Issuu on Google+

รายงาน เรื่อ ง ซอฟต์แ วร์

เสนอ อาจารย์ สุจ ิต ตรา จัน ทร์ล อย

จัด ทำา โดย 1.นางสาว ไพเราะ ศิร ิส วัส ดิ์ 564152015

รหัส นัก ศึก ษา

2.นางสาว ศิร ิพ ร พูล ทวี

รหัส นัก ศึก ษา 564152061

3.นางสาว สุน ารี ศรีส ัน

รหัส นัก ศึก ษา 564152014

4.นางสาว เสาวลัก ษญ์ ใจนิ่ม

รหัส

นัก ศึก ษา 564152040 5.นางสาว สุด ธิด า สวนสีด า 564152058

รหัส นัก ศึก ษา

สาขาวิช า ชีว วิท ยา

รายงานนี้เ ป็น ส่ว นหนึ่ง ของวิช า เทคโนโลยีส ารสนเทศ เพื่อ การสื่อ สารสำา หรับ ครู


ภาคเรีย นที่ 1 ปีก ารศึก ษา 2556 มหาวิท ยาลัย ราชภัฏ หมู่บ ้า นจอมบึง คำา นำา รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ การสื่อสารสำาหรับครู (Information and Communication Technology for Teachers) รหัสวิชา PC54504 ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ คณะผู้จัดทำาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเรื่องจะมีเนื้อหาสาระที่เป็น ประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้เรื่องซอฟต์แวร์ และขอขอบคุณคณะผู้ จัดทำาที่ช่วยเหลือในการหาข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบรายงานเรื่องนี้ ถ้า หากรายงานบกพร่องในเนื้อหาประการใดทางคณะผู้จัดทำาจึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำา


สารบัญ

เรื่อ ง คำานำา สารบัญ 1.ความหมายของซอฟต์แวร์ 1 2.ซอฟต์แวร์ระบบ 1 2.1 ระบบปฏิบัติการกับการปฏิบัติงานของคอมพิวเตอร์ 2 2.2 ประเภทของระบบปฏิบัติการ 2

หน้า


2.2.1 ประเภทใช้งานเดียว 3 2.2.2 ประเภทใช้หลายงาน 3 2.2.3 ประเภทใช้งานหลายคน 3 2.3 ตัวอย่างระบบปฏิบัติการ 2.3.1 ระบบปฏิบัติการดอส 3 2..3.2 ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ 3 2.3.3 ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์ 4-5 2.3.4.ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ 5-6 3. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ 6 3.1 ซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทาง 6 3.1.1 ซอฟต์แวร์ระบบงานด้านบัญชี 6

3


3.1.2 ซอฟต์แวร์ระบบงานจัดจำาหน่าย 6 3.1.3 ซอฟต์แวร์ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม 6 3.1.4 ซอฟต์แวร์อื่นๆ 3.2 ซอฟต์แวร์สำาเร็จ 6-7 4. ซอฟต์แวร์ประมวลคำา 8-11 5. ซอฟต์แวร์ตารางทำางาน 11-12 6. ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล 13-14 7. ซอฟต์แวร์นำาเสนอ 14-16 8. ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิก 16-17 9. ซอฟต์แวร์ติดต่อสื่อสาร 18-19 10. ภาษาคอมพิวเตอร์ 19-20

6


10.1 ภาษาเครื่อง 21 10.2 ภาษาระดับตำ่า 21 10.3 ภาษาระดับสูง 22 10.3.1 ภาษาฟอร์แทรน 22 10.3.2 ภาษาโคบอล 22 10.3.3 ภาษาเบสิก

23

10.3.4 ภาษาปาสคาล 23 10.3.5 ภาษาซีและซีพลัสพลัส 23 10.3.6 ภาษาวิชวลเบสิก 23 10.3.7 การเขียนโปรแกรมแบบจินตภาพ 24 10.3.8 ภาษาจาวา 10.3.9 ภาษาเดลไฟล์ 24

24


10.4 การทำางานของโปรแกรมแปลภาษา 24 10.4.1 คอมไพเลอร์ 25 10.4.2 อินเตอร์พรีเตอร์ 25 11.ระบบติดต่อใช้งานคอมพิวเตอร์ 25 11.1 กลุ่มพิมพ์คำาสั่งเข้าทีละบรรทัด 25 11.2 กลุ่มเลือกรายการเมนู 26 11.3 กลุ่มเลือกสัญรูป 26-27 12. สรุป

28

บรรณานุกรม

29


ซอฟต์แ วร์

ความหมายของซอฟต์แ วร์ การใช้งานระบบสารสนเทศด้วยคอมพิวเตอร์ จำาเป็นต้องมี ซอฟต์แวร์ควบคุมการทำางาน เช่น การซื้อของโดยใช้บัตรเครดิต ผู้ขาย จะตรวจสอบบัตรเครดิตโดยใช้เครื่องอ่านบัตร แล้วส่งข้อมูลของบัตร เครดิตไปยังศูนย์ข้อมูลของบริษัทผู้ออกบัตร การตรวจสอบจะกระทำากับ ฐานข้อมูลกลาง โดยมีกลไกหรือเงื่อนไขของการตรวจสอบ จากนั้นจึง ให้คำาตอบว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธบัตรเครดิตใบนั้น การดำาเนินการ เหล่านี้เป็นไปโดยอัตโนมัติตามคำาสั่งซอฟต์แวร์ ทำานองเดียวกันเมื่อซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า พนักงานเก็บเงิน จะใช้เครื่องกราดตรวจอ่านรหัสแท่งบนสินค้าทำาให้บนจอภาพปรากฏ ชื่อสินค้า รหัสสินค้า และราคา ในการดำาเนินการนี้ต้องใช้ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งสำาคัญที่ทำาให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำางานได้ ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำาสั่งที่สั่งงานคอมพิวเตอร์เป็นลำาดับขั้นตอน ของการทำางาน ชุดคำาสั่งเหล่านี้ได้จัดเตรียมไว้ในหน่วยความจำาของ คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์อ่านชุดคำาสั่งแล้วทำางานตาม ซอฟต์แวร์จึง เป็นสิ่งที่มนุษย์จัดทำาขึ้น และคอมพิวเตอร์จะทำางานตามคุณลักษณะของ ซอฟต์แวร์ที่วางไว้แล้วเท่านั้น


ชนิดของซอฟต์แวร์แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) ซอฟต์แ วร์ร ะบบ ซอฟต์แวร์ระบบ คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการระบบ คอมพิวเตอร์ จัดการอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก การรับข้อมูลจากแผง แป้นอักขระ การแสดงผลบนจอภาพ การนำาข้อมูลออกไปพิมพ์ยัง เครื่องพิมพ์ การจัดเก็บข้อมูลเป็นแฟ้ม การเรียกค้นข้อมูล การสื่อสาร ข้อมูล ซอฟต์แวร์ระบบจึงหมายถึงซอฟต์แวร์ที่ดูแลจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบ ซอฟต์แวร์ระบบที่รู้จักกันดี คือ ระบบปฏิบัติการ (operating system) เช่น เอ็มเอสดอส ยูนิกซ์ โอเอสทู วินโดวส์ ลีนุกซ์ เป็นต้น คอมพิวเตอร์จะทำางานไม่ได้หากปราศจากระบบปฏิบัติการ ซึ่ง ทำาหน้าที่ประสานงานระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ เราสามารถสั่งงาน ผ่านระบบปฏิบัติการให้คอมพิวเตอร์คำานวณ ให้แสดงภาพ ให้พิมพ์ ข้อความหรือผลลัพธ์ออกมาทางเครื่องพิมพ์ นอกจากนั้นคอมพิวเตอร์ยัง ทำาหน้าที่ประสานงานระหว่างโปรแกรมต่างๆ กับตัวเครื่อง ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ไม่ว่าประเภทใดล้วนแต่ตอ ้ งทำางานบนซอฟต์แวร์ระบบทั้งสิ้น เนื่องจากคอมพิวเตอร์จะไม่ทำางาน ถ้าไม่มีระบบปฏิบัติการ การ เริ่มใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกครั้งจึงต้องบรรจุ (load) ระบบปฏิบัติการเข้า ไว้ในหน่วยความจำาของเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะให้เครื่องเริ่มทำางาน อย่างอื่น


แสดงความสัมพันธ์ระหว่างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ และผู้ ใช้

2.1 ระบบปฏิบ ัต ิก ารกับ การปฏิบ ัต ิง านของคอมพิว เตอร์ ระบบปฏิบัติการทำาหน้าที่ประสานงานหรือกำากับดูแลการ ทำางานของคอมพิวเตอร์ ในการกำาหนดว่าจะเก็บโปรแกรมหรือข้อมูล เก็บไว้ในส่วนใดของหน่วยความจำา ดูแลการติดต่อระหว่างส่วนต่างๆ ของคอมพิวเตอร์กับโปรแกรมใช้งานหรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ควบคุมการ ส่งสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ขึ้นไปปรากฏบนจอภาพ ควบคุมการพิมพ์ ของเครื่องพิมพ์ ตัวอย่างเช่น ควบคุมการแปลสัญญาณจากแป้นพิมพ์ ให้เครื่องรับรู้ควบคุมการบันทึกหรือการอ่านข้อมูลของเครื่องขับแผ่น บันทึก นอกจากนี้ ในปัจจุบันการทำางานในลักษณะกลุ่ม และระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีบทบาทในการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างกว้าง ขวาง ทำาให้ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมาในระยะหลังๆ จำาเป็นต้องมี ความสามารถในการทำางานและให้บริการบนเครือข่ายเพิ่มขึ้น โดย


ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่จัดการงานในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่อง คอมพิวเตอร์ จัดสรรให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายสามารถใช้ งานอุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกัน เช่น การใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วม กัน และควบคุมดูแลการใช้งานข้อมูลส่วนกลางซึ่งอยู่ในเครื่องที่ทำา หน้าที่เป็นแม่ข่าย โดยสามารถกำาหนดสิทธิในการเข้าใช้ขอ ้ มูลของผู้ ใช้ที่อยู่ในกลุ่ม มีระบบป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับข้อมูล


