Issuu on Google+

1

ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ต(Internet)เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเริ่มก่อตั้งโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา อินเตอร์เน็ตในยุคแรกๆประมาณปีพ.ศ.2512เป็นเพียงการนาคอมพิวเตอร์จานวนไม่กี่เครื่องมาเชื่อมต่อกัน โดยสายส่งสัญญาณเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ภารกิจหลักเพื่อใช้ในงานวิจัยทางทหาร โดยใช้ชื่อว่า "อาร์ปา"(ARPA:AdvancedResearchProjectAgency)รูปแบบเครือข่ายอาร์พาเน็ตไม่ได้ต่อเชื่อมโฮสต์ (Host)คอมพิวเตอร์เข้าถึงกันโดยตรงหากแต่ใช้คอมพิวเตอร์เรียกว่าIMP(InterfaceMessageProcessors) ต่อเชื่อมถึงกันทางสายโทรศัพท์เพื่อทาหน้าที่ด้านสื่อสารโดยเฉพาะซึ่งแต่ละIMPสามารถเชื่อมได้หลาย โฮสต์

กาเนิดอาร์พาเน็ต วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2512 ได้มีการทดลองเชื่อมโยง IMP ระหว่างมหาวิทยาลัย 4 แห่ง โดยมีโฮสต์ต่างชนิดกันที่ใช้ในระบบปฏิบตั ิการต่างกัน คือ 1. มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แห่ง ลอส แอนเจลิส ใช้เครื่อง SDS Sigma 7 ภายใต้ระบบปฏิบัติ การ SEX ( Sigma EXecutive ) 2. สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด ใช้เครื่อง SDS 940และระบบปฏิบัติการ Genie 3. มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งซานตาบาร์บารามีเครื่องIBM360/75ทางานภาย ใต้ระบบปฏิบตั ิการ OS/MVT 4. มหาวิทยาลัยยูทาห์ ที่ซอลต์เลคซิตี้ ใช้เครื่อง DEC PDP-10ภายใต้ระบบปฏิบัติการ Ten


2 ในปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พา ประสบความสาเร็จ ก็ได้มีการปรับปรุงหน่วยงาน จาก อาร์ปา มาเป็น ดาร์พา DARPA (Defense Advanced Research Projects Agency) ตอนหลังเปลี่ยนเป็น Defence Communication Agency ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency ในปี 2526 อาร์ปาเน็ตได้แบ่งเป็น 2 เครือข่าย ด้านงานวิจัยใช้ชื่อว่า อาร์ปาเน็ต เหมือนเดิม ส่วน เครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อมิลเน็ต(MILNET:MilitaryNetwork)ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/ Internet Protocol) เป็นครั้งแรก ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกา (NSF) ได้ให้เงินทุนในการสร้าง ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNET และในปี 2533 อาร์ปาเนตไม่สามารถที่จะรองรับภาระที่เป็นเครือข่ายหลัก (Backbone) ของระบบได้ อาร์ปาเน็ตจึงได้ยุติลงและเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายอื่นๆ แทน มาจนเป็นเครือข่าย ขนาดใหญ่ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โดยเรียกเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต (Internet)โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกาและปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากมาย ทั่วโลก

ความหมายของอินเตอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชือ่ มโยงด้วย โปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุก เครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบนั เนื่องจากมีผู้นยิ มใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทัว่ โลกมากที่สุด


3 อินเทอร์เน็ตจึงมีรปู แบบคล้ายกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบ WAN แต่มีโครงสร้างการทางานที่ แตกต่างกันมากพอสมควร เนื่องจากระบบ WAN เป็นเครือข่ายที่ถูกสร้างโดยองค์กรๆ เดียวหรือกลุ่ม องค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่ง และมีผู้ดูแลระบบที่รับผิดชอบแน่นอน แต่อินเทอร์เน็ตจะเป็นการ เชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์นับล้านๆ เครื่องแบบไม่ถาวรขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ ว่าใครต้องการเข้าสู่ ระบบอินเทอร์เน็ตบ้าง ใครจะติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้ จึงทาให้ระบบอินเทอร์เน็ตไม่มีผู้ใดรับผิดชอบหรือ ดูแลทั้งระบบ

การทางานของระบบอินเตอร์เน็ต การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล(Protocol)ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐาน ของ การเชื่อมต่อกาหนดไว้โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสาหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตคือ TCP/IP(TransmissionContro Protocol/InternetProtocol) เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะต้องมีหมายเลข ประจาเครื่องที่เรียกว่า IP Address เพื่อเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับ เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆในเครือข่าย ซึ่ง IP ในที่นี้ก็คือ Internet Protocolตัวเดียวกับใน TCP/IP นั่นเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี้จะมีตวั เลขถูกแบ่งออกเป็น4ส่วนส่วนละ8บิต เท่าๆกันเวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่าย แล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วยจุด (.) ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ไม่เกิน 256 คือตั้งแต่ 0 จนถึง 255เท่านั้นเช่นIPaddressของเครื่องคอมพิวเตอร์ของสถาบันราชภัฎสวนดุสิตคือ203.183.233.6ซึ่งIPAddress ชุดนี้ จะใช้เป็นที่อยู่เพื่อติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆในเครือข่ายโดเมนเนม (Domainnamesystem:DNS)เนื่องจาก การติดต่อสื่อสารกันกันในระบบอินเตอร์เน็ตใช้โปรโตคอลTCP/IP เพื่อสื่อสารกันโดยจะต้องมีIPaddressในการอ้างอิงเสมอ แต่ IP address นี้ถึงแม้จะจัดแบ่งเป็นส่วนๆแล้วก็ยัง มีอุปสรรคในการที่ต้องจดจาถ้าเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายมีจานวนมากขึน้ การจดจาหมายเลขIPดูจะเป็นเรื่อง ยากและอาจสับสนจาผิดได้ แนวทางแก้ปัญหาคือการตั้งชื่อหรือตัวอักษรขึ้นมาแทนที่ IP address ซึ่งสะดวก ในการจดจามากกว่า เช่น IP address คือ 203.183.233.6 แทนที่ด้วยชื่อ dusit.ac.th ผู้ใช้งานสามารถ จดจาชื่อ dusit.ac.th ได้ง่ายกว่า การจาตัวเลข โดเมนที่ได้รับความนิยมกันทั่วโลก ที่ถือว่าเป็นโดเมนสากล มีดังนี้ คือ . com ย่อมาจาก commercial สาหรับธุรกิจ . edu ย่อมาจาก education สาหรับการศึกษา . int ย่อมาจาก International Organization สาหรับองค์กรนานาชาติ . org ย่อมาจาก Organization สาหรับหน่วยงานที่ไม่แสวงหากาไร . net ย่อมาจาก Network สาหรับหน่วยงานที่มีเครือข่ายของ ตนเองและทาธุรกิจด้านเครือข่าย


