Page 1


THE TEXTILE DEVELOPMENT AND LEARNING CENTER OF SOUTHERN THAILAND

PATTARAVADEE PONGKACHON

A THESIS SUBMITTED IN PAATIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENT FOR THE BACHELOR DEGREE OF ARCHITECTURE DIVISION OF ARCHITECTURAL TECHNOLOGY, FACULTY OF ARCHITECTURE RAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY THANYABURI 2018


โครงการศึกษาและออกแบบศูนย์พัฒนาและเรียนรู้ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้

ภัทรวดี พงษ์ขจร

วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2561


ABSTRACT “ผ้าหรือเครื่องนุ่งห่ม” ถือเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐาน ที่มีความ สำ�คัญต่อการดำ�รงชีวิตมนุษย์ หรือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ นอก เหนือจากอาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ตั้งแต่อตีดทุกครัว เรือนจะมีการทอผ้าเพื่อใช้สอยในครอบครัว และมีการถ่ายทอด และสั่งสมกรรมวิธีการทอ จนสั่งสมเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการ ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เป็นเสมือนมรดก ทางวัฒนธรรม “ผ้าทอ” ของประเทศไทยถือได้ว่าเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่ สืบทอดกันมาอย่างแพร่หลาย และมีอยู่ทั่วประเทศ แต่ละท้องถิ่นก็ จะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพภูมศิ าสตร์ การทอผ้ายังถือเป็น ภูมิปญ ั ญาท้องถิ่นที่แสดงถึงความรอบรู้ของชาวบ้าน โดยผ้าทอ มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ หลายแห่งยังคงลวดลายสัญลักษณ์ ดั้งเดิมเอาไว้โดยเฉพาะชุมชนที่มีเชื้อสายชาติพันธ์บางกลุ่มยังคง เอกลักษณ์ที่เฉพาะกลุ่มเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะการทอผ้าในภาคใต้ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการ ทอผ้ายก ทั้งยกฝ้าย ยกไหม ยกดิ้นเงินดิ้นทอง มีการอนุรักษ์ ลวดลายดั้งเดิมไว้ เช่น ลายราชวัตร ลายดอกพิกุล ลายลูกแก้ว ลายก้านแย่ง และลายรูปสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ สร้างสรรค์ลวดลายที่แปลกใหม่สวยงามขึ้น การทอผ้านี้เป็นงาน ฝีมือซึ่งต้องอาศัยความชำ�นาญและความประณีตนับตั้งแต่การเต รียมเส้นด้าย การย้อมสีและการทอ

ภาพ 1 : ภาพแสดงการทอผ้า ที่มา : https://www.pexels.com/photo/ ,2560

ในปัจจุบันผ้าทอท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณกลับไม่ค่อยได้รับ ความสนใจและไม่ให้ความสำ�คัญกับการทอผ้ามากนัก เนื่องจาก ขาดการส่งเสริม และผูท้ อขาดความรูค้ วามเข้าใจ จึงทำ�ให้นบั วันผ้า ทอค่อยๆสูญหายไประหว่างรุ่นต่อรุ่น การถ่ายทอดความรู้ทำ�กัน ในวงจำ�กัด ส่งผลให้ขาดผู้สืบทอด และขาดการกระตุ้นให้ผลิตผล งานที่มีคุณภาพ ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสังคมและ เศรษฐกิจประกอบกับอิทธิพลของการศึกษาและการสื่อสารที่ พัฒนาขึน้ มีผลให้รปู แบบการดำ�เนินชีวติ และวัฒนธรรมของชุมชน ไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เนือ่ งจากเทคโนโลยีในการผลิตสิง่ ทอได้พฒ ั นาขึน้ และก่อให้เกิดการ ออกแบบสร้างสรรค์สงิ่ ทอทีส่ วยงาม ทันสมัย และต้นทุนการผลิต ลดลง ทำ�ให้เสือ้ ผ้าราคาถูกทีผ่ ลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามา จำ�หน่ายมากขึ้น โดยการแต่งกายตามสมัยนิยมส่งผลต่อการใช้ ผ้าทอประจำ�ท้องถิ่น โดยดูจากการแต่งกายของผู้คนในปัจจุบันมี ลักษณะแบบสังคมนิยมมากขึ้น จึงเกิดเป็นโครงการ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์ และการศึกษา เรียนรู้ ให้กับประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ตระหนักถึงความ สำ�คัญของภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ เกิดการสืบสาน จากรุ่นสู้รุ่น รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดการต่อยอด พัฒนา สินค้า ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจได้อีกด้วย


ACKNNOWLEDGMENT การจัดทำ�วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ สามารถสำ�เร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับการ สนับสนุนและการอนุเคราะห์ช่วยเหลือ รวมถึงคำ�แนะนำ�จากบุคคลหลายท่าน ทางผู้จัด ทำ�โครงการจึงใคร่ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ โดยมีบุคคลดังนี้ ขอขอบพระคุณคุณพ่อและคุณแม่ สำ�หรับทุกสิง่ ทุกอย่าง ทัง้ แรงกายและแรงใจ และสมทบทุนในการทำ�วิทยาพนธ์ ขอขอบขอบคุณ อาจารย์พรนภา พรพันธ์ไพบูลย์ ที่คอยให้คำ�ปรึกษา และความช่วยเหลือมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มเริ่มค้นคว้า หัวข้อวิทยานิพนธ์ คอยควบคุมงานให้ออกมาดีที่สุด จนทำ�ให้วิทยานิพนธ์เล่มนี้สำ�เร็จ ลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณอาจารย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ประสิทธิ์ประสานวิชาความรู้อันมีค่า ตั้งแต่เข้่า รับการศึกษาจนสำ�เร็จการศึกษา สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆและเพื่อนๆ ทั้งพลอย พิม นุ่น ที่เป็นเพื่อนในการทำ�งาน ตลอดเวลา คอยให้ก�ำ ลังใจและรับฟังรวมถึงให้ค�ำ ปรึกษามาโดย รวมถึงตัวเองทีม่ คี วาม ตั้งใจและอดทนในการทำ�งานมาตลอด

ภาพที่ 2 : ภาพแสดงการทอผ้า 2 ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560


TABLE OF CONTENT บทคักย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญภาพ สารบัญตาราง สารบัญภาพ สารบัญแผนภูมิ สารบัญแผนที่

ก ข ค ง ช ช ช


01 บทนำ� 1.1 ความเป็นมาของโครงการ 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา ขอบเขตของการศึกษา 1.3 ขั้นตอนและวิธีดำ�เนินการ 1.4 ประโยชน์ของการศึกษา

1-1 1-3 1-4 1-5

03 การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ 4.1 การเลือกจังหวัดที่ตั้งโครงการ 4.2 การวิเคราะห์ย่านที่ตั้งโครงการ 4.3 การวิเคราะห์ย่านที่ตั้งโครงการ 4.4 การเลือกย่านที่ตั้งโครงการ 4.5 การเลือกตำ�แหน่งที่ตั้งโครงการ 4.6 กฏหมายที่เกี่ยวข้อง 4.7 การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ

3-1 3-5 3-7 3-11 3-13 3-16 3-17

02 ทฤษฎีการออกแบบที่เกี่ยวข้อง 2.1 ความหมายและคำ�จำ�กัดความ 2.2 ความเป็นมา ปัจจุบัน และอนาคตของเรื่อง ที่ศึกษา 2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.3 หลักการออกแบบที่เกี่ยวข้อง 2.4 หลักการนำ�แสงมาใช้ในอาคาร 2.5 หลักการออกแบบห้องสมุด 2.6 หลักการออกแบบส่วนห้องเรียน 2.7 หลักการออกแบบส่วนสำ�นักงาน 2.8 หลักการออกแบบพื้นที่สาธารณะ 2.9 หลักการออกแบบที่จอดรถ 2.10 การวิเคราะห์กฏหมายที่เกี่ยวข้อง 2.11 การเปรียบเทียบอาคารตัวอย่าง 2.12 การวิเคราะห์อาคารตัวอย่าง

ภาพที่ 3 : ภาพแสดงอุปกรณ์การทอผ้า ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

2-1 2-3 2-9 2-15 2-19 2-21 2-23 2-24 2-25 2-27 2-28 2-33 2-39

04 ทฤษฎีการออกแบบที่เกี่ยวข้อง 4.1 ความเป็นมาของโครงการ 4.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 4.3 วัตถุประสงค์ของการศึกศา 4.4 โครงสร้างการบริหาร 4.5 การกำ�หนดรายละเอียดเจ้าหน้าที่ 4.6 รายละเอียดผู้ใช้โครงการ การกำ�หนดรายละเอียดกิจกรรม การกำ�หนดรายละเอียดพื้นที่ใช้สอยโครงการ สรุปพื้นที่ใช้สอบโครงการ 4.7 การประมาณงบประมาณก่อสร้าง 4.8 งานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

4-1 4-2 4-2 4-4 4-5 4-7 4-9 4-11 4-15 4-17 4-19


01 บทนำ�

PICTURE CONTENT

ภาพที่ 1.1 : ภาพแสดงการทอผ้าพื้นเมือง ภาพที่ 1.2 : การพัฒนาผ้าทอพื้นเมือง ภาพที่ 1.3 : ภาพแสดงกี่ทอผ้าพื้นเมือง

02 ทฤษฎีการออกแบบที่เกี่ยวข้อง ภาพที่ 2.1: ภาพแสดงกี่ทอทอพื้นเมือง ภาพที่ 2.2 : ภาพแสดงการทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ภาพที่ 2.3 : ภาพแสดงการทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ภาพที่ 2.4 : ภาพแสดงการพัฒนาผ้าทอพื้นเมือง ภาพที่ 2.5 : ภาพแสดงคนทอผ้าพื้นเมือง ภาพที่ 2.6 : ภาพแสดงการพัฒนาผ้าทอพื้นเมือง ภาพที่ 2.7 : ภาพแสดงการแปรรูปผ้าทอเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น ภาพที่ 2.8 : ภาพแสดงการจัดนิทรรศการ ภาพที่ 2.9 : ภาพแสดงหลักการจัดนิทรรศการ ภาพที่ 2.10 : ภาพแสดงการจัดทางเดินในนิทรรศการ ภาพที่ 2.11 : วิธีการนำ�แสงเข้ามาในอาคาร ภาพที่ 2.12 : ตัวอย่างการใช้แสงธรรมชาติ ภาพที่ 2.13 : ภาพแสดงการจัดห้องสมุด ภาพที่ 2.14 : หลักการจัดห้องสมุด ภาพที่ 2.15 : ภาพแสดงการจัดห้องเรียน ภาพที่ 2.16 : ภาพแสดงการจัดสำ�นักงาน ภาพที่ 2.17 : ภาพแสดงหลักการออกแบบพื้นที่สาธารณะ ภาพที่ 2.18 : ภาพแสดงกิจกรรมพื้นที่สาธารณะ ภาพที่ 2.19 : ภาพแสดงการจัดที่จิดรถแบบต่างๆ ภาพที่ 2.20 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 1 ภาพที่ 2.21 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 1 (ต่อ) ภาพที่ 2.22 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 2 ภาพที่ 2.23 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 2 (ต่อ) ภาพที่ 2.24 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 3 ภาพที่ 2.25 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 3 (ต่อ

1-2 1-4 1-5 2-1 2-3 2-6 2-8 2-10 2-12 2-14 2-15 2-16 2-17 2-18 2-20 2-21 2-22 2-23 2-24 2-25 2-26 2-27 2-33 2-34 2-35 2-36 2-37 2-38


03 การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ ภาพที่ 3.1 : ภาพแสดงแผนที่ภาคใต้ ภาพที่ 3.2 : ภาพแสดงแผนที่จังหวัดสงขลา ภาพที่ 3.3 : ภาพแสดงสะพานติณสูลานนท์ ภาพที่ 3.4 : ภาพแสดงจังหวัดสงขลา (2) ภาพที่ 3.5 : ภาพแสดงมัสยิดกลางสงขลา ภาพที่ 3.6 : ภาพแสดงตำ�แหน่งย่านที่ตั้งโครงการ ภาพที่ 3.7 : ภาพแสดงขอบเขตเทศบาลหาดใหญ่ ภาพที่ 3.8 : ภาพแสดงเทศบาลนครหาดใหญ่ ภาพที่ 3.9 : ภาพแสดงจำ�นวนสถานที่ต่างๆในหาดใหญ่ ภาพที่ 3.10 : ภาพแสดงขอบเขตเทศบาลหาดใหญ่ ภาพที่ 3.11 : ภาพแสดงการวิเคราะห์ผังเทศบาลหาดใหญ่ ภาพที่ 3.12 : ภาพแสดงการเลือกที่ตั้งโครงการ (1) ภาพที่ 3.13 : ภาพแสดงการวิเคราะห์ตำ�แหน่งที่ตั้ง ภาพที่ 3.14 : ภาพแสดงกฏหมายการใช้ประโยชน์ที่ดิน ภาพที่ 3.15 : ภาพแสดงการเลือกที่ตั้งโครงการ (2) ภาพที่ 3.16 : ภาพแสดงบริบทรอบที่ตั้งโครงการ ภาพที่ 3.17 : ภาพแสดงการวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ

04 การศึกษารายละเอียดที่ตั้งโครงการ 3-1 3-2 3-4 3-5 3-6 3-7 3-8 3-9 3-10 3-11 3-12 3-14 3-15 3-17 3-18 3-19 3-20

ภาพที่ 4.1: ภาพแสดงการย้อมสีเส้นไหม (1) ภาพที่ 4.2 : ภาพแสดงการย้อมสีีเส้นไหม (2) ภาพที่ 4.3: ภาพแสดงลักษณะผู้ใช้โครงการ ภาพที่ 4.4: ภาพแสดงจำ�นวนผู้ใช้โครงการ ภาพที่ 4.5 : ภาพแสดงกิจกรรมภายในในโครงการ ภาพที่ 4.6 : ภาพแสดงการก่อสร้างอาคาร ภาพที่ 4.7 : ภาพแสดงโครงสร้างฐานรากเดี่ยว ภาพที่ 4.8 : ภาพแสดงขั้นตอนการตอกเสาเข็ม ภาพที่ 4.9 : ภาพแสดงโครงสร้างเสา-คาน คอนกรีต ภาพที่ 4.10: ภาพแสดงโครงสร้างพื้น POST-TENSION ภาพที่ 4.11 : ภาพแสดงโครงสร้างผนังกระจก ภาพที่ 4.12 : ภาพแสดงการก่อผนังก่ออิฐฉาบปูน ภาพที่ 4.13 : ภาพแสดงโครงถัก ภาพที่ 4.14 : ภาพแสดงหม้อแปลงไฟฟ้า ภาพที่ 4.19 : ภาพแสดงห้องเครื่อง GENERATOR ภาพที่ 4.20 : ภาพแสดงตู้สวิตช์บอร์ด MDB ภาพที่ 4.21 : ภาพแสดงงานระบบปรับอากาศ VRV ภาพที่ 4.21 : ภาพแสดงงานระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน ภาพที่ 422 : ภาพแสดงระบบประปา ภาพที่ 4.23 : ภาพแสดงระบบดับเพลิง ภาพที่ 4.24 : ภาพแสดงลิผต์โดยสรแบบไม่มีห้องเครื่อง ภาพที่ 4.25 : ภาพแสดงเครื่องลดความชื้น

4-1 4-3 4-7 4-8 4-10 4-18 4-19 4-19 4-20 4-20 4-21 4-21 4-22 4-22 4-23 4-23 4-24 4-24 4-25 4-25 4-26 4-26


บทนำ�


บทที่ 1 บทนำ� 1.1 ความเป็นมาโครงการ

“ผ้าหรือเครื่องนุ่งห่ม” ถือเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐาน ที่มีความสำ�คัญต่อ การดำ�รงชีวิตมนุษย์ หรือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ นอกเหนือจากอาหาร ที่อยู่ อาศัย และยารักษาโรค ตั้งแต่อตีดทุกครัวเรือนจะมีการทอผ้าเพื่อใช้สอย ในครอบครัว และมีการถ่ายทอดและสั่งสมกรรมวิธีการทอ จนสั่งสมเป็น ภูมปิ ญ ั ญาทีไ่ ด้รบั การถ่ายทอดจากบรรพบุรษุ รุน่ หนึง่ ไปสูอ่ กี รุน่ หนึง่ เป็น เสมือนมรดกทางวัฒนธรรม “ผ้าทอ” ของประเทศไทยถือได้วา่ เป็นหัตถกรรมพืน้ บ้านทีส่ บื ทอดกัน มาอย่างแพร่หลาย และมีอยูท่ วั่ ประเทศ แต่ละท้องถิน่ ก็จะมีความแตกต่างกัน ไปตามสภาพภูมศิ าสตร์ การทอผ้ายังถือเป็นภูมปิ ญ ั ญาท้องถิน่ ทีแ่ สดงถึง ความรอบรู้ของชาวบ้าน โดยผ้าทอมีอยู่ในทุกภาคของประเทศ หลายแห่ง ยังคงลวดลายสัญลักษณ์ดงั้ เดิมเอาไว้โดยเฉพาะชุมชนทีม่ เี ชือ้ สายชาติพนั ธ์ บางกลุ่มยังคงเอกลักษณ์ที่เฉพาะกลุ่มเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะการทอผ้าในภาคใต้ทมี่ ชี อื่ เสียงในเรือ่ งของการทอผ้ายก ทัง้ ยกฝ้าย ยกไหม ยกดิ้นเงินดิ้นทอง มีการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมไว้ เช่น ลายราชวัตร ลายดอกพิกลุ ลายลูกแก้ว ลายก้านแย่ง และลายรูปสัตว์ตา่ ง ๆ นอกจากนีย้ งั มีการประยุกต์สร้างสรรค์ลวดลายทีแ่ ปลกใหม่สวยงามขึน้ การทอผ้านี้เป็นงานฝีมือซึ่งต้องอาศัยความชำ�นาญและความประณีตนับ ตั้งแต่การเตรียมเส้นด้าย การย้อมสีและการทอ

ภาพที่ 1.1 : ภาพแสดงการทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

1-1


ประเด็นปัญหา

ในปัจจุบันผ้าทอท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณกลับไม่ค่อยได้รับความ สนใจและไม่ให้ความสำ�คัญกับการทอผ้ามากนัก เนื่องจากขาดการส่ง เสริม และผู้ทอขาดความรู้ความเข้าใจ จึงทำ�ให้นับวันผ้าทอค่อยๆสูญหาย ไประหว่างรุ่นต่อรุ่น การถ่ายทอดความรู้ทำ�กันในวงจำ�กัด ส่งผลให้ขาดผู้ สืบทอด และขาดการกระตุ้นให้ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ประกอบกับอิทธิพลของการศึกษาและการสื่อสารที่พัฒนาขึ้น มีผลให้รูป แบบการดำ�เนินชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ อย่างกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิตสิ่ง ทอได้พัฒนาขึ้นและก่อให้เกิดการออกแบบสร้างสรรค์สิ่งทอที่สวยงามทัน สมัย และต้นทุนการผลิตลดลง ทำ�ให้เสื้อผ้าราคาถูกที่ผลิตจากโรงงาน อุตสาหกรรมเข้ามาจำ�หน่ายมากขึ้น โดยการแต่งกายตามสมัยนิยมส่งผล ต่อการใช้ผ้าทอประจำ�ท้องถิ่น โดยดูจากการแต่งกายของผู้คนในปัจจุบัน มีลักษณะแบบสังคมนิยมมากขึ้น จึงเกิดเป็นโครงการ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์ และการศึกษาเรียน รู้ ให้กับประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ตระหนักถึงความสำ�คัญของ ภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ เกิดการสืบสานจากรุ่นสู้รุ่น รวมไป ถึงการส่งเสริมให้เกิดการต่อยอด พัฒนาสินค้า ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจได้อีกด้วย

ภาพที่ 1.2 : การพัฒนาผ้าทอพื้นเมือง ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

1-2


1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.2.1 เพื่อศึกษาถึงประวัติความเป็นมา และเหตุผลที่ทำ�ให้เกิดโครงการ รวม ถึงศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านงานสถาปัตยกรรม 1.2.2 เพื่อศึกษาหลักการออกแบบและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องเพื่อนำ�ไปสู่การออก แบบสถาปัตยกรรม 1.2.3 เพือ่ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และความเหมาะสมของทีต่ งั้ ของ โครงการในการเป็นศูนย์พัฒนาเเละเรียนรู้ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ 1.2.4 เพือ่ ศึกษาแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมทีเ่ กีย่ วกับภูมปิ ญ ั ญา ภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ 1.2.5 เพือ่ ศึกษาองค์ประกอบและกิจกรรมผูใ้ ช้อาคารเพือ่ กำ�หนดรายละเอียด และความสัมพันธ์ภายในโครงการประเภทศูนย์พัฒนาและสถานเรียนร

1.3 ขอบเขตของการศึกษา 1.3.1 ศึกษาข้อมูลเบือ้ งต้นเกีย่ วกับประวัตศิ าสตร์ความเป็นมาของผ้าทอพืน้ เมืองภาคใต้ 1.3.2 ศึกษาสภาพประเด็นปัญหาทีเ่ กิดขึน้ ในอดีต จนถึงปัจจุบนั และ รวบรวม ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการแก้ไขปัญหา 1.3.3 ศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ศึกษาทำ�เลทีต่ งั้ และตำ�แหน่ง ที่ตั้งโครงการที่เหมาะสมรวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อโครงการทางด้านกายภาพ, สังคม, วัฒนธรรม, เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมโดยรอบ 1.3.4 ศึกษาการกำ�หนดรายละเอียด ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบภายใน โครงการประเภทศูนย์พัฒนาและเรียรู้ 1.3.5 ศึกษาตัวอย่างการจัดองค์ประกอบโครงการต่างๆ ภายในโครงการและ ระบบโครงสร้างที่เหมาะสม ภาพที่ 1.3 : ภาพแสดงการกี่ผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

1-3


1.4 ขั้นตอนการศึกษา (METHODLOGY)

แผนภูมิที่ 1 : แสดงขั้นตอนและวิธีการศึกษา ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2560

1-4


1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1 ได้ทราบถึงความเป็นมา และเหตุผลเชื่ิอมโยงที่ทำ�ให้เกิดโครงการศูยน์ พัฒนาและเรียนรู้ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ 1.5.2 ได้ทราบถึงทฤษฏีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ซึ่งนำ�มาพัฒนา และแก้ไขปัญหา โดยนำ�เกณฑ์กฎหมายข้อบังคับต่างๆ และองค์ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมมาเป็นพื้นฐานการวิเคราะห์ รวมถึงการศึกษาอาคารตัวอย่างที่มีลักษณะ เดียวกัน 1.5.3 ได้ศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นได้ของโครงการ การวิเคราะห์ทำ�เลที่ตั้ง และตำ�แหน่งที่ตั้งโครงการที่เหมาะสม 1.5.4 ได้ศึกษาและวิเคราะห์ถึงการกำ�หนดรายละเอียดโครงการและความสัมพันธ์ององค์ประกอบภายในโครงการ พื้นที่ใช้สอย รวมถึงงานระบบที่เกี่ยวข้อง 1.5.5 ได้ทราบถึงการออกแบบสสถาปัตยกรรมที่เป็นพื้นที่เพื่อการพัฒนา และส่งเสริมการเรียนรู้หัตถกรรมผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้

1-5


1-6


ทฤษฏีและการออกแบบที่เกี่ยวข้อง


2.1.1 ความหมายภาษาไทย โครงการออกแบบและศึกษา ศูนย์พัฒนาและเรียนรู้ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ ศูนย์ หมายถึง แหล่งหรือสถานที่ที่มีความชำ�นาญด้านใดด้านหนึ่ง และเน้นการให้บริการด้านนั้นๆ พัฒนา หมายถึง เข้ารับความรูจ้ ากผูส้ อน รับการฝึกฝนอบรมเพือ่ ให้เกิดความรูค้ วามเข้าใจ หรือความชำ�นาญ, เช่น เรียนหนังสือ เรียนวิชาความรู้, ฝึกให้เกิดความรู้ความเข้าใจ จนเป็นหรือมีความชำ�นาญ เรียนรู้ หมายถึง การเปลีย่ นแปลงทีม่ กี ารกระทำ�ให้เกิดขึน้ หรือมีการวางแผนกำ�หนดทิศทางไว้ลว่ งหน้า โดยการ เปลี่ยนแปลงนี้ต้องเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผ้า หมายถึง สิ่งที่ทำ�ด้วยเยื่อใย เช่น ฝ้าย ไหม ขนสัตว์ โดยวิธีทอหรืออัดให้เป็นผืนมักเรียกตามลักษณะ ของสิ่งที่ทำ� เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าขนสัตว์ หรือตามลักษณะที่ใช ทอ หมายถึง พุ่งเส้นด้ายหรือเส้นไหมเป็นต้นให้ขัดกับเส้นยืนในเครื่องทอ พื้นเมือง หมายถึง เฉพาะเมือง เฉพาะท้องที่ เช่น ของพื้นเมือง คนพื้นเมือง นิทานพื้นเมือง ภาคใต้ หมายถึง เป็นภูมภิ าคหนึง่ ของไทย ตัง้ อยูบ่ นคาบสมุทรมลายู ขนาบด้วยอ่าวไทย ทางฝัง่ ตะวันออก และ ทะเลอันดามันทางฝั่งตะวันตก ทุกจังหวัดของภาคมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ยกเว้นจังหวัดยะลา และจังหวัดพัทลุง

2.1.2 ความหมายภาษาอังกฤษ THE TEXTILE DEVELOPMENT AND LEARNING CENTER OF SOUTHERN THAILAND THE TEXTILE DEVELOPMENT LEARNING CENTER SOUTHERN THAILAND

: [adj. adv.] จำ�พวก, ที่พูดถึงแล้ว, ที่รู้กันอยู่แล้ว, ที่รู้จักกันแล้ว : [n. adj.] เกี่ยวกับการทอผ้า, เครื่องผ้า, สิ่งทอ เช่น ผ้า : [n.] ประหยัด, ป้องกัน, พิทักษ์, รักษา, สงวน, ออม : [n.] การเรียนรู้, การศึกษาเรียนรู้ : [n. adj. vt. vi.] จุดศูนย์กลางวงกลม, จุดสำ�คัญ หัวใจ, ใจกลาง, ตรงกลาง, ตัง้ จุดศูนย์กลาง : [adj.] ตั้งอยู่ภาคใต้, ทางใต้ : [n.] ประเทศไทย ภาพที่ี 2.1 : ภาพกี่ทอผ้าพื้นเมือง ที่มา : https://hiveminer.com/ ,2559

2-1


2.1.3 คำ�จำ�กัดความ โครงการออกแบบและศึกษา ศูนย์อนุรักษ์และเรียนรู้ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ เป็นศูนย์กลางของผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ ที่มีการจัดแสดง เก็บรวบรวมผลงาน และเป็นสถานที่ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ที่ปัจจุบันเริ่มมีการสูญหายเนื่องจากขาดการอนุรักษ์ และการ ถ่ายทอดความรู้อยู่ ในวงจำ�กัด ทำ�ให้ขาดคนสืบทอด อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ส่งเสริมให้นักเรียน นักท่องเที่ยว คนที่สนใจ ได้เข้ามาเรียนรู้และเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำ�ผ้า นอกจากนี้ยังส่งเสริมกลุ่มผู้ ทอ ให้เข้ามาพัฒนาศักยภาพของผูท้ อ รวมไปถึงการแปรรูปให้เกิดผลิตภัณฑ์ ใหม่ๆ เพื่อเพิม่ มูลค่าให้มาก ขึ้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ โดยผู้ชำ�นาญหรือกลุ่มบุคลากรที่มี ความรู้ เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่งด้วย

2-2


ภาพที่ 2.2 : ภาพแสดงการทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ที่มา : http://handloompicturecompany.com/ ,2560

2-3


2.2.1 ความเป็นมาเรื่องที่ศึกษา (http://www.stou.ac.th, 2560)

การทอผ้ า เป็ น ภู มิ ปั ญ ญาพื้ น บ้ า นของชนเผ่ า ในคาบสมุ ท รอิ น โด จีนสืบทอดมาจากวัฒนธรรมจากอารยธรรมจีน อารยธรรมอินเดีย และ อารยธรรมตะวันตกในสมัยโบราณที่เป็นกระแสวัฒนธรรรมไหลผ่านเข้ามาใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ทำ�ให้เกิดเป็นภูมิปัญญาที่มีลักษณะร่วมกัน ไปทั่วทั้งเอเชียหรือทั่วโลก การทอผ้าในภาคใต้ของไทยก็ได้ใช้ภูมิปัญญาในการ สืบทอดการทอลวดลายผ้าดั้งเดิมและมีการประดิษฐ์คิดค้นลวดลายขึ้นมาใหม่ จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนหรือของภูมิภาคแห่งนี้ ถึงกระนัน้ ก็ตาม แม้วา่ กระบวนการทอผ้าของชนพืน้ เมืองในภาคใต้ของ ไทยได้ขาดช่วงตอน เป็นการผลิตทีไ่ ม่ครบกระบวนวงจร แต่กไ็ ม่ได้ท�ำ ให้ “ผ้าทอ พืน้ เมืองปักษ์ใต้” ลดความสำ�คัญทางประวัตศิ าสตร์ลงแต่อย่างใด กลับยิง่ ทำ�ให้ ช่างทอผ้ามีเวลาพัฒนาลวดลายของตนเองให้โดดเด่นมีเอกลักษณ์มากยิง่ ขึน้ นอกจากนี้ ภาคใต้ของไทยมีทำ�เลที่ตั้งอยู่ในเส้นทางเดินเรือที่สำ�คัญของโลก มาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย จึงทำ�ให้ผ้าทอพื้นเมืองปักษ์ใต้มีการรับเอา วัฒนธรรมจากหลายภูมิภาคเข้ามาผสมผสานอย่างสอดคล้องและกลมกลืน กับวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคนี้อีกด้วย แหล่งทอผ้าพืน้ เมืองในภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นแหล่งทีเ่ คยมีความสำ�คัญใน ฐานะศูนย์กลางการปกครองของท้องถิน่ มายาวนาน และเคยมีเจ้าเมืองปกครอง ซึง่ ความสัมพันธ์ดงั กล่าว อาจทำ�ให้เชือ่ ได้วา่ ช่างทอผ้าของภาคใต้ในอดีตได้รบั การอุปถัมภ์จากผู้ปกครอง โดยจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆสำ�หรับทอผ้า เพื่อเป็น เครื่องแต่งกายของชนชั้นปกครอง รวมทั้งเป็นของรางวัลแก่ผู้ประกอบคุณ งามความดี หรือเป็นของกำ�นัลแก่แขกบ้านแขกเมือง เช่นเดียวกับธรรมเนียม ปฏิบัติของผู้ปกครองของศูนย์กลางสำ�คัญในที่อื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมแบบ เครื่องนุ่งห่ม คือ มีผ้าผืนสำ�หรับนุ่ง และผ้าผืนสำ�หรับห่มหรือปกคลุมส่วนต่างๆของร่างกาย โดยไม่มีการตัดเย็บ ดังนั้นสิ่งที่จะแสดงถึงสถานภาพทางสังคมของผู้ปกครอง ก็คือการแต่งกาย ด้วยผ้าทีท่ ออย่างประณีต งดงามหรือด้วยวัสดุทมี่ รี าคาและหายาก ช่างทอผ้า