2.2 ประเภทของระบบปฏิบ ัต ิ การ เนื่องจากระบบปฏิบัติการ เป็นส่วนสำาคัญที่ทำาให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ทำางานได้ แต่ด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีใช้อยู่ใน ปัจจุบันมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง กัน เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ที่เราใช้งานทั่วไปจะมีคุณสมบัติ และการทำางานที่แตกต่างจาก คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิ คอมพิวเตอร์ ที่ทำาหน้าที่เป็นเครื่อง ให้บริการที่ต้องคอยให้บริการและ ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็น บริวารจำานวนมาก ระบบปฏิบัติการ ที่���ช้งานกับคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จึงต้องมีความซับซ้อนกว่าระบบ ปฏิบัติการที่ใช้ในเครื่องไมโคร คอมพิวเตอร์ และเราสามารถแบ่ง ประเภทของระบบปฏิบัติการตาม ลักษณะการทำางานได้เป็น 3


ประเภทดังนี้ 2.2.1 ประเภทใช้ง าน เดีย ว (single-tasking) ระบบ ปฏิบัติการประเภทนี้จะกำาหนดให้ คอมพิวเตอร์ใช้งานได้ครั้งละหนึ่ง งานเท่านั้น ใช้ในเครื่องขนาดเล็ก อย่างไมโครคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการดอส 2.2.2 ประเภทใช้ห ลาย งาน (multitasking) ระบบปฏิบัติ การสามารถควบคุมการทำางาน พร้อมกันหลายงานในขณะ เดียวกัน ผู้ใช้สามารถทำางานกับ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้หลายชนิด ในเวลาเดียวกัน โดยระบบปฏิบัติ การจัดสรรทั้งเวลาและเนื้อที่ที่ตอ ้ ง ใช้ในการประมวลผลคำาสั่งของ ซอฟต์แวร์แต่ละชนิด เช่น แบ่งปัน เวลาในการประมวลผลของซีพียู และการแบ่งเนื้อที่ในหน่วยความ จำาสำาหรับเก็บข้อมูลและคำาสั่งของ


ซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน เช่น ระบบ ปฏิบัติการวินโดวส์ 95 และ 98 2.2.3 ประเภทใช้ง าน หลายคน (multiuser) ในหน่วย งานบางแห่งอาจใช้คอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ที่ทำาหน้าที่ประมวลผล ทำาให้ในขณะใดขณะหนึ่งมีผู้ใช้ คอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายคน แต่ละคนจะมีสถานีงานของตนเอง เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ จึงต้องใช้ ระบบปฏิบัติการที่มีความสามารถ ในการจัดการสูง เพื่อให้ผู้ใช้ทุก คนสามารถทำางานเสร็จได้ในเวลา ระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้ เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดวส์เอ็นที 2.3 ตัว อย่า งระบบปฏิบ ัต ิก าร เนื่องจากระบบปฏิบัติการจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรม ใช้งาน ดังนั้นระบบปฏิบัติการจึงมีหลายชนิด ปัจจุบันระบบปฏิบัติการที่ นิยมใช้งานกันแพร่หลายมีดังนี้ 2.3.1 ระบบปฏิบ ัต ิก ารดอส (Disk Operating System : DOS) บริษัทไอบีเอ็มผลิตเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ขึ้นมาและให้ชื่อว่า


คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้มอบหมายให้บริษัทไมโครซอฟต์เป็นผู้ พัฒนาระบบปฏิบัติการโดยให้ชื่อว่า พีซีดอส ต่อมาเมื่อไมโคร คอมพิวเตอร์แบบนี้เป็นที่แพร่หลาย จึงมีผู้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ซึ่งมี การทำางานแบบเดียวกับไมโครคอมพิวเตอร์ของบริษัทไอบีเอ็ม ไมโคร คอมพิวเตอร์เหล่านี้จะใช้ระบบปฏิบัติการของบริษัทไมโครซอฟท์เช่น กันแต่ใช้ชื่อว่าเอ็มเอสดอส (Microsoft Disk Operating System : MSDOS) ซึ่งมีการทำางานคล้ายพีซีดอส แต่ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมแล้ว 2..3.2 ระบบปฏิบ ัต ิก ารยูน ิก ซ์์ (UNIX) เป็นระบบปฏิบัติการ ประเภทใช้หลายคน และหลายงาน ได้มผ ี ู้พัฒนาระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ให้สามารถใช้กับเครื่องชนิดต่างๆ หลายระบบโดยตั้งชื่อใหม่ เช่น ซี นิกซ์ (Xenix) วีนิกซ์ (Venix) ไมโครนิกซ์ (Micronix) เอไอเอ็กซ์ (AIX) อัลทริกซ์ (Altrix) เป็นต้น ปัจจุบันมีความพยายามจะกำาหนดให้ระบบ ปฏิบัติการที่มีชื่อต่าง ๆ เหล่านี้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โปรแกรมที่พัฒนา ภายใต้ระบบยูนิกซ์นี้ มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องขึ้นกับเครื่องแบบใดแบบหนึ่ง โดยเฉพาะ 2.3.3 ระบบปฏิบ ัต ิก ารไมโครซอฟต์ว ิน โดวส ์์ (Microsoft Windows) ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์ เป็นระบบ ปฏิบัติการที่มีลักษณะการใช้งานแตกต่างจาก 2 ระบบแรกที่กล่าวมา เนื่องจากมีส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (user interface) เป็นแบบที่เรียกว่าระบบ ติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก (Graphic User Interface : GUI) หรือที่เรียกว่าจี ยูไอ คือมีการแสดงผลเป็นรูปภาพ และใช้สัญลักษณ์ในรูปรายการเลือก


(menu) หรือสัญรูป (icon) ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์แทนการพิมพ์คำา สั่งทีละบรรทัด ทำาให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ง่ายขึ้น ทั้งยังมีสีสันทำาให้ ซอฟต์แวร์น่าใช้งานมากขึ้น

ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่มีระบบติดต่อผู้ใช้แบบจียูไอ สั่งงานด้วยสัญลักษณ์แทนการป้อนคำาสั่ง

ระบบปฏิบัติการวินโดวส์นี้เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมสูง มากในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ทั่วไป ทั้งนี้นอกจากจะเป็นเพราะความ ง่ายในการใช้งานที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังเป็นเพราะหลังจากที่บริษัท ไมโครซอฟต์ได้ผลิตระบบปฏิบัติการนี้ออกสู่ตลาด ก็ได้พัฒนา ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการนี้ขึ้นหลาย ประเภท ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ในกลุ่มซอฟต์แวร์ประมวลคำา ซอฟต์แวร์ ตารางทำางาน หรือซอฟต์แวร์นำาเสนอข้อมูล ซึ่งช่วยอำานวยความสะดวก ในการทำางานของผู้ใช้ในทุกๆ ด้าน ทำาให้เกิดการใช้งานที่แพร่หลาย


นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ ที่สนับสนุนการใช้ งานกับเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วินโดวส์ 3.0 (Windows 3.0) ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ทำางานบนเครื่องเดียว พัฒนาเป็นรุ่น หรือเวอร์ชั่น (version) ที่สามารถทำางานเป็นกลุ่มหรือเครือข่ายภายใน องค์กรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ และพัฒนาต่อมาเป็นวินโดวส์ 95(Windows 95) วินโดวส์ 98 (Windows 98) วินโดวส์ เอ็มอี(Windows ME) และพัฒนาเป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่สามารถจัดการด้านการ ติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย จัดการด้านการใช้ งานอุปกรณ์ร่วมกัน และดูแลจัดสรรและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น วินโดวส์ เอ็นที (Windows NT) วินโดวส์ 2000(Windows 2000) และวินโดวส์ เอ็กซ์พี (Windows XP) หรือแม้แต่ระบบปฏิบัติการสำาหรับ คอมพิวเตอร์พกพาอย่างวินโดวส์ ซีอี (Windows CE)

หน้าจอซอฟต์แวร์ระบบลินุกซ์ในสภาวะตัวอักษร


2.3.4.ระบบปฏิบ ัต ิก ารลีน ุก ซ์์ (Linux) เป็นระบบปฏิบัติการ ยูนิกซ์ระบบหนึ่งเช่นเดียวกับซีนิกซ์หรือวีนิกซ์ ได้รับการพัฒนาโดย นักศึกษาภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยเฮลซินกิ ประเทศฟินแลนด์ชื่อลีนุซ ทอร์วาลด์ (Linus Torvalds) เขาเริ่มพัฒนา ระบบปฏิบัติการดังกล่าวในปี พ.ศ. 2523 ด้วยเขาต้องการพัฒนาระบบ ปฏิบัติยูนิกซ์ที่มีความสามารถมากกว่าไมนิกซ์ซึ่งเขาใช้งานอยู่ จึงเริ่ม ต้นพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้เอง โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบจากระบบ ยูนิกซ์อื่นเลย และในปี พ.ศ. 2534 ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เวอร์ชั่น 0.010 ก็ได้รับการเผยแพร่ โดยมีการแจกให้ใช้งานฟรีรวมทั้งรหัสต้นแบบ (source code) ก็เป็นที่เปิดเผย จึงเป็นที่นิยมและมีผู้นำาไปพัฒนาลีนุกซ์ ของตนเองขึ้นใช้งานมากมาย รวมทั้งมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ขึ้น ใช้งานบนลีนุกซ์อีกด้วย ด้วยเหตุที่มีผู้นำารหัสต้นแบบของระบบปฏิบัติการระบบนี้มาพัฒนา เป็นของตนเองมากมายและเนื่องจากในปัจจุบันแนวคิดของจียูไอกำาลัง เป็นที่นิยม จึงมีการพัฒนาระบบปฏิบัติการลินุกซ์ให้สามารถทำางานบน ระบบเอกซ์วินโดวส์ (X Windows) ซึ่งเป็นระบบที่มีการติดต่อกับผู้ใช้ แบบกราฟิก และถือได้ว่าลินุกซ์เป็นยูนิกซ์ที่สมบูรณ์แบบ อีกทั้งเป็น ระบบปฏิบัติการที่สามารถทำางานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ ประสิทธิภาพไม่สูงมาก เช่น เครื่องในตระกูล 80386 ได้ และต้องการ หน่วยความจำาเพียง 2 เมกะไบต์ในการทำางานบนสภาวะตัวอักษร (text mode) หรือ 64 เมกะไบต์ในการทำางานบนเอกซ์วินโดวส์


ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ในสภาวะเอกซ์วินโดวส์

3. ซอฟต์แ วร์ป ระยุก ต์ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น เพื่อประยุกต์กับงานที่ ผู้ใช้ต้องการ เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำา ซอฟต์แวร์จัดเก็บภาษี ซอฟต์แวร์สินค้าคงคลัง ซอฟต์แวร์ตารางทำางาน ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล เป็นต้น การทำางานใดๆ โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จำาเป็นต้องทำางานภาย ใต้สภาพแวดล้อมของซอฟต์แวร์ระบบด้วย ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์ ประมวลคำาต้องทำางานภายใต้ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเอ็มเอสดอสห รือวินโดวส์ เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้รับความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในทุก วงการ ความนิยมส่วนหนึ่งมาจาก ขีดความสามารถของซอฟต์แวร์ประ