4 การขอจดทะเบียนโดเมน การขอจดทะเบียนโดเมนต้องเข้าไปจะทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบชื่อโดเมนที่ขอจดนั้นไม่ สามารถซ้ากับชื่อที่มีอยู่เดิมเราสามารถตรวจสอบได้ว่ามีชื่อโดเมนนั้นๆ หรือยังได้จากหน่วยงานที่เรา จะเข้าไปจดทะเบียนการขอจดทะเบียนโดเมน มี 2 วิธี ด้วยกัน คือ 1. การขอจดะเบียนให้เป็นโดเมนสากล (.com .edu .int .org .net ) ต้องขอจดทะเบียนกับ www.networksolution.com ซึ่งเดิม คือ www.internic.net 2. การขอทดทะเบียนที่ลงท้ายด้วย .th (Thailand)ต้องจดทะเบียนกับ www.thnic.net โดเมนเนมที่ลงท้าย ด้วย .th ประกอบด้วย . ac.th ย่อมาจาก Academic Thailand สาหรับสถานศึกษาในประเทศไทย . co.th ย่อมาจาก Company Thailand สาหรับบริษัทที่ทาธุรกิจในประเทศไทย . go.th ย่อมาจาก Government Thailand สาหรับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล . net.th ย่อมาจาก Network Thailand สาหรับบริษัทที่ทาธุรกิจด้านเครือข่าย . or.th ย่อมาจาก Organization Thailand สาหรับหน่วยงานที่ไม่แสวงหากาไร . in.th ย่อมาจาก Individual Thailand สาหรับของบุคคลทั่วๆ ไป การส่งถ่ายข้อมูลในอินเตอร์เน็ต การส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง ไม่ได้ส่งข้อมูลเป็นชุดยาวๆ หากแต่ส่งไปเป็น ชิ้นๆเป็นชุดๆหรือเรียกกันทัว่ ไปว่าแพ็กเกต(Packet)แพ็กเกตจะถูกส่งไปตามสายเคเบิล เมื่อไปถึงผู้รับแล้ว แพ็กเกตจะมารวมกันเป็นข้อความยาวๆเหมือนเดิมแต่ถ้าแพ็กเกตใดขาดหายหรือตกหล่น คอมพิวเตอร์ก็จะ ตรวจสอบและส่งแพ็กเกตมาใหม่จนข้อมูลครบเหมือนเดิมการที่ข้อมูลจะถูกส่งถ่ายเข้าไปในเครื่อง คอมพิวเตอร์หลากหลายชนิดที่เชื่อมต่อกันในระบบเครือข่ายนั้นจะมีปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสารทา ให้ไม่อาจส่งถ่ายข้อมูลได้สะดวก จึงได้มกี ารพัฒนาภาษากลางสาหรับสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ขนึ��� มา เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกชนิดสามารถสื่อสารกันได้ ภาษาดังกล่าวเรียกว่า TCP/IP ย่อมาจากคาว่า Transmission Control Protocol/Internet Protocol การวิ่งไป-มาของข้อมูลจะผ่านเส้นทางหลักทีเ่ รียกว่า แบ็กโบน (Backbone) ผ่านทางเร้าเตอร์ (Router)ซึ่งเปรียบเสมือนบริษัทตัวการเส้นทางให้ข้อมูลเดินทางไป-มาได้สะดวกและรวดเร็วถึงจดหมาย ปลายทางได้สะดวกปลอดภัย


5

การเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตนัน้ สามารถทาได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะต้องใช้อุปกรณ์ที่ แตกต่างกันไป ดังนี้ 

การเชื่อมต่อแบบบุคคลเป็นการเชื่อมต่อของบุคคลธรรมดาทั่วไปซึ่งสามารถขอเชื่อมต่อ เข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตได้โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ อาจจะเป็นที่บ้านหรือที่ทางาน เชื่อมต่อ ผ่านทางสายโทรศัพท์ ผ่านอุปกรณ์ ที่เรียกว่า โมเด็ม (Modem) ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่สูง มากนัก เรามักเรียกการเชื่อมต่อแบบนี้ว่า การเชื่อมต่อแบบDialUpโดยผู้ใช้ต้องสมัครเป็น สมาชิกของ ISP เพือ่ ขอเชื่อมต่อผ่านทาง SLIP หรือ PPP account การเชื่อมต่อแบบองค์กร เป็นองค์กรที่มีการจัดตั้งระบบเครือข่ายใช้งานภายในองค์กรอยู่แล้ว จะ สามารถนาเครื่องแม่ข่าย (Server) ของเครือข่ายนั้นเข้าเชื่อมต่อกับ ISP เพื่อเชื่อมโยง เข้าสู่ ระบบ อินเตอร์เน็ตได้เลย โดยผ่านอุปกรณ์ชี้เส้นทาง Router และสายสัญญาณเช่า (ตลอด 24 ชั่วโมง)

อุปกรณ์สาหรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต 1. คอมพิวเตอร์ ควรเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาของหน่วยประมวลผลตั้งแต่ 166 MHz มีหน่วยความจาหลัก RAM ตั้งแต่ 16 MB ขึ้นไป 2. โมเด็ม (Modulator Demodulator Machine) คืออุปกรณ์ซึ่งทาหน้าที่แปลงข้อมูลที่ได้จาก เครื่อง คอมพิวเตอร์ไปเป็นสัญญาณไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง(Impulse)ซึ่งสามารถส่งผ่านสายโทรศัพท์ทั่วไปได้ซึ่ง สัญญาณโทรศัพท์นั้นจะเป็นสัญญาณอนาล็อก ส่วนสัญญาณข้อมูล ที่มาจากคอมพิวเตอร์จะเป็นสัญญาณ ดิจิตอล ทาให้ต้องใช้โมเด็มในการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิตอลและดิจิตอลเป็นอนาล็อกซะก่อน โมเด็มสามารถแยกได้เป็น 3 ชนิด แต่ละชนิดก็มขี ้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปดังนี้ - โมเด็มแบบติดตั้งภายในโมเด็มชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์นามาติดตั้งเข้ากับภายใน ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์์โดยตรงรูปร่างจะแตกต่างกันตามที่ผู้ผลิตจะออกแบบมาสาหรับคอมพิวเตอร์ชนิด นั้นๆโมเด็มชนิดนี้จะใช้ไฟฟ้าจากสล็อตบนเมนบอร์ดทาให้เราไม่ตอ้ งต่อไฟหม้อแปลงต่างหากจากภายนอก ส่วนมากโมเด็มติดตั้งภาย-ในจะทาการติดตั้ง ผ่านทาง Port อนุกรม RS-232C รวมอยู่ด้วย ทาให้ไม่มีปัญหา ในเรื่อง port อนุกรมรุ่นเก่าทีต่ ิดมากับเครื่องคอมพิวเตอร์การเชื่อมต่อโมเด็มกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะต่อทาง slotมาตรฐานในเครื่องคอมพิวเตอร์และเมื่อติดตั้งแล้วจะไม่เปลืองเนื้อที่ภายนอกใดๆเลยและโมเด็มสาหรับ ติดตั้งภายในจะมีจุดให้ผู้ใช้เสียบสายโทรศัพท์เข้ากับโมเด็มโดยใช้ปลั๊กโทรศัพท์์ธรรมดาแบบ RJ-11


