Page 1

1


Performance    

คนทำำงำนดีข้ ึนเวลำอยูค่ นเดียวหรื ออยูเ่ ป็ นกลุ่ม เมื่อทำำงำนเป็ นกลุ่มคนทำำงำนหนักเท่ำกับเวลำทำำคนเดียวหรื อไม่ เมื่อใดที่ทำำ งำนเป็ นกลุ่มมีผลผลิตมำกกว่ำทำำคนเดียว เรำจะส่ งเสริ มควำมคิดสร้ำงสรรในกลุ่มได้อย่ำงไร

2


Social facilitation 

ควำมหมำยของ social facilitation 

Norman Triplett (1898) ค้นพบปรำกฏกำรณ์ SF 

กำรที่ผลงำนดีข้ ึนเมื่อทำำงำนโดยมีผอู ้ ื่นอยูด่ ว้ ย ให้เด็ก 40 คน หมุนม้วนหนังเป็ นคู่หรื อหมุนคนเดียว

SF เกิดขึ้นทั้งในสถำนกำรณ์ coaction และ audience

3


Coaction task – Triplett ให้เด็กทำำงำนแบบเดียวกัน ใน ห้องเดียวกัน แต่ไม่ให้มีปฏิสมั พันธ์กนั 

กำรรับประทำนอำหำรในภัตตำคำร กำรสอบในห้องเรี ยน กำรขี่จกั รยำนกับ เพือ่ น

Audience task -- ให้ทำำ งำนโดยมีคนอื่นเฝ้ ำดู

4


Social facilitation 

ข้อยกเว้น 

Floyd H. Allport’s studies of “co-working” groups ไม่พบ SF 

คนที่ทำำ งำนเป็ นกลุ่มผลิตผลงำนได้มำกกว่ำทำำงำนคนเดียว แต่คุณภำพของผลงำน ำ ำ ต่ำกว่

ำ ำ งำนวิจยั บำงชิ้นพบว่ำ ผลผลิตต่ำกว่

5


คำำอธิบำยของ Zajonc 

Robert B. Zajonc (1965) อธิบำยว่ำ ทำำไมบำงครั้งกำรมี คนอื่นอยูด่ ว้ ยจึงทำำงำนได้ดีข้ ึน บำงครั้งแย่ลง อธิบำยด้วย arousal, dominant/ nondominant responses

6


Social facilitation

Presence of others

Dominant responses increase and nondominant responses decrease

Task requires dominant responses

Task requires nondominant responses Social interference


Zajonc’s motivational analysis of social facilitation (1965) ď Ż

ď Ż

social facilitation occurs on simple tasks that require dominant responses social impairment occurs for complex tasks that require nondominant responses

8


ตัวอย่ำง สำธิตคำำอธิบำยของ Zajonc    

กำรกล่ำวปรำศรัย กำรวิ่งในเขำวงกต กำรเปลี่ยนเสื้ อผ้ำ กำรเล่นเกม

9


Zajonc’s cockroach study 140 120 100 Speed in seconds

80

Coacting Alone

60 40 20 0

Simple

Complex

Type of Maze

10


Markus (1978)’s Getting dressed study 40 35 30 Secs.

25

Alone Watched Present

20 15 10 5 0 Familiar

Unfamiliar Type of Task

11


ประมวลงำนวิจยั SF Charles Bond & Linda Titus (1983) ประมวลงำน SF 241 เรื่ อง subjects 24,000 คน สรุ ปว่ำ  คนทำำงำนได้เร็ วขึ้นและผลิตได้มำกกว่ำเวลำมีผอ ู้ ื่นอยูด่ ว้ ย เฉพาะเมื่อ เป็ นงานง่ าย  กำรมีผอ ู ้ ื่นอยูด่ ว้ ยแทบจะไม่เพิ่มคุณภำพของงำน และลดทั้งปริ มำณและ คุณภำพของงำนยำก/ซับซ้อน  กำรเพิ่มขึ้นในงำนง่ำย ไม่ได้มำกเท่ำกับ กำรลดลงในงำนยำก 12


Why facilitation? 