จึงมีความสำ�คัญต่อการส่งเสริมสถานภาพของผู้ปกครองท้องถิ่นเช่นเดียว กับช่างฝีมืออื่น ๆ ผ้าทอพืน้ เมืองของภาคใต้ทไี่ ด้รบั การอุปถัมภ์จากผูป้ กครองหัวเมือง ต่าง ๆ คงจะลดความสำ�คัญลง เมื่ออำ�นาจของท้องถิ่นถูกแทนที่ด้วยอำ�นาจ รัฐจากส่วนกลาง และเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสวัฒนธรรมการแต่งกาย เมื่อกว่าศตวรรษที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากความนิยมในการแต่งกายแบบเมือง หลวงหรือแบบราชสำ�นักที่เผยแพร่ไปยังหัวเมืองต่างๆ ตั้งแต่รัชกาลพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงปฏิรูปการปกครองหัวเมืองในภาคใต้ โดยยกฐานะขึ้นเป็นมณฑล ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ต่ อ มามณฑลเหล่ า นี้ ก็ ถู ก ลดฐานะลงเป็ น จั ง หวั ด ภายหลั ง การ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 ตามมาด้วยการแต่งกายแบบยุโรป ที่เข้ามาพร้อมกับการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ทำ�ให้เกิดความนิยมใน การสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บเป็นสิ่ง สำ�คัญมากกว่าที่ ให้ความคล่องตัว และดูทนั สมัยมาแทนทีร่ ปู แบบการนุง่ ห่มทำ�ให้ ผ้าไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกสถานภาพทางสังคมเช่นในอดีต แต่รูปแบบ หรือ การตาม กระแสนิยมของการแต่งกายลาย การทอผ้าชัน้ สูงทีไ่ ด้รบั การอุปถัมภ์จากผูป้ กครองท้องถิน่ ได้ลม่ สลาย ลงไปก่อนการทอผ้าพื้นเมืองที่ทอใช้เองในครัวเรือนซึ่งหยุดชะงักลงในช่วง สงครามโลกครัง้ ที่ 2 เพราะปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ และเมือ่ สงครามสิน้ สุด รัฐบาลได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกฝ้าย และการทอผ้าใช้เอง แต่กไ็ ม่สามารถ แข่งขันกับด้ายสำ�เร็จรูปและผ้าทอโรงงานราคาถูกที่แพร่หลายในท้องตลาดใน ช่วงเวลานั้นได้ ส่งผลให้การทอผ้าพื้นเมืองในภาคใต้ขาดช่วงไปเป็นเวลานาน จนกระทั่งมีการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง โดยแหล่งทอผ้าพื้นเมืองเดิมแต่ละแห่งได้รับ การฟื้นฟูในช่วงเวลาต่าง ๆ กัน ในปัจจุบัน แหล่งทอผ้าพื้นเมืองในภาคใต้ที่ยัง คงมีชื่อเสียงในปัจจุบัน เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ตรัง

2-4


2.2.2 ประเด็นปัญหาในปัจจุบัน

ปัญหาของผ้าพื้นเมืองภาคใต้ การทอผ้าในภาคใต้ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทอ ผ้ายก ทั้งยกฝ้าย ยกไหม ยกดิ้นเงินดิ้นทอง มีการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมไว้ เช่น ลาย ราชวัตร ลายดอกพิกุล ลายลูกแก้ว ลายก้านแย่ง และลายรูปสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยัง มีการประยุกต์สร้างสรรค์ลวดลายที่แปลกใหม่สวยงามขึ้น การทอผ้านี้เป็นงานฝีมือซึ่ง ต้องอาศัยความชำ�นาญและความประณีตนับตั้งแต่การเตรียมเส้นด้าย การย้อมสีและการ ทอ การทอผ้าที่ชาวบ้านทำ�กันนั้นต้องอาศัยความชำ�นาญเป็นหลัก เป็นเพียงคำ�บอกเล่า ที่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในปัจจุบันผ้าทอท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณ กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจและไม่ให้ความสำ�คัญกับการทอผ้ามากนัก เนื่องจากผู้ทอขาด ความรูค้ วามเข้าใจ กระบวนการผลิตทีจ่ ะต้องเริม่ จากการปลูกฝ้ายไปจนถึงการทอด้วยมือ ซึ่งต้องใช้ความชำ�นาญ จึงทำ�ให้นับวันผ้าทอจะค่อย ๆ สูญหายไประหว่างรุ่นต่อรุ่น การ ถ่ายทอดความรู้ทำ�กันในวงจำ�กัด ส่งผลให้ขาดผู้สืบทอดอย่างจริงจัง ขาดการกระตุ้นให้ ผลิตผลงานที่มีคุณภาพหรือช่างฝีมือขาดการแข่งขันทางความคิด และการผลิตผ้าทอก ระจัดกระจายอยู่ทั่วไปไม่มีแหล่งรวม ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจประกอบ กับอิทธิพลของการศึกษาและการสื่อสารที่พัฒนาขึ้น มีผลให้รูปแบบการดำ�เนินชีวิตและ วัฒนธรรมของชุมชนไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เนือ่ งจากเทคโนโลยีในการผลิตสิง่ ทอได้พฒ ั นาขึน้ และก่อให้เกิดการออกแบบสร้างสรรค์สงิ่ ทอที่สวยงาม ทันสมัย และต้นทุนการผลิตลดลง ทำ�ให้เสื้อผ้าราคาถูกที่ผลิตจากโรงงาน อุตสาหกรรมเข้ามาจำ�หน่ายมากขึ้น โดยการแต่งกายตามสมัยนิยมส่งผลต่อการใช้ผ้าทอ ประจำ�ท้องถิ่น โดยดูจากการแต่งกายของผู้คนในปัจจุบันมีลักษณะแบบสังคมนิยมมากขึ้น จากปัญหาดังที่กล่าวมา จึงส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจชุมชนผ้าทอพื้นบ้านในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิง่ ปัญหาในการพัฒนาสินค้าใหม่ ให้ทนั สมัย และตอบโจทย์ตอ่ ความต้องการ ของผู้บริโภค ยุคดิจิตัลให้มากยิ่งขึ้น

2-5


2.2.3 อนาคตของเรื่องที่ศึกษา

ปัญหาของผ้าพื้นเมืองภาคใต้ การทอผ้าในภาคใต้ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทอ ผ้ายก ทั้งยกฝ้าย ยกไหม ยกดิ้นเงินดิ้นทอง มีการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมไว้ เช่น ลาย ราชวัตร ลายดอกพิกุล ลายลูกแก้ว ลายก้านแย่ง และลายรูปสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยัง มีการประยุกต์สร้างสรรค์ลวดลายที่แปลกใหม่สวยงามขึ้น การทอผ้านี้เป็นงานฝีมือซึ่ง ต้องอาศัยความชำ�นาญและความประณีตนับตั้งแต่การเตรียมเส้นด้าย การย้อมสีและการ ทอ การทอผ้าที่ชาวบ้านทำ�กันนั้นต้องอาศัยความชำ�นาญเป็นหลัก เป็นเพียงคำ�บอกเล่า ที่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในปัจจุบันผ้าทอท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณ กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจและไม่ให้ความสำ�คัญกับการทอผ้ามากนัก เนื่องจากผู้ทอขาด ความรูค้ วามเข้าใจ กระบวนการผลิตทีจ่ ะต้องเริม่ จากการปลูกฝ้ายไปจนถึงการทอด้วยมือ ซึ่งต้องใช้ความชำ�นาญ จึงทำ�ให้นับวันผ้าทอจะค่อย ๆ สูญหายไประหว่างรุ่นต่อรุ่น การ ถ่ายทอดความรู้ทำ�กันในวงจำ�กัด ส่งผลให้ขาดผู้สืบทอดอย่างจริงจัง ขาดการกระตุ้นให้ ผลิตผลงานที่มีคุณภาพหรือช่างฝีมือขาดการแข่งขันทางความคิด และการผลิตผ้าทอก ระจัดกระจายอยู่ทั่วไปไม่มีแหล่งรวม ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจประกอบกับ อิทธิพลของการศึกษาและการสื่อสารที่พัฒนาขึ้น มีผลให้รูปแบบการดำ�เนินชีวิตและ วัฒนธรรมของชุมชนไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เนือ่ งจากเทคโนโลยีในการผลิตสิง่ ทอได้พฒ ั นาขึน้ และก่อให้เกิดการออกแบบสร้างสรรค์สงิ่ ทอที่สวยงาม ทันสมัย และต้นทุนการผลิตลดลง ทำ�ให้เสื้อผ้าราคาถูกที่ผลิตจากโรงงาน อุตสาหกรรมเข้ามาจำ�หน่ายมากขึ้น โดยการแต่งกายตามสมัยนิยมส่งผลต่อการใช้ผ้าทอ ประจำ�ท้องถิ่น โดยดูจากการแต่งกายของผู้คนในปัจจุบันมีลักษณะแบบสังคมนิยมมากขึ้น จากปัญหาดังที่กล่าวมา จึงส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจชุมชนผ้าทอพื้นบ้านในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิง่ ปัญหาในการพัฒนาสินค้าใหม่ ให้ทนั สมัย และตอบโจทย์ตอ่ ความต้องการ ของผู้บริโภค ยุคดิจิตัลให้มากยิ่งขึ้น

ภาพที่ 2.3 : ภาพแสดงการทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ที่มา : http://handloompicturecompany.com/ ,2560

2-6


2.2.4 การศึกษาความเป็นไปได้ด้านนโยบายระดับประเทศ ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น ปี 2599-2574 อุตสาหกรรมสิ่งทอและธุรกิจแฟชั่นไทยมีปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนาโครงการสู่ อุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้ความคิด สร้างสรรค์ และองค์ความรูใ้ นการสร้างมูลค่าเพิม่ และความได้เปรียบในการแข่งขัน ประกอบด้วย ความก้าวหน้าวัฒนธรรม การแต่งกาย ทักษะฝีมือที่มีความคิดสร้างสรรค์ การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ องค์ ความรู้การผลิตครบวงจร ความใกล้ชิดกับวัฒนธรรมเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ เมื่อโครงสร้าง การผลิตสิ่งทอของโลกเปลี่ยนแปลง เอเชียขยายตัวเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มของโลก อุตสาหกรรมจึงต้องกำ�หนดยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสิ่งทอและธุรกิจแฟชั่นให้สอดคล้องกัน มีเป้าหมาย ระยะยาวคือ “มุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมในระดับ สากลอย่างยั่งยืน” นโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงวัฒนธรรม ปี 2560 -2561 การพัฒนาและบริการการเรียนรู้และการวิจัยทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม 1. ผลิตสือ่ เผยแพร่ บริการการเรียนรูใ้ นรูปแบบทีห่ ลากหลาย ทันสมัยและน่าสนใจ รวมทัง้ ส่งเสริมกิจกรรมเพือ่ การเรียนรู้ทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป 2. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม การจัดการความรู้ และการนำ�ผลงานวิจัย มาใช้ประโยชน์ในการดำ�เนินงาน การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมในมิติวัฒนธรรม 2.4.2 การศึกษาความเป็นไปได้ด้านนโยบายระดับภาค นโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2560– 2562 ยุทศาสตร์ข้อที่ 4 เพื่อพัฒนาศักยภาพของคน สังคม และเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับ ความหลากหลายทาง วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรมในสังคมอย่างทั่วถึง ให้เป็นพื้นที่น่าอยู่ น่าท่อง เที่ยว และน่าลงทุน 2.4.3 การศึกษาความเป็นไปได้ด้านนโยบายระดับจังหวัด แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลนครหาดใหญ่ พ.ศ.2557 - 2562 1. ยุทธศาสตร์ดา้ นการพัฒนาสังคม ส่งเสริมงานการพัฒนาด้านการศึกษา การกีฬา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นการสาธารณสุข การพัฒนาชุมชน 2. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของท้องถิ่นให้เจริญรุ่งเรือง โดย การกระตุ้นให้เกิดการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ทั้งในระดับประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ภาพที่ 2.4 : ภาพแสดงการพัฒนาทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ที่มา : http://www.okmd.or.th/ ,2559

2-7


2.2.5 โอกาสในการใช้ผ้าไหมไทยในปัจจุบัน (พิพิธภัณฑ์สถานวิทยา,2539)

โอกาสหลักๆ ในการนำ�ผ้าไหมไทยไปใช้สำ�หรับปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนหลักๆดังนี้ 1. เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย (Clothing) ปัจจุบนั การนำ�ผ้าไหมไปใช้เพือ่ สวมใส่ ถ้าเป็นเสือ้ หรือชุดจะนำ�ไปใช้ในงาน พิธีสำ�คัญๆ จะเห็นได้ว่าโอกาสในการใช้งานยังมีไม่กว้าง ดังนั้น หากนำ�มาผ่าน กระบวนการสร้างสรรค์ก็จะสามารถใช้ในโอกาสต่างๆได้มากขึ้นและ มีความทัน สมัยเหมาะกับยุคสมัยปัจจุบัน 2. ของใช้ ของชำ�ร่วย (Acessories) การนำ�ผ้าไหมไปเป็นส่วนประกอบของสินค้าอื่นๆ ในชีวิตประจำ�วัน เช่น ผ้าพันคอ เนคไท หรือเพือ่ ตกแต่งหรือเพือ่ เพิม่ คุณค่าของสิง่ นัน้ ๆ เช่น กระเป๋า หมวก กล่องใส่ของ สินค้า ของชำ�ร่วย ของที่ระลึก เป็นต้น 3. เคหะสิ่งทอ (Home Textile) การนำ�ผ้าไหมไปใช้สำ�หรับตกแต่งเคหสถาน เสริมความหรูหราสง่างาม ให้กบั อาคารสถานทีโ่ ดยจะเน้นทีใ่ ช้งานในการตกแต่งภายในเป็นหลัก เช่น ผ้าม่าน ปลอกหมอน ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

2-8


ภาพที่ 2.5 : ภาพแสดงคนทอผ้าพื้นเมือง ที่มา : https://hiveminer.com/ ,2560

2-9


2.2.6 ความหมายของภูมิปัญญา (http://www.ipesp.ac.th, 2559)

ภูมิปัญญา หรือ Wisdom หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ที่นำ�มาไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาของมนุษย์ หรือ ภูมิปัญญา คือ พื้น ความรู้ของปวงชนในสังคมนั้น ๆ และปวงชนในสังคมยอมรับรู้ เชื่อถือ เข้าใจ ร่วมกัน เรียกว่า ภูมิปัญญา ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคน ไทยอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒนา และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้แก้ปัญญาและพัฒนาวิถี ชีวติ ของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมปิ ญ ั ญา ไทยนี้มีลักษณะเป็นองค์รวม มีคุณค่าทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นในวิถีชีวิตไทย ซึ่ง ภูมิปัญญาท้องถิ่นอาจเป็นที่มาขององค์ความรู้ที่งอกงามขึ้นใหม่ที่จะช่วยใน การเรียนรู้ การแก้ปัญหา การจัดการและการปรับตัวในการดำ�เนินวิถีชีวิตของ คนไทย ลักษณะองค์รวมของภูมิปัญญามีความเด่นชัดในหลายด้านเช่น ด้าน เกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม และหัตถกรรม ด้านการแพทย์แผนไทย ด้านการ จัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี และด้านโภชนาการ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณะและภูมิปัญญา ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น (Folk Wisdom) หมายถึ ง ความรู้ ที่ เ กิ ด จากประสบการณ์ ใ นชี วิ ต ของคนเราผ่ า น กระบวนการศึกษา สังเกตคิดวิเคราะห์จนเกิดปัญญา และตกผลึกมาเป็นองค์ ความรูท้ ปี่ ระกอบกันขึน้ มาจากความรูเ้ ฉพาะหลาย ๆ เรือ่ ง ความรูด้ งั กล่าวไม่ได้ แยกย่อยออกมาเป็นศาสตร์ เฉพาะสาขาวิชาต่าง ๆ อาจกล่าวไว้ว่า ภูมิปัญญา ท้องถิ่นจัดเป็นพื้นฐานขององค์ความรู้สมัยใหม่ที่จะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ ปัญหา การจัดการ แลการปรับตัวในการดำ�เนินชีวิตของคนเรา ภูมิปัญญา ท้องถิ่นเป็นความรู้ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ชุมชนและในการตัวของผู้รู้เอง หากมี การสืบค้นหาเพื่อศึกษา และนำ�มาใช้ก็จะเป็นที่รู้จักกันเกิดการยอมรับ ถ่ายทอด และพัฒนาไปสู่คนรุ่นใหม่ตามยุคตามสมัยได้

2.2.7 ประเภทของภูมิปัญญาไทย (http://www.stou.ac.th, 2560)

1. ภูมิปัญญาระดับชาติ เป็นองค์ความรู้ ทักษะและความสามารถ ต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและช่วยให้ชาติผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ช่วย แก้ปัญหาในการดำ�รงชีวิตในสังคมของคนส่วนใหญ่ รวมถึงเป็นที่รู้จักอย่าง กว้างขวางในสังคม 2. ภูมิปัญญาระดับท้องถิ่น เป็นองค์ความรู้ทักษะ และความสามารถ ต่าง ๆ ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ภูมิปัญญาในระดับท้องถิ่น มีส่วนคล้ายกันและแตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น เช่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ เป็นต้น 3. ประเภทของภูมิปัญญาไทย 3.1 สร้างความภาคภูมใิ จและเกียรติภมู แิ ก่คนไทย คนไทยในอดีตมีความ สามารถเป็นที่ปรากฏในประวัติศาสตร์มากมาย และถือได้ว่าเป็นที่ยอมรับของ ต่างประเทศ 3.2 ช่วยสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น พระมหากษัตริยไ์ ทยทรงใช้ภมู ปิ ญ ั ญา สร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำ�แหงมหาราช ทรง ปกครองประชาชน 3.3 สร้างความสมดุลระหว่างคนในสังคมและธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ภูมปิ ญ ั ญาไทยมีความเด่นชัดในเรือ่ งของการยอมรับนับถือ และให้ความสำ�คัญ แก่คน สังคม และธรรมชาติ 3.4 ช่วยเปลีย่ นแปลงปรับวิถชี วี ติ ของคนไทยให้เหมาะสมได้ตามยุคสมัย แม้ว่าความรู้สมัยใหม่ จะหลั่งไหลเข้ามามากมาย แต่ภูมิปัญญาไทย ก็สามารถ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย 3.5 สามารถปรับประยุกต์หลักธรรมคำ�สอนทางศาสนาใช้กับวิถีชีวิต ได้อย่างเหมาะสม ในสังคมไทยประกอบไปด้วยบุคคลทีน่ บั ถือศาสนาหลากหลาย

2-10


2-11

2.2.8 คุณค่าของงานหัตถกรรม

2.2.9 ความหมายของงานหัตถกรรม

(https://thailandhandmadebuu.wordpress.com, 2560)

(http://www.panyathai.or.th, 2559)

1. ด้านประโยชน์ใช้สอย สร้างขึ้นบนพื้นฐานการดำ�รงชีวิต เพื่อตอบสนอง ความต้องการเพื่ออำ�นวยความสะดวกสายทางกายภาพหรือเพื่อแก้ไขปัญหา ในการดำ�รงชีวิต 2. ด้านความเชื่อและค่านิยม งานศิลปหัตถกรรม แต่เดิมนั้นผู้สร้างและผู้ใช้เป็น คนเดียวกัน คือสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานเอง การที่ผู้สร้างจะมีค่านิยมและความ เชือ่ ต่อสิง่ หนึง่ สิง่ ใด อย่างไรก็ยอ่ มจะถ่ายทอดสูง่ านทีต่ นสร้างด้วยความรูส้ กึ นึกคิดของตน โดยมีแบบแผนของกลุม่ วัฒนธรรมทีด่ �ำ รอยูเ่ ป็นตัวหล่อหลอม งานศิลปหัตถกรรมจึงสะท้อนความเชื่อ ค่านิยม ของผู้สร้าง 3. คุณค่าทางด้านประวัตศาสตร์ และโบราณคดี เนือ่ งจากงานศิลปหัตถกรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีจุดประสงค์ และเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาแต่ใน อดีตได้เป็นอย่างดีในฐานะข้อมูลหลักฐานที่เป็นรูปธรรมทางประวัติศาสตร์ และ โบราณคดี 4. คุ ณ ค่ า ทางด้ า นความเป็ น เอกลั ก ษณ์ ข องสั ง คมวั ฒ นธรรม งานศิ ล หัตถกรรมเกิดขึ้นภายใต้ความแตกต่างทางสภาพแวดล้อม ฐานทรัพยากร ประเพณี คติความเชื่อ ที่หล่อหลอมเกิดเป็นแบบแผนวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม 5. คุณค่าทางด้านความงาม การสร้างงานศิลปหัตถกรรมย่อมประกอบขึ้น ด้วยความต้องการทางประโยชน์ใช้สอย แต่ผู้สร้างก็ได้พิจารณารูปทรงที่ เหมาะสมและความงามที่น่าใช้สอยประกอบไปด้วยโดยได้แสดงออกผ่านทางรูป ทรง โครงสร้าง ลวดลาย วัสดุและฝีมืออันวิจิตร ประณีต 6. คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยการผลิตสินค้าและของที่ระลึกจากการท่อง เที่ยว เป็นตัวสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น จนถึงการสร้างรายได้โดยการส่ง ออกต่างประเทศ

1. หัตถกรรม (Craft) หมายถึง ถึงสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ หรือกระบวนการผลิตสิ่งของด้วยมือ ที่ใช้แรงงานฝีมือเป็นปัจจัยสำ�คัญใน การผลิต วัตถุประสงค์เพือ่ การใช้ประโยชน์โดยเฉพาะ มนุษย์ได้คดิ ประดิษฐ์เครือ่ ง มือ เครื่องใช้ขึ้นมาเพื่อสนองความจำ�เป็นพื้นฐานในการดำ�เนินชีวิตประจำ�วัน โดยอาศัยแรงงานจากมือของตน ดัดแปลงวัตถุดิบที่มีอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัว เพื่อให้มีรูปร่างประโยชน์ใช้สอยได้เหมาะสม จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างงาน หัตถกรรม เมื่อมีการผลิตซ้ำ�ๆ กันมากจนเกิดความชำ�นาญ และถ่ายทอดจาก คนรุน่ หนึง่ ไปยังอีกรุน่ หนึง่ มีการใช้เทคโนโลยีทคี่ ดิ ค้นขึน้ ตามความก้าวหน้าของ ยุคสมัยนั้นๆ มาพัฒนากระบวนการผลิต หัตถกรรมให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตลาดจนการปรุงแต่งความงาม ของศิลปะในงานหัตถกรรมเพื่อสนองความต้องการทางจิต ใจ และคตินิยม ความเชื่อ รวมทั้งประโยชน์ใช้สอยให้สอดคล้องกัน งานหัตถกรรมจึงกลาย เป็นศูนย์รวมของสหวิทยาการศาสตร์ตา่ งๆ ทีม่ คี ณ ุ ค่าทางศิลปะ วิทยาศาสตร์ สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นเอกลักษณ์ประจำ�ชาติ สืบทอดเป็นมรดก ของคนในชาติไทย พื้นบ้าน (folk) นักคติชนวิทยาได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง กลุ่ม ชนใดคนหนึ่ง ที่มีเอกลักษณ์หรือลักษณะร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะ เป็นลักษณะของการเลี้ยงชีพที่คล้ายคลึงกัน พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนา เดียวกัน มีขนบประเพณีเดียวกัน หัตถกรรมพื้นบ้านทำ�ขี้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย เป็นสำ�คัญ แต่หัตถกรรมพื้นบ้านบางอย่าง มีความงามร่วมอยู่ด้วย อาจเป็น ในด้านรูปทรง ลวดลาย สีสัน ความละเอียด ประณีตของวัสดุการทำ� ดังนั้น หัตถกรรม พื้นบ้านบางอย่างจึงจัดเป็นงานศิลปะซึ่งเรียกว่า ศิลปหัตถกรรม พื้นบ้าน ได้มีผู้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าวัตถุนั้น ผู้สร้างให้ความสำ�คัญด้านความ งามมากกว่า ประโยชน์ใช้สอยก็ถือว่า วัตถุนั้นเป็นศิลปหัตถกรรม แต่ถ้าวัตถุ นั้นมีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าก็ถือว่าเป็นงานหัตถกรรม


2.2.10 งานหัตถกรรมภาคใต้ (ผ้าทอพื้นเมือง) (https://thailandhandmadebuu.wordpress.com, 2560) ภาคใต้มีแหล่งทอผ้าที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง โดยเฉพาะแหล่งทอผ้ายกดิ้นเงินดิ้น ทอง ซึ่งสันนิษฐานว่า ได้รับอิทธิพลจากชาวมุสลิม ชาวอาหรับ ที่มาค้าขาย ตั้งแต่สมัยโบราณ และต่อมาผ้ายกเงินยกทอง ได้กลายเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้น สูงของอาณาจักรไทย ในภาคกลาง บรรดาพวกเจ้าเมือง และข้าราชการ หัวเมืองภาคใต้ จึงต่างสนับสนุนให้ลูกหลาน และชาวบ้านทอกันอย่างเป็นล่ำ� เป็นสัน โดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา และที่ตำ�บลพุมเรียง อำ�เภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล้วนเคยเป็นแหล่งทอผ้ายก ที่มีชื่อเสียงมาก ในอดีต เป็นที่กล่าวขวัญถึง และนิยมกันมากในหมู่ขุนนาง สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ปัจจุบนั ผ้ายกเมืองนคร มีผบู้ ริจาคให้แก่พพิ ธิ ภัณฑสถานแห่ง ชาติ นครศรีธรรมราช และจัดแสดงให้ประชาชนชมอยูใ่ นห้องผ้าของพิพธิ ภัณฑ์ จำ�นวนมาก แต่ช่างทอที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และมีผู้สืบทอด ความรู้ไว้น้อยมาก จึงไม่มีการทอกันเป็นล่ำ�เป็นสันเหมือน สมัยโบราณ นอกจากผ้ายกดิ้นเงินดิ้นทองแล้ว ก็มีการทอผ้าพื้นบ้านพื้นเมืองใช้กันหลาย แห่งในภาคใต้ เช่น ทอผ้าขาวม้า ผ้าฝ้ายยกดอก ผ้าหางกระรอก ผ้าโสร่ง ผ้าตา เล็ดงา เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ได้มีการฟื้นฟ ูส่งเสริม และทอผ้า สำ�หรับใช้สอยใน ชีวิตประจำ�วันอยู่หลายแห่ง เช่น ที่เกาะยอ จังหวัดสงขลา และที่ตำ�บลพุมเรียง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

ภาพที่ 2.6 : ภาพแสดงการพัฒนาผ้าทอพื้นเมือง ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

2-12


2.2.11 หลักการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม

(พิพิธภัณฑ์สถานวิทยา,2539) คำ�ว่า “การอนุรักษ์” ตามพจนานุกรม หมายถึง การรักษาให้คงเดิม ดังนั้น การอนุรักษ์ศิลปกรรมไทย จึงหมายถึง การรักษาศิลปกรรมที่สร้าง ขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย อันเป็นวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่เป็นมรดกของ ชนรุ่นหลังต่อไป โดยศึกษาถึงสาเหตุและการเสื่อมสลายและหาแนวทางเพื่อการ อนุรักษ์ให้ศิลปะไทยดำ�รงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เท่าที่จะทำ�ได้ แนวทางการอนุรักษ์ศิลปะไทย ศิลปะเป็นผลผลิตของชาติที่มีคุณค่าในตัวเองจึงควรที่จะมีการบำ�รุง รักษามิให้เสื่อมสลายและสืบทอดให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแก่ชนรุ่น หลัง เป็นการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ของชาติไว้ให้คนรุ่นหลัง จึงมีแนวทางใน การอนุรักษ์ศิลปะที่พึงปฏิบัติดังนี้ 1. การค้นคว้าวิจัย ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของท้อง ถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาที่เป็นภูมิปัญญา ของท้องถิ่น มุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ในปัจจุบัน 2. การอนุรักษ์ การปลุกจิตสำ�นึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความ สำ�คัญของภูมปิ ญ ั ญาท้องถิน่ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ สร้างจิตสำ�นึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะต้อง ร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนให้ มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อแสดงสภาพชีวิตและความ เป็นมาของชุมชน 3. การฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำ�ลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมา ทำ�ให้มีคุณค่าและมีความสำ�คัญต่อการดำ�เนินชีวิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นฐาน ทางจริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม

2-13

4. การพัฒนา ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและ เกิดประโยชน์ในการดำ�เนินชีวติ ประจำ�วัน โดยใช้ภมู ปิ ญ ั ญาเป็นพืน้ ฐานในการรวม กลุ่มการพัฒนาอาชีพควรนำ�ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาช่วย เพื่อต่อยอดใช้ในการผลิต การตลาด และการบริหาร ตลอดจนการป้องกัน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 5. การถ่ายทอด นำ � ภู มิ ปั ญ ญาที่ ผ่ า นมาเลื อ กสรรกลั่ น กรองด้ ว ยเหตุ แ ละผลอย่ า ง รอบคอบและรอบด้าน แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และปฎิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านสถาบัน ครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง 6. การส่งเสริมกิจกรรม การส่ ง เสริ ม และสนั บ สนุ น ให้ เ กิ ด เครื อ ข่ า ยการสื บ สานและพั ฒ นา ภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง 7. การเผยแพร่แลกเปลี่ยน การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา และวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยให้มกี ารเผยแพร่ภมู ปิ ญ ั ญาท้องถิน่ ต่างๆ ด้วยสื่อและวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 8. การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน ผูด้ �ำ เนิน งานให้มโี อกาสแสดงศักยภาพด้านภูมปิ ญ ั ญา ความรูค้ วามสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่างๆ


ภาพที่ 2.7 : ภาพแสดงการแปรรูปผ้าทอเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น ที่มา : http://www.okmd.or.th/ ,2559

2-14


2.3 หลักการออกแบบส่วนจัดแสดงนิทรรศการ (พิพิธภัณฑ์สถานวิทยา, 2539)

พื้นฐานสำ�คัญที่ใช้ในการพิจารณาก่อนการออกแบบอาคารจัดแสดงงานหรือ พิพิธภัณฑ์ มี 2 ประการที่สำ�คัญดังนี้ 1. การรวบรวมวัตถุและการเตรียมการ คือการรวบรวมวัตถุไว้ ซึ่งสามารถ เก็บรักษาและค้นคว้าได้อย่างแท้จริงตลอดจนสามารถอนุรักษ์ศึกษา และจัดแสดงวัตถุ ที่รวบรวมไว้ได้อย่างดี มีการลงทะเบียนแจ้งเลขประจำ�ตัววัตถุนั้นๆ มีการศึกษาสภาพการ รักษาความสะอาด ตลอดจนการอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพที่ดี 2. การจัดแสดงเนื่องมาจากการเลือกสรรคุณภาพของวัตถุที่สำ�คัญการผูก เรื่องราวเป็นประโยชน์การจัดนิทรรศการ และการจัดแสดงที่ดีด้วยเทคนิค การจัดแสดง ทัง้ หมดนีเ้ ป็นการกระตุน้ ให้ประชาชนเกิดความสนใจดังนัน้ ส่วนของการจัดแสดงจะต้อง กำ�หนดให้เป็นห้องที่มีขนาดกว้างเรื่องที่สำ�หรับส่วนจัดแสดงไม่ควรมากไปกว่า 30% 40% ของจำ�นวนเนื้อที่ทั้งหมดของอาคาร

ประเภทของนิทรรศการแบ่งตามจุดประสงค์การจัด มี 6 ประเภท (พิพิธภัณฑ์สถานวิทยา, 2539)

1. นิทรรศการทางการศึกษาเป็นนิทรรศการทีม่ งุ่ จัดเพือ่ การศึกษา และให้ขอ้ มูล ความรู้ทางวิชาการแก่ผู้ชมโดยเฉพาะ 2. นิทรรศการทางการตลาดจุดประสงค์เพื่อการขายสินค้าและการพาณิชย์ นิทรรศการที่ใหญ่ที่สุด คือ งานมหกรรมการแสดงสินค้า 3. นิทรรศการทางการเมืองในหลายประเทศด้านการเมืองและรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ ประเทศกลุ่มสังคมนิยมจะใช้พิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมือปลุกระดม 4. นิทรรศการศิลปะ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม นิทรรศการทางศิลปะรวมถึง ศิลปะแขนงอื่นๆด้วย เช่น งานศิลปหัตถกรรมต่างๆ 5. นิทรรศการทางการทหาร โดยทั่วไปนิยมจัดแบบถาวรจัดแสดงเพื่อเป็น อนุสรณ์สถาน เกียรติยศ แหล่ประวัติการสู้รบ 6. นิทรรศการเพือ่ การประชาสัมพันธ์องค์กร นิทรรศการการตลาดนัดหลักสูตร โดยคณะกรรมการกระทรวงศึกษาธิการ จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ ภาพที่ 2.8 : ภาพแสดงการจัดนิทรรศการ ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

2-15


ประเภทของนิทรรศการ (Type of Exhibition) (พิพิธภัณฑ์สถานวิทยา,2539)

แบ่งตามลักษณะของวิธีการจัดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. นิทรรศการถาวร (Permanent Exhibition) หมายถึง นิทรรศการทีจ่ ดั แสดง เรื่องราวเดิม ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นที่รวบรวมสิ่งแสดง ของที่ใช้จัดอาจจะเป็นของจริง หุ่นจำ�ลอง รูปภาพ ฯลฯ มีการจัดอยู่ในอาคารหรือสถานที่เดิม ไม่เปลี่ยนแปลง เปิด โอกาส ให้ผู้ชมเข้ามาชมได้ตลอดเวลา เพื่อศึกษาหรือหาความรู้ นอกจากจัดในสถานที่ หรือในร่มแล้วยังมีนิทรรศการถาวรกลางแจ้ง 2. นิทรรศการชัว่ คราว (None Permanent Exhibition) หมายถึง เป็นการจัด นิทรรศการเป็นครั้งคราวในวาระโอกาสหรือเทศกาลพิเศษเพื่อแสดงความรู้ใหม่ ๆ แผน งานพิเศษ วาระในวันสำ�คัญของชาติหรือหน่วยงาน นิทรรศการชั่วคราวอาจจัดแสดง ในสถานที่เดิม เป็นประจำ�แต่สื่อที่นำ�มาแสดงชุดนั้น ๆ จัดอยู่ไม่นานนัก อาจเป็นสัปดาห์ หรือสองสามเดือนก็เปลี่ยนใหม่ หรือเลิกไป 3. นิทรรศการเคลื่อนที่ หมายถึง นิทรรศการที่จัดขึ้นเป็นชุดสำ�เร็จ เพื่อแสดง ในหลาย ๆ ที่ หมุนเวียนกันไป รูปแบบและสื่อหลักที่นำ�มาแสดงเป็นแบบเดิม แบ่งตาม ลักษณะของสถานที่จัด มี 3 ประเภท ได้แก่ นิทรรศการกลางแจ้ง, นิทรรศการในร่ม, นิทรรศการหมุนเวียน

ขนาดของนิทรรศการ

นิทรรศการ แบ่งออกเป็น 4 ขนาดตามขนาดพื้นที่ที่จัดแสดงคือ 1. นิทรรศการขนาดเล็ก (small exhibits) เป็นนิทรรศการทีจ่ ดั ขนาดพืน้ ทีน่ อ้ ย กว่า 400 ตารางฟุตหรือ 37 ตารางเมตร 2. นิทรรศการขนาดกลาง (medium exhibits) ใช้พื้นที่ตั้งแต่ 401 ตารางฟุต ถึง 1600 ตารางฟุตหรือ 38-148 ตารางเมตร 3. นิทรรศการขนาดใหญ่ (large exhibits) ใช้พนื้ ทีต่ งั้ แต่ 1601-4000 ตาราง ฟุต หรือ 149-371 ตารางเมตร 4. นิทรรศการขนาดยักษ์ (giant exhibits) ใช้พื้นที่ตั้งแต่ 4000 ตารางฟุต หรือมากกว่า 371 ตารางเมตร

2-16


หลักการออกแบบส่วนจัดแสดงนิทรรศการ (http://hnung4.blogspot.com/,2551)

1. ความเด่น เช่นทิศทางของเส้น ความเด่นของแบบ หรือรูปร่าง ขนาดและสี สิ่งเหล่านี้จะทำ�ให้นิทรรศการดึงดูดความสนใจและสะดุดสายตาของผู้ชม 2. ความไม่ซ้ำ�ซาก ทำ�ให้เกิดความสนใจของผู้ดูอยู่ได้นาน 3. ความสมดุล (BALANCING) ทำ�ให้ความสนใจของผู้ดูไม่หันเหออกจาก เนื้อเรื่องนั้น 4. ความต่อเนือ่ ง การใช้เส้น สี และแบบ จะช่วยแนะให้ผดู้ สู ามารถดูและเข้าใจเนือ้ หา ได้ตามช่วงและจังหวะที่จัดไว้ 5. การเน้นจุดสนใจ (EMPHASIS) ในป้ายนิทรรศการ เป็นการจัดให้ภาพ และ ข้อความที่มีความสำ�คัญเด่นชัดขึ้นซึ่งอาจทำ�ได้โดยยึดหลัก 6. การจัดให้มีเอกภาพ (UNITY) 7. ความแตกต่าง (CONTRAST) เป็นการจัดที่มีความประสงค์ให้มีการขัดแย้ง เพื่อแก้ปัญหา ความซ้ำ�ซากจำ�เจ หรือเบื่อหน่ายจากการจัดลักษณะในทำ�นองเดียวกัน หมดไม่มีลักษณะตื่นเต้นแอบแฝงอยู่ 8. ความกลมกลืน (HARMONY) ในที่น้ีหมายถึงการพิจารณาในส่วนรวม ทั้งหมดแม้จะมีบางอย่างที่แตกต่างกันก็ตาม แต่เมื่อมองดูแล้วให้ความรู้สึกผสมผสาน กลมกลืนเข้ากันได้ 9. ความเรียบง่าย (SIMPLICITY) เป็นสิ่งที่สำ�คัญในการจัดนิทรรศการ เพราะ สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพตัวอักษรที่สื่อความหมายชัดเจนจะช่วยให้ผู้ชมเกิดการเข้าใจ ได้เร็วขึ้น 10. ความสมบูรณ์ขั้นสำ�เร็จ (FINISH) เป็นการสำ�รวจขั้นสุดท้าย ที่จะสรุป ผลการออกแบบอันมีผลโดยตรงต่อส่วนรวมทั้งหมด มีส่วนใดบกพร่องไม่เหมาะสม

ภาพที่ 2.9 : ภาพแสดงการจัดนิทรรศการ (1) ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

2-17


การจัดนิทรรศการมีอยู่ 6 รูปแบบดังนี้ (พิพิธภัณฑ์สถานวิทยา,2539)

1. แบบกำ�หนดทางเดิน การจัดแสดงนิทรรศการในแบบนี้ เราสามารถกำ�หนดทาง เดินเข้า - ออก และกำ�หนดลำ�ดับของการต่อเนือ่ ง ของการแสดงได้ ทำ�ให้ผดู้ เู คลือ่ นไปใน ทิศทางที่ต้องการ หรือเปิดให้ได้ผ่านส่วนที่ตั้งใจจะให้คนได้เห็นเป็นพิเศษ สามารถจำ�กัด ผู้ชมตามความเหมาะสมของสถานที่และนับจำ�นวนผู้ชมเข้าได้ง่าย 2. แบบเปิด เป็นการจัดนิทรรศการ ทีเ่ ปิดโอกาสให้ผเู้ ข้าชมเลือกดูเอาตามใจชอบ โดย ไม่ได้ก�ำ หนดทางเข้าออก การจัดเป็นกลุม่ ๆ อาจต่อเนือ่ งหรือไม่กไ็ ด้ ข้อดีของการ จัดแบบนี้คือ สามารถจัดเป็นกลุ่มอิสระเฉพาะเรื่องได้จัดผู้เข้าชมเป็นหมู่ตามความสนใจ 3. แบบผสม เป็นการจัดแบบกำ�หนดทางเดิน และแบบเปิดผสมกัน กล่าวคือ จัด บริเวณส่วนที่ต้องการให้ผู้ดูมองเห็นสิ่งที่แสดงตามลำ�ดับต่อเนื่องกันไป เป็นแบบปิด โดยกำ�หนดทางให้เข้าทางหนึ่งออกทางหนึ่ง ส่วนบริเวณที่ไม่จำ�เป็นต้องแสดงขั้นตอน ต่อเนื่อง ก็จัดเป็นแบบเปิดได้ 4. แบบมีทางเข้า - ออก ทางเดียว 5. แบบมีทางเข้า - ออก หลายทาง 7. เทคนิคเน้นความงาม เพื่อให้เห็นความงามของวัตถุโดยใช้หลักการจัด พื้นที่ เพื่อแสดง การจัดระบบแสง สี 6. เทคนิคการจัดแสดงให้ความรู้ ใช้เทคนิคการสื่อความหมายแบบต่างๆ เช่น การใช้คำ�บรรยาย ภาพถ่าย

ภาพที่ 2.10 : ภาพแสดงการจัดนิทรรศการ (2) ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

2-18


2.4 หลักการให้แสงสว่างภายในห้องนิทรรศการ (http://watkadarin.com/, 2559)

แสงสว่างบริเวณการจัดนิทรรศการ ควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ จุดใดที่ ต้องการเน้นสามารถใช้แสงไฟช่วยได้ โดยการใช้แสงสามารถแบ่งได้ 2 แบบดังนี้ 1. แสงธรรมชาติ ก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวา มีความ นุ่นนวลของแสง รวมถึงสามารถทำ�ให้อารมณ์ที่ต้องการสื่อให้ผู้ชมเปลี่ยนไปตามช่วง แสงในแต่ละวัน แต่มีข้อเสีย แสงดังกล่าวไท่สามารถควบคุมได้ โดยลักษณะการใช้แสง ธรรมชาติในการจัดนิทรรศการ มี 4 แบบได้แก่ - แสงสว่างจากด้านบน - แสงสว่างจากด้านข้าง - แสงสว่างจากช่องเปิด - แสงสว่างจากธรรมชาติทางอ้อม เช่น แสงที่ส่องผ่านท้องทะเล 2. แสงประดิษฐ์ ใช้เสริมหรือเน้นจุดทีแ่ สงธรรมชาติไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถ เข้าถึงได้และอืน่ ๆ ให้เป็นไปตามความต้องการในการสือ่ สารแก่ผชู้ ม โดยสามารถแบ่งแสง ประดิษฐ์มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น - แสงไฟฟ้าธรรมชาติ - แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น

ภาพที่ 2.11 : วิธีการนำ�แสงเข้ามาในอาคาร ที่มา : https://thinkofliving.com/ ,2557

2-19


การนำ�แสงมาใช้ ในตัวอาคาร (http://watkadarin.com/, 2559)

แสงธรรมชาติที่มีความผันแปร ตามช่วงเวลา ตามปรากฏการณ์ ยังมีผลต่อความรู้สึกมนุษย์เราเสมอ แหล่งกำ�เนิดแสงธรรมชาติจะมาจากแสงอาทิตย์เป็นหลัก ในเวลากลางวันส่วนแสงจันทร์เป็นการสะท้อนแสง จาก พระอาทิตย์มาเข้าแสงตาเรา ทัง้ สองให้ความหมายต่อความ รู้สึกของมนุษย์เรา จนเกิดความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ เกี่ยวกับพันแสง สถาปัตยกรรมเองก็เช่นกันที่ทำ�งาน กับแสงในมิติต่างๆ แสงสามารถสร้างการรับรู้ปริมาตร ให้กับสายตาของเราจากเงา หากจะเข้าใจความงามของ สถาปัตยกรรมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องรู้จักแสง แสง ธรรมชาติในงานสถาปัตยกรรมนั้นมีบทบาทมากมาย ทั้ง สามารถส่งผลต่อการรับรู้ได้ในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็น ก) “แสงสร้างการคอบครองที่ว่าง” เมื่อเกิด การสร้างระนาบทางสถาปัตยกรรมขึ้นมา แลัวทำ�งานกับ แสง สิ่งที่เกิดตามมาคือเงา แสงและเงาจึงเป็นของคู่กัน ในงานสถาปัตยกรรม การเข้าใจคู้ตรงข้ามที่ทำ�งานกัน อย่างถ้อยทีถ้อาอาศัย คู่นี้จึงสำ�คัญเพราะแสงเงาจะเน้น ย้�ำ ปริมาตรของสถาปัตยกรรม และการเน้นตรงส่วนทีจ่ ะทำ� ข) “แสงสร้างความหมายต่อการเรียนรู้” โดย สถาปนิกเรียนรูว้ ธิ กี ารให้สถาปัตยกรรม ทีจ่ ะสามารถสร้าง เรื่องราวเป็นเวลาหลายพันปี ด้วยการสร้างความหมาย จากสัญลักษณ์ต่างๆที่ปรากฏในแต่ละวัฒนธรรม ให้ผู้ที่ เข้ามาเยือน มีความรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่สถาปนิกต้องการ

นำ�เสนอ การสร้างช่องแสงในรูปแบบของประตูหน้าต่าง จะสัมพันธ์กับความหมายจากสัญลักษณ์ ให้ล้อเข้าไปกับ กิจกรรมภายในประเด็นเหล่านี้ สามารถสร้างคุณค่าให้กับ สถาปัตยกรรม จากการเลือกสัญลักษณ์ช่องแสงให้ส่ง ผลต่อความรู้สึกของผู้คน นอกจากนี้การให้แสงเข้าสู่ ระนาบต่างๆไม่เท่ากัน ล้วนเกิดความรุ้สึกที่ต่างกัน ค) “แสงสร้างทิศทาง” ในสถาปัตยกรรมมี การสร้างลำ�ดับเข้าถึงที่ว่าง ในแต่ละส่วนตามที่สถาปนิก ต้องการให้ผู้เข้าใช้ สามารถรับรู้ได้ นอกจากการใช้ระนาบ ลวดลายกับสถาปัตยกรรมจะบอกเส้นทางได้เเล้ว การ ใช้แสงสามารถสร้างทิศทางได้เช่นกัน โดยเราสามารถ ออกแบบให้สภาพให้โดยรวม มีจุดที่น่าสนใจอยู่ปลายทาง ด้วยแสง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจะนำ�ผู้เข้าใช้ไปสู่จุด หมายที่สถาปนิกต้องการได้เช่นกัน ซึ่งวิธีนี้การเลือกใช้ ความแตกต่างของแสงเงาในแต่ละส่วน ช่องเปิดเพื่อนำ�แสงธรรมชาติเข้าสู่อาคาร แบ่ง ออกเป็น การนำ�แสงเข้าจากด้านบน ได้แก่ หลังคา ฝ้า เพดาน และการนำ�แสงสว่างเข้าด้านข้างและต้องคิดร่วมกับ การระบายอากาศ การลดความร้อนจากแสงแดด ลักษณะ การใช้งานของพื้นที่ใช้สอย ความสวยงาม และการบำ�รุง รักษาซึ่งประเทศไทยจะะมีทิศทางของแสงที่เหมาะสมทาง ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะเป็นทิศทางที่ ไม่รับแดดจากดวงอาทิตย์โดยตรง จึงมีความร้อนน้อย กว่าทิศอื่นๆ

ภาพที่ 2.12 : ตัวอย่างการใช้แสงธรรมชาติ ที่มา : https://www.seamanenterprise.com ,2560

2-20


2.5 การออกแบบส่วนห้องสมุด (kusuma kooyai, 2559)

การออกแบบห้องสมุดต้องคำ�นึงถึงการติดต่อภายในการเข้าออกเพื่อให้เกิด ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ และการเข้าออกของผู้ใช้งาน มีการควบคุมเป็น อย่างดี ควรมีประตูทางแยกต่างหากเพือ่ สามารถควบคุมรักษาส่วนห้องสมุดทัว่ ไป ข้อ ควรคำ�นึงในการออกแบบห้องสมุด 1. การให้แสงภายในอย่างสม่ำ�เสมอ 2. การควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษาสภาพของหนังสือ 3. ควบคุมเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นภายใน 4. ควบคุมเสียงที่เกิดจากจุดทางสัญจร 5. จัดภายในให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ 6. การจัดวางในส่วนของเจ้าหน้าที่รับ – คืนหนังสือ 7. ควบคุมบรรยากาศภายในให้เกิดความรู้สึกที่สบายเนื่องจากมีผลต่อการ อ่านหนังสือ การออกแบบห้องสมุดมีบทบาทต่อการดึงดูดให้ผู้ใช้เข้ามาใช้บริการมากที่สุด ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าหลายๆประเทศมีความพยายามที่จะให้คนเข้ามาใช้บริการในห้อง สมุดมากขึ้น โดยมีการออกแบบห้องสมุดให้เกิดความน่าสนใจและดึงดูดต่างๆ ดังนี้ 1) ภายในอาคาร การใช้โทนสีในการตกแต่งในแต่ละส่วนของห้องสมุดได้อย่าง ลงตัวและมีความน่าดึงดูด รวมถึงชัน้ วางหนังสือทีม่ มี กี ารตกแต่งชัน้ วางหนังสือให้เกิด ความแปลกใหม่และสวยงาม เหมาะสมต่อการใช้งาน และมีความหลากหลาย นอกจาก นี้โต๊ะและเก้าอี้ก็เป็นสิ่งสำ�คัญที่จะต้องเน้นความสวยงาม มีความแปลกใหม่ ทันสมัย มี รูปทรงที่หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อการใช้งานได้ 2) แสงสว่าง ห้องสมุดทีด่ จี ะต้องมีแสงสว่างทีเ่ พียงพอ มีการเน้นใช้แสงสว่าง จากธรรมชาติให้มากทีส่ ดุ เพือ่ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในห้องสมุด อีกทัง้ ยัง ช่วยให้ผู้ที่มาใช้บริการสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอ่านหนังสือ จำ�เป็นต้องใช้แสงสว่างที่เพียงพอเพื่อไม่ให้เสียสายตาเวลาอ่านหนังสือหรือขณะใช้ คอมพิวเตอร ภาพที่ 2.13 : ภาพแสดงการจัดห้องสมุด ที่มา : https://www.magd.cam.ac.uk/ ,2560

2-21


5) ความสะดวกสบายของผู้ ใช้ สามารถเคลื่อนย้ายโต๊ะหรือเก้าอี้ได้ตามความ ต้องการของผู้ใช้จากเมื่อก่อนจะเน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้องสมุด แต่ใน ปัจจุบันผู้ใช้สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ 6) ป้ายและสัญลักษณ์ เป็นสิง่ ทีช่ ว่ ยแจ้งบริการทีม่ อี ยูใ่ นห้องสมุดและยังเป็นสิง่ ทีช่ ว่ ยนำ�ทางให้ผใู้ ช้บริการสามารถไปยังบริการต่างๆทีห่ อ้ งสมุดจัดบริการไว้ได้อย่างถูก ต้องไม่เกิดการหลงทางหรือสับสน นอกจากนัน้ ยังเป็นสิง่ ทีช่ ว่ ยแจ้งการเดินทางภายใน ห้องสมุด กฎการใช้ห้องสมุด บทบาทหน้าที่ของห้องสมุดแสดงสถานที่ตั้งของห้อง สมุด แผนผังห้องสมุด แสดงเลขหมู่หนังสือที่ชั้นหนังสือ ป้ายแสดงการห้ามสูบบุหรี่ แสดงข้อมูลที่จะใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารของห้องสมุด ป้ายโฆษณาการอ่าน รวมทั้ง คำ�คมหรือข้อคิดดีๆ ให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการได้อีกด้วย

ภาพที่ 2.14 : หลักการจัดห้องสมุด ที่มา : http://www.http://pablogilcornaro.com/ ,2560

2-22


2.6 การออกแบบส่วนห้องเรียน หลักการออกแบบส่วนห้องเรียน (จักรัตน์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2549)

สำ�หรับแผนการศึกษาในปัจจุบนั ห้องเรียนมีรปู ร่างป้อม หรือจัตรุ สั จะใช้งานสะดวกและคล่องตัวกว่า รูปผืนผ้า ถ้าห้องเรียนมีกจิ กรรมทีเ่ ป็นกลุม่ ขนาดใหญ่ ก็อาจจะออกแบบให้มผี นังกัน้ ทีเ่ ลือ่ นพับเปิด (จักรัตน์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2549) ห้องเรียนโดยทั่วไปขนาดที่พอเหมาะ คือ 7.5 x 9.6 เมตร การออกแบบห้องเรียนโดยทั่วไป 1.การจัดพื้นที่ภายในห้องเรียน - เนื้อหาที่หน้าชั้นเรียนสำ�หรับวางอุปกรณ์โสตทัศนศึกษาเพื่อช่วยสอน ทั้งจอภาพและผนังที่ติด แผนภูมิต่างๆด้วย - เพดานต้องไม่สูงเกินกว่า 2.85 เมตร - แสงธรรมชาติทางหน้าต่างควรเป็นแสงทางซ้ายมือ และครูตอ้ งไม่ยนื สอน โดยหันหน้าเข้าหาหน้าต่าง 2.ที่ตั้งของห้องเรียน ต้องอยู่ในที่สงบปราศจากเสียงรบกวนจากภายนอก 3.การควบคุมแสงสว่าง การออกแบบเพื่อการฉายภาพยนตร์ สไลด์หรือฟิล์มต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็น เครื่องมือช่วยสอนที่เป็นประโยชน์มาก 4.การติดตั้งระบบไฟฟ้า ต้องเป็นระบบที่ป้องกันอันตรายได้และใช้งานสะดวก ใกล้มือ รวมทั้งสะดวก ในการซ่อมแซมและควบคุม 5.ประตูห้องเรียน ควรอยู่หน้าชั้นเรียน ไม่ควรมีธรณีประตูเพื่อการขนย้ายอุปกรณ์ต่างๆ การจัดกลุ่มห้องเรียน การจัดกลุ่มห้องเรียนอาจจัดได้หลายลักษณะซึ่งแต่ลักษณะมีข้อดีและด้อยต่างกัน ซึ่งต้องมีการ พิจารณาและตัดสินเลือกให้เหมาะสมกับสภาพของทีต่ งั้ และประเภทของอาคารเรียนทัง้ นีพ้ จิ ารณาในการติดต่อ การระบายอากาศ การรบกวนจากภายนอก แสงธรรมชาติ และประหยัดโดครงสร้าง 1. Single Lond Corridor คือ การจัดกลุ่มห้องเรียนแบบมีทางเดิน หรือ Corridor หน้าห้องเรียน ยาวตลอดติดต่อกัน 2. Single Loaded Corridor คือ การจัดห้องเรียนรายเรียงติดต่อกันทั้งสองข้างของทางเดินยาว 3. Inner Vestibule คือ การจัดกลุ่มห้องเรียนล้อมรอบตัวจ่าย หรือห้องโถงเล็กๆ โดยอาจจัดเป็นก ลุ่ม กลุ่มละ 2-3 ห้องต่อโถง (Vestibule) 1 โถง ภาพที่ 2.15 : ภาพแสดงการจัดห้องเรียน ที่มา : https://campustechnology.com/ ,2560

2-23


2.7 การออกแบบส่วนสำ�นักงาน หลักการออกแบบส่วนสำ�นักงาน (จักรัตน์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2549)

เป็นส่วนการทำ�งานของเจ้าหน้าทีบ่ ริการ และส่วนต่างๆในโครงการเพือ่ ให้เกิดความสะดวกสบาย ในการใช้งานสำ�หรับบริการส่วนต่างๆในโครงการเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งานสำ�หรับ กลุ่มผู้ใช้ทุกกลุ่มทำ�ให้เกิดการดำ�เนินงานของศูนย์บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กำ�หนดไว้ ระบบการ จัดแบบเป็นห้องโดยเฉพาะ The Individual Room System เป็นรูปแบบที่นิยมมากในยุโรป โดยมีกฎ เกณฑ์การเข้าถึงห้องต่างๆ จะถูกกำ�หนดโดยใช้ทางเดินร่วมเป็นทางเชื่อมระหว่างหน่วยงานต่างๆ ใน ลักษณะนีจ้ ะมีขอ้ ดีอยูท่ กี่ ารทำ�งานทีม่ คี วามเป็นส่วนตัวอยูม่ ากและทำ�งานได้อย่างสบาย แต่ตอ้ งเสียค่า ใช้จา่ ยสูงและเปลืองเนือ้ ทีโ่ ดยใช่เหตุ เพราะอยากเป็นสัดส่วนซึง่ ยากแก่การทราบโดยฉับพลัน การจัดผัง เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเรียงเป็นแถว หรือจะเตรียมแบบเรขาคณิต ต้องการเน้นถึงความเป็นระเบียบ นอกจากนี้การจัดแบบแยกห้องเฉพาะอย่างสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่ - จัดห้องแบบเดียวสำ�หรับบุคคล (Cellular) ถือเป็นรูปแบบทัว่ ไปของการจัดสำ�นักงานประเภท นี้และพบมากในสำ�นักงานที่มีความลึกไม่มากประกอบด้วย 2 ส่วนสำ�คัญคือ 1. โถงทางเดินร่วมภายใน 2. ห้องทำ�งานเล็กๆหลายห้อง - จัดแบบห้องสำ�หรับการทำ�งานเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยการทำ�งานที่เป็นทีมประมาณ 10-15 คนต่อห้อง ลักษณะการจัดสำ�นักงานแบบนี้จะใช้ในระดับผู้อำ�นวยการ แล้วหัวหน้าของสถาบัน สำ�หรับการออกแบบส่วนสำ�นักงานนั้นมีความจำ�เป็นในการคำ�นึงถึงเรื่องต่างๆ ดังนี้ - ความสัมพันธ์ของที่ว่างและรูปแบบการทำ�งานที่สร้างความสะดวกสบายตามความเหมาะสม ของการทำ� - ปริมาณของคุณภาพเฟอร์นิเจอที่ใช้ - ปริมาณชั้นและพื้นที่เก็บของที่เหมาะสมและเพียงพอ - ปริมาณของตำ�แหน่งช่องเปิด ภาพที่ 2.16 : หลักการจัดห้องสมุด ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