6 - โมเด็มแบบติดตั้งภายนอก จะมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆ ภายในมีวงจรโมเด็มไฟสถานะ และ ลาโพง เนื่องจากต่อภายนอกจึงต้องมี adapter แปลงสัญญาณไฟเลีย้ งวงจรและจะมีสายต่อแบบ 25 ขา DB25 เอาไว้ใช้เชื่อมต่อผ่านทาง port อนุกรม RS - 232C - PCMCIA (Personal Computer Memory Card International Asociation) จะเป็นโมเด็มที่มีขนาดเล็กที่สุด คือมีขนาดเท่าบัตรเครดิตและหนาเพียง5มิลลิเมตรเท่านั้นซึ่งโมเด็มชนิดนี้ออกแบบมาโดยให้คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กโดยเฉพาะซึ่งในปัจจุบันโมเด็มชนิดนี้จะมีความเร็วพอๆ กับโมเด็มที่ติดตั้งภายนอกและภายใน ใน ปัจจุบันนี้โมเด็มมีความเร็วสูงสุดที่ 56 Kbps (Kilobyte per second) โดยจะใช้ มาตรฐาน V.90 เป็น ตัวกาหนด

โมเด็มชนิดติดตั้งภายนอก ภายใน

และ PCMCIA

ภาพแสดงการเชื่อมต่อผ่านโมเด็มสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ต 3. คู่สายโทรศัพท์ (Dial line) เป็นคู่สายโทรศัพท์บ้านสาหรับเชือ่ มต่อกับโมเด็ม 4. บัญชีผู้ใช้งาน (Account) จากผู้ให้บริการเอกชน ISP หรือขององค์กร/หน่วยงานต่างๆ เช่น SchoolNet 1509 ซึ่งจะกาหนดหมายเลขโทรศัพท์สาหรับการเชื่อมต่อ ชื่อผู้ใช้งาน (Username) และรหัสผ่าน (Password)


7

(1.) ลักษณะการเชื่อมต่อแบบบุคคล

การเชื่อมต่อเริ่มจากผู้ใช้งาน(User)หมุนโมเด็มไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ให้บริการที่มีโมเด็มต่ออยู่ เช่นกันสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ใช้จะถูกเปลี่ยนจากสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกผ่านคู่ สายโทรศัพท์ไปยังโมเด็มฝัง่ ตรงข้ามเพื่อเปลี่ยนกลับสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิตอลอีกครั้ง สัญญาณขอเข้าเชื่อมเครือข่ายจะถูกส่งมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ให้บริการเพื่อตรวจ สอบสิทธิการใช้งานจาก Username และ Password ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็จะ ได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อได้ สามารถจะทาการรับ-ส่งไฟล์ รับ-ส่งอีเมล์ สนทนาผ่าน เครือข่ายออนไลน์ และท่องโลกกว้างไซเบอร์สเปซทาง WWW ได้ทันที (2.) การเชื่อมต่อแบบองค์กร จะเป็นการเชื่อมต่อเพื่อการใช้งานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จานวนมากที่ถูกต่อเข้าด้วยกันเป็น เครือข่าย มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่เป็นเครื่องให้บริการ(Server)ด้านต่างๆและมีการเชื่อมต่อกับ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีอุปกรณ์ที่สาคัญดังนี้


8 1. คอมพิวเตอร์แม่ข่าย(Server)ควรเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาของ หน่วยประมวลผลตั้งแต่ 500 MHz มีหน่วยความจาหลัก RAM ตั้งแต่ 512 MB ขึ้นไป จานวนเครื่อง ขึ้นอยู่กับความต้องการและปริมาณการใช้งานขององค์กร 2. ดิจิตอลโมเด็ม(NTU)และอุปกรณ์ชี้เส้นทาง(Router)คืออุปกรณ์ซึ่งทาหน้าที่แปลงสัญญาณ ดิจิตอลและกาหนดเส้นทางในการเชื่อมต่อ ด้วยหมายเลขIP Address ไปยังเครือข่ายอืน่ ๆ 3. คู่สายเช่า (Lease line) เป็นคู่สายสัญญาณเช่าสาหรับการเชื่อมต่อแบบตลอดเวลา ไม่ต้องมีการหมุน หมายเลขโทรศัพท์ในการเชื่อมต่อ 4. สิทธิการใช้งานเชื่อมต่อ (Air time) จากผู้ให้บริการเอกชน ISP หรือขององค์กร/หน่วยงานต่างๆ เช่น SchoolNet1509ซึ่งจะกาหนดหมายเลขIPAddressของกลุ่มเครื่องในเครือข่ายจานวนหนึ่งมาให้สาหรับใช้กับอุปกรณ์ชี้เส้นทางและเครื่องแม่ข่าย

การเชื่อมต่อแบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเหมาะสาหรับองค์กรที่มีปริมาณการใช้งานของ เครือข่ายสูงมีเครื่องคอมพิวเตอร์/สมาชิกเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายภายในองค์กรเป็นจานวนมาก มีข้อมูลที่จะ นาเสนอสู่สาธารณชนปริมาณมาก และปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ


9

การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในประเทศไทย อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2530โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศ ออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการเชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็น การถาวร

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทาการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยี แห่งเอเชีย (AIT), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า "เครือข่าย ไทยสาร" โดยสานักวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่าวงจร สื่���สารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเตอร์เน็ตที่ "บริษัท ยูยูเน็ตเทคโนโลยี ประเทศ สหรัฐอเมริกา" ในปี พ.ศ. 2536 NECTEC ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาทีจาก การสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อ เพิ่มความสามารถในการขนส่งข้อมูล ทาให้ประเทศไทยมีวงจรสื่อสาร ระดับ ที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ไทยสารอินเทอร์เน็ต 2วงจรในปัจจุบันวงจรเชื่อมต่อไปยัง ต่างประเทศที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ NECTEC ได้รับการปรับปรุงให้มีความ เร็วสูงขึ้นตามลาดับ นับตั้งแต่นั้นมา เครือข่ายไทยสารได้ขยายตัวกว้างขึ้น และมีหน่วยงานอื่นเชื่อมเข้ากับ ไทยสารอีกหลายแห่งในช่วงต่อม เครือข่ายไทยสารเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการเข้ามาเชื่อมต่อกับเครือข่ายนี้ เพิ่มขึ้นอีกจานวนมาก จะเห็นได้ว่าอินเตอร์เน็ตในประเทศขณะนัน้ ยังจากัดอยู่ในวงการศึกษาและการวิจยั


10 เท่านั้น ไม่ได้เป็นเครือข่ายที่ให้บริการในรูปของธุรกิจ แต่ทางสถาบันนัน้ ๆ จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 ความต้องการในการใช้อินเตอร์เน็ตจากภาคเอกชนมีมากขึ้น การสื่อสารแห่งประเทศไทย(กสท.) จึงได้รว่ มมือกับบริษทั เอกชน เปิดบริการอินเตอร์เน็ตให้แก่บุคล ผู้สนใจทั่วไปได้สมัครเป็นสมาชิกตั้งขึ้นในรูปแบบของบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ เรียกว่า "ผู้ ให้บริการอินเตอร์เน็ต" หรือ ISP (Internet Service Provider) ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตจะถูกส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารซึ่งในแต่ละพื้นที่ หรือแต่ละประเทศซึ่งจะต้องรับผิดชอบกันเองเพื่อเชื่อมต่อกับระบบใหญ่ของโลกให้ได้ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ ของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต(ISP)ซึ่งได้แก่องค์กรที่ทาหน้าที่ให้บริการเชื่อมต่อสายสัญญาณจากแหล่งต่างๆ ของผู้ใช้บริการ เช่น จากที่บา้ น สานักงาน สถานบริการ และแหล่งอื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อกับระบบใหญ่ออกไป นอกประเทศได้

การสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต Chatเป็นการประชุมหรือสนทนาผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์เรียกย่อๆว่าIRC(InternetRelayChat) มี ลักษณะคล้ายๆกับการทอล์ค(Talk)ซึ่งสามารถคุยเป็นการส่วนตัวหรือเป็นกลุ่มก็ได้โดยใช้การพิมพ์ข้อความ โต้ตอบกันแบบทันทีทันใดข้อความนั้นจะไปปรากฏบนจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ที่ติดต่อด้วยใน เวลาอันรวดเร็วเมื่อผู้รับอ่านข้อความนั้นแล้วก็สามารถพิมพ์ข้อความตอบกลับได้ในทันทีซึ่งในวงการ การศึกษาสามารถนามาใช้เพือ่ การเรียนการสอนทางไกลได้ เราสามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ทั่วโลก โดยการพิมพ์ข้อความถึงกันการสนทนาลักษณะนี้เราเรียกว่าchattingทาให้ผู้คนได้มกี ารแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ได้อย่างสะดวกประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะลักษณะของการติดต่อสื่อสารจะไม่ ต้องเสียค่าบริการแบบโทรศัพท์ทางไกล IRC (Internet Relay Chat) เป็นรูปแบบของการสนทนาระหว่างกันโดยการส่งข้อความ (Massage) จากเครื่องหนึ่งไปสู่อีกเครื่องหนึ่งโดยผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความโต้ตอบกันได้ทันทีกลุม่ สนทนา อาจจะมีมากกว่า2คนขึน้ ไปโปรแกรมIRCจะแสดงสถานะให้ทราบว่ามีใครบ้างกาลังร่วมสนทนากันอยู่ ใคร บ้างเข้ามาใหม่ หรือ ใครบ้างที่กาลังออกจากระบบ


11 IRC เป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากพื้นฐานของโปรแกรม Talk บนระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (UNIX)และนิยมเรียกกันว่า Chat ปัจจุบันการสนทนาผ่านเครือข่ายนี้มีการพัฒนามากขึ้น หลายรูปแบบ เช่น โปรแกรมไอซีคิว (ICQ) ,โปรแกรมเพิร์ช (Pirch) , โปรแกรมไมโครซอฟท์เมสเสจ (MSN Message) เป็นต้น การสนทนาอีกแบบหนึ่งที่เรามักพบบนอินเตอร์เน็ต คือ เว็บบอร์ด (Webboard) หมายถึง กระดาน ข่าวที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเขียนข้อความของตนเองไปวางไว้ที่บอร์ดตามหัวข้อที่สนใจเมือ่ มีผู้อื่น อ่านพบและสนใจตอบคาถามหรือสนทนาด้วยก็จะเขียนข้อความของตนส่งไปไว้บ้างทาให้เกิดการ แลกเปลี่ยนข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตขึ้น บอร์ดข่าวสาร Usenetเป็นบริการทีม่ ีผู้นิยมใช้มากอีกบริการหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับการใช้อีเมล์แต่ แทนที่จะส่งจดหมายไปหาผู้รับโดยตรงอย่างอีเมล์ ก็จะเปลี่ยนเป็นการส่งข่าวไปยังศูนย์ที่เรียกว่ากลุ่มข่าว (Newsgroup)ซึ่งอาจเปรียบกลุ่มข่าว ได้กับบอร์ดข่าวสารที่ใช้ติดประกาศให้ผู้สนใจได้รับทราบ

บริการของอินเตอร์เน็ต อภิมหาเครือข่ายอินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายของเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงกันไปทั่วโลก ในแต่ละ เครือข่ายก็จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น เซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือ โฮสต์ (Host) เชื่อมต่ออยู่เป็นจานวนมาก ระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะให้บริการต่างๆ แล้วแต่ลักษณะและ จุดประสงค์ที่เจ้าของเครือข่ายนั้นหรือเจ้าของระบบคอมพิวเตอร์นนั้ ตั้งขึ้น ในอดีตมักมีเฉพาะบริการเรื่อง ข้อมูลข่าวสารและโปรแกรมที่ใช้ในแวดวงการศึกษาวิจัยเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันก็ได้ขยายเข้าสู่เรื่องของ การค้าและธุรกิจแทบจะทุกด้าน บริการต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ 1. บริการด้านการสือ่ สาร 2. บริการด้านข้อมูลต่างๆ 1.บริการด้านการสื่อสาร เป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อรับส่ง ข้อมูลแลกเปลี่ยนกันได้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะมี ความรวดเร็วกว่าการติดต่อด้วยวิธีการแบบธรรมดาและมี ค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกกว่ามาก - ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)


12 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ E-mail เป็นบริการในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สาคัญที่มีผู้นิยมใช้ บริการกันมากที่สุด สามารถส่งตัวอักษร ข้อความ แฟ้มข้อมูล ภาพ เสียง ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไป ยังผู้รับ อาจจะเป็นคนเดียว หรือกลุ่มคนโดยทั้งที่ผู้ส่งและผู้รับเป็นผู้ใช้ที่อยู่ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เดียวกัน ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้ทั่วโลก มีความสะดวก รวดเร็วและสามารถสื่อสารถึง กันได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องคานึงถึงว่าผู้รับจะอยู่ที่ไหน จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อยูห่ รือไม่ เพราะไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์จะเก็บข้อความเหล่านั้นไว้ เมื่อผู้รับเข้าสู่ระบบเครือข่าย ก็จะเห็นข้อความนั้นรออยู่แล้ว ความ สะดวกเหล่านีท้ าให้นักวิชาการสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารถึงกันและกัน นักศึกษาสามารถปรึกษา หรือฝึกฝนทักษะกับอาจารย์ หรือ เพื่อนนักศึกษาด้วยกันเอง โดยไม่ต้องคานึงถึงเวลา และระยะทาง โดยผู้ใช้ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ว่าจะอยู่ตรงส่วนใดของมุมโลก - ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่เหมาะสมในการเรียนรู้ และช่วยขจัดปัญหาในเรื่อง ของเวลาและระยะทาง ผู้เรียนจะรู้สึกอิสระและกล้าแสดงออกมากกว่าปกติ ตลอดจนสามารถเข้าถึงผู้เรียน เป็นรายบุคคลได้เป็นอย่างดีในยุคสารสนเทศดังเช่นปัจจุบัน ระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะมีบทบาท สาคัญในการพัฒนาสังคมให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นรูปแบบการ สื่อสารที่ทันสมัยรูปแบบหนึง่ ที่มีความสาคัญ คือ

