Page 1

น้ ำ ตา ดอก ไม้ ÊÑ § ¢์ · ͧ


น้ ำ ตาดอกไม้


¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ สังข์ทอง เรื่อง

Suisen Blue Rose Sweet Pea Cutter Statice Primrose Red spider Lilly Marigold Lotus

พิมพ์มาดา ธีรุตม์ ปองทิพย์ สาริน วชิรวิชญ์ กชพรรณ ฉัตรนภา ศรีสกุล ณฐอร

วัฒนพรมงคล มุทะสินธุ์ มหาสุวีระชัย รินแก้ว จิรายุสวิบูรณ์ สุวรรณเรืองศรี บูราณ ขัตติยะ เมฆไตรภพ

เต็มใจพิมพ์ พับลิเคชั่นส์ จัดพิมพ์ ศรีสกุล ขัตติยะ ณฐอร

สาริน รินแก้ว ภาพประกอบ

เมฆไตรภพ รูปเล่ม

วัชรธรณ์ รัตนนาคินทร์ พิสูจน์อักษร

ข้อมูลทางบรรณานุกรม สังข์ทอง. น้ำตาดอกไม้. -- พิมพ์ครั้งที่ 1. – กรุงเทพฯ: เต็มใจพิมพ์ พับลิเคชั่นส์, 2561. 143 หน้า.


บทนํา ในแต่ละการเดินทางล้วนมีเส้นทางที่ต่างกัน บางครั้งอาจจะมีรอยยิ้ม บางครั้งอาจจะมีน้ำตา แต่เพื่อจุดหมายปลายทาง พวกเราทุกคนจึง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบเจอกับความยากลำบาก ความเศร้าโศกหดหู่ ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องผ่านเพื่อไปสู่เส้นชัย เพื่อเป็นบทเรียนในชีวิต ยิ่งผ่านมามากเท่าไหน ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่านั้น และไม่ใช่ทุกคนที่ สามารถก้าวข้ามผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้และถึงจุดหมายปลายทางนั้น อาจมี ล้มบ้าง แต่เพื่อจะไปถึงจุดหมาย พวกเราทุกคนต้องลุกและเดินหน้าต่อ เรื่องราวแย่ ๆ ในชีวิตควรมองให้มันเป็นบทเรียน ให้มันสอนใจเรา เมื่อถึง จุดหมายได้แล้วเรามองกลับมา เราอาจจะมองว่าปัญหาในตอนนั้นเล็กแค่ นิดเดียว ถึงวันนั้นจะแย่แค่ไหน อย่างไรวันนั้นก็มีแค่ 24 ชั่วโมง ให้เราได้เริ่ม ใหม่กับวันใหม่ เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างให้ดีขึ้น


สารบัญ Suisen กลับมารักอีกครั้งได4ไหม

9

Blue Rose แด7ความรักที่เปรียบดั่งความฝ>นการบอกลา

19

Sweet Pea คําบอกลาที่เปลี่ยนทุกอย7างไป

31

Cutter ฉันจะมีแต7คุณเสมอ

49

Statice ความรู4สึกดี ๆ ยังมีให4กันตลอดไป

59

Primrose แค7เพียงความหวัง

73

Red spider Lilly พลับพลึงแดงดอกไม4แห7งความตาย

99

Marigold หัวใจที่เศร4าโศก...

111

Lotus เพราะความรักที่มองไม7เห็น

125


น้ ำ ตา ดอก ไม้


9

Suisen ¡ÅѺÁÒÃÑ¡ÍÕ¡¤ÃÑé§ä´ŒäËÁ

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เสียงโทรศัพท์เครื่องหนึ่งดังขึ้น ในขณะที่เจ้าของ เครื่องรีบกดรับสายแทบจะทันที “ฮัลโหล ว่าไงคะพี่เซน” หญิงสาวละสายตาจากคอมพิวเตอร์มาให้ ความสนใจกับปลายสาย “ได้เลยค่ะ ที่เดิมนะคะ แล้วเจอกันเย็นนี้ค่ะ” เมื่อวางสายไปแล้ว หญิงสาวก็นึกย้อนกลับไปวันแรกที่ได้เจอกับ ‘เซน’ ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่มีชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ ในตอน นั้นเขายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่ ทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรกในกิจกรรม รับน้อง เขาเป็นรุ่นพี่ปี 2 ในขณะที่เธอเป็นนักศึกษาน้องใหม่ปี 1 ตอนนั้น ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้เธอเป็นลม เขาที่อยู่ใกล้เธอที่สุดจึง อุ้มเธอออกมาจากลานกิจกรรมเพื่อมาปฐมพยาบาลให้ “น้องฟ้าไหวไหมครับ” เขาเอ่ยถามพร้อมกับวางตัวเธอลงบนเตียง ปฐมพยาบาล

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


10

“ไหวค่ะพี่ นั่งพักสักหน่อยคงจะดีขึ้น” หญิงสาวเริ่มสงสัยว่าเขารู้จัก เธอได้อย่างไร แต่ก็ไม่กล้าถามออกมา แต่ด้วยบรรยากาศที่เงียบเธอจึง ตัดสินใจเอ่ยถามออกมา “พี่รู้ชื่อฟ้าได้ยังไงคะ” “ฮ่า ๆ อย่าเข้าใจผิดนะ พี่ดูจากป้ายชื่อน้องไงครับ” หญิงสาวรู้สึก เขินอายจึงพูดขอตัวออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนต่อ พลางคิดในใจว่า ‘ไม่น่า ถามอะไรโง่ ๆ ออกไปเลย พี่เขาไม่ได้สนใจเราสักหน่อย’ เธอปัดความคิด ฟุ้งซ่านในหัวออกพร้อมกับกลับมาร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ต่อ เวลาผ่ า นไปจนถึ ง เทศกาลวั น แห่ ง ความรั ก เขาก็ ไ ด้ น ำตุ ๊ ก ตาหมี ธรรมดามามอบให้เธอ ทำให้เธอคิดในใจว่า ‘แสดงว่าวันนั้นเขาสนใจเรา จริง ๆ ด้วย เราไม่ได้คิดไปเอง’ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ติดต่อกันมาตลอด จนกระทั่งคบหาดูใจกันในที่สุด จนถึงตอนนีท้ ง้ั คูต่ า่ งก็ตอ้ งแยกย้ายกันไปทำงานในบริษทั ทีต่ า่ งกัน แต่ทง้ั คูก่ ็ ยังนัดเจอกันเสมอไม่ขาดการติดต่อ แม้ทั้งสองจะยุ่งจากงานแค่ไหน แต่ก็ ต้องหาเวลามาทานอาหารด้วยกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และในวันนี้ก็ เช่นกัน เขาได้ชวนเธอไปทานอาหารที่ร้านอาหารร้านเดิมที่ทั้งสองมักจะไป ด้วยกันบ่อย ๆ เนื่องจากไม่ไกลจากที่ทำงานของทั้งคู่มากนัก เสียงกระดิ่งที่ ประตูหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ถือแฟ้มงานพะรุงพะรัง เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะ “รอนานยังฟ้า พี่ขอโทษนะพอดีติดลูกค้า สั่งอะไรหรือยัง” ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


11

“ไม่นานค่ะ ยังไม่ได้สั่งเลย งั้นสั่งเลยนะคะ” ระหว่างการทานอาหาร ทั้งสองก็ต่างเล่าเรื่องราวที่เจอให้อีกฝ่ายฟัง จนถึงเวลาทีก่ ำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ชายหนุม่ ก็หยิบตุก๊ ตาทีอ่ ยู่ ในกระเป๋าทำงานขึ้นมาพร้อมกับมอบให้หญิงสาวเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน “เหมือนเดิมเลยนะคะ ฮ่า ๆ ยังไงก็ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวกล่าว แบบไม่ได้สนใจนักพร้อมกับรับตุ๊กตามาไว้ในมือแล้วโบกมือลาเพื่อแยกย้าย กันกลับบ้าน จนเวลาผ่านไปเกือบสองปี นับจากที่เธอพ้นรั้วมหาวิทยาลัยมาเพื่อ ก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงาน งานของทั้งคู่ต่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามภาระหน้าที่ ทำให้ทั้งคู่เริ่มคุยกันน้อยลง จนช่วงหลังที่มีงานโปรเจคพิเศษเข้ามา ฟ้าเริ่ม เครียดกับงานแต่ก็ยังต้องหาเวลาเพื่อมาเจอเซนตามที่เคยพูดกันไว้ว่าถึงจะ ยุ่งแค่ไหนก็ต้องมีเวลาให้กัน จนทำให้ฟ้ารู้สึกว่ามันกลายเป็นหน้าที่ไม่ใช่สิ่ง ที ่ อ ยากทำเหมื อ นเมื ่ อ ก่ อ นแล้ ว ฟ้ า เริ ่ ม หนั ก ใจ แต่ ก ็ ย ั ง พยายามที ่ จ ะ ประคับประคองความรักครั้งนี้ ทั้งสองพยายามหาเวลาว่างที่ตรงกัน ทุกครั้งที่ทั้งสองเจอกัน ฟ้าพยายามที่จะเปลี่ยนบรรยากาศ ชวนไป เที่ยวต่างจังหวัดเมื่อปิดงานโปรเจคนี้ได้ แต่เซนมักจะปฏิเสธเพราะงานของ เขากำลังไปได้ดี เขากำลังจะได้เลื่อนขั้น จนในที่สุดฟ้าก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จากสมัยมหาวิทยาลัยที่สามารถไปไหนมาไหนด้วยกันหลังเลิกเรียนได้ ไป ทานข้าวด้วยกันแล้วกลับมาส่งที่หอ ตอนนี้แค่โทรศัพท์หากันทุกวันยัง เป็นไปได้ยาก ฟ้าพยายามที่จะเข้าใจหลายครั้ง แต่ก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง จนฟ้ารู้สึกน้อยใจ ฟ้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเซนไม่ว่างจริง ๆ หรือว่าใส่ใจเธอ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


12

น้อยลงกันแน่ ฟ้าเริ่มเบื่อหน่ายและทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงตัดสินใจที่จะ บอกเลิกเซน ฟ้าจึงโทรไปนัดเซนมาเจอเพื่อที่จะบอกเลิก วันนี้เซนว่างพอดี จึงตอบรับกลับไป เสียงกระดิ่งที่ประตูหน้าร้านดังขึ้น แต่คราวนี้ไม่ใช่เซน ที่มาทีหลัง ฟ้าเดินไปหาเซนที่โต๊ะ วันนี้เซนดูมีความสุขแปลก ๆ แต่ฟ้าก็ ไม่ได้สนใจอะไร เพราะกำลังคิดถึงเรื่องที่กำลังจะบอกเลิกเซน จนถึงเวลาที่ ทั้งสองทานอาหารเสร็จ ฟ้าก็เริ่มพูดขึ้นมา “พี่เซน ฟ้าว่า...เราเลิกกันไหมคะ?’ ชายหนุ่มตกใจมาก ที่อยู่ดี ๆ ฟ้า ก็พูดออกมาแบบนั้น “ทำไมล่ะฟ้า พี่ทำอะไรผิดหรือเปล่า?” “ฟ้าเบื่อที่เราเป็นกันอยู่ทุกวันนี้ ฟ้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าพี่จริงจังกับฟ้า จริง ๆหรือเปล่า คำว่ารัก ฟ้ายังไม่เคยได้ยินจากปากพี่สักครั้งเลยด้วยซ้ำ ฟ้าว่าเราพอเถอะค่ะ” “ที่พี่ไม่เคยพูดว่ารัก มันเป็นเพราะพี่อยากแน่ใจแล้วจริง ๆ ไม่ใช่พูด ไปเรื่อยเปื่อย ฟ้าเข้าใจที่พี่พูดไหม” “ฟ้าเข้าใจค่ะ แต่ฟ้าไม่รู้ว่าฟ้าต้องรอพี่อีกนานแค่ไหน ฟ้าขอตัวก่อน นะคะ” ชายหนุ่มเสียใจมาก แต่เขาก็พร้อมที่จะเคารพการตัดสินใจของฟ้า “เดี๋ยวก่อนฟ้า...อย่างน้อยก็รับตุ๊กตาตัวสุดท้ายจากพี่ไปหน่อยนะ พี่ ขอล่ะ และพี่อยากจะบอกฟ้าว่าพี่จริงจังกับฟ้าจริง ๆ” “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา โชคดีค่ะ”

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


13

หลังจากที่ฟ้าเดินจากผมไป บรรยากาศวันนี้ช่างเหมาะกับอารมณ์ ของผมตอนนี้เสียจริง ท้องฟ้ามืดครึ้ม และผมก็รู้ว่าอีกไม่นานฝนจะต้องตก อย่างแน่นอน เมื่อไหร่ไม่รู้ที่มีหยดน้ำหยดใส่มือของผม มันไม่ได้มาจากฝน หรอก...มันมาจากตัวผมเอง ผมเดินออกไปท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง ในที่สุด ฝนก็ตกลงมา ก็ดีเหมือนกัน คนคงจะคิดว่าผมเปียกเพราะฝนไม่ใช่เพราะ น้ำตา ผมเดินตามถนนไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย ผมเพิ่งจะเข้าใจพระเอก ในมิวสิควิดีโอก็ตอนนี้ ฝนเริ่มกระหน่ำแรงขึ้น สายตาผมเริ่มพร่ามัวเพราะ น้ำฝน แต่ผมก็ยังเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผมเห็นแสงสว่างวาบขึ้นต่อ หน้าพร้อมกับเสียงบีบแตรดังสนั่น หลังจากนั้นผมก็มองอะไรไม่เห็นอีกเลย เสียงที่เคยดังกลับเบาจนไม่ได้ยิน และโลกของผมก็ดับลง... ขณะที่ฉันกำลังขับรถเพื่อที่จะกลับบ้าน ฝนก็ตกลงมา เหมือนรับรู้ ถึงความรู้สึกของฉัน ฉันกำลังรู้สึกผิดและสับสนว่าสิ่งที่ฉันทำมันถูกต้องหรือ เปล่า จู่ๆโทรศัพท์ก็มีสายเข้า เรียกสติฉันคืนมา ฉันกดรับพร้อมกับเสียบหู ฟัง เบอร์นั้นเป็นเบอร์แปลก ปลายสายบอกว่าพี่เซนถูกรถชน ตอนนี้อยู่ที่ โรงพยาบาล อาการหนักมาก ฉันนิ่งอึ้งไป มันต้องไม่ใช่เรื่องจริงแน่ ๆ ทุก อย่างมันแปลกไปหมด แปลกจริง ๆ นะ ฉันกำลังนั่งอยู่ในรถที่มีหลังคา ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเสื้อฉันถึงเปียกล่ะ จนฉันได้คำตอบว่าจริง ๆ แล้วมัน ไม่ได้มาจากฝนหรอก...มันมาจากตัวฉันเอง ฉันรวบรวมสติแล้วขับรถไป โรงพยาบาลนั้นให้เร็วที่สุด แต่สุดท้าย...มันก็ไม่ทัน พี่เซนเสียชีวิตแล้ว เพราะฉันงั้นเหรอ เพราะฉันใช่ไหม ถ้าฉันไม่บอกเลิกพี่เซน พี่เซนก็คงไม่ ตายใช่ไหม ทุกอย่างมันผิดที่ฉันเอง

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


14

“ฮึก ฮือ ๆ ๆ ฮึก ฮือ” ฉันทนไม่ไหวแล้ว น้ำตาของฉันไหลออกมา ไม่หยุด ฉันแทบไม่รู้สึกตัวอะไรทั้งนั้น มันชาไปหมด ทันใดนั้นก็มีมือมากุม มือของฉันไว้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่จับมือฉันอยู่ตอนนี้คือใคร สายตาของ ฉันมันเลือนไปหมด สักพักคนข้าง ๆ ฉันก็พูดออกมา “ไม่ใช่ความผิดหนูหรอกนะ อย่าโทษตัวเองเลย ถ้าเซนรู้เซนคงไม่ สบายใจแน่ ๆ” คุณแม่ของพี่เซนนั่นเอง “แต่ถ้าหนูไม่...ฮึก...พี่เซนคงไม่...เป็นแบบนี้” “อย่าคิดอย่างนั้นสิจ๊ะ...ฮึก...แม่เลี้ยงเซนมา แม่รู้ว่าสิ่งที่เซนกลัว ไม่ใช่ความตายหรอกนะ...แต่เป็นการที่ทำให้คนที่เขารักเสียใจมากกว่า...ฮึก ...หนูกลับไปพักที่บ้านก่อนดีกว่านะ” ฉันรู้เลยว่าคนข้าง ๆ ฉันก็ไม่ได้เสียใจน้อยไปกว่าฉันเลย แต่ท่านก็ ยังเข้มแข็งและมีสติมากกว่าฉัน ฉันนั่งคุยกับท่านสักพักแล้วฉันก็ขอตัวกลับ บ้าน เมื่อฉันเปิดประตูห้องเข้าไป ฉันก็พบกับกองตุ๊กตานับร้อยตัวที่เก็บอยู่ ตรงมุมห้อง ฉันเก็บตุ๊กตาทุกตัวที่เขาให้ไว้อย่างดี ถึงแม้จะไม่ค่อยได้กอด เล่นเท่าไหร่เพราะจริง ๆ ฉันไม่ได้ชอบพวกตุ๊กตาเหมือนอย่างหญิงสาวคน อื่นๆ ฉันคิดว่าพวกมันค่อนข้างเก็บฝุ่น แต่ไม่ใช่กับวันนี้ ฉันเดินเข้าไปพร้อม กับหยิบมันขึ้นมากอดอย่างแน่น ทันใดนั้นเสียงของพี่เซนก็ดังขึ้น! ‘8 มีนาคม วันนี้พี่จะพาฟ้าไปสวนสัตว์ พาฟ้าไปเจอเพื่อน เอ๊ย ไม่ใช่ ฮ่า ๆ เห็นฟ้าชอบยีราฟ พี่เลยอยากพาไป หวังว่าฟ้าจะชอบนะ’

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


15

ฉั น หาต้ น ตอของเสี ย งจนกระทั ่ ง พบว่ า ...มั น ออกมาจากตุ ๊ ก ตา ตุ๊กตาพวกนี้อัดเสียงไว้งั้นเหรอ ฉันรีบคว้าอีกตัวขึ้นมาแล้วกดลงไปที่ท้อง ของมันอย่างแรง ’14 กุมภาพันธ์ สวัสดีครับน้องฟ้า พี่ชื่อเซนนะ เราเจอกันวันที่ฟ้าเป็นลม ไง จำได้เปล่า จริง ๆ แล้ววันนั้นพี่ก็มองฟ้าอยู่แหละ แต่เก๊กไปอย่างนั้น แหละ โอย เขิน งั้นแค่นี้นะครับ’ “จำได้สิ ฮึก จำได้ตลอดนั่นแหละ” หลังจากวันนั้นฉันก็มักสังเกตุ เห็นเขาวนเวียนรอบตัวฉันมากขึ้น ตอนแรกก็คิดว่าบังเอิญ แต่เขาตั้งใจสินะ ‘4 มิถุนายน วันนี้พี่ซื้อขนมเจ้าโปรดหลังมหาลัยมาให้ฟ้าด้วยนะ ฟ้าไม่ ต้องลดความอ้วนหรอก ยังไงก็น่ารัก รู้ไหม ทานให้อร่อยนะครับ’ “ฮึก ไม่ให้ลดได้ยังไง พี่ชอบขุนอาหารให้ฟ้าอยู่เรื่อย” ยังไงฉันก็ กินหมดอยู่ดีนั่นแหละ ของชอบของฉันนี่นา อีกทั้งเขายังตั้งใจซื้อมาให้อีก ไม่กินก็แย่แล้ว ’16 ตุลาคม วันนี้ฝนตกแหละ พี่ว่าฟ้าต้องลืมร่มอีกแน่ ๆ เลย ไม่เป็นไรนะ พี่ไม่ปล่อยฟ้าให้เปียกกลับหอหรอก พี่เอาไปเผื่อแล้ว เป็นไง พี่เก่งใช่ไหม ล่ะ’ “ทายแม่นขนาดนี้ไปเป็นหมอดูเลยไหม ฮึก ฮือ” ก็จริงอย่างที่เขา คิดนั่นแหละ ฉันลืมจริง ๆ ลืมบ่อยแล้วก็ซื้อใหม่ทุกครั้ง จนฉันมีร่มเต็มบ้าน ไปหมด

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


16

’11 เมษายน เดินทางกลับบ้านดี ๆ นะครับ ไปเล่นสงกรานต์ก็ระวังตัวด้วย สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ’ “อือ จะระวัง ฮึก ฮือ” ‘27ตุลาคม ฟ้า อย่างอนพี่เลยนะ พี่ขอโทษ ดีกันนะครับ นะ ๆ ๆ ๆ’ “ฟ้าไม่หาย ฮึก กลับมาสิ กลับมาง้อฟ้าต่อเดี๋ยวนี้นะ ฮือ” ‘5 พฤษภาคม วันนี้ครอบ2ปีของเรานะ อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ นะครับ’ “ฟ้าก็อยู่นี่ไง ฮึก ทำไมพี่ไม่อยู่กับฟ้าล่ะ พี่นั่นแหละ ฮึก” ’11 กันยายน ในที่สุดพี่ก็เรียนจบแล้วนะ ขอบคุณที่มาฉลองกับพี่วันนี้นะ ครับ อย่างนี้เราก็ไม่ได้เจอกันที่มหาลัยแล้วสิ แต่ไม่เป็นไร พี่จะไปเยี่ยม บ่อย ๆ นะครับ’ “กลับมาอีกครั้งได้ไหม ฮือ” ’22 ธันวาคม หยุดหลายวันก็ค่อย ๆ ทำโปรเจคไปนะครับ อย่าเครียดมาก นะครับ พี่เป็นกำลังใจให้ สู้ ๆ’ “ทำไมพี่ไม่อยู่ให้กำลังใจฟ้าในตอนนี้ล่ะ ฮึก” ‘8 กุมภาพันธ์ ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยเนอะ ฟ้าเองก็คงยุ่งเหมือนกัน ไว้ว่าง ๆ ไปต่างจังหวัดกันนะ’ “ฮึก ก็พี่นั่นแหละที่ไม่ว่าง ฮึก แต่ฟ้าจะรอนะ” ’19 ตุลาคม ฟ้า พี่ขอโทษ พี่ติดงานจริง ๆ ไว้คราวหน้านะ อดทนอีกนิดนึง ไว้โปรเจคนี้จบแล้วเราไปกันนะครับ’ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


17

“จนตอนนี้ก็ยังไม่ได้ไปและก็คง...ไม่ได้ไปอีกแล้วล่ะ ฮือ” ‘7 ธันวาคม พี่ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้นะฟ้า พี่ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ’ “ฮือ กลับมาขอโทษฟ้าอีกครั้งสิ แล้วฟ้าจะให้อภัย กลับมา ฮึก เดี๋ยวนี้นะ ฮือ” ฉันนั่งกดตุ๊กตาไปเรื่อย ๆ ทีละตัวจนหมด ร้องไห้จนรู้สึกเหมือน น้ำตาจะออกมาหมดทั้งร่างกาย ตาของฉันแดงก่ำและบวมจนน่ากลัว ฉันไม่ เคยรู้เลย ว่าเขาใส่ใจฉันมากแค่ไหน เขาน่ารักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมฉันเพิ่งมารู้เอาตอนนี้ กว่าฉันจะเห็นค่าของเขา มันก็สายไปแล้ว ฉันได้ เสียคนที่รักฉันที่สุดไปโดยที่เขาไม่กลับมาแล้ว...และเขาจะไม่มีวันกลับมา อีกตลอดกาล ความรู้สึกผิดนี้มันจะติดตัวฉันไปตลอด ฉันนึกขึ้นได้ว่าตุ๊กตา ตัวสุดท้ายที่เขาให้ยังอยู่ในรถ ฉันจึงลงไปเอามันขึ้นมาฟังบนห้อง โดยที่ฉัน ไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ฟังตุ๊กตาตัวสุดท้ายจบ ฉันจะไม่มีทางลืมเขาไปตลอด กาล ’29 มกราคม ฟ้า พี่กำลังจะได้เลื่อนขั้นแหละ โอ๊ย ดีใจ ๆ พี่พร้อมแล้วนะ พรุ่งนี้พี่จะขอฟ้าแต่งงาน ถ้าฟ้ารู้ว่าพี่อัดเสียงไว้ก็แต่งตัวสวย ๆ มาเลยนะ ถือว่าพี่บอกแล้วนะ ฮ่า ๆ สุดท้ายนี้...พี่รักฟ้านะครับ’

จบ

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


19

Bluerose ᴋ¤ÇÒÁÃÑ¡·Õèà»ÃÕº´Ñ觤ÇÒÁ½˜¹¡Òú͡ÅÒ

เด็กชายคนหนึ่งมีชื่อว่า ”โทนี่” เขาเป็นเด็กที่มีนิสัยก้าวร้าว และเขา เป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่ เนื่องจากพ่อของเขาเป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ทำให้เสียชีวิตไปก่อนที่โทนี่จะกำเนิด ส่วนแม่ก็เสียชีวิตในขณะให้กำเนิดโท นี่ เนื่องจากแม่ไม่สามารถทนความเจ็บระหว่างคลอดได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้โท นี่เป็นเด็กกำพร้า และต้องไปอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังเป็นทารก พอโทนี่เติบโตขึ้นก็ได้เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียน ทุก ๆ วันที่ไป เรียน โทนี่จะนั่งรถตู้ไปโรงเรียนทุกเช้า และอยู่ที่โรงเรียนเหมือนเด็ก ธรรมดาทั่วไป แต่โทนี่ก็มักจะมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ โทนี่ต้องถูกกักบริเวณ และต้องกลับบ้านดึกทุกวัน พอโทนี่กลับมาบ้าน ก็จะ มานั่งรับประทานอาหารมื้อเย็นก่อน หลังจากนั้นไม่ทันไร โทนี่ก็ไปมีปัญหา กับเพื่อนในบ้านต่อ ทำให้โทนี่ต้องถูกทำโทษที่บ้านเป็นประจำ และทุก ๆ วันหยุด โทนี่ก็จะเล่นอยู่ในบ้าน ไม่ก็ออกไปเล่นข้างนอกบ้าน แต่ด้วยนิสัย ของโทนี่ แม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน โรงเรียน นอกบ้าน หรือที่ไหน ๆ ก็ตาม โทนี่ก็ จะไปมีปัญหากับคนรอบข้างเสมอ แม้แต่นอกบ้าน โทนี่ก็ไปทะเลาะวิวาท กับเพื่อนต่างถิ่นอีก ด้วยเหตุนี้ทำให้โทนี่แทบจะไม่มีเพื่อนเลยซักคนในชีวิต แต่ถึงกระนั้น ในช่วงกลางคืนของทุกวัน โทนี่มักจะมานั่งมองดูท้องฟ้า และ นั่งคิดถึงพ่อแม่อยู่ทุกวัน เพราะตั้งแต่เกิดมา โทนี่แทบจะไม่ได้รู้จักกับพ่อแม่ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


20

เลยซักครั้งในชีวิต แม้แต่หน้าของพ่อแม่ก็ยังไม่เคยเห็น ทำให้โทนี่มักจะนั่ง ร้องไห้และนอนไม่หลับเป็นประจำทุกคืน โทนี่ก็ต้องทนใช้ชีวิตที่แสนโศก เศร้าและหดหู่นี้อยู่หลายปี พอวันเวลาผ่านไป เมื่อโทนี่เรียนจบมหาลัย ก็ได้รับงานทำ โทนี่จึง ต้องย้ายออกจากบ้านเด็กกำพร้าแล้วมาอยู่บ้านหลังใหม่ในเมือง ทำให้ เพื่อนในบ้านเด็กกำพร้าต่างดีใจกันยกใหญ่ แต่ด้วยนิสัยก้าวร้าวและสถานะ ที่เกิดมานั้น ทำให้ชีวิตของโทนี่ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่พัก อาศัย และที่แย่กว่าคือโทนี่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งเป็นอะไรที่ยากมาก สำหรับโทนี่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อเดินหน้ามาแล้วก็ไม่สามารถถอยหลัง กลับได้ โทนี่จึงพยายามทำงานร่วมกับเพื่อนใหม่ให้ได้ วันแรกของการทำงานโทนี่เดินเข้าไปในออฟฟิศเพื่อไปหาเจ้านาย แต่ระหว่างเดินอยู่ โทนี่ก็เดินไปชนไหล่กับชายตัวอ้วนคนหนึ่ง ซึ่งเขากำลัง ยืนเล่นโทรศัพท์อยู่ ทันใดนั้นเอง โทนี่ก็ดันพูดออกไปว่า “มึงยืนมองทางหน่อยสิวะ ไออ้วน” “ใจเย็น ๆ สิ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จา ก็ได้” ชายอ้วนตอบกลับไป “มึงชนกูก็ขอโทษกูซะสิ” โทนี่บอก “อะไรนะ! คนที่เดินชนคือนายไม่ใช่เหรอ ทำไมฉันต้องขอโทษด้วย ละ” ชายอ้วนตอบ โทนี่ก็พูดออกไปว่า “เพราะกูเดินมองทางของกูอยู่ แล้วอยู่ดี ๆ มึงก็ มาชนไง” ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


21

ชายอ้วนก็ตอบว่า “เอ๊า! ก็ฉันเล่นโทรศัพท์อยู่อะ จะเห็นทางได้ยังไง แล้วนายเดินมองทางยังไงให้ชนอะ” โทนี่ตอบว่า “ก็มึงยืนเล่นโทรศัพท์ไม่มองทางเองอะ ตัวก็อ้วนยิ่งกว่า ควาย เสือกมายืนขวางทางเดินคนอื่นอีกไอสัส คนจะเดินผ่านก็ต้องมาติดมึง พอชนคนอื่นก็หาว่าคนอื่นเดินชน สุดท้ายมึงก็แค่กระบือไขมันสูงดี ๆ นี่เอง” ชายอ้วนก็พูดว่า “ฉันอยากกระทืบนายมาก ๆ เลยนะ แต่กลัวโดน พรบ.คุ้มครองสัตว์จริง ๆ” ทันใดนั้นเองโทนี่ก็ต่อยหน้าชายอ้วนคนนั้น แล้วทั้ง 2 คน ก็เริ่มต่อย กันท่ามกลางหมู่คนที่มายืนดู ทันใดนั้นเจ้านายก็เดินเข้ามาห้ามแล้วบอกว่า “พอได้แล้ว! ทะเลาะกันเป็นเด็กไปได้ พวกที่เหลืออย่ามายืนมุงกันสิ กลับไปทำงานได้แล้ว” “เธอด้วย กลับไปทำงาน” เจ้านายบอกกับชายอ้วนที่ทะเลาะกับโทนี่ “เธอเป็นเด็กใหม่ใช่ไหม ตามฉันมาที่ห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เจ้านาย บอกกับโทนี่ โทนี่ก็เดินตามไปที่ห้องของเจ้านาย พอไปถึงห้องของเจ้านาย เขาถามว่า “เธอชื่ออะไร” โทนี่ก็ตอบว่า “โทนี่”

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


22

เจ้านายก็บอกว่า “อ่อ… ฟังนะโทนี่ วันนี้เป็นวันแรกของการทำงาน ของเธอ ฉันจึงไม่อยากให้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นฉันจะอนุโลมให้ แล้วคราวหน้าพยายามอย่าให้มีปัญหาแบบนี้อีกนะ ไม่งั้นฉันจะไล่นายออก เข้าใจนะ โทนี่” โทนี่ก็ตอบกลับว่า “เข้าใจ ๆ ” แล้วเจ้านายก็มอบงานให้โทนี่ แล้วโท นี่ก็ไปทำงานตามที่เจ้านายสั่ง พอทำงานเสร็จ โทนี่ก็กลับมาบ้าน แล้วก็ใช้ ชีวิตปกติเหมือนตอนที่อยู่บ้านเด็กกำพร้า พอถึงตอนกลางคืน โทนี่ก็นั่งคิดถึงพ่อแม่เหมือนเดิม พอวันต่อ ๆ มา โทนี่อาจจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานอยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าวันแรก ซึ่งช่วง หลัง ๆ โทนี่ก็เอาแต่ปากเสียคนอื่น ถึงแม้จะไม่มีการชกต่อยกันแล้วก็ตาม จนเพื่อนนินทากันหลายครั้งว่า “ไอโทนี่ มันเอาแต่ปากหมาใส่คนอื่น อย่า ไปยุ่งกับมันมากนะ น่ารำคาญมาก ๆ เลย” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโทนี่จะ ทำงานร่วมกับใครไม่ได้เลย ซึ่งโทนี่ก็พอทำงานร่วมกับเพื่อนได้อยู่บ้าง ถึงแม้จะมีปัญหาบ้างก็ตาม วันเวลาผ่านไป วันหนึ่ง หลังโทนี่ทำงานเสร็จ โทนี่ได้ไปกินอาหารที่ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โทนี่ก็ดันไปเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานของ ร้านอาหารแห่งนั้นซึ่งสวยมาก โทนี่ก็รู้สึกตกหลุมรักเธอคนนั้นตั้งแต่วันแรก ที่เจอ แล้วเธอก็ดันหันมามองโทนี่ แล้วเธอก็เริ่มรู้สึกตกหลุมรักโทนี่เช่น เดียวกัน วันต่อ ๆ มา หลังจากโทนี่ทำงานเสร็จ โทนี่ก็เริ่มมาที่ร้านอาหาร ร้านนี้บ่อยขึ้น ทั่งคู่ก็เริ่มสบตากันบ่อยครั้งที่มาเจอกัน จนวันหนึ่งฝ่ายหญิง

