Issuu on Google+

ปี ปิดทองฯ 3 กระบวนการเรียนรูไ้ ม่สนิ้ สุด

ปิ ด ทองหลั ง พระ คื อ การเพี ย รทำความดี โดยไม่ มุ่ ง เน้ น ประโยชน์ ส่ ว นตน

กระบวนการปิ ด ทองหลั ง พระ สื บ สานแนวพระราชดำริ

เริ่มต้นขึ้น ในเดือนมีนาคม 2552 จากปฏิบัติการสร้างความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมในพื้นที่ 3 อำเภอในจังหวัดน่าน คือ อำเภอ ท่าวังผา อำเภอสองแคว และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นพื้นที่ ต้นน้ำน่าน 3 ปีเต็มนับจากก้าวแรกบนแผ่นดินน่าน ที่ปิดทองหลังพระฯ น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็น

6

แนวทางแก้ไขปัญหาของราษฎรอย่างเป็นรูปธรรม ได้ช่วยให้หลาย ชุ ม ชนในพื้ น ที่ ห่ า งไกลสามารถพลิ ก ฟื้ น จากความยากจน มีภาระ

หนี้สิน สุขภาพเสื่อมโทรม มาสู่ความอยู่รอด คือ การมีข้าวพอกิน

ไม่ ต้ อ งกู้ กิ น กู้ ใ ช้ บางพื้ น ที่ เ ข้ า สู่ ขั้ น “พอเพี ย ง” คื อ รายได้ เ พิ่ ม

รายจ่ายลด สามารถปลดหนี้ได้ และกำลังจะก้าวสู่ความ “ยั่งยืน” คือ มีเงินออม มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อ่านต่อหน้า 2


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

บทความ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดน่าน จังหวัดอุดรธานี และ กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 10 จังหวัดขยายผล ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ บอกว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้แต่น่านก็ยังถือว่าสำเร็จ

ในขั้ น ต้ น เท่ า นั้ น คื อ “อยู่ ร อด” ซึ่ ง ตามแผนที่ ว างไว้ “พอเพี ย ง”

จะต้องใช้เวลา 4 ปี และ 6 ปี สำหรับ “ยั่งยืน” “เราทำมาปีที่ 3 ที่น่าน ผมคิดว่าเกือบทั้งหมดอยู่รอดแล้ว กำลัง ไปขั้นที่สอง ทำเรื่องป่าและทำให้หมดหนี้สิน ถ้าพูดในภาพรวม ก็อยู่ ในเป้าหมายที่วางไว้ แต่ถามว่าทำได้ดีกว่านี้ไหม ผมว่าได้แน่นอน แต่ได้แค่นี้พอใจไหม ต้องพอใจ ต้องไม่เร่งชาวบ้านจนเกินไป เพราะ บางแห่งทำได้ บางแห่งทำไม่ได้ ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ช้าลง ถอยออก

มาหน่อย ให้เป็นไปโดยธรรมชาติของคนกับภูมิสังคมของเขา จะช้า

ไปบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร และชาวบ้านก็ได้เรียนรู้เอง เข้าใจเองแล้วก็ลุก ขึ้นมาทำกันเองแล้ว” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยกตัวอย่างบ้านสะเกิน อำเภอสองแคว ที่มา เรียนรู้ปิดทองฯ จากบ้านยอด แล้วลุกขึ้นมาทำเอง โดยปิดทองฯ เพียงแต่ให้ความช่วยเหลือ “บ้านสะเกิน คือ การระเบิดจากข้างใน และเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะไม่ ไ ด้ เ ริ่ ม จากปิ ด ทองฯ แต่ เ ริ่ ม จากชุ ม ชนเอง ระหว่ า งที่ เ รา ทำงานที่นั่น 3 ปี เขาเรียนรู้และบริหารจัดการได้แล้ว ตั้งกลุ่มเอง

ทำเอง ไม่ ใ ช่ เ ราแล้ ว ในที่ สุ ด อาสาสมั ค รพั ฒ นาหมู่ บ้ า นหรื อ

เจ้ า หน้ า ที่ ข องเราจะไม่ มี ค วามจำเป็ น เพราะนายกเทศมนตรี ก็ ดี ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านเอง เขาเห็นทางแล้ว และต่อไปเขาจะเข้มแข็ง โดยไม่มีเรา”

www.pidthong.org www.twitter.com/pidthong www.facebook.com/pidthong

2 www.youtube.com/pidthongchannel

สำหรับปิดทองฯ ที่อุดรธานี ม.ร.ว.ดิศนัดดา มองว่า ปัจจัยที่ ทำให้ก้าวเดินได้อย่างรวดเร็ว เป็นเพราะทุนมนุษย์ จากความยากไร้

ที่ต้องบากบั่นมาตลอดชีวิต ทำให้คนที่นั่นต้องดิ้นรนทุกหนทางด้วย ตัวเอง เมื่อปิดทองฯ เข้าไปคุยกับชุมชน จากจุดเริ่มต้นที่ชาวบ้าน

กลัวว่าจะเหมือนหน่วยงานอื่น ๆ ที่มาบอกว่าจะทำนั่นทำนี่แล้วก็

หายไป แต่เมื่อปิดทองฯ พูดแล้วทำได้ทันที ก็ได้ศรัทธาจากชาวบ้าน ความเข้าใจและไว้ใจก็เกิดตามมา “โครงการที่อุดรธานีจะขยายไปอีก 8,000 หลังคาเรือน ใน 20 อำเภอ เร็วจนบางท่านกลัวว่าจะพลาด แต่เมื่อ อบจ. เอาด้วยเต็มที่ มีเงิน มีเครื่องมือ มีความตั้งใจจริง กระตือรือร้นและกล้าทำ เพียงแต่

เจ้าของ : มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนนครปฐม เขตดุสติ กรุงเทพมหานคร 10300 : สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ อาคารสยามทาวเวอร์ ชั้น 26 เลขที่ 989 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ 0-2611-5000 โทรสาร 0-2658-1413 ที่ปรึกษา : หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ นายพิพัฒน์ เลิศกิตติสุข บรรณาธิการ : นายธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : นายสุชาติ ถนอม ผู้จัดทำ : บริษัท แอร์บอร์น พรินต์ จำกัด 1519/21 ซอยลาดพร้าว 41/1 ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 โทรศัพท์ 0-2939-9700 โทรสาร 0-2512-2208 E-mail : roso215@yahoo.com


บทความ

ไม่รู้วิธีการ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เมื่อเขาเข้าใจและเอาวิธีการ ของปิดทองฯ ไปใช้ ก็จะขยายงานและทำต่อเองได้ เพราะฉะนั้น

อ่ า งเก็ บ น้ ำ อี ก 6อ่ า ง จะไม่ ต้ อ งใช้ ค นของปิ ด ทองฯ เลย เท่ า กั บ

ส่งต่องานไปให้กับ อบจ. ดำเนินการเอง” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า เกือบ ทุกแห่งในภาคอีสาน เมื่อใดก็ตามที่สตาร์ทกุญแจรถได้ ก็จะเป็น อย่างอุดรธานี คือ สามารถรุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว ม.ร.ว.ดิ ศ นั ด ดา ยอมรั บ ว่ า การเลื อ กจั ง หวั ด น่ า นเป็ น พื้ น ที่

ปิดทองฯ อยู่ที่ภูมิศาสตร์ของจังหวัดน่านเพราะจุดสำคัญที่สุดคือ เป็นต้นน้ำน่านที่เป็นน้ำต้นทุนของแม่น้ำเจ้าพระยาถึงร้อยละ 45 “ผมยอมรับว่าเราชี้น่าน เพราะเราต้องจับเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าเรา ทำให้ป่าที่นี่เจริญขึ้นมาได้ จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่าง มหาศาล ถึงแม้วา่ น่านจะเป็น Issue Base ซึง่ ไม่ใช่ตำราของปิดทองฯ

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

แต่ในบางสถานการณ์ถึงไม่พร้อมก็ต้องทำ แต่ต่อมาสิ่งที่ปิดทองฯ ทำ คื อ การให้ ชุ ม ชนเข้ า มามี ส่ ว นร่ ว มในทุ ก กระบวนการ เพื่ อ ให้

ชาวบ้านลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง พึ่งตัวเอง และในที่สุด ไม่ต้องพึ่งรัฐบาล เขาก็จะภูมิใจและมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนด้วย” สำหรับพื้นที่ขยายผล 10 จังหวัดนั้น ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า ไม่ ไ ด้ ตั้ ง เป้ า หมายว่ า จะต้ อ งสำเร็ จ อย่ า งรวดเร็ ว เพราะเมื่อพูดถึง กระบวนการมี ส่ ว นร่ ว มกั บ คำว่ า เร็ ว ไปด้ ว ยกั น ไม่ ไ ด้ แต่ ก ารมี