2-24


2.8 การออกพื้นที่สาธารณะ

ภาพที่ 2.17 : หลักการออกแบบพื้นที่สาธารณะ ที่มา : http://www.edf-feph.org/ ,2560

2-25


การออกแบบพื้นที่สาธารณะ (kusuma kooyai, 2559)

พื้นที่สาธารณะ (public space) เป็นพื้นที่ในโลก ทางสังคมซึ่งปัจเจกบุคคลมาพบปะพูดคุยและอภิปราย กันอย่างเสรีในประเด็นปัญหาทางสังคม การเมืองและ เศรษฐกิจ ประเด็นจากการอภิปรายโต้เถียงปัญหา ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ จะถูกตีแผ่แลกเปลี่ยนกันในพื้นที่สาธารณะ ก่ อ ให้ เ กิ ด การรั บ รู้ ร่ ว มกั น และนำ � ไปสู่ ก ารตั ด สิ น ใจเข้ า ร่วมกิจกรรมทางสังคมและกิจกรรมทางการเมืองของ สาธารณชนในอันดับต่อไป พื้นที่สาธารณะจึงเป็นอาณา บริเวณที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การสร้างความรู้สึก เป็นส่วนรวม (sense of public) และผลประโยชน์ของส่วน รวม พืน้ ทีส่ าธารณะเป็นได้ทงั้ รูปธรรมและนามธรรม กล่าว คือ รูปธรรมของพื้นที่สาธารณะคือพื้นที่ทางกายภาพที่ กำ�หนดขอบเขตไว้แน่นอน เช่น ร้านกาแฟ ลานประชาชน จัตุรัสกลางเมือง สวนสาธารณะ โรงละคร พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนพื้นที่นามธรรม เช่น สื่อมวลชน สื่อสังคม ออนไลน์ กลุ่มทางสังคม หรือพื้นที่ทางวัฒนธรรม เป็นต้น กล่าวโดยรวมได้ว่า พื้นที่สาธารณะนั้นเป็นการใช้ พื้นที่ว่างในชุมชน ให้คนมารวม ตัวกันทำ�กิจกรรมร่วม กันซึ่ง “พื้นที่” ซึ่งพื้นที่นั้นไม่ได้จำ�กัดว่าจะเป็นรูปแบบไหน อาจจะเป็นถนน ฟุตบาท สวนสาธารณะ สนาม ใต้ทางด่วน ลานวัด หรือตรงไหนก็ได้ ดังนั้นหัวใจสำ�คัญของพื้นที่ สาธารณะจึงไม่ได้อยูท่ โี่ ครงสร้าง หรือความสวยงามของ สถานที่ แต่อยู่ที่กระบวนการที่จะสร้างให้พื้นที่นั้นมีชีวิต ชีวาขึ้นมาได้จากการปฏิสัมพันธ์ของผู้คน จนเป็นศูนย์ รวมผู้คนในชุมชนได้

การเลือก และการสร้างพื้นที่ว่าง (Space) ให้ กลายเป็น พื้นที่สาธารณะ (public space) ที่มีคุณภาพ ได้ ควรมีองค์ประกอบดังนี้ (Lapthawan Leerapongkul, 2559)

ก) การเข้าถึงและการเชื่อมต่อ (Access and linkages) สถานที่นั้นๆ ควรเข้าถึงได้ง่ายโดยมีความเชื่อม โยงกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ทั้งด้านการมองเห็นแบบ ผิวเผิน นอกจากนี้พื้นที่สาธารณะที่สามารถเดินทางมาได้ สะดวก ทัง้ ด้วยระบบขนส่งสาธารณะ หรือมีทจี่ อดรถมาก เพียงพอ ก็จะทำ�ให้คนมามากขึ้น ข) ความรู้สึกสบายและภาพลักษณ์ (Comfort and image) การที่สถานที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย สะอาด และกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างรอบๆ จะช่วย สร้างเสน่ห์ดึงดูดคนได้ ค) การใช้งานและการจัดกิจกรรม (Uses and activities)การจัดกิจกรรมเป็นการ ‘เติมเต็ม’ ให้พื้นที่ ว่างๆ ให้มีชีวิตและสีสันขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสร้าง ปฏิสัมพันธ์ที่เป็นกันเองแบบง่ายๆ การจัดแสดงผลงาน ศิลปะ และกิจกรรมอื่นๆ ก็เป็นเหตุผลที่ทำ�ให้คนเข้ามาใน พื้นที่นั้นๆ ง) การเข้าสังคม (Sociability) พื้นที่สาธารณะ ที่ดีคือการที่ดึงผู้คนมาเจอกัน เป็นพื้นที่ให้ได้พบปะพูดคุย ทักทาย และรู้สึกสบายใจที่จะทำ�ความรู้จักกับคนแปลกหน้า ใหม่ๆ ทำ�ให้ผู้คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะรู้สึกผูกพัน และรู้สึก เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากขึ้น แล้วก็จะอยากมาเข้าร่วม กิจกรรมในพื้นที่นี้บ่อยๆ

ภาพที่ 2.18 : กิจกรรมพื้นที่สาธารณะ ที่มา : http://www.viajesparatorpes.com ,2559

2-26


2.9 การออกที่จอดรถ หลักการออกแบบที่จอดรถ (จักรัตน์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2549)

เป็นส่วนการทำ�งานของเจ้าหน้าทีบ่ ริการ และส่วนต่างๆในโครงการเพือ่ ให้เกิดความสะดวกสบาย ในการใช้งานสำ�หรับบริการส่วนต่างๆในโครงการเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งานสำ�หรับ กลุ่มผู้ใช้ทุกกลุ่มทำ�ให้เกิดการดำ�เนินงานของศูนย์บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กำ�หนดไว้ ระบบการ จัดแบบเป็นห้องโดยเฉพาะ The Individual Room System เป็นรูปแบบที่นิยมมากในยุโรป โดยมีกฎ เกณฑ์การเข้าถึงห้องต่างๆ จะถูกกำ�หนดโดยใช้ทางเดินร่วมเป็นทางเชื่อมระหว่างหน่วยงานต่างๆ ใน ลักษณะนีจ้ ะมีขอ้ ดีอยูท่ กี่ ารทำ�งานทีม่ คี วามเป็นส่วนตัวอยูม่ ากและทำ�งานได้อย่างสบาย แต่ตอ้ งเสียค่า ใช้จา่ ยสูงและเปลืองเนือ้ ทีโ่ ดยใช่เหตุ เพราะอยากเป็นสัดส่วนซึง่ ยากแก่การทราบโดยฉับพลัน การจัดผัง เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเรียงเป็นแถว หรือจะเตรียมแบบเรขาคณิต ต้องการเน้นถึงความเป็นระเบียบ นอกจากนี้การจัดแบบแยกห้องเฉพาะอย่างสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่ - จัดห้องแบบเดียวสำ�หรับบุคคล (Cellular) ถือเป็นรูปแบบทัว่ ไปของการจัดสำ�นักงานประเภท นี้และพบมากในสำ�นักงานที่มีความลึกไม่มากประกอบด้วย 2 ส่วนสำ�คัญคือ 1. โถงทางเดินร่วมภายใน 2. ห้องทำ�งานเล็กๆหลายห้อง - จัดแบบห้องสำ�หรับการทำ�งานเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยการทำ�งานที่เป็นทีมประมาณ 10-15 คนต่อห้อง ลักษณะการจัดสำ�นักงานแบบนี้จะใช้ในระดับผู้อำ�นวยการ แล้วหัวหน้าของสถาบัน

ขนาดทางวิ่งของรถยนต์กรณีจอดรถทำ�มุมมากกว่า 30 องศา

ขนาดทางวิ่งของรถยนต์กรณีจอดรถทำ�มุมน้อยกว่า 30 องศา

สำ�หรับการออกแบบส่วนสำ�นักงานนั้นมีความจำ�เป็นในการคำ�นึงถึงเรื่องต่างๆ ดังนี้ - ความสัมพันธ์ของที่ว่างและรูปแบบการทำ�งานที่สร้างความสะดวกสบายตามความเหมาะสม ของการทำ� - ปริมาณของคุณภาพเฟอร์นิเจอที่ใช้ - ปริมาณชั้นและพื้นที่เก็บของที่เหมาะสมและเพียงพอ - ปริมาณของตำ�แหน่งช่องเปิด ขนาดทางวิ่งของรถยนต์กรณีจอดรถทำ�มุมเกิน 60 องศา ภาพที่ 2.19 : การจัดที่จอดรถแบบต่างๆ ที่มา : https://pantip.com/topic/33240791 ,2559

2-27


2.10 การวิเคราะหกฏหมายที่เกี่ยวข้อง จำ�แนกกฏหมาย

ข้อกำ�หนดตามกฏหมาย

ภาพกฏหมาย

ประเภทอาคาร

“อาคารสาธารณะ” หมายความว่า อาคารทีใ่ ช้เพือ่ ประโยชน์ในการชุมนุมได้โดยทัว่ ไปเพือ่ กิจกรรมทางราชการ การเมือง การศึกษา การสังคม การศาสนา การนันทนาการ หรือการพาณิชยกรรม เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม โรง พยาบาล สถานศึกษา หอสมุด สนามกีฬากลางแจ้ง สถานกีฬาในร่ม ตลาด ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า สถานบริการ ท่าอากาศยาน อุโมงค์ สะพาน อาคารจอดรถ สถานีรถ ท่าจอดเรือ โป๊ะจอดเรือ สุสาน ฌาปนสถาน ศาสนสถาน เป็นต้น “อาคารขนาดใหญ่” หมายความว่า อาคารทีม่ พี นื้ ทีรี่ วมกันทุกชัน้ หรือชัน้ หนึง่ ชัน้ ใดในหลังเดียวกันเกิน 2,000 ตาราง เมตร หรืออาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 15.00 เมตรขึ้นๆไป และมีพื้นที่รวมกันทุกชั้นหรือชั้นหนึ่งชั้นใดในหลังเดียวกันเกิน 1,000 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตรการวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้น ดาดฟ้าสำ�หรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นที่ก่อสร้างถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด “สำ�นักงาน” หมายความว่า อาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่ใช้เป็นสำ�นักงานหรือที่ทำ�การ “ที่ว่าง” หมายความว่า พื้นที่อันปราศจากหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอาจจะจัดให้เป็นบ่อน้ำ� สระว่ายน้ำ� บ่อพักน้ำ�เสีย ที่พักรวมมูลฝอยหรือที่จอดรถ ที่อยู่ภายนอกอาคารก็ได้ และให้ความหมายรวมถึงพื้นที่ของ สิ่งก่อสร้างหรืออาคารที่สูงจากระดับพื้นดินไม่เกิน 1.20 เมตร และไม่มีหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุมเหนือระดับนั้น “ที่สาธารณะ” หมายความว่า ที่ซึ่งเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนเข้าไปหรือใช้เป็นทางสัญจรได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีการเรียก เก็บค่าตอบแทนหรือไม่ ตารางที่ 2.1: การวิเคราะหกฏหมายที่เกี่ยวข้อง (1) ที่มา : (จากการวิเคราะห์) ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

BUILDING RAW

2-28


จำ�แนกกฏหมาย

ข้อกำ�หนดตามกฏหมาย

หมวด 2 : ส่วนต่างๆของอาคาร ส่วนที่ 1 : วัสดุของอาคาร ข้อที่ 14 สิ่งที่สร้างขึ้นสำ�หรับติดหรือตั้งป้ายที่ติดตั้งบนพื้นดินโดยตรงให้ทำ�ด้วยวัสดุทนไฟทั้งหมด ข้อที่ 15

เสา คาน พื้น บันได และผนังของอาคารที่สูงตั้งแต่สามชั้นขึ้นไป โรงมหรสพ หอประชุม โรงงาน โรงแรม โรงพยาบาล หอสมุด ห้างสรรพสินค้า อาคารขนาดใหญ่ สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ท่าอากาศยาน หรืออุโมงค์ ต้องทำ�ด้วยวัสดุถาวรที่เป็นวัสดุทนไฟด้วย

ส่วนที่ 2 : พื้นที่ภายในอาคาร ข้อที่ 21 ช่องทางเดินในอาคาร ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่าตามที่กำ�หนดไว้ดังต่อไปนี้ - อาคารอยู่อาศัยรวม หอพักตามกฏหมายว่าด้วยหอพัก สำ�นักงาน อาคารสาธารณะ อาคารพาณิชย์ โรงงาน อาคารพิเศษต้องมีความกว้างของทางเดินภายในอาคารไม้น้อยกว่า 1.50 เมตร ห้องหรือส่วนของอาคารที่ใช้ในการทำ�กิจกรรมต่างๆ ต้องมีระยะดิ่งไม่น้อยกว่าตามที่กำ�หนดไว้ดังต่อไปนี้ - ห้องที่ใช้เป็นสำ�นักงาน ห้องเรียน ห้องโถงภัตาคาร โรงงาน ระยะดิ่งไม่ควรน้อยกว่า 3.00 เมตร - ห้องขายสินค้า ห้องประชุม ห้องคนไข้รวม คลังสินค้า โรงครัว ตลาด และอื่นๆ ที่คล้ายๆกัน ระยะดิ่งไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร ส่วนที่ 3 : บันไดของอาคาร ข้อที่ 24 บันไดของอาคารอยู่อาศัยรวม หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก สำ�นักงาน อาคารสาธารณะ อาคารพาณิชย์ โรงงาน และอาคารพิเศษ สำ�หรับที่ใช้กับชั้นที่มีพื้นที่อาคารชั้นเหนือขึ้นไป รวมกันไม่เกิน 300 ตารางเมตร ต้องมีความ กว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 1.20 เมตร แต่สำ� หรับบันไดของอาคารดังกล่าวที่ใช้กับชั้นที่มีพื้นที่อาคารชั้นเหนือขึ้นไปรวมกัน เกิน 300 ตารางเมตร ต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร ถ้าความกว้างสุทธิของบันไดน้อยกว่า 1.50 เมตร ต้องมีบันไดอย่างน้อยสองบันไดและแต่ละบันไดต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 1.20 เมตร ตารางที่ 2.2 : การวิเคราะหกฏหมายที่เกี่ยวข้อง (2) ที่มา : (จากการวิเคราะห์) ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

2-29

ภาพกฏหมาย


จำ�แนกกฏหมาย

ข้อกำ�หนดตามกฏหมาย

ภาพกฏหมาย

ส่วนที่ 3 : บันไดของอาคาร (ต่อ) บันไดของอาคารที่ใช้เป็นที่ชุมนุมของคนจำ�นวนมาก เช่น บันไดห้องประชุมหรือห้องบรรยายที่มีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 500 ตารางเมตรขึ้นไป หรือบันไดห้องรับประทานอาหารหรือสถานบริการที่มีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้น ไป หรือบันไดของแต่ละชั้นของอาคารนั้นที่มีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร อย่างน้อยสองบันได ถ้ามีบันไดเดียวต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 3 เมตร ชานพักบันไดและพืน้ หน้าบันไดต้องมีความกว้างและความยาวไม่นอ้ ยกว่าความกว้างสุทธิของบันได เว้นแต่บนั ไดทีม่ คี วาม กว้างสุทธิเกิน 2 เมตร ชานพักบันไดและพื้นหน้าบันไดจะมีความยาวไม่เกิน 2 เมตรก็ได้ บันไดตามวรรคหนึง่ และวรรคสองต้องมีลกู ตัง้ สูงไม่เกิน 18 เซนติเมตร ลูกนอนเมือ่ หักส่วนทีข่ นั้ บันไดเหลือ่ มกันออก แล้วเหลือความกว้างไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร และต้องมีราวบันไดกันตก บันไดที่มีความกว้างสุทธิเกิน 6 เมตร และช่วง บันไดสูงเกิน 1 เมตร ต้องมีราวบันไดทั้งสองข้าง บริเวณจมูกบันไดต้องมีวัสดุกันลื่น ส่วนที่ 4 : บันไดหนีไฟ ข้อที่ 27 อาคารทีส่ งู ตัง้ แต่สชี่ นั้ ขึน้ ไปและสูงไม่เกิน 23 เมตร หรืออาคารทีส่ งู สามชัน้ และมีดาดฟ้าเหนือชัน้ ทีส่ ามทีม่ พี นื้ ทีเ่ กิน 16 ตารางเมตร นอกจากมีบันไดของอาคารตามปกติแล้ว ต้องมีบันไดหนีไฟที่ทำ�ด้วยวัสดุทนไฟอย่างน้อยหนึ่งแห่ง และต้อง มีทางเดินไปยังบันไดหนีไฟนั้นได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง ข้อที่ 28 บันไดหนีไฟต้องมีความลาดชันน้อยกว่า 60 องศา เว้นแต่ตึกแถวและบ้านแถวที่สูงไม่เกินสี่ชั้น ให้มีบันไดหนีไฟที่มีความ ลาดชันเกิน 60 องศาได้ และต้องมีชานพักบันไดทุกชั้น ข้อที่ 29 บันไดหนีไฟภายนอกอาคารต้องมีความกว้างสุทธิไม่นอ้ ยกว่า 60 เซนติเมตรและต้องมีผนังส่วนทีบ่ นั ไดหนีไฟพาดผ่าน เป็นผนังทึบก่อสร้างด้วยวัสดุถาวรที่เป็นวัสดุทนไฟ ข้อที่ 30 บันไดหนีไฟภายในอาคารต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร มีผนังทึบก่อสร้างด้วยวัสดุถาวรที่เป็น วัสดุทนไฟกั้นโดยรอบ เว้นแต่ส่วนที่เป็นช่องระบายอากาศและช่องประตูหนีไฟ และต้องมีอากาศถ่ายเทจากภายนอกอาคาร ได้โดยแต่ละชัน้ ต้องมีชอ่ งระบายอากาศทีเ่ ปิดสูภ่ ายนอกอาคารได้มพี นื้ ทีร่ วมกันไม่นอ้ ยกว่า 1.4 ตารางเมตร กับต้องมีแสง ข้อที่ 32 สว่างให้เพียงพอทั้งกลางวันและกลางคืน พื้นหน้าบันไดหนีไฟต้องกว้างไม่น้อยกว่าความกว้างของบันไดและอีกด้านหนึ่งกว้างไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร ตารางที่ 2.3 : การวิเคราะหกฏหมายที่เกี่ยวข้อง (3) ที่มา : (จากการวิเคราะห์) ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

2-30


จำ�แนกกฏหมาย

ข้อกำ�หนดตามกฏหมาย

หมวดที่ 3 : ที่ว่างภายนอกอาคาร ข้อที่ 33

อาคารแต่ละหลังหรือหน่วยต้องมีที่ว่างตามที่กำ�หนดดังต่อไปนี้ - ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์ โรงงาน อาคารสาธารณะ และอาคารอื่นซึ่งไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ต้องมีที่ว่าง ไม่น้อยกว่า 10 ใน 100 ส่วน ของพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งที่มากที่สุดของอาคาร แต่ถ้าอาคารดังกล่าวใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย ต้องมีที่ว่างตาม หมวดที่ 4 : แนวอาคารและระยะต่างๆของอาคาร ข้อ 41 ข้อ 44 ข้อ 45 ข้อที่ 46 ข้อที่ 47 ข้อที่ 50

อาคารที่สูงเกินสองชั้นหรือเกิน 8 เมตร ห้องแถว ตึกแถว บ้านแถว อาคารพาณิชย์ โรงงาน อาคารสาธารณะ ป้าย หรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำ� หรับติดหรือตั้งป้ายหรือคลังสินค้า ที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะ (3) ถ้าถนนสาธารณะนัน้ มีความกว้างเกิน 20 เมตรขึน้ ไป ให้รน่ แนวอาคารห่างจากเขตถนนสาธารณะอย่างน้อย 2 เมตร ความสูงของอาคารไม่วา่ จากจุดหนึง่ จุดใด ต้องไม่เกินสองเท่าของระยะราบวัดจากจุดนัน้ ไปตัง้ ฉากกับแนวเขตด้านตรง ข้ามของถนนสาธารณะที่อยู่ใกล้อาคารนั้นที่สุด อาคารหลังเดียวกันซึง่ มีถนนสาธารณะสองสายขนาดไม่เท่ากันขนาบอยู่ เมือ่ ระยะระหว่างถนนสาธารณะสองสายนัน้ ไม่ เกิน 60 เมตร และส่วนกว้างของอาคารตามแนวถนนสาธารณะที่กว้างกว่าไม่เกิน 60 เมตร ความสูงของอาคาร ณ จุดใด ต้องไม่เกินสองเท่าของระยะราบทีใ่ กล้ทสี่ ดุ จากจุดนัน้ ไปตัง้ ฉากกับแนวเขตถนนสาธารณะด้านตรงข้ามของสายทีก่ ว้างกว่า อาคารหลังเดียวกันซึ่งอยู่ที่มุมถนนสาธารณะสองสายขนาดไม่เท่ากันความสูงของอาคาร ณ จุดใดต้องไม่เกินสอง เท่าของระยะราบที่ใกล้ที่สุด จากจุดนั้นไปตั้งฉากกับแนวเขตถนนสาธารณะด้านตรงข้ามของสายที่กว้างกว่า และความยาว ของอาคารตามแนวถนนสาธารณะที่แคบกว่าต้องไม่เกิน 60 เมตร รัว้ หรือกำ� แพงทีส่ ร้างขึน้ ติดต่อหรือห่างจากถนนสาธารณะน้อยกว่าความสูงของรัว้ ให้กอ่ สร้างได้สงู ไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ ผนังของอาคารที่มีหน้าต่าง ประตู ช่องระบายอากาศหรือช่องแสงหรือระเบียงของอาคารต้องมีระยะห่างจากแนว เขตที่ดิน ดังนี้ (1) อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร (2) อาคารที่มีความสูงเกิน 9 เมตร แต่ไม่ถึง 23 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 3 เมตร

ตารางที่ 2.4 : การวิเคราะหกฏหมายที่เกี่ยวข้อง (4) ที่มา : (จากการวิเคราะห์) ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

2-31

ภาพกฏหมาย


จำ�แนกกฏหมาย

ข้อกำ�หนดตามกฏหมาย

ภาพกฏหมาย

หมวดที่ 3 : ที่ว่างภายนอกอาคาร ข้อที่ 3

ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ข้อที่ 6 ข้อที่ 8

จำ�นวนที่จอดรถยนต์ ต้องจัดให้มีตามกำ�หนดดังต่อไปนี้ (1) ในเขตเทศบาลทุกแห่งหรือในเขตท้องที่ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร - อาคารขนาดใหญ่ ให้มีที่จอดรถยนต์ตามจำ�นวนที่กำ�หนดของแต่ละประเภทของอาคารที่ใช้เป็นที่ประกอบกิจการใน อาคารขนาดใหญ่นั้นรวมกันหรือให้มีที่จอดรถยนต์ไม่น้อยกว่า 1 คันต่อพื้นที่อาคาร 240 ตารางเมตร เศษของ 240 ตารางเมตร ให้คิดเป็น 240 ตารางเมตร ทั้งนี้ ให้ถือที่จอดรถยนต์จำ�นวนที่มากกว่าเป็นเกณฑ์ อาคารขนาดใหญ่ที่มี ลักษณะเป็นตึกแถว สูงไม่เกินสี่ชั้นต้องมีที่จอดรถยนต์อยู่ภายนอกอาคาร หรืออยู่ในห้องใต้ดินของอาคารไม่น้อยกว่า 1 คันต่อ 2 ห้อง อาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่ใช้เป็นที่ประกอบกิจการหลายประเภท ถ้าเป็นประเภทของอาคารที่ต้องมีที่ จอดรถยนต์ ที่กลับรถยนต์ และทางเข้าออกของรถยนต์ตามข้อ 2 ต้องจัดให้มีจำ�นวนที่จอดรถยนต์ตามที่กำ�หนดในข้อ 3 ของแต่ละประเภทของอาคารที่ใช้เป็นที่ประกอบกิจการในอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารนั้นรวมกัน ที่จอดรถยนต์ 1 คัน ต้องเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างไม่น้อยกว่า 2.50 เมตร ยาวไม่น้อยกว่า 6 เมตร โดยต้อง ทำ�เครื่องหมายแสดงลักษณะ และขอบเขตของที่จอดรถยนต์ไว้ให้ปรากฏ ที่จอดรถยนต์ต้องจอดให้อยู่ภายในบริเวณของอาคารนั้น ถ้าอยู่ภายนอกอาคารต้องมีทางไปสู่อาคารนั้นไม่เกิน 200 เมตร ทางเข้าออกรถยนต์ต้องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ในกรณีที่จัดให้รถยนต์วิ่งได้อย่างเดียว ทางเข้าและทางออกต้อง กว้างไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร โดยต้องทำ�เครื่องหมายแสดงทางเข้าและทางออกไว้ให้ปรากฏ และปากทางเข้าออกของ รถยนต์ต้องเป็นดังนี้ (1) แนวศูนย์กลางปากทางเข้าออกของรถยนต์ต้องไม่อยู่ในที่ที่เป็นทางร่วมหรือทางแยก และต้องห่างจากจุดเริ่ม ต้นโค้งหรือหักมุมของขอบทางร่วมหรือขอบทางแยกสาธารณะ มีระยะไม่น้อยกว่า 20 เมตร สำ�หรับโรงมหรสพระยะดัง กล่าวต้องไม่น้อยกว่า 50 เมตร

ตารางที่ 2.5 : การวิเคราะหกฏหมายที่เกี่ยวข้อง (5) ที่มา : (จากการวิเคราะห์) ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

2-32


2.11 กรณีศึกษาเปรียบเทียบอาคารตัวอย่าง 2.11.1 FACULTY OF FINE ART, MUSIC AND DESIGN OF THE UNIVERSITY OF BERGAN Architect Location Area Project Year

: : : :

Snohetta Bergen, Norway 14,800.0 m2 2017

ความเป็นมาโครงการ สถาบันการศึกษาและการออกแบบ Bergen Academy (KHiB) เดิม KMD ใหม่ได้รับการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ เข้าด้วยกันก่อนที่จะมีอาคารสำ�นักงานที่กระจัดกระจายอยู่ใต้หลังคา เดียวกัน คณะกรรมการข้ามสาขาใหม่นี้มีขนาด 14,800m2 เป็น อาคารวัฒนธรรมทีใ่ หญ่เป็นอันดับสองในBergenหลังจากที่ Grange Concert Hall 1,500 ที่นั่ง อาคารนี้จัดตามแกนสองแกนภายในหนึ่งห้องโดยเฉพาะ สำ�หรับนักเรียนและพนักงานและภายนอกอาคารเปิดให้ประชาชนทั่วไป ภายใต้หลังคา KMD แกนเหล่านีจ้ ะข้ามกันในโถงโครงการขนาด 1,300 ตร.ม. และ 19,000 ตารางเมตรซึง่ เป็นหนึง่ ในคุณสมบัตโิ ดดเด่นและโดด เด่นที่สุดของอาคาร ที่นี่ในเขตการเปลี่ยนแปลงระหว่างพื้นที่สาธารณะ และพื้ น ที่ ส่ ว นตั ว ของโรงเรี ย นอาคารมี โ อกาสที่ น่ า ตื่ น เต้ น สำ � หรั บ นักศึกษาอาจารย์และผู้เข้าชมในการเชื่อมต่อค้นพบและเรียนรู้จากที่อื่น เป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานหลากหลายรูปแบบซึ่งไหลผ่านการก่อสร้าง ทั้งหมด ลักษณะเด่นของอาคาร KMD คือลักษณะทีแ่ ข็งแรงและอ่อน นุ่มได้ ทั้งห้องโถงโครงการและห้องพัก 410 ห้องรอบ ๆ ห้องรวม ถึงห้องประชุมสำ�นักงานและห้องประชุมขนาดต่างๆได้รับการออกแบบ มาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทนต่อการรักษา ภาพที่ 2.10 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 1 ที่มา : http://www.archdaily.com/ ,2560

2-33


อีกหนึ่งจุดเด่นของอาคารคือภารกิจที่รวมกันไว้ในห้องโถงโครงการ เป็นสัญลักษณ์อันทรงพลัง ของกระบวนการผสมผสานของอาคารคณะหกอาคารเข้าด้วยกันเป็นหนึ่ง KMD ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ ใฝ่ฝันของคณาจารย์ในการกระตุ้นการทำ�งานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะมากพอ ๆ กับพื้นที่ ทางศิลปะสำ�หรับนักเรียน อาคารโครงการยาว 52 เมตรยาว 24 เมตรจะพบห้องประชุมขนาดใหญ่ 32 ห้อง พื้นที่เหล่านี้มีโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะและเครื่องจักรกลหนักสำ�หรับงานเซรามิกงานโลหะงานฉาบปูนสิ่งทอ สิ่งทอการสร้างแบบจำ�ลองและการพิมพ์ 3D วิดีโอเสียงและการถ่ายภาพ ในขณะที่พื้นที่ทำ�งานสร้างสรรค์ได้ รับการออกแบบมาเพื่อให้ทำ�งานได้อย่างเรียบง่ายและการออกแบบมาเพื่อให้คนทำ�งานและผ่อนคลายด้วยกัน

