Page 1


๑.๑ ความหมายของคํา ๑.๒ หนาที่ของคําในประโยค ๑.๓ การใชคําเพื่อการสื่อสาร ๑.๔ ขอปฏิบัติในการใชถอยคําราชาศัพท

ความหมายของคําอาจมีไดทั้งความหมายตรง ความหมายโดยนัย ความหมายแฝง คําอาจทําหนาที่ ในประโยคไดหลายอยาง การที่จะเขาใจความหมายและหนาที่ของคําจะตองพิจารณาเมื่อปรากฏอยูใน ประโยครวมกับคําอื่น การใชคําเพื่อการสื่อสารตองคํานึงถึงความถูกตองตามความหมาย ตามระดับของโอกาสและบุคคล รวมทั้งถูกตองตามหลักภาษาดวย

๑. อธิบายความหมายแบบตาง ๆ ของคําในภาษาไทยได ๒. บอกหนาที่ของคําในประโยคได ๓. สามารถใชคํา เพื่อการสื่อสารไดอยางถูกตอง ๔. บอกการใชคําใหเหมาะสมกับระดัภาได


คําในภาษาไทยไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปคํา ไมวาจะทําหนาที่ใดหรือตําแหนงใดในประโยค คําที่ออก เสียงอยางเดียวกันอาจมีความหมายไดหลายอยาง เชน คําวาขัน ถาปรากฏอยูลอย ๆ มิไดเขาประโยค อาจมีความหมายอยางใดอยางหนึ่งตอไปนี้ (๑) เปนคํานาม หมายถึง ภาชนะสําหรับตักหรือใสน้ํา (๒) เปนคํากริยา หมายถึง ทําใหตึงหรือใหแนนดวยวิธีหมุนกวดเรงเขาไป (๓) เปนคํากริยา หมายถึง อาการรองอยางหนึ่งของไก หรือนกบางชนิด (๔) เปนคํากริยา หมายถึง หัวเราะ (๕) เปนคําวิเศษณ หมายถึง นาหัวเราะ ชวนหัวเราะ คําในภาษาไทยจะแสดงความหมายที่แทจริงไดก็ตอเมื่อปรากฏชัดวา ทําหนาที่เปนอะไรในประโยค มีตําแหนงอยูที่ใดดังเชน คําวา “ขัน” ที่กลาวมาแลว เชน “ผูชนะการประกวดจะไดรับรางวัลเปนขันน้ําพานรอง” “พอไดฤกษ นายเรือก็สั่งใหกลาสีเรือขันสมอเตรียมออกเดินทาง” “ยินเสียงนกเขาขันคู เสียงจูฮุกกรู ขันอยูในปาพนาพฤกษไพร” “พอเห็นหนาเขา ดิฉันก็นึกขัน ตองกลั้นหัวเราะแทบแย” “ทาทางที่เขาแสดงตอหัวหนาชวนขันมากกวาจะดูนอบนอม” นอกจากความหมายของคําจะปรากฏชัดเจนเมื่ออยูในประโยคแลว ความหมายของคํายังปรากฏใน ลักษณะตอไปนี้ดวย ๑. ความหมายโดยตรง คือความหมายที่ปรากฏตรงตามถอยคํานั้น เชน ขัน แปลวา ภาชนะ สําหรับตักหรือใสน้ํา หรือแปลวา อาการรองอยางหนึ่งของไกหรือนกบางชนิดดังกลาวแลว ๒. ความหมายโดยนัย คือความหมายที่มิไดตรงตามที่เขาใจอยูทั่วไป แตหมายถึงอยางอื่นที่ เขาใจกันได เชน “รัฐบาลขันน็อตตํารวจ” คําวา”ขัน”ในที่นี้มิไดหมายถึง การทําใหตึงหรือแนนดวยวิธีหมุนกวดเรงเขาไป แตมีความหมาย โดยนัย หมายถึง การเรงรัดใหปฏิบัติหนาที่ “ขอสอบชุดนี้หมูมาก”


คําวา”หมู”ในที่นี้ มีความหมายโดยนัย หมายถึง “งาย” ๓. ความหมายแฝง คื อ ความหมายย อ ยที่ แ ฝงอยู ใ นความหมายใหญ มี ลั ก ษณะแนะ รายละเอียดบางอยางไวในความหมายนั้น ๆ เปนความหมายเงา ๆ ซอนเรนหรือแฝงอยูในคํา ความหมายแฝงมีหลายลักษณะ ดังนี้ ก. บอกทิศทาง เชน เคลื่อนขึ้นสูง เชน ลอย ชู ระเหย ปน ฯลฯ เคลื่อนลงต่ํา เชน ยอย หยด หลุด รวง ตก หลน ฯลฯ ข. บอกอาการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวตลอดเวลา เชน พลิ้ว หยุกหยิก ไหว กระดิก ระริก ฯลฯ เคลื่อนไหวจากที่ เชน ขยับ เขยิบ เขยื้อน เลื่อน ไถล ฯลฯ เคลื่อนไหวทีละมาก ๆ เชน กรู พรู ฮือ แห รุม ฯลฯ ค. บอกการเคลื่อนไหวที่สัมพันธกับเวลา การกระทําโดยฉับไว เชน ถลัน ถลา ผลุนผลัน ฯลฯ การกระทําอยางชา ๆ เชน เนิบนาบ โอเอ อืดอาด ยืดยาด ฯลฯ ง. บอกลักษณะหรืออาการ ลักษณะของเด็ก เชน จ้ําม่ํา ตุยนุย เจาเนื้อ ฯลฯ ลักษณะของผูหญิง เชน ออนแอน กระชดกระชอย กระตุงกระติ้ง กระฟดกระเฟยด ฯลฯ ลักษณะของผูชาย เชน บึกบึน ทรหด ล่ําสัน ฯลฯ ลักษณะของคนแก เชน งกๆ เงิ่นๆ กระยองกระแยง ยักแยยักยัน ฯลฯ จ. บอกคุณสมบัติบางอยางของกริยา คํากริยาที่ใชกับของเหลว เชน กระฉูด กระปริบกระปรอย กระเซ็น ฯลฯ คํากริยาที่ใชกับเสียง เชน ตะเบ็ง กระซิบ ตะโกน กระจูกระจี๋ กระจุงกระจิ๋ง ฯลฯ ๔. ความหมายอุปมา หรือความหมายเปรียบ คือ ความหมายที่ใชเชิงเปรียบเทียบ เชน ลิง (ซน เหมือนลิง) กลวย (งายเหมือนปอกกลวยเขาปาก) หมู (ขอสอบชุดนี้หมูมาก) ผี (ขณะนี้เทปผีเต็มตลาด) ฯลฯ ๕. ความหมายสัมพันธกับเสียง คําบางคํามีเสียงคลายกัน หรือใกลเคียงกัน และมีความหมายคลายกันดวย มีหลายลักษณะ เชน เสียงสระสั้น-ยาว เชน วับ-วาบ ฯลฯ เสียงพยัญชนะตนตางกัน เชน เบาะ-เมาะ ฯลฯ


เสียงพยัญชนะทายตางกัน เชน จุกจิก-จูจี้ จุกจิก-จุบจิบ ฯลฯ

คําในภาษาไทย จําแนกออกตามหนาที่ได ๗ ชนิด ไดแก คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําวิเศษณ คําบุพบท คําสันธาน และคําอุทาน คําทั้ง ๗ ชนิดนี้ ทําหนาที่เปนคําหลักและเปนคําชวยในประโยค เราอาจ จําแนกหนาที่ของคําทั้ง ๗ ไดดังนี้ ๑ คํานาม ทําหนาที่ดังนี้ - เปนประธานของประโยค เชน จระเขกินคน - เปนกรรมของประโยค เชน ฝายคานอภิปรายไมไววางใจรัฐบาล - เปนสวนเติมเต็ม เชน ธงไชยเปนนักรอง - เปนสวนขยายนาม เชน อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยกําลังประสบปญหา - เปนสวนขยายกริยา เชน เขาหัดขับรถทุกวันอาทิตย - เปนคําเรียกขาน เชน นักเรียนทุกคน โปรดฟงทางนี้ ๒ คําสรรพนาม ทําหนาที่ดังนี้ - เปนประธานประโยค เชน เขามาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อวานนี้ - เปนกรรมของประโยค เชน รัฐบาลพรอมที่จะชวยเหลือทานเสมอ - เปนสวนเติมเต็ม เชน ผูไดรับประโยชนคือพวกเราทุกคน - เปนคําเรียกขาน เชน สวัสดีครับ ทานผูฟงที่เคารพ ๓ คํากริยา ทําหนาที่ดังนี้ - เปนตัวแสดงในประโยคเชน นักเรียนยกมือไหวครูอยางนอบนอม,ประชาชนกราบหลวงพอคูณ ดวยความศรัทธา - เปนประธานของประโยค เชน นอนดึกทุกคืน เปนเหตุใหสุขภาพทรุดโทรม - เปนสวนขยายนาม เชน ขณะนี้ยังไมถึงเวลากินขาว - เปนสวนขยายกริยา เชน หลอนปลอยลูกเดินเลนตามลําพัง ๔ คําวิเศษณ ทําหนาที่ดังนี้ - ขยายนาม เชน ผูหญิงขาวทวมกําลังเดินเขามาในหอง - ขยายสรรพนาม เชน เขาเหลานั้น กําลังเดือดรอนเพราะน้ําทวม - ขยายกริยา เชน เสียงฟาผาดังกึกกอง


- ขยายวิเศษณ เชน บางวันฝนตกไมลืมหูลืมตา ๕ คําบุพบท ทําหนาที่ตอไปนี้ - เชื่อมคํากริยากับคํานาม เชน เขายืนอยูหลังหอประชุม - เชื่อมคํานามกับคํานาม เชน การพูดกลางฝูงชนอาจไมไดผล - เชื่อมคํากริยากับคําสรรพนาม เชน เราบริการใหเฉพาะทานเทานั้น - เชื่อมวิเศษณกับคํานาม เชน เขาทํางานหนักเหมือนพอของเขา ๖ คําสันธาน ทําหนาที่ตอไปนี้ - เชื่อมประโยคกับประโยค เชน ลูกเสือเฝาคนเจ็บจนหมอมาถึง - เชื่อมกลุมคํานามกับกลุมคํากริยา เชน การทํางานหนักเกินไปในระหวางที่เรียนอยู ทําให สุขภาพของเขาทรุดโทรม ๗. คําอุทาน ไมมีหนาที่ในประโยค แตชวยใหประโยคนั้นสามารถสื่ออารมณของผูพูดได เชน - ไชโย ! พวกเราไมมีใครสอบตก - โอโฮ ! คนมากันเต็มสนามเลย - ตายแลว ! น้ํามันหมด จะทําอยางไรดีคะนี่ ?

การใชคําเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจําวันมุงผลสําคัญคือ ความเขาใจที่ถูกตองตรงกันระหวางผูสงสาร และผูรับสาร เพื่อใหบรรลุผลดังกลาว ผูสงสารจําเปนตองมีความรูเกี่ยวกับการใชคําเปนอยางดี ความรูเรื่อง การใชคําเพื่อการสื่อสารมีดังนี้ ๑.๓.๑ ใชคําใหถูกตองตามหลักภาษา การใชคําใหถูกตองตามหลักภาษา ควรศึกษาการใชคําในลักษณะตางๆ ดังนี้ ก. การใชลักษณะนาม คําลักษณะนาม คือ คําที่ใชหลังคําบอกจํานวน หรือตามหลังนามเมื่อตองการเนน หรือ นําหนาคําบอกลําดับที่ ขอบกพรองของการใชลักษณะนามที่พบมากมีดังนี้ (๑) ใชลักษณะนามผิด เชน “ในเรื่องรามเกียรติ์ ไดกลาวถึงฤๅษีไวหลายองค” คําลักษณะนาม องค ในที่นี้ตองใชคําวา ตน


“รัฐบาลกําลังแกปญหาอันนี้อยู” คําลักษณะนาม อัน ในที่นี้ตองใชคําวา ขอ “เกิดอุบัติเหตุรถชนกันมีคนตาย ๕ ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบ” คําลักษณะ ศพ ในที่นี้ตองใชคําวา คน (ศพ-ใชกับคนที่ตายมากอนแลว เชน “พบศพในที่เกิดเหตุ ๓ ศพ”) “ในกุฏินั้นมีพระพุทธรูป ๒ องค พระสงฆ ๒ องค” คําลักษณะนามสําหรับพระสงฆตองใชคําวา รูป ฯลฯ (๒) ใชคํานามไวหลังคําบอกจํานวน แทนการใชลักษณะนาม เชน “จับสามโจรปลนรถเมลแลว” “เราชอบใชยาแกไอตราแมลงปองหาตัว และยาหอมแกลมตราหาเสาธง” “สองนักเรียนไดรางวัลนักประดิษฐรุนเยาว” ฯลฯ (๓) ไมใชลักษณะนาม เชน “จับโจรปลนรถเมลเพิ่มอีกสาม” “คัดเลือกบริษัทเดินเรือไดสอง” “รัฐบาลเตรียมตั้งกระทรวงใหมอีกสี่” ฯลฯ การใชคํานามวางไวหลังจํานวนนับ และการละลักษณะนามดังเชนที่กลาวมานี้หากใชเขียน หรือพูดเปนพาดหัวขาวทางสื่อมวลชนตาง ๆ ก็พออนุโลมใหใชได แตไมควรใชกับงานประเภทอื่น ข. การใชอาการนาม อาการนาม เปนคํานามสําหรับสิ่งซึ่งไมอาจสัมผัสจับตองได คําอาการนามจะนําหนาดวย คําวา การ หรือ ความ แลวเติมดวยกริยาหรือคําวิเศษณ เชน การพูด การบริหาร การสอนความรู ความรัก ความสบาย เปนตน ขอบกพรองในการใชอาการนาม ก็คือ การเติมคําบางคําลงหนาอาการนามแลวใชเปน คํากริยาตามเดิม เชน “นักเรียนควรใหความสนใจการเมือง”


ควรตัดใหเหลือเพียง “นักเรียนควรสนใจการเมือง” “ตํารวจทําการจับกุมโจรปลนธนาคาร” ควรตัดใหเหลือเพียง “ตํารวจจับกุมโจรปลนธนาคาร” “รัฐบาลและวุฒิสมาชิก ทําความตกลงกันเรื่องแกไขรัฐธรรมนูญ” ควรตัดใหเหลือเพียง “รัฐบาลและวุฒิสมาชิกตกลงกันเรื่องแกไขรัฐธรรมนูญ” ฯลฯ ค. ใชสรรพนาม สรรพนามเปนคําสําหรับใชแทนคําเรียกคน สัตว สิ่งของ เพื่อที่จะไมตองกลาวชื่อนั้นซ้ํา ขอบกพรองในการใชสรรพนาม มีหลายประการ คือ (๑) ใชบุรุษสรรพนาม ผิด ใชสรรพนามบุรุษที่สามแทนสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง “เมื่อเชานี้เขาไปตลาด เจอพี่ชายของตัวออกมาซื้อของ” ใชสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง เรา ในความหมายแทนผูพูดซึ่งเปนเอกพจน “เราจะไปหองสมุด เธอจะไปกับเราหรือเปลา” เรา ในที่นี้ควรใชคําวา ฉัน ฯลฯ ใชสรรพนามไมเหมาะสม “จระเขพวกนี้กัดคนไมเปนหรอกคะเพราะเขาไมเคยหาอาหารกินเองมีแตคนคอยเลีย้ ง” เขา ในที่นี้ควรใชวา มัน “อาจารยแกไมมาสอน ไปอบรมสามวัน” แก ในที่นี้ควรใชวา ทาน ฯลฯ (๒) ใชสรรพนามเชื่อมประโยคไมถูกตอง เชน “เขาเปนอะไรที่หลอมาก” ควรแกไขโดยใชคํานาม แทนคําวา “เปนอะไรที่” เชน “เขาเปนนักรองที่หลอมาก” “เขาเปนครูที่หลอมาก” (๓) ใชนิยามสรรพนามโดยไมจําเปน เชน