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


23

ได้เริ่มเข้าหาโทนี่ก่อน โดยที่โทนี่กำลังนั่งกินอาหารอยู่บนโต๊ะ แล้วผู้หญิง เจ้าพนักงานก็เข้ามาถามโทนี่ว่า “ขอโทษนะคะ จะสั่งอะไรเพิ่มไหมคะ” โทนี่ก็ตอบไปว่า “ไม่หรอก แต่คุณมาถามผมเนี่ย มีอะไรหรือเปล่า” เธอคนนั้นก็ตอบไปว่า “ไม่หรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่า ถ้าคุณไม่สั่งอะไร แต่ในใจฉัน มันสั่งให้รักคุณค่ะ” โทนี่ก็บอกว่า “งั้นน้องก็กลับไปทำงานเถอะ แต่เวลาเดินอะ เดินดี ๆ นะน้อง.....ระวังจะสะดุดรักพี่ล่ะ” เธอก็ถามชื่อโทนี่ว่า “เธอชื่ออะไรอะ” โทนี่ตอบว่า “ชื่อโทนี่นะ แล้วเธอละ” เธอก็ตอบว่า “ฉันชื่อเปปเปอร์นะ” แล้วต่อจากนั้นทั้ง 2 คน ก็เริ่มจีบกัน หลังจากนั้นโทนี่ก็มาที่ ร้านอาหารร้านนี้เป็นประจำ จนวันหนึ่งโทนี่ได้เชิญเปปเปอร์มาที่บ้านของ โทนี่ แล้วทั้ง 2 ก็มาเล่นด้วยกันตลอดมา แล้ววันหนึ่งเปปเปอร์ก็ได้ย้ายบ้าน มาอยู่กับโทนี่ แล้วก็อยู่ด้วยกันมาเรื่อย ๆ จนวันหนึ่ง โทนี่กับเปปเปอร์ได้ไปเที่ยวชายหาดกันแค่ 2 คน ในช่วง กลางคืนท่ามกลางชายหาด โทนี่กับเปปเปอร์ได้เดินจับมือกันในคืนพระ จันทร์เต็มดวง ที่มีแต่แสงดาวระยิบระยับ สงบเงียบ และเย็นสบาย จากนั้น ทั้ง 2 คน ก็ได้นั่งลงบนชายหาด แล้วก็จูบกันท่ามกลางค่ำคืนที่แสนสวยงาม ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


24

นั้น จากนั้นทั้งสองคนก็ตัดสินใจเป็นแฟนกัน แล้วก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมี ความสุขตลอดมา วันหนึ่ง โทนี่กำลังขับรถกลับจากที่ทำงานกลางดึก ซึ่งข้าง ๆ ถนน เป็นป่าลึก โทนี่ขับรถไปชนรถคนอื่นที่อยู่ข้างหน้า รถที่ถูกชนเลยหมุนไป กระแทกกับต้นไม้ข้างถนน โทนี่เลยเปิดกระจก แล้วตะโกนว่า “โอ้ยยย ไอห่าเอ้ย มาขับรถขวางทางอยู่ทำไม รถชนเลยไอสัส” สักพักก็มีชายเจ้าของรถคู่กรณีที่บาดเจ็บจากการถูกรถชน เดินออก จากรถแล้วเดินมาหาโทนี่ แล้วพูดว่า “มึงจะเอายังไงกับกูวะไอสัส” โทนี่ก็เปิดประตูออกมาแล้วพูดว่า “เอายังไง อะไรล่ะ มึงพึ่งทำรถกู พังนะ” ชายคนนั้นก็กระชากคอโทนี่ แล้วพูดว่า “มึงนั่นแหละ เอายังไง มึงพึ่ง ขับชนรถที่เป็นสมบัติของพ่อกู กูสัญญากับพ่อไว้ว่าจะดูแลรถอย่างดีไม่ให้ มันพัง แล้วที่แย่กว่า มึงพึ่งทำน้องชายแท้ ๆ ของกูตายไปนะ ไม่เชื่อไปดูหน้า รถได้” โทนี่เลยสวนกลับไปว่า “น้องชายมึงตายเพราะอุบัติเหตุ ไม่ใช่เพราะ กู แล้วเรื่องอะไรที่กูต้องสนใจน้องมึงด้วย แค่ไม่หนักหัวพ่อมึงก็ดีแค่ไหน แล้ว” ชายคนนั้นก็พูดว่า “กูมีปืนอยู่บนรถนะเว้ย อย่าให้กูต้องหยิบมา ระเบิดหัวมึงนะ” ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


25

ทันใดนั้นโทนี่ก็ต่อยหน้าชายคู่กรณี แล้วทั้ง 2 คนก็ต่อยกันกลางถนน ซักพักโทนี่ก็พูดว่า “มึงอยากอยู่ใต้ต้นไม้ตอนกลางคืนไปตลอดชีวิตไหม จะ ได้ไม่มีออกซิเจนมาเลี้ยงสมอง” แล้วชายคนนั้นก็สวนไปว่า “ก่อนจะด่าคน อื่นหัดดูตัวมึงก่อนไหมว่าดีพอแล้วหรือยัง” จากนั้นทั้ง 2 คนก็ต่อยกันจน เลือดอาบทั้งตัว เมื่อโทนี่ไม่ไหวแล้ว จึงรีบขึ้นรถ แล้วขับหนีไป ส่วนชาย คู่กรณีก็นอนล้มอยู่กลางถนน เลยติดต่อให้ลูกน้องของเขามารับตัวไป พอลูกน้องมาถึง ก็ถามว่า “หัวหน้าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเลือดอาบ อย่างนี”้ แล้วชายที่บาดเจ็บก็ได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ลูกน้องฟัง แล้วพูดต่อว่า “ไอบ้านั้น มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากูเป็นใคร แต่ก็ยังกล้าลองดี แจ้งไปยังลูกน้อง เราทั้งหมด บอกพวกมันให้สืบข้อมูล ตามหาที่อยู่และคนสำคัญของมัน แล้ว ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดที่มันมีไม่ให้เหลือ ในเมื่อมันทำของสำคัญที่ เหลืออยู่ทั้งหมดของกูพัง กูจะทำของสำคัญของมันพังมั่ง” จากนั้นลูกน้อง ของชายผู้นี้จึงรีบทำหน้าที่กัน ส่วนโทนี่ที่พึ่งกลับถึงบ้านพร้อมกับสภาพบาดเจ็บ เปปเปอร์ก็เดิน เข้ามาหาด้วยความตกใจและความห่วงใย แล้วพูดว่า “โทนี่ เธอไปทำอะไร มา ทำไมสภาพบาดเจ็บขนาดนี้” โทนี่ก็บอกไปว่า “เราบังเอิญทะเลาะกับ คนอื่นนิดหน่อยน่ะ” หลังจากนั้นเปปเปอร์ก็พาโทนี่ไปรักษาแผล พอเวลาผ่านไปไม่กี่วัน โทนี่กลับจากที่ทำงาน พอกลับมาบ้านกลับ ไม่เจอเปปเปอร์เลย จนเวลาผ่านไปหลายวันก็ไม่เห็นเปปเปอร์เลย โทนี่จึง ไปแจ้งตำรวจให้ช่วยออกตามหาเปปเปอร์ ตำรวจจึงกระจายกำลังออกตาม หาเปปเปอร์ทั่วประเทศ พร้อมกับหาหลักฐานและข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ การหายตัวไปของเปปเปอร์ ระหว่างนั้นเองโทนี่ก็ทำได้แค่นั่งรอผลการ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


26

ตรวจสอบของตำรวจ ทุก ๆ วันที่โทนี่ไปทำงาน โทนี่จะเครียดและมักจะเริ่ม มีปัญหากับเพื่อนหนักขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อเวลาผ่านไปโทนี่ก็เริ่มมีนิสัย ก้าวร้าวยิ่งกว่าครั้งก่อน ๆ จนทำให้ทุกวันที่ไปทำงาน โทนี่จะมีปัญหาและ ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนตลอดเวลา เจ้านายจึงรับไม่ได้กับพฤติกรรมแบบนี้ เจ้านายจึงตัดสินใจไล่โทนี่ออก ทำให้โทนี่ตกงาน ไม่มีงานทำ ชีวิตทุกอย่าง เริ่มจมอยู่กับความเครียดและความโศกเศร้า จนเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ ตำรวจได้เรียกตัวโทนี่ไปที่สถานีตำรวจ แล้วบอกว่า ”ทางตำรวจได้สืบค้น ความจริงแล้ว พบว่ามีกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งได้ลักพาตัวเปปเปอร์สภาพที่ยังมี ชีวิตอยู่ ไปที่เกาะแห่งหนึ่งกลางทะเล ซึ่งเกาะแห่งนั้นน่าจะเป็นฐานหลัก ของพวกมัน แล้วกลุ่มโจรกลุ่มนี้ก็มีหัวหน้ากลุ่มชื่อ ทอม เขาเป็นคนที่ทำทุก อย่างเพื่อชื่อเสียงวงตระกูลของตัวเอง กลุ่มนี้ได้ออกขโมยของมีค่าและฆ่า คนไปทุกที่ และดูเหมือนมันจะพาเปปเปอร์ไปด้วยเหตุผลบางอย่างนะโท นี่” แล้วตำรวจก็เอาภาพหน้าตาของทอมให้ดู แล้วหน้าตาของทอมก็เหมือน กับชายคู่กรณีที่รถชน แล้วไปต่อยกลางถนนตอนนั้น ทำให้โทนี่จึงเริ่มเข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้นและได้เล่าความจริงให้ตำรวจฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แล้ว ตำรวจก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วตำรวจก็บอกว่า “การที่เธอทำแบบนั้นมันก็ ไม่ถูกนะ แต่เรื่องของเธอไว้จัดการทีหลัง ตอนนี้ไปช่วยแฟนเธอกันก่อน” จากนั้นตำรวจก็ได้จัดเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วโทนี่กับกลุ่มตำรวจก็ ร่วมมือกันเดินทางไปที่เกาะแห่งนั้น โทนี่กับกลุ่มตำรวจได้เดินทางไปถึงเกาะนั้น แล้วก็เดินเข้าไปกลาง เกาะ แล้วโทนี่ก็เห็นเปปเปอร์นอนตายอยู่บนกองเลือด ทันใดนั้นโทนี่ก็นั่ง คุกเข่าและร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า จนกลุ่มโจรก็ถืออาวุธปืน แล้วออกมา ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


27

ล้อมกลุ่มตำรวจกับโทนี่เอาไว้ แล้วทอมก็ออกมาพูดว่า “เป็นไงละมึง ความรู้สึกที่มึงได้รับตอนนี้มันเป็นยังไง แล้วรู้ไหมว่าความรู้สึกที่กูมีตอนนี้ มันเป็นยังไง สิ่งสำคัญที่กูเหลือทั้งหมดต้องมาถูกมึงทำลาย แล้วผลที่มึงทำ มันย้องกลับมาหาตัวมึงเองแล้ว กูจึงวางแผนโดยเริ่มจากสืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับมึง แล้วก็จับแฟนมึงมาที่เกาะแห่งนี้ แล้วก็ฆ่าทิ้งก่อนที่มึงจะมา และกูก็รู้อยู่แล้วละว่าไอ้พวกตำรวจขี้ตื้อพวกนี้จะต้องมาด้วย กูจึงจัดเตรียม กองกำลังเอาไว้เล่นกับพวกตำรวจเรียบร้อยแล้ว” แล้วโทนี่ก็ตะโกนด่าไปว่า “ไอ้สันดานชั้นต่ำเอ้ย” แล้วทอมก็ตะโกนด่ากลับไปว่า “คนที่สันดานชั้นต่ำ คือมึงต่างหากล่ะ ถ้ามึงไม่เป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องก่อนตั้งแต่ตอนนั้น กูเองก็ไม่ ทำเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหรอก จงนั่งร้องให้ต่อไปแล้วตายไปพร้อมกับแฟน มึงบนเกาะนี้ซะ” ทันใดนั้นเองทั้งฝ่ายตำรวจและฝ่ายโจร ก็ได้เริ่มปะทะกัน ส่วนโทนี่ก็ได้แต่นั้งร้องไห้ท่ามกลางสงครามที่มีทั้งเสียงปืนและเสียงระเบิด จนกระทั่งทอมและกลุ่มโจรต้องหนีไปที่เรือ เนื่องจากจำนวนของฝ่าย ตำรวจมีมากกว่า และลูกน้องกลุ่มโจรก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกที แล้วทอมกับ ลูกน้องบางส่วนก็นั่งเรือหนีไป จากนั้นทอมก็ได้ทำตามแผนที่เตรียมไว้แต่ แรก คือการกดระเบิดติดตั้งที่อยู่ทั่วเกาะ ทำให้มีตำรวจและโจรบางคน เสียชีวิต และบางคนที่บาดเจ็บ ซึ่งโทนี่เองก็เป็นหนึ่งในผู้บาดเจ็บนั้นด้วย หลังจากนั้น โทนี่ก็ถูกส่งไปโรงพยาบาล เนื่องจากโดนระเบิดทำให้ สภาพของโทนี่ขาขาด 2 ข้าง แขนขาดอีก 1 ข้าง ตาซ้ายบอดอีก 1 ข้าง และ เสียงระเบิดที่ดังสนั่น ทำให้โทนี่แก้วหูแตก 2 ข้าง ส่วนทอมกับลูกน้อง บางส่วนที่กำลังหนี ก็หนีไปเจอกำลังตำรวจที่ดักรออยู่ ทำให้ทอมกับลูกน้อง ถูกจับกุม ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


28

หลังจากเรื่องทั้งหมดจบลงโทนี่ก็กลับไปใช้ชีวิตแบบคนจน เนื่อง จากเขาเสียทั้งงาน อวัยวะ และคนสำคัญอีกมากมาย สิ่งที่โทนี่เหลืออยู่มี เพียงแค่ตาขวา 1 ข้าง แขนขวา 1 ข้าง และบ้าน 1 หลัง กับเงินอันน้อยนิด ของเขา หลังจากนั้นโทนี่ก็มานั่งคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในใจว่า “เรื่อง ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันเป็นเพราะตัวเราเองทั้งนั้นเลย ที่เราชอบมีปัญหา ที่เรา ไม่มีเพื่อน ที่เราต้องตกงาน ที่แฟนของเราต้องตาย ที่เราต้องมาชีวิตอับจน แบบนี้ ก็เพราะตัวเราเองทั้งนั้น ถ้าเราไม่มีปัญหา ป่านนี้เราก็มีเพื่อน ถ้าเรา ไม่ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมงาน ป่านนี้เราก็ไม่ตกงาน ถ้าเราไม่มีเรื่องกับ ทอม ป่านนี้แฟนเราก็ไม่ต้องตาย ถ้าเรากำหนดชีวิตตัวเองได้ ป่านนี้ชีวิตเรา น่าจะดีขึ้นกว่านี้” หลังจากนั้นมาโทนี่ต้องใช้ชีวิตอยู่แบบโศกเศร้าและทุก ทรมานไปตลอดกาล

จบ

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


31

Sweet Pea ¤íҺ͡ÅÒ·Õèà»ÅÕè¹·Ø¡ÍÂ‹Ò§ä» -----------------------

ณ ห้องสมุดที่เงียบสงัด ในมหาลัยแห่งหนึ่ง ไอริน นักศึกษาหญิง คนนึงกำลังอ่านนั่งหนังสืออยู่อย่างตั้งใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียก ชื่อเธอ "ไอริน!" เธอหันมองตามเสียงเรียกนั่น แล้วยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็น สัญญาณบอกให้เงียบกับคนที่เรียกเธอ "ชู่ววววว" เธอพูดเบา ๆ เทวิน ผู้ชายที่เรียกเธอรีบตรงเข้ามานั่งข้างเธอ "เบา ๆ หน่อยสิวิน นี่ห้องสมุดนะ" ไอรินตำหนิ "ขอโทษทีนะริน วินดีใจไปหน่อยนะ วินตามหารินตั้งนานกว่าจะเจอ" เทวินตอบ "วินมีอะไรจะคุยกับรินหรอ?" "หลังเลิกเรียนเราไปกินข้าวเย็นกันนะ ร้านนี้อร่อยวินไปบ่อยเลยละ" "วินก็บอกอร่อยทุกร้านที่พารินไปตลอดนั่นแหละ วินชวนรินไปกิน ข้าวบ่อยไปแล้วนะ" ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


32

"น้า รินน้า ไปกับวินหน่อยน้า" เทวินอ้อน "อ่าา ก็ได้ แต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของเดือนนี้แล้วนะ" "ครับ ๆ " เทวินตอบอย่างยิ้มแย้ม ขณะที่ไอรินกำลังยืนรอเทวินอยู่ที่หน้ามหาลัยนั่น เธอก็ได้ยินเสียง ซุบซิบนินทาจากคนแถวนั้น "แก ๆ นั่นใช่ผู้หญิงที่เป็นแฟนเทวินป่ะ" "ใช่ ๆ สงสัยก็คงยืนรอเทวินอยู่มั้ง" "โชคดีเนาะ ได้เป็นแฟนหนุ่มหล่อบ้านรวยอ่ะ" "อืม แต่ได้ยินว่า นางเป็นเด็กกำพร้าจนๆแหละ" "จริงป่ะ! งั้นอย่างงี้นางก็เป็นแฟนเทวินเพราะเงินหรอ" "ก็คงใช่แหละ" "หู้ยยย หน้าตาก็ดีไม่น่าเอามาใช้จับผู้ชายเลยเนาะ" ทันใดนั้น เทวินก็ขับรถหรูมาจอดตรงหน้าไอรินพอดี "ริน ๆ " เขา เปิดกระจกเรียกพร้อมเรียกชื่อเธอ ไอรินยังคงคิดถึงคำนินทาที่พึ่งได้ยินมา "ไอริน!" เทวินตะโกนเรียกอีกครั้ง "คะ!" ไอรินสะดุ้งพร้อมขานรับ เทวินลงจากรถพร้อมเปิดประตูให้ เธอรู้สึกตัว และรีบเข้าไปนั่งในรถ "รินเป็นอะไรรึเปล่าทำไมเมื่อกี้เหมือนรินเหม่อลอยอยู่ คิดถึงอะไรอยู่หรอ?" วินถามทันทีที่ขับรถออกไป ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


33

"ไม่มีอะไรหรอกวิน รินแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะ" ไอรินโกหกไป เพราะอยากให้เทวินสบายใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้ยินคำนินทาแบบนี้ เธอได้ยินมาตั้งแต่วัน แรกที่เริ่มคบกับเทวินด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่สามารถละเลยคำพูดพวกนี้ได้เลย เธอจะเก็บมาคิดอยู่ตลอด ...ณ ในร้านอาหารหรูบนตึกสูง... "คุณเทวิน เชิญทางนี้เลยครับ" พนักงานเอ่ยอย่างคุ้นเคยทันทีที่ เห็นเทวินเดินเข้ามา ทั้งคู่นั่งลงบนโต๊ะที่เห็นวิวของเมืองทั้งเมือง ตอนกลางคืน "โฮ้ วิวที่นี่สวยจังเลยเนอะวิน" รินเอ่ยพร้อมมองวิวไปรอบ ๆ "ใช่ สวยมากเลย" วินเอ่ยขณะจ้องหน้าริน รินหันมาเห็นสายตาของวินที่มองมาจดหยดเยิ้มก็ยิ้มเขิน "วินอ่ะ ให้มองวิวไม่ใช่มองริน" "วิวอ่ะวินเห็นบ่อยแล้วล่ะ มองรินดีกว่าสวยกว่าวิวตั้งเยอะ" วิน หยอกไอรินที่เขินจนแก้มแดง ทั้งคู่พูดคุยพร้อมทานข้าวไปด้วยบรรยากาศสนุกสนาน ขณะเดียว กันอีกไม่กี่โต๊ะถัดมาก็กลุ่มหญิงวัยกลางคนกำลังทานอาหารกันอยู่ และเริ่ม สนทนาขึ้น

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


34

"อ้าว คุณหญิงพิมายคะ นั่นตาเทวินลูกชายคุณหญิงใช่มั้ยคะ?" คุณหญิงหันไปมองพร้อมตามสายตาของคนพูด "ใช่ นั่นตาวิน" คุณหญิงตอบด้วยน้ำเสียงที่ตกใจเล็กน้อย "แล้วตาวินมากับผู้หญิงที่ไหนคะนั่น" "แฟนตาวินหรอคะ?" เหล่าหญิงวัยกลางคนถามรุมถาม "ใช่" คุณหญิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ "โอ๊ะ! จริงหรอคะ คุณหญิงไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย" "เธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครหรอคะ ดูหน้าดีทีเดียว" เหล่าผู้หญิงยัง ถามต่อ "ไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังนะ วันนี้ฉันขอตัวก่อน" คุณหญิงไม่ตอบ และลุกไปทันทีหลังพูดจบ ทันทีที่เทวินกลับถึงบ้าน คุณหญิงพิมายที่ได้นั่งรอเทวินใน ห้องรับแขก ก็เรียกเทวินมาคุยทันที "เทวิน แม่ถามอะไรหน่อยสิ" คุณหญิงถามด้วยน้ำเสียงเรียบ "ครับแม่" เทวินตอบพร้อมยิ้มให้ "ลูกยังคบกับผู้หญิงที่ชื่อไอรินอยู่อีกหรอ?" "ใช่ครับ" เทวินตอบ "แม่คิดว่าลูกจะคบกับเธอเล่น ๆ เหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ซะอีก" ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


35

"ไม่ครับแม่ คนนี้ผมจริงจัง" เทวินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แต่แม่ว่าลูกควรเลิกกับเธอซะ เธอจะทำให้ตระกูลเราเสื่อมเสียได้" คุณหญิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ไม่มีทางครับ เรื่องฐานะชื่อเสียงมันไม่สำคัญกับผมหรอก ผมรัก เธอจริง ๆ ผมมีความสุขทุกครั้งที่อยู่กับเธอ" เทวินตอบทันทีด้วยสีหน้า จริงจังเช่นกัน คุณหญิงที่พึ่งเคยเห็นลูกชายขัดคำสั่งครั้งแรก ตกใจมาก จึงยอม ลูกชายไป "ก็ได้ลูก แม่ยอมก็ได้" คุณหญิงโกหกออกไปให้ลูกสบายใจ ไม่กวี่ ันต่อมา คุณหญิงพิมายได้นัดไอรินมาเจอเป็นการส่วนตัวที่มุม หนึ่งของมหาวิทยาลัย "เธอจำฉันได้ใช่มั้ยว่าฉันเป็นใคร" คุณหญิงถามทันทีที่เจอเธอ "ค่ะ คุณคือ คุณหญิงพิมายคุณแม่ของเทวิน" ไอรินตอบ "ฉันไม่คิดว่าเธอจะคบกับตาวินได้นานถึง 3 ปี แต่มันก็นานเกินพอ ละ เลิกกับตาวินซะ" คุณหญิงพูดตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม "แต่..." ไอรินยังไม่ทันพูดจบคุณหญิงก็พูดต่อ "เธอก็น่าจะรู้ตัวเองนะ ว่าเธอไม่เหมาะสมกับตาวินเลย ทั้งชาติ ตระกูลและฐานะ" คุณหญิงพูดด้วยน้ำเสียงเชิงเหยียดหยาม "แต่คุณหญิงคะ หนูกับวินเรารักกันจริง ๆ นะคะ" ไอรินพูด

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


36

"ฉันไม่สนเรื่องความรักงี่เง่าอะไรแบบนั้นหรอก เธอรู้มั้ยเธอทำให้ ตาวินลูกชายที่แสนดีของฉันเปลี่ยนไป ตาวินไม่เคยขัดคำสั่งฉันเลย จนกระทั่งเรื่องของเธอ เพราะฉะนั้นเลิกกับเขาซะ ฉันจะส่งเขาไปเรียนต่อ เมืองนอก ถ้าเธออยากให้เขามีอนาคตที่ดีกว่า ก็หายไปจากชีวิตเขาซะ" คุณหญิงกล่าว ไอรินยังไม่ทันได้พูดอะไร คุณหญิงก็เดินจากไปเสียแล้ว ไอรินเริ่มคิดว่าตนกับเทวินอาจจะไม่เหมาะสมกันจริง ๆ ในห้องสมุดที่เดิมขณะที่ไอรินนั่งอ่านหนังสือ อยู่อย่างตั้งใจ ก็ได้ยิน เสียงซุบซิบอีกครัง้ "แกนั่นแฟนเทวินหนิ วันก่อนฉันเห็นนางไปคุยกับคุณหญิงพิมาย ด้วย" "คุณหญิงพิมาย เจ้าของห้างและโรงแรมห้าดาว แม่เทวินอ่ะนะ" "ใช่ สงสัยรู้แล้วมั้งว่านางเป็นเด็กกำพร้าอ่ะ" "ว่าแล้วเชียวนางไม่เหมาะเป็นสะใภ้ตระกูลดี ๆ อย่างนั้นหรอก" ไอรินได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ และมั่นใจว่าตนไม่เหมาะกับเทวินจริง ๆ เย็นวันเดียวกันเทวินมาหาไอรินแบบที่เคยที่สวนริมน้ำในมหาวิทยาลัย "ริน ผมขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ" เทวินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อะไรหรอวิน?" ไอรินถาม "คือแม่วินจะให้วินไปเรียนต่อด้านบริหารที่อังกฤษ รินคิดว่าอย่าง ไง" ทันทีทีได้ยินไอรินก็รู้สึกจุกเพราะคำพูดของคุณหญิงดังเข้ามาในหัวเธอ อีกครั้ง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


37

"ก็ดีนะวิน วินจะได้เก่ง ๆ ไง" รินตอบพร้อมฝืนยิ้ม "แต่วินไม่อยากห่างจากรินนี่" เทวินอ้อน รินรู้สึกเจ็บปวดใจมาก เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้ "ไปเถอะวิน ไม่กี่ ปีเอง เดี๋ยวก็ได้เจอกัน" "อืม…วินไปก็ได้ แต่รินต้องสัญญาว่าจะรอวินนะ" "อืม" รินตอบด้วยน้ำเสียงสั่น แต่พยายามไม่ให้ผิดสังเกต "วินรักรินนะ" เทวินพูดพร้อมสวมกอดเธอ ทันทีที่จากกันน้ำตาที่ กลั้นไว้ของไอริณก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจจะหยุดได้ ด้วยความที่เธอ เป็นเด็กกำพร้าเธอจึงไม่เคยได้รับความรักจากใครจริง ๆ สักครั้ง เธอจึงไม่ เคยรู้จักความรักเลย ซึ่งเทวินเป็นคนแรกที่ทำให้เธอรู้จักความรัก เธอจึงรัก เขามาก เมื่อต้องจากกันเธอจึงเสียใจมาก และสัญญากับตนเองว่าจะไม่รัก ใครอีก ไอริณต้องอยู่กับเสียงนินทาว่าร้ายเธอต่าง ๆ มากมายหลังจากเท วินไปเรียนต่อ จนเธอเป็นโรคซึมเศร้าไม่ค่อยพูดคอยจากับใคร ข้าวปลาก็ไม่ ค่อยกิน เป็นอย่างนี้อยู่หลายเดือน จนคืนหนึ่งในขณะที่เธอกำลังเดินกลับ หอพัก เธอถูกตีหัวจนสลบไป เช้าวันใหม่ ไอรินรู้สึกตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง “คุณรินฟื้นแล้ว หรอครับ” ชายตรงหน้าเธอถามขึ้น “คุณเป็นใคร แล้วที่นี่ที่ไหน” ผมรุธเป็นสามีของคุณไง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


38

ทันใดนั้นเองคุณหมอและพยาบาลเดินเข้ามา "ฟื้นแล้วหรอครับ คุณจำได้มั้ยครับว่าคุณเป็นใคร?" หมอถาม ทันทีที่เธอพยายามนึกถึงชื่อเธอก็ปวดหัวมาก "โอ้ยยยย" เธอร้อง ด้วยความเจ็บปวด พร้อมเอามือกุมหัว "ไม่เป็นไรนะครับ สมองคุณได้รับความกระทบกระเทือนมาก อาจจะทำให้ความจำหายไป คุณคงต้องใช้เวลาสักหน่อย กว่าความทรงจำ จะกลับมา" หมอพูด "คุณต้องจำได้เร็ว ๆ นี้แน่ค่ะ เพราะคุณมีสามีที่ดีคอยดูแลคุณ ตลอดหนึ่งเดือน เขาต้องช่วยคุณฟื้นความจำได้แน่ค่ะ" พยาบาลพูดเสริม หมอและพยาบาลเดินจากไป "สามี...หนึ่งเดือน" ไอรินพึมพำ ไอรินหันไปมองหน้ารุธ "คุณบอกว่าคุณคือสามีของฉันหรอ?" เธอถาม "ใช่ริน ผมรุธเป็นสามีคุณ" รุธตอบ "แล้วจะให้ฉันเชื่อได้ไงว่าคุณคือสามีฉันจริง ๆ " "คุณจะไม่เชื่อผมก็ได้ แต่ผมจะพิสูจน์ให้คุณดู" รุธตอบอย่างมั่นใจ รุธคอยมาดูแลไอรินที่โรงพยาบาลทุกวันจนเธอออกจากโรงพยาบาล "ทำไมถึงมีแค่คุณที่มาดูแลและเยี่ยมฉันละ" ไอรินถามรุธ "คุณไม่มีพ่อแม่ไม่มีญาติที่ไหน ผมครอบครัวคนเดียวของคุณ" รุธ ตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ ไอรินรู้สึกได้ว่าเธอไม่ได้มีความคิดถึงหรือความทรง จำเกี่ยวกับพ่อแม่เธอเลย รุธพาเธอไปบ้านของเขา ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


39

"คุณอยู่คนเดียวหรอ แล้วพ่อแม่คุณล่ะ?" ไอรินถามเพราะในบ้าน ของเขาดูเรียบง่ายและมีเพียงสิ่งของของผู้ชาย "พ่อแม่ผมทำงานอยู่ต่างประเทศ ผมอยู่ที่นี่กับคุณ" รุธตอบ "ไม่เห็นมีรูปแต่งงานของเราเลยหนิ" ไอรินสงสัย "ผมกับคุณเราใช้ชีวิตแบบสามีภรรยาโดยไม่ได้แต่งงานกันหนะ" รุธตอบ ไอรินเข้าไปในห้องนอนพบเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของผู้หญิง อยู่ เธอจึงเริ่มเชื่อในคำพูดรุธ รุธตอบทุกข้อสงสัยในตัวไอรินได้หมดไม่ว่า เธอจะเป็นใครมาจากไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ไอรินเริ่มเชื่อใจรุธและมีความสุขเวลาอยู่กับ เขา คืนหนึ่งขณะที่เธอและรุธนั่งดูดาวกันอยู่ เธอก็ถามขึ้นมาว่า "คุณรักฉัน จริงหรอคะ?" "ครับ ผมรักคุณมากเท่าที่ผู้ชายจะรักผู้หญิงคนนึงได้เลย" รุธตอบ พลางมองหน้าไอรินด้วยแววตาที่จริงใจ "ขอบคุณนะคะ ฉัน..." เธอพยายามบอกรักเขาแต่เหมือนมีความ รู้สึกบางอย่างที่ทำให้เธอไม่สามารถพูดออกมาได้ รุธมองไอรินที่ทำหน้าสับสนพร้อมพูดว่า "คุณไม่ต้องพยายามบอก รักผมตอนนี้ก็ได้ ถ้าวันนึงคุณเจอคนที่คุณรักจริง ๆ ผมก็จะไปจากเอง" ไอรินรู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดของรุธนิดหน่อย แต่ก็รู้สึกถึงความจริงใจของ เขา ไอรินลองเปิดใจและใช้ชีวิตคู่กับรุธ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