1. ทำให้กำรให้กำรติดต่อสื่อสำรทั่วโลกเป็นไปอย่ำงรวดเร็วทันที ระยะทางไม่เป็นอุปสรรค สาหรับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ในทุกแห่งท���่วโลกที่มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อถึงกันได้ไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถเข้าไปสถานที่เหล่านั้นได้ทุกที่ ทาให้ผู้คนทั่วโลกติดต่อถึงกันได้ทันที ผู้รบั สามารถ จะรับข่าวสารจากไปรษณียอ์ ิเล็กทรอนิกส์ได้แทบจะทันทีที่ผู้ส่งจดหมายส่งข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์เสร็จ สิ้นไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถส่งจดหมายถึงผู้รับที่์ต้องการได้ทุกเวลา แม้ผู้รับจะไม่ได้อยู่ที่ หน้าจอ คอมพิวเตอร์กต็ าม จดหมายจะถูกเก็บไว้ในตู้จดหมายของคอมพิวเตอร์และเป็นส่วนตัว จนกว่าเจ้าของ จดหมายที่มีรหัสผ่านจะเปิดตู้จดหมายของตนเอง 2. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถส่งจดหมายถึงผู้รับหลายๆ คนได้ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้อง เสียเวลาส่งให้ทีละคน กรณีนี้จะใช้กับจดหมายที่เป็นข้อความเดียวกัน เช่น หนังสือเวียนแจ้งข่าวให้สมาชิก ในกลุ่มทราบ หรือเป็นการนัดหมายระหว่างสมาชิกในกลุม่ เป็นต้นการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปส่งจดหมายถึงตู้ไปรษณีย์ หรือที่ทาการไปรษณีย์ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง เนื่องจากไม่ตอ้ งคานึงถึงปริมาณน้าหนัก และระยะทาง ของจดหมายเหมือนกับ ไปรษณีย์ธรรมดา ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น ผู้รบั จดหมายสามารถเรียกอ่านจดหมายได้ทุกเวลาตามสะดวก


13 โปรแกรมของ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จะแสดงให้ทราบว่าในตู้จดหมายของผู้รับมีจดหมายกี่ฉบับ มี จดหมายที่อ่านแล้ว และยังไม่ได้เรียกอ่านกี่ฉบับ เมื่ออ่านจดหมายฉบับใดแล้ว หากต้องการลบทิ้ง ก็สามารถ เก็บข้อความไว้ในรูปของแฟ้มข้อมูลได้ หรือจะพิมพ์ออกมาลงกระดาษก็ได้เช่นกัน หรืออาจแก้ไข้ข้อความ บางอย่างในจดหมายนั้น จากจอภาพแล้วส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ดว้ ย ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (Transferring Files) แนบไปกับจดหมายถึง ผู้รับได้ ทาให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารเป็นไปได้ โดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา และ ทันเหตุการณ์ จากความสาคัญของไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์ ที่สามารถอานวยประโยชน์ให้กบั ผู้ใช้อย่างคุ้มค่านี้ ทา ให้ในปัจจุบันไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสานักงานทุกแห่งทั่วโลก และในที่สุด เมื่อทุกบ้านมีคอมพิวเตอร์ใช้ สมาชิกในชุมชนโลกก็จะสามารถติดต่อกันผ่านทางคอมพิวเตอร์ การทางาน ตามสานักงาน หรือสถานที่ต่างๆ จะถูกเปลีย่ นไปสู่การทางานที่บ้านมากขึ้นโดยการรับส่งงานทาง คอมพิวเตอร์ 3. สนทนำแบบออนไลน์ (Chat) ผู้ใช้บริการสามารถคุยโต้ตอบกับผู้ใช้คนอืน่ ๆ ในอินเตอร์เน็ตได้ ในเวลาเดียวกัน (โดยการพิมพ์เข้าไปทางคีย์บอร์ด) เสมือนกับการคุยกันแต่ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ของทั้ง สองที่ ซึ่งก็สนุกและรวดเร็วดี บริการสนทนาแบบออนไลน์นี้เรียกว่า Talk เนื่องจากใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า Talk ติดต่อกัน หรือจะคุยกันเป็นกลุ่มหลายๆ คนในลักษณะของการ Chat (ชื่อเต็มๆ ว่า Internet Relay Chat หรือ IRC ก็ได้) ซึง่ ในปัจจุบนั ก็ได้พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถใช้ภาพสามมิติ ภาพเคลือ่ นไหวหรือการ์ตูน ต่างๆ แทนตัวคนที่สนทนากันได้แล้ว และยังสามารถคุยกันด้วยเสียงในแบบเดียวกับ โทรศัพท์ ตลอดจน แลกเปลี่ยนข้อมูลบนจอภาพหรือในเครื่องของผู้สนทนาแต่ละฝ่ายได้อกี ด้วยโดย การทางาน แบบนีก้ ็จะ อาศัยโปรโตคอลช่วยในการติดต่ออีกโปรโตคอลหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า IRC (Internet Relay Chat) ซึ่งก็เป็น โปรโตคอลอีกชนิดหนึ่งบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่สามารถทาให้ User หลายคนเข้ามาคุยพร้อมกันได้ผ่าน ตัวหนังสือแบบ Real time โดยจะมีหลักการคือ - มีเครื่อง Server ซึ่งจะเรียกว่าเป็น IRC server ก็ได้ซึ่ง server นี้ก็จะหมายถึงฮาร์ดแวร์+ซอฟแวร์โดยที่ ฮาร์ดแวร์คือ คอมพิวเตอร์ที่จาเป็นจะต้องมีทรัพยากรระบบค่อนข้างสูงและจะต้องมีมากกว่า 1 เครื่องเพื่อ รองรับ User หลายคน - เครื่องของเราจะทาหน้าที่เป็นเครื่อง Client ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้แบบ ธรรมดา โดยที่ไม่ต้องการทรัพยากรมากนัก และก็ต้องมีโปรแกรมสาหรับเชื่อมต่อเข้า Irc server ได้ การสนทนาผ่านเครือข่ายออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีหลายโปรแกรมเช่น โปรแกรม Pirch, ICQ, Windows Messenger (MSN), Yahoo Messenger


14

- "กระดานข่าว" หรือบูเลตินบอร์ด บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีการให้บริการในลักษณะของกระดานข่าวหรือบูเลตินบอร์ด (คล้ายๆ กับ ระบบ Bulletin Board System หรือ BBS) โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ จานวนหลายพันกลุ่ม เรียกว่าเป็น กลุ่มข่าว หรือ Newsgroup ทุกๆ วันจะมีผู้ส่งข่าวสารกันผ่านระบบดังกล่าว โดยแบ่งแยกออกตามกลุ่มที่ สนใจ เช่น กลุ่มผู้สนใจ ศิลปะ กลุ่มผู้สนใจ เพลงร็อค กลุ่มวัฒนธรรมยุโรป ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีกลุ่มที่สนใจในเรื่องของประเทศต่างๆ เช่น กลุ่ม Thai Group เป็นต้น การอ่านข่าวจากกลุ่ม ข่าวต่างๆ ใน Usenet (User Network) หรือ Newsgroup นั้นนับเป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อแลกเปลีย่ น ความคิดเห็นกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคนอื่นๆ ในระดับโลก ซึง่ มักจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสื่อสารกัน ซึ่งใน Usenet นี้ เราสามารถเลือกอ่านข้อความในหัวข้อที่เราสนใจ และฝากข้อความคาถามคาตอบของเราไว้ บนกระดานข่าวนั้นได้ ถ้าเราไม่สนใจในกลุ่มข่าวสารที่เคยเป็นสมาชิกอยู่อีกต่อไป เราก็อาจยกเลิกการเป็นสมาชิก (Unsubscribe) ของกลุ่มข่าวนั้นและไปเป็นสมาชิกของกลุ่มอื่นๆ แทนก็ได้ การเป็นสมาชิกและการบอกเลิก สมาชิกของกลุ่มข่าวต่างๆ นั้นรวมทั้งการใช้บริการ Usenet จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทัง้ สิ้น กระดานข่าวที่น่าสนใจของไทยและมีสมาชิกร่วมในการสนทนามากที่สุดในปัจจุบันคือ กระดาน ข่าวพันทิพ ที่ URL : www.pantip.com ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ใช้ที่มีความสนใจหลากหลายเช่น กระดานข่าว เทคนิคคอมพิวเตอร์ทั้งทางด้านระบบปฏิบัติการ ซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ฯลฯ สภากาแฟของคนชอบการเมือง ชอบด้านเครื่องยนต์กลไก และอื่นๆ อีกมากลองเข้าไปร่วมวงสนทนากันได้


