Issuu on Google+

งานวันที่ 26 เมษายน 2554 -สรุปการบรรยาย “ร้านยาไทย ในภูมิทรรศน์ใหม่ของโลก เราจะอยู่กันอย่างไร” (Thai Drugstores in the New Global Landscape) โดย ภก. ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ การบรรยายประกอบด้วย 3 ประเด็นด้วยกัน คือ ประเด็นที่ 1 The World Ahead โลกในอีก 10 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ประเด็นที่ 2 The New Business Environment สิ่งแวดล้อมในการทําธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไป จากกระแสโลกาภิวัฒน์ ประเด็นที่ 3 Thai Drugstores in the New Competitive Landscape ร้านยาไทย ในการแข่งขันในเวทีโลก และถูกควบคุมด้วยกฎหมายต่างๆ เราจะอยู่รอด อย่างไร โลกไม่เหมือนเดิมต่อไป ที่ต่างคนต่างอยู่ แต่กระแสโลกาภิวัฒน์ทําให้มีการ ติดต่อสัมพันธ์กันมากขึ้น มีการเคลื่อนย้ายของทุน สินค้าและบริการ รวมทั้งความ คิด ทําให้โลกมีเลื่อนไหล เชื่อมโยงถึงกัน การเปลี่ยนแปลงเกิดจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ 1. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ 2. ปัจจัยทางภูมิอากาศ เช่น ภาวะโลกร้อน 3.ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ คือการโครงสร้างไม่สมดุลของประชากรของโลก 4.ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ โอกาสและภัยคุกคามร้านยา จากข้อมูลเมื่อปี 1980 ประเทศที่ร่ํารวยจะเป็น ประเทศใหญ่ เช่น อเมริกา ใน 30 ปีต่อมา รัสเซีย บราซิล จีน อยู่ใน 10 ลําดับของ ประเทศที่ร่ํารวย คาดการณ์ว่าอีก 10 ปี จีนจะร่ํารวยที่สุด ตามด้วยอเมริกา และ อินเดีย ซึงใน 10 ประเทศ จะมีประเทศอินโดนีเซียด้วย อนาคตเศรษฐกิจโลกจะ กระจุกตัวในเอเชีย ตัวขับเคลื่อนจะมาจาก 3 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ เอเชียตะวันออก นําโดย จีน เอเชียใต้ นําโดยอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นําโดยอาเซียน ต่อไป อาเซียนจะมีบทบาทในเศรษฐกิจโลก ซึ่งร้านยาจะต้องปรับตัวตาม ความมั่นคงในเอเชียทําให้ชนชั้นกลางมีบทบาทมาก โดยเฉพาะในจีน และ อินเดีย ในอินโดนีเซีย คาดว่าจะมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นถึง 50 ล้านคน มาเลเซีย คาด ว่าจะมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านคน และไทย คาดว่าจะมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นถึง


25 ล้านคน ชนชั้นกลางถือว่าเป็นศักยภาพทางการตลาดมหาศาล มีกําลังซื้อมาก ต้องการกินดีอยู่ดี ต้องการมาตรฐานชีวิตดีขึ้น เป็นโอกาสของร้านยา จะต้องปรับตัว และจะเข้าสู่โอกาสนี้ได้อย่างไร จากข้อมูลพบว่าชนชั้นกลาง จะต้องการ basic need คือ การศึกษา สุขภาพ การท่องเที่ยว เช่น สปา ประเทศไทยจะอยู่แบบคนเดียวไม่ได้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาเซียนจะรวมตัวเป็น หนึ่งเดียว เป็นชุมชนประชาคมอาเซียน จะทําให้ประชากรเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว ถ้าเรา เคยตองสนองได้ 40-50 ล้านคน จะขยายตัวเป็น 600 ล้านคน อนาคตอาเซียนอาจ รวมกับอีก 3 ประเทศ เป็น อาเซียน+3 คือรวมกับจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จะมีประชากร