40

4 ปีผ่านไป ทั้งสองยังคงใช้ชีวิตเหมือนสามีภรรยาทั่วไป วันหนึ่งขณะที่ไอรินเดินซื้อของในห้างสรรพสินค้า เธอก็ได้ชนเข้ากับชายคน หนึ่ง จนกระเป๋าเธอตกข้าวของกระจัดกระจาย “ขอโทษครับ คุณเป็นอะไรมั้ยครับ?" เทวินพูดกับผู้หญิงที่เก็บของ อยู่ "ฉันไม่เป็นไรค่ะ ขอโทษนะคะฉันเดินไม่ดูทางเอง" ไอรินพูดพร้อม เงยหน้าขึ้น "ไอริน!" เทวินตกใจและดีใจในขณะเดียวกัน เขาเข้าสวมกอดเธอ ทันที "ผมดีใจมากนะที่ได้เจอคุณ ผมตามหาคุณตั้งนาน" เทวินพูด ไอรินตกใจมาก "คุณทำอะไรคะ เรารู้จักกันหรอ" ไอรินพูดพร้อมผลักเขา ออกจากตัว เทวินงุนงงกับท่าทีที่ดูแปลกไปของเธอ "ริน ผมวินไงเราเป็นแฟนกันนะ" เทวินตอบ "แฟน? คุณอย่ามาพูดอะไรไร้สาระดีกว่าคะ ฉันมีสามีแล้ว" เทวินช็อคกับสิ่งที่พึ่งได้ยิน จนทำอะไรไม่ถูก "ฉันขอตัวนะคะ" ไอรินพูดต่อ แล้วเดินจากไปทันที พอเทวินรู้สึกตัวได้ไอรินก็หายไปเสียแล้ว เขาเหลือบไปเห็นกระดาษที่เธอ ทำหล่นไว้ ซึ่งเป็นกระดาษจดรอบเวลารถตู้ต่าง ๆ ที่เธอขึ้นกลับบ้าน เขาจึง รีบไปดักรอเธอ แล้วก็พบเธอกำลังขึ้นรถ เขาจึงขึ้นไปบนรถตู้คันเดียวกับ เธอ แล้วนั่งข้างเธอ ไอรินจำเขาได้ "คุณ! คุณตามฉันมาหรอ โรคจิตรึเปล่าเนี่ย" ไอรินถาม ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


41

"รินฟังผมก่อน รินจำผมไม่ได้จริง ๆ หรอ? ผมวิน เทวินไง" เทวินถามกลับ ไอรินลองนึกแล้วก็ปวดหัวขึ้น ชื่อของวินก้องอยู่ในหัวเธอซ้ำ ๆ แต่ เธอกลับนึกหน้าและเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ออก "โอ้ยยย" เธอกุมหัว "ริน เป็นอะไรรึเปล่า" เทวินเป็นห่วง "ฉันนึกไม่ออก ฉันจำไม่ได้จริง ๆ " รินพูด "รินจำอะไรไม่ได้เลยหรอ" เทวินถามอีกครั้ง "ใช่" ไอรินตอบ เทวินเริ่มเข้าใจสถานการณ์ว่าเธอความจำเสื่อม "งั้นวินขอมาเจอ รินทุกวันนะ" พูดจบเทวินก็ขอลงจากรถไป เทวินเริ่มสืบหาว่าเกิดอะไร ขึ้นกับไอรินระหว่างที่เขาไปเรียนต่อ เพราะข้อความสุดท้ายที่ได้จากเธอ คือ "ช่วงนี้ รินจะสอบแล้ว อาจจะไม่ค่อยได้ติดต่อไปนะ" แล้วเธอก็ไม่ติดต่อมา อีกเลย ซึ่งเทวินเองก็มัวแต่ยุ่งกับการเรียนที่นู่นอยู่ เขาถามเพื่อน ๆ ในมหา ลัยจึงรู้ว่าเธอยังเรียนไม่จบ และหายตัวไปจากมหาวิทยาลัย แต่เขาก็ยังไม่รู้ เหตุผล เทวินไปดักเจอเธออีกครั้ง และเมื่อเจอเธอเขาขอพาเธอไปที่ มหาวิทยาลัยเพื่อหวังจะฟื้นความจำเธอ ไอรินเองก็รู้สึกว่าเขาไม่มีพิษภัย ใด ๆ และก็อยากจำเรื่องราวที่เธอลืมได้จึงยอมไปกับเขา เทวินพาไปที่ ต่าง ๆ ที่ทั้งคู่เคยมีช่วงเวลาดี ๆ กัน จนไอรินเริ่มจำเรื่องราวได้บ้าง แต่ยัง ไม่ปะติดปะต่อกัน

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


42

ไอรินไม่ได้เล่าเรื่องที่เจอเทวินให้รุธฟัง เพราะเวลาเธอถามรุธเรื่อง สมัยเรียน รุธจะคอยเปลี่ยนเรื่องคุยตลอด เทวินไปหาไอรินทุกวัน จน คุณหญิงพิมายรู้ จึงไปเจอเธอ "เธอกลับเข้ามาไหนชีวิตลูกชายฉันทำไม?" คุณหญิงพูดทันทีที่เจอ ไอริน "คุณเป็นใครคะ?" ไอรินถาม "เธออย่ามาทำไขสือ ฉันบอกให้เธอออกไปจากชีวิตตาวินแล้วใช่มั้ย ถ้าเธอยังไปเจอเขาอีก คราวนี้ฉันจะไม่ใจดีปล่อยเธอไปเหมือนเมื่อก่อน แล้ว" คุณหญิงพูดทิ้งท้ายก่อนจากไป คำพูดของคุณหญิงทำให้ไอรินจำเรื่องตอนที่คุณหญิงมาเจอเธอ และปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างได้ ไอรินไปเจอกับเทวินอีกครั้งและบอก ว่าเธอจำเรื่องในอดีตได้หมดแล้ว เทวินจึงถามเรื่องสามีเธอ และเรื่องของ เราว่าเธอยังรักเขาอยู่มั้ย ความรู้สึกต่าง ๆ ของไอรินผสมรวมกันจนเธอรู้สึก สับสนและไม่แน่ใจ จึงขอให้คำตอบเขาวันหลัง ไอรินกลับมาบ้านและพยายามนึกถึงเรื่องของรุธแต่นึกเท่าไรก็ไม่ ออก เมื่อรุธกลับมาเธอจึงตัดสินใจถามรุธ "คุณคะ ฉันเจอกับเทวินมา เขาทำให้ฉันจำเรื่องราวในอดีตได้หมด แต่ทำไมฉันถึงนึกเรื่องของของคุณเท่าไรก็ไม่ออกเลย" ไอรินถามตรง ๆ "ไว้ผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังนะ คืนนี้ผมเหนื่อยแล้ว ขอตัวไป นอนก่อน" รุธพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งก่อนจะเข้าห้องนอนไป

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


43

ไอรินคิดว่ารุธคงเหนื่อยจริง ๆ เธอจึงไม่คิดอะไรแล้วเข้านอนไป เมื่อไอรินหลับไปแล้ว รุธได้ขับรถออกไปยังร้านเหล้าแห่งหนึ่ง เมื่อเขาไปถึง ก็พบกับคนที่เขานัดไว้ "อ้าวไง! ไอ้รุธสบายดีมั้ย?" ชายที่เขานัดไว้โบกมือทักทาย "อืม สบายดีวิน" รุธกล่าวตอบชายที่เขานัดไว้นั่นก็คือก็คือเทวิน นั่นเอง แท้จริงแล้วนั้น เทวินกับรุธเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาลัยด้วยกัน แต่หลังจากเทวินไปเรียนต่อต่างประเทศทั้งสองก็ไม่ได้เจอกันเลย “กูพยายามติดต่อมึงตั้งหลายครั้ง แต่มึงเปลี่ยนเบอร์ มึงโทรมาได้ จังหวะพอดีเลย กำลังอยากหาคนระบายอารมณ์” เทวินพูด "เรื่องไอริน ใช่มั้ย?” “มึงรู้ได้ไงว่ะ?” "ที่กูมาหามึงก็เพราะเรื่องนี้แหละ กูมีเรื่องจะสารภาพ” รุธพูด พลางก้มหน้าไม่กล้าสบตาเทวิน “อะไร” เทวินถามด้วยเสียงเข้มขึ้น "มึงตั้งใจฟังกูนะ กูขอโทษ กูเป็นสามีไอรินเอง” “ฮึๆ มึงอย่ามาล้อกูเล่นแบบนี้ดีกว่า” เทวินกระชากคอเสื้อรุธ แล้วพูดปนขำเพราะคิดว่ารุธล้อเล่น

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


44

"กูขอโทษจริง ๆ เมื่อ 4 ปีก่อน กูทนเห็นไอรินเสียใจจนเหมือนคน หมดอาลัยตายอยากในชีวิตเพราะมึงไม่ได้จริง ๆ กูเลยอยากให้ไอรินได้ เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...” รุธพูด รุธยังไม่ทนั พูดจบ เทวินก็ต่อยเข้าไปที่แก้มของรุธ จนรุธล้มลงไปที่ พื้น "มึง…มึงทำอย่างนี้ทำไม ทำไม ๆ ต้องเป็นมึง” เทวินตวาด เขาใบหน้า แดงกล่ำและน้ำตาคลอเบ้า “กูขอโทษ กูรักไอริน รักก่อนมึงด้วยซ้ำ" รุธพูด เทวินนึกย้อนไปวันที่เจอไอรินครั้งแรก ขณะที่รุธและเทวินกิน ข้าวอยู่โรงอาหาร รุธได้ชี้ไปที่ไอรินแล้วบอกเทวินว่ากูชอบผู้หญิงคนนั้นว่ะ น่ารักดีเนาะ แต่ด้วยความที่รุธค่อนข้างกะล่อนเทวินจึงไม่คิดว่ารุธจะชอบ ไอรินจริง ๆ เมื่อเทวินนึกได้ก็น้ำตาไหลออก “ทำไม มึงไม่บอกกูตรง ๆ ตั้งแต่ตอนนั้น” "กูเห็นไอรินดูจะชอบมึงจริง ๆ กูเลยไม่กล้า และตอนนี้เธอก็ยังรัก มึงอยู"่ รุธพูดพลางน้ำตาไหลออกมา เทวินรู้สึกถึงความรักที่เพื่อนมีให้ไอริน จริง ๆ “กูเข้าใจละ” เทวินกำลังจะเดินกลับไป "มึงจะไปไหน แล้วไอรินล่ะ?" รุธถาม "กูจะไปเอง และขอให้เราอย่าพบกันอีกเลย" เทวินกล่าวก่อนเดิน จากไป หลังเทวินจากไปรุธก็นั่งดื่มต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะขับรถออกไป เช้าวันรุ่งขึ้น ไอรินที่พึ่งตื่น ไม่เห็นรุธอยู่ข้างตัวเธอแต่พบเพียงแค่ จดหมายหนึ่งฉบับ เธอจึงหยิบขึ้นมาอ่าน โดยมีใจความว่า ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


45

“ไอริน นี่คือความจริงทั้งหมดที่ผมไม่เคยบอกคุณ ที่คุณจำเรื่อง ของผมไม่ได้เลยก็ไม่แปลกหรอก คงมีเพียงผมที่จำเรื่องของคุณได้ทุกอย่าง ผม รุธ เพื่อนเล่นตอนเด็กที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของคุณ คนที่คุณบอกว่า เป็นฮีโร่ของคุณ ผมดีใจมากนะ ที่ได้ยินคนชมแบบนั้น และผมก็เริ่มชอบคุณ แต่หลังจากที่ผมได้รับการอนุเคราะห์ไปเป็นบุตรบุญธรรม เราก็ต้องแยก จากกัน แต่อาจจะเป็นพรหมลิขิตที่ผมได้เจอคุณอีกที่มหาลัย ผมจำคุณได้ แม่นเลยละ แต่คุณจำผมไม่ได้ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะมันเป็นแค่เรื่องตอน เด็ก ๆ ที่คุณอาจจะลืมไปแล้ว แต่หลังจากที่คุณคบกับเทวินซึ่งเป็นเพื่อนรัก ของผม ผมจึงทำได้เพียงแต่เฝ้ามองคุณอยู่ห่าง ๆ และมันก็ทำให้ผมได้รับรู้ ถึงคำนินทาว่าร้ายคุณต่าง ๆ รวมถึงรู้ว่าแม่ของเทวินมาบอกให้คุณเลิกคบ กับเขาด้วย และหลังจากที่เทวินไปเรียนต่อ คุณก็ยิ่งถูกนินทามากขึ้นจนเป็น โรคซึมเศร้าไม่ร่าเริงเหมือนที่เคย นั่นทำให้ผมทนเห็นคุณเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ผมจึงอยากให้คุณลืมเรื่องทั้งหมด และเริ่มต้นใหม่ ด้วยการทำร้ายคุณ คุณ จะว่าผมเห็นแก่ตัวก็ได้ ผมขอโทษจริง ๆ แต่ผมก็อยากจะขอบคุณ คุณที่ทำ ให้ช่วงเวลาสี่ปีนี้มีค่ากับผมมาก อย่างที่ผมเคยบอกคุณว่าถ้าคุณเจอคนที่ คุณรักจริง ๆ ผมจะเป็นฝ่ายไปเอง ผมขอให้คุณใช้ชีวิตที่เหลือกับคนที่คุณรัก อย่างมีความสุขนะครับ

รักเสมอ รุธ"

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


46

หลังจากไอรินอ่านจดหมายจบ ก็มีสายโทรศัพท์ดังขึ้น พร้อมกับ ประโยคที่เธอฟังแล้วรู้สึกเจ็บปวดที่สุดในชีวิตนั่นคือ สามีเธอได้ประสบ อุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิตเนื่องจากดื่มแอลกอฮอล์หนัก แล้วเมื่อเช้ามืดที่ผ่าน มา น้ำตาเธอไหลออกมาทันทีความรู้สึกของเธอตอนนี้กลับไม่มีความแค้น ใดๆ มีเพียงความเสียใจและความรู้สึกผิดที่เธอไม่เคยรู้ความจริงมาก่อนเลย หลังเทวินรู้ข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนรัก เขาก็รู้สึกผิด เขาจึงบวชให้เพื่อน รัก แต่การที่เทวินบวชทำให้คุณหญิงพิมายโทรมาต่อว่าและขู่ไอรินอีกครั้ง เพราะคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุ ซึ่งเธอก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเทวินเลยเพราะไม่ อยากให้เขามีไม่สบายใจ เวลาผ่านไป 2 เดือน ไอรินก็พบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งเทวินเองก็ยินดีจะเป็นพ่อ ของเด็กในท้องเธอให้ แต่ไอรินรู้ตัวดีว่าเธอไม่สามารถให้เทวินทำยังนั้นได้ และยังรู้สึกผิดต่อสามีที่เสียไปของเธอ จึงบอกเทวินว่าตนขออยู่คนเดียว ดีกว่า ไอรินไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่ชนบทห่างไกลความวุ่นวายกับลูก ส่วนเท วินก็ไม่สามารถรักใครได้อีกเลยเพราะเขายังคงซื่อสัตย์ต่อความรักที่มีให้ไอ รินเสมอมา

จบ

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


49

Cutter ©Ñ¹¨ÐÁÕᵋ¤Ø³àÊÁÍ --------------------------

เรื่องราวของผมมันเริ่มตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก..... มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ ”ซึบากิ ยูสึเกะ” และเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ “ฮิคาริ ฮานะ” เป็นเพื่อนที่ผูกพันธ์กันตั้งแต่สมัยประถม อยู่เล่นด้วยกัน ตลอด ที่ที่ทั้งสองชอบไปเล่นกันคือริมทางรถไฟที่ล้อมไปด้วยต้นซากุระที่ ออกดอกงดงาม และ ใบของต้นซากุระก็ค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้นท่ามกลางแสง จากพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ส่องมาบนพื้นที่แห่งนี้ ทั้งสองคอยวิ่งเล่น สนุกสนานไปด้วยกัน จนทั้งสองได้เป็นรักแรกของกันและกันตลอดมา... แต่แล้ววันหนึ่ง...เมื่อฮานะต้องย้ายโรงเรียนไปต่างที่ในช่วงขึ้น ระดับชั้นมัธยมตอนต้น ทำให้ความสัมพันธ์ของยูสึเกะและฮานะต้องห่าง ไกลกัน ไม่ได้เจอกันเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้คอยเล่นกันตลอดเหมือนเมื่อก่อน มีเพียงแต่จดหมายของฮานะ ที่มักส่งมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ และความรู้สึก ห่วงใยที่มาจากก้นบึงของหัวใจพร้อมน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาของเธอทุก ครั้งเวลาที่เธอจับปากกาและเขียนความรู้สึกและเรื่องราวของเธอลงบน จดหมายฉบับเล็ก ๆ ให้ยูสึเกะฟังเสมอ โดยที่ยูสึเกะไม่เคยส่งจดหมายตอบ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


50

กลับเธอเลยสักครั้ง เพียงเพราะยูสึเกะอยากพยายามจะตัดใจจากฮานะให้ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่ายังไงเวลาผ่านไปก็ไม่ได้อยู่คู่กับเธออยู่ดี ผ่านไป 1 ปี... จนเมื่อเวลาผ่านไปฮานะได้ส่งจดหมายฉบับนึงมาหายูสึเกะ เป็น จดหมายที่นัดเจอยูสึเกะโดยที่เขียนมาว่า... “ถึงซึบากิ ยูสึเกะ ฉันฮิคาริ ฮานะ ทำไมเธอถึงไม่ยอมส่งจดหมายกลับมาหาฉันบ้าง เลยหละ? ฉันอยากเจอเธอมาก ๆ เลยหละเธอมาหาฉันจะได้ไหมฉันจะรอ อยู่ที่สถานีรถไฟของจังหวัดฉันนะ รถไฟปิดทำการเวลา 22.00 น.นะอย่ามา สายซะหละ!!! ...ฉันจะรอเธอยูสึเกะคุง...” หลังจากที่ยูสึเกะได้ตัดสินใจนัดพบกับยูสึเกะและตั้งใจเขียน จดหมายแทนความรู้สึกของตนที่มีต่อเธอ เมื่อเลิกเรียนนั้นยูสึเกะได้รีบวิ่ง ออกจากห้อง เรียนวิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟเพื่อไปหาฮานะตามที่นัดไว้ยูสึ เกะต้องข้ามภูมิภาคไปหลายภูมิภาคเพื่อที่จะได้ไปเจอฮานะได้ ระหว่างทาง ที่ยูสึเกะนั้งอยู่บนรถไฟ เกิดเหตุฉุกเฉินเนื่องจากพายุหิมะได้พัดลมและหิมะ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


51

มาโถมทับรถไฟขบวนที่ยูสึเกะนั้งอยู่ ผู้โดยสารคนอื่นต่างตื่นตระหนก พอ เริ่มเวลาผ่านไปทุก ๆ อย่างมืดสนิทไปหมดเพราะโดนหิมะทับรถไฟไว้ ทำให้ การเดินทางของยูสึเกะนั้นล่าช้าขึ้นไปอีก... ...นี้ก็เวลามืดขึ้นไปทุกทีแล้ว ทั้งหนาวเหน็บ ทั้งมืดมิด ยูสึเกะก็ยังติดอยู่ ในรถไฟที่ยังขยับไม่ได้ จนได้ยินเสียงประกาศจากสถานีฮอกไกโด “...ผู้โดยสารโปรดทราบ ขอให้ผู้โดยสารย้ายขบวนรถไฟ เนื่องจากเกิดเหตุ พายุหิมะกระหน่ำ...” ยูสึเกะลงรถไฟคันเก่าและไปขึ้นยังรถไฟอีกคัน ยังดีพายุหิมะมีแค่ที่ สถานีฮอกไกโด แต่แค่พายุหิมะสถานีเดียวก็ทำให้เสียเวลาไปแล้วหลาย ชั่วโมง ยูสึเกะยังคงนั่งอยู่ในรถไฟอยู่เพียงลำพังเนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่ ลงกันเกือบจะหมดแล้ว ยูสึเกะเสียใจมากที่มาช้ากว่าที่นัดไว้กับฮานะมาก น้ำตาของยูสึเกะค่อย ๆ ไหลออกมาหยดลงที่มือของยูสึเกะที่กำเอาไว้อย่าง แน่นหนาบนตักของเขา แต่ก็ทำได้แต่นั่งอยู่บนรถไฟรอให้ไปถึงสถานีที่ต้อง ลง เมื่อถึงสถานียูสึเกะลงจากรถไฟด้วยความเศร้าและความรู้สึกผิด อยู่เต็มหัวใจเมื่อเดินมาถึงหน้าสถานี สิ่งที่ยูสึเกะเห็นคือฮานะกำลังนัง่ รอยูสึ เกะอยู่พร้อมข้าวกล่องของเธอ น้ำตาขอยูสึเกะไหลออกมาเป็นทาง ร้อง ออกมาด้วยความดีใจและความเสียใจทั้งหมดที่ตีกันอยู่ในหัวใจของยูสึเกะ ยูสึเกะพยายามจะพูดขอโทษฮานะแต่พูดเท่าไหร่เสียงของเขาก็ไม่ออกมา ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


52

สักที ฮานะที่นึกว่ายูสึเกะจะไม่มาสะแล้วก็ได้ยิ้มทั้งน้ำตาออกมาพอเห็น ยูสึเกะที่กำลังร้องไห้ ฮานะจึงได้ไปจูงมือของยูสึเกะมานั่งกินข้าวด้วยกัน ฮา นะเธอเตรียมข้าวกล่องมาให้ยูสึเกะเยอะแยะเลย เธอทำข้าวกล่องนี้ด้วยใจ ของเธอ เพราะว่ามันอร่อยมาก ๆ ยังไงละ ระหว่างกินข้าวทั้งสองเล่า เรื่องราวต่าง ๆ ของตนด้วยความสนุกสนานเหมือนแต่ก่อน “...เธอดูอ้วนขึ้นนะฮานะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” “ตาบ้า สึเกะ ฉันผอมลงตังหากย่ะ!” “อยู่ที่นั้นเธอสบายดีไหม...ยังคิดถึงกันอยู่รึเปล่าฮานะ” “ฉันสบายดี...ฉันก็เหมือนเดิมอ่ะยูสึเกะคุง” ทั้งสองยังพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง และยังหยอกล้อเล่นกันอยู่ เสมอ เมื่อทานข้าวเสร็จทั้งสองเดินไปยังต้นซากุระต้นใหญ่ที่ที่ทั้งสองเคย เล่นและรู้จักกัน ทั้งสองเดินไปท่ามกลางความมืดมิดเพราะเป็นช่วงเวลา กลางคืน และ หิมะก็ตกลงมาเรื่อย ๆ สภาพอากาศหนาวพอสมควร มีไอ ออกมาจากปากเสมอ แต่มือของทั้งสองก็ได้ประสานกันไว้อย่างแน่นหนา และเดินไปด้วยกัน

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


53

เมื่อถึงใต้ต้นซากุระที่ดอกของต้นซากุระกำลังค่อย ๆ ร่วงโรยสู่พื้น ทั้งสองกอด และ จูบกันด้วยความรักและความรู้สึกของที่ทั้งสองมีทุก ๆ คำพูดทุก ๆ อย่างผ่านการกระทำนี้ทั้งหมด และทั้งสองยังให้คำมั่นสัญญาที่ ผูกทั้งสองไว้ด้วยกันและรอยยิ้มของทั้งสองก็ดูมีความสุขสุด ๆ เลยอีกด้วย “ยูสึเกะคุง...ฉันจะมีแต่เธอคนเดียวนะ” “...ฉันจะรอเธอฮานะ” “และจะรอตลอดไป...” เมื่อถึงรุ่งเช้าถึงเวลายูสึเกะกลับฮานะมาส่งยูสึเกะขึ้นรถไฟ ยูสึเกะ กำลังจะหยิบจดหมายที่เขียนไว้ก่อนจะมาพบกันให้กับฮานะแต่ยูสึเกะนั้น ได้ทำจดหมายหายไปสะเองค้นเท่าไหร่ก็ค้นไม่เจอจนกระทั้งรถไฟออก และ ทั้งสองก็ได้แยกจากกันไปในตอนนั้น...การพบกันครั้งสุดท้ายของยูสึเกะ และฮานะครั้งนี้จึงมีเพียงจูบแรกอันหอมหวาน และคำมั่นสัญญาที่ผูกทั้ง สองไว้ด้วยกันใต้ต้นซากุระ... ฮานะและยูสึเกะต่างรู้ดีว่าทั้งสองนั้นไม่สามารถมีโอกาสได้มาเจอ กันและได้อยู่ด้วยกันอีกต่อไปแล้วเพราะระยะห่างของทั้งสองนั้นอยู่ไกลกัน มากมายเหลือเกิน ฮานะจึงตัดสินใจที่จะลืมกันและกันทุกความทรงจำ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป แต่สำหรับยูสึเกะนั้นยังยากที่จะลืมมัน และยังคงเชื่อในคำสัญญาตลอดมา... ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


54

เวลาผ่านไป... ยูสึเกะก้าวเข้าสู่ชีวิตของนักเรียนมัธยมปลาย หลังจากที่ต้องย้าย โรงเรียนเช่นเดียวกับฮานะไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง ที่ทำให้สองคนนั้นอยู่ ห่างไกลกันมาก ไกลจนไม่สามารถมาหาพบเจอกันได้อีก ยูสึเกะได้พบ เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อว่า”ฮิโตมิ อากิ” เลยกลายเป็นเพื่อนใหม่ของยูสึ เกะตลอดมัธยมปลาย ซึ่งยูสึเกะไม่เคยรู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาอากิเธอ แอบหลงรักยูสึเกะอยู่ ถึงแม้อากิจะไม่เคยสารภาพความในใจใด ๆ ต่อ ยูสึเกะเลยและทำได้เพียง แต่หาโอกาสอยู่ใกล้ ๆ ยูสึเกะเป็นครั้งคราว “ยูสึเกะคุง...เธอไม่ชอบใครบ้างหรอ?” “...ฉันมีคำมั่นสัญญาที่ฉันต้องกลับไปอยู่อากิ” “.....” อากิก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวของยูสึเกะเด็กหนุ่มแสนใจ ดีของเธอ ว่าในใจของเขานั้นไม่มีพื้นที่เหลือให้สามารถเข้าไปได้ ถึงแม้อากิ จะใกล้กับเขาสักเท่าไรก็ตาม ก็ไม่เคยสามารถเข้าถึงเด็กหนุ่มปิดใจคนนี้ได้ เลยสักครั้งเดียว...จนหมดเวลาช่วงมัธยมปลายอากิก็ไม่สามารถบอกความ ในใจของเธอที่มีต่อยูสึเกะได้จนต้องแยกจากกัน ทั้งสองจึงเป็นได้แค่เพื่อนที่ ดีต่อกันเท่านั้นเอง... ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


55

...ยูสึเกะยังคงมีชีวิตติดอยู่กับคำมั่นสัญญาระหว่างเขากับฮานะ และยังคงใช้ชีวิตโดยคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาและฮานะจะได้กลับมาพบ เจอกัน แม้ข้อความที่เขาพิมพ์ถึงเธอในโทรศัพท์จะไม่เคยถูกส่งออกไปถึง เธอเลยสักครั้ง เพราะเขาไม่กล้าส่ง เขากลัวว่าฮานะจะมีคนอื่นแล้วแต่ยัง เหลือเขาที่ยังยึดติดกับคำสัญญา แล้วยังส่งข้อความมาย้อนความหลังให้ฮา นะอีก เขาจึงได้แต่พิมพ์เก็บไว้ในเครื่องเพียงเท่านั้น ไม่ได้ให้เธอรับรู้เลยสัก ครั้ง... “...ตอนนี้การเดินทางที่แสนโดดเดี่ยวของยูสึเกะเหมือนกับจรวดที่กำลัง ทะยานสู่ความความมืดมิดในห้วงอวกาศ และทำได้เพียงเชื่อมั่นว่าจะได้เข้า ใกล้ปลายทางสักวัน...” ผ่านไป10ปี... อะไร ๆ ก็ทันสมัยขึ้นในช่วงเวลาที่ก้าวหน้า ช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตวัย ทำงานของยูสึเกะ ซึ่งกลายชายหนุ่มหัวใจด้านชา จมอยู่กับการทำงานที่ เหมือนทำไปเพื่อต้องการไขว่คว้าอะไรสักอย่างที่ไร้ตัวจน ทั้งที่ความรู้สึก ภายในกลับเต็มไปด้วยความเศร้าจากการติดอยู่แค่เพียงเรื่องราวในอดีตที่ เขาไม่สามารถก้าวผ่านมาได้ ยูสึเกะทำงานไปวัน ๆ อย่างไร้จุดหมาย ใน หัวใจของเขามืดสนิทไม่เคยมีที่ว่างให้ใครเข้ามาในหัวใจของเขาได้ เขาได้แต่ ก้มมองโทรศัพท์ที่ตนพิมพ์ข้อความถึงฮานะตลอดมา ยูสึเกะยังคงไม่ สามารถเริ่มต้นความรักใหม่ได้ เขาพบเจอผู้คนมากมายแต่ทำไมเขาถึงยัง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


56

รู้สึกว่าตัวเองนั้นเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน ตลอดมา

เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นอยู่คนเดียว

“เพราะว่าเธอไม่มีเธออยู่ไงละ ฮิคาริ ฮานะ...” ขณะที่ในฝ่ายของฮานะ เธอกำลังจะแต่งงานกับชายอีกคน โดยที่ เหลือทิ้งไว้เพียงความเชื่อมั่นในคำสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริงของเขาทั้งสอง เธอจึงตัดใจจากยูสึเกะแล้วก้าวข้ามผ่านมันมาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอ เธอใช้ชีวิตปกติที่มีผู้คนล้อมรอบตัวเธอ เธอมีชายที่ให้เธอรักแล้ว ซึ่งต่าง จาก ซึบากิ ยูสึเกะ โดนสิ้นเชิง ...เช้าวันหนึ่งเป็นตอนเช้าที่อากาศแจ่มใสอากาศไม่หนาวและไม่ ร้อนมากจนเกินไปเป็นอากาศที่เย็นสบายและเป็นวันที่ยูสึเกะต้องออกมา ทำงานแต่สำหรับเขาก็เป็นแค่วัน ๆ หนึ่งที่เขาต้องออกมาทำงานอย่างไร้ จุดหมายอีกตามเคย ส่วนฮานะที่แต่งงานแล้วก็กำลังจะออกไปซื้อของ เครื่องใช้เข้าบ้าน ทางไปทำงานของยูสึเกะ และ ฮานะ ต้องผ่านที่ ๆ เขาเคย เล่นกันตอนวัยเด็กและคือที่ที่ทั้งสองได้ให้คำมั่นสัญญากันอีกด้วยนั้นคือที่ ทางรถไฟที่รอบล้อมไปด้วยต้นซากุระที่กำลังออกดอกสวยงามเพราะเป็น ฤดูของต้นซากุระในตอนนี้ แสงจากพระอาทิตย์ส่องมายังต้นซากุระและ ส่องเข้าตาเป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน ยูสึเกะกำลังเดินข้ามทางรถไฟพอ เดินไปถึงตรงกลางของรางรถไฟเขาสังเกตุเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เป็นคนที่เขา ตามหามาตลอด คนที่เขาเฝ้ารอ รอคอยมาเสมอตลอดเวลา เห็นแค่แวบ เดียวเขาก็สามารถมองออกได้แล้วว่าคนนี้คือเธอฮานะ คน ๆ นี้คือเธอแน่ ๆ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


57

ฮิคาริ ฮานะ! ยูสึเกะชะงักไปชั่วขณะจนเดินไปถึงอีกฟากฝั่งของทางรถไฟ ฮานะที่เดินสวนกันก็คุ้นหน้าผู้ชายคนที่เดินสวนกันอยู่บ้างเลยไปหยุดที่อีก ฝากฝั่งของทางรถไฟเช่นกัน... ทั้งสองกำลังจะหันหน้ากลับมามองกัน ทันใดนั้นรถไฟวิ่งมาตัดหน้า ของยูสึเกะ และ ฮานะ ดอกซากุระพัดปลิวเต็มทางรถไฟอย่างงดงามตลอด ที่รถไฟวิ่งไป เงาของรถไฟค่อย ๆ ผ่านไปที่ละโบกี้ ๆ เมื่อรถไฟวิ่งผ่านไป น้ำตาของยูสึเกะค่อย ๆ ไหลออกมาเพราะที่ยูสึเกะเห็นอยู่ตรงหน้าคือไม่มี ใครอยู่อีกแล้ว เหลือแต่เพียงตัวเขาที่ยังรอคอยอยู่อีกฝากฝั่งของรางรถไฟ... ...จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่สามารถลืมเธอได้เลยนะ จดหมายที่เธอเคย ส่งให้ฉันตอนเด็ก ๆ ฉันยังเก็บมันไว้อยู่นะ เธอยังคงเป็นรักแรกของฉันเสมอ เวลาฉันหลับตาลงยังคงเห็นภาพใบหน้าขอเธอลอยไปลอยมาตลอดเวลา บางทีฉันอยากจะพยายามลืมเธอแล้วเริ่มต้นใหม่ได้สักที แต่ฉันก็ไม่สามารถ ทำได้ ฉันยังจดจำเวลาที่พวกเราเล่นด้วยกันได้อยู่เลยนะ ฉันยังจดจำรอยยิ้ม ของเธอได้เสมอนะ...ฉันไม่มีวันลืมเธอ และ ไม่มีวันลืมคำสัญญาของเรา “...ฮิคาริ ฮานะ...” จบ