ส่วนร่วมจะเป็นหลักประกันความยั่งยืน และการจะเปลี่ยนวิธีคิด

ของคนไม่ใช่เรื่องง่าย “ผมขอไปทีละขั้น ไปอย่างมั่นคง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ ต อนนี้ ท ำที่ ไ หน เราต้ อ งเอาชาวบ้ า นเป็ น ตั ว ตั้ ง ทั้ ง นั้ น ที่ 10 จังหวัดขับเคลื่อนไม่ได้เท่าที่ควร เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการเลือก จากส่วนกลางจากข้างบน ไม่ได้มาจากชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการ

ที่ผิดตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้คาดหวังอะไร ทำได้แค่ไหนก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว

แต่ตอนนี้ดีขึ้น คนเริ่มใส่ใจปิดทองฯ อีกไม่นานเกินรอก็จะเริ่มต้น อย่างทีค่ วรจะเป็น คือ เริม่ ต้นโดยให้ชมุ ชนเป็นตัวตัง้ ผมว่า เราทำงาน มา 2-3 ปี ไ ด้ แ ค่ นี้ ถื อ ว่ า เก่ ง แล้ ว การจะขั บ เคลื่ อ นไปให้ถึงที่สุด

ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีคิดของคน ถ้าเมื่อไร

เขาเข้าใจปิ ด ทองฯ จะไปได้ เ ร็ ว มาก แต่ ต อนนี้ เ ตาะแตะไปก่ อ น

ตีเสียว่าสัก 6 ปี” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ สรุปว่า “ในการทำงานไม่ว่า

ทีไ่ หน ไม่มีสูตรสำเร็จที่จะใช้ได้ในทุกพื้นที่ จึงต้องเข้าไปเรียนรู้จาก ชุมชน เรียนรู้จากคน ทั้งคนที่จะทำคือข้าราชการ และคนที่จะรับคือ ชุมชน เพราะปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือค��� โดยเฉพาะประชาชน เมื่อไร

ที่มีความรู้ความสามารถมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เริ่มคิดเป็น ในที่สุดแล้ว เขาจะเข้าใจวิถีชีวิตของตัวเองมากขึ้น ช่วยตัวเองได้ และเข้มแข็ง เมื่อนั้น การคอรัปชั่นก็ดี ช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจน ความไม่สมดุล และความเลื่อมล้ำจะไม่มี เมื่อเขาคิดเป็น มองการณ์ ได้ไกล เมื่อนั้นจะเป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง นี่คือสิ่งที่ปิดทองฯ กำลังพยายามทำอยู่” 3


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

บทความ

“ปิดทองฯ” สอบผ่าน

เมื่อการดำเนินการระยะแรกผ่านพ้นไป ปิดทองหลังพระฯ

มอบหมายให้ ส ถาบั น การศึ ก ษาชั้ น นำ 2 แห่ ง คื อ จุ ฬ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ทำการประเมินผลโครงการฯ และความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในพื้นที่ต้นแบบจังหวัด น่านและจังหวัดอุดรธานี การประเมินผลการรับรู้และความพึงพอใจต่อการดำเนินงาน สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนว

พระราชดำริ ซึง่ จัดทำโดย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มเป้าหมาย 86 ตัวอย่าง ร่วมกับการสำรวจ ด้วยแบบสอบถามกลุ่มเป้าหมาย 510 ตัวอย่าง ในพื้นที่นำร่อง 16 หมู่บ้าน 3 อำเภอ พื้นที่ขยายผลจังหวัดน่าน 14 หมู่บ้าน 12 อำเภอ และพื้นที่ต้นแบบ 2 หมู่บ้าน อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

โดยใช้เวลาดำเนินการ 5 เดือน แล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2555 ผลการประเมินสรุปว่า ในพื้นที่นำร่องจังหวัดน่านส่วนใหญ่มี ความคิดเห็นว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีน้ำใช้และน้ำ เพื่อการเกษตรมากขึ้น ผลผลิตทั้งการเกษตรและปศุสัตว์เพิ่มมากขึ้น รายได้ ข องครอบครั ว เพิ่ ม มากขึ้ น สามารถชำระหนี้ สิ น ได้ กระทั่ ง

4

บางครอบครัวปลดหนี้ได้ ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มพูดคุย ช่วยเหลือ

ร่วมแรง กั น มากขึ้ น และมี ที่ ป รึ ก ษาหลากหลายมากขึ้ น ในภาพ

รวมทั ศ นคติ ต่ อ โครงการปิ ด ทองหลั ง พระฯ อยู่ ใ นระดับปานกลาง

(ค่าเฉลี่ย 3.30 จากคะแนนเต็ม 5.00) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับ มากที่สุด คือ การประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำนา ทำปศุสัตว์ ฯลฯ ตามแนวคิดของโครงการฯ ไม่ทำให้รู้สึกท้อ (ค่าเฉลี่ย 4.64) ต้นทุน

ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น (ค่าเฉลีย่ 4.11) ความรูท้ ไี่ ด้รบั เมือ่ นำไปปฏิบตั แิ ล้ว เกิดผล (ค่าเฉลีย่ 3.99) เมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อโครงการปิดทองหลังพระฯ ใน ปัจจุบันกับเมื่อเริ่มมีโครงการฯ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.50) ตอบว่า ปัจจุบันมีความพึงพอใจมากกว่าเมื่อเริ่มมีโครงการฯ รองลงมา คือ พึงพอใจพอ ๆ กัน (ร้อยละ 25.50) ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ต้นแบบจังหวัดอุดรธานี ส่วนใหญ่ เห็นว่า แม้โครงการปิดทองฯ จะดำเนินงานไม่ถงึ ปี แต่กเ็ ห็นผลปรากฏ เป็นรูปธรรม มีน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นทั้ง ข้าวและผัก มีรายได้เพิม่ ขึน้ สามารถปลูกพืชหลังนาไว้กนิ เหลือก็ขายได้ แม้บางบ้านยังไม่เห็นผล แต่ก็ได้ความรู้เพิ่มเติม คุณภาพชีวิตของคน


บทความ

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

จุฬาฯ-มหิดลและคนในพื้นที่ ความหมายของค่าเฉลี่ยในระดับต่าง ๆ คือ ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.80 น้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.81 - 2.60 น้อย ค่าเฉลี่ย 2.61 - 3.40 ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.41 - 4.20 มาก/ดี ค่าเฉลี่ย 4.21 - 5.00 มากที่สุด/ดีที่สุด

ในหมู่บ้านดีขึ้น เพราะหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น คนในหมู่บ้านขยันและร่วมแรงร่วมใจกันมากขึ้น บางครอบครัวยังไม่ เห็นว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็มีความหวังและมีความสุข บางคนเห็นว่า โครงการปิดทองหลังพระฯ มีข้อดีที่แตกต่างจาก โครงการอื่น คือ มีการสานต่อจนจบ เริ่มตั้งแต่ให้ชาวบ้านจุดประกาย ความคิดเอง ลงมือทำจนชาวบ้านเห็นว่านำไปทำต่อได้ และเมื่อ

ชาวบ้านประสบปัญหาก็จะหาสาเหตุให้ได้ ไม่ปล่อยผ่านไป ทำให้ ชาวบ้านได้คิด ได้ตกผลึกเอง จึงมีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการมากขึ้น เนื่องจากเห็นผลจากเพื่อนบ้าน ในภาพรวม ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ต้นแบบ จ.อุดรธานี

มี ทั ศ นคติ ต่ อ โครงการฯ ในระดั บ ดี (ค่ า เฉลี่ ย 3.71 จากคะแนน

เต็ม 5.00) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงในระดับมากถึงมากที่สุด คือ การ ประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำนา ทำปศุสัตว์ฯลฯ ตามแนวคิดของ

โครงการฯ ไม่ ท ำให้ รู้ สึ ก ท้ อ (ค่ า เฉลี่ ย 4.68) ทำตามแนวคิ ด ของ

โครงการฯ ต้นทุนไม่ได้เพิ่มมากขึ้น (ค่าเฉลี่ย 4.10) ความรู้ที่ได้รับ

เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผล (ค่าเฉลี่ย 4.08) โครงการฯ ทำให้หมู่บ้าน มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น (ค่าเฉลี่ย 3.71) มีความสุขเมื่อได้ทำตาม

