Issuu on Google+

INTERVIEW

M

M

Full Life of the Half-Blood Boy

INTERVIEW

A

เรื่อง > นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์  ภาพ > อนุชิต นิ่มตลุง

2 MARS AUGUST 2010

เปเล่-คริสโทเฟอร์ วอชิงตัน คือใคร? ค�ำถามนี้ออกมาจากปากหลายคน นักฟุตบอลก็ไม่ใช่ นักปรัชญาหรือนักการเมืองก็ไม่น่าจะเกี่ยว คุ้นๆ กันว่าเคยได้เห็น ได้ยินที่ไหนสักแห่ง หากนั่งคิดสักนิด อาจนึกได้ว่าเคยผ่านตาชื่อฝรั่งยาวๆ แบบนี้ตาม เครดิ ต หลั ง จบรายการและตามเอ็ ม วี เ พลงจ� ำ นวนไม่ น ้ อ ย ในฐานะ โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์และคนท�ำงานเบื้องหลัง แต่อย่างว่า งานปิดทองหลังพระแบบนี้ ผู้ชมจ�ำหน้าค่าตากันได้เสีย ที่ไหน

นีค่ อื บทสัมภาษณ์ทเี่ ราขอให้เขาออกมาสูโ่ ลกเบือ้ งหน้าและให้บทเป็น พระเอกเต็มตัว กับบทสนทนาที่เจ้าตัวเองยังบอกว่า ‘คุณได้อะไรไปจาก ผมเยอะนะเนี่ย!’

1.

แสงแดดยามเย็น ณ สุสานรถไฟ ขับสีผวิ ของชายหนุม่ ทรงผมเดรดล็อก ให้คมเข้มขึ้น ภาพถ่ายที่ออกมาจึงท�ำให้เปเล่-คริสโทเฟอร์ วอชิงตัน ดู คล้ายแร็ปเปอร์อเมริกนั อย่างช่วยไม่ได้ โชคดีทชี่ า่ งภาพของเราขอร้องให้ AUGUST 2010 MARS 3


INTERVIEW

M

M

INTERVIEW

“ชื่อเล่นเปเล่ก็ไม่ใช่ชื่อเป็นทางการ ของผม จริงๆ แล้วผมชื่อคริส ซึ่ง โลกนี้ไม่มีใครเรียกกูเลย” เขาหยิบพาสปอร์ต โอเวอร์โค้ต และกระเป๋าเดินทางใบโปรดมาด้วย เพื่อ จ�ำลองและทบทวนภาพยามที่เขาเป็นนักเดินทาง “เวลาผมเดินทางจริงๆ ก็มีแค่นี้แหละครับ และก็กล้องถ่ายวีดิโอ” เขาหมายถึงการเดินทางทั่วโลกในฐานะคนท�ำงานฝ่ายผลิตรายการ โทรทัศน์ ‘We’r Za’ (รายการท่องเที่ยวรอบโลก), ‘Journey Thailand’ (รายการท่องเที่ยวในประเทศไทย) และ ‘Roaming’ (รายการท่องเที่ยว ด้วยรถไฟจากกรุงเทพฯ-ลอนดอน) ร่วมกับเร แมคโดนัลด์ เพื่อนสนิทที่ เขายอมรับว่ามีส่วนท�ำให้เขาเข้าสู่วงการบันเทิง “ผมเข้าวงการบันเทิงได้เพราะว่ามีเพื่อนชื่อเร ต้องบอกเลยว่ามีส่วน มากๆ เราเป็นเพื่อนสนิทกัน ตอนนั้นเรเป็นพิธีกรรายการทีนทอล์คแล้ว อยู่ในวงการบันเทิงได้ 2-3 ปี วันหนึ่งพวกเราไปกินเบียร์เยอรมันที่ร้าน แถวสุขุมวิท 15 ซึ่งเป็นร้านที่พวกเรากลุ่มเพื่อนนานาชาติชอบไปแฮงก์ เอาต์กันสมัยเด็กทุกคืนวันศุกร์ วันเสาร์ แล้วบังเอิญเป็นที่ที่พี่ภิญโญ รูธ้ รรม ผูก้ อ่ ตัง้ รายการทีนทอล์คและทีมงานชอบมากินเบียร์กนั ด้วย พีโ่ ญ ก็ได้เจอกับผมและชาคริต” กลายเป็นกระแสในช่วงปี 2537 ที่วัยรุ่นเด็กแนวทั่วบ้านทั่วเมืองต้อง ตัง้ นาฬิกาปลุกตืน่ เช้ามาดูทนี ทอล์ค ดูพธิ กี รลูกครึง่ หนุม่ หล่อสาวสวยรวม ตัวกัน พูดภาษาไทยหนึง่ ค�ำสลับภาษาอังกฤษหนึง่ ค�ำ เรียกได้วา่ เป็นช่วง เวลาที่ดีส�ำหรับลูกฝรั่งหัวเกือบทองในเมืองไทยหลายคน “หลายคนก็ย้อมผมกันทั้งนั้นแหละ” เปเล่พูดติดตลก อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีผมบลอนด์ทองหรือนัยน์ตาน�ำ้ ข้าว จังหวะชีวิต บนความโชคดีที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาต่างหากคือสิ่งที่เขาเลือกเชื่อ “ถ้าไม่มวี นั นัน้ และผมไม่ได้ไปท�ำพิธกี ร ผมคงไม่สนใจวงการโทรทัศน์ เลย มันท�ำให้ผมเห็นและเรียนรู้ว่าเขาท�ำรายการโทรทัศน์กันยังไง แถม เป็นรายการวัยรุ่นแปลกประหลาดและเท่ที่สุดในยุคนั้นด้วย “มันท�ำให้เรารู้ตัวว่าเราชอบบรรยากาศในกองถ่าย อยากเข้าสู่วงการ ในแง่ของการท�ำงานเบือ้ งหลัง และตอนนัน้ มันท�ำให้เราตัดสินใจได้ดว้ ยว่า อยากเรียนอะไร ในขณะทีเ่ ด็กปีสบี่ างคนยังไม่รเู้ ลยว่าอยากท�ำอะไร อยาก เป็นอะไร ผมรู้ตัวก่อนไปเรียนด้วยซ�้ำว่าผมอยากท�ำรายการทีวี “แต่ผมก็เรียนผิดด้วยนะ ผมเรียนนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ที่เอแบค ซึ่งแปลสั้นๆ ว่าผมก�ำลังเรียนการบริหารธุรกิจโฆษณา เพิ่งมารู้ตัวตอนปี สี่ว่า จบไปให้กูเป็นเออีหรือไง ผมเลิกเรียนแม่-เลยตอนปีสี่ “ตอนเรียนผมเป็นคนใฝ่รู้ ชอบลงเวิร์กช็อป พอตัดสินใจเลิกเรียน ก็มี งานเข้ามาให้เป็นโปรดิวเซอร์เลย เขาคงเห็นว่าถ่ายได้ ตัดได้ น่าจะท�ำ 4 MARS AUGUST 2010

