Page 1

ปที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2554 วารสารพยาบาลศิรริ าช

ผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผนตอระดับความวิตกกังวลใน ผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล กุลวรา คุปรัตน พย.บ., บธ.ม. (การบริหารทรัพยากรมนุษยและองคการ) นัทฐา โพธิโยธิน พย.บ. พยาบาลวิชาชีพ งานการพยาบาลผาตัด ฝายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บทคัดยอ : การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบระดับความวิตกกังวลของผูดูแลเด็กที่ไดรับการเยี่ยมกอน ผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผน กับผูดูแลเด็กที่ไดรับการพยาบาลตามปกติ โดยใชทฤษฎีความเครียดของลาซารัส เปน แนวทางในการศึกษา และเปนการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุมวัดผลครั้งเดียว (Two groups post test design) กลุม ตัวอยางคือ กลุมผูดูแลเด็ก (ชวงอายุ 1 เดือนถึง 14 ป) มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาลของหนวยผาตัดระบบ ปสสาวะ จํานวน 64 คน โดยใหกลุมตัวอยางทั้งสองกลุมมีลักษณะใกลเคียงกันมากที่สุด เลือกกลุมตัวอยางดวยการสุม แบงกลุมแบบ Block randomization กลุมทดลองไดรับการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทโดยพยาบาลหองผาตัด เปนการให ขอมูลเกี่ยวกับการเตรียมความพรอมกอนผาตัด ขั้นตอนในการมารับบริการผาตัด และการปฏิบัติตัวหลังการผาตัด รวมทั้ง การตอบขอซักถามตางๆ จากผูดูแลเด็ก สว นกลุมควบคุมไดรับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมขอมูลโดยใช แบบสอบถามวัดความวิตกกังวลขณะเผชิญ STAI From Y-I (State Trait Anxiety Inventory) มีคาความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์ แอลฟาคอนบราค เทากับ 0.94 วิเคราะหขอมูลดวยสถิติ Independent T – test ผลการวิจัยพบวา กลุมทดลองซึ่งเปนกลุมของผูดูแลเด็กที่ไดรับการเยี่ยมทางโทรศัพทโดยพยาบาลหองผาตัด มี คะแนนความวิตกกังวลแตกตางจากกลุมควบคุมซึ่งไดรับการพยาบาลตามปกติอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ เมื่อพิจารณาคาเฉลี่ยพบวากลุมทดลองมีความวิตกกังวลนอยกวากลุมควบคุม จากผลการวิจัยครั้งนี้แสดงใหเห็นวาการเยี่ยมทางโทรศัพทกอนผาตัดอยางมีแบบแผนชวยลดความวิตกกังวลในผูดูแล เด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาลได คําสําคัญ : ระยะกอนผาตัด ความวิตกกังวล การเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพท ผูดูแลของเด็กที่รับการผาตัด

ผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผนตอระดับความวิตกกังวลในผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล

1


2

Vol. 3 No.2 January - June 2011 Siriraj Nursing Journal

The Effect of Pre-operative Visiting by Telephone on Anxiety in Caregivers of Pediatrics’ Outpatient Surgery Kulwara Khupparat, B.N.S., M.B.A. (Human Resource Management) Natta Potiyothin, B.N.S. Registered Nurse, Perioperative Nursing Division, Nursing Department, Siriraj Hospital. Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University. Abstract: The purpose of the quasi – experimental research, two groups post test design, was to determine the effect of pre-operative visiting by telephone on the anxiety level in caregivers of pediatrics’ outpatient surgery. Lazarus’s stress theory was used to guide the study. The study was based on the protection of human rights and the participants had signed the consent form before the data collection procedure. Subjects were consisted of 64 caregivers whose one-month to fourteen-year-old pediatrics outpatient surgery at urology department from January 2009 to June 2010. The subjects were divided into control and experimental groups by block four size randomization technique, with 32 caregivers in each group. Subject in both groups were matched similarity in characteristics data. The control group received only the conventional nursing care, whereas the experimental group received the preoperative visiting by telephone at one day prior pediatrics’ surgery with conventional nursing care about preoperative preparation, perioperative and postoperative care. The STAI from Y-I were used to measure the state anxieties of caregivers. The measurement was taken on the day of the pediatric surgery. Reliability of the questionnaires for measure state anxiety was 0.94. The data were analyzed with the SPSS program in terms of descriptive statistics and analysis of t-test. The results showed that the anxiety mean score in the experimental group after receiving the preoperative visiting by telephone and conventional nursing care, was statistically significantly lower than that of the control group, who received only the conventional nursing care (p<.01). This finding revealed that the preoperative visiting by telephone could be confirmed to reduce anxiety in caregivers of pediatrics’ outpatient surgery. Keywords: Perioperative phase, Anxiety, Perioperative visiting by telephone, Caregivers of pediatrics’ out patient surgery

กุลวรา คุปรัตน และนัทฐา โพธิโยธิน


ปที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2554 วารสารพยาบาลศิรริ าช

