Page 8

Volume 10. 2011. – Proceedings of the East-West Psychological Science Research Center.

รู ป แบบแตกต า งกั น อย า งมี นั ย สํ า คั ญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ .001 (F = 86.21, p < .001) โดยตํารวจเลือกใชรูปแบบ ไกลเกลี่ยมากที่สุด (M = 4.14 คะแนน, SD = 0.52) ผล การเปรี ย บเที ย บรายคู พ บว า รู ป แบบการจั ด การความ ขัดแยงแบบหลีกหนี (M = 3.63) มีคาเฉลี่ยต่ํากวาแบบ ไกลเกลี่ย (M = 4.14) แตมีคาเฉลี่ยสูงกวาแบบบังคับ (M = 2.04) รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบไกลเกลี่ย (M = 4.14) มีคาเฉลี่ยสูงกวาแบบบังคับ (M = 2.04) และแบบ แกไขปญหารวมกัน (M = 3.76) รูปแบบการจัดการความ ขัดแยงแบบประนีประนอม (M = 3.93) และแบบแกไข ปญหารวมกัน (M = 3.76) มีคาเฉลี่ยสูงกวาแบบบังคับ (M = 2.04) ทุกคูมีคาเฉลี่ยแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .001 ดังตารางที่ 3 2.2 สถานการณความขัดแยงกับผูใตบังคับบัญชา ตํ า รวจเลื อ กใช รู ป แบบการจั ด การความขั ด แย ง ทั้ ง 5 รู ป แบบแตกต า งกั น อย า งมี นั ย สํ า คั ญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ .001 (F = 126.88, p < .001) โดยตํารวจมีการเลือกใช รูปแบบแกไขปญหารวมกันมากที่สุด (M = 4.17 คะแนน, SD = 0.51) จากนั้นเมื่อวิเคราะหการเปรียบเทียบรายคู พบวา ในสถานการณความขัดแยงกับผูใตบังคับบัญชา รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบหลีกหนี (M = 2.19) มีคาเฉลี่ยต่ํากวาแบบประนีประนอม (M = 4.12) แบบ บังคับ (M = 3.38) และแบบแกไขปญหารวมกัน (M = 4.17) รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบไกลเกลี่ย (M = 1.99) มีคาเฉลี่ยต่ํากวาแบบบังคับ (M = 3.38) และแบบ แกไขปญหารวมกัน (M = 4.17) รูปแบบการจัดการความ ขัดแยงแบบประนีประนอม (M = 4.12) แบบแกไขปญหา รวมกัน (M = 4.17) มีคาเฉลี่ยสูงกวาแบบบังคับ (M = 3.38) ทุกคูมีคาเฉลี่ยแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 ดังตารางที่ 3 2.3 สถานการณ ค วามขั ด แย ง กั บ เพื่ อ นร ว มงาน ตํ า รวจเลื อ กใช รู ป แบบการจั ด การความขั ด แย ง ทั้ ง 5 รู ป แบบแตกต า งกั น อย า งมี นั ย สํ า คั ญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ .001 (F = 48.99, p < .001) โดยตํารวจมีการเลือกใช รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบแกไขปญหารวมกัน มากที่สุด (M = 4.19 คะแนน, SD = 0.53) ผลการ เปรียบเทียบรายคูพบวา คาเฉลี่ยการใชรูปแบบการจัดการ ความขัดแยงแบบหลีกหนี (M = 2.75) และแบบไกลเกลี่ย (M = 3.13) มีคาเฉลี่ยต่ํากวาแบบประนีประนอม (M = 3.88) แบบบังคับ (M = 3.56) และแบบแกไขปญหา รวมกัน (M = 4.19) รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบ บังคับ (M = 3.56) และแบบประนีประนอม (M = 3.88) มี คาเฉลี่ยต่ํากวาแบบแกไขปญหารวมกัน (M = 4.19) อยาง มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 รูปแบบการจัดการ ความขัดแยงแบบประนีประนอม (M = 3.88) มีคาเฉลี่ย สูงกวาแบบบังคับ (M = 3.56) อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบไกลเกลี่ย (M = 3.13) มีคาเฉลี่ยสูงกวาแบบหลีกหนี (M = 2.75) แต