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


59

Statice ¤ÇÒÁÃٌÊÖ¡´ÕæÂѧÁÕãˌ¡Ñ¹µÅÍ´ä»

--------------Statice Flower เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มและผองเพื่อนของเขา ในขณะนั้นพวกเขากำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยม Statice Flower เรื่อง ราวในวัยเด็กของกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่สัญญาว่าจะช่วยเหลือกันไปจนชีวิต จะหาไม่ แต่สัญญาเหล่านั้น เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น กลับจางหายไป อย่างไร้ ความรู้สึก จนอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า อย่าเอาชีวิตไปแขวนไว้บน เส้นด้ายที่เรียกว่าเพื่อนเลย ความไว้ใจและความรักที่เคยมีให้กันก็คอ่ ย ๆ จางหายไปในวันที่พวกเขาเติบใหญ่ ความรัก ความสนิทสนมกลมเกลียวไม่ มีอีกต่อไปแล้ว กลายเป็นโลกแห่งความแก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยากัน โรเบิร์ตเด็กหนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ชีวิตในวัยเด็กของเขา เขาใช้ ชีวิตอยู่กับพ่อและแม่ เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ พ่อและแม่ของเขา พร้อมที่จะสนับสนุนในทุกๆเรื่อง แต่หารู้ไหมว่า โรเบิร์ตนั้น เป็นคนที่เรียน ไม่เก่ง ประกอบกับตอนที่เค้าเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ธุรกิจของพ่อเขา ล้มละลาย ทำให้เค้าไม่ได้เรียนต่อ เค้าต้องออกมาเผจิญกับโลกภายนอกแต่ เพียงลำพัง เพราะพ่อเค้าได้หนีหนี้ไปอยู่กับญาติที่เมืองจีนแล้ว เหลือ เพียงแต่เค้าที่จะยืนยันคำเดิมคือ “ไม่ไป” จะขอใช้ชีวิตที่บ้านเกิดเมืองนอน ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


60

ของตน และจะดิ้นร้นสู้ด้วยน้ำมือของตนเองต่อไป โรเบิร์ตเดินทางไปสมัคร งานในหลายๆที่ แต่ไม่มีที่ไหนรับเขาเลย โรเบิร์ตไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน แต่สิ่ง เดียวที่เขายังมีในหัวใจคือ “เพื่อน” วันหนึ่งเขาได้ยินว่า เพื่อนๆจะนัดรวมตัวกัน และเขายังจำสัญญาที่ เพื่อนๆเคยพูดกันในวัยเด็กได้ว่า “จะช่วยเหลือกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่” เขาก็ได้แต่คิดในใจเพียงแค่ว่า จะมีเพื่อนคนไหนคอยดึงให้เขาออกไปจาก จุดที่ลำบากที่สุดตอนนี้ได้หรือไม่ และวันหนึ่งเขาก็ได้ทราบข่าวถึงการนัด รวมตัวของเพื่อน ๆ เขารู้สึกดีใจ มีความตื้นตันใจที่จะได้เจอเพื่อน ๆ ได้ ระลึกถึงความหลังที่จากกันมาหลายสิบปี เมื่อถึงวันนัดรวมตัว เขาเดินทางไปงานเลี้ยง โดยใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ โทรม ๆ ไป แต่หารู้ไหมว่าเสื้อผ้าที่เขาใส่นั้น มันดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว พอ เขาไปถึง เพื่อน ๆ มองเค้าด้วยความน่ารังเกียจ ไม่มีใครอยากคุยด้วย และ เมื่อถึงเวลาที่เพื่อนๆพูดคุยกันถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน ทุกคนต่างมีหน้าที่ การงานทำ มีสวัสดิการ และมีองค์กรที่ดี เพียงพอสำหรับการจุนเจือตัวเอง และครอบครัว โรเบิร์ตได้แต่นั่งเงียบและได้พูดออกมาว่า ผมเรียนไม่จบ เลย ไม่มีใครรับเข้าทำงาน เมื่อเพื่อน ๆ ได้ฟังคำนี้แล้ว ต่างก็ส่ายหน้า จนมีคนคน หนึ่งพูดต่อมาว่า “ทำไมไม่ตั้งใจเรียนให้จบ” แต่เขาก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะไม่อยาก ให้รับรู้ถึงเรื่องราวที่พ่อของตนนั้นล้มละลาย และต้องหนีหนี้ พอเขาเงียบ เพื่อนคนนั้นได้พูดต่อขึ้นมาว่า ทำตัวเองทั้งนั้นแหละ ตอนนี้ ลำบากแล้วรู้สึกหรือยังว่าเป็นยังไง โรเบิร์ตได้แต่เพียงพูดสั้น ๆ ตอบกลับไป ว่า “ผมเรียนไม่จบ” หางานทำไม่ได้พอจะมีใครช่วยดึงผมเข้าไปทำงาน ได้มั้ย ผมยังจำสัญญาในวัยเด็กของพวกเรากันได้นะ ที่เราจะคอยช่วยเหลือ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


61

กัน พวกคุณช่วยผมด้วยเถอะนะ ทุกคนต่างเบะปาก และเมินหน้าหนี จนมี เพื่อนอีกคนนึงพูดขึ้นมาว่า “อย่าเอาชีวิตตัวเธอเองไปแขวนบนเส้นด้ายที่เรียกว่าเพื่อนเลย เพราะเราบางคนก็ยังเอาตัวเองไม่รอด ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน เพราะ ฉะนั้น อย่าไปหวังพึ่งใคร ละอย่าไปขอให้ใครช่วย แล้วคำพูดที่ว่านั้น มันก็ แค่เป็นคำพูดของเด็ก ๆ ไม่มีใครไปใส่ใจอะไรกันแล้ว ลืมกันไปหมดแล้วด้วย ซ้ำ ลืม ๆ มันไปเถอะ แล้วอยู่กับปัจจุบันของตนเองให้ดีที่สุดก็พอ” ทำให้เค้า รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก โรเบิร์ตเป็นเด็กชายที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ เขาเป็นลูกคน เดียวของพ่อและแม่ เขามีเพียบพร้อมทุก ๆ อย่าง เขาใช้ชีวิตในวัยเด็กกับ พ่อและแม่ พ่อและแม่ของเขามีธุรกิจโรงงานผลิตรองเท้า เขาอาศัยอยู่ใน บ้านหลังใหญ่ ดังนั้นจึงทำให้ ญาติทุก ๆ คน รู้สึกเอ็นดูเขามากเป็นพิเศษ พ่อและแม่ของโรเบิร์ตนั้นวางแผนอนาคตให้ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ โดยเริ่ม ตั้งแต่เข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาล ประถม มัธยม จนไปถึงระดับชั้น มหาวิทยาลัย เมื่อถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่โรเบิร์ตต้องเข้าโรงเรียน พ่อของโร เบิร์ตได้ส่งให้เขาไปเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด แต่ทว่าโรงเรียนนั้นอยู่คนละ จังหวัดกับบ้านเขา พ่อของเขาจึงเล็งเห็นว่า ลูกเค้าจะต้องตื่นเช้า และได้ นอนไม่เต็มที่ จึงบอกกับแม่ของโรเบิร์ตว่า เดี๋ยวเราจะไปหาซื้อคอนโด ใกล้ ๆ โรงเรียนลูกกันนะ เขาจะได้สบาย ทันทีที่พ่อของเค้าได้เอ่ยปาก ก็เริ่ม ออกตระเวนหาคอนโดที่ใกล้ ๆ โรงเรียน พอหาได้จนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


62

ตกลงปลงใจซื้อ แม่ของโรเบิร์ตต้องคอยมาดูแลโรเบิร์ต โดยที่ทิ้งให้พ่อของ เขาอยู่ดูแลโรงงานเพียงคนเดียว และเมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์จึงจะได้กลับไป อยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากัน โรเบิร์ตได้เข้าโรงเรียน ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากครู และเพื่อน ๆ เขาได้รู้จักกับเพื่อน ๆ หลายคน เขามีความสุขในชีวิตเป็นอย่างมาก ทุก ๆ ครั้งที่กลับถึงคอนโด เขาพูดกับแม่เสมอว่า ผมอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็ว ๆ ครับ อยากไปเล่นกับเพื่อน อยากไปเจอครู อยากไปเล่นเครื่องเล่น แม่เขาก็ได้แต่ ยิ้ม ยิ้มด้วยความภูมิใจเห็นลูกมีความสุข เมื่อถึงเย็นวันศุกร์ทันทีที่โรงเรียน เลิก แม่เขาจะมารอรับ เพื่อที่จะกลับบ้านไปหาพ่อของเขา ได้อยู่พร้อมหน้า พร้อมตากัน ซึ่งโรงเรียนของเขาห่างจากโรงงานและบ้านที่เขาอาศัยอยู่ ถึง 100 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาประมาณ หนึงชั่วโมง หรือถ้ารถติดมาก ๆ ก็ ราว ๆ ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว เมื่อเขาได้กลับมาถึง พ่อเขาก็รีบเดินออกมารับ ด้วยความดีใจ พ่อเขาอุ้มโรเบิร์ตด้วยความรัก พาไปเดินเล่น จนถึงเวลาที่ โรงงานใกล้ปิด และรอพนักงานตอกบัตรออก ครอบครัวของเขาจึงจะได้ได้ ออกไปกินข้าวนอกบ้านพร้อม ๆ กัน วนเวียนจนเป็นวัฏจักรไปเรื่อย ๆ แบบ นี้ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน และทุกปี จนถึงวันที่โรเบิร์ตเรียนจบชั้นอนุบาล ได้ เข้าเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเดิม โรเบิร์ตโตขึ้น มี พัฒนาการที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โรเบิร์ตเป็นเด็กขยัน แต่ด้วยความที่เค้า หัวไม่ดี ทำให้เกรดในเทอมแรกของการเรียนชั้นประถมศึกษาออกมาเป็นที่ ไม่น่าพอใจนัก แต่พ่อและแม่ของเค้าก็ได้ให้กำลังใจ ด้วยความที่คิดว่า เขา ยังเป็นเด็กอยู่ ในอนาคตเค้าอาจจะพัฒนาขึ้นได้ และนี่เป็นเพียงแค่เทอม แรกด้วย ชีวิตของโรเบิร์ตดำเนินไปตามวัฏจักรที่เคยเป็นมาตั้งแต่อนุบาล ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


63

เขายังคงกลับบ้านเพื่อไปหาพ่อของเขาทุก ๆ วันศุกร์ และกลับมาที่คอนโด เพื่อพร้อมที่จะเรียนต่อในวันถัดไปในวันอาทิตย์ วันเวลาผ่านไปโรเบิร์ตโตขึ้นเรื่อย ๆ ณ ตอนนี้โรเบิร์ตกำลังเรียนอยู่ ในชั้น ป.4 เขาดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่ายเหมือนที่เคยเป็นมา แต่เกรด เฉลี่ยเทอมนี้ของโรเบิร์ต ยังคงเป็นที่ไม่น่าพอใจเหมือนเดิม พ่อและแม่เขาก็ รู้ว่าเขานั้นได้พยายามเต็มที่แล้ว แต่มันก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ พ่อแม่ไม่ว่าเขา และได้ให้กำลังตามเดิม เพือที่ให้เขามีกำลังใจสำหรับในวันถัด ๆ ไป ในวันสุดท้ายของภาคเรียนนี้ ขณะที่พ่อและแม่เขากำลังขับรถมารับ กลับจากโรงเรียน และหลังจากรับโรเบิร์ตแล้ว จะไปเที่ยวภูเก็ตกันต่อ โดย ที่ไม่ได้บอกให้โรเบิร์ตรู้ล่วงหน้า เมื่อมาถึงโรงเรียน โรเบิร์ตรีบวิ่งขึ้นรถ เหมือนกับทุก ๆ วัน แต่วันนี้เขาตกใจมาก เพราะพ่อมารับเขาด้วย หลังจากเลิกเรียนวันนั้น พ่อและแม่ของเขาได้ขับรถเพื่อมุ่งหน้าสู่ จังหวัดภูเก็ต ในคืนนั้น หารู้ไหมว่านับเป็นคืนที่น่าเศร้ายิ่งนัก ขณะที่พ่อของ โรเบิร์ตกำลังขับรถอยู่ดี ๆ ก็ได้มีรถบรรทุก 18 ล้อหลับในพุ่งเข้ามาชนรถ ของพ่อเค้าอย่างจัง ๆ ทำให้รถที่พ่อเขาขับอยู่กระเด็นตกข้างทาง แม่เขา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที เหลือเพียงแต่พ่อและตัวโรเบิร์ตเอง พ่อของเขา เจ็บหนัก แต่โรเบิร์ตไม่เป็นอะไรเลย ก็เพราะพ่อเอาตัวกันไว้ไม่ให้โรเบิร์ต โดนกระแทก นับว่าเป็นความรักของพ่อแม่ที่มีให้เค้า ในวินาทีสุดท้ายของ ชีวิต ซึ่งแอบแฝงดวยความเศร้าอย่างหาที่สุดมิได้ โรเบิร์ตร้องไห้โฮ นั่งกอด ศพข้าง ๆ แม่ของเขา แต่ก็ทำได้เพียงเสียใจ โดยที่ไม่สามารถทำให้แม่ฟื้น ขึ้นมาได้ โรเบิร์ตได้แค่เพียงคิด ถ้าเขารู้ว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ได้เจอ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


64

หน้าแม่ เขาจะพูดคุย และ ใช้เวลาที่อยู่กับแม่ให้คุ้มค่ามากที่สุด การไปเที่ยว ในครั้งนี้ต้องถูกยกเลิก เพราะอุบัติเหตุ เกิดการสูญเสีย โรเบิร์ตต้องนั่งรถ มูลนิธิ พร้อมกับพ่อของเขาที่ถูกพันเต็มไปด้วยผ้าพันแผลทั้งตัว และตาม ด้วยรถที่ขนศพแม่ของเขา เพื่อที่จะเดินทางกลับไปทำพิธีที่บ้านเกิด หลังจาก พิธีงานศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีคนให้กำลังใจเขามากมาย บอกให้เขาเข้มแข็ง อดทน และต้องคอยดูแลพ่อให้ดีที่สุด โรเบิร์ตรับปาก และพร้อมทำหน้าที่ต่อไป หลังจากนั้นโรเบิร์ตได้กลับเข้าไปโรงเรียน กลับ เข้าไปด้วยคำถามมากมาย อันตอกย้ำจิตใจ “แม่เธอโดนอะไร...เป็นอะไร หรอ...เสียใจมั้ย...รู้สึกยังไงบ้าง” คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากให้โดนถาม ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่โรเบิร์ตเขาพยายามเข้มแข็ง อดทน ตามคำสอนของแม่แล้ว แต่บางที บางครั้ง และบางคำถามมันตอก ย้ำเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจ ทำให้น้ำตาของเขาไหลออกมา โรเบิร์ตตั้งใจว่าจะเรียนให้จบเร็วๆเพื่อที่จะได้มาช่วยดูแลธุรกิจ โรงงานของพ่อ จะได้ช่วยพ่อแบ่งเบาภาระบ้าง วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนโรเบิร์ตเรียนจบระดับชั้น ป.6 เขาได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน และปล่อยทิ้งคอนโดที่เคยอยู่ตั้งแต่เด็กไว้ เพราะพ่อเขาไม่สะดวกในการรับ แล้ว ตั้งแต่ที่แม่เขาเสียชีวิต ในระดับชั้นมัธยมนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายๆคนได้เจอเพื่อนแท้ ได้เจอมิตรภาพดี ๆ และได้เจอในสิ่งที่เป็นมากกว่าคำว่า “เพื่อน” ได้ ปรึกษาหารือในช่วงเวลาที่ลำบาก ทุกข์ร้อนใจ จนมีคำกล่าวหนึ่งว่า เพื่อน มัธยมนับว่าคบกันยาวนานที่สุด โรเบิร์ตเองก็เช่นกัน เขาได้เจอกลุ่มเพื่อน ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


65

และที่สำคัญเพื่อนกลุ่มนี้มีนิสัยใจคอคล้าย ๆ กันทั้งหมดเลย นิสัยที่ว่านี้คือ พวกเขาเป็นคนรักพวกพ้อง และ ใจเย็น นิสัยที่ว่านี้จึงทำให้พวกเขามา รวมตัวกันได้ พวกเขาเรียนห้องเดียวกัน คอยช่วยเหลือกันและมีอะไรก็จะ นึกถึงกันเสมอ โรเบิร์ตเป็นคนที่เรียนไม่เก่งตั้งแต่ชั้นประถม จนมาถึงชั้นมัธยมเขาก็ ยังคงเป็นแบบเดิม จนพ่อเขาคิดว่า คงแก้ไม่ได้แล้ว มันอยู่ที่หัวสมองของโร เบิร์ตเอง พ่อของเขาจึงไม่ได้หวังอะไรในตัวเค้ามากนัก หวังแค่เพียงเค้ามี ความสุขในชีวิต ได้เจอเพื่อน ได้เจอสังคมดี ๆ ได้เจอในสิ่งที่จะทำให้เค้าได้ รักษาบาดแผลหัวใจได้ หลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิต โรเบิร์ตมีความสุขกับ การที่ได้เจอเพื่อน ๆ ได้ทำสิ่งที่ตนเองชอบเหมือน ๆ กัน และสิ่งที่สำคัญ ที่สุดของโรเบิร์ตคือ ถึงตัวเค้าจะเรียนไม่เก่งแต่เขาเป็นคนที่มีความรับผิด ชอบมาก ถึงแม้ว่าเวลาจะดึกขนาดไหน แต่โรเบิร์ตก็ยังคงทำงานส่งตาม กำหนดเวลาทุกครั้ง ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเอง เมื่อเพื่อน ๆ ในกลุ่มยังไม่ทำ หรือยังทำไม่เสร็จ เขาก้ได้อาสาทำให้เพื่อน ๆ ด้วย เขาจึงเป็นที่รักของทุก ๆ คน เวลาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวไหนก็จะนึกถึงเขาเสมอ จะมีของติดไม้ติดมือมา ฝากกันและกัน วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงวันปัจฉิมนิเทศของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรเบิร์ตเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ จะต้องจบจากในรุ่นนี้ มีเพื่อน ๆ ในกลุ่มเค้า ได้ออกไปทำตามความฝันคือ สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร บางคนก็ไปสอบเตรียมวิศวะ แต่บางคนก็ได้ เลือกเรียนต่อในระดับชั้นม.ปลายโดยเลือกเป็นเสียงเดียวกันเลยคือ สาย วิทย์คณิต ก่อนที่จะจบและแยกย้ายกันไปเขาและเพื่อน ๆ ได้สัญญญากันว่า ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


66

จะรักและช่วยเหลือกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แม้พวกเราตัวจะห่าง แต่ใจ พวกเราไม่เคยห่างกันเลย คำพูดนี้ฝังใจโรเบิร์ตมาโดยตลอด เมื่อโรเบิร์ตเรียนต่อในระดับชั้น ม.ปลาย เขาได้พบเจอกับเพื่อนกลุ่ม ใหม่ แต่ก็ยังไม่สนิทใจมากเท่ากับ กลุ่มเพื่อนตอนสมัยมัธยมต้น แม้เขาจะได้ เรียนต่อในสายวิทย์คณิต แต่เขาก็ยังเป็นคนที่หัวไม่เอาไหนอยู่ดี แต่ด้วย ความที่เขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง ตั้งใจ และขยัน ทำให้ครูหลาย ๆ คน ช่วยให้เขาผ่าน ๆ มันไปได้ ในตอนเลิกเรียนเขามักจะไปให้ครูช่วยสอน หนังสืออยู่เสมอ ๆ เขาเป็นที่รักของครูหลาย ๆ คน และแม้เขาจะให้ครูช่วย สอนอยู่บ่อยครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้เขาเรียนเรียนได้ดีขึ้น จนพ่อเขาเริ่มตายใจ คิด แล้วว่าลูกเขาคงได้เท่านี้จริง ๆ พ่อเขาไม่เคยบ่นเรื่องการเรียนอีกเลย หลังจากที่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ลูกของตนเองมีความพยายามมากนัก และในช่วงเวลาม.ปลาย โรงงานและธุรกิจของพ่อเขากำลังไปได้ไม่ดี ยอด ขายและอัตราการซื้อต่ำลงเรื่อย ๆ จนโรเบิร์ตเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 โรงงานของพ่อเขากำลังไปได้แย่ที่สุด ต้องไล่พนักงานออกกว่า 50 ชีวิต เหลือเพียงในส่วนที่จำเป็น ๆ ในช่วงเวลานั้นโรเบิร์ตกำลังเตรียมตัวสอบเข้า มหาวิทยาลัย เขาตั้งใจจะสอบเข้าจุฬาให้ได้เพราะเป็นมหาลัยของรัฐ พ่อ เขาจะได้ไม่ต้องเสียเงินเยอะ เพราะช่วงนี้ธุรกิจกำลังไปได้แย่ การเงิน ฝืดเคือง เขาสงสารพ่อ และแล้ววันที่ประกาศผลก็มาถึง ปรากฎว่า เขาสอบ ไม่ติด ไม่มีรายชื่อเขาในประกาศ เขารู้สึกแย่ ร้องไห้ และได้แต่คิดว่า โชคชะตาต้องไม่เข้าข้างเค้าแน่ ๆ เขาตกอยู่ในสภาวะที่ไม่มีที่เรียน แต่พ่อ เขาก็ได้แต่ปลอบใจว่า ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


67

“ไม่เป็นไรนะลูก เดี๋ยวพ่อส่งให้เรียนเอกชน” ก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมา แต่ทว่าเงินที่พ่อเขาจะส่งเรียนนั้น เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อเขามี ด้วยความที่พ่อเค้าอยากให้ลูกได้เรียนเหมือนเพื่อน ๆ เลยจำใจยอมส่งให้ลูก เรียน เมื่อเขาได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ได้เจอกับเพื่อนกลุ่มใหม่ แต่ ทว่าเพื่อนกลุ่มนี้ ไม่ค่อยดีนัก ต่างพากันไปในทางที่เสื่อมเสีย โรเบิร์ตใช้เงิน เก่งมากในปีแรก และเมื่อเขาได้กลับบ้านพ่อเขาได้พูดขึ้นมาว่า “นี่เงินก้อนสุดท้ายแล้วนะลูกพ่อไม่เหลือเงินแล้ว โรงงานเราไม่รู้จะ เป็นยังไงต่อไปเลย ใช้ประหยัด ๆ หน่อยนะ” หลังจากนั้นโรเบิร์ตได้กลับไปเรียน โดยที่ไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นโรงงานพ่อ เขาถูกเจ้าหน้าที่ธนาคารมายึด พ่อเขาต้องหนีหนี้ไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัด ชั่วคราง ก่อนจะโทรมาหาโรเบิร์ตว่า “ลูก...ตอนนี้พ่ออยู่ที่บ้านญาติ คืนนี้พ่อจะเดินทางไปเมืองจีนแล้วนะ ถ้าพ่อไม่หนี พ่อไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้เค้า พ่อคุยกับญาติทางนู้นไว้ แล้วนะ พ่อขอเวลาไปตั้งตัวก่อน แล้วพ่อจะกลับมา ลูกจะเดินทางไปกับ พ่อมั้ย ถ้าลูกอยู่นี่ ลำบากนะ” แต่โรเบิร์ตเขาได้แต่เพียงตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ไปครับพ่อ ผมขอสู้ด้วยตัวผมเอง ให้ถึงวินาทีสุดท้ายครับ” หลังจากวางสายโรเบิร์ตเขาเสียใจมาก เพราะรู้ว่า เขาจะไม่มีคนส่งเรียน แล้ว เขาพยายามขอความช่วยเหลือจากใคร ๆ ก็ไม่มีใครช่วย จนในที่สุดเขา ถูกดรอปออกจากมหาวิทยาลัย เขาต้องออกมาทำงาน หาเงิน เพื่อจุนเจือ ปากท้อง ช่วงนี้เขาลำบากเป็นอย่างมาก เพราะต้องอยู่คนเดียว และต้อง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


68

จ่ายค่าเช่าบ้านด้วย จากคนที่เคยมีพร้อมทุกอย่าง กลับต้องมาอยู่ในสภาพ แบบนี้ เป็นชีวิตที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนเลย หลังจากนี้อีก 15 ปี เมื่อเพื่อน ๆ ของเขาเรียนจบหมดแล้ว พวกเขา ได้นัดรวมตัวกัน เพื่อเลี้ยงรุ่น เมื่อโรเบิร์ตได้ทราบข่าว ก็รีบติดต่อเพื่อน ๆ เพื่อว่าจะมีใครช่วยเขาได้บ้าง เขารอเวลาวันแล้ววันเล่า... จนถึงวันเลี้ยงรุ่นมาถึง โรเบิร์ตไปงานเลี้ยงรุ่น ด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ ไป งาน แต่หารู้ไหมว่าเป็นเสื้อผ้าที่ดีที่สุดสำหรับเค้า เพื่อน ๆ ต่างคุยกันถึงต วามหลังในชีวิตมัธยม คุยถึงวีรกรรมแสนซ่า ที่พวกเค้าได้ทำร่วม ๆ กันมา คุยถึงชีวิตในวัยเด็กของแต่ละคน ว่าใครเป็นมายังไง บ้านอยู่แถวไหน ใคร เคยไปนอนบ้านใครบ้าง และที่สำคัญ พวกเขายังคงเรียกชื่อแทนตัวแต่ละ คนด้วย ชื่อพ่อแม่ มีการด่ากันเหมือนในวันเด็ก บรรยากาศในตอนนั้น เหมือนกับชีวิตในวัยมัธยมหวนกลับมาอีกครั้ง เคยมีคำกล่าวนึงกล่าวว่า ‘ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะเป็นผู้บริหาร เป็นรัฐมนตรี เป็นพ่อของลูก หลายๆคน แม้กระทั่งเป็นพ่อค้า พวกคุณก็ยังคงด่ากันเหมือนในวัยเด็ก’ แต่ทว่า ในการพูดคุยครั้งนี้ ทุกคนต่างคุยกันเอง โดยที่ไม่ได้สนใจ โรเบิร์ตเลย เขานั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียว ทุกคนมองเขาด้วยสายตาอันน่า รังเกียจ ไม่มีใครเรียกหรือทักทายเค้า แม้กระทั่งเรียกกินข้าว ทำให้โรเบิร์ต นั่งคิดในใจ สมัยนี้คนเรามองแต่ภายนอกกันจริง ๆ หรอ ผิดกับในวัยเด็กเลย และแล้วเพื่อน ๆ ก็ได้มาพูดคุยกันถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน คุยถึงองค์กร ของแต่ละคนที่ทำงาน ว่ามีสวัสดิการ มีรายได้ และมีเพื่อนร่วมงานที่ดีมั้ย โรเบิร์ตได้แต่นั่งเงียบไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาไม่มีงานทำ เขาเคยไปสมัคร ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


69

งานในหลาย ๆ ที่แล้วแต่ไม่มีใครรับเขาเข้าทำงานเลย เพียงเพราะว่าเขา เรียนไม่จบ เขาต้องมาทำงานง้อก ๆ แง้ก ๆ เพื่อแลกกับค่าแรงมาซื้ออาหาร ประทังชีวิต เขาได้เอ่ยปากพูดกับเพื่อนๆว่า “มีใครพอจะช่วยผมได้มั้ย ผมเรียนไม่จบ ไม่มีงานทำ ชีวิตผมตอนนี้ ลำบากมากเลย พอจะมีใครดึงผมเข้าไปได้มั้ยครับ” บรรยากาศตอนนั้นจากเดิมที่คุยกันเสียงดัง พลันจนมีเพื่อคนนึงที่เป็นนายทหารพูดขึ้นมาว่า

กลับเงียบลงอย่างฉับ

“ทำไมไม่ตั้งใจเรียนให้จบ มีให้เรียนไม่รู้จักเรียน ตอนนี้ลำบากแล้ว เข้าใจถึงความลำบากของชีวิตยังละ” ทุกคนเงียบ แม้กระทั่งตัวโรเบิร์ตเองก็ เงียบเช่นกัน เขาไม่อยากพูดความจริงออกไปเพราะ เขาอายที่พ่อเขาต้อง หนีหนี้ โรเบิร์ตเงียบไปชั่วขณะ แล้วจึงคิดได้ว่า ‘เพื่อน ๆ เคยสัญญากันไว้ว่ามีอะไรจะคอยช่วยเหลือกัน’ จึงได้เอ่ย ปากขึ้นมาด้วยความที่คิดว่า จะมีเพื่อนที่เห็นต่างและอยากช่วยเหลือเรา จริง ๆ ต่างกับคำพูดของเพื่อนที่เป็นนายทหาร เขาพูดขึ้นมาว่า “ผมยังจำคำสัญญาในวัยเด็กของพวกเราได้นะ ที่จะคอยช่วยเหลือ กัน เพื่อนช่วยดึงผมออกไปจากจุดนี้ที” เพื่อนทุกคนต่างเงียบอีกครั้ง ก่อน จะมีเพื่อนคนนึงพูดขึ้นมาว่า “ตัวพวกเราเอง ยังเอาตัวไม่รอดเลย ใช้เงินกันแบบเดือยชนเดือน บางเดือนก็ไม่พอ แล้วที่เห็นว่ามีเงินซื้อนู่นซื้อนี่ได้ ก็เพราะบัตรเครดิตทั้งนั้น แหละ แล้วสัญญงสัญญาอะไรกัน ไม่มีหรอก พวกเราลืมกันไปแล้วด้วยซ้ำ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


70

เราว่านะ อยู่กับปัจจุบันให้ดีก็พอแล้ว จะลำบากยังไง ก็ทำตัวเองให้ดีที่สุด อย่าไปหวังพึ่งคนอื่นเลย” โรเบิร์ตได้ยินแล้วก็เสียใจ น้ำตาไหลออกมาโดยที่ ไม่รู้ตัว เขาตัดสินใจขอกลับบ้านก่อน ทุกคนต่างเบะปากหนี ทันทีที่เขาลุกออกจากโต๊ะ ได้มีเพื่อนอีกคนนึงลุกตามและเดินไปส่ง เขาก่อนจะพูดเบา ๆ และตบไหล่โรเบิร์ตว่า “คุณอย่าเอาชีวิตไปแขวนบนเส้นด้ายที่เรียกว่าเพื่อนเลย โชคดีนะ โรเบิร์ต” เขาเดินคอตกกลับบ้านด้วยความน้อยใจ และคิดว่าเขาไม่น่าจะ เหลืออะไรในชีวิตแล้วจริง ๆ.........

