Page 1


คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน ISBN : 974-422-157-7 พิมพ์ครั้งที่ 1 : สิงหาคม 2548 จำนวนพิมพ์ : 2,000 เล่ม พิมพ์ที่ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด


คำปรารภ ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นโรคที่พบได้ในทุกกลุ่มอายุ ส่งผลร้าย ต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรคอ้วนเป็นปัจจัยของการเกิดโรคเกือบทุกระบบของ ร่างกาย โดยเฉพาะโรคที่ต้องมีการดูแลในระยะยาวนาน เช่น โรคของระบบหลอดเลือดและหัวใจ เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินสุลิน โรคข้อ โรคมะเร็ง เป็นต้น กรมการแพทย์ในฐานะหน่วยงานวิชาการ มีนโยบายในการ ดูแลสุขภาพและตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันภาวะ แทรกซ้อนอันเนื่องมาจากโรคอ้วน จึงได้จัดทำคู่มือแนวทาง การดูแลรักษาโรคอ้วน เพือ่ ให้บคุ ลากรทางด้านสาธารณสุขใช้เป็น แนวทางในการป้องกันการเกิดโรคอ้วน ภาวะแทรกซ้อน และดูแล รักษาผู้ป่วยโรคอ้วน ได้อย่างถูกต้อง ท้ า ยนี ้ ผมขอขอบคุ ณ คณะผู ้ เ ชี ่ ย วชาญ คณะทำงาน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ และหวังว่าหนังสือ คูม่ อื แนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน จะเป็นประโยชน์ตอ่ บุคลากร ทางด้ า นสาธารณสุ ข และผู ้ ท ี ่ ใ ห้ ค วามสนใจต่ อ ภาวะสุ ข ภาพ ต่อไป

(นายแพทย์ชาตรี บานชื่น) อธิบดีกรมการแพทย์


คำนำ โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคต่างๆ โดยเฉพาะ โรคที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อสุขภาพร่างกายซึ่งกระทบต่อ ค่าใช้จ่ายในการรักษา และผู้ให้การดูแล โดยโรคที่เกิดจาก โรคอ้วนที่พบได้บ่อย คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดัน โลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินสุลิน ข้ออักเสบ โรคมะเร็ง และอื่นๆ เป็นต้น เพื่อช่วยให้สามารถป้องกันและลดความรุนแรงของโรค และพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องที่ทำให้เกิดโรคอ้วน และจากกลยุทธ์ ทางด้านการบริการสุขภาพในแนวการรักษาสู่การปรับเปลี่ยน เป็นส่งเสริมและป้องกันโรค การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนจึงปรับ ไปในแนวทางการป้องกันต้นเหตุของการเกิดมากกว่าการรักษา สถาบั น เวชศาสตร์ ผ ู ้ ส ู ง อายุ ศู น ย์ ส มเด็ จ พระสั ง ฆราช ญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ จังหวัดชลบุรี จึงได้จัดทำโครงการ ผลิตคูม่ อื แนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วนสำหรับบุคลากรทางด้าน สาธารณสุขขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันโรคหรือภาวะ แทรกซ้อนอันเนื่องมาจากโรคอ้วน รวมทั้งส่งเสริมสุขภาพแก่ ประชาชนและผู ้ ร ั บ บริ ก ารทั ่ ว ไป เพื ่ อ ที ่ จ ะก้ า วสู ่ ว ั ย สู ง อายุ อย่างมีสุขภาวะ

(แพทย์หญิงวราภรณ์ ภูมิสวัสดิ์) ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ


สารบัญ เรือ่ ง

หน้า

สถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับโรคอ้วน............................ 8 คำจำกัดความ ......................................................... 12 กลไกการสะสมไขมันในร่างกายนำไปสูโ่ รคอ้วน ........ 13 กระบวนการเกิดความอ้วน ...................................... 15 สาเหตุของการเกิดโรคอ้วน ..................................... 17 การตรวจวินิจฉัยโรคอ้วน ........................................ 19 ประเภทของโรคอ้วน ............................................... 28 ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน ........................................ 29 แนวทางการป้องกันโรคอ้วน ........................................ 38 การดูแลรักษาโรคอ้วน โภชนบำบัดเพือ่ ลดและควบคุมน้ำหนัก .................... 41 การออกกำลังกายเพือ่ ควบคุมและลดน้ำหนัก ........... 51 ยาและผลิตภัณฑ์ทใ่ี ช้ในสำหรับลดน้ำหนัก ............... 66 ศัลยกรรมกับโรคอ้วน.............................................. 72 บรรณานุกรม............................................................... 76 ภาคผนวก ................................................................... 83


สารบัญตาราง ตารางที่

หน้า

1

แสดงค่าใช้จา่ ยในการรักษาโรคอ้วนของ............ 11 ประเทศต่างๆ

2

แสดงแนวทางตัดสินโรคน้ำหนักตัวน้อย ............ 21 และโรคอ้วนในผู้ใหญ่อายุมากกว่า 20 ปี โดยดัชนีมวลกาย

3

แสดงแนวทางการตัดสินโรคอ้วนลงพุง .............. 22 ในผู้ใหญ่ชาวเนเธอร์แลนด์อายุ 20 - 59 ปี โดยใช้เส้นรอบวงเอว

4

แสดงเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ...................... 26

5

แสดงค่าดัชนีมวลกาย ...................................... 86


สารบัญภาพ ภาพที่

หน้า

1

สมองส่วนไฮโปทาลามัส .................................... 14

2

การผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร ............................. 72 Vertical - banded gastroplasty หรือ Kuzmak adjustable silastic band

3

แสดงการดูดไขมัน Liposuction ....................... 74


สถานการณ์ในปัจจุบน ั เกีย่ วกับโรคอ้วน ปั จ จุ บ ั น โรคอ้ ว นเป็ น โรคที ่ ส ่ ง ผลร้ า ยต่ อ ภาวะสุ ข ภาพ ร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก พบได้มาก ในทุกกลุ่มอายุ โดยอัตราความชุกของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2543 กลุ่มอายุ 18 - 29 ปี, 30 - 39 ปี, 40 - 49 ปี, 50 - 59 ปี, 60 - 69 ปี และ 70 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 13.50, 20.20, 22.90, 25.60, 22.90 และ 15.50 ตามลำดั บ (1) ใน ประเทศออสเตรเลี ย สำรวจพบอั ต ราความชุ ก โรคอ้ ว นในปี พ.ศ. 2523 ในกลุ่มอายุ 25-64 ปี ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่พบ ความชุกร้อยละ 7.10 และจากการสำรวจในปี พ.ศ. 2542-2543 ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่อาศัยอยู่ในชนบทพบผู้ป่วยอ้วน ร้อยละ 18.40(2) ส่วนอัตราความชุกของโรคอ้วนในประเทศไทย จากการรายงานของกรมอนามัย ปี พ.ศ. 2534 พบว่ามีอัตรา เพิ ่ ม ขึ ้ น ในทุ ก กลุ ่ ม อายุ ซึ ่ ง อั ต ราความชุ ก สู ง สุ ด ในกลุ ่ ม อายุ 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 40-49 ปี, กลุ่มอายุ 50-59 ปี, และกลุ่มอายุ 30-39 ปี คิดเป็นร้อยละ 40.20, 35.00 และ 29.80 ตามลำดับ(3) จากตัวเลขดังกล่าวพบว่าอัตราความชุกสูงสุดของ โรคอ้วนนั้นมักอยู่ในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป จากอัตราความชุกโรคอ้วนที่ค่อนข้างสูงในกลุ่มผู้เริ่มเข้า เกณฑ์สูงอายุและผู้สูงอายุนั้น ทำให้มีการศึกษาถึงสาเหตุต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ดังเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำ การศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 7,080 คน พบว่า

8

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


โรคอ้ ว นมั ก มี ค วามเกี ่ ย วข้ อ งกั บ การขาดความรู ้ เ กี ่ ย วภาวะ สุ ข ภาพ การเปลี ่ ย นแปลงทางด้ า นร่ า งกาย รวมทั ้ ง ขาดการ แลกเปลีย่ นข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ(4) นอกจากนีจ้ ากการติดตาม ภาวะสุขภาพของศูนย์ควบคุมดูแลและป้องกันโรคของประเทศ สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ร้อยละ 37.00 ได้รับ คำแนะนำให้ออกกำลังกาย ร้อยละ 35.00 พบว่าออกกำลังกาย ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และร้อยละ 28.00 ไม่มีการออกกำลังกาย(5) การขาดการเอาใจใส่ในภาวะสุขภาพ ดังกล่าว ส่งผลต่อผูส้ งู อายุโรคอ้วนระยะยาว และได้มกี ารทำนาย ภาวะโรคอ้วนกับการดูแลตนเองในอีก 15 ปีขา้ งหน้า (ค.ศ. 2020) จะพบว่า ผูส้ งู อายุ 50-69 ปี ร้อยละ 18 - 20 จะมีความยากลำบาก ในการอาบน้ำ การแต่งกาย การเดินและการทรงตัว นอกจากนี้ โรคอ้วนยังมีผลเสียต่อสุขภาพ(4) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ผู้ป่วยสูงอายุเพศชายในประเทศอังกฤษในช่วงอายุ 60-79 ปี จำนวน 4,232 คน พบว่าผู้ชายที่อยู่ในเกณฑ์อ้วนมีปัจจัยเสี่ยง เป็น 2 เท่าของชายสูงอายุปกติ ในการเกิดโรคหัวใจ และเสี่ยง เป็น 3 เท่าในการเกิดโรคเบาหวาน นอกจากปัญหาของระบบ หั ว ใจและหลอดเลื อ ดแล้ ว ยั ง พบว่ า โรคอ้ ว นเป็ น สาเหตุ ข อง การเกิดโรคมะเร็ง ข้อเสื่อม โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ และ ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตอีกด้วย(6) นอกจากโรคอ้วนจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและ จิตใจแล้ว ยังส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจหรือค่าใช้จ่าย ของโรคอ้วน (Economic costs of overweight and obesity) โดยการรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ค.ศ. 2000 คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

9


ได้มีการศึกษาค่าใช้จ่ายจากโรค (cost of illness study) ซึ่งเป็น วิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้คาดการณ์ผลกระทบทางการเงิน (financial impact) ของโรคในชุมชน ซึง่ ค่าสูญเสียทางเศรษฐกิจ (economic cost) ของโรคอ้วนนั้นจะรวมถึง 1. ค่าใช้จ่ายโดยตรง (direct cost) เป็นค่าใช้จ่ายจากการ รักษาพยาบาลโรคทีเ่ กิดจากโรคอ้วนโดยตรง ซึง่ รวมถึงค่าบริการ สุขภาพทั้งผู้ป่วยและครอบครัว และค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้บริการ ด้วย 2. ค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นรูปธรรม (intangible cost) เป็น ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของแต่ละคนในเรื่องคุณภาพชีวิตที่กระทบ กับโรคอ้วน 3. ค่าใช้จ่ายทางอ้อม (indirect cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิด จากการสูญเสียผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เช่น ผลผลิตลดลง จากคนขาดงานหรือเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคอ้วนของประเทศต่างๆ (International cost of obesity) ในประเทศที่พัฒนาแล้วดังตารางที่ 1

10

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

11

1989-1990 1992 1981-1989 1994

ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา

30 27 25 29

A$ 464 million FF 12,000 million NLG 1,000 million US$ 45 - 800 million

ค่าใช้จ่าย โดยตรง

คิดเป็นร้อยละ ของงบประมาณ ทางสุขภาพ ของประเทศ 2% 2% 4% 6.8 %

ตารางที่ 1 แสดงค่าใช้จา่ ยในการรักษาโรคอ้วนของประเทศต่างๆ

ปี ค.ศ.

ประเทศ

ดัชนี มวลกาย กก./ม.2


คำจำกัดความของโรคอ้วน องค์การอนามัยโลก(7) : โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากการที่มีปริมาณไขมันในร่างกาย (Body fat) มากกว่า ปกติจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(8) : โรคอ้วนคือ สภาวะร่างกายมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติโดยมีการ สะสมของไขมันใต้ผวิ หนัง ซึง่ วัดได้โดยน้ำหนักเกินจากมาตรฐาน ตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป โดยใช้น้ำหนักมาตรฐานซึ่งอยู่ในส่วนสูง ระดับเดียวกัน หรือน้ำหนัก ส่วนสูง เทียบค่ามาตรฐานน้ำหนัก ส่ ว นสู ง ของประชาชนไทย อายุ 1 วั น - 19 ปี อยู ่ ร ะหว่ า ง percentile ที ่ 90-97 จั ด เป็ น กลุ ่ ม ที ่ ม ี น ้ ำ หนั ก มากกว่ า ปกติ (เริ่มอ้วน) และ percentile ที่ 97 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน กำพล ศรีวัฒนกุล(9) : โรคอ้วนหมายถึงภาวะที่มีการสะสม ไขมันส่วนเกินจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและจะเกิดเมื่อได้รับ ปริมาณสารอาหารมากกว่าพลังงานทีถ่ กู ใช้ไป จากความหมายทีม่ ผี กู้ ล่าวไว้ขา้ งต้น อาจสรุปได้วา่ โรคอ้วน คือ สภาวะร่างกายทีม่ นี ำ้ หนักตัวมากกว่าปกติ เกิดจากการสะสม ของไขมันใต้ผิวหนังมากกว่าปกติจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ

12

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


กลไกการสะสมไขมันในร่างกายทีน่ ำไปสูโ่ รคอ้วน การควบคุมการกินและการอิม ่ (feeding and satiety) การควบคุ ม ความอยากอาหาร พบว่ า มี ห ลายปั จ จั ย ที ่ เกี่ยวข้อง ซึ่งสมองส่วน ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) มี ความสำคัญในการควบคุมการกินและการอิ่ม ในปี พ.ศ. 2494 ได้ ม ี ก ารศึ ก ษาวิ จ ั ย ในหนู (10) โดยการทำลายบางส่ ว นของ ไฮโปทาลามัส พบว่ามีผลต่อการกินอาหาร จากนั้นจึงได้มีการ ศึ ก ษาถึ ง ความสำคั ญ ของไฮโปทาลามั ส ต่ อ การกิ น อาหาร อย่ า งกว้ า งขวาง และในปี พ.ศ. 2546 (11) มีก ารศึ ก ษาใน กระต่ายก็พบเช่นเดียวกันกับสัตว์อื่นๆ คือ การทำลายบริเวณ เวนโทรมิเดียของไฮโปทาลามัส (Ventromedial hypothalamus : VMH) ทั้งสองข้างจะทำให้สัตว์ทดลองอ้วนมาก เพราะมีการ กินอาหารและดื่มน้ำมากขึ้น แต่ถ้ามีการทำลายบริเวณด้าน ข้างของไฮโปทาลามัส (lateral hypothalamus area : LAH) ทั ้ ง สองข้ า ง สั ต ว์ ท ดลองจะหยุ ด กิ น อาหารและหยุ ด ดื ่ ม น้ ำ จนกระทั่งตายเนื่องจากขาดน้ำ (dehydration) ในทางตรงข้าม ถ้ากระตุ้นบริเวณด้านข้างและแนวกลาง (ventromedial) ของ ไฮโปทาลามั ส ด้ ว ยกระแสไฟฟ้ า จะได้ ผ ลตรงกั น ข้ า มกั บ การทำลาย ทำให้เชื่อว่าศูนย์การกิน (feeding center) อยู่ บริเวณด้านข้างของไฮโปทาลามัส และศูนย์การอิ่ม (satiety center) อยู่บริเวณด้านข้างและแนวกลางของไฮโปทาลามัส คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

13


ภาพที่ 1 สมองส่วนไฮโปทาลามัส(12)

14

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


กระบวนการเกิดความอ้วน ความอ้ ว นเกิ ด จากการมี ไ ขมั น สะสม (13) ในอวั ย วะ ต่างๆ ทั่วร่างกาย แต่ที่พบบ่อย คือ บริเวณใต้ผิวหนังและอยู่ บนยอดไตทั ้ ง สองด้ า น ไขมั น เปรี ย บเสมื อ นกั น ชนหรื อ เบาะ ให้กับอวัยวะภายใน ดังนั้น จะพบไขมันได้ตามอวัยวะภายใน ช่องท้อง ในเพศชายพบว่าไขมันมักจะไปสะสมบริเวณหน้าอก ท้องและก้น ผู้ชายอ้วนจึงมีรูปร่างเหมือนลูกแอ๊ปเปิ้ล (Apple shape) ส่ ว นเพศหญิ ง พบว่ า ไขมั น มั ก สะสมที ่ เ ต้ า นม เอว และก้น รูปร่างจึงออกไปในแนวลูกแพร์ (pear shape) ร่างกายของเรามีเนื้อเยื่อไขมันอยู่ 2 ชนิด คือ ไขมันสีขาว (White fat) และไขมั น สี น ้ ำ ตาล (brown fat) ไขมั น สี ข าว มีความสำคัญในการเผาผลาญเพื่อให้ได้พลังงาน ทำหน้าที่เป็น ฉนวนกันความเย็น และเป็นเสมือนเบาะกันกระแทก ส่วนไขมัน สีน้ำตาลส่วนใหญ่จะพบในเด็กทารก เมื่อร่างกายได้รับไขมัน เข้ า ไปในร่ า งกาย ไขมั น ส่ ว นใหญ่ อ ยู ่ ใ นรู ป ไตรกลี เ ซอร์ ไ รด์ (triglyceride) ซึ ่ ง ถู ก ทำให้ แ ตกตั ว โดยน้ ำ ดี แตกออกเป็ น เม็ ด เล็ ก เรี ย กว่ า ไมเซลล์ (micelle) จากนั ้ น ตั บ อ่ อ นจะหลั ่ ง เอนไซม์ไลเปส (lipase) ไปจับที่ผิวไมเซลล์ ทำให้ไขมันยิ่ง แตกตัวเป็นชิ้นเล็กลงไปอีก และในบริเวณลำไส้นี้เอง ไขมัน ชิ้นเล็กๆ นี้จะถูกประกอบขึ้นใหม่เป็นโมเลกุลไขมันที่เรียกว่า ไคโลไมครอน (chylomicron) และมีสารโปรตีนมาเคลือบเพื่อ ให้ไขมันละลายน้ำได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นไคโลไมครอนก็จะถูก ปล่อยเข้าไปในระบบน้ำเหลือง ซึ่งจะไปบรรจบกับหลอดเลือดดำ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

15


โมเลกุลไขมันนี้ก็จะเข้าไปในกระแสเลือดและส่วนอื่นๆ ของ ร่างกายได้ และเมื่อโมเลกุลนี้เข้าไปในกระแสเลือดจะอยู่ได้ ประมาณ 8 นาทีก็จะถูกเอนไซม์ ที่เรียกว่า ไลโปโปรตีนไลเปส (lipoproteinlipase) ย่อยให้แตกตัวเป็นกรดไขมัน เอนไซม์ พวกนี้พบได้ในผนังเส้นเลือด ในเนื้อเยื่อไขมัน เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของเอนไซม์ไลโปโปรตีนไลเปส ขึ้นอยู่กับระดับของอินซูลิน (insulin) ในร่างกาย มีการดูดซึม กรดไขมันจากเลือดเข้าสูเ่ ซลล์ไขมัน เซลล์กล้ามเนือ้ และเซลล์ตบั จากนั ้ น จะถู ก เปลี ่ ย นเป็ น โมเลกุ ล ไขมั น โดยการกระตุ ้ น ของ อินซูลิน และเก็บสะสมไปที่เซลล์ไขมันทั่วร่างกาย(14)