15 4. บริกำรเข้ำระบบระยะไกล Telnet ในกรณีที่ผู้ใช้ตอ้ งการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นซึ่งตั้งอยู่ ไกลออกไป ก็สามารถใช้บริการ Telnet เพื่อเข้าใช้งานเครื่องดังกล่าวได้เหมือนกับเราไปนั่งที่หน้าเครื่อง นั้นเอง โดยจาลองคอมพิวเตอร์ของเราให้เป็นเสมือนจอภาพบนเครื่องคอมพิวเตอร์นนั้ ได้ โปรแกรม Telnet นับได้ว่าเป็นคาสั่งพื้นฐานที่มปี ระโยชน์มากสาหรับ การใช้งานอินเตอร์เน็ตใน แบบตัวอักษร (Text mode) หน้าที่ของโปรแกรม Telnet นั้นจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถทาการ Login เข้าไปยัง เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมอยู่ในเครือข่ายได้ และใช้บริการสาเนาไฟล์ รับส่งอีเมล์ได้

2 บริการด้านข้อมูลต่าง ๆ ทาให้ผู้ใช้สามารุค้นหาข้อมูลต่าง ๆที่ตงการได้อย่างรวดเร็ว และประหวัดค่าใช้จ่าย ซึ่งบริการ ต่าง ๆ ที่มีบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น 1. Archie อาร์ซี เป็นระบบการค้นหาข้อมูลหรือแฟ้มข้อมูลที่เป็นบริการสาหรับผู้ใช้ที่ทราบชื่อแฟ้มข้อมูล ต่าง ๆ ทาหน้าที่เสมือนเป็นบรรณารักษ์ทมี่ ีรายชื่อของหนังสือทั้งหมด เมื่อผู้ใช้ทราบแฟ้มข้อมูลที่ ต้องการ ก็ทาการโอนถ่ายแฟ้มข้อมูลโดยใช้ FTP 2. WAIS WAIS เป็นบริการค้าหาข้อมูลโดยการค้นหาข้อมูลจากเนื้อหาของข้อมูลแทนการค้นหาตามชื่อ ของแฟ้มขอมูล ซึ่งช่วยในการค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลแบบกระจาย 3. Gopher โกเฟอร์ เป็นโปรแกรมที่���่วยในการค้นหาข้อมูลโดยผ่านระบบเมนูตามลาดับชั้น ฐานข้อมูลของ ระบบโกเฟอร์จะกระจายกันอยู่ทั่วโลก และมีการเชื่อมโยงกันอยู่ผ่านระบบเมนูของโกเฟอร์ 4. Veronica เวโรนิก้า เป็นระบบที่ช่วยการค้นหาข้อมูลด้วยคาที่ต้องการ (Keyword) เป็นบริการที่ใช้งาน ร่วมกับโกเฟอร์ เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยไม่ต้องผ่านเมนูตามลาดับชั้น ทาให้สามารถค้นหารข้อมูล


16 ได้รวดเร็วขึ้น 5. Mailing List เป็นบริการรายชื่อเมล เป็นระบบฐานข้อมูลที่เก็บที่อยู่ของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มผู้ใช้ที่ สนในในเรื่องเดียวกัน 6. WWW (World&nâsp; Wide Web) เวิลด์ไวด์เว็บ เป็นบริการค้นหาและแสดงข้อมูลที่ใช้หลักการ ของ HTTP (Hypertext Transfer Protocol) ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลได้จากเครื่องให้บริการที่ เรียกว่า Web Server โดยอาศัยซอฟต์แวร์บราวเซอร์

อินเตอร์เน็ตกับการศึกษา อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้กับแหล่งที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สามารถ สืบค้นข้อมูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เชือ่ มเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะ สืบค้นข้อมูลเพื่อนามาศึกษาหาความรู้ได้ การนาอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการศึกษาสามารถทาได้หลายรูปแบบ ด้วยกัน เสรี ชินโนดม (2543) ได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางการศึกษา ดังนี้ 1. การใช้เครือข่ายเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพื่อส่งรายงาน การบ้าน วิทยานิพนธ์ ในรูปแบบแฟ้มข้อมูล การเป็นสมาชิกกลุ่มสนทนาเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น เผยแพร่ผลงานวิจัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านวิชาการ และแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวทาง วิชาการ


17 2. การใช้เครือข่ายเพื่อการสืบค้นข้อมูลซึ่งผู้เรียน นักวิจยั และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจากฐานข้อมูล ทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจากประเทศใน ทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก 3. การใช้เครือข่ายเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปิดเป็นหลักสูตรการ สอนในระดับปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่า Online Program ซึ่งผู้เรียนสามารถสมัครและ เรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ในรูปของ แฟ้มข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตทางการศึกษา 1. ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่มีต่อผู้เรียน อินเทอร์เน็ตทาให้ผู้เรียนมีโอกาสได้รับความรู้ใหม่ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย เรียนรู้ ประสบการณ์จากสภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน เกิดทักษะความคิดขั้นสูงและเป็นการช่วยเพิ่ม แรงจูงใจในการเรียนรวมถึงเป็นการฝึกให้เกิดทักษะการเขียนด้วยเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้ 1.1 การศึกษาวัฒนธรรมที่หลากหลาย ในสังคมผู้สอนจะเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจและยอมรับวัฒนธรรมที่ แตกต่างจากตนเอง การสอนให้ผู้เรียนยึดแต่วัฒนธรรมแบบเดิมจะเป็นการเตรียมผู้เรียนให้เป็นคนที่ไม่ สามารถทางานร่วมเป็นกลุ่มได้ ประโยชน์จากการใช้อนิ เทอร์เน็ต คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาส แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนคนอื่นที่มีภูมิหลังต่างจากตนเอง การสื่อสารทางไกล ทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและความเคารพในวัฒนธรรมต่างแดนมากขึ้น 1.2 เรียนรูป้ ระสบการณ์จากสภาพทีเ่ ป็นจริง การเรียนในโรงเรียนจะได้ประโยชน์อย่างมากเมือ่ ได้จัด กิจกรรมให้สัมพันธ์กับแหล่งข้อมูล อินเทอร์เน็ตทาให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย เมื่อเปรียบเทียบกับการ เรียนแบบเดิม แล้วพบว่าการสื่อสารทางไกลเปิดโลกทัศน์ของผู้เรียนให้กว้างขึ้น