ภาพที่ 2.11 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 1 (ต่อ) ที่มา : http://www.archdaily.com/ ,2560

2-34


2.11.2 PEARL ACADEMY OF FASHION Architect Location Area Project Year

: : : :

Morphogenesis Jaipur, Rajasthan, India 11,745.0 m2 2008

ความเป็นมาโครงการ สถาบันการศึกษาเพิร์ลแฟชั่นไจเปอร์เป็นมหาวิทยาลัยที่มี การออกแบบเพือ่ ตอบสนองต่อสิง่ แวดล้อมทีพ่ �ำ นักอาศัยอยู่ สถาบัน สร้างช่องว่างแบบปฏิสมั พันธ์ส�ำ หรับนักศึกษาทีม่ คี วามคิดสร้างสรรค์ ในการทำ�งานในโซนมัลติฟังก์ชั่นซึ่งผสมผสานระหว่างอาคารกับ ภายนอกได้อย่างลงตัว สถาปัตยกรรมที่รุนแรงของสถาบันโผล่ออก มาจากการหลอมรวมกันของธนาคารอาคารความมัง่ คัง่ แบบดัง้ เดิมและ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ทันสมัย สถาบันตั้งอยู่ในสภาพภูมิอากาศแบบแห้งแล้งและแห้งแล้ง โดยทั่วไปในเขตชานเมืองของชัยปุระในพื้นที่อุตสาหกรรม Kukas ไร้ วิญญาณประมาณ 20 กิโลเมตรจากเมืองที่มีชื่อเสียงกำ�แพงล้อม รอบ เป็นอันดับ 3 ใน 10 สถาบันการออกแบบแฟชัน่ ชัน้ นำ�ของอินเดีย และการออกแบบของ บริษัท จำ�เป็นต้องแสดงถึงความรุนแรงของ การปฐมนิเทศเชิงวิชาการผ่านรูปทรงเรขาคณิตที่เป็นทางการ ข้อ จำ�กัด ด้านงบประมาณของโครงการจำ�เป็นที่จะต้องมีการใช้โซลูชัน การออกแบบที่ประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อให้อยู่ในระดับราคาที่กำ�หนดโดย ลูกค้าและยังสามารถบรรลุฟังก์ชันและผลที่ต้องการ สภาพภูมิอากาศ ที่ไม่เอื้ออำ�นวยทำ�ให้เกิดความท้าทายในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ ภายในโครงการดังนั้นการผสมผสานวิธีการควบคุมสภาพภูมิอากาศ แบบพาสซีฟ ภาพที่ 2.12 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 2 ที่มา : http://www.archdaily.com/ ,2557

2-35


ภายในอาคารเก่าสิ่งใหม่ ๆ ถูกแทรกไว้เป็นวัตถุวางอยู่ภายในและหักล้างจากซองจดหมายที่มีอยู่โดย เปิดเผยคุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจนจากยุค 30 วัสดุในปัจจุบันที่มีแสงโปร่งแสงพร่ามัวและมี ชีวิตชีวาจะมีบทสนทนากับตัวละครขนาดใหญ่ของเปลือกหอยในอดีต ใหม่และเก่าที่น่าสนใจคือการตัดกันการ เสริมสร้างและการพึ่งพาอาศัยกัน ระบบสถาปัตยกรรมแบบโปร่งแสงนี้ตัดรอบและแทรกซึมไปทั่วสถานที่นั้นถือเป็นสาระสำ�คัญของสิ่ง ที่ TCDC ให้แรงบันดาลใจและความรู้ ออกแบบมาเพื่อบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างจากหนังสือนิตยสารตัวอย่าง วัสดุสื่อดิจิทัลนิทรรศการมินิระดมความคิดกระดานประกาศเป็นต้นแรงบันดาลใจไหลผ่านและครอบคลุมพื้นที่ สร้างสรรค์ทั้งหมด

ภาพที่ 2.11 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 2 (ต่อ) ที่มา : http://www.archdaily.com/ ,2557

2-36


2.11.3 THAILAND CREATIVE AND DESIGN CENTER Architect Location Area Project Year

: : : :

Department of Architecture Bangkok, Thailand 9950.0 m2 2017

ความเป็นมาโครงการ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งประเทศไทย (TCDC) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีภารกิจในการสร้างแรงบันดาลใจในการ คิดสร้างสรรค์ในสังคมและเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ ประเทศ มีทรัพยากรและบริการหลากหลายประเภท องค์ประกอบหลัก คือไลบรารีการออกแบบห้องสมุดวัสดุและพื้นที่ทำ�งานร่วมกัน ส่วน ประกอบอืน่ ๆ ได้แก่ ผูผ้ ลิตพืน้ ทีจ่ ดั แสดงนิทรรศการและการฝึกอบรม พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสนทนาใน บรรยากาศที่เหมือนร้านกาแฟหรือพื้นที่ทำ�งานร่วมกัน พื้นที่ทำ�งาน เหล่านี้กระจายอยู่ทั่วอาคารโดยผสมผสานกับโปรแกรมอื่น ๆ ซึ่งการ ทำ�งานและการอภิปรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ การเปิดกว้างของพื้นที่ นำ�คนเข้าด้วยกันและช่วยให้พวกเขาเริม่ มีปฏิสมั พันธ์กบั การสนทนาทีเ่ กิด ขึ้นเอง การหมุนเวียนหลักตัดผ่านส่วนของอาคารทำ�ให้ผู้คนไหลผ่าน สิ่งอำ�นวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่คนอื่น กำ�ลังทำ�อยู่ พื้นที่ส่วนใหญ่มีความยืดหยุ่นกับเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถ เคลื่อนย้ายได้และระบบปรับได้เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในสถานการณ์และ กิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆได้ โถงนิทรรศการจะรวมเข้ากับช่องว่างทั้งหมด - มีระบบเก็บเข้า ลิ้นชักระบบผนังช่องว่างตามแนวเดินรถช่องว่างมุมพื้นที่ส่วนกลาง ความคิดที่สดใหม่อยู่เสมอในการเข้าถึงและมักจะล้อมรอบเราสำ�หรับ แรงบันดาลใจ ภาพที่ 2.12 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 9 ที่มา : http://www.archdaily.com/ ,2559

2-37


ภายในอาคารเก่าสิ่งใหม่ ๆ ถูกแทรกไว้เป็นวัตถุวางอยู่ภายในและหักล้างจากซองจดหมายที่มีอยู่ โดยเปิดเผยคุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจนจากยุค 30 วัสดุในปัจจุบันที่มีแสงโปร่งแสงพร่า มัวและมีชีวิตชีวาจะมีบทสนทนากับตัวละครขนาดใหญ่ของเปลือกหอยในอดีต ใหม่และเก่าที่น่าสนใจคือการ ตัดกันการเสริมสร้างและการพึ่งพาอาศัยกัน ระบบสถาปัตยกรรมแบบโปร่งแสงนีต้ ดั รอบและแทรกซึมไปทัว่ สถานทีน่ นั้ ถือเป็นสาระสำ�คัญของสิง่ ที่ TCDC ให้ - แรงบันดาลใจและความรู้ ออกแบบมาเพื่อบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างจากหนังสือนิตยสารตัวอย่าง วัสดุสื่อดิจิทัลนิทรรศการมินิระดมความคิดกระดานประกาศเป็นต้นแรงบันดาลใจไหลผ่านและครอบคลุม

ภาพที่ 2.11 : ภาพแสดงอาคารตัวอย่าง 3 (ต่อ) ที่มา : http://www.archdaily.com/ ,2559

2-38


2.12 ตารางวิเคราะห์อาคารตัวอย่าง CASE STUDY FACULTY OF FINE ART, MUSIC AND DESIGN

PEARL ACADEMY OF FASHION

THAILAND CREATIVE AND DESIGN CENTER

Jaipur, Rajasthan, India มีการออกแบบเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมของ พื้นที่ โดยตัวอาคารสร้างช่องว่างให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ของนักศึกษาที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำ�งานใน โซนมัลติฟังก์ช่ันมีการผสมผสานระหว่างอาคารกับ ภายนอกได้อย่างลงตัว สถาปัตยกรรมที่รุนแรงของ สถาบันโผล่ออกมาจากการหลอมรวมกันของธนาคาร อาคารความมั่งคั่งแบบดั้งเดิมและสถาปัตยกรรมสมัย ใหม่ที่ทันสมัย

Bangkok, Thailand ศู น ย์ ส ร้ า งสรรค์ ง านออกแบบแห่ ง ประเทศไทย (TCDC) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีภารกิจในการ สร้างแรงบันดาลใจในการคิดสร้างสรรค์ในสังคมและ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ มี ทรัพยากรและบริการหลากหลายประเภท องค์ประกอบ หลักคือ ห้องสมุดวัสดุและพื้นที่ทำ�งานร่วมกัน ส่วน ประกอบอื่น ๆ ได้แก่ ผู้ผลิตพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ และการฝึกอบรม

Studio, Library, Plaza, Exhibition, Classroom, Labs, Shop, Canteen, Multipurpose

Studio, Library, Plaza, Exhibition, Classroom, Labs, Shop, Canteen, Multipurpose

OF THE UNIVERSITY OF BERGAN

LOCATION

CONCEPT

PROGRAM

Bergen, Norway อาคารนี้จัดผังโดยอ้างอิงจากแกนสองแกนภายใน และภายนอกอาคาร แกนเหล่านี้จะข้ามกันในโถงโครงการ ขนาด 1,300 ตร.ม. และ 19,000 ตารางเมตรซึ่งเป็น หนึ่งในคุณสมบัติโดดเด่นและโดดเด่นที่สุดของอาคาร ที่ นี่ในเขตการเปลี่ยนแปลงระหว่างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ ส่วนตัวของโรงเรียนอาคารมีโอกาสทีน่ า่ ตืน่ เต้นสำ�หรับ นักศึกษาอาจารย์และผู้เข้าชมในการเชื่อมต่อค้นพบและ เรียนรู้จากที่อื่น เป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานหลากหลายรูป แบบซึ่งไหลผ่านกันทั้งหมด Studio, Library, Plaza, Exhibition, Classroom, Labs, Shop, Canteen, Multipurpose

CIRCULATION ตารางที่ 1: การวิเคราะห์อาคารตัวอย่าง ที่มา : (จากการวิเคราะห์) ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

2-39


2.12 ตารางวิเคราะห์อาคารตัวอย่าง (ต่อ) FACULTY OF FINE ART, MUSIC AND DESIGN INTERION

PEARL ACADEMY OF FASHION

THAILAND CREATIVE AND DESIGN CENTER

โครงสร้างเหล็ก และคอนกรีตเสริมเหล็ก 14,800.0 m2

โครงสร้างเหล็ก และคอนกรีตเสริมเหล็ก 11,745.0 m2

โครงสร้างเหล็ก และคอนกรีตเสริมเหล็ก 9,950.0 m2

ข้อดี

การใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น รองรับความคิด สร้างสรรค์ ด้วยพื้นที่ที่สามามรถใช้งานร่วมกันตาม ควรามเชี่ยวชาญและความต้องการ

การใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น รองรับความคิด สร้างสรรค์ ด้วยพื้นที่ที่สามามรถใช้งานร่วมกันตาม ควรามเชี่ยวชาญและความต้องการ

มีพื้นที่กลางให้ผู้คนเชื่อมต่อพูดคุยทำ�งานร่วมกัน แบ่งพื้นที่การใช้งาน Creative Space / Crreative Business Service และ Rofftop Garden

ข้อเสีย

โซนพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่การใช้งานร่วมกันอาจมีไม่ โซนพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่การใช้งานร่วมกันอาจมีไม่ เพียวพอต่อความต้องการในองค์กร เพียวพอต่อความต้องการในองค์กร

มีพื้นที่พักผ่อนไม่อาจเพียงพอพอ กับจำ�นวนปู้ที่เข้า มาใช้งาน

จุดเด่น

มีโถงกลางสำ�หรับรองรับการจัดการแสดงผลงาน ของนักศึกษา และส่วนสตูดิโอที่ส่งเสริมให้เกิดความคิด สร้างสรรค์

เป็นสถานที่ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจกับผู้คนเชื่อม ต่อพูดคุยทำ�งานร่วมกัน มุ่งเน้นการให้ความรู้และการ ทำ�งานร่วมกันมองเห็นกิจกรรมกันและกันมีฟังก์ชันที่ ถูกล้อมรอบด้วยทรัพยากรความรุ้

ที่มา

https://www.archdaily.com/881485/facultyhttps://www.archdaily.com/40716/ of-fine-art-music-and-design-of-the-university- pearl-academy-of-fashion-morphogenesis?ad_ of-bergen-snohetta?ad_medium=gallery medium=gallery

OF THE UNIVERSITY OF BERGANn

STRUCTURE AREA

ตัวอาคารมีรูปลักษณ์ที่โค้งไปมา และพื้นที่ภายในถูก ออกแบบให้สามารถมองเห็นได้ทั้งโครงการ

https://www.archdaily.com/878178/ thailand-creative-and-design-center-department-of-architecture

ตารางที่ 1: การวิเคราะห์อาคารตัวอย่าง ที่มา : (จากการวิเคราะห์) ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

2-40


3

การศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ


3.1 การเลือกย่านที่ตั้งโครงการ การพิจารณาเลือกทำ�เลที่ตั้ง “โครงการศูนย์ส่งเสริมและเรียนรู้ผ้าทอ พื้นเมืองภาคใต้” พิจารณาได้จาก พื้นที่ที่มีการทอผ้าพื้นเมืองที่เรียกว่า “ผ้ายก” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น โดยมีอยู่ใน 4 จังหวัดทางภาคใต้ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มทอผ้ากระจายตัวอยู่ใน 4 จังหวัด นี้จากความเป็นมา 3.1.1 จังหวัดที่มีการทอผ้าพื้นเมือง 1) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ้าทอพุมเรียง เป็นศิลปหัตกรรมของกลุ่มคนไทยมุสลิม ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ใน เขตตำ�บล พุมเรียงอำ�เภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธ์านี 2) จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปัจจุบันมีการทอผ้าในหลายกลุ่มอำ�เภอ และตำ�บล เช่น ตำ�บลควนพัง ตำ�บล สามตำ�บล ในอำ�เภอร่อนพิบูลย์ ตำ�บลลานสกา ในเขตอำ�เภอลานสกา ตำ�บลท่าขึ้นใน เขตอำ�เภอท่าศาลา ตำ�บลช้างกลาง ในเขตอำ�เภอฉวาง ตำ�บลนาสาร ตำ�บลมะม่วงสอง ต้น ในเขตอำ�เภอเมือง 3) จังหวัดตรัง นาหมืน่ ศรีเป็นชือ่ ตำ�บลหนึง่ ในอำ�เภอนาโยง ซึง่ มีชอื่ เสียงในด้านผ้าทอพืน้ เมือง ของจังหวัดตรัง ตรังเป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทยด้านฝั่งทะเลตะวันตก มีหลักฐานความเป็นมาที่ยาวนาน 4) จังหวัดสงขลา ผ้าทอเกาะยอ หรือผ้าเกาะยอ เป็นผ้าทอพื้นเมืองของชาวบ้านในตำ�บลเกาะยอ อำ�เภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสงขลา

ภาพที่ 3.1 : ภาพแสดงแผนที่ภาคใต้ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-1


3.1.2 การพิจารณาเลือกจังหวัดที่ตั้งโครงการ การพิจารณาเลือกจังหวัดที่ตั้งโครงการ 1) มีกลุ่มผู้ทอ้าพื้นเมืองเป็นจำ�นวนมาก มีจำ�นวนผู้ทอผ้ามนจังหวัดเป็นจำ�นวนมาก เพื่อง่ายต่อการส่งเสริม สนับสนุนและ สามารถมาเข้าร่วมโครงการๆได้สะดวก 2) เป็นแหล่งการศึกษา ในปัจจุบันการทอผ้ามีการทอเฉพาะกลุ่มขาดการสืบสานจากคนรุ่นใหม่ การใกล่แหล่ง ศึกษาหรือสถานศึกษาจะช่วยส่งเสริมให้ คนรุ่นใหม่สารถเข้าถึงโครงการได้ง่ายและยังมีส่วนช่วย ให้เกิดการพัฒนาจากคนกลุ่มนี้ได้อีกด้วย 3) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการเเละผู้เชี่ยวชาญที่มีความเฉพาะด้านเป็นสิ่งที่สำ�คัญ เพราะจะเป็นบุคลากรที่ให้ ความรู้และช่วยให้ความรู้ และพัฒนาผ้าทอให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 4) มีนโบาย แผนพัฒนา หรือหน่วยงานที่สนับสนุนโครงการ 5) มีนักท่องเที่ยว หรือการท่องเที่ยวจำ�นวนมาก จากการพิจารณา “สงขลา” เป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมืองท่าและเมืองชายทะเลที่สำ�คัญของประเทศไทย มีโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย สงขลามีประชากรหลายเชือ้ ชาติเข้ามาอาศัยอยูร่ ว่ มกันไม่ ว่าจะเป็นจีน มาเลย์ และไทย และกำ�ลังจะพัฒนาจังหวัดเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ โดนปัจจุบนั มีการ เจริญเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการการศึกษา ศิลปะหัตถหรรมที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดสงขลา ผ้าทอเกาะยอหรือ ผ้าเกาะยอ เป็น ผ้าทอพื้นเมืองของตำ�บลเกาะยอ อำ�เภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของ จังหวัดสงขลาทีม่ คี วามประณีตและสีสนั ทีส่ วยงาม โดยมีการทอยกดอกทีม่ ลี วดลายอ่อนนุม่ ถือ เป็นสัญลักษณ์หัตถกรรมพื้นบ้านของภาคใต้ มีบคุ ลากรทีม่ คี วามรูแ้ ละ งานวิจยั เกีย่ วกับผ้าทอพืน้ เมืองภาคใต้ และมีการจัดตัง้ กลุม่ เพือ่ การพัฒนางานผลิตภัณฑ์พนื้ บ้านให้มคี วามหลากหลายเป็นสังกัดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาพที่ี 3.2 : ภาพแสดงแผนที่จังหวัดสงขลา ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-2


SONGKHLA

3-3


3.2 การศึกษาและวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ 3.2.1 ประวัติความเป็นมาที่ตั้งโครงการ

“สงขลา” ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยมาแต่สมัยโบราณ มีชุมชน โบราณและเมืองเก่าแก่ มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ขนบธรรมเนียมประเพณี และการ ละเล่นพื้นเมือง ศิลปพื้นบ้านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสงขลาเพิ่งปรากฏเป็นครั้ง แรกในบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือชาวอาหรับ-เปอร์เซีย ระหว่าง ปี พ.ศ.19932093 ในนามของเมืองซิงกูร์ หรือซิงกอร่า แต่ในหนังสือประวัตศิ าสตร์ธรรมชาติและ การเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ของนายกิโลลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองสงขลา ว่า “เมืองสิงขร” จึงมีการสันนิษฐานว่า คำ�ว่า สงขลา เพี้ยนมาจากชื่อ “สิงหลา” (อ่าน สิง-หะ-ลา) หรือสิงขร เหตุผลทีส่ งขลามีชอื่ ว่า สิงหลา แปลว่าเมืองสิงห์ โดยได้ชอื่ นีม้ าจากพ่อค้าชาว เปอร์เซีย อินเดีย แล่นเรือมาค้าขาย ได้เห็นเกาะหนู เกาะแมว เมื่อมองแต่ไกล จะเห็นเป็น รูปสิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ชาวอินเดียจึงเรียกเมืองนีว้ า่ สิงห ลา ส่วนไทยเรียกว่า เมืองสทิง เมื่อมลายูเข้ามาติดต่อค้าขายกับเมืองสทิง ก็เรียกว่า เมืองสิงหลา แต่ออกเสียงเพีย้ นเป็นสำ�เนียงฝรัง่ คือ เป็นซิงกอร่า (Singora) ไทยเรียก ตามเสียงมลายูและฝรัง่ เสียงเพีย้ นเป็นสงขลา อีกเหตุผลหนึง่ อ้างว่า สงขลาเพีย้ นมา จาก “สิงขร” แปลว่า ภูเขา โดยอ้างว่าเมืองสงขลาตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาแดง ต่อมา ได้มีการพระราชทานนามเจ้าเมืองสงขลาว่า “วิเชียรคีรี” ซึ่งมีความหมายสอดคล้อง กับลักษณะภูมิประเทศ สงขลา เป็ น เมื อ งประวั ติ ศ าสตร์ มี เ รื่ อ งราวสื บ ต่ อ กั น ตั้ ง แต่ ส มั ย ก่ อ น ประวัติศาสตร์ มีการค้นพบหลักฐาน ได้แก่ ขวานหิน ซึ่งเป็นเครื่องมือสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ ที่อำ�เภอสทิงพระ ประวัติ ความเป็นมา และวัฒนธรรมสมัยที่เมือง สทิงพระเจริญ เค บูรล์เบท ได้ให้ทัศนะว่า สทิงพระ คือศูนย์กลางของอาณาจักรเซี้ ยะโท้หรือเซ็กโท เป็นแหล่งหนึ่งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย โดยตรงในสมัยอาณาจักรศรีวิชยั เป็นเวลาไม่นอ้ ยกว่า 7 ศตวรรษ เพราะมีรอ่ ยรอย ทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ที่แสดงให้เห็นว่าเมืองสทิงพระเป็นศูนย์กลางการ ปกครองดินแดน รอบ ๆ ทะเลสาบสงขลาในสมัยนั้น

ในพุทธศตวรรษที่ 19 ชื่อเมืองสทิงพระเริ่มเลือนหายไป และเกิดชุมชนแห่ง ใหม่ใกล้เคียงขึ้นแทน เรียกว่า “เมืองพัทลุงที่พะโคะ” ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลาง ทางพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ต่อมาระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-22 พวกโจรสลัด มลายูได้เข้าคุกคามบ่อย ๆ ทำ�ให้เมืองพัทลุงทีพ่ ะโค๊ะค่อย ๆ เสือ่ ม หลังจากนัน้ เกิดชุมชน ขนาดใหญ่ขึ้น 2 แห่ง บริเวณรอบทะเลสาบสงขลา คือ บริเวณเขาแดงปากทะเลสาบ สงขลา และได้กลายเป็นเมืองสงขลาริมเขาแดง และอีกแห่งที่บางแก้ว อำ�เภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และกลายเป็นเมืองพัทลุง ระหว่างปี พ.ศ.2162-2223 เมืองสงขลา ริมเขาแดงมีความเจริญด้านการค้าขายกับต่างประเทศ โดยมีเจ้าเมืองเชื้อสายมลายู อพยพมาจากอินโดนีเซีย พวกมลายูเหล่านี้ได้หลบหนีการค้าแบบผูกขาด ของพวก ดัทช์มาเป็นการค้าแบบเสรีที่สงขลา โดยมีอังกฤษ์เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในระยะ แรกระหว่าง ปี พ.ศ.2162-2185 เจ้าเมืองสงขลาเป็นมุสลิม หลังจากนั้นในช่วงปี พ.ศ.2185-2223 เจ้าเมืองสงขลาเป็นกบฎไม่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ในที่สุดจึง ถูกสมด็จพระนารายณ์มหาราชปราบปรามจนราบคาบ และถูกปล่อยให้ทรุดโทรม และ ตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง จนถึงช่วงปี พ.ศ.2242-2319 เมืองสงขลาไปตั้ง ขึ้นใหม่ที่บริเวณบ้านแหลมสน เรียกว่า เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ ที่ตั้งตัวเมืองสงขลาปัจจุบัน ครัน้ ถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ได้มกี ารปฏิรปู การ ปกครอง ได้ทรงจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น และได้ส่งพระวิจิตรวรสาสน์ (ปั้น สุขุม) ลงมาเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลา ในปี พ.ศ.2438 เป็นแห่งแรก และ ในปี พ.ศ.2439 จึงได้จัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ.2439-2458) และเป็นที่ ตั้งศาลาว่าการภาคใต้ (พ.ศ.2458-2468) นอกจากนี้เมืองสงขลาเคยเป็นที่ประทับ ของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เมื่อครั้งดำ�รงตำ�แหน่ง สมุห เทศาภิบาลและอุปราชภาคใต้ จนสิ้นสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้น ถึงปี พ.ศ.2475 ได้มีการยุบมณฑลและภาค เปลี่ยนเป็นจังหวัด สงขลาจึงเป็นจังหวัด หนึ่งในภาคใต้จนถึงปัจจุบัน

ภาพที่ี 3.3 : สะพานติณสูลานนท์ ที่มา : http://www.painaidii.com/ ,2559

3-4


ลักษณะภูมิประเทศ สงขลามีเนื้อที่ประมาณ 7,393 ตารางกิโลเมตร หรือ 4,620,625 ไร่ เป็น จังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 26 ของประเทศ ลักษณะทางตอนเหนือเป็นคาบสมุทร แคบและยาวยืน่ ลงมาทางใต้เรียกว่า คาบสมุทรสทิงพระกับส่วนทีเ่ ป็นแผ่นดินรูปสีเ่ หลีย่ ม ผืนผ้าทางตอนใต้ แผ่นดินทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันโดยสะพานติณสูลานนท์ พื้นที่ทาง ทิศเหนือส่วนใหญ่เป็นทีร่ าบลุม่ ทิศตะวันออกเป็นทีร่ าบริมทะเล ทิศใต้และทิศตะวันตกเป็น ภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งเป็นแหล่งกำ�เนิดต้นน้ำ�ลำ�ธารที่สำ�คัญ อาณาเขตติดต่อ จังหวัดสงขลาตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างละติจูดที่ 6 17’ - 7 56’ องศาเหนือ ลองจิจูด 100 01’ - 101 06’ องศาตะวันออก สูงจาก ระดับน้�ำ ทะเลปานกลาง 4 เมตร อยูห่ า่ งจากกรุงเทพฯ ตามเส้นทางรถไฟ 947 กิโลเมตร และทางหลวงแผ่นดิน 950 กิโลเมตร มีขนาดเป็นอันดับ 27 ของประเทศ และใหญ่เป็น อันดับที่ 3 ของภาคใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ - ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง - ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทย - ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี รัฐเคดาร์และรัฐเปอร์ลิสของมาเลเซีย - ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล ภูมิอากาศ ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของมรสุมเขตร้อน มีมรสุมพัดผ่านประจำ�ทุกปี คือ 1. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม 2. มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือน การนับถือศาสนา ประชากรส่วนใหญ่รอ้ ยละ 61.70 นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาร้อยละ 35.11 นับถือศาสนาอิสลาม และ ร้อยละ 3.19 นับถือศาสนาอื่น ๆ (ศาสนาคริสต์ ฮินดู) จังหวัดสงขลามีวัด จำ�นวน 424 แห่ง ที่พักสงฆ์ จ านวน 108 แห่ง มัสยิด จ านวน 393 แห่ง โบสถ์คริสต์จำ�นวน 12 แห่ง ภาพที่ 2.4 : รูปปั้นนางเงือกหาดสมิหลา ที่มา : https://www.hatyaifocus.com/ ,2560

3-5


การปกครอง มีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน 3 รูปแบบ คือ 1. การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วย ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง ซึ่งมาตั้งหน่วยงานในพื้นที่จังหวัด จำ�นวน 221 ส่วนราชการ และหน่วยงานอิสระ จำ�นวน 5 ส่วนราชการ 2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค จัดรูปแบบการปกครองและการบริหาร ราชการออกเป็น 2ระดับ คือ - ระดับจังหวัด ประกอบด้วยส่วนราชการประจำ�จังหวัดจำ�นวน 36 ส่วนราชการ - ระดับอำ�เภอ ประกอบด้วย 16 อำ�เภอ 3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จำ�นวน 141 แห่ง ประกอบด้วยองค์การ บริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำ�นวน 1 แห่ง เทศบาล จำ�นวน 48 แห่ง แยกเป็น 2 แบบคือ - เทศบาลนคร จำ�นวน 2 แห่ง คือ เทศบาลนครสงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ - เทศบาลเมือง จำ�นวน 11 แห่ง คือ เทศบาลเมืองคอหงส์ เทศบาลเมืองบ้าน พรุ เทศบาลเมืองควนลัง เทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ เทศบาลเมืองคลองแห เทศบาล เมืองสะเดา เทศบาลเมืองสิงหนคร เทศบาลเมืองเขารูป-ช้าง เทศบาลเมืองกำ�แพงเพชร เทศบาลเมืองทุ่งตำ�เสา และเทศบาลเมืองม่วงงาม โครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา โครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัดสงขลาขึ้นอยู่กับภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนร้อยละ 20.41 ประกอบด้วยอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากยางพารา และ อุตสาหกรรมแปรรูปและถนอมสัตว์น้ำ� การผลิตที่มีความสำ�คัญรองลงมา ได้แก่ เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการ ป่าไม้ มีสัดส่วนร้อยละ 13.68 และการทำ�เหมืองแร่ มีสัดส่วนร้อยละ 13.48 พืชเศรษฐ กิจที่สำ�คัญ คือ ยางพารา ปาล์มน้ำ�มัน ข้าว และผลไม้ สำ�หรับการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียนั้น ประเทศไทยมีจังหวัดชายแดนที่ติดกับ ประเทศมาเลเซีย 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล มีระยะทาง ยาวรวม 672 กิโลเมตร ภาพที่ 3.5 : ภาพแสดงมัสยิดกลางสงขลา ที่มา : https://www.thetrippacker.com/ ,2559

3-6


3.3 การศึกษาและวิเคราะห์ย่านที่ตั้งโครงการ 3.3.1 การพิจารณาเลือกย่านที่ตั้งโครงการ