รายการได้ ผมก็เอาเลย ท�ำงานตัง้ แต่ปสี ี่ ทุกวันนีผ้ มยังเรียนไม่จบนะ ไม่มี วุฒิการศึกษาด้วย ไม่รู้จะเอาไปท�ำไม แต่ในใจก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง” เปเล่ทดแทนด้วยการ work hard เขาคิดว่า 100 เปอร์เซ็นต์ไม่เพียง พอส�ำหรับคนขี้โกงแบบเขา 200 เปอร์เซ็นต์ต่างหากที่เขาต้องท�ำให้ได้ “ผมทดแทนด้วยการท�ำงานมากกว่าคนอื่น คนอื่นเดิน ผมต้องวิ่ง เขายืนเอื้อม ผมต้องกระโดด เพื่อทดแทนที่เราใช้ทางลัดมา ไม่ให้รู้สึกว่า เราเอาเปรียบ เขาอุตส่าห์เรียนมาจนจบ เขามีเหตุผล ความชอบธรรมใน การไปท�ำงานอยู่ตรงนั้น เสียเงินเรียนมา 5-6 ปี แต่ผมไปแย่งงานเขาและ ดันท�ำได้ดีเสียด้วย” 200 เปอร์เซ็นต์ของเปเล่ทวี่ า่ กลับกลายเป็นแรงถีบมหาศาล ปีทสี่ อง ในการท�ำงานเขารับเงินเดือนสามหมื่นบาท เมื่อย่างเข้าปีที่ห้าเขาเปิด บริษัทเป็นของตัวเอง บ้างาน? เราตั้งข้อสงสัยให้เขา “ผมบ้า อย่างที่บอกผมใช้วิธีคิดว่าต้องท�ำงาน 200 เปอร์เซ็นต์ มัน กลายเป็นมาตรฐานสูงไง และผมไม่ลดด้วย นอกจากสังขารจะพาผมลด ลงเอง ช่วงหลังๆ เป็นแล้วนะ “ตอนนี้ผมอายุสามสิบสาม ไม่แก่นะ แต่ผมเริ่มท�ำงานตั้งแต่อายุยี่สิบ เอ็ด มันนานไปส�ำหรับความรู้ด้านเดียว ผมอยากเรียนรู้อย่างอื่นอีก และ อายุเท่านีส้ มองยังพอเปิดรับอะไรได้ ถ้านานกว่านีก้ ลัวว่าจะรับอะไรไม่ได้ แล้ว ต้องจมอยูก่ บั งานทีวี ตอนนีเ้ ริม่ ตัดสินใจหัน่ เวลาให้ตวั เอง เปิดประตู ให้กับความรู้ใหม่ๆ” ธุรกิจรีไซเคิลคือสิ่งที่เขาสนใจตอนนี้ เขาเล่าด้วยสีหน้าและน�้ำเสียง ตื่นเต้นราวกับเด็กเจอเพื่อนใหม่ “ผมจะเข้าเวิร์กช็อปกับวงศ์วานิชย์ บริษัทที่ท�ำธุรกิจรีไซเคิลเจ้าใหญ่ ที่สุดในประเทศ ผมชื่นชมเขามาก คือมีความรู้แล้วไม่งก เผื่อแผ่ให้คนได้ น�ำไปใช้ ถ้าจะจริงจังกับมัน ต้องใช้เวลาสิบปีถึงจะส�ำเร็จเลยนะ” มีธุรกิจของตัวเองก็เหมือนมีลูก เขาอาจต้องสละเวลาการเดินทางที่ เขารักเพื่ออยู่กับมัน “ผมรักการเดินทางมาก มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แล้วเราจะท�ำทุก อย่างเพื่อให้สิ่งนี้อยู่กับเราตลอดไป “แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราเดินทางและเรียนรู้มากพอแล้ว เรากอบโกย โชคเหล่านี้มาเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เคยอยู่กับเรามันไม่จีรังหรอก สักวันมัน ต้องจากเราไป หรือเราจากมันไป เหมือนรถยนต์ ถ้าคุณไม่ขายทิ้ง มันก็ ต้องพังไป

“ผมว่าผมเป็นนักบริหารที่ใช้ได้เลยนะ แต่การท�ำธุรกิจของผมขึ้นอยู่ กับต้นทุน ผมจะไม่กยู้ มื เงินใคร ผมไม่เป็นหนี้ ไม่มกี ไ็ ม่ใช้ ธุรกิจโปรดักชัน่ ที่ผมท�ำก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้เงินทุนเท่าไร มีแต่อุปกรณ์เบื้องต้น”

2.

