Page 1

ท่องโลกธรณี  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  ความมหัศจรรย์แห่งมรดกโลก

กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระรามที่  6  เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ  10400

ความมหัศจรรย์แห่งมรดกโลก


ท่องโลกธรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ความมหัศจรรย์แห่งมรดกโลก


สารบัญ บทที ่ 1

บทที ่ 3

ย้อนอดีตแผ่นดินอีสานกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 4 “เขาใหญ่” ในวันนี้

“อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่”  ได้ผา่ นรอยย่ำของ 

นักเดินทางมาอย่างยาวนาน  แต่ละคนพานพบประสบการณ์และความประทับใจ  ที่แตกต่างกันออกไป  สิ่งหนึ่งที่ผืนป่าแห่งนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เป็นผืนป่า  “ดงพญาเย็ น ” อั น ลึ ก ลั บ สู ่ ก ารประกาศให้ เ ป็ น  “อุ ท ยานแห่ ง ชาติ ”  ลำดั บ แรก  ของประเทศไทยคือ  ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าดิบชื้นอันสวยงาม  ซึ่งต่อมา  ยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์และหวงแหน สภาพภูมิประเทศของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่สวยงามเช่นในปัจจุบันนี ้ น้อยคนนักที่จะทราบว่าธรรมชาติได้ใช้เวลาหลายร้อยล้านปีในการสรรค์สร้าง  ให้ปรากฏผลงานเป็นประติมากรรมทางธรณีวิทยาบนพื้นผิวโลก  ภูมิลักษณ์ของ  มรดกโลกแห่งนีจ้ งึ มีความสลับซับซ้อนด้วยภูเขาน้อยใหญ่ทป่ี กคลุมด้วยผืนป่าอันสงบ  ร่มเย็น  ทว่าแผ่นเปลือกโลกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผืนป่าแห่งนี้กลับมีเรื่องราวอันน่าพิศวง  และชวนติดตาม  ทั้งที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ  การทับถมของตะกอน  การยกตัวของเปลือกโลก  และการกัดเซาะพังทลายของดินและหินทีเ่ กิดขึน้ ในแต่ละยุค  ทางธรณีวิทยา  ท้าทายให้เราค้นหาอย่างไม่รู้จบ  กรมทรั พ ยากรธรณี ไ ด้ เ ล็ ง เห็ น ถึ ง ความสำคั ญ ในการเผยแพร่ ค วามรู ้ ทางธรณีวิทยาของมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งนี้ให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ  และมี ค วามเข้ า ใจในกระบวนการทางธรณี ว ิ ท ยา  จึ ง ได้ จ ั ด ทำหนั ง สื อ เล่ ม นี ้  พร้อมสารคดีวีดิทัศน์ขึ้น  โดยมุ่งเน้นให้ผู้อ่านตระหนักถึงคุณค่าแห่งผืนแผ่นดิน  และธรรมชาติ  อันถือเป็นมรดกที่โลกได้มอบให้คนไทยทุกคนทะนุถนอมหวงแหน  และร่วมมือกันรักษาไว้ให้คงอยู่ตลอดไปตราบนานเท่านาน

วิวัฒนาการของ “โลก” พลิกแผ่นดิน  พบข้อมูลธรณีวิทยา แผนที่แสดงข้อมูลทางธรณีวิทยาในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

บทที ่ 2

ธรณีวิทยา “เขาใหญ่” จากอดีตสู่ปัจจุบัน

22

ก่อกำเนิดประติมากรรมธรรมชาติ  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 24

6 น้ำตกเหวนรก  สูงตระหง่านหน้าผาชัน  พลังอัศจรรย์แห่งสายน้ำ ก่อกำเนิดแผ่นดิน “เขาใหญ่” น้ำตกเหวสุวัต  จากเถ้าร้อนแห่งภูเขาไฟสู่น้ำตกตระหง่านงาม

ยุคไซลูเรียน - ดีโวเนียน - คาร์บอนิเฟอรัส  (Silurian - Devonian - Carboniferous  Period)  443.7 - 299  ล้านปี 7 น้ำตกผากล้วยไม้  ลวดลายลาวาร้อน  สูค่ วามเยือกเย็นสงบกลางไพร เริ่มเดินทางไกล  จากแผ่นดินใหญ่  “กอนด์วานา” แก่งหินเพิง  ประติมากรรมแห่งสายน้ำบนลานหิน ยุคเพอร์เมียน  (Permian  Period)  299 - 251  ล้านปี 8 อาณาจักรเขาใหญ่ใต้ทะเล จุดชมวิว  กม. 30  แผนที่ประวัติศาสตร์แห่งทิวเขา ยุคเพอร์โมไทรแอสซิก  (Permo - Triassic  Period)  10 จุดชมวิวผาเดียวดาย  มุมมองกว้างสุดสายตา  กลางผืนป่าใหญ่ ธรณีพิโรธ  แผ่นดินสั่นไหว  ภูเขาไฟกัมปนาท จุดชมวิวเขาสมอปูน  ภูผาลาดเอียงคล้ายมีดอีโต้ ยุคไทรแอสซิก  (Triassic  Period)  251 - 199.6  ล้านปี 12 กำเนิดแผ่นดินอีสาน  เปิดตำนานเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ รอยตีนไดโนเสาร์  ร่องรอยสัตว์ดึกดำบรรพ์กลางผืนป่า ยุคจูแรสซิก  (Jurassic  Period)  199.6 - 145.5  ล้านปี 14 แพร่เผ่าพันธุ์บนผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ สืบจากหิน  ดิน  ทราย ยุคครีเทเชียส  (Cretaceous  Period)  145.5 - 65.5  ล้านปี 16 งานของนักธรณีวิทยา ยุคไดโนเสาร์เฟื่องฟู  ก่อนมุ่งสู่กาลอวสาน รายงานการสำรวจธรณีวิทยาในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ยุคพาลีโอจีน - นีโอจีน  (Paleogene - Neogene  Period) 18  65.5 - 23 - 2.6  ล้านปี  ยุคประติมากรรมธรรมชาติ  สรรค์สร้างเขาใหญ่ ธรรมชาติดำรงอยู่ตลอดไป ยุคควอเทอร์นารี  (Quaternary  Period)  2.6  ล้านปี  - ปัจจุบัน 20 การอนุรกั ษ์แหล่งทรัพยากรธรณีและทรัพยากรธรรมชาติ  ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  พร้อมสรรพสำหรับการเป็นมรดกโลก เขาใหญ่ให้อะไรแก่เรา…

บทที ่ 4 บทที ่ 5

26 28 30 32 34 36 38 40 42  44

46 48

อภิธานศัพท์ทางธรณีวิทยา

49

บรรณานุกรม

51


วิวัฒนาการของ “โลก”

นับตั้งแต่ดาวเคราะห์โลกถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 4,600 ล้านปี  มาแล้ว  ดาวเคราะห์ดวงนี้ยังไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง  ลึกลงไป  ใต้ผวิ โลก  ความร้อนจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสีทำให้หนิ   ถูกหลอมกลายเป็นหินหนืดหรือแมกมา (Magma) การถ่ายเทความร้อน  ภายในแมกมาก่อเกิดเป็นกระแสหมุนวน  (Convection  current)  ผลักดันให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา  หลักฐานจาก  การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถูกจารึกไว้เสมือนลายแทงทางธรณีวิทยา  ให้สืบค้นถึงความเป็นมาอันน่ามหัศจรรย์ 195 ล้านปี ยุคจูแรสซิก  (Jurassic  Period)  199.6 - 145.5  ล้านปี  การสะสมตัวของตะกอนบนบกยังคงเกิดขึ้น  อย่างต่อเนือ่ งโดยการพัดพาของธารประสานสาย  (Braided  stream)  บนที่ราบกว้างใหญ่  เกิด  วิ ว ั ฒ นาการของพื ช และสั ต ว์ ห ลายชนิ ด  ซึ ่ ง ต่ อ มาล้ ม ตายสะสมตั ว ร่ ว มกั บ ตะกอน  กลายเป็ นซากดึ ก ดำบรรพ์ ในชั ้ น หิ น   เช่ น  ปลา  เต่า  จระเข้  และไดโนเสาร์

 390 ล้านปี

ยุคไซลูเรียน - ดีโวเนียน  (Silurian - Devonian Period)  443.7 - 416 - 359.2  ล้านปี  บริเวณที ่ตั้งของประเทศไทยยังถูกปกคลุมด้วยทะเล  ในขณะที่แผ่นดินต้นกำเนิดของ  ผืนแผ่นดินไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นทวีปใหญ่กอนด์วานา  (Gondwana)  ที่อยู่ทาง  ซีกโลกใต้  ต่อมาส่วนหนึง่ ของกอนด์วานาทีม่ ชี อ่ื ว่า  แผ่นธรณีอนิ โดจีน  (Indochina  plate)  แยกตัวออกมาอยู่ท่ามกลางผืนน้ำทะเล  และถูกดันให้เคลื่อนที่ขึ้นไปทางซีกโลกเหนือ

ยุคไทรแอสซิก  (Triassic  Period)  251-199.6  ล้านปี  การมุดตัว  ของแผ่นธรณีมหาสมุทรเกิดต่อเนือ่ งจนมาสิน้ สุดลงช่วงปลายยุค  ทำให้  แผ่นธรณีฉาน-ไทยชนกับแผ่นธรณีอินโดจีนอย่างสมบูรณ์  และทำให้  พื้นที่ตามแนวตะเข็บของการชนกัน  (Suture  zone)  ยกตัวขึ้น  พื้นที่  ฝั่งตะวันออกที่ อยู ่บนแผ่นธรณีอินโดจีนเกิดเป็นที่ราบกว้างใหญ่  และเริม่ เกิดการสะสมตัวของตะกอนบนบก  หินในยุคนีพ้ บซาก  ดึกดำบรรพ์ของพืชและสัตว์บก  รวมทั้งไดโนเสาร์ บนแผ่นดินอีสาน

      ยุคคาร์บอนิเฟอรัส  (Carboniferous  Period)  359.2 - 299  ล้านปี  มีการมุดตัวของแผ่นธรณี  มหาสมุทร  (Oceanic  plate)  ไปทางตะวันออกลงใต้ขอบด้านตะวันตกของแผ่นธรณีอินโดจีน  ส่วนที่มุดลงถูกหลอมกลายเป็นหินหนืดและแทรกดันตัวกลับขึ้นสู่ผิวโลก  เกิดเป็นภูเขาไฟเรียงราย  ตามแนวการมุดตัว  พบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ทะเล  อาทิ  แบรคิโอพอด  (Brachiopod)  และปะการัง  ในหินที่สะสมตัวของยุคนี้  

ยุคเพอร์เมียน  (Permian  Period)   299 - 251  ล้านปี  แผ่นธรณีฉาน - ไทย  (Shan - Thai  plate)  แยกตั ว จาก  กอนด์วานาและเคลื่อนที่ขึ้นเหนือไปทาง  เส้นศูนย์สูตรเข้าหาแผ่นธรณีอินโดจีน  สภาพแวดล้อมระหว่างแผ่นธรณีทั้งสอง  เป็นทะเลที่อบอุ่น  มีการสะสมตัวของ  ตะกอนไหล่ ท วี ป และลาดทวี ป อย่ า ง  กว้างขวาง  หินยุคนี้พบซากดึกดำบรรพ์  ของสัตว์ทะเลจำนวนมาก  อาทิ  ฟิวซูลนิ ดิ   (Fusulinid)  ปะการัง  และแอมโมไนต์ (Ammonite)

255 ล้านปี

ยุคเพอร์โมไทรแอสซิก  (Permo - Triassic  Period) 251  ล้านปี  ช่วงต่อระหว่างยุคเพอร์เมียนกับยุคไทรแอสซิก  แผ่นธรณี มหาสมุทรทีอ่ ยู่ตรงกลางเคลื่ อนตัวมุดลงใต้แผ่นธรณีฉาน-ไทยและ  แผ่นธรณีอินโดจีน  ทำให้แผ่นธรณีทั้งสองเคลื่อนที่เข้าหากัน  และ  เกิดภูเขาไฟปะทุรุนแรงตลอดแนวการมุดตัว  ส่งผลให้พืชและสัตว์ หลายชนิดล้มตายสูญพันธุ์

ปัจจุบัน

ยุ ค ควอเทอร์ น ารี   (Quaternary   Period)  2.6  ล้านปี  - ปัจจุบนั   มีการปะทุ  ของภูเขาไฟยุคสุดท้ า ยตามขอบด้านใต้  ของทีร่ าบสูงโคราช  เกิดการเปลีย่ นแปลง  ของสภาพภูมอิ ากาศอย่างรุนแรง  แผ่นดิน  อีสานจึงถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนือ่ ง  เกิดเป็น  ภูมิลักษณ์ตามที่ปรากฏในปัจจุบัน  ยุคนี้  ยังคงเป็นยุคทองของสัตว์เลีย้ งลูกด้วยนม  โดยกลุม่ เอปได้มวี วิ ฒ ั นาการต่อเนือ่ ง  จน  มาเป็นมนุษย์สมัยใหม่  (Modern  man)  

94 ล้านปี

ยุคครีเทเชียส  (Cretaceous  Period)  145.5 - 65.5  ล้านปี  การสะสมของตะกอน  บนบกดำเนินต่อเนือ่ งมาจากยุคจูแรสซิก  จนช่วงปลายยุคนีม้ กี ารเปลีย่ นแปลงสภาพแวดล้อม  อย่างรุนแรง  ทำให้ไดโนเสาร์ลม้ ตายสูญพันธุห์ มดสิ้นไปจากโลก  จึงพบซากดึกดำบรรพ์  ของไดโนเสาร์ทั้งประเภทกินเนื้อและกินพืชจำนวนมากในหินยุคนี้บนแผ่นดินอีสาน 

50 ล้านปี

ยุคพาลีโอจีน - นีโอจีน  (Paleogene - Neogene  Period)  65.5 - 23 - 2.6  ล้านปี  เกิดการยกตัวขึ้นของที่ราบสูงโคราช  และเทือกเขาภูพาน  ในช่วงปลายยุค  แม่นำ้ สายใหญ่เริม่ กัดเซาะชัน้ หินให้ผพุ งั   และพัดพาตะกอนไปสะสมตัวบนทีร่ าบสูงโคราช  ในยุคนีโอจีน  การกัดเซาะของแม่น้ำยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง  มีการสะสมตัวของตะกอนตามหุบเขา  ที่ราบลุ่ม  และแอ่งน้ำ  โดยการพัดพาของลมและกระแสน้ำไหลหลากเฉียบพลัน  นีโอจีนเป็นยุครุ่งเรืองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมทั้งเอป  (Ape)  ทีเ่ ชือ่ ว่าเป็นบรรพบุรษุ ของมนุษย์  โดยพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์เลีย้ งลูกด้วยนมหลายชนิด  เช่น  ช้าง  แรดโบราณ  ม้าโบราณ  เต่ายักษ์  และจระเข้ขนาดใหญ่ 

ย้อนอดีตแผ่นดินอีสานกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ย้อนอดีตแผ่นดินอีสานกับการเปลี่ยนแปลงของโลก



บทที่ 1 ย้อนอดีตแผ่นดินอีสานกับการเปลี่ยนแปลงของโลก


บทที ่ 2 ธรณีวิทยา “เขาใหญ่” จากอดีตสู่ปัจจุบัน

เริ่มเดินทางไกล  จากแผ่นดินใหญ่  “กอนด์วานา”

ก่อกำเนิดแผ่นดิน “เขาใหญ่”

พื้นผิวโลกของเราประกอบด้วยส่วนที่เป็นทวีปและพื้นมหาสมุทร  ซึ่ง  ดูเผินๆ เห็นเป็นชิ้นเดียวเหมือนเปลือกส้ม  แต่ในความเป็นจริงพื้นผิวโลกทั้งหมด  ประกอบขึ ้ น ด้ ว ยแผ่ น ธรณี   (Plate)  หลายๆ แผ่ น ซึ ่ ง เป็ น ส่ ว นของเปลื อ กโลก  (Crust) กับเนื้อโลกส่วนบน  (Upper  mantle)  ความร้อนภายในโลกจากการ  สลายตัวของสารกัมมันตรังสีทำให้เนื้อโลกส่วนล่าง  (Lower  mantle) มีสภาพเป็น  หินหนืดทีม่ ปี ริมาณมหาศาล  และก่อตัวเป็นกระแสหมุนวน (Convection  current)  ขับเคลื่อนแผ่นธรณีทั้งหมดให้เคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา พื ้ น ที ่ เ ขาใหญ่ เ ป็ น อี ก หนึ ่ ง หน้ า บั น ทึ ก แห่ ง การเปลี ่ ย นแปลงของโลก  นับจากแผ่นธรณีสองแผ่นที่รองรับพื้นที่ประเทศไทย  คือ  แผ่นธรณีอินโดจีน  และแผ่นธรณีฉาน - ไทย  ได้แยกตัวออกจากทวีปเก่าแก่กอนด์วานาในซีกโลกใต้  และเดินทางไกลขึ้นสู่ซีกโลกเหนือ  พร้อมกับสายใยวิวัฒนาการของสิ่งมีชี วิต  บนผิวโลก  ที่บางยุคมีการหยุดชะงักหรือขาดสะบั้นลงด้วยอิทธิพลทั้งจากภายใน  และภายนอกโลก

ล้านปี 443.7

•  Mid Oceanic Ridge •  Oceanic Crust •  Continental Crust

Lower Mantle •  Convection current

ยุคไซลูเรียน - ดีโวเนียน - คาร์บอนิเฟอรัส  (Silurian - Devonian - Carboniferous  Period)   443.7 - 299  ล้านปี

•  Upper Mantle

299

251

199.6

ย้อนอดีตไปในยุคไซลูเรียน - ดีโวเนียน  ราว 444 - 359 ล้านปีล่วงมา  แผ่นดินต้นกำเนิดของประเทศไทยฝัง่ ตะวันออกทีเ่ คยเป็นส่วนหนึง่ ของกอนด์วานา  ซึ่งเป็นแผ่นธรณีทวีป (Continental  plate) ขนาดใหญ่อยู่ทางซีกโลกใต้  ได้  แยกตัวออกมา  เรียกว่า  แผ่นธรณีอนิ โดจีน  และถูกดันให้เคลือ่ นทีอ่ ย่างต่อเนือ่ ง  ผ่านทะเลโบราณไปทางเหนือเข้าหาเส้นศูนย์สูตร  พร้อมกับมีการสะสมตัวของ  ตะกอนในทะเล  ดังหลักฐานที่พบบริเวณจังหวัดเลยเป็นซากดึกดำบรรพ์ของ  สัตว์ทะเลหลายชนิด  อาทิ  ปะการัง  และเรดิโอลาเรีย (Radiolaria)  ซึง่ บ่งบอก  สภาพการสะสมตัวในทะเลค่อนข้างลึก ก่อนสิ้นยุคดีโวเนียน  แผ่นธรณีมหาสมุทรด้านตะวันตกได้มุดตัวลง  ใต้แผ่นธรณีอินโดจีน  เกิดเป็นแนวเกาะภูเขาไฟรูปโค้ง (Island  arc)  และพา  ตะกอนที่สะสมตัวในทะเลมาพอกพูน (Accretion) ตามแนวการมุดตัว ยุคคาร์บอนิเฟอรัส  ราว 359 - 299 ล้านปี  การมุดตัวของแผ่นธรณี  มหาสมุทรยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งยุติลงในช่วงปลายยุค  ตลอด  ยุคนีม้ กี ารสะสมตัวของตะกอนจากน้ำทะเลและกระแสน้ำขุน่  (Turbidite)  พบซาก  ดึ ก ดำบรรพ์ ข องสาหร่ า ย  ฟอแรมิ น ิ เ ฟอรา  ปะการั ง   และแบรคิ โ อพอด  ในหินของยุคนี้ที่จังหวัดเลย • ตะกอนใต้ท้องทะเล ถูกพามาพอกพูนตามแนวการมุดตัว

• การมุดตัวของแผ่นธรณีมหาสมุทรลงใต้แผ่นธรณีอินโดจีน

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ •  ลูบลิโนฟิลลัม  ไทยแลนดิคัม  (Lublinophyllum thailandicum)  พบบริเวณจังหวัดเลย สัตว์ดึกดำบรรพ์หลายเซลล์ประเภทไม่มี  กระดูกสันหลัง  จำพวกปะการัง  อาศัย  อยู ่ เป็ นกลุ ่ ม ตามพื ้ นทะเลน้ ำ ตื ้ น ในยุ ค  คาร์บอนิเฟอรัส 20 cm.