16

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


สาเหตุของการเกิดโรคอ้วน โรคอ้ ว นเป็ น ปั ญ หาสุ ข ภาพโดยส่ ว นใหญ่ ส ื บ เนื ่ อ งมา จากนิสัยการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง สภาพร่างกายที่ แตกต่างกัน และวิถีชีวิตของแต่ละคน ได้แก่ 1. โรคอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการกิน ได้แก่ 1.1 การรับประทานอาหารมากเกินไป ร่วมกับการ ขาดการออกกำลั ง กาย กล่ า วคื อ พลั ง งานที ่ ไ ด้ ร ั บ จากการ รั บ ประทานมากกว่ า พลั ง งานที ่ ใ ช้ ไ ปในการออกกำลั ง กาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน และอาหารแคลอรี่สูง เช่น หนังไก่ทอด มันหมู หมูสามชัน้ ขาหมู ครีม เค้ก ฯลฯ จนเกิดการสะสมเป็นเซลล์ไขมัน อยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง 1.2 ความผิดปกติที่สมองส่วนไฮโปธาลามัส ทำให้การ ควบคุมการกินผิดปกติ 2. โรคอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการขาดการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ 3. โรคอ้วนทีเ่ กิดจากภาวะทางด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น 4. โรคอ้วนที่เกิดจากพันธุกรรม ถ้าพ่อแม่เป็นโรคอ้วน ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคอ้วนสูง 5. โรคอ้ ว นที ่ เ กิ ด จากความผิดปกติของการทำงานของ ต่ อ มไร้ ท ่ อ ทำให้ ก ารผลิ ต ฮอร์ โ มนบางชนิ ด ผิ ด ปกติ เช่ น คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

17


Cushing’s Syndrome โดยสาเหตุของโรคนี้เกิดจากความ ผิดปกติของสเตียรอยด์ฮอร์โมนในร่างกาย จนทำให้อ้วนบริเวณ ใบหน้า ลำตัว ต้นคอด้านหลัง แต่แขนขาจะเล็ก และไม่มีแรง การรักษาจะต้องรักษาที่ต้นเหตุคือ ฮอร์โมนที่มีความผิดปกติ จึงจะรักษาโรคอ้วนชนิดนี้ได้ 6. พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสมทำให้ มีการใช้พลังงานต่ำ และทำให้เสียโอกาสในการทำกิจกรรม หรือ ออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การจราจรติดขัด ในกรุ ง เทพฯ ทำให้ ค นส่ ว นใหญ่ ต ้ อ งนั ่ ง บนรถยนต์ ห ลาย ชั่วโมงต่อวัน ลักษณะงานที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา เป็นต้น

18

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


การตรวจวินจิ ฉัยโรคอ้วน น้ ำ หนั ก ตั ว ประกอบด้ ว ยมวลไขมั น และมวลไร้ ไ ขมั น การวัดปริมาณไขมันในช่องท้อง และไขมันใต้ผิวหนังบริเวณ หน้ า ท้ อ ง อั ต ราส่ ว นเส้ น รอบวงเอวต่ อ เส้ น รอบวงสะโพก จะบอกได้ว่า เป็นโรคอ้วนลงพุงหรือไม่ แต่ถ้าเป็นการวินิจฉัยว่า เป็นโรคอ้วนทั้งตัวหรือไม่ เพื่อให้ได้คำตอบที่แน่นอน ก็ต้องวัด ดูว่า ปริมาณไขมันในร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใดซึ่งต้องใช้ เครื่องมือพิเศษ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในทางปฏิบัติจึงนิยม ใช้การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย เพื่อวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัว ประเภทของการวินิจฉัยโรคอ้วน แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1. คำนวณค่ า ดั ช นี ม วลกายหรื อ ค่ า ดั ช นี ค วามหนาของ ร่างกาย (body mass index : BMI) 2. การคำนวณจากความสูง 3. อัตราส่วนเส้นรอบวงเอวต่อเส้นรอบวงสะโพก (waistover-hip circumference ratio : WHR) 4. การวัดเส้นรอบวงเอว 5. การใช้ตารางมาตรฐาน โดยใช้ตารางเทียบส่วนสูงกับ น้ำหนักที่ควรจะเป็น 6. การวัดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (% body fat) 7. การประเมิ น ปั ญ หาไขมั น ใต้ ผ ิ ว หนั ง หรื อ เซลลู ไ ลท์ (cellulite) คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

19


ประเภทที่ 1 ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) คือค่าที่ได้จากการนำน้ำหนักตัวและส่วนสูง มาคำนวณ เพื่อประเมินหามวลไขมันในร่างกาย ซึ่งค่าดังกล่าวนิยมใช้ใน การคำนวณอย่างแพร่หลาย เนื่องจากคำนวณง่าย และสามารถ ใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ โดยดัชนีมวลกายหรือดัชนีความหนาของร่างกาย (BMI) เป็นมาตรการที่เหมาะสม สำหรับใช้ประเมินภาวะการสะสม พลังงานในผู้ใหญ่ ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ดัชนีมวลกาย (BMI) =

น้ำหนักตัว (หน่วยกิโลกรัม) ความสูง2 (หน่วยเมตร2)

เกณฑ์การตัดสินค่าดัชนีมวลกาย(body mass index : BMI) ที่เสนอแนะให้ใช้ในคนไทย องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้คนปกติมีค่า ดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 กก./ม.2 จัดเป็นโรคน้ำหนักตัว น้อย (under weight) และมากกว่าหรือเท่ากับ 25 กก./ม.2 จัด เป็นโรคน้ำหนักตัวเกิน (overweight) และได้แบ่งความรุนแรง ของโรคน้ำหนักตัวเกิน (overweight) เป็น 4 ระดับคือ น้ำหนักเกิน อ้วน ระดับ 1 อ้วนระดับ 2 และอ้วนระดับ 3 โดยบุคคลเหล่านี้ มีด ั ช นี ม วลกายเท่ า กั บ 25.0-29.9 30.0-34.9 35.0-39.9 และมากกว่า 40.0 กก./ม.2 และผู้ที่มีดัชนีมวลกาย 17.0-18.49,

20

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


16.0-16.99 และน้อยกว่า 16.0 กก./ม.2 จัดเป็นโรคผอมระดับ 1 2 และ 3 ตามลำดับ ส่วนตารางค่าดัชนีมวลกายนำเสนอใน รูปแบบตารางในภาคผนวก เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับข้อเสนอแนะขององค์การ อนามัยโลก และไม่ก ่อให้เกิดผลกระทบต่อข้อมูลที่ศ ึกษาใน ประเทศไทยไว้แล้ว จึงจัดให้มีการใช้เกณฑ์การตัดสินค่าดัชนี มวลกายที่เสนอแนะให้ใช้ในคนไทย ดังตารางที่ 2 ภาวะ

ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) (กก./ม.2)

โรคผอม ระดับ 3 ระดับ 2 ระดับ 1 b ระดับ 1 a

< 16.00 16.00 - 16.99 17.00 - 18.49 18.50 - 19.99

ปกติ โรคอ้วน ระดับ 1 a ระดับ 1 b ระดับ 2 ระดับ 3

20.00 - 24.99 25.00 - 29.99 30.00 - 34.99 35.00 - 39.99 > 40.00

ตารางที่ 2 แสดง แนวทางการตัดสินโรคน้ำหนักตัวน้อยและ โรคอ้วนในผู้ใหญ่อายุ > 20 ปี โดยดัชนีมวลกาย (ดัดแปลงจาก WHO พ.ศ. 2541)(6) คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

21


ประเภทที่ 2 เส้นรอบเอว การวั ด เส้ น รอบวงเอวระดั บ สะดื อ เพื ่ อ ตั ด สิ น โรคอ้ ว น มีข้อดีหลายประการ คือการวัดทำได้ง่าย ไม่สัมพันธ์กับส่วนสูง มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ body mass index และเป็น ดัชนีที่คาดคะเนมวลไขมันในช่องท้อง และไขมันในร่างกาย ทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์สากล เพื่อ ตัดสินอ้วนลงพุงโดยเส้นรอบวงเอว เนือ่ งจากประชากรแต่ละกลุม่ มีความแตกต่างกันในเรื่องของความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ที่สัมพันธ์ กับเส้นรอบวงเอว ความกว้ า งของรอบเอวก็ ม ี ค วามสำคั ญ ในยุ โ รปถื อ ว่ า ผูช้ ายทีร่ อบเอวกว้างกว่า 102 เซนติเมตร และในผูห้ ญิงกว้างกว่า 88 เซนติเมตร ถือว่าเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วน แต่ สำหรับคนเอเชียใช้คา่ 90 เซนติเมตร ในผูช้ าย และ 80 เซนติเมตร ในผูห้ ญิง ในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้มีการศึกษาในผู้ชาย 2,183 คน และผู้หญิง 2,698 คน ในกลุ่มอายุ 20 - 59 ปี ซึ่งผลการศึกษา ดังตารางที่ 3 เพศ ชาย หญิง

ความเสีย่ งของภาวะแทรกซ้อนทางเมตะบอลิซมึ ทีส่ ม ั พันธ์กบ ั โรคอ้วน เพิ่ม เพิ่มมาก --------------------------------

94 ≥ 80 ≥

102 ≥ 88

ตารางที่ 3 แสดงแนวทางการตัดสินโรคอ้วนลงพุงในผู้ใหญ่ชาว เนเธอร์แลนด์อายุ 20 - 59 ปี โดยใช้เส้นรอบวงเอว(6)

22

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ประเภทที่ 3 อัตราส่วนเส้นรอบวงเอวต่อเส้นรอบวง สะโพก (waist-over-hip circumference ratio : WHR) อัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงเอวต่อเส้นรอบวงสะโพก คำนวณได้จาก เส้นรอบวงเอว เส้นรอบวงสะโพก โดยทำการวัดเส้นรอบวงเอวที่บริเวณระดับสะดือ และ เส้นรอบวงสะโพกที่ส ่วนนูนที่ส ุดของสะโพก เส้นรอบวงเอว เป็ น ดั ช นี ท ี ่ ค าดคะเนมวลไขมั น ในช่ อ งท้ อ ง และไขมั น ใน ร่ า งกายทั ้ ง หมด ส่ ว นเส้ น รอบวงสะโพกให้ ข ้ อ มู ล ด้ า นมวล กล้ามเนื้อ และโครงสร้างกระดูกบริเวณสะโพก สำหรับค่าอัตรา ส่ ว นเส้ น รอบวงเอวต่ อ เส้ น รอบวงสะโพกที ่ ใ ช้ ใ นการตั ด สิ น โรคอ้วนลงพุงในผู้ชายไทยและผู้หญิงไทย คือ เกณฑ์ของ Bjorntorp : ผู้ชายที่มีอัตราส่วนเส้นรอบวงเอว ต่อเส้นรอบวงสะโพก > 1.0 และผู้หญิงที่มีอัตราส่วนนี้ > 0.8 จัด เป็นผู้ที่เป็นโรคอ้วนลงพุง WHO Consulation on obesity : ได้อิงเกณฑ์ของ James ใช้อัตราส่วนรอบวงเอวต่อเส้นรอบวงสะโพก > 1.0 และ > 0.85 ในการตัดสินโรคอ้วนลงพุงในผู้ชาย และผู้หญิงตามลำดับ ประเภทที่ 4 การใช้ตารางมาตรฐาน โดยใช้ตารางเทียบ ส่วนสูงกับน้ำหนักทีค่ วรจะเป็น การใช้ตารางมาตรฐาน โดยใช้ตารางเทียบส่วนสูงกับ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

23


น้ำหนักที่ควรจะเป็น โดยกำหนดว่าอ้วน เมื่อเท่ากับหรือเกิน ร้อยละ 20 ของค่าสูงสุดของเกณฑ์มาตรฐาน ประเภทที ่ 5 การวั ด เปอร์ เ ซ็ น ต์ ไ ขมั น ในร่ า งกาย (percentile body fat) เนื่องจากน้ำหนักตัวเป็นสิ่งกำหนดถึงน้ำหนักรวมของ ทุกส่วนในร่างกาย แต่มไิ ด้คำนึงถึงส่วนประกอบต่างๆ ในร่างกาย เลย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินว่าปริมาณไขมัน ที่มีอยู่ในร่างกายนั้นมากน้อยแค่ไหน บางคนที่มีกล้ามเนื้อมาก อาจพบว่าน้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็นบ้าง แต่ก็มิได้ก่อให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพ ทั้งนี้เพราะน้ำหนักของกล้ามเนื้อมีมากกว่า ไขมันถึง 7 เท่า ในกรณีที่มีมวลเท่ากัน และประเด็นสำคัญที่เรา ต้ อ งการลดน้ ำ หนั ก คื อ ลดไขมั น ส่ ว นเกิ น และไม่ ค วรจะเสี ย กล้ามเนื้อ กระดูกและน้ำไป ในการประเมินเปอร์เซ็นต์ไขมันสามารถทำได้หลายวิธี อาทิเช่น วิธีการวัดความหนาของผิวหนังโดยอาศัยเครื่องมือ รูปร่างคล้ายวงเวียนวัด (skin fold calipers) ผู้ทำการวัดจะดึง เอาไขมันออกจากกล้ามเนือ้ และกระดูกในบริเวณท้องแขน ต้นขา ท้อง ไหล่ และสะโพก หลังจากนั้นจะเอาค่าที่ได้มาคำนวณหา เปอร์เซ็นต์ไขมันต่อไป การวัดอาจคลาดเคลื่อนได้หากดึงไขมัน น้ อ ยเกิ น ไป หรื อ ดึ ง เอาส่ ว นของกล้ า มเนื ้ อ ติ ด เข้ า มาด้ ว ย นอกจากนี้ไม่ควรวัดในขณะออกกำลังกาย ทั้งนี้เพราะผิวหนัง อาจจะบวมขึ้นเล็กน้อย ในขณะออกกำลังกายและจะทำให้ดู อ้วนกว่าที่เป็นจริง

24

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


การชั ่ ง น้ ำ หนั ก ใต้ น ้ ำ เป็ น วิ ธ ี ท ี ่ แ ม่ น ยำที ่ ส ุ ด โดยทั ่ ว ไป ให้ น ั ่ ง บนเครื ่ อ งชั ่ ง น้ ำ หนั ก ที ่ ต ั ้ ง อยู ่ ใ นก้ น บ่ อ น้ ำ อุ ่ น ขนาดเล็ ก ก่อนที่จะอ่านค่าน้ำหนักตัวให้หายใจเอาอากาศออกจากปอด ให้หมดและดำลงไปใต้น้ำจนจมมิดเป็นเวลาประมาณ 5 วินาที น้ำหนักใต้น้ำที่ชั่งได้จะบันทึกไว้ในตาชั่ง หลังจากนั้นจึงเอา น้ำหนักทีช่ ง่ั ได้มาคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ไขมันต่อไป ในปั จ จุ บ ั น มี ค วามนิ ย มในการใช้ เ ครื ่ อ งมื อ วั ด ความเร็ ว ในการสื่อนำไฟฟ้า (bio-electrical impedance) วิธีนี้ให้นอน หรือนัง่ โดยมีขว้ั อิเล็กโทรดติดอยูก่ บั มืออันหนึง่ และทีเ่ ท้าอันหนึง่ หลังจากนั้นจะผ่านสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปหากพบว่ากระแสไฟฟ้า ผ่านได้เร็วแสดงว่ามีกล้ามเนื้อมาก แต่หากพบว่าสัญญาณไฟฟ้า ผ่านได้ช้าแสดงว่ามีปริมาณไขมันมาก ซึ่งทำหน้าที่ขัดขวาง การส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้า ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีวัดแบบไหน ควรนำมาเปรียบเทียบกับ ตารางต่อไปนี้ เพื่อดูว่ามีเปอร์เซ็นต์ไขมันมากน้อยเพียงใด

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

25


ช่วงอายุ (ปี) เพศหญิง 20-29 30-39 40-49 50-59 60+ เพศชาย 20-29 30-39 40-49 50-59 60+

ดี

ดีมาก

20.6-22.7 21.6-24.0 24.9-27.3 28.5-30.8 29.3-31.8

17.1-19.8 18.0-20.8 21.3-24.9 25.0-27.4 25.1-28.5

14.1-16.8 17.5-19.7 19.6-21.8 21.3-23.4 22.0-24.3

9.4-12.9 13.9-16.6 16.3-18.8 17.9-20.6 18.4-21.1

ตารางที่ 4 แสดงเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย(9) ข้อควรจำง่ายๆ เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายสำหรับผู้หญิง ไม่ควรเกิน 30% และผู้ชายไม่ควรเกิน 25% เพราะอาจทำให้ เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ประเภทที่ 6 การประเมินปัญหาไขมันใต้ผิวหนังหรือ เซลลูไลท์ (cellulite) ไขมันส่วนใหญ่ในร่างกายประมาณเกินกว่าครึ่งหนึ่งจะถูก สะสมไว้ใต้ผิวหนังและจะผลักดันเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งสานกัน คล้ายเสือ่ ให้นนู ขึน้ เป็นปุม่ ๆ จึงทำให้มองเห็นลักษณะของผิวหนัง เป็นผิวหนังไก่หรือผิวเปลือกส้ม

26

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


การเกิดเซลลูไลท์เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสะสมไขมัน มากเกิ น ไปในการที ่ จ ะประเมิ น นั ้ น สามารถแบ่ ง ออกได้ เ ป็ น ความรุนแรง 3 ระดับคือ ระดับที่ 1 ยังไม่ปรากฏริ้วรอยชัดเจนเวลายืนหรือนั่ง ต้อง ใช้มือบีบขยุ้มผิวหนังให้นูนขึ้นมาจึงจะเห็น ระดับที่ 2 จะเห็นผิวหนังนูนขึ้นเป็นปุ่มเฉพาะเวลายืน แต่เวลานอนไม่เห็น ระยะที่ 3 จะเห็นผิวหนังนูนขึ้นเป็นปุ่มในทุกอิริยาบถ และเมื่อเป็นถึงระดับนี้ มักจะมีไขมันพอกพูนบริเวณขาหนีบ ก่อให้เกิดความรำคาญเสียดสีได้อีกด้วย