เป็น 2,000 ล้านคน แต่อาจยังไม่พอ อาจมีการรวมตัวกับอีก 3 ประเทศเพิ่ม อีกเป็น อาเซียน+6 คือเพิ่ม ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ จะมีประชากรขยายเป็น 3,000 ล้าน ถ้าเราพร้อมจะเป็นตลาดใหญ่ของเรา แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ปรับตัว คิดว่าสู้ ไม่ได้แน่ๆ คนอื่นก็จะเข้ามา มีการศึกษาวิจัยของธนาคารเอเชีย พบว่าภาวะโลกร้อน ถ้าประเทศไทยไม่ทํา อะไรเลย คนไทยจะมีผลผลิตข้าวลดลง 50% ทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น น้ํา ท่วมมากขึ้น มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ เช่น พลังงานทดแทน ก่อสร้างสมัยใหม่ อุตสาหกรรมที่เสียประโยชน์ เช่น พลังงานจาก ฟอสซิล รถยนต์ และการขนส่ง อนาคตโลกจะเกิดความไม่สมดุลของประชากร ประเทศที่ร่ํารวยจะมีประชากร น้อยลง เช่นใน ญี่ปุ่น จะมีแต่คนแก่ ในเกาหลี อีก 30 ปีข้างหน้า จะมีประชากรลดลง มีวัยทํางาน 30% แต่จะมีคนแก่มากกว่า 50% การที่ประเทศเหล่านี้มีคนแก่เพิ่ม มากขึ้น คนแก่จะออกมาอยู่ในประเทศที่มี service บริการที่ดี เป็นโอกาสของไทยใน อุตสาหกรรมแบบ long stay คือการที่คนแก่มาอยู่นาน 3 เดือน หรือ 1 ปี ถ้าเรามี ระบบสาธารณสุขที่ดี ระบบ emergency ที่ดี เขาจะเป็นกําลังซื้อที่มหาศาล อีก ทั้งประเทศไทย ปีนี้ก็เข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว รัฐบาลจะรับมืออย่างไร และร้านขายยาจะ ตอบรับอย่างไร ภัยก่อการร้าย เกิดเป็นเครือข่ายข้ามชาติ ก็ส่งผลกระทบต่อทั่วโลกและมาถึง ประเทศไทย ทําให้อนาคตคนอยู่ไปด้วยความเสี่ยง ทําให้ต่อไปต้องคํานึงถึงการ บริหารความเสี่ยง และความไม่แน่นอนด้วย Thai Drugstores in the New Competitive Landscape ร้านยา ไทยในการแข่งขันในเวทีโลกเป็นอย่างไร


อุตสาหกรรมยากําลังเปลี่ยนแปลงไป ในแง่ความเข้มในการแข่งขันมีมากขึ้น และ ความคาดหวังของผู้บริโภคมีมากขึ้น ในอดีตอุตสาหกรรมยาเป็นแบบ Reactive คือ รักษาตามอาการ เป็นโรคอะไร มีอาการอย่างไรก็รักษาตามนั้น ต่อมามีการ เปลี่ยนแปลงไปในเชิงป้องกัน ในทาง manage care มากขึ้น แต่ในปัจจุบันผู้ บริโภคมีกําลังซื้อมากขึ้น ความรู้มากขึ้น ต้องการ well being ทําไงสุขภาพดีตลอด เวลา อายุยืนยาวขึ้น ร้านยาจะต้องตอบสนองอย่างไร ภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณสุข นโยบายต่างๆกําลัง เปลี่ยนแปลงไป พยายามสร้างคลินิกชุมชน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น คลินิกชุมชนเป็นโอกาสหรือเป็นภัยคุกคามต่อร้านยา ถ้า ร้านยายังไม่ปรับปรุงตัวเองอาจเป็นภัยคุกคามแต่ถ้าเราปรับปรุงตัวเป็นร้านยา คุณภาพ เราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของคลินิกชุมชนนี้ ที่จะไปตอบโจทย์รัฐบาลที่ยาจะ เข้าถึงชุมชนได้มาก ต่อไปในอนาคต จะเป็นแบบ AEC คือ ภูมิภาคจะเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ซึ่ง การเป็นแบบนี้จะทําให้เกิดโอกาสหรือภัยคุกคาม โอกาสมาพร้อมๆกับภัยคุกคาม จะ เป็นโอกาสก็ต่อเมื่อเราเข้มแข็งแล้ว แต่จะเป็นภัยคุกคามเมื่อเราอ่อนแอไม่เตรียม พร้อม ซึ่งอีก 3-4 ปีข้างหน้า เราจะพัฒนาไปสู่อีกระดับหนึ่งของการแข่งขันในภูมิภาค