4.5 cm.

•  แบรคิ โอพอด  (Brachiopod)  พบบริ เวณ  จังหวัดเลย สัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะคล้ายหอย  สองฝา  มีกา้ นเนือ้ เยือ่ ยื่นออกไปยึดเกาะอาศัยอยู่  บนพืน้ ทะเล  พบได้ทว่ั ไปตลอดมหายุคพาลีโอโซอิก  และลดปริมาณลงจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปเมื่อครั้ง  สิ้นสุดยุคเพอร์เมียน

•  สโตรมาโตโปรอยด์  (Stromatoporoid) พบบริเวณจังหวัดเลย สั ต ว์ ด ึ ก ดำบรรพ์ ห ลายเซลล์ ป ระเภทไม่ ม  ี กระดูกสันหลัง  พบมากในยุคดีโวเนียนและ  คาร์บอนิเฟอรัส 8 cm.

 ยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน-คาร์บอนิเฟอรัส

ธรณีวิทยา “เขาใหญ่” จากอดีตสู่ปัจจุบัน








ยุคเพอร์เมียน

เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร  เกิดการสะสมตัวของ  ตะกอนไหล่ทวีปและลาดทวีปจำพวกหินปูน  หินเชิรต์   และหินดินดานอย่างกว้างขวาง  พบซากดึกดำบรรพ์  ของสัตว์ทะเลจำนวนมากในหินปูน  อาทิ  ฟิวซูลินิด  ปะการัง  และแอมโมไนต์  หินซึ่งเป็นหลักฐานของ  เหตุการณ์ยุคเพอร์เมียนเหล่านี้พบอยู่บริเวณด้าน  ตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  ในปัจจุบัน

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์

15 cm.

•  ปะการัง  (Coral)  พบบริเวณจังหวัดเลย  ปะการังเป็นสัตว์ทะเลทีอ่ าศัยอยูบ่ ริเวณทะเลน้ำตืน้   อุณหภูมิอบอุ่น  และแสงแดดส่องถึง  จึงมักพบ  ซากดึกดำบรรพ์ของปะการังในหินปูนโดยเฉพาะ  หินปูนยุคเพอร์เมียน

•  ฟิวซูลินิด  (Fusulinid)  พบบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ ฟิวซูลินิด  หรือคตข้าวสาร  เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่มีลักษณะเรียว  คล้ายเม็ดข้าว  มีขนาดเล็กมาก  มีเส้นผ่านศูนย์กลาง  0.5 - 1  เซนติเมตร  อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่นบริเวณทะเลน้ำตื้น  โดยเริ่มปรากฏตั้งแต่ยุค  คาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย  และได้สูญพันธุ์ไปในปลายยุคเพอร์เมียน  จึงมีประโยชน์มากในการกำหนดอายุของชั้นหินในช่วงอายุประมาณ  299  - 251  ล้านปี 0.5-1 cm. 15 cm.

ยุคเพอร์เมียน  (Permian  Period)  299 - 251  ล้านปี อาณาจักรเขาใหญ่ใต้ทะเล

ล้านปี 443.7

299

251

199.6

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

•  แอมโมนอยด์  (Ammonoid)  พบบริเวณเขาชนโถ จังหวัดเพชรบูรณ์ สัตว์ทะเลกลุ่มเดียวกับหมึกทะเลปัจจุบัน  มีเปลือกหนา  ขดเป็นวง  บนเปลือกมักมีปุ่มสันและหนาม  ส่วนใหญ่  ลอยอยู่บนผิวน้ำ

•  หอยสองฝายักษ์อลาโตคอนชา  (Alatoconcha)  พบบริเวณเขาทองจังหวัดสระบุรี สัตว์ทะเลน้ำตื้นเขตร้อนในวงศ์  Alatoconchidae  ที่ปรับตัว  อาศั ย อยู ่ ใ นอาณาบริ เวณทะเลเขตอบอุ ่ น ในประเทศไทย  พบในกลุ่มหินสระบุรีในหลายจังหวัด  ตั้งแต่จังหวัดสระบุรี  ลพบุ ร ี   นครราชสี ม า  และนครสวรรค์   ในภาคใต้ พ บใน  กลุ่มหินราชบุรีที่จังหวัดชุมพร

19 cm.

19 cm.

ยุคเพอร์เมียน

ภายหลังการมุดตัวของแผ่นธรณีมหาสมุทร  ลงใต้แผ่นธรณีอินโดจีนหยุดลงเมื่อปลายยุคคาร์บอ-  นิเฟอรัส  แผ่นธรณีฉาน - ไทย  แผ่นดินต้นกำเนิด  ของประเทศไทยฝั่งตะวันตกแยกตัวจากกอนด์วานา  และเคลื่อนที่ขึ้นเหนือเข้าหาเส้นศูนย์สูตรจนเข้าใกล้  ด้านตะวันตกของแผ่นธรณีอินโดจีน  ช่วงกลางยุคเพอร์เมียน  สิ่งแวดล้อมระหว่าง  แผ่นธรณีทั้งสองมีสภาพเป็นทะเลที่สงบและอบอุ่น 


11

ยุคเพอร์โมไทรแอสซิก  (Permo - Triassic  Period)

ธรณีพิโรธ  แผ่นดินสั่นไหว  ภูเขาไฟกัมปนาท 

ยุคเพอร์โมไทรแอสซิก

ยุคเพอร์โมไทรแอสซิก

10

•  Volcanic  ash •  Volcanic  dust

•  Flow Band

•  แรงขับจากเทือกเขากลางสมุทรผลักดันให้แผ่นธรณีมหาสมุทรมุดตัวอีกครั้ง  และทำให้แผ่นธรณีอินโดจีน  ยกตัวขึ้น  เกิดการระเบิดของภูเขาไฟอย่างรุนแรงตลอดแนวการมุด ปลายยุ ค เพอร์ เ มี ย นต่ อ ต้ น ยุ ค ไทรแอสซิ ก  เริ ่ ม เกิ ด เทื อ กเขากลางสมุ ท ร  (Oceanic  ridge)  ระหว่ า งแผ่ น ธรณี ฉ าน-ไทยกั บ แผ่ น ธรณี อ ิ น โดจี น  ทำให้เกิดการมุดตัวของพื้นมหาสมุทรลงใต้แผ่นธรณี  ทั้งสอง  เป็นผลให้แผ่นธรณีฉาน-ไทยและแผ่นธรณี  อินโดจีนเคลื่อนที่เข้าหากันอย่างรวดเร็ว  และเกิด  ภูเขาไฟปะทุรุนแรงตลอดแนวการมุดตัวทั้งสองฝั่ง  ส่งผลให้พืชและสัตว์หลายชนิดสูญพันธุ์โดยเฉพาะ  สัตว์ทะเล  แผ่ น ดิ น ด้ า นแผ่ น ธรณี อ ิ น โดจี น จึ ง พบหิ น  กรวดเหลีย่ มภูเขาไฟ (Agglomerate)  หินทัฟฟ์  (Tuff)  หินไรโอไลต์  (Rhyolite)  หินแอนดีไซต์  (Andesite)  และหินบะซอลต์  (Basalt)  ตั้งแต่บริเวณจังหวัดเลย  ต่อเนือ่ งลงมาถึงขอบด้านตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบสูง  โคราช  แนวภูเขาไฟบางบริเวณถูกหนุนรองด้วยหิน  อัคนีแทรกซอน  บริเวณด้านตะวันตกและส่วนปลาย 

ล้านปี 443.7

299

251

199.6

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

•  Agglomerate

•  หินกรวดเหลีย่ มภูเขาไฟบริเวณน้ำตกเหวสุวตั   แสดงการเรียงตัวของหินไรโอไลต์ชัดเจน

ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ  เขาใหญ่พบหินไรโอไลต์  หินทัฟฟ์  และหินกรวดเหลี่ยม  ภูเขาไฟเป็นส่วนใหญ่  การระเบิดของภูเขาไฟนีไ้ ด้พน่ ตะกอนภูเขาไฟ  (Pyroclastics)  หลายขนาดขึ้นไปบนอากาศ  ฝุ่น  ภูเขาไฟ  (Volcanic  dust)  ขนาดเล็กมากฟุง้ กระจาย  ไปตามแรงลมไกลออกไป  จนเมื่อลมหมดกำลังจึง  ตกสะสมและเย็นตัวเป็นหินทัฟฟ์  ส่วนเถ้าภูเขาไฟ  (Volcanic  ash)  ทีม่ คี วามร้อนสูงจะถูกพ่นปนออกมา  พร้อมกับก๊าซและไอน้ำจากปล่องภูเขาไฟ  แล้วตกลง  มาบริเวณไหล่ภเู ขาก่อนไหลลงตามลาดเขาและทับถม  แข็งตัวเป็นหินทัฟฟ์ทแ่ี สดงชัน้ การไหล  (Ashflow tuff)  หรือหินอิกนิมไบรต์  (Ignimbrite)  ส่วนตะกอนภูเขาไฟ  ที่มีขนาดใหญ่อย่างเช่นพวกบอมบ์หรือมูลภูเขาไฟ   (Lapilli)  จะตกสะสมอยูใ่ กล้ๆ กับภูเขาไฟ  เมือ่ เย็นตัว  กลายเป็นหินเรียกว่า  หินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ


12

13

ยุคไทรแอสซิก

พัดพาตะกอนไปสะสมตัวตามที่ลุ่มต่ำ  บนบก  รวมกับซากพืชและสัตว์ในยุค  ไทรแอสซิ ก   ซึ ่ ง เป็ น ยุ ค เริ ่ ม ต้ น ของ  สัตว์มีกระดูกสันหลังจำพวกไดโนเสาร์  จระเข้น้ำจืด  สัตว์เลื้อยคลาน  เต่า  รวมทั้งพืชมีเมล็ดหลายชนิด  ไม่พบ  ชั้นหินตะกอนยุคไทรแอสซิกภายใน  บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ •  กระดูกและฟันของไฟโตซอร์  (Phytosaur)  พบบริเวณจังหวัดเลย ไฟโตซอร์เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะคล้ายจระเข้โบราณ  อาศัยอยู่ใน  ยุคไทรแอสซิกตอนปลาย  พบซากดึกดำบรรพ์เป็นขากรรไกรและฟัน

25 cm.

ยุคไทรแอสซิก  (Triassic  Period)  251 - 199.6  ล้านปี กำเนิดแผ่นดินอีสาน  เปิดตำนานเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์

ล้านปี 443.7

299

251

199.6

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

• อีสานโนซอรัส  อรรถวิภัชน์ช ิ (Isanosaurus attavipachi)  พบบริเวณจังหวัดชัยภูมิ ไดโนเสาร์กินพืชที่มีอายุเก่าแก่อาศัยอยู ่ ในยุคไทรแอสซิกตอนปลาย  มีขนาดใหญ่  จากส่วนคอถึงหางยาวประมาณ  13 - 15  เมตร  เดินสี่ขา  ตัวอย่างต้นแบบพบกระดูกสันหลัง  ส่วนคอ  กระดูกสันหลัง  และหางในหมวด  หินน้ำพอง  110 cm.

ยุคไทรแอสซิก

การมุดตัวของแผ่นธรณีมหา-  สมุทรเกิดอย่างต่อเนือ่ ง  จนกระทัง่ แผ่น  ธรณีฉาน - ไทยกับแผ่นธรณีอินโดจีน  เชื่อมต่อเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันตอน  ปลายยุคไทรแอสซิก  และทำให้ทะเล  ปิดตัวลง  พื้นที่ตามแนวตะเข็บของ  การชนกันยกตัวขึน้   พืน้ ทีฝ่ ง่ั ตะวันออก  ทีอ่ ยูบ่ นแผ่นธรณีอนิ โดจีนเกิดเป็นทีร่ าบ  กว้างใหญ่  ต่ อ มากระแสน้ ำ ได้ เ ข้ า มามี  บทบาทในการกัดกร่อนพื้นที่สูง  และ 


14

15

ยุคจูแรสซิก

ของทางน้ำโค้งตวัด  (Meandering  stream)  ซึ่งมี  กระแสน้ำรุนแรง  ทำให้เกิดการตกตะกอนบริเวณ  สองฝั่งของที่ราบลุ่มแม่น้ำ  จนกระทั่งถึงช่วงต่อ  ระหว่างยุคจูแรสซิกกับครีเทเชียส  จึงเกิดการสะสมตัว  ของตะกอนจากธารประสานสาย  (Braided  stream)  ในหมวดหินพระวิหาร  ซึ่งหินทั้งสองหมวดนี้พบได้  ในบริ เ วณตอนกลางและตะวั น ออกของอุ ท ยาน  แห่ ง ชาติ เ ขาใหญ่  สภาพแวดล้ อ มที ่ อ ุ ด มสมบู ร ณ์  ด้วยกระบวนการทางน้ำในยุคจูแรสซิกส่งผลให้เกิด  การแพร่พันธุ์ของพืชและสัตว์โดยเฉพาะไดโนเสาร์  ทั้งขนาดเล็กและใหญ่

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ •  ปลาน้ำจั้น  เลปิโดเทส  พุทธบุตรเอนซิส  (Lepidotes  buddhabutrensis)  พบบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ ์   ปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในยุคจูแรสซิก  ตอนปลายถึงครีเทเชียสตอนต้น  มี  ความยาวประมาณ  30 - 60  เซนติเมตร  และมีเกล็ดแข็งลักษณะรูปขนมเปียกปูน  กินพืช  เป็นอาหาร  สูญพันธุ์ไปเมื่อ  65  ล้านปีก่อน

30 cm.

ยุคจูแรสซิก  (Jurassic  Period)  199.6 - 145.5  ล้านปี

แพร่เผ่าพันธุ์บนผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์

•  ไดโนเสาร์พนั ธุส์ เตโกซอริด  (Stegosaurid)  พบบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์  ไดโนเสาร์กนิ พืชทีม่ แี ผงหลังซึง่ พบครัง้ แรกในประเทศไทย  อาศัยอยูใ่ นยุค  จูแรสซิก  มีลกั ษณะหัวเรียวเล็ก  ความยาวจากหัวถึงหางประมาณ  15  เมตร  พบชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์เป็นกระดูกสันหลังที่มีส่วนต่อกับแผงหลังใน  หมวดหินภูกระดึง 35 cm.

ล้านปี 443.7

299

251

199.6

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

ยุคจูแรสซิก

ในยุคนี้มีการยกตัวของแนวภูเขาไฟเดิมอย่าง  ต่อเนื่อง  เกิดเป็นสันเขาในบริเวณอุทยานแห่งชาติ  เขาใหญ่  ต่อเป็นแนวยาวพาดผ่านจังหวัดสระบุรี  จนถึงจังหวัดเลย  และลาดเทไปทางทิศตะวันออก  จากนัน้ ทางน้ำซึง่ ไหลเข้ามาในทีร่ าบจะกัดกร่อนพาเอา  ตะกอนจากทีส่ งู มาตกสะสม  เกิดเป็นทีร่ าบธารน้ำพา  (Fluvial  plain  deposits) ขนาดใหญ่  นานวันผ่านไป  ตะกอนที่ทับถมจึงแข็งตัวเกิดเป็นหินตะกอนของ  กลุ่มหินโคราช หลักฐานรูปแบบการสะสมตัวของหินตะกอน  หมวดหินภูกระดึงบ่งชีว้ า่   ตะกอนทีพ่ บในยุคจูแรสซิก  ตอนกลางถึงตอนปลายเกิดจากการพัดพามาทับถม 


16

17

ยุคครีเทเชียส

การระเบิดอย่างต่อเนือ่ งยาวนานของภูเขาไฟขนาดยักษ์  ในขณะทีอ่ กี กลุม่ หนึง่ เชือ่ ว่าเกิดจากอุกกาบาตขนาดใหญ่  พุง่ ชนโลก  ก่อให้เกิดฝุน่ เถ้าปริมาณมหาศาลปกคลุม  ท้องฟ้าให้มดื มิด  จนแสงอาทิตย์สอ่ งลงมาไม่ถงึ พืน้ ดิน  เป็ น เวลานาน  พื ช และสั ต ว์ ห ลายชนิ ด จึ ง ล้ ม ตาย  โดยเฉพาะสัตว์ขนาดใหญ่  เช่น  ไดโนเสาร์ทส่ี ญ ู พันธุ ์ ไปในที่สุด  ปัจจุบันนี้มีการค้นพบหลักฐานยืนยัน  สมมติฐานการสูญพันธุจ์ ากอุกกาบาตพุง่ ชน  โดยพบ  ธาตุอิริเดียม  (Iridium)  ซึ่งมีอยู่มากในอุกกาบาต  สะสมตัวในปริมาณที่มากผิดปกติเป็นชั้นบางๆ ใน  หินตะกอนที่เกิดในช่วงรอยต่อระหว่างยุคครีเทเชียส  กับยุคพาลีโอจีนหลายแห่งทั่วโลก

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ • โครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืช ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae)  พบบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดขอนแก่น ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวหางยาว  อาศัยอยู่ในต้นยุคครีเทเชียส  พบซากดึกดำบรรพ์  ในหมวดหินเสาขัว  ทัง้ ในจังหวัดกาฬสินธุ ์ ขอนแก่น  และสกลนคร  โดยเฉลีย่   ความยาวจากหัวถึงหางประมาณ  15 - 20  เมตร  ซึ่งชื่อชนิด “สิรินธรเน” นั้น  ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ผู้สนพระราชหฤทัยในงานด้านโบราณชีววิทยา

300 cm.

6 cm. 20 cm.

ยุคครีเทเชียส  (Cretaceous  Period)  145.5 - 65.5  ล้านปี ยุคไดโนเสาร์เฟื่องฟู  ก่อนมุ่งสู่กาลอวสาน

ล้านปี 443.7

299

251

199.6

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

• กระดองเต่าอีสานเนมิส  ศรีสุขกิ  (Isanemys  srisuki)  พบบริเวณจังหวัดหนองบัวลำภู เต่าโบราณที่อาศัยอยู่ในต้นยุคครีเทเชียส  เป็นเต่าน้ำจืด  กระดองหลังโค้ง  พบซากดึกดำบรรพ์ส่วนกระดองเกือบ  ในยุคครีเทเชียส  ธารประสานสายบริเวณ  สมบูรณ์

ภาคอี ส านของไทยยั ง คงทำหน้ า ที่ก ั ด เซาะพั ด พา  ตะกอนทรายจากต้นกำเนิดมาสะสมอย่างต่อเนื่อง  จนถึงปลายยุคจึงเกิดการเปลีย่ นแปลงสภาพแวดล้อม  เป็นทะเลทรายและทะเลสาบน้ำเค็ม (Salt  lake)   อากาศที่ ร ้ อ นและแห้ ง แล้ ง ทำให้ น ้ ำ ในทะเลสาบ  ระเหยออกไปมากจนมีความอิ่มตัว  จึงตกผลึกเป็น 

30 cm.