Theories of social facilitation  

 

Drive process: Zajonc suggests compresence leads to arousal Motivational processes: Cotrell’s evaluation apprehension theory (also, self-presentation theory) Cognitive processes: distraction-conflict theory Personality processes: social orientation theory 13


SF เกิดจำกอะไร 

The compresence hypothesis   

Compresence – state of responding in the presence of others กำรมีผอู ้ ื่นอยูด่ ว้ ยกระตุน้ ให้คนตื่นตัวเพรำะเรำไม่รู้วำ่ จะต้องตอบสนอง อย่ำงไรในอีก 2-3 วินำทีขำ้ งหน้ำ ควำมตื่นตัวนี้กระตุน้ SF

14


SF เกิดจำกอะไร 

The compresence hypothesis   

คำำอธิ บำยว่ำกำรมีผอู ้ ื่นอยูด่ ว้ ยเพิม่ arousal ไม่ได้รับกำรยืนยัน – พบว่ำ หัวใจเต้นเร็ วขึ้น ควำมดันโลหิตสู งขึ้น แต่อำกำรทำงสรี ระอื่น ๆ ไม่พบ ขึ้นอยูก่ บั ว่ำ คนที่อยูด่ ว้ ยเป็ นใคร ถ้ำเป็ นเพื่อนสนิท พบว่ำ arousal ลดลง

15


fMRI ตรวจสอบปฏิกิริยำของสมองเมื่อเห็นภำพผูอ้ ื่น พบว่ำ 

สมองทำำงำนมำกขึ้น เมื่อเห็นคนมีปฏิสัมพันธ์กนั มำกกว่ำเห็นคนอยูค่ นเดียว

16


SF เกิดจำกอะไร 

Evaluation apprehension    

Nickolas B. Cottrell (1972) ปฏิเสธแนวคิด arousal เสนอว่ำ คนเรี ยนรู ้จำกประสบกำรณ์วำ่ บุคคลอื่นเป็ นแหล่งของรำงวัลและ กำรลงโทษส่ วนใหญ่ที่เรำได้รับ คนจึงเชื่อมโยงสถำนกำรณ์ทำงสังคมกับกำรประเมิน และรู ้สึกหวัน่ เมื่อมีคน อื่นอยูใ่ กล้ ๆ กำรหวัน่ กำรประเมินทำำให้ผลงำนดีข้ ึนหำกเป็ นงำนง่ำย แต่ผลงำนด้อยลง หำกเป็ นงำนยำก 17


SF เกิดจำกอะไร 

Evaluation apprehension   

Cottrell เชื่อว่ำ กำรหวัน่ กำรประเมินเป็ นที่มำของ SF Self-presentation theory เน้นบทบำทของกำรหวัน่ กำรประเมิน สมมติฐำนของทฤษฎีน้ ี คือ สิ่ งเร้ำใดที่เพิ่มกำรคำดหวังถึงรำงวัลและกำร ลงโทษ ควรเพิม่ ระดับแรงขับ  

สมมติฐำนนี้ได้รับกำรสนับสนุน เวลำที่คนอยูใ่ นสถำนกำรณ์ที่มีกำรประเมิน คนมีแนวโน้มที่จะแสดง dominant response มำกกว่ำ nondominant

18


SF เกิดจำกอะไร 

Evaluation apprehension 

ปัจจัยสถำนกำรณ์ที่ลดกำรหวัน่ กำรประเมิน มักลด SF เช่น ยอมให้ตอบโดยคนอื่น ไม่ได้ยนิ หรื อไม่ได้รับรู ้ ผูส้ งั เกตที่ไม่ประเมิน ไม่บอกว่ำประเมินอะไร คนที่มีควำมมัน่ ใจในตนเองสู ง ทำำงำนได้ดีกว่ำหำกมีคนอื่นประเมิน คนที่สงสัย ควำมสำมำรถของตน ทำำงำนได้ดีกว่ำเมื่ออยูค่ นเดียว กำรมีผอู ้ ื่นอยูด่ ว้ ย แม้จะเป็ นเพื่อน แต่ถำ้ มีกำรประเมิน ปฏิกิริยำทำงสรี ระก็สูงขึ้น เช่นกัน สัตว์เป็ น social support ในอุดมคติ ทำำไม