แนวคิดของโครงการฯ (ค่าเฉลี่ย 3.66) ได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์ จากโครงการนี้ (ค่าเฉลี่ย 3.53) ปัจจุบันมีผลผลิตเพียงพอต่อการ บริโภค (ค่าเฉลี่ย 3.44) สำหรับพืน้ ทีข่ ยายผลจังหวัดน่านส่วนใหญ่เห็นว่า ปิดทองหลังพระฯ เป็นโครงการที่ดี แตกต่างจากโครงการอื่นที่นำแนวคิดจากโครงการ พระราชดำริมาใช้ ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการคิดและพัฒนาเพื่อ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผลผลิตทั้งการเกษตร ปศุสัตว์ และทรัพยากร ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผลที่เกิดขึ้นกับตัว คือ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเพื่อนมากขึ้น มีน้ำใจไมตรีต่อกันมากขึ้น ส่วนรายได้ของครอบครัวนั้น ผู้ที่คิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทาง

ที่ดีขึ้นและผู้ที่คิดว่าเหมือนเดิมมีพอ ๆ กัน ในภาพรวม ทัศนคติต่อโครงการฯ อยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 3.95 จากคะแนนเต็ม 5.00) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงในระดับมากถึงมากที่สุด ได้แก่ การประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำนา ทำปศุสัตว์ ฯลฯ ตาม แนวคิ ด ของโครงการฯ ไม่ ท ำให้ รู้ สึ ก ท้ อ (ค่ า เฉลี่ ย 4.28) ทำตาม แนวคิ ด ของโครงการฯ ต้ น ทุ น ไม่ ไ ด้ เ พิ่ ม มากขึ้ น (ค่ า เฉลี่ ย 4.12)

โครงการฯ ทำให้หมู่บ้านมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น (ค่าเฉลี่ย 3.68) มี ความสุขเมื่อได้ทำตามแนวคิดของโครงการฯ (ค่าเฉลี่ย 3.67) ได้รับ ความรู้ ที่ เ ป็ น ประโยชน์ จ ากโครงการนี้ (ค่ า เฉลี่ ย 3.66) ความรู้ ที่

ได้ รั บ เมื่ อ นำไปปฏิ บั ติ แ ล้ ว เกิ ด ผล (ค่ า เฉลี่ ย 3.63) นำแนวคิ ด ที่

ได้รับจากโครงการนี้ไปถ่ายทอดให้คนในครอบครัวหรือผู้อื่นได้รู้ด้วย (ค่าเฉลี่ย 3.55) สำหรับความเชื่อมั่นว่า ในระยะยาวโครงการฯ จะพัฒนาพื้นที่

ให้เจริญได้ในพื้นที่ต้นแบบ จ.อุดรธานี ผู้ที่มีความเชื่อมั่นมากและ

ที่มีความเชื่อมั่นพอสมควร มีจำนวนเท่ากัน คือ ร้อยละ 49.00 ส่วน

ผู้ตอบแบบสอบถามในพื้นที่ขยายผล จ.น่าน ร้อยละ 46.67 มีความ เชื่อมั่นพอสมควร ร้อยละ 44.29 มีความเชื่อมั่นมาก ร้อยละ 53.00 ในพื้นที่ต้นแบบ จ.อุดรธานี และ ร้อยละ 52.40 ใน จ. น่านมีความเชื่อมั่นพอสมควรว่า ในระยะยาวแล้ว โครงการฯ จะช่วยให้ชีวิตและครอบครัวดีขึ้น ร้อยละ 44 ใน จ. อุดรธานี และ ร้อยละ 37.10 ใน จ.น่าน มีความเชื่อมั่นมาก ในพื้นที่ต้นแบบ จ.อุดรธานี ส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.00 มีความเห็น ว่ า โครงการปิ ด ทองหลั ง พระฯ จะมี ค วามยั่ ง ยื น ด้ ว ยเหตุ ผ ลว่ า

ชาวบ้ า นช่ ว ยเหลื อ ร่ ว มมื อ สามั ค คี กั น ดี โครงการฯ ทำให้ ชุ ม ชน

เข้มแข็งขึ้น ช่วยเหลือและให้ความรู้ต่อเนื่องตลอด ส่วนร้อยละ 74.30 5


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

บทความ

นอกจากมิติน้ำแล้ว การพัฒนาทั้ง 6 มิติของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่โครงการฯ ดำเนินการได้อย่างชัดเจน ได้แก่ มิติดิน มิติป่า ���ละมิติเกษตรที่มีผลต่อมิติสิ่งแวดล้อม ในช่วงต้นมีผลเป็น

รูปธรรม อาทิ การทำนาขั้นบันไดที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ทำให้ประชาชนได้รับ ประโยชน์อย่างมาก มีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถึงแม้

ในภาพรวมยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาต่อเนื่องให้ได้ผลกว้างขวาง และสมบูรณ์ขึ้น สำหรับมิติเกษตร โครงการฯ เปิดตัวการพัฒนาได้ดี สืบเนื่องจาก ความสำเร็จด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ทำให้ประชาชนในพืน้ ทีเ่ ป้าหมาย

ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเกษตรกร สามารถเพาะปลูกได้ผลผลิตมากขึ้น หมู เ หมยซานก็ ไ ด้ รั บ การยอมรั บ เป็ น อย่ า งดี เป็ น ทั้ ง แหล่ ง โปรตี น

และสร้ า งรายได้ ใ ห้ กั บ ครอบครั ว ที่ เ ข้ า ร่ ว มกิ จ กรรม รวมทั้ ง กล้ ว ย เหลืองนวลที่โครงการฯ นำมาเผยแพร่ ประชาชนก็ให้ความสนใจ

ในพื้นที่ขยายผล จ.น่าน เห็นว่า โครงการฯ จะมีความยั่งยืน เพราะ นำไปปลูกอย่างกว้างขวาง ทั้งแปลงเล็กใหญ่ และประเมินว่าในพื้นที่ การมีส่วนร่วมในพื้นที่ คนจะร่วมกันดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ เพราะ เป้าหมายของโครงการฯ จะมีผลผลิตกล้วยเป็นจำนวนมากใน 1-2 ปี ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกัน ข้างหน้า ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในทั้ง 3 พื้นที่ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า หากโครงการปิดทองหลังพระฯ ไม่ได้อยู่ดูแลแล้ว จะทำตามความรู้ หรือแนวคิดที่ได้จากโครงการปิดทองหลังพระฯ ต่อไปได้เรื่อย ๆ โดย ไม่มีปัญหา ส่วนการติดตามและประเมินผล โครงการบูรณาการแก้ไขปัญหา และพั ฒ นาพื้ น ที่ จั ง หวั ด น่ า นตามแนวพระราชดำริ หลั ง จากการ ดำเนินการระยะแรก (พ.ศ. 2552-2554) โดยมหาวิทยาลัยมหิดล

ซึ่ ง ทำการสั ม ภาษณ์ เ ชิ ง ลึ ก เก็ บ ตั ว อย่ า งและสนทนากลุ่ ม ในพื้ น ที่ ต้ น แบบทั้ ง 3 อำเภอ ตั้ ง แต่ วั น ที่ 17 พฤศจิ ก ายน 2554-29

กุมภาพันธ์ 2555 ได้ข้อสรุปว่า การดำเนินงานในช่วง 2 ปีแรกของโครงการฯ ทั้งการเปิดตัว โครงการในระดับจังหวัด และการดำเนินการภาคสนามอย่างถึงลูกถึงคน ในช่วงต้น เป็นการประยุกต์ใช้หลักการพัฒนา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่ า งเป็ น รู ป ธรรม อี ก ทั้ ง การคั ด เลื อ กอาสาสมั ค รพั ฒ นาชุ ม ชน

จากพื้ น ที่ ด ำเนิ น การ ทำให้ มี บุ ค ลากรในระดั บ ปฏิ บั ติ ก ารที่ เ ข้ า ใจ

“ภู มิ สั ง คม” การจั ด ให้ มี ก ารดู ง านพื้ น ที่ พั ฒ นาดอยตุ ง และจั ด

ฝึกอบรมอาสาสมัครอย่างเข้มข้น ตลอดจนกระบวนการพัฒนาที่มี ความชัดเจนในด้านการตัดสินใจและระบบงบประมาณที่คล่องตัว เป็ น ปั จ จั ย สำคั ญ ที่ ท ำให้ โ ครงการฯ สามารถสร้ า งศรั ท ธาของคน

ในพื้นที่และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ พัฒนามิติน้ำ ซึ่งโครงการฯ สามารถพัฒนาแหล่งน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ได้ผลเป็นรูปธรรม และเป็นผลของการ พัฒนาที่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับและพอใจมาก 6


