Page 1


~1~

ทุกศาสนาสอนใหคนเปนคนดี....จริงหรือ? โดย อ. ชะรีฟ วงศเสงี่ยม

บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมา สําหรับผูที่มีความเชื่อในศาสนาหนึ่งศาสนาใด หรือ ลัทธิหนึ่งลัทธิใด รวมทั้งเชื่อถึงการมีอยูจริงของ สวรรค และนรก เชื่อในเรื่อง บาป บุญ อีกทั้งจะเปนการวิเคราะหถึงคําพูดที่เรามักไดยินกันเปนประจํา นั้นก็คือคําพูดที่วา “ทุก ศาสนาสอนใหคนเปนคนดี” โดยปรกติแลวผูที่พูดคําพูดเชนนี้ออกมามักจะไมวิเคราะหใหดีเสียกอน เพราะถา เราวิเคราะหคําพูดดังกลาวดูใหดีแลว เราก็จะเห็นไดวาคําพูดที่วา “ ทุกศาสนาสอนให คนเปนคนดี ” เปนคําพูดที่ไมถูกตองเสียสักเทาไหร ตอไปนี้เราจะมาวิเคราะหกันถึง คําพูดนี้กัน ถาเราจะตั้งเปนคําถามวา ทุกศาสนามีอะไรเปนสิ่งที่เหมือนๆกัน คําตอบที่จะ ไดรับก็คือ ศาสนาสวนใหญหรือทุกศาสนาเลยก็วาไดมีหลักขอใชใหปฏิบัติ และ ขอหาม มิใหปฏิบัตินั่นเอง กลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่ทําแลวจะเกิดเปนผลบุญขึ้นมา และสิ่งที่ทํา แลวจะเกิดเปนบาปขึ้นมา ทุกศาสนาจะตองมีสองสิ่งนี้ เพราะฉะนั้น จากคําพูดที่วา “ ทุกศาสนาสอนใหคนเปนคนดี ” ทําเขาใจไดโดยปริยายวา หลักคําสอนทั้งขอใชและขอ หามของทุกศาสนานั้นสอนใหคนเปนคนดี ผูที่พูดคําพูดเชนนี้ออกมานั้น ตองการจะ สื่อใหรูวา ไมวาเราจะนับถือศาสนาไหนก็ถูกตองทั้งหมด เปนความดีทั้งหมด ไมมีความ จําเปนที่จะตองไปเปลี่ยนศาสนาแตอยางใด ตอนนี้เราจะมาวิเคราะหสิ่งหรือคําสอน บางอยางที่ศาสนาแตละศาสนาไดสอน เพื่อที่เราจะไดรูวา คําพูดดังกลาวนั้นเปนจริง หรือไมอยางไร ถาเราศึกษาหลักคําสอนของศาสนาพุทธดู เราจะพบหลักคําสอนขอหนึง่ ทีว่ า ใครก็แลวแตที่ฆาสัตวโดยเจตนา ไมวาจะฆาโดยมีจุดมุง หมายใดก็แลวแต เชนฆาสัตว เพื่อนํามาเปนอาหาร ถือวาคนๆนัน้ ทําสิ่งที่เปนบาปกรรม ตองตกนรกหมกไหม ( “ หมอมฉันนัน้ ตัดศีรษะแมแพะตัวเดียว ไหมในนรก ดวยเศษผลแหงกรรม จึงได ถูกตัดศีรษะดวยการนับขนแมแพะนัน้ ” )


~2~

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 172 / “ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาตอันบุคคลเสพแลว เจริญแลว กระทําใหมากแลว ยอม ยังสัตวใหเปนไปในนรก ในกําเนิดสัตวดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแหงปาณาติบาต อยางเบาที่สุด ยอมยังความเปนผูม ีอายุนอยใหเปนไปแกผูมาเกิดเปนมนุษย ” พระ สุตตันตปฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เลม 4 – หนาที่ 495, 10 สัพ พลหุสสุตร ) แตในขณะเดียวกัน ถาเรามาดูในหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม เราพบวา การฆาสัตวเพื่อนํามาปรุงเปนอาหารนั้น นอกจากจะไมเปนบาปกรรมแลวยังจะถือวา เปนผลบุญเสียดวยซ้ําไป เมื่อเปนเชนนี้คําถามที่จะตองถามก็คือ เปนไปไดไหม ที่คํา สอนของทั้งสองศาสนานี้จะถูกตองและเปนจริงทั้งคู .... แนนอนคําสอนของทั้งสอง ศาสนานี้ไมมีทางที่จะถูกตองทั้งคูได ทันทีที่มุสลิมคนหนึง่ คนใดฆาสัตวเพื่อนํามาปรุง เปนอาหาร แนนอนตามหลักคําสอนของศาสนาพุทธแลว มุสลิมคนนี้ถือวากําลังทํา บาปกรรมอยู และเขาผูนี้ไมถือวาเปนคนดีดว ย แตเปนคนบาป เพราะฉะนั้นถาเรา วิเคราะหดูดว ยใจที่เปนกลาง และใฝหาสัจธรรม เราก็จะเห็นไดวา ในสายตาของศาสนา พุทธนั้น ศาสนาอิสลามกําลังสอนใหคนทําบาปกรรม และชาวพุทธที่ยึดมั่นในหลักคํา สอนของศาสนาพุทธก็ไมเห็นดวย และเกลียดการกระทําเชนนี้ของมุสลิม

นอกจากนี้ ศาสนาพุทธยังมีหลักคําสอนที่สําคัญอยางมากๆอีกขอหนึ่งก็คือ เรื่อง การเวียนวายตายเกิด โดยสอนเอาไววา ไมวาคนๆนั้นจะอยูในศาสนาไหน เปนใครมา จากไหน จะรวย หรือจะจน เมื่อตายไปแลว ถายังไมหมดกรรม ทุกคนก็จะตองอยูในหวง แหงการเวียนวายตายเกิด ไมมีทางที่จะหลีกเลี่ยงหรือหนีพนได แตในขณะเดียวกัน ศาสนาอิสลามและคริสตก็สอนในสิ่งที่ตรงกันขามวา เมื่อตายไปแลว จะไมมีการเวียน วายตายเกิดอยางแนนอน ไม วาเขาผูนั้น จะนับถื อศาสนาไหน เป นใครมาจากไหนก็ แลวแต หากแตมนุษยทุกคนจะตองไปหยุดอยูที่สองสถานที่ นั้นก็คือ ไมไปนรก ก็ขึ้น สวรรค ไมมีการกลับมาเกิดเปนอะไรใหมทั้งสิ้น .... คําถามก็คือ เปนไปไดไหมที่หลักคํา สอนและหลั กความเชื่ อที่ ต รงกั น ข า มกั น ทั้ ง คู นี้ จะถู กต อ งทั้ ง คู ... เป น ไปไม ได อย า ง แนนอน ถาเรามาวิเคราะหดูในคําสอนของศาสนาคริสต เราจะพบวาศาสนาคริสตสอน วา ถาใครไมเชื่อวาพระเยซูเปนพระเจาทั้งๆที่มีคนมาสอนเขาแลว ไมวาเขาผูนั้นจะเปน ใครก็แลวแต เขาผูนั้นจะตองตกนรก แตในขณะเดียวกันศาสนาอิสลามก็สอนวา ใครก็


~3~

แลวแตที่เชื่อวา พระเยซูเปนพระเจาเขาผูนั้นจะตองตกนรก เพราะพระเยซูนั้นเปนเพียง มนุ ษ ย ค นหนึ่ ง เท า นั้ น เพี ย งแต ไ ด รั บ การแต ง ตั้ ง จากพระผู เ ป น เจ า ให เ ป น ศาสดา เพราะฉะนั้น ถาเราวิเคราะหดวยใจที่เปนกลาง เราจะพบวา ในสายตาของ คริสตนั้น ชาวมุสลิมและชาวพุทธ รวมทั้งคนอื่นๆที่มิใชคริสตนั้น ถือวาเปนคนที่กําลังทําบาป เปน คนชั่ว ไมไดเปนคนดี เพราะไมยอมเชื่อวา พระเยซูเปนพระเจามีความเสี่ยงที่จะตองตก นรก แตในสายตาของ อิสลามนั้น จะเห็นไดวา ชาวคริสตที่เชื่อวาพระเยซูเปนพระเจา นั้น ถือวาเปนคนบาป คนชั่ว ไมไดเปนคนดีและเสี่ยงที่จะตองตกนรก เพราะเชื่อวาพระ เยซูเปนพระเจา ซึ่งในความเปนจริงแลวพระเยซูมิไดเปนพระเจา คําถามที่ตามมาก็ คือ จะเป นไปไดอ ย า งไร ที่คํ าสอนของศาสนาอิ สลาม และ ศาสนาคริ สต จะถูก ต อง ดวยกันทั้งคู เพราะฉะนั้น ถาเราวิเคราะหดวยใจที่เปนกลางถึงคําสอนหลักๆของแตละ ศาสนาแลว เราจะพบวา ในสายตาของทุกศาสนานั้น ทุกศาสนาไมไดกําลังสอนให มนุษยเปนคนดี และถาเราวิเคราะหดูอีก เราก็จะพบวา ถาทุกศาสนาสอนคนใหเปนคนดีจริงแลว ถาเชนนั้น คําถามก็คือ คนที่อยูในศาสนาพุทธ จะยอมหรือไมที่จะเปลี่ยนจากศาสนา ของตัวเอง แลวมานับถือศาสนาอิสลามเปนระยะเวลา 1ป และชาวคริสตจะยอมหรือไม ที่ จะ เปลี่ ย นจากศาสนาตั ว เองแล ว มานั บ ถื อ ศาสนาพุ ท ธเป น ระยะเวลา 1 ป และ มุสลิมจะยอมเปลี่ยนจากอิสลาม ไปเปน พุทธหรือคริสตไหม??? แนนอน ไมมีใครยอม ทิ้งหรือเปลี่ยนจากศาสนาตัวเอง เพื่อไปรับศาสนาอื่นมาอยางแนนอน เพราะ ตางก็เชื่อ วา ศาสนาของตัวเองนั้นถูกตองที่สุด และศาสนาอื่นนั้นผิดและ หลงทาง .... นี้คือความ เปนจริงที่มิอาจที่จะปฏิเสธได สําหรับผูที่ไมหลอกตัวเอง และแสวงหา ใฝหาสัจธรรม ถ า เราวิ เ คราะห ห ลั ก คํ า สอนของศาสนาแต ล ะศาสนาดู เราก็ จ ะพบว า แต ล ะ ศาสนานั้นมีหลักคําสอนที่แตกตางกัน และตรงกันขามกัน ฉันใด ที่ 1+1=2 , 1+1 =3, 1+1=4 และ 1+1= 5 เปนไปไมไดที่ทั้งหมดจะถูกตอง ฉันนั้น ก็เปนไปไมไดเชนกันที่ หลักคําสอนของแตละศาสนาที่ตรงกันขามกัน และแตกตางกัน จะถูกตองทั้งหมดได เมื่อเปนเชนนี้แลว ผูที่ใฝหาสัจธรรมจริงๆ จะอยูนิ่งไมได แตจะตองตั้งคําถามขึ้นมาวา แตละศาสนาที่อางวาศาสนาตัวเองเปนแนวทางเดียว เปนศาสนาเดียวที่ถูกตองเทานั้น มีหลักฐาน และขอพิสูจนอะไร ที่คนทั่วไปที่มีสติปญญาที่ปรกติ สามารถเขาไปพิสูจน ขอเท็จจริงได


