูต่ ำ่ กว่าแปลงนา ชาวบ้านจึงต้อง นำน้ำเข้านาโดยขุดคลองขนาดเล็ก และทำฝายยกระดับน้ำให้สูงขึ้น ไหลเข้ า นาตั ว เองหรื อ สู บ น้ ำ ขึ้ น มาใช้ ซึ่ ง เมื่ อ เข้ า หน้ า แล้ ง ก็ จ ะไม่ สามารถใช้วิธีการดังกล่าวได้  จากการสำรวจข้ อ มู ล ของโครงการ เมื่ อ เดื อ นมี น าคม 2554

บ้านแสงอร่าม มีพื้นที่ 8,602 ไร่ เป็นพื้นที่ทำกิน 1,843 ไร่  ส่วนใหญ่ เป็ น นาข้ า ว ไร่ มั น สำปะหลั ง และสวนยาง  มี ป ระชากร 476 คน

96 ครัวเรือน ร้อยละ 56 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 38 รับจ้าง ที่เหลือค้าขาย รับราชการ และอื่น ๆ รายได้รวมของประชากร 9,667,420 บาท/ปี เฉลี่ยหลังคาเรือนละ 100,702 บาท/ปี มีหนี้สิน รวม 6,222,600 บาท ส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เป็นหนี้ธนาคาร บ้านโคกล่าม มีพื้นที่ประมาณ 4,730 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 1,030 ไร่  ส่ ว นใหญ่ เ ป็ นนาข้าว ไร่มันสำปะหลัง และสวนยาง  มี ประชากร 484 คน 100 ครัวเรือน  ร้อยละ 60 ของประชากรประกอบ อาชีพเกษตรกรรม รองลงมา ประกอบอาชีพรับจ้างร้อยละ 32 ที่เหลือ ค้ า ขาย รั บ ราชการและอื่ น ๆ  รายได้ ร วมของประชากรทั้ ง หมด  7,698,815 บาท/ปี เฉลี่ยหลังคาเรือนละ 76,988 บาท/ปี มีหนี้สินรวม 11,211,940 บาท  เป็นหนี้ธนาคารมากที่สุด ร้อยละ 61 

www.pidthong.org www.twitter.com/pidthong www.facebook.com/pidthong

2 www.youtube.com/pidthongchannel

เจ้าของ : มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนนครปฐม เขตดุสติ กรุงเทพมหานคร 10300 : สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ อาคารสยามทาวเวอร์ ชั้น 26 เลขที่ 989 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ 0-2611-5000 โทรสาร 0-2658-1413 ที่ปรึกษา : หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ นายพิพัฒน์ เลิศกิตติสุข บรรณาธิการ : นายธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : นายสุชาติ ถนอม ผู้จัดทำ : บริษัท แอร์บอร์น พรินต์ จำกัด 1519/21 ซอยลาดพร้าว 41/1 ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 โทรศัพท์ 0-2939-9700 โทรสาร 0-2512-2208 E-mail : roso215@yahoo.com


รายงาน

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

การระดมสมองเพื่อระบุปัญหาของชุมชน และจัดลำดับความ สำคัญเร่งด่วนของปัญหา ชาวบ้านจากสองหมูบ่ า้ นระบุวา่ ปัญหาใหญ่ คือ เรื่องน้ำ รองลงมาเป็นปัญหาดิน เกษตร พลังงานทดแทน หนี้สิน  และสุดท้ายเป็นปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม จากหลักการดำเนินงานของปิดทองหลังพระฯ ทีช่ าวบ้านในพืน้ ที่ ต้ อ งมี ค วามพร้ อ มที่ จ ะลุ ก ขึ้ น มาทำงานด้ ว ยตนเอง ตามหลั ก การ

ทรงงาน “ระเบิดจากข้างใน” และเชื่อมั่นศรัทธาแนวพระราชดำริ เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม และแบบองค์รวม คือ มีแนวทาง

แก้ไขปัญหาเชื่อมโยงทุกมิติครบวงจร ตั้งแต่การผลิตในระดับต้นน้ำ (การพัฒนาปัจจัยการผลิต) กลางน้ำ (การแปรรูป) ปลายน้ำ (การ ตลาด) และวั ด ผลที่ “ชาวบ้ า นได้ อ ะไร” อย่างเป็นรูปธรรม เช่ น

พื้ น ที่ รั บ น้ ำ ทางการเกษตรที่ เ พิ่ ม ขึ้ น หลั ง มี ก ารบริ ห ารจั ด การน้ ำ

ผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น  มีการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรมีอาชีพเสริม

มีหนี้สินลดลงและมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

การจ่ายน้ำเป็นแบบก้างปลา ซ่อมแซมท่อด้านซ้าย ส่วนด้านขวา สร้ า ง Spill way และท่ อ ลอดถนน เพื่ อ ระบายน้ ำ ลงลำห้ ว ยเดิ ม

ส่วนการซ่อมแซมปรับปรุงฝายห้วยคำเข มีการเสริมอาคารระบายน้ำ เสริมคันดิน วางท่อ 920 เมตร คู่กับลำเหมือง 200 เมตร เพิ่มพื้นที่

รับน้ำได้ 637 ไร่  โดยชาวบ้านกว่า 200 คน ลงแรงขุดลอกแผ้วถาง ป่าอ้อ ในพื้นที่ 9 ไร่ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างขวางทางน้ำมากว่า 50 ปี ระหว่ า งปรั บ ปรุ ง ระบบส่ ง น้ ำ มี ก ารพั ฒ นาด้ า นการเกษตร

คู่ขนานกันไป โดยคัดเลือกแปลงเกษตรของนายสุบรร สอดสี และ นายบุ ญ มาก สิ ง ห์ ค ำป้ อ ง ซึ่ ง มี ค วามขยั น ตั้ ง ใจจริ ง และเต็ ม ใจ

ร่วมโครงการ มานำร่ อ งทำฟาร์ ม ตั ว อย่ า งเกษตรกร ตามแนวทาง โครงการฟาร์มตัวอย่าง ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นตัวอย่างให้เกษตรกรรายอื่น ๆ เห็นผลสำเร็จของการดำเนินงาน การพัฒนาด้านการเกษตร เริ่มจากปรับปรุงดิน ปลูกพืชก่อนนา  เช่ น โสน  ปอเทื อ ง  พริ ก เพื่ อ เพิ่ ม ปุ๋ ย ในดิ น และสร้ า งรายได้ ใ ห้ กั บ

ดังนั้น หลังจากจุดประกายให้ชาวบ้านมีความพร้อมและลงมือ พัฒนาด้วยตัวเอง การพัฒนาก็เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2554 ด้วยการ พัฒนาระบบส่งน้ำอ่างห้วยคล้ายฯ มีการเสริมตอม่อ ยกระดับน้ำที่ Spill way เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 30,000 ลบ.ม. จากเดิม 692,500 ลบ.ม. ทำระบบส่งน้ำด้วยท่อ โดยต่อแนวท่อ

จากวาล์วด้านขวา ระยะทาง 1,520 เมตร ส่งน้ำแบบก้างปลา เพื่อให้ พื้นที่การเกษตรด้านขวาของอ่างฯ มีน้ำใช้ตลอดปี โดยไม่สูญเสียน้ำ ซ���อมแซมปรับปรุงฝายเดิมที่ชำรุด 3 ฝาย ด้วยการสร้างอาคารระบาย น้ ำ ให้ มี ช่ อ งอั ด น้ ำ ที่ แ ข็ งแรง กักเก็บและควบคุมน้ำได้ เพื่ อ ผั น น้ ำ