จบ

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


73

Primrose ᤋà¾Õ§¤ÇÒÁËÇѧ ---------------------------

หากความสิ้นหวังคือดอกไม้ที่เติบโตอยู่ในใจ สิ่งที่จะทำลายมันอาจ เป็น การให้กำลังใจจากคนรอบข้าง ความเข้าใจและการใส่ใจ อาจจะช้าอาจ ต้องใช้เวลาในการถอนรากที่ฝังลึกลงไปในใจแต่สักวันคงจะหายขาด แต่ บางคนไม่พร้อมจะรอหรืออาจไม่มีใครหยิบยื่นสิ่งเหล่านั้นให้ เขาจึงสร้าง หรือใช้สิ่งสมมุติต่าง ๆ เพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกแย่ ๆ เหล่านั้นลงแม้จะ เพียงชั่วคราวก็ตาม ..................................................................................................... “ปั้น! ทำไรวะหน้าเครียดเชียว" เสียงเพื่อนคนหนึ่งเรียกผม ผมก็ ไม่แน่ใจว่าเขาชื่ออะไร ผมไม่ค่อยเห็นหน้าเขาเท่าไหร่ตลอดภาคเรียนที่ผ่าน มานี้ “......” “กูเอง ไม้ไง” เขาพูดขึ้นหลังจากเดินเข้ามานั่งกับผมที่ม้านั่งใต้ อาคารเรียน

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


74

“อือ กูนึกออก” ผมเริ่มจำได้ว่าเขาคือนักศึกษาคนหนึ่งที่มา ๆ หาย ๆ ในตอนผมเรียนปีที่2 จนต้องซ้ำชั้นเรียนไปอีกหนึ่งปี ทำให้ในตอนนี้ มันเรียนอยู่ปี3 “เออ มึงเรียนเก่งนี่ปั้นคือกูเรียนไม่เข้าใจเลยว่ะ ไอบัญชีขั้นกลาง เนี่ย มึงเรียนผ่านมาแล้วสอนให้หน่อยได้ไหม” เขาถามผม “ได้ดิวะ" "งั้นเย็นนี้ เดี๋ยวกูรอใต้ตึกแล้วกันจะได้ไปหอพร้อมกัน" "อือ" หลังจากที่ผมได้ช่วยเหลือไม้คราวนั้นผมกับมันก็เริ่มสนิทและพูด คุยกันมากขึ้น ผมรู้มาว่าไม้มาจากทางบ้านในแถบชานเมืองของกรุงเทพ ฯ และพักอยู่ที่หอของมหาลัย เขาไม่ค่อยได้ติดต่อกับครอบครัวเท่าไหร่เพราะ มีปัญหาบางอย่างทำให้ไม่ลงรอยกัน "ไอ้ไม้กินข้าวกัน!!” ผมชวนมันไปกินข้าวเที่ยงที่ศูนย์อาหารมหาลัย กับผมและเพื่อน ๆ เหมือนทุกทีที่เจอมันระหว่างเดินลงจากตึก "เออ ๆ มึงไปก่อน" มันโบกมือไล่ผมแล้วเดินไปคุยโทรศัพท์ต่อ จากที่ผมสังเกตผมจะเห็นไอ้ไม้คุยโทรศัพท์บ่อยมาก บางครั้งมันก็ดูเครียด และหงุดหงิด บางครั้งก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษจนบางทีก็พูดไม่รู้เรื่อง “ปั้น ! วันนี้ขอไปนอนเล่นหอมึงนะ หอกูฝ้ามันรั่ว รอช่างซ่อม เสร็จสักชั่วโมง " มันพูดขึ้นหลังจากเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามผม "เออได้ แต่กูมีสอบต้องอ่านหนังสือ มึงห้ามดูบอล" "เออน่า...ไม่ดู ๆ" ..................................................................................................... ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


75

"ผมคิดว่าที่ผ่านมาผมส่งเงินให้แม่เยอะมากแล้วนะครับ" ( ปั้น! เงินแค่นั้นมันไม่พอหรอกนะ พ่อแกก็ให้เงินฉันใช้น๊อยน้อย มันไม่พอ เข้าใจไหม!! เพราะแกรั้นอยากจะไปเรียนในกรุงเทพไง ค่ารถค่าหอก็ต้อง จ่ายมันเลยไม่เหลือเงินมาถึงฉัน!) "ไม่ว่าค่าใช้จ่ายของผมจะเท่าไหร่ยังไงมันก็มาจากงานพิเศษที่ผม ทำเอง" (อ๋อ...แกจะบอกว่าแกหาเงินได้แล้วฉันไม่มีสิทธิ์ยุ่งหรอ เพราะแกไปอยู่ที่นั่น ใช่ไหมแกเลยไม่เห็นหัวฉัน) "ผมไม่เคยคิดอย่างงั้น..." (แล้วยังไง แกจะไม่ให้เงินฉันใช่ไหม ฉันเป็นแม่แกนะ!) "ผมมีแค่ ห้าพัน ตอนนี้" (โอ้ย!...มันจะไปพออะ...) "ผมไม่มีแล้วครับนอกนั้นผมต้องใช้ ไม่งั้นแม่จะไม่ได้เลยนะครับ ถ้าได้เงินจากงานพิเศษเมื่อไหร่ผมค่อยส่งให้อีกที" (ได้ ๆ ห้าพันก็ห้าพัน มีเมื่อไหร่อย่าลืมส่งมานะ ลูกรัก รักนะ) *สิ้นสุดการโทร* "ผมก็รักแม่ครับ..." อีกแล้ว...แม่ไม่เคยถือสายฟังถึงสิ่งที่ผมจะบอก เลย บางทีผมก็อยากถามว่าเขารักผมเมื่อผมมีเงินให้เขาเท่านั้นหรือเปล่า แม่ผมโทรมาครับโทรมาเป็นรอบที่สามของเดือนนี้กับเรื่องเดิม ๆ ทั้งสามครั้ง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


76

ผมเริ่มหาเงินจากการทำงานพิเศษตั้งแต่เข้ากรุงเทพ ฯ มาครับ พ่อส่งเงินมาแค่เพียงพอที่จะจ่ายค่าเทอมในแต่ละเทอมเท่านั้น เพราะเขา คัดค้านที่จะให้ผมมาเรียนในเมืองแทนที่จะเรียนที่มหาลัยใกล้บ้าน ผม เพียงอยากเรียนมหาลัยในกรุงเทพฯเพื่อโอกาสในการหางานที่ดีกว่าเท่านั้น แต่พ่อบอกว่ามันเปลืองเงินของเขาซะเปล่า ผมเลยหางานพิเศษทำจากการ ช่วยทำบัญชีให้ร้านอาหารแถวมหาลัยบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง ล้างจานบ้าง พอเอาเงินไปจ่ายค่าหอค่ารถค่าข้าวแต่ละวัน ส่งให้แม่ในแต่ละเดือนและถ้า เหลือก็เก็บไว้ "เครียดเลยมึง" ไอ้ไม้พูดขึ้นหลังจากมันแอบฟังผมคุยโทรศัพท์ เสร็จ "เออดิ...ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปเงินเก็บกูจะไม่เหลือ ถ้าเขาขออีก หรือเกิดอะไรขึ้นกูก็ไม่มีเงินแล้ว กูต้องไปหางานทำเพิ่มแล้วล่ะ" "เออน่าเดี๋ยวก็หาได้เอง" "มึงก็พูดได้สิ พ่อแม่มึงส่งเงินมาให้เยอะขนาดนั้น" "ก็ให้ได้แค่เงินน่ะสิ..." "..." . . . "ปั้น" . ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


77

. . "ลองไอซ์ไหม..." . . . "มึงว่าไงนะ!!" หลังจากมันพูดคำนั้นก็เกิดความเงียบขึ้นในห้องไป ครู่ใหญ่ ไอ้ไม้มันชวนผมเสพยา ให้ตายเถอะ! ในตอนนั้นผมคิดว่ามันบ้า มาก ๆ มันกำลังชวนผมเล่นยา นั่นยาเสพติดเลยนะ "เขาบอกมันช่วยได้นะเว้ย แค่ครั้งเดียวมึงจะรู้สึกเลยว่าโคตรมี ความสุข" "แต่มันเป็นยาเสพติด!!" ผมไม่รู้ว่ามันไปฟังมาจากใครแต่ผมไม่เห็น ด้วยกับมันเลยสักนิด ถึงผมจะเครียดแค่ไหนผมก็ยังไม่อยากจะลองมัน ผม กลัว นั่นยาไอซ์นะยาที่ทำให้ผมเข้าไปนอนในห้องกรงได้เลย "ก็ถ้าแค่ครั้งแรก ครั้งเดียวไม่ติดมันก็ไม่เป็นไรหรอก" "..." "แค่ครั้งเดียวปั้น กูแค่อยากรู้ว่าความสุขที่กูไม่เคยมีมันเป็นยังไง" "..." "..." "แค่ครั้งเดียว" "..." "..." ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


78

"อือ" อาจเป็นสายตาหรือน้ำเสียงของมันที่บอกกับผม ทำให้ผม เลือกที่จะตอบตกลง หรือบางทีอาจเป็นเพราะผมเองที่มองเห็นตัวเองใน ดวงตาของมัน แววตาของคนหลงทางต้องการที่พึ่งและจะไม่ทิ้งมันไป ..................................................................................................... ทำไปแล้ว...ผมได้ลองมันแล้ว มันดี...ดีมาก ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมัน โล่ง ผมรู้สึกว่ามันสบาย มันเหมือนผมเป็นเจ้าของทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ทำให้ ผมรู้สึกแย่ ผมรู้สึกอยากพูดอยากแสดงอะไรสักอย่างในตัวผมออกมา ผม นอนไม่ได้ผมรู้สึกว่าผมต้องทำ...ทำอะไรสักอย่าง ผมรู้สึกว่าโต๊ะมันรกผม ต้องจัด ห้องน้ำยังไม่สะอาดผมต้องล้าง พื้นตู้เตียงผมต้องทำความสะอาด ผมทำทั้งหมดลงไปรู้ตัวทีก็จะเข้าวันใหม่ของวันถัดมาแล้ว ผมถึงรู้สึกหมด แรง เหมือนมีใครมาปิดสวิตซ์ในร่างกายผมลง ผมปวดหัว และอยากนอน มาก "ไงปั้นหน้าดูซีด ๆ นะ" เสียงเพื่อนในห้องคนหนึ่งทักขึ้น "นอนไม่พอน่ะ" ผมอยากนอนแต่ผมต้องมาเพราะมีสอบ มัน เลวร้าย ตอนฤทธิ์ยายังอยู่มันก็ดี มันมีความสุขแถมบ้านก็สะอาดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ปกติผมเป็นคนขี้เกียจจะดูแลทำความสะอาดมันด้วยซ้ำ ผมมองว่า มันเป็นประสบการณ์ที่ตลกมากและคงไม่มีอีกเป็นครั้งที่สองแน่ ๆ แต่ถ้าหากผมรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ผมคงไม่ยอม แม้แต่ให้มีครั้งแรก…

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


79

"ไม้!" เสียงของเพื่อนผมทักมันขณะลงจากตึกเรียนเหมือนทุก ๆ วัน "หะ เออ ๆ" มันหันมาแล้วยิ้มให้พวกผม "มึงกับไอ้ปั้นดูเหมือนจะอดนอนทั้งคู่เลยนะ ดูโซมเชียว" เพื่อนคน เดิมยังคงทักขึ้นมาเกี่ยวกับสภาพของผมและปั้นที่ใต้ตาดำหน้าซีดพอ ๆ กัน "เออน่า เมื่อคืนนอนน้อย" มันตอบ ..................................................................................................... สองอาทิตย์แล้ว...ผมไม่เจอหน้าไม้มาเป็นเดือนแล้ว ช่วงแรกผมคิด ว่ามันอาจมีธุระหรือไม่สบาย แต่วันไหนที่มันมามหาลัยพอผมเดินไปหามัน ที่ตึกก็มีแต่คนบอกว่าพอมันเรียนเสร็จก็รีบกลับหอไปเลยไป เป็นอย่างนี้มา จนครบเดือนด้วยความเป็นห่วงกลัวว่ามันจะเป็นอะไรผมเลยตัดสินใจมาหา มันที่หอ ก๊อก ก๊อก ก๊อก “ไม้!” "..." ผมเคาะประตูหน้าห้องและเรียกมันเบา ๆ แต่ก็ยังไม่มีเสียง ตอบรับจากคนข้างไหน "กูเอง! เปิดประตูหน่อย" ผมเริ่มได้ยินเสียงกุกกักจากข้างใน และ เสียงคนกำลังเดินจนมีเงาบริเวณช่องใต้ประตู แอ๊ด... "ปั้นหรอ?" เสียงแหบเอ่ยขึ้น ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


80

"..." ภาพตรงหน้าทำให้ผมตกใจมาก นี่คือไม้หรอ เขาไม่เหมือน เพื่อนที่ผมเคยรู้จัก จากคนที่หุ่นสมส่วนกลายเป็นคนผอมแห้งซูบซีด ผิว ปกติที่เป็นคนผิวเหลืองขาวขึ้นแต่ขาวซีดจนน่ากลัว แก้มตอบ ใต้ตาลึกโหล ปากแห้งแตกจนเป็นขุย และดูลอย ๆ ไม่มีสติ ในห้องมันมีกลิ่นเหม็นอับ หน้าต่างทุกบานปิดม่านทึบ ผมภาวนาให้สิ่งที่ผมสงสัยไม่เป็นจริงไม่ใช่อย่าง ที่ผมคิด…มันคงไม่ทำอย่างนั้นหรอก "มึงทำอะไรไปไอ้ไม้!! ทำไมถึงมีสภาพเป็นอย่างนี้" "..." "มึงบอกครั้งเดียวไง! แค่ลองครั้งเดียว! ครั้งเดียวบ้าอะไรสภาพแย่ ขนาดนี้" "..." "ถ้าใครมาเห็นมึงสภาพนี้เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่ามึงเล่นยา มึงไม่ นึกถึงหน้าพ่อแม่บ้างวะถ้าเกิดมึงโดนจับขึ้นมา..." "พวกเขาไม่สนกูหรอก!!!!!" "..." ผมตกใจมาก อยู่ ๆ ไอ้ไม้ก็ตวาดออกมาเสียงดังอย่างคุม อารมณ์ไม่ได้ ปติไม้เป็นคนร่าเริงก็จริง ออกจะโหวกเหวกด้วยซ้ำแต่ก็ไม่เคย หลุดอารมณ์หรือตะคอกใส่ใครขนาดนี้ "เขาให้แต่เงินกู ไม่เคยให้เวลาหรือความรักกับกูเลย เขาทำแต่งาน งาน งาน!" ยิ่งมันพูดเสียงมันดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเดินไปรอบห้องอย่างคนไม่มี สติ มือสองข้างกุมหัวขยำไปมา "..."

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


81

"กูก็แค่เอาเงินที่เขาให้กูมา มาซื้อความสุขให้ตัวเอง ไม่ต้องให้กูคิด อะไร ไม่เศร้า ไม่เครียด มีแต่ความสุข...ใช่สุข...ดี ฮ่า ๆ " ในตอนที่มันพูด มันก็เหมือนจะร้องไห้สักพักมันก็อารมณ์ดี นี่คือไม้...แต่ก็เหมือนไม่ใช่ ผม สับสนไม่รู้ควรจะเริ่มตรงไหนดี นี่เพื่อนไม่ใช่เพื่อนผม ผมอยากเดินเข้าไป กอดและบอกมันให้ใจเย็นแต่ผมก็กลัวเกินกว่าที่จะทำ เรื่องนี้มันเปราะบาง เกินไปในสภาวะนี้ผมไม่รู้ว่ามันจะรับฟังผมได้มากแค่ไหน ยาเพียงตัวเดียว เปลี่ยน คน ๆ หนึ่งไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ "มึงแน่ใจหรอว่ามึงมีความสุข" "สุขสิ!!!" "ความสุขนั้นอยู่กับมึงนานแค่ไหนล่ะ" "..." มันเงียบ ดวงตามันเริ่มสั่นกลอกไปมาเหมือนคนหวาดกลัว อะไรสักอย่าง ผมไม่รู้ว่าผมมาถูกทางไหมผมรู้แค่ว่าผมต้องช่วยมัน ผมรู้สึก เสียใจที่เห็นเพื่อนตัวเองกลายเป็นแบบนี้ "..." "กูไม่รู้...พอกูใช่มันกูมีความสุขมากแต่...อยู่ ๆ กูก็รู้สึกเศร้า กูรู้สึก ว่าทุกอย่างมันแย่ แย่มาก ๆ มันเหมือนมีใครมาขโมยความสุขกูไป กูไม่ อยากอยูใ่ นโลกแบบนั้น กูแค่ต้องการมัน..." "..." ยิ่งฟังผมก็รู้สึกแย่และเสียใจ "กูต้องการความสุขกูคืนกูเลยใช้มันแต่...แต่ว่าพอกูใช้มัน...มันไม่ พอ มันเหมือนยังสุขไม่เต็มที่" "..." บางทีมันอาจจะผิดที่ผมเอง

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


82

"อยากได้...อยากได้มากกว่านี้ กูรู้แค่กูใช้มันเยอะเท่าไหร่ความสุขกู ก็เพิ่ม เพิ่ม เพิ่มขึ้นมาก ๆ มันดีมากเลย" มันคงผิดที่ผมเอง ถ้าในตอนนั้นผมปฏิเสธมัน...เพียงแค่ปฏิเสธมันดึงมัน ออกมาจากยาบ้านั่น ล้มเลิกความคิดมันซะ มันอาจไม่เป็นแบบนี้ "ไม้...มึงอยากได้จริงหรอความสุขแบบนั้น" "..." "ความสุขที่อยู่ไม่นาน มีคนพร้อมจะขโมยมึงไปได้ทุกเมื่อ" "กู...กูไม่ร.ู้ ..มัน..." มันดูมีสติรับฟังผมมากขึ้นผมหวังว่ามันจะเชื่อใน สิ่งที่ผมจะขอมันต่อไปนี้ ผมอยากแก้ไขอยากช่วยมันออกจากวังวนนี้ "ไปกับกูไหม ไปบำบัดกัน แล้วพอหายกูจะช่วยมึงสร้างความสุข ของมึงเองโดยไม่ต้องพึ่งยาพวกนั้น" "..." "..." "หวังว่าความสุขที่มึงสร้าง..." "..." "จะอยู่กับกูไปนาน ๆ นะ" ..................................................................................................... วันนี้คือวันที่ผมจะพามันไปบำบัดแต่ว่าดันเกิดเหตุการณ์ที่ผมไม่ ต้องการให้เกิดขึ้นซะก่อน ผมตกใจมากตอนที่ได้ยินข่าว ผมลนลานไปหมด ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


83

ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงดี กว่าจะเรียบเรียงและลำดับเหตุการณ์ได้ก็ผ่านไปนาน กว่า 5 นาที "ปั้น ๆ มึงรู้ข่าวยัง ไอ้ไม้ถูกจับ" เพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกผม ในตอนที่ผมกำลังเดินขึ้นตึกเรียน สิ่งที่ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นมากที่ สุดกำลังเกิดขึ้น "แล้วตอนนี้มันเป็นไงบ้าง!" ผมจับแขนมันแล้วเขย่าไปมา กังวล กังวลไปหมด "เห็นว่าตำรวจบุกเข้าไปในหอมัน ตอนนี้น่าจะอยู่ที่โรงพักแล้ว เขา บอกว่าคนแจ้งเป็น แม่ค้าร้านอาหารแถวหอมันอ่ะ" บ้าชะมัด! วันนี้แล้วแท้ ๆ ที่ผมจะพามันไปบำบัด ไม่น่าเลย มันไม่ ควรมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าผมคิดให้เร็วกว่านี้ พามันไปให้เร็วกว่านี้... ถ้าผมทำทุกอย่างให้ดีกว่านี้... "เออเดี๋ยวกูไปดูมันก่อน" ผมพูดเสร็จผมก็รีบวิ่งออกไปที่โรงพัก ทันที "เฮ้ย! แต่อีกสิบนาทีเริ่มคลาสแล้วนะ ปั้น!" ..................................................................................................... มันอยู่ในห้องนั้น ล้อมรอบด้วยเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลัง สอบปากคำมันอยู่ ผมพยายามที่จะติดต่อทางพ่อแม่ของไม้ เพื่อบอกเรื่อง ของมันกับเขาและให้มาเป็นผู้ปกครอง เพราะถึงผมจะเป็นเพื่อนแต่ก็ไม่ สามารถตัดสินใจเหมือนคนในครอบครัวได้ แต่สิ่งที่พวกเขาบอกตอบผม กลับมาคือ พวกเขากำลังทำงานอยู่ต่างประเทศไม่สะดวกจะเดินทางมา ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


84

พวกเขาดูผิดหวังและโกรธมาก เมื่อผมขอร้องให้เขามาดูมันสักหน่อย สิ่งที่ เขาตอบกลับผมมาคือ ' ทำไมฉันต้องไปหาไอ้ตัวที่สร้างแต่ความอับอายให้ ฉันด้วย ลูกไม่รักดีอย่างนั้นให้ไปนอนในคุกบ้างก็ดีเหมือนกัน ' ผมไม่รู้ว่า ควรรู้สึกอย่างไรดีกับคำพูดของพ่อแม่แท้ ๆ ของเพื่อนตัวเอง มันทั้ง โกรธ ผิดหวัง เสียใจ ไม้มันไม่ใช่ลูกที่ดีมากนักผมรู้ แต่อย่างน้อยคนที่ผมคิดว่าไม้ ต้องการให้อยู่ด้วยที่สุดในตอนนี้คือพวกเขา ทำไมนะ...ผมมีแต่คำถามที่ไม่มี ใครตอบได้อยู่ในหัวอยู่อย่างนั้น "ปั้นใช่ไหม" "ครับ" หลังโดนตัดสายจากพ่อแม่ของปั้น ก็มีผู้หญิงมีอายุคนหนึ่ง เดินเข้ามาทักผม "ป้าเป็นพี่เลี้ยงของน้องไม้น่ะ" มันอาจจะตลกที่มาได้ยินคนเรียก เพื่อนตัวเองซะน่ารัก แต่ในตอนนั้นผมรู้สึกดีใจที่ได้เจอสักคนในครอบครัว ของไม้อย่างน้อยก็ยังมีสักคนที่ห่วงมันบ้างก็คงจะดี "อ่อครับ เมื่อสักครู่ผมพึ่งโทรหาพ่อแม่ของไม้มาเอง" "เขาไม่มาใช่ไหมลูก" "ครับ" "ไม่แปลกหรอก...บ้านนี้เขาเป็นอย่างนี้มานานแล้ว" คุณป้าเล่าให้ ผมฟังว่าไม้เป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกหลง พี่ ๆ ของมันก็มีครอบครัวและย้ายไป อยู่ต่างประเทศหมดแล้ว ส่วนพ่อแม่ของมันก็เดินทางบ่อยอยู่ไม่ติดบ้าน ไอ้ ไม้เลยต้องอยู่ที่บ้านคนเดียว สมัยเรียนมัธยมก็มีเรื่องทะเลาะวิวาทบ่อยโดน เรียกเข้าห้องปกครองเป็นว่าเล่นแต่พ่อกับแม่มันก็ไม่เคยมารับฟังพฤติกรรม ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


85

หรือยุ่งเกี่ยวอะไรเลยทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ ก็ไม่ต่างกับมันโดนตัดหางปล่อยวัด ส่งให้แต่เงิน จะบอกว่าไอ้ไม้เป็นเด็กมีปัญหาก็คงไม่แปลกนัก มันเลยเข้ามา เรียนในเมืองเพราะไม่อยากอยู่ในบ้านและเพราะถูกบังคับให้เรียนบัญชี ทั้ง ที่ความจริงมันสนใจในด้าน ศิลปกรรม ช่วงแรก ๆ ที่เรียนมันเลยมา ๆ หาย ๆ จนโดนซ้ำชั้นเรียนไป โชคยังดีที่นี่เป็นการกระทำผิดครั้งแรกของมันและไม้เป็นเพียง ผู้ เสพไม่ได้มียาเสพติดไว้ในครอบครองและไม่ได้เป็นผู้จำหน่าย ทางกฎหมาย จึงถือว่าเป็นผู้ป่วย ไม่มีโทษต้องจำคุกหรือปรับ โดยทางตำรวจจะพาไปร้อง ศาลให้ศาลส่งตัวไปบำบัด เพื่อเข้าโปรแกรมฟื้นฟู เมื่อผ่านการฟื้นฟูแล้วก็ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติแต่ก็มีประวัติด้านยาเสพติดตัวไปด้วย ..................................................................................................... "ปั้น!ได้โปรด! ให้กูเถอะกูต้องการมัน..." ผมสงสารมัน ผมรู้มัน ทรมาน ผมรู้มันเจ็บ แต่ถ้าผมอยากให้มันหลุดพ้นจากยานรกนั่น ผมต้องใจ แข็งพอ ไอ้ไม้ถูกส่งตัวมาบำบัดที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ หนึ่งในหน่วยงาน ของกระทรวงสาธารณะสุข ในจังหวัด สงขลา "นิดเดียวไม้ มึงต้องอดทนนะ เดี๋ยวมึงจะดีขึ้น" สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ คือให้กำลังใจ "ปั้น...กูอยากมัน แค่นิดเดียวนะ ได้โปรด" "ไม่ไม้! มึงต้องห้ามคิดถึงมัน มึงลองคิดถึงอย่างอื่น มึงต้องต้อง บอกตัวเองว่าไม่มึงไม่ได้ต้องการมัน มึงแค่อยากแต่อีกสักพักมันจะดีขึ้น มึง จะไม่กลับไปอยู่ในจุดนั้น มึงจะเอาชนะมัน มึงทำได้" ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


86

วิธีการจัดการกับผู้ป่วยที่สำคัญคือการให้กำลังใจและคอยชักจูง ไม่ให้เขานึกถึงสารเสพติด กำลังใจของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญต่อการบำบัด มาก เราควรทำให้เขารู้สึกอยากสู้อยากเอาชนะยา และที่สำคัญคืออย่าตอก ย้ำ ต้องเป็นที่พึ่งและให้ความหวังแก่เขา นั่นคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่บอกกับผม ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ไม้ได้เข้ารับการบำบัดอาการมันเริ่ม ดีขึ้น อาการอยากยาลดลง และไม่รุนแรงเท่าช่วงแรก ๆ อาจเป็นเพราะ ปริมาณสารเสพติดในร่างกายของมันยังไม่เยอะเท่าไหร่การบำบัดจึงไม่ยาก ในระหว่างที่มันบำบัดผมจะคอยอยู่ใกล้มันจากเจ้าหน้าที่ที่ให้คนใกล้ตัว 'สังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย สอบถามถึงความรู้สึกอยากยา ไม่ตำหนิเมื่อมีอาการอยากยา ให้กำลังใจ อยู่เป็นเพื่อนในขณะที่เกิดอาการ อยากยา ชื่นชมเมื่อสามารถผ่านพ้นหรือต่อสู้กับอาการอยากยาในแต่ละ ครั้ง หากิจกรรมให้ทำ ทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยหลีกเลี่ยงหรือไม่ให้พบ ตัวกระตุ้น' "ไม้วันเสาร์นี้จัดกระเป๋าให้เรียบร้อยนะ" "หืม...ไปไหนวะ" "ไปสร้างความสุขให้มึงไง" ผมพามันไปค่ายกับทางมหาลัยเป็นค่าย ที่ทางคณะแพทยศาสตร์จัดเพื่อไปตรวจสุขภาพชาวบ้านทางภาคเหนือของ ประเทศ โดยทางค่ายได้รับสมัครอาสาจากนักศึกษาคณะใดก็ได้เพื่อเป็น อาสาสมัครช่วยในการทำงาน ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


87

..................................................................................................... การมาค่ายอาสาครั้งนี้พวกเราได้ให้ความช่วยเหลือได้ทำสิ่งดี ๆ ให้กับชาวบ้านที่นี่เยอะมาก เริ่มจากช่วยกันซ่อมแซมอาหารเรียนและ ห้องน้ำของเด็กนักเรียนในหมู่บ้านรวมถึงช่วยขนของจัดสถานที่ให้การ ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มารอรับการตรวจสุขภาพและรับการรักษาจากนักศึกษา แพทย์ อีกทั้งสภาพอากาศที่ดีก็ดีมากเหมาะแก่การพักฟื้นสารเคมีในสมอง ของไม้ได้ดีทีเดียว ผมเห็นมันยิ้มและมีความสุขกับการลองเป็นครูสอน ศิลปะให้แก่เด็ก ๆ มันบอกกับผมว่ามันมีความสุข ผมคิดว่าการสร้าง ความสุขให้มันครั้งนี้สำหรับผมบรรลุผลถ้าไม่เพียงแต่... "มึง...คนนั้นป่ะที่โดนตำรวจบุกหออ่ะ" "เออน่าจะใช่ เห็นว่าเล่นยา" "เอ้า! แล้วทำไมไม่ติดคุกอ่ะวะ" "ไม่รู้ สงสัยเส้นใหญ่มั้งเลยหลุดตารางมาได้" แน่นอนว่าถึงแม้ทางกฎหมายจะไม่มีบทลงโทษเพราะถือว่าไม้เป็น ผู้ป่วย แต่ในทางสังคม อย่างไรเสีย คนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มักถูก ตัดสินไปแล้วว่าเป็นคนไม่ดี ต่อให้ทำดีอย่างไรสุดท้ายความผิดเพียงครั้ง เดียวยังคงอยู่ติดตัวตามติดไปจนกว่าดินจะกลบหน้าของคนผู้นั้น "อย่าไปสนใจ มึงต้องรับมันให้ได้" ผมทำได้เพียงบอกและให้ กำลังใจมันเท่านั้น

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


88

"อือ...กูรู้" หลังจากพูดจบมันก็เงียบไปและหันไปทาสีหลังคา ห้องน้ำต่อ ผมไม่รู้ว่ามันจะเก็บมาคิดมากหรือเปล่า ผมก็เดาใจมันไม่ออก ก็ คงได้แต่คาดหวังว่ามันจะไม่เอากลับมาคิดเพื่อบั่นทอนใจตัวเองก็พอ ..................................................................................................... เวลาผ่านไปผมเรียนจบและกำลังจะได้เข้าทำงานเป็นพนักงาน บัญชีในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ในขณะที่ไม้กำลังศึกษาอยู่มหาลัยชั้นปีที่4 เรายังติดต่อกันเป็นระยะครับหลังจากผมเรียนจบมาไม้ก็ย้ายออกจากหอไป อยู่ที่บ้าน แต่ในระยะหลังมานี้ผมคุยโทรศัพท์กลับไม้ไม่บ่อยนัก เนื่องจาก หน้าที่การงานที่ยังไม่เข้าที่เป็นเด็กใหม่ในบริษัทก็ต้องทำงานล่วงเวลาและ ขยันเป็นพิเศษให้บรรดาพี่ ๆ ในบริษัทเอ็นดูและสนิทกันมากขึ้น จนวัน หนึ่งผมได้รับการติดต่อจากคุณป้าพี่เลี้ยงของไม้โทรศัพท์เข้ามาหาผม "ปั้น...ฮึก...น้องไม้...แย่แล้ว" เสียงสะอื้นที่ลอดเข้ามาทำให้ผม ตกใจมาก "ไม้เป็นอะไรครับ!" "ไม่ดี...ฮึก...อาการไม่ดีเลย" บ้าน่า! อยู่ ๆ มันเป็นอะไรไป ผมกังวล ไปหมด "คุณป้าใจเย็น ๆ นะครับเดี๋ยวผมจะรีบไป" ผมรีบวางสายและเก็บ ของ โชคดีที่เป็นเวลาเลิกงานพอดี "เอ้า! รีบไปไหนล่ะปั้นว่าจะชวนไปกินข้าวเย็น" "ไว้วันหลังนะครับพี่ ผมมีธุระด่วนครับ" ผมเอ่ยลาพี่ในบริษัทแล้ว รีบออกจากที่ทำงานโบกรถไปบ้านของไม้ทันที ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


89

..................................................................................................... "ปล่อย!!! ปล่อยกู!!!" เพล้ง ! เมื่อผมเข้ามาในบ้านผมได้ยินเสียงของไม้โวยวายดังลั่นพร้อมกับ เสียงข้าวของที่หล่นแตกกระจาย "น้องไม้ ฮึก ป้าเองใจเย็นๆลูก" "ปล่อย! " พลั่ก! ตอนนี้ในห้องโถงดูวุ่นวายไปหมดทุกคนต่างช่วยกันจับตัวของไอ้ไม้ ไว้ บางคนก็โดนผลักกระเด็นออกมา "ไม้!!!" ผมตะโกนเรียกมัน "ปั้น.." มันหันมาหาผม ให้ตายเถอะ ไม่อยากจะเชื่อเลย สภาพมัน ตอนนี้ นี่มันหนักมากจริง ๆ มากกว่าครั้งก่อน ไม้ต้องใช้มันอีกแล้วแน่ ๆ ไอ้ ยานรกนั่น ตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับศพเลย ผลุบ!