ความเปนมาและความสําคัญของปญหา โรงพยาบาลศิริราชไดตอบรับนโยบายทางสุขภาพที่ เกี่ยวของกับเศรษฐกิจและสังคม ในการลดคาใชจายและลด จํานวนการครองเตียงในโรงพยาบาลของผูปวยศัลยกรรม โดยมี ก ารเตรี ย มผ า ตั ด ล ว งหน า ได แ ก การตรวจทาง หองปฏิบัติการและการงดน้ํางดอาหารคืนกอนผาตัดที่บาน มาโรงพยาบาลในวั น ที่ ทํ า ผ า ตั ด มี ก ารทํ า ความสะอาด ผิวหนังที่หองผาตัดและมีการดูแลผูปวยที่หองพักฟน เมื่อ ผูปวยมีอาการปลอดภัยจึงใหกลับบานในวันเดียวกันโดยไม ตองพักคางในโรงพยาบาล1 ดังนั้นเพื่อใหสอดคลองกับ นโยบายของโรงพยาบาลหน ว ยผ า ตั ด ระบบป ส สาวะซึ่ ง ให บ ริ ก ารผ า ตั ด ในรายที่ มี ค วามผิ ด ปกติ เ กี่ ย วกั บ ระบบ ปสสาวะทั้งในเด็กและผูใหญ โดยมีผูปวยเด็กที่มารับบริการ อยูในชวงอายุระหวาง 1 เดือน ถึง 14 ป ประมาณ 60 คนตอ ป (ขอมูลจากรายงานสถิติประจําป พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2551 ของหนวยผาตัดระบบปสสาวะ) ทางหนวยงานจึงไดมีการ ผาตัดแบบผูปวยนอกในรายที่เปนผูปวยเด็กซึ่งรับการผาตัด ที่มีขนาดเล็ก ผูดูแลซึ่งเปนผูที่อยูใกลชิดกับเด็ก ไดแก บิดา มารดา หรือญาติสายตรง จึงมีบทบาทสําคัญในการเตรียม ความพรอมกอนผาตัด และดูแลเด็กหลังผาตัดเมื่อกลับไปอยู ที่บาน เมื่อเด็กตองมารับการผาตัดที่โรงพยาบาล ถึงแมวา จะเปนหัตถการที่มีขนาดเล็ก สงผลใหผูที่ดูแลเด็กเกิดความ วิตกกังวล2 โดยเฉพาะอยางยิ่งในรายที่เด็กมีอายุต่ํากวา 1 ป และไมเคยมีประวัติการผาตัดมากอน ยิ่งทําใหผูที่ดูแลเด็ก มีระดับความวิตกกังวลมากขึ้น3 ความวิตกกังวลถือไดวา เปนประสบการณทางอารมณที่พบอยูเสมอในชีวิต คนเรา มักจะคุนเคยกับภาวะอารมณนี้ ซึ่งเปนภาวะอารมณที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากสถานการณของความคับของใจ ความขัดแยง หรื อ ภาวะเครี ยดที่คุก คามตอความมั่ นคงทางรางกายและ จิ ต ใจ จึ ง มี ผ ลทํ า ให เ กิ ด ความรู สึ ก ที่ ไ ม เ ป น สุ ข เช น รู สึ ก หวาดหวั่ น หวาดกลั ว ไม ส บายใจ เป น ทุ ก ข เป น ต น4 นอกจากนั้ น แล ว ความวิ ต กกั ง วลยั ง เกิ ด จากความไม รู เกี่ยวกับสถานการณที่กําลังจะเกิดขึ้น รวมทั้งรูสึกถึงความไม แนนอนของสถานการณนั้นๆ5 ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นนั้น ถาไมสามารถทําใหระดับความวิตกกังวลลดลงได จะทําให

ระดั บ ความวิ ต กกั ง วลเพิ่ ม มากขึ้ น ซึ่ ง จะนํ า ไปสู ค วาม ผิดปกติทางอารมณและสงผลกระทบกับบุคคลที่อยูรอบขาง6 จะเห็นไดวาความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นสงผลทําใหผูที่ ดูแลเด็กขาดความมั่นใจในการเตรียมความพรอมกอนผาตัด และการดู แ ลหลั ง ผ า ตั ด นอกจากนั้ น แล ว ยั ง ส ง ผลกระทบ โดยตรงกับเด็ก ทําใหเด็กเกิดความวิตกกังวลตามมาดวย7 ความวิ ต กกั ง วลที่ เ กิ ด ขึ้ น มี ผ ลทํ า ให เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลง ทางดานสรีรวิทยา เนื่องจากมีการหลั่งสารแคทิโคลามีนและ ฮอรโมนคอติโคสเตียรอยดเขาสูกระแสเลือดมากขึ้น มีผลทํา ให หั ว ใจเต น เร็ ว ขึ้ น หายใจเร็ ว และระบบภู มิ คุ ม กั น ของ รางกายเสียหนาที่ได จากสาเหตุดังกลาวอาจทําใหผูปวยเด็ก เกิดภาวะติดเชื้อหลังผาตัดไดงาย เนื่องจากภูมิตานทานของ รางกายทําหนาที่ไมสมบูรณ ทําใหตองเสียคาใชจายในการ รัก ษามากขึ้น8 ดั งนั้ น การช ว ยลดระดั บความวิต กกั งวล กอนผาตัดในผูที่ดูแลเด็ก ทําใหเด็กมีระดับความวิตกกังวล ลดลง9 สงผลใหการเกิดภาวะแทรกซอนหลังผาตัดนอยลง ดวย ในปจจุบันพยาบาลหองผาตัดมีการเปลี่ยนแปลงและ ขยายบทบาทไปสูการปฏิบัติที่เนนผูปวยเปนศูนยกลางมาก ขึ้น จากเดิ มทํา หนา ที่เปนเพียงพยาบาลสง เครื่องมือ และ พยาบาลผูชวยเหลือในทีม ผา ตัด โดยที่ไมไ ดเนนการดูแ ล ผูปวยตามปญหาและความตองการของผูปวยอยางแทจริง10 ดังนั้นการเยี่ยมผูปวยกอนผาตัดจึงเปนการพัฒนาคุณภาพ ในรูปแบบเชิงรุกของพยาบาลหองผาตัด นอกเหนือจากการ ปฏิบัติการพยาบาลที่อยูในหองผาตัดเพียงอยางเดียว โดย พยาบาลมี ก ารให คํ า ปรึ ก ษา และคํ า แนะนํ า เกี่ ย วกั บ การ ปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมความพรอมในการผาตัดทั้งดานรางกาย และจิ ต ใจ รวมทั้ ง เป น การตอบรั บ กั บ นโยบายในการลด คาใชจายของโรงพยาบาล ที่มีการใหบริการผูปวยที่มารับ การผาตัด โดยไมตองพักคางในโรงพยาบาล ซึ่งเปนการชวย ลดคาใชจายในการผาตัดใหนอยที่สุด11 การเยี่ ย มทางโทรศั พ ท ใ นผู ดู แ ลเด็ ก จึ ง เป น อี ก แนวทางหนึ่งของพยาบาลหองผาตัดในการใหขอมูลเกี่ยวกับ การเตรียมความพรอมกอนผาตัด ขณะผาตัด และการดูแล หลังผาตัด ผูดูแลเด็กมีโอกาสซักถามปญหาและขอของใจ ตางๆ นอกจากนั้นยังไดรับรับคําแนะนําที่เปนประโยชน ทํา

ผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผนตอระดับความวิตกกังวลในผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล

3


4

Vol. 3 No.2 January - June 2011 Siriraj Nursing Journal

ใหเกิดความมั่นใจและคลายความวิตกกังวลลงได นอกจาก นั้น การสนทนาทางโทรศัพท ยังทําใหพยาบาลสามารถชวย แกไขปญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผูปวยกอนวันผาตัดได เชนการ นัดวันผาตัดครั้งใหมใหกับเด็กที่ไมสามารถมารับการผาตัด ได โดยที่ ผู ดู แ ลเด็ ก ไม ต อ งเสี ย เวลามานั ด ครั้ ง ใหม ที่ โรงพยาบาลเอง เปนการลดคาใชจาย สรางความประทับใจ ทําใหผูดูแลและเด็กเกิดความพึงพอใจ ซึ่งถือไดวาเปนการ ใหบริการที่เกินความคาดหมาย ดังนั้นผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงแนวทางใน การพยาบาลเพื่อลดความวิตกกังวลของผูดูแลเด็กที่ตองรับ การผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล ซึ่งวิธีการเยี่ยมทาง โทรศัพทนาจะมีผลทําใหความวิตกกังวลของผูดูแลเด็กลดลง เพื่ อ ที่ จ ะได นํ า ผลของการเยี่ ย มมาปรั บ ปรุ ง คุ ณ ภาพการ พยาบาลหองผาตัดที่เนนทั้งทางดานรางกายและจิตใจ อีกทั้ง ยั ง เป น การกระตุ น ให พ ยาบาลห อ งผ า ตั ด ตระหนั ก ถึ ง ค ว า ม สํ า คั ญ ข อ ง ก า ร เ ยี่ ย ม ก อ น ผ า ตั ด ผู วิ จั ย จึ ง ไ ด ทําการศึกษาถึงผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทของ พยาบาลหองผาตัด วาจะมีผลในการชวยลดความวิตกกังวล ในผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดหรือไม วัตถุประสงคของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบระดับความวิตกกังวลของผูดูแลเด็ก ที่ไดรับการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผน กับผูดูแลเด็กที่ไดรับการพยาบาลตามปกติ สมมุติฐานของการวิจัย ผูดูแลเด็กที่ไดรับการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพท อยางมีแบบแผนมีระดับความวิตกกังวลนอยกวาผูดูแลเด็กที่ ไดรับการพยาบาลตามปกติ คําจํากัดความ 1. ระยะกอนผาตัด หมายถึง ระยะที่ผูปวยอยูที่บาน จนถึงเวลาที่ผปู วยมารอผาตัดที่หองผาตัด 2. ความวิตกกังวล หมายถึง ปฏิกิริยาตอบสนองที่ เกิ ด ภายในร า งกายและจิ ต ใจต อ เหตุ ก ารณ ห รื อ สิ่ ง ที่ ไ ม ไ ด คาดการณ ม าก อ น หรื อ เป น เหตุ ก ารณ ที่ ไ ม แ น น อนที่ ไ ม

สามารถควบคุ ม ได ส ง ผลทํ า ให เ กิ ด ความรู สึ ก ไม มั่ น คง ปลอดภั ย หวาดกลัว หงุด หงิด กระสับ กระสา ย อึดอัด ไม สบายใจ ลักษณะอาการที่แสดงออกเหลานี้ขึ้นอยูกับความ รุ น แรงของความวิ ต กกั ง วลที่ เ กิ ด ขึ้ น ซึ่ ง เป น ความรู สึ ก ที่ สามารถประเมินได 3. การเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพท หมายถึง การ เยี่ยมผูดูแลเด็กกอนผาตัดโดยพยาบาลหองผาตัดผานทาง โทรศัพท กอนวันผาตัด 1 วัน ดวยการใหขอมูลเกี่ยวกับการ เตรียมความพรอมกอนผาตัด ขั้นตอนการรับบริการผาตัด และการดูแลหลังผาตัด ซึ่งผูดูแลเด็กมีโอกาสซักถามปญหา และขอของใจตางๆ ในระหวางที่ทาํ การสนทนาทางโทรศัพท 4. ผู ดู แ ลของเด็ ก ที่ รั บ การผ า ตั ด หมายถึ ง บิ ด า มารดา ญาติสายตรง หรือผูที่ทําหนาที่ดูแลและอยูใกลชิดกับ เด็ก วิธีการดําเนินการวิจัย เปนการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) แบบสองกลุมวัดผลครั้งเดียว (Two groups post test design) ประชากรที่ศึกษา ผูดูแลของเด็ก ที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางใน โรงพยาบาล ของหนวยผาตัดระบบปสสาวะ โรงพยาบาล ศิริราช ซึ่งเด็กมีอายุระหวาง 1 เดือนถึง 14 ป ในชวงเดือน มกราคม 2552 ถึงเดือนมิถุนายน 2553 การคํานวณขนาดของกลุมตัวอยาง ใชโปรแกรม nQuery Advisor ดวยการกําหนดให 1) คาความคลาดเคลื่อน (α) = 0.05 2) คาความแตกตางของคาเฉลี่ย ไดจากผลตางของ คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวล หลังการทดลองระหวางกลุม ทดลอง และกลุมควบคุม ในงานวิจัยของ ศิริพร สังขมาลย12 พ.ศ. 2545 ศึกษาในกลุมตัวอยางที่เปนผูดูแลของเด็กอายุ 1 เดือนถึง 6 เดือนที่กําลังไดรับการผาตัดหัวใจแบบเปด ที่ สถาบันสุขภาพแหงชาติมหาราชินี จํานวน 40 คน ซึ่งเปน กลุม ตัว อยา งที่ มีลัก ษณะคล า ยคลึ ง กับ ที่ผูวิ จัย กํา ลั งศึ ก ษา โดยใชแบบประเมินความวิตกกังวลของสปลเบอรเจอรและ คณะ ได ค า ความแตกต า งของค า เฉลี่ ย คะแนนความวิ ต ก

กุลวรา คุปรัตน และนัทฐา โพธิโยธิน


ปที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2554 วารสารพยาบาลศิรริ าช