~4~

ความเชื่อที่แทจริงจะตองอยูบนหลักฐานขอยืนยันที่พิสูจนได สัจธรรมความจริง ที่แทจริงก็คือ สิ่งที่ไมใชเปนสัจธรรมความจริงของเฉพาะคน หนึ่งคนใด หรือ คนกลุมหรือกลุมใด โดยมีพื้นฐานมาจากความรูสึกเปนสวนใหญที่ใช ในการตัดสิน แตสัจธรรมความจริงที่แทจริงก็คือ สิ่งที่สามารถพิสูจนใหผูคนทั้งหลายได เห็นอยางชัดแจงไดวา สิ่งนี้คือความจริง เชนคนสวนใหญในอดีต มีความเชื่อวาโลก แบน โดยใชความรูสึกตัดสิน เพราะไมมีหลักฐานอะไรมายืนยันความถูกตองของความ เชื่อนั้นได นอกจากความรูสึกของคนกลุมหนึ่งเทานั้นเอง แตพออยูตอมา มนุษยสวน ใหญ รอยเปอรเซ็นเลยก็วาได เชื่อวาโลกมีรูปทรงกลม อันเนื่องจากมีหลักฐาน ขอพิสูจน ที่สามารถยืนยันความจริงขอนี้ได และความเชื่อนี้ ถือเปนความเชื่อที่ มิไดวางอยูบน ความรูสึก แตสามารถพิสูจนใหคนทุกคนที่มีเหตุผลและ ยอมรับความจริงใหรูได และถา จะมีคนหนึ่งคนใดที่ออกมาปฏิเสธวาโลกไมไดมีรูปทรงกลม ก็จะถือวาคนๆนั้น เปนคนที่ ไรเหตุผลและหลอกตัวเอง และวางความเชื่อของตัวเองอยูบนความรูสึก ถึงแมสัจธรรม ความจริงจะตรงกันขามกับความรูสึกของตนเองก็ตาม ความเชื่อสามารถแบงออกเปนประเภทตางๆไดดังตอไปนี้ : 1. ความเชื่อที่สามารถพิสูจนไดวาเปนจริง หรือ เปนเท็จ เชน ความเชื่อที่วา โลกกลม หรือ โลกแบน โลกโคจรรอบดวงอาทิตย และอื่นๆ 2. ความเชื่อที่สามารถพิสูจนไดวา เปนจริง หรือเปนเท็จ โดยมีขอแมวา จะตองศึกษา ความเชื่อนั้นๆดูใหละเอียดเสียกอน และตั้งคําถามหลายๆคําถาม เกี่ยวกับความเชื่อนั้น หรือ หาสิ่งที่ตรงกันขามกับความเชื่อนั้น เพื่อที่จะพิสูจนวาความเชื่อนั้นผิด และไมเปน จริง ยกตัวอยาง เชน คริสตเชื่อวา คัมภีรไบเบิ้ลทั้งหมดมาจากพระเจา และพระเจาทรง สรางทุกสรรพสิ่ง และพระเจาทรงรอบรูในทุกสรรพสิ่ง และพระเจาไมมีทางที่จะผิดพลาด ได แตกระนั้นก็ตาม เมื่อเราอานคัมภีรไบเบิ้ล เรากลับพบคัมภีรไบเบิ้ล บอกเอาไววา โลกนั้นมีรูปทรงแบน ไมใชมีรูปทรงกลม เชนนี้ก็ทําใหรูไดทันทีวา คัมภีรไบเบิ้ลทั้งหมดมิ ไดมาจากพระเจา หรือชาวพุทธอาจจะเชื่อวา การเวียนวายตายเกิดเปนสัจธรรมความ


~5~

จริง ทุกสิ่ง ที่มีชีวิต เกิดมาไดเพราะมีกรรมที่ทําเอาไวในชาติที่แลวสง ใหมาเกิดเปน สิ่งมีชีวิตประเภทตางๆ เชน เปน เสือ เปน แมว เปน มด และสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกมากมาย แตเราสามารถตั้งเปนคําถามเพื่อพิสูจนความจริงในเรื่องความเชื่อนี้ได โดยการถามวา “ การเวียนวายตายเกิดนั้น มีมาเพื่อใหความเปนธรรม และความยุติธรรมกับทุกสรรพสิ่ง ที่มีชีวิตใชหรือไม กลาวคือ ใครทําอะไรเอาไวก็จะไดรับการตอบแทนตามกรรมที่ทํา เอาไวอยางครบถวน” ... คําตอบที่ ไดเ ราไดรั บคือ ใช ถ าเราถามคําถามตอไปว า “ เดิมๆทีนั้น กรรมกับมนุษย อยางไหนเกิดขึ้นมากอนกัน ” บางคนอาจจะตอบวา “ มนุษยเกิดกอนซิ แลวมนุษยก็ทํากรรมดี หรือกรรมชั่ว จึงไปเกิดเปนสิ่งนั้นสิ่งนี้” แต คําถามที่จะตองถามกลับก็คือ “ มนุษยจะเกิดมากอนกรรมไดอยางไร ก็ในเมื่อมนุษยจะ เกิดขึ้นมาเปนมนุษยไดก็จะตองอาศัยกรรมเกาที่ทําเอาไวมิใชหรือ” เมื่อถูกถามกลับ เชนนี้ บางคนก็อาจจะเปลี่ยนคําพูด และบอกวา “ จริงๆแลวกรรมเกิดมากอนมนุษย” แตก็ตองถามกลับเชนเดียวกันวา “ แลวถาเชนนั้น กรรมนั้นเปนกรรมของใครที่ทําเอาไว กันละ แลวมันจะยุติธรรมไดอยางไร ที่มนุษยคนหนึ่งตองเกิดขึ้นมาจากกรรมของใครก็ ไมรูที่ทําเอาไว หรือวา เดิมๆทีแลวมีกรรมลองลอยอยูเต็มไปหมด แลวมนุษยแตละคนก็ เกิดขึ้นมาเพื่อมารับกรรมนั้น ถาเปนเชนนี้แลว จะยุติธรรมไดอยางไร ที่มนุษยตองมา รับกรรมที่ตัวเองมิไดทําเอาไว ” เราจะเห็นไดวา ไมวาจะบอกวา มนุษยเกิดขึ้นมากอน กรรม หรือ กรรมเกิดขึ้นมากอนมนุษย ก็เขาสูทางตันทั้งคู เพราะเกิดความขัดแยงกันที่ ไมสามารถหาทางออกได เชนนี้เปนตัวอยางการตั้งคําถามเพื่อนําไปสูความจริง 3. ความเชื่อที่ไมสามารถพิสูจนไดรอย เปอรเซ็นวา ถูกหรือ ผิด เปนจริง หรือเท็จ ความ เชื่ อ ในประเภทนี้ ต อ งแขวน หรื อ พั ก เอาไว ก อ น แต ใ ห ไ ปพิ สู จ น ค วามเชื่ อ หลั ก ๆที่ สามารถพิสูจนได กอน เชนแตละศาสนาไมสามารถพิสูจนใหคนที่อยูในอีกศาสนาอื่น เชื่อไดวา ปาฏิหาริยที่ศาสดาของศาสนานั้นๆไดแสดงอะไรเอาไวนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม เพราะคนๆนั้นไมสามารถยอนอดีตกลับไปได เชน คริสตเชื่อวา พระเยซูนั้นไดแสดง ปาฏิหาริย โดยการทําใหน้ํากลายเปนไวน ( John 2:1-11 ) ซึ่งโดยทั่วไปแลวก็ไม สามารถพิสูจนไดวา สิ่งนี้เปนจริง หรือเปนเท็จ อาจจะเปนจริง หรืออาจจะเปนเท็จก็ได ซึ่งถาหากวาเปนเท็จ นั้นก็หมายความวา คําสอนหรือความเชื่อขอนี้ที่มีกลาวเอาไวใน คั ม ภี ร ไ บเบิ้ ลปน สิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย ไ ด แ ต ง กั น ขึ้ น มาเองแล ว เอาไปใส ไ ว ใ นคั ม ภี ร เพื่ อ ให ค น หลงเชื่อวามาจากพระเจา เพราะฉะนั้นความเชื่อในประเภทนี้ใหพักเอาไวกอน 4. ความเชื่อที่ตัวเองสัมผัสหรือรูไดดวยตัวเองวาเปนจริง หรือสิ่งที่พิสูจนไดวาเปนจริง แตกระนั้นความเชื่อประเภทนี้ก็ไมสามารถใชเปนเงื่อนไขยืนยันความถูกตองของอีกสิ่ง