คูมีคาเฉลี่ยแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ดังตารางที่ 2 1.5 ตํารวจเลือกใชรูปแบบการจัดการความขัดแยง แบบแก ไ ขป ญ หาร ว มกั น แตกต า งกั น ในสถานการณ ความขั ด แย ง ที่ แ ตกต า งกั น อย า งมี นั ย สํ า คั ญ ทางสถิ ติ ที่ ระดับ .001 (F = 12.59, p < .001) สถานการณความ ขัดแยงระหวางตํารวจกับประชาชนถูกใชมากที่สุด (M = 4.32 คะแนน, SD = 0.61) ผลจากการเปรียบเทียบรายคู พบวา คาเฉลี่ยรูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบแกไข ป ญ หาร ว มกั น ถู ก ใช ใ นสถานการณ ค วามขั ด แย ง กั บ ผูใตบังคับบัญชา (M = 4.17) สูงกวาสถานการณความ ขัดแยงกับผูบังคับบัญชา (M = 3.76) อยางมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 ในสถานการณความขัดแยงกับเพื่อน รวมงาน (M = 4.19) และสถานการณความขัดแยง ระหวางตํารวจกับประชาชน (M = 4.32) สูงกวา สถานการณความขัดแยงกับผูบังคับบัญชา (M = 3.76) อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ดังตารางที่ 2 ผลการทดสอบสมมติฐานแสดงใหเห็นวาตํารวจ เลือ กใช รูปแบบการจั ดการความขั ดแย งแต ละรู ป แบบ แตกตางกันในสถานการณความขัดแยงที่แตกตางกัน สมมติฐาน 2 สถานการณความขัดแยงแตละระดับ (ความขั ด แย ง กั บ ผู บั ง คั บ บั ญ ชา ความขั ด แย ง กั บ ผู ใ ต บังคับ บัญชา ความขัดแยงกับเพื่อนรวมงาน และความ ขัดแยงระหวางตํารวจกับประชาชน) ตํารวจเลือกใช รูปแบบการจัดการความขัดแยง 5 รูปแบบ (แบบหลีกหนี แบบไกลเกลี่ย แบบประนีประนอม แบบบังคับ และแบบ แกไขปญหารวมกัน) แตกตางกัน สําหรับสมมติฐาน 2 ผูวิจัยเลือกวิเคราะหขอมูลใน อีกมุมมองหนึ่งโดยใหความสําคัญของสถานการณเปน หลัก เพื่อศึกษาวาสถานการณความขัดแยงแตละระดับ ตํารวจมีการเลือกใชรูปแบบการจัดการความขัดแยงทั้ง 5 รูปแบบแตกตางกันหรือไม โดยผูวิจัยแยกวิเคราะหครั้ง ละระดับดวยการวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียวแบบ วัดซ้ําเชนเดียวกับสมมติฐาน 1 ผลการตรวจสอบข อตกลงเบื้ อ งตน พบวา ความ แปรปรวนของการวัดรูปแบบการจัดการความขัดแยงใน สถานการณความขัดแยงทั้ง 4 สถานการณแตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 แสดงวาขอมูลไม เปนไปตามขอตกลงเบื้องตน ดังนั้นในการรายงานผลการ วิเคราะหความแปรปรวนแบบวัดซ้ําจึงพิจารณาคาสถิติ F จาก Huynh-Feldt, Greenhouse-Geisse, หรือ Lowerbound แทนการพิจารณาจากคา Sphericity Assumed ผลการวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียวแบบวัด ซ้ําพบวา ตํารวจมีการเลือกใชรูปแบบการจัดการความ ขัด แย งทั้ ง 5 รูป แบบในแต ละสถานการณ แตกต างกั น อย า งมี นั ย สํ า คั ญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ .001 จึ ง สนั บ สนุ น สมมติฐาน 2.1-2.4 ดังนี้ 2.1 สถานการณ ค วามขั ด แย ง กั บ ผู บั ง คั บ บั ญ ชา ตํ า รวจเลื อ กใช รู ป แบบการจั ด การความขั ด แย ง ทั้ ง 5

152

17 นฤษมา 145-156  

Naridsama Vimanrat Assoc. Prof. Dr. Theeraporn Uwanno ______________________________________________________________________________________...

Advertisement