กังวลเทากับ 7.40 และคาความแปรปรวน (σ) มีคาเทากับ 11.67 3) คา Power = 80 % ไดขนาดของกลุมตัวอยางจํานวน 32 คน ดังนั้นผูวิจัย จึงกําหนดใหใชกลุมตัวอยางในการวิจัยครั้งนี้เปนกลุมละ 32 คน ซึ่ ง ในการสุ ม ตั ว อย า งใช ก ารสุ ม แบ ง กลุ ม แบบ Block randomization โดยมี Block size 4 กลาวคือ ทุกๆ ผูแลเด็ก ที่มารับการผาตัด 4 คน จะมี 2 คน อยูในกลุมทดลองและ 2 คน อยูในกลุมควบคุม เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใชในการทดลอง เปนคูมือการเยี่ยม กอนผาตัดทางโทรศัพท ในผูดูแลเด็กที่รับการผาตัดแบบไม พักคางในโรงพยาบาล ประกอบดวยการสรางสัมพันธภาพ การให ข อ มู ล เกี่ ย วกั บ การเตรี ย มความพร อ มก อ นผ า ตั ด ขั้นตอนในการมารับบริการผาตัด และการดูแลหลังผาตัด 2. เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ ใ ช ใ น ก า ร เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข อ มู ล ประกอบดวย 2 สวน สวนที่ 1 เปนแบบบันทึกขอมูลทั่วไปของผูดูแลเด็ก ที่มารับการผาตัด ไดแก อายุ เพศ ความสัมพันธกับผูปวย สถานภาพสมรส ระดับการศึก ษา อาชีพ รายไดข อง ครอบครัว ความพอเพียงของรายได จํานวนบุตรที่มี เพศ ของเด็ก อายุของเด็ก และลําดับของบุตร สวนที่ 2 เปนแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ STAI Form Y-I (State Trait Anxiety Inventory) ซึ่งพัฒนา ขึ้นโดยสปลเบอรเจอรและคณะ ในป 1983 ไดรับการแปล และเรียบเรียงเปนภาษาไทย โดย ร.ศ.ด.ร.ธาตรี นนทศักดิ์ และสมโภชน เอี่ย มสุภาษิ ต เป น ผูป รั บ ความชัดเจนทั้งใน ดานภาษาและความหมายทางจิตวิทยา ในป 1992 ซึ่งเปน แบบวัดที่มีวัตถุประสงคเพื่อที่จะประเมินความวิตกกังวลตอ สถานการณที่เกิดขึ้นในขณะนั้น มีจํานวน 20 ขอ คุณภาพของเครื่องมือ 1. คูมือการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพท ผูวิจัยได ทําการตรวจสอบความเที่ยงตรงดานเนื้อหาของคูมือที่ใชใน การเยี่ยมทางโทรศัพท ดวยการนํามาใหผูทรงคุณวุฒิจํานวน

3 ทาน ประกอบดวย ศัลยแพทยประจําภาควิชาศัลยศาสตร คณะแพทยศาสตร ศิ ริ ร าชพยาบาล โรงพยาบาลศิ ริ ร าช อาจารย ป ระจํ า ภาควิ ช าการพยาบาลศั ล ยศาสตร คณะ พยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล และพยาบาลชํานาญ การ หน ว ยผ า ตั ด ระบบป ส สาวะ งานการพยาบาลผ า ตั ด ตรวจสอบความถูกตอง ตลอดจนความชัดเจนของเนื้อ หา จากนั้ น จึ ง นํ า มา แก ไ ขปรับ ปรุ งให มีค วามเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพกอนไปใชกับกลุมตัวอยาง 2. แบบประเมิ น ความวิ ต กกั ง วลขณะเผชิ ญ STAI From Y-I (State Trait Anxiety Inventory) ผูวิจัยหาคาความ เชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) ไดคาความเชื่อมั่น สัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค 0.95 ดังนั้นความเที่ยงตรงและ ค า ความเชื่ อ มั่ น ของแบบวั ด ระดั บ ความวิ ต กกั ง วล STAI Form Y-I สามารถนํามาใชในการวัดระดับความวิตกกังวล ของกลุมตัวอยางที่ผูวิจัยศึกษาไดเปนอยางดี การเก็บรวบรวมขอมูล ห ลั ง จ า ก ไ ด รั บ ก า ร อ นุ มั ติ ก า ร ทํ า วิ จั ย จ า ก คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนแลว ผูวิจัยทําหนังสือ ขออนุญาต เพื่อเก็บรวบรวมขอมูล และไดดําเนินการตาม ขั้นตอนดังตอไปนี้ 1. ผูวิจัยตรวจดูตารางการผาตัดลวงหนา 1 วัน เพื่อ ค น หาข อ มู ล การผ า ตั ด ที่ เ ป น ผู ป ว ยเด็ ก แบบไม พั ก ค า งใน โรงพยาบาล พรอมทั้งคนหาเบอรโทรศัพทที่ติดตอไดของ ผูดู แ ลเด็ ก ที่ ม ารั บ การผ า ตั ด จากระบบการสื บ คน ข อ มู ล ใน คอมพิ ว เตอร ข องโรงพยาบาล เพื่ อ โทรศั พท ไ ปเยี่ย มก อ น ผาตัด 1 วัน จะทําในกลุมทดลองเทานั้น 2. ในวันที่ผูดูแลพาเด็กมารับการผาตัด ผูวิจัยชี้แจง เรื่องการพิทักษสิทธิอยางเปนลายลักษณอักษรในหนาแรก ของแบบสอบถามการวิจัย โดยบอกวัตถุประสงคในการตอบ แบบสอบถาม ให ค วามกระจ า งเกี่ ย วกั บ แบบสอบถาม อธิ บ ายประโยชน เ กี่ ย วกั บ การเข า ร ว มการวิ จั ย ให กั บ กลุ ม ตัวอยางไดรับทราบ และดําเนินการเก็บขอมูลเฉพาะในกลุม ตัวอยางที่ยินยอมเขารวมโครงการเทานั้น ซึ่งกลุมตัวอยาง สามารถหยุดหรือปฏิเสธการเขารวมวิจัยไดทุกเวลาซึ่งการ ปฏิเสธนี้จะไมมีผลกระทบใดๆ ตอกลุมตัวอยาง

ผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผนตอระดับความวิตกกังวลในผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล

5


6

Vol. 3 No.2 January - June 2011 Siriraj Nursing Journal

3. ผูรวมวิจัยตอบแบบสอบถาม เพียงครั้งเดียวใช เวลาในการตอบประมาณ 15 นาที โดยผูรวมวิจัยสามารถ ตอบแบบสอบถามที่ใดก็ได 4. การเก็บรวบรวมแบบสอบถามกลับคืน เพื่อเปน การพิทักษสิทธิในการตอบแบบสอบถามของกลุมตัวอยาง และเพื่อใหไดขอมูลที่ตรงกับความเปนจริงมากที่สุด ผูวิจัยได นําแบบสอบถามใสซองเปลาใหผูตอบแบบสอบถามใสซอง ภายหลังทําแบบสอบถามเสร็จและปดผนึกซองดวยตนเอง แลวใสในกลองรับแบบสอบถามที่ผูวิจัยจัดเตรียมไวที่หองพัก รอดูอาการกอนผาตัด สยามินทรชั้น 5 การวิเคราะหขอมูล ในการวิ เ คราะห ข อ มู ล และค า ทางสถิ ติ เพื่ อ ความ ถู ก ต อ งและเชื่ อ ถื อ ได ตลอดจนเพื่ อ ความรวดเร็ ว ในการ คํ า นวณ ผู วิ จั ย ได ทํ า การประมวลผลข อ มู ล ด ว ยเครื่ อ ง คอมพิวเตอร โดยใชโปรแกรมสําเร็จรูปสําหรับการวิจัยทาง สังคมศาสตร คือโปรแกรม SPSS PC (Statistical Package for the Social Science) ในการวิ จั ย ครั้ ง นี้ ใ ช ส ถิ ติ ใ นการวิ เ คราะห ข อ มู ล 2 ประเภท คือ 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) โดย การนําขอมูลมาหาคาสถิติพื้นฐาน ไดแก การแจกแจงความถี่ (Frequency) คารอยละ (Percent) คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบน มาตรฐานเพื่อวิเคราะหขอมูลที่เปนองคประกอบสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ความสัมพันธกับผูปวย สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาสูงสุด อาชีพ รายไดของครอบครัว ความ พอเพียงของรายได อายุของเด็ก เพศของเด็ก และลําดับที่ ของบุตร 2. สถิติ Independent T-test เพื่อเปรียบเทียบ คะแนนความวิตกกังวล ของผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบ ไมพักคางในโรงพยาบาล ระหวางกลุมทดลองที่ไดรับการ เยี่ยมทางโทรศัพทโดยพยาบาลหองผาตัด กับกลุมควบคุมที่ ไดรับการพยาบาลตามปกติ

ผลการวิจัย 1. ขอมูลสวนบุคคลของกลุมตัวอยาง พบวาในกลุม ควบคุม สวนใหญมีอายุอยูในชวง 30-39 ป คิดเปนรอยละ 43.75 เปนเพศหญิง รอยละ 81.25 ซึ่งสวนใหญเปนมารดา ของผูปวย คิดเปนรอยละ 81.25 สถานภาพสมรสเปนแบบคู คิดเปนรอยละ 90.63 ระดับการศึกษาสวนใหญอยูในระดับที่ ต่ํากวาปริญญาตรี คิดเปนรอยละ 81.25 มีอาชีพเปนแมบาน หรือพอบานมากที่สุด คิดเปนรอยละ 25 รายไดอยูในชวง นอยกวา 10,000 บาท คิดเปนรอยละ 46.88 ซึ่งรายไดของ กลุ ม ควบคุ ม มี พ อใช กั บ ความต อ งการ ซึ่ ง คิ ด เป น ร อ ยละ 59.38 สวนใหญในครอบครัวมีบุตรจํานวน 1-2 คน คิดเปน รอยละ 40.63 ผูปวยเด็กสวนใหญเปนเพศชาย คิดเปน รอยละ 78.13 อายุมากกวา 6 ปขึ้นไป คิดเปนรอยละ 40.63 และสวนใหญเปนบุตรคนแรก คิดเปนรอยละ 53.13 ในกลุม ทดลอง สวนใหญมีอายุอยูในชวง 30-39 ป คิดเปนรอยละ 59.38 เปนเพศหญิง รอยละ 84.38 ซึ่งสวนใหญเปนมารดา ของผูปวย คิดเปนรอยละ 78.13 สถานภาพสมรสเปนแบบคู คิดเปนรอยละ 81.15 ระดับการศึกษาสวนใหญอยูในระดับที่ ต่ํากวาปริญญาตรี คิดเปนรอยละ 53.13 มีอาชีพรับจางทั่วไป มากที่สุด คิดเปนรอยละ 34.38 รายไดอยูในชวง 10,00120,000 บาท คิดเปนรอยละ 43.75 ซึ่งรายไดของกลุม ทดลองมีพ อใช กั บความตอ งการ ซึ่ งคิ ด เป น รอ ยละ 53.13 สวนใหญในครอบครัวมีบุตรจํานวน 2 คน คิดเปนรอยละ 50 ผูปวยเด็กสวนใหญเปนเพศชาย คิดเปนรอยละ 82.81 อายุ มากกวา 6 ปขึ้นไป คิดเปนรอยละ 50 และสวนใหญเปนบุตร คนแรก คิดเปนรอยละ 53.13 2. การเปรียบเทียบคะแนนความวิตกกังวลของกลุม ตัวอยางระหวางกลุมทดลองที่ไดรับการเยี่ยมกอนผาตัดทาง โทรศัพทกับกลุมควบคุมที่ไดรับการพยาบาลตามปกติ พบวา กลุ ม ทดลองคื อ กลุ ม ของผู ดู แ ลเด็ ก ที่ ไ ด รั บ การเยี่ ย มทาง โทรศัพท โดยพยาบาลหองผาตัด มีคะแนนความวิตกกังวล แตกต า งจากกลุ ม ควบคุ ม ซึ่ ง ได รั บ การพยาบาลตามปกติ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณา คาเฉลี่ยพบวา กลุมทดลองมีความวิต กกังวลนอ ยกวา กลุ ม ควบคุม