สู่เหมืองหรือท่อส่งน้ำ และปรับปรุงพนังกั้นน้ำ เสริมคันดินด้านข้าง เพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมนา และ

ยกระดับน้ำให้เข้าท่อหรือลำเหมือง สำหรั บ อ่ า งเก็ บ น้ ำ ห้ ว ยก้ า นเหลื อ ง มี ก ารปรั บ ปรุ ง โดยบดอั ด

ด้านหน้าคันดิน ป้องกันการรั่วซึม ส่วนด้านหลัง มีการปรับปรุงดิน และฝังท่อลอดคันดินส่งน้ำไปยังลำห้วยเข เสริมพื้นที่ 673 ไร่ ระบบ

ชาวบ้าน ทำนา และปลูกพืชหลังนา ทำเกษตรผสมผสาน ตามองค์ ความรูข้ องฟาร์มตัวอย่าง ประกอบด้วยการปลูกพืช 3 ชัน้ คือ พืชชัน้ สูง พืชชั้นกลาง พืชค้าง และการปลูกพืชผักเศรษฐกิจ เลี้ยงหมูจินหัว เป็ดอี้เหลียง และปลากินพืชในบ่อ เป็นต้น แปลงตัวอย่างในพื้นที่ 20 ไร่ ของนายบุญมาก  สิงห์คำป้อง จึงมี การปลู ก ฟั ก ทองในหลุ ม เดี ย วกั บ ข้ า วโพด ให้ ฟั ก ทองเลื้ อ ยพั น ต้ น

ข้าวโพดโดยไม่ต้องปักหลัก เก็บเกี่ยวฟักทองได้ใน 45 วัน ช่วงนั้น

ก็เด็ดยอดอ่อนมาเป็นอาหารหรือขายได้ ปลูกผักบุ้งจีน ทยอยปลูกทุก

7 วัน เพื่อให้หมุนเวียนเก็บขายได้ทุกวัน ในเวลาเพียง 18 วัน เก็บขาย ได้ กก.ละ 10 บาท ทำให้นายบุญมากมีรายได้จากการขายผักเฉลี่ย วันละ 200-300 บาท โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 2 กก. ปลูกผักบุ้งได้ 100 กก. ปลูกตะไคร้และกล้วยริมขอบบ่อและขอบคันนา ปลูกแคประปราย ปลูกถั่วลิสง เป็นพืชก่อนนาเพื่อปรับปรุงดิน เลี้ยงหมูจินหัว ซึ่งกินง่าย อยู่ง่าย ลูกดก (15 ตัว/คอก) และเลี้ยงเป็ดพันธุ์บาบาลี  ซึ่งทนโรค

เลี้ยงง่าย โตเร็ว 3


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

รายงาน

ส่วนแปลงเกษตร พื้นที่ 6 ไร่ของนายสุบรร สอดสี มีการขุดบ่อ บนที่ดินตัวเอง เพราะคิดว่าจะได้ประโยชน์มากกว่าใช้ที่ดินทำนา เพราะสามารถนำน้ำมารดผักและเลี้ยงปลาได้พร้อมกัน ซึ่งจะสร้าง รายได้ให้ประมาณ 2,000 บาทจากการขายผักและขายปลา แทนที่ รายได้เพียงน้อยนิดจากการทำนา ใช้ขี้วัวผสมกับฟางมาใส่ในบ่อน้ำ

เพื่อให้น้ำในบ่อใสขึ้น เลี้ยงเป็ดจากกองทุนเป็ด 6 ตัว แม่หมู 1 ตัว

ใส่ผักตบชวาในบ่อเพื่อช่วยบำบัดน้ำเสีย และเป็นแหล่งอาหารให้หมู ปลูกข้าวโพดควบคู่กับฟักทองในหลุมเดียวกัน  การพัฒนาในช่วงเพียงหนึ่งปีเศษ ทำให้เกษตรกรตกกล้าและ ปลูกข้าวได้เต็มพื้นที่รับประโยชน์ 1,788 ไร่ ในเดือนพฤษภาคม 2554 โดยไม่ต้องรอน้ำฝน และคาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวในพื้นที่โครงการ จะเพิ่มจาก 3,920,000 บาท เป็น 13,868,400 บาท หรือเพิ่มขึ้น 9,651,220 บาท เนื่ อ งจากมี น้ ำ ใช้ ใ นช่ ว งฝนทิ้ ง ช่ ว ง ทำให้ ข้ า ว

เมล็ดไม่ลีบ ปริมาณข้าวมากขึ้นจาก 350 กก./ไร่ เป็น 600 กก./ไร่ โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นยังไม่รวมรายได้จากพืชก่อนนาและพืชหลังนา  ในปัจจุบัน จากแปลงเกษตรนำร่อง 2 แปลง มีการขยายผลเป็น 152 ครัวเรือน จากครัวเรือนทั้ง 2 หมู่บ้าน 196 ครัวเรือน ทำให้ เกษตรกรมีอาหารกิน ประหยัดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครัวเรือนละ 20 บาท ต่อวัน มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชก่อนนาเฉลี่ยเดือนละ 500 บาทต่อแปลงต่อเดือน เกษตรกรขายลูกสุกรไปแล้ว 70 ตัว คิดเป็น เงิน 96,400 บาท

สถานภาพของกองทุ น ต่ า ง ๆ ที่ ปิ ด ทองฯ ให้ ก ารสนั บ สนุ น

ส่งเสริม เพื่อให้ชาวบ้านอยู่ได้อย่างยั่งยืนมั่นคงในอนาคต ปรากฏว่า กองทุนสุกร มีหมูพ่อพันธุ์ 4 ตัว และแม่พันธุ์ 91 ตัว ซึ่งทยอยออกลูก ตั้ ง แต่ ป ลายเดื อ นมี น าคมถึ ง ปั จ จุ บั น มี ลู ก หมู 383 ตั ว (ณ วั น ที ่ 4 เมษายน 2555) ระเบียบกองทุน ต้องคืนลูกหมูให้กองทุนแม่ละ

2 ตั ว และมี ข้ อ ตกลงร่ ว มกั น ว่ า การฝากขายหมู กั บ กองทุ น ใน

ราคา 1,500 บาท จะหักเข้ากองทุน 200 บาท ปัจจุบันกองทุนมีเงิน 5,800 บาท นำมาสร้างคอกกลางสำหรับอนุบาลลูกหมู กองทุ น พั น ธุ์ ข้ า ว เริ่ ม ดำเนิ น การเมื่ อ เดื อ นกั น ยายน 2554

ด้ ว ยเงิ น ทุ น 28,000 บาท ปั จ จุ บั น มี เ งิ น ทุ น หมุ น เวี ย นในกองทุ น 31,734 บาท มีเงินปันผลให้กับสมาชิก 8 คน เป็นเงิน 4,718.50 บาท

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขยายผล เมื่ อ โครงการบริ ห ารจั ด การน้ ำ อย่ า งยั่ ง ยื น อ่ า งเก็ บ น้ ำ ห้ ว ยคล้ า ยอั น เนื่ อ ง