• ฟันของไดโนเสาร์กินปลา สยามโมซอรัส สุธีธรนี (Siamosaurus suteethorni)  พบบริเวณจังหวัดขอนแก่น ไดโนเสาร์กินปลาที่อาศัยอยู่ในต้นยุคครีเทเชียส  ความยาวลำตัวประมาณ  7  เมตร  มี  3  นิ้ว  จัดอยู ่ ในวงศ์สไปโนโซริด  ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ปากแคบยาว  คล้ายกับพวกจระเข้  ชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์ที่พบ  เป็นฟันที่เรียวยาว  ปลายแหลม  มีสันโดยรอบ •  ซิตตะโกซอรัส  สัตยารักษ์ก ิ (Psittacosaurus  sattayaraki)  พบบริเวณจังหวัดชัยภูมิ ไดโนเสาร์ปากนกแก้ว  กินพืชขนาดเล็ก  เคลื่อนไหว  รวดเร็ว  อาศัยอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น  ความยาว  ลำตัวประมาณ  1.50  เมตร  พบซากดึกดำบรรพ์เป็น  ฟันกรามและฟันบนล่าง

ยุคครีเทเชียส

หินเกลือระเหย  (Evaporite)  ที่ประกอบด้วยเกลือหิน (Rocksalt)  และแร่โพแทช  สะสมตัวเป็นชัน้ หนามาก  ในภาคอีสาน พบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์สะสมตัว  อยู่ในหินตะกอนยุคครีเทเชียสหลายบริเวณ  สำหรับ  ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พบรอยตีนไดโนเสาร์  ประเภทกินเนือ้ ปรากฏอยูบ่ นก้อนหินทรายยุคครีเทเชียส  ทีห่ ลุดร่วงลงมาอยูร่ ิมลำน้ำใสใหญ่  ในเขตอำเภอนาดี  จังหวัดปราจีนบุรี ยุคครีเทเชียสเป็นยุคเฟือ่ งฟูทส่ี ดุ ของไดโนเสาร์  ในประเทศไทย  จนกระทัง่ ตอนปลายของยุคเกิดการ  สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์ทั่วโลกรวมทั้งใน  ประเทศไทย  นักวิทยาศาสตร์บางกลุม่ เชือ่ ว่า  เกิดจาก 


18

19

ยุคพาลีโอจีน - นีโอจีน

บรรพบุรษุ ใกล้ชดิ ทีส่ ดุ ของสายพันธุอ์ รุ งั อุตงั ในปัจจุบนั ร่วมกับซากดึกดำบรรพ์หลายชนิด  เช่น  ช้าง  แรด โบราณ  ม้าโบราณ  รวมถึงเต่ายักษ์  และจระเข้ ขนาดใหญ่  บริเวณบ่อทราย  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ 15 cm. •  ฟันช้างเตตระโลโฟดอน  (Tetralophodon)    พบบริเวณจังหวัดนครราชสีมา  ช้างประเภทแรกๆ ในยุคนีโอจีน  มีลำตัวขนาด  ใหญ่เท่าๆ กับช้างปัจจุบัน  พบชิ้นส่วนกราม  พร้อมฟัน • แม่เมาะซิออน  โพธิสัตย์ต ิ (Maemohcyon potisati)  พบบริเวณอำเภอแม่เมาะ  จังหวัดลำปาง    สัตว์กินเนื้อสกุลใหม่ของโลก  อยู่ในตระกูล  แอมฟิซโิ อนิเดขนาดใหญ่  มีลกั ษณะผสมผสาน  ระหว่างสุนัขกับหมี  พบซากดึกดำบรรพ์  เป็นฟันกรามล่างจำนวน  4  ซี่

2 cm.

•  โคราชพิเธคัส  พิรยิ ะอิ  (Khoratpithecus  piriyai)  พบบริเวณอำเภอเฉลิมพระเกียรติ  จังหวัดนครราชสีมา เอปโคราชมีลักษณะพิเศษคือ  เป็นเอปขนาดใหญ่  ตัวเท่าอุรงั อุตงั ปัจจุบนั   การค้นพบครัง้ นีถ้ อื เป็น  หลักฐานว่าบรรพบุรษุ อุรงั อุตงั ได้ถอื กำเนิดขึน้ ใน  ประเทศไทย

ยุคพาลีโอจีน  (Paleogene  Period) 65.5 - 23  ล้านปี ยุคนีโอจีน  (Neogene  Period) 23 - 2.6  ล้านปี ยุคประติมากรรมธรรมชาติ  สรรค์สร้างเขาใหญ่

ล้านปี 443.7

299

251

199.6

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

7 cm. ในยุคพาลีโอจีน แผ่นธรณีทวีปอินเดีย (Indian continental  plate)  ได้เคลื่อนจากทางใต้ขึ้นมา ชนกับแผ่นธรณีทวีปยูเรเซีย (Eurasian  continental plate)  ทำให้ที่ราบยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูงโคราช (Khorat  plateau)  และเกิดรอยแตก (Fracture) รอยแยก (Joint)  และรอยเลื่อน (Fault) อยู่ทั่วไป อีกทั้งแม่น้ำสายใหญ่เริ่มมีบทบาทในการกัดเซาะ พัดพา  และสะสมตะกอน  จึงเป็นยุคเริม่ ต้นของการ สลักเสลาที่ราบสูงโคราชและพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่  จนเป็นรูปเป็นร่างดังที่เห็นในปัจจุบัน 

15 cm.

•  โครงกระดูกปลา  (Parambassis  paleosiamensis)  พบบริเวณ  จังหวัดเพชรบูรณ์ ปลาน้ำจืดในสมัยไมโอซีน  ซึง่ เป็น  ชนิดใหม่ของโลก  อยู่ในสกุลปลา  แป้นแก้ว  (Parambassis)  วงศ์  ปลาข้าวเม่า  ขนาดหัวถึงหางยาว  ประมาณ  7.5  เซนติเมตร

ยุคพาลีโอจีน - นีโอจีน

การกัดเซาะของแม่นำ้ ยังเกิดอย่างต่อเนือ่ งถึง ยุคนีโอจีน  ตะกอนถูกพัดพามาสะสมตามหุบเขา ที่ราบลุม่   และแอ่งน้ำ  นีโอจีนเป็นยุครุง่ เรืองของสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนม  รวมทั้งลิงไม่มีหางขนาดใหญ่หรือ เอป (Ape)  ดั ง ได้ ม ี ก ารค้ น พบซากดึ ก ดำบรรพ์ “เอปโคราช”  หรื อ  “Khoratpithecus  piriyai” 


20

21

ยุคควอเทอร์นารี  (Quaternary  Period)  2.6  ล้านปี  - ปัจจุบนั

ควอเทอร์ น ารี เ ป็ น ยุ ค สุ ด ท้ า ยตามมาตรา ธรณีกาล  เริ่มต้นที่  2.5  ล้านปีล่วงมาจนถึงปัจจุบัน การกร่อนและการผุพงั ของหินบริเวณพืน้ ทีข่ องอุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากยุคก่อน โดยมีน้ำเป็นตัวการหลัก  กัดเซาะชั้นหินให้ลึกลงไป เป็นร่องเขา  พัดพาตะกอน  เศษหิน  กรวดทราย และดินเหนียว  ลงไปสะสมทับถมกันอยู่ในหุบเขา เชิงเขา  และร่องลำธาร  ขณะเดียวกันน้ำที่ไหลผ่าน ชั้นหินนี้ก็ได้กัดกร่อนพื้นที่ให้เกิดภูมิลักษณ์รูปแบบ ต่างๆ กระบวนการกั ด กร่ อ นและผุ พ ัง ที่ เ กิ ด ขึ ้ น ได้เปลี่ยนที่ราบสูง  (Plateau)  ให้มีพื้นที่เล็กลงเป็น ภูเขายอดราบ  (Mesa)  ภูเขายอดป้าน  (Butte)  และ ปรับเปลี่ยนบริเวณที่ชั้นหินเอียงเทไปด้านเดียวให้มี ลักษณะเป็นภูเขารูปอีโต้ทเ่ี รียกว่า  เควสตา  (Cuesta)

ตะกอนจากการผุ พ ั ง เมื่ อ ผสมกั บ สารอิ น ทรี ย ์ จ าก ซากพืชซากสัตว์ทับถมให้เป็นดินอันอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่ ก ารเจริ ญ ของพรรณไม้ ต ่ า งๆ งอกงาม ปกคลุมพืน้ ดินเป็นผืนป่าเขาใหญ่  และเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์น้อยใหญ่  บางบริเวณหินภูเขาไฟผุพังและ สลายตัวอยู่กับที่  กลายสภาพเป็นดินโป่งที่อุดมด้วย แร่อลิ ไลต์  คาโอลิไนต์  แคลไซต์  และเกลือแกง เป็นแหล่งแร่ธาตุสำหรับสัตว์ป่า

ยุคควอเทอร์นารี

ยุคควอเทอร์นารี

พร้อมสรรพสำหรับการเป็นมรดกโลก

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ •  หัวกะโหลกหมาป่าไฮยีนา  ครอคูต้า  ครอคูต้า  (Crocuta  crocuta)  พบบริเวณจังหวัดนครราชสีมา หมาป่าไฮยีนาที่พบชิน้ ส่วนหัวกะโหลก  และฟัน  คาดว่ามีลำตัวยาวประมาณ  1-1.60  เมตร  อาศัยอยู่ในที่โล่งและ  แห้งแล้ง  ซึ่งทำให้เราทราบถึง  สภาพภูมิอากาศของสมัยไพลสโตซีน  ต้นยุคควอเทอร์นารีได้เป็นอย่างดี

3 cm. 25 cm. •  กระดูกแรดโบราณ  (Rhinocerotidae)  พบบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ ไรโนเซอโรทิเดเป็นแรดโบราณสมัยไพลสโตซีน  ต้นยุคควอเทอร์นารี  เป็นสัตว์กีบเดี่ยวขนาดใหญ่

10 cm.

ล้านปี 443.7

299

251

199.6

145.5

65.5

2.6 ปัจจุบัน

•  ฟันกรามแพนด้ายักษ์  แอลูโรพอดา  เมลาโนลูกา  บาโคนิ  (Ailuropoda  melanoleuca  baconi)    พบบริเวณจังหวัดชัยภูมิ แพนด้ายักษ์  แอลูโรพอดา  เมลาโนลูกา  บาโคนิ  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในเขตอากาศอบอุ่น  ถึงเย็น  เมื่อพบกระดูกของแพนด้ายักษ์บริเวณจังหวัด  ชัยภูมิจึงทำให้เราทราบว่าบริเวณนี้ในยุคควอเทอร์นารี  เคยมีอากาศหนาวเย็นมาก่อน


22

บทที ่ 3 “เขาใหญ่” ในวันนี้

D

พลิกแผ่นดิน  พบข้อมูลธรณีวิทยา

แผนที่แสดงข้อมูลทางธรณีวิทยาในเขตอุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่

A

ธรรมชาติใช้เวลาหลายร้อยล้านปีในการสร้างสรรค์พื้นที่อุทยานแห่งชาติ  เขาใหญ่  ผ่านกระบวนการต่างๆ ทางธรณีวทิ ยา  ทัง้ การสร้างและการกัดกร่อน  ทำลายอย่างต่อเนื่อง  เพื่อปรับสมดุลของโลกตามวัฏจักร

C B

meters 1200 1000 200 600 400 200 0

A

meters 1200 1000 800 600 400 200 0

C

meters

B

1200 1000 200 600 400 200 0

meters

D

1200 1000 200 600 400 200 0

LEGEND Sedimentary Rock

Age

Qa Alluvia gravel Holocene Qt Terrace gravel Pleistocene JKpw Phra Wihan Formation Lower Cretaceous Jpk Phra Kraduang Fomation Jurassic Psb Sub Bon Formation Middle-Upper Permian

Igneous Rock

TRgr PTRv

Granite Volcanic Rocks

Upper Triassic Permian - Triassic

อุ ท ยานแห่ ง ชาติ เ ขาใหญ่ ม ี อ าณาบริ เ วณ ครอบคลุมพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสระบุรี  นครราชสีมา  ปราจีนบุรี  และนครนายก  มีสภาพเป็น แนวเขาสูงตระหง่านสมชือ่  “เขาใหญ่”  แนวเขาเหล่านี้ รองรั บ ด้ ว ยหิ น หลากหลายชนิ ด และตะกอนร่ ว น  ซึ ่ ง เป็ น มรดกทางธรณี ว ิ ท ยาที่ใ ช้ เ วลายาวนานใน การรังสรรค์  หากย้อนธรณีกาลเพือ่ ติดตามการเกิดของหิน ในอุทยานฯ  เริ่มจากขอบด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของพื้นที่อุทยานฯ  จะพบหินยุคเก่าที่สุดในเขาใหญ่ เป็นหินตะกอนอายุเพอร์เมียน  ชนิดหินปูน  หิน ดินดานและหินเชิร์ต  จัดอยู่ใน “กลุ่มหินสระบุรี” ตามลำดับชั้นหินของประเทศไทย  ซึ่งเกิดจากการ ตกตะกอนทางเคมีของน้ำทะเลในสภาพแวดล้อม โบราณบริเวณไหล่ทวีปและลาดทวีป พื้นที่ด้านตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือ ของอุทยานฯ  พบหินตะกอนภูเขาไฟและหินภูเขาไฟ อายุเพอร์โมไทรแอสซิก  ที่เกิดในช่วงต่อระหว่างยุค เพอร์เมียนกับยุคไทรแอสซิก  แผ่ครอบคลุมพื้นที่ เกือบครึง่ ของอุทยานฯ  ประกอบด้วย  หินกรวดเหลี่ยม ภูเขาไฟ  หินทัฟฟ์  หินไรโอไลต์  หินแอนดีไซต์  และ หิ น บะซอลต์   บางบริ เ วณพบหิ น อั ค นี แ ทรกซอน หนุนรองอยู่

พื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของอุทยานฯ เป็นหินตะกอนธารน้ำพาของกลุม่ หินโคราช  โดยพบ หินทรายและหินโคลนของหมวดหินภูกระดึง  วางตัว ปิ ด ทั บ อยู ่ บ นหิ น ตะกอนภู เ ขาไฟและหิ น ภู เ ขาไฟ ยุคเพอร์โมไทรแอสซิก  ทางตอนกลางของอุทยานฯ ระหว่างเส้นทางจากมอสิงโตไปถึงโค้งหักศอกก่อนถึง จุดชมวิวผาเดียวดาย  เป็นรอยต่อระหว่างหินทราย ของหมวดหิ น ภู ก ระดึ ง กั บ หิ น ทรายของหมวดหิ น พระวิหารที่วางตัวปิดทับอยู่ด้านบน  ตอนใต้ ส ุ ด ของอุ ท ยานฯ  พบตะกอนร่ ว น จำพวกกรวด  ทราย  และดินเหนียว  อายุควอเทอร์นารี ซึ ่ ง เป็ น ผลจากธารน้ ำ กั ด กร่ อ นหิ น ทรายในหมวด หินพระวิหารจนเป็นเม็ดขนาดกรวดทราย  จากนั้น กระแสน้ำได้ทำหน้าที่พัดพาเอากรวดทรายมาสะสม ตัวตามบริเวณที่ทางน้ำไหลผ่าน  กระบวนการทางธรณีท่ดี ำเนินมาอย่างต่อเนือ่ ง ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดหินหลายชนิดในเขตอุทยานฯ เท่านัน้   แรงมหาศาลจากภายในโลกทีย่ กพืน้ ทีภ่ าคอีสาน ขึน้ เป็นทีร่ าบสูง  ยังทำให้หนิ แตกและเคลือ่ นที่พร้อมทัง้ ทิง้ รอยจารึกไว้เป็นโครงสร้างทางธรณี วทิ ยาหลายแบบ เช่น  รอยเลือ่ น  รอยแตก  และรอยแยก  ปรากฏอยู่ ในชั้นหินได้ทั่วไป

“เขาใหญ่” ในวันนี้

“เขาใหญ่” ในวันนี้

23


24

25

ก่อกำเนิดประติมากรรมธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ก่อกำเนิดประติมากรรมธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ค้างคาวไม่นอ้ ยกว่า 25 ชนิด  นกไม่นอ้ ยกว่า 293 ชนิด สัตว์เลือ้ ยคลานและสัตว์ครึง่ บกครึง่ น้ำประมาณ 70 ชนิด ผืนป่าในเขตของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็ น แหล่ ง ต้ น น้ ำ ลำธารทีส่ ำคั ญ หลายสาย  เช่ น เป็นต้นธารของแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรี ทีไ่ หลไปรวมกันเป็นแม่นำ้ บางปะกง  ลำตะคองทีไ่ หล หล่อเลี้ยงผู้คนในจังหวัดนครราชสีมา  และต้นน้ำ ของแม่น้ำมูล  ลำน้ำที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ ของผูค้ นในภาคอีสานตอนล่าง  ไหลเลาะเลียบไปทาง ทิศตะวันตกลงสู่แม่น้ำโขงทีอ่ ำเภอโขงเจียม  จังหวัด อุบลราชธานี

ก่อกำเนิดประติมากรรมธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ ่ ผืนป่าแห่งนี้มีเรื่องเล่า...หลายคนอาจรู้จักเขาใหญ่ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือนห้องเรียนทางธรรมชาติ  ขนาดใหญ่  ทว่าแท้จริงแล้วเขาใหญ่มีอดีตอันลึกลับที่ผู้คนต่างยุคสมัยเล่าขานกันเนิ่นนานจวบจนปัจจุบัน ผืนป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ที่ทอดตัวขวางกั้น ระหว่ า งที่ร าบสู ง แผ่ น ดิ น อี ส านกั บ พื ้ น ที่ ร าบลุ ่ ม ภาคกลาง  หรือที่รู้จักกันในนาม “ดงพญาไฟ” หรือ “ดงพญาเย็ น ”  ตำนานเล่ า ขานต่ อ เนื ่ อ งเกีย่ วกั บ สภาพป่ า อั น ดิ บ ชื ้ น   สั ต ว์ ป ่ า ดุ ร ้ า ย  ไข้ ป ่ า   และ ความเชื่อต่างๆ  สร้างภาพลักษณ์ที่น่ากลัวของป่า ในความคิดของผู้คนที่รอนแรมเดินทางผ่านไปมา  จนกระทัง่ ปี  พ.ศ. 2502  ฯพณฯ  จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางไปตรวจราชการ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และเล็งเห็นถึงความสำคัญ ทีจ่ ะคุม้ ครองรักษาธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมโดยเฉพาะ ทรัพยากรป่าไม้  จึงได้ประกาศให้บริเวณพืน้ ทีป่ า่ เขาใหญ่ เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับแรกของประเทศ  มีพื้นที่ ครอบคลุ ม อยู ่ ใ นเขต  4  จั ง หวั ด   คื อ   ปราจี น บุ ร ี

ปกคลุมไปด้วยป่าดิบเขาและป่าดิบชืน้   พืน้ ทีด่ า้ นทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือเป็นป่าเบญจพรรณ  ส่วนป่าดิบแล้ง ขึน้ อยูใ่ นพืน้ ทีร่ าบแถบจังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรี  พื้นที่ซึ่งเคยทำเกษตรกรรมมาก่อนปัจจุบันนี้มี สภาพเป็ น ป่ า ทุ ่ ง หญ้ า   สำหรั บ ป่ า เต็ ง รั ง พบเพี ย ง เล็กน้อย  องค์ประกอบสำคัญยิง่ ของระบบนิเวศเขาใหญ่ คือสัตว์ปา่   ซึง่ เป็นปัจจัยทำให้เกิดความเปลีย่ นแปลง ของพัฒนาการทีไ่ ม่สน้ิ สุด  จากการสำรวจของนักวิจยั และเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เบื้องต้น พบว่า  มีสตั ว์เลีย้ งลูกด้วยนมอยูห่ ลายประเภท  ได้แก่ ข้อมูลทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  มีพน้ื ที ่ 2,168 ตาราง สัตว์กินเนื้อ 16 ชนิด  ช้าง 1 ชนิด  สัตว์กีบ 7 ชนิด กิโลเมตร  ประกอบด้วยทุ่งหญ้ากว้างสลับกับป่าไม้ สั ต ว์ ก ิ น แมลง 3 ชนิ ด   สั ต ว์ จ ำพวกลิ ง  5 ชนิ ด ที่อุดมสมบูรณ์  ทางด้านตะวันออกของอุทยานฯ กระต่ า ย 1 ชนิ ด   สั ต ว์ จ ำพวกใช้ ฟ ั น แทะ 6 ชนิ ด  นครราชสีมา  นครนายก  และสระบุรี  ภายหลัง ได้ ม ี ก ารประกาศจั ด ตั ้ ง อุ ท ยานแห่ ง ชาติ ท ั บ ลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดาในพื้นที่ป่าต่อเนื่องกัน  รวมกันแล้วเป็นผืนป่าอุทยานแห่งชาติใหญ่ที่สุดของ ประเทศไทย  ต่อมาในการประชุมอุทยานแห่งชาติ ของโลก  เมื่อปี  พ.ศ. 2515  ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาใหญ่ได้รบั การยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 อุทยานแห่งชาติ ทีม่ ีการจัดการดีเยี่ยม  และได้รับการประกาศเป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ”  ซึง่ นับเป็นอีกหนึง่ ความภูมใิ จ ของชาติจวบจนปัจจุบัน