19


SF เกิดจำกอะไร หลักฐำนที่ขดั แย้งกับ evaluation apprehension hypothesis  พบ SF แม้ในสัตว์ที่ไม่มีควำมวิตกกังวล หรื อควำมอำย เวลำมีตวั อื่น อยูด่ ว้ ย  กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกำรประเมิน เช่น กำรกิน กำรดื่ม กำรแต่งตัว ยังคงพบ SF

20


SF เกิดจำกอะไร 

กระบวนกำรทำงปั ญญำ – Distraction-conflict     

กำรมีผอู ้ ื่นอยูด่ ว้ ยลดควำมสำมำรถในกำรประมวลข้อมูล ต้องแบ่งควำมใส่ ใจ ทั้งในงำนที่กำำ ลังทำำ และกำรมีคนอื่นอยูใ่ นที่น้ นั กำรมีคนเฝ้ ำดู อำจทำำให้คนใส่ ใจตนเอง ควำมใส่ ใจในงำนลดลง ควำมไขว้เขวเวลำมีคนอื่นอยูด่ ว้ ยไม่ได้ทำำ ให้ทำำ งำนด้อยลงเสมอไป เมื่อไขว้เขว คนจะพยำยำมมำกขึ้นเพือ่ เอำชนะควำมไขว้เขว ควำมพยำยำมนี้ เพิม่ ประสิ ทธิ ภำพในงำนง่ำย แต่หำกเป็ นงำนยำก กำรเพิ่ม แรงขับไม่มำกพอที่จะลดผลเสี ยที่เกิดจำกควำมไขว้เขว ผลงำนจึงแย่ลง 21


SF เกิดจำกอะไร 

Personality processes: social orientation theory    

คนมีบุคลิกภำพแตกต่ำงกัน ทำำให้มีกำรแสดงออกทำงสังคมแตกต่ำงกัน Social orientation ที่แตกต่ำงกันทำำให้เมื่อมีผอู ้ ื่นอยูด่ ว้ ย บำงคน facilitate บำงคน impair Positive social orientation เกิด SF Negative social orientation เกิด social interference

22


Applications  

Eating in groups Prejudice as a dominant response Electronic performance monitoring Study groups

23


Prejudice and Social Facilitation 

 

คนไม่แสดง prejudice ต่อหน้ำคนอื่นเพรำะไม่อยำกถูกตรำหน้ำว่ำ เป็ น racist หรื อ sexist Prejudice เป็ น dominant response กำรมีคนอื่นอยูด่ ว้ ยทำำให้คนแสดงอคติยิง่ ขึ้นเมื่ออยูต่ ่อหน้ำผูอ้ ื่น มำกกว่ำอยูค่ นเดียว แค่คำดกำรณ์วำ่ จะมีคนอื่นอยูด่ ว้ ย อคติกม็ กั ปรำกฏในคำำพูดที่พดู ออก มำ 24


กำรทดลองที่ 1 

วัดเจตคติของนักเรี ยนผิวขำวที่ต่อต้ำนคนผิวดำำ แล้วให้ประเมิน นักเรี ยนผิวดำำ, “Donald” ผลกำรทดลอง 

เมื่อคำดว่ำจะอภิปรำยผลกำรประเมิน Donald ร่ วมกับผูอ้ ื่น เจตคติทำำ นำย กำรประเมิน โดยเฉพำะคนที่มีควำมวิตกกังวลทำงสังคม 

Prejudiced individuals ประเมิน Donald ทำงลบมำกกว่ำ ส่ วน unprejudiced individuals ประเมินทำงบวกมำกกว่ำ

25


กำรทดลองที่ 2 

 