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


90

"ไม้!! / น้องไม้! " อยู่ไม้ก็ล้มลงไปแล้วชักอย่างรุนแรงผมตกใจมาก รีบเข้าไปกอดมันแล้วแล้วตะแคงหน้าของไม้เพื่อเปิดทางเดินหายใจจนมัน หยุด "นี่มันอะไรกันครับป้า! ทำไมไม้ถึงกลับมาใช้มันอีก" ในตอนนั้นผม ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเลือกที่จะกลับมาทำร้ายตัวเองอีกทั้งโกรธและ ผิดหวัง "ตั้งแต่ปั้นจบไปป้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น น้องไม้เริ่ม ค่อย ๆ เงียบลงกลับบ้านเร็วขึ้น บางวันก็ไม่ออกจากห้องเลย ป้าเคยเดิน ผ่านแล้วได้ยินเขาร้องไห้อยู่คนเดียวแต่ป้าก็ไม่กล้าที่จะถามเขา จนพึ่งรู้ว่า อาการเขาแย่ขนาดนี้เมื่ออาทิตย์ก่อนเองลูก" "ปั้น..." ไม้ที่สลบไปหลังจากชักตื่นขึ้นมาและเรียกผม "มึง...มีอะไรทำไมไม่บอกกูทำไมมึงถึงกลับไปยุ่งกับมันอีกไม้" ผม ถามมัน ด้วยความเสียใจ อยู่ก็รู้สึกร้อนที่ตา ทำไมเพื่อนผมต้องอยู่ในสภาพ นี้อีกแล้ว "กูไม่มีรู้...ทุกคน...ทุกคนมองกูเป็นตัวประหลาด กูรู้ว่าที่กูทำมันผิด แต่หลังจากครั้งนั้นกูไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับมันอีกเลยนะ แต่กูกลับโดนคนรอบ ข้างปฏิบัติอย่างเลวร้าย" "..." มันร้องไห้อย่างหนักในขณะที่กำลังเล่าให้ผมฟัง "กูโดนหาว่าเป็นเดนสังคม ที่กูรอดตารางมาได้เพราะใช้เส้น ทั้งที่กู ไม่ได้ทำ” ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


91

"..." "กูรู้กูสำนึกผิดแล้ว กูแค่อยากกลับมาใช้ชีวิตปกติ ไม่ยุ่งกับมันอีก แต่ทำไมทุกคนไม่ให้อภัยกู อย่าว่าแต่คนอื่นเลยพ่อกับแม่กูเอง เขายังตัดกู เลย เขาไม่ฟังด้วยซ้ำว่ากูทำไปเพราะอะไรกูแค่อยากให้เขาสนใจกูบ้าง" "ไม้..." สงสาร ที่ผ่านมามันอยู่ยังไง โดนปฏิบัติอย่างไรบ้าง ผม สงสารมัน “กูแค่อยากได้การให้อภัย ให้ความหวังในการใช้ชีวิตต่อ แต่ไม่มี ใครให้กูเลย...กูเลยต้องกลับมาใช้มันอีกครั้งเพื่อให้ลืมมันไม่ต้องนึกถึงมัน" "..." "กูมาไกลมากแล้วปั้น...กูกลายเป็นไอ้ขี้ยาแต่ตอนนี้กูพอแล้วกูไม่ อยากได้มันแล้วมันทรมาณ โอ้ย!!" อยู่ ๆ ไอ้ไม้ก็บิดตัวอย่างแรง นิ้วเกร็ง แข็ง และเย็นเฉียบ ตาเหลือกขึ้นอย่างน่ากลัว และเริ่มชักอย่างรุนแรง "ไม้!!! เรียกรถพยาบาลเร็ว!!!" ไม่ ๆ มันต้องไม่เป็นอย่างนี้ ได้โปรด! ให้ผมพามันไปบำบัดกี่ครั้งก็ได้ ขอแค่โอกาสผมจะดึงมันออกมา อึก อึก อึก ! ตัวไม้สั่นอย่างรุนแรงจนสุดท้าย...มันก็แน่นิ่งไป "ไม้!!!!!!!" แต่เหมือนไม่มีใครรับฟังคำอธิฐานของผม ..................................................................................................... ' ยาไอซ์กระตุ้นประสาททำให้รู้สึกตื่นตัว บดบังความรู้สึกเหนื่อย ล้า รู้สึกเคลิ้มฝัน อยู่นิ่งไม่ได้ นอนไม่หลับ ก้าวร้าวและรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเอง เกินไป ถ้าเสพในขนาดยาที่สูงยังเพิ่มความต้องการทางเพศ ซึ่งอาจนำไปสู่ การสำส่อนทางเพศซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อเอดส์ได้ นอกจากนี้ทำให้ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


92

ระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้นอย่างแรง เซลล์สมองจะถูกทำลาย ทำ ให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังการใช้ยา และพบว่าผู้เสพมีแนวโน้มในการการ ฆ่าตัวตายในระหว่างการใช้ยา ผลจากการเสพยาเสพติดมากเกินขนาดจะ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อเกร็งตัว ตื่นตกใจกลัว ใน รายที่มีอาการรุนแรงอาจชักหรือหมดสติ ระบบหายใจล้มเหลว ช็อกและ เสียชีวิตได้ การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะโรคจิต เช่นเดียวกับสารกระตุ้นประสาทตัวอื่น ๆ มีความแตกต่างจากผู้เสพยาบ้า คือหลังเสพยาไอซ์จะมีความสดชื่นมีชีวิตชีวาไม่ซูบโทรมเหมือนยาบ้า แต่ เมื่อใช้เป็นเวลานานก็ทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงได้ ' "หืม...บทความใหม่หรอปั้น" "ครับพี่ ผมอ่านมาจากในนิตยสารสุขภาพของโรงพยาบาลน่ะครับ" "อืมดี ๆ ช่วงนี้ยิ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นด้วย มีข่าวบุกจับไป เยอะอยู่" "..." "เฮ้อ น่าสงสารทั้งพ่อแม่และตัวเด็กเนอะ บางคนโดนชักจูงไปโดย ไม่ตั้งใจหรือทำเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์เยอะมาก" "นั่นสิครับ...น่าสงสาร" หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ผ่านมา 5-6 ปีได้แล้ว หลังจากที่ไม้ตาย ผม ตัดสินใจเป็นอาสาสมัครของหน่วยงานที่ช่วยในการต่อต้านยาเสพติด คอย ช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ญาติของผู้ป่วยที่เข้ามาขอรับการรักษา ผม ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


93

ขออนุญาตพ่อแม่ของไม้เพื่อเปิดเผยเล่าเรื่องราวของเขาในการอบรม เกี่ยวกับยาเสพติดแก่เยาวชนเป็นกรณีตัวอย่างและเป็นการแสดงให้เห็นถึง ความเข้าใจของคนในครอบครัวและสังคมว่ามันมีผลต่อการรักษาและกลับ สู่การใช้ชีวิตอย่างปกติของผู้ป่วยแค่ไหน แน่นอนว่าท่านทั้งสองอนุญาต หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผมคิดว่าพวกเขาเริ่มที่จะให้ความสนใจกับ ครอบครัวมากขึ้น ในทุกปีที่ผมไปเยี่ยมไม้ที่วัดหรือไปทำบุญให้มันก็มักจะ เจอพวกเขาอยู่บ่อย ๆ ความสัมพันธ์ของผมและครอบครัวดีขึ้น อาจเป็นเพราะเวลาผ่าน ไปร่างกายของพ่อกับแม่ก็แก่ลงไม่สามารถทำงานได้ผมที่เป็นลูกคนเดียวจึง เหมือนเป็นความหวังของเขา ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านผมเห็นความดีใจในแวว ตาของพวกเขาถึงแม้เราจะยังไม่ค่อยพูดดี ๆ กันเหมือนเดิมก็ตาม หรือใน ตอนที่ผมส่งเงินไปให้พ่อมักจะโทรกลับมาเสมอแม้จะโทรมาบอกว่า ผมอวด เก่งที่ส่งเงินเกินกว่าครึ่งของเงินเดือนไปให้เขาระวังจะอดตายเข้าสักวัน ก็ เถอะ แต่บางทีมันอาจจะเป็นวิธีชวนคุยของคนแก่ปากแข็งคนหนึ่งก็ตาม ผมคิดว่าผมโชคดีที่ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นกับผมสัก เท่าไหร่แต่ผมก็ไม่ได้ไปติดอยู่ในบ่วงวังวนแห่งอบายมุขเหล่านั้นเหมือนไม้... อาจเป็นเพราะผมคิดอยู่เสมอว่าสักวันท่านจะรักมองว่าผมเป็นลูกในสักวัน หนึ่ง "ทำให้ดีอย่าให้พลาด!" ในระหว่างที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปใน สำนักงาน ในช่วงเย็น ผมได้ยินเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังออกมาจากซอก ตึกข้างบริษัท ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


94

"..." "ยาล็อตนี้แกต้องส่งให้ถึงมือคนรับ ถ้าแกพลาดแม้แต่ครั้งแรกฉัน ฆ่าแกแน่" เสียงผู้ชายคนเดิมยังคงพูดต่อไป แต่สิ่งที่ผมได้ยินทำให้ผมเลือกที่ จะเดินเข้าไป ในระหว่างนั้นผมก็ไม่ลืมที่จะส่งข้อความไปบอกตำแหน่งและ เรื่องราวให้กับพี่ที่เป็นอาสาสมัครเหมือนกันเพื่อให้แจ้งเจ้าหน้าที่ "แต่ผมไม่อยาก..." "แกต้องทำ!! เพื่อไม่ให้แกไปบอกตำรวจกินเข้าไปเม็ดนึง เดี๋ยวนี้! ถ้าแกเอาไปบอกใครแกโดนจับด้วยแน่" "ไม่เอา...เอาออกไป!" ภาพที่ผมเห็นคือเด็กผู้ชายวัยมัธยมปลาย กำลังถูกบังคับให้กินยาอะไรสักอย่างเข้าไป นั่นมัน!ยาบ้า! "เฮ้ย! ทำอะไร" พลั่ก ผมเข้าไปดึงตัวเด็กคนนั้นออกมาและต่อยผู้ชายคนนั้นไปหนึ่งที เด็กคนนั้นหยิบซองยาออกมานับสิบซองแล้วโยนทิ้งลงพื้น ในขณะที่หลบ อยู่ข้างหลังผม สภาพของเด็กคนนั้นปากแตกเหมือนจะโดนต่อยมาสินะ "มึงเป็นใครมายุ่งอะไรวะ" "ไม่อยากยุ่งหรอกถ้ามึงไม่กำลังทำเรื่องชั่ว ๆ อยู่!" “เสือกไม่เข้าเรื่อง!!" ผู้ชายคนนั้นพูดแล้วตรงเข้ามาจะต่อยผม ผม หลบและต่อยกลับไป เขาล้มลงไปและลุกขึ้นมาพร้อมกับมีดที่อยู่ในมือ “ผมโทรแจ้งตำรวจแล้วคุณควรอยู่เฉย ๆ ถ้าคุณทำร้ายผม คุณจะ โดนข้อหาเพิ่ม"

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


95

"อ้าว! ไอ้เวรนี่!!" เขาวิ่งเข้ามาอีกครั้งคราวนี้เขาเหวี่ยงหมัดมาเพื่อ จะต่อยผมเพราะมัวแต่หลบหมัดผมไม่ทันที่จะระวังมีดที่แทงเข้าที่บริเวณ ท้องของผม "เฮ้ย!" ผมได้ยินเสียงของเด็กผู้ชายร้องขึ้นมาและเข้ามาประคอง ผมที่ล้มลง "บอกแล้วอย่าเข้ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง" ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้น "ช่วยด้วยครับ! ใครก็ได้ช่วยได้! พี่ ๆ! อย่าเป็นอะไรนะ! " สติของผม เริ่มเลือนลางพร้อมกับความเจ็บตรงบาดแผลที่เพิ่มขึ้น ผมรู้สึกว่าเด็กคนนี้ หน้าเหมือนไม้ เหมือนมาก ๆ ขออย่าให้เขาต้องมามีชะตากรรมที่เหมือนไอ้ ไม้เลย ได้โปรดแค่มีใครสักคนผ่านมาและช่วยเขาออกไปที "เงียบ!!" เสียงของผู้ชายคนนั้นตะโกนขึ้น เขาเงื้อมีดขึ้นพร้อมจะ แทงลงมาทันที "หยุด! ทิ้งอาวุธ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ" อา...มาแล้วสินะ "ปั้น ๆ ! ตื่น! ห้ามหลับนะปั้น!!" ผมได้ยินเสียงของพี่ที่อาสา กำลัง เรียกผม แต่...ผมไม่ไหวแล้วมันง่วง ผมอยากพัก...พักสักหน่อย... 'ปั้น...มึงรู้ไหมว่าดอกพริมโรสในภาษาญี่ปุ่นความหมายมันคนละ เรื่องกับรูปลักษณ์ของมันเลย' 'หืม...ทำไมอ่ะ' 'มันแปลว่า สิ้นหวัง หมดสิ้นแล้วซึ่งหนทาง' '...' 'กูว่ามันคงเป็นต้นกล้าที่อยู่ในใจเราทุกคนเมื่อไหนที่เราผิดหวังหรือ เศร้ามันคงจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ' ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


96

'...' ’และหากวันไหนมันบานเต็มที่...กูอาจจะต้องกำจัดมัน' 'ด้วยวิธีไหนล่ะ' 'ไม่รู้สิ...'

จบ

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


99

Red spider lilly ¾ÅѺ¾Å֧ᴧ´Í¡äÁŒáˋ§¤ÇÒÁµÒ --------------------

สวั สดี ดาย อ ารี่ เร า ชื่อ ก วิน อา ยุ 7 ขว บ แ ม่ เร าบอก ว่า เว ลา แ ม่ กั บ พ่อ ไ ม่ อยู่ ให้ ดาย อารี่ เป็ น เพื่ อน เวล า เร า เห งา แ ม่ บอก ให้ เร าเขี ยน คุ ย กับนา ย นา ย จะรั บ ฟั ง เรา พ่อ คั บ แ ม่ คั บ วัน นี้ ผม โด น เพื่อ น แก ล้ง ด้ วย ไม่ ส นุก เลย เพื่อ น ๆ ไม่ช อบ ผม เ ขาบอ ก ว่า ผม ไม่ มี พ่อ แ ม่ อ ยู่ บ้า น เด็ก กำพร้า ผม เสี ย ใจ ผม ไม่ ไ ด้ ไ ม่ อยา ก ไม่ มี พ่ อ แ ม่ สัก หน่อย ทำไ ม ต้อ ง ใจ ร้าย กับ ผม ด้ วย ผ ม ไม่ ชอ บ เล ย

พ่อ กับแ ม่คั บ วัน นี้มี ข่า วดี ด้วย มีค น มาหา เด็ก ไปเลี้ ยง ท่า ทางน่าจะ มี เงินซื้อ ขน ม อร่อย ๆ ให้กิน ได้เยอะเลย ผมอยา กถู ก รับ เลี้ย งจัง เลย พ่อ แม่ คับ เหมื อนค นที่ เข าม าหาเ ด็กไ ปเลี้ ยงเ ขา จะเ ลือ กได้ แล้ ว เขา โชค ดีจัง เ มื่อไ หร่ จะมีค นใ จดี มา รับ ผ มไ ปเลี้ ยงบ้ างนะ เห็ นคน ดูแ ล บอ ก ว่า คน ที่ ถูก รับ เลี้ ยง ไป เขา เป็ น เด็กร่า เริง ผม เป็ นเด็ ก เงี ยบๆ เวลา มีอ ะไร ก็จ ะไม่แส ดง ออกมาใ ห้ใ ครไ ด้รู้ ไม่ ว่าจ ะมี เรือ่ ง ส นุกแ ค่ไห น ต ลกแ ค่ไหน ก็ ไ ม่สา มาร ถทำใ ห้ ผม ยิ้ มได้ ทุก คนเ ลย ไม่ค่อ ยชอ บผม ถ้า ผม ยิ้ ม ทุ กคน จะ ชอ บผม ห รอครับ ผม จะพ ยายา ม ฝืน ยิ้ มใ ห้ได้ เผื่ อสั กวั น คน ที่ม าห าเด็ ก ไป เลี้ ยงจ ะช อบ ผม บ้าง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


100 25/7/1999

ตอนนี้ ผมอายุ 9 ขวบแล้ว ผมไม่ค่อยได้มาเขียนไดอารี่เลย เพราะช่วง นี้ผมกำลังตั้งใจเรียน และผมก็ทำได้ดี แต่เพื่อน ๆ ก็ยังไม่ชอบผมอยู่ดี แต่ตอนนี้ผมไม่สนใจแล้ว ผมทนฝืนยิ้มกับทุกคน แต่ทุกคนก็คิดว่า รอยยิ้มนั้นคือการดูถูก และผมก็โตขึ้นเรื่อย ๆ คงไม่มีใครอยากรับ เลี้ยงผมแล้ว ผมฝันถึงวันที่พ่อแม่จากไปแทบทุกวันเลย จริงๆก็หลาย เดือนแล้วที่ผมฝันแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา ผมคิดถึงพ่อกับแม่จังครับ 18/10/1999 วันนี้มีผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งมาถามผมด้วยว่าถ้าเขารับผมไปเลี้ยง ผม จะไปอยู่ต่างประเทศกับเขาไหม ผมรีบบอกทันทีว่าไปครับ ผมจะได้มี ครอบครัวแล้วใช่ไหม ผมดีใจมากเลย เขาบอกว่าเขาชอบที่ผมเรียน เก่ง ตั้งใจเรียน ดูเป็นเด็กขยัน เขาอยากได้เด็กแบบผมเป็นลูก ในที่สุด ผมกำลังจะมีครอบครัวแล้วนะครับ พ่อแม่ 26/12/2000 เขารับเลี้ยงผมเป็นลูกบุญธรรมจริง ๆ ด้วยครับพ่อกับแม่ เขาพาผมไป ทำเรื่อง ผมได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกด้วย นั่งตั้ง 2 ต่อ ถึงจะเมื่อย แต่ผมชอบมากเลยครับ อากาศหนาวมาก มีหิมะด้วย เป็นโลกอีกใบ ที่ผมไม่เคยเห็นเลยครับ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะได้มาที่แบบนี้ โลกที่ ต่างจากบ้านเด็กกำพร้าโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ว่าที่นั่นไม่ดีนะครับ แต่จะ ดีกว่านี้ ถ้าไม่มีแจ็ค คนที่ชอบแกล้งผม ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


101

10/12/2002 หลังจากที่ผมมาที่นี่ตอนนี้ผมอายุ 12 ขวบแล้ว ผมเหมือนได้เกิดใหม่ เลย พ่อกับแม่พาผมไปซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ เท่ ๆ พาไปกินอาหารอร่อย ๆ ได้เรียนหนังสือในที่ดี ๆ พ่อแม่ใหม่ดูแลผมดีมากเลย ผมได้รับความรัก และความอบอุ่นเป็นอย่างดี ผมมีงานวันเกิด มีงานวันคริสต์มาส งานวัน ฮาโลวีน ได้ของขวัญเยอะแยะเลย ผมมีความสุขมาก พ่อกับแม่ไม่ต้อง เป็นห่วงผมแล้วนะครับ

2/01/2005 ตอนนี้ผ่านไปหลายปีแล้วผมตั้งใจจะเรียนหมอที่ฮาร์วาร์ดให้ได้ เพราะ ผมอยากรักษาพ่อกับแม่ของผมในยามที่ท่านเจ็บป่วย ผมเรียนหนักมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งความฝัน อ่านหนังสือจนเลือดกำเดาไหล ผมตั้งใจมาก จริงๆ ผมจะไม่มีวันล้มเลิกความฝันนี้ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะ ตอบแทนพวกท่านได้ เพราะการได้เรียนหมอที่ฮาร์วาร์ดมันคือความฝัน ของพ่อกับแม่ผมเช่นกัน

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


102

9/12/2008 วันนี้ เป็นวันประกาศผลสอบ เป็นวันที่ผมสอบติดหมอที่ฮาร์วาร์ด และเป็นวันตายของพ่อกับแม่ด้วย พวกท่านประสบอุบัติเหตุทาง รถยนต์ รถชนกับรถบรรทุกเสียชีวิตขณะกำลังกลับบ้าน ท่านยังไม่ ทันได้เห็นสิ่งที่ผมพยายามมาตลอดเลย ทำไมวันที่มันสำเร็จท่านถึง ไม่ได้อยู่ดูผม ผมสูญเสียคนที่ผมรักมากไปถึงสองคน ผมรู้สึกเหมือน โลกมันถล่มลงมาทับตัวผมเลย ผมหายใจไม่ออก อึดอัดไปหมด เหมือนความฝันของผมมันตายไปพร้อมกับท่าน ผมไม่มีโอกาสได้ บอกลาท่าน ไม่มีโอกาสได้บอกท่านว่าผมทำสำเร็จแล้ว ตั้งแต่วันที่ วินมาอยู่กับพ่อและแม่ วินพยายามตั้งใจเรียนให้มาก ๆ ขยันให้มาก ๆ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้พ่อกับแม่ ไปทำพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารก็ เพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่เห็นวินเป็นภาระค่าใช้จ่าย ที่วินทำทุก อย่างก็เพื่อพวกท่าน และวินก็คิดได้ ว่าสิ่งที่วินควรทำกับพ่อและแม่ มากที่สุด และควรทำมาตั้งนานแล้ว คือบอกกับพ่อและแม่ว่าวินรัก พ่อกับแม่นะครับ รักมาก รักมากเลย รักมากจริงๆ 16/12/2008 ผมสูญเสียทั้งคุณพ่อและคุณแม่ไปทั้งสองท่านแล้วครับ ถามว่ารู้สึก เหงาไหม ? ก็รู้สึกนะ เพราะยามที่ท่านอยู่เวลามีปัญหาหรือมีเรื่อง อะไรที่ไม่สบายใจ ก็มีท่านทั้งสอง ที่คอยเป็นกำลังใจให้ตลอด ทุกวัน นี้ผมก็ต้องทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ และต้องพยายามอยู่ด้วย ตัวเองให้ได้ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


103

18/12/2008 วินคิดถึงพ่อกับแม่จังเลย วินตัดสินใจแล้ว ว่าวินจะเรียนต่อไป วันนี้ วินฝันถึงพ่อกับแม่ด้วย วันแรกที่พวกเราเจอกัน วินยังจำได้ดีเลย วิน ดีใจมากเลยนะที่จะได้มีครอบครัวแล้ว ตอนเราอยู่ด้วยกัน เรามี ความสุขกันมากเลย เราหัวเราะด้วยกัน พ่อกับแม่ทำให้วินยิ้มได้ เสมอ แล้วพ่อกับแม่ก็มาจากไป

20/12/2008 วันนี้วินฝันถึงพ่อกับแม่อีกแล้ว วินจำได้ดีเลยวันแรกที่เราเจอกัน วิน ดีใจมากที่จะได้มีครอบครัวแล้ว ตอนเราอยู่ด้วยกัน วินมีความสุข มากเลย เราหัวเราะด้วยกัน พ่อกับแม่ทำให้วินยิ้มได้เสมอ แล้วพ่อ กับแม่ก็มาจากวินไป

25/12/2008 วินฝันถึงพ่อกับแม่ทุกวันเลย วันแรกที่เราเจอกัน วินยังจำได้ดีเลย วินดีใจมากที่จะได้มีครอบครัวแล้ว เวลาเราอยู่ด้วยกันเรามีความสุข กันมากเลย เรายิ้ม เราหัวเราะด้วยกัน พ่อกับแม่ทำให้วินยิ้มได้เสมอ แล้วพ่อกับแม่ก็มาจากวินไป

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


104

25/12/2008 วันนี้วินจะทำซุปปลา ซื้อปลามาจากวอลมาร์ทด้วย แต่วันนี้ตอน ทำกับข้าววินได้ยินเสียงปลาพูดกับวินด้วย มันบอกว่า ไว้ชีวิตฉันด้วย นะ อย่าฆ่าฉันเลย ผมตกใจเลยล่ะ เลยรีบสับหัวมันให้เละ เลือด กระจายเต็มเลย แต่สะใจดี 30/12/2008 หลังจากนั้นวินทำอาหารเองทุกวันเลย วินยังได้ยินเสียงร้องขอชีวิต แบบเดิมทุกวันเลย วินเริ่มจะชอบแล้วสิ 5/2/2009 วันนี้วินไปเข้าร่วมดูการพิจารณาคดีพ่อกับแม่มา ทำไมถึงไม่ยุติธรรม เลย พวกเขาเป็นคนที่เมาแล้วขับ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่กลับไม่ เป็นอะไรกันมาก แต่ผมต้องมาสูญเสียพ่อแม่เพราะเพียงแค่ความ ประมาทของคนพวกนี้หรอ 2/3/2009 พวกเขาสองคนชนะคดีความครับ ผมขอโทษนะครับพ่อแม่ ที่ผมเอา คืนให้ท่านไม่ได้ ผมสัญญาว่าผมจะทวงความยุติธรรมที่พ่อกับแม่เสีย ไปคืนให้ได้ !

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


105

20/10/2011 วินแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเรียนอยู่การแสดง เธอสวยมากเลย วินได้คุยกับเธอด้วย เหมือนเธอก็ดูจะแอบๆมองวินเหมือนกัน ใครๆ ก็บอกว่าวินหล่อ เธออาจจะชอบวินก็ได้ใช่ไหม

14/02/2012 วันนี้เราไปเดตกันด้วย วินจองร้านสุดหรูให้เธอประทับใจ วินใสสูท สุดเท่ เธอใส่ชุดเดรสสีแดง สวยมากเลย เรามีจูบแรกกันวันนี้ ดูเธอ จะชอบวินนะ

14/02/2013 วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีของผมกับเธอ ตอนนี้เธอเป็นดาราชื่อดัง แล้ว มารี ไม่มีใครไม่รู้จักเธอ เราจึงต้องฉลองวันครบรอบของเราที่ บ้านผม ผมจัดเซอไพรส์ให้เธอด้วยดอกพลับพลึงแดงที่เธอชอบเต็ม บ้าน เธอดีใจมากกระโดดโลดเต้นใหญ่เลย มารีเป็นคนไทยเหมือนผม ผมจึงทำอาหารไทยให้เธอกินเพราะเธอน่าจะไม่ได้กินมานานแล้ว

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


106

29/09/2014 ผมบอกกับมารีว่าผมจะออกจากการเรียนหมอ เธอถามผมใหญ่โต เรา ทะเลาะกันหนักพอสมควร เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องลาออก นี่มัน ปีสุดท้ายที่ผมจะเรียนจบแล้ว ผมจึงบอกเธอว่าผมจะไปเปิดร้านอาหาร ที่เมืองไทยและจะแต่งงานกับเธอเมื่อผมประสบความสำเร็จ 5/11/2016 ผมใช้เวลา2ปีในการสร้างชื่อเสียง กว่าจะขึ้นมาเป็นเชฟอันดับ 1 ตอนนี้ ผมประสบความสำเร็จแล้ว แต่ผมดันจับได้ว่าเธอไปนอนกับผู้ชายคนอื่น เธอลืมสัญญาของเรา ตลอดเวลา 4 ปี มันไม่มีผลอะไรกับเธอเลย ผม อยากจะฆ่าเธอให้ตายๆไปซะ ทำไมชีวิตผมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ผมจึงตัดสินใจให้เธอเป็นเหยื่อรายที่4 ของคดีฆาตกรรมพลับพลึงแดง คดีที่ผมได้ฆ่าไอคนที่มาทำให้ชีวิตผมมันไม่มีความสุข 2คนแรกมัน สมควรตายแล้ว มันเมา แล้วขับรถชนพ่อกับแม่จนพ่อกับแม่ตาย แต่มัน กลับไม่เป็นอะไรกันมาก เข้ารับการพิจารณาคดีก็รอดมาได้ มันไม่ ยุติธรรมเลย ผมเลยทวงความยุติธรรมคืนด้วยมือของผมเอง หลังจาก ออกจากการเรียนหมอ ผมไปทำตัวตีสนิทพวกมันอยู่สักพัก จนพวกมัน เชื่อใจ ผมทำให้มันหยุดหายใจ แล้วลงมือกรีดข้อเท้าพวกมันอย่างบรรจง ให้เป็นรูปดอกพลับพลึง ดอกไม้แห่งความตาย ส่วนอีกคนหนึ่งคือไอ แจ็คคนที่มันเป็นหัวโจก คอยล้อคอมแกล้ง คอยดูถูก ล้อผมว่าเป็นเด็ก กำพร้า ไม่มีพ่อแม่ ผมตามหามันและติดตามที่อยู่มันมาโดยตลอด จนมา ที่ไทยผมก็ได้มีโอกาสล้างแค้นสักที ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


107

ผมมาหยิบสมุดตารางงานสีแดงตามที่เพื่อนสนิทผมได้วานมา แต่ ทว่าผมกลับเจอสมุดสีแดง 2 เล่ม แล้วเล่มแรกดันเป็นไดอารี่ของเพื่อนสนิท ผม แล้วผมดันอ่านไดอารี่นี้หมดทุกหน้าแล้ว ผมควรทำยังไงดี เพื่อนสนิทผม เองนี่แหละที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องในคดีฆาตกรรมพลับพลึงแดงที่ทำให้เหยื่อ หยุดหายใจแล้วกรีดรูปดอกพลับพลึงไว้ที่ข้อเท้าที่เขาตามจับตัวกันมา 2 ปี แล้วผมเองนี่แหละที่เป็นคนนอนกับมารี แฟนของเพื่อนสนิทผม ผมไม่เคยรู้ เลยว่ามารีเป็นแฟนวิน วินไม่เคยมีความลับกับผม แต่กลับไม่เคยบอกผม เรื่องมารีเลย ผมเองก็เคยแนะนำวินให้มารีรู้จักและมารีก็เพิ่งรู้จักวินครั้ง แรกเอง นี่มันหมายความว่ายังไงกัน ผมโทรถามเพื่อนที่เรียนหมอที่ ฮาร์วาร์ด ว่าวินได้คบกับใครรึเปล่าตอนที่อยู่ที่นั่น ได้ความว่า วินแอบชอบ มารีอย่างบ้าคลั่ง และหวังจะได้มารีเป็นแฟน แต่มารีก็เรียนจบและไปเป็น ดาราที่ไทย หลังจากที่วินลาออกเพื่อนผมก็ไม่ได้ติดต่อวินอีก ส่วนสาเหตุ การลาออก ได้ความว่า ปีสุดท้ายที่นั่นมีการทดสอบทางจิต แล้ววินสอบไม่ ผ่าน คือมีอาการทางจิต วินเลยลาออกเพราะไม่ผ่านการทดสอบ “บิ๊ก”เสียงที่คุ้นเคยของเพื่อนสนิทตะโกนมาจากด้านหลัง “หานานจังวะ เล่มสีแดงในลิ้นชักแรกไง” วินเดินมาใกล้ผมพร้อม ชี้ไปทางสมุดสีแดงที่วางคู่กัน 2 เล่ม เขาเห็นแล้วว่าไดอารี่ถูกเปิดอ่าน “มึงอ่านหมดแล้วหรอ” “อืม”

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


108

“วิน กูถามอะไรมึงหน่อย มึงจะฆ่ากูก็ได้ แต่กูอยากรูจ้ ริงๆ มึงคบ กับมารีหรอ” “เปล่า” “แต่มึงเขียนว่าถ้ามึงประสบความสำเร็จจะแต่งงานกับมารีไง” “ก็กูลาออกมาก็เพื่อมาหามารีไง ประสบความสำเร็จเมื่อไหร่กูจะ ขอมารีแต่งงานเลย แต่มึงมาทำให้ฝันของกูพัง เพราะมึงคนเดียว มายุ่งกับ มารีของกูตายซะ” “อ่อก ก กู ห เห็น มึง เป็น พ พ เพื่อน กู ฮึก ส เสมอ นะ” หมอบิ๊กถูกบีบคอจนเสียชีวิต วินได้กำจัดคนที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขออกไปแล้ว แต่ทว่าวินก ลับไม่มีความสุขกว่าเดิม วินทรุดลงกับพื้น ร้องไห้สะอื้น กอดเพื่อนสนิท เพียงคนเดียวของตน บิ๊กเป็นเพื่อนคนแรกและคนเดียวที่เชื่อใจวินเสมอ ให้ กำลังใจวินเสมอ และไม่เคยสงสัยอะไรในตัววินเลย วินรู้สึกผิดกับบิ๊กมากจึง ส่งไปรษณีย์ไปหาตำรวจ ใส่ไดอารี่ และความเป็นมาทุกอย่าง รวมถึงสาเหตุ ในการฆ่าทุกคน ตำรวจมาตามที่อยู่และเจอศพของบิ๊กที่ถูกบีบคอ กับ กวิน ที่ฆ่าตัวตายและกรีดข้อเท้าตัวเองเป็นรูปดอกพลับพลึง คดีนี้เป็นข่าวใหญ่โต ออกข่าวทุกช่อง คดีฆาตรกรรมพลับพลึงแดง และฆาตรกรที่มอบดอก พลับพลึงแดง (ความตาย) ให้แก่ผู้คน จบ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


111

Marigold ËÑÇ㨷ÕèàÈÌÒâÈ¡...