ยุกต์นั้นๆ เพราะซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกจำาหน่าย ต่างพยายามแข่งขันกัน หลายๆ ด้าน เช่น เรียนรู้และใช้งานได้ง่าย สนับสนุนให้ใช้กับ เครื่องพิมพ์ได้ดี มีคู่มือการใช้ซอฟต์แวร์ที่อ่านเข้าใจง่าย ให้วิธีหรือขั้น ตอนที่อธิบายไว้อย่างชัดเจน และมีระบบโอนย้ายข้อมูลเข้าออกกับ ซอฟต์แวร์อื่นได้ง่าย ซอฟต์แวร์ประยุกต์มีอยู่มากมาย อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ คือ ซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทางและซอฟต์แวร์สำาเร็จ 3.1 ซอฟต์แ วร์ใ ช้เ ฉพาะทาง เป็นโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาสำาหรับนำาไปใช้งาน เฉพาะด้าน หรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตามความต้องการของผู้ใช้ โดยที่ ผู้เขียนคือโปรแกรมเมอร์ (programmer) ที่มีความสามารถในการเขียน โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ และต้องศึกษาทำาความเข้าใจเข้าใจงาน และรายละเอียดของการประยุกต์นั้นเป็นอย่างดี เช่น โปรแกรมช่วย จัดการด้านการเงิน โปรแกรมช่วยจัดการบริการลูกค้า ฯลฯ ตามปกติจะ ไม่ค่อยได้พบเห็นซอฟต์แวร์ประเภทนี้ในท้องตลาดทั่วไป แต่จะซื้อหาได้ จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำาหน่ายในราคาค่อนข้างสูงกว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้ งานทั่วไป โครงสร้างของซอฟต์แวร์เฉพาะทางมักจะประกอบด้วย ฐานข้อมูล เพื่อใช้เก็บข้อมูลลูกค้า และระบบหลักของงาน ภายในซอฟต์แวร์ควรจะ มีส่วนทำางานประมวลคำาเพื่อใช้สร้างรายงาน ติดต่อโต้ตอบจดหมาย และการนัดหมายตามกำาหนดการ ลักษณะของซอฟต์แวร์เฉพาะทางนี้ มี


ทั้งรูปแบบที่มีผู้ใช้งานคนเดียว หรือผู้ใช้งานได้พร้อมกันหลายคน ในประเทศไทยมีการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทใช้เฉพาะทางอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตต่างประเทศได้ออกแบบมาเพื่อ รองรับงานด้านธุรกิจ ในที่นี้ได้รวบรวมจัดประเภทไว้ดังนี้

ตัวอย่างซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทาง

3.1.1 ซอฟต์แ วร์ร ะบบงานด้า นบัญ ช ์ี ได้แก่ ระบบงานบัญชี เจ้าหนี้ บัญชีลูกหนี้ บัญชีสินทรัพย์ถาวรและค่าเสื่อมราคาสะสม บัญชี แยกประเภททั่วไป และบัญชีเงินเดือน 3.1.2 ซอฟต์แ วร์ร ะบบงานจัด จำา หน่า ย ได้แก่ ระบบงาน รับใบสั่งซื้อสินค้า ระบบงานบริหารสินค้าคงคลังและระบบงาน ประวัติการขาย 3.1.3 ซอฟต์แ วร์ร ะบบงานในโรงงาน อุต สาหกรรม ได้แก่ ระบบงานกำาหนดโครงสร้างผลิตภัณฑ์ การ


วางแผนกำาลังการผลิต การคำานวณต้นทุนของงาน การประเมินผลงาน ของพนักงาน การวางแผนการผลิตหลัก การวางแผนความต้องการวัสดุ การควบคุมการทำางานภายในโรงงาน การกำาหนดเงินทุนมาตรฐาน สินค้าและการกำาหนดขั้นตอนการผลิต 3.1.4 ซอฟต์แ วร์อ ื่น ๆ ได้แก่ ระบบการสร้างรายงาน การบริหาร การเงิน การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ และการเช่าซื้อรถยนต์ 3.2 ซอฟต์แ วร์ส ำา เร็จ เป็นซอฟต์แวร์ที่มีบริษัทผู้ผลิตได้สร้างขึ้น และวางขายทั่วไป ผู้ใช้ สามารถหาซื้อมาประยุกต์ใช้งานทั่วไปได้ ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ไม่ได้มุ่ง เน้นเฉพาะสำาหรับงานใดงานหนึ่ง ผู้ใช้งานจะต้องเป็นผู้นำาไปประยุกต์ กับงานของตน ผู้ใช้อาจต้องมีการสร้างหรือพัฒนาชิ้นงานภายใน ซอฟต์แวร์ต่อไปอีก ราคาของซอฟต์แวร์ใช้งานทั่วไปนี้จะไม่สูงมากเกิน ไป


ซอฟต์แวร์ใช้งานทั่วไปซึ่งนิยมเรียกว่า ซอฟต์แวร์สำาเร็จ แบ่งออก เป็นหลายกลุ่มตามลักษณะการใช้งานคือ (1) ด้านการประมวลคำา (2) ด้านการวิเคราะห์ขอ ้ มูล หรือตารางทำางาน (3) ด้านการเก็บและเลือกค้นข้อมูลเป็นระบบฐานข้อมูล (4) ด้านกราฟิก และนำาเสนอข้อมูล (5) ด้านการติดต่อสือ ่ สารทางไกล (6) ด้านการพิมพ์ตั้งโต๊ะ (7) ด้านการลงทุนและจัดการการเงิน (8) ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม (9) ด้านการจำาลอง เกม และการตัดสินใจ ในบรรดาซอฟต์แวร์สำาเร็จที่มีหลายกลุ่มนี้ กลุ่มซอฟต์แวร์ที่มีการ ใช้งานมากและจำาเป็นต้องมีประจำาหน่วยงาน มักจะเป็นรายการแรก คือ ด้านการประมวลคำา ด้าน ตารางทำางาน ด้านระบบฐานข้อมูล และด้าน กราฟิกซอฟต์แวร์สำาเร็จส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์เชิงพาณิชย์ที่ นำาเข้าจากต่างประเทศ ยกเว้นเฉพาะกลุ่มแรก คือ โปรแกรมประมวลคำา ที่ประเทศไทยมีการสร้างและพัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อให้สามารถนำามาใช้ งานร่วมกับภาษาไทย และยังมีการนำาซอฟต์แวร์เดิมมาดัดแปลงและเพิ่ม เติมส่วนที่ใช้งานเป็นภาษาไทย 4. ซอฟต์แ วร์ป ระมวลคำา ซอฟต์แวร์ประมวลคำาเป็นซอฟต์แวร์ในการนำาตัวอักษรมาเรียงต่อ


เป็นคำา ประโยคหรือย่อหน้า คล้ายการใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์ข้อความ บนกระดาษ แต่ต่างกันที่ตัวอักษรที่พิมพ์หรือป้อนเข้าทางแผงแป้น อักขระจะเข้าไปเก็บอยู่ในหน่วยความจำาของคอมพิวเตอร์ ทำาให้ สามารถแก้ไขดัดแปลงได้ง่าย ภายใต้ขอ ้ กำาหนดของซอฟต์แวร์ผู้ใช้ สามารถกำาหนดปรับแต่งรูปแบบได้ตามต้องการ เช่น การกำาหนดเส้นกั้น หน้าและกั้นหลัง กั้นบนและกั้นล่าง เมื่อมีการแก้ไขจนเป็นที่พอใจแล้ว สามารถสั่งพิมพ์เอกสารออกทางเครื่องพิมพ์ได้หลายชุดตามที่ต้องการ เอกสารที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ จะมีคุณภาพดีไม่มีรอยเปื้อนจากการ แก้ไขดัดแปลง

เป็นซอฟต์แวร์ประมวลคำา ที่พัฒนาโดยคนไทยชื่อโปรแกรมปลาดาว


เป็นซอฟต์แวร์ของบริษัทไมโครซอฟต์ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังสามารถเก็บบันทึกเอกสารนั้นเป็นแฟ้มในสื่อบันทึก เช่น แผ่นบันทึก เพื่อให้พกพาติดตัวไปใช้กับเครื่องอื่น แฟ้มเอกสารที่ เก็บไว้แล้วนี้สามารถเรียกมาแสดงผลบนจอภาพเพื่อทำาการดัดแปลง ใหม่ได้อีกด้วย ลักษณะการใช้งานซอฟต์แวร์ประมวลคำาจะเป็นการเตรียมเอกสาร ที่มองเห็นงานพิมพ์ไปปรากฎที่จอภาพ ถ้าพิมพ์ผิดและต้องการแก้ไข เพิ่มเติมหรือตัดทอนที่ตำาแหน่งใด จะต้องเคลื่อนย้ายตัวชี้หรือตัวกะพริบ บนจอภาพไปยังตำาแหน่งนั้นเพื่อทำาการแก้ไข เนื่องจากสามารถแทรก หรือลบตัวอักษรหรือข้อความได้ตลอด และโปรแกรมจะคงรูปแบบให้ เป็นไปตามที่กำาหนดไว้ จึงทำาให้ไม่เสียเวลาและสิ้นเปลืองเหมือนการ พิมพ์เอกสารด้วยเครื่องพิมพ์ดด ี ซึ่งถ้ามีข้อผิดพลาดจะต้องพิมพ์ใหม่