เรือ่ งราวเพือ่ นสนิทของเปเล่คนทีว่ า่ สามารถหาอ่านได้ตามสือ่ กระแส และสื่ออินดี้ แต่ชีวิตของคริสโทเฟอร์ วอชิงตัน หาอ่านไม่ง่ายเลย แม้ กระทั่งในกูเกิล แหล่งข้อมูลที่สมควรมีทุกอย่างที่มนุษย์อยากรู้ และเสิร์ช เอนจิน้ ตัวนีท้ ำ� ท่าไม่แน่ใจ พยายามเสนอว่า จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดี คนแรกของอเมริกาหรือเปล่าที่เราอยากท�ำความรู้จัก “ผมชือ่ คริสโทเฟอร์ วอชิงตัน ชือ่ จริงเลยนะ มีชอื่ กลางด้วยนะว่าฌอนน์ ยิ่งยาวเข้าไปใหญ่ คิดดูว่าเวลายื่นนามบัตร ผมเชื่อว่าใครรับนามบัตรผม ไปในสถานการณ์วุ่นวาย มาดูอีกทีคงคิดว่าใครวะ ฝรั่งที่ไหน (หัวเราะ) “ผมติดตรงนี้มากเลย มันเป็นอะไรที���แกะไม่ออก พื้นฐานเดิมผมเป็น คนไม่ชอบไอ้กนั แล้วค�ำว่า ‘วอชิงตัน’ มันโคตรกันเลย รูส้ กึ แปลกๆ ค้านๆ กันอยู่ แต่ผมไม่เปลี่ยนนะ ก็พ่อให้ไว้ “แต่ผมก็มีชื่อในวงการเล็กน้อย สร้างขึ้นมาเองว่าคริสทอฟ คือเป็น คริสโทเฟอร์แบบสั้นๆ ฟังดูเป็นรัสเซีย อยู่ฝั่งตรงข้ามกับไอ้กัน ไม่ใช่ว่า อยูด่ ๆี ผมอยากตัง้ ชือ่ เท่ๆ นะ คือผมเป็นประเภทท�ำงานคนเดียว ถ่ายเอง ตัดเอง ก�ำกับเองในงานชิ้นเดียวกัน แล้วเวลาลงเครดิตชื่อตัวเองเยอะๆ มันดูเหมือนขี้อวด มึงบ้าท�ำคนเดียว ไม่ได้ดูเหมือนเก่ง ผมก็เปลี่ยนเป็น ถ่ายภาพและตัดต่อโดยคริสโทเฟอร์ ก�ำกับโดยคริสทอฟ “ชื่อเล่นเปเล่ก็ไม่ใช่ชื่อเป็นทางการของผม จริงๆ แล้วผมชื่อคริส ซึ่ง โลกนีไ้ ม่มใี ครเรียกกูเลย มีพอ่ ผมเรียก แม่กไ็ ม่เรียก แต่ไม่บอกว่าแม่เรียก ว่าอะไร อาย ชื่อเปเล่มาจากสมัยเด็กๆ วันเข้าเรียนวันแรกที่โรงเรียน นานาชาติ ไม่มใี ครคุยด้วย ไม่รทู้ ำ� ยังไง ก็เล่นบอลกันทีส่ นามฟุตบอล แล้ว ผมยิงประตูได้เลยวันนัน้ เพือ่ นๆ ก็เรียกผมว่าเปเล่เลย อาจเพราะเป็นนัก ฟุตบอลผิวสีคนเดียวที่พวกเขารู้กันในช่วงนั้น” เรารู้มาว่าไม่บ่อยครั้งนักที่เปเล่จะเอ่ยปากเรื่องชีวิตส่วนตัวในวัยเด็ก และส่วนใหญ่นักข่าว นักเขียน จะเข้ามาหาเขาในฐานะนักเดินทางท่อง เที่ยวหรือผลงานทางโทรทัศน์ เช่น เอ็มวีเพลง หรือหนังสั้น “เชือ่ ไหมว่าผมไม่คอ่ ยมีความทรงจ�ำในวัยเด็ก ช่วงอายุหนึง่ ถึงสิบขวบ มันหายไปไหนไม่รู้ จ�ำไม่ได้เลย ถ้าจ�ำได้ก็ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วมันจะ ค่อยๆ ผุดมาตอนไหนไม่รู้”