มาจากพระราชดำริ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้ภายในเวลา 1 ปี จาก การถ่ายทอดองค์ความรูต้ ามแนวพระราชดำริ ทำให้บริหารจัดการน้ำอ่างห้วยคล้ายฯ ได้เต็มประสิทธิภาพ เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชก่อนนาและหลังนา จังหวัดอุดรธานี องค์การบริหารจังหวัดอุดรธานี มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิ

แม่ ฟ้ า หลวงในพระบรมราชู ป ภั ม ภ์ ฟาร์ ม ตั ว อย่ า งในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุ ด รธานี และมู ล นิ ธิ ปิ ด ทองหลั ง พระ

สื บ สานแนวพระราชดำริ จึ ง ร่ ว มกั น จั ด มหกรรม “เวที แ ลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ เพื่อขยายผลการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ” ใน

วันที่ 11-13 กรกฎาคม 2555 ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ แปลงเกษตรกร ตัวอย่าง วัดป่าเลไลย์ และห้องประชุมในจังหวัดอุดรธานี เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฯ จัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานของโครงการ และกระบวนการทำงาน ซึ่งเป็นที่มาของความสำเร็จ รวมทั้งประสบการณ์ความรู้ จากการปฏิ บั ติ จ ริ ง ของชาวบ้ า นในพื้ น ที่ และครู ภู มิ ปั ญ ญาจากพื้ น ที่ อื่ น เพื่ อ ประโยชน์ในการต่อยอดการพัฒนา โดยคาดหวังผลว่า จะทำให้ผู้ร่วมเรียนรู้เกิด 4


รายงาน

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

กองทุนปุ๋ย จากเงินทุนเริ่มต้น 72,900 บาท มีเงินปันผลให้กับ สมาชิก 4 คน เป็นเงิน 38,000.50 บาท กองทุนเป็ด จากเป็ดเทศ

70 ตัว ให้เกษตรกร 20 ครัวเรือน ปัจจุบันมีลูกเป็ดพร้อมคืนกองทุน 66 ตัว กองทุนเมล็ดพันธุ์ผัก มีเงินสนับสนุนกองทุน 60,360 บาท ปัจจุบันมีเงินทุนหมุนเวียน 11,300 บาท และยังไม่ถึงระยะเวลาคืน กองทุน กองทุนการตลาด มีการนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ตลาดโพศรี ทุกวันอังคารและวันศุกร์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบัน

มีเงินทุนหมุนเวียนในกองทุน 2,090 บาท กองทุนยาและเวชภัณฑ์ จากการสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ และสถาบันส่งเสริม และพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ในรูปแบบของยาและเวชภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่า 16,500 บาท

กองทุ น แม่ บ้ า น ทำอาหารสำหรั บ คณะที่ ม าศึ ก ษาดู ง านใน

พื้นที่ โดยคิดค่าใช้จ่ายคนละ 200 บาท (150 บาท สำหรับโรงเรียน

ในสังกัด อบจ.) เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 ปรากฏ ว่ า มี ค ณะศึ ก ษาดู ง านแล้ ว 42 คณะ 7,523 คน ทำให้ มี ร ายได้

ถึ ง 1,1250,000 บาท หั ก ค่ า บริ ห ารจั ด การกองทุ น ค่ า ใช้ จ่ า ยใน

การประกอบอาหาร ค่าแรงงาน อุปกรณ์ประกอบอาหารแล้ว คงเหลือ เงินในกองทุน 340,564 บาท นอกจากนี้ ชาวบ้ า นยั ง มี แ นวคิ ด ที่ จ ะผลิ ต ปุ๋ ย ขึ้ น เอง จึ ง มี

การศึกษาดูงานวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ที่กลุ่มปุ๋ยหมักอินทรีย์ ชีวภาพ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เริ่มนำร่องให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ ด้วยเงินกองทุน 92,000 บาท ซื้อปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ (อัดเม็ด) 200 กระสอบ และจะเริ่ ม ผลิ ต ใช้ เ องในเดื อ นพฤศจิ ก ายน 2555

ในช่วงเดียวกัน ยังจะมีการจัดตั้งโรงสีข้าวชุมชน จากการนำเงินศึกษา ดูงาน 200,000 บาท ซื้อที่ดิน 1 ไร่ 2 งาน เตรียมเป็นที่ตั้งโรงสีข้าว ชุมชนและโรงเรือนผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้แล้ว ปั จ จุ บั น โครงการบริ ห ารจั ด การน้ ำ อย่ า งยั่ ง ยื น อ่ า งเก็ บ น้ ำ

ห้วยคล้ายฯ จึงเป็นห้องเรียนปฏิบัติการทางสังคม (Social LAB)

ในการปรั บ กระบวนทั ศ น์ ทุ ก ภาคส่ ว น ตั้ ง แต่ ก ระบวนการสร้ า ง

ความเข้าใจ เข้าถึง และการพัฒนา คือ ชาวบ้านในพืน้ ทีม่ คี วามเข้าใจ ข้ อ มู ล ที่ เ ป็ น จริ ง ของหมู่ บ้ า น รู้ ปั ญ หา ความต้ อ งการชุ ม ชนทุ ก มิ ต ิ มีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ และเป็นเจ้าของในทุกกิจกรรมการพัฒนา

ความเชื่อมั่นในแนวทางจัดการปัญหาของตนได้แบบพึ่งพาตนเอง

ใช้ ค วามรู้ เ ป็ น ฐาน และมี ก ารจั ด การร่ ว มกั น ของทุ ก ฝ่ า ย มี ก าร เปลี่ยนแปลงความคิดและแนวทางการทำงานที่ยึดชาวบ้านเป็นหลัก และเกิดแรงจูงใจในการนำไปประยุกต์ใช้ต่อ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะขยายแนวคิดและแนวทางการ ทำงานแบบปิดทองหลังพระฯ ที่ใช้แหล่งน้ำเป็นจุดเริ่มต้นของการ พัฒนาไปยังทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคอื่น รูปแบบงาน ประกอบด้วย การจัดเวทีเสวนา การแลกเปลีย่ นเรียนรู้ กับ อบจ.อุดรธานี และการจัดกลุ่มฐานการเรียนรู้กับครูภูมิปัญญา การเยี่ยมชมพื้นที่จริง และพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่โครงการ การจัด นิทรรศการความรู้บริเวณศูนย์เรียนรู้และแปลงต้นแบบ การแสดง มหรสพและงานวัฒนธรรมท้องถิ่น

ทัง้ นี้ ประเด็นการนำเสนอให้เหมาะสมกับแต่ละกลุม่ เป้าหมาย เช่น สำหรับชาวจังหวัดอุดรธานี จะเป็นเรื่องราวของโครงการฯ การจัดการน้ำ ดิน เกษตร การจัดการกองทุนต่าง ๆ ผลที่เกิดขึ้น วงจรการผลิตการขายในระดับครัวเรือน และระดับกลุ่ม ครูภูมิ ปัญญาในภาคอีสาน จะเสนอความเห็นต่อกิจกรรมในพื้นที่ และ ให้คำแนะนำ คณะทำงานในจังหวัดขยายผล จะได้อะไร และจะ กลับไปทำอะไร ส่วนสถาบันอุดมศึกษา และนักวิชาการ จะเสนอ โจทย์วิจัยสำหรับนำไปทำงานต่อ หน่วยงานระหว่างประเทศที่ ทำงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ได้แก่ อุปทูต UNDP UNEP ADB WB เป็นต้น จะมองเปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่เคยทำ และในแง่ น โยบายขององค์ ก รที่ ส นั บ สนุ น งานพั ฒ นา รวมทั้ ง นโยบายรัฐไทยควรมีปรับปรุงอย่างไร 5