ซอฟต์แวร์ประมวลคำา มีคุณสมบัติเด่นกว่าการเตรียมเอกสารด้วย เครื่องพิมพ์ดีดหลายประการ อาจจะสรุปได้ดังนี้ 1.สามารถควบคุมสั่งจัดวางรูปแบบเอกสารได้ใหม่ตามต้องการ โดยจะพิมพ์ผลลัพธ์ออกมาตามรูปแบบที่กำาหนด เช่น การกำาหนด จำานวนตัวอักษรในแต่ละบรรทัด การกำาหนดตำาแหน่งเริ่มต้นและ ตำาแหน่งบรรทัด เป็นต้น 2.ช่วยควบคุมให้แก้ไขดัดแปลงข้อความเป็นกลุ่ม คือสามารถสั่ง ทำาการลบ เคลื่อนย้าย หรือสำาเนาข้อความเป็นคำา ประโยคหรือย่อหน้า จากตำาแหน่งหนึ่งไปยังตำาแหน่งอื่นของเอกสารได้ง่าย 3.สามารถควบคุมการแสดงตัวอักษรของข้อความที่อาจเป็นตัว เข้ม ตัวหนา ตัวเอียงและขีดเส้นใต้ที่ตำาแหน่งต่างๆ ได้อย่างอิสระ การ พิมพ์เอกสารออกทางเครื่องพิมพ์จะได้แบบของตัวอักษรที่สวยงามตาม ต้องการ 4.เอกสารที่จัดเตรียมไว้สามารถทำาการจัดเก็บลงในแผ่นบันทึกใน รูปของแฟ้มข้อมูล และสามารถเรียกแฟ้มนั้นจากแผ่นบันทึกกลับมาลง หน่วยความจำาของเครื่องคอม���ิวเตอร์ เพื่อทำาการแก้ไขข้อความบน จอภาพได้ทันที 5. มีคำาสั่งในการเรียกค้นคำาหรือข้อความที่มีอยู่ในเอกสารได้อย่าง รวดเร็ว ช่วยให้สามารถแก้ไขดัดแปลงได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น นอกจากการเรียกค้นแล้ว ยังสามารถสั่งให้มีการแทนที่คำาหรือข้อความ เดิมด้วยข้อความใหม่ได้ทันทีอย่างอัตโนมัติ เช่นการเปลี่ยนข้อความ


จาก “คอมพิวเตอร์” เป็น “ไมโครคอมพิวเตอร์” ในทุกๆ แห่งที่พบใน เอกสารนั้น เป็นต้น 6.มีคุณสมบัติให้สามารถทำาการเชื่อมแฟ้มข้อความที่อาจเป็น จดหมายกับแฟ้มข้อมูลที่เป็นชื่อหรือที่อยู่บริษัท เพื่อทำาการพิมพ์เอกสาร ลักษณะแบบเดียวกันหลายๆ ชุดพร้อมกัน เช่น การส่งจดหมายเชิญ ประชุมถึงผู้จัดการบริษัทต่างๆ จำานวนมาก โดยเนื้อหาของข้อความใน จดหมายทุกฉบับเหมือนกัน ต่างกันที่ชื่อบริษัท ซอฟต์แวร์ประมวลคำาจะ พิมพ์จดหมายให้เองครบทุกฉบับด้วยการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทเท่านั้น ลักษณะพิเศษที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปของ ซอฟต์แวร์ประมวลคำา ในปัจจุบันซอฟต์แวร์ได้มีการพัฒนาให้ทำางานได้ มากขึ้น ใช้งานได้สะดวกขึ้น ซอฟต์แวร์ประมวลคำายุคใหม่ก็ได้มีการ พัฒนาเพิ่มคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมาก คุณลักษณะที่เพิ่มขึ้นได้แก่ 1.การช่วยงานด้านการตรวจสอบตัวสะกด โดยเปรียบเทียบข้อมูล กับพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เก็บในรูปของแฟ้ม ถ้ามีการสะกดผิดก็จะ มีคำาที่คาดว่าถูกต้องแสดงให้เลือกพิจารณานำามาแทนที่ 2.การแสดงความหมายของคำาต่างๆ ที่มีเก็บในพจนานุกรม เรียบร้อยแล้ว และการเลือกคำาพ้องความหมายมาแทนที่คำาเดิม 3.การสร้างข้อมูลในรูปแบบตารางได้ง่ายและสะดวก 4.การนำารูปภาพมาผสมรวมกับข้อมูลที่มีแต่ตัวอักษร โดยจะ ทำางานอยู่ในภาวะกราฟิก พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรและรูปภาพ เราสามารถ เลือกชุดแบบตัวอักษรได้หลายแบบ


5.การช่วยงานด้านการตรวจสอบรูปแบบหรือรูปแบบของประโยค ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบไวยากรณ์ทางภาษา และวิเคราะห์ความน่าอ่าน หรือความสละสลวยของเอกสาร วิธีการของการตรวจสอบนี้จะใช้หลัก วิชาทางปัญญาประดิษฐ์ว่าด้วยกฎและข้อเท็จจริงของภาษาศาสตร์ ซึ่ง รูปแบบของประโยคที่โปรแกรมสามารถวิเคราะห์ได้ในปัจจุบัน จะยังอยู่ ในวงจำากัดเฉพาะที่ใช้งานในวงการบริหารธุรกิจเท่านั้น 5. ซอฟต์แ วร์ต ารางทำา งาน การวิเคราะห์และคำานวณตัวเลขของผู้ใช้ ด้วยการสร้างเป็นรูปแบบ จำาลองในลักษณะของสูตรคำานวณและสมการทางคณิตศาสตร์ มักมีการ ขีดเขียน คำานวณ และจดบันทึกลงในกระดาษ โดยมีเครื่องคิดเลขเป็น เครื่องมือช่วยในการคำานวณ การคำานวณตามงานที่ออกแบบหรือการ ค้นหาคำาตอบของรูปแบบจำาลองสมการที่สร้างขึ้น นับเป็นงานที่น่าเบื่อ และต้องใช้ความอดทนมากพอสมควร เพราะผู้ใช้จะต้องทำาการคำานวณ ใหม่ ซำ้าแล้วซำ้าอีกหลายๆ ครั้ง ตามการแปรเปลี่ยนอย่างไม่หยุดนิ่งของ องค์ประกอบหรือปัจจัยสำาคัญของงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากงานนั้น เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินด้วยแล้ว การคำานวณ ต่างๆ ก็ต้องยิ่งระมัดระวังให้มีการตรวจทานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และแม่นยำา


ซอฟต์แวร์สำาเร็จตารางทำางาน หรือกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ เป็น เครื่องมือช่วยเพื่อการวิเคราะห์และคำานวณตัวเลขให้กับผู้ใช้ได้อย่างดี เพราะการใช้งานซอฟต์แวร์นี้ จะเปรียบเหมือนกับการนั่งทำางานอยู่บน โต๊ะทำางาน ที่มีกระดาษแผ่นใหญ่ๆ ประกอบด้วยตารางสี่เหลี่ยมของช่อง ตามแนวแถวและสดมภ์จำานวนมากมายปรากฏบนจอภาพ โดยแต่ละช่อง บนตารางทำางาน ภายในซอฟต์แวร์ตารางทำางานจะมีฟังก์ชันต่างๆ จัดมาให้เลือก ใช้เรียบร้อยแล้ว เช่น ฟังก์ชันการคำานวณทางคณิตศาสตร์ ฟังก์ชันการ คำานวณทางสถิติ ฯลฯ ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้เปรียบได้กับเครื่องคิดเลขที่วาง บนโต๊ะทำางาน ผูใ ้ ช้สามารถนำาข้อมูลจากช่องต่างๆ บนตารางเป็น


ตัวแปรของฟังก์ชันหรือสูตรคำานวณ เพื่อคำานวณให้ได้ผลลัพธ์ออกมา และนำาไปใช้ในการคำานวณของช่องอื่นๆ ต่อไปได้อีก

รูปแสดงความสามารถของซอฟต์แวร์ตารางทำางานในการวิเคราะห์ข้อมูลจากรูป (บน) และแสดงในรูปของแผนภูมิดังรูป (ล่าง)

ข้อมูลในช่องต่างๆ บนตารางทำางานสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยง่ายด้วย การสั่งงานตามคำาสั่งที่ปรากฏบนรายการเมนู ซึ่งการ เปลี่ยนแปลงแก้ไขนี้เปรียบได้กับการมียางลบที่ทำาการลบ แล้วบันทึกค่า ลงไปใหม่ ถ้าตารางทำางานนี้ไม่ถูกต้องใช้งานไม่ได้ ผู้ใช้อาจลบทั้ง ตารางและสร้างใหม่เหมือนการขยำากระดาษโยนใส่ถังขยะทิ้งไป แต่ถ้า


ตารางทำางานนี้ใช้งานได้ดีแล้ว ผู้ใช้ก็สามารถทำาการบันทึกข้อมูลไว้ใน แผ่นบันทึกเพื่อนำามาใช้งานใหม่ภายหลัง ขีดความสามารถพิเศษของตารางทำางานมีมากมาย เช่น สามารถ แสดงรายงานต่างๆ ในรูปแบบที่สวยงาม พิมพ์เป็นกราฟิกรูปภาพ หรือ การแสดงผลอื่นๆ

6. ซอฟต์แ วร์จ ัด การฐานข้อ มูล ในสังคมเทคโนโลยีสารสนเทศยุคปัจจุบัน ข้อมูลที่มีอยู่จำานวนมาก จะต้องมีการจัดเก็บ และเรียกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การรวบรวมและ เก็บข้อมูลไว้ด้วยกันจะช่วยให้การเรียกค้นเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลง ทำาได้ง่าย ซึ่งการรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกันนี้เรียกว่า ฐานข้อมูล ประโยชน์ของการใช้ฐานข้อมูลจะช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน ช่วย หลีกเลี่ยงความซำ้าซ้อนของข้อมูลที่จะเกิดขึ้น ช่วยขจัดความขัดแย้งของ ข้อมูลและสามารถกำาหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ง่าย เป็นต้น ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลช่วยให้ผู้ใช้ดำาเนินการจัดการข้อมูล ได้ง่าย และมีให้เลือกใช้ได้หลายซอฟต์แวร์ โดยเน้นให้ผู้ใช้สามารถ สร้างแฟ้มข้อมูล ช่วยในการจัดเก็บ การขอดู การเรียกค้น การเพิ่มเติม การลบ การจัดเรียง และการทำารายงาน


ตัวอย่างซอฟ์แวร์จัดการฐานข้อมูล สามารถสร้างตารางเก็บข้อมูล แบบฟอร์มสำาหรับป้อน แสดงผล และแก้ไขข้อมูล และแบบสอบถามสำาหรับสืบค้น ข้อมูล

การจัดเก็บข้อมูลภายใต้การทำางานของซอฟต์แวร์จัดการฐาน ข้อมูล เป็นเรื่องทางเทคนิคภายในที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้ใช้งานฐานข้อมูล ทั่วไป ไม่จำาเป็นต้องเข้าใจ เพราะซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลจะดำาเนิน การให้เอง นอกจากนี้ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลยังสามารถควบคุม ความถูกต้องของข้อมูลในฐานข้อมูล ข้อมูลที่ปรากฏในฐานข้อมูลจะ ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ความถูกต้อง เช่น เมื่อกำาหนดว่าพนักงานของ บริษัทแต่ละคนจะทำางานได้เพียงแผนกเดียว พนักงานนั้นจะมีชื่อไป ปรากฏสังกัดแผนกอื่นมากกว่าหนึ่งไม่ได้ หรืออายุของพนักงานจะมีค่า มากกว่า 100 ปี ไม่ได้ เป็นต้น นอกจากนี้ความถูกต้องของข้อมูลจะรวม