ธรณีวิทยากับการก่อเกิดแหล่งธรรมชาติภายใน “เขาใหญ่” ภูมิลักษณ์  (Landform)  เป็นรูปแบบหรือลักษณะของเปลือกโลก ที่มีรูปพรรณสัณฐานต่างๆ กัน  เช่น  เป็นภูเขา ที่ราบสูง  ที่ราบ  และอื่นๆ ล้วนเป็นผลจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา  เพื่อปรับสมดุล ของพื้นผิวโลก  ผ่านกาลเวลาจนมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน  ภูมิลักษณ์ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ซึ่งเกิดจากแนวหินภูเขาไฟและหินตะกอนที่ถูกกัดกร่อนและผุพังโดยน้ำ กอปรกับการแตกหักภายในเนื้อหินจากผลของรอยเลื่อน  รวมทั้งรอยแตก รอยแยกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  เป็นตัวเร่งให้หินผุกร่อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากร่องรอยแตกเล็กๆ ในหินถูกพัฒนาจนกลายเป็นร่องทางน้ำหรือแม่น้ำ ขนาดใหญ่ในที่สุด พลังแห่งสายน้ำทีเ่ ปลีย่ นไปตามฤดูกาลได้กดั กร่อนหินสองข้างลำน้ำ เกิดเป็นหน้าผาสูงชัน  เมื่อสายน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำจึงเกิดเป็นน้ำตก  และเมื่อ ไหลไปปะทะหินแข็ง  เส้นทางน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นไหลเลาะเลี้ยวกัดกร่อน ไปตามรอยแตก  รอยแยก  หรือรอยเลื่อนในหิน  เหลือเพียงหินส่วนที่คงทน กว่าเกิดเป็นแก่งต่างๆ


26

น้ำตกเหวนรก

27

เบื้องหลังความสูงชันกว่าร้อยเมตรของน้ำตกเหวนรกนั้น  กระบวนการแสนอัศจรรย์ของพลังสายน้ำที่กัดเซาะ  หินผาอย่างรุนแรงและเนิ่นนานนับล้านปี  ก่อเกิดเป็นภูมิลักษณ์หน้าผาสูงชันเกือบ  90  องศา  สุสานแห่งช้างป่า  อันเป็น  ที่มาของชื่อ “เหวนรก” น้ ำ ตกเหวนรกอยู ่ ท างทิ ศ ใต้ ข องอุ ท ยาน แห่งชาติเขาใหญ่  ในอดีตพื้นที่นี้เคยประกอบด้วย หินตะกอนภูเขาไฟวางตัวอยู่ด้านล่าง  และมีหิน ตะกอนกลุ่ม หิ น โคราชวางตั ว ปิ ด ทั บ อยู่ ด ้ า นบน  จนกระทั่งถึงต้นยุคพาลีโอจีน  การยกตัวเกิดเป็น ที่ราบสูงโคราชส่งผลให้หินเกิดรอยแตก  รอยแยก  และรอยเลื่อน  ทำให้หินกร่อนและผุพังได้ง่าย น้ำฝนและสายน้ำคลองท่าด่านทำหน้าที่ กัดกร่อนชั้นหินตะกอนของกลุ่มหินโคราชจนแตกหัก หลุดร่วงไปตามกระแสน้ำ  การกัดเซาะทางลึกเกิดขึน้

อย่างต่อเนือ่ งจนกระทัง่ ถึงชัน้ หินทัฟฟ์อนั เกิดจากเถ้า ภูเขาไฟหลากที่อยูด่ า้ นล่าง  ความรุนแรงของกระแสน้ำ และปริมาณน้ำอันมหาศาลในฤดูฝนกัดเซาะรุนแรง ตามรอยแยก  จนหินแตกหลุดร่วงลงมาเป็นก้อน ตามแนวดิ่ง  เกิดเป็นผาน้ำตกสูงชัน  กระบวนการ ที่ดำเนินหมุนเวียนอยู่ชั่วนาตาปีทำให้ผาน้ำตกถูก กร่อนลึกถอยร่นไปทางต้นน้ำ •  เนื้อหินภูเขาไฟทัฟฟ์

ถอยร่นบนความสูงชัน หน้าผาสูงชันของน้ำตกเหวนรกเริ่มแรกไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้  แต่กระแสน้ำได้กัดกร่อนหินให้ พังทลายลง  ทำให้หน้าผาถอยร่นเข้าไปทางต้นน้ำตามกาลเวลา  ส่วนหินที่ถูกกัดเซาะพังไปแล้ว ก็จะหล่นลงในหุบเขาลึกที่อยู่เบื้องล่าง  เกิดเป็นภูมิลักษณ์ที่สวยงามแสนมหัศจรรย์

น้ำตกเหวนรก

น้ำตกเหวนรก

สูงตระหง่านหน้าผาชัน  พลังอัศจรรย์แห่งสายน้ำ


28

น้ำตกเหวสุวัต

29

ท่ามกลางความร่มครึ้มของผืนป่าดงดิบเขาใหญ่  ทัศนียภาพของน้ำตก  เหวสุวตั ในวันนีค้ อื   ความตระการตาของสายน้ำตกทีพ ่ งุ่ ตกลงมาจากชะง่อนผา  ผ่านหุบเวิ้งที่เว้าลึก  ดุจม่านน้ำที่ไหลเป็นสายยาว  พลังของสายน้ำที่หนักหน่วง  รุนแรงได้ม้วนวนกัดเซาะหินผาให้เป็นแอ่งลึกอยู่ข้างใต้  ให้ความร่มเย็นชุ่มฉ่ำที ่ สัมผัสได้  จนยากที่จะเชื่อว่าที่แห่งนี้เคยร้อนระอุเป็นภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีก่อน การระเบิดของภูเขาไฟเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งแรงระเบิดทะลุผ่านชั้นหินไรโอไลต์  (Rhyolite)  ที่ สะสมตัวอยู่บริเวณปล่องภูเขาไฟ  ทำให้หินแตกออก พุ่ ง กระจายขึ ้ น ไปในอากาศและตกลงมาผสมปน กับลาวาร้อนทีไ่ หลเอ่อขึน้ มาจากปากปล่อง  ครัน้ เมือ่ ตะกอนภูเขาไฟเหล่านีเ้ ย็นตัวจึงเกิดเป็นหินกรวดเหลีย่ ม ภูเขาไฟ  อันเป็นพืน้ ทีท่ น่ี ำ้ ตกเหวสุวตั ได้กอ่ กำเนิดขึน้ บริเวณน้ำตกเหวสุวัตเคยมีกลุ่มหินโคราช ปิดทับอยู่บนหินภูเขาไฟเช่นเดียวกับที่น้ำตกเหวนรก •  การพังทลายของหน้าผาหินเกิดขึ้น  จากแรงน้ำ  ทำให้เกิดชะง่อนหน้าผาของ  น้ำตกเหวสุวัต

แต่ผลของการกัดเซาะปีแล้วปีเล่าทำให้หินตะกอน กลุ่มหินโคราชถูกสายน้ำกร่อนจนทลายเปิดลึกลง ไปถึงชัน้ หินภูเขาไฟเบือ้ งล่าง  นอกจากการกัดกร่อน ด้วยแรงกระแทกของน้ำแล้ว  สายน้ำยังได้ไหลม้วน เอาเศษตะกอนหิน  กรวด  ทรายเข้าไปกัดกร่อน หน้าผาหินใต้น้ำตกให้เป็นโพรงลึกเข้าไป  นานวัน ผ่านไป  ผาหินด้านบนก็จะบางจนหักลงมาในที่สุด ผาน้ำตกก็จะถอยร่นขึน้ สูต่ น้ น้ำเรือ่ ยๆ  เกิดเป็นลักษณะ น้ำตกเหวสุวัตในปัจจุบัน ความร่มรื่นฉ่ำเย็นของสายน้ำในปัจจุบัน  ไม่ หลงเหลือความร้อนระอุของภูเขาไฟในอดีต  ทิง้ ไว้เพียง หลักฐานอันชวนค้นหาและน่าติดตามซึง่ ท้าทายให้เรา ย้อนอดีตอันน่าอัศจรรย์ของพื้นพิภพแห่งนี้

ปริศนาในก้อนหินแกะลายแทงการทับซ้อนตามแรงโน้มถ่วง       เป็นทีน่ า่ สังเกตว่า  หินกรวดเหลีย่ ม ภเู ขาไฟทีพ่ บบริเวณน้ำตกเหวสุวตั นี ้ มีการ เรียงตัวตามขนาดของกรวดตามแรงโน้มถ่วง โดยเม็ดใหญ่กว่าอยู่ด้านล่างไล่ขึ้นไปสู่เม็ด ละเอียดกว่าด้านบน  เรียกว่า   Graded

bedding  ซึ่งเกิดได้เมื่อภูเขาไฟระเบิดพ่นเศษหิน ปะปนกับฝุน่ เถ้าพุง่ ไปในอากาศ  เมือ่ หมดแรงส่งจาก การปะทุ  เศษหินที่มีน้ำหนักมากก็จะตกลงมาก่อน ตามมาด้วยพวกที่มีขนาดเล็กหรือน้ำหนักเบากว่า เมือ่ ภูเขาไฟระเบิดอีกครัง้   การตกทับถมเช่นนีก้ จ็ ะเกิด ตามมาซ้ำอีก  ภายหลังตะกอนภูเขาไฟเหล่านีเ้ ย็นตัว จึงกลายเป็นหินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟที่รักษารูปแบบ การเรียงขนาดของเศษชิ้นภูเขาไฟในแต่ละชั้นของ หินจากหยาบไปหาละเอียดสลับกันให้เราได้เห็นใน ปัจจุบัน

•  หินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟบริเวณน้ำตกเหวสุวัตที่แสดงการ เรียงตัวของชั้นหยาบสลับละเอียดตามแรงโน้มถ่วง

น้ำตกเหวสุวัต

น้ำตกเหวสุวัต

จากเถ้าร้อนแห่งภูเขาไฟสู่น้ำตกตระหง่านงาม


30

น้ำตกผากล้วยไม้

31

ภายหลังฉากการระเบิดของภูเขาไฟเมือ่ หลายล้านปีกอ่ น  ลาวาหนืดข้นไหลทะลักอย่างช้าๆ จากปากปล่องไปทุกทิศทาง  ความร้อนนับพันองศาได้เผามอดไหม้ทำลายทุกสิ่งที่ขวางกั้น  เกินที่จะคาดคิดว่า  ความหนืดของหิน เหลวร้อน  เมื่อเย็นตัวลงจะเกิดเป็นลวดลายอ่อนช้อยงดงามดุจฝีแปรงของจิตรกรที่บรรจงแต่งแต้มวาดลงบนหินผา  หรือแท้จริง  แล้วธรรมชาติตั้งใจสร้างสรรค์งานศิลปะล้ำค่าให้มนุษย์ได้ชื่นชมกลางป่าใหญ่ บริเวณน้ำตกผากล้วยไม้ยังไม่แน่ชัดว่าหินชนิดใด เกิดก่อนหลัง  แต่หากพิจารณาตามระดับความสูงของ พืน้ ที ่ มีความเป็นไปได้วา่ หินกรวดเหลีย่ มภูเขาไฟเกิด ขึ้นภายหลัง  เพราะทับถมอยู่บนชั้นหินไรโอไลต์

• กุมภลักษณ์บริเวณน้ำตกผากล้วยไม้ น้ำตกผากล้วยไม้เป็นน้ำตกอีกแห่งที่ขวาง กลางลำน้ำของต้นแม่น้ำนครนายก  เกิดขึ้นและมี พัฒนาการเช่นเดียวกับน้ำตกเหวสุวตั   ต่างกันเพียงหิน บริเวณน้ำตกผากล้วยไม้ได้เปลีย่ นจากหินกรวดเหลีย่ ม ภูเขาไฟเป็นหินภูเขาไฟชนิดไรโอไลต์ที่แสดงชั้นการ ไหลหลากของลาวา (Flow  band)  การกัดกร่อนทำลายของกระแสน้ำไปตาม โครงสร้างรอยแตก  รอยแยก  และรอยการไหลของ ลาวาในเนือ้ หิน  กลับสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นภูมลิ กั ษณ์ ที่สวยงามของผาน้ำตก  เกาะ  แก่ง  และแอ่งคุ้งน้ำ กักเก็บความชุม่ ชืน้ ให้แก่บริเวณและพืชพรรณโดยรอบ ดึงดูดผีเสือ้ ป่าฝูงใหญ่ลงเกาะดูดกินแร่ธาตุตามตะกอน ทรายและโขดหิน  มองดูตน่ื ตาชวนให้ถา่ ยภาพเก็บไว้ เป็นที่ระลึก  เมือ่ เดินย้อนขึน้ ไปทางต้นน้ำจากลานหินเหนือ ลวดลายแห่งความร้อน ผาน้ำตกเหวสุวัตจะสามารถสังเกตการเปลี่ยนของ ชนิดหินจากหินกรวดเหลีย่ มภูเขาไฟไปเป็นหินไรโอไลต์ ที่บางบริเวณถูกกัดกร่อนเกิดเป็นหลุมกุมภลักษณ์  ผลงานการสร้างสรรค์ของธรรมชาติอันงดงามปรากฏไว้เป็นริ้วลายในเนื้อหินแห่งน้ำตกผากล้วยไม้ (Pot  hole) ขนาดน้อยใหญ่มากมาย  กระจายอยู่ ซึง่ ครัง้ หนึง่ ในอดีตกาลเป็นลาวาร้อนไหลเอ่อเผาไหม้ตลอดเส้นทางทีเ่ คลือ่ นผ่าน  ลาวาซึง่ มีความหนืดสูงตาม ตามพื้นหินแข็ง  ความสัมพันธ์ของหินกรวดเหลี่ยม ปริมาณซิลกิ า  (SiO2)  ทีเ่ ป็นองค์ประกอบ  เคลือ่ นทีไ่ ปอย่างช้าๆ พร้อมกับการตกผลึกของแร่ภายในลาวาร้อน ภู เ ขาไฟบริ เ วณน้ ำ ตกเหวสุ ว ั ต และหิ น ไรโอไลต์ ที่ถูกดึงลากให้เรียงตัวขนานกับทิศทางการไหล  เกิดเป็นริ้วลายจากความร้อนงดงามฝากไว้ในหินแกร่ง

น้ำตกผากล้วยไม้

น้ำตกผากล้วยไม้

ลวดลายลาวาร้อน  สู่ความเยือกเย็นสงบกลางไพร


32

33

แก่งหินเพิง

“กุมภลักษณ์” บนลานหิน

แก่งหินเพิง  คือ  ประจักษ์พยานแห่งอำนาจของสายน้ำทีส่ รรค์สร้างตกแต่งให้พน้ื ทีล่ านหินกว้าง  สุดสายตาเว้าแหว่ง  บางแห่งเกิดเป็นหลุมกุมภลักษณ์  บางแห่งเป็นสะพานโค้งและน้ำตกเล็กๆ   ความอัศจรรย์นี้เองที่ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า  ธรรมชาติเก็บซ่อนสถานที่อันงดงามนี้ไว้ในผืนป่า  เขาใหญ่นานเท่าใดก่อนที่จะมีใครมาค้นพบ

ใครจะคิดว่าหลุมบ่อบนพื้นหินที่พบเห็นกันจนชินตาตามทางน้ำนั้น  จะเป็น หลักฐานสะท้อนพลังแห่งสายน้ำและการสร้างสรรค์แห่งธรรมชาติ “กุมภลักษณ์” หรือ “Pot  hole” เป็นผลงานแห่งธรรมชาติท่ีเกิดจากการกัดกร่อน โดยทางน้ำในฤดูน้ำหลาก  กระแสน้ำไหลเชี่ยวจะพัดพาเอาตะกอนกรวดทราย มาหมุนวนเซาะหินจนเกิดเป็นหลุม  และขัดถูจนมีขนาดใหญ่ขน้ึ เรือ่ ยๆ  เรียกว่า กุมภลักษณ์  หรือ “ลักษณะของหม้อ” ในขณะเดียวกัน  กรวดทรายทุกเม็ดทีห่ มุนวนอยูใ่ นกุมภลักษณ์กม็ ขี นาดเล็กลง เรือ่ ยๆ  โดยขนาดของกุมภลักษณ์ขน้ึ อยูก่ บั ปริมาณและขนาดของกรวดทรายทีอ่ ยู่ ในกุมภลักษณ์  และแรงของน้ำซึ่งเปลี่ยนแปลงทุกปี

•  การกัดกร่อนจาก  ทางน้ำไหลตามรอยแยก   รอยแตกบนหิน  ทำให้  ชัน้ หินหักพัง  เกิดเป็นหุบ  และร่องน้ำของแก่งหินเพิง  ในปัจจุบัน

“แก่งหินเพิง”  สถานที่ล่องแก่งอัน ลือชื่อแห่งลำน้ำใสใหญ่  มีลักษณะภูมิลักษณ์ ที่เกิดจากการกัดกร่อนชั้นหินทรายหนาตาม รอยแยกและตามระนาบชั ้ น หิ น  (Bedding plane)  เกิดเป็นแก่งหินขนาดใหญ่ขวางกลางน้ำ ทางน้ำที่คับแคบลงส่งผลให้กระแสน้ำปริมาณมาก และทรงพลั ง แห่ ง ฤดู ฝ นไหลเชี ่ ย วกรากกั ด เซาะหิ น ให้แตกพังสลับกับการไหลเอื่อยเลาะเลี้ยวไปตามเกาะแก่ง กลางน้ำในฤดูร้อนอยู่ชั่วนาตาปี แก่งหินเพิงมีลักษณะเป็นชั้นหินทรายเนื้อหยาบขนาดใหญ่ การคัดขนาดของเม็ดตะกอนไม่ด ี วางตัวในแนวตะวันออก - ตะวันตก มีมุมเท (Dip) น้อยไปทางทิศใต้  ขวางทางน้ำใสใหญ่ที่ไหลจาก ทางทิศเหนือลงไปทางทิศใต้  ภายในเนื้อหินมีรอยแตกรอยแยก หลายแนว  กระแสน้ำแห่งฤดูกาลจะไหลกัดเซาะไปตามรอยแตกแยก

ให้ ห ิ น แตกออก เป็นก้อนๆ  หรือ กัดเซาะเป็นร่องลึก เปลี ่ ย นแปลงความ ลาดเทและระดับของ ท้ อ งน้ ำ   ทำให้ บ างช่ ว ง ของลำน้ ำ เกิ ด เป็ น น้ ำ ตก ขนาดเล็กงดงาม  พลังอันเหลือเฟือ แห่ ง สายน้ ำ ยั ง พั ด พาเอากรวดทรายไป หมุนวนเสียดสี  ครูดถูกับพื้นหินแข็งจนเกิดหลุมลึกลงไปในหิน เป็นกุมภลักษณ์มากมาย  ดังปรากฏให้เห็นทัว่ ไปบนผิวของเกาะ  แก่ง และพื้นท้องน้ำในฤดูน้ำน้อย  เช่นเดียวกับชั้นเฉียงระดับ   (Cross bedding)  หลักฐานแสดงทิศทางของกระแสน้ำในอดีตที่จะเผยตัว ให้เห็นบนชั้นหินแห่งแก่งหินเพิงที่โด่งดัง