18 1.3 การเพิม่ ทักษะการคิดอย่างมีระบบ ผู้เรียนที่ใช้การสื่อสารทางไกลจะมีทักษะการคิดแบบสืบสวน สอบสวนและทักษะการคิดอย่างมีระบบ เพราะลักษณะของการใช้อินเทอร์เน็ตที่ผู้เรียนต้องมีทักษะการคิด วิเคราะห์ในการเลือกรับข้อมูลและได้สื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญ 1.4 สร้างแรงจูงใจให้มีทกั ษะในการเขียน ผู้เรียนที่มปี ระสบการณ์การใช้การ-สื่อสารทางไกลจะมี ความสามารถในการเขียนเพิม่ ขึ้น นอกจากนี้กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการ เขียนและเพิ่มแรงจูงใจให้มีการเขียนและแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเพือ่ นผู้ร่วมอภิปราย 2. ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่มีต่อผู้สอน เมื่อมีการใช้อินเทอร์เน็ตทาให้ผู้สอนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการศึกษา การวิจัย การวางแผนการ สอนและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเช่นกัน คุณค่าของการเปิดรับข้อมูลทาให้ ได้รับรู้กลยุทธ์การสอนที่หลากหลาย สามารถนามาปรับปรุงประสิทธิภาพของการเรียนการสอนที่เป็น ประโยชน์ทั้งผู้เรียนและผู้สอน 2.1 การสอนแบบร่วมมือ (collaborative) ทาให้ผู้สอนมีความสามารถเพิ่มขึ้นเมื่อใช้วิธีการสอนแบบ ร่วมมือผ่านเครือข่าย เช่น การออกแบบให้มีสภาพและการประชุมระหว่างผู้สอนเพื่ออภิปรายประเด็นอัน หลากหลาย เช่น การบริหารโรงเรียนการประเมิน แนวทางการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นต้น อินเทอร์เน็ตยัง เป็นการเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อของผู้สอนอีกด้วย 2.2 กลยุทธ์การสอนที่หลากหลาย เมื่อมีการสื่อสารทางไกลทาให้การสอนเปลี่ยนทิศทาง การใช้ อินเทอร์เน็ตเป็นการช่วยเพิม่ เวลาที่ผู้เรียน ทาให้ติดต่อสือ่ สารกับผู้สอนเป็นรายบุคคลมากขึ้น ลดเวลาในการ จดคาบรรยายในชั้นเรียนและทาให้ผู้เรียนมีเวลาทารายงานมากขึ้น 2.3 พัฒนาหลักสูตร เมื่อการสื่อสารทางไกลด้วยอินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลกับหลักสูตร ทาให้ประเด็นในการ เรียนการสอนสอดคล้องกับสภาพของสังคมมากขึ้น ยกระดับของทักษะ ความคิดในการวิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้ จากการเรียนด้วยการใช้สื่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแตกต่างจากสิ่งทีส่ อนในห้องเรียน เพราะ เป็นวิธีการที่ นาไปสู่โครงการที่เขียนจากความร่วมมือของทุกฝ่าย อินเทอร์เน็ตทาให้ได้ข้อสรุปจากหน่วยงาน ได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทาให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพนอกจากการสอนแบบเดิมผู้สอน


19 และผู้เรียนสามารถใช้ข้อมูลจากสารานุกรม หนังสือ เอกสารงานวิจัย และโปรแกรมซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษา จากอินเทอร์เน็ต 3. ประโยชน์ทมี่ ีต่อผู้เชี่ยวชำญกำรผลิตสื่อ ทาให้ได้พบกับแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่ดีกว่า ประหยัดเวลากว่าและพบผลงานทีแ่ ตกต่างจากในท้องถิ่น ของตนเอง 3.1 แหล่งข้อมูลความรู้ การใช้อินเทอร์เน็ตทาให้ได้พบกับแหล่งข้อมูล เช่น นิตยสาร วารสาร ฐานข้อมูล ผลการวิจัย การสารวจความคิดเห็น ภาพกราฟิก เสียง ภาพยนตร์และซอฟต์แวร์ เหมือนกับย่อโลกทั้งใบมา ไว้ในจอคอมพิวเตอร์ 3.2 ข้อมูลที่ทันสมัย ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเป็นข้อมูลที่ทันสมัยเหมาะกับการศึกษา ความสามารถในการ ติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญทาให้ได้รับข้อมูลแบบปฐมภูมิได้คาตอบครบประเด็นกับปัญหาที่ถาม และการได้รับ ทราบความคิดเห็นจากแหล่งอื่นอีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงเอกสารไปยังห้องสมุดหรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 3.3 เครื่องมือสอนให้ผู้เรียนมีทักษะ อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ทาให้ผู้เรียนมีทกั ษะในการศึกษาวิจยั ผู้เรียนสามารถตั้���สมมติฐาน วิเคราะห์และทารายงานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง เพราะมีระบบและ เครื่องมือในการสืบค้นมากมายและทาให้ผลที่จัดทาขึ้นมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงจานวนมาก 3.4 การพบปะกับสมาชิก พบว่าเหตุผลอันดับหนึ่งสาหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารต่อการใช้ อินเทอร์เน็ต คือ ความสะดวก ประหยัดเวลา ความเป็นหมวดหมู่ สามารถสื่อสารกับสมาชิกอื่น ๆ ทั่วโลก โดยเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง และช่วยลดความรู้สกึ ว่าทางานอยู่คนเดียวในโรงเรียน 4. ประโยชน์ทมี่ ีต่อเจ้ำหน้ำที่ ในระดับของเจ้าหน้าที่ผปู้ ฏิบัติงาน การใช้อินเทอร์เน็ตช่วยลดความซับซ้อน การจัดเตรียมและเอกสาร เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยิ่งในการรับและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องรับและส่งข้อมูลภายนอกองค์กร


20 4.1 การจัดการเอกสาร การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารเป็นการประหยัดงบประมาณ ลดการใช้ กระดาษ มีความรวดเร็วมีประสิทธิผลและเป็นการบันทึกข้อมูล รวมถึงยังช่วยลดความผิดพลาดในการ สื่อสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย 4.2 การสื่อสารภายนอกองค์กร การใช้อนิ เทอร์เน็ตทาให้เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลที่ทันสมัยทันทีจากที่ ประชุมทางการศึกษา การวิจัย และจากผู้สอน การติดต่อกับธุรกิจเอกชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็ต้องใช้ อินเทอร์เน็ต 5. ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่มีต่อกำรสื่อสำร การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแนวทางที่ดีที่ทาให้การสื่อสารระหว่างโรงเรียน กองทุนสนับสนุนการศึกษา โครงการเพื่อการศึกษา องค์กรพิเศษอื่น ๆ และอาสาสมัคร ในการเชื่อมโยงไปถึงผู้นาธุรกิจในท้องถิน่ ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่สามารถเข้าใช้อินเทอร์เน็ตได้ 5.1 การสื่อสารกับโรงเรียน การใช้อินเทอร์เน็ตทาให้ผปู้ กครองมีโอกาสเป็นผู้ช่วยกาหนดการบ้านของ บุตรหลาน และยังได้ร่วมประชุมกับครูหรือผู้ปกครองคนอื่นด้วย 5.2 กิจกรรมการสื่อสารของผู้เรียน การใช้อินเทอร์เน็ตทาให้ผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่มโี ทรศัพท์ได้แลกเปลี่ยน ประสบการณ์กับผู้เรียน ผู้เรียนจานวนมากได้รับคาแนะนา คาอบรมสั่งสอนที่มีค่าจากผู้สูงอายุผ่านทาง อินเทอร์เน็ต

ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนชุมชนเมืองแห่งใหม่ของโลก เป็นชุมชนของคนทั่วมุมโลก จึงมีบริการต่างๆเกิดขึ้นใหม่ ตลอดเวลา 1.ไปรษณียอ์ ิเล็กทรอนิกส์(Electronic mail=E-mail) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail เป็น การส่งจดหมายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยผู้ส่งสสามารถส่งข้อความไปยังที่ อยู่ของผู้รับ ในรูปแบบ ของอีเมล์ เมื่อผู้ส่งเขียนจดหมาย แล้วส่งไปยังผู้รับ ผู้รับจะได้รับจดหมายภายในเวลาไม่กี่วินาที แม้จะอยู่ห่าง


21 กันคนละซีกโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์แนบไปกับอีเมล์ได้ด้วย 2.กรขอเข้าระบบจากระยะไกลหรือเทลเน็ต(Telnet) เป็น บริการอินเน็ตรูปแบบหนึ่งโดยที่เราสามารถเข้าไปใช้งานคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง หนึ่งที่อยูไ่ กลๆได้ด้วย ตนเอง เช่น ถ้าเราอยู่ที่โรงเรียนทางานโดยใช้อินเตอร์เน็ตของโรงเรียนแล้วกลับไปที่บา้ น เรามีคอมพิวเตอร์ ที่บ้านและต่ออินเตอร์เน็ตไว้เราสามารถเรียกข้อมูลจากที่ โรงเรียนมาทาที่บ้านได้ เสมือนกับเราทางานที่ โรงเรียนนั่นเอง 3.การโอนถ่ายข้อมูล(File Transfer Protocol หรือ FTP) เป็น บริการอีกรูปแบบหนึ่งของระบบอินเตอร์เน็ต เราสามารถค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่ง ต่างๆมาเก็บไว้ในเครื่องของเราได้ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพและเสียง 4.การสืบค้นข้อมูล(Gopher,Archie,World wide Web) หมาย ถึง การใช้เครือ่ ข่ายอินเตอร์เน็ตในการ ค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมายแล้วช่วยจัด เรียงข้อมูลข่าวสารหัวข้ออย่างมีระบบ เป็นเมนู ทาให้เราหาข็อมูล ได้ง่ายหรือสะดวกมากขึ้น 5.การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น(Usenet) เป็น การให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์ เน็ตทั่วโลกสามารถ พบปะกัน แสดงความคิดเห็นของตน โดยมีการจัดการผูใ้ ช้เป็นกลุ่มข่าวหรือนิวกรุ๊ป(Newgroup)แลก เปลี่ยน ความคิดเห็นกันเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น เรื่องหนังสือ เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ คอมพิวเตอร์และการเมือง เป็น ต้น ปัจจุบนั มี Usenet มากกว่า15,000 กลุ่ม นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ให้ทกุ คนจากทั่วมุมโลกแสดงความคิดเห็น อย่างกว้างขวาง 6.การสื่อสารด้วยข้อความ(Chat,IRC-Internet Relay chat) เป็น การพูดคุยกันระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยพิมพ์ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ไดัรับความ นิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน แต่ละคน ก็พิมพ์ข้อความโต้ตอบกันไปมาได้ในเวลาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเทศหรือคนละซีกโลกก็ตาม 7.การซื้อขายสินค้าและบริการ(E-Commerce = Eletronic Commerce) เป็น การจับจ่ายซื้อ - สินค้าและบริการ เช่น ขายหนังสือ คอมพิวเตอร์ การท่องเที่ยว เป็นต้น ปัจจุบันมีบริษัท ใช้อินเตอร์เน็ตในการทาธุรกิจและให้บริการลูกค้าตลอด24ชั่วโมง ในปี2540 การค้าขายบนอินเตอร์เน็ตมี มูลค่าสูงถึง1แสนล้านบาท และจะเพิ่มเป็น1ล้านล้านบาทในอีก5ปีข้างหน้า ซึง่ เป็นโอกาสทางธุรกิจแบบ ใหม่ที่น่าสนใจและเปิดทางให้ทุกคนเข้ามาทาธุรกิจได้โดยใช้ทุรไม่มากนัก 8.การให้ความบันเทิง(Entertain) ใน อินเตอร์เน็ตมีบริการด้านความบันเทิงในทุกรูปแบบต่างๆ เช่น เกมส์ เพลง รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ


22 เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด24ชั่วโมงและจากแหล่งต่างๆทั่วทุกมุมโลก ทั้ง ประเทศไทย อเมริกา ยุโรปและออสเตรเลีย เป็นต้น

โทษของอินเตอร์เน็ต 1.โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic) อินเตอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ? การ เล่นอินเตอร์เน็ต ทาให้คณ ุ เสียงาน ผูใ้ ดเป็นผู้ที่ติดการ พนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะ คล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทัง้ สองอย่าง เกี่ยวข้อง กับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) ผู้ที่มีอาการอย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต • รู้สึกหมกมุน่ กับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต • มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น • ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้ • รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อนิ เตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้ • ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใช้อินเตอร์เน็ตทาให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น • หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง • การใช้อินเตอร์เน็ตทาให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก • มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต • ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าทีต่ ัวเองได้ตั้งใจไว้ มี ผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทา 2.เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content) เรื่อง ของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้น เป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ WWW ยัง ไม่พัฒนา มากนักทาให้ไม่มภี าพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้


23 สามารถ เข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอ เน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทาให้สื่อเหล่านี้ สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถ จับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ 3.ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา ไวรัส : เป็น โปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจาลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพือ่ ที่จะทาลายข้อมูล หรืออาจทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจาหรือ พื้นที่ว่างบนดิสก์โดย พลการ ม้าโทรจัน : ม้า โทรจันเป็นตานานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้ สาเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทางานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทาหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ใน โปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทาในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทานั้น ไม่มีความจาเป็นต่อเรา ด้วย หนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะ สืบพันธุ์โดยการจาลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทาให้ระบบช้าลง ระเบิดเวลา : คือ รหัสซึ่งจะทาหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทางานเมื่อสภาพการ โจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทาลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542


24

บรรณานุกรม เอกสารประกอบการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสาหรับครู โดยอาจารย์สจุ ิตตรา จันทร์ลอย http://www.rayongwit.ac.th/computer/m2fri49/g7m2fri/history.htm http://202.143.137.109/araya/int.html http://tc.mengrai.ac.th/paisan/e-learning/internet/page21.htm http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/page9.html http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=6086.0 http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/ictinternet/how.html สืบค้นวันที่ 20 สิงหาคม 2555


อินเตอร์เน็ต