บทความ

ส่วนพืชหลังนา ซึ่งเป็นการพัฒนาในมิติเกษตรที่จะต่อเนื่องไป

ในอนาคต เพือ่ สร้างรายได้รายวันทีจ่ ะนำไปสูก่ ารพัฒนาแก้ความยากจน อย่างยั่งยืนนั้น เป็นประเด็นที่ภาคีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังมีความ กังวลใจ ทั้งในด้านหลักการและวิธีการ แม้ส่วนใหญ่จะยอมรับใน แนวคิดของการพัฒนานี้ก็ตาม ส่วนมิติป่า ในช่วงแรก โครงการฯ ได้ ดำเนินการเตรียมใจประชาชนให้มคี วามต้องการปลูกป่า และเตรียมกล้า ไว้อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถดำเนินการต่อเนื่องไปได้ คณะทำงานฯ ได้ ส ำรวจความคิ ด เห็ น ชาวบ้ า น อ.ท่ า วั ง ผาที่

เข้าร่วมโครงการฯ ครบทุกครัวเรือนจำนวน 159 ราย พบว่า ร้อยละ 54 มีความไว้วางใจโครงการฯ มาก ร้อยละ 52 มีความเชื่อมั่นใน

โครงการฯ มาก ร้อยละ 34 เข้าใจโครงการฯ มาก ส่วนทัศนะของ

ชาวบ้ า นต่ อ การรั บ รู้ ข องตนเองเกี่ ย วกั บ หลั ก การ “เข้ า ใจ เข้ า ถึ ง พัฒนา” นั้น ร้อยละ 51 (น้ำป้าก) ร้อยละ 47 (ห้วยม่วง) และร้อยละ 30 (ห้วยธนู) บอกว่าเคยรับรู้ อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านโดยเฉลี่ยเกือบ ร้อยละ 60 คาดหวังในระดับมาก ว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ระดับ ความเป็นอยู่ของพวกเขาจะดีขึ้น นอกจากนี้ การวัดความสุขของชาวบ้าน อ.ท่าวังผา พบว่า ร้อยละ 37 ของชาวบ้าน อ.ท่าวังผา มีระดับความสุของค์รวมในระดับมาก ร้อยละ 43 ระดับปานกลาง มีเพียงร้อยละ 20 ที่ความสุของค์รวมใน ระดับน้อย โดยมีดชั นีวดั ความสุขทีน่ า่ สนใจ คือ มิตสิ ขุ จากการอยูร่ อด ร้อยละ 90 บอกว่ามีข้าวและอาหารพอเพียงสำหรับการบริโภคใน ครอบครัวตลอดปี กว่าร้อยละ 60 มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย และ ในกลุ่มนี้ ร้อยละ 18 บอกว่าครอบครัวไม่มีหนี้สินแล้ว มิติสุขกาย

ผลการสำรวจชีว้ า่ ส่วนใหญ่อยูใ่ นเกณฑ์ดี ยกเว้นด้านการได้รบั ประทาน อาหารปลอดสารพิษ เพราะเกือบร้อยละ 30 ไม่ได้รบั ประทานอาหาร

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ปลอดสารพิษ ขณะที่ร้อยละ 40 ได้รับประทานทุกวัน อย่างไรก็ตาม เกือบร้อยละ 70 บอกว่าไม่มีสารพิษในร่างกาย ร้อยละ 13 มีสารพิษ ในร่างกาย แต่ปริมาณน้อยไม่เป็นอันตราย ร้อยละ 4 เท่านัน้ มีสารพิษ ในระดับที่อันตราย ส่วนอีกร้อยละ 16 ไม่เคยตรวจสารพิษในร่างกาย มิติสุขที่ได้จากการใฝ่รู้และการทำงาน ชาวบ้านน้ำป้าก ร้อยละ 74 บ้านห้วยม่วง ร้อยละ 70 และบ้านห้วยธนู ร้อยละ 54 บอกว่า สนใจที่ จ ะพั ฒ นาตนเองเพื่ อ ความก้ า วหน้ า ในชี วิ ต มิ ติสุขใจ เป็น

จุดเด่นของชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 80 มีความรู้สึก เอื้ออาทรห่วงใยต่อคนรอบข้างมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 75 ให้ความ ช่วยเหลือแก่คนรอบข้าง เกือบร้อยละ 80 มีความเต็มใจและยินดี

ในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และมากกว่าร้อยละ 60 มีการแลก เปลีย่ นข่าวสาร ความรูใ้ หม่ ๆ กับเพือ่ นและเพือ่ นบ้าน มิตสิ ขุ ครอบครัว เกือบทั้งหมดมีเวลาอยู่กับครอบครัวเพียงพอ และมีการทำกิจกรรม ร่วมกับคนในครอบครัวทุกวัน มีเพียงร้อยละ 2-3 เท่านั้นที่บอกว่าไม่มี เวลาอยูก่ บั ครอบครัวและไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และมิตสิ งิ่ แวดล้อม ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง “น้ำ” ซึ่งชาวบ้านกว่าร้อยละ 90 เห็นว่าดีขึ้น สำหรับดิน ป่า อากาศ และขยะ ส่วนใหญ่เห็นว่าดีขึ้นหรือเหมือนเดิม ดังนั้น ความพยายามของโครงการฯ ในการสร้างพื้นที่ต้นแบบ การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ มีโอกาสเป็นไปได้สูง เนื่องด้วยภาคีทุกฝ่ายมีความศรัทธาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีฉันทะที่จะดำเนินการพัฒนาตามแนวทางของพระองค์ท่าน

อยู่ ใ นจิ ต ใจผู้ เ กี่ ย วข้ อ งทุ ก ระดั บ และจากผลการดำเนิ น งานใน

ช่วงแรกที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับประโยชน์จริง เป็นที่ประจักษ์

ของทุกฝ่ายนั่นเอง 7


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

รายงานพิเศษ

“ความสุข” วัดได้อย่างไร

เริ่มต้นจากแนวคิดว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือการมีเงิน มาก ๆ นั้น อาจไม่ใช่คำตอบของ “ความสุข” ที่แท้จริง และความสุข

ที่ยั่งยืนนั้น น่าจะเกิดจากภายในจิตใจของเราเอง ในการทำโครงการวิ จั ย บู ร ณาการแก้ ปั ญ หาความยากจนใน ภูมิภาคตะวันตก เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า การพัฒนา คุณภาพชีวิตของชาวบ้าน หรือการแก้ปัญหาความยากจนในชนบท ให้ ดี ขึ้ น นั้ น มี จุ ด หมายปลายทางอยู่ ที่ ไ หน ในที่ สุ ด ที ม งานวิ จั ย

ของมหาวิทยาลัยมห���ดลก็พบว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือการ

มีเงินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาความยากจน เพราะแม้ จ ะรวยขึ้ น แต่ คุ ณ ภาพชี วิ ต อาจไม่ ไ ด้ ดี ขึ้ น มิ ห นำซ้ ำ ยั ง

อาจบริโภคและเสพติดวัตถุนิยมมากขึ้น แต่เป้าหมายสูงสุดที่ทุกคน ต้องการ คือ “ความสุข” 8

เพื่อศึกษา “ความสุข” มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้สร้างเครื่องมือ อย่างหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “ดัชนีชี้วัดความสุข” ซึ่งประกอบด้วย 9 มิติ

คือ มิติสุขจากการอยู่รอด มิติสุขกาย มิติสุขที่ได้จากการใฝ่รู้และ

พัฒนาตนเอง มิติสุขใจ มิติสุขสงบ มิติสุขภาพจิต มิติสุขครอบครัว

มิ ติ สุ ข สั ง คม และมิ ติ สิ่ ง แวดล้ อ ม ในแต่ ล ะมิ ติ จ ะประกอบด้ ว ย

ชุดคำถามย่อยที่ปรับให้เข้ากับภูมิสังคมและประชากรในพื้นที่นั้น ๆ และกำหนดค่าคะแนนในแต่ละข้อไว้ต่าง ๆ กัน เช่น จาก 0-2 หรือ

0-3 เป็นต้น มิ ติ สุ ข จากการอยู่ ร อด วั ด จากการมี ข้ า ว อาหาร เพิ่ ม รายได้

ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน กำหนดค่าคะแนน 0 คือ มีอาหารไม่เพียงพอ

1 เพียงพอไม่มีเหลือ และ 2 คือ เพียงพอและมีเหลือ มิติสุขกาย

วัดจากการกินอาหารปลอดภัย ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ มีการพักผ่อน