แก่งหินเพิง

แก่งหินเพิง

ประติมากรรมแห่งสายน้ำบนลานหิน


34 เขาแผงม้า

35

จุดชมวิว  กม. 30

แผนที่ประวัติศาสตร์แห่งทิวเขา

เขาวังหิน เขาผาแจง เขาริมหัว เขาแสงคำ บ้านท่ามะปราง เขาถ้ำดิน

จุดชมวิว  กม. 30

หากเดินทางขึ้นสู่เขาใหญ่ตามเส้นทางด้าน อำเภอปากช่อง  ถนนจะพาเลาะเลียบขึ้นลงไปตาม ป่าเขาจนถึง กม. 30  จุดชมวิวจุดแรกที่นักท่องเที่ยว มักจะแวะชื่นชมความงามของขุนเขาด้านทิศเหนือ ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากจุดชมวิวมองไปทางทิศเหนือ  สามารถ ชมลักษณะภูมิประเทศ  ความสูงต่ำของพื้นที่จริง เปรียบเทียบกับแผนทีภ่ มู ปิ ระเทศ  ซึง่ ได้จำลองลักษณะ ภูเขา  หุบเขา  ทางน้ำ  ทีร่ าบ  หรือลักษณะสัณฐาน อันเกิดจากหินต่างชนิดและต่างอายุกัน  รวมทั้ง สิ่งก่อสร้างโดยมนุษย์เอาไว้เป็นแผนที่สองมิติ แนวเขาที ่ ม องเห็ น ไกลสุ ด แนวสายตาเป็ น ลักษณะหน้าผา  มียอดเขาสูงแหลมตัง้ ชัน  บางบริเวณ เว้าแหว่ง  บางบริเวณเห็นเป็นผาสีน้ำตาลคล้ายถ้ำ เป็ น แนวของเขาแผงม้ า   เขาผาแจง  เขาวั ง หิ น เขาถ้ำดิน  ซึ่งเป็นเขาหินปูนยุคเพอร์เมียน (299 251 ล้านปี)  ถัดเข้ามาต่อเนือ่ งจนถึงบริเวณจุดชมวิว เป็ น เทื อ กเขาหิ น ภู เ ขาไฟยุ ค เพอร์ โ มไทรแอสซิ ก

พื้นที่หินป ูน พื้นที่หินภูเ ขา ไ ฟ

คุ ณ สมบั ต ิ ข องหิ น และโครงสร้ า งทาง ธรณีวิทยาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดลักษณะ ภูมปิ ระเทศทีแ่ ตกต่างกัน  ซึง่ ปรากฏชัดเจน ในแผนที่ภูมิประเทศ

รอยต่อระหว่างหินปูนกบั หนิ ภ

ูเขาไฟ รอย น

เลื่อ

N หน้าผาสามเหลี่ยม จุดชมวิว  กม.30

สามารถมองเห็นลักษณะหน้ าผาชันที่เกิดจากแนว รอยเลื่อนปกติ  (Normal  fault)  ตัดผ่านแนวสันเขา และร่องเขา  การเคลือ่ นทีล่ งของหินส่วนทีอ่ ยูบ่ นระนาบ รอยเลือ่ นจะเปิดให้เห็นเป็นผาสามเหลีย่ ม  (Triangular facet) ที่ยังพอมองเห็นได้จากระยะไกล  แม้ว่าจะมี ต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น  และเมื่อมองลึกเข้าไป ตามแนวตีนเขาจะเห็นลักษณะที่ราบน้ำท่วม  (Flood plain) ของลำน้ำลำตะคองและลำน้ำสาขา หน้าผาสามเหลี่ยมบนภูเขาหินภูเขาไฟ แนวเขาหินภูเขาไฟที่ถูกทางน้ำกัดเซาะตาม ธรรมชาติจะเกิดเป็นแนวสันเขาและหุบเขาเมื่อมี รอยเลื่อนปกติตัดผ่าน  ส่วนที่อยู่บนระนาบของแนว รอยเลื่อนจะเคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก เปิดให้เห็นหน้าผาสามเหลี่ยมบนส่วนที่อยู่ใต้ระนาบ รอยเลื่อน

ประติมากรรมธรรมชาติบนภูเขาหินปูน ภูเขาหินปูนส่วนใหญ่เกิดจากการตกตะกอน ของสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนต  (CaCO3)  ใน ทะเลปะปนกับซากสัตว์  เช่น  หอย  ปะการัง  หินปูน มีความแข็งมากกว่าเล็บมือเล็กน้อย  และละลาย ได้ง่ายในน้ำกรด  เมื่อถูกน้ำฝนที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ทำปฏิกิริยากัดกร่อนละลาย  เขาหินปูนจึงเกิดเป็น หน้าผาสูงชัน  ยอดเขาแหลม  ตะปุ่มตะป่ำ  หรือ เกิดเป็นโพรงถ้ำแหว่งเว้าตามช่องทางที่น้ำแทรกผ่าน ไปได้

จุดชมวิว  กม. 30

จากจุดชมวิว  กม.  30  เราสามารถมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดสายตา  แต่ละทิวเทือกล้วนบอกเล่า  ประวัติศาสตร์แ ห่งธรรมชาติ  ความเป็นมา  การก่อกำเนิด  พร้อมซ่อนปริศนาทางธรณีวิทยาไว้รอวันให้มนุษย์  รุ่นแล้วรุ่นเล่าค้นหาตำนานแห่งขุนเขาและจุดแรกเริ่มของการก่อกำเนิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในปัจจุบัน


36

• Plateau

จุดชมวิวผาเดียวดาย

มุมมองกว้างสุดสายตา  กลางผืนป่าใหญ่

อัศจรรย์ภูเขายอดราบ 

•  Butte

ผาเดียวดาย  จุดชมวิวที่กว้างและสูงที่สุดของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  สถานที่ซึ่งเปิดให้เ ห็นมุมมอง  ทางธรรมชาติ  รูปร่างของทิวเขายอดราบซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของทางน้ำ  เป็น เสมือนการทำความเข้าใจบทเรียน  หน้าใหม่ทางธรณีวิทยาของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ถนนจากแยกหนองขิงขึ้นสู่เขาเขียวตัดผ่าน หินตะกอนของกลุม่ หินโคราช  จากหมวดหินภูกระดึง บริเวณทางแยกไต่ระดับเข้าสูห่ มวดหินพระวิหารจนถึง ยอดเขาเขียว  หลังผ่านโค้งหักศอกจะถึงบริเวณลาน จอดรถของจุดชมวิวผาเดียวดาย  ฝั่งตรงข้ามลาน จอดรถมีทางเดินเท้าลัดเลาะไปสิ้นสุดลง  ณ  บริเวณ ลานกว้างประมาณ  5  เมตร  เหนือหน้าผาตั้งชันของ ผาเดียวดาย  ซึง่ เป็นจุดชมทัศนียภาพของภูมปิ ระเทศ ภูเขายอดราบ  (Mesa)  ที่เกิดจากการกัดกร่อนของ ทางน้ำผ่านเนือ้ หินภูเขาทีม่ คี วามคงทนต่างกัน  ภูเขา ยอดราบเป็นลักษณะภูมปิ ระเทศทีโ่ ดดเด่นของกลุม่ หิน โคราชซึง่ ประกอบขึน้ ด้วยชัน้ หินตะกอนหลายชนิด 

การยกตัวขึ้นเป็นภูเขาและถูกกัดกร่อนผุพัง มาอย่างยาวนานตามยุคสมัยทางธรณีกาล  สรรค์สร้าง ลานหินบนหน้าผาสูงชันนาม “ผาเดียวดาย”  ลานหิน ทรายของหมวดหินพระวิหาร  ซึง่ เนือ้ หินประกอบด้วย เม็ดทรายสีขาวและน้ำตาลอ่อน  ขนาดของเม็ดทราย ไล่เลีย่ กัน  ชัน้ หินหนาแสดงชัน้ เฉียงระดับ  เป็นหลักฐาน การเปลีย่ นทิศทางของกระแสน้ำแห่งธารประสานสาย ครั้งอดีตอย่างชัดเจน  การกัดเซาะของทางน้ำลงลึก ตามความลาดชัน  พาเอาหินทีร่ องรับอยูส่ ว่ นล่างหลุด พังทลายลงเหลือเฉพาะชั้นหินบนสุดหนาประมาณ 1 เมตร  ยื่นออกไปเหนือหุบเหวด้านล่างที่ปกคลุม ด้วยต้นไม้  ยากที่จะหยั่งถึงความลึกได้

กระบวนการผุพังได้เปลี่ยนหินทรายเป็นเม็ด ตะกอนทรายขาว  และพัดพาเข้าสู่วัฏจักรของการ ทับถม  เป็นหลักยึดให้ไม้ปา่ หลายชนิดได้อาศัยเจริญ เติบโตขึน้   สร้างความสวยงามเพิม่ เสน่หใ์ ห้แก่บริเวณ หน้าผาอันเดียวดายแห่งนี้

ร่องรอยแห่งสายน้ำบนชั้นเฉียงระดับ

ชัน้ เฉียงระดับ  หลักฐานการสะสมตัวของตะกอน โบราณโดยธารประสานสายขนาดใหญ่  มีลักษณะ เป็นโครงสร้างการวางตัวของชัน้ หินทีเ่ อียงเททำมุมกับ แนวระนาบของชัน้ หินปกติ  เนื่องจากการเปลีย่ นแปลง ทิ ศ ทางของกระแสน้ ำ   ทำให้ ต ะกอนดิ น ทราย ไม่สามารถตกจมเป็นระดับปกติได้  ต้องเอียงเท ในแนวทางตามกระแสน้ำ

ภูเขายอดราบ  (Mesa)  ภูมิสัณฐานโดดเด่น จากกระบวนการกั ด กร่ อ นผุ พ ั ง โดยทางน้ ำ ใน หินตะกอนหลายชนิดของ “กลุ่มหินโคราช” ที่มี ความทนทานต่อการกัดเซาะผุพังต่างกัน  เปลี่ยน ที่ราบสูงกว้างใหญ่ให้เป็นภูเขายอดราบคล้ายโต๊ะ มีพื้นที่ไม่เกิน  10  ตารางกิโลเมตร  และมีไหล่เขา ชันขึน้ ไปตามความสูง  เช่น  ภูกระดึง  และภูหลวง เป็นต้น  หากการกัดกร่อนดำเนินต่อไปจนพื้นที่ บนยอดเขาเหลือไม่ถงึ  1 ตารางกิโลเมตร  จะเรียกว่า ภูเขายอดป้าน (Butte)

จุดชมวิวผาเดียวดาย

จุดชมวิวผาเดียวดาย

37

•  Mesa


38

39

จุดชมวิวเขาสมอปูน

จุดชมวิวเขาสมอปูน ภูผาลาดเอียงคล้ายมีดอีโต้

เขาสมอปูน  คือ  ภูเขาหินทรายรูปทรงลาดเอียงคล้ายมีดอีโต้  หรือที่เรียกว่า “เควสตา”  บนยอดเขางดงามด้วยดอกไม้ปา่ ทีต่ า่ งบานสะพรัง่ ในช่วงฤดูกาลปลายฝนต้นหนาว  ความอัศจรรย์  ของธรรมชาตินี้เองที่ดึงดูดให้ผู้คนออกค้นหาเพียงเพื่อสัมผัสสักครั้งในชีวิต

• Sandstone

• Volcanic rock

จุดชมวิวเขาสมอปูน

เขาสมอปูนเป็นส่วนหนึง่ ของภูเขาตามขอบทีร่ าบสูงโคราช มองเห็นได้จากจุดชมวิวก่อนถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ด้านจังหวัดปราจีนบุร ี การวางตัวและความคงทนต่อการกัดกร่อน ที่ต่างกันของหินที่ประกอบขึ้นเป็นเขาสมอปูนเป็นปัจจัยหลักใน การกำหนดรูปร่าง  ทัศนียภาพจากจุดชมวิวเป็นมุมด้านตะวันตก ของเขาสมอปูนที่แสดงการเรียงชั้นของหินทรายในหมวดหิน พระวิหาร  แทรกสลับด้วยหินทรายแป้งและหินโคลนทีถ่ กู กัดกร่อน เว้าลึกเนื่องจากมีความคงทนน้อยกว่า  เหลือหินทรายที่มีความ คงทนมากเป็นสันชันอยู่บนยอดเขา หากมองจากบริเวณบ่อหินก่อสร้าง  อ่างเก็บน้ำคลองไม้ปล้อง แปลกตา “ภูเขามีดอีโต้” จะเห็นรูปร่างด้านข้างของเขาสมอปูนเป็นรูปร่างคล้ายมีดอีโต้ ภูเขาลักษณะคล้ายมีดอีโต้  มีชื่อเรียกเป็นภาษาสเปนว่า หรือภูมสิ ณ ั ฐานแบบเขาเควสตา (Cuesta)  ได้ชดั เจน  นอกจากนี้ ในบ่อหินที่เปิดลึกลงไปยังได้เผยให้เห็นแนวสัมผัสของหมวดหิน “เควสตา  (Cuesta)”  เมื่อมองตั้งฉากกับทิศทางการลาดเทของ ระนาบชั้นหินที่มีมุมเทน้อย  ประมาณ  5 - 10  องศา  จะเห็น ภูกระดึงที่วางตัวรองรับอยู่ใต้หมวดหินพระวิหาร ด้านหนึง่ เป็นหน้าผาสูงชัน  มียอดเขาลาดเอียงไปด้านใดด้านหนึง่ ภู เ ขาลั ก ษณะนี ้ พ บอยู่ห ลายแห่ ง   อาทิ   เขาอี โ ต้   จั ง หวั ด ปราจีนบุรี  และแนวภูเขาดงรักบริเวณเขาพระวิหาร  จังหวัด ศรีสะเกษ  เป็นต้น


41

ร่องรอยสัตว์ดึกดำบรรพ์กลางผืนป่า นานมาแล้ว  ณ  บริเวณน้ำตกวังเหว  ส่วนหนึง่ ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  มีนกั สำรวจธรรมชาติกลุม่ หนึง่ มุง่ มัน่   เดินทางฝ่าป่าดงดิบอันรกชัฏ  เพือ่ หวังจะได้พบพรรณไม้หรือสัตว์ปา่ หายาก  ทว่าพวกเขากลับพบสิง่ ทีน่ า่ อัศจรรย์ยง่ิ กว่า  ซึ่งถือเป็น เบาะแสชิ้นสำคัญที่ทำให้เราทราบว่า  บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้น เคยเป็นที่อยู่อาศัยของไดโนเสาร์  มาก่อน สายน้ำแห่งลำน้ำใสใหญ่ที่ไหลผ่านหุบเขาใน เขตอำเภอนาดี  จังหวัดปราจีนบุร ี ได้กดั เซาะชัน้ หิน ให้แตกหักเกิดเป็นหน้าผาชัน  สูงประมาณ  40  เมตร ทัว่ บริเวณลำน้ำและเชิงผาริมน้ำทัง้ สองฟากระเกะระกะ ไปด้ ว ยก้ อ นหิ น ทรายขนาดใหญ่ท ี่พ ั ง ทลายลงมา ริมฝัง่ แม่นำ้ ด้านทิศใต้ปรากฏหลักฐานว่าบริเวณนีเ้ คย เป็นทีอ่ าศัยหากินของสัตว์ดกึ ดำบรรพ์อยูบ่ นหินทราย จำนวนทั้งหมดสามก้อน  นั ก ธรณี ว ิ ท ยาได้ พ บหลั ก ฐานสำคั ญ นี ้ บนหิ น ทรายเนื ้ อ หยาบสี ข าวขุ่ น ถึ ง น้ ำ ตาลแดง มีกรวดแทรกเป็นชั้นบาง  ปรากฏรูปพิมพ์  (Cast)

ของรอยตีนไดโนเสาร์  (Footprint) ขนาดใหญ่หนึง่ รอย กับรอยตีนขนาดเล็กจำนวนมากกว่า  อยู่ร่วมกับ รอยริ้วคลื่น  (Ripple  mark) จากลักษณะของรอยอุง้ ตีนและนิว้ จำนวน 3 นิว้ ที่พบ  นักบรรพชีวินจัดให้เป็นรอยตีนของไดโนเสาร์ กินเนื้อพวกเทอร์โรพอด (Theropod) ทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก  เดินด้วยสองขาหลังที่ทรงพลัง  หัวยื่นออก ไปด้านหน้า  และคงความสมดุลของโครงร่างด้วย หางที่ชี้ตรงไปทางด้านหลัง  มีสองขาหน้าสั้นเล็ก พร้อมสำหรับใช้ลา่ เหยือ่   ล่าสุดได้มกี ารตัง้ ชือ่ ไดโนเสาร์ จากรอยตี น นี ้ ว ่ า “สยามโมโพดั ส  เขาใหญ่เ อนซิ ส

รอยตีนไดโนเสาร์

รอยตีนไดโนเสาร์

40

รอยตีนไดโนเสาร์

(Siamopodus  khaoyaiensis)” (Lockley,  et  al,  2006)  เพือ่ เป็นเกียรติแก่แหล่งทีพ่ บร่องรอยของ ซากดึกดำบรรพ์นี้ครั้งแรก นั ก ธรณี ว ิ ท ยาจากหลายสำนั ก ที ่ ไ ด้ ศ ึ ก ษา รอยตีนไดโนเสาร์แห่งเขาใหญ่ลงความเห็นว่า  เป็น รอยตีนไดโนเสาร์ยคุ ครีเทเชียสตอนต้น  หรือประมาณ 140 ล้ า นปีล่วงมา  และก้อนหินที่ปรากฏรอยตีน จัดอยู่ในกลุ่มหินโคราช  แต่การจัดลำดับชั้นหินตาม หมวดหินยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่  เนื่องจากก้อนหิน ทั ้ ง สามที่ พ บรอยตี น ไดโนเสาร์ เ ป็ น หิ น ที่ แ ตกหั ก หลุดร่วงออกมา

หินก้อนที ่ 1  ประกอบด้วยรอยตีนไดโนเสาร์ขนาดใหญ่  หนึง่ รอย  มีขนาดกว้าง 27 เซนติเมตร  ยาว 31 เซนติเมตร  นอกจากนั้นอีก  7  รอย  เป็นรอยตีนไดโนเสาร์ขนาดเล็ก  กว้าง  11  เซนติเมตร  ยาว  17  เซนติเมตร

•  รอยตีนไดโนเสาร์มากมายบนรอยริ้วคลื่น  เป็นหลักฐานแสดงว่ามีไดโนเสาร์  ขนาดเล็กและใหญ่เดินย่ำลงไปบนตะกอนทรายปนดินเหนียว  บริเวณริมแม่นำ้   ที่ไหลเอื่อย

หินก้อนที่  2  เป็นก้อนหินหล่นอยู่สูงขึ้นไปจากลำน้ำ  โดยหงายด้านฐานของก้อนหินขึน้   และมีรอยตีนไดโนเสาร์  ขนาดเล็กหลายรอยแต่รอยสึกกร่อนไม่ชัดเจน

หินก้อนที่  3  ปรากฏบนหินหล่นขนาดใหญ่อยู่ริมตลิ่ง  ฐานของก้ อนหิ นหงายขึ้ นทำมุม ประมาณ  80  องศา  มีรอยตีน  3  รอย  พร้อมทั้งยังสามารถเห็นรอยริ้วคลื่น  ได้ชัดเจน