--------------...บางครั้งโชคชะตาก็ชอบเล่นตลกกับชีวิต ความรู้สึก แม้กับสิ่งที่เหมือนไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้นก็ตาม... พ.ศ. 2510 ...อำเภอนาแก... ปั้ง!!!......ปั้ง!!!..... ...เสียงของลูกกระสุนโลหะตะกั่ว ที่ปะทุผ่านรังเพลิง ส่งเสียงดัง สะท้อนกับผนังสังกะสีที่ผุพังอยู่รอบ ๆ เป็นช่วง ๆ ...... ส่งความรู้สึก หวาดกลัวและหวาดระแวงต่อผู้ที่ได้ยิน ผู้คนต่างพากันหลบตามซอกมุม มืด ๆ ของบ้าน กอดคนที่เขารักไว้ในอ้อมอกของตน... ณ บ้านหลังหนึ่งที่มีเพียงแสงสว่างจากเปลวไฟที่ปลายไส้เทียนไข เพียงเล่มเดียว “นาง” หญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอดอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น ท่ามกลางสงครามการเมืองที่เต็มไปด้วยการสู้รบ ฆ่าฟัน เสียเลือด เสีย เนื้อ......ที่ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยรอยเลือดที่ห่างกันไม่ถึงวา...และ ไม่ว่าเอี้ยวหูไปทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงปืน ที่แทรกผ่านช่องหินลึกลงไปใน ป่ามืดยามค่ำคืน ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


112

. . ในตอนนั้นนางได้ร้องอวดควนด้วยความเจ็บปวดเพราะตนกำลัง จะคลอดลูกอันเป็นที่รัก ความรู้สึกดีและความอ่อนล้า เจ็บปวดได้ตีกันอยู่ ในใจของนาง เธอได้ใช้แรงที่แทบจะหมดของเธอเฮือกสุดท้ายหลับตาลง และกลั้นใจ....หื้บบบ....อ้าาา!!!....เสียงร้องดังกึกก้องไปด้วยความเจ็บปวด ของผู้เป็นแม่ แต่กลับมีเสียงดังแทรกขึ้นมา....แงงง!!!....แงงง!!!....เป็นเสียงที่ เต็มไปด้วยความฝัน อนาคต และการเริ่มขึ้นของชีวิตใหม่หนึ่งชีวิต ทันใดนั้น น้ำตาของผู้เป็นแม่ก็ได้ไหลลงจากขอบเบ้าตาคล้ำ ๆ ของนาง หยดลงผ่าน ผิวหน้าที่สากกร้านเข้าผสมกับเหงื่อทั่วผิวกายของเธอ นางได้เอื้อมมือของ เธอไปหยิบมีดที่ลนไฟเพื่อฆ่าเชื้อโรคไว้ มาตัดสายสะดือที่เป็นดั่งเหมือนใย รักของเธอกับลูกน้อยออกด้วยตัวเอง... . . ทันใดนั้นการสู้รบได้ย่างเข้าใกล้บ้านของเธอ ผู้คนที่ผ่านมาเจอ จึง พยายามช่วยเธอออกมาจากบ้าน ก่อนที่ไฟสงครามจะลุกเผาบ้านและตัว เธอ นางที่พึ่งคลอดลูกและยังไม่ได้มีโอกาสที่จะแตะลูกของตัวเองแม้แต่ น้อย หวังเพียงจะได้กอดลูกน้อยไว้ในอ้อมอกสักครั้ง แต่ความหวังนั้นกลับ ไม่เป็นจริงเพราะเธอนั้นได้ถูกช่วยตัวออกไปก่อนที่จะได้สัมผัสลูกของตัวเอง แม้เธอพยายามจะดิ้นรนที่จะกลับไปหาลูก แต่แรงของเธอที่ได้ใช้ไปจนหมด จากการคลอดเด็ก ทำให้เธอไม่เหลือแรงแม้ที่จะยืน เธอจึงจำใจต้องทิ้งลูก น้อยสุดที่รักของเธอไว้ มีเพียงภาพความทรงจำของลูกยามแรกเกิดและ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


113

ลักษณะปานขนาดใหญ่ที่สะดุดตาเป็นลอยตัดคล้ายกับกากบาทที่บริเวณ กลางแผ่นหลังของลูกเท่านั้น และมีความหวังเพียงแค่จะได้พบลูกสุดที่รัก ของเธออีกครั้ง.....แต่ไม่ว่าเธอจะตามหายังไงก็ไม่พบแม้แต่ล่องลอยของเด็ก น้อยเลยแม้แต่น้อย........วันเวลาผ่านล่วงเลยมาหลายสิบปี... . . พ.ศ. 2535 ...หญิงสาวผู้หมดหวังที่จะเจอลูกของเธอ จึงตัดใจและพยายามที่ ใช้ช่วงชีวิตที่เหลือของตัวเองต่อไป เธอที่ไม่มีอะไรเหลือในชีวิตนอกจาก เสื้อผ้าที่สกปรก เต็มไปด้วยรอยฉีกขาด เพียงแค่สองชุด และ เศษเงินเพียง สามสิบบาทเท่านั้น จึงตัดสินใจที่จะเดินทางไกลเข้าตัวเมืองเพื่อที่หางานทำ ... . . นางซึ่งไม่มีเงินที่จะขึ้นรถเข้าเมือง จึงจำเป็นต้องเดินเท้าเข้าเมือง แทน ถึงแม้เส้นทางนั้นจะทุรกันดารมาก อากาศก็ร้อน แต่นางก็ยังต้อง อดทนเดินต่อไป จนนางเดินทางถึงตัวเมือง..... นางเดินทั่วเมือง และ พยายามถามผู้คนโดยรอบเพื่อหางานที่ตนพอจะทำได้ แม้เป็นแค่เพียงงาน เล็ก ๆ เธอก็จะทำเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพของตัวเอง... . .

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


114

นางใช้เวลาทั้งวันหางานทำ โดยที่ตัวเองยังไม่ได้กินข้าวเลย เธอเริ่ม หมดแรง และหิวข้าวมาก กระเพาะของเธอถูกกัดกร่อนจากน้ำย่อยที่หลั่ง ออกมาสร้างความเจ็บปวดให้เธอ เสียงท้องร้องของเธอดังออกมา เหมือน ลำไส้ได้บิดตัว รัดกันแน่นเป็นเกรียว จนทำให้ชายคนหนึ่งที่ผ่านมาถึงกับ หยุด และหันมามอง... เขาได้เดินเข้ามาหาเธอ และถามเธอว่า “นี่เธอ เป็นอะไรรึป่าว ดูสภาพไม่ค่อยดีเลย” นางเอี้ยวคอมองไปที่ชายคนนั้นด้วยท่าทีที่เหนื่อยล้า และพูดตอบ ชายคนนั้นไปด้วยน้ำเสียงที่ แหบกร้านว่า “ขอโทษค่ะ...พอดีฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน....ถึงจะ เสียมารยาทไปซะหน่อยแต่คุณพอมีเศษอาหารอะไรก็ได้ให้ฉันกินหน่อย ไหมคะ” พอชายคนนั้นได้ยิน สายตาของชายคนนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้มองมาที่ตัวนางด้วยความเหยียดหยามทันที พร้อมพูดออกไปด้วย น้ำเสียงที่ห้วน ๆ ว่า “อะไรกัน!!!!...เป็นขอทานหรือไง ของอย่างนี้ใครเขาจะไปให้กันได้ ง่าย ๆ ล่ะ เธอมีไรจะให้ฉันรึป่าวล่ะ” นางบอกกับชายคนนั้นว่า “ฉันสามารถทำงานให้คุณได้ ไม่ว่างาน อะไร ไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน ฉันก็ทำได้ ขอแค่เศษอาหารเป็นของตอบ แทน เพื่อประทังชีวิตต่อไปก็พอ” เมื่อชายคนนั้นได้ยินดังนั้น จึงได้รับนางเข้ามาทำงานที่โรงงานของ ตัวเอง เมื่อนางเข้ามาทำงานที่โรงงานแห่งนี้ นางถูกใช้ให้ทำงานที่หนัก ใช้

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


115

แรงงานมากอยู่ทุกวัน และได้เป็นแค่เศษขนมปังที่เหลือเพียงน้อยนิด ............จนวันหนึ่ง มีตำรวจมาที่โรงงานและได้บอกว่า “เราได้รับแจ้งเบาะแสมาว่า โรงงานแห่งนี้แอบค้าขายอาวุธเถื่อน ขอความร่วมมือในการตรวจสอบหน่อยครับ!!!” นางตกใจมากที่ได้ยินอย่างนั้น เพราะเธอนั้นไม่รู้มาก่อนเลยว่า โรงงานที่เธอทำงานแห่งนี้ จะกลายเป็นที่ ๆ ทำสิ่งผิดกฎหมาย..... ในขณะ ตรวจห้องพักคนงาน พอถึงห้องพักของนาง เธอจึงพาตำรวจเข้าไปดูในห้อง โดยไม่ได้คิดอะไร แต่แล้ว!!! สิ่งที่ทำให้เธอต้องตกใจ คือได้มีการพบเจอ อาวุธจำนวนหนึ่งซ่อนอยู่ในห้องของเธอ โดยที่เธอเองนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย เธอพยายามบอกกับตำรวจว่า “คุณตำรวจคะ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับอาวุธพวกนี้เลยค่ะ มัน ไม่ใช่ของฉัน” แต่คำแก้ตัวของเธอดูเหมือนจะไม่เป็นผล ตำรวจไม่เชื่อในสิ่งที่เธอ ได้พูดออกมา เธอจึงขอให้เพื่อนที่ทำงานในโรงงานนั้นกับเธอช่วย แต่ทุกคน กับเงียบไม่พูดอะไรเลย..... ก่อนที่ตำรวจจะพาตัวเธอไป ชายที่เป็นเจ้าของ โรงงานได้เดินมาคุยกับเธอและกระซิบบอกกับเธอว่า “ต้องขอบใจเธอจริง ๆ ” พร้อมกับเดินจากไปด้วยรอยแสยะยิ้มบนใบหน้าแสนเจ้าเล่ห์นั้น เธอได้รู้สึกโกรธและรู้สึกเศร้ามากที่เธอต้องกลายเป็นแพะรับบาปแทนชาย ที่ช่วยชีวิตเธอเพื่อหวังให้เธอมารับกรรมแทนตัวเอง แต่นางกลับไม่สามารถ พูดอะไรออกไปได้เลย... . ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


116

. นางถูกนำตัวไปกักขังไว้ที่เรือนจำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยูห่ ่างไกลจากผู้คน เรือนจำ แห่งนี้เต็มไปด้วยพวกเดนนรกทั้งหญิงชายทั่วทั้งละแวกนี้รวมตัวกันอยู่ เป็น ที่ชดใช้กรรมของผู้ที่กระทำผิดต่อกฎหมาย..........แต่ว่า!!!... นั่นเป็นแค่สิ่งที่ ผู้คนทั่วไปคิดเท่านั้น แท้จริงแล้วเรือนจำแห่งนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงที่ผู้ คุมสร้างขึ้น พวกเขาต่างทำร้ายผู้ถูกคุมขังตามอารมณ์ของตัวพวกเขาเอง โดยไม่คิดเลยว่าผู้ถูกคุมขังก็เป็นคนเหมือนกัน... วินาทีที่นางย่างกายเข้าไป ในเรือนจำแห่งนั้นลมร้อนผ่าวได้พัดผ่านตัวนางไป เหมือนดั่งเธอกำลังก้าว เท้าลงสู่นรกอเวจี...ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเสียงร้องของนักโทษ ความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจของนางตอนนั้นคือ “นี่มันอะไรกัน ไม่เห็นเหมือนภาพเรือนจำที่ฉันคิดไว้เลย ทั้งหมดนี้ มันไม่ต่างอะไรจากนรกที่อยู่บนดินเลย...” เมื่อนางเดินถึงห้องขัง ผู้คุมคนหนึ่งได้ฉุดกระชากเธออย่างแรง จน ตัวเธอนั้นล้มลงกระแทกกับพื้นปูนแข็ง ๆ หน้าห้องขัง และผลักเธอเข้าไป ในห้องขังโดยไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าเธอจะเป็นอย่างไร ผู้คุมได้เดินจาก ไปและตะโกนเหลียวหลังมาว่า “อยู่ในนั้นไปแหละพวกมึง!!!! ที่เน่า ๆ อย่างนี้แหละเหมาะสำหรับ ขยะสังคมอย่างพวกมึง!!!” ก่อนจะปิดประตูดังลั่น และเดินออกไป... ตกดึกคืนนั้น ท้องฟ้ามือมิดไม่มีดวงดาวแม้แต่ดวง มีเพียงแสงจาก ดวงอาทิตย์ที่สะท้องผ่านผิวของดวงจันทร์แทรกผ่านลูกกรงหน้าต่างห้องขัง มากระทบใบหน้าของนางที่กำลังนอนน้ำตาไหลให้กับชีวิตของตัวเองที่พบ เจอแต่สิ่งที่เลวร้าย....น้ำตาของเธอไหลออกมาไม่หยุดแต่เธอกลับไม่ส่งเสียง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


117

ร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย เธอพยายามข่มตาหลับเพื่อใหลืมเรื่องร้าย ๆ และขอให้มันผ่านพ้นไปโดยเร็ว..... ......แอ้ดดดด!!!..... เสียงประตูลูกกรงห้องขังกำลังแง้มเปิดออกอย่างช้า ๆ ทำให้นาง ลุกขึ้นหันไปมอง... สิ่งที่นางพบเจออยู่ตรงหน้าของนางคือเงาของผู้ชายร่าง ใหญ่เดินตรงดิ่งเข้ามาหานาง นางกรีดร้องด้วยความตกใจ ชายคนนั้น พยายามจับล็อคตัวนางไว้ นางพยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง ทันใด นั้นแสงสะท้อนจากดวงจันทร์ที่แทรกผ่านหน้าต่างเข้ามาได้เผยหน้าของผู้ คุมเจ้าของเงาชายร่างใหญ่คนนั้น.... นางตกใจและร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครคิดจะช่วยเธอเลยสักคน ผู้คุมคนนั้นจับตัวนางกดลงกลับพื้นด้วย พละกำลังที่หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างนางไม่สามารถขัดขืนได้ เขาทุบตีเธอราว กับว่ากำลังโกรธเธออยู่อย่างนั้น เขาใช้กำปั้นของเขาที่กำแน่นและเต็มไป ด้วยรอยเลือดของนาง ทุบตีไปที่ใบหน้าและลำตัวของเธอหลายต่อหลาย ครั้งโดยไม่ยั้งมือ....นางที่สภาพสะบักสะบอมเต็มไปด้วยบาดแผล พยายาม ใช้นิ้วมือของตนจิกยึดไปที่พื้นปูนข้างหน้าเธอและค่อย ๆ ลากร่างที่ไร้กำลัง ของตนเพื่อหนีจากผู้คุม แต่ผู้คุมนั้นไม่คิดจะปล่อยให้เธอหนีเขาจับร่างเธอ ที่ไม่เหลือแรงขัดขืนยกขึ้นและทุ่มลงใส่พื้นปูนในห้องขัง และพยายามจะ ข่มขืนเธอที่สติเลือนลาง นางไม่สามารถขัดขืนเขาได้เลย แม้ตัวเองจะอยาก ขัดขืนสักเท่าไหร่ ถึงจะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง แต่ร่างกายกลับไม่ ตอบสนองต่อความรู้สึกของเธอเลย มีเพียงน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจาก ดวงตาที่สะท้อนถึงความหมดแล้วในทุกสิ่ง ดวงตาที่ไม่เห็นถึงค่าที่หลงเหลือ ในตัวเอง... น้ำตาที่หลั่งออกมาหยดลงกระทบพื้นปูน... ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


118

ติ้งง......ติ้งง....... แล้วได้หลับตาลงจมสู่ความมืด... รุ่งเช้าแสงแดดอันร้องผ่าวแยงเข้าดวงตาที่ค่อย ๆ ลืมขึ้นของนาง แต่กลับ ไม่มีสิ่งใดที่สะท้อนออกมาจากดวงตาคู่นั้นของนางเลย ตาของเธอทั้งเยือก เย็น ไร้ความรู้สึก และเห็นถึงความหดหู.่ ... ...เหตุการณ์เหล่านี้วนซ้ำวนซาก หลายสิบครั้ง ตลอดช่วงเวลาที่ นางอยู่ในเรือนจำ... ในตอนที่นางเริ่มรู้สึกที่จะรับสิ่งเหล่านี้ไม่ไว้ อีกทั้งสภาพจิตใจที่ นับวัน ๆ ยิ่งค่อย ๆ แย่ลง วันนั้นในวันที่ท้องฟ้าโป่งมีแดดอ่อน ๆ อากาศ เย็น ๆ นางนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างห้องขัง...เธอ...ได้เริ่มเวียนหัวและหมดสติลง และได้ฟื้นขึ้นที่ห้องพยาบาล เธอคิดมาตลอดว่า “ช่วงชีวิตของฉันนี้ นี่คงเป็นอีกช่วงชีวิตหนึ่งที่ฉันคิดว่ามันเลวร้าย ที่สุด........จนกระทั่งวันนี้...” “....นี่เธอ!!!....นี่เธอ!!!....ฟื้นแล้วหรอ....รู้สึกอย่างไรบ้าง???” เสียง คุณหมอที่ห้องพยาบาลของเรือนจำ กำลังเรียกเธอที่กำลังสะลึมสะลือหลัง หมดสติไป เธอเอ่ยถามหมออย่างไม่เต็มเสียงว่า “คุณหมอคะ...ฉันเป็นอะไรไปหรอคะ...” หมอคนนั้นยิ้มละพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ ว่า “คุณหมดสติไปน่ะ...แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว.....แล้วผมมีอีกอย่างที่ ต้องบอกคุณ....” นางทำท่าทางสงสัยกับสิ่งที่หมอพูด จึงถามหมอว่า “เรื่องอะไรหรอคะ...” ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


119

หมอคนนั้นอมยิ้มอีกครั้งละพูดออกมาเต็มปากว่า “ตอนนี้....คุณกำลังตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว” . . วินาทีนั้นความโศรกเศร้าในตัวนานได้ค่อย ๆ หายไป แต่กลับมี ความรู้สึกอย่างหนึ่งเข้ามาแทนที่ เป็นความสุขที่นางไม่ได้สัมผัสมันมาอย่าง ยาวนาน นั่นคือ ความรู้สึกของคนที่ได้เป็นแม่อีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่ทำ ให้นางตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุดเพื่อเลี้ยงเด็กคนนี้ให้ เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข....เธอพยายามใช้ชีวิตในเรือนจำแห่งนั้นให้มี ความสุข คอยดูแลตัวเองเพื่อลูกในท้องจะได้ไม่ลำบาก ชีวิตของเธอเริ่มดู สดใสขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดวันที่เธอจะได้เป็นอิสละก็มาถึง... . . วันนี้นางได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำให้เป็นอิสระ วินาทีที่ เธอก้าวเท้าออกจากเรือนจำ เธอรู้สึกได้ถึงความโล่งเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ ถูก เธอสัมผัสได้ถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์เห็นใบไม้ใบ หญ้าสีเขียวขจีพริ้วไหวตามแรงลม และกลิ่นของอากาศที่เมื่อสูดดมเข้าไปก็ รู้สึกสดชื่น ทำให้นางรู้ว่าตัวเองได้สัมผัสถึงคำว่า “อิสระภาพ” ที่แท้จริงแล้ว จนเธอไม่อยากที่จะหันกลับไปมองในเรือนจำอีกเลย...หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ได้คลอดลูกของเธอ แต่ครั้งนี้เธอได้คลอดลูกที่โรงพยาบาลโดยฝีมือ หมอ เธอและลูกจึงปลอดภัย...หลังจากที่เธอคลอกลูกเธอได้เอ่ยขออุ้มลูก จากหมอทันที แม้ว่าตัวเธอกำลังอ่อนล้า เพราะว่าเธอกลัวว่าเธอจะไม่ได้ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


120

กอดลูกคนนี้ เหมือนกับอดีตที่ผ่านมาของเธอ นางกอดเด็กไว้แน่นแต่ไม่ แน่นจนเด็กร้องมือซ้ายของเธอประคองก้นของเด็ก และมือขวาโอบไปที่ บริเวณลำตัวเด็ก แล้วนำเด็กใส่ไว้ในอ้อมกอดของตัวเอง จนหัวใจของเธอ สัมผัสได้ถึงเสียงเต้นของหัวใจลูกน้อยคนนี้... ตอนนั้นเธอสัญญากับตัวเอง ว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...แม่จะเลี้ยงดูลูกให้เติบโตมาอย่างมี ความสุข...จะไม่ให้ลูกเผชิญกับความทุกข์เหมือนที่แม่เจอ” เธอได้เลี้ยงดูลูกน้อยเป็นอย่างดีจนเขาเติบโต.... . . พ.ศ. 2560 วันเวลาผ่านพ้นมาหลายปี ตอนนี้ลูกของเธอได้เติบโตขึ้นกลับกัน เธอได้แก่ชราลงเต็มไปด้วยโรคร้ายรอบตัว เธอได้ทำตามสัญญาที่เธอให้ไว้ กับตัวเองสำเร็จตอนนี้เธอได้เลี้ยงดูลูกเธออย่างดี จนตอนนี้ลูกของเธอได้ คอยดูแลเธอที่ซึ่งมีสภาพจิตใจและสภาพร่างกายที่ไม่ปกติเป็นอย่าางดี รัก และเป็นห่วงเธอเหมือนที่เธอเป็นห่วงเขา....นับวันตัวเธอยิ่งแก่ชราลงลูก ของเธอที่เห็นแม่ของตัวเองป่วยหนักจึงอยากพาแม่ตัวเองไปพักผ่อน เขาได้ เอ่ยถามเธอว่า “แม่ครับ...เราไปเที่ยวกันดีไหมครับ” เธอรู้สึกดีใจมากที่ลูกชายจะพาเธอไปเที่ยว เธอยิ้มกว้างด้วยความ ดีใจแล้วตอบลูกชายว่า “ไปสิลูก...แล้วเราจะไปที่ไหนกันล่ะ” ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


121

“ แม่อยากไปที่ไหนล่ะครับ”ลูกชายถามเธอกลับ เธอได้นั่งหลับตาแล้วสูดอากาศโดยรอบของบริเวณบ้าน แล้วบอก กับลูกชายว่า “แม่อยากไปทะเลจ่ะ ที่ทะเลทั้งอากาศสดชื่นวิวก็ดีน่าจะเหมาะ กับการไปพักผ่อนในตอนนี้นะ” วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ได้ออกจากบ้านแล้วตรงไปที่ทะเลเพื่อเที่ยวเล่น และพักผ่อนกัน...ระหว่างทางไปนางไม่ยอมที่จะปิดหน้าต่างรถเลยเธอมอง ออกไปดูวิวรอบ ๆ ที่ตัวเธอได้ผ่าน เหมือนกำลังจดจำสิ่งต่างและสัมผัส ความรู้สึกรอบ ๆ นั้นที่เธอได้ผ่าน...เธอยื่นมือข้างซ้ายของเธอออกไปรับลม เย็น ๆ ที่พัดเข้าประทะฝ่ามือที่มีผิวหนังที่เหี่ยวย่นของเธอ...นางได้กำลมนั้น ไว้โดยที่ไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือเธอทำให้ลูกชายของเธอหันมาถามเธอว่า “แม่ครับ...แม่กำอะไรอะครับ....ลมมันกำไม่ได้นะแม่ ฮ่า ๆ ” เธอยิ้มแล้วตอบลูกชายไปว่า “แม่ไม่ได้กำลมหรอกลูก แม่แค่กำลังเก็บความรู้สึกที่แม่ได้สัมผัส เท่าที่แม่จะเก็บได้” หลังจากนั้นพวกเขาได้เริ่มเห็นพื้นน้ำทะเลตลอดทางที่พวกเขาขับ รถผ่าน...เมื่อถึงที่หมายพวกเขาจอดรถไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งและพวกเขา ก็ได้ลงไปเดินเล่นแถวชายหาดทะเล ที่ชายหาดมีคนเล่นน้ำจำนวนมาก แต่ พวกเขากลับเดินคุยกันตามภาษาแม่ ลูก จนแดดเริ่มแรง และนางเริ่มที่จะ หมดแรง ลูกของเธอจึงพาเธอมานั่งพักใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง แล้วลูกของเธอก็ เดินไปซื้อน้ำให้เธอ นางนั่งรอลูกอยู่ใต้ต้นไม้นั้น เธอหลับตาแล้วฟังเสียง ใบไม้ผิวไหวตามแรงลมเย็น ๆ จากทะเล มีแสงแดดเล็กน้อยแทรกผ่านใบไม้ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


122

บนต้นไม้ลงมา....เมื่อเธอลืมตาและกวาดสายตาดูวิวของชายทะเล แต่แล้ว สายตาเธอก็ได้ไปหยุดชะงักที่แผ่นหลังของชายคนหนึ่งที่กำลังเดินเลาะ ชายฝั่งทะเล บนแผ่นหลังแผ่นนั้นเธอเห็นปานรูปคล้ายกากบาทที่กลางหลัง ของชายคนนั้นเหมือนกับลูกที่พลัดพรากจากเธอในอดีตมี...เธอรีบลุกพรวด ขึ้นไปหาชายคนนั้น เธอพยายามวิ่งตามชายคนนั้นแล้วตะโกนเรียกชายคน นั้น “คุณคะ!!!......คุณผู้ชายคนนั้นคะ!!!....” ชายคนนั้นได้หยุดเดิน แล้วค่อย ๆ หันหน้ามาหาเธอทีละนิด ๆ ... นะตอนนั้นหัวใจของนางเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นขาขอเธอเริ่มสั่น แรงขอ เธอที่ใช้วิ่งมาทำให้เธอเริ่มเหงื่อออกตามร่างกาย หยดเหงื่อค่อย ๆ ไหลลง หยดบนพื้นทรายที่นางเหยียบย่ำอยู.่ ...แต่แล้ว...เมื่อชายคนนั้นหันหน้ามา ......มันทำให้นางรู้สึกเจ็บปวด พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุดหัวใจที่ เต้นรัวด้วยความตื่นเต้นของเธอกลับบีบรัดตัวทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ เป็นอย่ามาก... . . ...เพราะว่าใบหน้าของชายคนนั้นที่มีปานที่แผ่นหลังเหมือนลูกของ เธอที่พลัดพรากจากกันไปเป็นเวลานาน... ได้เหมือนกับใบหน้าของ.... . . ...ผู้คุมเรือนจำ...ที่ได้ทำร้ายและย่ำยีเธอ....... จบ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


125

Lotus à¾ÃÒФÇÒÁÃÑ¡·ÕèÁͧäÁ‹àËç¹

------------------เราจะไม่เห็นคุณค่าของแสงเทียน จนกว่าเราจะตกอยู่ในที่มืด กว่า เราจะเห็นความสำคัญของใครบางคน ก็ในวันที่เขา... “เรา...ตัส” ปัจจุบันเป็นสถาปนิกบริษัทแห่งหนึ่ง เราเกิดใน ครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี เราเคยได้ยินมาว่าบ้านที่มีฐานะดี มักจะมีลูก ที่ทำให้ต้องเสียเงินมาก เช่น เจ็บป่วยบ่อย ใช่ค่ะ ครอบครัวเราถึงจะมีฐานะ แต่ก็เสียเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะ...พี่ชาย เรากับพี่ชายอายุห่างกัน 10 ปี อาจจะเป็นเพราะพ่อกับแม่ไม่ได้ ตั้งใจให้เราเกิดมาก็ได้ วันนี้เป็นวันที่เราได้รับรางวัล “นักวาดมัธยมวัยใส” จากการประกวดวาดภาพระดับจังหวัดซึ่งก็แน่นอนที่ทุกคนในบ้านจะยินดี กับรางวัลนี้ และก็ตกลงจะไปแสดงความยินดีกับเรา ถ้าพี่ไม่มาป่วย กะทันหันซะก่อน และพ่อกับแม่ก็ต้องพาพี่ไปโรงพยาบาล ขณะที่เรากำลัง จ้องมองกับรางวัลที่ได้มา ด้วยความเพลียเราจึงหลับไป

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


126

...แอ๊ด... เสียงของประตูบ้านที่ได้ยินอยู่ทุกวันเข้ามาในหัว “ตัส...อยู่ไหนลูก แม่กลับมาแล้ว” เสียงของแม่ทำให้เรารู้สึกตัว “อยู่นี่ค่ะ เมื่อกี้เผลอหลับไป” เราวิ่งลงบันไดพร้อมคว้าโล่รางวัลใน มือ ...ตุ้บ!!!...โอ้ย... เพราะความตื่นเต้น ทำให้ขาเราสะดุดกับขั้นบันได และเป็นเหตุให้เราตกลงมาจากชั้นสอง “โอ้โห จะรีบอะไรขนาดนั้น เจ็บไหมเนี่ย ไหนยื่นขามาให้พี่ดู หน่อย” “อ่ะ...ไปนั่งพักก่อนไปรออีกสักพัก พี่กำลังทำของโปรดให้ตัสอยู่ รับรองอร่อยแน่ นั่งรอก่อนนะ” พี่พูดพร้อมกับพยุงเรามานั่ง “ตัส ระหว่างแม่จัดโต๊ะไปช่วยพ่อยกของลงมาหน่อยป่ะ” “หนูเจ็บขาอยู่อ่ะแม่” “แค่ตกบันไดเอง ไกลหัวใจตั้งเยอะ ไป...ไปช่วยพ่อเขา” เราเดินไปหาพ่อแต่ก็หยุดก็รู้สึกน้อยใจว่าทำไมแม่ไม่เห็นใจบ้างเลย ทั้ง ๆ ที่เราก็เจ็บขาอยู่ “โอ้โห!...ตัส เป็นไงบ้างคนเก่งของพ่อ” เสียงของพ่อที่เข้ามาทำให้ เราหยุดคิดน้อยใจแม่ “ตัสนี่เก่งสุด ๆ เลยลูกใครเนี่ย!” เราอมยิ้ม เพราะตลกกับความ หลงตัวเองของพ่อ “ดีค่ะ ตอนหนูขึ้นเวทีนะคนกรี๊ดเต็มเลย...” เราเล่าให้พ่อฟังพลาง เดินเข้าบ้าน ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


127

“นี่...มาแล้ว ขอโปรดตัสทั้งนั้นเลย พี่ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะเนี่ย” “จะกินได้ไหมเนี่ย” เราแซวพี่กลับ แต่ก็มั่นใจว่าต้องอร่อยแน่ ๆ เพราะพี่ทำอาหารให้คนในบ้านทานกันเกือบทุกสัปดาห์ เมื่อพี่ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็มานั่งพร้อมกันพอดี “อ่ะนี่ตัส อันนี้อร่อยมาก” พี่พูดพร้อมกับตักกับข้าวใส่จานเรา “กินอาหารเสริมหรือยังตัส” พ่อถาม “ยังค่ะ ว่าจะกินก่อนนอนค่ะ” เราตอบ ด้วยความที่ครอบครัวเรา ทั้งเราและพี่สุขภาพไม่ค่อยดี ตอนเด็ก ๆ เราเข้าโรงพยาบาลบ่อย ตอนอายุ 8 ปี เราเคยเข้าโรงพยาบาลอยู่นาน พอควร แต่ก็จำไม่ได้ว่าเข้าด้วยเหตุอะไร พ่อบอกกับเราว่าเราเป็นไข้หวัด ใหญ่ หลังจากนั้นเราก็ไม่เจ็บป่วยบ่อยเหมือนเมื่อก่อน เพียงแต่ผมร่วงง่าย อ่อนเพลียง่าย ป่วยออด ๆ แอด ๆ เพราะไข้หวัดธรรมดา แม่จึงให้เรากิน อาหารเสริมเป็นประจำ ส่วนพี่ที่มีอาการป่วยที่รุนแรงกว่าเรา จึงจำเป็น ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยเกือบทุกเดือน “เออตัส เดี๋ยวเดือนหน้าไปเที่ยวเชียงใหม่กันนะ พ่อจองโรงแรมไว้ เรียบร้อยแล้ว ช่วงวันเกิดตัสพอดีเลย” “จริงหรอคะพ่อ!!!” เราดีใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะ พวกเราไม่ได้ไป เที่ยวด้วยกันนานมาก ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


128

หลังจากพวกเราทานเข้าเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายกัน “อย่าลืมกินอาหารเสริมนะตัส” เสียงพี่ตะโกนจากด้านล่างก่อนที่ เราจะเข้าห้องนอน ...สองสัปดาห์ผ่านไป... วันนี้เป็นวันที่เหมือนกับโลกทั้งใบของเราพังลง ขณะที่นั่งอยู่ใน สวนหลังบ้าน พี่ก็เดินมา “เอ้า! ตัส มานั่งทำอะไรตรงนี้” พี่ถามและเดินมานั่งข้าง ๆ “พี่...ตัสมันไม่ดีตรงไหนหรอ” “ตรงที่เป็นตัสมั้ง ฮ่า ๆ ๆ” พี่ตอบกลับแบบกวน ๆ “งั้นตัสก็ไม่มีอะไรดีเลยสิ” เราถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเบาลง “เฮ้ย ๆ พี่ล้อเล่น อะไรเนี่ยถามอย่างกับคนอกหัก” พี่ตอบอย่างกับ รู้ได้ว่าเรากำลังเสียใจอยู่กับเรื่องอะไร หลักจากที่พี่ตอบกลับมา น้ำตาที่เราพยายามจะกลั้นมันเอาไว้ก็ เริ่มค่อย ๆ ไหลออกมา “เป็นอะไรตัส!” พี่ถามด้วยน้ำเสียงที่ตกใจ “ฮือ...พี่รู้ได้ไงอ่ะ มันบอกว่าตัสอย่างนู้น อย่างนี้ บอกว่าตัสไม่ดี ตัสงี่เง่า แล้วมันก็บอกว่าเลิกกันเลยดีกว่าอ่ะ” เราร้องไห้โฮ และเล่าให้พี่ฟัง ทั้ง ๆ ที่ใจจริงเราก็ไม่อยากจะร้องไห้เลย “ร้องออกมาตัส ร้องวันนี้จบแล้วก็พอ คนดี ๆ มีอีกเยอะนะตัส ตัส โตขึ้นไป ก็ต้องเจอกับคนอีกมากมาย มันต้องมีคนที่ดีที่เหมาะกับตัสแน่นอน ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