ใช้ priming procedure เพื่อตัดสิ นว่ำ prejudiced individual จะเชื่อมโยงคนดำำกับควำมรุ นแรง และคนขำวกับภำพ ลักษณ์ที่ไม่รุนแรงหรื อไม่ พบอคติเช่นเดียวกับกำรทดลองแรก Anxious individuals ประมวลข้อมูลผิดพลำดมำกกว่ำหำก คำดว่ำจะมีกำรอภิปรำยกลุ่ม

26


ข้อสรุ ปจำกทั้งสองกำรทดลอง 

แม้จะพยำยำมควบคุมไม่ให้มีอคติ แต่คนก็มกั พร้อมที่จะแสดงอคติออก มำเมื่ออยูเ่ ป็ นกลุ่มมำกกว่ำเมื่ออยูค่ นเดียว

27


Electronic Performance Monitoring (EPM) 

กำรมีคนอื่นอยูด่ ว้ ยผ่ำนสื่ ออีเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์วงจรปิ ด ทำำให้ทำำ งำนง่ำย ๆ ได้ดีข้ ึน แต่ทำำ งำนยำกแย่ลง John Aiello ศึกษำ SF ใน EPM พบว่ำ  

EPM เพิม่ ประสิ ทธิ ภำพของคนชำำนำญงำน แต่ลดประสิ ทธิ ภำพของคนไม่ ชำำนำญงำน กำรกำำกับกำรทำำงำนทำำให้ผปู ้ ฏิบตั ิงำนรู ้สึกเครี ยด ยกเว้นสมำชิกทีมงำนที่มี ควำมเหนียวแน่น

28


EPM (cont.)  

เมื่อเชื่อว่ำสำมำรถปิ ดระบบกำำกับกำรทำำงำนได้ EPM ไม่มีผลทำงลบ เมื่อเปิ ดโอกำสให้แสดงควำมคิดเห็นเกี่ยวกับกำรใช้ระบบกำรกำำกับกำร ทำำงำน EPM ไม่มีผลทำงลบ

29


SF ในบริ บททำงกำรศึกษำ Study group ได้ผลหรื อไม่ คำำแนะนำำ •กำรเรี ยนรู ้ในช่วงแรกเร็ วขึ้นเมื่อเรี ยนคนเดียว •เมื่อเรี ยนรู ้ทกั ษะแล้ว กำรปฏิบตั ิงำนร่ วมกับคนอื่นจะช่วยให้มี ประสิ ทธิภำพยิง่ ขึ้น 30


Social Loafing 

ทำำไมสมำชิกกลุ่มบำงคนทำำงำนได้ดีกว่ำบำงคน  

Steiner อธิ บำยด้วย process losses Law of group productivity ทำำนำยว่ำ

Actual Productivity = Potential productivity – Losses owing to faulty processes 31


Productivity Losses in Groups 

กลุ่มมีแนวโน้มที่จะมีประสิ ทธิภำพด้อยลงเมื่อขนำดของกลุ่มใหญ่ข้ ึน เรี ยกว่ำ Ringelmann effect Figure 9-3

32


Process loss

10.2


Ringelmann effect เกิดจำกอะไร 

Coordination losses 

สำเหตุมำจำกไม่ได้ลงแรงพร้อม ๆ กัน

Social loafing

34


กำรทดลองของ Latane, Williams, & Harkins   

ศึกษำ coordination losses and social loafing ให้เชียร์โดยปิ ดตำและปิ ดหู คนเดียวและเป็ นกลุ่ม ผลกำรทดลอง   

เชียร์คนเดียว ส่ งเสี ยง 9.22 dynes/cm2 เชียร์ 2 คน ส่ งเสี ยง 66% ของควำมสำมำรถที่จะทำำได้ เชียร์ 6 คน ส่ งเสี ยง 36% ของควำมสำมำรถที่จะทำำได้