“ปาไมนี้มีประโยชนตอพวกเรา คือชวยใหเรานั้นไดสูดอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่น ทําใหฝน นั้นตกตองตามฤดูกาล อาหารก็จะมีอุดมสมบูรณ แตปจจุบันปาไมนั้นไดถูกทําลายลงมาก” ขอความขางตนนี้ หากตัดคําที่ขีดเสนออก ก็จะไดใจความเหมือนเดิม ง. การใชคําบุพบท คําบุพบท คือ คําที่ทําหนาที่นําหนาคําหรือกลุมคําหรือประโยคเพื่อใหเกิดความตอเนื่องกับ คําหรือกลุมคําที่อยูขางหนา ขอบกพรองในการใชคําบุพบท ที่ปรากฏเสมอ เชน (๑) ใชคําบุพบทไมถูกตอง เชน “การที่คนอื่นสละเวลาทําอะไรใหเรานั้น เราควรขอบใจเขาอยางยิ่ง หากบางครั้งเขาจะ ทําไมถูกใจเรา เราก็ไมควรโกรธเขา เพราะความโกรธเปนความขุนมัวของจิตใจ เปนการกอทุกขใหกับ ตนเอง” หากจะใชคําบุพบทใหถูกตอง ขอความจะเปนดังนี้ “การที่คนอื่นสละเวลาทําอะไรใหเรานั้นเราควรขอบใจเขาอยางยิ่ง แมบางครั้งทําเขาจะ ทําไมถูกใจเรา เราก็ไมควรโกรธเขา เพราะความโกรธเปนความขุนมัวของจิตใจ เปนการกอทุกขใหแก ตนเอง” (๒) ใชคําบุพบทฟุมเฟอย เชน “เอาเนื้อไกที่เตรียมไวคลุกกับเกลือ กับพริกไทยกับ กระเทียมที่ปนละเอียดแลว นําไป คลุกกับน้ําตาล กับแปงที่เตรียมไว ทิ้งไวสักระยะหนึ่งจึงนําไปทอดในกระทะที่น้ํามันกําลังเดือดรอนจัด” ขอความดังกลาวนี้ ตัดคําบุพบท กับ ออก ก็จะไดใจความเทาเดิม แตฟงดู กระชับรัดกุมกวา (๓) ละคําบุพบท เชน “ตอไปนี้เปนการแสดงเด็ก” ขอความขางตนนี้ ควรเติมบุพบทเพื่อใหเขาใจชัดเจนวา “ตอไปนี้เปนการแสดงของเด็ก “หรือ ตอไปนี้เปนการแสดงสําหรับเด็ก” จ. การใชคําสันธาน คือคําที่ใชเชื่อมประโยคหรือขอความใหติดตอเปนเรื่องเดียวกัน หรือทําใหประโยคหรื อ ขอความ มีความสละสลวยขึ้น ขอบกพรองเกี่ยวกับการใชคําสันธาน เทาที่พบบอย มีดังนี้ (๑) ใชคําสันธานไมถูกตอง เชน


๑๐

“สินคาที่วางขาย มีทั้งอาหารหรือเสื้อผา” หากใชคําสันธานถูกตอง จะเปนดังนี้ “สินคาที่วางขาย มีทั้งอาหารและเสื้อผา” “ขณะนี้ในถนนพระรามสอง มีรถหนาแนน การจราจรติดขัดมากซึ่งถนนมีน้ําทวมขัง” หากใชคําสันธานถูกตอง จะเปนดังนี้ “ขณะนี้บนถนนพระรามสองมีรถหนาแนน การจราจรติดขัดมากเพราะถนนมีน้ําทวมขัง (๒) ใชคําสันธานฟุมเฟอย เชน “ปกติไมชอบซื้อเครื่องประดับ แตชอบซื้อหนังสือ แตหนังสือที่ชอบเปนพวกหนังสือ กลอน แตบางทีก็ซื้อเรื่องสั้นที่เบาสมอง แตไมชอบอานสารคดีหนัก ๆ แตชอบเรื่องทองเที่ยวคะ” คําวา แต ที่พิมพตัวหนาทุกคํา หากตัดออกก็จะไดใจความเทาเดิม ๑.๓.๒ ใชคําใหถูกตองตามความหมาย การใชคําใหถูกตองตามความหมาย เปนสิ่งสําคัญเพราะถาเลือกใชคําไมถูกตอง ผลของการ สื่อสารก็จะไมถูกตองไปดวย ขอผิดพลาดของการใชคํา เทาที่พบมีดังนี้ (๑) ความสับสนของการใชคําที่มีเสียงใกลเคียงกันแตความหมายตางกัน เชน “ถาไปสมัครงาน อยาลืมเอาสูจิบัตรไปดวย” “คณะกรรมการจัดงานไดจัดสงสูติบัตร มาพรอมกับบัตรเขาชมการแสดงนี้แลว” ขอความทั้งสองนี้ ใชคําวา สูจิบัตร กับสูติบัตร สลับที่กัน สูจิบัตร หมายถึง ใบแสดงรายการตาง ๆ ตามกําหนดเวลา สูติบัตร หมายถึง เอกสารสําคัญที่แสดงถึงชาติกําเนิด วันเดือนปเกิด และบิดา มารดา ของบุคคล “การที่เขายอมรับคําตําหนิโดยดุษฎี แสดงใหเห็นวาเขาเปนคนมีน้ําใจนักกีฬาคนหนึ่ง” คําวาดุษฎี ในที่นี้ตองใชคําวา ดุษณี ดุษฎี หมายถึง ความยินดี ความชื่นชม ดุษณี หมายถึง อาการนิ่งซึมแสดงถึงการยอมรับ ฯลฯ


๑๑

(๒) ใชคําที่มีความหมายใกลเคียงกัน แตไมถูกตองกับขอความแวดลอม เชน “หัวหนาคนงานเปนคนรางสูง ผิวเกรียม ใบหนากรานแดด ผมสละสลวยคอนขางยาว กลามเนื้อแนนดูแข็งแรง สีหนาเหี้ยมเกรียมอยูตลอดเวลา แตประหลาดที่เขาสามารถใชภาษาที่สลวยได” ขอความนี้ตองแกไขใหถูกตอง ดังนี้ “หัวหนาคนงานเปนคนรางสูงผิวกราน ใบหนาเกรียมแดด ผมสลวยคอนขางยาว กลามเนื้อแนนดูแข็งแรง สีหนาเหี้ยมเกรียมอยูตลอดเวลา ทําใหดูนาเกรงขามแตประหลาดที่เขา สามารถใชภาษาที่สละสลวยได” เกรียม หมายถึง เกือบไหม ถูกความรอนเผาจนเปนสีน้ําตาล กราน หมายถึง มีผิวดาน สีผิวไมสดใส สละสลวย หมายถึง เปนระเบียบเรียบรอย (มักใชแกถอยคําสํานวน) สลวย หมายถึง เรียบรอยงดงาม (ใชแกผม) เหี้ยมเกรียม หมายถึง ใจดํา , ปราศจากใจกรุณา (๓) ใชคําที่มีความหมายขัดแยงกัน เชน “รถคอย ๆ เคลื่อนที่ออกไปอยางรวดเร็ว” “คนรายรัวกระสุนใสเจาหนาที่หนึ่งนัด” “เด็กในโรงเรียนนี้สวนใหญยากจนกันทุกคน” ฯลฯ ตอไปนี้จะไดนําเสนอคําบางคําที่มีความหมายใกลเคียงกันมาใหดูเปนแนวทางเพื่อจะไดใชคําเหลานี้ ใหถูกตอง อนุญาต = ยินยอม, ยอมให, ตกลง อนุมัติ = เห็นชอบตามระเบียบที่กําหนดไว อนุโลม = ใชแทนกันไดตามความเหมาะสม ยืนกราน ยืนยัน

= =

ยืนหยัด

=

ยืนคําอยูอยางใดก็อยางนั้น พูดลงคําโดยแนนแฟน, พูดรับรูโดยแนนอน, ย้ําหรือแจงใหรู ขอเท็จจริง สูไมยอมถอย


๑๒

ยึดถือ ยึดครอง ยึดเหนี่ยว

= = =

ถือเอาไว, เหนี่ยว, รั้ง เขาถือสิทธิครอบครอง อาศัยเปนที่พึ่ง

จําเจ ซ้ําซาก

= =

เนือง ๆ, บอย ๆ ทําแลวทําอีกอยางเดียวกันร่ําไป(ในบางกรณี จําเจ=ซ้ําซาก)

ประชดประชัน = เยยหยัน =

พูดหรือทําเปนเชิงกระทบกระแทกแดกดัน พูดหรือกระทําใหไดอาย ใหเจ็บใจ

ขมขู บังคับ

= =

ทําใหกลัว ใชอํานาจสั่งใหทําหรือปฏิบัติ

ตําหนิ เหน็บแนม เสียดสี เปรียบเปรย ประนีประนอม ปรองดอง ยอมความ อะลุมอลวย,

= = = = = = = =

ติเตียน, ยกโทษขึ้นพูด (พูด) กระทบกระเทียบแคะไค วาเปรียบเปรย วากระทบกระทั่ง วาเหน็บแนม อาการที่พูดวาเปรียบไมเจาะจง ผอนหนักผอนเบาใหกัน, ปรองดองกัน, อะลุมอลวยกัน ออมชอม, ประนีประนอม, ยอมกัน, ไมแกงแยงกัน, ตกลงกัน ไกลเกลี่ย, ตกลงกันดวยไมตรีจิต ปรองดอง, ผอนหนักผอนเบาใหกัน

สอบถาม ไตถาม สืบถาม ซักถาม สลวย สละสลวย

= = = = = =

ถามไลเลียงหาขอเท็จจริง สอบถามอยางเอาใจใสหรือหวงใย ถามเพื่อเสาะแสวงหาความรูหรือความจริง ไตถามไลเลียงใหกระจางแจง เรียบรอยงดงาม (ใชแกผมที่หวีหรือแปรงใหสยายตัว) เปนระเบียบเรียบรอย (ใชแกถอยคําสํานวน)


๑๓

เกี่ยวของ เกี่ยวพัน พัวพัน ผูกพัน

= = = =

พรอมพรัก, พรอมพรั่ง พรักพรอม, พรั่งพรอม, พรอมเพรียง พรอมมูล กรู

=

พรู

=

ตก รวง หลน

= = =

บุคลิกภาพ = บุคลิกลักษณะ = ปฎิญญา

=

ปฎิญาณ

=

นิสัย อุปนิสัย

= =

ติดตอ, ยุงเกี่ยว ติดเนื่องกัน เกี่ยวโยงพาดพิงถึงกัน เอาใจใส รักใคร เปนหวง =

รวมอยูมากมาย

= =

ครบถวน, รวมใจกัน, เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน มีครบทุกอยาง, บริบูรณ

พร อ มกั น เข า ไป, (วิ่ ง ) ไปพร อ มกั น (โดยมี จุ ด มุ ง หมาย รวมกัน) อาการเคลื่อนไหวมาพรอม ๆ กันเปนจํานวนมาก, รวงลงมา พรอมกัน กิริยาที่ลดลงสูระดับต่ําในอาการอยางพลัดลง หลน, หลุด ตกลงมา, รวงลง สภาพนิสัยจําเพาะคน ลักษณะจําเพาะตัวของแตละคน การให คํ า มั่ น สั ญ ญาหรื อ การแสดงยื น ยั น โดยถื อ เอาสิ่ ง ศักดิ์สิทธิ์หรือความสุจริตใจเปนที่ตั้ง การใหคํามั่นสัญญา โดยมากเปนไปตามแบบพิธี ความประพฤติที่เคยชิน เชน ทําจนเปนนิสัย ความประพฤติที่เคยชินจนเกือบเปนนิสัย, ความประพฤติที่ เคยชินเปนพื้นมาในสันดาน


๑๔

กะรุงกะรัง พะรุงระรัง

= =

หอยหรือแขวน (เครื่องประดับ) จนดูรุงรัง ปะปนกันจนรุงรัง หิ้ว (สิ่งของ) หลายอยางจนดูรุงรัง

จับจด รวนเร โลเล เหลาะแหละ สํารวย หยิบหยง

= = = = = =

ลักษณะที่ทําไมจริงจัง ไมแนนอน, ไมแนใจ มีนิสัยไมแนนอน เหลวไหล, ไมจริงจัง, ไมแนนอน ทํากิริยากรีดกรายหยิบหยง, มุงแตจะแตงตัวใหสวยงาม กรีดกราย, ไมทะมัดทะแมง, ไมเอางานเอาการ

ซาบซึ้ง ซาบซึ้ง

= =

เอิบอาบซานลึกซึ้งเขาไปในจิตใจ, เชน ซาบซึ้งในบทกวี รูอยางไมมีขอสงสัย เชน ทราบซึ้งในคําอธิบาย

ยืดยาด ยืดเยื้อ

= =

ชักชา, นานเวลา, อืดอาด ยาวนาน, ยังไมจบทั้งที่ควรจะจบหรือเสร็จได

สืบสวน สอบสวน ไตสวน กระฉับกระเฉง กระชุมกระชวย กระปรี้กระเปรา

= = = = = =

เสาะหาทบทวนเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไลเลียงเพื่อเอาความจริง สอบสวนโดยอาศัยพยานหลักฐาน ตามวิธีทางกฎหมาย คลองแคลวกระปรี้กระเปรา มีผิวพรรณสดใส มีอาการกระปรี้กระเปรา แคลวคลองวองไวเพราะมีกําลังวังชา

เขมแข็ง เขมงวด

= =

ขยันขันแข็ง, ไมยอทอหวั่นไหว, แข็งแรงในการทํางาน กวดขัน, เครงครัด

แข็งขัน

=

ขยัน, ไมยอทอ


๑๕

แข็งแรง แนนหนา หนาแนน ฐานะ ถิ่นฐาน หลักฐาน

= = = = = =

มีกําลังมาก, มั่นคง, เต็มกําลัง มั่นคง, แข็งแรง คับคั่ง, แออัด ลําดับความเปนอยูในสังคม ที่, แดน, ที่อยู พื้นเพที่มั่นคง

จนตรอก จนแตม จนมุม จนใจ

= = = =

ไมมีทางไป, ไมมีทางออกที่ดีสําหรับแกปญหา ไมมีทางเดิน, ไมมีทางโตแยง ไมมีทางหนี ไมมีทางทําไดอยางคิด

ทดแทน ชดเชย ชดใช

= = =

ตอบแทนผูที่เคยทําความดีให เชน ทดแทนพระคุณพอแม ใชแทนสิ่งที่มีอยูแลวขาดหายไป ใชทดแทนสิ่งที่ไปทําใหผูอื่นเสียหาย เชน ชดใชคาเสียหาย

โปรด

=

กรุณา

=

การบอกกลาวหรือขอรองที่คําขอนั้นเปนประโยชนของผูฟง เชน โปรดงดสูบบุหรี่ การบอกกลาวหรือขอรองที่คําขอนั้นเปนประโยชนของผูพูด เชน กรุณาอยาจอดรถขวางประตู, กรุณาแสดงบัตรผาน เขาตอเจาหนาที่ ฯลฯ

ดื้อดัน ดื้อดาน ดื้อดึง ดื้อแพง

= = = =

ดื้อรั้นไมฟงเหตุผล ดื้อเสียจนเคยชิน ดื้อไมฟงเหตุผล ขัดขืน, ไมยอมปฏิบัติตาม, ไมยอมใหความรวมมือ

ทดรอง

=

ออกเงินหรือทรัพยไปกอน


๑๖

ทดลอง

=

ลองทํา, ลองใหทํา

เผยแผ

=

เผยแพร บอก เลา แจง สูจิบัตร สูติบัตร

= = = = = =

ทําใหขยายออกไป ใชกับสิ่งที่ดีงาม เชน เผยแผศาสนา, เผย แผเกียรติคุณ โฆษณาใหแพรหลาย พูดใหรู บอกเรื่องราวใหผูอื่นฟง บอกความประสงคใหทราบ เอกสารแสดงรายการกิจกรรม เอกสารที่ทางราชการออกใหเมื่อมีการแจงเกิด, แสดงถึงชาติ กําเนิด, วันเดือนปเกิด, นามบิดามารดา และสถานที่เกิด

เกลี้ยกลอม หวานลอม

= =

ชักจูง โนมนาว วิงวอน ออนวอน

= = = =

ออดออน

=

ชักชวน

=

ชักจูงใหทําตามหรือเห็นดวย โดยวิธีโนมนาวชักจูงใจ พูดจาชักชวนโดยใชเหตุผลแวดลอม เพื่อใหผูฟงเห็นจริงตาม เหตุผลที่ยกมานั้น จูงใจเพื่อใหเห็นคลอยตาม ชักชวนใหเห็นดีเห็นงาม หรือใหโอนออนตาม ขอรองดวยการทําใหสงสาร ทํ า ให ค ล อ ยตาม ยอมทํ า ตามด ว ยความสงสารหรื อ รําคาญ ประจบประแจงผูเ ปน ที่รัก ด ว ยการแสดงความรักใครเ พื่ อ ขอใหไดตามความประสงคของตน ชวนโดยการโนมนาวใจ