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

รายงานพิเศษ

60 ปี การทรงงานพัฒนาชนบท

เส้นทางที่ทอดไกล จากจุดเริ่มต้น ณ “ถนนห้วยมงคล”

“...ที่ ข้ า งในหนองพลั บ แต่ ก่ อ นนี้ เ ข้ า ไม่ ไ ด้

แค่ครึ่งทางไปหนองพลับก็ไม่ได้...ปี 2495 หรือ 96

เพิ่งได้รถบลูโดเซอร์ แล้วเอารถไปให้ค่ายนเรศวร ให้ ส ร้ า งถนน ให้ ไ ถถนนเข้ า ไปถึ ง ห้ ว ยมงคล ซึ่ ง เดี๋ ย วนี้ ห้ ว ยมงคล 20 นาที ก็ ถึ ง ตอนนั้ น เข้ า ไป

ตั้งแต่ 8-9 โมงเช้า เข้าไปถึงร่วมบ่ายโมง ไปรถจี๊ป เข็นเข้าไป ลากเข้าไป...” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงเล่าพระราชทาน ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ

อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ทำให้เห็นภาพความยากลำบาก ในการเดินทางของประชาชนในชนบทห่างไกล ทั้งที่เส้นทางที่รับสั่ง ถึงนั้น อยู่ห่างจากตลาดหัวหินเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น เดื อ นพฤษภาคม 2495 เมื่ อ 60 ปี ม าแล้ ว พระบาทสมเด็ จ พระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ 6

โดยรอบพระราชวังไกลกังวล แม้ว่าเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น จะเป็นทางเกวียนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ กว่าจะผ่านไปได้แสนยาก ต้ อ งใช้ เ วลานานก็ ต าม จนเมื่ อ รถพระที่ นั่ ง เดิ น ทางผ่ า นหมู่ บ้ า น

ห้ ว ยคต ต.หิ น เหล็ ก ไฟ อ.หั ว หิ น ก็ ต กหล่ ม ลึ ก ชาวบ้ า นหลายคน

เข้าช่วยเหลือทหารและตำรวจจนยกรถพระที่นั่งขึ้นจากหล่มได้ เหตุการณ์นี้ คือ จุดเริม่ ต้นการทรงงานพัฒนาชนบทเพือ่ ประชาชน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั เมือ่ รับสัง่ ถามถึงปัญหาของหมูบ่ า้ น และทรงทราบว่า สิ่งที่ชาวบ้านห้วยคตต้องการมากที่สุด คือ “ถนน” เพื่อขนพืชผลการเกษตรไปขายได้โดยเร็ว ไม่ต้องแบกหาม ใส่รถเข็น ไปตามทางเดินเท้า 2 วัน 2 คืน กว่าจะถึง พืชผลก็เน่าเสีย หรือไม่

เช่ น นั้ น ก็ ต้ อ งเช่ า เหมารถจี๊ ป ในราคาสู ง ไม่ คุ้ ม กั บ ราคาพื ช ผลที่

นำออกมาขาย ต่ อ มาไม่ น าน ถนนจากบ้ า นห้ ว ยคตสู่ ต ลาดหั ว หิ น ซึ่ ง ได้ รั บ พระราชทานชื่อในภายหลังว่า ถนนห้วยมงคลก็เกิดขึ้น เป็นโครงการ พัฒนาชนบทอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรก ซึ่งขยายผล ต่อเนื่องเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อพัฒนาชนบท


รายงานพิเศษ ทั่วประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรน้ำ ดิน

ป่าไม้ การเกษตร พลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม อาชีพ การศึกษา สาธารณสุข เทคโนโลยี และการคมนาคม ฯลฯ อีกกว่า 4,000 โครงการ พระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นำความ ร่ ม เย็ น เป็ น สุ ข สู่ อ าณาประชาราษฎร์ ใ นชนบท แสดงชั ด เจนใน พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะผู้บริหารสำนักงานเร่งรัด พัฒนาชนบท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พุทธศักราช 2512 ความตอนหนึ่งว่า “…การที่นำความเจริญ การพัฒนาไปสู่ชนบท หมายถึงไปสู่ ประชาชนในชนบทนั้ น มี เ หตุ ผ ลหลายประการ เหตุ ผ ลใหญ่ ที่ สุ ด

ข้ อ แรกก็ คื อ มนุ ษ ยธรรม ความเมตตาต่ อ เพื่ อ นมนุ ษ ย์ ที่ อ ยู่ ร่ ว ม ประเทศกั บ เรา…เหตุ ผ ลที่สองที่จะต้องพัฒนาชนบทนั้น คื อ เพื่ อ

เพิ่มความปลอดภัยของบ้านเมือง เพื่อความก้าวหน้านอกเหนือจาก มนุษยธรรม…” ทั้งยังรับสั่งถึงความสำคัญของการพัฒนาชนบทด้วยว่า “...การพัฒนาชนบท เป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่ จะต้องทำให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือ ทั้ง เฉลียวทั้งฉลาด ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่มุ่งที่จะหากินด้วย วิธีการใด ๆ ใครอยากหากินขอให้ลาออกจากตำแหน่งไปทำการค้า

ดีกว่า เพราะว่าถ้าทำผิดพลาดไปแล้ว บ้านเมืองเราล่มจม และเมื่อ บ้านเมืองของเราล่มจมแล้ว เราอยูไ่ ม่ได้ ก็เท่ากับเสียหมดทุกอย่าง...” ตลอด 60 ปี อั น ยาวนาน บนเส้ น ทางการพั ฒ นาชนบทอั น

ยาวไกล หลั ก การสำคั ญ ของพระบาทสมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว คื อ

การพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้ และพัฒนาโดยมี “หลั ก วิ ช าการหรื อ ความรู้ ” เป็นปัจจัยสำคัญ

มีการนำความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เข้าไปให้ถึงมือ ชาวชนบทอย่ า งเป็ น ระบบและต่ อ เนื่ อ ง และมี ตั ว อย่ า งของความ สำเร็จให้ชาวบ้านได้เห็นและนำไปปฏิบัติได้เอง

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

เกือบทั้งหมดของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มุ่งเน้น แก้ไขปัญหาชนบท โดยเฉพาะชนบทที่ยากจน อยู่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือพื้นที่ซึ่งกระบวนการพัฒนาของรัฐยังเข้าไปไม่ถึง และไม่ได้มุ่ง

ที่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งอย่างเดียว แต่จะต้องบรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งการเพิ่มผลิตผล เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ขจัดความยากจน เสริมสร้างการพึ่งตนเองของชุมชน เป็นต้น เมื่อมีหลายเป้าหมาย

การพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่ หั ว จึ ง เป็ น เรื่ อ งที่ นั ก วิ ช าการและหน่ ว ยราชการทุ ก สาขา ต้ อ ง

ร่วมมือกับประชาชน ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุด นอกจากนี้ ยั ง ต้ อ งมี ก ารศึ ก ษาค้ น คว้ า ทดลอง และวิ จั ย แสวงหาแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสังคมไทย เพื่ อ ประยุก ต์ ใ ช้ ใ นการแก้ ไ ขปั ญ หา และเผยแพร่ แ ก่ ประชาชนใน ชนบท ทั้งนี้ การศึกษาเพื่อการ���ัฒนาชนบทยังครอบคลุมทุกเรื่อง