35


10.3


สำเหตุของ Social loafing  

กำรไม่รู้วำ่ ใครทำำอะไร และกำรหวัน่ กำรประเมิน เกิด free riding   

เมื่อทำำงำนร่ วมกันหลำย ๆ คน คนลงแรงน้อยหำกคิดว่ำคนอื่นในกลุ่มจะ ลงแรงแทนในส่ วนที่ขำดไปของตน เมื่อสงสัยว่ำคนอื่นไม่ได้ทำำ เต็มที่ free-ride เพิม่ ขึ้น เกิด sucker effect Sucker effect เกิดมำกที่สุดเมื่อคิดว่ำสมำชิกกลุ่มมีควำมสำมำรถแต่ข้ ี เกียจ 37


กำรแก้ไข Social Loafing  

ระบุผลงำนของแต่ละคนให้สมำชิกรับรู ้ ให้แต่ละคนมีควำมเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น  

ลด free riding 

 

อำจเกิด social compensation Collective effort model ใช้แนวคิด expectancy-value theories กลุ่มเล็ก free-ride น้อยลง

ระบุเป้ ำหมำยให้ชดั เจนและท้ำทำย เพิม่ identification กับกลุ่ม 38


Social Combination 

เมื่อใดที่กำรทำำงำนด้วยกันเป็ นกลุ่ม ทำำให้ประสบผลสำำเร็ จ เมื่อใดที่ ทำำให้ลม้ เหลว 

Ivan Steiner’s social combination theory เสนอว่ำ ต้อง ตอบคำำถำม 2 ข้อ 

กลุ่มมีทรัพยำกรที่จำำ เป็ นต่อควำมสำำเร็จหรื อไม่ 

หำกสมำชิกกลุ่มไม่มีทกั ษะ ควำมสำมำรถ และพลังงำน ที่จำำ เป็ นต่อกำรทำำงำนสำำเร็จ กลุ่มมี แนวโน้มจะล้มเหลว

กลุ่มผสมผสำนทรัพยำกรได้มีประสิ ทธิภำพหรื อไม่

39


องค์ประกอบของสมำชิกกลุ่ม 

เมื่อทำำงำนร่ วมกันเป็ นกลุ่ม ผลงำนขึ้นอยูก่ บั องค์ประกอบของสมำชิก กลุ่ม– คุณภำพของสมำชิกแต่ละคน อำยุ  บุคลิกภำพ  กำรจูงใจ  เจตคติ ควำมแตกต่ำงเหล่ำนี้มีอิทธิ พลต่อผลงำนของกลุ่ม 

40


องค์ประกอบของสมำชิกกลุ่ม 

 

ผลงำนของกลุ่มขึ้นอยูก่ บั ควำมรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และ ควำมสำมำรถ (Ability) ยิง่ สมำชิกมีทกั ษะมำกเท่ำไหร่ โอกำสที่จะทำำงำนได้ดียิง่ มีมำกขึ้น สมำชิกต้องสำมำรถทำำงำนร่ วมกันได้ มีทกั ษะกำรสื่ อสำร มีควำม สำมำรถในกำรเป็ นผูน้ ำำ มีควำมสำมำรถในกำรจัดกำรกับควำมขัดแย้ง ได้

41


กลุ่มที่มีควำมหลำกหลำยทำำงำนได้ดีกว่ำ กลุ่มที่สมำชิกคล้ำยคลึงกันหรื อไม่

42


Diversity ที่ทำำ ให้ทำำ งำนได้ดีข้ ึน    

มำจำก disciplines ต่ำงกัน มีควำมเห็นต่ำงกัน มีภูมิหลังทำงกำรศึกษำต่ำงกัน มีเชื้อชำติต่ำงกัน

43


Diversity ที่ไม่ทำำ ให้ทำำ งำนได้ดีข้ ึน  

คนเก่งกับคนไม่เก่งมำทำำงำนด้วยกัน คนที่มีบุคลิกภำพต่ำงกันมำทำำงำนด้วยกัน

44


ข้อดีของกลุ่มที่มีควำมหลำกหลำย 

สำมำรถจัดกำรกับควำมเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขงำนได้ดีกว่ำ เพรำะมี คนที่มีควำมสำมำรถหลำยด้ำน มีบุคลิกลักษณะหลำยแบบ ทำำให้มี ควำมยืดหยุน่ สำมำรถหำแนวทำงแก้ไขปัญหำได้หลำยแบบ เพิ่มควำมคิดสร้ำงสรรค์ และนวัตกรรม