๑๗

๑.๓.๓ ใชคําใหเหมาะสมกับระดับภาษา ภาษาไทยแบงระดับการเลือกใชคําใหเหมาะสมกับโอกาสเปน ๓ ระดับ คือ ก. ระดับทางการ เปนการเลือกถอยคําเพื่อนํามาใชกับงานที่เปนพิธีการ เชน การกลาวคํากราบบังคมทูลใน วโรกาสตางๆ การเปดประชุมที่เปนพิธีการ การกลาวคําปราศรัยในโอกาสวันสําคัญตางๆ การเขียนหนังสือ ราชการการติดตอธุรกิจในระดับที่มีความสําคัญ ฯลฯ ตัวอยางการใชภาษาระดับทางการ “เปนที่ยอมรับกันแลววา การฝกอบรมเปนกระบวนการที่สําคัญกระบวนการหนึ่งของ การบริหารราชการ ทั้งนี้เพราะวาประเทศชาติบานเมืองไดเจริญกาวหนาไปตามพัฒนาการของ โลก ทั้งในดานวัตถุและวิทยาการซึ่งกําลังขยายตัวอยูทุกขณะ เปนผลทําใหมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในหลักวิชาการที่ตองใชกิจการงานดานตางๆ มีความตองการในงานใหมๆ และพิเศษเฉพาะ อยางเพิ่มขึ้น และมีการงอกเงยในปญหาการควบคุม บังคับบัญชาและการบริหารสิ่งเหลานี้ทํา ใหคุณภาพและปริมาณงานของรัฐบาลสูงขึ้นและแผขยายกวางออกไปทุกที่ แตประเทศชาติจะ เจริญกาวหนาไดก็ตองอาศัยการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของเจาหนาที่ทุกระดับซึ่งเปน จักรกลและตัวกําลังอันสําคัญในการดําเนินงานของรัฐบาล ดังนั้นการฝกอบรมจึงจําเปนและ สํ า คั ญ เพราะเป น วิ ธี ที่ จ ะสอนให เ จ า หน า ที่ ไ ด เ รี ย นรู แ ละเข า ใจถึ ง หลั ก วิ ท ยาการและวิ ธี ปฏิบัติงานที่ถกู ตองทันสมัยและเหมาะสม ซึ่งเปนการสรางเสริมคุณวุฒิและสมรรถภาพในการ ปฏิบัติงานใหมีประสิทธิภาพสูงขึ้น การฝกอบรมจะอํานวยประโยชนใหแกสวนราชการและตัว บุคคลไมมีที่สิ้นสุด ตามที่ อํ า เภอเมือ งได จัด ให มี ก ารฝก อบรมกํ า นั น ผูใ หญ บ า นขึ้ น ครั้ง นี้ นอกจากจะ อํานวยผลใหกํานันผูใหญบานไดรับความรูและประสบการณเพิ่มเติม ซึ่งจะสงผลใหการปฏิบัติ หนาที่อํานวยความผาสุกใหแกประชาชนสัมฤทธิ์ผลแลว เทากับเปนการสนับสนุนนโยบายของ รัฐบาลในการพัฒนาตัวบุคคลดวย ขาพเจาขอชมเชยความคิดริเริ่มของนายอําเภอเมืองและ เจาหนาที่ทุกคนไว ณ โอกาสนี้ดวย”


๑๘

ข. ระดับกึ่งทางการ การเลื อกใช ถ อยคําในระดับนี้ มีความเปน พิธีการนอยกวา ระดับทางการการใช ถ อยคํ า คอนขางงาย ลดความเปนการเปนงานลง ทําใหเกิดความรูสึกใกลชิดกันมากขึ้นระหวางผูพูดผูเขียนกับ ผูอานผูฟง ภาษาระดับนี้นิยมใชกันกวางขวางในการประชุมที่ไมเปนพิธีการ การบรรยายในหองเรียน ขาว และบทความทั่วไปในหนังสือพิมพเปนตน ตัวอยางการใชภาษาระดับกึ่งทางการ โกโรโกโส ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลวาไมมั่นคง ซวนเซ เกา คร่ําคราโคลงเคลง จนกลายเปนศัพทชาวบานใชไปในทางที่ไมเปนมงคลนัก แทที่จริงแลวคําวา โกโรโกโสนั้น มีความหมายในทางอภิมหามงคล ไพเราะเพราะพริ้ง คํานี้มิใชเปนคําไทยแท แตขอ ยืมภาษาบาลีมาใชโดยการสนธิจากคําสองคําเปนคําคําเดียว ซึ่งรากศัพทมาจาก กุรุ แปลวา ทุง หรือ ขุม สนธิกับคําวา กุสุ แปลวา ทอง เมื่อรวมกันแลวจึงแปลวาทุงทองหรือ ขุมทอง อีกทั้งคน แก เคยบอกและเรี ยกว า วั ดคลั ง ทอง แต ด ว ยเหตุ ที่ วั ดเก า แก ร า งมานาน มี แต สิ่ งปรั ก หั ก พั ง ชาวบานรุนใหมจึงเรียกตามลักษณะวา วัดโกโรโกโส มาจนทุกวันนี้ ค. ระดับสนทนา หรือระดับไมเปนทางการ เปนการเลือกใชถอยคําสําหรับการสนทนาโตตอบระหวางบุคคลหรือกลุมคนกลุมเล็กๆ ในสถานที่ และโอกาสที่ ไม เป นการส วนตั ว แม บุ คคลกลุ มนั้ นจะรู จั กมั กคุ นกั นอยู หรื อการเขี ยนจดหมายระหว างเพื่ อน การรายงานขาวและการเสนอบทความในหนังสือพิมพบางฉบับ ตัวอยางการใชภาษาระดับสนทนา “วาไงจะ ชื่ออะไร เรานะ อยูชั้นไหน” “ ชื่อทน” “ ออ ชื่อทน อยูชั้นไหนละ” “ อยูวัดปานี่แหละ อยูกับหลวงตาฟน” “ก็บอกไปตามความจริงผูหญิงคนนี้กลับยิ้มเขาจะหัวเราะดวยซ้ํา ไมรูหัวเราะเรื่องอะไร “เอาละ เปนอันวาเธอชื่อนายทน อยูกับหลวงตาฟน ทีนี้เธอเรียนหนังสือชั้นไหน”


๑๙

“ ไมไดอยูชั้นไหนหรอก ก็ขาไมไดเปนนักเรียนนี่” “ อาว ไมไดเปนนักเรียน ทําไมมายืนแถวนี้ละ” “ อยากดู” “ ดูอะไรกัน” “ ก็เพื่อนที่วัดเขามาเรียนกันทุกคน เหลือขาอยูคนเดียวมันเลยเหงา” “ อยากเรียนไหมละ” “ อยาก” “ ทําไมไมบอกพอแมไหพามาเขาโรงเรียนละ วันนี้วันเปดเทอม กลับไปบอกพอแมไป” “ ไมมีนี่ มีแตหลวงตา” ฯลฯ ๔. ใชคําใหเหมาะสมกับบุคคล ในสวนที่เกี่ยวกับบุคคล ภาษาไทยมีคําใชเปนพิเศษสําหรับพระมหากษัตริย พระบรมวงศานุวงศ พระภิกษุ และสุภาพชนทั่วไป แยกตางหากออกจากกันดวย ก. คําสําหรับใชเพ็ดทูลพระมหากษัตริยและพระบรมวงศานุวงศ (๑) การใชคําวา ทรง (๑.๑) ใชนําหนาคํากริยาสามัญ ใหเปนคํากริยาราชาศัพท เชน ทรงจุดธูปเทียน ทรง ใช ทรงเจิม ทรงตัด ฯลฯ (๑.๒) ใชนําหนาคํานามสามัญ ใหเปนคํากริยาราชาศัพท เชน ทรงมา (ขี่มา) ทรงปน (ยิงปน) ทรงระนาด (เลนระนาด) ฯลฯ คํากริยาที่เปนคําราชาศัพทอยูแลว เชน เสด็จ (ไป) เสวย (กิน) ตรัส (พูด) ประทับนั่ง (นั่ง) ประทับยืน (ยืน) ฯลฯ ไมตองใชคําวา ทรงนําหนา (๒) การใชคําวา พระบรม คําวา พระบรม ใชเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเทานั้นพระบรมวโรกาส พระบรม ราชโองการ พระบรมราชานุญาต พระบรมราชวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ฯลฯ คําเหลานี้ถาใชกับ สมเด็จ พระบรมราชินี ไมตองมีคําวา บรม เชน ใชวาพระราชวโรกาส พระราชานุญาต พระราชานุเคราะห พระ ราชูปถัมภ ฯลฯ (๓) การใช คํ า ว า พระราช ใช ได กั บ พ ระบา ทสมเด็ จพ ระเจ า อยู หั ว สมเด็ จ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระยุพราช เชน พระราชหัตถเลขา พระราชโทรเลข พระราชกรณียกิจ ฯลฯ


๒๐

ขอที่พึงสังเกต คือ คําราชาศัพทสําหรับพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ซึ่งใชไดทั้ง พระบรม ราช และ พระราชปญหามีอยูวาจะแยกไดอยางไร หลักกวาง ๆ คือ พระบรมราช จะใชกับกิจการหรือสถานที่ สําคัญกวา พระราช เชน พระบรมมหาราชวัง หมายถึง วังหลวง ใชเปนสถานที่ประกอบพระราชพิธีสําคัญ และมีเพียงแหงเดียว สวนพระราชวัง หมายถึง สถานที่ประทับที่มีความสําคัญรองลงไป และมีหลายแหง เชน พระราชวังดุสิต พระราชวังไกลกังวล เปนตน (๔) การใชคําวา พระ คําวา พระ ใชนําหนาคําราชาศัพทที่ใชเรียกอวัยวะ หรือสิ่งของเครื่องใชหรือ นําหนา คํานามสามัญใหเปนราชาศัพท เชน พระหัตถ (มือ) พระบาท (เทา) พระโอษฐ (ปาก) พระเขนย (หมอน) พระภูษา (ผานุง) พระมาลา (หมวก) พระเกาอี้ (เกาอี้) ฯลฯ

ก. ใชใหถูกตองตามหลักภาษาไทย เชน “ประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรี เฝา ฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวที่บริเวณทางขึ้นพระ นครคีรีอยางเนืองแนน” ขอใหสังเกตคําวา “เฝา ฯ รับเสด็จ” ซึ่งเปนการใชราชาศัพทที่ถูกตองไมควรใชคําวา “ถวายการ ตอนรับ” ซึ่งเปนสํานวนภาษาอังกฤษ (to give a welcome) (คําวา “เฝา ฯ รับเสด็จ” ตองอานคําเต็มใหถูกตอง เชน ถารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ตองอานวา “เผาทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ” แตถารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ตองอานวา “เฝาทูลละอองพระบาทรับเสด็จ” เปนตน) อนึ่งคําวา “ถวายความจงรักภักดี” ไมใชสํานวนไทย ควรใช “แสดงความจงรักภักดี” จะเหมาะสมกวา ในการถวายสิ่งของแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว หรือสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ถาเปนของเล็กน้ําหนักเบาเชน สูจิบัตร, เงิน ฯลฯ ใชวา “ทูลเกลา ฯ ถวาย” (อานวา ทูลเกลาทูลกระหมอม ถวาย) ถาเปนสิ่งของที่มีน้ําหนักมากหรือเปนนามธรรม เชน รถยนตหรือความจงรักภักดี ใชวา “นอมเกลาฯ ถวาย” (อานวา นอมเกลานอมกระหมอมถวาย)


๒๑

ข. คําที่ใชกับพระภิกษุสงฆ (๑) คําแทนตัวผูพูดที่เปนฆราวาสใชพูดกับพระสงฆใชคําสุภาพทั่วไป ผูชายใชวา ผม, กระผม ผูหญิงใชวา ดิฉัน (๒) คําแทนตัวผูฟงที่เปนพระสงฆ พระภิกษุทั่วไป ใชคําวา ทาน, คุณ พระราชาคณะ ใชคําวา พระคุณทาน สมเด็จพระราชาคณะ ใชคําวา พระคุณเจา สมเด็จพระสังฆราช ใชคําวา ฝาพระบาท (สมเด็จพระสังฆราช ใชราชาศัพทระดับเดียวกันกับเชื้อพระวงศชั้นพระองคเจา) (๓) คําขึ้นตนและคําลงทายหนังสือราชการ สมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ พระภิกษุทั่วไป

คําขึ้นตน กราบทูล – ทรงกราบ นมัสการ นมัสการ นมัสการ

คําลงทาย ควรมิควรแลวแตจะโปรด ขอนมัสการดวยความเคารพอยางยิ่ง ขอนมัสการดวยความเคารพอยางยิ่ง ขอนมัสการดวยความเคารพ

(๔) คํากริยาที่ฆราวาสใชกับพระภิกษุ คํากริยา อาราธนา นิมนต ประเคน ถวาย ฯลฯ

ความหมาย ขอเชิญ ขอเชิญ ยกของถวาย มอบให ฯลฯ


๒๒

(๕) คํากริยาสําหรับพระภิกษุ คํากริยา ฉัน จําวัด สรง ปลงผม มรณภาพ อาพาธ จําพรรษา ฯลฯ

ความหมาย กิน นอน อาบน้ํา โกนผม ตาย ปวย อยูวัด ฯลฯ

ค. คําที่ใชสําหรับขาราชการ และสุภาพชน ทั่วไปแลว ใชคําสุภาพตามแบบแผนหรือตามที่นิยมกันโดยปกติ แตก็มีคําที่แสดงถึงความยกยอง เมื่อตองใชภาษาระดับทางการอยูบาง คือ (๑) คํานําหนาสําหรับประธานองคมนตรี ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา องคมนตรี รัฐมนตรี และเอกอัครราชทูตตางประเทศใชคําวา ฯพณฯ (อานวา พะ-นะ-ทาน) (๒) คําลงทายจดหมายถึงบุคคลทั่วไปและขาราชการทุกตําแหนงใชคําวา “ขอแสดงความนับถือ” ยกเวน ประธานองคมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา และนายกรัฐมนตรีใชคําวา “ขอแสดงความนับถือ อยางสูง” นักศึกษาควรจะไดศึกษา ทําความเขาใจ และสังเกตการใชถอยคําใหเหมาะสมถูกตองการใชถอยคํา ใหถูกตองเหมาะสม จะเกิดผลดีแกผูใชหลายประการ เชน (๑) เกิดความเขาใจที่ถูกตอง (๒) แสดงใหเห็นมารยาทอันดีงาม บงบอกความเปนคนไทยผูมีวัฒนธรรม (๓) มีผลทางจิตวิทยา เชน ทําใหผูอานหรือผูฟงมีเจตคติที่ดีตอผูเขียนหรือผูพูดเกิดความเชื่อถือ ศรัทธา (๔) ทําใหภาษาที่ใชมีความประณีต งดงาม เปนแบบแผน และเขาใจงายแมวันเวลาลวงเลยไปก็ ยังคงเขาใจไดดี


๒๓

๑. ความหมายโดยนัยกับความหมายแฝง ตางกันอยางไร ตอบ ๒. คําสรรพนามทําหนาที่ใดไดบางในประโยค ตอบ ๓. คําลักษณะนาม โดยทั่วไปจะพบในตําแหนงใดบางในประโยค ตอบ ๔. ขอบกพรองในการใชลักษณะนามในหนังสือภาษาไทยเทาที่ทานพบมีอะไรบาง ตอบ ๕. ประโยคตอไปนี้มีขอบกพรองอยางไรจงแกไขใหถูกตอง (๕.๑) ประชุมกรรมการจัดงานโรคหัวใจเด็กทั่วโลก ตอบ (๕.๒) บริษัทของเรามีทุนการศึกษาสําหรับนักศึกษาในวิทยาลัยที่ยากจน ตอบ (๕.๓) อนุชนคนรุนหลังควรรักษาศิลปวัฒนธรรมของธรรมชาติ ตอบ (๕.๔) เธอเปนเด็กกําพรา พอแมตายหมดแลว ตอบ (๕.๕) เขาถูกเชิญไปรับรางวัลเกษตรกรดีเดน ตอบ (๕.๖) ขณะนี้ชื่อเสียงในดานรองเพลงของเธอไดลุกลามไปทั่วประเทศแลว ตอบ (๕.๗) เขาหยิบเงินสงใหกับเด็กคนนั้น ๑๐ บาท ตอบ (๕.๘) สมาชิกลูกเสือชาวบานรุนที่ ๙ ไดรับหมายกําหนดการซึ่งประธานรุนและคณะกรรมการได ชวยกันกําหนดใหเดินทางไปปฏิบัติงานในเดือนหนา ตอบ


๒๔

รวบรวมคําที่มีความหมายมากกวา ๑ ความหมายใหไดมากที่สุด (อยางนอยควรหา ได ๑๐ คํา) แลวแตงประโยคแสดงความหมายของคํานั้น เชน มัน ผมชอบกินมันตมน้ําตาล เขาขัดรองเทาจนเปนมันวับ อาหารที่มีมันมากไมเหมาะกับคนสูงอายุ ฯลฯ

คําสั่ง เลือกตัวเลือกที่ถูกตองที่สุด ความหมายของคํา ๑. คําวา ให ในขอใดมีความหมายตรงตามรูปคํามากที่สุด ก. พอใหลูกไปเที่ยวได ข. ครูใหนักเรียนทําการบาน ค. เพื่อนใหขนมฉันบอย ๆ ง. ถึงขูใหตายฉันก็ไมกลัว ๒. ขอใดความหมายของคําวา ลง ตางจากขออื่น ข. ที่ประชุมลงความเห็นอยางไร ก. ราคาสินคา ขึ้นแลวไมลงเด็ดขาด ค. ลงเขาบอกวาไปเขาก็ตองไป ง. เอะ เรื่องนี้ยังไมลงเอยกันอีกหรือ ๓. คําในขอใดใหภาพวา แยกไปคนละทาง ก. กลุมรุม ข. ฮือ ค. ปะทุ ง. กรู ๔. คําในขอใดใหภาพการเคลื่อนไหวนอยที่สุด ก. กระเถิง ข. กระดุกกระดิก