ถึงว่า ข้อมูลในฐานข้อมูลจะต้องสอดคล้องหรือไม่เกิดการขัดแย้งกัน เช่น วันเกิดของพนักงานที่แสดงไว้ในที่ต่างๆ จะต้องบันทึกไว้ตรงกัน ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลจะต้องมีคำาสั่งซึ่งอาจเลือกได้จากเมนู รายการคำาสั่ง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถกำาหนดกฎเกณฑ์ในการควบคุม การทำางาน เมื่อมีการกำาหนดกฎเกณฑ์ไว้แล้ว ซอฟต์แวร์จัดการฐาน ข้อมูลจะทำาหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมความถูกต้องให้กับผู้ใช้ ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลมีมากมายหลายโปรแกรม ส่วนใหญ่ เน้นการใช้งานที่ง่ายและใช้งานในระดับตั้งแต่ผู้ใช้คนเดียว หรือเชื่อม โยงเป็นกลุ่ม ตลอดจนเชื่อมต่อฐานข้อมูลอื่น ซอฟต์แวร์จัดการฐาน ข้อมูลที่รู้จักกันดี ได้แก่ แอกเซส ออราเคิล อินฟอร์มิกซ์ มายเอสคิวแอล เป็นต้น 7. ซอฟต์แ วร์น ำา เสนอ การนำาข้อมูลตัวเลข โดยปกติจะอยู่ในรูปของตาราง เป็นแถวและ สดมภ์ ซึ่งไม่ใช่วิธีนำาเสนอข้อมูลทีด ่ ี เพราะการนำาเสนอข้อมูลในรูป ตารางไม่ดึงดูดความสนใจ และตีความข้อมูลตัวเลขได้ลำาบากไม่ สมบูรณ์ การแปลงข้อมูลตัวเลขให้อยู่ในรูปภาพและแผนภูมิจะเป็นวิธีทด ี่ ี และมีประสิทธิภาพสูง เพราะการนำาเสนอข้อมูลด้วยวิธีนี้จะดึงดูดความ สนใจสื่อความหมายได้กระจ่างชัด และเข้าใจง่าย ในปัจจุบันนิยมนำาข้อมูลมาเขียนเป็นแผนภูมิหรือนำาข้อมูลมา วิเคราะห์คำานวณตัวเลขทางสถิติ ได้ข้อมูลตัวเลขชุดใหม่ แล้วจึงค่อยนำา


มาสร้างเป็นแผนภูมิ ซึ่งแผนภูมิที่ได้นี้จะนำาไปเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง เพื่อใช้วางแผนและตัดสินใจ หรืออาจใช้เพื่อนำาเสนอบุคคลทั่วไป เพื่อ การประชาสัมพันธ์ แผนภูมิทางธุรกิจเพื่อการนำาเสนอมักมีการจัดทำาขึ้น เป็นพิเศษเพราะจะต้องให้เข้าใจง่าย ดึงดูดความสนใจผู้พบเห็น

ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกให้เลือกใช้มาก ซึ่งซอฟต์แวร์ เหล่านี้มักจะเน้น การใช้งานที่ง่ายและสะดวก มีชนิดของแผนภูมิให้ เลือกใช้หลายแบบตามความเหมาะสมของข้อมูล การปรับแต่งและจัดรูป แบบแผนภูมิใหม่สามารถทำาได้ง่ายด้วยคำาสั่งเพียง 1 หรือ 2 คำาสั่ง นอกจากนี้ยังสามารถโอนย้ายข้อมูลจากซอฟต์แวร์สำาเร็จอื่น เช่น จาก ระบบฐานข้อมูลและตารางทำางาน มาแสดงแผนภูมิได้ด้วย


ตัวอย่างงานที่สร้างจากซอฟต์แวร์นำาเสนอ ที่มีการแทรกรูปภาพทำาให้งานนำาเสนอ น่าสนใจมากขึ้น

แผนภูมิที่ได้จากซอฟต์แวร์สำาเร็จข้างต้นให้ผลของภาพชัดเจน และละเอียดดี ไม่แพ้ภาพของแผนกศิลป์ การสร้างปรับแต่งภาพ ก็ สามารถทำาได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถเก็บภาพที่ได้ใส่ไว้ในแผ่น บันทึกในรูปของแฟ้มข้อมูล และนำาผลออกทางเครื่องพิมพ์ เครื่องวาดรูป หรือออกเป็นภาพสไลด์ก็ได้ ซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกแบ่งได้หลายประเภทของการใช้งาน เช่น ทางธุรกิจ ทางการออกแบบ ซอฟต์แวร์กราฟิกเชิงธุรกิจจะช่วยในงาน ด้านวิเคราะห์และเสนอข้อมูลในรูปของแผนภูมิ โดยสามารถปรับแต่งรูป แผนภูมิให้สวยงามเพื่อนำาเสนอและจูงใจผู้ชม โดยทั่วไปแล้วซอฟต์แวร์ด้านนี้จะสามารถสร้างแผนภูมิหลักที่ สำาคัญต่อไปนี้ได้คือแผนภูมิแท่ง แผนภูมิแท่งซ้อน แผนภูมิแท่งเหลือ ่ ม


ทับ แผนภูมิวงกลม แผนภูมิวงกลมแยกส่วน กราฟเส้นตรง แผนภูมิ กระจัดกระจาย แผนภูมิพื้นที่และแผนภูมิสูงตำ่า ในการปรับแต่งรูปแผนภูมิ สามารถกำาหนดข้อความ หัวเรื่อง ข้อความอธิบายแกนเลือกขนาดและชุดแบบอักษร เลือกสีหรือแถบ ระบายของแท่งหรือชิ้นส่วนแผนภูมิ และแทรกภาพสัญลักษณ์เข้ารวม ในรูปแผนภูมิ นอกจากนี้ในการรับข้อมูลเข้า สามารถเลือกรับจากแผง แป้นอักขระ จากแฟ้มข้อมูล หรือจากโปรแกรมสำาเร็จอื่น เช่น รับแฟ้ม ตารางทำางานมาปรับแต่งแผนภูมิให้ดีขึ้นได้ เพิ่มความสะดวกในการใช้ งานกราฟิกเชิงธุรกิจอีกด้วย 8. ซอฟต์แ วร์จ ัด การด้า นกราฟิก ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิกเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำาหน้าที่เหมือน กระดาน หรือสมุดวาดเขียนที่ผู้ใช้สามารถสร้างภาพเขียนได้ และมี อุปกรณ์ที่ช่วยในการวาดรูปเช่น ปากกาช่วยวาดลายเส้น พู่กันระบายสี และยางลบช่วยลบลายเส้นหรือสีที่ไม่ต้องการได้


ตัวอย่างการกวาดภาพโดยใช้ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิก

ตัวอย่างการตกแต่งภาพ ตัดต่อภาพโดยใช้ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิก

นอกจากนี้สามารถนำาแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่ถ่ายโดยใช้กล้อง ถ่ายรูปดิจิตอลมาแก้ไข หรือตกแต่งได้ โดยซอฟต์แวร์จัดการด้าน กราฟิกมีเครื่องมือที่สามารถปรับเปลี่ยนความเข้มของแสง ปรับเปลี่ยน ความแตกต่างของสีวัตถุในภาพ และสามารถตัดแปะองค์ประกอบของ ภาพหลายๆ ภาพมาสร้างเป็นภาพใหม่ได้เหมือนการสร้างศิลปะ นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนลักษณะของภาพ ลักษณะของสีให้มีพื้นสี


แบบต่างๆ ได้ ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิกที่เป็นที่นิยมเช่น โฟโตชอป เพนท์บรัช เพนท์ชอป ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิกบางโปรแกรม สามารถเชื่อมต่อกับ อุปกรณ์นำาเข้าสแกนเนอร์ เพื่อจัดการนำาแปลงข้อมูลรูปภาพให้เป็น ข้อมูลแบบดิจิตอล และจัดเก็บข้อมูลในรูปของแฟ้มข้อมูลเพื่อนำามา แก้ไขต่อไป 9. ซอฟต์แ วร์ต ิด ต่อ สื่อ สาร เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำาคัญในการใช้ทำางานและ การใช้งานคอมพิวเตอร์ของมนุษย์มากขึ้น และมีบริการหรือการ ประยุกต์ทำางานหลายๆ อย่างบนระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์จากซีกโลกหนึ่งสามารถเลือก ค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ในอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้การติดต่อสื่อสารไม่ว่าใน รูปของการส่งข้อความหรือการติดต่อด้วยเสียงก็สามารถทำาได้ ความ สะดวกสบายเหล่านี้ล้วนแต่ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ทำาหน้าที่ จัดการทั้งสิ้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์ในกลุ่มติดต่อสือ ่ สารที่มีใช้งานเป็น หลักในสังคมปัจจุบันคือซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บ (web browser)


ตัวอย่างการใช้งานซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บสืบค้นสารสนเทศที่เผยแพร่บนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต

ซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถสืบค้น และแสดง สารสนเทศที่นำาเสนอในรูปของเว็บเพจ (web page) ได้ โดยที่ สารสนเทศดังกล่าวอาจจะเป็นสารสนเทศที่เก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่บรรจุซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บหรืออยู่ที่เครื่องแม่ข่าย (web s erver) ที่ให้ บริการเผยแพร่สารสนเทศบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สารสนเทศเหล่านั้น อาจอยู่ในรูปของข้อความ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว โดย ซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บมีหน้าที่ติดต่อกับระบบเก็บข้อมูลที่เครื่องแม่ข่าย รับคำาสั่งจากเครื่องที่ใช้งานอยู่แล้วเรียกดึงข้อมูลที่อยู่ในเครื่องแม่ข่าย มาแสดงผลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน และนอกจากนี้ซอฟต์แวร์ ชนิดนี้สามารถช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเครื่องแม่ข่ายและลูก ข่ายได้ ทั้งการส่งข้อมูลที่ตอ ้ งการเผยจากเครื่องลูกข่ายไปยังเครื่องแม่ ข่ายที่เรียกว่าการบรรจุขึ้น (upload) และการถ่ายโอนข้อมูลทีผ ่ ู้ใช้