~6~

หนึ่งได เชนการพูดวา “ การนั่งสมาธิทําใหจิตใจสงบ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธจึงเปน ศาสนาที่ถูกตอง เพราะศาสนาพุทธสอนใหนั่งสมาธิ” สิ่งนี้ไมไดเปนเงื่อนไขซึ่งกันและ กันเลย เพราะการนั่งสมาธิและทําใหจิตสงบนั้นไมใชจะเปนสิ่งที่สามารถมีไดแตเฉพาะ ในศาสนาพุทธเทานั้น ศาสนาอื่นๆเขาก็มีวิธีทําใหจิตสงบไดเหมือนกัน หรือการ พูดวา “ พระเกจิอาจารยในศาสนาพุทธหลายทาน ตายแลวศพไมเนา เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงบง บอกวาศาสนาพุทธคือศาสนาที่แทจริง” จะเห็นไดวาถึงแมวาสิ่งนี้เปนจริงเกิดขึ้นจริง แต ก็มิไดเปนเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ที่จะใชเปนเครื่องยืนยันวาศาสนาพุทธนั้นเปนศาสนาที่ แทจริง เพราะในศาสนาคริสตเขาก็มีเชนนี้ ในศาสนาอิสลามก็มีเชนนี้ หรือเมื่อชาว คริสตพิสูจนแลววา พระผูเปนเจาที่แทจริงนั้นมีอยูจริง นั้นก็มิไดเปนเงื่อนไขวา ศาสนา คริสตจะเปนสัจธรรม ความจริง หรือเปนศาสนาที่ถูกตอง ทั้งนี้ก็เพราะ ศาสนาหลายๆ ศาสนาเขาก็เชื่อ และศรัทธาในพระเจาเหมือนกัน และมีอีกหลายสิ่งหลายอยาง ที่ผูคน ที่อยูในศาสนาทั้งหลายตางเชื่อวาสิ่งเหลานี้เปนเงื่อนไขเพื่อยืนยันวาศาสนาของตนเปน ศาสนาที่แทจริง เพราะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู แตในความเปนจริงแลวหาไดเปนเชนนั้นไม หลังจากที่ไดวิเคราะหและพิสูจนดูแลว เชนคริสตบางคนอางวา พระวิญญาณบริสุทธิ์ได ลงมาหาตนเอง และทําอยางนั้นอยางนี้กับตนเอง จึงทําใหเขาผูนั้นเชื่อวาศาสนาคริสต คือศาสนาที่แทจริง เชนกัน ชาวพุทธบางคน นั่งสมาธิและเห็นวาตัวเอง เคยเกิดชาติที่ แลวเปนอะไร หรือชาติกอนหนานั้นเคยเกิดเปนอะไร หรือ นั่งสมาธิจนสามารถเห็นไดวา สวรรคนรกเปนอยางไร จึงทําใหเขาผูนั้นเชื่อและสรุปเอาเองวา ศาสนาพุทธนี่แหละคือ ศาสนาที่แทจริง มุสลิมบางจําคนก็เชนกัน นั่งระลึกถึงพระผูเปนเจาจนกระทั้งสามารถ ถอดจิตขึ้นไปสนทนากับพระผูเปนเจาได และยังมีสิ่งอื่นๆอีกมากมาย ที่คนที่อยูใน ศาสนานั้นๆคิดวาสิ่งเหลานี้ที่มีอยูศาสนาตัวเองคือเงื่อนไขสําคัญที่จะยืนยันวาศาสนา ตัวเองคือศาสนาที่แทจริง ซึ่งในความเปนจริงแลวหาไดเปนเชนนั้นไม 5. ความเชื่อที่สามารถใชเปนเงื่อนไขยืนยันความถูกตองของอีกสิ่งหนึ่งได เชนพูดวา “ คัมภีร อัล- กุรอานพิสูจนตัวมันแลววามาจากพระผูเปนเจาที่แทจริง เพราะฉะนั้น ศาสนาอิสลามจึงเปนศาสนาที่ถูกตอง ” สิ่งนี้ถือเปนเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ก็เพราะ คัมภีรอัล-กุรอานก็กลาวยืนยันเอาไววา ศาสนาอิสลามเปนศาสนาเดียวเทานั้นที่พระผู เปนเจาใหการยอมรับ และรับรอง และสมมุติวา คัมภีรไบเบิ้ลไดรับการพิสูจนแลววา มาจากพระเจาจริง แตมันก็จะถือวาเปนการผิดพลาด ที่จะกลาวสรุปวา “ เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงเปนพระเจาที่แทจริง” ทั้งนี้ก็เพราะคัมภีรไบเบิ้ลไมไดยืนยันเอาไวเลยวา พระ เยซูเปนพระเจา


~7~

เชนเดียวกันคําพูดตอไปนี้ ถือเปนเงื่อนไขซึ่งกันและกัน “ คัมภีรอัล-กุรอานนั้น มี ต น ฉบั บ ที่ เ ป น ภาษาอาหรั บ อายุ ม ากกว า หนึ่ ง พั น ป และคั ม ภีร อั ล-กุ ร อานที่ มี ใ น ปจจุบันเหมือนกันกับตนฉบับที่มีอายุมากกวาพันปทุกตัวอักษร เพราะฉะนั้นคัมภีรอัลกุรอานจึงไมเคยผานการถูกเปลี่ยนแปลงแกไขเลยตลอด หนึ่งพันกวาปที่ผานมา” คําพูดตอไปนี้ก็เชนกัน ถือวาเปนเงื่อนไขซึ่งกันและกัน “ คัมภีรไบเบิ้ลทั้งหมด มาจากพระเจา พระเจาเปนผูที่ทรงสรางทุกสิ่ง และทรงรูถึงทุกสิ่ง ” แตกระนั้นใน คัมภีรไบเบิ้ลกลับบอกวา “ โลกนั้นมีเสาค้ํายันอยู ” (1 ซามูเอล 2:8, โยบ 9:6, เพลง สดุดี 75:3) ( ซึ่งคานกับความเปนจริงทางวิทยาศาสตรที่ไดรับการยืนยันแลววา โลก นั้นไมมีเสาใดๆมาค้ํายันทั้งสิ้นเชนเดียวกับฟากฟา เพราะทั้งหมดลอยอยูในอวกาศ) เพราะฉะนั้น จึงพิสูจนไดวาคัมภีรไบเบิ้ลไมไดมาจากพระเจาทั้งหมด แตมีสวนที่มนุษย เขียนขึ้นมาเองดวย เพราะพระเจาสรางโลก และพระองคก็ยอมรูดีดวยวา โลกที่พระองค ทรงสรางนั้นเปนอยางไร 6. ความเชื่อที่ ไดรับการพิสูจน และยืนยันแลววาถูกตอง เปนจริง และเปนความเชื่อที่ ศาสนาอื่นหรือลัทธิอื่นไมมีความเชื่อเชนนี้ และมีผลที่จะใชเปนเครื่องยืนยันถึงสิ่งอื่นๆ ในศาสนานั้นดวยวาถูกตอง เชนถาคริสตสามารถพิสูจนไดวา คัมภีรไบเบิ้ลมาจากพระ เจาจริง เชนนี้ก็ถือเปนเงื่อนไขวา ขอมูล หรือคําสั่งสอนที่มีในคัมภีรไบเบิ้ลก็ถือวาเปน สัจธรรมความจริง แตถามีใครคนใดคนหนึ่งพิสูจนไดตามหลักวิชาการวา มีหลายๆสวน ของคัมภีรไบเบิ้ลที่มีขอผิดพลาด ขัดกับความเปนจริง เชนนี้ก็จะทําใหขอความทั้งหมดที่ มี อยู ในคัม ภี รไ บเบิ้ ลเป น ที่ ต องสงสั ย ว า มั น เป น สิ่ ง ที่ ม าจากพระผู เ ป น เจ า ที่แ ท จ ริง ๆ หรือไม และอิสลามมีสิทธิที่จะกลาววาศาสนาอื่นถือวา อยูในแนวทางที่ผิดทั้งหมด ใน เมื่ อ พิ สู จ น แ ล ว ว า คั ม ภี ร อั ล -กุ ร อานนี้ เ ป น คั ม ภี ร ที่ ม าจาก พระผู เ ป น เจ า ที่ แ ท จ ริ ง เชนเดียวกัน คริสตก็มีสิทธิที่จะกลาววาศาสนาอื่นนั้นผิดหมด ถาไดมีการพิสูจนชัดเจน แล ว ว า คั ม ภี ร ไ บเบิ้ ล เป น คั ม ภี ร ที่ ม าจากพระเจ า จริ ง โดยไม ถื อ เป น การเห็ น แก ตั ว เหมือนกับที่ เราเชื่อวาโลกนี้ กลม ก็เทากับวาเรากลาววา ผูที่ยังเชื่อวาโลกแบนนั้น เปน ผูที่ผิดพลาด แตคําถามจะตองถูกถามแกผูที่ยังเชื่ออยูวาโลกแบน วา ทั้งๆที่หลักฐาน ประจักษชัดแลว ทําไมถึงยังเชื่ออยูวาโลกแบน เชนกัน สมมุติวา ชายคนหนึ่ง เกิดติด โรค คนกลุมหนึ่ง สันนิษฐานวา เปนโรคตับอักเสบ อีกกลุมบอกวาเปน โรคความดันต่ํา อีกกลุมบอกวาเปน โรคติดเชื้อในปอด เมื่อพิสูจนแลวปรากฏวา ชายคนนี้เปน โรคตับ


~8~

อักเสบ แนนอน กลุมที่วินิจฉัยโรคไดถูกตอง มีสิทธิอยางเต็มที่ๆจะบอกวากลุมอื่นๆนั้น ผิดทั้งหมด มาถึงตรงขอถามคําถามผูอานอีกสักขอวา ถาคุณเกิดเจ็บปวยหนัก แตไมรูวาเปน โรคอะไร คนกลุมหนึ่งก็บอกเปนโรคหัวใจ คนอีกกลุมบอกวาเปนความดันสูง ในขณะที่ คนอีกกลุมบอกวาเปนโรคมะเร็ง ถามวา คุณจะรีบแสวงหาสาเหตุที่แทจริงของอาการ ปวยของคุณไหม ถาคุณเปนผูที่รักตัวเอง... แนนอนคุณจะตองพยายามหาความจริงใหได วาอาการปวยของคุณที่เกิดขึ้นนั้น เกิดมาจากโรคอะไร เพราะถาคุณไมรีบ มันก็อาจจะ สายเกินแกก็เปนไปได โดยที่คุณจะตองพิสูจน ตรวจดูใหรูชัด เพื่อที่จะยืนยันไดวา โรค ที่คุณกําลังเปนอยูนั้นคือโรคอะไร และขอถามอีกวาคุณจะกลาวอยางไรกับผูที่ ไมสนใจ ที่จะแสวงหา พยายามรูความจริงใหไดวา โรคที่เขาเปนอยูนั้นคือโรคอะไร แตไดแตพูดวา “โรคที่เปนอยูคงเกิดจากไขและความออนเพลียทางรางกายเทานั้น คงไมมีอะไรมาก ” แตเมื่อเวลาผานไป สุดทายก็เพิ่งจะมารูวาตัวเองเปนโรคมะเร็ง และเปนขั้นสุดทายแลว ไมมีวันรักษาหายได แนนอนเราจะตองกลาววาคนๆนี้ชางไมมีเหตุผลเอาเสียเลย เชื่อ ในความคิดของตัวเองซึ่งก็เปนความคิดที่ไมมีหลักฐานขอพิสูจนอะไรมายืนยันความเชื่อ ของตัวเอง ... ฉันใดก็ฉันนั้น แตละศาสนาตางก็กลาววาศาสนาของตัวเองนั้นถูกตอง ที่สุด แลวมันจะเปนการมีเหตุผลไหมที่จะกลาววา “ ฉันเปนพุทธอยูอยางนี้ก็ดีอยูแลว ไมตองไปพิสูจนอะไรมาก” หรือ “ ฉันเปนคริสตอยูอยางนี้ก็ดีอยูแลว ไมมีความจําเปนที่ จะตองไปพิสูจนอะไรมาก” ทุกศาสนามีความเชื่อวา สวรรคและนรกนั้น เปนสถานที่ตอบแทน คนที่ทําดี และทําความชั่ว และ ทุกศาสนาก็มีความเชื่อเชนกันวา มนุษยทุกคนไมวาเขาจะเปนใคร มาจากไหน รวย หรือจน หรืออยูสวนไหนของโลกก็ตาม จะตอง เขาสวรรค หรือลงนรก ตามมาตรฐานที่ศาสนาตัวเองไดกําหนดเอาไว เชน ศาสนาพุทธ มีความเชื่อวา การฆา สัตวโดยเจตนานั้นเปนบาปกรรม ผูฆาสัตวจะตองไปชดใชกรรม ทําใหผูนั้นตองไปเกิดใน นรกหรือไมก็จะตองไปชดใชกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยางแนนอน ไมวาเขาผูนั้น จะเปนใครหรืออยูในศาสนาไหนก็ตาม ถาฆาสัตวโดยเจตนาก็จะตองไปชดใชบาปกรรม นั้น เชนเดียวกัน คริสตก็เชื่อวา ใครก็ตามที่ไมเชื่อวาพระเยซูเปนพระเจา จะตองตก นรก โดยไมคํานึงวาเขาผูนั้นจะเปนใคร หรืออยูในศาสนาไหนก็ตาม และก็เชนเดียวกัน อิสลามก็เชื่อวา ใครก็ตามที่ สัจธรรมของอิสลามไปถึงเขาแลว เขาไดรับการพิสูจนแลว แตก็ยังปฏิเสธไมยอมรับอิสลาม เขาผูนั้นจะตองตกนรก โดยไมคํานึงวาเขาผูนั้นจะเปน ใคร หรืออยูในศาสนาไหนก็ตาม ... เมื่อความจริงที่มิอาจปฏิเสธไดเปนเชนนี้ คําถามก็