•  รอยตีนไดโนเสาร์จดั เป็นร่องรอยของซากดึกดำบรรพ์  เพราะไม่ได้เป็นโครงร่างหรือกระดูกของสิ่งมีชีวิต  ในอดี ต ที ่ ล ้ ม ตายลงแล้ ว กลายเป็ น ซาก  แต่ เ ป็ น  ร่องรอยที่แสดงถึงสภาพการดำรงชีวิตและกิจกรรม  ในอดีตของสิ่งมีชีวิตนั้น   เมื่อไดโนเสาร์เดินย่ำลงไปตามริมน้ำที่ไหลเอื่อย  จึงเกิดเป็นรอยพิมพ์  (Mold)  ซ้อนทับอยูบ่ นรอยริว้ คลืน่   บนพื้นทรายปนดินเหนียว  ต่อมามีชั้นตะกอนทราย  ทับถมลงไปในรอยพิมพ์นั้น  เมื่อเวลาผ่านไปนาน  หลายล้านปี  ตะกอนทั้งหมดก็แข็งตัวกลายเป็นหิน    เมื่อชั้นหินถูกยกตัวขึ้นสู่ผิวโลกและถูกน้ำกัดเซาะ  แยกออกตามระนาบชั้นหิน  จึงปรากฏรอยพิมพ์หรือ  รอยประทับบนระนาบหินชั้นล่าง  และรูปพิมพ์นูน  หรือรูปหล่อของรอยตีนไดโนเสาร์บนระนาบหินชัน้ บน  (Cast)


43

ก่อนการสำรวจในภาคสนาม  นักธรณีวทิ ยา จะทำความรู ้ จ ั ก กั บ พื ้ น ที่ จ ากการศึ ก ษาแผนที่ ภูมิประเทศและแผนที่ธรณีวิทยามาตราส่วนต่างๆ สืบค้นจากรายงานการสำรวจทีเ่ คยดำเนินการมาแล้ว เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสำรวจเพิ่มเติม  การแปล ภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียม  เพื่อ ศึ ก ษาภู ม ิ ป ระเทศ  ชนิ ด ของหิ น   โครงสร้ า งทาง ธรณีวิทยา  และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  จากนั้นจึง รวบรวมจัด ทำเป็ น แผนที่ธ รณี ว ิ ท ยาเบื ้ อ งต้ น   ซึ ่ ง จะช่วยให้การสำรวจธรณีวิทยาของพื้นที่นั้นทำได้ รวดเร็วขึ้น ฤดูหนาวและฤดูร้อนเป็นช่วงที่พืชพรรณ ผลัดใบ  ป่าโปร่งโล่งเปิดเผยให้เห็นหินอย่างชัดเจน นักธรณีวิทยาพร้อมอุปกรณ์สำรวจคู่ชีพที่ขาดไม่ได้ คือแผนทีภ่ มู ปิ ระเทศ  เข็มทิศสารพัดประโยชน์  ค้อน ธรณีสำหรับทุบหิน  แว่นขยายสำหรับดูหินแร่  และ สมุดจดบันทึกข้อมูล  ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์ทดสอบหินแร่อื่นๆ  อุปกรณ์พักแรมในป่า 

บทที ่ 4 สืบจากหิน  ดิน  ทราย งานของนักธรณีวิทยา 

“นักธรณีวิทยา”  นักถอดรหัสลายแทงทางธรณีวิทยาที่ฝากเอาไว้ในหิน  แร่  และภูมิลักษณ์รูปแบบต่างๆ  ด้วยการสืบจากหิน  ดิน  ทราย  และแปล  ความหมายด้ ว ยศาสตร์ ท างธรณี ว ิ ท ยา  เพื ่ อ ไขปริ ศ นาความเป็ น มาและ  ความเป็นไปของโลกอันน่าอัศจรรย์ใจ ความพยายามที่จะเข้าใจถึงธรรมชาติของโลก  ทำให้นักธรณีวิทยาต้องศึกษาหินต่างๆ ซึ่งเป็น ส่วนประกอบของชั้นเปลือกโลก  อันเปรียบเสมือนเอกสารที่บันทึกเรื่องราวของเหตุการณ์ในอดีต  โดยศึกษา ทั้งในภาคสนามและในห้องปฏิบัติการ  แล้วจึงรวบรวมข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์  ตีความ  และสรุปผล

เสบียง  กำลังคน  และอาวุธสำคัญคือ  ประสบการณ์ ของผู้สำรวจ  จะเริ่มการสำรวจ  ตรวจสอบ  สืบค้น หาหลั ก ฐานจากพื ้ น ที่ เ พื่ อ พิ ส ู จ น์ ค วามจริ ง ตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ ภายหลังสิน้ สุดการรอนแรมสำรวจ  นักธรณีวิ ท ยายั ง ต้ อ งนำตั ว อย่ า งหิ น แร่   ซากดึ ก ดำบรรพ์  รวมทั้งข้อมูลที่บันทึกได้กลับมาศึกษาต่อที่สำนักงาน หรือมาวิเคราะห์ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ในห้อง ปฏิบัติการ  เพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้ประมวลผลร่วมกัน จนได้ข้อสรุปในท้ายที่สุด ปัจจุบัน “ธรณีวิทยา” ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับ ชีวิตเราในหลายแง่มมุ   ไม่วา่ จะเป็นการเสาะแสวงหา แร่เพื่อใช้ผลิตปัจจัยยังชีพที่มีความต้องการบริโภค ในปริมาณทีเ่ พิม่ ขึน้   การป้องกันและบรรเทาอันตราย จากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย  รวมทั้งการวางแผน การใช้ประโยชน์จากทีด่ นิ ซึง่ ส่งผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม การสืบค้นถึงวิวัฒนาการของชาติพันธุ์  จนถึงการ วางแผนพัฒนาประเทศ

สืบจากหิน  ดิน  ทราย

สืบจากหิน  ดิน  ทราย

42


รายงานการสํารวจ ธรณีวิทยาพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ครอบคลุมพื้นที่  2,168.74 ตารางกิ โ ลเมตร  อยู ่ ใ นแผนที ่ ภ ู ม ิ ป ระเทศ  มาตราส่ ว น 1:50,000  ของกรมแผนที ่ ท หาร  ระวางอำเภอปากช่ อ ง (5238  II)  อำเภอแก่ ง คอย  (5238  III)  บ้ า นสาลิ ก า (5237  I)  จังหวัดปราจีนบุรี  (5237  II)  อำเภอบ้านนา (5237  IV)  บ้ า นซั บ บอน  (5337  I)  บ้ า นทุ ่ ง โพธิ ์ (5337  II)  อำเภอประจั น ตคาม  (5337III)  และ บ้านท่าอีซ่อม  (5337  IV)  โดยเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่ ธรณี ว ิ ท ยา  มาตราส่ ว น  1:250,000  ระวางจั ง หวั ด พระนครศรีอยุธยา  ซึ่งทำการสำรวจโดยชัยยันต์  หินทอง และคณะ  (2524)  พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีกลุ่มหินสระบุรี  อายุ เพอร์เมียน  เป็นหินทีอ่ ายุเก่าแก่ทส่ี ดุ   และวางตัวอยูใ่ ต้ชน้ั หิน ของมหายุคมีโซโซอิกหรือกลุ่มหินโคราชด้วยแนวสัมผัส แบบรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง ธรณีวิทยาของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และบริเวณข้างเคียง พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกอบขึ้นด้วยหิน หลายชนิดอายุตั้งแต่ยุคเพอร์เมียนจนถึงยุคครีเทเชียส  พื้นที ่

กว่าร้อยละ  50  รองรับด้วยหินตะกอนของกลุ่มหินโคราชและ กลุ่มหินสระบุรี  ส่วนที่เหลือเป็นหินภูเขาไฟ  กลุ่มหินสระบุรี กลุ่มหินสระบุรีของยุคเพอร์เมียน  เป็นกลุ่มหินอายุ เก่าแก่ทส่ี ดุ ในบริเวณนี้  เป็นหินตะกอนทีส่ ะสมตัวในท้องทะเล แบ่งออกได้เป็น  6  หมวดหิน  ในพื้นที่อุทยานฯ  พบเพียง 2  หมวดหิน  ได้แก่  หมวดหินเขาขาด  และหมวดหินซับบอน •  หมวดหิ น เขาขาด  พบอยู ่ ท างตอนเหนื อ ของ เขตอุทยานฯ ซึ่งมองเห็นได้จากจุดชมวิว  กม.  30  มีลักษณะ ภูมิประเทศแบบคาสต์  เป็นเขาสูงมีหลายยอด  มักพบถ้ำที่มี หินงอกหินย้อยอยู่ภายใน  เช่น  บริเวณเขาลูกช้าง  และ เขาถ้ำดิน  ประกอบด้วยหินปูนสีขาวถึงสีเทาดำชั้นบางๆ ถึงหนามาก  มีชน้ั หินเชิรต์ แทรกอยูท่ ว่ั ไป  บางบริเวณถูกแทรกตัด โดยหินภูเขาไฟ  หมวดหินนี้พบซากดึกดำบรรพ์ขนาดเล็ก จำนวนมาก  เช่ น   ฟิ ว ซู ล ิ น ิ ด   ปะการั ง   พลั บ พลึ ง ทะเล หอยงวงช้าง  และหอยตะเกียง  ซึ่งบ่งชี้ว่าหินปูนนี้สะสมตัว ในบริเวณที่เป็นทะเลตื้นเมื่อ  250 - 240  ล้านปีมาแล้ว

45 •  หมวดหินซับบอน  พบอยูท่ างตอนเหนือของอุทยานฯ มีลกั ษณะภูมปิ ระเทศเป็นทีร่ าบลอนคลืน่ เชิงเขา  บริเวณด้านใต้ ของบ้านท่าอีซ่อม  ลักษณะทั่วไปประกอบด้วยหินดินดาน สลั บ กั บ หิ น ทรายแป้ ง และหิ น ทรายสี น ้ ำ ตาลอมเหลื อ งถึ ง น้ำตาลอ่อน  มีหินปูนสีเทาและเทาดำแทรกคั่นเป็นชั้นบาง ถึ ง ชั ้ น หนา  มี ห ิ น เชิ ร ์ ต แทรกเป็ น กระเปาะ  บางแห่ ง หิ น ถูกแปรสภาพไปเป็นหินฟิลไลต์  พบซากดึกดำบรรพ์ขนาดเล็ก จำพวกฟิวซูลินิดและหอยงวงช้าง  แสดงสภาวะการสะสมตัว ในบริเวณที่เป็นทะเลตื้นเช่นเดียวกับหมวดหินเขาขาด กลุ่มหินโคราช กลุ่มหินโคราชเป็นหินตะกอนที ่เกิดจากการสะสมตัว ของตะกอนแม่น้ำเมื่อประมาณ  180 - 65  ล้านปีล่วงมาแล้ว กรมทรัพยากรธรณีได้แบ่งกลุม่ หินโคราชออกเป็น  9  หมวดหิน จากล่างขึน้ บน  คือ  หมวดหินห้วยหินลาด  หมวดหินน้ำพอง หมวดหิ น ภู ก ระดึ ง  หมวดหิ น พระวิ หาร  หมวดหิ น เสาขั ว หมวดหินภูพาน  หมวดหินโคกกรวด  และหมวดหินมหาสารคาม โดยมีหมวดหินภูทอกวางปิดทับอยูด่ า้ นบนสุด  สำหรับในพืน้ ที่ อุทยานฯ พบเพียงหมวดหินภูกระดึงหมวดและหินพระวิหาร •  หมวดหินภูกระดึง  ประกอบด้วย  หินทรายแป้งเนือ้ ปนแร่ไมกา  แทรกสลับกับหินทรายเม็ดละเอียดเนือ้ ปนแร่ไมกา สี น ้ ำ ตาลแดงและเทาเขี ย ว  จากลั ก ษณะของเนื ้ อ หิ น และ โครงสร้างภายในของชั้นหิน  แสดงให้เห็นว่าหมวดหิน ภูกระดึงสะสมตัวภายใต้อทิ ธิพลของทางน้ำโค้งตวัดในสภาวะ ภูมอิ ากาศทีค่ อ่ นข้างกึง่ แห้งแล้งเมือ่   140 - 150  ล้านปีลว่ งมา (ยุ ค จู แ รสซิ ก ตอนปลาย)  พบเป็ น เนิ น เขาเตี ้ ย ๆ  เช่ น บริเวณจุดชมวิวด้านตะวันตกของที่ตั้งแคมป์น้ำตกผากล้วยไม้ •  หมวดหินพระวิหาร  พบแผ่กระจายในทิศตะวันออก ของเขตอุ ท ยานฯ  มั ก ก่ อ ตั ว เป็ น ภู เ ขาสู ง ยอดราบ  เช่ น เขาเขียว  เขากำแพง  เขาร่ม  และเขาสมอปูน  หินส่วนใหญ่ ประกอบด้ ว ยหิ น ทรายเนื ้ อ ควอตซ์ ส ี ข าว  สี น ้ ำ ตาลอ่ อ น สี น ้ ำ ตาลเหลื อ ง  ขนาดเม็ ด ทรายปานกลางถึ ง หยาบ การคัดขนาดของเม็ดทรายดีมาก  พบการวางชั้นเฉียงระดับ ทีแ่ สดงทิศทางการไหลของกระแสน้ำโบราณ  บ่งชีว้ า่ หินทรายนี้ สะสมตัวในสภาพแวดล้อมแบบธารประสานสายเมื่อประมาณ 120 - 130  ล้านปี  (ยุคครีเทเชียสตอนต้น)  

กลุ่มหินภูเขาไฟซับซ้อนเขาใหญ่ หินอัคนีพหุ รือหินภูเขาไฟในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีหลายชนิด  เช่น  หินไรโอไลต์  หินแอนดีไซต์  หินกรวด เหลี่ยมภูเขาไฟ  และหินเถ้าภูเขาไฟ  บริเวณเดียวกันอาจพบ หินภูเขาไฟเหล่านี้มากกว่าสองชนิด  จำแนกออกจากกัน ได้ยาก  จึงเรียกรวมกันว่ากลุ่มหินภูเขาไฟซับซ้อนเขาใหญ่ พบแผ่กระจายอยู่ทางด้านเหนือและด้านตะวันตกของพื้นที ่ อุทยานฯ  เช่น  เขาหนองมะก้อ  เขาฝาละมี  เขาอินทนี เขาคลองไผ่  เขาแก้ว  เขาสาลิกา  เขาตะแบก  เขาป่าปอ และเขาตะกรุด •  หินไรโอไลต์  พบมากสุดบริเวณตอนล่างของน้ำตก เหวสุวัต  น้ำตกเหวนรก  น้ำตกผากล้วยไม้  และภูเขาซึ่ง อยู่ทางด้านตะวันตกของเขตอุทยานฯ  โดยบริเวณน้ำตก ผากล้วยไม้พบว่า  หินไรโอไลต์แสดงทิศทางการไหลของลาวา อย่างชัดเจน  หินมักมีสีน้ำตาลขาว  สีชมพูม่วง  เนื้อละเอียด บางแห่งอาจพบว่ามีเนื้อดอกของแร่ควอตซ์และแร่เฟลด์สปาร์ อาจพบแร่ ค ลอไรต์   (สี เ ขี ย วอ่ อ น)  และแร่ เ ซอริ ไ ซต์ (สีน้ำตาลเหลือง)  บ้าง •  หินแอนดีไซต์  พบอยูท่ างตอนใต้ของเขตอุทยานฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดนครนายก  ลักษณะหิน มีสเี ขียวอมเทาถึงสีเทา  เนือ้ ละเอียด  ประกอบด้วยแร่เฟลด์สปาร์ แร่ควอตซ์  และแร่ฮอร์นเบลนด์  นอกจากนีย้ งั พบหินแอนดีไซต์ เนื้อเถ้าภูเขาไฟบนบริเวณน้ำตกเหวสุวัต •  หินกรวดเหลีย่ มภูเขาไฟ  เป็นหลักฐานว่ามีการปะทุ พ่นเถ้าลาวาในอดีต  พบแผ่กระจายตัวอยู่เป็นบริเวณแคบๆ เช่น  ตอนบนของน้ำตกเหวสุวัต •  หินเถ้าภูเขาไฟ  พบแผ่กระจายบริเวณตอนบนและ ด้านตะวันออกของอุทยานฯ  เช่น  บริเวณค่ายเยาวชนสุรสั วดี และจุดชมวิว  กม.  18  หินเถ้าภูเขาไฟมักมีสมี ว่ ง  สีนำ้ ตาลแดง เนื้อหยาบ ธรณีวิทยาโครงสร้าง ภายในอุทยานฯ พบลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยา ต่างๆ  เช่น  ชั้นหินมีรอยคดโค้งและรอยเลื่อนมาก  แสดง ให้เห็นว่าเคยมีการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอย่างรุนแรง ในอดีต  โดยเฉพาะในช่วงยุคเพอร์โมไทรแอสซิก  ทำให้ มีการเปลี่ยนแปลงในชั้นหินที่มีอายุมาก

ธรณีวิทยาพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ธรณีวิทยาพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

44


46

47

ธรรมชาติดำรงอยู่ตลอดไป

ธรรมชาติดำรงอยู่ตลอดไป

บทที ่ 5 ธรรมชาติดำรงอยู่ตลอดไป การอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรณีและทรัพยากรธรรมชาติ ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 

ธรรมชาติใช้เวลานานนับล้านปีรังสรรค์แผ่นน้ำ  แผ่นดินที่เคยร้อนระอุ  กว่าจะมาเป็นผืนป่าเขียวครึ้มอุดมสมบูรณ์  นามเขาใหญ่อันทรงคุณค่าน่าภาคภูมิใจของคนไทย  คงเป็นเรื่องน่าเศร้าทีเดียว  หากมรดกธรรมชาติของโลกที่ควร  อนุรักษ์และหวงแหนเพื่อสืบทอดให้คนรุ่นต่อไปได้ชื่นชมต้องมาสิ้นสลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ผลงานแห่งธรรมชาติรังสรรค์ด้วยเสน่ห์แห่ง ภูมลิ กั ษณ์อนั สวยงาม  ภูมอิ ากาศเย็นสบายตลอดทัง้ ปี ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ  ความหลากหลายด้าน พรรณพืชและสัตว์ปา่   สร้างคุณค่าเกินประมาณให้แก่ ผืนป่าแห่งนีม้ ายาวนาน  ทำให้ปจั จุบนั อุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งศึกษา ธรรมชาติสำคัญของประเทศ  สร้างผลตอบแทนทาง การท่องเที่ยวมากมายต่อประเทศและพื้นที่ มนุษย์ผู้มีพรสวรรค์ในการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ  หากเปีย่ มด้วยจิตสำนึกแห่ง การตอบแทนคืนกลับและความเข้าใจกระบวนการแห่ง การสร้างสรรค์ทรัพยากรธรรมชาติตา่ งๆ แล้ว  สมดุล แห่งการสร้างทรัพยากรและการใช้ประโยชน์คงดำรง อยู่ได้  แท้จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้น  พื้นที่อุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่  แม้จะมีความพยายามในการอนุรกั ษ์ มรดกธรรมชาติ ข องโลกแห่ ง นี ้   แต่ ป ั ญ หาความ เสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติจากกิจกรรมของ มนุษย์  เช่น  การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า  การล่าสัตว์  การบุกรุกแนวเขต  ตลอดจนการทำลายองค์ประกอบ ธรรมชาติของภูมิลักษณ์ในแหล่งท่องเที่ยวแบบรู้เท่า ไม่ถงึ การณ์  ยังคงเกิดขึน้ อยู ่ และอาจส่งผลให้ผนื ป่า เขาใหญ่แห่งนี้สูญสิ้นสภาพไปในที่สุด “การท่องเทีย่ วเชิงอนุรกั ษ์” หรือ “การท่องเทีย่ ว แบบยั่งยืน”  เป็นอีกวิถีทางแห่งการอนุรักษ์ผืนป่า