เขาจ�ำได้รางๆ ว่าเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นทหารอเมริกันจีไอรุ่นเวียดนาม อยู่ฝ่ายสื่อสาร ต้องเดินทางไปประจ�ำการทั่วโลก เขารู้เรื่องพ่อผู้ซึ่งเป็น แรงบันดาลใจให้อยากเดินทางน้อยมาก และไม่ทันได้ท�ำความรู้จักกัน มากกว่านีพ้ อ่ ก็เสียตอนเขาเบญจเพส เปเล่บอกว่าอย่างไรก็ตามเขาก็รกั พ่อ ส่วนแม่เป็นคนจังหวัดสกลนคร นับถือศาสนาคริสต์ ทะเลาะกับพ่อ บ่อยมาก เขามองว่ายามที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันเหมือนฉากในหนังตลก แต่เป็นตลกร้าย และแม่จะหอบเขาไปอยู่ที่อื่นทุกครั้ง ภาพจ�ำของเขาคือ เดินหิ้วกระเป๋าไปตามถนน ขึ้นรถเมล์ไปกับแม่โดยไม่รู้ว่าคืนนี้จะได้นอน ทีไ่ หน นัน่ คือจุดเริม่ ต้นชีวติ การเดินทางของเขา แม่จากเขาไปเมือ่ เขาอายุ 15 ปี “ผมเป็นคนอยูท่ ไี่ หนก็ได้ แล้วรูส้ กึ เหมือนบ้านได้ทกุ ทีต่ งั้ แต่เด็กๆ แล้ว “ผมเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยี่สิบห้า ไม่มีญาติพี่น้อง เป็น คนแบบมาคนเดียวจริงๆ ไม่มีต้นทุนทางชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น “ผมมองว่ามันคือความโชคดีบนความโชคร้าย บางคนบอกว่าน่า สงสาร ไม่มพี อ่ แม่ แต่ผมกลับมองว่าการทีพ่ อ่ แม่เสียไปในวัยยีส่ บิ ห้าปีมนั เหมาะนะ ชีวิตเป็นของเราโดยแท้จริง จะดีจะร้ายมันเป็นของเรา บทบาท ในการตอบแทนพระคุณมันจบไปด้วย ไม่มีให้ท�ำ ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตเพื่อ ตัวเอง บางคนจะท�ำอะไรอาจยังติดอยูก่ บั พ่อแม่ ซึง่ ช่วยไม่ได้ มันเป็นเรือ่ ง พระคุณที่ต้องตอบแทนอยู่แล้ว” นึกถึงประโยคเปิดของหนังตลกร้ายที่เราดูเมื่อคืนที่ว่า มนุษย์มีสอง ประเภท คือพวกที่ไล่หาความสุขกับพวกหนีความเจ็บปวดด้วยการลืม “ผมไม่ได้พยายามลืม มันจ�ำไม่ได้เอง ผมก็แปลกใจ ผมบอกเพื่อนผม แฟนผมเสมอว่าชีวิตผมโตมาด้วยตัวเอง ผมไม่มีค�ำสอนของพ่อแม่ที่น่า จดจ�ำเอามาใช้ในชีวิต ชีวิตช่วงแรกเต็มไปด้วยการมูฟเมนต์ตลอดเวลา หางานท�ำเองตั้งแต่เด็ก” ไม่ตอ้ งนึกถึงหนังฝรัง่ ไกลตัวเรือ่ งไหนให้เสียเวลา ภาพหนังไทย ‘ข้าว นอกนา’ ผุดขึ้นมาในหัวทันที “ส่วนใหญ่คนทีม่ ผี วิ สี เขาจะมีอดีตวัยเด็กขมขืน่ แต่ไม่คอ่ ยมีใครมาล้อ ผมเรือ่ งผิวสีนะ ไม่รทู้ ำ� ไม ผมอาจโชคดีทอี่ ยูใ่ นพืน้ ทีท่ คี่ นรอบข้างไม่ได้มา มีผลตรงนี้กับผม เรียนประถมก็ไม่มีใครล้อ โตมายิ่งไม่มีใหญ่เลย “มันเป็นอารมณ์ขัน ผมโอเคนะ ก็กูนิกเกอร์และกูก็ลูกอีสานด้วย ผม อยากแสดงออกถึงก�ำพืดตัวเอง อย่างเช่นในหนังสือ 52 วันมหัศจรรย์ครึง่ โลก ผมเน้นมากๆ เรื่องการเป็นลูกอีสานหรือนิกเกอร์ มันเป็นเทคนิคที่ อยากให้คนอ่านหันกลับมาดูกำ� พืดหรือทีม่ าทีไ่ ปของความเป็นตัวคุณเอง AUGUST 2010 MARS 5


INTERVIEW

M

M

มันเลี่ยงไม่ได้ อย่าหันหลังใส่ ยืดอกแล้วบอกไปเลยว่าฉันมาจากตรงนี้ มันน่าภาคภูมใิ จกว่า มันเป็นการปลดล็อกตัวเอง ท�ำให้คณ ุ เป็นอะไรได้ อีกหลากหลายเลย “ผมปลดล็อกตัวเองในเรื่องของการเป็นคนผิวสี เรื่องของการเป็น นิกเกอร์และความเป็นลูกอีสานไปแล้ว เมื่อเราปลดปล่อยอะไรที่มัน เกาะกินหัวใจเราออกไป เราก็เดินเหินได้สบายใจ มีแต่ทัศนคติที่ดี “ผมกลับมองว่าคนที่ล้อคนอื่นน่าสงสาร แสดงว่าเขาไม่เคยได้มี ประสบการณ์หรือไม่เคยเห็นคนผิวสี มันท�ำให้เห็นว่าโลกเขาแคบมาก ก็ต้องเข้าใจ ให้อภัย ยกโทษให้” ฟังดูเหมือนค�ำสอนของศาสนาพุทธออกมาจากปากชาวต่างชาติ “เมื่อก่อนผมเป็นคริสต์เพราะแม่บอก แม่นับถือศาสนาคริสต์ โปรเตสแตนต์ สกลนครเป็นเมืองคริสต์ครับ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมไป ทางพุทธมากกว่า อาจเพราะสังคมหล่อหลอม ผมจะเป็นคริสต์ได้ยังไง ในเมื่อคนพุทธรอบด้านขนาดนี้ “ผมคิดว่าคนเราเลื่อมใสในหลากหลายศาสนาได้ เพราะฉะนั้นถ้า ใครถามว่าผมนับถือศาสนาอะไร ผมจะบอกว่าผมไม่มีศาสนา แต่ค่อน ข้างจะมีความรู้มากที่สุดเกี่ยวกับศาสนาพุทธ”

3.