กุลวรา คุปรัตน และนัทฐา โพธิโยธิน


ปที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2554 วารสารพยาบาลศิรริ าช

ตารางที่ 1

จํานวนและรอยละของกลุม ตัวอยา ง จํา แนกตามอายุ เพศ ความสั ม พั น ธ กับผูปวย สถานภาพสมรส ระดับ การศึกษา อาชีพ รายไดของครอบครัว ความพอเพียงของรายได จํานวนบุตรที่มี เพศของเด็ก อายุของเด็ก และ ลําดับของบุตร (n = 64) ขอมูลสวนบุคคล

กลุมควบคุม (n=32) จํานวน รอยละ

กลุมทดลอง (n=32) จํานวน รอยละ

รวม (n=64) จํานวน รอยละ

อายุ นอยกวา 30 ป 30 – 39 ป 40 – 49 ป 50 ปขึ้นไป

8 14 8 2

25.00 43.75 25.00 6.25

3 19 7 3

9.37 59.38 21.87 9.38

11 33 15 5

17.19 51.56 23.44 7.81

เพศ หญิง ชาย

26 6

81.25 18.75

27 5

84.38 15.62

53 11

82.81 17.19

ความสัมพันธกับผูปวย มารดา บิดา อื่นๆ

26 4 2

81.25 12.50 6.25

25 5 2

78.13 15.63 6.24

51 9 4

79.69 14.06 6.25

สถานภาพสมรส คู หมาย/หยา/แยกกันอยู

29 3

90.63 9.37

26 6

81.25 18.75

55 9

85.94 14.06

ระดับการศึกษาสูงสุด ต่ํากวาปริญญาตรี ปริญญาตรี สูงกวาปริญญาตรี

26 5 1

81.25 15.62 3.13

17 13 2

53.13 40.62 6.25

43 18 3

67.19 28.12 4.69

อาชีพ เกษตรกร คาขาย/ธุรกิจสวนตัว แมบาน/พอบาน รับราชการ พนักงานบริษัท รับจางทั่วไป

5 5 8 3 4 7

15.63 15.63 25.00 9.37 12.50 21.87

3 5 5 5 3 11

9.38 15.62 15.62 15.62 9.38 34.38

8 10 13 8 7 18

12.50 15.63 20.30 12.50 10.94 28.13

ผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผนตอระดับความวิตกกังวลในผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล

7


8

Vol. 3 No.2 January - June 2011 Siriraj Nursing Journal

ตารางที่ 1

(ตอ) ขอมูลสวนบุคคล

กลุมควบคุม (n=32) จํานวน รอยละ

กลุมทดลอง (n=32) จํานวน รอยละ

รวม (n=64) จํานวน รอยละ

รายไดของครอบครัว นอยกวา 10,000 บาท 10,001 – 20,000 บาท 20,001 – 30,000 บาท 30,000 บาท ขึ้นไป

15 9 5 3

46.88 28.10 15.64 9.38

7 14 2 9

21.88 43.75 6.25 28.12

22 23 7 12

34.38 35.94 10.94 18.74

ความพอเพียงของรายได ไมพอใช พอใช พอใชและมีเหลือเก็บ

11 19 2

34.38 59.38 6.24

5 17 10

15.63 53.13 31.24

16 36 12

25.00 56.25 18.75

จํานวนบุตรที่มี 1 คน 2 คน 3 คน ขึ้นไป

13 13 6

40.63 40.63 18.74

11 16 5

34.38 50.00 15.62

24 29 11

37.50 45.31 17.19

เพศของเด็ก ชาย หญิง

25 7

78.13 21.87

28 4

87.50 12.50

53 11

82.81 17.19

อายุของเด็ก นอยกวา 2 ป 2.00 – 4.00 ป 4.01 – 6.00 ป 6.01 ปขึ้นไป รวม

1 11 7 13 32

3.13 34.38 21.86 40.63 100.00

7 5 4 16 32

21.88 15.62 12.50 50.00 100.00

8 16 11 29 64

12.50 25.00 17.19 45.31 100.00

ลําดับที่ของบุตร 1 2 ขึ้นไป

17 15

53.13 46.87

17 15

53.13 46.87

34 30

53.13 46.87

กุลวรา คุปรัตน และนัทฐา โพธิโยธิน


ปที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2554 วารสารพยาบาลศิรริ าช

ตารางที่ 2

เปรียบเทียบคะแนนความวิตกกังวลในกลุมผูดูแลเด็กที่ไดรับการเยี่ยมทางโทรศัพทโดยพยาบาลหองผาตัด และกลุมที่ไดรับการพยาบาลตามปกติ หลังการทดลอง (n=64)

กลุมตัวอยาง

จํานวนคน (n)

คะแนนความวิตกกังวล SD. X

กลุมทดลอง

32

39.09

5.63

กลุมควบคุม

32

56.03

7.29

t-test 10.403**

**ระดับความมีนัยสําคัญที่ .01 อภิปรายผล จากการศึกษาเรื่องผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทาง โทรศัพทอยางมีแบบแผน ตอระดับความวิตกกังวล ในผูดูแล เด็ ก ที่ม ารั บการผา ตั ด แบบไมพั ก ค า งในโรงพยาบาล ของ หนวยผาตัดระบบปสสาวะ ผลการวิจัยพบวาคะแนนความ วิตกกังวลของกลุมทดลอง มีความแตกตางจากกลุมควบคุม อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 โดยคาเฉลี่ยของ คะแนนความวิตกกังวลในกลุมทดลอง ( X = 39.09) นอย กวากลุมควบคุม ( X = 56.03) ซึ่งเปนไปตามสมมุติฐานที่วา ผูดูแลเด็กที่ไดรับการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมี แบบแผนมีระดับความวิตกกังวลนอยกวาผูดูแลเด็กที่ไดรับ การพยาบาลตามปกติ ซึ่งสอดคลองกับผลการวิจัยของ 2 เอลเลอตัน ที่ทําการวิจัยผลของการเตรียมบิดามารดาและ เด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล จํานวน 75 ครอบครัว พบวาในกลุมทดลองที่ไดรับโปรแกรมการเตรียม กอนผาตัดจากพยาบาล มีระดับความวิตกกังวลในระยะกอน และหลังผาตั ดนอยกวากลุมที่ไมได รับโปรแกรมการเตรียม กอนผาตัด สอดคลองกับผลการวิจัยของพนมพร เภกะนันท 13 ซึ่งทําการวิจัยผลของการสอนอยางมีแบบแผนตอระดับความ วิตกกังวลและความสามารถในการดูแลของบิดามารดาใน เด็ก ที่ม ารั บการผ า ตั ดเย็ บซ อ มไส เลื่อ น แบบไม พัก คา งใน โรงพยาบาล จํานวน 30 คน โดยใชเครื่องมือในการประเมิน ระดับ ความวิ ตกกัง วลขณะเผชิ ญ และความวิ ตกกั งวลแฝง (The STAI Form-X) ของสปลเบอรเจอร พบวาบิดามารดา ของเด็กในกลุมที่ไดรับการสอนอยางมีแบบแผนกอนผาตัดมี ระดั บ ความวิต กกังวลน อ ยกว า และมีค วามสามารถในการ