ดังนั้นร้านยาจะต้องวางยุทธศาสตร์ของตัวเองอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดและสามารถสร้าง ความเจริญ การเติบโตของตัวเองได้ แต่หน้าที่ของร้านยามีสองส่วน คือ ส่วนที่เราจะ ต้อง interface มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า อีกส่วน คือ ส่วนที่อยู่ข้างหลังร้าน จะทํายังไง ให้ระบบมีประสิทธิภาพ มีต้นทุนที่ต่ําลง มีทางเลือกมากขึ้น เราต้องมองทุกอย่างเป็น ระบบ ในส่วนของการ deal กับลูกค้านั้น คือ เรื่องของการใกล้ชิดที่มากขึ้น การตอบ สนองต่อลูกค้า คุณภาพของการให้บริการ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือเรื่องความเชื่อมั่นที่ ลูกค้ามีต่อเรา อันนี้คือกุญแจความสําเร็จ ในอีกด้านคือ เรื่องการ operation ด้าน ใน ทํายังไงจะทําให้ต้นทุนต่ําลง ทําให้ตัวยาเราครบเครื่องได้อย่างไร ดังนั้นทั้งหมดนี้ ร้านยาไทยจึงจําเป็นต้องมี model ที่ทําให้ตนเองแข่งขันได้ อย่างน้อยก็ในภูมิภาคนี้ เรียกรวมๆ ได้ว่า 7Ss Model (Drugstore’s 7Ss Model) ตัวที่หนึ่ง คือ Standard มาตรฐาน กระทรวงสาธารณสุขพยายามเน้นย้ํา เรื่อง มาตรฐานร้านยาคุณภาพ ซึ่งร้านยามีหรือยัง แต่เพียงแค่มาตรฐานยังไม่พอ ยัง ต้องมี Service คือ การบริการ ซึ่งเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างให้ลูกค้าอยู่กับเรา อาจเป็นบริการในลักษณะของความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงการมีข้อมูล มีองค์ความรู้ใน


การวินิจฉัยในระดับสั้นๆ การติดตาม การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย Solution การให้คํา ตอบในลักษณะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน สาม ส่วนนี้เป็นด่านหน้า เป็นส่วนที่เรา interface กับลูกค้า แต่มีอีกส่วนในการที่จะ ปรับปรุงความสามารถในการทํากําไร คือ เรื่องของ Scale, Scope เป็นขอบเขต ของธุรกิจร้านยา จะเป็นร้านยาอย่างเดียวหรือควรจะมี Health care, Personal care หรือเรื่องอื่นที่มาผสมปนเป เพราะลูกค้าที่มาซื้อยาอาจไม่ได้มาซื้อยาอย่างเดียว ต้องการอย่างอื่นด้วย อาจเป็น cross selling คือ ซื้อโน่น พ่วงนี่ หลายอย่างใน เวลาเดียวกัน อีกอย่างคือ System คือ ระบบ สมาคมช่วยกันสร้างระบบเป็น โครงสร้างพื้นฐานที่สมาชิกนํามาใช้ร่วมกันได้อย่างไร แต่ทั้งหมด 6S นั้น ยังต้องมี S สุดท้าย คือ Skill ทักษะ Standard มาตรฐาน เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดในการทําธุรกิจ เพื่อให้เกิด customer confidence ลูกค้ามีความเชื่อมั่น Service การบริการ ร้านยาไม่เหมือนร้านอื่นๆ ทั่วไป คือ ซื้อมา ขายไป แต่ ร้านยาในอนาคตเพื่อที่จะทําให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นต่อร้าน คนขายต้องมีการสร้าง ความเชื่อมั่นผ่านข้อมูล ผ่านความสัมพันธ์ คิดถึง new media ในการสร้างความ แตกต่าง Solution กระบวนการต่างๆ ยาไม่เหมือนสินค้าอื่น บางส่วนเป็นเรื่องของ Psychological ในอนาคตร้านยาอาจมีหลายแบบ อาจเป็นร้านยาจ่ายยาในโรค ปกติธรรมดาหรือจ่ายให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เราอาจจะมีวิธีการให้เค้าเป็น member ตลอดไปได้อย่างไร