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

27


ประเภทของโรคอ้วน โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากการที่มีปริมาณ ไขมันในร่างกาย (body fat) มากกว่าปกติจนมีผลกระทบต่อ สุขภาพ นอกจากนี้การกระจายตัวของไขมันภายในร่างกาย (body fat distribution) ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพ ลักษณะการกระจายตัวของไขมันในร่างกายทีม่ ผี ลร้ายต่อสุขภาพ มี 3 ประเภท คือ 1. โรคอ้วนทั้งตัว (overall obesity) ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีไขมัน ทัง้ ร่างกายมากกว่าปกติ โดยไขมันทีเ่ พิม่ มิได้จำกัดอยูท่ ต่ี ำแหน่ง ใดตำแหน่งหนึง่ โดยเฉพาะ 2. โรคอ้วนลงพุง (visceral obesity/abdominal obesity) ผู ้ ป ่ ว ยกลุ ่ ม นี ้ ม ี ไ ขมั น ในอวั ย วะภายในช่ อ งท้ อ งมากกว่ า ปกติ โดยอาจจะมีไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous) บริเวณหน้าท้อง เพิ่มขึ้นด้วย 3. โรคอ้วนลงพุงร่วมกับอ้วนทั้งตัว มีไขมันมากทั้งตัวและ อวัยวะภายในช่องท้อง ร่างกายของเราจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร ให้ ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นเบาะกันกระแทกหากมีมากเกินไป คือโรคอ้วน ปกติผู้หญิงจะมีปริมาณไขมันประมาณ 25-30% ส่วนผู้ชายจะมี 18-23% ถ้าหากผู้หญิงมีมากกว่า 30% ชายมี มากกว่า 25% จะถือว่าโรคอ้วน โรคอ้วนหมายถึงมีปริมาณ ไขมันมากกว่าปกติ มิได้หมายถึงการมีน้ำหนักมากอย่างเดียว

28

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน โรคอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้อตั ราตาย และอัตราพิการ เพิ่มขึ้นมากกว่าคนไม่อ้วน การที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือความอ้วน นัน้ สัมพันธ์กบั การเกิดโรคหลายชนิด และมีผลต่อระบบการทำงาน ในร่างกายหลายระบบด้วยกัน ผลร้ายของโรคอ้วนต่อสุขภาพ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 4 กลุ่ม ดังนี้คือ

ก. กลุ่มโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดในสมอง (stroke) โรคอ้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง คนอ้วน ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงก็ยิ่งจะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย โรคอ้วนอาจเป็น สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงจากการคั่งค้าง ของเกลื อ และน้ ำ จากการที ่ ไ ตสู ญ เสี ย หน้ า ที ่ นอกจากนี ้ ใ น คนอ้วนยังพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิด โรคหลอดเลือดในสมอง โอกาสที่คนอ้วนจะเกิดโรคหลอดเลือด ในสมองจึงมีมากกว่าคนไม่อว้ น โดยมีการศึกษาของนักกายภาพ บำบัดจำนวน 21,414 คนในระยะเวลา 12 ปี โดยศึกษาในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดในสมอง จำนวน 747 คน พบว่า ผู้ชายที่มีค่าดัชนี มวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 กก./ม.2 ขึ้นไปจะมีโอกาสเป็นโรค หลอดเลือดในสมอง เป็นสองเท่าของผู้ชายที่มีค่าดัชนีมวลกาย ต่ำกว่า 23 กก./ม.2 นอกจากนี้ค่าความดัน diastolic ต่างกัน 7.5 มม.ปรอท ในช่วง 70-110 มม.ปรอท ความเสี่ยงที่จะเกิด คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

29


โรคหลอดเลือดในสมอง จะมีโอกาสแตกต่างกันถึงร้อยละ 46(15) และจากการศึกษาติดตามชายอายุระหว่าง 40 ถึง 84 ปี จำนวน 21,000 คน ที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 747 คน(16) ซึ่งค่าดัชนีมวลกายมีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดทั้ง 2 ชนิด คือ ชนิดเส้นเลือดตีบและชนิดเส้นเลือดแตก โดยผู้ที่มีดัชนี มวลกายมากกว่ า 27.80 กิ โ ลกรั ม /เมตร 2 มี โ อกาสเสี ่ ย งใน การเกิดโรคหลอดเลือดสมองทั้ง 2 ชนิดนี้ จากการวิเคราะห์ พบว่า การเพิ่มขึ้นของค่าดัชนีมวลกาย ในแต่ละหน่วยจะมี โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ ร้อยละ 6 (17) และจากการศึกษาในกลุ่มบุรุษไปรษณีย์จำนวน 530 คน ตั้งแต่ อายุ 20-64 ปีขึ้นไปอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกินร้อยละ 48 อยู่ใน เกณฑ์อ้วนร้อยละ 42 โดยบุคคลที่อยู่ในเกณฑ์อ้วนที่มีทั้ง ค่า systolic และ/หรือค่า diastolic สูงผิดปกติถึงร้อยละ 59 โคเรสเตอรอลในเลือดสูงคิดเป็นร้อยละ 57 ไตรกลีเซอไรด์ใน เลื อ ดสู ง พบร้ อ ยละ 52 และน้ ำ ตาลในเลื อ ดสู ง เข้ า เกณฑ์ โ รค เบาหวานร้อยละ 12(18) ซึ่งจากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคนอ้วน มักมีความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดหลายอย่าง พร้อมกัน โรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี, โรค หลอดเลือดในสมอง (cerebrovascular disease) หรือ stroke และ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral vascular disease) สองโรคแรกเป็ น สาเหตุ ก ารตายที ่ ส ำคั ญ ในเกื อ บทุ ก ประเทศ ทั่วโลก โรคอ้วนมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและ

30

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


หลอดเลือดหลายๆ อย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอล ในเลือดสูง และ impaired glucose tolerance บางรายงาน พบว่ า โรคอ้ ว นเป็ น ปั จ จั ย เสี ่ ย งต่ อ โรคหั ว ใจและหลอดเลื อ ด โดยตรง ในการศึกษา Framingham พบว่า น้ำหนักตัวเป็นตัว พยากรณ์ โ รคที ่ ส ำคั ญ อั น ดั บ ที ่ ส ามของโรคหั ว ใจโคโรนารี ใ น ผู้ชายรองจากอายุ และไขมันที่ผิดปกติ มีผู้รายงานว่าโรคหัวใจ โคโรนารีที่พบในคนอ้วนอายุน้อยมักจะปรากฏอาการค่อนข้าง ฉับพลัน และเกิดขึ้นในพวกที่อ้วนลงพุงมากกว่าพวกที่มีไขมัน มากที ่ ส ะโพกและต้ น ขา อั ต ราตายจากโรคหั ว ใจโคโรนารี ใ น คนอ้ ว น อาจจะพบเพิ ่ ม ได้ แ ม้ ว ่ า น้ ำ หนั ก ตั ว จะเพิ ่ ม ขึ ้ น เพี ย ง ร้อยละ 10 เนื่องจากคนอ้วนมักจะมีความดันโลหิตสูงและปัจจัย เสี่ยงอื่นๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดในสมอง โอกาสที่คนอ้วนจะเกิดโรคหลอดเลือดในสมองจึงมีมากกว่าคน ไม่อ้วน มีการศึกษาพบว่า ถ้าความดัน diastolic ต่างกัน 7.5 มม.ปรอท ในช่วง 70-110 มม.ปรอท ความเสี่ยงที่จะเกิดโรค หลอดเลื อ ดในสมอง จะมี โ อกาสแตกต่ า งกั น ถึ ง ร้ อ ยละ 46 นอกจากนี้การศึกษาที่ฮอลโนลูลูพบว่า BMI ที่สูงขึ้นมีความ สัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (thromboembolic stroke) โรคมะเร็งบางชนิด มีการศึกษาแบบศึกษาไปข้างหน้า (prospective) ในคน 750,000 คน เป็นเวลา 12 ปีพบว่า mortality ratio ในการ เกิดมะเร็งในชายและหญิงที่อ้วนมีค่า 1.33 และ 1.55 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่อ้วน นอกจากนี้ยังพบว่าโรคอ้วนสัมพันธ์ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

31


กับมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน และมะเร็งระบบทางเดินอาหาร ซึ่งพวกแรกได้แก่ มะเร็งมดลูก ปากมดลูก รังไข่ เต้านม และ ต่อมลูกหมาก ส่วนมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ มะเร็ง ถุงน้ำดี ผู ้ ช ายอ้ ว นมี โ อกาสเป็ น มะเร็ ง ต่ อ มลู ก หมาก และเป็ น มะเร็งของลำไส้ใหญ่รวมทัง้ ทวารหนักมากกว่าคนผอม ผู้หญิงอ้วนจะพบมะเร็งของเยื่อบุมดลูก มดลูก ปากมดลูก รังไข่ ถุงน้ำดี และเต้านม โดยมะเร็งเต้านม (Breast cancer) พบว่ า น้ ำ หนั ก ตั ว ที ่ เ พิ ่ ม ขึ ้ น ในผู ้ ห ญิ ง หลั ง หมดประจำเดื อ น ทำให้ ม ี ก ารสร้ า ง ฮอร์ โ มนเอสโตรเจน (estrogen) เพิ ่ ม ขึ ้ น มี ค วามเสี ่ ย งของการเกิ ด มะเร็ ง เพิ ่ ม ขึ ้ น ส่ ว นมะเร็ ง มดลู ก (Endometrial cancer) จากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน โรคถุงน้ำดี ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งพบ ได้บ่อยเป็น 3-4 เท่า ในคนอ้วน เปรียบเทียบกับคนไม่อ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ้วนแบบลงพุง ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว ในถุงน้ำดีจะเพิม่ ขึน้ ตามดัชนีมวลกาย โรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยโรคอ้วนมักมีความสัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ ซึ่ง จากการศึกษาของ Alzheimer’s Association ได้ทำการติดตาม ศึกษากลุ่มผู้ใหญ่จำนวน 392 คน เป็นเวลา 18 ปี พบว่าในกลุ่ม ผู้สูงอายุระหว่าง 70-88 ปี ที่มีภาวะน้ำหนักเกินนั้นเป็นปัจจัย เสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม (Dementia) และอัลไซเมอร์

32

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


(Alzheimer) สาเหตุทเ่ี ป็นเช่นนีเ้ พราะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วนนัน้ มักมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและโรคความดันโลหิตสูง และยิง่ ไปกว่านัน้ เส้นเลือดของคนอ้วนมักจะเต็มไปด้วยโคเลสเตอรอล และน้ำตาลในระดับที่สูง ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดในสมอง และการหลัง่ ของสารสือ่ ประสาทผิดปกติไป(19)

ข. กลุ่มความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ และ เมตาบอลิซึ่ม โรคเบาหวาน โรคอ้ ว นมี ค วามสั ม พั น ธ์ ก ั บ โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) ประเภทที่ 2 อย่างยิ่ง อาจจะกล่ า วได้ ว ่ า โรคอ้ ว นเป็ น ปั จ จั ย ทางสิ ่ ง แวดล้ อ ม ทีส่ ำคัญทีส่ ดุ ในการทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภทนี้ โดยคนอ้วน แบบลงพุง จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติ ดังนี้ โรคอ้วนระดับ 1 - จะมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานได้มาก กว่าคนทั่วไป 2 เท่า โรคอ้วนระดับ 2 - จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 5 เท่า โรคอ้วนระดับ 3 - จะมีความเสีย่ งต่อการเป็นโรคเบาหวาน เพิ่มขึ้น 10 เท่า ภาวะไขมันผิดปกติ (dyslipidemia) ความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด คนอ้วนจะมีระดับ ไขมันทั้ง cholesterol triglyceride และ LDL cholesterol สูง คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

33


ในขณะที่ไขมันชนิดดี HDL cholesterol ที่ร่างกายต้องการ กลับมีปริมาณต่ำ ซึ่งไขมันในลักษณะดังกล่าว มีผลต่อการเพิ่ม ความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด และโรคเส้นเลือดใน สมองตีบตันได้ ภาวะผิดปกติเกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic syndrome) เป็ น กลุ ่ ม อาการที ่ ป ระกอบด้ ว ย gluose intolerance ความดั น โลหิ ต สู ง ไตรกลี เ ซอไรด์ ใ นเลื อ ดสู ง HDL-C ต่ ำ insulin resistance ระยะหลังมีการรวมโรคอ้วนแบบลงพุง เข้าไปด้วย ทั้งหมดนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด จัดว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจแก้ไขให้ดีขึ้นได้

ค. กลุ่มโรคหรืออาการที่เกิดจากน้ำหนักและ ไขมันในร่างกายมากเกิน โรคข้อเสือ่ ม โรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม (osteoarthritis joints) โดย เฉพาะบริ เ วณสะโพก ข้ อ เข่ า ข้ อ ศอก กระดู ก สั น หลั ง เสื ่ อ ม คนอ้ ว นมั ก จะมี ข ้ อ เข่ า เสื ่ อ ม ข้ อ กระดู ก สั น หลั ง เสื ่ อ ม ทำให้ ป วดเข่ า ปวดหลั ง สาเหตุ เ นื ่ อ งจากน้ ำ หนั ก ตั ว และ ไขมั น ในร่ า งกายเพิ ่ ม มากขึ ้ น ข้ อ ต่ า งๆ เหล่ า นี ้ ไ ม่ ส ามารถ แบกรั บ น้ ำ หนั ก ไว้ ไ ด้ จึ ง มี ก ารเสื ่ อ มและเปลี ่ ย นแปลงตาม ระยะเวลาที ่ ม ี น ้ ำ หนั ก ตั ว เพิ ่ ม ขึ ้ น นอกจากนี ้ ค นอ้ ว นมั ก จะมี ระดับกรดยูริคในเลือดสูงกว่าคนปกติ และมีโอกาสเป็นโรคเก๊าท์ มากขึ้น

34

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


จากรายงานการศึกษาในปี ค.ศ. 2000-2001 ได้พบความ สั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งน้ ำ หนั ก เกิ น กั บ การเกิ ด ภาวะข้ อ อั ก เสบ ใน กลุ่มชายและหญิง พบว่าคนอ้วนมีโอกาสป่วยป็นโรคสูงกว่า คนที ่ ม ี น ้ ำ หนั ก อยู ่ ใ นเกณฑ์ ท ี ่ ย อมรั บ ได้ ถ ึ ง ร้ อ ยละ 60 การ ค้นพบครั้งนี้เป็นอิสระจากปัจจัยที่อาจส่งผล เช่น อายุ รายได้ การยกของในแต่ละวัน และความเครียดทางด้านจิตใจ ส่วน กลุ ่ ม หญิ ง ที ่ ม ี น ้ ำ หนั ก เกิ น แต่ ไ ม่ ถ ึ ง กั บ อ้ ว น โอกาสเกิ ด ภาวะ ข้ออักเสบสูงกว่าหญิงทีน่ ำ้ หนักตัวอยูใ่ นเกณฑ์ทย่ี อมรับได้รอ้ ยละ 30 ส่วนโอกาสเกิดภาวะข้ออักเสบของกลุ่มชายที่น้ำหนักเกินแต่ ไม่ถึงกับอ้วน ไม่เพิ่มสูงกว่ากลุ่มชายที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ ทีย่ อมรับได้อย่างมีนยั สำคัญ(20) โรคเกี่ยวกับระบบการหายใจ คนที ่ อ ้ ว นมากจะมี ค วามลำบากในการหายใจเข้ า ออก เนื่องจากไขมันที่มากขึ้นบริเวณรอบทรวงอกจะขัดขวางการ ขยายตัวของทรวงอก นอกจากนี้ไขมันที่ท้องทำให้กระบังลม ไม่ ส ามารถหย่ อ นตั ว ลงมาได้ อ ย่ า งปกติ ผลตามมาคื อ เกิ ด Hypoxemia ผู้ป่วยจะเหนื่อยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่านอน มีการหายใจลำบาก บางครั้งจะเป็นมากจนหยุดหายใจเป็นพักๆ เวลานอนหลับที่เรียกว่า sleep apnea syndrome พบได้มากกว่า ร้อยละ 10 ในหญิง และชายที่อ้วน โดยมี BMI > 30 กก./ม.2 และพบได้ ถ ึ ง ร้ อ ยละ 44 ในคนอ้ ว นที ่ ม ี BMI > 40 กก./ม.2 ผู ้ ป ่ ว ยมั ก จะปวดศี ร ษะในตอนเช้ า ส่ ว นในเวลากลางวั น จะมี อาการง่วงนอน หายใจช้า ตรวจเลือดจะมี hypercapnia และ hypoxemia ระยะต่อไป ผู้ป่วยจะมี pulmonary hypertension คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

35


และหัวใจซีกขวาล้มเหลว จนอาจถึงแก่กรรมได้ คนอ้วนมักมี อาการเหนื่อยง่ายเวลาเคลื่อนไหว แม้ว่าจะไม่มีโรคทางหัวใจ และระบบการหายใจ เนื่องจากต้องใช้พลังงานมากในการเคลื่อน ไหวเพราะน้ำหนักตัวมากเกิน และคนอ้วนมักไม่คอ่ ยออกกำลังกาย เพือ่ เพิม่ สมรรถภาพการทำงานทีต่ อ้ งใช้แรง ปัญหาอืน ่ ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับน้ำหนักตัวมากเกิน 1. ผู้ที่อ้วนมักเป็นโรคผิวหนังบางชนิดมากกว่าคนปกติ เช่น เชื้อรา (moniliasis) บริเวณใต้ราวนม รักแร้ และขาหนีบ การ ไหลเวียนของเลือดจากขาขึ้นสู่หัวใจไม่สะดวก เกิด varicose vein, venous thrombosis และ stasis dermatitis บริเวณรอบคอ เป็นปื้นดำๆ ที่เรียกว่า pseudo - acanthosis nigricans คนอ้วน มักมีเหงื่อมากกว่าปกติ บางครั้งทำให้เกิดอาการคัน 2. การดมยาสลบ การผ่าตัดช่องท้องและการคลอดบุตร จะมีปัญหาในคนอ้วนมากกว่าคนทั่วไป แผลผ่าตัดอาจจะหายช้า กว่าปกติ 3. การขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระอาจไม่ปกติในคนอ้วน เช่น คนอ้วนอาจมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระลำบาก ในผู้หญิง อาจมีอาการกลัน้ ปัสสาวะได้ไม่ดอี ย่างคนปกติ

ง. กลุ่มปัญหาทางสังคมและจิตใจเกี่ยวข้องกับ โรคอ้วน คนอ้ ว นมากๆ มั ก จะไม่ ไ ด้ ร ั บ ความยุ ต ิ ธ รรมในสั ง คม ในบางกรณี เช่น การสมัครเข้าทำงาน การสมัครเข้าศึกษาต่อใน มหาวิ ท ยาลั ย การรั บ ความช่ ว ยเหลื อ บางอย่ า งโดยไม่ ต ้ อ ง