~9~

คือ เปนไปไดไหมที่มาตรฐานของแตละศาสนาที่แตกตางกันในการเขาสวรรคและตก นรก จะถูกตองดวยกันทั้งหมด? ถาตอบวาเปนไปไมได ถาเชนนั้นคําถามตอมาก็คือ แลวเราจะรูไดอยางไรวามาตรฐานของศาสนาไหนจะเปนมาตรฐานที่แทจริง ถูกตอง และจะเป น จริ ง เกิ ด ขึ้ น จริ ง ? .... คํ า ตอบก็ คื อ เราก็ จ ะต อ งไปพิ สูจ น กั น ให รู ก อ นว า ศาสนาไหนคือศาสนาที่แทจริง พิสูจนกันใหสุดความสามารถ ฉัน ใดก็ ฉั น นั้ น ถ า แต ล ะศาสนาต า งก็ อ า งว า ศาสนาตั ว เองเป น ศาสนาเดี ย วที่ ถูกตองที่สุด สวนศาสนาอื่นผิดหมด แนนอนถาเราเปนผูที่แสวงหาสัจธรรมจริง เราไม อาจที่จะกลาววา “ ฉันเปนพุทธอยูอยางนี้ก็ดีแลว ไมจําเปนตองไปแสวงหา หรือ พิสูจน ดูวาศาสนาไหนเปนศาสนาที่แทจริง ” เพราะผูที่แสวงหาสัจธรรมความจริงๆนั้น เขา ยอมที่จะใครครวญอะไรหลายๆอยาง ซึ่งเปนสิ่งที่กระตุนใหเขาตองพยายามแสวงหาสัจ ธรรมความจริง เชนเขาอาจจะคิดวา “ ศาสนาพุทธสอนวา ใครฆาสัตวโดยเจตนา ยอมมี บาปกรรม ตายไปแลวจะตองไปชดใชกรรม ถูกทรมานในนรก .... นี่ถาศาสนาพุทธเปน ศาสนาที่ถูกตองจริง เราจะตองตกนรกหมกไหม ชดใชกรรมที่ตัวเองไดทําเอาไวอยาง แนนอน เพราะเราก็ฆาสัตวเพื่อนํามาเปนอาหารตั้งมากมาย แตถาศาสนาพุทธเปน ศาสนาที่ไมแทจริง คําสอนนี้ก็ไรความหมาย คงเปนเพียงสิ่งที่มนุษยคิดกันขึ้นมากันเอง ... เพราะฉะนั้น ฉันจะตองพิสูจนใหรูใหไดวาศาสนาพุทธนี้เปนศาสนาที่แทจริงหรือไม มี อะไรเปนหลักฐาน ขอพิสูจนวาศาสนานี้เปนศาสนาที่แทจริง ” และเขาก็อาจจะคิดเชนกันวา “ ศาสนาคริสต บอกเอาไววา ถาใครไมรับพระ เยซู เ ป น พระเจ า แลว เขาผู นั้ น ไมมี ท างรอดอย า งแนน อน .... นี่ ถา ศาสนาคริ ส ต เ ป น ศาสนาที่แทจริงแลว ฉันตองตกนรกแนๆ ถาฉันตายไปโดยที่เรายังไมไดเชื่อในพระเยซู วาเปนพระเจา... เพราะฉะนั้น ฉันจะตองรูใหไดวาศาสนาคริสตเปนศาสนาที่ถูกตอง และแทจริงหรือไม มีอะไรเปนหลักฐานหรือขอพิสูจน” และเขาก็อาจจะคิดเชนกันวา “ ศาสนาอิสลามสอนเอาไววา ใครที่ไมศรัทธาตอ อิสลามทั้งที่เขารูจักอิสลามอยางดีแลว คนๆนั้นจะตองตกนรก...... นี่ถาศาสนาอิสลาม เปนศาสนาที่ถูกตอง เที่ยงแท และแทจริงแลว ฉันตองตกนรกอยางแนนอน เพราะฉันยัง ไมไดศรัทธาตอศาสนาอิสลามเลย... เพราะฉะนั้น ฉันจะตองรูใหไดวา ศาสนาอิสลาม เปนศาสนาที่ถูกตอง และแทจริงหรือไม มีอะไรเปนขอพิสูจนและยืนยัน” เพราะฉะนั้ น สํ า หรั บ ผู ที่ แสวงหาสั จ ธรรม โดยไม ห ลอกตัว เอง และ เป น ผู ที่ เชื่อมั่ นในการมี อยูจริงของสวรรค และนรกนั้น ไมอาจที่จ ะนิ่งนอนใจได ไมอาจที่จ ะ หลอกตัวเองได แตจะตองแสวงหาใหรูใหไดวา ศาสนาไหน คือศาสนาที่แทจริง เพราะถา


~ 10 ~

หากวา ศาสนาพุทธเปนศาสนาที่แทจริงแลวละก็ นั้นก็จะหมายความวา มุสลิม คริสต และมนุษยที่ไมมีศาสนาทั้งหมด จะตองไดรับความหายนะอยางแนนอน และนั้นจะถือวา เปนการพลาดที่ไมมีวันแกไขได และจะตองทุกขทรมานไปตลอด เชนเดียวกันถาหาก วา ศาสนาอิสลามเปนศาสนาที่แทจริง เที่ยงแทแลว นั้นก็หมายความวา ชาวพุทธ และ ชาวคริสต รวมทั้งมนุษยทั้งหลายที่ไมมีศาสนา จะตองไดรับความหายนะอยางแนนอน และนั้นก็จะถือวาเปนการพลาดที่ไมมีวันแกไขได เมื่อความจริงที่มิอาจปฏิเสธไดเปน เชนนี้... แลวเราจะไมรีบแสวงหาหรือ วาศาสนาไหนเปนศาสนาที่แทจริงมีหลักฐาน ขอ พิสูจนอะไรมายืนยัน อีกสิ่งหนึ่งก็คือ ถาคนๆหนึ่งเปนพุทธ แต มีโอกาสไดศึกษา หลักฐาน ขอพิสูจน ยืนยันของศาสนาคริสต ตามความสามารถของตนเองที่มีอยู สุดทายก็มั่นใจ และรูวา ศาสนาคริสตนี่แหละเปนศาสนาที่ถูกตอง ก็เลยเปลี่ยนจากศาสนาพุทธมาเปนศาสนา คริสต แตพออยูมาคนๆนี้ก็มาเจอกับมุสลิมคนหนึ่ง และมุสลิมคนนี้ก็พิสูจนใหเขาไดรู ดวยหลักฐานและขอเท็จจริง วาทั้งศาสนาพุทธ และศาสนาคริสตนั้นไมใชเปนศาสนาที่ แทจริง แตอิสลามนี่แหละคือศาสนาที่แทจริงโดยไดพิสูจนใหเห็นถึงหลักฐาน และขอ พิสูจนตางๆที่มีอยู เชนนี้ คนๆนี้ในฐานะที่เปนผูแสวงหา และพยายามหาสัจธรรมความ จริง จะตองเปลี่ยนจากคริสตมารับนับถือศาสนาอิสลาม และถาอิสลามเปนศาสนาที่ แทจริง และถูกตองแลว ศาสนาอิสลามจะตองสามารถพิสูจนใหเห็นดวย หลักฐาน ขอ พิสูจนวา ศาสนาอื่นนั้น มีความผิดพลาด ตรงไหน เชนไร โดยเฉพาะหลักคําสอนหลักที่ เปนหัวใจสําคัญของศาสนานั้นๆ และจะตองอธิบายใหไดในสิ่งที่ผูคนในศาสนานั้นๆได หยิ บ ยกมาอ า งเป น หลั ก ฐานและข อพิ สูจ นชิ้ น เด็ ด เพื่ อ พิ สูจ น ว า ศาสนาของเขาเป น ศาสนาที่แทจริง เพราะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู คําสอนที่สําคัญๆ อันเปนหัวใจของศาสนาคริสตเลยก็วาได ก็คือ การเปนพระ เจาของพระเยซู คัมภีรไบเบิ้ลเปนคัมภีรที่มาจากพระผูเจาที่แทจริง การตายเพื่อลาง บาปของพระเยซู หรือ เรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ การรักษาคนปวย การพูดภาษาตาง ดาว และหลักฐานชิ้นเด็ดที่ ชาวคริสตมักหยิบยกมาอางก็มี เรื่อง การสัมผัสไดถึงพระ วิญญาณบริสุทธิ์ การรักษาคนปวยดวยนามพระเยซู สวนคําสอนที่สําคัญๆของ ศาสนาพุทธก็คือ เรื่องพระไตรปฎกเชื่อ ถือไดหรือไม วาไดบันทึกในสิ่งที่ พระพุทธเจาไดสอนเอาไวจริงๆ เรื่องการเวียนวายตายเกิด เรื่อง การไมเชื่อในพระเจา และสิ่งที่สําคัญๆ ที่ถาพิสูจนแลววา ผิดพลาด นั้นก็จะเทากับ พิสูจนใหรูโดยปริยายวา ศาสนาพุทธเปนศาสนาที่ ผิดพลาดไมถูกตอง และหลักฐานชิ้น