ที่ มี ค วามสำคั ญ ต่ อ ปั จ จั ย การผลิ ต เช่ น น้ ำ ดิ น ความรู้ ใ นเรื่ อ ง

การเพาะปลู ก และเลี้ ย งสั ต ว์ ทุ น และการตลาด สภาพแวดล้ อ ม  ความเป็นอยู่ของประชาชน ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิธีการ ดำรงชีวิตของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น แนวทางการพัฒนาชนบทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ดังที่กล่าวมานี้ คือ แนวทางที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ มุ่งมั่นสืบสาน แนวพระราชดำริ เพื่อความเจริญสถาพรของประเทศอย่างยั่งยืน

ต่อไป

7


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

รายงานพิเศษ

60 ปี ทรงพัฒนาชนบท เพื่อประชาชน

พฤษภาคม 2555 ถนนห้วยมงคล โครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาชนบทโครงการแรก จะมีวาระครบ 60 ปี มูลนิธิปิดทอง

หลังพระฯ จึงร่วมกับชมรมสื่อบ้านนอก นำสื่อมวลชนและภาคเอกชน เยี่ยมชมโครงการพระราชดำริที่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์

และโครงการพระราชดำริอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ที่ครอบคลุมองค์ความรู้ทั้ง 6 มิติที่ปิดทองหลังพระฯ นำมา ถ่ายทอดเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน ได้แก่ น้ำ ดิน ป่า เกษตร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน จุดเยี่ยมชม ประกอบด้วย ถนนห้วยมงคล (โครงการพัฒนาชนบทโครงการแรก) อ่างเก็บน้ำเขาเต่า (โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ

โครงการแรก) โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ (โครงการล่าสุดที่พระราชทานแม้ในช่วงทรงพระประชวร) โครงการวิจัยและพัฒนา

สิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยฯ โครงการผลิตไบโอดีเซลในพื้นที่ปลูกป่าชัยพัฒนา-แม่ฟ้าหลวง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่อง

มาจากพระราชดำริ สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี และโครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา และ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เป็นวิทยากร

8


รายงานพิเศษ

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ณ ถนนห้ ว ยมงคล ดร.สุ เ มธ กล่ า วถึ ง การทรงงานพั ฒ นาชนบทของพระบาทสมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว ตลอด 60 ปี ที่ ผ่ า นมาว่ า

เป็นการทรงงานด้วยพละกำลังใจอย่างแท้จริง ปรารถนาจะทรงงานเพียงประการเดียว ทั้งที่ไม่มีอะไรบังคับให้ทรงต้องทำ และไม่เคย

ทรงหยุดงานเลยแม้แต่วันเดียว “แรงบันดาลพระทัย อาจเกิดจากที่ทรงเคยรับสั่งว่า “...ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้...” แล้วก็ทรงทำ

จนกระทั่งเป็นธรรมะหรือธรรมชาติของพระองค์ท่านแล้ว คือ ต้องทำงาน เพราะถือว่าหน้าที่การเป็นพระมหากษัตริย์นั้นเป็น 24 ชม.

พระราชดำรัสทุกครั้งสรุปได้ว่า เป็นหน้าที่เป็นความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่จะต้องพึงกระทำ บนฐานความรักความเมตตาที่พระองค์ท่าน

ถูกสอนมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์” 9


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ปลดล็อก

สัมภาษณ์พิเศษ

พัฒนา “ชนบท”

ชมรมสื่อบ้านนอก ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนว พระราชดำริ จัดการเสวนา พัฒนา “ชนบท” ปลดล็อกประเทศ เพื่อ ให้ทุกภาคส่วนในสังคม ตระหนักถึงสภาพปัญหาที่แท้จริงของชนบท และความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทที่ส่งผลกระทบถึงประเทศ ชาติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบต่อไป การเสวนา เริ่ ม ด้ ว ยปาฐกถาพิ เ ศษ “ชนบทในมุ ม มองของ ข้าพเจ้า” โดย ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ซึ่งให้ความสำคัญในประเด็น การสร้างคุณภาพชีวิตในบ้านนอกให้ เท่ากับเมือง เพื่อที่คนชนบทจะได้ไม่ต้องย้ายเข้ามาในเมืองและอยู่ บ้านนอกด้วยความสุขได้ และการศึกษาจะเป็นฐานของการพัฒนา

ทุ ก อย่ า ง ดั ง ที่ ส มเด็ จ พระศรี น คริ น ทราบรมราชชนนี แ ละสมเด็ จ

พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงออกแบบระบบการ ศึ ก ษาที่ เ รี ย บง่ า ยแต่ ไ ด้ ป ระโยชน์ สู ง สุ ด และทรงพระราชทานทุ น

การศึกษาให้กับเด็กในชนบททั่วประเทศ ผู้สูงอายุก็มีส่วนทำให้ชุมชน ชนบทเข้มแข็งได้ “ในเมืองไทย รอบตัวเราล้วนมีแต่สิ่งดีงาม ที่จะสามารถเผื่อแผ่กัน ได้ ทั้งในเมืองทั้งในชนบท เพียงแต่ว่าเรามองเห็นคุณค่าหรือไม่ คุณค่า ของคนแก่ คุณค่าของคนหนุ่มคนสาวในหมู่บ้าน และเอาระบบการ ศึกษาไปให้ถึงหมู่บ้านเลย ถ้ารัฐไม่ทำ อบจ. อบต. เทศบาลนั่นแหละ ควรทำ ระบบการศึกษาและการฝึกอาชีพต้องเริ่มต้นที่ชนบท และ ทำให้เข้มแข็ง ต่อยอดได้” 10


กประเทศ

สัมภาษณ์พิเศษ

ต่ อ จากการบรรยายทางวิชาการ เรื่อง “ความสุ ข ชนบท : วั ด ได้ อย่างไร” โดย ดร.สุทธิลักษณ์ สมิตะสิริ จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการ เสวนา พัฒนา “ชนบท” ปลดล็อกประเทศ โดยผู้เข้าร่วมเสวนา 4 คน คือ นายเอกลักษณ์ หลุ่มชุมแข กรรมการมูลนิธิกระจกเงา กล่าวถึงปัญหา อุปสรรค โอกาสในการพัฒนาชนบทว่า คนที่จะแก้ปัญหาชนบทต้องเรียนรู้ จากคนในพื้นที่ให้มากที่สุด ทั้งวัฒนธรรม การเมืองและความเป็นท้องถิ่น และต้องมองการเปลี่ยนแปลงที่เคลื่อนไปตามระบบทุนด้วย เพราะทุนเป็น สิ่งสำคัญในการพัฒนาชนบท ปัญหาอยู่ที่การขาดแคลนทุนหรือเงิน ทำให้ ชาวบ้ า นต้ อ งลดคุ ณ ค่ า ความเป็ น ชนบทของตนเอง ด้ ว ยการเอาความ

น่ า สงสารเข้ า มาหาทุ น จากสั งคมเมืองหลวง มากกว่าใช้ความสามารถ

ที่ตนมี การปลดล็อกชนบท จึงต้องแก้เรื่องเศรษฐกิจให้ได้ก่อน

เอกลักษณ์ หลุ่มชุมแข

ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

นายธี ร ศั ก ดิ์ พานิ ช วิ ท ย์ เลขาธิ ก ารสมาคมองค์ ก ารบริ ห าร

ส่ ว นตำบลแห่ ง ประเทศไทย กล่ า วถึ ง บทบาทขององค์กรปกครอง

ส่ ว นท้ อ งถิ่ น ในการพั ฒ นาชนบทว่ า ทุ ก วั น นี้ ชนบทกลายเป็ น

เครื่ อ งมื อ ทางการเมื อ ง และโชคไม่ ดี ที่ ป ระเทศไทยมี ก ารเมื อ ง

ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้เป็นการเมืองเพื่อพลเมือง แต่เป็นการเมือง