รายงานพิเศษ เพียงพอ ปริมาณสารพิษในร่างกาย ค่าคะแนน คือ 0 ไม่เคยตรวจ

1 มีและอยู่ในปริมาณที่เป็นอันตราย 2 มีแต่อยู่ในปริมาณทีไ่ ม่เป็น อันตราย และ 3 ไม่มสี ารเคมีในร่างกาย การกินอาหารปลอดภัย มีค่า คะแนน 0-4 คือ 0 กินอาหารปลอดสารพิษ 1 กินแต่ไม่บ่อย (1-2 วัน) 2 กินบางครั้ง (3-4 วัน) 3 กินเป็นประจำ (5-6 วัน) และ 4 กินทุกวัน เป็นต้น มิติสุขที่ได้จากการใฝ่รู้และพัฒนาตนเอง วัดจากการได้แสวงหา ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ และมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่อง มิติสุขใจ หมายถึง ความสุขที่เกิดจากความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้อื่น การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนบ้าน การได้ ท ำประโยชน์ ใ ห้ กั บ สาธารณะ (จิ ต อาสา) มิ ติ สุ ข ภาพจิ ต

หมายถึง สภาวะของจิตใจ ได้แก่ ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึกดี

ไม่ดีในแต่ละขณะ สมรรถนะของจิตใจ ได้แก่ ศักยภาพและความ สามารถ ที่จะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คุณภาพ ของจิตใจ หมายถึง ความดีงาม ความประณีตภายในจิตใจ ซึ่งเป็น ประโยชน์ต่อการมีความสุขและการอยู่ร่วมกันในสังคมและสภาพ แวดล้ อ มที่มีผลต่อความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ ได้แก่ การสนับสนุน

จากครอบครัว มิตสิ ขุ สงบ ได้แก่ การปฏิบตั กิ จิ ทางศาสนา การให้อภัย ความกตัญญู มิติสุขครอบครัว หมายถึง การมีเวลาให้แก่กัน และ

มี ก ารทำกิ จ กรรมร่ ว มกั น มิ ติ สุ ข สั ง คม ได้ แ ก่ ความสั ม พั น ธ์ กั บ

เพือ่ นบ้าน ความไว้วางใจกัน และความปลอดภัยในชีวติ และทรัพย์สิน ที่ประสบอยู่ในชีวิต และมิติสิ่งแวดล้อม หมายถึง น้ำ ดิน ป่า อากาศ ขยะที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งหมดนี้ มีค่าคะแนนอยู่ที่ 0-2 คือ

0 ไม่เลย/ เล็กน้อย 1 ปานกลาง และ 2 มาก/มากที่สุด รศ.ดร.อนุ ช าติ พวงสำลี หัวหน้าคณะทำงานติด ตามและ ประเมินผลโครงการบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพืน้ ทีจ่ งั หวัดน่าน ตามแนวพระราชดำริ เล่าว่า ดัชนีชี้วัดความสุขของมหาวิทยาลัย มหิดลนี้ สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP นำไปบรรจุเป็นแนวทางการพัฒนาไว้ในหนังสือ Human Development Index ที่มีการเผยแพร่ไปทั่วโลก และการที่คณะทำงานติดตามและ ประเมินผลนำดัชนีชี้วัดความสุขมาใช้ในการประเมินผลโครงการฯ

ปิดทองหลังพระฯ ก็เพราะปิดทองหลังพระฯ ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นว่า เป้าหมายของโครงการฯ คือ การนำไปสู่ความผาสุกของประชาชน

จึงต้องวัดที่ความสุขของประชาชน ขัน้ ตอนการวิจยั เพือ่ ให้ได้ขอ้ มูลทีแ่ ม่นยำ รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวว่า ต้ อ งมี ก ารอบรมผู้ ท ำการสั ม ภาษณ์ ใ ห้ เ ข้ า ใจคำถามทั้ ง หมดใน แบบสอบถามอย่ า งลึ ก ซึ้ ง เสี ย ก่ อ น เพื่ อ ให้ ไ ด้ ค ำตอบที่ ใ กล้ เ คี ย ง

ข้อเท็จจริงที่สุด ตัวแบบสอบถามเองก็ทำถึง 3 ขั้นตอน คือ หลังจาก ร่างแล้วจะประเมินทบทวนโดยคณะทำงานฯ และแก้ไขครั้งหนึ่งก่อน จะนำไปลองใช้สัมภาษณ์จริงในพื้นที่ทดสอบ แล้วปรับแก้กันอีกครั้ง เป็นแบบสอบถามชุดที่ 3 ที่จะใช้จริง ที่สำคัญ ในกระบวนการทำงาน

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี

จะมีการตรวจสอบซ้ำ ทั้งด้วยคำถามอื่น ๆ และหัวหน้าทีม ทำการ กลั่ น กรองความสมบู ร ณ์ ข องแบบสอบถามอี ก ครั้ ง ถ้ า ไม่ ส มบู ร ณ์

ก็ต้องกลับไปถามใหม่ “ดัชนีชี้วัดนี้ยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ เพราะผ่านไประยะหนึ่ง คำถามย่ อ ยก็ จ ะต้ อ งปรั บ ปรุ ง สู ต รการคำนวณอาจจะต้ อ งปรั บ

น้ำหนักใหม่ เมือ่ บริบทและค่านิยมของสังคมเปลีย่ นไป อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้มองว่า ดัชนีชี้วัดความสุข จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญอีก

ตั ว หนึ่ ง ในการวั ด ความสำเร็ จ ของการพั ฒ นาหรื อ แก้ ปั ญ หาความ ยากจน เพียงแต่ต้องใช้ในฐานะเป็นเครื่องมือไม่ใช่เป้าหมายความ สำเร็จเสียทีเดียว เราต้องเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ด้วย” เป้าหมายในทีส่ ดุ ซึง่ รศ.ดร. อนุชาติอยากเห็น คือ ดัชนีชวี้ ดั ความสุข ที่จะเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านใช้เฝ้าดูตัวเอง และเฝ้าดูใครก็ตามที่

เข้ามาทำงานพัฒนาเขาว่า ผลจากการพัฒนานัน้ ชาวบ้านดีขนึ้ อย่างไร ซึ่งต้องดีในมิติที่มีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่แค่มีเงินในกระเป๋า แต่เป็น ความสุขภายในใจอย่างแท้จริง 9


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

สัมภาษณ์พิเศษ

“ปิดทองฯ”

ในมุมมองนักธุรกิจรุ่นใหม่ หลังจากลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไข ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน ของมู ล นิ ธิ ปิ ด ทอง

หลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ คณะผู้บริหาร บริษัทชั้นนำในสมาคมบริษัท

จดทะเบียนไทย ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับสูง (EDP) รุ่นที่ 9 ล้วนแสดงความเชื่อมั่นในแนวทางของปิดทองฯ และปวารณาตัว

ทีจ่ ะแสวงหาหนทางความร่วมมือกันต่อไป “ได้เห็นกระบวนการทำงาน ที่จริงจังของปิดทองหลังพระฯ ที่ ทำให้ เ กิ ด ผลสำเร็ จ อย่ า งเป็ น

รูปธรรม ทั้งสามารถปลดหนี้สิน และส่งเสริมความเป็นอยูท่ ดี่ ขี นึ้ บน วิถคี วามพอเพียง ดังนัน้ คณะของ นายอุทัย ตันติพิมลพันธ์ เราจะร่วมกันหาแนวทางสนับสนุน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษทั เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ปิ ด ทองหลั ง พระฯ อย่ า งเต็ ม ที่

ประธาน EDP รุ่น 9 ต่อไป”

นายชัชเวศย์ ชิตวรากร

หุ้นส่วนบริษัท สำนักกฎหมายสากล สยามพรีเมียร์ จำกัด

“ครั้งนี้ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น เห็นว่า ชาวบ้านทำกันจริง ๆ เหนื่อยกันจริง ๆ เห็นว่า สิ่ ง ที่ ปิ ด ทองฯ สอนชาวบ้ า นนั้ น น่ า ทึ่ ง มาก คงจะกลับไปคุยกันว่าจะสนับสนุนชาวบ้าน ในโครงการปิดทองฯ ได้อย่างไร และจะส่งเสริม ให้คนอื่น ๆ เข้าร่วมโครงการได้อย่างไร” 10

นางสาวเพ็ญศรี สุธีรศานต์

ผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

“ทำให้รแู้ ละเข้าใจวิธกี ารดำเนินงานของปิดทองหลังพระฯ และเห็นความสามารถในการแก้ ไ ขปั ญ หาของชาวบ้ า น อย่ า งตรงจุ ด และยั่ ง ยื น ด้ ว ยการสนั บ สนุ น ให้ ช าวบ้ า นมี