36

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


เสียค่าใช้จ่ายจากรัฐหรือองค์การต่างๆ ในด้านจิตใจ คนอ้วน อาจมีความรูส้ กึ ท้อแท้ มีปมด้อยเวลาเข้าสังคม เนือ่ งจากรูปลักษณ์ ของตนเอง บางครั้งคนอ้วนอาจได้ยินหรือได้รับการสบประมาท ในเรื่องความสามารถ โดยที่อาจไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับ ความอ้วน นอกจากนี้คนอ้วนมักมีปัญหาในการหาเพื่อนสนิท และคู่สมรส ความผิดปกติทางจิตใจอาจทำให้คนอ้วนเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทาน หรือทำให้รับประทานอาหารมากขึ้น กว่าที่ควร รับประทานอาหารในมื้อกลางคืน พฤติกรรมเหล่านี้ จะยิ่งทำให้อ้วนมากขึ้น ร้อยละ 85 ของคนอ้วนไปหรือผอมไปยอมรับว่า รูปร่าง มีส่วนทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง เสียบุคลิกภาพ และรู้สึก อึดอัดไม่คล่องตัว หรือรู้สึกโหวงเหวงเหี่ยวแห้ง แต่งตัวไม่สวย อายเพื่อน ด้วยเหตุนี้จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การลด น้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ - การควบคุ ม อาหารอย่ า งเข้ ม งวดอาจทำให้ ม ี อ ารมณ์ แปรปรวนได้ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่ควบคุมอาหารอย่างจริงจัง จะมีอาการซึมเศร้า มีอาการประสาท อ่อนเพลีย และหงุดหงิดง่าย อารมณ์ทางเพศลดลง - การกินอาหารอย่างมูมมาม (binge-eating) เป็นการ นำไปสู่โรคบูลีเมีย (bulimia) ซึ่งเกิดภายหลังอดอาหาร จะมี การกินอย่างมูมมามแล้วตามด้วยการทำให้อาเจียน หรือกิน ยาถ่ า ยเพื ่ อ เร่ ง เอาอาหารออกจากร่ า งกาย บุ ค คลที ่ ม ี อ าการ ประเภทนี้มักมีอาการซึมเศร้าหดหู่ และรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าลง ในระยะยาวอาจส่งผลให้ฆ่าตัวตายได้ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

37


แนวทางการป้องกันโรคอ้วน ความผิ ด ปกติ ใ นด้ า นโภชนาการในปั จ จุ บ ั น คื อ “ภาวะ น้ำหนักเกินและโรคอ้วน” การป้องกันภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ควรเริ่มตั้งแต่ในวัยทารก เด็กทารกที่ดูดนมแม่ มักจะได้รับ อาหารพอดี ก ั บ ความต้ อ งการของร่ า งกาย (ถ้ า แม่ ม ี ส ุ ข ภาพ และโภชนาการดี) การบังคับหรือการกระตุ้นให้เด็กดูดนมหรือ รับประทานอาหารให้หมดจานที่พ่อแม่จัดเตรียมให้ หรือการ ให้เด็กดูดนมทุกครัง้ เมือ่ เด็กร้องให้ โดยทีเ่ ด็กอาจจะไม่หวิ รวมทัง้ ความเชื่อที่ว่าเด็กอ้วนจ้ำม่ำเป็นเด็กน่ารักและมีสุขภาพดีนั้น ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนตั้งแต่วัยเด็ก(21) นอกจากนี้ ปั จ จั ย ที ่ ก ่ อ ให้ เ กิ ด ความอ้ ว นนั ้ น ยั ง เกี ่ ย วข้ อ งกั บ วั ฒ นธรรม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น วิวัฒนาการ ความเจริญ ของสังคมเมืองและระบบเศรษฐกิจ ความมัง่ คัง่ การก่อกำเนิดของ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น รถยนต์ โทรทัศน์ และอาหาร จานด่วน (fast food) พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนแปลง ไป เช่น บริโภคอาหารด่วนมากขึ้น และวัฒนธรรมการทำงาน ที่มีระยะเวลาชั่วโมงทำงานยาวนานขึ้น และสุดท้ายคือการขาด การออกกำลังกาย(22) จากปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนตามที่กล่าวมา ส่งผลเสียต่อ บุคคลที่เป็นโรคอ้วนหลายประการทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคมและ สุขภาพ กล่าวคือ ด้านเศรษฐกิจ พบว่าคนที่อ้วนส่วนมากต้องมี ค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตประจำวันสูงกว่าคนปกติทั่วไป ทั้งในด้าน อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค เพราะคนอ้วน

38

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


มักกินอาหารมากกว่าคนทั่วไป ทั้งในด้านอาหาร ที่อยู่อาศัยต้อง ปลอดโปร่งอยู่สบาย เพราะคนอ้วนเป็นคนขี้ร้อน ซึ่งอาจต้องใช้ ทั้งพัดลมเครื่องปรับอากาศเพื่อบรรเทาความร้อน เครื่องนุ่งห่ม ต้องใช้ผ้าในปริมาณมากจึงจะปกปิดร่างกายได้มิดชิด และมักจะ มีการเจ็บป่วยที่ต้องพบแพทย์ หรือใช้ยา เพื่อทำการรักษา ด้าน สังคมโดยทั่วไปสังคมจะชื่นชมบุคคลที่มีรูปร่างสมส่วน แข็งแรง หน้ า ตาสดใสที ่ แ สดงถึ ง ความมี ส ุ ข ภาพที ่ แ ข็ ง แรง แต่ ง กาย ได้สวยงาม น่าดู น่าชม ในขณะที่คนอ้วน มักจะถูกวิจารณ์ไป ต่างๆ นานา ในการสมัครงานหรือหางานทำ นายจ้างจะพิจารณา รูปร่างหน้าตาของผู้สมัครร่วมด้วย ด้านสุขภาพ โรคอ้วนนับเป็น ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคที่ไม่ติดต่อหลายโรค เช่น ความดัน โลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะไขมันสูงในเลือด โรค เกี่ยวกับกระดูกและข้อ ซึ่งเป็นโรคที่ต้องรักษาเรื้อรัง ทำให้เป็น ภาระแก่ครอบครัว ในเรือ่ งการให้การดูแลและค่าใช้จา่ ย นอกจากนี้ ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการตายก่อนวัยอันควร(23) ดังนั้นการที่ทำให้ไม่อ้วนจะดีกว่าปล่อยให้อ้วน แล้วมา แก้ไขปัญหาที่ตามมาอันเนื่องจากความอ้วน การป้องกันการ เกิดโรคอ้วนนั้นมีหลายวิธีการด้วยกันดังนี้(21, 24) 1. เด็กแรกเกิดจนถึง 6 เดือน ในกรณีที่แม่มีสุขภาพดี และพร้อมในการให้นมบุตร ควรให้เด็กทารกได้รับนมแม่ 2. ให้เด็กได้รับอาหารครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วน ไม่ควร บังคับให้รับประทานอาหารให้หมดจานที่พ่อแม่เตรียมให้ 3. ควรหลีกเลี่ยงการให้เด็กดื่มนมรสหวาน ขนมขบเคีย้ ว น้ำหวานหรือน้ำอัดลมในระหว่างมือ้ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

39


4. ลดปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะอ้วนในวัยเรียนคือ การไม่ออก กำลังกาย เช่น นั่งรถไปโรงเรียนแทนการเดิน การไม่เล่นกีฬา แต่ใช้เวลาในการดูโทรทัศน์และเล่นวิดีโอเกมส์ 5. ปรั บ พฤติ ก รรมการกิ น เช่ น พยายามให้ อ ิ ่ ม อาหาร ประเภทผัก คำกล่าวที่ว่าท้องแตกดีกว่าของเหลือนั้นให้ถือว่า เป็นทุภาษิต ขนมหวานทุกชนิดคือยาพิษสำหรับการลดความ อ้วน อย่าซื้อของใส่ตู้เย็นไว้มากเกินไปเพราะสะดวกต่อการ รับประทาน เมื่อดูโทรทัศน์ห้ามนำของขบเคี้ยวมาอยู่ใกล้ตัว (หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำพริกทุกประเภทเพราะจะทำให้ เจริญอาหาร) 6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

40

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


การดูแลรักษาโรคอ้วน การดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะอ้วนมีหลายวิธี ซึ่งการรักษา ผู ้ ป ่ ว ยในบางกรณี อ าจจำเป็ น ต้ อ งผสมผสานวิ ธ ี ต ่ า งๆ เข้ า ด้วยกันจึงจะได้ผลดี ปัจจุบันการดูแลรักษาโรคอ้วนมีแนวทาง ดังต่อไปนี้ - โภชนบำบัด - การออกกำลังกาย - การใช้ยาและผลิตภัณฑ์ทใ่ี ช้สำหรับลดน้ำหนัก - การผ่าตัด และการดูดไขมัน

โภชนบำบัดเพื่อลดและควบคุมน้ำหนัก เป้าหมายการรักษาและการตั้งเป้าหมาย เป้าหมายคือการลดความเสี่ยงของโรคที่มากับโรคอ้วน หรือหากมีแล้วเป็นการชะลอการดำเนินของโรค โดยการลด น้ำหนักเพียงเล็กน้อยเป้าหมายการลดน้ำหนักคือ 5-10 กิโลกรัม ระยะเวลาควรตั้งเป้าไว้ระยะยาวตลอดชีวิต คงน้ำหนักไว้อย่าง น้อย 6 เดือน ก็สามารถที่จะลดน้ำหนักได้ต่อไป

ขั้นตอนการให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ป่วย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การประเมินภาวะโภชนาการ 2. การวางแผนให้คำแนะนำ 3. การให้ความรูแ้ ละคำแนะนำ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

41


4. การติดตามและประเมินผล ในการควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนนั้นจะต้องเลือก วิ ธ ี ก ารในการควบคุ ม น้ ำ หนั ก ให้ ม ี ค วามเหมาะสมกั บ ผู ้ ป ่ ว ย แต่ละราย เนื่องจากพฤติกรรมการกินและกิจกรรมของผู้ป่วย ในแต่ละรายนั้นไม่เหมือนกัน และหากการควบคุมน้ำหนักได้ผล ก็ต้องควรให้คำชมเชยด้วย เนื่องจากคนอ้วนเป็นกลุ่มที่ต้องการ กำลังใจเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นอย่างมาก โดยมีแนวทาง ในการควบคุมน้ำหนักดังรายละเอียดต่อไปนี้

การควบคุมน้ำหนัก 1. รับประทานอาหารไขมันให้นอ้ ยลง ควรน้อยกว่า 40 - 50 กรัม/วัน 2. ลดปริมาณแคลอรีท ี่รับประทานในแต่ละวันลงเพียง 600 แคลอรี่ ร่วมกับการเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยแต่ง่ายๆ 3. รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ การ รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 4-5 มื้อ ในปริมาณที่เพียงพอ กับความต้องการของร่างกาย จะช่วยให้น้ำหนักลดลงเร็วขึ้น แคลอรี่ แคลอรี่ให้พลังงานที่ร่างกายต้องการเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่ง มีอยูใ่ นอาหารทุกชนิด มาจากอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ซึ่งให้แคลอรี่แตกต่างกันไป ดังนี้ - ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ - คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ - โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่

42

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ไขมัน ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่จะเป็นอันตรายเมื่อ รั บ ประทานมากเกิ น ไป อาหารไขมั น ต่ ำ ที ่ ด ี ต ่ อ สุ ข ภาพต้ อ ง ประกอบด้วยไขมันไม่เกิน 40-50 กรัมต่อวัน ไขมันทุกชนิด มีจำนวนแคลอรี่เท่ากันทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ถ้ารับประทาน ในปริมาณที่มากเกินกว่าร่างกายต้องการ อาหารที่รับประทาน ประกอบด้วยไขมัน 2 ชนิด 1. ไขมันชนิดอิ่มตัว เพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ได้พอๆ กับอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูง ส่วนใหญ่เป็นไขมัน จากสัตว์ ได้แก่ เนย ครีม หนังเป็ด หนังไก่ เนยแข็ง ครีมชีส ครี ม เปรี ้ ย ว ไอศกรี ม พาย เบเกอรี ่ ไส้ ก รอกชนิ ด ต่ า งๆ น้ำมันมะพร้าว 2. ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เราควรเลือกไขมันชนิดนี้ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอก ทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด เนยเทียม (มาการีน) ปลาทะเล ปลาทู ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดดอกทานตะวัน อาหารสำเร็จรูป ได้แก่ อาหารแช่แข็ง อาหารกล่อง อาหาร กระป๋อง นั้น มักจะเป็นแหล่งซ่อนเร้นของไขมัน ควรอ่านฉลาก บนหีบห่อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากกว่า 3 กรัม / อาหาร 100 กรัม และต้องระวังอาหารที่บ่งว่าไขมันต่ำ (Low fat หรือ Light) ซึ่งอาจจะมีไขมันมากกว่าที่คิดก็ได้ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

43


อาหารควบคุมน้ำหนักที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ อาหารพลังงานต่ำ (low calorie diets : LCD) และ อาหารพลังงานต่ำมาก (very low calorie diets: VLCD) อาหารพลังงานต่ำ (low calorie diets : LCD) ในคนอ้วน ทั ่ ว ไปการปรั บ เปลี ่ ย นนิ ส ั ย การบริ โ ภคเพื ่ อ ลดพลั ง งานเป็ น สิ่งจำเป็น โภชนบำบัดจะรวมถึงการรู้จักปรับปริมาณอาหาร ซึ ่ ง ให้ พ ลั ง งานต่ อ วั น ระหว่ า ง 10-20 กิ โ ลแคลอรี ่ /กิ โ ลกรั ม น้ำหนักตัว หรือให้พลังงานประมาณ 800-1000 กิโลแคลอรี่/วัน ซึ่งมีการกระจายตัวของสารอาหารคล้ายๆ กับอาหารธรรมดา จะช่ ว ยลดน้ ำ หนั ก ได้ 12 -1 กิ โ ลกรั ม /สั ป ดาห์ จุ ด สำคั ญ ของ ข้ อ แนะนำในปั จ จุ บ ั น คื อ การลดปริ ม าณพลั ง งานในระดั บ ปานกลางเพื่อช่วยให้ลดน้ำหนักอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง การ ลดพลังงานควรลดให้อยู่ในระดับที่ต้องการคงน้ำหนักตัว ซึ่ง จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างช้าๆ ในทางปฏิบัติการลดพลังงาน มากกว่านั้นจะใช้ในช่วงที่น้ำหนักกำลังลดลง แต่ไม่ควรใช้อาหาร พลังงานต่ำมาก ควรปรับองค์ประกอบของอาหารเพื่อลดความ เสี่ยงโรคหลอดเลือด โภชนบำบั ด ในการลดน้ ำ หนั ก จะเริ ่ ม โดยการใช้ อ าหาร พลังงานต่ำ (พลังงานประมาณ 1,000-1,600 กิโลแคลอรี่/วัน) ซึ่งองค์ประกอบของอาหารจะช่วยลดความเสี่ยงโรคที่มากับ ความอ้วน เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง อาหารพลังงานต่ำจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้หากผู้ปฏิบัติ พยายามปรับการบริโภค และในขณะเดียวกันจำเป็นที่จะเสริม

44

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


วิตามินและเกลือแร่ เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน เนื่องจาก อาหารที่มีพลังงาน ≤ 1,200 กิโลแคลอรี่/วัน ยากที่จะให้สาร อาหารครบถ้วน การให้ความรู้ทางโภชนาการเป็นสิ่งจำเป็น ในการช่ ว ยให้ ร ู ้ จ ั ก ปรั บ ตั ว ให้ เ ข้ า กั บ การบริ โ ภคอาหาร พลังงานต่ำ การให้ความรู้ควรเน้นประเด็นต่อไปนี้ - พลังงานของอาหารชนิดต่างๆ - องค์ประกอบของสารอาหาร ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต (รวมถึงใยอาหาร) - เรียนรู้ฉลากโภชนาการ และสามารถประเมินพลังงาน ของอาหารและองค์ประกอบของอาหาร - สร้างนิสยั การเลือกซือ้ อาหารทีม่ พ ี ลังงานต่ำ - การปรุงอาหาร รู้จักเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงที่มีพลังงาน สูง เช่น ไขมัน หรือน้ำมันพืช - หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีแคลอรี่สูงจากทั้งไขมัน และคาร์โบไฮเดรต - ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ - เรียนรู้การลดสัดส่วนอาหาร (portion size) ที่บริโภค - จำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารพลังงานต่ำมาก (very low calorie diets : VLCD) ซึ่งมีพลังงานต่อวันน้อยกว่า 10 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัมน้ำหนักตัว หรื อ ให้ พ ลั ง งานน้ อ ยกว่ า 800 กิ โ ลแคลอรี ่ / วั น ซึ ่ ง มี ก าร กระจายตัวของสารอาหารไม่สมดุล จึงเสี่ยงต่อการขาดสาร อาหารที่จำเป็นบางชนิด พบว่ามีการให้โปรตีนมากและเกิด ภาวะแทรกซ้อนได้หากไม่มีการดูแลอย่างใกล้ชิด คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

45


ดั ง นั ้ น การให้ ก ิ น อาหารที ่ ม ี แ คลอรี ่ ต ่ ำ และมี ส ่ ว นผสม ของโปรตีนที่มีค ุณภาพดี มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตรวมทั้ง มีวิตามินและเกลือแร่ที่พอเหมาะ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้น้ำหนัก ลดอย่างปลอดภัย ผู้ป่วยจำเป็นต้องทราบความรู้เบื้องต้นว่า อาหารชนิดใดกินได้มาก ชนิดใดกินได้น้อย ชนิดใดให้ประโยชน์ ให้ โ ทษอย่ า งไร แพทย์ ต ้ อ งให้ โ อกาสและเวลาแก่ ผ ู ้ ท ี ่ ม ารั บ คำแนะนำพอสมควร ในขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ของผู้ป่วย การกินที่เหมาะสม ถูกต้องเริ่มด้วยการลดพลังงาน ของอาหารที่กินประจำลง จากเดิมวันละ 500-1,000 แคลอรี่ แบ่งอาหารให้กระจายพอๆ กันทั้งวัน ไม่ควรงดมื้ออาหาร แต่ ควรงดอาหารระหว่างมื้อ ใช้น้ำมันให้น้อย ไม่ควรเกิน 20%-30% ของพลังงานทั้งวัน กินโปรตีนให้ได้ประมาณ 15% ของพลังงาน ทั้งวัน ที่เหลือเป็นคาร์โบไฮเดรต งดแอลกอฮอล์ ผนวกกับ การหาวิ ธ ี เ พิ ่ ม การเผาผลาญสารอาหารให้ ม ากขึ ้ น โดยการ ออกกำลังกาย ในกรณี ท ี ่ ต ้ อ งการลดน้ ำ หนั ก มากกว่ า ลดน้ ำ หนั ก ปกติ โดยที ่ ไ ม่ ก ่ อ ให้ เ กิ ด ผลข้ า งเคี ย งตามมาจากการอดอาหาร อาหารชนิดนี้มีพลังงาน < 800 แคลอรี่ และ > 400 แคลอรี่ ใช้กับผู้ที่มี BMI ≥ 30 หรือ ≥ 27 และมีโรคแทรกซ้อนจากโรค อ้วน ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ และติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องเสริมวิตามินและแร่ธาตุ เนื่องจากน้ำหนักจะลดเร็วเกินไป ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ มาก และร่างกายได้รับสารอาหารหลักไม่เพียงพอ อาจเป็น