~ 11 ~

เด็ดที่ชาวพุทธมักนํามาอาง วาศาสนาพุทธเปนศาสนาที่แทจริงก็คือ เรื่อง การระลึกชาติ ได และเรื่องจิปาถะอื่นๆ ถาสุดทายเขาพิสูจนไดแลววาศาสนาอิสลามนี่แหละเปนศาสนาที่ถูกตองและ แทจริง ดวยกับหลักฐานและขอพิสูจนตางๆ และอิสลามยังสามารถอธิบายถึงหลักฐาน ชิ้นเด็ดที่ศาสนาอื่นๆไดนํามาใชเปนหลักฐานขอพิสูจนวาศาสนาตัวเองถูกตองไดอีกดวย เชนนี้เขาผูนั้นที่เปนผูแสวงหาสัจธรรมความจริงก็จะตองไมหลอกตัวเองอีกตอไป แต จะตองมารับนับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งพิสูจนใหผูอื่นไดเห็นดวยถึงสัจธรรม ความจริง ที่อิสลามมีอยู ความไมรูหรือไมเขาใจถึงเหตุผลของหลักคําสอน การที่ ใ ครคนใดคนหนึ่ ง ไม เ ข า ใจถึ ง หลั ก คํ า สอนข อ หนึ่ ง ข อ ใดในศาสนาหนึ่ ง ศาสนาใดนั่นมิไดเปนเครื่องพิสูจนวา ศาสนานั้นผิดพลาด หรือศาสนานั้นมิใชศาสนาที่ แทจริง เพราะมันมิไดเปนเงื่อนไขบังคับซึ่งกันและกัน เชนการที่ มุสลิมไมเขาใจ(หรือชาว พุทธไมสามารถอธิบาย) วาทําไม พระตองหมผาเหลือง หรือ โกนคิ้ว โกนศีรษะ รวมถึง คําสอนอี กหลายๆข อ นั้น มิไ ด ป นเครื่ องพิสูจ น ว าศาสนาพุ ท ธมี ข อผิดพลาดหรือ เป น ศาสนาที่ไมแทจริง เชนเดียวกัน การที่ชาวพุทธไมรูหรือเขาใจวาทําไมคริสตจะตองมี หลักคําสอนเชนนั้นเชนนี้ดวย นั้นก็มิไดเปนเงื่อนไขบังคับวา เพราะฉะนั้นศาสนาคริสต จึงเปนศาสนาที่ไมแทจริง และก็เชนเดียวกัน การที่ทั้งชาวพุทธและชาวคริสต ไมรูหรือ เขาใจวาทําไมอิสลามตองมีคําสอนเชนนั้น เชนนี้ดวย นั้นก็มิใชเงื่อนไขเชนกันที่จะพิสูจน หรือหักลางวาอิสลามคือศาสนาที่ไมแทจริง เพราะสิ่งเหลานี้เปนเรื่องประเด็นปลีกยอย และ กรณีที่กลาวมาขางตนนี้เปนคนละประเด็นหรือคนละกรณีกับ คําสอนที่ขัดแยง กันเอง หรือ คําสอนที่หักลางหรือลบลางกันเอง เพราะเปนสามัญสํานึกของมนุษย ปรกติทั่วไปวา สัจธรรมความจริงนั้น จะตองไมเปนสิ่งที่ขัดแยงกันในตัวเอง และจะตอง ไมเปนสิ่งที่มาหักลางหรือลบลางกันเองอยางแนนอน คําสอนที่หักลางหรือลบลางกันเอง นั้นเปนเครื่องบงชี้วาคัมภีรนั้นๆ มีขอผิดพลาดและจะทําใหคัมภีรนั้นหมดความนาเชือ่ ไป ในที่สุด เชนคัมภีรไบเบิ้ล บทมาระโก บทที่ 16 ขอที่ 17-18 ไดใหวิธีพิสูจนคนที่มี ความเชื่อหรือความศรัทธาที่แทจริงวา “ มีคนเชื่อที่ไหน หมายสําคัญเหลานี้จะบังเกิด ขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาใหมหลายภาษา เขาจะจับงู


~ 12 ~

ได ถาเขาดื่มยาพิษอยางใด จะไมเปนอันตรายแกเขา และเขาจะวางมือบนคนไขคนปวย แลวคนเหลานั้นจะหายโรค” นั้นก็หมายความวา คริสตทุกคนที่อางวาตัวเองเปนผู ศรัทธาจริง จะตองทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากทั้ง 5 อยางนี้ได เพราะถาทําไมไดก็ถือวา เขาผูนั้น ไมไดเปนผูศรัทธาที่แทจริง ซึ่งในความเปนจริงแลว แมวาเราจะใหผูที่อยูใกลชิดพระ ธรรมคําสอนของไบเบิ้ลมากที่สุดมีความเชื่อและศรัทธามากที่สุด มาทําอยางหนึ่งอยาง ใดจากทั้ง 5ขอโดยเฉพาะ การพูดภาษาที่ตัวเองไมรูมากอน เขายอมไมสามารถทําได อยางแนนอน ซึ่งเคยมีการพิสูจนกันมาแลว และถาเปนเชนนี้จริงคนปวยที่นอนอยูตาม โรงพยาบาลตางๆก็คงจะรับศาสนาคริสตกันเต็มไปหมด เพราะไบเบิ้ลบอกวา “ และเขา จะวางมือบนคนไขคนปวย แลวคนเหลานั้นจะหายโรค” แตความจริงหาเปนเชนนั้นไม เพราะเคยมีการทาพิสูจนกันแลว นี้คือตัวอยางของคําสอนที่หักลางและลบลางกันเอง พิสูจนสัจธรรม ความจริง ดวยกับความนาเชื่อถือของคัมภีร ความนาเชื่อถือของคําสอนทั้งหลายที่มีอยูในศาสนาตางๆนั้นขึ้นอยูกับความนา เชื่อของตัวคัมภีรของศาสนานั้นๆเอง ในทุกศาสนา เชน พุทธ คริสต อิสลาม ตางก็มี คัมภีรของศาสนาตัวเอง และที่มาของหลักธรรมคําสอนตางๆก็ไดมาจากคัมภีร เชนการ ที่ ชาวพุทธโดยทั่วไปเชื่อในเรื่อง เวียนวายตายเกิด ก็เพราะไมไดนั่งคิดคําสอนกันขึ้นมา เอง หากแตเปนสิ่งที่พระไตรปฎกไดสอนเอาไว เชนเดียวกัน ศาสนาอิสลามและคริสต เชื่อวา ตายไปแลวไมมีการเวียนวายตายเกิด ก็เพราะคัมภีรไดกลาวยืนยันเอาไว แตถา เราจะตั้งคําถามวา แลวคําสอนนั้นๆที่มีกลาวเอาไวในคัมภีร มาจากใครกัน ใครเปน ผูสอนเอาไว เมื่อถูกถามเชนนี้ พุทธก็จะตอบวา หลักธรรมคําสอนที่มีระบุเอาไวใน พระไตรปฎกนั้น คือสิ่งที่ พระพุทธเจาไดสั่งสอนเอาไว คริสตก็จะตอบเชนกันวา คําสอน ตางๆที่มีกลาวเอาไวในคัมภีรไบเบิ้ลนั้น เปนสิ่งที่ พระเยซูไดรับมาจากพระเจาอีกทีหนึ่ง เชนกัน มุสลิมก็จะตอบวา คําสอนที่มีระบุเอาไวในคัมภีร อัล-กุรอานนั้น เปนสิ่งที่ ศาสดามุฮัมหมัดรับมาจากพระผูเปนเจาอีกทีหนึ่ง แตคําถามที่ตองถามตอไปสําหรับ พุ ท ธก็ คื อ แล ว เราจะมั่ น ใจได อ ย า งไรว า คํ า สอนต า งๆและข อ ความต า งๆที่ มี อ ยู ใ น พระไตรปฎก คือสิ่งที่พระพุทธเจาไดสอนเอาไวเชนนั้นจริงๆ รอยเปอรเซ็น โดยที่ไมมี คํ า พู ด ของใครคนอื่ น เข า มาเจื อ ปนเลย และจะมั่ น ใจได อ ย า งไรว า มั น ไม เ คยถู ก เปลี่ยนแปลงแกไข เชนเดียวกัน คริสตจะมั่นใจไดอยางไรวา ขอความทั้งหมดที่มีอยูใน


~ 13 ~

คั ม ภี ร ไ บเบิ้ ล นั้ น เป น สิ่ ง ที่ พ ระเยซู รั บ มาจากพระเจ า ร อ ยเปอร เ ซ็ น โดยไม เ คยถู ก เปลี่ยนแปลงแกไขเลย และคัมภีรอัล-กุรอานก็เชนกัน แนนอนที่สุด สิ่งที่จะใชเปนเครื่องยืนยันไดวา คําส อนที่มีอยูคัมภีรนั้นๆไมเคย ถูกเปลี่ยนแปลงแกไขเลย หรือวา คัมภีรนั้นไดผานการถูกเปลี่ยนแปลงแกไขแลวก็คือ สิ่ง ที่เราเรียกวา “ ตนฉบับที่เกาแกที่สุดของคัมภีรนั้นๆ ” ซึ่งเปนตนฉบับที่อยูในยุคนั้นๆที่ คัมภีรนั้นปรากฏตัวเปนครั้งแรก หรือไมก็อยูในยุคที่ใกลกันที่สุด คําถามที่เราจะตอง ถามกันตอไปเพื่อนําไปสูความจริงก็คือ : คัมภีร พระไตรปฎกเริ่มมีการบันทึกลงเมื่อไหร คําตอบที่เราไดรับคือ หลังจากที่ พระพุทธเจาสิ้นชีวิตไปประมาณ 400 ป นั่นก็หมายความวา พระไตรปฎกไมมีการ บันทึกลงในสมัยที่พระพุทธเจามีชีวิตอยู สิ่งที่จะตองตระหนักก็คือ สมมุติวานาย ก. บรรยายศาสนาเปนเวลา 10 วัน ในชวงปพ.ศ. 2000 โดยที่ผูที่มานั่งฟงบรรยายนั้นก็ มิไดจดบันทึกอะไรจากสิ่งที่ตัวเองไดรับฟงไปเลย เพียงแตไดจําและเลาใหคนอื่นฟงตอๆ กันไป ปากตอปาก บอกตอกันไปเรื่อยๆ และคนแรกหรือกลุมแรกก็ไดรับการบอกเลา คําสอนตางๆของนาย ก. ที่ไดบรรยายเอาไว และก็ไดบอกตอๆกันไปอีกเรื่อยๆ รุนตอ รุน จนเวลาผานไป 400 ป ( พ.ศ. 2400) เมื่อเปนเชนนี้ คําถามก็คือ คุณคิดวา สิ่งที่ คนกลุมสุดทาย( ที่เกิดในป พ.ศ. 2400) ไดยินไดฟงมาและจะเริ่มทําการบันทึกลง จะเหมือนกันกับสิ่งที่คนกลุมแรกไดยินเมื่อป พ.ศ. 2000 หรือไม ? เราจะเห็นไดวา พระไตรปฎกไดถูกบันทึกลงเปนตัวอักษรหลังจากพระพุทธเจาสิ้นชีวิตไปแลวถึง 400 ป และระยะเวลา 400 ปนี้เปนระยะเวลาที่ยาวนานมากที่จะทําใหคําสอนที่ฟงกันตอๆมา เกิดการผิดเพี้ยนไปจากเดิม หรือไมก็มีการเติมแตงสิ่งใหมเขามา และที่ยิ่งไปกวานั้น และเมื่อไดถูกบันทึก 400 ปหลังจากพระพุทธเจาไดสิ้นชีวิตไป จึงทําใหพระพุทธเจา หมดโอกาสที่จะไดตรวจสอบความถูกตองของสิ่งตางๆที่ไดถูกบันทึกลงไปวาสิ่งนี้ทานได สอนเอาไวจริงๆหรือไม และเรื่องราวที่มีกลาวเอาไวไดเกิดขึ้นจริงๆตามนั้นหรือไม และ สิ่งที่จะตองถามตอไปก็คือ แลวมีพระไตรปฎกตนฉบับที่เกาแกของครั้งแรกที่ไดมีการเริ่ม บั น ทึ ก ให เ ราได ดู ไ ด พิ สู จ น กั น ไหม ในยุ ค ป จ จุ บั น ? ... คํ า ตอบคื อ ไม มี สู ญ หายไป หมดแลว คําถามตอมาก็คือ พระไตรปฎกของแตละประเทศ ที่มีอยูนั้น เหมือนกันไหม คําตอบคือ ไมเหมือนกัน เมื่อเปนเชนนี้จึงสรุปไดวา คําสอนที่พระพุทธเจาไดสอนเอาไว จริงๆ ซึ่งเปนคําพูดของของทานรอยเปอรเซ็นตนั้น หาไมไดแลว เพราะไมมีตนฉบับให ไดพิสูจนกัน แลวในทามกลางคัมภีรพระไตรปฎกของแตละประเทศที่สอนที่แตกตางกัน