ดูแ ลเด็ก มากกวา กลุม ที่ ไ มไ ดรับการสอนอยา งมี แ บบแผน ก อ นผ า ตั ด และสอดคล อ งกั บ ผลการวิ จั ย ของ ศิ ริ พ ร สังขมาลย12 ที่ทําการวิจัยเรื่อง ผลของโปรแกรมการเตรียม ตั ว ก อ นผ า ตั ด ต อ ความวิ ต กกั ง วลในผู ดู แ ลของเด็ ก อายุ 1 เดือน ถึง 6 ปที่กําลังไดรับการผาตัดหัวใจแบบเปด ที่สถาบัน สุขภาพแหงชาติมหาราชินี จํานวน 40 คน โดยกลุมทดลอง ไดรับโปรแกรมการเตรียมกอนผาตัดและกลุมควบคุมไดรับ การพยาบาลตามปกติ โดยการใชแบบประเมิน ความวิตก กังวลของสปลเบอรเจอร พบวา ผูดูแลเด็กอายุ 1 เดือนถึง 6 ป ที่กําลังไดรับการผาตัดหัวใจแบบเปด ที่ไดรับโปรแกรม การเตรียมตัวกอนผาตัด มีคะแนนความวิตกกังวลต่ํากวา กลุมที่ไดรับการพยาบาลตามปกติ จากผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถใชทฤษฎีความเครียด ของลาซารัส14 อธิบายไดวา จากการที่ผูดูแลตองพาเด็กมา รับการผาตัด เนื่องจากเปนผูที่มีความผูกพันใกลชิดกับเด็ก ทํา ใหรู สึ ก ถึง ความไม แ น น อนต อ เหตุ ก ารณ ที่ จ ะเกิ ดขึ้ น ใน วันที่เด็กมารับการผาตัด รวมทั้งการไดรับขอมูลที่ไมเพียงพอ ทําใหผูดูแลเด็กขาดความมั่นใจ ไมสบายใจ ในการเตรียม ความพรอมกอนผาตัดที่บาน สงผลใหผูดูแลเด็กเกิดความ วิตกกังวล ประกอบกับผลการวิจัยพบวาผูดูแลเด็กสวนใหญ เปนเพศหญิงถึงรอยละ 82.81 ซึ่งมีความวิตกกังวลมากกวา เพศชาย14 ดังนั้นภายหลังจากที่พยาบาลหองผาตัดได โทรศัพทเยี่ยมกอนผาตัด ในกลุมของผูดูแลเด็กที่มารับการ ผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล ทําใหระดับของความ วิตกกังวลนอยกวากลุมที่ไมไดรับการเยี่ยมกอนผาตัดทาง โทรศั พ ท ทั้ ง นี้ เ พราะในกลุ ม ที่ ไ ด รั บ การเยี่ ย มก อ นผ า ตั ด

ผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผนตอระดับความวิตกกังวลในผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล

9


10

Vol. 3 No.2 January - June 2011 Siriraj Nursing Journal

ไดรับความรูเพิ่มขึ้นในการเตรียมความพรอมกอนผาตัด มี ความเขา ใจขั้ น ตอนการรับ บริก ารผา ตั ด และเข า ใจสภาพ รางกายของเด็กหลังการผาตัด รวมทั้งมีความสามารถที่จะ ดูแลเด็กภายหลังการผาตัดไดอยางถูกตองมากขึ้น ทําให ผูดูแลเด็กเกิดความมั่นใจ และนอกจากนั้น การเยี่ยมกอน ผ า ตั ด ทางโทรศั พ ท ยั ง เป น การให ข อ มู ล ที่ จํ า เป น และมี ความสําคัญกับผูดูแลเด็ก ทําใหผูดูแลเด็กลดความวิตกกังวล และความกลั ว ลงได 15 รวมทั้ ง การแนะนํ า ตนเองของ พยาบาลหองผาตัด เพื่อทําความรูจักและสรางสัมพันธภาพที่ ดี ทําใหผูดูแลเด็ก เกิดความคุนเคย ในวันที่ผูดูแลพาเด็กมา รั บ การผ า ตั ด จะรู สึก อบอุ น ใจที่ ไ ด พ บกั บ ผู ที่ คุ น เคย ทํ า ให ผู ดู แ ลเด็ ก สามารถเผชิ ญ ต อ ภาวะวิ ต กกั ง วลได อ ย า งมี ประสิทธิภาพ ขอเสนอแนะ จากผลการวิจัยครั้ งนี้ ไดแสดงใหเห็น ถึง ประโยชน ของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผน ที่มี ตอความวิตกกังวลของผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไม พักคางในโรงพยาบาลโดยมีคูมือการเยี่ยมที่ผูวิจัยสรางขึ้น ซึ่ ง ผลการวิ จั ย พบว า มี ค วามแตกต า งกั น ผู วิ จั ย จึ ง มี ขอเสนอแนะดังนี้ 1. ดานการปฏิบัติการพยาบาล พยาบาลห อ งผ า ตั ด ควรมี ก ารเยี่ ย มก อ นผ า ตั ด ทาง โทรศัพทในผูดูแลเด็กที่ไมพักคางในโรงพยาบาล โดยการ