ต้องการจากเครื่องแม่ข่ายมาไว้ในเครื่องลูกข่ายที่เรียกว่าการบรรจุลง (download) และในปัจจุบันผู้ใช้สามารถรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทางซอฟต์แวร์ชนิดนี้ได้อีกด้วย การค้นสารสนเทศโดยใช้ซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บนี้มีด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่ การสืบค้น (browse) ซึ่งเป็นการเปิดดูเอกสารที่นำาเสนออยู่บนเว็บ ไปเรื่อยๆ โดยเอกสารเหล่านั้นมีการเชื่อมโยง (link) กันอยู่ผู้ใช้สามารถ ค้นข้อมูลได้โดยการเลือกเปิดดูเอกสารตามการเชื่อมโยงเหล่านั้นและอีก แบบหนึ่งเรียกว่าการค้นหา (se arch) เป็นการค้นหาสารสนเทศเฉพาะ หัวข้อที่ต้องการ การค้นหาต้องใช้ระบบที่เรียกว่าโปรแกรมค้นหา (search engine) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยในการค้นหา เอกสารหรือบทความที่เกี่ยวข้อกับเรื่องที่ผู้ใช้สนใจโดยใช้คำาสำาคัญ (keyword) ที���ผู้ใช้ป้อนเข้าสู่ระบบ และระบบจะนำาคำาสำาคัญไปเปรียบ เทียบกับคำาในเอกสารต่างๆ ที่เผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต และแสดงผลการ ค้นหาแก่ผู้ใช้


ตัวอย่างการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมค้นหา โดยการป้อนคำาสำาคัญ เมื่อเสร็จสิ้นการค้นหาโปรแกรมจะแสดงผลการค้นหาแก่ผู้ใช้

10. ภาษาคอมพิว เตอร์ มนุษย์ใช้ภาษาในการสื่อสารมาตั้งแต่สมัยโบราณ การใช้ภาษา เป็นเรื่องที่มนุษย์พยายามถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกต่างๆ เพื่อการ โต้ตอบและสื่อความหมาย ภาษาที่มนุษย์ใช้ติดต่อสือ ่ สารในชีวิตประจำา วัน เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน ต่างเรียกว่า ภาษา ธรรมชาติ (natural language) เพราะมีการศึกษา ได้ยิน ได้ฟังกันมา ตั้งแต่เกิด การใช้งานคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ ทำางานตามที่ต้องการ จำาเป็นต้องมีการกำาหนดภาษาสำาหรับใช้ติดต่อสั่ง งานกับคอมพิวเตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์จะเป็นภาษาประดิษฐ์ (artificial language) ที่มนุษย์คิดสร้างมาเอง เป็นภาษาที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ มีกฎ เกณฑ์ที่ตายตัวและจำากัด คืออยู่ในกรอบให้ใช้คำาและไวยากรณ์ที่ กำาหนดและมีการตีความหมายที่ชัดเจน จึงจัดภาษาคอมพิวเตอร์เป็น ภาษาที่มีรูปแบบเป็นทางการ (formal language) ต่างกับภาษาธรรมชาติ ที่มีขอบเขตกว้างมาก ไม่มีรูปแบบตายตัวที่แน่นอน กฎเกณฑ์ของภาษา จะขึ้นกับหลักไวยากรณ์และการยอมรับของกลุ่มผู้ใช้นั้น ๆ ภาษาคอมพิวเตอร์ อาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ภาษาเครื่อง ภาษา ระดับตำ่า (low-level language) และภาษาระดับสูง (high-level language)


10.1 ภาษาเครื่อ ง การเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำางานในยุคแรกๆ จะ ต้องเขียนด้วยภาษาซึ่งเป็นที่ยอมรับของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า ภาษาเครื่อง ภาษานี้ประกอบด้วยตัวเลขล้วน ทำาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำางานได้ทันที ผู้ที่จะเขียนโปรแกรมภาษาเครื่องได้ต้อง สามารถจำารหัสแทนคำาสั่งต่างๆ ได้ และในการคำานวณต้องสามารถจำา ได้ว่าจำานวนต่างๆ ที่ใช้ในการคำานวณนั้นถูกเก็บไว้ที่ตำาแหน่งใด ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมจึงมีมาก นอกจากนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละระบบมีภาษาเครื่องที่แตกต่างกันออกไป ทำาให้ เกิดความไม่สะดวกเมื่อมีการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์เพราะจะต้อง เขียนโปรแกรมใหม่ทั้งหมด 10.2 ภาษาระดับ ตำ่า เนื่องจากภาษาเครื่องเป็นภาษาที่มีความยุ่งยากในการเขียนดังได้ กล่าวมาแล้วจึงไม่มีผู้นิยมและมีการใช้น้อย ดังนั้นได้มีการพัฒนาภาษา คอมพิวเตอร์ขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นรหัส แทนการทำางานและใช้การตั้งชื่อตัวแปรแทนตำาแหน่งที่ใช้เก็บจำานวน ต่าง ๆ ซึ่งเป็นค่าของตัวแปรนั้น ๆ การใช้สัญลักษณ์ช่วยให้การเขียน โปรแกรมนี้เรียกว่าภาษาระดับตำ่า ภาษาระดับตำ่าเป็นภาษาที่มีความใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมาก ดัง นั้นบางครั้งจึงเรียกภาษานี้ว่า ภาษาอิงเครื่อง (machine – oriented language) ตัวอย่างของภาษาระดับตำ่าได้แก่ ภาษาแอสแซมบลี เป็น


ภาษาที่ใช้คำาในอักษรภาษาอังกฤษเป็นคำาสั่งให้เครื่องทำางาน เช่น ADD หมายถึง บวก SUB หมายถึง ลบ เป็นต้น การใช้คำาเหล่านี้ช่วย ให้การเขียนโปรแกรมง่ายขึ้นกว่าการใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นตัวเลขล้วน ตารางที่ แสดง

ตัวอย่างของภาษาระดับตำ่าและภาษาเครื่องที่สั่งให้มี

การบวกจำานวนที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำา

ภาษาระดับ ตำ่า

MOV AL,05 MOV BL,08 ADD AL,BL MOV CL,AL

ภาษาเครื่อง 10110000 00000101 10110011 00001000 00000000 11011000 10001000 11000001

ตารางแสดงความสัม พัน ธ์ข องคำา สั่ง ในภาษาระดับ ตำ่า และภาษา เครื่อ ง

จากตารางบรรทัดแรก 10110000 00000101 เป็นคำาสั่งให้นำาจำานวน 5 (0000 0101) ไปเก็บในเรจีสเตอร์ชื่อ AL โดยส่วนแรก 10110000 คือ รหัสคำาสั่ง MOV ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายข้อมูลจำานวนมาเก็บไว้ในเรจีส


เตอร์ AL บรรทัดที่สอง 10110011 00001000 เป็นคำาสั่งให้นำาจำานวน 8 (0000 1000) ไปเก็บในเรจีสเตอร์ชื่อ BL โดยส่วนแรก 10110011 คือ รหัสคำาสั่ง MOV ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายข้อมูลจำานวนมาเก็บไว้ในเรจีส เตอร์ BL บรรทัดที่สาม เป็นคำาสั่งการบวกระหว่างเรจีสเตอร์ AL กับ BL หรือนำา 5 บวก 8 ผลลัพธ์เก็บในเรจีสเตอร์ AL บรรทัดที่สี่ เป็นการนำาผลลัพธ์จากเรจีสเตอร์ชื่อ AL ไปเก็บไว้ในเร จีเตอร์ชื่อ CL การใช้โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาแอสแซมบลีนั้น เครื่อง คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำางานได้ทันที จำาเป็นต้องมีการแปลโปรแกรม จากภาษาแอสแซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องก่อน โดยอาศัยโปรแกรมใน การแปลที่มีชื่อว่าแอสแซมเบลอร์ (ass embler) ซึ่งแตกต่างไปตาม เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละชนิด ดังนั้นแอสเซมเบลอร์ของเครื่องชนิดหนึ่ง จะไม่สามารถใช้แปลโปรแกรมภาษาแอสแซมบลีของชนิดอื่นๆ ได้ภาษา แอสแซมบลีนี้ยังคงใช้ยาก เพราะผู้เขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจการ ทำางานของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างละเอียด ต้องรู้ว่าจำานวนที่จะนำามา คำานวณนั้นอยู่ ณ ตำาแหน่งใดในหน่วยความจำา ในทำานองเดียวกับการ เขียนโปรแกรมเป็นภาษาเครื่อง ภาษาแอสแซมบลีจึงมีผู้ใช้น้อยและมัก จะใช้ในกรณีที่ต้องการควบคุมการทำางานภายในของตัวเครื่อง 10.3 ภาษาระดับ สูง ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยอำานวยความสะดวกใน


การเขียนโปรแกรม กล่าวคือ ลักษณะของคำาสั่งจะประกอบด้วยคำาต่างๆ ในภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายได้ทันที ผู้เขียน โปรแกรมจึงเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงได้ง่ายกว่าเขียนด้วย ภาษาแอสแซมบลี หรือภาษาเครื่อง ภาษาระดับสูงมีมากมายหลายภาษา อาทิเช่น ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN) ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาเบสิก (BASIC) ภาษาวิชวลเบสิก (Visual Basic) ภาษาซี (C) และภาษาจาวา (Java) เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูง แต่ละภาษาจะต้องมีโปรแกรมที่ทำาหน้าที่แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษา เครื่อง เช่น โปรแกรมแปลภาษาฟอร์แทรนเป็นภาษาเครื่อง โปรแกรม แปลภาษาปาสคาลเป็นภาษาเครื่อง คำาสั่งหนึ่งคำาสั่งในภาษาระดับสูงจะ ถูกแปลเป็นภาษาเครื่องหลายคำาสั่ง ภาษาระดับสูงที่จะกล่าวถึงในที่นี้ ได้แก่ 10.3.1 ภาษาฟอร์แ ทรน (FORmula TRANslator : FORTRAN) จัดเป็นภาษาระดับสูงที่เก่าแก่ที่สุด ได้รับการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกราว พ.ศ. 2497 โดยบริษัทไอบีเอ็ม เป็นภาษาที่เหมาะสำาหรับงานที่ต้องการ การคำานวณ เช่นงานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และงาน วิจัยต่าง ๆ เนื่องจากแนวคิดในการเขียนโปรแกรมในระยะหลังนี้ เปลี่ยน มานิยมการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้างมากขึ้น ลักษณะของคำาสั่ง ภาษาฟอร์แทรนแบบเดิม ไม่เอื้ออำานวยที่จะให้เขียนได้ จึงมีการ ปรับปรุงโครงสร้างของภาษาฟอร์แทรนให้สามารถเขียนโปรแกรมแบบ โครงสร้างขึ้นมาได้ในปี พ.ศ. 2509 เรียกว่า FORTRAN 66 และในปี