ในการพิจารณาทำ�เลที่ตั้งโครงการ จำ�เป็นที่จะต้องกำ�หนดที่ตั้งโครงการที่มี ความน่าจะเป็นมากที่สุด จามหลักเกณฑ์ที่มีความสำ�คัญมากที่สุดที่ได้กำ�หนดไว้ในแนว ความคิดโครงการ คือ

การพิจารณาเลือกจังหวัดที่ตั้งโครงการ

1) เป็นย่านที่มีสถานศึกษาเป็นจำ�นวนมาก (EDUCATION) เป็นสิ่งสำ�คัญต่อโครงการนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เด็กนักเรียน นักศึกษา และ คนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาศึกษาได้โดยง่าย 2) มีกลุ่มบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และกลุ่มผู้ทอ (SPECIALIST) เป็นสิง่ ทีส่ �ำ คัญของโครงการนีเ้ ช่นกัน เนือ่ งจากกลุม่ คนเหล่านี้ สามารถเอือ้ ต่อ การให้ความรูแ้ ก่ผทู้ เี่ ข้ามาศึกษาในโครงการได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพ ของผู้ทอและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3) มียุทศาสตร์ หรือนโยบายท้องถิ่นรองรับ (POLICY & STRATEGIC) เป็นประโยชน์ของโครงการ ในด้านการสนับสนุนให้เกิดความเป็นไปได้ของ โครงการ 4) การเข้าถึง (ACCESSIBILITY) เนือ่ งจากโครงการเป็นศูนย์รวมของผ้าทอพืน้ เมืองภาคใต้ การเข้าถึงโครงการ จึงจำ�เป็นทัง้ คนภายในและภายนอกพืน้ ที่ โดยมีการคมนาคมทีห่ ลากหลาย และเข้าถึงง่าย เพื่อสะดวกต่อการเข้าใช้งานในโครงการ จากการพิจารณาย่านที่ตั้งโครงการ โดยใช้เกณฑ์ในการเลือกทำ�ให้เลือกย่าน ที่ตั้งโครงการได้สามย่านสำ�คัญ และมีความเป็นไปได้ของการตั้งโครงการมากที่สุด 3 ย่านดังนี้ คือ 1) เทศบาลนครหาดใหญ่ 2) นครสงขลา หรือ เทศบาลนครสงขลา 3) ชุมชนเกาะยอ ภาพที่ 3.6 : ภาพเสดงการเลือกย่านที่ตั้งโครงการ ที่มา : ภัืรวดี พงษ์ขจร ,2560

3-7


3.3.2 การพิจารณาเลือกจังหวัดที่ตั้งโครงการ

1) เทศบาลนครหาดใหญ่ นครหาดใหญ่ เป็นเทศบาลนครที่ตั้งอยู่ในเขตอำ�เภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หาดใหญ่ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้และเป็นเทศบาลนครที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศไทย รองจากเทศบาลนครนนทบุรี และเทศบาลนครปากเกร็ด และเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การศึกษา และการคมนาคมขนส่งที่สำ�คัญของภาคใต้ 2) นครสงขลา หรือ เทศบาลนครสงขลา เป็นเทศบาลนครทีต่ งั้ อยูใ่ นเขตตำ�บลบ่อยาง อำ�เภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ทีต่ งั้ ศาลากลางจังหวัดสงขลา การทีน่ ครสงขลา ตัง้ อยูต่ ดิ กับชายฝัง่ ทะเลอ่าวไทย จึงทำ�ให้มกี ารค้าขายทางพาณิชย์นาวี เป็นจำ�นวนมาก 3) ชุมชนเกาะยอ เป็นเกาะหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบสงขลาตอนล่าง มีฐานะเป็นตำ�บลหนึ่งใน อำ�เภอเมือง จังหวัดสงขลา ตัวเกาะมีพื้นที่ทั้งหมด 15 ตารางกิโลเมตร หรือ 9,275 ไร่ ประชากรเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เกาะยอ มีผลิตภัณฑ์จากหัตถกรรมทีม่ ชี อื่ เสียงคือ ผ้าทอเกาะยอ ทีม่ ลี วดลาย เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะลาย “ราชวัตถ์” ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ พระราชทานชื่อลายผ้าดังกล่าว จากการพิจารณา “หาดใหญ่” เป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมืองท่าและเมืองชายทะเลที่สำ�คัญของ ประเทศไทยมีโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย สงขลามีประชากรหลายเชือ้ ชาติเข้ามา อาศัยอยูร่ ว่ มกันไม่วา่ จะเป็นจีน มาเลย์ และไทย และกำ�ลังจะพัฒนาจังหวัดเป็นศูนย์กลาง ของภาคใต้ โดนปัจจุบันมีการเจริญเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการการ ศึกษา รวมถึงมีบคุ ลากรทีม่ คี วามรูแ้ ละ การศึกษา งานวิจยั เกีย่ วกับผ้าทอพืน้ เมืองภาค ใต้ โดยมีการจัดตัง้ กลุม่ เพือ่ การพัฒนางานผลิตภัณฑ์พนื้ บ้านให้มคี วามหลากหลาย และ สนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์จากคนรุ่นใหม่ ภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาพที่ 3.7 : ภาพแสดงขอบเขตเทศบาลหาดใหญ่ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจ ,2561

3-8


HAT YAI

3-9


3.4 การศึกษาองค์ประกอบที่ตั้งโครงการ เทศบาลนครหาดใหญ่ เป็นเทศบาลนครที่ตั้งอยู่ในเขตอำ�เภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หาดใหญ่ ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และเป็นเทศบาลนครที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของ ประเทศไทย รองจากเทศบาลนครนนทบุรี และเทศบาลนครปากเกร็ด เนื่องจากเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมขนส่งทีส่ �ำ คัญของภาคใต้ หาดใหญ่ ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลนครหาดใหญ่เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2538 มีพื้นที่ในเขต เทศบาล 21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตำ�บลหาดใหญ่ทั้งตำ�บล พื้นที่และอาณาเขต เทศบาลนครหาดใหญ่ มีพื้นที่ 21 ตารางกิโลเมตร ร้อยละ 3.18 ของพื้นที่ อำ�เภอหาดใหญ่ (อำ�เภอหาดใหญ่มีพื้นที่ 660 ตารางกิโลเมตร) ร้อยละ 0.30 ของ พื้นที่จังหวัดสงขลา (จังหวัดสงขลามีพื้นที่ 7,150 ตารางกิโลเมตร) อยู่ห่างจาก กรุงเทพมหานคร ตามเส้นทางรถไฟ ระยะทาง 945 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดิน ประมาณ 1,125 กิโลเมตร ตามทะเล ประมาณ 755 กิโลเมตร และทางเครื่องบินใช้ เวลาประมาณ 1.10 ชั่วโมง มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ - ทิศเหนือ ติดกับเทศบาลเมืองคลองแห - ทิศใต้ ขนานทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407, เทศบาลเมืองคอหงส์ - ทิศตะวันออก ติดคลองอีต่าและคลองอู่ตะเภา,เทศบาลเมืองควนลัง - ทิศตะวันตก ติดทางรถไฟสุไหงโก-ลก,คลองอู่ตะเภา,เทศบาลเมืองคอหงส์ ลักษณะทางเศรษฐกิจ หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าและการบริการของภาคใต้ ประชาชน ส่ ว นใหญ่ ป ระกอบอาชี พ พาณิ ช ยกรรม (รองรั บ กิ จ กรรมการท่ อ งเที่ ย ว) และ อุตสาหกรรม ได้แก่ อาชีพค้าขาย ธุรกิจบริการ และเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ ลักษณะของเมืองมีขนาดกระชับตัวมาก มีศูนย์กลางเมืองกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ตั้งอยู่ประชิดทางรถไฟ สภาพเมืองขยายตัวออกไปทางทิศ ตะวันออก ลักษณะของอาคารสิง่ ปลูกสร้างส่วนใหญ่มลี กั ษณะเป็นตึกแถวพาณิชย์ชนั้ ล่างและอยู่อาศัยชั้นบน อาคารลักษณะเดี่ยวมีน้อยและกระจายตัวอยู่ประปราย

ลักษณะประชากร เทศบาลนครหาดใหญ่มีประชากรทั้งสิ้น 158,218 คน เป็นชาย 73,701 คน หญิง 84,517 คน จำ�นวน บ้าน 58,434 หลัง (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2555) แบ่ง เป็น 101 ชุมชน ความหนาแน่นของประชากร 7,529 คน/ตารางกิโลเมตร (บริเวณ กลางเมืองความหนาแน่นถึง 20,000คน/ตารางกิโลเมตร) ประชากรส่วนใหญ่เป็นคน ท้องถิน่ และอพยพมาจากจังหวัดใกล้เคียง ส่วนใหญ่นบั ถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือ ศาสนาอิสลาม (ร้อยละ 10 ของประชากร) เพศ ชาย หญิง

จำ�นวน 73,944 85,289

ลักษณะภูมิอากาศ นครหาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุมเมืองร้อน มีลมมรสุมพัด ผ่านประจำ�ทุกปี คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงกลาง เดือนมกราคม และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เริม่ ตัง้ แต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงกลาง เดือนตุลาคม จากอิทธิพลของลมมรสุมดังกล่าว ส่งผลให้มีฤดูกาลเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูรอ้ น เริม่ ตัง้ แต่เดือนธันวาคม ถึงเดือนพฤษภาคม ซึง่ จะเป็นช่วงทีว่ า่ งของ ลมมรสุมจะเริ่มตั้งแต่หลังจากหมดมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว อากาศจะเริ่มร้อน และอากาศจะมีอุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน แต่อากาศจะไม่ร้อนมากนักเนื่องจากตั้ง อยู่ใกล้ทะเล ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน นครหาดใหญ่จะมีฝน ตกทัง้ ในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แต่ในช่วงลม มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนตกชุกมากกว่า เนื่องจากพัดผ่านอ่าวไทย ส่วนลม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะถูกเทือกเขาบรรทัดปิดกัน้ ทำ�ให้ฝนตกน้อยลง ในปี พ.ศ. 2546 ฝนตกมากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม และฝนตกน้อยที่สุดในเดือนเมษายน

ภาพที่ี 3.8 : ภาพแสดงทศบาลหาดใหญ่ ที่มา : http://www.painaidii.com/ ,2559

3-9


การคมนาคม หาดใหญ่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก รวดเร็ว ทั้งทางรถยนต์ รถไฟ และทางอากาศ สามารถอำ�นวยความสะดวกในการเดินทางได้ทั้ง ภายในประเทศและนานาชาติ รถยนต์ จากกรุงเทพมหานคร สามารถขับรถตามถนนเพชรเกษม โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 4 มายังอำ�เภอหาดใหญ่ได้โดยสะดวก รถไฟ สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ยังคงมีบทบาทสำ�คัญในการ เชื่อมโยงระหว่างอำ�เภอหาดใหญ่กับกรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่น อีก ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงประเทศมาเลเซียได้ โดยชุมทางรถไฟหาดใหญ่ เป็นชุมทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ เส้นทางรถไฟสายใต้เริ่มต้นจาก กรุงเทพมหานครลงไปถึงชุมทางหาดใหญ่ ระยะทางยาวประมาณ 945 กิโลเมตร จากนั้นจะแยกเป็น 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ ความยาว 45 กิโลเมตร เส้นทางสายหาดใหญ่–อำ�เภอสุไหงโก-ลก ความยาว 110 กิโลเมตร เครื่องบิน มีบริการเครื่องบินโดยสาร กรุงเทพ – หาดใหญ่ ทุก วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที โดยมีสายการบินที่ให้ บริการ คือ การบินไทย นกแอร์ แอร์เอเชีย และโอเรียนท์ไทย นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางบินหาดใหญ่ – เชียงใหม่ โดยสายการบินแอร์เอเชียและนกแอร์ และเส้นทางบินระหว่างประเทศ คือ หาดใหญ่ – สิงคโปร์โดยสายการบินไท เกอร์แอร์เวย์ส และเส้นทางหาดใหญ่ – กัวลาลัมเปอร์ โดยสายการบินแอร์ เอเชียและไฟเออร์ฟลาย

สังคมและวัฒนธรรม งานประเพณี/วัฒนธรรมที่สำ�คัญของจังหวัดสงขลา จังหวัด สงขลา เป็นเมืองทีม่ คี วามเจริญรุง่ เรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมมาตัง้ แต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นแหล่งผสมผสานทางวัฒนธรรม เนื่องจากใน อดีตมีการติดต่อค้าขายกับหลายประเทศ มีการแลกเปลี่ยนและหลอมรวม วัฒนธรรมของชาติต่างๆ เข้าด้วยกัน ทําให้มีวัฒนธรรมทั้งหลากหลาย เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรม มีมรดกทาง วัฒนธรรมทีบ่ รรพชนได้สร้างสรรค์และสร้างสมไว้ให้ลกู หลานมากมาย ทัง้ โบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปหัตถกรรมงานช่างท้องถิน่ สถาป๎ตยกรรม งานช่างท้องถิน่ ภาษาและวรรณกรรมการละเล่นพืน้ เมือง ขนบธรรมเนียม ประเพณี ซึ่งมีทั้งประเพณีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับภูมิภาคอื่นๆ และ ประเพณีวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวสงขลา ทั้งเรื่อง การแต่งกาย การกิน การอยู่ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของบุคคล และประเพณีเกี่ยวกับสังคมและชุมชนที่บางอย่างเป็นการปฏิบัติในสมัยอดีต แต่บางอย่างยังคงสืบทอดการปฏิบัตมาจนถึงป๎จจุบัน งานประเพณี วัฒนธรรมของจังหวัดสงขลาที่ปรากฏให้เห็นในป๎จจุบันจะมีทั้งประเพณี วัฒนธรรมทีเ่ ป็นประเพณีทปี่ ฏิบตั กิ นั ทัว่ ไปและประเพณีวฒ ั ธรรมทีเ่ ป็นของ ท้องถิ่นเกิดจากความเชื่อของคนในชุมชนที่ปฏิบัติกันในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น - งานเทศกาลโคมไฟไหว้พระจันทร์ - งานเทศกาลส่งเสริมสินค้าและผลไม้ไทย - งานเทศกาลทำ�บุญเดือนสิบ - งานประเพณีลากพระและตักบาตรเทโว - งานประเพณีสงกรานต์

สถานศึกษา 83 แห่ง

โรงพยาบาล 7 แห่ง

ธนาคาร 10 แห่ง

สถานที่ท่องเที่ยว 30 แห่ง

โรงแรม 96 แห่ง

ภาพที่ 3.9 : ภาพแสดงจำ�นวนสถานที่ต่างๆในหาดใหญ่ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจ ,2561

3-10


1 สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม : วัดหาดใหญ่ใน

3.4.1 แหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำ�คัญ

3

2

2 ตลาดนัดกิมหยงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มี ผู้มาเที่ยวทั้งคนต่างชาติและคนไทยเป็นจำ�นวนมาก

4

1

ภาพที่ 3.10 : ภาพเเสดงขอบเขตเทศบาลหาดใหญ่ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3 สวนสาธารณะหาดใหณ่เป็นสถานที่พักผ่อนของคนหาดใหญ่รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

4 เป็นสถานศึกษาศูนย์กลางของภาคใต้ และมีนักษศึกษาจำ�นวนมาก

สถานที่สำ�คัญและแหล่งท่องเที่ยว เทศบาลนครหาดใหญ่ อำ�เภอหาดใหญ่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการ ค้าขาย การคมนาคม การศึกษาเป็นเมืองชุมทางของภาคใต้ทมี่ คี วามเจริญ เติบโต อย่างรวดเร็วในทางเศรษฐกิจ และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่องเสียงโดยเฉพาะแถบ ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งสถานที่สำ�คัญและท่องเที่ยวในหาดใหญ่ ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้แก่

3-11


3.4.2 การวิเคราะห์ผังเมือง 01 ทางสัญจร

02 ขอบเขต

03 จุดศูนย์รวม

มีเส้นทางทางที่สามารถเข้าถึงโครงการได้สะดวก เนื่ อ งจากมี ถ นนสาธารณะด้ า นหน้ า โครงการคื อ ถนน ทางหลวงหมายเลข 407 (กาญจนวณิช) และถนนด้านข้าง โครงการคือ ซอยกาญจนวณิช 17

มีการแบ่งขอบเขตของตัวพื้นที่อย่างชัดเจน โดย การใช้ถนนเป็นตัวแบ่งขอบเขตทำ�ให้สามารถรับรู้ขอบเขต ของแต่ละพื้นที่ได้ง่าย

จุดศูนย์รวมของเทศบาลหาดใหญ่นั้นส่วนใหญ่อยู่ ด้สนฝั่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นจุดที่มีสถานที่ อำ�นวยความสะดวกและการพักผ่อน การทำ�กิจกรรมต่างๆ ของคนในชุมชน อีกทัง้ ยังเป็นเสมือนสถานทีท่ อ่ งเทีย่ วของ คนในชุมชนอีกด้วย

ภาพที่ 3.11 : ภาพเเสดงการวิเคราะห์ผังเทศบาลหาดใหญ่ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-12


04 ย่าน

05 จุดหมายตา

06 พื้นที่โล่ง

โดยเทศบาลหาดใหญ่มกี ารแบ่งย่านออกเป็น 4 ย่าน หลักๆ ดังนี้คือ - ชุมชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เขต 1 - ชุมชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เขต 2 - ชุมชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เขต 3 - ชุมชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เขต 4

จุดหมายตาของเทศบาลหาดใหญ่นั่นจะอยู่ตรง กลางตัวเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง และบริเวณโดย รอบใกล้ๆมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มีพื้นที่โล่งน้อยลงเพราะเทศบาลหาดใหญ่เป็นเมือง ที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดและภาคใต้ ทำ�ให้มีความสำ�คัญ ทางเศรษฐกิจ การศึกษา การคมนาคมซึ่งส่งผลให้เมืองมี ความหนาแน่นของอาคารมากตามไปด้วย

จากการวิเคราะห์ผังเมืองหาดใหญ่ พบว่ามีเส้นทางสัญจรที่มีความสัมพันธ์ของย่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องการทอผ้า วัฒนธรรม คือถนนกาญจนวนิช (407) ซึ่งเป็นถนนเส้นสำ�คัญ ของหาดใหญ่ ในด้านของชุมชน มีความหนาแน่นของประชากรมีพื้นที่โล่งน้อยลงเพราะหาดใหญ่เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดและภาคใต้ ทำ�ให้มีความสำ�คัญทางเศรษฐกิจ การศึกษา การ คมนาคมซึ่งส่งผลให้เมืองมีความหนาแน่นของอาคารมากตามไปด้วย อีกทั้งในอนคตก็กำ�ลังจะมีการพัฒนาการคมนาคมโดยใช้ระบบราง (รถไฟฟ้าโมโนเรล) ซึ่งเป็นเส้นเดียวกับถนนกาญจนวนิช และเข้าถึงตัวเมืองได้โดยง่ายอีกด้วย

3-13


3.4.3 การเลือกที่ตั้งโครงการ

จากการศึกษาและวิเคราะห์ท�ำ เลทีต่ งั้ โครงการในด้าน ต่างๆ แล้วนั้น พบว่าที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้กับแหล่งศึกษา แเนื่องจากเป็นการส่งเสริมตัวโครงการได้เป็นอย่างดี รวม ถึงการเข้าถึงโครงการต้องมีความสะดวและเอื้อำ�นวยต่อผู้ ใช้โครงการเช่น นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว ผู้คนทั่ว ไปทีส่ นใจ จึงต้องอยูใ่ นพืน้ ทีท่ เี่ ป็นบริเวณชุมชน หรืออยูใ่ กล้ จุดศูนย์รวมของชุมชนในพื้นที่ ภาพที่ 3.12 : ภาพเเสดงการเลือกที่ตั้งโครงการ (1) ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-14

3.3.1 เกณฑ์การพิจารณาเลือกที่ตั้งโครงการ ก) พื้นที่ตั้ง (ZONING) ควรอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการ, กลุ่มผู้ทอ, บุคลากรผู้มีความรู้, นัก วิจัย, นักเรียน, นักศึกษา, ประชาชน หรือผู้ที่สนใจสามารถเดินทางเข้ามา ใช้โครงการได้สะดวก รวมถึงเป็นเเหล่งชุมชนเพือ่ เข้าถึงง่ายเพือ่ ใช้ศกั ยภาพ ของพื้นที่ได้สูงสุด ข) ลักษณะสภาพแวดล้อม (ENVIRONMENT) บริบทรอบๆโครงการ ใกล้สถานศึกษาจำ�นวนมาก ใกล้สถานทีท่ อ่ ง เที่ยว หรือพื้นที่ที่เป็นจุดรวมตัวของคน เนื่องจากเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ โครงการและช่วยส่งเสริมโครงสร้างและกิจกรรมของโครงการทัง้ ในปัจจุบนั และอนาคต ค) การเข้าถึง (ACCESSIBILITY) เน้นการเข้าถึงสะดวก สามารถเดินทางได้หลายเส้นทางมีคมนาคมที่ สะดวก ทัง้ โดยรถยนต์สว่ นบุคคล และรถโดยสารประจำ�ทาง ถนนทีต่ งั้ โครง อยู่ในสภาพที่ดี การจราจรสะดวกทำ�ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและใช้เวลาไม่ มากนัก รวมถึงการอยู่ใกล้สถานที่ซึ่งเป็นที่รู้จักทำ�ให้การเข้าถึงโครงการ สะดวกมากยิ่งขึ้น ง) ขนาดและรูปร่างที่ตั้ง (INFASTRUCTURE) ควรมี ข นาดที่ เ หมาะสมกั บ ประเภทของโครงการและขนาดของ โครงการ ซึง่ ไม่เล็กเกินไปและไม่ใหญ่เกินไป อีกทัง้ ควรมีรปู ร่างทีต่ งั้ ทีส่ ามารถ ใช้ประโยชน์ที่ดินได้เต็มที่ จ) ศักยภาพในการขยายตัวในอนคต (FUTURE) เป็นพื้นที่ที่สามารถขยายตัว รองรับความต้องการในอนาคตได้ และบริบทโดยรอบยังต้องส่งเสริมโครงการอยู่เมื่อเกิดการขยายตัวขึ้น ในอนคตอีกด้วย ฉ) อยู่ ในพื้นที่ส่งเสริม และสนับสนุนจากหน่วยงาน เป็นพืน้ ทีท่ มี่ นี โยบาย หรือแผนพัฒนาเนือ่ งจาก ทำ�ให้มคี วามเป็นไป ได้ รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆเข้าถึงอยู่ตลอดเวลา


SITE A

50.00

165.00 100.00

100.00 165.00

ขนาด 10.3 ไร่ 16,500 ตรม.

รูปร่างที่ดิน : ทรงสี่เหลี่มผืนผ้า ด้านตะวันออกติดถนนหลัก ด้านตะวันตกติดที่ดินว่างเปล่า ทิศใต้และทิศเหนือ ติดกับอาคารบ้านพักอาศัย ลักษณะทางกายภาพ : เป็นที่โล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง รายละเอียด : - ใกล้แหล่งศึกษา มหาวิทยาลัย โรงเรียน - ถนนหลักด้านหน้าโครงการ กว้าง 25 เมตร - ใกล้แหล่งร่วมตัวคนจำ�นวนมาก ผังสี : สีชมพู ให้เป็นที่ดิน ประเภทชุมชน

SITE B

SITE C

100.00

60.00 45.00

110.00

50.00

ขนาด 7.5 ไร่ 12,000 ตรม.

90.00

รูปร่างทีด่ นิ : ทรงสีเ่ หลีย่ มคางหมู ด้านตะวันออกติดถนนหลัก ด้านตะวันตกและทิศใต้ติดที่ดินว่างเปล่า ทิศเหนือ ติดกับอาคารบ้านพักอาศัย และถนนรอง ลักษณะทางกายภาพ : เป็นที่โล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง รายละเอียด : - ใกล้แหล่งศึกษา มหาวิทยาลัย โรงเรียน - ถนนหลักด้านหน้าโครงการ กว้าง 25 เมตร - ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ผังสี : สีชมพู ให้เป็นที่ดิน ประเภทชุมชน

120.00 120.00

ขนาด 7 ไร่ 12,800 ตรม.

100.00

รูปร่างทีด่ นิ : ทรงสีเ่ หลีย่ มผืนผ้า ด้านตะวันออกติดถนนหลัก ด้านตะวันตกติดที่ดินว่างเปล่า ทิศใต้และทิศเหนือ ติดกับอาคารบ้านพักอาศัย และโรงงาน ลักษณะทางกายภาพ : เป็นที่โล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง รายละเอียด : - ใกล้แหล่งศึกษา มหาวิทยาลัย โรงเรียน - ใกล้แหล่งร่วมตัวคนจำ�นวนมาก - ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ผังสี : สีชมพู ให้เป็นที่ดิน ประเภทชุมชน

ภาพที่ 3.13 : ภาพเเสดงการวิเคราะห์ตำ�แหน่งที่ตั้ง ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-15


3.4.4 สรุปการเลือกที่ตั้งโครงการ SITE 1 ค่าน้ำ�หนัก ของเกณฑ์ คะแนน รวม

เกณฑ์ที่ ใช้ ในการประเมิน ก) พื้นที่ตั้ง (ZONING) มีกลุ่มบุคลากรที่มีความชำ�นาญ กลุ่มนักวิจัย กลุ่มผู้ทอผ้า ข) ลักษณะสภาพแวดล้อม (ENVIRONMENT) อยู่ใกล้แหล่งสถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ค) การเข้าถึง (ACCESSIBILITY) มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก หลากหลายทางเลือก ง) ขนาดและรูปร่างที่ตั้ง (INFASTRUCTURE) ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับประเภทของโครงการและขนาดของโครงการ จ) ศักยภาพในการขยายตัวในอนคต (FUTURE) เป็นพื้นที่ที่สามารถขยายตัว รองรับความต้องการในอนาคตได้ ฉ) อยู่ ในพื้นที่ส่งเสริม และสนับสนุนจากหน่วยงาน เป็นพื้นที่ที่มีนโยบาย หรือแผนพัฒนาจากหน่วยงานหรือภาครัฐ รวม

SITE 2 คะแนน รวม

SITE 3 คะแนน รวม

3

5

15

5

15

3

9

2

5

10

5

10

5

10

2

5

10

5

10

3

6

1

2

2

4

4

2

2

0.5

3

1.5

5

2.5

3

1.5

1.5

4

6

4

6

4

6

44.5

47.5

34.5

ตารางที่ 3.1 : ตารางเปรียบเทียบคะแนนการเลือกที่ตั้ง ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

โดยเกณฑ์การพิจารณาเลือกที่ตั้งโครงการ สรุปได้ว่าเลือก SITE B เนื่องจากมีการเข้าถึงที่สะดวก โดยมรีถนนสาธารณะด้านหน้าโครงการ สามารถเดินทางได้หลากหลายทั้งระบบขนส่ง มวลชน หรือการเดินทางมาเอง และอยู่ใกล้แหล่งสถานศึกษาเป็นจำ�นวนมาก รวมถึงแหล่งชุมชน เป็นการเอื้ออำ�นวยความสะดวกแก่คนในพื้นที่ได้เข้ามาใช้งานได้อย่างสะดวก รวมถึงอยู่ในพื้นที่ที่มี หน่วยงานสนับสนุนอย่างชัดเจนซึ่งสงผลให้โครงการมีการดูแลจากหน่วยงานต่างๆและ มีศักยภาพในการขยายตัวในอาคตอีกด้วย

3-16


3.5 กฏหมายที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบนั ผังเมืองรวมสงขลาอยูใ่ นขัน้ ตอนการจัดทำ�ผังเมืองรวมใหม่ จึงมีการกำ�หนด ใช้ ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา พ.ศ. 2559 การใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนผัง กำ�หนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำ�แนก ประเภทท้ายกฎกระทรวงนี้ ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ 1. สีชมพู ให้เป็นที่ดิน ประเภทชุมชน 2. สีม่วง ให้เป็นที่ดินประเภทอุตสาหกรรม และคลังสินค้า 3. สีเขียว ให้เป็นที่ดิน ประเภทชนบทและเกษตรกรรม 4. สีเขียวอ่อน มีเส้นทแยงสีขาว ให้เป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้

การใช้ประโยชน์ที่ดินของเทศบาลหาดใหญ่เป็นพื้นที่สีชมพู ซึ่งมีข้อกำ�หนดดังนี้ สำ�หรับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจการอื่นให้เป็นไปตามที่กำ�หนดดังนี้ อยู่ในผังสีชมพู เป็นที่ดินให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย พาณิชยกรรมเกษตรกรรม สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ สําหรับการใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อกิจการอื่น ให้ดำ�เนินการหรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่ไม่ใช่อาคารสูงหรืออาคาร ขนาดใหญ่

ผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา ภาพที่ 3.14 : ภาพแสดงผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา ที่มา : http://www.solah-gis.com ,2560

3-17


3.6 การศึกษาและวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ

50.00

60.00 45.00

110.00

50.00 90.00

3.6.1 รายละเอียดที่ตั้งโครงการ

สถานทีต่ งั้ : ย่านเทศบาลนครหาดใหญ่ ถนนกาญจนวณิชย์ (407) ตำ�บล คอหงส์ อำ�เภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, 90110 ทำ�เลที่ตั้ง : ติดกับถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 (ถนนกาญจนวนิช) ติดกับมหาวิทยาลัยสง ขลานคริทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงเรียนโสตศึกษา สำ�นักงานขนส่งจังหวัด สงขลา (หาดใหญ่) ลักษณะที่ดินเดิม : เป็นที่ว่างไม่มีสิ่งก่อสร้าง (พื้นที่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต หาดใหญ่) ขนาดที่ดิน 7.5 ไร่ (12,000 ตารางเมตร) ขอบเขตที่ดิน ทิศเหนือ : ถนนกว้าง 8 เมตร (ซอยกาญจนวนิช 17) ทิศตะวันออก : พื้นที่ว่าง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ทิศตะวันตก : ถนนทางเข้าหลักโครงหาร กว้าง 20 เมตร (ถนนกาญจนวานิช) ทิศใต้ : พื้นที่ว่าง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ประโยชน์การใช้ทดี่ นิ สีชมพู ให้ใช้ประโยชน์ทดี่ นิ เพือ่ การอยูอ่ าศัย พาณิชยกรรม เกษตรกรรม สถาบัน การศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ภาพที่ 3.15 : ภาพเเสดงการเลือกที่ตั้งโครงการ (2) ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-18