45


ข้อเสี ยของกลุ่มที่มีควำมหลำกหลำย  

ขำดควำมเหนียวแน่น เพรำะสมำชิกรับรู้วำ่ แต่ละคนมีควำมแตกต่ำง มีควำมขัดแย้งเพิ่มมำกขึ้น

46


Spillover effect ในกลุ่มที่มีควำมหลำกหลำย คนที่มีควำมสำมำรถปำนกลำงหรื อสู ง ผลงำน ำ ประสิ ทธิภำพเพิ่มขึ้น ไม่มีประสิ ทธิภำพเพิ่มขึ้น แต่คนที่มีควำมสำมำรถต่ำมี ทำำไม มีแรงจูงใจเพิ่มขึ้น มีกำรเรี ยนรู้เพิ่มขึ้น


ควำมแตกต่ำงระหว่ำงเพศในกำรทำำงำนกลุ่ม 

Wendy Wood (1987) ทบทวนงำนวิจยั ที่ศึกษำควำมแตก ต่ำงระหว่ำงเพศในกำรทำำงำนกลุ่ม กลุ่มชำยล้วน vs. กลุ่มหญิงล้วน ใครทำำงำนได้ดีกว่ำ? 

หลักฐำนไม่แน่นอน

มีปัจจัยร่ วมกับควำมแตกต่ำงระหว่ำงเพศ 2 ปัจจัย  

เนื้อหำของงำน รู ปแบบกำรปฏิสมั พันธ์ 48


ควำมแตกต่ำงระหว่ำงเพศในกำรทำำงำนกลุ่ม เนื้อหำของงำน  คณิ ตศำสตร์ ควำมแข็งแรงของร่ ำงกำย: M>W  ภำษำ: W>M รู ปแบบกำรปฏิสมั พันธ์  มุ่งงำน: M>W  มุ่งควำมสัมพันธ์: W>M 49


กลุ่มที่มีท้ งั หญิงและชำย 

เป็ นหญิงคนเดียวในกลุ่มชำย จะตกเป็ นเป้ ำของกำรประเมิน วิพำกษ์ วิจำรณ์ วิธีแก้ 1) ทำำงำนให้มีประสิ ทธิภำพ 2) ผูกมัดกับกลุ่ม ข้อยกเว้น หญิงคนเดียวในกลุ่มชำยเดินป่ ำ ดีกว่ำชำยล้วน เพรำะทำำให้ ชำยลดกำรแข่งขันจึงทำำงำนเป็ นทีมได้

50


งำนวิจยั ของ Richard Hackman และคณะ (2003)  

ศึกษำวงออเคสตรำ เสนอว่ำ ควำมหลำกหลำยทำงเพศขึ้นอยูก่ บั  

ประวัติของกลุ่ม บริ บททำงสังคมที่แวดล้อมกลุ่ม

หำกมีผหู ้ ญิงเพียงน้อยคน เล่นเครื่ องดนตรี ที่เหมำะกับเพศหญิง เช่น harp ไม่มีปัญหำ แต่หำกมีผหู้ ญิงจำำนวนมำกในกลุ่มที่เคยมีแต่ผชู ้ ำย มักเกิดควำมขัดแย้งระหว่ำงกลุ่ม 51


Task Demands  

ประสิ ทธิภำพของกำรทำำงำนกลุ่มมีลกั ษณะเฉพำะตำมลักษณะงำน Marvin E. Shaw (1963) ระบุมิติพ้ืนฐำนของงำน 6 มิติ