46

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


อันตรายต่อชีวิตได้ ผลระยะสั้น VLCD ช่วยให้ลดน้ำหนักได้เร็ว และมากในระยะสั้น ผลระยะยาว VLCD ข้อมูลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีแนวโน้มน้ำหนักที่ลดกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าการใช้ LCD ในระยะยาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการติดตาม ประเภทของอาหารทีใ่ ช้ลดน้ำหนัก อาหารลดน้ ำ หนั ก ที ่ ผ ู ้ บ ริ โ ภคนิ ย มใช้ ก ั น เพราะช่ ว ยลด น้ำหนักได้เร็วกว่าอาหารไขมันต่ำและพลังงานต่ำ 1. อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูง นักวิชาการไม่ยอมรับว่าอาหารประเภทนี้เป็นอาหารลด น้ำหนักที่ให้ผลปลอดภัย เนื่องจากร่างกายคนเราใช้พลังงานจาก คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก การจำกัดคาร์โบไฮเดรตทำให้ร่างกายมี กลูโคสที่จะเผาผลาญเป็นพลังงานน้อยลง ร่างกายต้องสลาย กล้ามเนื้อและไขมันมาใช้เป็นพลังงาน เป็นผลให้กรดไขมันใน กระแสเลือดสูงขึ้นและมีการสร้างสารคีโตนมากขึ้น สารคีโตน ในเลือดจะยับยั้งความอยากอาหาร ไม่หิวและกินน้อยลง เป็นผล ให้น้ำหนักลดลงเร็ว ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดหัว การใช้ อาหารชนิดนี้ลดน้ำหนักในระยะยาวจึงอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงของโรคต่างๆ ได้แก่ โรคหัวใจ มะเร็ง เก๊าท์ นิ่วในไต กระดูกพรุน เป็นลม หมดสติ ลมหายใจมีกลิ่น อาหาร ลดน้ ำ หนั ก ประเภทนี ้ ห ากใช้ ใ นระยะสั ้ น และตามด้ ว ยการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยคงน้ำหนักจะเหมาะสมกว่า และ ควรเสริ ม วิ ต ามิ น และสารอาหารที ่ ข าด หรื อ อย่ า งน้ อ ยที ่ ส ุ ด ควรเสริมวิตามินรวมวันละเม็ด ที่สำคัญควรอยู่ภายใต้การดูแล ของแพทย์ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

47


2. อาหารไขมันต่ำมากคาร์โบไฮเดรตสูง ให้พลังงานจากไขมัน < 10% พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต > 55% อาหารประเภทนี้มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน จากผลไม้ และผักที่มีกากใยอาหารสูง และให้พลังงานต่ำ ข้อเสียคือผู้ที่มี ไตรกรีเซอไรด์สงู อาหารคาร์โบไฮเดรตสูง จะทำให้ไตรกรีเซอไรด์ สูงยิ่งขึ้น 3. อาหารไขมันปานกลางคาร์โบไฮเดรตสูง ให้พลังงานจากไขมัน 20%-30% พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต > 55% ตัวอย่างอาหารประเภทนี้ได้แก่ อาหารลดน้ำหนักของ สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา และโปรแกรมลดน้ำหนัก ของเจนนีเครก และ Weight Watchers เป็นต้น 4. อาหารเหลว แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ อาหารที่มีแคลอรี่ต่ำมาก (very-low calorie diet) และอาหารทดแทนมื้ออาหาร (meal replacement) อาหารทดแทนมื้ออาหาร (meal replacement) จัดอยู่ ในรูปแคลอรี่ต่ำให้พลังงานประมาณ 800-1,500 กิโลแคลอรี่/วัน จัดอยู่ในรูปแบบ เครื่องดื่ม ผงสำหรับชงผสมน้ำ อาหารแข็งที่ นำมาอุ ่ น ในไมโครเวฟ มี อ งค์ ป ระกอบของนมเป็ น หลั ก มี แคลเซีย่ มสูง มีพลังงานตั้งแต่ 150-250 กิโลแคลอรี่ ผลระยะสั้น ถ้ า ใช้ ใ ห้ เ หมาะสมจะมี ป ระโยชน์ ม ากในการช่ ว ยลดน้ ำ หนั ก ผลระยะยาว ใช้อาหารทดแทนมื้ออาหารวันละ 1 ครั้ง ช่วยให้ รักษาน้ำหนักตัวได้ดีกว่าผู้ที่พยายามคงน้ำหนักตัวโดยไม่ได้ใช้ สารอาหารชนิดนี้

48

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


วิธกี ารคำนวณความต้องการของพลังงานอย่างง่ายๆ(25) 1. คำนวณจากน้ำหนักเป้าหมายทีต ่ อ้ งการ - ผู้ชาย ความต้องการพลังงาน = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม x 26 - ผู้หญิง ความต้องการพลังงาน = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม x 24 ตัวอย่าง ผู้หญิงหนัก 75 กิโลกรัม ต้องการลดน้ำหนักตัว ให้เหลือ 60 กิโลกรัม วิธีคำนวน พลังงานที่ร่างกายต้องการรักษาน้ำหนักตัว ขณะนั้น = 75 x 24 = 1,800 กิโลแคลอรี / วัน เป้าหมายน้ำหนัก ที่ต้องการคือ 60 กิโลกรัม จะต้องลดน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ความต้องการพลังงานที่น้ำหนักเป้าหมาย = 60 x 24 = 1,440 กิโลแคลอรีต่อวัน ถ้าต้องการลดน้ำหนักก็จะต้องกินอาหารลดลงวันละ = 1,800 - 1,440 = 360 กิโลแคลอรี ถ้าไม่ต้องการลดปริมาณอาหาร จะต้องออกกำลังกาย เพิ่มขึ้น เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเท่ากับพลังงานส่วน เกินจากอาหารในแต่ละวันหรือจะใช้ทง้ั สองอย่างรวมกัน 2. คำนวณพลังงานจากน้ำหนักตัวและระดับกิจกรรม สูตรของ Shilset et al. วิธีนี้ใช้น้ำหนักตัว x ระดับกิจกรรม แต่จะต้องคำนวณค่าดัชนีมวลกายก่อนเพื่อดูว่าน้ำหนักอยู่ใน เกณฑ์ใด โดยทั่วไปสูตรนี้ใช้สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

49


น้ำหนักเกิน น้ำหนักปกติ ผอม

กิจกรรม เบา

กิจกรรม ปานกลาง

กิจกรรม หนัก

20-25 30 30

30 35 40

35 40 45-50

ตัวอย่าง ก.มีน้ำหนักตัว 60 กก. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีระดับกิจกรรมปานกลาง ความต้องการพลังงานของ ก. = 2,100 กิโลแคลอรี / วัน 3. การคำนวณพลังงานโดยใช้น้ำหนักมาตรฐาน x ระดับกิจกรรม งานหนัก 31-35 แคลอรี่ / น้ำหนักมาตรฐาน 1 กิโลกรัม งานปานกลาง 26-31 แคลอรี ่ / น้ ำ หนั ก มาตรฐาน 1 กิโลกรัม งานเบา 22-26 แคลอรี่ / น้ำหนักมาตรฐาน 1 กิโลกรัม งานเบา อายุ > 55 ผู้ที่อ้วน และหรือกิจกรรมการใช้ พลังงานต่ำ 22 แคลอรี่ / น้ำหนักมาตรฐาน 1 กิโลกรัม 4. สูตรของ WHO ในการคำนวณพลังงานขั้นพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate) ผู้ชาย อายุ 18-30 ปี = 0.063 x น้ำหนักจริง (กก.) + 2.8957 อายุ 31-60 ปี = 0.0484 x น้ำหนักจริง (กก.) + 3.6534

50

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


อายุ > 60 ปี = 0.0491 x น้ำหนักจริง (กก.) + 2.4587 ผูห ้ ญิง อายุ 18-30 ปี = 0.0621 x น้ำหนักจริง (กก.) + 2.0357 อายุ 31-60 ปี = 0.0342 x น้ำหนักจริง (กก.) + 3.5377 อายุ > 60 ปี = 0.0377 x น้ำหนักจริง (กก.) + 2.7545 ผลลัพท์ x 240 = ----------------- kcal / วัน Total energy expenditure (TEE) เป็นพลังงานที่ ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน TEE = 1.3 x BMR สำหรับผู้ที่มีกิจกรรมเบา-ปานกลาง TEE = 1.5 x BMR สำหรับผู้ที่มีกิจกรรมเบา-ปานกลาง ความต้องการพลังงานในการลดน้ำหนัก 21 ก.ก./สัปดาห์ = TEE-500 kcal / day กรณี ท ี ่ ผ ลลั พ ท์ <1200 ให้ ใ ช้ พ ลั ง งานต่ ำ สุ ด = 1200 กิโลแคลอรี่/วัน

การปรับพฤติกรรมการกิน เนื่องจากพฤติกรรมหลายประเภทจะส่งผลให้กินอาหาร มากขึ้น หากวิเคราะห์ได้ว่ามีพฤติกรรมใดบ้างที่ส่งผลทำให้ กินมาก ก็พยายามปรับปรุงแก้ไข จะช่วยทำให้การควบคุมอาหาร ง่ายขึ้น 1. Self monitoring การจดบันทึกเวลาที่กินอาหาร ชนิด และปริมาณอาหารที่กิน รวมทั้งกิจกรรมและอารมณ์ในขณะนั้น คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

51


ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักถึงสาเหตุและรูปแบบของการกิน ของตนเอง อันนำไปสู่โรคอ้วน 2. Stimulus control 2.1 พฤติกรรมการกินเร็ว จะส่ ง ผลให้ ก ิ น อาหารมากกว่ า ที ่ ต ้ อ งการเสมอ ควรแก้ไขโดยกินช้าๆ เมือ่ ตักอาหารใส่ปากให้วางช้อนกับส้อมลง และเคี ้ ย วอาหารให้ ล ะเอี ย ดอย่ า งน้ อ ย 15 ครั ้ ง ก่ อ นกลื น การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้อาหารที่กินเข้าไปถูกย่อยสลายดูดซึม และส่ ง สั ญ ญาณไปบอกสมองว่ า อิ ่ ม จึ ง ไม่ ท ำให้ ก ิ น อาหาร มากเกินความต้องการ อย่ากินต่อไปเพราะเสียดายของเด็ดขาด 2.2 พฤติกรรมการกินจุบจิบ การกิ น จุ บ จิ บ อาจแก้ ไ ขได้ ด ้ ว ยการกิ น อาหาร ให้ตรงเวลาทุกวัน เพราะหากกินอาหารในเวลาใกล้เคียงกัน ทุกวันจะทำให้ระดับของฮอร์โมนอินซูลินที่ถูกหลั่งออกมาจาก ตับอ่อนเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดถูกหลั่งออกมาสม่ำเสมอ ในเวลาเดียวกัน และตรงกับเวลาที่เรากินอาหารเข้าไปพอดี จึงป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะทำให้เกิด ความรู ้ ส ึ ก หิ ว จนควบคุ ม ได้ ล ำบากและผลั ก ดั น ให้ ต ้ อ งหา อาหารว่ า งหรื อ ขนมหวานมากิ น เพิ ่ ม น้ ำ ตาล หากสามารถ ปรับพฤติกรรมให้กินอาหารตรงเวลาได้เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ ต่อเนื่องกัน จะทำให้ลดนิสัยการกินจุบจิบลงได้ ไม่ซื้ออาหารว่าง มากักตุนไว้ อย่าวางของว่างต่างๆ ให้มองเห็นและหยิบฉวย ได้สะดวก จะช่วยแก้นิสัยการกินจุบจิบได้

52

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


2.3 พฤติกรรมการกินเพราะเครียดและเหงา การกินเพราะเหงาแก้ไขได้ไม่ยาก โดยหาอะไร ทำแก้เหงา ไม่ปล่อยเวลาให้ผา่ นไปโดยไร้ประโยชน์ การฟังดนตรี เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะมีผลช่วยในการปรับอารมณ์ให้เหมาะสม คลายเครียดและแก้เหงาได้ การอดอาหารหรือควบคุมอาหาร อย่ า งเข้ ม งวดเกิ น ไปอาจส่ ง ผลให้ เ กิ ด ความกดดั น และความ เครียดเพิ่มขึ้น 3. Self-reward การให้รางวัลกับตัวเอง (ที่ไม่ใช่อาหาร) เช่นการซื้อเสื้อผ้าใหม่ เมื่อลดน้ำหนักถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ล่วงหน้า 4. Cognitive restructoring ทัศนคติที่ไม่ถูกต้องควร ได้รับการสำรวจและปรับเปลี่ยน เช่น ทัศนคติแบบ “all-ornone” 5. Physical activity ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรปรับ พฤติกรรมโดยสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แล้วทำไปอย่าง ต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย ซึง่ จะส่งผลดีตอ่ การป้องกันการกลับมา อ้วนอีก (relapse)

อาหารแลกเปลี่ยน (Food Exchange) เป็นรายการอาหารที่ถูกจัดไว้เป็นพวกๆ เพื่อใช้สำหรับ แลกเปลี่ยนเวียนกันไปเรื่อยๆ มีการคิดค่าเฉลี่ยของสารอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และแคลอรี่ไว้ด้วย เพื่อจะใช้ อาหารในรายการสลับเปลี่ยนกันไปให้ทั่วถึงทุกวันทุกมื้อ ถ้าหาก กินอาหารซ้ำๆ จำเจ อาจทำให้รา่ งกายได้รบั สารอาหารบางอย่าง มากหรือน้อยไปก็ได้ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

53


การใช้ ส ารอาหารแลกเปลี ่ ย นในการเตรี ย มอาหาร จะ ช่วยให้กะปริมาณแคลอรี่ที่รับเข้าไปในร่างกายได้โดยสะดวก อาหารแลกเปลี่ยนเป็นกลุ่มอาหารนานาชนิด ไม่ว่าจะ เป็นเนื้อสัตว์ ผัก ไขมัน หรือผลไม้ ฯลฯ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการ รับประทานอาหารอย่างได้คุณค่า อาหารแลกเปลี่ยนนี้นอกจาก จะช่วยให้เกิดสมดุลในการรับประทานและให้โอกาสรับประทาน อาหารตามที่ชอบแล้ว ยังช่วยนับแคลอรี่ให้โดยอัตโนมัติอีกด้วย สามารถกำจัดไขมันส่วนเกินได้อย่างแน่นอน ในขณะที่ร่างกาย ยังมีพลังงานไว้ใช้อย่างเพียงพอ รายการอาหารแลกเปลี่ยนมี 6 รายการ คือ 1. นม ได้แก่ นมปราศจากไขมัน นมไขมันต่ำ และนม ธรรมดา 2. ผักที่ไม่มีแป้งมากทุกชนิด 3. ผลไม้ และน้ำผลไม้ 4. ข้าว ขนมปัง แป้งและเส้น 5. เนื้อสัตว์ และอาหารที่มีโปรตีนมาก 6. ไขมัน และน้ำมัน รายการที่ 1 นม หนึ่งส่วนหรือ 240 มล. หรือ 1 ถ้วยตวง ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม x 4 แคลอรี่ เท่ากับ 48 แคลอรี่ โปรตีน 8 กรัม x 4 แคลอรี่ เท่ากับ 32 แคลอรี่ ไขมัน 10 กรัม x 9 แคลอรี่ เท่ากับ 90 แคลอรี่ รวม 170 แคลอรี่

54

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


นมสด นมข้นจืด (นมระเหย) นมผง โยเกิร์ต

1 ถ้วย 1 2 ถ้วย 1 ถ้วย 4 1 ถ้วย

หมายเหตุ : นมสด 1 ถ้วย (170 แคลอรี่) เท่ากับนมขาดมันเนย 1 ถ้วย (80 แคลอรี่) รวมกับไขมัน 2 ส่วน (ส่วนละ 45 แคลอรี่)

คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ รายการที่ 2 ผักที่ไม่มีแป้งมากทุกชนิด ผักชนิดที่หนึ่ง ผักหัว ( 12 ถ้วยตวงเท่ากับจำนวนที่ รับประทานหนึ่งครั้ง หรือ 100 กรัม) หนึ่งส่วนประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 7 กรัม x 4 แคลอรี่ เท่ากับ 28 แคลอรี่ โปรตีน 2 กรัม x 4 แคลอรี่ เท่ากับ 8 แคลอรี่ ไขมัน - กรัม รวม 36 แคลอรี่ เช่น ถัว่ ลันเตา แครอท หัวผักกาดขาว ฟักทอง หอมหัวใหญ่ เป็นต้น ผักชนิดที่สอง ผักใบเขียว ใช้เท่าใดก็ได้ตามต้องการ โดย ไม่ต้องคำนึงถึงคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ถ้ารับประทาน ในปริมาณธรรมดา เช่น กะหล่ำปลี ต้นหอม มะละกอดิบ ขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง บร็อคโครี่ บวบ เป็นต้น คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

55


รายการที่ 3 ผลไม้ และน้ำผลไม้ หนึ่งส่วนประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม พลังงาน 60 กิ โ ลแคลอรี ผลไม้ แ ต่ ล ะชนิ ด ให้ พ ลั ง งานและสารอาหาร แตกต่างกัน ดังนั้น ผลไม้ 1 ส่วน จึงมีปริมาณแตกต่างกัน เช่น กล้วยน้ำว้า 45 กรัม 13 ถ้วยตวง 1 ผลเล็ก (8 x 3.5 ซม.) ขนุน 60 กรัม 2 ยวง ขนาดกลาง เนือ้ หนา (ยาว 5.5 ซม.) 1 เงาะ 85 กรัม 2 ถ้วยตวง 3-4 ผลกลาง แตงโม (เนื้อแดง) 285 กรัม 8-9 ชิ้น (ขนาด 3 x 2 ซม.) 1 ฝรั่ง (สาลี่) 175 กรัม 2 ถ้วยตวง 1 ผลเล็ก รายการที่ 4 ข้าว ขนมปัง แป้งและเส้น หนึ่งส่วนประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม x 4 แคลอรี่เท่ากับ 60 แคลอรี่ โปรตีน 2 กรัม x 4 แคลอรี่ เท่ากับ 8 แคลอรี่ ไขมัน - กรัม รวม 68 แคลอรี่ ข้าว - แป้ง ข้าวซ้อมมือ (สุก) 55 กรัม 5 ช้อนโต๊ะ ข้าว (สุก) 60 กรัม 6 ช้อนโต๊ะ (1 ทัพพีเล็ก)

56

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ข้าวเหนียว (สุก)

35 กรัม

แป้งข้าวจ้าว แป้งสาลี

20 กรัม 20 กรัม

ผลิตภัณฑ์จากข้าวและแป้ง ขนมจีน 95 กรัม ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก(ลวก) 90 กรัม เส้นบะหมี่(ลวกสุก) 75 กรัม มักกะโรนี (สุก) 70 กรัม วุ้นเส้น (สุก) 100 กรัม ขนมปังปอนด์ 25 กรัม ขนมปังโฮลวีท