๒๕

ค. กระดิกกระเดี้ย ง. ขยับ ๕. คําในขอใดแสดงความหมายเปนพหูพจนชัดเจนที่สุด ก. เขานัดเจอฉันราว ๆ ทุมครึ่ง ข. สองคนนี้โหดรายพอ ๆ กัน ค. บานเงียบเชียว เด็ก ๆ ไปไหนกันหมดเอย ง. ยายนี่พูดเร็ว รัวออกมาแตละครั้งเปน ชุด ๆ เลย หนาที่ของคําในประโยค ๖. ขอใดไมใชหนาที่ของคํานาม ก. เปนประธานของประโยค ข. เปนกรรมของประโยค ค. เปนตัวแสดงในประโยค ง. เปนสวนขยายนาม ๗. คํากลาวในขอใดไมถูกตอง ก. คําสรรพนามทําหนาที่แทนคํานามได ข. คําสรรพนามทําหนาที่แทนคํากริยาได ค. คําวิเศษณทําหนาที่ขยายสรรพนามได ง. สรรพนามทําหนาที่เชื่อมประโยคได ๘. คําวา ขัน ในขอใดเปนสกรรมกริยา ก. แมใชขันตักน้ํา ข. เขาเปนคนขยันขันแข็ง ค. นองกําลังขันตะปู ง. เสียงไกขันรับทอดตลอดทุง ๙. ขอใดไมใชหนาที่ของคํากริยา ก. ทําหนาที่ประธานของประโยค ข. ทําหนาที่ขยายนาม ค. ทําหนาที่ขยายกริยา ง. ทําหนาที่เปนสวนเติมเต็ม ๑๐. ประโยคตอไปนี้คําวิเศษณกี่คํา “คลื่นซับซอนกระทบหาดสะอาดงามทุก ๆ วัน” ก. ๓ คํา ข. ๔ คํา ค. ๕ คํา ง. ๖ คํา

การใชคําเพื่อการสื่อสาร


๒๖

๑๑. ขอใดใชลักษณะนามไมถูกตอง ก. องุนผลนี้หวานดี ข. เขามีสวนอยู ๓ ขนัด ค. รูปบานนี้สวยจังนะ ง. ขอบุหรี่ใหผมสัก ๒ มวน ๑๒. ขอใดใชลักษณะนามถูกทั้งหมด ก. เสื้อตัวนั้นมีภาพนกอยู ๒ ตัว ข. ที่ในถ้ํา มีพระพุทธรูป ๑ องค พระสงฆ ๒ รูป ค. ในหองทํางานมีเครื่องพิมพดีดอยู ๑ เครื่อง ง. เขามีชางอยู ๒ เชือก ตัวเล็กเชือกหนึ่ง อีกเชือกหนึ่งตัวใหญ ๑๓. ขอใดใชลักษณะนามผิด ๑ คํา ก. เปยโน ๒ หลัง พยาน ๒ ปาก จักรยาน ๑ คัน ข. ธูป ๓ ดอก เครื่องสาย ๑ วง กระเบื้อง ๑ แผน ค. โทรทัศน ๑ เครื่อง ปศาจ ๑ ตน กรอบรูป ๑ บาน ง. เข็ม ๑ เลม แถลงการณ ๑ ฉบับ พระบรมราโชวาท ๑ องค ๑๔. ขอใดมีคําสันธาน ก. เธอควรตั้งใจดูหนังสือเพื่อประโยชนของเธอเอง ข. เขาเตรียมตัวพรอมที่สุด สําหรับการสอบคราวนี้ ค. ดวยความตั้งใจจริง ดังนั้น เขาจึงสมหวังกับผลการสอบ ง. เขาเตรียมตัวสอบเหมือนเลน ๆ ๑๕. คําใดเหมาะสําหรับเติมชองวางในประโยคตอไปนี้ เหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้น..................บุคคลแตละคนยอมไมเหมือนกัน ก. กับ ข. แก ค. แต ง. ตอ


๒๗

ขอปฏิบัติในการใชถอยคําราชาศัพท คําในขอใดนํามาเติมลงในชองวางแลว ไดความชัดเจนและเหมาะสมที่สุด ๑๖. สีสังเคราะหที่ใสในอาหารเปนสารเคมีที่คนทําขึ้น ตองระวังวาสีสังเคราะหนั้นมี................หรือไมเมื่อ กิน เขา ไป ดั ง นั้ น คณะกรรมการอาหารและยาของทุ ก ประเทศจึ ง ต อ ง.............โดยประกาศวา สี อะไรบางที่.......ใหเติมลงในอาหารได ถึงครานั้นก็ยังมีคน.......ฝาฝนเติมสีที่กินไมไดลงในอาหาร ก. อันตราย ดูแล อนุมัติ เห็นแกตัว ข. พิษภัย ควบคุม อนุญาต เห็นแกตัว ค. พิษ กวดขัน อนุโลม มักงาย ง. ภัย เขมงวด ยินยอม มักได ๑๗. เขา............วาเขาจะ...............สูเพื่อความ..............ของชาติและเขา.............อยูเชนนี้ไมเปลี่ยนแปลง ก. ยันยืน ยืนกราน ยืนยง ยืนหยัด ข. ยืนยัน ยืนหยัด ยืนยง ยืนกราน ค. ยืนกราน ยืนหยัด ยืนยง ยืนยัน ง. ยืนกราน ยืนยัน ยืนหยัด ยืนยัน ๑๘. ไปเยี่ยมคุณยายแลวอยาลืม.........ทุกขสุข ก. สอบถาม ข. สืบถาม ค. ไตถาม ง. ซักถาม ๑๙. หัวหนาคนงานเปนคนรางสูงผิว.....ใบหนา......แดดผม........คอนขางยาว กลามเนื้อแนนดูแข็งแรง และสีหนา...........อยูตลอดเวลาทําใหดูนาเกรงขาม แตประหลาดที่เขาสามารถใชภาษาที่.........ได ก. เกรียม, กราน, สละสลวย, เหี้ยมเกรียม, สลวย ข. กราน, เกรียม, สลวย, เหี้ยมเกรียม, สละสลวย ค. กราน, เหี้ยมเกรียม, สละสลวย, เกรียม, สละสลวย ง. เกรียม, กราน, สลวย, เหี้ยมเกรียม, สละสลวย ๒๐. การชุมนุมประทวงครั้งนี้มีสวน............กับกบฏเมื่อเดือนกอน และทางการก็สืบทราบวาทานหัวหนา พรรค..............อยูดวย ก. เกี่ยวของ, เกี่ยวพัน ข. เกี่ยวพัน, เกี่ยวของ ค. เกี่ยวพัน, พัวพัน ง. เกี่ยวของ, ผูกพัน


๒๘

การใชคําใหเหมาะสมกับระดับภาษา ๒๑. ขอใดใชภาษาระดับ “ทางการ” ตลอด ก. วิชิตบอกขาพเจาวา ปจจุบัน บัณฑิตไมมีงานทําประมาณหาหมื่นคน ข. วิชิตบอกฉันวา ตอนนี้ คนที่จบมหาวิทยาลัยแลววางงาน มีอยูราว ๆ ครึ่งแสน ค. วิชิตบอบขาพเจาวา ขณะนี้ บัณฑิตตกงานกันประมาณหาหมื่นคน ง. วิชิตบอกฉันวา ในยุคปจจุบันนี้มีคนจบมหาวิทยาลัยแลวเตะฝุนตกงานอยูประมาณครึ่งแสน ๒๒. ขอใดใชสํานวนโวหารโลดโผน เพื่อใหประทับใจ แตไมควรใชในการเขียนที่เปนทางการ ก. เหตุการณที่ผมไดประสบ นับวานาสยดสยองยิ่ง ข. ความประทับใจที่ผมไดรับ ยังคงตรึงใจผมอยูจนบัดนี้ ค. เหตุผลที่กลุมนักวิชาการยกมา นับวาถูกตองตามทฤษฎี ง. ความสุขที่ผมไดรับจากการทองเที่ยว ชางสาหัสสากรรจจริง ๆ ๒๓. ขอใดใชภาษาไทยไดเหมาะสมแกบุคคล ก. เขาจะเชิญพระ ๕ รูป มาฉันเพลที่บาน ข. “ นักเรียน กรุณานั่งเงียบ ๆ ” ค. ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียต ถึงแกอนิจกรรมแลว ง. สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาประทานพระโอวาท แก ภิกษุใหม ๒๔. ขอความที่วา “เชิญเสด็จลงมาไดแลว อาหารตั้งโตะพรอมแลว” จัดเปนภาษาระดับใด เหมาะสมหรือไม ก. ระดับสนทนา ไมเหมาะสม ข. ระดับพิธีการ ไมเหมาะสม ค. ระดับกึ่งทางการ ไมเหมาะสม ง. ระดับกันเอง ไมเหมาะสม ๒๕. จากขอ ๒๔ จะแกไขใหเหมาะสมกับภาษากึ่งทางการ ควรใชขอใด ก. เชิญเสด็จลงไดแลว อาหารเทียบโตะพรอมแลว ข. ลงมารับประทานอาหารไดแลวจะ อาหารพรอมแลว ค. มารับประทานอาหารกันเถอะ อาหารจัดไวพรอมแลว ง. มากินขาวได อาหารพรอมแลว


๒๙

๒๖. ขอใดใชราชาศัพทคําวา “อุปถัมภ” ไมถูกตอง ก. สมาคมแพทยสตรีแหงประเทศไทย ในพระชินูปถัมภของสมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินนี าถ ข. สมาคมวางแผนครอบครัว ในพระราชูปถัมภของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ค. มูลนิธิสายใจไทย ในพระราชูปถัมภของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ง. มูลนิธิโรคไต ในพระอุปถัมภของสมเด็จพระเจาพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร ๒๗. ในการแตงฉันทสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว จะตองลงทายคําประพันธที่แตงเรียบเรียงแลวตาม ขอใด ก. ควรมิควรแลวแตจะทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอม ข. ดวยเกลาดวยกระหมอม ขอเดชะ ค. ขอเดชะ พระบารมีปกเกลาปกกระหมอม ง. พระบารมีปกเกลาปกกระหมอม ขอเดชะ ๒๘. คําราชาศัพทที่ถูกตองของคําวา ภาพวาด ของพระมหากษัตริยคือขอใด ก. พระบรมรูปสาทิสลักษณ ข. พระบรมรูปฉายาลักษณ ค. พระบรมสาทิสลักษณ ง. พระบรมฉายาลักษณ ๒๙. การเขียนจดหมายถึงพระภิกษุ ควรใชคําขึ้นตนและคําลงทายในขอใด ก. นมัสการ ขอเจริญพรดวยความเคารพ ข. นมัสการ ขอนมัสการดวยความเคารพ ค. เจริญพร ขอเจริญพรดวยความเคารพ ง. เจริญพร ขอนมัสการดวยความเคารพ ๓๐. ขอใดใชราชาศัพทคําวา ตาย สําหรับสมเด็จพระสังฆราชไดถูกตอง ก. สิ้นชีพิตักษัย ข. สิ้นพระชนม ค. ทิวงคต ง. ถึงแกพิราลัย


๓๐


๓๑


๓๒

๒.๑ โครงสรางของประโยค ๒.๒ การจําแนกประโยค ๒.๓ การผูกประโยค

ประโยคอาจพิจารณาไดทั้งในแงโครงสราง ลักษณะการเรียงคํา การแสดงเจตนา การจะนําประโยค ไปใชสื่อสารจําเปนตองรูหลักการผูกประโยคที่ถูกตองสาระการเรียนรูโครงสรางของประโยคแบบตาง ๆ ลักษณะการเรียงคําในประโยค ประโยคกับเจตนา และหลักการผูกประโยค

๑. อธิบายโครงสรางของประโยคแบบตางๆ ได ๒. อธิบายลักษณะการเรียงคําของประโยคได ๓. จําแนกประโยคตามเจตนาได ๔. อธิบายหลักการผูกประโยคได ๕. ตรวจและแกไขประโยคที่บกพรองได


๓๓

ประโยค คื อ ถ อ ยคํ า ที่ มี เ นื้ อ ความครบบริ บู ร ณ เนื้ อ ความครบบริ บู ร ณ ห มายความว า จะต อ งมี องคประกอบครบถวนทั้งภาคประธานและภาคแสดง ๑. ภาคประธาน หมายถึง สวนที่เปนผูแสดงกิริยาหรืออาการใหปรากฏ เปนสวนที่ถูกกลาวอางขึ้นกอน เพื่อใหผูฟงเขาใจแตเริ่มแรกวาอะไรเปนขอสําคัญ โดยมากเปนคํานาม เชน ชาง มา ปลา ปู นายทหาร พระเจากรุง จีน ฯลฯ หรือเปนคําสรรพนาม เชน พวกเรา ขาพเจา ทาน เขา มัน ฯลฯ ๒. ภาคแสดง หมายถึง สวนที่แสดงอาการของประธาน เชน ปลาตายลอยน้ําเปนแพ พระเจากรุงจีนเสด็จประพาสตางประเทศ จระเขตัวเล็กๆ กําลังกินไกตัวเขื่องอยางเอร็ดอรอย ฯลฯ โครงสรางพืน้ ฐานของประโยค จึงประกอบดวย

ภาภาคประธาน

ภาคแสดง

บทประธาน

บทกริยา บทขยายกริยา

บทขยายประธาน

บทกรรม บทขยายกรรม ประโยคบางประโยค อาจไมมีบทกรรมก็ได


๓๔

ประโยคที่มีทั้งบทประธาน กริยา กรรม เชน “จระเขตัวเล็กๆ กําลังกินไกบานตัวเขื่องอยางเอร็ดอรอย” บทประธาน คือ จระเข บทขยายประธาน คือ ตัวเล็กๆ บทกริยา คือ กําลังกิน บทขยายกริยา คือ อยางเอร็ดอรอย บทกรรม คือ ไกบาน บทขยายกรรม คือ ตัวเขื่อง ประโยคที่ภาคแสดงไมมีบทกรรม เชน “ปลาตายลอยน้ําเปนแพ” บทประธาน คือ ปลา บทกริยา คือ ตาย บทขยายกริยา คือ ลอยน้ําเปนแพ

ประโยคภาษาไทย จําแนกออกไดดังนี้ ก. จําแนกตามลักษณะโครงสราง แยกเปน ๓ ชนิด คือ ประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซอน (๑) ประโยคความเดียว หมายถึง ประโยคที่มีขอความอันบริบูรณบรรจุอยูเพียงหนึ่งขอความ เทานั้น (ประโยคชนิดนี้ตําราหลักภาษาไทยแตเดิมเรียกวา เอกัตถประโยค) เชน “นายทหารจองดูวัตถุประหลาดชิ้นนั้น” บทประธาน คือ นายทหาร บทกริยา คือ จองดู บทกรรม คือ วัตถุประหลาดชิ้นนั้น


๓๕

(๒) ประโยคความรวม หมายถึง ประโยคที่รวมเอาประโยคความเดียว ๒ ประโยคเขาดวยกัน โดยมีคําสันธานเชื่อมระหวางประโยคทั้งสองนั้น ประโยคชนิดนี้คําภาษาไทยแตเดิมเรียกวา อเนกัตถประโยค แปลวา ประโยคที่มีขอความอันบริสุทธิ์มากกวาหนึ่งขอความ “เขาตอวาฉันกอน ฉันจึงตอบโตเขาบาง” ประโยคความเดียวที่ ๑ เขาตอวาฉันกอน คําเชื่อม จึง ประโยคความเดียวที่ ๒ ฉันจึงตอบโตเขาบาง “นายทหารจองดูวัตถุประหลาดชิ้นนั้น ในขณะที่พลทหารทุกคนขึ้นลําปน” ประโยคความเดียวที่ ๑ นายทหารจองดูวัตถุประหลาดชิ้นนั้น คําเชื่อม ในขณะที่ ประโยคความเดียวที่ ๒ พลทหารทุกคนขึ้นลําปน (๓) ประโยคความซอน หมายถึง ประโยคซึ่งประกอบไปดวยประโยคหลักหรือประโยคสําคัญ และมีประโยคยอยซึ่งเปนประโยคความเดียวซอนอยู ประโยคยอยที่ซอนอยูอาจทําหนาที่เปนประธาน บทขยายประธาน กรรม หรือบทขยายกรรมของประโยคหลัก (ประโยคความซอนนี้ ตําราหลักภาษาไทยแต เดิมเรียกวา สังกรประโยค ซึ่งแปลวา ประโยคที่แตงดวยประโยคยอยๆ อีกชั้นหนึ่ง ประโยคหลักซึ่งเปน ประโยคสําคัญ เรียกวา มุขยประโยค ประโยคยอยซึ่งเปนสวนของประโยคหลัก เรียกวา อนุประโยค) เชน “เขาสาดน้ําเขาไปในกรงที่สุนัขนอนอยู” ประโยคหลัก คือ เขาสาดน้ําเขาไปในกรง ตัวเชื่อม คือ ที่ ประโยคยอย คือ สุนัขนอนอยู “เขาตอวาฉันโดยเขายังไมรูเหตุผลของฉัน” ประโยกหลัก คือ เขาตอวาฉัน ตัวเชื่อม คือ โดย ประโยคยอย คือ เขายังไมรูเหตุผลของฉัน ฯลฯ