มรดกโลก  ด้ ว ยแนวคิ ด อั น ทั น สมั ย ในการพั ฒ นา การใช้ประโยชน์พน้ื ที่วา่  “การพัฒนาทีส่ ามารถตอบสนอง ความต้องการของนักท่องเทีย่ วและผูเ้ ป็นเจ้าของท้องถิน่ ในปัจจุบัน  โดยมีการปกป้องและสงวนรักษาโอกาส ต่างๆ ของอนุชนรุน่ หลังด้วย”  การอนุรกั ษ์ตามวิถที างนี้ จะสำเร็จได้คงต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานจัดการพื้นที่ผู้กำหนดรูปแบบการจัดการ พื้นที่ด้วยความรู้วิชาการที่เหมาะสม  กับประชาชน หรือนักท่องเทีย่ วผูเ้ ข้าไปหาความรืน่ รมย์  ด้วยความ ตระหนั กในคุณ ค่ า แห่ง ทรัพ ยากรธรรมชาติ   เก็ บ ออกไปเพียงภาพถ่าย  ความรู้และความอิ่มเอิบใจ ต่อความงดงามของธรรมชาติ  ทิง้ ไว้เพียงรอยเท้าบน พื้นดิน  แทนชื่อหรือถ้อยคำสลักบนหินผาที่ทำลาย เสน่ห์แห่งภูมิลักษณ์ให้สิ้นไป


49

อภิธานศัพท์ทางธรณีวิทยา

“เขาใหญ่ให้อะไรแก่เรา” เป็นคำถามทีย่ ง่ิ ใหญ่  เปรียบเช่น “ธรรมชาติ  ให้อะไรแก่มนุษย์”  คำถามนีย้ ง่ิ ใหญ่เกินกว่าจะตอบได้ครบถ้วน  ด้วยเหตุ  ที่มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพิงธรรมชาติก่อนที่จะสร้างอารยธรรมของ  ตนเองขึ้น  “เขาใหญ่” ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แ ห่งนี้  จึงเป็น เสมือน  จุดเริ่มต้น แห่งชีวิต  และถือเป็น แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญที่บอกเราได้ว่า  ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เพียงใด อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในวันนี้เป็นผลงานของธรรมชาติที่ใช้เวลาหลายร้อยล้านปีในการ ปัน้ แต่ง  จากพืน้ ทะเลทีเ่ วิง้ ว้าง  กำเนิดเป็นแผ่นทวีป  การกัดกร่อนด้วยน้ำและลมเปลีย่ นภูผาใหญ่ เป็นกรวดทราย  แล้วพัดพามาถมทับเป็นดิน  พร้อมกันนั้นนักบุกเบิกชีวภาพพวกมอสส์และ ไลเคนก็เริ่มกระบวนการย่อยสลายและหยั่งรากแรกของวิวัฒนาการแห่งพืชพันธุ์ลงไป  ค่อยๆ  ถักทอจนเป็นระบบนิเวศอันซับซ้อนผ่านกาลเวลายาวนาน  กว่าจะเป็นผืนป่าสมบูรณ์ของเขาใหญ่ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติมีค่าอย่างขุนเขา  ลำธาร  น้ำตก  ป่าไม้  พืชพันธุ์หายาก  และสัตว์ป่า จดหมายเหตุบันทึกเรื่องราววิวัฒนาการของโลกอันทรงคุณค่าต่อการศึกษาวิจัย  เป็นแหล่งเรียนรู้  และพักผ่อนหย่อนใจที่งดงามน่ารื่นรมย์ มรดกธรรมชาติของโลกแห่งนี้เป็นสมบัติร่วมกันของทุกคนที่สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์  ไม่วา่ จะเพือ่ การศึกษาวิจยั   การพักผ่อนหย่อนใจ  หรือวัตถุประสงค์อน่ื   สรรพสิง่ ทีป่ ระกอบกันเป็น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  ทั้งสภาพภูมิประเทศและระบบนิเวศต่างๆ  ล้วนผูกพันกันอย่างมิอาจ แยกได้  หากส่วนใดถูกทำลายสูญสิน้ ลง  ผืนป่าแห่งนีค้ งจะดำรงอยูไ่ ด้ยาก  เราพึง่ พิงหาประโยชน์ จากธรรมชาติมาแสนนาน  ลองย้อนหาคำตอบว่า  เราเคยตอบแทนอะไรคืนกลับบ้าง  บางทีอาจจะ เป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ช่วยให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แห่งนี้คงอยู่ได้ใช้ประโยชน์ไปชั่วลูกชั่วหลาน

(นางพรทิพย์ ปั่นเจริญ) อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี

Continental crust : เปลือกโลกทวีป เปลือกโลกที่รองรับส่วนที่เป็นทวีปและไหล่ทวีป  มีความหนา ประมาณ  35 กิโลเมตร  และอาจหนาถึง 60 กิโลเมตร  ในบริเวณ ที่อยู่ใต้เทือกเขา Continental plate : แผ่นธรณีทวีป ส่ ว นของเปลื อ กโลกและเนื ้ อ โลกตอนบนที่ ต ิ ด กั น   แตกออก เป็นแผ่นบนพื้นทวีป  โดยเคลื่อนที่ได้จากแรงขับดันของแมกมา ที่อยู่ภายในโลก Continental shelf : ไหล่ทวีป ส่วนของทวีปที่อยู่ระหว่างชายฝั่งกับลาดทวีป  เป็นบริเวณที่มี ความลาดเอียงน้อยมากประมาณ  0.1 องศา Continental slope : ลาดทวีป ส่ ว นหนึ ่ ง ของขอบทวี ป ที่ อ ยู่ร ะหว่ า งไหล่ ท วี ป กั บ ลาดตี น ทวี ป มีลักษณะค่อนข้างชันประมาณ 1.5 - 6 องศา  ความลึกระหว่าง 200 - 3,600 เมตร Convection current : กระแสหมุนวน อาการไหลวนเนื่ อ งจากการพาความร้ อ น  ทางธรณี ส ั ณ ฐาน หมายถึงรูปแบบการเคลื่อนที่ของสารในเนื้อโลกเนื่องจากการ พาความร้อน  ตามสันนิษฐานว่าบริเวณที่เปลือกโลกชัน้ ในเคลือ่ นที่ ขึ้นมาเนื่องจากได้รับความร้อนจากภายในโลก  และเมื่อห่างจาก ศูนย์กลาง  ค่าของความร้อนจะลดลงตามลำดับ  ลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของสารที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อโลก Cross bedding : การวางชั้นเฉียงระดับ การวางตัวของชั้นหินโดยเอียงเทเป็นมุมกับแนวระดับชั้นหินปกติ เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำหรือลม  ทำให้ตะกอน ที่ถ ู ก พั ด พาทับถมกันเป็นชั้นในแนวที่ไม่ปกติ  อาจเอียงหรือ เทลาดลงด้านใดด้านหนึ่งตามกระแสน้ำหรือลม Crust : เปลือกโลก ส่วนชั้นนอกสุดของโลก  หนาเฉลี่ยประมาณ  6 - 35 กิโลเมตร แบ่งเป็น 2 ส่วน  คือ  ส่วนบนเป็นหินจำพวกแกรนิตหรือไซอัล (Sial)  และส่วนล่างเป็นหินที่เป็นเบสปานกลางหรือไซมา (Sima) Cuesta : เขาเควสตา ภูเขาทีม่ ลี กั ษณะด้านหน้าตัง้ ชัน  ส่วนด้านท้ายลาดเอียงเทไปตาม แนวระดับชั้นหิน  ลักษณะคล้ายมีดอีโต้ Dip : มุมเท มุมที่ชั้นหินหรือโครงสร้างทางธรณีวิทยาตัดกับระนาบแนวนอน โดยทิศทางของแนวเทจะตั้งฉากกับแนวระดับ (Strike) Evaporite : หินเกลือระเหย หินตะกอนชนิดหนึ่ง  ประกอบด้วยแร่ซึ่งตกตะกอนเนื่องจาก การระเหยของน้ำเค็ม  อาจเกิดได้ทง้ั บนบกและในทะเล  แร่ทพ่ี บ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเกลือหิน (เฮไลต์)  ยิปซัม  และแอนไฮไดรต์ Fault : รอยเลื่อน รอยแตกหรือแนวรอยแตกทีเ่ กิดขึน้ บนเปลือกโลก  มีการเคลือ่ นที่ สัมพันธ์กันของหินที่อยู่สองข้างรอยแตกนั้น Flood plain : ที่ราบน้ำท่วมถึง ที่ ร าบริ ม แม่น้ำหรือลำธารซึ่งหน้าฝนหรือหน้าน้ำมักมีน้ำท่วม

เป็นครัง้ คราว Flow bands : ชั้นการไหล โครงสร้างรูปแบบหนึง่ ทีเ่ กิดขึน้ ในหินภูเขาไฟ  เกิดจากการตกผลึก ของลาวาทีม่ กี ารเรียงตัวเป็นแถบชัน้ ในขณะทีไ่ หลอยูบ่ นพืน้ ผิวโลก Fluvial : ลํานํ้า ส่วนที่เป็นแม่นํ้าลําธารหรือส่วนที่เป็นทางให้นํ้าไหล  รวมทั้ง

วัสดุที่เป็นผลิตผลจากแม่นํ้าลําธาร  เช่น  ตะกอนลํานํ้า Footprint : รอยตีน ร่องรอยด้านโครงสร้างของซากดึกดำบรรพ์รูปแบบหนึ่งที่ปรากฏ อยู่ในหิน  แสดงถึงการดำรงชีวิตของสัตว์ประเภทนั้นๆ ในอดีต Fracture : รอยแตก ลักษณะที่แร่แตกออกตามระนาบหรือรอยแตกที่เกิดขึ้นในหิน อาจจะมีการเลื่อนตัวหรือไม่ก็ได้ Fusulinid : ฟิวซูลินิด สัตว์เซลล์เดียวจำพวกฟอแรมินเิ ฟอรา  มีลกั ษณะเฉพาะคือเปลือก ซึ ่ ง ภายในเป็ น เนื ้ อ ปู น แบ่ ง แยกเป็ น ห้ อ งๆ  รู ป ร่ า งโดยทั ่ ว ไป คล้ายเมล็ดข้าวเรียกกันว่า  คตข้าวสาร  มีอายุตง้ั แต่ยคุ ดีโวเนียน จนถึงยุคไทรแอสซิก  เป็นซากดึกดำบรรพ์ดรรชนีของลำดับชัน้ หิน ยุคเพอร์เมียน Geologist : นักธรณีวิทยา บุคคลหรือผู้ที่ทำงานด้านธรณีวิทยา Geology : ธรณีวิทยา ธรณีวิทยาเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งที่ศึกษาเรื่องโลกตั้งแต่การกำเนิด ของโลกและวัตถุต่างๆ ที่ประกอบเป็นโลก  กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกซึ่งทำให้โลกมีการเปลี่ยนแปลง  รวมทั้งประวัติ ของโลกและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน Gondwana : กอนด์วานา ชื่อแผ่นดินในมหายุคพาลีโอโซอิกที่มีขนาดใหญ่มาก  เดิมอยู่ทาง ทิ ศ ใต้ ข องโลก  ต่ อ มาได้ เ คลื ่ อ นสู ง ขึ ้ น มาแล้ ว แยกออกเป็ น แผ่นดินของทวีปแอฟริกา  ประเทศอินเดีย  ส่วนหนึง่ ของประเทศ ออสเตรเลีย  และประเทศไทย Graded bedding : การวางชั้นแบบเรียงขนาด ชัน้ หินทีม่ กี ารเรียงลำดับขนาดเม็ดตะกอน  โดยตะกอนเม็ดหยาบ อยู่ด้านล่าง  และเรียงขนาดขึ้นไปเป็นตะกอนเม็ดเล็กด้านบน Ignimbrite : หินอิกนิมไบรต์ หินภูเขาไฟชนิดหนึง่   เกิดจากการตกทับถมและแข็งตัวของเถ้าธุลี หลากและเถ้าธุลีภูเขาไฟ Iridium : อิริเดียม ธาตุทมี่ ีหมายเลขอะตอม 77 และสัญลักษณ์คือ Ir เป็นธาตุโลหะ ทรานซิชนั สีเงินขาว  มีความแข็ง  หนัก  และเปราะ  อยูใ่ นกลุม่ ของ แพลตินัม  ใช้ทำโลหะผสมและเป็นส่วนประกอบของแร่โลหะ ชนิดหนึ่งที่พบในอุกกาบาต Island arc : หมู่เกาะรูปโค้ง หมูเ่ กาะภูเขาไฟทีม่ ลี กั ษณะเป็นแนวรูปโค้ง  ซึง่ มักจะเกิดขึน้ เหนือ บริเวณที่เป็นเขตมุดตัวของแผ่นธรณี Joint : แนวแยก เป็นแนวแตกที่ทำให้หินแยกออกจากกัน  โดยไม่มีการเคลื่อนที่ ออกจากตำแหน่งเดิม  แต่มีทิศทางของแนวแตกซึ่งอาจจะมี หลายทิศทาง  แสดงถึงทิศทางของแรงที่กระทำต่อหินนั้น Landform : ธรณีสัณฐาน หรือ ภูมิลักษณ์ แบบรูปหรือลักษณะของเปลือกโลกที่มีรูปพรรณสัณฐานต่างๆ กัน เช่น  เป็นภูเขา  ที่ราบสูง  ที่ราบ  และอื่นๆ  การศึกษาเกี่ยวกับ ลักษณะภูมิประเทศ  เรียกว่า  ธรณีสัณฐานวิทยา Lapilli : มูลภูเขาไฟ เศษหินชิ้นส่วนหินภูเขาไฟ  ซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ พ่นลาวาขึ้นไปในอากาศแล้วตกลงมา  อาจจะแข็งตัวแล้วหรือ ตกลงมาแข็งตัวบนพืน้ ดินจึงมีรปู ร่างไม่แน่นอน  ขนาดตัง้ แต่  2 - 64

อภิธานศัพท์ทางธรณีวิทยา

เขาใหญ่ให้อะไรแก่เรา…

Accretion : การงอกพอกพูน กระบวนการซึ่งทําให้มวลสารอนินทรีย์มีขนาดเพิ่มขึ้น  โดยการ เพิม่ เติมของวัสดุอน่ื จากภายนอก  เช่น  การเพิม่ ขนาดของหมูเ่ กาะ รูปโค้ง  หรือการเพิ่มพูนวัสดุลงไปบนพื้นทวีปจากการเคลื่อน เข้าหากันหรือชนกันของแผ่นธรณี Agglomerate : หินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ หินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ  ประกอบด้วยตะกอนภูเขาไฟ เศษหินที่มีลักษณะเป็นก้อนเหลี่ยมอยู่ในเนื้อหินที่มีเม็ดละเอียด Ammonite : แอมโมไนต์ กลุ่มสัตว์แอมโมนอยด์ซึ่งมีรอยต่อระหว่างแผงกั้นขวางลำตัวกับ เปลือกเป็นรูปรอยหยักคดโค้งใหญ่ที่มีรอยหยักเล็กๆ ต่อเนื่อง กั น ตลอด  เป็ น การแบ่ ง กลุ ่ ม แอมโมนอยด์ อ ย่ า งกว้ า งๆ  คื อ Goniatite, Ceratite  และ  Ammonite  แอมโมไนต์ มีประโยชน์ในการใช้กำหนดอายุหินที่ดีชนิดหนึ่ง Andesite : หินแอนดีไซต์ หินอัคนีพุชนิดหนึ่ง  เนื้อละเอียด  สีเข้มออกเขียว  ประกอบด้วย แร่แคลซิกแพลจิโอเคลสและไพรอกซีนเป็นส่วนใหญ่ Ape : เอป ลิงไม่มีหาง  หรือมีหางสั้น  วานร Ashflow tuff : หินทัฟฟ์เนื้อเถ้าหลาก หินที่เกิดจากตะกอนภูเขาไฟซึ่งประกอบด้วยก๊าซและเถ้าร้อนจัด ไหลหลากมาจากปล่องภูเขาไฟที่เกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรง จนทำให้ลาวาหนืดบริเวณปากปล่องเกิดการแตกเป็นชิน้ เล็กชิน้ น้อย (เล็กกว่า  2  มิลลิเมตร)  หรือเกิดจากการระเบิดของเถ้าปนก๊าซ ตามรอยแตกของภูเขาไฟ Basalt : หินบะซอลต์ หินอัคนีพชุ นิดหนึง่   มีเนือ้ ละเอียด  สีเข้ม  เทาถึงเทาดำ  ประกอบด้วย แร่แคลซิกแพลจิโอเคลสชนิดแลบราโดไรต์หรือไบโทว์ไนต์และ ไพรอกซีนเป็นส่วนใหญ่  มักพบอะพาไทต์และแมกนีไทต์เป็น แร่รองเสมอ  Bedding plane : ระนาบชั้นหิน พื้นผิวราบบนหน้าหินตะกอนที่แบ่งชั้นหินออกเป็นแต่ละชั้น Brachiopod : แบรคิโอพอด สัตว์น้ำเค็มไม่มีกระดูกสันหลัง  มีลักษณะเฉพาะตัวคือ  มี  2 ฝา ประกบกันโดยทีแ่ ต่ละฝามีสมมาตรด้านข้าง  (Bilateral symmetry) โดยทั่วไปเกาะติดอยู่กับที่  แต่มีบางพวกอาศัยอยู่อย่างอิสระได้ มีช่วงอายุตั้งแต่ยุคแคมเบรียนจนถึงปัจจุบัน Braided stream : ธารประสานสาย ธารน้ำที่มีบางช่วงของสายน้ำแยกออกเป็นร่องเล็กๆ หลายร่อง ทีใ่ ห้นำ้ ไหลประสานกันไป  อาจไหลแยกจากกันและเชือ่ มเข้าหากัน เนื่องจากท้องน้ำเกิดตื้นเขินมีตะกอนทับถมมาก  ทำให้น้ำไหล ไม่สะดวก  จึงเกิดการแยกเป็นร่องๆ ตามที่ น้ำจะไหลไปได้ Butte : ภูเขายอดป้าน  เนินยอดป้าน เขาขนาดเล็กที่มีด้านข้างชันและมียอดค่อนข้างราบ  เกิดจาก การกร่อนของชั้นหินที่มีความทนทานต่างกัน Cast : รูปพิมพ์ ตะกอนหรือแร่ที่เข้าไปบรรจุในรอยเดิมของซากดึกดำบรรพ์ตาม ธรรมชาติ  ทำให้มีรูปร่างเหมือนโครงร่างของซากดึกดำบรรพ์นั้น Chert : หินเชิร์ต หินตะกอนเนื้อแน่นแข็ง  ประกอบด้วยแร่ควอตซ์ที่เป็นเนื้อผลึก ละเอียดมากประสานกัน  อาจมีซากดึกดำบรรพ์อยูด่ ว้ ย  มีหลายสี เช่น  เทา  แดง  น้ำตาล