องค์ความรู้เรื่องน้ำ ดิน และเกษตร พวกเราจึงลงความเห็น

ร่วมกันว่า ต้องการเห็นความร่วมมือระหว่างบริษทั จดทะเบียน ในตลาดหลั ก ทรั พ ย์ แ ละปิ ด ทองหลั ง พระฯ อย่ า งเป็ น

รูปธรรมต่อไป”

นายเผด็จ เจริญศิวกรณ์

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

“ก่ อ นนี้ ไ ม่ เ คยเห็ น ไม่ เ คยคิ ด และ

ไม่เคยรู้ว่าปิดทองฯ คืออะไร แต่เมื่อได้มา เห็นแล้ว รู้สึกว่าที่ปิดทองหลังพระฯ ทำนั้น

ใช้ ใ จจริ ง ๆ ไม่ ใ ช่ แ ค่ ท ฤษฎี และเมื่ อ ไป สอบถามชาวบ้าน เขาก็บอกว่าเขาได้อะไร หลายอย่างจากปิดทองหลังพระฯ”

นายสุรพร สิมะกุลธร

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กุลธร เคอร์บี้ จำกัด (มหาชน)

“รู้ สึ ก ดี ที่ ไ ด้ เ ห็ น การทำงานของคนที่

มานะจะแก้ ไ ขปั ญ หาความยากจนของ ประชาชน โครงการนี้จะเป็นประโยชน์มาก หากขยายไปทั่วประเทศและแก้ปัญหาในทุก จังหวัด ประเทศชาติจะเจริญแน่นอน ส่วนผม

ก็จะนำเอาประสบการณ์ที่ ไ ด้ จ ากปิ ด ทองฯ

ไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทฯด้วย”


สัมภาษณ์พิเศษ

นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ

ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

“ประทับใจกับสิ่งที่ปิดทองฯ ทำ เพราะใช้ พ ลั ง ความคิ ด มาก มี ก าร ลงพื้ น ที่ อ ยู่ กั บ ชุ ม ชน และให้ชุมชนมี ส่วนร่วมด้วย หวังว่าจะเห็นโครงการนี้ กระจายไปทั่วประเทศ”

นายสุชาติ สิทธิชัย

รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

“เป็นโครงการที่ดีมาก ที่ทำให้ชาวบ้าน พึง่ ตนเองได้ และเป็นการพัฒนาทีไ่ ม่ใช้เงินนำ แต่ใช้ความต้องการของชาวบ้านนำ ซึ่งเป็น ความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

นายวิณณ์ ผาณิตวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท วิทัย ไบโอเพาเวอร์ จำกัด

“ปิดทองฯ มีความตัง้ ใจจริงในการทำงาน แม้จะปฏิบัติการมาแค่ 2 ปี แต่เห็นผลลัพธ์ ในทางบวกชัดเจนในสิ่งที่ชาวบ้านได้รับ ได้ เห็นว่าเกษตรกรที่นี่มีอนาคตและยั่งยืน ควร จะขยายผลไปที่ต่าง ๆ ต่อไป และมีอะไรที่ ภาคเอกชนจะช่วยได้ ก็จะช่วย”

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

นางสาวปรียาพร ธนรัฐเศรษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน)

“ประทับใจมาก ก่อนนี้ไม่รู้จักเลยว่า ปิดทองฯ คืออะไร ได้มาดูแล้วรู้สึกดีมาก ที่ได้เห็นว่ายังมีคนที่ทำงานเบื้องหลังอีก หลายคน และสิ่งที่โครงการทำ คือ การ สร้ า งอาชี พ ให้ ช าวบ้ า น ทำให้ ป ลดหนี้ สิ น ได้ ด้ ว ยสองมื อ ของตั ว เอง นอกจากจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ยังทำให้ยั่งยืนด้วย”

นายธงชัย กังวานชัย

ผู้บริหารวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

“อยากให้ ปิ ด ทองฯ เข้ า ไปทุ ก จั ง หวั ด ทำให้เป็นแบบน่าน ในอนาคตผมเองก็อยาก จะมีส่วนช่วยทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่

ดีขึ้น อย่างที่ปิดทองฯ ทำ”

นายเจษฎา พรหมจาต หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

“ประทับใจแนวคิดและความตั้งใจของ ปิดทองฯ มาก ทีพ่ ยายามพลิกฟืน้ ความเป็นอยู่ ของชาวบ้านให้อยู่ด้วยตนเอง น่าจะขยายผล ออกไปสู่ชุมชนอื่น ๆ และ อสมท อาจใช้สื่อที่ มี อ ยู่ ทั้ ง วิ ท ยุ โทรทั ศ น์ ช่ ว ยประชาสั ม พั น ธ์ แนวคิดนี้ไปทั่วทั้งประเทศ”

นางสาวฐิตนิ นั ท์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการ บริษัท โปรโฟร์ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด

“ทำให้เห็นว่า แนวพระราชดำรินั้น ช่วย พัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ยั่งยืนได้ อย่ า งแท้ จ ริ ง และรั ก ษาวิ ถี ชี วิ ต ของคนไว้

ไม่ให้กลายเป็นสังคมทุนนิยมจนหมดสิ้น”

นายธนพล ศิริธนชัย

กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน)

“ชอบแนวคิดการ “ระเบิดจากข้างใน” ที่ ต้ อ งรู้ ก่ อ นว่ า ชาวบ้ า นต้ อ งการอะไรแล้ ว จึ ง พั ฒ นา แตกต่ า งจากโครงการอื่ น ที่ ม าช่ ว ย พัฒนาไม่นานแล้วก็ไป แต่ปิดทองฯ จะช่วย ให้ชาวบ้านคิดเองลงมือเอง” 11


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

บทความ

บุญธรรมและทองสุข ผู้พลิกชีวิตด้วยมือตน

จากที่ต้องอยู่อย่างแร้นแค้นมาเกือบทั้งชีวิต นายบุญธรรม และ นางทองสุ ข เสนาอุ ด ร เกษตรกรบ้านแสงอร่าม ตำบลกุด หมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ใช้เวลาเพียง 8 เดือน พลิกชีวิตสู่การมีอยู่มีกินอย่างสบาย ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริ และองค์ความรู้จากฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ที่ปิดทองหลังพระฯ นำมาทำให้ดูเป็นตัวอย่างในพื้นที่ “ถู ก หวยก็ ยั ง ไม่ ท ำให้ ชี วิ ต เปลี่ ย นไปได้ ข นาดนี้ เพราะเมื่ อ มี

ความรู้ในการทำเกษตรมาก ๆ บวกกับความขยันขันแข็ง ที่ของเรา

ก็ให้ผลผลิตมากมาย” ทุ ก วั น นี้ พื้ น ที่ เ กื อ บทั้ ง หมดของสองสามี ภ รรยาใช้ เ พาะปลู ก ฟั ก ทอง ข้ า วโพด ถั่ ว ลิ ส ง แตงไทย มะเขื อ ยาว พริ ก กะหล่ ำ ปลี

ใบแมงลัก ตะไคร้ กล้วย โหระพา ข่า มะเขือเทศ มะเขือเปราะ และ เลี้ยงหมูเหมยซาน ตามวิธีการของฟาร์มตัวอย่าง ด้วยการปลูกพืช

ผสมผสาน ปลูกพืช 3 ระดับในหลุมเดียว ปรับปรุงดินให้มสี ารอาหาร และต่อท่อน้ำ จากอ่างเก็บน้ำฯ เข้ามาในพื้นที่ แก้ปัญหาน้ำขุ่นใน บ่อน้ำ ฯลฯ พืชผักจึงโตเร็วให้ผลผลิตดี สองสามีภรรยายังต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตัวเอง เช่น ทำให้ได้ ผลที่มีขนาดใหญ่ด้วยการตัดยอด การทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากพืชผัก รอบบ้าน ปรับปรุงบ่อน้ำหน้าบ้านที่เคยปล่อยทิ้งร้างให้กลับมาใช้ได้ ทำให้มีแหล่งน้ำของตัวเอง 12

นั บ จากเข้ า โครงการเมื่ อ เดื อ นกรกฎาคม 2554 ถึ ง เดื อ น

ธันวาคมปีเดียวกัน ครอบครัวเสนาอุดรมีรายได้จากการจำหน่าย

หมูเหมยซาน 2 คอก และผักต่าง ๆ ถึง 12,000 บาท และเดือน มกราคม-มี น าคม 2555 ก็ มี ร ายได้ จ ากการจำหน่ า ยพื ช ผั ก อี ก