๓๖

ข. จําแนกตามลักษณะการเรียงคํา การเรียงคํ าในประโยคไมจําเปนจะตองเรียงตามลํา ดับประธาน กริ ย า กรรม ทุ กประโยคไป บางครั้งอาจวางกรรมหรือกริยาไวหนาประโยคก็ได ประโยคที่มีประธานอยูตนประโยคเรียกวา ประโยค กรรตุ เชน จระเขกินคน น้ําทวมกรุงเทพ ฯ เงาของโลกกําลังบดบังดวงอาทิตย ประโยคที่มีกริยาอยูตนประโยค เรียกวา ประโยคกริยา เชน เกิดน้ําทวมครั้งใหญในป ๒๕๓๘ มีคนเสียชีวิตนับจํานวนรอยคน ประโยคที่มีกรรมอยูตนประโยค เรียกวา ประโยคกรรม เชน คนถูกจระเขกิน กรุงเทพฯ ถูกน้ําทวม

การผูกประโยค คือ การนําคําตางๆ มาเรียบเรียงใหเปนขอความ นักศึกษาเคยทราบแลววา เราไม สามารถสื่อสารไดโดยไมนําคํามาเรียบเรียงใหเปนประโยคกอน ประโยคที่ดีจะทําใหการใชภาษาเพื่อการ สื่อสารเปนไปอยางไดผล การผูกประโยคที่ดีมีขอควรคํานึงดังนี้ ก. การผูกประโยคใหชัดเจน ตองยึดหลักตอไปนี้ (๑) เรียงคําใหถูกที่ คือ ตองวางประธาน กริยา กรรม ใหตรงตามตําแหนงซึ่งจะทําไดโดยการ ทําความเขาใจเรื่องประโยคแบบตางๆ ที่ไดอธิบายไวแลวตอนตนของบทนี้ (๒) ขยายความใหถูกที่ คือ การวางขอความที่จะขยายใหถูกที่ถาหากวางผิดจะทําใหเขาใจ ประโยคผิดไปได เชน “ไฟไดดับลงกอนที่ตลาดจะวอดดวยฝมือของคนขายหมู” ขอความนี้ อานแลวทําใหเขาใจวา คนขายหมูเปนตนเหตุทําใหเกิดไฟไหมขึ้น “ไฟไดดับลงดวยฝมือคนขายหมู กอนที่ตลาดจะวอด” ขอความนี้ อานแลวทําใหเขาใจวา คนขายหมูเปนคนดับไฟกอนที่ไฟจะลุกลามไหมตลาด


๓๗

(๓) ใช ข อ ความที่ ผู ก ขึ้ น เป น ลั ก ษณะภาษาไทย คื อ ไม เ ลี ย นแบบการผู ก ประโยคแบบ ภาษาตางประเทศ ตัวอยางขอความที่ผูกประโยคเลียนแบบภาษาตางประเทศ เชน “ธงไชย มาในชุดสีน้ําเงินเขม” “หลอนปรากฏตัวขึ้นพรอมกับดอกไมชอใหญ “นายอํานาจพบตัวเองอยูในหองพยาบาล” “รัฐบาลถูกควบคุมโดยรัฐสภา” “พรรคอาณาจักรไทย ภายใตการนําของพลเอกไชโยกําลังไดรับความนิยมจากประชาชน (๔) ประโยคตองมีใจความสมบูรณ ประโยคที่ใจความไมสมบูรณคือ ประโยคที่ขาดสวนใด สวนหนึ่ง เชน ขาดประธาน ขาดกริยา ขาดกรรม (ในประโยคที่ตองการกรรม) ขาดคําเชื่อม เปนตน เชน “ตนไมที่ปลูกตามทองถนนมีสวนชวยลดอากาศเปนพิษโดยดูดอากาศเสียไปและ คายออกซิเจน ทําใหสิ่งแวดลอมมีคุณภาพ” ถาสังเกตจะเห็นวา ขอความนี้บางสวนหายไป ทําใหขาดใจความที่สมบูรณ ซึ่งขอความที่ สมบูรณ ควรเปนดังนี้ “ตนไมที่ปลูกไวตามทองถนนมีสวนชวยลดอากาศเปนพิษโดยดูดอากาศเสียขาไป และคาย ออกซิเจนออกมา ทําใหสิ่งแวดลอมมีคุณภาพดีขึ้น” (๕) เวนวรรคตอนใหถูกที่ การเวนวรรคตอนที่ไมถูกตอง อาจทําใหเกิดความเขาใจสับสนได เชน “วันนี้ผมมารับประทานอาหารดวย ไมไดนัดหมอไว” “วันนี้ผมมารับประทานอาหารดวยไมได นัดหมอไว” (๖) ประโยคตองมีขอความชัดเจน ไมกํากวม ประโยคกํากวม คือ ประโยคที่ฟงแลวเขาใจไดมากกวา ๑ ประเด็น เชน “มงคลสนิทกับเมทินีนองสาวของวนิดาที่เปนนักรอง” ขอความขางตนนี้ ผูที่ไดอานหรือไดยินแลวไมอาจเขาใจไดชัดเจนวา เมทินีหรือวนิดา เปน นักรอง นอกจากนี้ ประโยคกํ ากวมยังหมายถึง ประโยคที่ฟง แล วไมสามารถเขา ใจไดชัดเจนวา หมายถึงอะไรดวย เชน “กรมพละเผย ไดทีมนักเตะเด็กแลว”


๓๘

คําวา “นักเตะเด็ก” อาจเขาใจกันในกลุมของผูสนใจขาวกีฬาหมายถึง นักฟุตบอลเยาวชน หรือนักฟุตบอลเด็ก แตผูที่ไมไดอยูในวงการกีฬาฟุตบอล อาจไมเขาใจวาหมายถึง คนกลุมใดก็ได ข. การผูกประโยคใหกระชับรัดกุม ประโยคที่ไมกระชับรัดกุมคือ ประโยคที่มีคําฟุมเฟอย ซ้ําซาก คําที่ฟุมเฟอย หมายถึง คําที่ตัดออก ไดโดยประโยคนั้นไมเสียความ เชน “อุบัติเหตุครั้งนี้ทําใหผูโดยสาร ๑๘๑ คน เสียชีวิตทั้งหมด ไมมีใครรอดชีวิตมาไดแมแตคนเดียว” “เขาใชเทาถีบประตูสุดแรง” “หมูบานนี้อยูใกลชิดกับธรรมชาติมาก บางวันเราจะเห็นกวางปาเปนๆวิ่งเขามาในสนามหญา หนาบาน” “การที่นายกรัฐมนตรีผูเปนหัวหนาของรัฐบาล จะไปเยือนตางประเทศบางก็เปนเรื่องของความ ปรกติ ธรรมดา ไมแปลกประหลาดแตอยางใด” ขอความขางตนนี้ หากตัดคําหรือกลุมคําที่ขีดเสนใตออกก็ยังคงไดใจความเทาเดิม ค. การผูกประโยคใหถูกตอง การผูกประโยคใหถูกตองจะตองหลีกเลี่ยงขอบกพรองตอไปนี้ (๑) ใชคําผิดความหมาย เชน “งานโฆษณาชิ้นนี้ทําใหยอดขายพุงกระฉูดขึ้นทันตาเห็น” ขอความนี้ช้ําคําผิดความหมายเพราะ “กระฉูด” หมายความวา “พุงออกไป” และใชไดกับของเหลวเทานั้น “ฉันไมชอบที่นี่เลย ยุงชุกชุมมาก” ขอความนี้ใชคําผิดความหมาย ตองใชคําวา “ยุงชุม” (๒) ใชคําผิดระดับบุคคล เชน “พระครูวินัย รองเจาอาวาสวัดนี้ถึงแกอนิจกรรมแลว” ข อ ความนี้ ใ ช คํ า ผิ ด ระดั บ บุ ค คล เพราะคํ า ว า “ถึ ง แก อ นิ จ กรรม” ใช กั บ ฆราวาสที่ เ ป น ขาราชการชั้นสูง คําวา “ตาย” สําหรับ พระภิกษุตองใชวา “มรณภาพ” (๓) ใชคําตางระดับกับคําอื่นในประโยค เชน “สามีควรรักและไววางใจหญิงที่ไดชื่อวาเปนเมียของตน” ขอความนี้ใชคําไมเปนระดับเดียวกัน เมื่อใชคําวา “สามี” ก็ควรใชคําวา “ภรรยา” ใหเขา ระดับกัน


๓๙

๑. ขอความตอไปนี้ สวนใดเปนภาคประธาน สวนใดเปนภาคแสดง “ทุกคนพยายามจองดูเงามืดบนดวงอาทิตย” ตอบ ๒. ขอความตอไปนี้ สวนใดเปนประโยคความซอน สวนใดเปนประโยคความรวม และสวนใดเปนประโยค ความเดียว แยกออกใหเห็นชัด “ขาวโจรปลนรถไฟและเจาหนาที่รถไฟถูกยิงตายแพรกระจายไปอยางรวดเร็ว” ตอบ ๓. ประโยคที่ไมกระชับรัดกุมเปนอยางไร อธิบายพรอมกับยกตัวอยางมา ๓ ประโยค ตอบ

แบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ ๔-๕ คน ชวยกันรวบรวมประโยคที่บกพรองตอไปนี้ จากหนังสือตางๆ โดยใชเวลารวบรวม ๑ เดือน แลวนํามาแกไขใหถูกตอง ๑. ขอบกพรองจากการใชลักษณะนาม ๒. ขอบกพรองจากการใชสรรพนาม ๓. ขอบกพรองจากการใชคําเชื่อม (บุพบท, สันธาน) ๔. ขอบกพรองจากการใชคําผิดความหมาย ๕. ขอบกพรองจากการใชคําผิดระดับ


๔๐

แบบฝกหัด คําสั่ง เลือกตัวเลือกที่ถูกตองที่สุด ๑. ขอใดเปนประโยค ก. กระเปาเล็กในกระเปาใหญ ข. มีน้ําทวมที่ถนนจรัญสนิทวงศ ค. จานแกวบนโตะอาหารในหอง ง. นองที่สอบคัดเลือกทุกคน ๒. ประโยคใดเปนประโยคความรวม ก. ไมมีดอกไมใดที่ไมรวงโรย ข. เขาเอามือปองตะเกียงเพื่อใหเห็นเปลวไฟ ค. ชีวิตยอมลวงลับไปเหมือนเข็มนาฬิกา ง. ฉันมีกระตายตัวหนึ่ง ซึ่งมีขนยาวปุกปุย ๓. ขอใดมีโครงสรางของชนิดประโยค แตกตางจากขออื่น ก. ผูหญิงรูวาตนตองการอะไร แตโอกาสยังไมเปดสําหรับทุกคนทั่วถึงกัน ข. ผูหญิงไดรับการเตรียมตัวเพื่อจะเปนเมีย และแมมานานแลว ค. คนญี่ปุนเปนพวกมีจิตธุรกิจ จึงเห็นวาการแตงงานตั้งครอบครัวเปนธุรกิจอยางหนึ่ง ง. ลักษณะอันพึงประสงคของผูหญิงไทยเปนไปตามความตองการของผูชายไทยมานานแลว ๔. ประโยคในขอใด แสดงวาไดรับอิทธิพลจากภาษาอังกฤษ ก. พอโดยสารรถไฟไปสงขลา ข. หนังสือที่ฉันซื้อมา อานเขาใจงาย ค. เมื่อไปถึงที่นั่น ไดรับการตอนรับจากชาวบานอยางอบอุน ง. ครูแนะนําใหอานหนังสือนอกเวลา เรื่อง นิทานเวตาล ๕. ขอใดไมใชสํานวนตางประเทศ ก. เขาถูกจับไปเรียกคาไถ ข. เธอพบตัวเองนั่งอยูคนเดียวในหอง ค. เขาปรากฏตัวขึ้นที่สโมสร พรอมกับขนมหลายถุง ง. เราควรรักษาไวซึ่งความมีวัฒนธรรมของคนไทย


๔๑

๖. ประโยคในขอใดที่ไมไดรับอิทธิพลจากภาษาตางประเทศ ก. ประเทศไทยสงออกขาวปละหลายแสนตัน ข. เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พบตัวเองอยูในหองพยาบาล ค. สามารถซอนราง อยูในเสื้อคลุมสีทอง ง. เขาถูกคัดชื่อออกจากโรงเรียน ๗. ขอใดเปนประโยคที่สมบูรณ ก. คนมีน้ําใจและร่ํารวยเงินทอง ข. ดอกไมที่สวยงามและนานในฤดูหนาว ค. ลูกหมาตัวเล็กๆ ที่นาอุมตัวนั้น ง. ลูกขาวเหนียวหมายถึงลูกอีสาน ๘. ประโยคในขอใดมีใจความสมบูรณ ก. การที่คนไทยชอบทําอะไรตามใจตนเอง ขาดระเบียบวินัย และไมใหความสําคัญแกกฎเกณฑและ กติกาบานเมืองปรากฏอยูเสมอ ข. สิ่งที่เขาเชื่อเพราะในสมัยนั้นไมวาใครก็ตามที่เกิดในรั้วในวังยอมไดรับอิทธิพลของสิ่งแวดลอมจน ไมเปนตัวของตัวเอง ค. เรื่องตางๆ ในวารสารฉบับนี้ ทั้งดานประวัติศาสตร ศิลปะและประเพณีของสุโขทัยในอดีต ง. การคุมครองแรงงานเด็กนอกเหนือจากที่กลาวนี้ ใชกฎหมายฉบับเดียวกับกฎหมายคุมครอง ผูใหญ


๔๒


๔๓


๔๔

๓.๑ ภาษาที่ใชในงานธุรกิจ ๓.๒ แนวทางการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ

การใชภาษาไทยทางธุรกิจควรเนนการใชภาษาที่ถูกตองตามหลักไวยากรณทั้งการเลือกใชคําและ คําศัพทรวมทั้งระดับของภาษา

๑. บอกลักษณะใชภาษาไทยทางธุรกิจได ๒. บอกความหมายของศัพทธุรกิจได ๓. จําแนกระดับภาษาไทยและใชไดถูกตอง ๔. ใชประโยคไดถูกตองรัดกุมเพื่อสื่อสารธุรกิจได


๔๕

การใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ แมจะมีหลักการและวัตถุประสงคเชนเดียวกับการใช ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารโดยทั่วไป แตการดําเนินธุรกิจมีเรื่องผลประโยชนเขามาเกี่ยวของ จึงจําเปนตองใช ความระมัดระวังมากเปนพิเศษ เพราะมิฉะนั้นผูอานอาจไมเขาใจหรือมีทัศนคติไมดีตอผูสงสารหรือไม สามารถปฏิบัติตามไดอยางถูกตอง ก็จะทําใหการดําเนินธุรกิจลาชาไมบรรลุวัตถุประสงค การใชภาษาเพื่อการสื่อสารธุรกิจจะบรรลุวัตถุประสงคไดดีที่สุด ผูเขียนตองใชภาษาใหไดตรง ถูกตอง ชัดเจน เหมาะสม ทั้งนี้โดยคํานึงถึงโอกาสและบุคคลที่เราจะติดตอธุรกิจดวย

๑. กะทัดรัด หมายถึง การใชถอยคําที่นอยที่สุด ใหครอบคลุมความหมายมากที่สุด เชน เยาวชนจะ บรรลุนิติภาวะเปนผูใหญตามกฎหมายเมื่ออายุยี่สิบป จะเห็นไดวา ขอความนี้ขาดความกะทัดรัด ถาหากจะใหกะทัดรัดอาจจะเขียนอยางใดอยางหนึ่ง ตอไปนี้ (ก) เยาวชนจะบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุยี่สิบป (ข) เยาวชนจะเปนผูใหญตามกฎหมายเมื่ออายุยี่สิบป ๒. ชัดเจน ภาษาที่ใชในงานธุรกิจตองชัดเจนคือ ตองใหผูรับสารเขาใจหรือปฏิบัติไดอยางถูกตอง เชน การเขียนจดหมายสั่งซื้อสินคา ผูเขียนตองบอกชื่อสินคา รุน แบบ จํานวน วันกําหนดสง วิธีการรับ วิธีการสง การชําระเงิน ฯลฯ เพื่อใหผูรับจดหมายเขาใจไดถูกตอง ๓. ถูกตอง ภาษาที่ใชในงานธุรกิจจะตองถูกตอง ทั้งเรื่องการใชคําสํานวน การเรียงคํา และการใช ประโยค หากเปนการเขียนตองระวังเรื่องการสะกดการันต การใชเครื่องหมายวรรคตอน และอักษรยอดวย สิ่งที่ตองระวังในการใชภาษาในงานธุรกิจอีกอยางหนึ่งก็คือ การเขียนหรือการออกเสียงชื่อบุคคล สถาบัน บริษัท ฯลฯ ที่เกี่ยวของใหถูกตอง หากผิดพลาดจะแสดงใหเห็นวาฝายผูสงสารมิไดใหความสําคัญ แกผูรับสารอยางแทจริง ๔. สุภาพ ภาษาที่ใชในงานธุรกิจตองสุภาพ ไมใชถอยคําที่แสดงความขุนเคือง กาวราว หรือแสดง ทาทีที่ขาดไมตรีจิต ๕. เหมาะสม ภาษาที่ใชในงานธุรกิจ ตองใชใหไดถูกตองตามระดับ โดยคํานึงถึงบุคคลผูรับ โอกาส และจุดมุงหมายของการติดตอสื่อสาร