3.6.1 บริบทโดยรอบที่ตั้ง 1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 3

2 โรงพยาบาลหาดใหญ่

3 สวนสาธารณะหาดใหญ่ 1 2 4 Central Festival Hatyai

4

ภาพที่ 3.16 : ภาพเเสดงการเลือกที่ตั้งโครงการ (3) ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-19


3.6.2 การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ ทางสัญจร

มุมมองจากภายในโครงการ

มุมมองจากภายนอกโครงการ

มีเส้นทางทางที่สามารถเข้าถึงโครงการได้สะดวก เนื่ อ งจากมี ถ นนสาธารณะด้ า นหน้ า โครงการคื อ ถนน ทางหลวงหมายเลข 407 (กาญจนวณิช) และถนนด้าน ข้างโครงการคือ ซอยกาญจนวณิช 17

ตั ว ที่ ตั้ ง โครงการมี มุ ม มองทางด้ า นหน้ า ของ โครงการเป็นมุมมองที่ดี โดยสามารถเป็นทำ�ให้คนที่สัญจร ไปมาทางถนนสามารถเห็นด้านหน้าโครงการได้ชัดเจน และ เป็นจุดดึงดูดผู้คนได้อีกด้วย

ที่ ตั้ ง โครงการมี มุ ม มองที่ ม องเข้ า มาภายใน โครงการทีด่ ี คือทางด้านหน้าโครงการซึง่ เป็นถนนหลักเส้น ทางสัญจร โดยมุมมองคือมุมมองทางด้านหน้าโรงการ

SITE ภาพที่ 3.17 : ภาพเเสดงการวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

3-20

SITE


SITE

ทิศทางแดด และทิศทางลม

สถานที่รวมตัวของคน

ชุมชนบริเวณโดยรอบ

ทิ ศ ทางของแดดมี ผ ลต่ อ การวางผั งโครงการ อย่างมาก ซึ่งด้านหน้าโครงการหันหน้าไปทางทิศตะวัน ออก ทำ�ให้สามารถถรับแดดในช่วงเช้าและไม่รอ้ นในช่วงบ่าย ทิศทางของลมก็เช่นกัน ซึ่งมีผลต่อการวางแนว อาคารเป็นอย่างมาก

จุดรวมตัวของคนอยู่ใกล้โครงการ ซึ่งเป็นสถาน ศึกษา สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ซึ่งทำ�ให้โครงการ มีคนที่สัญจรผ่านไปมาตลอดเวลา

บริเวณโดยรอบที่ตั้งโครงการนั้นเป็นพื้นที่ของ ชุมชน ทำ�ให้มีผู้คนผ่านไปมาตลอดเวลาเช่นกันและสามารถ เข้าถึงโครงการได้สะดวก

SITE

จากการวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการในด้านต่างๆแล้วนั้น สรุปได้ว่าที่ตั้งมีความเหมาะสมสำ�หรับ โครงการนี้ เนื่องจากสภาพบริบทโดยรอบของที่ตั้ง เป็นสิ่งช่วยสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี ทั้งใน เรื่องของการเข้าถึงที่มีถนนสาธารณะรองรับโครงการ ซึ่งมีทั้งระบบขนส่งสาธารณะ และสามารถเดิน ทางมาได้ด้วยตนเอง โดยที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ใกล้สถานที่สำ�คัญ หรือรวมตัวของคนหลายแหล่งทำ�ให้ มีการสัญจรผ่่านไปมาตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นจุดที่ดึงดูดให้ทั้งนักเรียน นักท่องเที่ยว และคนที่สนใจเข้ามา ภายในโครงการมากยิ่งขึ้นนั้นเอง

3-21


4

การศึกษารายละเอียดโครงการ


บทที่ 4 การกำ�หนดรายละเอียดโครงการ 4.1 ความเป็นมาโครงการ

“ผ้าทอ” ของประเทศไทยถือได้ว่าเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกัน มาอย่างแพร่หลาย และมีอยู่ทั่วประเทศ แต่ละท้องถิ่นก็จะมีความแตกต่างกัน ไปตามสภาพภูมิศาสตร์ การทอผ้ายังถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แสดงถึง ความรอบรู้ของชาวบ้าน หลายแห่งยังคงลวดลายสัญลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ โดยเฉพาชุมชนที่มีเชื้อสายชาติพันธ์บางกลุ่มยังคงเอกลักษณ์ที่เฉพาะกลุ่มเอา ไว้จนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะการทอผ้าในภาคใต้ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทอผ้าพื้น เมืองที่เรียกว่า “ผ้ายก” มีทั้งยกฝ้าย ยกไหม ยกดิ้นเงินดิ้นทอง และมีการ อนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมเอาไว้ เช่น ลายราชวัตร ลายดอกพิกุล ลายลูกแก้ว ลายก้านแย่ง และลายรูปสัตว์ต่างๆ การทอผ้านี้ถือเป็นงานฝีมือซึ่งต้องอาศัย ความชำ�นาญและประณีต นับตั้งแต่การเตรียมเส้นด้าย การย้อมสี และการทอ แต่ในปัจจุบันผ้าทอท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจและ ไม่ให้ความสำ�คัญกับการทอผ้ามากนัก เนื่องจากขาดการส่งเสริมและผู้ทอขาด ความรูค้ วามเข้าใจ จึงทาให้นบั วันผ้าทอค่อยๆสูญหายไประหว่างรุน่ ต่อรุน่ การ ถ่ายทอดความรูท้ ากันในวงจากัด ส่งผลให้ขาดผูส้ บื ทอด และขาดการกระตุน้ ให้ ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ จึงเกิดเป็นโครงการ เพือ่ เป็นแหล่งอนุรกั ษ์ และการศึกษาเรียนรูใ้ ห้กบั ประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ตระหนักถึงความสำ�คัญของภูมิปัญญาผ้าทอ พื้นเมืองภาคใต้ เกิดการสืบสานจากรุ่นสู้รุ่น รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดการ ต่อยอด พัฒนาสินค้า ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจได้อีกด้วย

ภาพที่ี 4.1 : ภาพแสดงการย้อมสีเส้นไหม (1) ที่มา : https://www.qsds.go.th/ ,2558

4-1


4.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 4.2.1 เพื่อส่งเสริมกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้ ให้มีศักยภาพในการพัฒนา ต่อยอดสินค้า ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ เกิดรูปแบบใหม่ๆที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น 4.2.2 เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและศูนย์กลางข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลด้าน หัตถกรรมผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ 4.2.3 เพื่อเป็นแหล่งการศึกษา ให้กับผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ภูมิปัญญาการ ทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้้ 4.2.4 เพื่อปลูกจิตสำ�นึกให้คนหันมาช่วยกันดำ�รงรักษา และสืบสานงาน หัตถกรรมการทอผ้าพื้นเมืองภาคใต้้

4.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4.3.1 ได้ทราบถึงความเป็นมา และเหตุผลเชื่ิอมโยงที่ทำ�ให้เกิดโครงการศูยน์ พัฒนาและเรียนรู้ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ 4.3.2 ได้ทราบถึงทฤษฏีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ซึ่งนำ�มาพัฒนา และแก้ไขปัญหา โดยนำ�เกณฑ์กฎหมายข้อบังคับต่างๆ และองค์ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมมาเป็นพื้นฐานการวิเคราะห์ รวมถึงการศึกษาอาคารตัวอย่างที่มีลักษณะ เดียวกัน 4.3.3 ได้ศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นได้ของโครงการ การวิเคราะห์ทำ�เลที่ตั้ง และตำ�แหน่งที่ตั้งโครงการที่เหมาะสม 4.3.4 ได้ศึกษาและวิเคราะห์ถึงการกำ�หนดรายละเอียดโครงการและความสัมพันธ์ององค์ประกอบภายในโครงการ พื้นที่ใช้สอย รวมถึงงานระบบที่เกี่ยวข้อง 4.3.5 ได้ทราบถึงการออกแบบสสถาปัตยกรรมที่เป็นพื้นที่เพื่อการพัฒนา และส่งเสริมการเรียนรู้หัตถกรรมผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้

4-2


ภาพที่ี 4.2 : ภาพแสดงการย้อมสีเส้นไหม (2) ที่มา : https://www.qsds.go.th/ ,2558

4.4 การกำ�หนดโครงสร้างการบริหาร โครงการศึกษาและออกแบบศูนยพัฒนาและเรียนรู้ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้ The textile development and learning center of southern Thailand เป็นพื้นที่การอนุรักษ์ให้คนรู้จัก และตระหนักถึงคุณค่าของงานศิลปหัตถกรรม ผ่าน การเรียนรู้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการสืบสานจากคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงการส่งเสริมการ พัฒนาต่อยอดผ้าทอพื้นเมือง ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ จากเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่ให้ เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เกิดเป็นการพัฒนา ทางเศรษฐกิจได้อีกทางด้วย

4-3

หน่ ว ยงานรั ฐ บาล คื อ มหาวิ ท ยาลั ย สงขลานคริ น ทร์ หน่ ว ยงานนวั ต กรรม สร้างสรรค์ สำ�นักวิจัยและพัฒนา เป็นผู้บริหารโครงการ โดยมีหน้าที่ในการพัฒนาต่อยอด ศิลปหัตถกรรมภาคใต้ ผ่านการวิจัยและสร้างสรรค์ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ทอ 4.4.1 โครงสร้างการบริหาร 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติงาน 3) การวัดผลและประเมิน 4) การปรับปรุงและแก้ไข 4.4.2 โครงสร้างการบริหารโครงการแบ่งเจ้าหน้าที่ ได้ดังนี้ 1) เจ้าหน้าที่ประจำ�โครงการ ซึ่งทำ�งานอยู่ภายในโครงการ 2) นักวิชาการ วิทยากรผู้ให้ความรู้ ที่มีความชำ�นาญเฉพาะ


4.5 โครงสร้างการบริหารงาน 4.5.1 โครงสร้างการบริหารงาน

แผนผังที่ 2 : แสดงโครงสร้างการบริหารงาน ที่มา : ภัทรวดี พง์ขจร ,2561

4-4


4.5.2 อัตราเจ้าหน้าที่ ในโครงการ 1) ฝ่ายบริหารสูงสุด

อัตรากำ�ลังเจ้าหน้าที่

2) ฝ่ายนโยบายและประชาสัมพันธ์

หน้าที่

จำ�นวน

หน้าที่

จำ�นวน

1.1 ผู้อำ�นวยการโครงการ - เป็นผูบ้ ริหารสูงสุดรับผิดชอบงานบริหารภายในทัง้ 1 หมด วางแผนดำ�เนินตามนโยบาย 1.2 รองผู้อำ�นวยการ - วางแผนงานและควบคุมการทำ�งานต่างๆ 3 1.3 เลขานุการ - ปฏิบัติหน้าที่ๆ ได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร เช่น 1 บันทึกการประชุม สถิติ ติดต่องานต่างๆ

2.1 หัวหน้าฝ่ายยุทศาสตร์ - รับผิดชอบดูแลเรื่องแผนงาน ยุทศาสตร์นโยบาย 1 และเป้าหมาย พัฒนาและเป้าหมายทั้งหมดในโครงการ 2.2 รองผู้อำ�นวยการ - วางแผนโครงการนำ�เสนองาน กำ�หนดทิศทางของ 3 โครงการ 2.3 เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ - ประชาสัมพันธ์กระจายข้อมูล ข่าวสาร และดำ�เนิน 2 กิ จ กรรมของโครงการติ ด ต่ อ ประสานงานกั บ ภายนอก

3) ฝ่ายบริหารโครงการ

4) ฝ่ายธุรการ

อัตรากำ�ลังเจ้าหน้าที่ 3.1 หัวหน้าฝ่ายบริหาร

หน้าที่

จำ�นวน

- หัวหน้าประจำ�ฝ่ายบริหาร รับผิดชอบดูแลเรื่อง 1 ระบบการบริหารงานทั้งหมดในโครงการ ตัดสิน ใจและอนุมัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารงาน ทั้งหมด 3.2 เจ้าหน้าทีห่ น่วยงานฝ่าย - ดูแลด้านการบริหารงานทั่วไปขององค์กร การ 3 บริหาร ติดต่อประสานงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร ควบคุมการจัดงานต่างๆหลายด้าน เช่น งานธุรการ งาบบุคลากร จัดระบบงาน ตลอดถึงหน่วยงานอืน่ ๆ ในองค์กร

4-5

อัตรากำ�ลังเจ้าหน้าที่

อัตรากำ�ลังเจ้าหน้าที่

หน้าที่

จำ�นวน

4.1 หัวหน้าฝ่ายธุรการ - ควบคุมดูแลรับผิดชอบงานฝ่ายธุรการทั้งหมด 4.2 เจ้าหน้าที่ธุรการและเลขา - การดูแลด้านเอกสารต่างๆ และการติดต่อประสาน -นุการ งานกั บ ทั้ ง ภายในองค์ ก รและภายนอกองค์ ก ร ตลอดจนการจัดเก็บและค้นหาเอกสารต่างๆ รวม ทั้งการจัดเตรียมการประชุม 4.3 เจ้ า หน้ า ที่ ฝ่ า ยการเงิ น - ดูแลด้านการจัดสรรเงินในโครงการ และดำ�เนินการ และบัญชี จัดทำ�บัญชีรายรับ - รายจ่ายของโครงการ 4.4 เจ้าหน้าที่บุคลากร - ดู แ ลในด้ า นการจั ด หาทรั พ ยากรบุ ค คลให้ กั บ โครงการ

1 3

2 2


5) ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมผ้าทอ (งานหัตถกรรม)

อัตรากำ�ลังเจ้าหน้าที่

6) ฝ่ายช่างเทคนิคอาคาร

หน้าที่

จำ�นวน

5.1 หัวหน้าฝ่ายงานส่งเสริม - รับผิดชอบดูแลเรื่องอาคารและสถานที่ทั้งหมดใน งานหัตถกรรม โครงการ ตัดสินใจและอนุมติในส่วนที่เกี่ยวข้อง 5.2 เจ้าหน้าทวิจัยและพัฒนา - วางแผนงานวิจัยและดูแลเรื่องการพัฒนา โดยใช้ เทคโนโลยี 5.3 เจ้าหน้าที่นิทรรศการ - ควบคุมดูแล รับผิดชอบงานฝ่ายการจัดนิทรรศการ ทั้งหมด 5.4 เจ้าหน้าทีฝ่ า่ ยการเรียนรู้ - ควบคุมดูแล รับผิดชอบการจัดการ เนื้อหา ข้อมูล เกี่ยวกับการเรียนรู้ 5.5 ผู้ช่วยบุคลากร - ควบคุมดูแล รับผิดชอบงานฝ่ายการจัด

1 8 8 10

อัตรากำ�ลังเจ้าหน้าที่ 6.1 หัวหน้าฝ่ายช่างเทคนิค อาคาร 6.2 เจ้าหน้าทีฝ่ า่ ยช่างเทคนิค อาคาร 6.3 หัวหน้าแผนกวิศวกรรม - เจ้าหน้าที่ระบบไฟฟ้า - เจ้าหน้าทีร่ ะบบสุขาภิบาล - เจ้าหน้าทีร่ ะบบเครือ่ งกล

หน้าที่

จำ�นวน

- ควบคุ ม ดู แ ล และรั บ ผิ ด ชอบ ดู แ ล งานแผนก วิศวกรรมทั้งหมด - ช่วยเหลืองาน โดยรับคำ�สัง่ และ ดูแลความเรียบร้อบ รวมถึงเอกสารทั้งหมด - ควบคุมดูแลและรับผิดชอบงานวิศวกรรมทั้งหมด - ดูแลรักษาและซ่อมบำ�รุงระบบไฟฟ้าต่างๆในโครงการ - ดูแลรักษาและซ่อมบำ�รุงระบบสุขาภิบาล - ดูแลรักษาและซ่อมบำ�รุงระบบเครื่องกล ในโครงการ

1 1 2 1 1 1

8

7) ฝ่ายอาคารและสถานที่

อัตรากำ�ลังเจ้าหน้าที่

หน้าที่

จำ�นวน

7.1 หั ว หน้ า ฝ่ า ยอาคารและ - รับผิดชอบดูแลเรื่องอาคารและสถานที่ทั้งหมดใน สถานที่ โครงการ ตัดสินใจและอนุมติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ งานอาคารทั้งหมด 7.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารและ - ดูแลด้านอาคารและสถานที่ทั่วไปขององค์กร จัดทำ� สถานที่ เอกสารต่างๆในหน่วยงาน 7.3 เจ้าหน้าที่ซ่อมบำ�รุง - ดูแลด้านการซ่อมบำ�รุง ดูแลรักษาอาคาร ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ตา่ งๆในอาคารให้พร้อมใช้งานอยูเ่ สมอ 7.4 เจ้ า หน้ า ที่ รั ก ษาความ - ดูแลในด้านความปลอดภัยของอาคาร การจัดเวร ปลอดภัย ยาม เพื่อปกป้องทรัพย์สินและชีวิตคนในอาคาร 7.5 เจ้ า หน้ า ที่ รั ก ษาความ - ดูแลความสะอาดภายในโครงการ ความสะอาด

1 36

2 8 4 5

14 4

6

4

8

8

ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนโยบาย ฝ่ายธุรการ ฝ่ายธุรการ ฝ่ายพัฒนา

ฝ่ายช่าง

ฝ่ายอาคาร

TOTAL : 80 แผนภูมิที่ 4.1 : แสดงโครงจำ�นวนอัตราพนักงาน ที่มา : ภัทรวดี พง์ขจร ,2561

4-6


ผู้ ใช้โครงการหลัก (MAIN USER) เป็นกลุ่มผู้ใช้หลักประจำ�โครงการ ในการพัฒนาผ้าทอกลุ่มที่พัฒนา ส่ง เสริมและออกแบบให้เกิดรูปแบบ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจผ่านกระบวนการ สร้างสรรค์ หรือนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า รวมถึงการให้ ความแก่ผู้ที่สนใจและการพัฒนาแนะนำ�เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ทอผ้า ได้แก่ 1. กลุ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ นักพัฒนา นักวิจัย 2. กลุ่มผู้ออกแบบเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ และดีไซน์เนอร์ 3. กลุ่มวิทยากร หรือผู้ให้ความรู้ เป็นกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการเข้ามาเพื่อเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ การได้ลองปฎิบัติ หรือแลกเปลี่ยนความรู้ การได้นำ�เสนอผลงานในการอกแบบ 1. กลุ่มนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับการออกแบบเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ 2. กลุ่มผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไป 3. กลุ่มผู้ทอผ้าพื้นเมืองในแต่ละจังหวัด เป็นกลุ่มบุคลากรและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ขององค์กรที่ให้บริการอำ�นวย ความสะดวกในโครงการ

MAIN USER

4.6.การกำ�หนดรายละเอียดผู้ ใช้โครงการ

1. เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวในจังหวัด 2. เป็นกลุม่ ผูใ้ ช้ทเี่ ข้ามาเพือ่ ดำ�เนินการจัดงาน การประชุม หรือการ จัดแสดงสินค้าหัตถกรรมของภาคใต้ - ผู้ประกอบการ - ผู้เข้าชมสินค้า หรือเข้าร่วมงาน

SUB USER

ผู้ ใช้โครงการรอง (SUB USER)

ภาพที่ี 4.3 : ภาพแสดงลักษณะผู้ใช้โครงการ ที่มา : https://www.thebalancecareers.com ,2560

4-7


SUB USER : 190 4.6.1 การกำ�หนดจำ�นวนผู้ ใช้โครงการ ผู้ ใช้โครงการหลัก (MAIN USER) 1. ศึกษาจากบุคลากร อาจารย์ และผูเ้ ชีย่ วชาญในมหิทยาลัยต่างๆ รวมถึง หน่วยงานที่ส่งเสริมหัตถกรรมเกี่ยวกับภาคใต้ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ทำ�งาน ในด้านการออกแบบ จำ�นวน 25 คน / วัน ศึกษาจาก แนวโน้มจำ�นวนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาเกี่ยว กับการออกแบบฟั่นภายในจังหวัด และผู้ที่มีความสนใจ 2. กลุ่มนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่น เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ จำ�นวน 70 คน / วัน 3. กลุ่มผู้ทอผ้าพื้นเมืองในแต่ละจังหวัด จำ�นวน 15 คน / เดือน 4. จากการศึกษาและวิเคราะห์ จำ�นวนโครงสร้างบริหารองค์กรมีทั้งหมด จำ�นวน 80 คน / วัน ผู้ ใช้โครงการรอง (SUB USER) 5. ศึกษาจากจำ�นวนผูท้ เี่ ข้ามาท่องเทีย่ วในเทศบาลหาดใหญ และพิพธิ ภัณฑ์ สถานที่บริเวณใกล้เคียง จำ�นวน 100 คน / วัน 6. ศึกษาจากการจัดงานหัตถกกรม การแสดงสินค้าภาคใต้

SUB USER : 100

TOTAL : 290 คน/วัน

ภาพที่ี 4.4 : ภาพแสดงจำ�นวนผู้ใช้โครงการ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-8


4.6.2 การกำ�หนดกิจกรรมในโครงการ

ส่ ว นพั ฒ นาผ้ า ทอ พื้ น เมื อ ง ผ่ า นกระบวนการ สร้างสรรค์ จากดีไซน์เนอร์ นัก วิชาการ นักวิจัย นักศึกษาโดย นำ�เทคโนโลยีให้เข้ากับยุคสมัย เกิดเป็นผลิตภัณฑ์หลากลาย รูปแบบเป็นการพัฒนาต่อยอด เพิ่มมูลค่าสินค้า

ภาพที่ี 4.4 : ภาพแสดงกิจกรรมภายในโครงการ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2560

4-9

ส่วนส่งเสริมการเรียน รูใ้ ห้คนทีส่ นใจ นักเรียน นักท่อง เที่ยว และคนในพื้นที่ ได้เข้ามา ศึกษาข้อมูลและได้ลองปฏิบัติ จริ ง ผ่ า นกระบวนการจริ ง เพือ่ สนับสนุนให้เกิดการสืบสาน จากคนรุ่นใหม่ และตระหนักถึง ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ส่ ว นจั ด แสดง เป็ น ลักษณะนิทรรศการถาวร และ ชัว่ คราว การเล่าเรือ่ งราวอดีต ปัจจุบัน รวมถึงอนาคต การ เก็บรักษาของเก่าและแบบใหม่ท่ี เกิดขึน้ ผ่านสือ่ มัลติมเี ดีย หรือ งาน ART INSTALLATION ที่ น่าสนใจเพื่อเป็นการดึงดูดคน ภายนอกเข้ามาเยี่ยมชม

ส่ ว น ส นั บ ส นุ น โครงการ เป็นพืน้ ทีเ่ พือ่ รองรับ การจั ด งานแสดงผ้ า ทอพื้ น เมือง เช่นการจัดแสดงสินค้า การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ ส่ ว น ง า น บ ริ ก า ร อาคาร ห้องงานระบบ ส่วน ห้ อ งพั ก พนั ก งาน ส่ ว นเก็ บ ของ และส่วนควาบคุม ซ่อมแซม งานระบบต่างๆ


ภาพที่ี 4.5 : ภาพแสดงกิจกรรมเเละเวลาในการใช้โครงการ ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-10


4.6.3 การกำ�หนดรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ ใช้สอยโครงการ

องค์ประกอบ 1.1 ส่วนพัฒนาผ้าทอพื้นเมือง 1.1.1 ส่วนออกแบบเสื้อผ้า และเครื่องประดับ - ห้องออกแบบเสื้อผ้า และเครื่องประดับ - ห้องเพ้นท์สีเสื้อผ้า - ห้องย้อมผ้า - ห้องสำ�หรับซัก-รีด - ห้องเก็บอุปกรณ์และห้องเก็บของ 1.1.2 ส่วนออกแบบเคหะสิ่งทอ - ห้องสำ�หรับทำ�งานไม้ และเหล็ก - ห้องเก็บอุปกรณ์และห้องเก็บของ 1.1.3 ส่วน Co - Working Space - ห้องประชุม - ส่วนพักผ่อน และนั่งเล่น อ่านหนังสือ 1.1.4 ห้องน้ำ� รวม + ทางสัญจร 30% 1.2 ส่วนวิจัยและทดลอง 1.2.1 ส่วนทดลองวิจัยสิ่งทอ - ห้องทดลองและวิจัยสิ่งทอ - ห้องเก็บอุปกรณ์และห้องเก็บของ 1.2.2 ห้องน้ำ� รวม + ทางสัญจร 30% ตารางที่ 4.1 : แสดงพื้นที่ใช้สอย (1) ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-11

จำ�นวนผู้ ใช้

พื้นที่ต่อหน่วย (ตรม./หน่วย)

จำ�นวนหน่วย

รวม (ตรม.)

อ้างอิง

10-15 5 5 6 -

75 75 40 40 50

1 1 1 1 1

75 75 40 40 50

ข ข ข ข ค

5-10 -

120 50

1 1

120 50

ค ค

60-80 60-80 12 (ช:6 , ญ:6)

100 250 50.5

1 1 1

100 250 50.5 850 1,105

ค ค ค

8-10 4 (ช:2 , ญ:2)

210 60 30

1 1 1

210 60 30 300 390

ค ค ค


องค์ประกอบ 2. ส่วนการเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ 2.1 ส่วนสำ�หรับการเรียนรู้ - ห้องเรียนย้อมผ้า - ห้องเรียนทอผ้า - ห้องเรียนงานไม้ - ห้องสำ�หรับนั่งเรียน - ห้องเก็บอุปกรณ์และห้องเก็บของ 2.2 ส่วนค้นคว้าข้อมูล - ห้องสมุดสืบค้นข้อมูล - ห้องสมุดวัสดุ 2.3 ส่วนจัดแสดง และขายสินค้า - ส่วนจัดแสดงสินค้า 2.4 ห้องน้ำ� รวม + ทางสัญจร 30% 3. Museum & Exhibition 3.1 ส่วนพิพิธภัณฑ์ และนิทรรศการ - โถงทางเข้า และพื้นที่พักคอย - ส่วนจัดแสดงเนื้อหา และนิทรรศการ - ห้องเก็บของ 3.2 ห้องน้ำ� รวม + ทางสัญจร 30%

จำ�นวนผู้ ใช้

พื้นที่ต่อหน่วย (ตรม./หน่วย)

จำ�นวนหน่วย

รวม (ตรม.)

อ้างอิง

10-15 10-15 10 15 -

30 80 80 48 50

2 3 2 3 2

60 240 160 144 100

ค ค ค ก ค

60-80 20

100 80

1 1

100 80

ค ค

12 (ช:6 , ญ:6)

250 50.5

1 1

250 50.5 1,184.5 1,539.85

ค ค

30 30-50 12 (ช:6 , ญ:6)

50 1,104 80 50.5

1 1 1 1

50 1,000 80 50.5 1,180.5 1,534.65

ค ค ค ค

ตารางที่ 4.1 : แสดงพื้นที่ใช้สอย (2) ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-12


องค์ประกอบ 4. ส่วนสนับสนุนโครงการ 4.1 ส่วนบริหารโครงการ 4.1.1ส่วนผู้อำ�นวยการโครงการ - ห้องผู้อำ�นวยการ - ห้องรองผู้อำ�นวยการ - ส่วนเลขานุการ - ส่วนพักรับรอง - ห้องน้ำ� 4.1.2 ส่วนสำ�นักงาน - โถงต้อนรับ และส่วนพักรับรอง - ส่วนทำ�งานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ - ห้องเก็บอุปกรณ์และพัสดุ - ห้องเก็บเอกสาร - ห้องพักเจ้าหน้าที่ - ห้องน้ำ� 4.2 ส่วนพื้นที่จัดกิจกรรม - โถงพักคอย - ห้องอเนกประสงค์ - ห้องเก็บอุปกรณ์ - ห้องควบคุมแสง สี เสียง 4.3 ส่วนบริการสาธารณะ - ร้านอาหาร - ร้ากาแฟ ตารางที่ 4.1 : แสดงพื้นที่ใช้สอย (3) ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-13

จำ�นวนผู้ ใช้

พื้นที่ต่อหน่วย (ตรม./หน่วย)

จำ�นวนหน่วย

รวม (ตรม.)

อ้างอิง

1 3 4 4 4

16.5 12 27 9 3.6

1 3 1 1 4

16.5 36 27 9 15.5

ก ข ข ข ค

5-10 69 6 12 (ช:6 , ญ:6)

24 180 20 6.5 20 50.5

1 1 1 1 1 1

24 180 20 6.5 20 50.5

ข ค ค ค ค ค

50-100 100-200 3

35 400 30 30

1 1 1 1

35 400 30 30

ค ค ค ค

50-100 50

170 80

1 1

170 80

ข ข


องค์ประกอบ 4.4 ส่วนต้อนรับ - ประชาสัมพันธ์ - โถงต้อนรับ - พื้นที่สาธารณะ - รับฝากของ 4.5 ห้องน้ำ� รวม + ทางสัญจร 30% 5. ส่วนบริการโครงการ 5.1 ส่วนห้องเครื่อง - ห้องควบคุม - ห้องเครื่องไฟฟ้า - ห้องเครื่องระบบสุขาภิบาล - ห้องเครื่องระบบปรับอากาศ - ห้องเก็บของและอุปกรณ์ 5.2 ส่วนเจ้าหน้าที่โครงการ - ห้องพักพนักงาน - ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บของ 5.3 ส่วนพยาบาล - ห้องพยาบาล 5.4 ห้องน้ำ� รวม + ทางสัญจร 30%

จำ�นวนผู้ ใช้

พื้นที่ต่อหน่วย (ตรม./หน่วย)

จำ�นวนหน่วย

รวม (ตรม.)