อาจจะมีการวิเคราะห์ลูกค้า จะ segment ลูกค้าตามความ ต้องการของเค้า ตามพฤติกรรมการใช้ยา หรือตามความรู้ที่เค้ามีอยู่นั้น แตกต่างกัน ได้อย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น ร้าน Boots ที่ทําให้ตัวเองเป็น Health care industry ซึ่งมี Health product ที่ไม่ใช่แค่ยา แต่มีทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม ยัง ครอบคลุมถึง skin, hair cream, lotion รวมทั้งการวางแผนทําเรื่อง Diet แต่ไม่ เพียงเท่านั้นยังมีทุกอย่างที่ครอบคลุม Health care และ Health insurance ดังนั้นในอนาคตเราอาจจะมีเรื่อง Health insuranceอยู่ในร้านยาขายเหมือน ประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กับลูกค้าของเราได้หรือไม่ ในส่วนท้ายของ operation ที่ไม่เกี่ยวกับลูกค้า ร้านยาที่ต่างคนต่างอยู่นั้น ไม่มีพลัง ซึ่งร้านยานั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ Value business แต่เป็น profit oriented คือมีกําไรส่วนเกินค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับส่วนอื่น ซึ่ง value ของการ


ขายในแต่ละวันนั้นก็จะอยู่แค่ในร้าน ตรงจุดนี้เป็นปัญหาของเราที่เราจําเป็นต้องพ้นข้อ จํากัดว่าเราจะมี scale หรือขอบเขตของการทํางานที่มากขึ้นได้อย่างไร ตรงนี้ทําเอง ได้ระดับหนึ่ง มีบางรายที่ทําได้ แต่อีกเยอะแยะยังทําไม่ได้ ดังนั้นต้องใช้พลังของเครือ ข่ายของสมาคมในการที่จะยกระดับตัวเองให้มากขึ้น มีศูนย์รวมทั้งเรื่องการจัดหา เภสัชกร การจัดการบัญชี ได้อย่างไร จากที่กล่าวมานั้น 7Ss Model เพียงพอหรือไม่ ในการที่จะทําให้มีความ สามารถในการแข่งขัน ในการที่จะตอบรับภัยคุกคามหรือโอกาสในอนาคต ซึ่งแบ่ง ยุทธศาสตร์ของร้านยาได้ 3 ระดับ คือ ยุทธศาสตร์ระดับแรก คือ ต้องปรับปรุงตัวเอง (Self Improvement) คือ 7Ss Model ปรับปรุงในเรื่อง standard, service, solution, scale, scope, system, skill ซึ่งอาจไม่เพียงพอ อีก ระดับที่สอง คือ ต้องมีพลังที่เพิ่มขึ้น เป็นพลังของความร่วมมือของคนในธุรกิจเดียวกัน ทํายังไงที่จะทําให้เกิด industry collaboration ตรงนี้จะทําอย่างไรที่จะทําให้กฎ กติกาให้ร้านยาในละแวกเดียวกันนั้นไม่ทําสงครามราคายา ซึ่งมีแต่ทําให้เกิด lose lose แต่จะทํายังไงให้เกิด win win ซึ่งยังมีอีกหลายวิธีที่ดีกว่าจะมานั่งตัดราคา กันเอง ในระดับที่สองนี้เพื่อจะตอบโจทย์ในอนาคตเราจะต้องทํา capacity training คือ การ training ครั้งใหญ่ ยกระดับผู้ประกอบการมืออาชีพ ระดับสาม จําเป็นจะต้องได้รับการเติมเต็มด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐหรือภาคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขต้องการให้เราเป็นร้านยาคุณภาพ ซึ่งจะ ต้องมีการปรับปรุง มีการลงทุนอีกมาก แต่ถามว่า เงินจะมาจากไหน ดังนั้นเราควรช่วย กันขบคิด โดยอาจจะตั้งเป็น กองทุนร้านยาไทย ในลักษณะเงินกู้ดอกเบี้ยต่ํา ซึ่งทําให้ เราสามารถที่จะยกระดับตัวเองจากที่เป็นอยู่ไปเป็นร้านยาคุณภาพได้หรือไม่ ในขณะ เดียวกันถ้าเราใช้พลังของพวกเราเองมากขึ้น โดยให้ชมรมทํา cross การันตีได้หรือ ไม่ จะได้มีโอกาสนําเงินมาพัฒนาร้าน ยกระดับร้านได้หรือไม่


Journal