๔๖

ในรายวิชานี้นักศึกษาจะไดเรียนเกี่ยวกับการใชภาษาไทยเพื่องานธุรกิจตามลักษณะดังกลาว ขางตน เปนลําดับไป การสื่อสารทางธุรกิจตองการความรวดเร็ว ถูกตอง และครบถวน ดังนั้น การใชภาษาในทางธุรกิจ จึง เนนความถูกตองของถอยคํา ความกะทัดรัด กระชับรัดกุมของสํานวนโวหาร แตขณะเดียวกันก็แฝงลักษณะ ใหเกียรติผูรับสารดวย การที่จะใชถอยคําสํานวนในการสื่อสารทางธุรกิจใหไดผลตามความประสงคควรปฏิบัติดังนี้ ๓.๒.๑ ทําความเขาใจศัพทธุรกิจและเลือกใชใหถูกตอง ศัพทธุรกิจหมายถึงศัพทที่ใชสื่อความหมายกันเฉพาะกลุมผูประกอบอาชีพธุรกิจ ศัพทธุรกิจ ในปจจุบันอาจแบงไดดังนี้ ก. คําทับศัพท คือ คําศัพทภาษาตางประเทศที่ใชในงานธุรกิจ สวนใหญเปนคําที่มาจาก ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน คําเหลานี้แมมีความหมายทางภาษาไทยแตนักธุรกิจก็นิยมใชคําทับศัพท มากกวา อาจจะเปนเพราะมีความกะทัดรัด และมีความหมายเปนที่เขาใจอยูแลว เชน คําที่มาจากภาษาอังกฤษ คําภาษาอังกฤษ agent credit

คําทับศัพททใี่ ช เอเยนต เครดิต

Cheque take over showroom ฯลฯ

เช็ค เทคโอเวอร โชวรูม

ความหมาย ตัวแทนจําหนาย อํ า นาจในการกู ยื ม เงิ น จาก สถาบันหนึ่งสถาบันใด ใบรับจายเงิน ครอบครองกิจการ หองแสดงสินคา


๔๗

คําที่มาจากภาษาจีน ภาษาจีน โสหุย เซง แปะเจี๊ยะ ยี่ปว ยี่หอ

ความหมาย คาใชจาย โอนกิจการใหคนอื่นโดยไดคาตอบแทน เงินกินเปลา ตัวแทนจําหนาย เครื่องหมายการคา

ข. ศัพทบัญญัติ ศัพทบัญญัติทางธุรกิจ หมายถึง คําภาษาตางประเทศ (โดยเฉพาะอยางยิ่ง ภาษาอังกฤษ) ที่คณะกรรมการบัญญัติศัพทของราชบัณฑิตยสถานไดกําหนดคําซึ่ง ตรงกับความหมายเดิม แลวประกาศใหประชาชนไดใชกันทั่วไป เชน อุตสาหกรรม industry ธนาคาร bank การสงออก export การนําสินคาเขา import รัฐวิสาหกิจ state enterprise กรมธรรม policy ฯลฯ ค. ศั พ ท แ ปล คื อ ศั พ ท ธุ ร กิ จ ที่ แ ปลมาจากภาษาต า งประเทศ (โดยเฉพาะอย า งยิ่ ง ภาษาอังกฤษ) เปนคําภาษาไทยและนิยมใชในวงการธุรกิจ เชน trade mark แปลเปนไทยวา เครื่องหมายการคา common market “ ตลาดรวม monopoly “ ผูกขาด private sector “ ภาคเอกชน value add tax “ ภาษีมูลคาเพิ่ม World Trade Organization “ องคการคาโลก ฯลฯ ฯลฯ


๔๘

ง. คําแปลและคําทับศัพท คือ ศัพทธุรกิจที่ใชไดทั้งที่เปนคําแปลและคําทับศัพท เชน คําภาษาอังกฤษ คําทับศัพท คําแปล bank แบงค ธนาคาร agent เอเยนต ตัวแทน overdraw (O.D) โอ. ดี. เบิกเงินเกินบัญชี value add tax (VAT) แวต ภาษีมูลคาเพิม่ trust ทรัสต บริษัทเงินทุนหลักทรัพย ฯลฯ ในวงการธุรกิจ มีถอยคําที่ใชในความหมายเฉพาะที่อาจแตกตางไปจากวงการอื่น คําบางคํา อาจมีความหมายใกลเคียงกันมาก แตก็ไมเหมือนกันและไมอาจใชแทนกันได จึงจําเปนที่จะตองตรวจสอบ ความหมายของคําที่จะใชใหถูกตองวา คําที่จะใชนั้น มีความหมายในธุรกิจที่ตองสื่อสารนั้นวาอยางไร เพื่อ จะไดใชคําที่มีความหมายถูกตองตรงกัน การตรวจสอบความหมายของคําที่ใชในทางธุรกิจ อาจตรวจสอบไดจากแหลงตอไปนี้ (๑) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒) ถาคํานั้นไมปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานอาจตรวจดูไดจากพจนานุกรม ศัพทสําหรับวิชาชีพเฉพาะสาขา เชน วิศวกรรมศาสตร สถาปตยกรรมศาสตร แพทยศาสตร เกษตรศาสตร ฯลฯ (๓) หากคํานั้นไมปรากฏในสองแหลงดังกลาว อาจตรวจสอบและดูแบบอยางการใชคํา จากเอกสารของทางราชการ (๔) หากคํานั้นไมปรากฏในแหลงทั้งสามขางตน อาจดูแบบอยางการใชคํานั้นจากเอกสาร เจาของสินคาหรือบริการ หรือผูจัดจําหนายจัดทําขึ้น เชน จดหมายเชิญชวน แผนพับ ฯลฯ (๕) แหลงสุดทายที่จะใชตรวจสอบไดคือสื่อมวลชน เชน หนังสือพิมพ โทรทัศน

๓.๒.๒ หลักการใชคําใหถูกตองตามหลักภาษาไทย


๔๙

การใชคําใหถูกตองตามหลักภาษาไทย ควรทําความเขาใจในเรื่องตอไปนี้ ๑) การใชลักษณะนาม ลักษณะนาม คือ คําตามหลังจํานวน และถือวาบอกลักษณะของนามที่อยูขางหนา คํา ลักษณะนามมีขอกําหนดใหใชตามความนิยมที่สืบทอดกันมาจะใชตามใจชอบไมได เชน จะพูดวา “ปากกา หลายแทง” “เกาอี้หลายเลม” ฯลฯ ไมได เราจําเปนจะตองสังเกตการใชตามที่สังคมรับรอง คําลักษณะนามมีที่ใชดังนี้ (๑) ใชตามหลังคํานามเพื่อบอกประมาณ หรือจํานวนนับ เชน “ในหองนี้มีนักเรียน ๓๐ คน” “เขาแบกไมไผมาคนละ ๒ ลํา” “ในปอมมีปนใหญติดตั้งไว ๘ กระบอก” “เราตองใชนํามันหลอลื่นถึง ๑๒ แกลอน” “มีการแบงชางศิลปของไทยออกเปน ๑๐ หมู” ฯลฯ (๒) ใชตามหลังคํานาม เมื่อตองการจะเนนคํานามนั้น เชน ละครคณะนี้แสดงดีมาก ผาผืนนั้นสีสวย กฎหมายบางฉบับไมมีผลในทางปฏิบัติ หนังสือชุดนีใ้ หความรูดีมาก ฯลฯ ขอบกพรองในการใชลักษณะนาม ที่พบกันมากมีดังนี้ (๑) ไมใชลักษณะนาม การพูดหรือเขียนโดยไมใชลักษณะนาม มักพบในการเขียน พาดหัวขาวหนังสือพิมพ เชน “จับโจรปลนทองไดอีกสอง” “อนุมัติตั้งธนาคารใหมอีกสาม” “จระเขหลุดจากบอไปสิบกวา” ฯลฯ


๕๐

(๒) ใชลักษณะนามผิดตําแหนงของคํา ปกติคําลักษณะนามจะใชตามหลังคํานามเพื่อ บอกจํานวนนับหรือเพื่อเนนคํานามนั้น แตปรากฏวามีผูใชลักษณะนามตามหลังคําบอกจํานวนนับซึ่งพบใน การเขียนพาดหัวขาวของหนังสือพิมพเชนกัน ดังตัวอยาง “จับสามโจรปลนตลาดนัด” “สี่รัฐมนตรียื่นใบลาออกแลว” “สิบสองนักชกไทยไดรางวัลเหรียญทอง” “สี่ธนาคารใหญประกาศลดดอกเบี้ย” ฯลฯ (๓) ใชลักษณะนามผิดไปจากความนิยม เชน “เขาซื้อปากกา ๓ อัน” “หนาบานของกํานันเหมือนมีเกวียนจอดอยู ๓ คัน” “มีปญหาหลายอยาง ทําใหรัฐบาลแกปญหาตลาดหุนไมได” ฯลฯ การใชลักษณะนามที่ถูก จะตองใช คําวา ดาม เลม และประการ ตามลําดับ ตอไปนี้เปนตัวอยางคําลักษณะนามจําแนกตาม โอกาสที่ใช


๕๑

๑.๑) ลักษณะนามบอกชนิด คําบอกลักษณะนาม โอกาสที่ใช กระแส รายงานขาว ขาว ฯลฯ ยา โอสถ ฯลฯ ขนาน กฎหมาย กรมธรรม กฏบัตร คําแถลงการณ คําประทวง คําพิพากษา ฉบับ คํารอง คําใหการ ฉลาก โฉนด เช็ค ฏีกา โทรเลข ตนฉบับ ธรรมนูญ บั น ทึ ก บทบั ญ ญั ติ ประกาศนี ย บั ต ร ประกาศ พจนานุ ก รม พระราชบั ญ ญั ติ มรณบั ต ร ระเบี ย บการ ราชสาส น รั ฐ ธรรมนู ญ สนธิสัญญา หมายคน ฯลฯ ชางบาน เชือก ยักษ ภูตผีปศาจ นักสิทธิ์ ฤาษี วิทยาธร ฯลฯ ตน สัตวตางๆ เชน กบ กระจิบ กระจอก เสือ แมว ชางปา ฯลฯ ตัว สิ่งของบางอยาง เชน เครื่องเรือน กระโปรง เสื้อ กางเกงหุนกระบอก ไมเลื้อย เชน เถาวัลย ฯลฯ เครื่องใช เชน ปนโต เถา กาพย กลอน คาถา คํานํา คําประพันธ คําอธิบาย คําวิจารณ โคลง บท ฉันท ทฤษฏี บทความ ฯลฯ ภาชนะตางๆ เชน กระจก กระดง กระถาง กระโถน กระทาย กระปุก ใบ กําปน แจกัน ชะลอม ถาด ทะนาน ฯลฯ กลีบดอกไมทุกชนิด กลีบ กอไผ ผักตบ ฯลฯ กอ ของที่มีสวนสําหรับถือหรือลาก รูปยาวๆ เชน กระบวน คันเบ็ด รมฉัตร คัน ธนู หนาไม ชอนสอม แรว ไถ ฯลฯ หรือ รถหรือพาหนะ เชน รถยนต รถจักรยาน ฯลฯ ของเล็กยาวตั้งเรียงกันเปนแถว เชน ลูกกรง ซี่โครง ฟน ฯลฯ ซี่ ของที่เปน รอยกลม ๆ เชน รอยตา งๆ เกลื้ อน ฯลฯ ของที่ มีแสง เชน ดวง ตะวัน ดาว เดือน ไฟ ฯลฯ จิต วิญญาณ ไปรษณียากร ฯลฯ ตน แถบ

ของที่เปนตน เชน ตนไมทุกชนิด เสา ซุง ฯลฯ ของที่แบนแคบแตยาว


๕๒

คําบอกลักษณะนาม แทง บาน ปาก ปน ผืน แผน ประการ พระองค ราย รูป เรื่อง เลม เลา อัน

โอกาสที่ใช ของทึบหนามีรูปยาวๆ เชน เหล็ก ตะกั่ว ดินสอ ฯลฯ ของเปนแผนที่มีกรอบ เชน ประตู หนาตาง กระจกเงา กรอบรูป ฯลฯ เครื่องดักสัตว มีรูปเปนปากกวาง เชน แห อวน สวิง โพงพาง ฯลฯ ของที่แบนกวางเปนพืดยาว เชน ดอกที่กวาง เลื่อย ฯลฯ ของที่มีรูปแบบบาง กวางใหญ เชน ผา เสื่อ พรม หนังสัตว ที่ใชปู ฯลฯ ของที่มีรูปแบน ๆ เชน กระดาษ กระดาน กระเบื้อง อิฐ ฯลฯ พร ภัย เหตุผล ฯลฯ ผู ที่ นั บ ถื อ อย า งสู ง เช น พระพุ ท ธเจ า พระราชา เทวดา ผู เ ป น ใหญ เจานายชั้นสูง ลูกคา พอคา คนใช เจาจํานํา เจาภาพ เจาหนี้ เจาทุกข อุบัติเหตุ ฯลฯ รูปภาพตางๆ รูปวาด ฯลฯ เรื่องราว ขอความ คดีตางๆ ฯลฯ กรรไกร ระแทะ เกวียน เข็ม หนังสือ มีด สิ่ว พาย ฯลฯ ป ขลุย สิ่งของตางๆ รูปวาด ฯลฯ

๑.๒) ลักษณะนามบอกหมวดหมู-สมุหนาม คําบอกลักษณะนาม โอกาสที่ใช กอง ทัพ ทหาร คนทํางานรวมกัน ของที่กองรวมกันไว เชน อิฐ ทราย กอง ไฟ กองขยะ ฯลฯ กลุม กลุมคน ฝูงชน ดายกลุม ไหม สายสิญจน ฯลฯ โขลง ชาง คณะ คนที่อยูในสํานักหนึ่ง หรือในหนาที่การงานอยางหนึ่งหรือในปกครอง รวมกัน เชน คณะสงฆ คณะกรรมการ คณะลิเก ฯลฯ ของที่ทําเรียงกันเปนพืด เชน จาก พลู ลูกปน ปลายาง ฯลฯ ตับ


๕๓

คําบอกลักษณะนาม นิกาย ผูก ฝูง พวก เหลา พรรค โรง วง หมู

โอกาสที่ใช นักบวชศาสนาเดียวกันที่แยกออกเปนพวกๆ หนังสือใบลานที่ใชรอยหูไวมัดหนึ่ง สัตวจําพวกเดียวกันที่ไปดวยกันเปนพวกๆ เชน ปลา นก ฯลฯ คน สัตว สิ่งของ ที่อยูรวมกันและมีลักษณะอยางเดียวกัน เชน นักเลง นักเรียน กรรมกร สัตว ฯลฯ พรรคการเมือง ผูเลนมหรสพที่มีโรงเลน เชน ละคร โขน หนัง ลิเก ฯลฯ คนชุดหนึ่งที่ลอมวงกัน เชน เตะตะกรอ เลนดนตรี เลนเพลง ดุริยางค แตรวง มโหรี ฯลฯ คน สัตว สิ่งของ ที่อยูรวมกันเปนกลุมๆ

๑.๓ ลักษณะนามสัณฐาน คําบอกลักษณะนาม โอกาสที่ใช กอน ของที่มีรูปเปนกอน เชน กรวด หิน ดิน ถาน ฯลฯ ของกลมยาวแตกลวง เชน ปลองไมไผ ขาวหลาม พลุ ไพฉาย ปน ฯลฯ ลํา กานธูป กานไมขีด กานพลู ฯลฯ ของกลมยาวที่มีปลองคั่น เชน ไมไผ ออย เรือทุกชนิด ฯลฯ กาน ของที่มีรูปเปนวง เชน แหวน กําไล ฯลฯ วง ของที่เปนทางยาว เชน ถนน คู ทาง แมน้ํา สายบัว ฯลฯ สาย ของที่เปนเสนเล็กยาว เชน เชือก ลวด ดาย ฯลฯ เสน ของที่มีรูปเปนหลังคา เชน กระโจม กระทอม ปราสาท เรือน ตึก เกง เสน บุษบก มุง ฯลฯ หลัง


๕๔

๑.๔) ลักษณะนามที่บอกจํานวนและมาตร คําบอกลักษณะนาม โอกาสที่ใช กุลี ผาหอหนึ่งที่รวมกันมี ๒๐ ผืน ของที่มีชุดละ ๒ สิ่ง เชน รองเทา ถุงเทา แจกัน เชิงเทียน ตางหู ฯลฯ คู ของที่รวมกัน ๑๒ สิ่ง โหล ชื่อมาตรตางๆ เงิน เชน สตางค สลึง เฟอง บาท ชั่ง ชื่อมาตราวัด ของที่ใชวัด นิ้ว ศอก คืบ เสน โยชน เมตร ชื่อมาตราบอกเวลา คําที่บอกระยะเวลา วินาที นาที ชั่วโมง วัน สัปดาห เดือน ป ชื่อมาตราตวง ของที่ใชตวง เชน ลิตร ทะนาน ถัง เกวียน ฯลฯ ชื่อภาชนะตางๆ ของที่ตวงดวยภาชนะนั้น เชน ชาม ถุง ตุม ไห ขวด แกว ชอน ถวย ฯลฯ ๒) การใชคําเชื่อม คําเชื่อม คือ คําที่ใชเชื่อมคํากับคําหรือขอความกับขอความคําเชื่อมในภาษาไทยแตละคํา มีที่ใชตางกันออกไป จะไดกลาวถึงคําเชื่อมที่ใชกันมากดังนี้ คําวา กับ ใชเชื่อมความบอกลักษณะอาการที่แสดงออกอยางเดียวกัน