อ้างอิง

2 100 100 -

6 80 120 8

1 1 1 1

6 80 120 8

ค ค ค ค

1,364 1,773.2

2 -

40 25 25 25 30

1 1 1 1 1

40 25 25 25 30

ค ค ค ค ค

15 15

20 30

2 1

40 30

ค ค

6 12 (ช:6 , ญ:6)

30 50.5

1 1

30 50.5 295.5 384.65

ค ค

ตารางที่ 4.1 : แสดงพื้นที่ใช้สอย (4) ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-14


4.6.4 สรุปพื้นที่ ใช้สอยโครงการ

แผนภูมิที่ 4.2 : แสดงพื้นที่ใช้สอยเป็นเปอร์เซ็น ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-15


แผนภูมิที่ 4.3 : แสดงพื้นที่ใช้สอยรวม ที่มา : ภัทรวดี พงษ์ขจร ,2561

4-16


4.7 การประมาณค่าใช้จ่ายของโครงการ งบประมาณการลงทุนของโครงการสามารถแบ่งออกเป็น ส่วนต่างๆ ดังนี้ 4.7.1 การประเมินราคาที่ดิน ราคาประเมินราชการ บริเวณที่ดินถนนติิดทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 407 (ถนนกาญจนวนิช) ราคา 55,000 บาท/ตารางวา ที่ดินทั้งหมด 2,750 ตารางวา อ้างอิง : กรมธนารักษ์ สรุปราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินรอบบัญชี ปีพ.ศ. 2559-2562

ดังนั้นราคารวมขั้นต้น = 151,250,000 บาท

4.7.2 การประเมิณค่าก่อสร้างอาคาร ค่าดำ�เนินการก่อสร้าง เป็นอาคารขนาดใหญ ราคาก่อสร้างอาคาร 20,800 บาท/ตารางเมตร อ้างอิง : มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยราคาค่าประเมิน ก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2560

- ค่าตกแต่งภายใน 15% ของราคาก่อสร้าง - ค่าภูมิสถาปัตยกรรม 15% ของราคาก่อสร้าง พื้นที่อาคาร 6,500 ตารางเมตร 4.7.2.1 ราคาก่อสร้าง 4.7.2.2 ราคางานตกแต่งภายใน 4.7.2.3 งานภูมิสถาปัตยกรรม 4.7.2.4 ค่าอุปกรณ์-คุรุภัณฑ์ 4.7.2.5 ค่าดำ�เนินการ 4.7.2.6 ค่าความคลาดเคลื่อน ค่าก่อสร้างและรายละเอียดต่างๆ

4-17

130,000,000 บาท 19,500,000 บาท 19,500,000 บาท 13,000,000 บาท 2,600,000 บาท 10,400,000 บาท 195,000,000 บาท


ภาพที่ 4.6 : ภาพแสดงการก่อสร้างอาคาร ที่มา : http://www.ontime.co.th ,2558

4-18


4.8 ระบบวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

4-19

คือ ส่วนประกอบทีร่ บั น้า หนักของอาคาร ซึง่ รวมน้�ำ หนักของอาคารแล้วถ่ายลง มายังเสาผ่านฐานรากและลงสู่ดิน ฐานรากวางบนเสาเข็ม (Piled foundation) น้�ำ หนักอาคารที่ถ่ายลงฐานรากจะ ถ่ายต่อไปยังเสาเข็ม เสาเข็มอาจต้านทานน้ำ�หนักโดยอาศัยความฝืด หรือแรงเสียดทาน (Friction) ระหว่างผิวเสาเข็มกับดินทีอ่ ยูร่ ายรอบหรือหากเสาเข็มยาวมากพอ เช่น ถูกตอก ลงไปวางบนชั้นดินที่แข็งมากหรือชั้นหิน ก็จะต้านทาน้ำ�หนักโดยอาศัยทั้งความฝืด และแรง แบกทาน (Bearing) ฐานเดี่ยว (Isolated Footing) เป็นฐานรากเพื่อใช้รับน้ำ�หนักบรรทุกของเสา หรือ ตอม่อต้นเดียวแล้วถ่ายน้�ำ หนักลงสูพ่ นื้ ดินหรือเสาเข็ม อาจเป็นรูปสีเ่ หลีย่ มจัตรุ สั สีเ่ หลีย่ ม ผืนผ้า หรือรูปอื่นก็ได้โดยความหนาของของตัวฐานราก

การเจาะลงไปใต้พนื้ ดิน และเทคอนกรีตลงไปในหลุมทีเ่ จาะขึน้ รูปเป็นเสาเข็มรูปเสา เมือ่ ปูนก่อตัวแห้ง มีหน้าที่แบกรับนํ้าหนักเป็นฐานรากของอาคารตึกรามบ้านเรือนต่างๆ ซึ่ง ขนาดและจำ�นวนแล้วแต่เงื่อนไขสภาพแวดล้อมและความต้องการของเจ้าของงาน เสาเข็มเจาะแบบแห้ง เป็นระบบเสาเข็มเจาะขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จะลึกไม่เกิน 20 เมตร (ขึ้นอยู่กับระดับชั้นของดิน) ที่สามารถรับน้ำ�หนักได้120 ตัน วิธีการเจาะก็คือ ทำ�การเจาะ ดินลงไป แล้วก็หย่อนโครงเหล็ก เทคอนกรีต ลงไปในหลุม ทเจาะเตรียมไว้ พอเมือ่ คอนกรีต แห้งก็จะได้เสาเข็ม ราคาอาจจะแพงกว่าประเภทเสาเข็มตอก แต่ทว่าจะมีข้อดีมากมาย จึงเป็น ที่นิยมของวิศวกร และผู้ควบคุมโครงการต่างๆ เช่น ลดปัญหาการเกิดมลภาวะ ซึ่งน้อย มากเมื่อเทียบกับแบบเสาเข็มตอก ไม่ว่าเป็นการเคลื่อนตัวของดิน การสั่นสะเทือนของดิน ฝุ่นละออง จึงเป็นที่นิยมใช้ ในที่ที่ชุมชน หมู่บ้านต่างๆ

ภาพที่ 4.7 : แสดงโครงสร้างฐานรากเดี่ยว (Isolated Footing) ที่มา : http://www.civildailyinfo.com/ , 2559

ภาพที่ 4.8 : แสดงขั้นตอนการตอกเสาเข็มแบบเจาะ ที่มา : https://www.swissboring.com/ , 2559


เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Column) เป็นเสาซึ่งทำ�มาจาก คอนกรีตเสริมด้วยเหล็กเสริมร่วมกันรับแรงที่เกิดขึ้น คานคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Beam) ซึ่งสักษณะของคาน คอนกรีตเสริมเหล็กโดยทัว่ ไป จะมีหน้าตัดเป็นรูปสีเ่ หลีย่ มผืนผ้า ทัง้ นีเ้ มือ่ คานได้รบั แรงกระทำ� (น้ำ�หนักบรรทุก) ก็จะก่อให้เกิดหน่วยแรงต่างๆ ขึ้นบนหน้าตัด เช่น แรงดัด แรงเฉือน และ แรงบิด ดังนั้นคานก็จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับหน่วยแรงที่เกิดขึ้นโดยการเสริมเหล็ก เพื่อมารับแรงดึง แรงเฉือน (เหล็กปลอกหรือเหล็กคอม้า) และแรงอัด เช่น ลดปัญหาการ เกิดมลภาวะ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับแบบเสาเข็มตอก

Post Tension โดยทั่วไปคือระบบพื้นคอนกรีตที่มีเหล็กเส้นที่รับแรงดึงได้มาก ๆ เสริมอยู่ภายใน และทำ�การดึงเส้นเหล็กนั้นให้ตึงเมื่อหล่อคอนกรีตเสร็จแล้ว เพื่อเพิ่มความ เข้มแข็งของพืน้ การทีม่ เี หล็กแรงดึงดูดเสริมและดึงอยูใ่ นพืน้ คอนกรีตนีเ่ อง ทำ�ให้โครงสร้าง ชนิดนีม้ หี น้าตัดทีบ่ างลง และไม่จ�ำ เป็นต้องมีคานมารัดหัวเสาเพือ่ การถ่ายน้�ำ หนัก จากพืน้ สู่ เสาด้วย ช่วยลดความสูงระหว่างชั้นได้ พื้นระบบ Post Tension คือพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรง ที่จะมีการดึงเหล็กเส้น ทีอ่ ยูใ่ นคอนกรีตภายหลังเทคอนกรีตแล้วเสร็จ เพือ่ ให้โครงสร้างสามารถรับแรงได้มากกว่า ปกติ จนทำ�ให้โครงสร้างพื้นเห็นเป็นเพียงแผ่นคอนกรีตบาง ๆ (20-28 ซม.) ไม่มีคานมา รับตามช่วงเสา พื้นระบบ Post Tension นี้ดีเพราะก่อสร้างไม่ยากนัก (ง่ายกว่าระบบมีคาน แยะ) และลดค่าใช้จ่ายในงานโครงสร้างได้พอสมควร

ภาพที่ 4.9 : แสดงโครงสร้างเสา-คาน คอนกรีตเสริมเหล็ก ที่มา : https://www.swissboring.com/ , 2560

ภาพที่ 4.10 : แสดงโครงสร้างพื้น POST-TENSION ที่มา : https://cm57jirawan.wordpress.com/ , 2558

4-20


4-21

ระบบผนัง Curtain wall เป็นระบบทีย่ ดึ หรือแขวนผืนผนังกระจกเข้ากับโครงสร้าง ของอาคารบริเวณหน้าคาน สันของแผ่นพื้น หรือสันของแผ่นพื้นไร้คาน โดยจะประกอบ กระจกเข้ากับโครงเหล็กหรืออะลูมิเนียมซึ่งมีทั้งรูปแบบที่เห็นโครงในแนวตั้ง-นอนทั้งภายใน และภายนอกอาคาร และรูปแบบที่ซ่อนโครงไว้ภายในอาคารส่วนภายนอกจะเห็นเป็นกระจก ประกอบชนกัน ระบบนีน้ ยิ มใช้กบั ผนังภายนอกอาคารสูงหรืออาคารทีม่ ผี นังกระจกสูงต่อ เนื่องหลายชั้น ซึ่งอาจมีบางส่วนเป็นเปลือกอาคารหรือเป็นผนังอาคารซ้อนกันสองชั้นที่ ติดตั้งระบบผนังโครงเบาและฉนวนกันความร้อนไว้ด้านหลัง ในกรณีที่พื้นที่ส่วนดังกล่าว ถูกออกแบบเป็นห้องที่มีผนังทึบ เช่น ห้องน้ำ� ปล่องลิฟต์ ห้องงานระบบต่างๆ เป็นต้น

การก่ออิฐ เป็นการจัดเรียงแผ่นอิฐเพื่อให้เกิดรูปทรงเป็นผนังตามที่ต้องการ โดย ใช้วัสดุประสานระหว่างอิฐ นั่นคือปูนซีเมนต์ผสม หรือปูนซีเมนต์สำ�เร็จรูป วัสดุที่นำ�มาใช้ทำ�ผนังก่ออิฐฉาบปูนก็คืออิฐมอญ ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานและใช้ เป็นฉนวนได้ดีในระดับหนึ่ง เหมาะสำ�หรับใช้ก่อผนังในบริเวณที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่นักหรือมีการ เจาะช่องประตู หน้าต่างหรือช่องแคบๆ เพราะอิฐมอญมีขนาดเล็กกว่าคอนกรีตมวลเบา จึงสามารถก่อปิดเนื้อที่ได้โดยไม่ต้องตัดอิฐให้เหลือเศษมากนัก แต่ไม่เหมาะที่จะนำ�มาทำ�เป็น ผนังรับน้ำ�หนัก (Load Bearing Wall) ซึ่งต้องแบกรับน้ำ�หนักของคานหรือพื้นอย่าง ในกรณีการทำ�ผนังอาคารขนาดใหญ่ ดังนั้นการใช้อิฐมอญมาก่อผนังจึงเหมาะกับงาน ก่อสร้างผนังทั่วๆไปที่ไม่มีปัญหาเรื่องแรงงานและเวลาที่ต้องเร่งรีบ รวมถึงความสะดวก ในการก่อสร้าง

ภาพที่ 4.11 : แสดงโครงสร้างผนังกระจก CURTAIN WALL ที่มา : http://www.scgbuildingmaterials.com/ , 2559

ภาพที่ 4.12 : แสดงการก่อผนังก่ออิฐฉาบปูน ที่มา : http://www.scgbuildingmaterials.com/ , 2559


โครงถัก (Truss) หรือโครงข้อหมุน คือโครงสร้างที่เกิดจากชิ้นส่วนหลายชิ้น ประกอบกันเป็นรูปทรงเราขาคณิต จนกลายเป็นโครงสร้างที่พาดระหว่างจุดหนึ่งไปอีกจุด หนึ่ง เช่น โครงถักหลังคาที่พาดระหว่างช่วงเสา 2 ต้น หรือโครงถักสะพานที่พาดระหว่าง 2 ฝั่งแม่น้ำ� เป็นต้น โครงถักเป็นโครงสร้างที่มีน้ำ�หนักเบา แต่สามารถรับน้ำ�หนักได้มาก และมีช่วงวางพาดได้กว้าง จึงช่วยประหยัดโครงสร้างได้มากพอสมควร รวมถึงสามารถ ออกแบบรูปทรงให้สวยงามได้หลากหลายตามต้องการ วัสดุทใี่ ช้เป็นโครงถักได้แก่ ไม้ เหล็กรูปพรรณ เหล็กชุบกัลวาไนซ์ ขึน้ อยูก่ บั ลักษณะ ของโครงสร้างที่ต้องการนำ�ไปใช้งาน เช่น หากเป็นโครงหลังคาบ้านที่มชี ่วงกว้างไม่มาก จะ ใช้โครงถักเหล็กกัลวาไนซ์ หรือโครงถักไม้

เป็นจุดเริ่มต้นของการจ่ายพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้า ดังนั้นจึงสามารถถือ ได้ว่าหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหัวใจของระบบส่งพลังงานไฟฟ้า ในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยน แรงดันจะต้องใช้หม้อแปลงไฟฟ้าเป็นเครื่องปรับค่าแรงดันให้เหมาะสมกับกรณีต่างๆ การ เลือกใช้หม้อแปลงไฟฟ้าให้ถูกต้องกับความต้องการและความจำ�เป็น รวมถึงถึงการเลือก ผู้ผลิต ผู้ติดตั้ง หม้อแปลงปิดผนึกแบบผนังเป็นลอนคลื่น (Corrugated Tank) หม้อแปลงแบบนีอ้ อกแบบให้ผนังสามารถระบายความร้อนด้วยลอนคลืน่ ขณะเดียวกัน ตัวถังสามารถยืดหยุน่ ได้เพือ่ รองรับการขยายตัวของน้�ำ มันหม้อแปลงซึง่ ในปัจจุบนั นิยมใช้ กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากราคาถูก การบำ�รุงรักษาน้อยลงและความชื้นภายนอกไม่มี โอกาสเข้าสู่ภายในหม้อแปลงได้

ภาพที่ 4.13 : แสดงโครงถัก (TRUSS) ที่มา : http://eng.sut.ac.th/ce/ , 2560

ภาพที่ 4.13 : หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ที่มา : http://sitem.co.th/language/th/ , 2560

4-22


4-23

คือ หนึ่งอุปกรณ์ในระบบการส่งจ่ายที่มีความสำ�คัญที่สุดอีกระบบหนึ่ง ที่ทำ�หน้าที่ เป็นเครือ่ งผลิตกระแสไฟฟ้าสำ�รองในกรณีทกี่ ระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าดับเพือ่ ให้หน่วยงาน ต่างๆ มีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง เครื่องกำ�เนิดไฟฟ้า ขนาดกลาง (50 kVA – 2500 kVA) เป็นชนิด ที่ติดตั้งตาม โรงงาน โรงแรม อาคารต่างๆ ขนาดจะไม่เกิน 3,000 kVA หรือ 2,500 kW ต่อตัว จะ เรียกประเภทนี้ว่า Onsite Power Generator มีจุดประสงค์หลัก เพื่อสำ�รองเมื่อไฟดับ หรือ อาจจะใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟหลัก ในสถานที่ ที่ไฟฟ้าหลัก ไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือ เพื่อ ตัด Peak เพื่อลดค่าไฟในช่วงเวลาที่ค่าไฟสูงเป็นต้น อาจรวมถึง เครื่องกำ�เนิดไฟฟ้า แบบ ที่ใช้ในเรือ (Marine type) อีกด้วย

ตู้สวิทช์บอร์ด MDB (Main Distribution Board) เป็นแผงจ่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเป็นแผงแรกที่รับไฟจากการไฟฟ้าหรือด้านแรงต่ำ� ของ หม้อแปลงจําหน่าย แล้วจ่าย กำ�ลังไฟฟ้าไปยังแผงย่อยตามส่วนต่าง ๆ ของอาคาร นิยมใช้ในอาคารขนาดกลางจนถึง ขนาดใหญ่ ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าจํานวนมาก ซึ่งที่เป็นที่รู้จักกัน อย่างแพร่หลายจะเรียกว่า ตู้ MDB หรือ สวิทช์บอร์ด และในบางประเทศก็จะเรียก Main Switchboard โดยมีหน้าที่์หลักๆอยู่ 4 ประการดังนี้ 1. แจกจ่ายกำ�ลังไฟฟ้า (Power Distribution) 2. ป้องกันระบบไฟฟ้า (Electrical Protection) 3. แสดงสถานะการทำ�งาน (Monitoring) 4. ระบบไฟฟ้าสำ�รอง (Backup Power)

ภาพที่ 4.19 : แสดงห้องเครื่องกำ�เนิดไฟฟ้า ที่มา : http://www.tngroup.co.th/media/article_detail/ , 2560

ภาพที่ 4.20 : ตู้สวิทช์บอร์ด MDB ที่มา : http://www.tngroup.co.th/media/article_detail/ , 2560


ระบบปรับอากาศแบบ VRV (Variable Refrigerant Volume) หรือ ระบบ VRF (Variable Refrigerant Flow) เป็นระบบเครื่องปรับอากาศที่นิยมใช้ในอาคารขนาดใหญ่ โดยลักษณะทั่วไปของระบบประกอบด้วย ส่วนของคอยล์ร้อน (Outdoor unit) 1 ตัว ซึ่ง สามารถติดตัง้ คอยล์เย็น (Indoor Unit) ได้หลายตัวและหลายชัน้ ของอาคาร โดยคอยล์เย็น จะแยกการทำ�งานโดยอิสระ จึงสามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ� ระบบนี้เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมการจ่ายปริมาณสารทำ�ความเย็นโดยตรงโดยติดตัว ควบคุมการจ่ายสารทำ�ความเย็นไว้ที่ตัวคอยล์เย็น (Indoor Unit) ทำ�ให้ควบคุมอุณหภูมิได้ แม่นยำ� และประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบปรับอากาศอื่นๆ

เป็นแบบทเห็นกันได้ทวั่ ไปและนิยมมากทีส่ ดุ โดยตัวแฟนคอยล์ ยุนติ นัน้ จะแยกไปติดตัง้ ภายนอกอาคารซึง่ จะแยกออกจากส่วนของตัวเครือ่ งระบายความร้อน โดยทัว่ ไปจะมีขนาด ตั้งแต่ 1-50 ตัน ถ้าเป็นขนาด 1-3 ตัน มักจะไม่มีการต่อท่อลมไปจ่ายหลายๆ จุด แต่หาก ขนาดมากกว่านั้นอาจมีการต่อท่อลม ออกจากส่วนเป่าลมเพื่อไปจ่ายในหลายจุด ทำ�ให้มี ข้อดีคอื เงียบ เพราะเครือ่ งระบายความร้อนจะโดนแยกออกไปวางไว้ทอี่ นื่ แต่จะยุง่ ยากในส่วน ของการติดตั้งมากกว่าระบบติดหน้าต่าง เพราะต้องคำ�นึงถึง การเดินท่อระหว่างเครื่องที่ แยกส่วน ท่อระบายน้ำ�จากที่เป่าลมเย็น ( Fan Coil ) ด้วย ทั้งยังมีรูปแบบให้เลือกค่อนข้าง มาก ข้อเสียคือไม่สามารถมีท่อน้ำ�ที่ยาวได้ เพราะอาจจะทำ�ให้ความเย็นน้อยลง

ภาพที่ 4.21 : แสดงงานระบบปรับอากาศแบบ VRV , VRF ที่มา : http://www.2e-building.com/ , 2560

ภาพที่ 4.22 : แสดงงานระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน ที่มา : https://th.wikipedia.org/ , 2556

4-24


4-25

ระบบจ่ายน้ำ�ลง (DOWNFEED SYSTEM) ระบบนี้ มีหลักการทำ�งานโดยการสูบน้ำ�ขึ้นไปยังถังเก็บน้ำ�ที่อยู่บนหลังคาอาคาร หรือหอคอย แล้วจ่ายน้ำ�ลงมาใช้ภายในอาคารด้วยแรงโน้มถ่วง วิธีนี้นิยมใช้กับอาคารสูง มากกว่า 3 ชั้นขึ้นไป โดยยิ่งความสูงมากเท่าไหร่น้ำ�จะยิ่งแรงมากขึ้น โดยชั้นล่างน้ำ�จะแรง ที่สุด ดังนั้นอาคารที่ใช้การจ่ายน้ำ�ระบบนี้ควรมีความสูงไม่เกิน 56 เมตร หรือประมาณ 12 ชัน้ เพือ่ ไม่ให้เกิดปัญหาแรงดันน้�ำ มากเกินไปทีบ่ ริเวณชัน้ ล่าง หากอาคารมีความสูงเกินกว่า นี้ควรใช้วาล์วช่วยลดความดันที่บริเวณท่อแยกตามชั้นต่างๆ

ถังดับเพลิงแบบมือถือ (Portable Fire Extinguisher) เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ที่ติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ในโรงงานต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 4.5 กิโลกรัม (10 ปอนด์) โดย เครื่องดับเพลิงแบบมือถือมีหลายประเภทตามชนิดของสารดับเพลิงที่บรรจุเพื่อใช้ในการ ดับเพลิงกับเชื้อเพลิงแต่ละประเภท ระบบท่อยืนและสายฉีดดับเพลิง (Stanpipe And Hose System) วาล์วสายฉีดน้ำ� ดับเพลิงและชุดสายฉีดน้ำ�ดับเพลิงจะติดตั้งภายในตู้สายฉีดน้ำ�ดับเพลิง (Fire Hose Cabinet) ระยะห่างระหว่างตูส้ ายฉีดน้�ำ ดับเพลิงต้องห่างกันไม่เกิน 64 เมตร วัดตามแนวทางเดิน ระบบหัวกระจายน้ำ�ดับเพลิงอัตโนมัติ (Automatic Sprinkler Systems) สามารถ ควบคุมเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นได้ทันทีขณะที่เพลิงยังมีขนาดเล็ก ทำ�ให้เพลิงไหม้หยุดการขยาย ตัวลุกลาม การเกิดควันไฟก็น้อยลงและเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่จำ�กัด

ภาพที่ 4.23 : แสดงงานระบบประปาแบบจ่ายน้ำ�ลง DOWNFEED SYSTEM ที่มา : http://www.2e-building.com/ , 2557

ภาพที่ 4.24 : แสดงงานระบบอัคคีภัยแบบหัวกระจายน้ำ�ดับเพลิงอัติโนมัติ ที่มา : http://www.tngroup.co.th/media/article_detail/ , 2560


ลิฟท์โดยสารแบบไม่มีห้องเครื่อง Roomless elevator ลิฟท์ไม่มีห้องเครื่อง ซึ่ง ลิฟท์ชนิดนี้ จะใช้เกียร์ชนิดพิเศษ ทีอ่ อกแบบมาให้ บางและเล็กกว่า ปกติ เพือ่ ให้วางในตำ�แหน่ งไหนๆ ก็ได้ ที่เหมาะสม และรองรับกับตัวอาคารลิฟท์โดยสารแบบนี้ ได้รับการออกแบบมา เพื่อแก้ปัญหา หลายๆ ประการ ที่เป็นข้อจำ�กัดเดิมๆ ตัวอย่างเช่น อาคารสมัยโบราณ ที่ ต้องการอนุรกั ษ์ไว้เป็นโบราณสถาน ไม่ตอ้ งการให้เกิดความเสียหายใดๆ แต่ตอ้ งการติดตัง้ ลิฟท์ จำ�นวนความต้องการใช้ลิฟต์ในอาคาร - ลิฟต์โดยสาร (Passenger Lift) ใช้ 250-300 คน/เครื่อง

เครื่องลดความชื้นแบบดูดซับ (Desiccant dehumidifier)หลักการทำ�งานของ เครื่องลดความชื้น ตัวเครื่องจะประกอบด้วย Rotor ที่เคลือบด้วยสารดูดความชื้น ซึ่งเป็น หัวใจหลักในการดูดซับความชืน้ ออกจากอากาศ หลังจากดูดความชืน้ Rotor ส่วนนัน้ จะหมุน ผ่านส่วนไล่ความชืน้ เพือ่ ให้มปี ระสิทธิภาพในการดูดซับความชืน้ อย่างต่อเนือ่ ง ซึง่ เป็นวิธใี น การควบคุมความชื้นที่ประหยัดพลังงานและดูแลรักษาง่าย สถานที่ที่นิยมใช้ เครื่องลดความชื้นแบบดูดซับ Desiccant dehumidifier ได้แก่ ห้องปิดที่มีระดับอุณหภูมิภายในห้องไม่เกิน 25°C เช่น ห้องผลิต ห้องสมุด ห้องเก็บ วัสดุ ห้องพ่นสี เป็นต้น โดยต้องการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้น้อยกว่า 70%RH โดยที่ ไม่มขี อ้ จำ�กัดของห้องขนาดใหญ่ และสามารถออกแบบระบบรวมเป็นระบบปรับอากาศและลด ความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพที่ 4.25 : ลิฟต์โดยสารแบบไม่มีห้องเครื่อง ที่มา : http://www.mybizelevator.com/ , 2560

ภาพที่ 4.26 : เครื่องลดความชื้นแบบดูดซับ (Desiccant dehumidifier) ที่มา : http://www.modernkool.com/ , 2556

4-26


บรรณานุกรมภาษาไทย

BIBLIOGRPHY บรรณานุกรม

11 : ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง. ผ้าทอภาคใต้. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2558. 1.2 : อุบลศรี อรรถพันธุ์. ผ้าทอพื้นเมืองภาคใต้. สงขลา: โรงพิมพ์ สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ์, 2554. 1.3 : สมพงษ์ ทิมแจ่มใส. ผ้าทอพื้นเมืองในภาคใต้้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โครงการ, 2543. 1.4 : วิถี พานิชพันธ์. ผ้าและสิ่งถักทอไท. เชียงใหม่: โรงพิมพ์ซิลค์เวอร์ม, 2547. 1.5 : วิสุตา สาณะเสน. วัฒนธรรมการใช้ผ้าในวิถีชีวิตแบบไทย. เชียงใหม่: โรงพิมพ์ พิพิธภัณฑ์บ้านคำ�อูน, 2545. 1.6 :น้ำ�ฝน ไล่สัตรูไกล.ผ้าและงานพิมพ์ผ้าสำ�หรับแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย. กรุงเทพฯ โรงพิมพมหาวิทยาลัยศิลปากร 2559.

วิยานิพนธ์ 2.1 : นพพล เจริญสุข, ผ้าทอภาคใต้ : ความหมายพลวัตของผ้าทอในมิติของเจ้า ของวัฒนธรรม.วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคม์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, 2544. 2.2 : กิตติคุณวัฒนะ จูฑะวฒนะ, ผ้าทอกับวิถีชีวิตคนไทย .วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์ มหาบัณฑิตสาขาศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, 2555. 2.3 : กฤตพร ชู้เส้ง, การพัฒนาหัตถกรรมผ้าไทยในชนบท..วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์ มหาบัณฑิตสาขาศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงพระนคร , 2548.

สืบค้นออนไลน์ 3.1 : ผ้าไทยภาคใต้ 2561. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://thaiunique.wordpress.com/ (26 กุมภาพันธ์ 2544). 3.2 : สุดยอดผ้าเมืองไทย - ภาคใต้ ประเภทผ้าไหม้ 2561. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.openbase.in.th/node/5697 (22 สิงหาคม 2551). 3.3 : งานบำ�รุงทำ�นุศลิ ปวัฒนธรรม 2561. [ระบบออนไลน์]. แหล่งทีม่ า http://www. science.mju.ac.th/ART/Nstory10.htm (2 กันยายน 2550). 3.4 : ศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองของไทยในปัจจุบัน 2561. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://kanchanapisek.or.th/ (26 กุมภาพันธ์ 2544). 3.4 : การเพิม่ ศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวทางเศรษฐกิจดิจติ ลั กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนผ้าทอพื้นบ้านภาคใต้ 2561. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http:// www.thaiwoven.com (6 กุมภาพันธ์ 2560).


The Textile Development And Learning Center Of Southern Thailand_ARCHTHESIS 2018  
The Textile Development And Learning Center Of Southern Thailand_ARCHTHESIS 2018  
Advertisement