“วั ฒ นธรรมอเมริ กั น มั น เป็ น วั ฒ นธรรมน่ า สงสาร เขาไม่ มี วัฒนธรรมกันเลยด้วยซ�้ำ” 6 MARS AUGUST 2010

ตลอดการสนทนาในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เขาย�้ำมาตลอดว่าเขาไม่ ชอบอเมริกา และไม่อินในความเป็นอเมริกัน! เขาหันหลังให้มหานครนิวยอร์กยามที่เขามีโอกาสจะได้ใช้ชีวิตใน ฐานะนักศึกษาศิลปะคูลๆ ที่นั่น เขาตอบว่าเป็นคนไทยเมื่อมีฝรั่งถาม ว่า What’s your nationality? เขาเที่ยวอเมริกาไม่เก่งเท่ารามค�ำแหง เขาตื่นเต้นและภูมิใจในสายเลือดสกลนครจากแม่มากกว่าสัญชาติ อเมริกันของพ่อ “ผมไม่สนใจวัฒนธรรมอเมริกัน มันเป็นวัฒนธรรมน่าสงสาร เขา ไม่มีวัฒนธรรมกันเลยด้วยซ�้ำ ไม่มีความน่าภาคภูมิใจเลย ไม่มีก�ำพืด ของตัวเองแท้ๆ แถมยังดูถูกคนอื่นด้วยซ�้ำ มันเป็นชนชาติที่เอาตัวเอง เป็นทีต่ งั้ ของจักรวาลและคิดว่าทุกคนในโลกนีต้ อ่ ท้ายแถวเขา ซึง่ วิธคี ดิ แบบนี้เป็นวิธีคิดที่โลกแคบมาก” แต่เขาไม่อาจปฏิเสธสัญชาติอเมริกันจากพ่อและสายเลือดชาว สกลนครของแม่ที่ไหลเวียนในตัวเองได้ นั่นคือที่มาของการถือพาส ปอร์ตน�้ำเงินเข้มหนึ่งเล่มและสีแดงเลือดหมูหนึ่งเล่ม นีเ่ ป็นเรือ่ งของสัญชาติ ไม่ใช่การเมืองทีเ่ ราต้องคอยฟันธงเลือกข้าง ระหว่างไมเคิล แจ๊กสันกับพระนารายณ์ เขาเป็นได้ทั้งสองอย่าง “ตอนเด็กๆ ผมได้ยนิ มาว่าต้องเลือก แต่หลักๆ ก็บอกกันว่าถือสอง สัญชาติได้นะ จริงๆ แล้วถ้ามองตามเหตุและผล คุณไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย

บนความเป็นซิตเิ ซนของอีกชาติหนึง่ ได้ คุณไม่สามารถบอกให้คนคนหนึง่ เลิกเป็นคนชาตินี้ได้ ไอ้กันไม่สามารถบอกให้ผมเลิกเป็นคนไทยได้ คน ไทยก็ไม่สามารถบอกให้ผมเลิกเป็นอเมริกันได้เหมือนกัน ตอนนี้ผมถือ สองสัญชาติ สองพาสปอร์ต ผมดีใจมาก” แต่อย่าลืมว่าไมเคิ��� แจ๊กสันเป็นราชาเพลงป๊อปโด่งดังทั่วโลก เข้าถึง ทุกคน ต่างกับพระนารายณ์ที่อยู่ได้แต่ในสรวงสวรรค์และเข้าถึงแต่คนดี! “รายการ Roaming จะไม่มที างเกิดขึน้ ได้เลยถ้าเราถือพาสปอร์ตไทย หรือเป็นคนไทยแท้ๆ การที่ผมและเรถือสองพาสปอร์ตท�ำให้โปรเจ็กต์นี้ ท�ำได้ในเงื่อนไขเวลาที่เราตั้งไว้ เพราะการเดินทางใน 17 ประเทศ ใครจะ ไปขอวีซ่าต่อกันได้ทัน ไม่มีทางเลย”

4.

หากเปรียบเทียบเร-เปเล่ เป็นคู่นักร้องดูโอบนเวทีคอนเสิร์ต แสงไฟ สปอตไลต์ส่องไปยังเร หนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดี เขาก�ำลังจับไมค์ร้องเพลง ด้วยท่วงท่ากวนๆ ที่กลายเป็นบุคลิกในฝันของวัยรุ่นชายหญิงในยุคนี้ ส่วนเปเล่ ยืนเล่นดนตรีด้วยความสุขุมในมุมที่แสงไฟสาดไปไม่ถึง นั่นเป็นเพียงมุมมองของผู้ชมทางบ้านผ่านโทรทัศน์ เรกับเปเล่ไม่ จ�ำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ในฐานะคนท�ำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง เขาเป็นมืออาชีพที่เคย ท� ำ งานร่ ว มกั บ คนมากหน้ า หลายตาและมี ชื่ อ เสี ย งหลายคน เขามี เครื่องหมายการค้าเป็นไอเดียสดใหม่ แปลก เข้มข้น ไม้ตายของเขาคือ ภาพสวย เพลงเพราะ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ประจ�ำตัว บางงาน ลูกค้างอแง ไม่ยอมร่วมงานด้วยหากไม่ใช่การท�ำงานจากฝี มือเปเล่จริงๆ ลายเซ็นเก๋ๆ ของเขาก�ำลังกลายเป็นดาบสองคม “พวกสปอนเซอร์ส่วนใหญ่จะมองเห็นรายการที่มีเรแปะเป็นหลัก ซึ่ง เป็นข้อเสียของเราเหมือนกัน เรกับผมท�ำงานกันมาเยอะ อยากจะไปกัน ได้มากกว่าทีเ่ ราท�ำกันอยูต่ อนนี้ เพราะวันหนึง่ พวกเราก็คงเดินทางกันไม่ ไหว เราอยากท�ำรายการแบบอื่น ก็ขยับขยายกันไม่ค่อยได้ ลูกค้าไม่ค่อย สนใจและกลัวว่าจะไม่มีคนดูถ้าเรไม่เป็นพิธีกรหรือเปเล่ไม่ท�ำ “เราดันเอาตัวเองไปอยูใ่ นงานเยอะไป มันไม่เหมือนพวกบริษทั ใหญ่ๆ ที่มีวัฒนธรรมองค์กรหรือมีคนท�ำงานอยู่แล้ว มันมีมาตรฐานของมัน “งานที่เราเคยท�ำเมื่อก่อน เราท�ำเพราะต้องการความแตกต่าง พอใน ระยะยาว งานที่เป็นลายเซ็นจัดๆ มันมีข้อเสียคือเราขยับไปท�ำอะไรไม่ได้ ในเชิงของธุรกิจ ผมเปิดบริษัทมา 6 ปีแล้วและก�ำลังจะลดขนาดจนจะปิด อยู่แล้ว เพราะงานทุกอย่างที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเอ็มวีหรืออะไรก็แล้วแต่ ลูกค้าต้องการให้เปเล่ท�ำ ผมจะให้รุ่นน้องหรือเด็กๆ พนักงานท�ำก็ไม่ได้ ต้องเปเล่ท�ำ งานก็ตกมาอยู่กับผม แล้วผมจะเปิดบริษัทท�ำไม