๕๕

ดังตัวอยาง รัฐบาลกับพอคาทํางานรวมกัน พอกับลูกไปดวยกัน ฯลฯ คําวา แก ใชกับคํากริยาตางๆ ไดดังนี้ (๑) คํากริยาที่มีความหมายวา ให เชน เขาใหเงินแกฉัน บิดามอบหนาที่แกบุตร กษัตริยยกราชสมบัติใหแกพระโอรส ฯลฯ (๒) คํากริยาที่มีความหมายวา บอก เชน เขาบอกแกฉันวา เขาไปเที่ยว กรมอุตุนิยมวิทยาแจงแกประชาชนวาจะมีพายุใหญ ฯลฯ (๓) คํากริยาที่มีความหมายวา เกิด ปรากฏ มี อยู เจริญ เปน เชน โรคเอดสเกิดแกพวกเขา ผลรายปรากฏแกประชาชน ความดีจงมีแกสาธุชน บาปตกอยูแกคนทํา ลาภยอมเจริญแกผูแสวงหา พรรครวมรัฐบาลทําเชนนี้ เปนภัยแกตัวเอง ฯลฯ (๔) คํากริยาที่มีความหมายวา ทําโทษ ปรับ หรือทวงสิทธิ์ เชน ครูทําโทษแกศิษย ศาลลงอาญาแกจําเลย ชาวบานเรียกคาเสียหายแกบริษัทกอสราง ฯลฯ


๕๖

(๕) คํากริยาที่มีความหมายวา เหมาะ สม ควร สมควร เชน ผลงานของเขาสมควรแกการไดรางวัล พูดอยางนี้ควรแกคําตําหนิ เสื้อตัวนี้ไมเหมาะแกคนผิวดํา ฯลฯ ขอสังเกต คํา “แก” และ คํา “กับ” มักใชปนกัน วิธีสังเกตก็คือ คําหรือขอความที่มี คํา “แก” นําหนายอมทําหนาที่เปนผูรับ สวนคําหรือขอความที่มีคํา “กับ” นําหนา ยอมทํา หนาที่ เปนเครื่องมือใชหรือเปนผูรวมกัน เชน เรื่องนี้เกี่ยวแกรัฐบาล หมายความวา รัฐบาลตองรับผิดชอบจัดการในฐานะเปนผูบริหาร ประเทศ ฯลฯ แตไมไดรวมมือทําดวยเลย เรื่องนี้เกี่ยวกับรัฐบาล หมายความวา รัฐบาลรวมมือดวย ฯลฯ คําวา เพื่อ ใชในความหมายวาตองการใหรับภายหนา เชน เรารักษาทรัพยากรธรรมชาติไวเพื่อลูกหลานของเรา นายกรัฐมนตรียอมลาออกเพื่อใหประเทศชาติพนภาวะวิกฤต ฯลฯ คํ า ว า ต อ ใช ใ นความหมายว า รั บ ต อ หน า ธารกํ า นั ล หรื อ รั บ โดยเป ด เผยโดยผู รั บ เป น เจาหนาที่ เชน ราษฎรยื่นเรื่องราวรองทุกขตอนายอําเภอ รองนายกรัฐมนตรี เสนอตอที่ประชุมใหระงับการขึ้นภาษี เรื่องนี้ชาวบานจะรองเรียนตอผูวาราชการจังหวัดใหแกไข ฯลฯ คําวา แต ใชในความหมายที่แสดงความขัดแยง หรือใจความไมไดไปในทิศทางเดียวกัน เชน ครูไหวเปนคนปากรายแตใจดี เธอหิวมาก แตไมยอมรับประทานอาหารที่เขาหามาให ฯลฯ คําวา แต อาจใชในความหมายที่หมายถึง เคลื่อนที่มา ปรากฏทางมา เปนผลมาโดยยังไม ขาดจากกัน เชน น้ําไหลมาแตภูเขา


๕๗

สินคานี้สงมาแตประเทศอังกฤษ ควันดําเกิดแตโรงงาน เปนที่นาสังเกตวา ในปจจุบันนี้นิยมใชคําวา จาก แทนคําวา แต กันมากขึ้น เชน น้ําไหลมาจากภูเขา เสื้อตัวนี้สงมาจากประเทศอิตาลี ควันดําเกิดจากโรงงาน ฯลฯ คําวา จาก นอกจากจะใชในความหมายเกี่ยวกับคําวา แต ดังกลาวแลวยังใชเชื่อมความใน ความหมายที่วา หางไกลออกไปพนกัน หรือพรากออกไปพนกัน เชน เขาไปจากที่ทํางาน บานที่ถูกไฟไหมอยูหางจากตลาด ทานผูนี้พนจากตําแหนงรัฐมนตรีแลว เด็ก ๆ ถูกพรากจากพอแม เขารอดจากภัยน้ําทวมมาไดหวุดหวิด ฯลฯ คําวา ใน ใชในความหมายบอกบริเวณภายใน หรืออยูใตความดูแล เชน สิ่งใดอยูในตู มหาวิทยาลัยในความควบคุมของรัฐบาล ฯลฯ คําวา ใน ใชกับกริยาที่เกี่ยวกับจิตใจไดดวย เชน เขาหลงใหลในอํานาจและลาภยศ นักศึกษาควรในใจในวิชาชีพของตน ฯลฯ การใชคําเชื่อมอื่น ๆ ในภาษาไทยยังมีอีกมาก การหมั่นศึกษา ถามผูรู สังเกต และจดจําจะชวยให ใชคําไทยไดถูกตอง สามารถสื่อสารทั้งกิจการทั่วไปและสื่อสารเพื่อการธุรกิจไดเปนอยางดี ๓.๒.๓ การใชถอยคําใหเหมาะสมกับระดับภาษา ระดับภาษา หมายถึง ความเหมาะสมในการใชภาษาความสัมพันธภาพ ของบุคคลโอกาส และประชาชน โดยทั่วไปแบงการใชภาษาออกเปน ๓ ระดับคือ ภาษาระดับทางการ ภาษาระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับสนทนา


๕๘

ภาษาแตละระดับ ใชสําหรับโอกาสและสัมพันธภาพระหวางบุคคลตางกันดังนี้ ระดับภาษา

โอกาส

สัมพันธภาพระหวางบุคคล

ระดั บ ทางการมี ลั ก ษณะ เ ป น ง า น เ ป น ก า ร ต อ ง ระมัดระวังการใชถอยคําให ถู ก แบบแผนธรรมเนี ย ม มากวาระดับอื่น

คํากราบบังคมทูล การกลาวใน พิ ธี ก าร เช น การเป ด ประชุ ม การกล า วต อ นรั บ การกล า ว สดุดี การบรรยายหรืออภิปราย เปนทางการในที่ประชุม หรือ ใช ใ นการเขี ย นบทความที่ ปรากฏต อ สาธารณชนอย า ง เปนทางการการประชุมที่ตอง ทํ า เ ป น พิ ธี ก า ร ก า ร เ ขี ย น หนังสือราชการ

เปนสัมพันธภาพที่มีตอกันอยาง ทางการหรือเปนสัมพันธภาพที่ เป น ด า นธุ ร กิ จ หรื อ งาน แม ว า โ ด ย ส ว น ตั ว จ ะ มี ค ว า ม สัมพันธภาพใกลชิด แตถาเปน เรื่ อ งธุ ร กิ จ หรื อ งานก็ ต อ งใช ภาษาระดับนี้ เชน ผูวาราชการ จังหวัด มีหนังสือราชการไปถึง นายกเหลากาชาดจังหวัด ซึ่ง

ระดับกึ่งทางการ

ไมเปนทางการ (ระดับสนทนา)

การเขียนเอกสารติดตอธุรกิจ การเขียนบทความทางวิชาการ ใช ใ นการสนทนาระหว า ง บุคคลในกลุมเล็ก ๆ ในสถานที่ และโอกาสที่ ไ ม ใ ช เ ป น การ ส ว น ตั ว ใ ช เ ขี ย น จ ด ห ม า ย ระหว า งเพื่ อ นใช ร ายงานข า ว และเสนอบทความใน หนังสือพิมพ บางฉบับ รวมไป ถึ ง การใช ภ าษาในครอบครั ว เพื่ อ นสนิ ท ในสถานที่ เ ฉพาะ เปนสัดสวนดวย

เปนภรรยาของตนเองก็ตองใช ภาษาระดับทางการ เปนตน บุคคลที่ใกลชิดถึงขั้นสนิทสนม เพื่อน สนิท บุคคลในครอบครับ ครอบครัวซึ่งในบางกรณีก็ตอง รักษามารยาทดวยแตบางกรณี ก็อนุญาตใหใชคําไดตามความ สะดวกใจไดเชนกัน


๕๙

ตัวอยางการใชภาษาระดับทางราชการ สมาคมการอานแหงประเทศไทย เปนสมาคมที่เปนเครือขายของสมาคม การอาน นานาชาติซึ่งมีสํานักงานอยูที่มลรัฐแมรีแลนด ประเทศสหรัฐอเมริกา สมาคมนี้ มีส มาคมรว ม ในเครือขา ยซึ่ง ตั้ง อยูใ นที่ ตา ง ๆ ทั่ว โลก กิจกรรมของ สมาคมการอ า นแห ง ประเทศไทยในแต ล ะป จ ะประกอบด ว ยการจั ด ฝ ก อบรม สัมมนาใหแกผูสอนในระดับตาง ๆ จัดพิมพวารสาร การอานปละ ๒ เลม เพื่อแจก ใหแกสมาชิก จัดประชุมวิชาการประจําปและรวมมือกับหนวยงานตาง ๆ อาทิเชน ศูนยพัฒนาหนังสือกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดกิจกรรม เพื่อให ความรูความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องการอาน และการสงเสริการอาน ปจจุบันมีสมาชิก จํานวน ๗๑๕ คน

ตัวอยางการใชภาษาระดับระดับกึ่งราชการ ในบางครั้ ง บ า นเรามั ก สั บ สนกั น อยู เ สมอกั บ ความหมายของการอนุ รั ก ษ ธรรมชาติวามันคือการเก็บรักษาไวเพียงอยางเดียว ซึ่งนั่นก็เทากับเราพยายามแยกคนออกจากธรรมชาติโดยสิ้นเชิง ในที่สุด ก็จะไมเหลือคนที่รักและเห็นถึงคุณคาธรรมชาติเพียงพอและถาถึง เวลานั้น เมื่อมีการทําลายธรรมชาติลงไปครั้งใด ก็ไมมีผูคนมากมายพอที่จะชวยกัน ตานกระแสนั้นไปได เหนือสิ่งอื่นใด การสรางโอกาสใหเกิดความรักและความหวงแหนนั้นตอง สรางใหเกิดขึ้นแกคนในทองถิ่น ถามนุษยคือผูทําลายธรรมชาติ ทําไมจึงไมใหโอกาสมนุษยที่เหลืออีกฝายเปน ผูตอตานการกระทํานั้นเลา


๖๐

ตัวอยางการใชภาษาระดับสนทนา “วาไงจะ ชื่ออะไร เรานะ อยูช ั้นไหน” “ชื่อทน” “ออ ชื่อทน อยูช ั้นไหนละ” “อยูวัดปานี่แหละ อยูกับหลวงตาฟน ” ก็บอกไปตามความจริง ผูหญิงคนนีก้ ลับยิ้ม เขาจะหัวเราะดวยซ้าํ ไมรูหัวเราะเรื่อง อะไร “เอาละ เปนอันวาเธอชื่อทน อยูกับหลวงตาฟน ทีนี้เธอเรียนหนังสือชั้นไหน” “ไมไดอยูชั้นไหนหรอก ก็ขาไมไดเปนนักเรียนนี”่ “อาว ไมไดเปนนักเรียน ทําไมมายืนแถวนีล้ ะ” “อยากดู” “ดูอะไรกัน” “ก็เพื่อนทีว่ ัดเขามาเรียนกันทุกคน เหลือขาอยูคนเดียวมันเลยเหงา” “อยากเรียนไหมเลา” “อยาก” “ทําไมไมบอกพอแมใหพามาเขาโรงเรียนละ วันนีเ้ ปดเทอม กลับไปบอกพอแมไป” “ไมมีนี่ มีแตหลวงตา”


๖๑

ขอสังเกตเรื่องระดับภาษา การแบงภาษาออกเปนระดับตาง ๆ เปนการฝกใหสังเกตการใชถอยคําใหเหมาะสมที่จะใชซึ่งเปน เรื่องเกี่ยวของกับวัฒนธรรมไทยของเรา ซึ่งมีการแสดงความนับถือซึ่งกันและกันตามระดับและมีการให ความสําคัญในเรื่องของ “กาลเทศะ”ดวย นอกจากการใชถอยคําใหเหมาะสมกับระดับภาษาโดยคํานึงถึงบุคคลและโอกาสดังกลาวแลว ยังตองระวังการใชถอยคําใหเปนระดับเดียวกันตลอดขอความ ไมใชถอยคําตางระดับปะปนกันดวย ตัวอยางของการใชคําตางระดับในขอความเดียวกัน ซึ่งควรหลีกเลี่ยง เชน คําระดับเดียวกัน (ควรใช)

คําตางระดับ (ไมควรใช)

๑. สามี ควรรักและไววางใจสตรีที่ไดชื่อวาเปน ๑. สามีควรรักและไววางใจหญิงที่ไดชื่อวาเปน ภรรยาของตน หรือ ผัวควรรักและไววางใจ เมียของตน หญิงที่ชื่อวาเปนเมียของตนเสมอ ๒. แมอยากใหดิฉันเปนครู แตพออยากใหเปน ๒. แมอยากใหดิฉันเปนครู แตบิดาตองการให แพทย หรือ มารดาตองการใหดิฉันเปนครู เปนหมอ แตบิดาตองการใหดิฉันเปนแพทย ๓. สมาคมควรเปด การอบรมอาชี พ ตา ง ๆ ที่ ๓. สมาคมควรเปดการอบรม อาชีพตาง ๆ ที่ นาสนใจใหแกแมบาน เพื่อใหมีรายไดเสริม นา สนใจใหแก แมบา น เพื่อใหไดห าลํา ไพ และประสบการณเพิ่มขึ้น และประสบการณเพิ่มขึ้น ฯลฯ ฯลฯ


๖๒

๓.๒.๔ หลีกเลี่ยงการใชประโยคที่บกพรอง ประโยคที่บกพรองยอมใชสื่อสารไดไมเต็มที่ การใชประโยคใหถูกตองจึงเปนเรื่องสําคัญ การ สอนภาษาไทยที่ใหความสําคัญตอการใชภาษา จึงถามเรื่องความบกพรองลักษณะตางๆ ของประโยคเสมอ ประโยคที่บกพรองมีหลายลักษณะ ดังนี้ ๑. ประโยคขาดความสมบูรณ คือ ประโยคที่ขาดบทประธาน หรือบทกรรม หรือบท ขยายที่จําเปนตองมี เราจะพบขอบกพรองนี้ไดโดยการอานอยางพินิจพิเคราะห ดังตัวอยาง ขอความโฆษณาขอใดไมใชประโยคสมบูรณ ก. สเปรยอัดกลีบ ไฮยีน รีดชุดสุดสวย ข. ชีวิตสุขริมสายธาร แมกไม และเปลวแดดออน ค. หากยังอยากใหเขากระซิบวา “ผมรักรอยยิ้ม สนใจ...คุณ” ง. ความสําเร็จสูงคาของสวิส คือ ประดิษฐแบบนาฬิกาขอมือที่รุดหนาในโลกปจจุบัน ประโยคที่ไมสมบูรณคือ ขอ ค. เพราะยังไมชัดเจนพอที่จะเขาใจไดวาจะตองทําอยางไร เขา จึงจะกระซิบขอความนั่นตอไป ๒. ประโยคกํากวม คือ ประโยคที่อานแลวเขาใจไดมากกวา ๑ อยางซึ่งมีหลายลักษณะคือ (๑) กํากวมเพราะไมทราบวาเปนประโยคบอกเลาหรือคําถาม เชน บานนี้จะขายหรือ ใหเชา (๒) กํากวมเพราะไมเวนวรรค เชน ผูหญิงมีความจําเปนพิเศษเรื่องเครื่องสําอาง หากเวนวรรค ผูอานจะเขาใจไดตรงกับความตองการของผูเขียนมากขึ้น เวนวรรคแบบที่หนึ่ง ผูหญิงมีความจําเปน พิเศษเรื่องเครื่องสําอาง เวนวรรคแบบที่สอง ผูหญิงมีความจํา เปนพิเศษเรื่องเครื่องสําอาง (๓) กํากวมเพราะละทิ้งคําบางคําเชน ฉันเปนคนไมกินขาวเย็น เธอก็นาจะรู หากเติม คํา ผูอานจะเขาใจตรงกับความตองการของผูเขียนมากขึ้น เติมคําแบบที่หนึ่ง ฉันเปนคนไมกินขาวมื้อเย็น เธอก็นาจะรู เติมคําแบบที่สอง ฉันเปนคนไมกินขาวที่เย็นเย็น เธอก็นาจะรู ๓. ประโยคแบบภาษาอังกฤษ หรือใชถอยคําสํานวนตามแบบภาษาอังกฤษลักษณะที่ พบบอยๆ ก็คือ เรียงคําขยายไวหลังคําถูกขยาย ใชประโยคแบบประโยคกรรม คือใชกรรมขึ้นกอน และใช สํานวนภาษาอังกฤษแทนสํานวนไทย