สรางสัมพันธภาพที่ดี การใหขอมูลเกี่ยวกับการเตรียมความ พร อ มก อ นผ า ตั ด รวมทั้ ง การเป ด โอกาสให ผู ดู แ ลเด็ ก ได ซักถามขอสงสัย ขอของใจตางๆ เพื่อลดความวิตกกังวล ซึ่ง จะสงผลใหผูดูแลเด็กสามารถใหการดูแลชวยเหลือเด็ก ได อยางมีประสิทธิภาพ 2. ดานการบริหารการพยาบาล กําหนดใหโครงการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทเปน หนึ่งในกิจกรรมพัฒนาคุณภาพของพยาบาลที่ตองปฏิบัติเปน ประจํา จัดหาแหลงทรัพยากรสนับสนุนโครงการ เชน ระบบ โทรศัพทที่สามารถติดตอกับผูแลเด็กไดสะดวก รวมทั้งแหลง เงินทุนสําหรับเปนคาใชจายในการโทรศัพทติดตอกับผูดูแล เด็ก 3. ดานการศึกษาและวิจัย 3.1 ควรทํ า การศึ ก ษาวิ จั ย เปรี ย บเที ย บระดั บ ความวิตกกังวลของกลุมทดลองและกลุมควบคุมกอนทําการ ทดลอง เพื่อเปรียบเทียบกับคะแนนหลังการทดลอง 3.2 ควรศึกษาหาแนวทางในการลดความวิตก กังวลในรูปแบบอื่น เปรียบเทียบกับการเยี่ยมกอนผาตัดทาง โทรศัพท 3.3 ควรขยายการศึกษาในกลุมประชากรหรือ สถานการณอื่น ที่แตกตางกัน

กุลวรา คุปรัตน และนัทฐา โพธิโยธิน


ปที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2554 วารสารพยาบาลศิรริ าช

เอกสารอางอิง 1. เรณู อาจสาลี . การพยาบาลผู ที่ ม ารั บ การผ า ตั ด . กรุงเทพฯ: เอ็น พี เพรส; 2550. 2. Ellerton ML, Merriam C. Preparation children and families psychologically for day surgery: an evaluation. J Adv Nurs 1994; 19(6): 1057- 62. 3. Litman RS, Berger A. An evaluation of preoperative anxiety in a population of parents of infants and children undergoing ambulatory surgery. Pediatr Anaesth 1996; 6(6): 443-7. 4. Luckman and Sorensen. Medical-Surgical: A Psychophysiologic Approach. Philadelphia: W.B. Saunders Co.; 1993. 5. กันยา ออประเสริฐ, เรณู อาจสาลี, พิกุลทิพย หงสเหิร, ศิริลักษณ สุวรรณวงศ. การศึกษาปจจัยที่มีผลตอความ วิตกกังวลของผูปวยในหองรอผาตัด. วารสารพยาบาล หองผาตัดแหงประเทศไทย 2539; 1: 45-54. 6. Shubin, Seymour BS, Milnazic, Kim; JENNINGS, EUGENE E. Burnout: The Professional Hazard You Face in Nursing Research. Nursing 1978; 8(9): 22-7. 7. LaMontagne LL, Hepworth JT, Johnson BD, Cohen F. Children preoperative coping and its effects on postoperative anxiety and return to normal activity. Nurs Res 1996; 45(3): 141-7. 8. สุชญา โรจนดํารงค. การพัฒนาแนวทางการใหคําแนะนํา ผูปวยผา ตัด. การประชุมวิชาการชมรมหองผาตัดแหง ประเทศไทย; วันที่ 17-18 กรกฎาคม 2542; ณ หอง ประชุมอาคารเฉลิมพระบารมี 50 ป. กรุงเทพฯ; 2542.

9. Bevan JC, et al. Preoperative parental anxiety predicts behavioral and emotional responses to induction of anaesthesia in children. Can J Anaesth 1990, 37(2): 177-82. 10. กัน ยา ออประเสริ ฐ . ทิศ ทางของบทบาทพยาบาลหอ ง ผ า ตั ด ในระยะเปลี่ ย นศตวรรษ. วารสารพยาบาลห อ ง ผาตัดแหงประเทศไทย 2541; 3(1): 1-4. 11. Watson DS., Sangermano CA. Ambulatory Surgery In: Meeker MH, Rothrock JC, editors. Alexander’s Care of the Patient in surgery 10 th ed. St. Louis: Mosby; 1995. 12. ศิริพร สังขมาลย. ผลของโปรแกรมการเตรียมกอนผาตัด ตอความวิตกกังวลในผูดูแลของเด็กอายุ 1 เดือน ถึง 6 ป ที่ กํ า ลั ง ได รั บ การผ า ตั ด หั ว ใจแบบเป ด . วิ ท ยานิ พ นธ พยาบาลศาสตรมหาบั ณ ฑิ ต สาขาการพยาบาลเด็ ก . กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล; 2545. 13. พนมพร เภกะนันท. ผลของการสอนอยางมีแบบแผนตอ ระดับความวิตกกังวลและความสามารถของบิดามารดา ในการดู แ ลผู ป ว ยเด็ ก โรคไส เ ลื่ อ นขาหนี บ ที่ ไ ด รั บ การ รักษาดวยการผาตัด (วิทยานิพนธปริญญาพยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพยาบาล). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย; 2538. 14. Lazarus RS, Folkman S. Stress, appraisal and coping. New York: Springer publishing company; 1984. 15. กั น ยา ออประเสริ ฐ . กลยุ ท ธ ใ นการเยี่ ย มผู ป ว ยก อ น ผ า ตั ด . วารสารพยาบาลห อ งผ า ตั ด แห ง ประเทศไทย 2543; 5(1): 1-5.

ผลของการเยี่ยมกอนผาตัดทางโทรศัพทอยางมีแบบแผนตอระดับความวิตกกังวลในผูดูแลเด็กที่มารับการผาตัดแบบไมพักคางในโรงพยาบาล

11

วารสารพยาบาลศิริราช ปี 2554 ฉบับที่ 1  

วารสารพยาบาลศิริราช ปี 2554 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2554