พ.ศ. 2520 สถาบันมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา (American National Standard Institute หรือ ANSI) ได้ปรับปรุง FORTRAN 66 และ ยอมรับให้เป็นภาษาฟอร์แทรนที่เป็นมาตรฐานเรียกว่า FORTRAN 77 ใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีตัวแปลภาษานี้ 10.3.2 ภาษาโคบอล (Common Business – Oriented Language : COBOL) เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นในราว พ.ศ. 2502 ต่อมาได้ รับการปรับปรุงจากคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานธุรกิจ และรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา เป็นภาษาโคบอลมาตรฐานใน พ.ศ. 2517 ภาษาโคบอลเป็นภาษาที่เหมาะสมสำาหรับงานด้านธุรกิจ เครื่อง คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ส่วนมากมีโปรแกรมแปลภาษาโคบอล 10.3.3 ภาษาเบสิ��� (Beginner’s All - purpose Symbolic Instruction Code : BASIC)เป็นภาษาที่ได้รับการคิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ วิทยาลัยดาร์ทมัธ (Dartmouth College) เผยแพร่เป็นทางการในปี พ.ศ. 2508 ภาษาเบสิกเป็นภาษาที่สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้สอนเขียน โปรแกรมแทนภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาอื่น เช่น ภาษาฟอร์แทรน ซึ่งมี ขนาดใหญ่และต้องใช้หน่วยความจำาสูงในการทำางาน ซึ่งไม่เหมาะกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น ภาษาเบสิกเป็นภาษาที่มีขนาดเล็ก เป็นตัว แปลภาษาชนิดที่เรียกว่าอินเตอร์เพรทเตอร์ ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนใน หัวข้อถัดไป นอกจากนี้ ภาษาเบสิกเป็นที่ง่ายต่อการเขียนซึ่งผู้เขียนจะสามารถ นำาไปประยุกต์กับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกสาขาวิชา ผู้ที่เพิ่งฝึกเขียน โปรแกรมใหม่ ๆ หรือผู้ที่ไม่ใช่นักเขียนโปรแกรมอาชีพ แต่เป็นเพียง


วิศวกร หรือนักวิจัย จะสามารถหัดเขียนโปรแกรมภาษาเบสิกได้ในเวลา ไม่นานนัก ปกติภาษาเบสิกส่วนใหญ่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ 10.3.4 ภาษาปาสคาล (Pascal) ตั้งชื่อตามนักคณิตศาสตร์ชาว ฝรั่งเศสชื่อ เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal ) ซึ่งได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นผู้ ผลิตเครื่องคิดเลขโดยใช้เฟืองหมุน ภาษาปาสคาลคิดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 โดยนิคลอสเวียซ (Niklaus Wirth) ศาสตราจารย์วิชาคอมพิวเตอร์ ชาวสวิส ภาษาปาสคาลได้รับการออกแบบให้ใช้ง่ายและมีโครงสร้างที่ดี จึงเหมาะกับการใช้สอนหลักการเขียนโปรแกรม ปัจจุบันภาษาปาสคาล ยังคงได้รับความนิยมใช้ในการเรียนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 10.3.5 ภาษาซีแ ละซีพ ลัส พลัส (C และ C++) ภาษาซีเป็นภาษาที่ พัฒนาจากห้องปฏิบัติการเบลล์ของบริษัทเอทีแอนด์ทีในปี พ.ศ .2515 หลังจากที่พัฒนาขึ้นได้ไม่นานภาษาซีก็กลายเป็นภาษาที่นิยมในหมู่ นักเรียนโปรแกรมมาก และมีใช้งานเครื่องทุกระดับ ทั้งนี้ เนื่องจากภษา ซีได้รวมเอาข้อมูลของภาษาระดับสูงแลภาษาระดับเข้าไว้ด้วยกัน กล่าว คือ เป็นภาษาที่มีไวยกรณ์ที่เข้าใจง่ายทำาให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายเช่น เดียวกับภาษาระดับสูงทั่วไป แต่ประสิทธิภาพและความเร็วในการ ทำางานดีกว่ามาก เนื่องจากมีการทำางานเหมือนภาษาระดับตำ่า สามารถ ทำางานได้ในระดับที่เป็นการควบคุมฮาร์ดแวร์ได้มากกว่าภาษาระดับสู งอื่นๆ ดังจะเห็นว่าภาษาซีเป็นภาษาที่สามารถพัฒนาระบบปฏิบัติการได้ เช่น ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ นอกจากนี้เมื่อแนวคิดของการเขียนโปรแกรมแบบเชิงวัตถุ


(Object Oriented Programing : OOP) ได้เข้ามามีบทบาทในวงการ คอมพิวเตอร์มากขึ้น ภาษาซีก็ยังได้รับการพัฒนาดดยประยุกต์ใช้กับ การเขียนโปรแกรมดังกล่าว เกิดเป็นภาษาใหม่ชื่อว่า ภาษาซีพลัสพลัส (C++) 10.3.6 ภาษาวิช วลเบสิก (Visual Basic) เป็นภาษาที่พัฒนาต่อ มาจากภาษาเบสิก สำาหรับภาษาวิชวลเบสิกเป็นภาษาที่ใช้ไวยกรณ์บาง ส่วนของภาษาเบสิกในการเขียนโปรแกรม แต่มีแยวคิดและวิธีการ พัฒนาโปรแกรมที่แตกต่างจากภาษาเบลิกโดยสิ้นเชิง รวมทั้งการใช้ เนื้อที่ในหน่วยความจำาก็แตกต่างกันมาก ทั้งนี้ เนื่องจากภาษาวิชวลเบสิ กใช้แนวคิดการเขียนโปรแกรมแบบรูปภาพ (visual programing) ใน การพัฒนาโปรแกรม ภาษานี้พัฒนาขึ้นโดยบริษัทไมโครซอฟต์ ออกแบบเพื่อเขียนโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการแบบ จียูไอ เช่น ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์ มีการติดต่อกับผู้ใช้ โดยใช้รูปภาพ การเขียนโปรแกรมทำาได้ง่ายกว่าการเขียนโปรแกรม แบบเก่ามากซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดในบทต่อไป 10.3.7 การเขีย นโปรแกรมแบบจิน ตภาพ (visual programing) ในการพัฒนาโปรแกรม ภาษานี้พัฒนาขึ้นโดยบริษัทไมโครซอฟต์ ออกแบบเพื่อเขียนโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการแบบ จียูไอ เช่น ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์ มีการติดต่อกับผู้ใช้ โดยใช้รูปภาพ การเขียนโปรแกรมทำาได้ง่ายกว่าการเขียนโปรแกรม แบบเก่ามาก 10.3.8 ภาษาจาวา (JAVA) พัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2534 โดยบริษัท


ซันไมโครซิสเตมส์ และเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมสูงมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นภาษาที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเขียนโปรแกรม และใช้ งานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกประเภท และระบบปฏิบัติการทุกรูปแบบ ในช่วงแรกที่เริ่มมีการนำาภาษาจาวามาใช้งาน จะเป็นการใช้งานบน เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นภาษาที่เน้นการทำางานบนเว็บ แต่ปัจจุบัน สามารถนำามาประยุกต์สร้างโปรแกรมใช้งานทั่วไปได้ นอกจากนี้ เมื่อเทคโนโลยีของการสื่อสารก้าวหน้าขึ้น จนกระทั่ง เครื่องคอมพิวเตอร์ปาล์มท็อป หรือแม้แต่โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเชื่อม ต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตและใช้งานระบบเวิร์ดไวด์เว็บได้ ภาษาจาวาก็ สามารถสร้างส่วนที่เรียกว่าแอพเพลต (applet) ให้อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่กล่าวข้างต้นเรียกใช้งานจากเครื่องที่เป็นแม่ข่าย (server) ได้ 10.3.9 ภาษาเดลไฟล์ (Delphi) เป็นภาษาที่ได้รับความนิยมมาก ภาษาหนึ่ง แนวคิดเขียนโปรแกรมภาษาเดลไฟล์เหมือนกับแนวคิดของ ภษาวิชวลเบสิกคือเป็นการเขียนโปรแกรมเชิงรูปภาพแต่ภาษาพื้นฐานที่ ใช้ในการเขียนโปรแกรมจะเป็นภาษาปาสคาล ในการเขียนโปรแกรม เชิงรูปภาพนี้มีคอมโพเนนต์ (component) ที่สามารถใช้เป็นส่วน ประกอบเพื่อสร้างส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เป็นแบบกราฟิกทำาให้ซอฟต์แวร์ที่ พัฒนามีความน่าสนใจและใช้งานง่ายขึ้น การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา เดลไฟล์จึงเป็นที่นิยมในการนำาเป็นพัฒนาโปรแกรมใช้งานมาก รวมทั้ง


ภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายเหมาะแก่การนำามาใช้สอนเขียน โปรแกรม 10.4 การทำา งานของโปรแกรมแปลภาษา ดังกล่าวมาแล้วว่าในการประมวลผลโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วย ภาษาระดับสูงจำาเป็นต้องอาศัยโปรแกรมที่ทำาหน้าที่ช่วยในการแปล โปรแกรมภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โปรแกรมภาษาที่ใช้แบ่ง ออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่ 10.4.1 คอมไพเลอร์ (compiler) เป็นโปรแกรมที่ทำาหน้าที่ในการ แปลโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงที่เรียกกันว่า โปรแกรมต้นฉบับ (source program) ให้เป็นโปรแกรมภาษาเครื่อง (object program) ถ้ามี ข้อผิดพลาดเครื่องจะพิมพ์รหัสหรือข้อผิดพลาดออกมาด้วย ภายหลัง การแปลถ้าไม่มีข้อผิดพลาด ผู้ใช้สามารถสั่งประมวลผลโปรแกรมและ สามารถเก็บโปรแกรมที่แปลภาษาเครื่องไว้ใช้งานต่อไปได้อีกโดยไม่ ต้องทำาการแปลโปรแกรมซำ้าอีก ตัวอย่างโปรแกรมแปลภาษาแบบนี้ ได้แก่ โปรแกรมแปลภาษาฟอร์แท รน โปรแกรมแปลภาษาโคบอล โปรแกรมแปลภาษาปาสคาล โปรแกรม แปลภาษาซี 10.4.2 อิน เตอร์พ รีเ ตอร์์ (Interpreter)เป็นโปรแกรมที่ทำาหน้าที่ ในการแปลโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องเช่น เดียวกับคอมไพเลอร์ ความแตกต่างจะอยู่ที่อินเตอร์พรีเตอร์จะทำาการ แปลและประมวลผลทีละคำาสั่ง ข้อเสียของอินเตอร์พรีเตอร์ก็คือ ถ้านำา