INTERVIEW

“มันเป็นผลของการสร้างองค์กรโดยโครงสร้างที่เป็นซิกเนเจอร์จัดๆ เพื่อหวังพรีเซนต์ตัวเองในตลาด วิธีคิดแบบนี้มันมีข้อจ�ำกัดของตัวเองอยู่ แล้ว อะไรที่เป็นพวกอินดี้ต้องระวัง”

5.

“หนังสือขายดีไหมครับ ฝากถามทางส�ำนักพิมพ์ด้วย” เขาหันมาถาม ถึง ‘52 วัน มหัศจรรย์ครึ่งโลก’ หนังสือเล่มกะทัดรัด อ่านจบแบบเพลินๆ ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง “หนังสือผมไม่ใช่ไกด์บกุ๊ ผมไกด์ใครไม่ได้หรอก ผมไม่แน่ใจด้วยซ�ำ้ ว่า มันควรไปอยู่บนแผงชั้นหนังสือท่องเที่ยวหรือเปล่า มันท�ำหน้าที่เล่า ประสบการณ์การท�ำรายการทีวีที่เป็นรายการท่องเที่ยวมากกว่า ถ้าหาที่ เที่ยวแล้วอ่านหนังสือผม ไม่เจออะไรหรอก แต่คุณจะเห็นเรื่องของการ เดินทางครึ่งโลกโดยรถไฟ มันตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า” ต้องบอกกันตรงๆ ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ท�ำให้เราอยากรู้จัก ผู้ชายคนนี้มากขึ้น “ผมไม่เคยเก็บตังค์เดินทางเลย การเดินทางมันพาผมไปเอง เพราะ งานไง อยู่ดีๆ ให้ผมมาควักตังค์ตัวเองไปเดินทางต่างประเทศ” เขาว่าเขาคงบ้า ถ้าต้องเอาเงินก้อนของตัวเองไปแจกจ่ายต่างแดน เขาเสียดายเงินสองหมื่นบาทค่าบินข้ามน่านฟ้า 3 ชั่วโมง ขอเก็บไว้ใช้ เที่ยวในประเทศไทยดีกว่า “การท�ำรายการมันต่างจากการไปเที่ยวนะ เพราะต้องมีเนื้อหาด้วย เวลาไปเทีย่ วเราไม่ได้ทำ� อะไรเยอะแบบนี้ แค่ไปกิน ไปนอน คุณอาจไม่ได้ ไปมิวเซียมถ้าคุณไม่ได้เป็นคนชอบศิลปะ คุณอาจไม่ได้ไปวัดหรือโบราณ สถาน ถ้าคุณไม่ชอบประวัติศาสตร์ คุณไม่ได้ไปทุกมิติของทุกแหล่งท่อง เที่ยวที่มีอยู่หรอก เพราะแต่ละคนมีทางของตัวเอง “ส่วนพวกเราค้นพบว่าถ้าถ่ายท�ำในเมืองใหญ่เราจะหาเนือ้ ไม่เจอ มัน เหมือนกันหมดทุกเมือง โครงสร้างพื้นฐานของเมืองใหญ่มันเท่ากัน นิวยอร์กก็เหมือนกรุงเทพฯ มีพิพิธภัณฑ์ มีแลนด์มาร์ก มีร้านอาหาร มี รถไฟใต้ดนิ มีชกิ บูตคิ เหมือนกันหมด อย่างลอนดอน ปารีส ไปไม่เป็นเลย ไม่รู้จะถ่ายอะไร แต่ถ้าเป็นนอกเมือง พวกเมืองเล็กๆ มันมีที่เดียว ที่อื่น ไม่มีแน่ๆ” เปเล่เดินทางไปครึ่งโลก เกือบห้าสิบประเทศ ไม่เกินสามครั้งที่ในมือ เขาไม่มีกล้องวีดิโอบันทึกการเดินทางส�ำหรับรายการของเขา “ผมเดินทางไปหลายประเทศเพราะงานล้วนๆ เลย จนกลายเป็นว่า เวลาเราไม่ได้ไปท�ำงานมันรูส้ กึ แปลกๆ อธิบายไม่ถกู มันเบาๆ หวิวๆ รูส้ กึ ว่าตัวเองไม่มีค่า ขาดอะไรในชีวิตไปด้วยซ�้ำ “ผมท�ำรายการท่องเทีย่ วทีม่ คี วามจ�ำเป็นต้องใช้วธิ คี ดิ และการท�ำงาน คล้ายเรียลลิตี้ ทุกนาที ทุกโมเมนต์ส�ำคัญ เมื่อมันมาแล้วจะไม่กลับมาอีก AUGUST 2010 MARS 7