25 กรัม

มัน ถัว่ และเมล็ดธัญพืช มันเทศ (สุก) 50 กรัม เผือก (สุก) 65 กรัม แป๊ะก๊วย 40 กรัม ข้าวโพดต้ม 60 กรัม ลูกเดือย (สุก) -

3 ช้อนโต๊ะ (ไม่ปน้ั แน่น) 3 ช้อนโต๊ะ 3 ช้อนโต๊ะ 10 ช้อนโต๊ะ 9 ช้อนโต๊ะ 10 ช้อนโต๊ะ 8 ช้อนโต๊ะ 10 ช้อนโต๊ะ 1 แผ่น ขนาด 10 x 10 ซม. 1 แผ่นขนาด 10 x 10 ซม. 5 ช้อนโต๊ะ 1 ถ้วยตวง 2 3 ช้อนโต๊ะ 6 ช้อนโต๊ะ 1 ถ้วยตวง 2

รายการที่ 5 เนือ้ สัตว์ และอาหารทีม ่ โี ปรตีนมาก อาหารหมวดโปรตีนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามปริมาณ ไขมัน ดังนี้ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

57


ประเภท ก. เนื้อสัตว์ในกลุ่มนี้มีไขมันต่ำ เนื้อสัตว์ 1 ส่วน ให้ไขมันประมาณ 3 กรัม โปรตีน 7 กรัม และพลังงาน 55 กิโลแคลอรี ได้แก่ เนือ้ ไก่ไม่ตดิ หนัง 30 กรัม ปลา (เนื้อล้วน) 30 กรัม (1 ตัวขนาดเล็ก) ปลาไส้ตนั แห้ง 15 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ) เนื้อปู 30 กรัม หอยแครงเนื้อ 30 กรัม (10 ตัว ขนาดกลาง) 1 ปลาทูน่า (ในน้ำเกลือ) 2 ถ้วยตวง 1 ถ้วยตวง ถั่ว (เมล็ดแห้งสุก) 2 เป็ดเนื้อ 30 กรัม ประเภท ข. เป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันปานกลาง 1 ส่วน ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 5 กรัม และพลังงาน 75 กิโลแคลอรี ได้แก่ เนื้อบดเล็กน้อย 30 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ) หมูติดมันเล็กน้อย 30 กรัม เนือ้ ปลาทอด 30 กรัม ไข่ 50 กรัม (1 ฟอง) 3 เต้าหู้อ่อน 4 หลอด 120 กรัม ( 12 ถ้วยตวง) ประเภท ค. เป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง 1 ส่วน ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 8 และพลังงาน 100 กิโลแคลอรี เช่น ซี่โครงหมูติดมัน 30 กรัม

58

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


หมูปนมัน (ฮอทดอก) หมูยอ แฮม (ชนิดกลม มีไขมันปน)

30 กรัม 30 กรัม 30 กรัม 30 กรัม

รายการที่ 6 ไขมัน และน้ำมัน 1 ส่วนของไขมัน คือไขมันหนัก 5 กรัม ให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี แบ่งตามชนิดของกรดไขมันได้ ดังนี้ ก. กลุ่มไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) 1 ส่วนของไขมันมีปริมาณแตกต่างกันดังนี้ ไขมันสัตว์ (เช่น น้ำมันหมู ไก่) 1 ช้อนชา เนยสด 1 ช้อนชา กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ มะพร้าวขูด 2 ช้อนโต๊ะ ข. กลุ่มไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated fatty acid) 1 ส่วนของไขมันมีปริมาณแตกต่างกันดังนี้ น้ำมันพืช (เช่น น้ำมันถั่วเหลือง ข้าวโพด) 1 ช้อนชา เนยเทียม 1 ช้อนชา มายองเนส 1 ช้อนชา น้ำสลัดน้ำใส 1 ช้อนโต๊ะ เมล็ดดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

59


ค. กลุม่ ไขมันทีม่ กี รดไขมันไม่อม่ิ ตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acid) 1 ส่วนของไขมันชนิดนี้ได้แก่ น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา ถัว่ อัลมอนต์หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 6 เมล็ด ถั่วลิสง 10 เมล็ด เนยถั่ว 2 ช้อนชา งา 1 ช้อนโต๊ะ อาหารที่ควรงดหรือกินให้น้อยที่สุดขณะลดน้ำหนัก อาหารจำพวกนี้ ได้แก่ แอลกอฮอล์ ไอศกรีม (ทำจากนมและครีม) เบียร์ เยลลี่ เค้ก มายองเนส เป็นต้น

60

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


การออกกำลังกายเพื่อควบคุมและลดน้ำหนัก การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กับการควบคุม อาหาร จะสามารถลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่ อย่างดีที่สุด ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและทำให้ผิวหนัง เหี ่ ย วย่ น น้ อ ยกว่ า การควบคุ ม อาหารแต่ เ พี ย งอย่ า งเดี ย ว นอกจากนีย้ งั ทำให้การทำงานของปอดและหัวใจดีขน้ึ การออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยใน การลดไขมันส่วนเกินได้มากที่สุด คือ การออกกำลังกายแบบ แอโรบิก ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้เป็นการออกกำลังกายที่ ต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมากและต้องทำต่อเนื่องกันนานพอที่ จะกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงานในการเผาผลาญจนสามารถ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอวัยวะต่างๆ อันได้แก่ หัวใจ ปอด ระบบ ไหลเวียนเลือด ข้อต่อ กล้ามเนื้อและกระดูก เป็นต้น ในกลไกของการออกกำลั ง กายพบว่ า กล้ า มเนื ้ อ จะใช้ พลังงานแฝงและพลังงานทีไ่ ด้จากระบบทีไ่ ม่พง่ึ พาออกซิเจนก่อน เสมอเมื่อเริ่มออกกำลังกายภายใน 2-3 นาทีแรก หลังจากนั้น กล้ามเนื้อจึงเริ่มใช้ระบบที่ใช้ออกซิเจนหรือระบบแอโรบิกเพื่อ ทำงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวเพื่อ เข้าสู่การใช้พลังงานแบบแอโรบิกนี้ ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็น ประจำอาจจะมีอาการเหนื่อยเหมือนกับว่าออกกำลังกายไม่ไหว จริงๆ แล้วระบบหัวใจ ปอด และการไหลเวียนโลหิตของผู้นั้น กำลังปรับสมดุลใหม่ เมือ่ พยายามออกกำลังกายต่อไปจนพ้นระยะ 3-4 นาทีแรก ก็จะรู้สึกเหนื่อยน้อยลง ในการออกกำลังกายแบบ แอโรบิกนั้นเราต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ 4 อย่างที่สำคัญ ได้แก่ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

61


1. ความหนักของการออกกำลังกาย (Intensity) โดยทัว่ ไป จะยึดหลักว่าควรออกกำลังกายไม่หนักมากจนทำติดต่อกันเกิน 5 นาทีไม่ได้ แต่ก็ไม่เบาจนไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ถ้าสามารถนับ ชี พ จรตนเองขณะออกกำลั ง กายได้ ชี พ จรควรอยู ่ ร ะหว่ า ง ร้อยละ 70 ถึงร้อยละ 80 ของอัตราการเต้นชีพจรสูงสุดในแต่ละ คน โดยคำนวณชีพจรสูงสุดจากสูตร 220 - อายุ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีอายุ 40 ปี ชีพจรสูงสุดจะเท่ากับ 220 - 40 เท่ากับ 180 ชีพจรเป้าหมายขณะออกกำลังกายจึงอยู่ระหว่าง ร้อยละ 70 ของ 180 เท่ากับ 126 และ ร้อยละ 80 ของ 180 ซึง่ เท่ากับ 144 เป็นต้น ในทางปฏิบัติการจับชีพจรขณะออกกำลังกายอาจไม่สะดวก เราอาจใช้ความรู้สึกเหนื่อยเป็นตัวประเมินความหนักของการ ออกกำลังกาย ในขณะวิ่งถ้าสามารถพูดได้เป็นประโยคที่ต้อง พูดนานสัก 2-3 วินาที ยกตัวอย่าง เช่น “วันนี้อยากไปดูหนังไหม” แสดงว่าความหนักกำลังพอดี แต่ถ้าพูดแบบน้ำไหลไฟดับได้ แสดงว่ า เบาเกิ น ไป หรื อ อาจใช้ น าฬิ ก าหรื อ เครื ่ อ งวั ด ชี พ จร อัตโนมัตไิ ด้ 2. ความนานของการออกกำลังกาย (Duration) กล้ามเนื้อ จะเข้าสูร่ ะบบแอโรบิกหลังจากออกกำลังกายได้ 3 นาที แต่นน่ั เป็น เรื่องของกล้ามเนื้อ ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เราไม่ได้ บริหารเฉพาะกล้ามเนื้อ แต่เราต้องบริหารหัวใจ ปอด และระบบ ไหลเวียนโลหิตด้วย จากการศึกษาพบว่าถ้าออกกำลังกายนาน ตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป เราถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอด ดังนั้นจึงเป็นหลักทั่วไปว่าเราควรออก กำลังกายอย่างต่อเนื่องนาน 15 นาทีขึ้นไป การออกกำลังกาย

62

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


เพื่อการรักษาน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้น ควรออกกำลังกายหนัก ระดับปานกลางนานประมาณ 45-60 นาที 3. ความบ่อยของการออกกำลังกาย (Frequency) ถ้า ออกกำลังกายแบบแอโรบิกนานประมาณ 15 นาทีได้ 6 ครั้ง ต่ อ สั ป ดาห์ จะได้ ผ ลดี ส ู ง สุ ด แต่ จ ากการศึ ก ษาต่ อ มาพบว่ า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกนาน 30 นาที ทำเพียง 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะคงความฟิตของร่างกายได้ไม่จำเป็น ต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิกทุกวัน ควรมีวันหยุด 1-2 วัน เพือ่ ทีร่ า่ งกายได้พกั ซ่อมแซมส่วนทีส่ กึ หรอ 4. วิธกี ารออกกำลังกาย (Mode of exercise) กิจกรรมการ ออกกำลั ง กายแบบแอโรบิ ก ควรเป็ น กิ จ กรรมที ่ เ หมาะสมกั บ สภาพร่างกาย เพศ อายุ และสภาพแวดล้อม ยกตัวอย่าง เช่น ถ้ามีปัญหาเรื่องเข่า ข้อเท้า น้ำหนักตัวมาก หรืออ้วน ก็อาจจะ ต้องเลือกวิธี ออกกำลังกายที่ไม่มีน้ำหนักลงกระแทกที่เข่าหรือ ข้อเท้ามาก เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว เป็นต้น ถ้า ต้องออกกำลังกายของส่วนแขนให้มากขึ้นก็ว่ายน้ำ หรือเต้น แอโรบิ ก ถ้ า ต้ อ งการเพิ ่ ม ขนาดกล้ า มเนื ้ อ ต้ น ขาและลดน่ อ ง อาจใช้วิธีก้าวสลับขาขึ้นลงบันได (Bench Stepping exercise) ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบใด จะต้องมีการอบอุ่น ร่างกาย (Warm up) ให้เพียงพอก่อน ซึ่งรวมถึงการยืดกล้ามเนื้อ ส่วนทีจ่ ะใช้ออกกำลังกายด้วย เพือ่ ลดอันตรายจากการออกกำลังกาย ร่างกายมีการปรับอุณหภูมสิ งู ขึน้ ป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนือ้ และข้อต่อ เมื่ออกกำลังกายเสร็จแล้วก็ค่อยๆ ผ่อนความหนักลง (Cool down) ไม่ควรหยุดออกกำลังกายทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

63


ในคนสูงอายุเพราะร่างกายจะปรับไม่ทัน เส้นเลือดที่ไปเลี้ยง กล้ามเนื้อยังขยายตัวอยู่ ทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้ ควรยึดหลักสายกลางเสมอ แบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เพิ่ม ความหนัก และความนานของการออกกำลังกาย ไม่หักโหม ถ้า เป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ควรให้แพทย์ตรวจสุขภาพ ก่อน

การออกกำลังกายเพื่อลดไขมัน คนที่ต้องการลดไขมัน ต้องใช้ระยะเวลาออกกำลังกาย นานขึ้นตามทฤษฎีแล้ว เมื่อเริ่มออกกำลังกาย ร่างกายจะใช้ คาร์โบไฮเดรต ในสัดส่วนที่มากกว่าไขมัน แต่เมื่อออกกำลังกาย ไปประมาณ 20 นาทีอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะใช้ไขมันมาสันดาป เป็นพลังงานพอๆ กับคาร์โบไฮเดรต ถ้าเราออกกำลังกายนาน กว่า 45 นาที ได้อย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะหันมาสลายไขมัน มาเป็ น พลั ง งาน ในสั ด ส่ ว นที ่ ม ากกว่ า คาร์ โ บไฮเดรต ซึ ่ ง ถ้ า จะออกกำลั ง กายให้ ไ ด้ น านขนาดนั ้ น เราต้ อ งลดความหนั ก (Intensity) ลดลง โดยทั่วไปก็จะอยู่ในช่วงร้อยละ 60 ถึงร้อยละ 70 ของชีพจรสูงสุด การออกกำลังกายหนักๆ แต่นานไม่ถึง 15 นาที แม้จะสูญเสียพลังงานไปมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า จะลดไขมันได้ดี เพราะพลังงานทีส่ ญ ู เสียไปมาจากคาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนใหญ่ ถ้ายิ่งออกกำลังกายหนักมากร่างกายก็จะเริ่มใช้ ระบบแอนแอโรบิก (Anaerobic) เข้าช่วยเพราะพลังงานจาก ระบบแอโรบิกสร้างพลังงานไม่ทันที่จะใช้ในการออกกำลังกาย หนักขนาดนั้นได้ ระบบแอนแอโรบิกนี้ไม่สามารถใช้ไขมันมา สลายเป็นพลังงานสำหรับระบบได้ แต่สลายเฉพาะคาร์โบไฮเดรต

64

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งคือ กรดแลกติค (Lactic acid) ทำให้เกิด อาการล้า

การสร้างสุขนิสัยในการออกกำลังกาย คนจำนวนมากไม่ยอมออกกำลังกาย เนื่องจากมีข้ออ้าง ที่ว่าไม่มีเวลา ซึ่งในความเป็นจริงคนเราทุกคนมีเวลา 86,400 วินาที ที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ผู้ที่ใช้เวลาได้คุ้มค่าย่อมได้ เปรียบกว่าบุคคลอื่น การออกกำลังกายมีประโยชน์มากมาย จึ ง ควรให้ ค วามสำคั ญ ต่ อ การออกกำลั ง กายให้ ม ากขึ ้ น สิ ่ ง ที ่ ยากทีส่ ดุ เกีย่ วกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คือการเริม่ ต้น คนจำนวนมากจะมีข้อแก้ตัวที่ทำให้ไม่ออกกำลังกาย จึงเป็น เหตุให้ไม่ออกกำลังกายจริงจังในที่สุด ควรผลักดันตนเองให้ เห็นความสำคัญของการออกกำลังกายให้มากขึน้ และอย่าผลัดวัน ประกันพรุง่ บ่อยๆ นอกจากนัน้ ควรหาทางทำให้การออกกำลังกาย เป็นเรื่องสนุกสนานจะทำให้เกิดแรงจูงใจในการออกกำลังกาย มากขึน้ ผูท้ ม่ี ปี ญ ั หาเรือ่ งน้ำหนักตัวมากส่วนใหญ่จะมีนสิ ยั ไม่ชอบ การออกกำลังกาย แม้วา่ จะเข้าใจถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย อย่างชัดเจนก็ตาม ยังผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อยๆ เมื่อใดก็ตาม ที่ตั้งใจจะออกกำลังกายก็จะมีข้อแก้ตัวอันเป็นเหตุให้เลิกแนวคิด เสมอ ดังนั้นในการแก้ไขพฤติกรรมอันดับแรกคือ จะต้องเลิก ผลัดวันประกันพรุ่ง เมื่อตัดสินใจจะออกกำลังกายขอให้ลงมือทำ ทันที การสร้างแรงจูงใจเสริมอื่นๆ ไม่ว่าเป็นการทำให้สนุกสนาน หรือแม้แต่การตั้งรางวัลให้กับตนเองก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ การออกกำลังกายมีประโยชน์ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน แต่ตอ้ งทำให้ถกู วิธแี ละทำต่อเนือ่ งสม่ำเสมอจึงจะเห็นผล คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

65


ยาและผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับลดน้ำหนัก แนวทางการรักษาและยาที่มีใช้ในปัจจุบัน ในการรักษาโรคอ้วน จำเป็นต้องรักษาระยะยาวโดยใช้ วิธีการลดน้ำหนักในระดับปานกลาง คือให้น้ำหนักค่อยๆ ลด ประมาณร้อยละ 5 ถึง 10 ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่ามีผลดีต่อสุขภาพ ในขณะเดียวกันต้องคงระดับการลดน้ำหนักให้ยั่งยืนด้วย ในการแนะนำการใช้ ย าในผู ้ ป ่ ว ยโรคอ้ ว นจะไม่ แ นะนำ ให้ใช้ยาในผู้ป่วยทุกราย จะเลือกใช้เฉพาะผู้ป่วยที่มีค่าดัชนี มวลกายมากกว่า 30 และเมื่อใช้วิธีควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ปรั บ เปลี ่ ย นความคิ ด และพฤติ ก รรมแล้ ว ไม่ ป ระสบผลสำเร็ จ หรือถ้าผู้ป่วยมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 27 แต่มีปัจจัยเสี่ยง ร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แต่ไม่ควรใช้ ตามลำพัง โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและ ออกกำลังกายร่วมด้วย

ยารักษาโรคอ้วนจำแนกตามตำแหน่งการออกฤทธิ์ 1. ยาทีอ่ อกฤทธิต์ อ่ ระบบประสาทส่วนกลาง ยาทีอ่ อกฤทธิผ์ า่ นวิถท ี างของซีโรโทนิน Fenfluramine และ Dexfenfluramine มีประสิทธิภาพดี ในการลดน้ำหนัก แต่บริษัทผู้ผลิตได้ถอนออกจากท้องตลาด ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2540 เนื่องจากมีการเกิดลิ้นหัวใจรั่ว และ primary pulmonary hypertension Fluoxetine และ sertraline เป็นยาต้านการซึมเศร้า ในกลุ่ม selective serotonin - reuptake inhibitors (SSRIs)