กว่า 8,000 บาท “นี่เป็นรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำครั้งแรก ในเวลาแค่ไม่กี่เดือน

ถ้ า ยั ง มี ร ายได้ ต่ อ เนื่ อ งแบบนี้ คาดว่ า อี ก 4-5 ปี คงใช้ ห นี้ ไ ด้ ห มด

ตอนนี้ เ ลยเตรี ย มขยายคอกหมู ไ ว้ เ ลี้ ย งแม่ พั น ธุ์ อี ก 10 ตั ว และก็ เตรียมเลี้ยงปลาดุกเพิ่ม กำลังจะปลูกบ้านใหม่ด้วย” วั น นี้ สองสามี ภ รรยาไม่ ต้ อ งทนทำนาและปลู ก มัน สำปะหลั ง

ซึ่งทั้งปีมีรายได้เพียง 40,000 บาท ไม่พอแม้แต่จะส่งเสียให้ลูกหลาน ได้ เ รี ย นหนั ง สื อ จนทั้ ง คู่ ต้ อ งขี่ จั ก รยานยนต์ อ อกไปรั บ จ้ า งทำงาน

ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้หลังฤดูทำนา แค่ให้มีรายได้พอประทังชีวิต เดือนละ 1,000-2,000 บาท ไม่พอก็ต้องหยิบยืมจากเพื่อนบ้านบ้าง

กู้ จ ากธนาคารเพื่ อ การเกษตรและสหกรณ์ ก ารเกษตรและกองทุน หมู่บ้าน จนเป็นหนี้กว่า 50,000 บาท ทั้งคู่ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจดเย็นกับการเพาะปลูกอย่างมีความสุข เมื่ อ เห็ น อนาคตที่ ร ออยู่ ข้ า งหน้ า รวมทั้ ง ยั ง ภู มิ ใ จกั บ การเป็ น ผู้ ใ ห้

ความรู้กับเพื่อนบ้านอีกมากมาย ด้วยความหวังให้ทุกคนในหมู่บ้าน

มีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับตัวเอง


บทความ

เรียนรู คูพัฒนา

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ดิน “กล้า...ดี”

สูตรดินดีที่ต้องบอกต่อ

พืชผักสวนครัวนานาชนิดเติบโตงอกงามได้อย่างน่าอัศจรรย์ บนกระบะเล็ก ๆ เพราะ “ดิน” สูตรพิเศษของโครงการ “กล้า...ดี”

ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพสู ง แต่ ท ำได้ ใ นราคาประหยั ด ด้ ว ยต้ น ทุ น เพี ย ง กิโลกรัมละ 10-12 บาท และใช้เวลาปรุงดินเพียง 3-4 วันเท่านั้น “ดิน” ของ “กล้า...ดี” นอกจากจะทำให้ลำต้นแข็งแรง ออกราก ได้มาก ซึ่งทำให้ดูดซึมอาหารได้ดี ทำให้ต้นไม้สมบูรณ์ โตเร็ว แล้ว

ยังไม่มีแบคทีเรียและจุลินทรีย์ ที่เป็นสาเหตุขอ���โรคต้นไม้ต่าง ๆ ได้ จึงไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ดิน “กล้า...ดี” มีสว่ นผสมสำคัญ คือ กรดอะมิโน (Amino Acid) ที่ช่วยเร่งแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ในปุ๋ยขี้วัวให้ย่อยสลายกลายเป็น

แร่ธาตุและทำให้ดินร่วนซุย และผงซุปเปอร์โซคอน (Super Socon) แร่ธาตุพิเศษที่ผลิตขึ้นโดยนาโนเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่ง ประกอบด้วยแร่ธาตุ 3 ชนิด คือ แมงกานีส แมกนีเซียม และเหล็ก

ซึ่งจะทำหน้าที่ดักจับแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้ และกระตุ้นให้ พืชออกรากใหม่ ส่วนผสม ดิน “กล้า...ดี” มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย

หน้าดิน 1 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 2 ส่วน แกลบเหลือง 2 ส่วน และปุ๋ยหมัก 0.25 ส่วน ส่วนที่ 2 ประกอบด้วย กรดอะมิโน (Amino Acid) 3 ลิตร ผงซุปเปอร์โซคอน (Super Socon) 3 กิโลกรัม น้ำ 20 ลิตร ปุ๋ยสูตร 46.0 จำนวน 3 กิ โ ลกรั ม ปุ๋ ย สู ต ร 15-15-15 จำนวน 3 กิ โ ลกรั ม

และปุ๋ยขี้วัวสดบดละเอียด 100 กิโลกรัม วิธีการผสมดิน นำส่วนผสมส่วนที่ 1 มาผสมให้เข้ากัน สำหรับ ส่วนที่ 2 ให้นำ กรดอะมิโน (Amino Acid) ผงซุปเปอร์โซคอน (Super Socon) ผสมกั บ น้ ำ แล้ ว ผสมให้ เ ข้ า กั น กั บ ปุ๋ ย สู ต ร 46.0 ปุ๋ ย สู ต ร

15-15-15 และปุ๋ยขี้วัวสดบดละเอียด จากนั้นผสมส่วนที่ 1 และ 2

ให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 3-4 วัน โดยใช้ผ้าใบปิดเพื่อให้ดินเซ็ทตัว จากนั้น ก็นำไปใช้งานได้ทันที ในพื้ น ที่ 1 ไร่ ใช้ ดิ น สู ต รกล้ า ...ดี 100 กิ โ ลกรั ม ก็ จ ะได้ ที่ มี คุณภาพดีแล้ว ต้นทุนต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีกว่าครึ่ง ปัจจุบัน ดินสูตรพิเศษนี้มีการใช้ในพื้นที่ 8 จังหวัดในโครงการ กล้า...ดี ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่บ้าน เปียงซ้อ ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็น พื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ด้วย 13


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ชุมชน ตัวอยาง

บทความ

ชุมชนต้นแบบ “ลด

เมื่ อ ชาวบ้ า นกลุ่ ม หนึ่ ง พากั น แสดงอาการป่ ว ยจากพิ ษ ของ

สารเคมีทสี่ ะสมอยูใ่ นตัวมาเป็นเวลานานหลายสิบปี อาการปวดศีรษะ อย่างรุนแรงจนถึงอาเจียนเป็นเลือด ทำให้ต้องเข้ารับการตรวจและ รักษาในโรงพยาบาลอำเภอ ผลการตรวจน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อแพทย์ระบุว่า เป็นอาการ ที่เกิดจากการมีสารเคมีในเลือด อยู่ในระดับ 4 ซึ่งถือว่าเป็นขั้นที่ อันตรายมาก และมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งได้ ชาวบ้ า นจึ ง รวมตั ว ปรึ ก ษาหารื อ กั น เพื่ อ หาทางออก และได้

ข้ อ สรุ ป ร่ ว มกั น ว่ า การใช้ ส ารเคมี ทั้ ง ในปริ ม าณมากและต่ อ เนื่ อ ง ยาวนานนั้น ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ สารเคมียังทำให้ต้นทุน การทำเกษตรสูงมากอีกด้วย

14

ละ เลิก สารเคมี”

ในที่สุด ทุกคนก็เห็นพ้องกันที่จะทำให้บ้านแสงอร่าม ตำบลกุด หมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เป็น “ชุมชน ลด ละ เลิก สารเคมี” นายเสวต จันทร์หอม ผู้ใหญ่บ้านบ้านแสงอร่าม บอกว่า เมื่อทุกคนเห็นพ้องกันที่จะ ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี แนวคิดต่อมา คือ การผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ด้วย ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ผลไม้ รวมทั้งเนื้อสัตว์ก็จะปลอดสารด้วย “วิธีการ ลด ละ เลิก สารเคมี ของชาวบ้านบ้านแสงอร่ามนั้น

จะเริ่มตั้งแต่การใช้ปุ๋ยขี้วัวและปุ๋ยขี้ค้างคาวที่หาได้ในท้องถิ่นมาใช้ แทนปุ๋ยเคมีในการปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงหมูก็จะ ใช้ อ าหารธรรมชาติ เช่ น ต้ น กล้ ว ยสั บ ละเอี ย ดผสมบอน ซึ่งดีกว่า อาหารสำเร็จรูปมาก เพราะนอกจากหมูจะชอบแล้ว บอนยังช่วย

ฆ่าพยาธิในหมูด้วย ทั้งยังหาได้ในท้องถิ่น ทำให้เกษตรกรแทบไม่มี ต้นทุนเลย หมูที่ขายก็จะไม่มีสารพิษตกค้าง เรียกได้ว่าเป็นความ