INTERVIEW

M

M

เราท�ำซ�้ำไม่ได้ เราต้องจับจ้องทุกอย่างแล้วบันทึกลงเทป เอามา ถ่ายทอดให้ผู้ชมดู เช่น นกก�ำลังบินบนฟ้า เรือก�ำลังแล่น แสงของ พระอาทิตย์ส่องลงมาพอดีมาก จังหวะแบบนี้ถ้าไม่มีกล้อง ผมจะดิ้น ตายให้ได้เลย” ห่างจากบ้านหลายพันไมล์ เวลาต่างกันราวฟ้ากับดิน พลังงานย่อม หดหายง่ายกว่าการท�ำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ “พวกเราพลังตกไม่ได้เลยนะ ต้องคอยฉุดกันขึ้นมา เพราะว่าผม กับเรไปกันแค่สองคน เราท�ำงานด้วยกันบนความเป็นเพื่อนและด้วย ความกล้า สิง่ ทีเ่ ราท�ำอยูไ่ ม่มใี ครตรวจ มันเป็นความรับผิดชอบของเรา เอง ถ่ายไม่ถ่ายไม่มีใครรู้ จะเหนื่อย จะพัก จะอู้ก็ไม่มีใครเห็น แต่ไม่มี เหตุการณ์แบบนั้นเลย มีแต่ถ่ายๆๆ เรารู้สึกว่าโมเมนต์ที่เราไปอยู่ต่าง ประเทศมันมีคา่ คงประหลาดแน่ถา้ เรานัง่ ปล่อยให้ทกุ อย่างผ่านไป เรา ก็เลยใส่ๆๆ “แต่หลังๆ เริ่มมองหน้ากันแล้ว ต่างชะลอลงเพื่อเซฟแรง แล้วลุก ขึ้นมาท�ำต่อได้เต็มที่ เราบ้าบิ่นเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว เรามีการจัด ตาราง มีวนั กลางๆ เพือ่ พักหรือเดินทาง มีการวางแผนให้เหมาะสมกับ วัย และมันไม่สามารถสดได้เหมือนเมือ่ ก่อน เพราะเราไปมาเยอะจริงๆ หลายที่เริ่มซ�้ำแล้ว” เมือ่ ความสดหดหาย พวกเขาเอาความเก๋าเข้าช่วย มีเรือ่ งเล่า ภาพ สวยๆ พร้อมด้วยลีลาการพูดของพิธกี รหนุม่ ลูกครึง่ อังกฤษคนเดิมแบบ เป็นกันเอง เราทึ่งกับชีวิตการท�ำงานและการเดินทาง 52 วันด้วยรถไฟในต่าง แดนเพื่อบันทึกเป็นรายการ Roaming แต่การพาผู้ชมท่องเที่ยวเมือง ไทยในรายการ Journey Thailand ต่างหากทีเ่ ปเล่บอกว่าโคตรยากเลย! “ผมต้องพาผู้ชมไปเที่ยวไทย แม่-รู้กันหมดแล้ว ไปมากันหมดแล้ว แล้วท�ำยังไงให้แม่-ดูสถานทีท่ เี่ คยไปกันมาแล้ววะ ผมมีอาวุธอย่างหนึง่ คือเร แมคโดนัลด์ ซึ่งเป็นลูกครึ่งที่ตื่นเต้นกับการเที่ยวไทย สอง ผมใช้ เทคนิคทีม่ อี ยูแ่ ละเป็นทีย่ อมรับในวงการเอ็มวี คือ ภาพสวย เพลงเพราะ

8 MARS AUGUST 2010

จังหวะตัดดี มาช่วยในการเล่าเรื่อง และเราไม่อยากให้มีสคริปต์ตายตัว เพราะคนเขียนก็ไม่เคยอยู่ตรงนั้นหรอก”

6.

สองชัว่ โมงผ่านไป เปเล่ขออนุญาตเบรกดืม่ น�ำ้ ชา เขาสัง่ ชาสตรอว์เบอร์ร.ี่ .. “คุยต่อ ก�ำลังสนุกเลย ผมคุยได้เรื่อยๆ เป็นคนพูดเยอะ ชอบคุย จน เพื่อนมันร�ำคาญ เมื่อก่อนพูดไม่เก่งแบบนี้ด้วย ตอนเด็กๆ ร้องไห้อย่าง เดียวเลย พอโตมาแล้วมันหล่อหลอมของมันเอง ถ้าผมพูดเยอะเกินไป คุณต้องเบรกผมนะ แล้วคุณจะคล้อยตามผมไปด้วย” ก็คงจริง ถ้าเปเล่เป็นพ่อค้าขายตรงเราคงหมดตัว เผลอสั่งซื้อสินค้า ในแค็ตตาล็อกของเขาหมด คนอะไร เล่าเรื่องได้มันส์เป็นบ้า! “เห็นแบบนีเ้ มือ่ ก่อนผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นะ ผมพูดภาษาไทยได้ ภาษาแรก ส่วนอีสานพอฟังได้ แต่พูดไม่ได้ ทุกวันนี้ยังอยากให้ตัวเองพูด เป็น ผมรู้สึกว่าพูดอีสานได้มันเท่” เท่แน่นอน หนุ่มผิวสีเว้าอีสาน! เราได้ยินค�ำว่า ‘แก่’ จากปากเขามากกว่า 5 ครั้งในการสนทนาครั้งนี้ อะไรท�ำให้เขาคิดว่าเขาแก่! “ผมรูส้ กึ แก่นะ ผมไม่คดิ ว่าตัวเองเป็นบุคลากรส�ำคัญในวงการโทรทัศน์ ของประเทศนะ มันมีคนที่อุทิศได้มากกว่าผม มันก็ต้องเป็นไปตามวาระ อย่างที่บอกผมใช้ชีวิตเร็วมาก เร็วกว่าคนอื่น ผมกินเหล้าตั้งแต่อายุสิบ สาม สิบสี่แล้ว ผมเป็นคนเข้มข้นในทุกอย่าง work hard, play hard ด้วย ท�ำงานเต็มที่ เล่นเต็มที่ เมาเต็มที่ ใช้พลังชีวิตไปเยอะมาก” ว่าแล้วเขาหันมาสะดุดตาและตื่นเต้นกับเครื่องอัดเสียงโบราณเครื่อง เล็ก ยังมีคนใช้เครือ่ งอัดรุน่ นีอ้ กี หรือในยุคทีข่ า้ วของเครือ่ งใช้มตี วั เลขแบบ ดิจิตอลหมดแล้ว เรานึกถึงอีเมลฉบับล่าสุดทีเ่ ราติดต่อกับเขา เขาออกตัวว่าเป็นคนคอน เซอร์เวทีฟ “คงเหมือนที่คุณใช้เครื่องอัดแบบนั้นแหละ ผมอาจจะหัวสมัยใหม่ใน แง่ของวิธกี าร แต่วธิ คี ดิ ผมคอนเซอร์เวทีฟเลย ผมยังคิดว่าการชิงสุกก่อน