66

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


จะมี ผ ลในการลดการรั บ ประทานอาหารและลดน้ ำ หนั ก ได้ จึ ง สามารถใช้ ใ นผู ้ ป ่ ว ยที ่ ม ี อ าการซึ ม เศร้ า และเป็ น โรคอ้ ว น แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการอาหารและยา ของประเทศสหรัฐอเมริกา(26) ยาทีอ่ อกฤทธิผ์ า่ นวิถที างของนอร์แอดรีเนอร์จกิ Ephedrine และ caffeine มีคุณสมบัติทำให้เบื่ออาหาร และเพิ่มการใช้พลังงานโดยไปเพิ่มการหลั่ง norepinephrine พบการกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มความดันโลหิตและ อุณหภูมขิ องร่างกาย ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สั่นกระตุก นอนไม่หลับและมึนงง Phentermine diethylproprin เป็ น อนุ พ ั น ธ์ ข อง amphetamine ที ่ ท ำให้ เ กิ ด การเบื ่ อ อาหารและสามารถลด น้ำหนักได้ อาการข้างเคียงที่พบคือนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ อาจทำให้เกิด hypertensive crisis และโรคต้อหิน กำเริ บ ได้ เมื ่ อ ใช้ ร ่ ว มกั บ ยาในกลุ ่ ม monoamine oxidase inhibitors ในเดือนพฤษภาคม 2544 ประเทศกลุ่มประชาคม ยุโรปได้ทำการถอน phentermine และ diethylproprion ออก จากตลาด เนื่องจากมีรายงานการเกิด primary pulmonary hypertension และ heart valve disorders โดยไม่แนะนำ ให้มีการใช้ยา 2 ชนิดนี้ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับยามาก่อน ส่วน ผู้ป่วยที่ได้รับยามามากกว่า 3 เดือน ต้องค่อยๆ ลดขนาดยาลง จนหยุดยาได้ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันอาการถอนยาที่ อาจเกิดขึ้นถ้าทำการหยุดยาทันที อาการถอนยาที่พบ เช่น ซึมเศร้า กระวนกระวาย มึนงง และรบกวนการนอนหลับ คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

67


ยาที ่ อ อกฤทธิ ์ ผ ่ า นทางวิ ถ ี ซ ี โ รโทนิ น และนอร์ แอดรีนาลิน Sibutramine ออกฤทธิ์เป็น re-uptake inhibitor ต่อ ซีโรโทนินและนอร์แอดรีนาลิน ช่วยลดความอยากอาหาร โดย ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ monoamine oxidase และพบ ฤทธิ์เพิ่ม post - ingestive satiety และเพิ่ม resting metabolic rate ในสัตว์ทดลอง(26) นอกจากนีย้ งั มีการเพิม่ การใช้พลังงานด้วย ในผู้ป่วยอ้วนที่เป็นโรคเบาหวาน การใช้ Sibutramine จะมีผลดี ต่ อ การควบคุ ม ระดั บ น้ ำ ตาลและไขมั น ในเส้ น เลื อ ด อาการ ข้างเคียงที่พบคือ ปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ ท้องผูก พบการเพิ ่ ม ของความดั น โลหิ ต และอั ต ราการเต้ น ของหั ว ใจ ข้อห้ามใช้ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง โรคตับหรือโรคไต ที่รุนแรง anorexia nervosa ปัจจุบันคณะกรรมการอาหาร และยาของสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ใช้ Sibutramine ในการรักษา โรคอ้วนได้ 2. ยาทีอ่ อกฤทธิต์ อ่ ระบบทางเดินอาหาร Orlistat เป็ น อนุ พ ั น ธ์ ข อง lipstatin ออกฤทธิ ์ โ ดย ยับยั้งเอนไซม์ไลเปสในระบบทางเดินอาหาร สามารถยับยั้ง การดูดซึมของอาหารไขมันได้มากถึงร้อยละ 30 มีการศึกษา ที่ใช้ Orlistat ในระยะยาว (2 ปี) พบว่าน้ำหนักที่ลดลงจะเร็วกว่า และมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ อาการข้างเคียงทีพ ่ บคือ มีนำ้ มันไหลออกมาทางทวารหนัก มีไขมันหรือน้ำมันในอุจจาระ เพิ่มการถ่ายอุจจาระ กลั้นอุจจาระ

68

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ไม่อยู่ รบกวนการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน ข้อห้ามใช้ ในผู้ป่วยที่มีการดูดซึมในทางเดินอาหารผิดปกติแบบเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำดี อาจใช้วิตามินที่ละลาย ในไขมันเสริมถ้ามีการใช้ Orlistat ในระยะยาว Metformin อาจมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคอ้วนร่วมกับ เบาหวานประเภทที่ 2 แต่การใช้ในการรักษาโรคอ้วนต้องมีความ ระมัดระวังสูง เพราะอาจเกิดปัญหาของโรคหัวใจ ตับ ไต และ อาจเกิด lactic acidosis ได้

วิธกี ารและยากลุม่ อืน่ ๆ ทีไ่ ม่ควรใช้ในการรักษาโรคอ้วน ยาขับปัสสาวะ ปกติจะใช้ในคนไข้ที่หัวใจล้มเหลว คนไข้ที่น้ำท่วมปอด เพื่อลดการคั่งของน้ำ ทำให้หัวใจ ปอด ทำงานไม่หนักเกินไป และมีการใช้อย่างระมัดระวังมาก ต้องมี การติ ด ตามเป็ น ระยะๆ เพราะยาขั บ ปั ส สาวะทำให้ ร ่ า งกาย เสียน้ำและเกลือแร่ ซึ่งหากสูญเสียไปมากๆ ทำให้ไตและหัวใจ ทำงานผิดปกติ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างมาก จากผลข้างเคียง ของยาขั บ ปั ส สาวะ ในบางคลิ น ิ ก ลดความอ้ ว นจึ ง แนะนำให้ ผู้ป่วยกินน้ำเกลือ (เกลือแกงละลายกับน้ำ) วันละ 1 ขวดโพลาริส เพื่อแก้อาการดังกล่าว ผู้ป่วยบางคนพอกินน้ำเกลือเข้าไปมากๆ แทนที ่ จ ะกลายเป็ น ผลดี กลั บ ทำให้ แ น่ น หน้ า อก จึ ง ต้ อ งลด ปริมาณลง ยาระบาย นอกจากจะแก้ อ าการท้ อ งผู ก จากยาลด ความอ้ ว นแล้ ว อี ก วั ต ถุ ป ระสงค์ ห นึ ่ ง ที ่ ใ ช้ ก ั น คื อ เพื ่ อ ขั บ ไล่ อาหารออกจากทางเดินอาหาร ภายหลังการรับประทานเข้าไปมาก คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

69


โดยมีการใช้ในขนาด 3-10 เท่าของขนาดที่ใช้บรรเทาอาการ ท้องผูก ซึ่งขนาดดังกล่าวทำให้เกิดอาการท้องเดิน ร่างกาย สูญเสียน้ำและเกลือแร่ ยาระบายหากใช้ผิดวัตถุประสงค์และ ใช้อยู่เป็นเวลานาน ก่อให้เกิดผลเสียหลายอย่าง เช่น การสูญเสีย เกลือโพแทสเซียม ซึ่งทำให้ปากแห้ง เพลีย ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว หัวใจเต้นผิดปกติ ไตวาย ไตทำงานผิดปกติ เป็นนิ่ว เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำมากจะปัสสาวะน้อย นอกจากนี้มีผล ต่อลำไส้ จะทำให้กล้ามเนื้อลำไส้สูญเสียการบีบตัว ลำไส้อักเสบ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ยาไทรอยด์ฮอร์โมน ยาตัวนี้ใช้เพื่อให้ร่างกายเกิด การเผาผลาญพลังงาน ทำให้ร่างกายเกิดความร้อน ด้วยหวังผล ว่าอาหาร ไขมันที่ร่างกายสะสมจะได้ถูกใช้ไป ยาตัวนี้มีผลเสีย ต่อร่างกาย เช่น เป็นพิษต่อหัวใจ ใจสั่น ปวดหัว เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เป็นต้น อาหารวิทยาศาสตร์ทดแทนสารอาหารจากธรรมชาติ ที ่ ก ่ อ ให้ เ กิ ด ความอ้ ว น ชาวอเมริ ก ั น เรี ย กอาหารชนิ ด นี ้ ว ่ า “Frankenfood” ทำจากเส้นใยพืช หรือที่หลายคนรู้จักดีในชื่อ ใยอาหาร (Fiber) ซึ ่ ง มี โ มเลกุ ล ใหญ่ ท ำให้ ร ู ้ ส ึ ก อิ ่ ม แต่ ไ ม่ ม ี สารอาหารที่ร่างกายต้องการ มีประโยชน์เพียงแค่ช่วยให้ระบบ การขับถ่ายดีขึ้น ผู้ผลิตบางรายถือโอกาสใส่ยาถ่ายลงไปใน ตัวยา ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย การบีบตัวของลำไส้มาก เกินไป ทำให้กลไกของระบบขับถ่ายมีอัตราการเร่งสูง อีกทั้งยัง ส่งผลให้ระบบการหายใจ และการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจล้มเหลว

70

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


แนวโน้มการรักษาโรคอ้วนในอนาคต ยาที่ใช้ลดความอ้วนส่วนใหญ่เป็นยาลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกไม่อยากกิน ยาพวกนี้คือตระกูลของยาม้าหรือยาบ้า เช่น พวกเอมเฟตตามีน และอนุพนั ธ์ของมัน ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ เกิดจากยาออกฤทธิ์กระตุ้นสมองและกระตุ้นระบบไหลเวียน เลือด ถ้ากินเกินขนาดทำให้เป็นโรคจิตได้ และมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการติดยา(27) ในปัจจุบันมีการใช้ยา 2 ตัว ในการรักษาโรคอ้วน คือ sibutramine และorlistat ยาทั้งสองมีประสิทธิภาพดีพอๆ กับ dexfenfluramine คือ ทำให้น้ำหนักลดลงประมาณร้อยละ 10 นานประมาณ 2 ปี(26) อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยจากการใช้ ยานานกว่า 1 ปี ยังไม่เป็นที่ยืนยัน การเลือกใช้ยาลดความอ้วน ตั ว ใหม่ แพทย์ จ ะต้ อ งพิ จ ารณาถึ ง ประโยชน์ แ ละความเสี ่ ย ง ที่ผู้ป่วยจะได้รับโดยทั่วไป การใช้ยาลดความอ้วน จะใช้ร่วมกับ การจำกัดอาหาร และการออกกำลังกาย ยาจะไม่ได้ผลในการ รั ก ษา ถ้ า ผู ้ ป ่ ว ยรั บ ประทานอาหารเพิ ่ ม ขึ ้ น หรื อ ไม่ ย อมออก กำลังกาย เป้าหมายในการรักษาโรคอ้วนไม่ใช่เพียงแต่ต้องการ ลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ต้องการลดอัตราการเกิดโรคและอัตรา การตายจากโรคอื่นๆ ด้วย การพัฒนายาใหม่ไม่เพียงแต่พัฒนา ผลในการควบคุ ม น้ ำ หนั ก เท่ า นั ้ น ยั ง จะต้ อ งพั ฒ นาวิ ถ ี ก าร เปลี่ยนแปลงยาและอาการข้างเคียงต่างๆ ที่เกิดจากน้ำหนัก ร่างกายที่สูงเกินไป

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

71


ศัลยกรรมกับโรคอ้วน การผ่าตัดกับโรคอ้วน ปัจจุบันการทำศัลยกรรมตกแต่งได้เข้ามามีบทบาทในการ รักษาผู้ป่วยโรคอ้วนมากขึ้น ซึ่งอย่างไรก็ตามการผ่าตัดไม่ใช่ วิธกี ารรักษาโรคอ้วนทีด่ ที ส่ี ดุ ทัง้ นีก้ ารผ่าตัดทีม่ สี ว่ นช่วยให้ผปู้ ว่ ย อ้วนหรือคนทีม่ ไี ขมันสะสมมากเกินไปมีรปู ร่างดีขน้ึ คือการผ่าตัด ปรับรูปร่างที่เรียกว่า Body Controuring เช่น กรณีผู้ป่วยที่ลด น้ำหนักได้ผลดีจนเห็นผนังหน้าท้องหย่อนยานได้รับการผ่าตัด ทำให้ผนังหน้าท้องตึงขึ้น รูปร่างดีข ึ้น ท้องแบน มีเอว แต่ ภายหลังผ่าตัดผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลดลงไม่มากเมื่อเทียบกับการ ลดน้ำหนักที่ถูกวิธี อย่างไรก็ตาม ศัลยกรรมมีส่วนรักษาผู้ป่วย โรคอ้วนชนิดรุนแรงและอันตราย (Morbid Obesity) มีน้ำหนัก มากกว่า 100% ของน้ำหนักทีค่ วรเป็นและค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เท่ากับหรือมากกว่า 40(28) การผ่าตัดลดความอ้วนอาจทำได้โดย การผ่าตัดเอาลำไส้เล็กออกบางส่วน ผ่าตัดรัดกระเพาะอาหารที่ เรียกว่า Vertical - banded gastroplasty หรือทำ Kuzmak adjustable silastic band ให้มีขนาดเล็กลง ดังภาพที่ 2 Esophagus Band Duodenum

Pouch

Stomach

ภาพที่ 2 การผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร Vertical - banded gastroplasty หรือ Kuzmak adjustable silastic band(29)

72

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


การผ่าตัดชนิดนี้ทำให้รับประทานอาหารลดลงทีละน้อย หรือเรียกว่าตัดต่อไส้ที่เรียกว่า Grastric bypass เพื่อให้มีการ ดูดซึมน้อยลง การผ่าตัดวิธีต่างๆ นี้ มีความยุ่งยากและอาจ เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การผ่าตัดอาจจะได้ผลดีในระยะแรก แต่ถา้ ผูป้ ว่ ยไม่ควบคุมอาหารและไม่อยากออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็จะกลับมีน้ำหนักเพิ่มได้อีก(30) ส่วนการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน มีอีกหลายประเภท เช่น Biliopancreatic diversion (BPD), Adjustable gastric banding, Biliopancreatic diversion with duodenal switch, Roux en Y stomach surgery for weight loss และ Vertical banded gastroplasty เป็นต้น(31) โดยทั่วไปมีประสิทธิผลในการลดน้ำหนักตัวที่เกินไปได้ ประมาณ 50% โดยเฉลีย่ และคงน้ำหนักตัวไม่ให้กลับขึน้ มาได้อกี ในเกือบ 60% ของผู้ป่วยหลัง 5 ปี ในประเทศไทยแพทย์ ย ั ง ไม่ ไ ด้ น ำเอาวิ ธ ี เ หล่ า นี ้ ม าใช้ มากนั ก เพราะเป็ น วิ ธ ี ท ี ่ ผ ิ ด ธรรมชาติ แ ละอาจก่ อ ให้ เ กิ ด ผล แทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้มาก ซึ่งวิธีการผ่าตัดที่เป็นที่นิยมกัน ตามสมควรในหมู่คนไทยคือ การผ่าตัดเลาะชั้นไขมันออกและ ดูดไขมัน แต่มีข้อเสียคืออาจทำให้ท้องแข็งเป็นกระดานนาน หลายเดือนหรือหลายปี(9)

การดูดไขมัน (Liposuction) การดูดไขมัน หมายถึง วิธกี ารทีใ่ ช้เครือ่ งมือทีล่ กั ษณะคล้าย ท่ อ ยาวใส่ เ ข้ า ไปใต้ ผ ิ ว หนั ง เพื ่ อ ดู ด เอาไขมั น ส่ ว นเกิ น ออกมา จากบริเวณต่างๆ เช่น หน้าท้อง สะโพก ก้น ต้นขา ต้นแขน คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

73


คอ เป็นต้น การดูดไขมันนี้ไม่สามารถจะใช้ลดความอ้วนทั่ว ร่างกายได้ แต่สามารถจะลดจำนวนไขมันบริเวณส่วนต่างๆ ทีส่ ะสมอยูเ่ ฉพาะทีไ่ ด้(31) ข้อบ่งชีใ้ นการดูดไขมัน(32) - ใช้ ด ู ด ไขมั น ในกรณี ท ี ่ อ อกกำลั ง และคุ ม อาหารแล้ ว ไขมันไม่ลด - กล้ามเนื้อบริเวณที่จะดูดต้องแข็งแรง - ผิวหนังบริเวณที่ถูกดูดต้องมีความยืดหยุ่นดี วิธีการดูดไขมัน เริ่มจะมีการฉีดสารละลายระหว่างยาชา และยา epinephrine ซึ่งจะไม่ให้เลือดออกมาก หลังจากนั้น ก็จะกรีดผิวหนังเป็นรอยเล็กแล้วสอดท่อเข้าบริเวณที่จะดูดและ เปิดเครือ่ งดูด ก็จะได้ไขมันออกมา หลังจากนัน้ ใช้ผา้ ยืดพันบริเวณ ที่ดูดเพื่อให้แผลหายเร็วและรูปร่างเข้าทรง ดังภาพที่ 3

ภาพที่ 3 แสดงการดูดไขมัน Liposuction(30)

74

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ภาวะแทรกซ้อน ภาวะแทรกซ้อนทีพ ่ บได้ไม่มาก ได้แก่ - ผิวหนังเป็นปม มีก้อนใต้ผิวหนัง แผลเป็น - ชา การติดเชือ้ แผลเป็น เสียชีวติ เนือ่ งไขมันเข้าเส้นเลือด - เสียเลือด และน้ำทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ ภาวะแทรกซ้อนพบมากในภาวะดังต่อไปนี้ - นำไขมันออกมากเกินไป - ทำการผ่าตัดหลายชนิดในการทำครั้งเดียว - การดมยาสลบ

การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้กลับขึ้นมาอีก (Weight loss maintenance) ควรรักษาน้ำหนักตัวที่ลดลงไปได้แล้ว ไม่ให้กลับขึน้ มาอีก โดยควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยน พฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง อาจใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวได้ เมื่อจำเป็น ควรเริ่มแนวทางและมาตรการควบคุมน้ำหนักตัว ตั้งแต่ เริ่มพยายามลดน้ำหนักตัวได้ 6 เดือน และการที่ผู้ป่วยได้กลับ มาพบแพทย์และทีมควบคุมน้ำหนักบ่อยๆ จะช่วยให้การลด และควบคุมน้ำหนักเป็นผลสำเร็จมากขึน้

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

75


บรรณานุกรม (1) Nation Center for Chronic disease Prevention and Health promotion. Obesity trends. (on line) : Available from : URL ; http://www.agingwell.state.ny.us/selfcare/ articles/obesity_trends.htm. (Assess 2005 January 28) (2) Proietto J , A Baur L. 10 : Managemant of obesity. MJA. 2004 ; 180 (9) : 474-480. (3) รุจิรา สัมมะสุต. โภชนาการผู้สูงอายุ. นิตยสารใกล้หมอ. 2543 ; 24 (6) : (on line). Available from : URL ; http: //www.geocities.com/yongyang98/doctors2/ senile_food02.html (Assess 2001 July 20) (4) Sturm Ro, Finkelstein Er, Rhoades, McNeil BA. Fact of life. (on line) : Available from : URL ; http: // www.hbns.org/fol/current.cfm. (Assess 2005 January 28) (5) University of Utha Health Sciences Center. Obesity and Cardiovascular Disease. (on line) : Available from : URL ; http://www.uuhcs.Utha.edu/healthinfo/ adult/cardiac/obesity.htm. (Assess 2005 February 15) (6) ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางใน การวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วน. ใน : วิทยา ศรีดามา, บรรณาธิการ. โครงการตำราจุฬาอายุรศาสตร์ ฉบับที่ 18. พิมพ์ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะ แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ; 2544 หน้า 426 - 439.