~ 14 ~

นั้น เราก็ไมสามารถแยกแยะไดวา คําสอนไหนเปนคําสอนที่แปลกปลอมเขามา คําสอน ไหนเป นคําสอนที่แ ท จริ ง ของพระพุทธเจา และที่ยิ่ ง ไปกวา นั้นเรายั ง พบขอความใน พระไตรปฎกที่กลาเอาไววา “ พระศาสนา พระวิ สุทธิธรรม หรือคําสอนที่ แทจริง ที่ บริสุทธิ์ จะคงอยูไดเพียงแค 500ป” นั้นบงใหรูวาภายหลังจาก 500 ผานไปแลว จะเริม่ มี คํ าสอนที่ แปลกปลอมเข า มา ทําให คํ าสอนที่ บ ริ สุท ธิ์เ ลื อ นหายไป แต ต อนนี้ เ วลาก็ ลวงเลยมามากถึง 2,000 ปแลว เชนเดียวกัน คัมภีรไบเบิ้ล เริ่มมีการบันทึกครั้งแรกเมื่อไหร คําตอบที่เราไดรับก็ คือ ประมาณ 200 ปหลังจากที่พระเยซูไดจากโลกนี้ไป นั้นก็หมายความวา พระเยซูไมมี โอกาสไดตรวจสอบความถูกตองของสิ่งตางๆที่ ไดถูกบันทึก ลงไปวาสิ่ง นี้ทานไดสอน เอาไวจริงๆหรือไม และเรื่องราวที่มีกลาวเอาไวไดเกิดขึ้นจริงๆตามนั้นหรือไม และสิ่งที่ จะตองถามตอไปก็คือ แล วมีคัม ภีรบเบิ้บต นฉบับ ที่เก าแกข องครั้งแรกที่ไดมีการเริ่ม บันทึกใหเราไดดูไดพิสูจนกันไหม ในยุคปจจุบัน ? คําตอบคือไมมี และตัวของพระเยซู เองก็พูดภาษา อาราเมอิค แตตนฉบับที่เกาแกที่สุดของคัมภีรไบเบิ้ลก็อยูในภาษากรีก ซึ่ ง ไม ใช ภ าษาที่ พ ระเยซู ใช สั่ง สอน และมี ค วามเป น ไปได ที่ จ ะเกิ ด ความผิ ด เพี้ ย นได ในขณะที่ทําการบันทึกลงในภาษากรีก เพราะภาษาแตละภาษานั้นมีการใชคําศัพทไม เหมือนกัน และสิ่งที่เราไดรับความรูมาอีกก็คือ คัมภีรไบเบิ้ลนั้น มีตนฉบับที่เปนภาษา กรี ก มากกว า 5 พั น ฉบั บ และที่ ยิ่ ง ไปกว า นั้ น คื อ แต ล ะฉบั บ ไม เ หมื อ นกั น เลยใน รายละเอียด ซึ่งก็มิอาจที่จะรูไดวา คําสอนที่พระเยซูไดสอนเอาไวจริงๆนั้นอยูในฉบับ ไหนบาง หรือไมมีเลย ศาสนากับสายรายงาน อิสลามเปนศาสนาเดียวเทานั้น ที่มีระบบการไลสายรายงาน ของคัมภีรอัล-กุ รอานโดยสามารถที่จะบอกไดวาคัมภีรอัล-กุรอานในแตละโองการนั้นใครไดรายงาน หรือบอกเลาเอาไว มีผูรายงานทั้งหมดกี่คน เปนใครมาจากไหน ผูรายงานแตละคนมี ความเชื่อถือไดมากนอยแคไหน ยกตัวอยางใหเห็นภาพชัดๆก็คือ สมมุติวา นาย ก. ได เลาใหนาย ข. ฟงวา “ นาย ค.ไปกินเหลามา” เชนนี้ นาย ข. ก็จะถามนาย ก. วา ทาน ไปเห็นนาย ค. กินเหลามาดวยตัวของทานเองหรือไม ถานาย ก. ตอบวาไมเห็น นาย ข. ก็จะถามนาย ก. ตอไปวา แลวทานไปเอาขาวนี้มาจากไหน ถานาย ก. บอกวา ไปเอา


~ 15 ~

มาจาก นาย ง. นาย ข. ก็จะถามตอไปวา แลวนาย ง. ไปเอาขาวนี้มาจากไหน ถานาย ก. ตอบวานาย ง. เอามาจากนาย จ. อีกที นาย ข. ก็จะถามอีกวา แลวนาย จ. เอา ข า วนี้ ม าจากไหน ถ า นาย ก. ตอบว า นาย จ. เป น คนเห็ น นาย ค. กิน เหลา เองเลย เชนนี้ถือวา ขั้นตอนในการตรวจสอบสายรายงานถือวาผานในขั้นที่หนึ่ง การตรวจสอบ สายรายงานขั้นที่หนึ่งนี้จะถือวาไมผาน ถา นาย ก. กระโดดขาม ไปหานาย จ. เลย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไมไดรับขาวนี้มาจากนาย จ. โดยตรง นั้นก็คือ เมื่อนาย ก. เลาใหนาย ข. ฟง วา นาย ค. ไปกินเหลามา เมื่อนาย ข. ถามนาย ก. วา ไปเอาขาวนี้มาจากไหน ถา นาย ก. ตอบวา เอามาจากนาย จ. เชนนี้ถือวา ไมผานการตรวจสอบสายรายงานขั้นที่ หนึ่งตามมาตรฐานที่อิสลามไดวางเอาไว เพราะ นาย ก. ไมไดไปรับขาวมาโดยตรงจาก นาย จ. แตจะถือวาผานขั้นตอนการตรวจสอบสายรายงานขั้นที่หนึ่งตามที่อิสลามได วางมาตรฐานเอาไว ถานาย ก. ได รายงานตามลําดับที่ไดยกตัวอยางมาขางตน และจะ ถือวาไมผานมาตรฐานการตรวจสอบสายรายงานเชนกัน ถา นาย ข. จี้ถามนาย ก.วาไป ไดขาวนี้มาจากไหน โดยที่นาย ก. บอกวา นาย ง. บอกมาอีกที และเมื่อ นาย ข. ถาม ตอไปวา แลวนาย ง. รับขาวมาจากไหน ในกรณีเชนนี้ ถานาย ก. ตอบวา ไมรู ก็จะถือ วาไมผานมาตรฐาน ขั้นตอนการตรวจสอบสายรายงาน และเรื่องทั้งหมดที่เลานั้นจะถือ วาเชื่อถือไมไดโดยทันที และนี้คือมาตรฐานในการตรวจสอบสายรายงานขั้นที่หนึ่งที่ อิสลามไดวางเอาไว เมื่อตรวจสอบสายรายงานขั้นที่หนึ่งผานแลว ตอไปคือ การ ตรวจสอบขั้นที่สอง นั้นก็คือ การตรวจสอบเรื่องความนาเชื่อถือของตัวผูที่รายงานแตละ คน สายรายงานในเรื่องนั้นๆ จะมีผูรายงานกี่คนก็แลวแต ทุกคนจะตองถูกตรวจสอบสิ่ง ตางๆตอไปนี้ : 1. เขาผูนั้นเปนผูมีความจํา ดีเลิศ หรือวาดีพอใช หรือวา เปนผูที่ความจําไมดี หรือเปน ผูที่มีความสับสนในดานความจํา ถาเขาผูนั้นเปนผูที่ความจําไมดี หรือเปนผูที่มีความ สับสนในดานความจํา เชนนี้ถือวา ทั้งหมดที่รายงานมานั้นถือวาใชไมไดตามมาตรฐาน ที่ อิ ส ลามได ว างเอาไว แต ถ า เขาผู นั้ น เป น ผู มี ค วามจํ า ดี เ ลิ ศ หรื อ ว า ดี พ อใช ก็ ใ ห พิจารณาขอตอไป นั้นคือ 2. เขาผูนั้น เคยมีประวัติวาพูดโกหก หรือไม จะแมแตครั้ง เดียวก็ตาม ถาเคยโกหก เชนนี้ถือวา ทั้งหมดที่รายงานมานั้นถือวาใชไมไดตามมาตรฐานที่อิสลามไดวางเอาไว แตถาไมเคยโกหก ถือวาผานขอนี้ไปได ใหพิจารณาขอตอไป นั้นคือ