๖๓

ตัวอยาง การใชประโยคกรรม เอกสารในแฟมนั้น ถูกรื้อคนโดยผูไมมีอํานาจหนาที่ ทานศาสตราจารย ถูกเชิญใหไปรับรางวัลจากคณะกรรมการวิจัย ตัวอยาง การใชสํานวนแบบภาษาอังกฤษ ในที่สุด หลอนก็พบตัวเองอยูในหองนอน นักรองสาวคนนั้น กรุยกรายมาในชุดสีเขียวสด วิชุรปรากฏกายขึ้นที่หนาหองพักผูโดยสารพรอมกับกระเปาเดินทาง การดําเนินงานของหางสรรพสินคาอยูภายใตการควบคุมอยางใกลชิดของรัฐบาล สามารถ ซอนรางอยูในเสื้อคลุมสีทอง ขอสังเกต ๓.๑ การใชคํา “พรอมกับ” ในภาษาไทยใชกับกิริยาอาการที่ผูพูดกระทําในขณะที่ทํากริยา อื่น เชน เขาพูดพรอมกับจับมือหลอนกุมไว เขาสวมแหวนที่นิ้วนางขางซายของเธอ พรอมกับยิ้มนอยๆ ถาพบคําวา “พรอมกับ” แลวตามดวยคํานามมักเปนสํานวนตางประเทศเชน เขามาพรอมกับพายุฝนที่พัดกระหน่ํา เขาปรากฏตัวขึ้นพรอมกับปนในมือ ฯลฯ ๓.๒. คํ า ว า “มาใน...” ไม ค อ ยใช ใ นสํ า นวนไทยถ า จะใช จ ะมี ก ริ ย าอื่ น นํ า หน า และคํ า ที่ ตามหลังก็จะเปนคํานามที่สามารถเคลื่อนที่ได เชน เขานั่งมาในเรือหางยาวลํานั้น คนจนก็ตองทนยืนเบียดกันมาในรถเมล ฯลฯ คําวา “มาใน” ที่เปนสํานวนตางประเทศนั้น จะไมมีคํากริยาอื่นนําหนา และคําที่ตามหลังคําวา “มาใน” ไมใชนามที่จะเคลื่อนไหว เชน สันติ ดวงสวาง จะมาในเพลง ออนจันทร จินตหรา มาในชุดสีแดงเพลิงสดใส สันติสุขมาในมาดใหม ดูเครงขรึม ฯลฯ


๖๔

๓.๓. คําวา “ภายใต ” สํา นวนไทยไมนิยมใช มีแตภายใน ภายนอก ภายนอก ภายหลัง สํานวนที่มีคําวา ภายใต จึงใหสันนิษฐานไวกอนวา เปนสํานวนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอยางยิ่งคําวา “ภายใต” ที่ตามดวย “การ” หรือ “ความ” เชน การเลื อ กตั้ ง ในกั ม พู ช าเป น ไปโดยเรี ย บร อ ย เพราะอยู ภ ายใต ก ารควบคุ ม ดู แ ลของ สหประชาชาติ ละครเรื่องนี้ ดําเนินไปภายใตความกดดันบางอยางจากรัฐบาล ฯลฯ ๓.๔. สํานวน “ความ...เกิดขึ้น” ภาษาไทยไมนิยมใช มักใชแต “เกิด...ขึ้น เชน เกิดความขัดแยงขึ้นในสภา รสช. เกิดความแหงแลงขึ้นที่ภาคอีสานตอนลาง เกิดการปะทะกันขึ้นที่ชายแดนกัมพูชา เกิดไฟไหมครั้งใหญขึ้นที่โรงงานทําตุกตา ฯลฯ ดั ง นั้ น ถ า พบสํ า นวน “ความ...เกิ ด ขึ้ น ” ให สั น นิ ษ ฐานไว ก อ นว า เป น สํ า นวนภาษา ตางประเทศ เชน ความขัดแยงเกิดขึ้นในสภา รสช. ความตายครั้งใหญปรากฏขึ้นที่โรงงานทําตุกตา ความแหงแลงอยางรุนแรง เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน ฯลฯ ๔. ประโยคที่ใชคําฟุมเฟอย ประโยคที่ใชคําฟุมเฟอยหรือใชคําเกินความจําเปน คือ ประโยคที่อาจตัดคําบางคําออกได โดยมีความหมายคงเดิม ถามีคําถามถามวา ประโยคใดใชคําฟุมเฟอยหรือ ประโยคใดใชคําเกินความจําเปนก็ขอใหดู วาประโยคใดที่มีคําซึ่งตัดออกไดโดยไมทําใหความหมายเปลี่ยนไปเชน ประโยควา “การที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเปนหัวหนารัฐบาล จะไปเยือนประเทศตางๆ อยางเปนทางการนั้น เปนเรื่องของความปกติธรรมดา” เราอาจตัดคําบางคําออก แลวเขียนใหกระชับไดดังนี้ ๑. การที่นายกรัฐมนตรีจะไปเยือนประเทศตางๆ อยางเปนทางการนั้น เปนเรื่องปกติ ๒. การที่หัวหนารัฐบาลจะไปเยือนประเทศตางๆ อยางเปนทางการนั้น เปนเรื่องปกติ


๖๕

๓. การที่นายกรัฐมนตรีจะไปเยือนประเทศตางๆ อยางเปนทางการนั้นเปนเรื่องธรรมดา ๔. การที่หัวหนารัฐบาลจะไปเยือนประเทศตางๆ อยางเปนทางการนั้นเปนเรื่องธรรมดา ๕. ประโยคบกพรองเพราะวางตําแหนงคําไมถูก ประโยคที่บกพรองในลักษณะนี้ เปนเพราะวางคําหรือขอความไมถูกที่ทําใหความหมายของ ประโยคไมชัดเจน เชน “คุณสมศรีถือรมสีแดงซึ่งมาจากหาดใหญ” “ใตยางใหญฝากทุง พวกเหลารายนั่งจับกลุมกันอยู ๔ คน ตรงกันขามกับหมูบานละเหมาะ” ฯลฯ จากตัวอยาง จะเห็นขอบกพรองของการเรียงคํา ซึ่งหากเรียงใหถูกตองควรเปนดังนี้ “คุณสมศรีซึ่งมาจากหาดใหญ ถือรมสีแดง” “พวกเหลาราย ๔ คน นั่งจับกลุมกันอยูใตตนยางใหญ ฟากทุงตรงกันขามกับหมูบาน ช า ย ปาละเหมาะ” การวางตําแหนงคําในภาษาไทย มีหลักงายๆ อยูวาคํา (หรือขอความ) ที่นํามา ขยาย ควรอยู ใกลกับคํา (หรือขอความ) ที่ถูกขยาย ไมควรมีคํา (หรือขอความอื่นใดมาแทรก) ๖. ประโยคบกพรองเพราะใชคําผิดความหมาย เชน “เด็กคนนี้มือไว กระฉับกระเฉงแคลวคลองรับรองวาทานจะไมผิดหวัง” ประโยคนี้บกพรอง เพราะ “มือไว” หมายถึง ขี้ขโมย “พวกเราเขาไปในโรงงานไมได เพราะยามรักษาการณ ทําหนาที่อยางแข็งแรง” ประโยคนี้บกพรอง เพราะตองใชคําวา “เขมเข็ง” แทน “แข็งแรง” “ทางออกของอาคาร มีประตูเหล็กกั้นไวอยางหนาแนน” ประโยคนี้บกพรอง เพราะตองใชคําวา “แนนหนา” แทน “หนาแนน” ฯลฯ


๖๖

๑. ภาษาไทยสําหรับการสื่อสารทางธุรกิจมีลักษณะอยางไร จงอธิบายพรอมยกตัวอยางประกอบ ตอบ ๒. ถาทานไมเขาใจความหมายของศัพทธุรกิจหรือไมแนใจวาจะเขียนคําที่ใชในทางธุรกิจไดถูกตอง ทานจะ ตรวจสอบไดจากแหลงใดบางจงอธิบาย ตอบ ๓. ภาษาไทยที่ใชในงานธุรกิจ มีกี่ระดับ อะไรบาง จงยกตัวอยางภาษาไทยธุรกิจระดับตาง ๆ มาใหดู ตอบ ๔. ประโยคลักษณะใดบางที่ไมควรใชสื่อสารทางธุรกิจ จงอธิบายพรอมยกตัวอยาง ตอบ

ใหนักเรียนแบงกลุมตามจํานวนที่เหมาะสม แลวทํากิจกรรมตอไปนี้ ๑. รวบรวมศัพทที่ใชในวงการธุรกิจทั่วไป ๒. รวบรวมศัพทที่ใชในวงการธุรกิจเฉพาะอาชีพ เชน ธุรกิจการเกษตร ธุรกิจการเงิน ธุรกิจบันเทิง ฯลฯ และอาจรวมกลุมสาขาธุรกิจ หรือกลุมหลากหลายสาขาธุรกิจ ก็ไดตามความเหมาะสม ๓. รวบรวมการใชภาษาไทยทางธุรกิจระดั บตา ง ๆ ทั้ง ๓ ระดับจากเอกสารธุรกิ จ หลายๆ ประเภท เชน ขอความโฆษณา แผนพับโฆษณา เอกสารประชาสัมพันธ คําเชิญชวนจดหมายขาวธุรกิจ จดหมายธุรกิจ ฯลฯ


๖๗

คําสั่ง เลือกตัวเลือกที่ถูกตองที่สุด ๑. ขอใดใชคํากระชับรัดกุมที่สุด ก. ตลอด ๕ ปที่ผานมา บริษัทของเรามีกําไร ไมขาดทุนเลย ข. บริษัทเปดทําการระหวาง ๘.๐๐ น. – ๑๖.๓๐ น. ทุกวันไมเวนวันหยุดราชการ ค. อนุชนคนรุนหลังควรรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติใหคงอยูสืบไป ง. รัฐควรสงเสริมการเกษตรเปนประการแรกในการพัฒนาชนบท ๒. ขอใดเขียนไดใจความชัดเจนที่สุด ก. การฟนตัวของเศรษฐกิจอยางเดนชัดยังมีอยูนอย สวนใหญเปนการกระเตื้องขึ้นจากภาวะในป กอนเทานั้น ข. คณะกรรมการเอกลักษณของชาติ สํานักนายกรัฐมนตรีไดจัดพิมพหนังสือเรื่อง “พระราชพิธี” ซึ่ง เปนหนังสือรวมบทความที่เคยอานเผยแพรทางวิทยุกระจายเสียง ค. คณะกรรมการคุมครองผูบริโภคออกคําสั่งใหเก็บขนมถั่วตัดและขนมผิงจากทองตลาดที่มีเชื้อรา ประเภท อัลฟาท็อกซิน เพราะสามารถทําใหเกิดโรคมะเร็งได ง. ปแหงการรณรงค ทุกหมูบานทั่วประเทศจะตองรูเรื่องงานสาธารณสุขมูลฐาน ตามโครงการ รณรงคปสาธารณสุขมูลฐานแหงชาติ ๓. ขอใดใชคําไมตรงกับความหมาย ก. หนวยงานบางแหงหนวงเหนี่ยวสินคาไว ทําใหการสงออกลาชา ข. หอการคาไทยเขียนคําแถลงการณไดฉาดฉานนาอาน ค. บริษัทของไทยพายแพคูแขงอยางยับเยิน ง. กรมการคาภายในตรวจสอบสาเหตุที่ทําใหสินคาราคาแพง ๔. ประโยคใดใชคําผิดความหมาย ก. หนังสือเลมนี้คร่ําคราเกินไป ข. บานหลังนั้นคร่ําคราจริงๆ ค. เขาคร่ําหวอดในวงการนี้มานาน ง. ขาวของเครื่องใชของเธอคร่ําเครอะมาก


๖๘

๕. ขอใดถูกตอง ก. credit หมายถึงอํานาจในการกูยืมเงินจากสถาบันการเงินหรือผูหนึ่งผูใด ข. common market หมายถึงการทุมตลาด ค. โพยกวน หมายถึง รายชื่อของกลุมธุรกิจผูกขาด ง. W.T.O. หมายถึง บริษัทเงินทุนหลักทรัพยระหวางประเทศ ๖. ถาตองการตรวจสอบความหมายของคําที่ทําหนาที่ใชทางธุรกิจ ควรดูจากแหลงใดตามลําดับ ก. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรมสําหรับวิชาชีพเฉพาะสาขา เอกสารทางราชการ เอกสารโฆษณาของเจาของสินคา สื่อมวลชน ข. พจนานุกรมวิชาชีพเฉพาะสาขา เอกสารทางราชการ เอกสารโฆษณาของเจาของสินคาสื่อมวลชน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ค. เอกสารของทางราชการ เอกสารโฆษณาของเจ า ของสิ น ค า สื่ อ มวลชน พจนานุ ก รมฉบั บ ราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรมสําหรับวิชาชีพเฉพาะสาขา ง. ถูกทุกขอ ๗. ขอใดผิดหลักการใชลักษณะนาม ก. มี ๑๙ รายการสินคาที่ไดรับการยกเวนภาษี ข. บริษัทเงินทุนหลักทรัพย ๕๘ แหง ถูกสั่งพักการดําเนินกิจการ ค. บริษัทฯ ไดรับเบี้ยประกันจากผูเอาประกันเพียง ๑,๗๕๗ ราย ง. พนักงานของสถาบันมีความเห็นแตกแยกกันเปนหลายกลุม ๘. คําที่มาจากภาษาตางประเทศตอไปนี้ ขอใดใชรูปวรรณยุกตผิด ก. แท็กซี่ ข. เสื้อเชิ้ต ค. ไวทอป ง. ปลาสติก ๙. ขอใดใชคําวากับ เปนคําเชื่อมไดถูกตอง ก. โชคดียอมบังเกิดกับผูพากเพียร ข. ลูกศิษยกําลังปรึกษากับครู ค. เขาเรียกเงินกับสมุหบัญชี ง. เจาหนาที่พยายามทําดีกับราษฏร ๑๐. ขอใดใชคําเชื่อมไดถูกตอง ก. BEP เปนยอดซึ่งประดิษฐกรรมยานยนต ข. BEP เปนยอดของประดิษฐกรรมยานยนต ค. BEP เปนยอดแหงประดิษฐกรรมยานยนต ง. BEP เปนยอดดวยประดิษฐกรรมยานยนต


๖๙

๑๑. ขอความโฆษณาในขอใด ไมใชประโยคสมบูรณ ก. สเปรยอัดกลีบ ไฮดรา รีดชุดสุดสวย ข. ชีวิตสุขริมสายน้ํา รมไม และเปลวแดดออน ค. หากยังอยากใหกระซิบวา “ผมรักรอยยิ้มอันสดใน...ของคุณ” ง. ความสําเร็จสูงคาของสวิส คือ ประดิษฐกรรมนาฬิกาขอมือที่รุดหนาในโลกปจจุบัน ๑๒. ประโยคขอใดที่มีใจความเปนลักษณะบังคับมากที่สุด ก. โปรดแจงเรื่องนี้ใหผูที่เกี่ยวของทราบดวย ข. โปรดพิจารณาและดําเนินการในสวนที่เกี่ยวของตอไป ค. โปรดแจงผลการพิจารณาใหทราบดวยจะเปนพระคุณยิ่ง ง. โปรดแจงเรื่องนี้ใหทราบภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐ ขอบคุณยิ่ง ๑๓. ขอใดใชถอยคําสุภาพที่สุด ก. ทานเขาใจผิดในเรื่องที่กลาวถึงนั้น ข. ทานเขาใจผิดอยางมากในเรื่องดังกลาว ค. ความเขาใจของทานเกี่ยวกับเรื่องดังกลาวยังไมถูกตอง ง. ความเขาใจของทานในเรื่องดังกลาวนั้นคงคลาดเคลื่อน ๑๔. ขอใดใชถอยคําไดถูกตอง ก. รถนําเที่ยวสมัยใหม มีเครื่อง ข. ผูออมเงินควรศึกษาติดตามขอมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงินใหเขมงวด ค. เครื่องใชไฟฟาชวยใหงานบานบางอยางเสร็จสิ้นโดยรวดเร็ว ง. การดูแลรักษาอยางถูกวิธี จะทําใหเครื่องใชไฟฟาใชงานไดอยางมีสมรรถภาพ ๑๕. ประโยคตอไปนี้ บกพรองมาเพราะเหตุใด ขอเชิญชวนทุกทานมาเลือกตั้งลงคะแนนเสียงโดยพรอมเพรียงกัน ก. เรียงลําดับคําผิดที่ ข. ใชคําฟุมเฟอย ค. ใชสํานวนภาษาตางประเทศ ง. ใชคําผิดความหมาย


๗๐

Thai Learning  

เรียนไทยอย่างรวดเร็ว พื้นฐาน

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you