76

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


(7) World Health Organization. Obesity and over weight. (on line) : Available from : URL ; http://www.WHO. int/dietphysicalactivity/publication/facts/obesity/en/. (Assess 2005 February 15) (8) แสงโสม สีนะวัฒน์ และคณะ. Fact sheet ด้านโภชนาการ. 2541 ; 3 (5) : 1 - 7. (9) กำพล ศรีวัฒนกุล. อ้วนไขมัน. กรุงเทพมหานคร : สยาม สปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ; 2543 (10) Anand BK, Brobeck JR. อ้างถึงใน เมตตา โพธ์กลิ่น. โรคอ้วน. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2547 ;10 (2) : 362 - 373. (11) Vongdukmai R. อ้างถึงใน เมตตา โพธ์กลิ่น . โรคอ้วน. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2547 ;10 (2) : 362 - 373. (12) A. D. A. M. Migraine prevention. (on line) : Available from : URL ; http://www.health.allrefer.com/picturesimages/hypothalamus.html. (Assess 2005 July 18) (13) พนิดา กุลประสูติดิลก. ทำไมลดน้ำหนักไม่ลง. กรุงเทพมหานคร : หจก. เอมี่ เทรดดิ้ง ; 2545. (14) นิภาพร ตะเภาพงษ์. บ๊าย..บาย ความอ้วน. กรุงเทพมหานคร : ซี. พี. บุ๊ค สแตนดาร์ด ; 2546. (15) Institute for Clinical System Improvement (ICSI). Lipid Maagement in Adults Algorithm Annotations. (on line) : Available from : URL ; http;//www.ngc. gov/summary/summary.aspx?doc_id=4172&nbr=3197 &string. (Assess 2005 February 15) คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

77


(16) Harvard College. Risk of stroke from obesity is now measurable. (on line) : Available from : URL ; http;// www.researchmatters.harvard.edu/Story.php?article id=567. (Assess 2005 February 15) (17) American Heart Association. AHA Conference Proceedings Obesity Impact on Cardiovascular Disease. Circulation. 1998 ; 98 ; 1472-1476. (on line) : Available from : URL ; http;//www.circ.ahajournals /org/cgi/content/full/98/14/1472. (Assess 2005 February 15) (18) Public Health and the environment. Hight prevalence of obesity, hyperlipidemia and hypertention among Mexican police officers in a Mexico - US border city. (November 6-10, 2004). (on line) : Available from : URL ; http;//www.apha.confex.com/apha/132am/ techprogram/paper_83491.htm. (Assess 2005 February 15) (19) Alzheimer’s assosiation. Obesity after 70 Icreases Risk for Alzheimer’s Disease. (2003 July 14). (on line) : Available from : URL;http;//.www.alz.org/ Media/newsrelease/ (Assess 2005 January 1) (20) Canada The week in review. Obesity increase risk of arthritis. (2004 February 2004). (on line) : Available from : URL ; http;//www.statcan.ca/english/ ads/11-002-XIE/2004/02/03404/03404_05p. htm (Assess 2005 March 11)

78

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


(21) เชิดชู อริยศรีวฒ ั นา. การป้องกันโรคอ้วน. วารสารยา. 2547; 23 (6) : 56-57. (22) ประทานพร. โลกกำลังอ้วนจาก. โลกอ้วน. UPDATE. 2547; 19 (199) : 73-80. (23) รุจิรา สัมมะสุต. มารู้จักโรคอ้วน. ใกล้หมอ. 2544 ; 25 (3) : 108 -110. (24) ประเสริ ฐ ทองเจริ ญ . เมื ่ อ คุ ณ ตั ด สิ น ใจลดความอ้ ว น. กรุงเทพมหานคร : บริษทั โรงพิมพ์ประชาช่าง จำกัด. 2546. (25) ศัลยา คงสมบูรณ์เวช. อาหารบำบัดโรค สุขภาพดีเริ่มต้น ที่กินให้เป็น. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด. 2548. (26) ศรีสมบัติ นวนพรัตน์สกุล. โรคอ้วนและแนวโน้มการรักษา โรคอ้วนในอนาคต. วารสารไทเภสัชสาร. 2545 ; 26(1-2) :1-10. (27) นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์. การใช้ยาผิดวัตถุประสงค์เพื่อ การลดน้ำหนัก. ชีวจิต. 2544 ; 3 (59) : 59 - 64. (28) อาทิ เครือวิทย์. ศัลยกรรมกับความอ้วน. วารสารชมรมโรค อ้วน. 2544 ; 1 (2) : 1-4. (29) BARIATRIC SURGERY. Vertical Banded Gastroplastyor VBG . (on line) : Available from : URL ; http; //www.homanmd.com/Vertical%20Banded%20 Gastroplasty.htm. (Assess 2005 June 10) (30) Schonheit and medizin. Fettabsaugung (Liposuction). (on line) : Available from : URL ; http;//www. คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

79


schoenheit-und-medizin.de/fettabsaugung.htm. (Assess 2005 June 10) (31) สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย. การผ่าตัดไขมัน หน้าท้อง. (on line) : Available from : URL ; http;// www.plasticsurgery.or.th. (Assess 2005 June 10) (32) Siamhealth. การดู ด ไขมั น Liposuction. (on line) : Available from : URL ; http;//www.siamhealth.net/ Health/Photo_teaching/liposuction.htm. (Assess 2005 June 10) (33) สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข. การประชุมเชิงปฏิบัติการและดำเนินการ คลินิกผู้สูงอายุ สำหรับบุคลากรสาธารณสุข โรงพยาบาล ชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ระหว่างวันที่ 16 - 17 พฤษภาคม 2548. ขอนแก่น.

80

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


เอกสารวิชาการ (1) นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศลิ ป์. ยาทีใ่ ช้ในโรคทางระบบประสาท ส่วนกลาง. ชีวจิต. 2544 ; 3 (59) : 59 - 64. (2) ใบเหมียง . ความน่ากลัวของยาลดความอ้วน. ชีวจิต . 2544 ; 3 (59) : 56-58. (3) วิภาพรรณ. ยาลดความอ้วน ยาพร่าชีวติ . นิตยสารไฮคลาส. 2541 ; 14 (166) : 93-94. (4) Michael Blumenkrantz. Obesity : The World’s Oldest Metabolic Disorder. (18 july, 2000). (on line) : Available from : URL ; http;//www.quantumhcp. com/obesity.htm. (Assess 2005 March 11) (5) Understanding Adult Obesity : Causes of Obesity. (15 March 2001) . (on line) : Available from : URL; http;//www.niddk.nih.gov/health/nutrit/pubs/unders. htm. (Assess 2005 March 11) (6) U. S. Centers for Disease Control. Obesity, Diabetes on the increase in US. (15 february 2005) (on line) : Available from : URL ; http//;www.usgovinfo.about. com/library/weekly/aa010803a.htm. (Assess 2005 March 11) (7) วิศาล คันธารัตนกุล. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ โรคอ้วนและการดูแลรักษา : การออกกำลังกายเพื่อควบคุม และลดน้ำหนัก. ระหว่างวันที่ 20 - 22 เมษายน 2548. ชลบุรี : ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ. คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

81


(8) ศรีสมร คงพันธ์. (2543). อาหารลดความอ้วน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แสงแดด. (9) ใยวรรณ ธนะมัย. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ โรคอ้วนและการดูแลรักษา : โรคอ้วน. ระหว่างวันที่ 8-10 มิถนุ ายน 2548. ชลบุรี : ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ. (10) พรฑิตา ชัยอำนวย. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ โรคอ้วนและการดูแลรักษา : การบริหารจัดการและการดูแล รักษาโรคอ้วน. ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2548. ชลบุรี : ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ. (11) กำพล ศรีวัฒนกุล. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ โรคอ้วนและการดูแลรักษา : ยาและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อควบคุมน้ำหนัก. ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2548. ชลบุรี : ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ. (12) กมล ไชยสิทธิ์. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ โรคอ้วนและการดูแลรักษา : การปรับพฤติกรรมเพือ่ ควบคุม น้ำหนัก. ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2548. ชลบุรี : ศูนย์ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ. (13) สุนาฎ เตชางาม. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการโรค อ้วนและการดูแลรักษา : โภชนบำบัดเพื่อลดและควบคุม น้ำหนัก. ระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน 2547. ชลบุรี : ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ. (14) พนิดา กุลประสูติดิลก. (2545). ทำไมลดน้ำหนักไม่ลง. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอมี่ เทรดดิ้ง

82

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน


ภาคผนวก ตารางที่ 5 แสดงค่าดัชนีมวลกาย(33) ส่วนสูง (เซนติเมตร) 150 151 152 153 154 155 156 157 158 159 160 161 162 163 164 165 166 167

BMI = 18.5 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) 41.6 42.2 42.7 43.3 73.9 44.4 45.0 45.6 46.2 46.8 47.4 47.9 48.5 49.1 49.7 50.3 50.9 51.6

BMI = 25 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) 56.2 57.0 57.7 58.5 59.3 60.1 60.8 61.6 62.4 63.2 64.0 64.8 65.6 66.4 67.2 68.1 68.9 69.7

BMI = 30 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) 67.5 68.4 69.3 70.2 71.1 72.1 73.0 73.9 74.9 75.8 76.8 77.7 78.7 79.7 80.6 81.7 82.7 83.7

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

83


ส่วนสูง (เซนติเมตร) 168 169 170 171 172 173 174 175 176 177 178 179 180

84

BMI = 18.5 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) 52.2 52.8 53.5 54.1 54.7 55.4 56.0 56.6 57.3 57.9 59.3 59.6 59.9

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

BMI = 25 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) 70.6 71.4 72.2 73.1 73.9 74.8 75.7 76.6 77.4 78.3 79.2 80.1 81.0

BMI = 30 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) 84.7 85.7 86.7 87.7 88.7 89.8 90.8 91.8 92.9 93.5 95.0 96.1 97.2


รายการอาหารสำหรับผู้ลดความอ้วน ในแต่ละรายการได้คิดจำนวนแคลอรี่ ปริมาณสารอาหารไว้ และได้ลดปริมาณเครื่องปรุงบางอย่าง เช่น น้ำตาล น้ำมัน รายการ อาหารนี้ใช้เป็นแนวทางในการทำอาหารและกะปริมาณที่จะเสิร์ฟ ต่อ 1 คน ท่านที่ต้องการลดน้ำหนักจริงๆ ต้องเคร่งครัดในการใช้ น้ำมัน และอาหารประเภทแป้ง เพราะให้แคลอรี่สูง

ยำถั่วพลู พลังงานรวม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เสิร์ฟ 2 ที่ๆ ละ เครื่องปรุง ถั่วพลู หมูเนื้อแดงนึ่งสุกแล้วหั่นเล็กๆ มะพร้าว ถั่วลิสงคั่วโขลกหยาบๆ น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำพริกเผา

569 22 30 42 282

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม แคลอรี่

200 75 50 2 2 2 1

กรัม กรัม กรัม ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

85


เครื่องปรุงน้ำพริกเผา พริกแห้งคั่ว หอมแดงเผา กระเทียมเผา ทั้ง 3 อย่างโขลกรวมกันให้ละเอียด

1 2 1

เม็ดเล็ก หัวเล็ก หัวเล็ก

น้ำสลัดพลังงานต่ำ พลังงาน เครื่องปรุง น้ำส้มไซเดอร์ ซอสมะเขือเทศ ซอสเปรี้ยว ซอสถั่ว กระเทียมโขลกละเอียด มัสตาร์ดผง พริกไทยป่น

40-44 แคลอรี่ต่อ 1 ช้อนโต๊ะ 1 2

ถ้วย 1 ช้อนโต๊ะ 3 ช้อนชา 2 ช้อนชา 1 ช้อนชา 1 ช้อนชา 4 1 ช้อนชา 4

น้ำสลัดชนิดใส พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน รับประทานตามต้องการ

86

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

220 4 30 11

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม


เครื่องปรุง เกลือ 1 ช้อนชา น้ำตาล 1 ช้อนชา มัสตาร์ด 1 ช้อนชา 1 ถ้วย น้ำส้มคั้น 2 1 ช้อนชา พริกไทย 4 น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ตีหรือใส่ขวดเขย่าให้เข้ากัน ผั ก

แตงกวาหั่นแว่น 12 ซม. 200 กรัม 10 ผล มะเขือเทศหั่นแว่นหนา 12 ซม. 200 กรัม 5 ผล ผักกาดหอม 10 ใบ แบ่ ง ไก่ ท ี ่ ห ั ่ น ชิ ้ น บางๆ วางในจานที ่ ร องด้ ว ยผั ก กาดหอม มะเขือเทศ และแตงกวา จัดวางลงข้างๆ ผัก ตักน้ำสลัดราดบนผัก และตักน้ำไก่อบที่เหลือในหม้อราดบนชิ้นไก่

ต้มจับฉ่าย พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เสิร์ฟ 10 ที่ๆ ละ

1,984 201 166 89 198

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม แคลอรี่

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

87


เครื่องปรุง เนื้อไก่เอาหนังออกหั่นโตขนาด 12 นิ้ว 200 กรัม หั ว ไชเท้าอ่ อ นๆ ขนาดกลาง 2 หั ว ปอกเปลื อ ก ตั ด เป็ น ท่อนๆ ยาว 1 นิ้ว แล้วผ่า 4 ซีก ผักคะน้าทุบก้านตัดเป็นท่อนๆ 3-4 ถ้วย ผักกาดขาวตัดเป็นท่อนๆ 1 ต้น กะหล่ำปลี ล้างน้ำให้สะอาดผ่าซีก 1 หั ว ต้นกระเทียมตัดเป็นท่อนๆละ 1 นิ้ว 1 ถ้วย ขึ้นฉ่ายทั้งต้นและใบตัดเป็นท่อน 2 ถ้วย เห็ดหอมเลือกดอกขนาดกลางแช่น้ำ 5-10 ดอก เต้าหู้เหลืองชนิดแข็งตัดเป็นชิ้น 3 แผ่น วุ้นเส้นแช่น้ำสงขึ้น ตัดสั้น 3 ถ้วย เต้าเจี้ยวน้ำ (อย่างดี) 5-6 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 2-3 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำหวาน 2 ช้อนชา

แกงส้มรวมมิตรทะเล พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เสิร์ฟ 2 ที่ๆ ละ

88

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

426 81 5 7 213

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม แคลอรี่


เครื่องปรุง กุ้งชีแฮ้แกะเปลือกผ่าหลังชักเส้นดำออก ปูทะเลสับเป็นชิ้นใหญ่ ปลาหมึกทำความสะอาดบั้ง หอยแมลงภู่ ปลากะพงขาว กะหล่ำปลีหั่นหยาบๆ น้ำ น้ำส้มมะขามเปียก

100 1 100 100 100 2 1 22

เครื่องปรุงแกง พริกบางช้างแกะเม็ดออกแช่น้ำให้นิ่ม หอมแดง กระเทียม กะปิ เกลือ อย่างละ โขลกเครื่องน้ำพริกเข้าด้วยกัน

5 เม็ด 7 หั ว 10 กลีบ 1 ช้อนชา 2

กรัม ตัว กรัม กรัม กรัม ถ้วย ถ้วย 1 4 ถ้วย

น้ำพริกกะปิ พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เสิร์ฟ 4 ที่ๆ ละ

38 3 5 9

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม แคลอรี่

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

89


เครื่องปรุง กะปิเผาไฟพอหอม กระเทียมปอกเปลือกแล้วซอยหยาบๆ กุ้งแห้งป่น พริกขี้หนูเด็ดก้าน มะอึกสุกหั่นฝอย ระกำซอย (ไม่ใส่ก็ได้) น้ำปลา น้ำมะนาว อย่างละ น้ำตาลปี๊บ มะเขือพวงหรือมะเขือเปราะซอย

2 1 1 1 1 1 3 1 1

ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนชา ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนชา ช้อนโต๊ะ

584 98 41 3 194

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม แคลอรี่

ปลาอบ พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เสิร์ฟ 3 ที่ๆ ละ เครื่องปรุง ปลาตาเดียวหรือปลากะพงแล่เอาแต่เนื้อ เกลือ พริกไทย กระเทียมสับ หอมใหญ่สับ

90

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

500 กรัม 1 ช้อนชา 1 ช้อนชา 4 1 หั ว 1 หั ว


ใบกระวาน พริกหวานหั่นบางๆ ซอสมะเขือเทศ น้ำส้มสายชู

2 2

ใบ ลูก 3 ถ้วย 4 1 ถ้วย 4

ปลากะพงขาวนึ่งมะนาว พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน (รับประทานตามต้องการ) เครื่องปรุง ปลากะพงขาวขนาด 400-500 กรัม ต้นหอม ขิงแก่ พริกชี้ฟ้าซอย เครื่องปรุงน้ำปรุง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วญี่ปุ่น พริกไทยป่น น้ำซุปไก่

203 46 1

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม

1 3 1 1

ตัว ต้น แง่ง ช้อนโต๊ะ

1 1

ช้อนโต๊ะ ช้อนชา 1 4 ช้อนชา 3 ช้อนโต๊ะ

ผสมซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วญี่ปุ่น ใส่หม้อตั้งไฟ เติมน้ำซุปไก่พอเดือด ตักน้ำปรุงที่กำลังเดือดราดบนผักที่อยู่บนตัวปลา โรยพริกไทยป่น รับประทานร้อนๆ เสิร์ฟกับผักลวก เช่น ผักบุ้ง คะน้าต้น คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

91


ปลาสำลีแดดเดียว พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน (รับประทานตามต้องการ) เครื่องปรุง ปลาสำลีสดขนาด 500-700 กรัม หอมแดงซอย มะม่วงสดซอย พริกขี้หนูหั่นฝอย น้ำมะนาว น้ำปลา

92

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

467 76 5 7

แคลอรี่ กรัม กรัม กรัม

1 1 2 1 2 3

ตัว ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนชา ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ


คณะผู้จัดทำ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9.

แพทย์หญิงวราภรณ์ ภูมิสวัสดิ์ แพทย์หญิงพรเลขา บรรหารศุภวาท นายแพทย์ศุภศิษฏ์ จิรวัฒโนทัย นางดลินพร สนธิรักษ์ นางกัลยา ปรีดีคณิต นางสาวภัทรชนิดร์ หวังผล นางสาววาสนา มากผาสุข นางสุวลี บุญชักนำ คณะทำงานและเลขานุการ นางอมรรัตน์ สัทธาธรรมรักษ์ คณะทำงานและผูช้ ว่ ยเลขานุการ

ผู้เชี่ยวชาญทบทวน 1. รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล 2. แพทย์หญิงใยวรรณ ธนะมัย โรงพยาบาลเลิดสิน 3. พันเอกแพทย์หญิงพรฑิตา ชัยอำนวย โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า 4. ดร.สุนาฏ เตชางาม สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล 5. นายแพทย์วิศาล คันธารัตนกุล โรงพยาบาลรามาธิบดี

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

93


94

คู่มือแนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วน

OBESITY  

bookOBESITY

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you