รับผิดชอบต่อสังคมด้วย” ปั จ จุ บั น บ้ า นแสงอร่ า มมี เ กษตรกรเข้ า ร่ ว ม “ลด ละ เลิ ก

สารเคมี ” กว่ า ครึ่ ง หมู่ บ้ า น และตั้ ง เป้ า ว่ า ภายในสิ้ น ปี 2555 นี้

ทั้ ง หมู่ บ้ า นแสงอร่ า มจะเป็ น ชุ ม ชน “ลด ละ เลิ ก สารเคมี ”

กันทั้งหมด และจะเป็นต้นแบบให้หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้ศึกษา เรียนรู้เพื่อปฏิบัติต่อไปอีกด้วย


บทความ ตำนานเกลื อ บนภู เ ขาสู ง แห่ ง เดี ย วในโลก ที่ ร ะดั บ ความสู ง 1,980 เมตร ในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 800 ปี มาแล้ว ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ตั้งแต่สมัยพญาภูคา ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์ภูคา ผู้สร้างเมืองวรนคร (อำเภอปัว ในปัจจุบัน) เมื่อมีการพบเกลือ จากที่เคยเป็นป่าดงพงไพร ก็มีผู้คนมาอยู่ รวมกันมากขึ้นจนกลายเป็นเมือง ชื่อ “เมืองบ่อ” ซึ่งหมายถึงบ่อเกลือ ที่มีอยู่ถึง 9 บ่อนั่นเอง

สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

มากกว่าบ่อเกลือใต้ และมีชาวน่านจำนวนไม่น้อยยังคงยึดการทำ เกลื อ เป็ น อาชี พ ด้ ว ยกรรมวิ ธี ดั้ ง เดิ ม เฉกเช่ น เมื่ อ เกื อ บ 800 ปีก่อน

ในโรงเกลือที่ปิดมิดชิด ภายในมีเตาขนาดใหญ่ขึ้นรูปจากดินเหนียว สำหรับวางกระทะใบเขือ่ ง แล้วตักเกลือจากบ่อส่งผ่านมาตามลำไม้ไผ่ ลงสู่บ่อพัก ก่อนนำน้ำเกลือมาต้มในกระทะประมาณ 4-5 ชั่วโมง

ให้ น้ ำ เกลื อ ระเหยแห้ ง ใช้ ไ ม้ พ ายตั ก เกลื อ ใส่ ต ะกร้ า ไม้ ไ ผ่ ที่ แ ขวน

ไว้เหนือกระทะ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนน้ำในกระทะแห้ง

ตำนานบ่อเกลือ บนเส้นทางวิวัฒนาการ 800 ปี

เกลือจากที่นี่ เป็นสินค้าที่ถูกส่งไปขายยังกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ เชียงตุง หลวงพระบาง สิบสองปันนา จนถึงจีนตอนใต้ ความสำคัญ ของเกลือ ทั้งในฐานะสินค้าและยุทธปัจจัย ทำให้น่านมั่งคั่ง และเป็น ศูนย์กลางการค้าของล้านนาตะวันออก และเป็นเหตุสำคัญที่พระเจ้า ติโลกราชแห่งเชียงใหม่กรีธาทัพมายึดเมืองน่าน เมื่อ พ.ศ. 1993 ทำให้น่านเป็นประเทศราชของอาณาจักรล้านนา และต้องส่งเกลือไป เป็นเครื่องราชบรรณาการอยู่เกือบร้อยปี บ่อเกลือเมืองน่านในปัจจุบนั เหลืออยูส่ องแห่ง คือ บ่อเกลือเหนือ และบ่อเกลือใต้ บ่อเกลือเหนือมีขนาดใหญ่ มีโรงต้มเกลือหลายโรง

จาก “เกลือบก” ที่เรียกกันมาตั้งแต่ สมัยสุโขทัยและอยุธยา ใช้สำหรับบริโภค เกลื อ จากบ่ อ เกลื อ โบราณของเมื อ งน่ า น

ในวันนี้ มีวิวัฒนาการตามยุคสมัย ทั้งการ เสริมไอโอดีน การผลิตเป็น “ละอองเกลือ” ซึ่งเป็นเกลือที่มีอนุภาคขนาดเล็กหรือฝุ่น เกลือ ผ่านกระบวนการอบแห้ ง และเป่ า

ลมร้อนให้มีความชื้นน้อยลง เพื่อให้แห้งและเก็บไว้ใช้ได้นาน และ “เกสรเกลือ” ซึ่งแปลมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า Fleur de Sel ที่บ้าน เราเรียก “ดอกเกลือ” เป็นเกลือชนิดพิเศษที่ตกผลึกลอยอยู่หน้าน้ำ ต้องใช้ความประณีตจากมือมนุษย์เท่านั้นในการค่อย ๆ เก็บช้อน ดอกเกลือ เป็นเกลือสะอาด คุณภาพสูง มีปริมาณน้อย และไม่ได้ สัมผัสกับพื้นดิน จึงถูกนำมาใช้ทั้งสำหรับการบริโภค การทำสปา ประทินโฉม และรักษาโรคต่าง ๆ “เกลือ” จึงยังคงคุณค่าและความสำคัญอยู่คู่เมืองน่านเหมือน เมื่ออดีตกาล ที่ผ่านมายาวนาน... 15


สาระ...เพื่อการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

ข่าว

“ปิดทองฯ”ร่วมเฉลิมพระเกียรติ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “84 พรรษา ประโยชน์สุข

สู่ ป วงประชา” จั ด โดยสำนั ก ราชเลขาธิ ก าร มู ล นิ ธิ ชั ย พั ฒ นา สำนั ก งาน

คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

(กปร.) และสำนั ก งบประมาณ โดยรวบรวมผลสำเร็ จ จากการดำเนิ น งาน โครง���ารอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,100 โครงการ ที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่ประชาชนชาวไทย รวมทั้งปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาจัดแสดง เพื่อให้ประชาชนได้น้อมนำแนวพระราชดำริไปใช้ใน

การดำเนินชีวิต ในงานนี้ มู ล นิ ธิ ปิ ด ทองหลั ง พระ สื บ สานแนวพระราชดำริ ร่ ว มแสดง นิทรรศการความสำเร็จของการน้อมนำแนวพระราชดำริไปพัฒนาพื้นที่จังหวัด น่าน ผ่านพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดน่าน คือ “ต๋าว” หรือ ลูกชิด ซึ่งเป็น สัญลักษณ์ของการปลูกป่าเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนต่อไป

วิถีแห่งน่าน คน-ป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน นายกานต์ เจริ ญ จิ ต รั ต นกุ ล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 บ้านน้ำช้างพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน พื้นที่ขยาย ผลปิดทองหลังพระฯ กล่าวถึงแนวทาง การอนุ รั ก ษ์ ป่ า ของชาวบ้ า นบ้ า นน้ ำ ช้างพัฒนาว่า เริ่มต้นจากความคิดของ

ชาวบ้านที่จะหาหนทางอยู่ร่วมกับป่า เพราะถ้าไม่มปี า่ ชาวบ้านก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน “เป้าหมายแรก คือ ลดการบุกรุกป่า มีการแบ่งพื้นที่ป่าปลูก

ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ทำกินออกจากกันอย่างชัดเจน ป่าปลูกเป็นป่า

ที่ชาวบ้านเข้าไปหาของป่าหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว และตัดไม้

16

มาซ่อมแซมบ้านได้ แต่จะต้องปลูกทดแทนเสมอ สำหรับป่าอนุรกั ษ์ จะห้ามเข้าไปแผ้วถางตัดไม้โดยเด็ดขาด ชาวบ้านยังช่วยกันทำ แนวกันไฟและจัดเวรยามช่วยกันดูแล โดยไม่อาศัยงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเลย ส่วนพื้นที่ทำกินนั้น ห้ามทุกคนทำไร่ เลื่อนลอยขยายพื้นที่เพิ่มจากที่มีอยู่เดิม รวมทั้งส่งเสริมการใช้ พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งปลูกพืชไว้ขายและปลูกพืชผักสวน ครัวไว้กินเองลดรายจ่าย พื้นที่ว่างก็ปลูกต้นไม้ใหม่ เพื่อให้ป่ากลับ คืนมาโดยเร็ว “ทุกวันนี้ ป่าที่เคยโล่งเตียนกลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่ง อาหารให้ชาวบ้าน ที่สำคัญ มีป่าก็มีน้ำพอทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ได้ ชีวิตของพวกเราก็เริ่มดีขึ้น”


newsletter vol 6