เพือ่ กลุม่ คนหรือกลุม่ ก้อน จุดอ่อนของการพัฒนาชนบทอยูท่ นี่ โยบายรัฐ ถ้ า จะปลดล็ อ กประเทศ รั ฐ ต้ อ งเลิ ก คิ ด แทนคนชนบท ต้ อ งถาม

ชาวบ้านว่าต้องการอะไร ไม่ใช่คดิ เองทำเอง และต้องใส่องค์ความรูใ้ ห้ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครจัดการองค์ความรู้เหล่านี้ สังคมชนบทจึงเป็น สังคมแห่งการพึ่งพาอย่างเดียวมาตลอด รอเป็นผู้รับ จึงไม่แปลกที่ ชนบทจะพัฒนายาก เพราะรัฐพยายามหยิบยื่นมากเกินไป นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า วันนี้มีนโยบายประชานิยมมากมาย แต่กรมการพัฒนาชุมชน ยัง ต้ อ งการให้ ชุ ม ชนสามารถคิ ด ด้ ว ยตนเองและช่ ว ยเหลื อ ตั ว เองได้

แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นเหมือนทางสองแพร่งที่ทำให้การพัฒนา ยั ง ไม่ เ กิ ด ขึ้ น เป็ น รู ป ธรรมที่ ชั ด เจน อย่ า งไรก็ ต าม ตนมองว่ า การ น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทำให้คนในหมู่บ้าน ไม่ต้องออกไปดิ้นรนต่างถิ่น มีความสุขกับเศรษฐกิจที่พอเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องได้ ถ้าหมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหมู่บ้านที่อยู่เย็นเป็นสุข ประเทศไทยก็ปลดล็อกได้ นายเสวต จันทร์หอม ผู้ใหญ่บ้านบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี บอกเล่าถึงประสบการณ์และทางรอดของ ชาวชนบทว่า การพัฒนาชนบทไม่ใช่พัฒนาสู่การเป็นเมือง มีตึกราม บ้านช่องใหญ่โต แต่หมายถึงการพัฒนาปากท้องชาวชนบท เปลี่ยน จากการหยิบยื่นความหรูหราเข้าไปให้ เป็นการหาแนวทางให้ชาว บ้านรักถิ่นฐานบ้านเกิด ราชการต้องมีส่วนร่วมให้กำลังใจและดูแล ชนบท สำรวจ เก็บข้อมูล สอบถามความต้องการที่แท้จริงของชาว ชนบท แล้วช่วยเหลือตามความต้องการนั้น ไม่ใช่ยัดเยียดให้

นิสิต จันทร์สมวงศ์

เสวต จันทร์หอม

11


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ชุมชน ตัวอยาง

บทความ

แม่บ้านหุบกะพง สร้างอา

ในวันนี้ แม่บ้านในสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “กลุ่มสตรีผลิตภัณฑ์ของใช้ ในครั ว เรื อ น” มี ร ายได้ ง ดงามเลี้ ย งตนเองจากผลิ ต ภั ณ ฑ์ ข องใช้

ในครัวเรือนผสมสมุนไพรต่าง ๆ ทีไ่ ด้รบั การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชน หรือ มผช. เป็นต้นว่า ครีมอาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผม โลชั่น บำรุงผิว สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ฯลฯ ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ของตลาด นับจากจัดตั้งกลุ่ม เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 โดยผู้ร่วม

ก่ อ ตั้ ง 30 คน เงิ น ทุ น ดำเนิ น การ 96,800 บาท และความทุ่ ม เท พยายามเรียนรู้ ปรับปรุงสูตร หาสมุนไพรนั่นนี่ ที่หาได้ในหมู่บ้าน มาทดลองกันเองในกลุ่มมาเรื่อย ๆ อย่างไม่ท้อถอย ปัจจุบันกลุ่มสตรี ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ข องใช้ ใ นครั ว เรื อ น หุ บ กะพง มี ร ายได้ เ ดื อ นละเกื อ บ 200,000 บาท นางรัศมี มีดา เลขานุการและเหรัญญิกกลุ่ม เล่าว่า “บรรดา

แม่บ้านเริ่มรวมตัวกันในปี 2546 แต่มาจริงจังในปี 2547 ระยะแรก ๆ ยังไม่มีสูตรของตัวเอง อาศัยเวลาซื้อวัตถุดิบ คอยถามคนขายว่า

ถ้ า อยากได้ ย าสระผมที่ ท ำให้ ผ มนุ่ ม ต้ อ งใส่ อ ะไร น้ ำ ยาล้ า งจาน

ลดกลิ่ น คาว ล้ า งสะอาดต้ อ งทำอย่ า งไร หรื อ เวลาไปไหน ถ้ า เจอ

12


บทความ

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

าชีพสร้างรายได้ด้วยความเพียร ของดี ๆ ก็ จ ะเอามาพั ฒ นาต่ อ ยอดปรั บ ปรุ ง สู ต ร ใช้ เ วลาถึ ง 3 ปี

สูตรต่าง ๆ จึงลงตัว และใช้มาจนถึงปัจจุบัน” สองปีแรก พอมีรายได้แค่เสมอตัว ขาดทุนค่าแรง แต่สมาชิก

จะได้ของใช้ที่ทำกันเองนั่นแหละกลับไปใช้ที่บ้านทุกวัน กว่าจะเริ่ม

มีกำไรในปี 2549 เป็นต้นมา และเพิ่มพูนงอกงามขึ้นเรื่อย ๆ จนมี เงินปันผลถึง 4 แสนบาทเมื่อปี 2554 สมาชิกกลุ่มเพิ่มเป็น 50 คน เพราะความสำเร็ จ ที่ เ กิ ด จากการบอกปากต่ อ ปากของลู ก ค้ า

จนกระทั่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เด่นที่ได้รับการคัดสรรในระดับโอทอป 5 ดาวมากมาย คือ ครีมสปาอาบน้ำดอกปีบ-ดอกพุด แชมพูสมุนไพร นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจจากกลุ่มต่าง ๆ แวะเวียนมา อัญชัน-ใบหมี่-ทองพันชั่ง มะกรูด-บอระเพ็ด ครีมนวดผมอัญชัน-

ศึ ก ษาดู ง านไม่ ข าดสาย บางวั น ถึ ง กั บ ต้ อ งต้ อ นรั บ คณะดู ง าน ถึ ง

ใบหมี่ มะกรูด-ใบหมี่ สบู่สมุนไพรนมแพะ เกลือสปาขัดผิว น้ำยา

8 คณะในวันเดียว กลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งของกลุ่ม ด้วยการ

ล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาซักแห้ง จั ด ฝึ ก อบรมหลั ก สู ต รการทำของใช้ ใ นครั ว เรื อ นผสมสมุ น ไพร