มิลลิเมตร  ถ้ามีขนาดใหญ่กว่า 64 มิลลิเมตร  เรียกว่า  บล็อกภูเขาไฟ (Volcanic  block) Lava : ลาวา หินหนืดที่ถูกขับดันขึ้นมาบนพื้นผิวโลก Lower mantle : เนื้อโลกส่วนล่าง ส่วนของเนื้อโลกที่อยู่ใต้แนวแบ่งเขตโมโฮโลวิชิก  และอยู่เหนือ แนวแบ่งเขตวิเชิร์ตกูเทนเบิร์ก  ซึ่งอยู่ใต้ผิวโลกประมาณ 2,900 กิโลเมตร  เชื่อกันว่าส่วนชั้นนี้ประกอบด้วยสารพวกอัลตราเบสิก Magma : แมกมา  หินหนืด ของเหลวร้อนหนืดเกิดตามธรรมชาติอยู่ ภายในโลก  อาจมีผลึกแร่ เศษหิน  และก๊าซรวมอยูด่ ว้ ย  สามารถเคลื่อนทีไ่ ปมาภายในโลกได้ Meandering stream : ทางน้ำโค้งตวัด ลำน้ำที่โค้งไปโค้งมาแลดูคล้ายเกลียวเชือกที่วางขดไว้  มักพบอยู่ บริเวณที่ธารน้ำไหลผ่านไปในพื้นที่ค่อนข้างราบ  การกัดเซาะใน ทางลึ ก มี น ้ อ ยกว่ า ทางด้ า นข้ า ง  กระแสน้ ำ ที ่ ไ หลมาปะทะ ตลิ่งด้านหนึ่งจะค่อยๆ กัดเซาะตลิ่งด้านนั้นให้พังทลายทีละน้อย ขณะเดียวกันตลิ่งด้านตรงข้ามจะเกิดทับถมงอกออกมา Mesa : ภูเขายอดราบ ภูเขาที่มีด้านข้างเป็นผาชันลงไป  แต่บนยอดเขาราบคล้ายโต๊ะ เกิ ด จากการกร่ อ นโดยน้ ำ ในชั ้ น หิ น ที ่ ม ี ค วามทนทานต่ า งกั น ถ้าโดนกัดเซาะมากจะมีขนาดเล็กลงเป็นเขายอดป้าน Modern man : มนุษย์ปัจจุบัน หมายถึ ง   มนุ ษ ย์ โ ฮโมซาเปี ย น (Homo  Sapiens)  ลั ก ษณะ สำคัญคือ  มีการพูดจา  สื่อภาษาได้  รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ได้หลายอย่าง Mold : รอยพิมพ์ รอยประทับของซากดึกดำบรรพ์ทป่ี รากฏอยูใ่ นเนือ้ หิน  ซึง่ ซากนัน้ เคยฝังตัวอยู่ Mudstone : หินโคลน หินตะกอนเนือ้ ละเอียดซึง่ มีอตั ราส่วนของดินเหนียวและทรายแป้ง เท่ากันโดยประมาณ  เม็ดตะกอนมีขนาดระหว่าง 0.3 - 2.0 มิลลิเมตร Neogene : นีโอจีน ยุคหนึ่งของการจัดแบ่งเวลาทางธรณีวิทยา  ประกอบด้วยสมัย ไมโอซีนและไพลโอซีน  มีช่วงอายุตั้งแต่  23 - 2.6 ล้านปี Oceanic plate : แผ่นธรณีมหาสมุทร ส่วนของเปลือกโลกและเนื้อโลกตอนบนที่ติดกัน  แตกออกเป็น แผ่นบนพืน้ มหาสมุทร  โดยเคลือ่ นทีไ่ ด้จากแรงขับดันของแมกมา ที่อยู่ภายในโลก Oceanic ridge : เทือกเขากลางสมุทร เทือกเขาซึง่ เกิดกลางมหาสมุทร  ในปัจจุบนั พบว่ามีความยาวทัง้ หมด 48,000 กิโลเมตร  กว้าง 1,500 กิโลเมตร  สูง 1 - 3 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่มีแผ่นดินไหว  จากทฤษฎีการขยายตัวของพื้นทะเล กล่าวกันว่า  บริเวณเทือกเขากลางสมุทรนีเ้ ป็นบริเวณทีเ่ ปลือกโลก ใหม่โผล่ขน้ึ มา  แล้วค่อยๆ เคลือ่ นไปเรือ่ ยๆ ทั้งสองข้าง  จนจมลง บริเวณร่องก้นสมุทร (Submarine  trench) Paleogene : พาลีโอจีน ยุคหนึ่งของการจัดแบ่งเวลาทางธรณีวิทยา  ประกอบด้วยสมัย พาลีโอซีน  อีโอซีน  และโอลิโกซีน  มีชว่ งอายุตง้ั แต่  65 - 23 ล้านปี Plate : แผ่นธรณี ทางธรณีแปรสัณฐาน  หมายถึง  ส่วนของเปลือกโลกและเนือ้ โลก ตอนบนทีอ่ ยูต่ ดิ กัน  และเป็นของแข็งซึง่ สามารถเคลือ่ นทีใ่ นแนวราบ ด้วยรูปแบบต่างๆ กันตามแนวตะเข็บรอยต่อระหว่างแผ่นธรณี

Plateau : ที่ราบสูง พื้นที่ค่อนข้างราบที่สูงกว่าบริเวณใกล้เคียง  โดยอย่างน้อยต้องมี ด้านด้านหนึ่งลาดเทลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่าโดยฉับพลัน Pot hole : กุมภลักษณ์ บ่อกลมหรือรีซึ่งมักมีกรวดและทรายหยาบอยู่ที่ก้นบ่อ  เกิดบน ลานหิน  เนื่องจากธารน้ำได้พัดพาเอากรวดทรายหมุนวนอยู่ใน แอ่งเล็กๆ บนลานหิน  กรวดทรายจึงครูดขัดหินจนลึกลงเป็นหลุม บ่อขนาดต่างๆ Pyroclastics : ตะกอนภูเขาไฟ เศษหิน  แร่  และแก้วภูเขาไฟทีม่ ขี นาดต่างๆ คละกันอยู ่ อาจเกิด จากการตกลงมาสะสมตัวกันโดยตรงจากอากาศหรือโดยน้ำและ ลมพัดพาออกไปสะสมตัวในบริเวณใกล้เคียงกันก็ได้ Pyroclastic rock : หินตะกอนภูเขาไฟ หินทีป่ ระกอบด้วยตะกอนภูเขาไฟ  ซึง่ เป็นทัง้ เศษหิน  แร่  และแก้ว ภูเขาไฟขนาดต่างๆ คละกันอยู่ Radiolaria : เรดิโอลาเรีย แพลงก์ตอนสัตว์ซง่ึ ส่วนแข็งสร้างจากซิลกิ า  พบเฉพาะในส่วนลึก ของพื้นท้องมหาสมุทรในเขตร้อน Rapids : แก่ง ส่วนหนึง่ ของแม่นำ้ ทีม่ หี นิ โผล่  หรือมีกอ้ นหินขนาดใหญ่ขวางทาง น้ำทำให้ทางน้ำแคบเข้าและระดับท้องน้ำเปลี่ยนแปลง  ส่งผลให้ กระแสน้ำมีความเชี่ยวกรากในบริเวณดังกล่าว Rhyolite : หินไรโอไลต์ หินอัคนีพุชนิดหนึ่ง  มีส่วนประกอบเหมือนหินแกรนิต  แร่หลัก ประกอบด้วยควอตซ์และเฟลด์สปาร์  โดยทั่วไปมีเนื้อดอกอยู่ใน แร่พื้นซึ่งแสดงลักษณะร่องรอยของการไหล Ripple mark : รอยริ้วคลื่น รอยที่ปรากฏในหินตะกอน  เช่น  หินทราย  หรือหินโคลน  มีลกั ษณะ เป็นริ้วสูงต่ำขนานหรือเกือบขนานกัน  เกิดจากการกระทำของ คลื ่ น ลมและกระแสน้ ำ   ทำให้ ต ะกอนมาสะสมตั ว ทั บ ถมกั น เมื่อตะกอนแข็งตัวเป็นหิน  รอยริ้วนี้ก็ยังปรากฏอยู่ในเนื้อหิน Rock salt : เกลือหิน แร่เฮไลต์หรือเกลือโซเดียมคลอไรด์ที่เกิดเป็นมวลหยาบๆ ในหิน ในประเทศไทยพบมากทางภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ บริ เ วณ แอ่งสกลนครและแอ่งโคราช Salt lake : ทะเลสาบน้ำเค็ม ทะเลสาบหรือแอ่งน้ำที่มีน้ำเค็มขังอยู่ในเขตอากาศแห้งแล้งตาม แถบทะเลทรายหรือทุ่งหญ้า  เมื่อน้ำลดระดับลงจากการระเหย ความเข้มข้นของเกลือในน้ำสูงขึ้น  ทำให้รสกร่อยเค็ม Shale : หินดินดาน หินตะกอนเนื้อละเอียด  เนื้อแน่นแข็ง  แข็งตัวมาจากการทับถม ของตะกอนเคลย์หรือดินเหนียว  มีโครงสร้างเป็นชั้นบาง  ทำให้ หินแตกเป็นแผ่นได้ง่าย  โดยเฉพาะตามพื้นผิวที่ผุพัง Siltstone : หินทรายแป้ง หิ น ตะกอนชนิ ด หนึ่ ง ที่ ป ระกอบด้ ว ยตะกอนขนาดทรายแป้ ง

มากกว่าดินเหนียว Sorting : การคัดขนาด กระบวนการที่ ท ำให้ เ กิ ด การจั ด ขนาดหรื อ คั ด ขนาดตะกอน แยกออกเป็นพวกตามขนาดรูปร่างและความถ่วงจำเพาะของ ตะกอนนั้นๆ  โดยการกระทำของกระแสน้ำหรือลม Subduction : การมุดตัวของเปลือกโลก รูปแบบของการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี  โดยแผ่นธรณีหนึ่งมุดตัว

ลงไปใต้แผ่นธรณีอีกแผ่นหนึ่ง Suture zone : เขตตะเข็บการชน บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นธรณีซึ่งเคลื่อนเข้ามาหากัน Tectonics : ธรณีแปรสัณฐาน สาขาหนึ่งของธรณี วิทยาที่ อธิบายลักษณะของโครงสร้างหรือการ เปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทีเ่ กิดขึน้ บนพืน้ ผิวโลก  โดยเกิดจากแรง หรือกระบวนการทางธรณีที่เกิดภายในโลกแล้วส่งผลกระทบต่อ เปลือกโลก Theropod : เทอร์โรพอด ไดโนเสาร์กนิ เนือ้ จำพวกหนึง่   เดินด้วยสองขาหลัง  มีสองขาหน้า สั้นเล็ก Topographic map : แผนที่ภูมิประเทศ แผนทีช่ นิดหนึง่ ทีแ่ สดงลักษณะความสูงต่ำของพืน้ ทีด่ ว้ ยชัน้ ความสูง ทัง้ สิง่ ทีเ่ กิดจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์  รวมทัง้ ลักษณะ ทางกายภาพของพืน้ ที ่ ชือ่ เมือง  หมูบ่ า้ น  ถนน  ทางน้ำ  เป็นต้น Trench : ร่องลึกก้นสมุทร ร่องลึกแคบยาวที่พื้นท้องทะเลหรือมหาสมุทรซึ่งเกี่ยวเนื่องกับ เขตมุดตัวของเปลือกโลก  โดยทั่วไปวางตัวขนานกับแนวภูเขาไฟ รูปโค้งและอยู่ใกล้กับขอบทวีป  ร่องลึกนี้จะลึกกว่าพื้นสมุทร ที่ล้อมรอบและอาจยาวเป็นพันกิโลเมตร Triangular facet : ผาสามเหลี่ยม หน้าผาที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อนในแนวดิ่ง  แล้วผ่าน กระบวนการกัดเซาะด้วยทางน้ำหลายแนวในหุบเขาจนมีรูปร่าง คล้ายสามเหลี่ยม Tuff : หินทัฟฟ์ หินตะกอนภูเขาไฟที่ประกอบด้วยก๊าซและเถ้าไหลหลากมาจาก ปล่องภูเขาไฟจากการระเบิดอย่างรุนแรงมาทับถม  เมื่อเย็นตัว จึงเรียกว่าหินทัฟฟ์ Turbidite : เทอร์บิไดต์ ความขุ่น ตะกอนหรือหินที่เกิดจากการสะสมตัวในกระแสนํ้าขุ่น  มีการ วางชั้นแบบเรียงขนาด  มีการคัดขนาดปานกลาง Uplift : การยกตัว การแปรสัณฐานที่ทำให้เปลือกโลกมีระดับสูงขึ้น  เนื่องจากการ เคลือ่ นทีท่ ำให้เกิดการยกตัวของหิน  หรือการดันตัวขึน้ มาของหิน จากภายในโลก Upper mantle : เนื้อโลกส่วนบน ส่วนของเนื้อโลกซึ่งต่อจากส่วนเปลือกโลกลงมาถึงแนวแบ่งเขต โมโฮโลวิชิก  โดยใต้ทวีปมีความลึกประมาณ  35  กิโลเมตร  และ ใต้มหาสมุทรประมาณ 10  กิโลเมตร  Volcanic arc : ภูเขาไฟรูปโค้ง เขตแนวโค้งที่ประกอบด้วยกลุ่มภูเขาไฟที่เกิดขึ้นเหนือเขตมุดตัว ของแผ่นธรณี Volcanic ash : เถ้าธุลีภูเขาไฟ ชิน้ ส่วนของวัตถุทพ่ี น่ ออกจากช่องปะทุภเู ขาไฟ  และมีขนาดไม่เกิน 4  มิ ล ลิ เ มตร  ถ้ า มี ข นาดระหว่ า ง ¼ - 4  มิ ล ลิ เ มตร  จั ด เป็ น ธุลีหยาบ  ถ้าขนาดต่ำกว่า ¼  มิลลิเมตร  จัดเป็นธุลีละเอียด ซึ่งบางทีเรียกว่าฝุ่นภูเขาไฟ  (Volcanic  dust) Volcanic rock : หินภูเขาไฟ หินทีเ่ กิดจากการปะทุระเบิดของภูเขาไฟ  หรือจากการไหลหลาก ของลาวาบนพืน้ ผิวโลกหรือใกล้ผวิ โลก  ส่วนใหญ่มเี นือ้ ผลึกละเอียด หรื อ เนื ้ อ แบบแก้ ว   หิ น ภู เ ขาไฟแบ่ ง ออกได้ ห ลายชนิ ด ตาม ส่วนประกอบและลักษณะการเกิด

บรรณานุกรม

51

กรมทรัพยากรธรณี.  ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย  (พิมพ์เนื่องใน           โอกาสครบรอบ  114  ปี   แห่ ง การสถาปนากรมทรั พ ยากรธรณี   1  มกราคม  2549).  กรุ ง เทพฯ:           มปท,  2549. กรมทรัพยากรธรณี.  ธรณีวิทยาในประเทศไทย  เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  (จัดพิมพ์           เนื ่ อ งในพระราชพิ ธ ี ม หามงคลเฉลิ ม พระชนมพรรษา  6  รอบ  5  ธั น วาคม  2542).  กรุ ง เทพฯ:           กรมทรัพยากรธรณี  กระทรวงอุตสาหกรรม,  2544. ทิวา  ศุภจรรยา  และคณะ.  พจนานุกรมรูปภาพ  ไทย - อังกฤษ  สีส่  ี โลกของเรา.  กรุงเทพฯ: ริเวอร์  บุค๊ ส์, 2539. เนชัน่ แนลจีโอกราฟฟิก. National  Geographic  ฉบับพิเศษ  กำเนิดชีวติ บนพืน้ พิภพ.  กรุงเทพฯ:  สำนักพิมพ์           เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก, 2547. ปริญญา  พุทธาภิบาล  อนุชิต  วิจิตรเฉลิมพงษ์  และฐิติพงษ์  บุญประเสริฐ.  แผนที่ธรณีวิทยาประเทศไทย           ระวางบ้านท่าอีซ่อม  (5337  IV)  และระวางบ้านซับบอน  (5337  I).  มปท.  มปป. มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่.  คู่มือเส้นทางศึกษาธรรมชาติ  5  เส้นทาง  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่.           กรุงเทพฯ:  Plan  Printing  Co., Ltd.,  2544. วัฒนา  ตันเสถียร.  เอกสารประกอบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ  โครงการพัฒนาและส่งเสริมการให้ความรู้           เกี่ยวกับกฎหมายกรมทรัพยากรธรณี  เรือ่ ง  ความรูท้ ว่ั ไปเกีย่ วกับซากดึกดำบรรพ์.  กรุงเทพฯ: มปป. สมโภชน์  ศรีโกสามาตร  และทรอย  แฮนเซล  ปรับปรุงโดย  วิลเลี่ยม  ดั๊กเวิร์ธ  และแอนโทนี่  ไลแนม.             สัตว์เลีย้ งลูกด้วยนมในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่. พิมพ์ครัง้ ที ่ 3.  กรุงเทพฯ: มูลนิธโิ ลกสีเขียว, 2547. สุวภาคย์  อิม่ สมุทร.  รายงานวิจยั เรือ่ งลำดับชัน้ หินและลักษณะเนือ้ หินของหมวดหินเสาขัว  บริเวณเขากำแพง           อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ฝั่งตะวันออก.  กรมทรัพยากรธรณี,  2540. สุวัฒน์  อัศวไชยชาญ  และปณต  ไกรโรจนานันท์.  หนังสือคู่มือชุดท่องอุทยาน:  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่.           กรุงเทพฯ: สารคดี, 2543. สำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์และพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา.  ไดโนเสาร์ของไทย.  กรุงเทพฯ:  กรมทรัพยากรธรณี,           2550. ภาษาต่างประเทศ Chandler, Fiona, Sam Taplin & Jane Bingham. Prehistoric World. Bangkok:  Usborne,  2548.  Osborne, Roger, Donald Tarling & Stephen Jay Gould. The Historical Atlas of the Earth. Great           Britain: Henry Holt, 1996.

บรรณานุกรม

อภิธานศัพท์ทางธรณีวิทยา

50


ท่องโลกธรณี  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ความมหัศจรรย์แห่งมรดกโลก

จัดทำโดย กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระรามที ่ 6  เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ  10400 โทรศัพท์  0-2621-9500 เว็บไซต์  www.dmr.go.th เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ  (ISBN) 978-974-226-460-4 พิมพ์ครั้งที ่ 1  กันยายน  2553  จำนวน  1,500  เล่ม ขอขอบคุณ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า  และพันธุ์พืช อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  กรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า  และพันธุ์พืช คณะกรรมการจัดทำหนังสือและสารคดีท่องโลกธรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นายพล  เชาว์ดำรงค์ นายเลิศสิน  รักษาสกุลวงศ์ นายวัฒนา  ตันเสถียร นายสมบุญ  โฆษิตานนท์ นายธีระพล  วงศ์ประยูร นายสุวภาคย์  อิ่มสมุทร นายประชา  คุตติกุล นายกมล  บุญนำ  นายรัฐ  จิตต์รัตนะ  นางสาวดรุณี  เจนใจ

คณะที่ปรึกษา นายวราวุธ  สุธีธร  นายพิทักษ์  รัตนจารุรักษ์ นายธิติ  ตุลยาทิตย์  นายสุรชัย  ศิริพงษ์เสถียร นางเยาวลักษณ์  ชัยมณี นายบุญรุ่ง  เสืองามเอี่ยม นายสมชาย  เขียวเรืองงาม นางสาวศศิธร  ขันสุภา นายศักดิ์ชัย  จวนงาม  นักเขียนและนักวิชาการที่ปรึกษา นายสิน  สินสกุล        เรียบเรียงต้นฉบับ นายสิโรตม์  ศัลยพงษ์  ที่ปรึกษาทางธรณีวิทยา ภาพบรรยากาศยุคทางธรณีกาล นายโชติวัฒน์  ปุณโณปถัมภ์ ออกแบบและจัดทำรูปเล่ม ฝ่าย Amarin  Publishing  Services บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง  จำกัด (มหาชน) 65/16  ถนนชัยพฤกษ์  (บรมราชชนนี)  เขตตลิ่งชัน  กรุงเทพฯ  10170 โทรศัพท์  0-2422-9000 ต่อ 1200, 1213 โทรสาร 0-2422-9091 แยกสีและพิมพ์ท ี่ สายธุรกิจโรงพิมพ์  บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง  จำกัด (มหาชน) 65/16  ถนนชัยพฤกษ์  (บรมราชชนนี)  เขตตลิ่งชัน  กรุงเทพฯ  10170 โทรศัพท์  0 - 2422 - 9000, 0 - 2882 - 1010 โทรสาร  0 - 2433 - 2742, 0 - 2434 - 1385 ข้อความและภาพในหนังสือนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย  ถ้าจะนำไปเผยแพร่ซ้ำไม่ว่าจะเป็นบางส่วนหรือ  ทั้งหมดต้องได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมทรัพยากรธรณี

“มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงสุดในการปกป้องธรรมชาติ” กรมทรัพยากรธรณี  2553


ท่องโลกธรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  

หนังสือ ท่องโลกธรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ความมหัศจรรย์แห่งมรดกโลก จัดทำโดย กรมทรัพยากรธรณี

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you