Page 10

Volume 10. 2011. – Proceedings of the East-West Psychological Science Research Center.

อธิ บ ายความแปรปรวนของรู ป แบบการจั ด การความ ขัดแยงแบบหลีกหนีไดรอยละ 22 (R2= .22, p < .01) ซึ่ง

สนับสนุนสมมติฐาน 3.1 ดังตารางที่ 4

ตารางที่ 4 การวิเคราะหความถดถอยของตัวแปรที่ทํานายรูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบหลีกหนี (N = 52) ตัวแปร ผูนําแบบนักปฏิรูป

r -.32**

B -0.55

SE B 0.21

β -0.41**

ผูนําแบบนักแลกเปลี่ยน

.17

0.69

0.26

0.39*

ผูนําแบบปลอยปละละเลย

.14

0.15

0.22

0.12

R .47**

R2 .22

*p < .05, one-tailed. **p < .01, one-tailed 3.4 ภาวะผู นํ า แบบเต็ ม พิ สั ย สามารถทํ า นาย รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบบังคับได 3.5 ภาวะผู นํ า แบบเต็ ม พิ สั ย สามารถทํ า นาย รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบแกไขปญหารวมกัน ได สําหรับการทํานายรูปแบบการจัดการความขัดแยง แบบประนีประนอม แบบบังคับ และแบบแกไขปญหา ร ว มกั น ด ว ยตั ว แปรภาวะผู นํ า แบบเต็ ม พิ สั ย พบว า ค า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธพหุคูณระหวางภาวะผูนําทั้ง 3 รูปแบบกับรูปแบบการจัดการความขัดแยงสัมพันธกัน อย า งไม มี นั ย สํ า คั ญ ทางสถิ ติ ดั ง นั้ น จึ ง ไม ส นั บ สนุ น สมมติฐาน 3.3-3.5

3.2 ภาวะผูนําแบบเต็มพิสัยสามารถทํานายรูปแบบ การจัดการความขัดแยงแบบไกลเกลี่ยได โดยตัวแปร ภาวะผูนําแบบนักปฏิรูป (β = -0.37, p < .05) ภาวะผูนํา แบบนักแลกเปลี่ยน (β = 0.34, p < .05) และภาวะผูนํา แบบปลอยปละละเลย (β = 0.24, p > .05) มีคา สัมประสิทธิ์ สหสั มพันธ พหุคูณ กับรู ปแบบการจั ด การ ความขัดแยงแบบไกลเกลี่ยเทากับ .47 (R = .47, p < .01) และสามารถอธิ บ ายความแปรปรวนของรู ป แบบการ จัดการความขัดแยงแบบไกลเกลี่ยไดรอยละ 22 (R2= .22, p < .01) ซึ่งสนับสนุนสมมติฐาน 3.2 ดังตารางที่ 5 การทดสอบสมมติฐาน 3.3-3.5 3.3 ภาวะผู นํ า แบบเต็ ม พิ สั ย สามารถทํ า นาย รูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบประนีประนอมได

ตารางที่ 5 การวิเคราะหความถดถอยของตัวแปรที่ทํานายรูปแบบการจัดการความขัดแยงแบบไกลเกลี่ย (N = 52) ตัวแปร

r

B

SE B

β

R

R2

ผูนําแบบนักปฏิรูป

-.36**

-0.36

0.15

-0.37*

.47**

.22

ผูนําแบบนักแลกเปลี่ยน

.08

0.45

0.20

0.34*

ผูนําแบบปลอยปละละเลย

.26*

0.23

0.16

0.24

*p < .05, one-tailed. **p < .01, one-tailed ผู วิ จั ย ได แ ก สถานการณ ค วามขั ด แย ง ที่ แ ตกต า งกั น ตํารวจมีการเลือกใชรูปแบบการจัดการความขัดแยงแต ละรูปแบบแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 จากนั้นผูวิจัยสนใจวิเคราะหเพิ่มเติมในมุมมองที่ แตกตางจากสมมติฐาน 1 โดยเลือกพิจารณาสถานการณ ความขัดแยงแตละระดับวาสถานการณความขัดแยงที่ แตกตางกัน ตํารวจมีการเลือกใชรูปแบบการจัดการความ ขัดแยงทั้ง 5 รูปแบบแตกตางกันหรือไม ผลการวิเคราะห ข อ มู ล สนั บ สนุ น สมมติ ฐ าน 2 จึ ง เป น การยื น ยั น ว า

การอภิปรายผล

การวิจัยครั้ง นี้ผูวิจัยเลือ กศึกษาจากกลุมตัวอยา ง ไดแก ตํารวจระดับชั้นสัญญาบัตร จํานวน 52 นาย ผล การจากวิ เ คราะห ข อ มู ล เพื่ อ ทดสอบสมมติ ฐ านพบว า สมมติฐาน 1 ผูวิจัยวิเคราะหขอมูลดวยการวิเคราะหความ แปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ําเพื่อเปรียบคาเฉลี่ยของการ เลือ กใช รูปแบบการจั ดการความขั ดแย งแต ละรู ป แบบ แตกตางกันในสถานการณความขัดแยงที่แตกตางกัน (4 ระดับ) ผลการวิเคราะหขอมูลสนับสนุนสมมติฐานของ

154

17 นฤษมา 145-156  

Naridsama Vimanrat Assoc. Prof. Dr. Theeraporn Uwanno ______________________________________________________________________________________...

Advertisement