~ 16 ~

3. เปนผูที่ทําบาปใหญ หรือเคยทําบาปใหญหรือไม หรือ ถาไมทําบาปใหญ เขาทําบาป เล็กเปนประจําหรือไม ถามีอยางหนึ่งอยางใดก็ถือวาใชไมไดตามมาตรฐานที่อิสลามได วางเอาไว 4. สายรายงานจะตองไมขาดตอน เชน นาย ก. รายงานวา ไดฟงมาจากนาย ง. อีกที และ นาย ง. ก็รายงานตอวาไดฟงมาจากนาย จ. อีกทีหนึ่ง แตเมื่อไปตรวจสอบประวัติ ผูรายงานแตละคนดูแลว กลับพบวา นาย ง. นั้น เกิดคนละสมัยกับนาย จ. แลวจะเปนไป ไดอยางไรที่นาย ง. จะไดรับการบอกเลามาจากนาย จ. เมื่อเปนเชนนี้จึงทําใหสิ่งที่เลา กันมาเชื่อถือไมไดทั้งหมด ทั้ ง 4 ข อ ที่ ก ล า วมาข า งต น นี้ ผู ร ายงานทุ ก คนในสายรายงานจะต อ ง ผ า น มาตรฐานนี้ทุกคน ถาไมผานขอหนึ่งขอใดก็จะถือวา สิ่งที่รายงานมาทั้งหมดนั้นเชื่อถือ ไมได และที่กลาวมาขางตนเกี่ยวกับการตรวจสอบสายรายงานนั้น เปนเพียงสวนหนึ่ง ของวิชานี้เทานั้นเอง ในความเปนจริงแลวยังมีรายละเอียดที่มากกวานี้หลายเทา อิสลาม เปนศาสนาเดียวเทานั้นที่มี วิชาที่วาดวยการไลสายรายงาน และ การตรวจสอบประวัติ ผูรายงานแตละคน เมื่อมาถึงตอนนี้ ขอย้ําวา อิสลามเปนศาสนาเดียวเทานั้นที่มีระบบการเช็ค และตรวจสอบสายรายงาน โดยไมใชตรวจสอบเพียงแคชั้นเดียว แตตรวจสอบถึงสองชั้น ( Double- Checking System) เพราะฉะนั้นคําสอนของอิสลามจึงเปนคําสอนที่ บริสุทธิ์จริงๆ โดยมั่นใจไดวา คัมภีรอัล-กุรอาน ทุกโองการ จากหกพันกวาโองการนั้นได ออกมาจากปากของทานศาสดามุฮัมหมัดจริงๆ โดยที่สามารถไลสายรายงานไปจนสุดที่ ตัวทานศาสดามุฮัมหมัดได และเชื่อถือไดทุกสายรายงาน และยิ่งสายรายงานมีมาก เทาไหรความนาเชื่อถือยิ่งเพิ่มขึ้นมากไปเทานั้น กลาวคือคําบอกเลาหนึ่งๆหรือเรื่อง หนึ่งๆ อาจจะมีหลายสายรายงานดวยกัน ยกตัวอยางเชนมี 3 สายรายงาน โดยที่สาย รายงานที่หนึ่งอาจจะมีผูรายงาน 5 คน ( เชน นาย A. นาย B. นาย C. นาย D. และ นาย E. ) สายรายงานที่สองอาจจะมีผูรายงาน 9 คน (เชน นาย H. นาย I. นาย J. นาย K. นาย L. นาย M. นาย N. นาย O. และนาย P.) สวนสายรายงานที่สาม อาจจะมีผูรายงาน 7 คน (เชนนาย Q. นาย R. นาย S. นาย T. นาย U. นาย V. และนาย W. ) โดยที่ถาทั้งสามสายรายงานที่กลาวมานั้นไดผานขั้นตอนการตรวจสอบ ความนาเชื่อถือทั้งสองขั้นตอนดั่งที่ไดกลาวมาขางตน เชนนี้ถือวามีความนาเชื่อถือเปน อยางมาก เพราะฉะนั้นยิ่งมีสายรายงานหลายสายเทาไหรความเชื่อถือยิ่งมีมากขึ้น เทานั้น


~ 17 ~

ขอย้ําอีกวา ถามุสลิมจะเอามาตรฐานการตรวจสอบความนาเชื่อถือที่อิสลามได วางเอาไว ไปใชกับคัมภีรไบเบิ้ล ก็สามารถบอกไดเลยวา จะไมมีขอความในคัมภีรไบเบิ้ล แมแตขอความเดียวที่เชื่อถือได เพราะ คริสต ไมสามารถ บอกไดวา ขอความแตละ ขอความของคัมภีรไบเบิ้ลนั้นใครเปนผูรายงานเอาไว ยังไมตองพูดถึงผูรายงานคนอื่นๆ ในสายรายงานและยังไมตองถามวามีกี่สายรายงาน เอาเพียงแคผูรายงานคนแรกก็สอบ ไมผานแลว เพราะก็ไมรูวาคนแรกที่ไดรายงานเอาไว เปนใคร มาจากไหน มีประวัติเชน ไร เชื่อถือไดหรือไมอยางไร ขอความในคัมภีรไบเบิ้ลจํานวนเปน หมื่นๆขอความ แต ไมสามารถบอกไดซักขอความเดียววา ใครคือผูรายงานขอความเหลานี้เอาไว หรือมี ผูรายงานกี่คนในสายรายงงานนี้ เมื่อเปนเชนนี้ คําถามก็คือ แลวเราจะมั่นใจไดอยางไร วา ขอความตางๆที่อยูในไบเบิ้ลที่อางพระเยซูพูดอยางนั้น พูดอยางนี้ จะเชื่อถือได เมื่อ พูดถึงคัมภีรไบเบิ้ล ก็ตองพูดถึง พระไตรปฎกเชนเดียวกัน เพราะวาพระไตรปฎกก็มี สภาพที่เหมือนกันกับคัมภีรไบเบิ้ล ถ า จะมีคั ม ภี รที่ส มควรที่ จ ะต อ งได รั บ ความน า เชื่อ ถือ และปฏิ บั ติ ตามแล ว ล ะ ก็ คั ม ภี ร เ ล ม นั้ น จะต อ งเป น คั ม ภี ร อั ล -กุ ร อาน สาเหตุ ที่ ช าว พุ ท ธเชื่ อ ในสิ่ ง ที่ มี อ ยู ใ น พระไตรป ฎกก็ เพราะ พวกเขายกความน าเชื่อถือ ใหตัวของ พระพุท ธเจา โดยเชื่อ ว า พระพุทธเจาไมพูดโกหกอยางแนนอน ชาวคริสตก็เชนกัน สาเหตุที่ชาวคริสตเชื่อในสิ่ง ที่มีอยูในคัมภีรไบเบิ้ลก็เพราะ พวกเขายกความนาเชื่อถือใหกับ พระเยซู โดยเชื่อวา พระ เยซูไมพูดโกหกแนนอน แนนอนถาสมมุติวาเราเห็นดวยวา เราไมสงสัยทั้งในตัวของ พระพุท ธเจา และในตั ว ของพระเยซู โดยเรายื น ยั น ว า ท า นทั้ง สองไม พู ด โกหกอย า ง แนนอน แตคําถามที่จะตองถามใหคิด เพื่อนําไปสูการแสวงหาความจริงก็คือ แนนอน เราไมกลาวหาวาพระพุทธเจา และ พระเยซูพูดโกหก แตเราจะรูไดอยางไรวา ขอความที่ มีปรากฏอยูในพระไตรปฎกในปจจุบันนี้คือ สิ่งที่ พระพุทธเจาไดสอนเอาไวเชนนั้นจริงๆ เชนกัน เราจะรูไดอยางไรวา ขอความที่มีอยูในคัมภีรไบเบิ้ล เปนสิ่งที่พระเยซูไดสอน เอาไวจริงๆ เพราะทั้ง พระไตรปฎก และคัมภีรไบเบิ้ลตางก็ไมสามารถไลสายรายงาน กลับไปหา พระพุทธเจาหรือพระเยซูได สมมุติเรายกความนาเชื่อถือใหพระพุทธเจาวา ทานไมพูดโกหก และเชนกัน ถา เรายกความนาเชื่อถือใหพระเยซูวาทานไมพูดโกหก พระพุทธเจาสอนวา มนุษยและ สัตวทั้งหมดเมื่อตายไปแลว จะตองมีการเวียนวายตายเกิดตราบใดที่ยังไมหมดกรรม สวนพระเยซูสอนวา มนุษยทุกคนตายแลวไมมีเวียนวายตายเกิด แตจะไปสุดอยูที่สอง สถานที่ นั้นก็คือ ไมสวรรค ก็ นรก เมื่อเปนเชนนี้ แนนอนเราไมสามารถกลาวไดวา


~ 18 ~

คําสอนของพระพุทธเจา และ พระเยซูนั้นถูกทั้งคู... เปนไปไมไดที่จะถูกตองทั้งคู และ เราก็ไมสามารถพิสูจนไดอีกวา ทั้ง พระพุทธเจา และ พระเยซูไดสอนเอาไวเชนนั้นจริงๆ หรือไม เพราะ ทั้งคัมภีรพระไตรปฎก และคัมภีรไบเบิ้ลตางก็ไมมีสายรายงานที่สามารถ สื บ ให รู แ น ชั ด ได อ ย า งมั่ น ใจ ถ า เราวิ เ คราะห ใ ห ลึ ก ลงไปอี ก เราก็ อ าจจะกล า วได ว า เปนไปไดวา จะตองมีคนหนึ่งคนใดพูดโกหก ( ถาเราจะไมยกความนาเชื่อถือใหกับใคร เลย) หรือเปนไดวา ทั้งคูโกหก เมื่อเปนเชนนี้แลวมันจะไมเปนการดีหรอกหรือ สําหรับ ผูที่แสวงหาสัจธรรม สําหรับผูที่มีเหตุผล มีความเปนวิชาการ ที่เขาจะเลือกเชื่อและ ปฏิบัติตามคัมภีรอัล-กุรอาน อันเปนคัมภีรเลมเดียวเทานั้นที่ มีคุณสมบัติครบถวน ดังที่ ไดกลาวไปแลวในตอนตน นั้นก็คือ : 1. ทุกขอความในคัมภีรอัล-กุรอานมีสายรายงานทั้งหมด สามารถไลไดไปจนถึงตัวทาน ศาสดามุฮัมหมัด ไดวา ทานไดพูดเอาไวเชนนั้นจริงๆ และมีหลายสายรายงานดวย 2. คัมภีรอัล-กุรอานมีตนฉบับอายุมากกวาพันป ที่สามารถยืนยันวา คัมภีรอัล-กุรอาน ไมเคยผานการถูกเปลี่ยนแปลงแกไขเลยตลอดระยะพันกวาปที่ผานมา เพราะคัมภีรอัลกุรอานที่มีอยูในปจจุบันก็เหมือนกันทุกตัวอักษรกับ ตนฉบับเมื่อพันกวาปที่แลว 3. คัมภีรอัล-กุรอาน ถูกจดบันทึกลง ตั้งแตสมัยที่ทานศาสดายังมีชีวิตอยู และยิ่งไปกวา นั้นตัวทานศาสดามุฮัมหมัดเองเปนผูตรวจสอบความถูกตองของการบันทึก ทุกขอความ ของคัมภีรอัล-กุรอาน 4. คัมภีรอัล-กุรอานมีผูทองจําทั้งเลม ทุกตัวอักษร ทองจําแบบอักษรตออักษร ตั้งแต สมัยทานศาสดามุฮัมมหัด จนมาจวบจนถึงปจจุบัน เปนระยะเวลา1400 กวาป อิสลามมีหลักฐานขอพิสูจนอะไรใหแกชาวโลก 1. อิสลาม มีคัมภีรอัล-กุรอานที่สามารถพิสูจนตัวมันเองไดวา มาจากพระผูเปนเจาที่ แทจริง ซึ่งถาพิสูจนขอนี้ไดขอเดียวก็ถือวา พอเพียงแลวกับการที่จะบอกวา อิสลามคือ ศาสนาที่แทจริง 2. คัมภีรอัล-กุรอาน กลาวอางอิงถึงศาสนาที่ถูกตองแทจริง ที่มาจากพระผูเปนเจาที่ แทจริ งโดยกลาวว าศาสนานั้น คือ อิสลาม เราจะไม พบการอางอิงเพื่ อยื น ยัน ความ ถูกตองของศาสนาเชนนี้ในคัมภีรใดๆเลย นอกจากคัมภีรอัล-กุรอาน เราจะไมพบใน