โปรแกรมนี้มาใช้งานอีกจะต้องทำาการแปลโปรแกรมทุกครั้ง ภาษาบาง ภาษามีโปรแกรมแปลทั้งสองลักษณะ เช่น ภาษาเบสิก เป็นต้น 11.ระบบติด ต่อ ใช้ง านคอมพิว เตอร์ ตามปกติเมื่อซือ ้ เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้งาน มักจะได้ระบบ ปฏิบัติการมาพร้อมกับเครื่อง ซึ่งสามารถช่วยจัดการให้ผู้ใช้เรียกใช้หรือ ติดต่อกับเครื่องได้ทันที โดยรูปแบบของการติดต่อกับเครื่องจะขึ้นกับ ระบบปฏิบัติการที่ติดตั้ง และซอฟต์แวร์เสริมสภาพแวดล้อมการใช้งาน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบติดต่อระหว่างเครื่องกับผู้ใช้ ให้ใช้ง่ายและทำางานได้รว���เร็วขึ้น ระบบติดต่อใช้งานคอมพิวเตอร์ อาจ แบ่งได้เป็นสามกลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มพิมพ์คำาสั่งเข้าไปทีละบรรทัด กลุ่มเลือกรายการเมนู และกลุ่มเลือกสัญรูป 11.1 กลุ่ม พิม พ์ค ำา สั่ง เข้า ทีล ะบรรทัด ระบบการติดต่อแบบนี้เป็นระบบติดต่อแบบแรกที่พัฒนามา พร้อมๆ กับคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะมีการพัฒนาระบบอื่นๆ เป็นการป้อนคำา สั่งทีละบรรทัด ซึ่งไม่เอื้อต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์เท่าใดนัก เพราะผู้ ใช้จะต้องเรียนรู้หรือจดจำาคำาสั่งต่าง ๆ ไว้ให้ได้เสียก่อน เช่นการเรียก ใช้คำาสั่งของดอส ระบบนี้ ผู้ใช้จะมีความสับสนในระยะแรก เพราะจะ ต้องเรียนรู้คำาสั่งว่าใช้งานอะไร และใช้ได้อย่างไร ซึ่งการป้อนหรือพิมพ์ คำาสั่งเข้าไปจะต้องพิมพ์ไม่ผิดเลย ระบบติดต่อนี้จะใช้ยากและเสียเวลา บ้างถ้าจำาคำาสั่งไม่ได้ แต่ถ้าใช้ไปนาน ๆ จนคุ้นเคย อาจมีข้อดีที่สามารถ เรียกโปรแกรมมาทำางานได้รวดเร็วที่สุด ใช้พื้นที่หน่วยความจำาน้อย เพราะลดการแสดงผลในส่วนของกราฟิก 11.2 กลุ่ม เลือ กรายการเมนู ในระบบนี้จะแสดงรายการย่อยของคำาสั่งต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะ


เป็นข้อความ ตัวอักษรไม่เป็นรูปกราฟิก ผู้ใช้เพียงแต่เลื่อนตัวชี้ แถบสี หรือสัญลักษณ์ลูกศรขึ้นหรือลง รูปสัญลักษณ์อื่น ๆ ไปยังรายการที่ ต้องการ แล้วกดปุ่มเลือกรายการนั้น หรืออาจใช้เมาส์เลือกรายการใช้ เช่นกัน ระบบติดต่อใช้งานคอมพิวเตอร์กลุ่มนี้จะใช้งานได้ง่ายขึ้นไม่ ต้องจดจำาคำาสั่งมาก เพราะจะมีรายการคำาสั่งแสดงไว้ให้เลือก 11.3 กลุ่ม เลือ กสัญ รูป มีลักษณะคล้ายระบบติดต่อกลุ่มที่สองที่เป็นรายการเมนูให้เลือก เพียงแต่ว่ารายการของกลุ่มที่สามจะเป็นรูปภาพ หรือสัญรูปสำาหรับเลือก โดยมีอุปกรณ์เมาส์เป็นตัวเลื่อนตัวชี้และเลือกรายการ ในบางกรณีก็อาจ เป็นรายการเมนูย่อยของข้อมูลในระบบ การติดต่อระหว่างเครื่องกับผู้ใช้ ในลักษณะนี้ได้รับความสนใจมาก เพราะใช้งานง่าย ไม่ต้องเรียนรู้ หรือ จดจำาคำาสั่งที่ซับซ้อน ระบบติดต่อใช้งานในกลุ่มที่สามที่มีผู้นิยมหรือกล่าวถึงกันมากคือ ระบบติดต่อผู้ใช้เชิงกราฟิกเรียกว่าจียูไอ นับเป็นระบบที่แสดงรูปกราฟิก แบบบิตแมพ (bit map) ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น วินโดวส์ ดอส โอเอสทู หรือยูนิกส์ ต่างก็มีซอฟต์แวร์มา เสริมสภาพการใช้งานเป็นแบบจียูไอกันทั้งหมด ซอฟต์แวร์ประเภทจียูไอ ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมที่ซับซ้อนและมี ขีดความสามารถสูงดังนั้นการติดต่อหรือการเรียนรู้จึงยากกว่าปกติ แต่ หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมกุยจะใช้งานได้ง่าย และถ้า นำาไปทำางานในเครื่องความเร็วสูง ก็จะช่วยประหยัดเวลา และทำาให้ โปรแกรมต่าง ๆ ใช้งานง่ายขึ้น โปรแกรมกุยเป็นโปรแกรมขนาดใหญ่


จึงใช้พื้นที่หน่วยความจำามาก ต้องใช้ตัวประมวลผลที่มีขีดความสามารถ สูง จึงจะทำางานได้ผล ลักษณะเด่นของระบบติดต่อกุยเมื่อใช้กับซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติ การหลายภารกิจ คือ สามารถทำาหลายงานได้ในเวลาเดียวกัน โดยงาน หนึ่ง ๆ จะปรากฏในช่องหน้าต่างที่เปิดขึ้นมาบนจอภาพ สามารถสลับ ระหว่างช่องหน้าต่างไปมา เปลี่ยนขนาดและย้ายตำาแหน่งของช่อง หน้าต่างและการโอนย้ายข้อมูลระหว่างช่องหน้าต่าง หรือระหว่าง โปรแกรมได้ ในส่วนของผู้ที่เป็นนักเขียนโปรแกรมก็จะได้ประโยชน์ สามารถเขียนโปรแกรมประยุกต์สร้างเป็นเมนูภาพ สัญรูป และช่อง หน้าต่างแสดงข้อมูล ระบบติดต่อกุยที่สมบูรณ์แบบควรมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) มีระบบที่ใช้รูปกราฟิกและสัญรูป 2) มีการแสดงรายการบนจอที่สวยงาม น่าดู และให้ความ สนุกสนานเพลิดเพลินกับการใช้งาน 3) สามารถพิมพ์ผลลัพธ์ที่ปรากฏบนจอได้เหมือนกับที่เห็น 4) สนับสนุนการใช้เครื่องพิมพ์หลายรุ่น 5) แสดงองค์ประกอบของระบบไม่ว่าจะเป็นช่องหน้าต่าง หรือ รายการเมนูเป็นมาตรฐานเดียวกันจนทำาให้แยกไม่ออกว่ากำาลังทำางาน อยู่เครื่องต่างระบบหรือทำางานต่างโปรแกรม เป็นต้น 6) มีลักษณะการใช้งานแบบเลือกรายการ เลือกชิ้นวัตถุที่สามารถ ชี้และเลือกด้วยเมาส์


7) มีระบบที่ติดตั้งได้ง่ายและสามารถปรับเปลี่ยนระบบภายในได้ ง่าย 8) สามารถทำางานเข้ากับได้กับฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์รุ่นเก่า 9) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรม สรุป คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ไม่สามารถทำางานได้โดยไม่มีคำาสั่ง หรือ โปรแกรมที่เรียกว่าซอฟต์แวร์มีหน้าที่คอบคุมให้คอมทำางานให้ได้ ผลลัพธ์ที่ตอ ้ งการของงานนั้น ช่วยให้การใช้เทคโนโลยีเกิด ประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) กับ ซอฟต์แวร์ประยุคในการทำางานใดๆผู้ใช้จะติดต่อกับ ซอฟต์แวร์ระบบ หรือ ซอฟต์แวร์ประยุคเพื่อควบคุมการทำางานของ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบเป็นโปรแกรม หรือ คำาสั่งที่ทำาหน้าที่ควบคุมการ ปฏิบัติงานของคอมพิวเตอร์การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย และอุปกรณ์ อื่นๆซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้กับโปรแกรมประยุคและ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบจำาแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ ระบบปฏิบัติ การ(Operating System:os) และโปรแกรมอรรถประโยชน์(Utility Programs)


ระบบปฏิบ ัต ิก าร ระบบปฏิบัติการ เป็นชุดคำาสั่งที่ทำาหน้าที่เป็นสื่อกลางของ กิจกรรมต่างๆระหว่างโปรแกรมประยุคและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และผู้ ใช้ทำางานกับโปรมแกรมประยุค ตัวอย่างระบบปฏิบัติการได้แก่ ระบบ ปฏิบัติการดอส และระบบปฏิบัติการวิยโดอส์ เช่น Windows98 Windows ME และ Windows XP เป็นต้นผู้ใช้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติ การจะถูกเรียกจากฮาร์ดดิสก์ไปไว้ที่หน่วยความจำาหลักและจะอนุญาต ให้ผู้ไช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และโปรแกรมอื่นๆได้

บรรณานุก รม 

http://it.benchama.ac.th/ebook/files/chap5-24.htm

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/software/software/

http://www.navy34.com/

www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/.../pag e42.h tm

elearning.northcm.ac.th/it/lesson3-1.asp


งานคอมซอฟต์แวร์2 (2)