แถมพกด้ ว ยรายได้ เ สริ ม จากการเก็ บ และปลู ก สมุ น ไพรขายให้

กับกลุ่มฯ “รายได้ ใ นปั จ จุ บั น ทำให้ ส มาชิ ก ทุ ก คนยิ้ ม ออก หายเหนื่ อ ย เพราะมีชีวิตดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่ต้องออกไปทำงานรับจ้างข้างนอก

ได้ค่าจ้างไม่เกินวันละ 200 บาท แต่ต้องเสียค่าเดินทางไป-กลับ

วั น ละ 70 บาท แล้ ว ยั ง ต้ อ งกิ น ต้ อ งใช้ ร ะหว่ า งทำงาน จนแทบ

ไม่เหลือ แต่ทำกับกลุ่มสตรีฯ ได้ค่าแรงวันละ 150 บาท แต่ไม่เสีย

ค่าใช้จ่ายเลย แถมยังมีเวลาปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงปลา ฯลฯ มีเงิน เหลือเก็บทุกวัน” ความสำเร็จของกลุ่มสตรีฯ หุบกะพง จึงไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือด้วยความบังเอิญ สมาชิกทุกคนผ่านการระดมความคิด ร่วมมือ ร่วมแรงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยกันผลิต ช่วยกันพัฒนาปรับปรุง สินค้า ใช้ภูมิปัญญาและวัตถุดิบในท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญ คือ การค่อย ๆ ทำพอประมาณตามกำลังความสามารถ ไม่ลงทุน

เกินความจำเป็น แล้วค่อย ๆ ขยับขยายขึ้นมาเรื่อย ๆ ป้ า ยหน้ า ของกลุ่ ม สตรี ฯ คื อ การพั ฒ นาปรั บ ปรุ ง บรรจุ ภั ณ ฑ์

ให้ทันสมัย น่าสนใจ และการขยายตลาดสินค้าออกสู่ภายนอกให้ กว้างขวางยิ่งขึ้น ความสามัคคีและการเดินบนทางสายกลาง พอประมาณ มีเหตุ มีผล จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้กลุ่มสตรีผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน โครงการหุบกะพง บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอีกไม่นานเกินรออย่าง รัศมี มีดา แน่นอน 13


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

บทความ

อุบลพรรณ สุปัน

กลับบ้าน มาสร้าง “บ้าน”

ด้วยเวลาเพียง 3 ปี “อุบลพรรณ สุปัน” แห่งบ้านห้วยธนู การทิ้งเงินเดือนเดือนละ 12,000 บาทจากเมืองใหญ่ที่แต่ละเดือน อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ก็สามารถพลิกชีวิตตนเองจากหน้ามือ เป็นหลังมือได้ ในวัย 25 ปี การพลิ ก ชี วิ ต ของอุ บ ลพรรณ จากสาวโรงงานเย็ บ กระเป๋ า ใน จังหวัดสมุทรปราการ กลับบ้านมาเป็นเกษตรกรที่มีสวน มีไร่ มีสัตว์ เลี้ยง มีอาชีพที่มั่นคง จนสามารถเก็บเงินใช้หนี้ได้หมดภายในหนึ่งปี และสร้างบ้านของตนเองขึ้นได้ในอีกหนึ่งปีต่อมา ทั้งหมดนี้ได้มา

จากความขยัน อดทนและอดออมของเธอและสามี โดยมีปิดทอง

หลังพระฯ เป็นผู้สนับสนุน ให้โอกาสและให้องค์ความรู้ ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน อุบลพรรณ กลับมาเยี่ยมบ้าน พบว่า พ่อแม่สามี เข้าร่วมปิดทองหลังพระฯ เธอก็แทบไม่ต้องคิดเลยกับ

14

แทบไม่มีเหลือ กลับมาทำสวน ทำไร่ ที่บ้านด้วยความหวังเต็มเปี่ยม และความสุขที่จะได้อยู่กับพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นโครงการ แต่ครอบครัวก็มีรายได้เพิ่มขึ้น จากลำไยที่เคยขายได้แค่พันสองพันบาท เมื่อมีน้ำก็ทำให้ได้ผลผลิต เพิม่ มากขึน้ ข้าวทีป่ ลูกด้วยน้ำและเมล็ดพันธุข์ องปิดทองฯ ก็ได้ผลผลิต เป็นร้อยถัง จากเดิมที่เคยปลูกข้าวได้แค่ 5-6 ถัง หนี้ สิ น ที่ ต้ อ งกู้ ยื ม มาเพื่ อ ปลู ก ข้ า วโพดในอดี ต อุ บ ลพรรณใช้

เวลาเพียงปีเดียว ชำระหนี้สินได้ทั้งหมด ทั้งหนี้สหกรณ์ 50,000 บาท หนี้กองทุนเงินล้าน 20,000 บาท หนี้ค่าปุ๋ย ธ.ก.ส. 7,000-8,000 บาท หนี้พ่อค้าคนกลางที่กู้มา และไม่เคยต้องกู้อีกเลย เพราะเพียงเอา เมล็ดพันธุข์ า้ วโพดปิดทอง 10 กระสอบ ไปปลูกในพืน้ ที่ 20 ไร่ ผลผลิต

ที่ได้เกือบแสนบาท สามารถใช้หนี้ได้หมดในครั้งเดียว อุบลพรรณปลูกยางพารา ลำไย ลิ้นจี่ กะหล่ำ ปลูกไม้กฤษณา แซมในสวน เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ด้วยน้ำจากบ่อพวงสันเขาของปิดทองฯ มีปุ๋ยอินทรีย์ใส่ในไร่ มีเมล็ดพันธุ์ดี ๆ รายได้ก็เป็นกอบเป็นกำ เมื่อปลายปีที่แล้ว อุบลพรรณลงมือปลูกบ้านด้วยเงินเก็บของ ตนเอง เป็นบ้านชั้นเดียวขนาดย่อม ๆ พออยู่ได้อย่างสบาย 4 คน

พ่อ แม่ ลูก สายตาที่อุบลพรรณมองบ้านหลังแรกของตน เต็มไปด้วยความ ภาคภูมิใจ ใบหน้าและแววตาเปื้อนยิ้ม เมื่อบอกว่า เธอตัดสินใจ

ไม่ผิดเลยที่กลับบ้านมาใช้ชีวิตตามแนวทางพระราชดำริ


บทความ

เรียนรู คูพัฒนา

ฝากแม่ไก่

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ฟักไข่เป็ด

รวบรวมโดย ฝ่ายจัดการความรู้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

ธรรมชาติ ข องแม่ เ ป็ ดที่ไม่ค่อยกกไข่ ทำให้อัตราการฟัก ถ้าไก่ร้อง “กะต๊าก...กะต๊าก” และเริ่มหารัง แสดงว่ากำลังจะวางไข่

เป็นตัวของไข่เป็ด มีเพียงร้อยละ 50-60 เท่านั้น บาลเย็น สุนันตา เกษตรกร อ.ดอยสะเก็ ด จ.เชี ย งใหม่ จึ ง ทดลองใช้ เ ทคนิ ค พิ เ ศษ

ท���่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม นั่นคือ ทำให้ไข่เป็ดฟักเป็นตัว ได้เกือบร้อยละ 100 เทคนิคที่ว่า คือ การฝากแม่ไก่ให้ฟักไข่เป็ด ซึ่งนอกจากจะทำให้ ไข่เป็ดมีอัตราการฟักเป็นตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถเลือกเพศของ

ลูกเป็ดได้ด้วย โดยสังเกตจากไข่เป็ดที่จะนำไปให้แม่ไก่ฟัก วิธีการ เริ่มด้วยการเลือกไข่ที่จะนำมาฟัก มีข้อสังเกตว่า ถ้าไข่ ฟองไม่ใหญ่ แต่กลม เป็ดที่ฟักออกมาจะเป็นตัวเมีย ไข่ที่ฟักออกมา เป็ น ตั ว ผู้ ฟองจะใหญ่ แ ละยาว จึ ง ควรเลื อ กไข่ ที่ ก ลมที่ สุ ด ไปฟั ก

เพื่ อ ให้ ไ ด้ เ ป็ ด แม่ พั น ธุ์ ใ นอนาคต จากนั้นหมั่นสังเกตวันที่ ไ ก่ จ ะไข่

เมื่อไก่ไข่แล้ว ให้เอาไข่เป็ดที่เตรียมไว้ไปเปลี่ยนให้แม่ไก่ฟักแทน

ในอัตราส่วนแม่ไก่ 1 ตัว ฟักไข่เป็ด 30 ฟอง ประมาณสามสั ป ดาห์ ลู ก เป็ ด จะทยอยจิ ก เปลื อ กไข่ อ อกมา ระยะแรก ให้แยกขังไว้เฉพาะกลุ่มของแม่ไก่กับลูกเป็ดเท่านั้น แม่ไก่ จะคุ้ยเขี่ยหาอาหารให้ลูกเป็ดกินเอง พอลูกเป็ดอายุได้ 1 สัปดาห์

จึงขุดปลวกและไส้เดือนให้ลูกเป็ดหัดกิน จากนั้นให้หัดกินปลายข้าว จนลูกเป็ดอายุได้ประมาณ 1 เดือน เริ่มมีขนขึ้น ก็เริ่มหัดให้เล่นน้ำ และให้ อ าหารเสริ ม เช่ น ข้ า วเปลื อ ก ผั ก บุ้ ง สั บ หรื อ หยวกกล้ ว ย

จนกระทัง่ ลูกเป็ดแข็งแรงดีแล้ว ก็ปล่อยให้หาอาหารเองพร้อมกับฝูง ในปัจจุบัน มีการใช้เทคนิค “แม่ไก่ฟักไข่เป็ด” ในพื้นที่ปิดทอง หลังพระฯ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ 15


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ข่าว

ด้วยจิตคารวะ

แด่ “นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม”

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบัน ส่ ง เสริ ม และพั ฒ นากิ จ กรรมปิ ด ทองหลั ง พระ สื บ สานแนว

พระราชดำริ ก่อตั้งมาครบสามปีในเดือนมีนาคม 2555 หากมอง ย้ อ นไปในอดี ต แล้ ว “งานปิ ด ทองหลั ง พระฯ” เริ่ ม ต้ น ด้ ว ย

ความสนั บ สนุ น และเห็นชอบของบุคคลสำคัญต่าง ๆ รวมทั้ง

นายไพบูลย์ วัฒนศิรธิ รรม วันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ขณะที่พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบตามคำเสนอ ของนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี ให้ปรับเปลีย่ น โครงการเปิดทองหลังพระ เป็นโครงการปิดทองหลังพระฯ พร้อมทั้ง จัดสรรงบประมาณสนับสนุนต่อเนื่องเป็นเวลาสี่ปี ส่งผลให้งาน

ของ “ปิดทองหลังพระ” ปรับเปลี่ยนจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว โครงการพระราชดำริ เป็นการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ ในเวลาต่อมา แม้ว่านายไพบูลย์จะมิได้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองแล้ว แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสก็จะร่วมกิจกรรมและสอบถาม ความก้าวหน้าของปิดทองหลังพระฯ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในช่วง ระหว่างวันที่ 16 ถึง 28 มีนาคม 2555 ที่นายไพบูลย์ เดินทาง พร้อมกับคณะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไปเยี่ยมชมพื้นที่ ปิดทองหลังพระฯ จังหวัดน่าน และเมื่อกลับมาแล้ว ยังได้กรุณา ให้ข้อแนะนำแก่ผู้บริหารปิดทองหลังพระฯ อีกหลายประการ

16

นายไพบู ล ย์ เกิ ด เมื่ อ วั น ที่ 24 มี . ค. 2484 ที่ ต ำบลนาคู

อำเภอผั ก ไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมรสกับคุณหญิงชฎา

วัฒนศิรธิ รรม อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์

มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายพิชา วัฒนศิริธรรม (สมรสกับณัฎฐพร ทิตตยานนท์) และนางชมพรรณ กุลนิเทศ (สมรสกับณัฐวุฒิ กุลนิเทศ) ตลอดช่ ว งการศึ ก ษาและทำงานในหน้ า ที่ ส ำคั ญ ต่ า ง ๆ

นายไพบูลย์ไม่เคยละทิ้งการเข้าร่วมงานพัฒนาชนบท ดังปรากฏ คำกล่าวในหนังสืออัตชีวประวัตวิ า่ “ความปรารถนาหรือจุดมุง่ หมาย ที่สำคัญของผม คือการทำให้สังคมดีขึ้น ซึ่งควรจะเป็นสังคมที่มี ความดีงาม พร้อม ๆ กับมีความสามารถและมีความอยูเ่ ย็นเป็นสุข การจะเป็ น อย่ า งนั้ น ได้ สั ง คมต้ อ งมี ค วามเข้ ม แข็ ง โดยเฉพาะ

ทีฐ่ านราก ได้แก่ ประชาชนหรือชาวบ้านทัว่ ไปควรจะมีความเข้มแข็ง พอที่จะพึ่งตนเองได้ ส่วนจะมีคนรวยมากน้อยบ้างไม่เป็นไร แต่ อย่างน้อยคนทั่วไปควรจะมีฐานะดีพอ เข้มแข็งพอที่จะพึ่งตนเอง” ความผูกพันกับชนบทและชาวชนบท ไม่เคยลดลงในจิตวิญญาณ ของนายไพบูลย์ เวลาใดที่ว่างจากการงาน แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ นายไพบูลย์จะปลีกตัวไปที่สวนสามพราน เพื่อพายเรือและเรียนรู้ เกษตรอินทรีย์ งานด้านพัฒนาสังคมที่นายไพบูลย์ให้ความสำคัญและอยู่ ระหว่างการขับเคลื่อน ได้แก่ 1. การสร้างและขยายผลตัวชี้วัด ความสุขของชุมชนท้องถิ่น 2. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้ ว ยการสร้ า งเสริ ม ศั ก ยภาพให้ ชุ ม ชนท้ อ งถิ่ น จั ด การตนเอง

3. โครงการคนรุ่นใหม่หัวใจรักถิ่น 4. ส่งเสริมและร่วมกำหนด ยุ ท ธศาสตร์ ข อง “ศู น ย์ คุ ณ ธรรม” และ 5. งานสมั ช ชาปฏิ รู ป ประเทศไทย การจากไปของนายไพบูลย์ จึงนับเป็นการสูญเสียทรัพยากร บุคคลผู้มีคุณค่าอย่างยิ่งในการพัฒนาชนบท และมูลนิธิปิดทอง หลั ง พระฯ ขอคารวะในความอุ ทิ ศ ตั ว ทุ่ ม เทเพื่ อ การพั ฒ นา

ชนบทของนายไพบูลย์ และจะจดจำระลึกถึงคุณงามความดีของ

นายไพบูลย์ไว้ตลอดไป


newsletter vol 7