INTERVIEW

ห่ามมันไม่ดนี ะส�ำหรับสังคมไทย เฉพาะวิธคี ดิ แต่วธิ ที ำ� ผมหัวก้าวหน้าเลย “เช่นการท�ำรายการท่องเที่ยวของผม ถ้ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องเอาขึ้น ก่อนเป็นอย่างแรกเลย แล้วค่อยไปเที่ยวตามใจชอบ เป็นการเริ่มต้นที่ดี เป็นขวัญก�ำลังใจส�ำหรับการเดินทาง เช่น ถ้าไปเชียงใหม่ ผมต้องถ่ายพระ ธาตุดอยสุเทพก่อน เรารูอ้ ยูแ่ ล้วว่าพระธาตุดอยสุเทพคืออะไร ก็ตอ้ งท�ำให้ แตกต่างเวลาสือ่ สารออกไป ท�ำให้มนั เท่ๆ นัน่ แหละความเป็นหัวก้าวหน้า แต่คอนเซอร์เวทีฟในความคิด” นอกจากการเดินทาง เขาชอบประวัติศาสตร์และงานศิลปะ ยามพูด ถึงการท�ำงานศิลป์ของตัวเอง เขาสงวนถ้อยค�ำและท่าที “ผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่ศิลปิน มันเป็นค�ำที่สูงมากส�ำหรับผมนะ วาดรูปก็ ไม่เป็น ทฤษฎีพื้นฐานก็ไม่มี เป็นแค่คนที่ชอบเสพเฉยๆ ถ้าท�ำงานศิลปะ ส่วนมากก็เป็นงาน Video Installation และต้องไม่ติสต์ ไม่ลกึ มาก และขอ ท�ำหน้าที่ที่ศิลปินละเลยกันไป คือการน�ำศิลปะเข้ามาใกล้ ท�ำให้มันไม่น่า กลัวเกินไปส�ำหรับผูบ้ ริโภคบ้านเรา งานศิลปะของผมจะไม่อยูใ่ นแกลเลอรี่ แต่จะท�ำให้คนรูส้ กึ กลมกลืน ผมไม่ท�ำงานศิลปะทีส่ งู ส่งหรือควรค่าแก่การ เก็บรักษา งานวีดิโอของผมแค่ดึงปลั๊กออกก็จบแล้ว” เช่นเดียวกับหนังสั้นที่เขาเคยท�ำ ‘ใกล้เกลือกินด่าง’ เขาเลือกบริเวณ หน้ารามค�ำแหงเป็นโลเคชั่น “รามค�ำแหงเป็นชีวิตจิตใจของผมเลย เป็นเพชรในตม ถ้าผมอยู่ใน วงการภาพยนตร์จะเขียนบทให้เด็กใต้ขึ้นมาปฏิวัติ มันแปลกดี สามารถ ฉายภาพความเป็นชุมชนได้ แต่ไม่ใช่สลัม มีความดิบนิดๆ ถ้ามองลึกๆ พวกเด็กใต้ขึ้นมาเช่าหออยู่ เอาของจากเบตงมาขาย ขายกางเกงยีนส์แบ กะดิน ไอ้คนที่มีความรู้หน่อยก็เขียนเอกสารติวข้อสอบ อยู่ไหนก็เอาของ ไปขาย ซึ่งมันสะท้อนภาพฮิปปี้ดี “บ้านผมอยู่ซอยเทพลีลา ผมยังเคยคุยกับเรว่าให้ผมย้ายไปไหนก็ไม่ ไป ต่อให้อยูฟ่ รีกไ็ ม่ไป เพราะอยูไ่ ม่ได้ ผมชอบรามค�ำแหง มันมีบรรยากาศ ที่ลึกซึ้งมาก อธิบายไม่ถูก มันมีความง่ายๆ จริงใจ คุณลองไปอยู่วัชรพล สิ พวกหมู่บ้านจัดสรร มีรปภ. มีการแลกบัตร อย่างกับโชว์รูม ต่างคนต่าง อยู่ มันไม่ใช่บรรยากาศบ้านแบบที่เรารู้จัก” AUGUST 2010 MARS 9


A Full Story of Half Blood Boy