~ 19 ~

พระไตรปฎกกลาวเอาไวเลยวา ศาสนาที่แทจริง คือศาสนาพุทธ หรือคัมภีรไบเบิ้ลบอก วาศาสนาที่แทจริงคือศาสนาคริสต 3. คัมภีรอัล-กุรอานเปนคัมภีรเดียวเทานั้น ที่ยังมีตนฉบับที่เกาแก อายุมากกวา หนึ่ง พันป ที่เหมือนกัน เมื่อเทียบแตละฉบับดู ซึ่งเปนเครื่องพิสูจนวา คัมภีรอัล-กุรอานมีมา ตั้งแต หนึ่งพันกวาปที่แลวจริง ไมใชเปนคําสอนที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นมาในยุคหลัง และ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบไดอีกวา คัมภีรอัล-กุรอานที่มีอยูทุกวันนี้ เหมือนกันทุก ตัวอักษรกับคัมภีร-อัลกุรอานเมื่อ หนึ่งพันกวาปที่แลว 4. คัมภีรอัล-กุรอานเปนคัมภีรเลมเดียวเทานั้นที่ไมเคยถูกเปลี่ยนแปลงแกไข ปรับปรุง สังคายานา เพราะฉะนั้น ถาเราเอาคัมภีร อัล-กุรอาน ฉบับภาษาอาหรับที่มีอยูในแต ละประเทศมาเทียบกัน จะพบวาไมแตกตางกันเลยแมแตตัวอักษรเดียว ซึ่งคัมภีรอื่นๆ ไมไดเปนเชนนี้ แตจะตางกันไปตามแตละประเทศ 5. คัม ภีรอัล-กุรอานเปนคัมภีร เลมเดียวในโลกเทานั้นที่ มีการทองจําทั้ง เลม แบบ อักษรตออักษร ตลอดระยะ 1,400 กวาปที่ผานมา ซึ่งปจจุบันก็มีผูทองจําอัล-กุรอานทั้ง เลม เปน 10 ลานคนทั่วโลก มีคํ ากลาววา ถาเราเอาคั มภี ร ของศาสนาตางๆ เช น คั ม ภี ร พระไตรป ฎ ก คั ม ภี ร ไ บเบิ้ ล คั ม ภี ร อั ล -กุ ร อาน ทิ้ ง ลงทะเลให ห มดทุ ก เล ม แนนอน จะไมมีใครสามารถเขียนพระไตรปฎกขึ้นมาใหมใหเหมือนเดิมได และเชนกัน จะไมมีใครสามารถเขียนคัมภีรไบเบิ้ลขึ้นมาใหมใหเหมือนเดิมได ทั้งนี้ก็เพราะ ไมมีผูที่ ไดทองจําคัมภีรนั้นๆเอาไวทั้งเลมแบบอักษรตออักษร แตสําหรับคัมภีรอัล-กุรอานแลว ไมเปนเชนนั้น นี้คือคําทาทาย นั้นคือ เราเอาผูทองจําคัมภีรอัล-กุรอานที่ไมเคยรูจักกัน มากอน ที่อยูสวนตางๆของโลกมา อาจจะเปนจํานวนสัก 100 คน หรือ 1,000 คน และใหแตละคนเริ่มเขียนคัมภีรอัล-กุรอานขึ้นมาใหม เราจะพบวาทั้ง 100 คน หรือ 1,000 คนนั้ น เมื่ อ เขี ย นออกมาแล ว และนํ า มาเที ย บกั น ดู จะพบว า เหมื อ นกั น ทุ ก ตัวอักษร โดยจะไมแตกตางกันเลยแมแตอักษรเดียว และนี้คือคํามั่นสัญญาที่อัลลอฮฺพระ ผูเปนเจาที่แทจริงไดใหเอาไววา พระองคเปนผูประทานคัมภีรอัลกุรอานนี้มา และพระองคจะเปนผูรักษามันเอาไว 6. ในคัมภีรอัล-กุรอานมีปรากฏชัด โดยบอกเอาไววา เจาจงอยาตายเปนอันขาด นอก เสียจากวาจะตายในสภาพที่เปนมุสลิม ซึ่งคําสั่งเชนนี้ไมมีปรากฏในคัมภีรอื่นๆ 7. การมาของทานศาสดามุฮัมหมัดไดถูกระบุเอาไวลวงหนาในคัมภีรเลมอื่นๆกอนที่ ทานศาสดามุฮมั หมัดจะมาเกิด


~ 20 ~

8. ขอพิสูจนทางวิทยาศาสตรตางๆที่เพิ่งถูกคนพบเมื่อไมนานมานี้ แตถูกกลาวเอาไวใน คําสอนของศาสดา ( ฮะดีษ) 1,400 กวาปที่แลว 9. ชื่อ ของพระผูเปนเจาที่แทจริง นั้นคือ “ อัลลอฮฺ ” ไดถูกกลาวเอาไวในหลายๆคัมภีร 10. คัมภีรอัล-กุรอานเปนคัมภีรเลมเดียวเทานั้นที่มีการอางอิงถึงตัวเอง วาคัมภีรที่เจา กําลังอานอยูนี้คือ คัมภีรอัล-กุรอาน ที่มาจากพระผูเปนเจาที่แทจริง ซึ่งคัมภีรอื่นๆไมมี เชนนี้ เชนไมมีเลยซักที่ในคัมภีรไบเบิ้ลที่ ระบุเอาไววา คัมภีรที่เจาอานอยูนี้คือ คัมภีร ไบเบิ้ลที่มาจากพระผูเปนเจาที่แทจริง คัมภีรพระไตรปฏกก็เชนกัน ที่มิไดอางอิงถึง ตัวเองวา คัมภีรที่ทานอานอยูนี้คือ คัมภีรพระไตรปฎก 11. คัมภีรอัลกุรอานเปนคัมภีรเลมเดียวเทานั้น ที่ทาใหผูคนทั้งหลายมาพิสูจนวาตัวเอง ผิด หรือมีขอผิดพลาด หรือมีขอขัดแยง ซึ่งในภาษาอังกฤษจะเรียกวิธีนี้วา “ Falsification Test ” ซึ่งหมายถึง การพิสูจนวาเปนของปลอม หรือ ไมถูกตอง ผิดพลาด ความหมาย ของคําวา ขัดแยงก็คือ “ การที่สิ่งสองสิ่งไมอาจที่จะเกิดขึ้นในขณะเดียวกันได” เชน คําพูดที่วา นาย ก. เปนคนที่ มีความซื่อสัตยมากๆ แตในขณะเดียวกันก็พูดวา นาย ก. เปนคนที่มีนิสัยโกหก อยางนี้ถือวาขัดแยง เชนในที่หนึ่งของคัมภีรไบเบิ้ลบอกวา “ ยาโคบใหกําเนิดบุตรชื่อโยเซฟ สามีของนางมารีย พระเยซูที่เรียกวาพระคริสตก็ทรง บังเกิดมาจากนางมารีย” (มัทธิว 1:16) แตอีกที่หนึ่งกลับกลาววา “ เมื่อพระเยซูทรง มีพระชนมายุประมาณสามสิบพรรษา (ตามความคาดหมายของคนทั้งหลาย) เขาใจวา เปนบุตรโยเซฟ ซึ่งเปนบุตรเฮลี ” (ลูกา 3:23) ตกลงใครเปนพอของโยเซฟ กันแน ยาโคบ หรือ เฮลี อีกตัวอยางหนึ่งที่แสดงถึงการขัดแยงกัน หรือหักลางกันเองก็คือ ชาว พุทธหลายๆคนมีความเชื่อวา คนที่ตายไปแลวสามารถที่จะมาปรากฏตัวใหคนเปนได เห็นได แตพระไตรปฎกมิไดสนับสนุนความเชื่อเชนนั้น แตกลับสอนวา ทันทีที่จุติ คือ จิตขณะสุดทายทํากิจเคลื่อนจากความเปนบุคคลนั้นดับ ปฏิสนธิจิต คือจิตขณะแรกของ ชาติตอไปก็เกิดสืบตอทันที ไมมีระหวางคั่น แลวแตวา ปฏิสนธินั้นเปนผลของกรรมใดที่ ทําใหเกิดในภพภูมิใด แตขอความตอไปนี้จะไมถือวาเปนขอความที่ขัดแยงกัน แตจะ เปนขอความที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน เชนพูดวา นาย ก. เปนคนใจบุญ และใน ขณะเดียวกันก็พูดวา นาย ก. เปนคน ซื่อสัตย และในขณะเดียวกันก็พูดอีกวา นาย ก. เปนคนที่กตัญูตอ พอแม อยางนี้ถือวาไมขัดกันแตเปนสิ่งที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ทานผูเชื่อในการมีอยูจริงของ นรก และ สวรรคทุกทาน ทั้งหมดที่กลาวมาตั้งแต ตนนั้น เปนการวิเคราะหถึงบางสิ่งที่มีอยูในศาสนาตางๆ ที่ผูแสวงหา และใฝหาสัจธรรม


~ 21 ~

มิอาจที่จะปฏิเสธได เพราะทุกสิ่งที่กลาวไป ผูอานสามารถพิสูจนไดดวยตัวเอง แตอาจจะ ตองใชความพยายามสักนิดสําหรับผูที่ไมมีความรูในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กลาวไป แตก็ไมเกิด ความสามารถ สํ า หรั บ ผู ที่ ไ ม ห ลอกตั ว เอง และไม นิ่ ง นอนใจแล ว เขาย อ มที่ จ ะเริ่ ม แสวงหาสั จ ธรรม อี ก ทั้ ง พิ สู จ น ถึ ง สิ่ ง ต า งๆที่ บ ทความนี้ ไ ด ก ล า วเอาไว สํ า หรั บ ผู ที่ ใครครวญ อยางมีเหตุมีผล คิดอยางเปนวิชาการในฐานะผูมีการศึกษา อีกทั้งไมปลอบใจ ตัวเอง บทความนี้ยอมมีผลอยางแนนอนสําหรับเขาผูนั้นที่แสวงหาสัจธรรมความจริง อี ก อย า งที่ ข อฝากเอาไว ก็ คื อ ขอให ผู อ า นบทความนี้ ไ ด คิ ด และใคร ค รวญอยู โ ดย ตลอดเวลาที่ทานกําลังอานบทความนี้อยู ถาไมเขาใจอะไรตรงไหนก็ใหลองอานซ้ําดู สําหรับผูเชื่อถึงการมีอยูจริงของนรก สวรรคจริงๆ ยอมมิอาจที่จะอยูนิ่งได เพราะความ ตายจะตองประสบกับทุกคน แตจะเปนเมื่อไหรไมมีใครรูได จงอยาใหความเปนอยูบน โลกนี้ที่สุขสบาย มากีดกันทานจากการแสวงหาสัจธรรมความจริง และจงอยาใหความ ลําบากในชีวิตความเปนอยูบนโลกนี้มากีดกันทานจากการแสวงหาสัจธรรมความจริง เชนกัน เพราะทั้งความร่ํารวย ความสุขสบาย หรือ ความยากจน ความยากลําบาก ไมได เปนสิ่งยืนยันวาทานจะไดเขาสวรรค หรือ ตกนรก เพราะฉะนั้นจงระวัง อยาใหความ เปนอยูบนโลกนี้มาลอลวงเราใหออกหางจากการแสวงหา และใฝหาสัจธรรม

สอบถามขอมูลเพิม่ เติมไดที่ 081-9284958 หรือ เมลลมาที่ danish8484@yahoo.com


ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีจริงหรือ..  

ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีจริงหรือ..

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you