129

อย่าไปเสียใจให้กับคนที่ไม่เห็นความสำคัญของเราเลยตัส ตัสยังมีพี่ พ่อและ แม่ที่อยู่ข้าง ๆ ตัสเสมอ ไม่ต้องร้องนะตัส” พี่พูดพร้อมกับเอามืออุ่น ๆ ที่เต็ม ไปด้วยความห่วงใยมาโอบที่ไหล่ และจับหัวเราอิงที่ไหล่ของพี่ “คิดซะว่า...มันเป็นบทเรียนชีวิตที่เราได้เจอแล้วกัน มันผ่านมาแล้ว ก็ผ่านไป อดีตก็คืออดีตแหละ” พี่จับไหล่สองข้างของเรา แล้วหันตัวเราเข้าหาพี่ พร้อมกับเอามือ ค่อย ๆ เช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นมาจากข้างในของเรา “ไม่ร้องแล้ว ไหนดูซิ! เนี่ย...น้ำตาทำให้น้องพี่ดูไม่สวยเลย ไป...ไป ล้างหน้าให้สดชื่น แล้วเดี๋ยวพี่ทำคัพเค้กอร่อย ๆ ให้กิน” หลังจากนั้นทั้งพ่อและแม่ก็พูดคุยกับเรามากเป็นพิเศษ อาจจะไปบอกพ่อกับแม่ก็ได้

บางทีพี่

...สามสัปดาห์ผ่านไป... ตอนนี้เราเริ่มทำใจได้แล้ว วันนี้หลังจากไปตรวจสุขภาพ ประจำเดือน เราก็รีบกลับบ้านเพื่อเตรียมของสำหรับทริปเที่ยวเชียงใหม่ เราเป็นคนชอบในการถ่ายภาพ วาดภาพต่าง ๆ เพราะ ภาพเป็นสิ่งที่ สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ และความรู้สึกต่าง ๆ ออกมาได้แม้จะ เป็นเพียงภาพนิ่งที่อยู่บนกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


130

“หนักไหมตัส เอามาใบหนึ่ง เดี๋ยวพี่ช่วยถือ” พี่ถามทั้ง ๆ ที่ในมือพี่ ก็เต็มไปด้วยกระเป๋าหลายใบ “ไม่เป็นไร ตัสถือเองได้ พี่นั่นแหละถือไหวหรือเปล่า” “ไหว ๆ งั้นตัสเอาใบนี้ไป ใบนี้เบา แล้วเอาใบที่ตัสถือมาให้พี่ สลับ กับ” “ตัสถือได้จริง ๆ” เราพยายามจะบอกว่าเราถือได้ “หน่า...กระเป๋ากล้องมันหนัก วัยกำลังโตเดี๋ยวน้องพี่เตี้ยทำไงล่ะ เอามาเร็ว สลับกัน” พี่ตื้อ “โอเค ๆ” เราตอบและยื่นกระเป๋าให้ พวกเราวางแผนไปเที่ยวกันทั้งหมดห้าวัน ซึ่งวันมะรืนจะเป็นวัน คล้ายวันเกิดเราพอดี และหลังจากนั้นพวกเราก็จะตระเวนเที่ยวกันตาม แผนที่วางเอาไว้ ขณะที่พ่อไปหาเพื่อนที่เป็นเจ้าของโรงแรม เพราะ เขาให้พวกเรา ยืมรถยนต์เพื่อที่จะได้สะดวกต่อการเดินทางไปไหนมาไหน เรา พี่ และแม่ก็ ขึ้นไปที่ห้องพักเพื่อเก็บของ แต่ก่อนที่พวกเราจะลงไปรอพ่อข้างล่างอยู่ ๆ พี่ ก็ไข้ขึ้น “ตัส แม่ฝากลงไปบอกพ่อหน่อยว่าพี่เขาไข้ขึ้น”

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


131

ระหว่างที่ลงไปหาพ่อ เราก็ภาวนาอย่าให้ต้องงดเที่ยวต่อเลย เพราะ เราอยากเที่ยวใจแทบขาด และเราใช้เวลาในการทำแผนการเที่ยว เกือบหนึ่งเดือนเพื่อการเที่ยวในครั้งนี้ “พ่อ พี่เขาไข้ขึ้นอ่ะ” แต่ขณะที่คุยกับพ่อ แม่ก็เดินลงมาพร้อม อุปกรณ์ทุกอย่างที่เราใช้ถ่าย และวาดภาพ “นี่เดี๋ยวไปไหนต่อนะพ่อ” “แล้วพี่ล่ะแม่” เราถามแม่ เพราะ ตกใจเล็กน้อย ด้วยความที่ปกติ แม่จะคอยดูแลพี่ ซึ่งเราก็ทำใจไว้ว่าถ้าพี่ไม่ได้ไปด้วย แม่ก็คงไม่ไปเหมือนกัน “พี่เขาขอพักอยู่ข้างบน ส่วนพวกเราก็ไปเที่ยวตามแผนกันต่อ ขา กลับก็แวะซื้อข้าวให้พี่เขา” เราดีใจมากที่แผนไม่ต้องล่ม หลังจากที่พวกเราไปเที่ยวและกลับ เข้าโรงแรมซึ่งวันนั้นเราได้รูปถ่ายมาเกือบห้าร้อยรูปในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง วันรุ่งขึ้นพวกเราก็เตรียมตัวไปดูสวนพญาเสือโคร่ง และแวะทานข้าวกลาง วันที่ร้านกาแล ซึ่งเป็นร้านที่บรรยากาศดีมาก ๆ ร้านหนึ่งต่อเพื่อที่จะฉลอง วันเกิดเรา พอถึงที่สวนทุกคนก็รีบเดินเข้าไปด้านใน ส่วนเราก็รีบวิ่งเข้าไปเพื่อ ไปตั้งกล้อง และหามุมสวย ๆ ที่จะถ่าย “เร็ว ๆ สิทุกคนกล้องพร้อมแล้ว ยืนตรงนั้น ๆ” แต่ในขณะที่พวกเรากำลังถ่ายรูปกัน พี่ซึ่งเพิ่งไข้ลดเมื่อคืนก็ล้มลง กับพื้น โดยที่ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นพ่อจึงรีบพาพี่ไปโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


132

หลังจากที่พี่พอรู้สึกตัวและอาการดีขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงส่งตัวพี่กลับไปที่ กรุงเทพฯ โดยแม่ล่วงหน้าไปพร้อมพี่ ส่วนพ่อกับเราก็ต้องรีบกลับไปเก็บ ของที่โรงแรม และรีบนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ทันที ซึ่งก็เป็นเหตุให้แผน เที่ยวและงานฉลองวันเกิดของเราต้องล่มลง ...หนึ่งปีผ่านไป... ตอนนี้เราอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ต่อจากเหตุการณ์ที่พี่ล้มลงที่ เชียงใหม่ หลังจากวันนั้นเป็นเวลาหนึ่งปีที่พี่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเกือบ ทุกสัปดาห์ แต่ช่วงนี้อาการของพี่แย่ลงทำให้พี่ต้องแอดมิดที่โรงพยาบาล ซึ่ง ก็แน่นอนที่พ่อกับแม่ต้องดูแลพี่อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่วนเราก็ไปเยี่ยมพี่บ้าง แต่ไม่บ่อยมาก เพราะ ช่วงนี้เราเริ่มที่จะเตรียมตัวในการอ่านหนังสือเพื่อน เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยและอีกสามวันก็จะเป็นวันที่พ่อจะไปที่ โรงเรียน เพราะ เราได้รับคัดเลือกให้เป็นบุคคลดีเด่นระดับมัธยมปลาย ซึ่ง เราต้องขึ้นไปพูดบนเวที เราใช้เวลาเตรียมบทพูดและซ้อมเกือบสามสัปดาห์ โดยเป็นธรรมเนียมของโรงเรียนที่จะต้อง ให้ผู้ปกครองพูดคู่กับนักเรียน แต่สุดท้ายพ่อก็ไม่ทำตามสัญญาที่ให้กับเราว่า จะมา เพียงแค่บอกว่าพี่อาการแย่ลง ต้องรีบไปหาพี่ที่โรงพยาบาล และนี่ก็ ทำให้เรารู้และเข้าใจความรู้สึกที่ชัดเจนของเรามากขึ้น...

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


133

หลังจากนั้นเราก็มีประโยคหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัว ‘ทำไมแค่วันเดียว แค่เจียดเวลาไม่กี่ชั่วโมงมาโรงเรียนไม่ได้ พ่อก็ไปหาพี่ทุกวัน ทำไมถึงเลือก จะมางานของเราไม่ได้’ แม้ความรู้สึกของเรายังคงอยู่ แต่เวลาก็เดินต่อไป... “ตัส พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนมาเยี่ยมพี่เขาหน่อยนะ พี่เขาอยากเจอ” แม่โทรศัพท์มาจากโรงพยาบาล “พรุ่งนี้หนูจะไปส่งเพื่อนที่สนามบิน หนูไม่ว่าง” แต่สุดท้ายเราก็ ต้องยกเลิกนัดกับเพื่อนที่ตกลงกันว่าจะไปส่งเพื่อนที่จะไปเรียนต่อ ต่างประเทศและไปโรงพยาบาลแทน ซึ่งแม้เราจะไม่พอใจมาก ๆ ที่ต้อง ยกเลิกนัดเพื่อนแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะ อย่างไรแม่ก็ให้ ความสำคัญกับพี่มากกว่าเราอยู่แล้ว ขณะที่เราไปเยี่ยมพี่ เราก็รับรู้ถึงความรู้สึกของพ่อและแม่ ที่ไม่ต้อง บรรยายก็รับรู้ได้ โดยที่ไม่มีแม้แต่ผู้ใดที่จะสนใจความรู้สึกของลูกอีกคนที่ อยู่ตรงนี้ ทั้งพ่อและแม่ที่คอยดูแลพี่เป็นอย่างดี ดูแลเอาใจใส่อย่างดี ส่วน เราที่ยืนอยู่ที่ระเบียง ก็ทำได้เพียงกวาดสายตาไปบนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ที่ ประดับไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่สาดสองระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้าที่ไกล เกินกว่าจะเอื้อมสัมผัสความสวยงามนั้นได้ คงเหมือนกับความรักที่ไม่รู้ว่า เมื่อไรเราจะได้มันมา ความรู้สึกทั้งหมดในส่วนลึกก้นบึ้งของหัวใจที่แอบมา เป็นเวลานาน ความรู้สึกที่ทรมาน อึดอัดภายในแต่ก็ไม่สามารถจะพูด

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


134

ความรู้สึกนั้นให้ใครฟังได้เลย นอกจาก...ตัวเอง และทำได้เพียงปลอบใจ ตัวเองไปวัน ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่เคยเป็นความจริง “ตัส เดี๋ยวพ่อกับแม่ไปคุยกับหมอก่อนนะ แม่ฝากตัสดูพี่ด้วยนะ ถ้า พี่เขาจะเอาอะไรก็ฝากหยิบให้พี่เขาหน่อยนะ” “ตัส เป็นไงบ้างช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันเลย วันนี้เลิกเร็วหรอเลยมา หาพี่อ่ะ” คำถามที่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจที่ต้องยกเลิกนัดกับเพื่อน “เออจะวันเกิดพี่แล้ว...พี่อยากให้ตัสวาดรูปพี่ให้หน่อย พี่จะเป็น นายแบบให้ เอาสวย ๆ เลยนะ เอาวันไหนดีน้า...” “ทำไมอ่ะ!...” “ทำไมเวลาพี่ขออะไร ใคร ๆ ก็ต้องทำให้พี่อ่ะ พี่อยากได้อะไรก็ ต้องได้งั้นหรอ พี่อยากเจอตัสตัสก็ต้องมาหาพี่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ตัสควรจะได้ไป ส่งเพื่อนที่สนามบินที่ไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ แต่พี่ที่พรุ่งนี้ตัสก็มาเจอ ได้ตัสกลับต้องมาเจอ เพียงแค่แม่บอกว่าพี่อยากเจอ แล้วทำไมเวลาที่ตัสขอ บ้าง ทำไมตัสไม่ได้บ้าง ทำไมไม่มีใครถามความรู้สึกบ้างว่าตัสรู้สึกยังไง ทำไมไม่มีใครถามว่าตัสต้องการอะไร วันที่ทุกคนควรจะไปแสดงความยินดี กับตัส วันเกิดที่ตัสตั้งใจวางแผนก็กลายเป็นทุกคนไปหาพี่ ตัสพยายามตั้งใจ เรียนเพื่อให้พ่อกับแม่ภูมิใจ และวันที่ทุกคนยินดีกับรางวัลบุคคลดีเด่นที่ตัส ตั้งใจทำมัน วันที่พ่อควรไปงานตัส พ่อก็ต้องมาหาพี่แทน เพราะ ตัสเป็นแค่ คนดีเด่นของคนอื่นแต่ไม่ใช่คนดีเด่น ไม่ใช่คนสำคัญของพ่อกับแม่หรอ คน ที่ตัสอยากให้อยู่กับตัสในวันที่ตัสต้องการกลับไม่อยู่ แต่กลับเป็นพี่ที่ไม่ต้อง ทำอะไรไม่ต้องพยายามก็ได้ทุกอย่าง เวลาพี่ป่วยพ่อกับแม่ก็ดูแลพี่เป็นอย่าง ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


135

ดี ทำไมอ่ะ! ทำไมคนที่นอนตรงนั้น คนที่พ่อกับแม่รักและคอยดูแล ไม่ใช่ตัส คนที่ยืนอยู่ตรงนี้!” “ตัส…” “ทำไมตัสต้องเกิดมาเป็นน้องพี่! ทำไมตัสถึงไม่เกิดมาเป็นลูกคน เดียว ลูกที่จะได้ความรักอย่างเต็มเปี่ยม ที่ไม่ต้องมาแบ่งความรักกับพี่แบบ นี้” “พี่...” …ปั้ง!!!… เราปิดประตูห้องและออกมาพร้อมกับใจที่เจ็บช้ำ โดยที่ ไม่ได้ฟังคำ ๆ นั้นของพี่ แม้เราจะได้พูดความรู้สึกของตัวเองออกไป แต่ก็ ไม่ได้ทำให้ตัวเราเอง...รู้สึกดีขึ้น ...หนึ่งเดือนผ่านไป... เพียงเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่เราได้พูดความรู้สึกของตัวเอง ออกไป พ่อกับแม่ และเราก็ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยขึ้น เพราะ อาการของพี่ ทรุดหนักขึ้น และสุดท้ายพ่อจึงตัดสินใจพาพี่กลับมารักษาตัวที่บ้าน “คิดถึงบ้านจังเลย ตัสช่วงนี้อ่านหนังสือไปถึงไหนแล้ว ถ้าตรงไหน ที่สงสัยก็มาถามพี่นะ ถ้าพี่ช่วยได้พี่จะช่วย” เสียงของพี่ที่อิดโรยผ่านน้ำเสียง ที่จืดชืด ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


136

“อืม” เราที่ยังไม่ลืมความรู้สึกในคืนนั้น และก็เพียงคิดว่าพี่กลับ บ้านได้ แสดงว่าอาการป่วยกำลังจะดีขึ้น ...สามเดือนผ่านไป... หลังจากนั้น ทุกวันเราจะอ่านหนังสือจนดึก ทำให้เวลาทำกิจกรรม ร่วมกับครอบครัวลดน้อยลงเรื่อย ๆ และวันนี้เป็นวันประกาศผลการคัด เลือกเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ซึ่งเราก็หวังว่าความตั้งใจที่พยายามทำมา ตลอด จะทำให้เราประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ในที่สุดเราก็สอบติดคณะที่ตั้งใจไว้ นั่นคือ คณะสถาปัตยกรรม ศาสตร์ นี่เป็นเวลาที่เรามีความสุขสุด ๆ อย่างบอกไม่ถูก ซึ่งทุกคนก็ร่วมยินดี กับเรา “ดีใจด้วยตัส แม่ภูมิใจในตัวลูกจริง ๆ” “เยี่ยมเลยลูกพ่อ” คำพูดของพ่อและแม่ที่เริ่มทำให้เรารับรู้ถึงความรู้สึกที่พ่อและแม่มี ให้ “น้องพี่เก่งสุด ๆ เลย” แม้พี่จะนอนติดเตียงเพราะอาการป่วย แต่ พี่ก็ร่วมดีใจกับเรา

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


137

...หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป... อาการของพี่เริ่มแย่ลง ขณะที่เราอยู่บ้านเพื่อพักผ่อนจากการสอบ และสิ่งที่น่าประหลาดใจ คือวันนี้เป็นวันที่พี่หน้าตาสดใสไม่แย่เหมือนวัน ก่อน ๆ ที่ผ่านมา อาการป่วยของพี่ดีขึ้นอย่างน่าใจหาย พี่สามารถลุกขึ้นมา นั่งคุยกับทุกคนได้ แม้จะไม่ได้ปกติเหมือนคนทั่วไป ทุกคนในบ้านดีใจกัน มาก เพราะมันเป็นสัญญาณที่ดีมาก ๆ และทุกคนก็ตั้งใจรอคอยว่าพี่จะหาย วันที่พี่จะกลับมาเป็นปกติ และในคืนนั้น ภายใต้ใบหน้าที่สดใสแต่ยังคง เจ็บปวดของพี่ และคำพูดของพี่ “แม่...ผมรักแม่มากนะ ขอบคุณแม่ที่ดูแลผมมาตลอด พ่อก็ เหมือนกัน ผมดีใจที่เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับและขอโทษถ้าไม่ได้อยู่ตอบ แทนพ่อกับแม่” “ไม่เอา อย่าพูดอย่างนี้ พ่อใจไม่ดี พ่อมั่นใจว่าลูกจะดีขึ้น” พี่ยิ้มด้วยความรู้สึกที่กลั่นมาจากข้างใจ ซึ่งเต็มไปด้วยความดีใจและมองมา ทางเรา “ตัส คืนนี้อยู่กับพี่ตรงนี้ได้ไหม” “...” “พี่นอนคนเดียวมาตลอด ก็นอนได้หนิ แล้วทำไมตัสต้องมานอน กับพี่อ่ะ” เราตอบกลับพี่ไป “พี่เขาขอแค่นี้ ก็ทำให้พี่เขาหน่อยสิตัส!” แม่ตะหวาดใส่เรา

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


138

“แม่ก็เอาแต่ตามใจพี่อ่ะ ไม่เห็นตามใจหนูบ้างเลยอ่ะ วันที่แม่ ขอให้ไปเยี่ยมพี่ หนูก็ไปแล้วไง แล้ววันนี้จะบังคับอะไรหนูอีกล่ะ!” เราพูด สวนกลับแม่ไป เพราะไม่พอใจที่แม่ชอบเอาใจพี่ แต่ไม่คิดถึงเราบ้าง “ตัส!!!” แม่ตะหวาดกลับ “แม่...ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องบังคับตัสหรอก แม่ไปอาบน้ำเถอะ ครับ” พี่พูดด้วยเสียงที่อ่อนแรง หลังจากที่แม่ขึ้นไปอาบน้ำ “พี่ขอแค่สิบนาที...ก็ได้ อยู่กับพี่ตรงนี้ก่อนนะ” พี่หันมาขอเรา ด้วยความที่เราเบื่อที่จะต้องทะเลาะกับแม่อีก เราจึงตอบตกลงไป ระหว่างสิบนาทีนั้น เป็นช่วงเวลาที่พี่พูดถึงเรื่องในวัยเด็กของเราทั้งสอง เพราะพี่อายุเยอะกว่าเราหลายปี ดังนั้นพี่จึงจำเรื่องราวตอนเด็กของเราได้ แต่เราก็ไม่ได้ตั้งใจฟังพี่พูดมากนัก เพราะเรานั่งจ้องนาฬิกาเพื่อรอให้ครบ สิบนาที และในเสี้ยวนาทีนาทีสุดท้าย... “พี่ขอบคุณมากนะตัส สำหรับทุกอย่างเลย พี่...รัก..ตะ” “ครบสิบนาทีแล้ว งั้นตัสไปนอนแล้วนะ” เราพูดขัดทั้ง ๆ ที่พี่ยัง พูดไม่จบ พร้อมกับลุกขึ้น และเดินขึ้นไปนอน

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


139

...ในเช้าวันรุ่งขึ้น... ...กรี๊ด... “พ่อ!!!” เสียงกรีดร้องของแม่ที่ทำให้เราสะดุ้งตื่น และรีบ วิ่งลงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ใครจะรู้ว่าสิบนาทีที่พี่ขอ จะเป็นสิบนาทีสุดท้าย...ของเราสองคน เพราะ ภาพที่เห็นตรงหน้า คือภาพของหญิงสาวที่นั่งกอดร่างของผู้ชายที่ เราเรียกว่าพี่ ร่างที่เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก ร่างที่ไร้ซึ่งวิญญาณ ร่างที่ ไม่สามารถจะตอบโต้และรับรู้ความรู้สึกใด ๆ พร้อมกับหน้าที่ซืดขาวของพี่ที่ อาบไปด้วยน้ำตาจากแม่ . . ความรู้สึกของเราหยุดลง การที่รับรู้ว่าคนที่เราเรียกว่าพี่...ไม่มีอีก ต่อไปแล้ว...พร้อมกับเสียงร้องไห้ของแม่ที่ทำใจไม่ได้ เรารู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าง หยุดนิ่ง... . . หลังจากนั้นพ่อจึงโทรไปแจ้งโรงพยาบาลเพื่อแจ้งว่าพี่เสียชีวิต เพราะ พี่เคยทำเรื่องขออุทิศร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่ เพื่อให้นักศึกษา แพทย์ได้นำไปศึกษาต่อและทำเรื่องเอกสารเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายร่างพี่ แต่ ขณะที่เราไปเอาเอกสารของพี่ที่ห้องทำงานของพ่อ ก็เจอใบบริจาค แต่เป็น ใบบริจาคอวัยวะที่ลงชื่อพี่เป็นคนบริจาค เราจึงถามกับพ่อและแม่เพื่อไข

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


140

ความข้องใจเรื่องนี้ แม้ทั้งพ่อและแม่จะบ่ายเบี่ยงแต่สุดท้ายก็ยอมเล่าทุก ๆ เรื่องให้เราฟัง “ตัสรู้ไหม วันที่พี่เขารู้ว่ากำลังจะได้เป็นพี่คน พี่เขาดีใจมากเลยรู้ ไหม ทุกวันหลังกลับจากโรงเรียนพี่เขามานั่งคุยกับตัสทั้ง ๆ ที่รู้ว่าถึงพูด ไปตัสก็ไม่มีทางจะรู้เรื่อง ทุก ๆ วันหยุดพี่เขาก็เลือกที่จะอยู่บ้านคอยดูแลแม่ และตัสแทนที่จะไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ในวันที่ไปเชียงใหม่พี่เขาก็เป็นคนที่ ขอให้แม่เอาของที่ต้องใช้ถ่ายภาพไปให้ตัสและขอให้แม่ไปเที่ยวต่อกับตัส และพ่อ พี่เขาไม่อยากให้ตัสเสียใจที่ต้องงดเที่ยว เพราะแค่พี่เป็นไข้” “ตอนที่ตัสอายุ 5 ขวบตัสเริ่มไม่สบายบ่อยขึ้น จนสุดท้ายพ่อก็รู้ว่า ร่างกายตัสไม่สมบูรณ์ ไตของตัสทำงานได้แค่ข้างเดียวแต่ก็ไม่เต็มที่ หมอก็ คอยดูแลเป็นอย่างดี แต่เวลาผ่านไปอาการของตัสแย่ลง พอตัสอายุ 8 ขวบ อาการของตัสแย่มาก ๆ หมอบอกว่าจะต้องฟอกไตไปเรื่อย ๆ พ่อกับแม่ พยายามหาและทำทุกวิถีทางเพื่อจะยื้อชีวิตของตัสให้ได้นานที่สุด นั่นคือ การเปลี่ยนไตของพ่อไปให้ตัส เพราะมันเป็นวิธีเดียวในตอนนั้นที่จะทำ ให้ตัสอยู่กับพ่อและแม่ได้นานขึ้น แต่ผลตรวจออกมาว่าร่างกายตัสเข้ากับไต ของพ่อและแม่ไม่ได้ พ่อพยายามหาคนที่จะมาบริจาคไตให้ตัส สุดท้ายคน เดินมาแล้วบอกกับพ่อว่า ‘พ่อ เอาไตของผมไปให้ตัสสิ’ ซึ่งแน่นอนที่พ่อกับ แม่ไม่มีทางจะยอมให้ลูกอีกคนต้องมาเจ็บตัว แต่เพราะพี่ที่มาขอร้องพ่อทั้ง น้ำตา ขอเพียงอยากจะช่วยตัส ซึ่งหมอก็บอกกับพ่อว่า การที่เหลือไตเพียง หนึ่งข้างก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้”

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


141

และใบบริจาคอวัยวะที่เราเจอ ก็ระบุไว้ตามที่พ่อเล่าให้ฟัง ช่องผู้ บริจาคเป็นชื่อของพี่ชาย และมีลายเซ็นของพ่อและแม่ที่ยินยอมจะให้เรา รับอวัยวะจากพี่ นั่นก็คือ ไต “แม่กับพ่อเลยให้หมอตรวจความเหมาะสมของพี่และตัส ซึ่งผล ออกมา เนื้อเยื่อของพี่และตัสเข้ากันได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยาก โอกาสที่เนื้อเยื่อ จะตรงกันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พอพี่เขารู้ว่ามีเพียงแค่เขาคนเดียวที่สามารถจะ ให้ไตกับตัสได้ พี่เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อม ที่บริจาคไตให้กับตัส หลังจากการผ่าตัดผ่านไป ลูกของแม่ทั้งสองปลอดภัย และแข็งแรงทั้งคู่ แม่รู้สึกเหมือนได้ลูกสาวของแม่กลับมาใหม่ แม่ขอบคุณพี่ เขามาตลอด ที่ยอมเสียสละตัวเอง” เรารู้สึกอย่างบอกไม่ถูกกับความจริงที่ได้รู้ และอาหารเสริมที่ทุก คนคอยเตือนให้เรากิน นั่นคือยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรา ต่อต้านกับอวัยวะที่ไม่ใช่ของเรา “แต่หลังจากที่พี่เขาบริจาคไตให้ตัสไป สามปีหลังจากนั้นพี่เข้าก็ เริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย ซืด และบวม ซึ่งเมื่อหมอวินิจฉัยออกมา แม่แทบไม่ อยากเชื่อเลยว่าพี่ซึ่งเป็นคนที่บริจาคไตให้ตัสเพื่อให้หายจะโรคไต จะ กลายเป็นโรคไตแทน อาการป่วยของพี่ค่อย ๆ รุนแรงมากขึ้น หมอบอกว่า บางทีพี่อาจจะได้รับมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งก็อาจจะเป็น สาเหตุที่ตัสเป็นเหมือนกัน”

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


142

“พี่เขาเป็นคนบอกให้พ่อกับแม่ปิดบังทุกเรื่องเอาไว้ เพราะพี่เขาไม่ อยากให้ตัดเป็นห่วง ‘แม่อยากบอกกับตัสนะ ให้ผมเจ็บคนเดียวพอ ผมไม่ อยากให้ตัสต้องเจ็บด้วย’ และแม่ก็สัญญากับพี่เขาไว้” “หลังจากนั้นพ่อก็พยายามหาคนที่จะบริจาคไตให้พี่ได้ แต่ก็ยังหา คนที่มีเนื้อเยื่อตรงกับพี่ไม่ได้ พ่อและแม่รอวันที่จะได้รับการติดต่อมา แต่ก็ ไม่มี จนอาการของพี่ทรุดลงเรื่อย ๆ สุดท้ายพี่ก็เป็นคนขอพ่อว่าอยาก กลับมาอยู่ที่บ้านจะได้เห็น ได้คุยกับตัสทุกวันเพราะตัสไม่ค่อยได้ไปหาที่ โรงพยาบาล พี่เขาอยากใช้เวลาอยู่กับพวกเราให้นานที่สุด” ช่วงที่พี่กลับมาพักที่บ้านทั้ง ๆ ที่เราอ่านหนังสือที่บ้านทุกวัน แต่ เรากลับไม่เคยเห็นความสำคัญของพี่ ถ้าพี่ไม่ทักก่อน เราก็ไม่ได้คิดจะคุยกับ พี่ เพียงแค่คิดว่า ‘ไม่อยากคุยกับคนที่เป็นต้นเหตุให้พ่อกับแม่ไม่รักเรา คนที่ แย่งความรักที่เราควรจะได้ไปหมด’ “แล้วทำไมพ่อกับแม่ไม่บอกเรื่องทั้งหมดกับหนู ทำไมต้องรอให้พี่ เขา...” เราหยุดชะงักกับคำพูด และความรู้สึกที่จุกอยู่ในอก ความรู้สึกผิดที่ เอ่อล้นออกมาจากข้างใน ทำให้น้ำตาจากส่วนลึกของหัวใจค่อย ๆ รินไหล ออกมา น้ำตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความรู้สึกที่สายเกินไปกว่าจะ กลับไปแก้ไขอะไรได้ ‘ถ้าคืนนั้นเราอยู่กับพี่ตามที่พี่ขอ พี่อาจจะดีขึ้นก็ได้’ ความคิดที่ วนเวียนอยู่ในหัวของเรา ความคิดที่เต็มด้วยความรู้สึกผิดตลอดมา ¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


143

แม้ในวันที่พี่ขอให้เราวาดรูปเหมือนพี่เป็นของขวัญเกิด เราไม่เคย คิดที่จะทำให้ ความรู้สึกทั้งหมดที่พี่มีให้เรา เรากลับไม่เคยเห็นค่าของมัน เรากลับตอบแทนพี่โดยการทำร้ายจิตใจพี่ ความจริงที่เหมือนถูกมีดที่แหลม คมค่อย ๆ แทงเข้าที่อกกลางใจที่กำลังเต้นอย่างช้า ๆ ทิ่มแทงลงไปสู่สุดขั้ว ของหัวใจ และเจ็บปวดเหมือนโดนไฟเผาอยู่ในใจของเรา เราได้แต่พูดกับ ตัวเองวนไปมา ‘ทำไมเราไม่เป็นน้องที่ดีว่านี้’ ประโยคที่สายเกินไปที่จะพูด ว่า ‘ตัสรักพี่’ ซึ่งเป็นประโยคที่ไม่ว่าจะพูดอีกสักร้อยครั้งพันครั้งพี่ก็ไม่มีวันที่ จะได้ยิน และตอนนี้สิ่งที่เราทำได้คือการวาดภาพของพี่จากรูปเก่า ๆ ตามที่ พี่เคยขอและได้เพียงแต่วางเอาไว้โดยที่ไม่มีโอกาสจะยื่นให้พี่ได้ดูอีกต่อไป... แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว เราก็ยังไม่เคยลืมอดีต และความ ผิดพลาดที่แสนเจ็บปวดของเรา พร้อมกับความรู้สึกผิดที่ฝังอยู่ในใจเรา... เสมอมา... ...แม้ภาพถ่ายจะเป็นสิ่งที่เราชอบ เพราะมันสามารถเป็นความทรง จำให้เราได้ แต่การได้พบกับความทรงจำจริง ๆ ยอมมีความหมาย... มากกว่า

จบ

¹éíÒµÒ´Í¡äÁŒ


ในชีวิตคนเรามีวิธีการและระยะเวลาในการรับมือกับช่วงขาลงของ กราฟชีวิตสำหรับแต่ละคนต่างกันออกไป การไม่แสดงออกว่า "สตรอง" ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนอ่อนแอซะทีเดียว เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ตาดำ ๆ คนหนึ่งบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินใบนี้ ชีวิตไม่มีทางมีความสุขได้ตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย ความผิดหวัง ‘ความเศร้า’ ความไม่สุขนั้นเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนังสือ ‘น้ำตาดอกไม้’ เล่มนี้ รวบรวม 9 เรื่องราว ของดอกไม้ที่สง่างาม ชวนหลงใหล ที่ดูจากภายนอกอาจดูสวยงาม แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ถึงความหมาย ที่แท้จริงของดอกไม้นั้นจริง ๆ ‘น้ำตาดอกไม้’ จะทำให้คุณได้รู้ว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ความสุขอย่างเดียว

“¨§ãªŒªÕÇԵ͋ҧÁդس¤‹Ò áÅдÙáÅ ÃÑ¡ÉÒ¤¹·Õè¤Ø³ÃÑ¡ãËŒ´Õ ”

น้ำตาดอกไม้ --สังข์ทอง  

ในชีวิตคนเรามีวิธีการและระยะเวลาในการรับมือกับช่วงขาลงของกราฟชีวิตสำหรับแต่ละคนต่างกันออกไป การไม่แสดงออกว่า "สตรอง" ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเ...

น้ำตาดอกไม้ --สังข์ทอง  

ในชีวิตคนเรามีวิธีการและระยะเวลาในการรับมือกับช่วงขาลงของกราฟชีวิตสำหรับแต่ละคนต่างกันออกไป การไม่แสดงออกว่า "สตรอง" ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเ...

Advertisement