52


มิติพ้ืนฐำนของงำน      

ควำมยำกของปั ญหำ จำำนวนคำำตอบหรื อแนวทำงแก้ปัญหำที่เป็ นที่ยอมรับ ระดับควำมน่ำสนใจของงำน ปริ มำณควำมร่ วมมือจำกสมำชิกที่จำำ เป็ นต้องมี ควำมจำำเป็ นในกำรใช้ปัญญำและ/หรื อกำรควบคุมในงำนที่ทำำ ควำมคุน้ เคยของผูป้ ฏิบตั ิงำนที่มีต่องำนที่ทำำ 53


Task Demands 

Steiner (1972) เสนอว่ำ  

กำรทำำงำนได้ดีหรื อไม่ข้ ึนอยูก่ บั ว่ำ input ของสมำชิกถูกเอำมำรวมกัน อย่ำงไร กระบวนกำรรวมงำนที่ข้ ึนอยูก่ บั ลักษณะของปั ญหำหรื อกิจกรรมของกลุ่ม เรี ยกว่ำ task demands

54


Task demands แตกต่ำงกันที่   

เป็ นงำนที่แบ่งเป็ นงำนย่อย ๆ ได้หรื อไม่ ต้องกำร output แบบใด มีกฏในกำรรวมงำนเพื่อให้ทำำ งำนได้สำำ เร็ จว่ำอย่ำงไร

55


Divisible or Unitary? Question

Component: Can the task be broken down into subtasks?

Task Type

Qualities

Examples

Divisible

Subcomponents can be identified and assigned to specific members

•Playing

a football game •Building a house •Preparing a six-course meal

Unitary

The task does not have subcomponents

•Pulling

on a rope •Reading a book •Solving a math problem

56


Quantity or Quality? Quantity versus quality: Is quantity produced more important than quality of performance?

Maximizing Quantity: The more produced the better the performance

•Generating

many

Optimizing

•Developing

the best

Quality: A correct or optimal solution is needed

ideas •Lifting a great weight •Scoring the most goals answer •Solving a math problem

57


Interdependence How are individual inputs combined to yield a group product?

Additive

Individual inputs are added together

•Pulling

a rope snow

Compensatory

Decision is made by averaging together individual decisions

•Estimating

Disjunctive

Group selects one solution or product from a pool of members’ solutions or products

•Picking

Conjunctive

All group members must contribute to the product for it to be completed

•Climbing

Discretionary

Group decides how individual inputs relate to group product

•Deciding

•Shoveling

a pig’s weight by asking 3 people to guess and averaging their guesses •Averaging ratings of job applicants one person’s answer to a math problem to be the group’s answer •Letting one art project represent the entire school a mountain •Eating a meal as a group

to shovel snow

together •Choosing to vote on the best answer to a problem


ประสิ ทธิภำพของกำรผลิตผลงำน 

Table 10-5

59


กลุ่มสำมำรถทำำได้เกินกว่ำศักยภำพหรื อไม่ Actual productivity = Potential productivity – Losses owing to faulty processes + Gains owing to good processes


Brainstorming 

กลุ่มระดมสมองเสนอควำมคิดน้อยกว่ำทำำคนเดียว เพรำะ     

Loafing Production blocking Evaluation apprehension Social matching effect Illusion of group productivity

61


กำรเพิ่มประสิ ทธิภำพให้แก่กำรระดมสมอง     

ได้รับกำรฝึ กให้รู้กฏเกณฑ์ของกำรระดมสมองและได้รับผลป้ อนกลับ Brainwriting ระหว่ำงและหลังกำรระดมสมอง หยุดพูดเพื่อให้คิดเป็ นระยะ ๆ มีเวลำเพียงพอ สมำชิกเตือนกันให้มุ่งประเด็น ไม่นอกเรื่ อง ไม่คุยกับคนข้ำง ๆ ไม่ ผูกขำดกำรพูด มีผนู้ ำำ กำรอภิปรำยที่มีทกั ษะ 62


เทคนิคอื่น ๆ  

Nominal Group Technique Electronic brainstorming

63


11-Performance  

1 2  คคคคคคคคคคค social facilitation 3  SF คคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค coaction คคค audience  คคคคคคค 40 คคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค...

Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you