Page 1

National Research Council of Thailand

1


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

สวัสดีค่ะ พบกับจดหมายข่าว วช. ฉบับแรกของปี 2556 นะคะ ก่อนอื่น ขอเรี ย นให้ ท ราบว่ า วั น ที่ 28 ตุ ล าคมนี้ เป็ น วั น คล้ า ยวั น สถาปนา สำ�นักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (วช.) ครบรอบปีที่ 53 วช. ได้ก�ำ หนดจัด กิจกรรมตามประเพณี คือ การทำ�บุญเลี้ยงพระและร่วมกันตักบาตรอาหารแห้ง เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา สำ�หรับบทบาทหน้าที่และภารกิจ สำ�นักงาน คณะกรรมการวิ จั ย แห่ ง ชาติ (วช.) ในฐานะเป็ น หน่ ว ยงานกลางด้ า น การวิจัยของประเทศได้มุ่งเน้นและสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนามาโดย ตลอด โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีใน ระบบวิจยั ในการดำ�เนินการปฏิรปู ระบบวิจยั เพือ่ ให้นโยบายและยุทธศาสตร์ การวิจัยของชาติได้รับการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาระบบการวิจัยของประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะนำ�มาซึ่งองค์ความรู้ด้านการ วิ จั ย ที่ ส ามารถนำ � มาสู่ ก ารพั ฒ นาคุ ณ ภาพชี วิ ต ที่ ดี ข องประชาชน และ การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศทัง้ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน จดหมายข่าว วช. ฉบับนี้ ได้กา้ วเข้าสูป่ ที ี่ 8 แล้วกองบรรณาธิการมีแนวคิด ที่จะพัฒนาปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบของจดหมายข่าว วช. ให้มีความ ทันสมัยและผูอ้ า่ นได้รบั ประโยชน์มากยิง่ ขึน้ ดังนัน้ หากท่านมีขอ้ คิดเห็นหรือ ข้อเสนอแนะทีจ่ ะช่วยพัฒนาและปรับปรุงจดหมายข่าว วช. กรุณาติดต่อมาที่ กองบรรณาธิการจดหมายข่าว วช. กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำ�นักงานคณะ กรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หรือ ที่ E-mail: newpr123@gmail.com และ prnrct@gmail.com สำ�หรับเรือ่ งเด่นในฉบับ ได้แก่ การชีแ้ จงเกีย่ วกับงบวิจยั ของมหาวิทยาลัย การประเมินผลวิจยั ข้าว นอกจากนี้ ยังมีเรือ่ งของพืชสมุนไพร “พรมมิ” ทีด่ ตี อ่ สุขภาพในเรือ่ งของการบำ�รุงความจำ� แล้วพบกับเนือ้ หาสาระดี ๆ ในจดหมายข่าว วช. ฉบับหน้านะคะ บรรณาธิการ

มุมมองผู้บริหาร:

วช.ชี้งบวิจัยของมหาวิทยาลัยไม่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ลดน้อยลง รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ:

จีร๊อค: เม็ดมวลเบาสังเคราะห์สำ�หรับวัสดุก่อสร้าง เรื่องเด่นประเด็นร้อน:

- การประเมินผลวิจัยข้าว - ยุทธศาสตร์การวิจัย (พ.ศ. 2555 – 2559): ภาคกลาง

3 5 6 8

รอบรู้งานวิจัย: เทคนิคการปลูกมะนาวนอกฤดู

9

ผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์: - วช.แจกต้นกล้ากล้วยไม้หวาย ให้เกษตรกรทีป่ ระสบอุทกภัย ปี 2554

10

- พรมมิ พืชสมุนไพรบำ�รุงความจำ�

11

งานวิจัยสู่ชุมชน: การเพาะเลี้ยงปลาหนังลูกผสมเนื้อขาวและปลานิล เพื่อเพิ่มมูลค่าและการตลาดสำ�หรับเกษตรกร ความร่วมมือกับต่างประเทศ: ความร่วมมือกับประเทศ ในกลุม่ อนุภมู ภิ าคลุม่ นำ�้ โขงตอนล่าง

12 13

ประมวลภาพข่าว

14

กิจกรรม วช.: วันสถาปนา วช. ครบรอบปีที่ 53

15

ข่าวประชาสัมพันธ์: - งานวันนักประดิษฐ์ ประจำ�ปี 2556 - ห้องสมุดวิจัยสำ�หรับสาธารณะ - EXPLORE

16

ที่ปรึกษา: ศ.นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นางกาญจนา ปานข่อยงาม รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นายกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นางสาวจินตนาภา โสภณ ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทางสังคมศาสตร์ นายครรชิต พุทธโกษา ที่ปรึกษา ด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ นางยศวดี อึ้งวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิจัย (ด้านวิทยาศาสตร์) คณะทำ�งาน: นางปัทมารัตน์ กุญชร ณ อยุธยา นางสาวอัฐพร แจ้งใจ นางสาวอาภากร ชัยสุริยา นางพรพรรณ์ องอาจ นางสาววรรณวิภา สังวรณ์ นางสาวศศิวิมล เทศมาลา นางสาววราภรณ์ สุชัยชิต นายชาญณรงค์ มณีรัตน์ นางสาวชนิดา เลิศศลารักษ์ นางชาลิสา สวัสดี นายอังกูร จีระบุตร นางวนิดา อามีน นายอรรถพร จันดาพันธ์ นางสาวจุฑาดล บุรณเวช นางสาวสุกัญญา สุวรรณโณ นางภาวิณีย์ พัฒนะอิ่ม นางกิรณา ศรีวะรมย์ นายสาธิต ติยะแสงทอง นางสาภินันท์ พันธุ์โอภาส วัตถุประสงค์: เพื่อเสนอข่าวความเคลื่อนไหว เกีย่ วกับการวิจยั และเผยแพร่บทความทางวิชาการและผลงานวิจยั ทีเ่ ป็นประโยชน์ตอ่ สาธารณชน เจ้าของ: สำ�นักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ 196 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-0431, 0-2561-2445 ต่อ 473 โทรสารหมายเลข 0-2579-0431 หรือ www.nrct.go.th


National Research Council of Thailand

วช. ชี้งบวิจัยมหาวิทยาลัย

ไม่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ลดน้อยลง ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ Timer Higher Education ประกาศผลและพบว่ามหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งหลุดโผ และวิจารณ์กนั ว่า เป็นเพราะงบมหาวิทยาลัยวิจัยถูกตัดไปนั้น ส�ำนักงานคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาติหรือ วช. ซึ่งรับผิดชอบในการก�ำกับดูแลงานวิจัยของประเทศ ก็มไิ ด้นงิ่ นอนใจ ได้ท�ำการศึกษาข้อมูล น�ำมาวิเคราะห์เพือ่ ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัย และองค์กรวิจัยของประเทศเข้มแข็งขึ้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์สทุ ธิพร จิตต์มติ รภาพ เลขาธิการคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลงบประมาณเพื่อการวิจัยของประเทศในช่วง ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาว่า งบประมาณเพื่อการวิจัยของประเทศตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2553 – 2556 อยู่ในระดับประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์ ของ ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ซึง่ จัดว่าน้อยมาก และประเทศก็ได้จดั ท�ำ แผนทัง้ ในส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายและ ยุทธศาสตร์การวิจัยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2555 - 2559) ที่ตั้งเป้าหมายเพิ่ม งบวิจัยขึ้นเป็น 1 - 2 เปอร์เซ็นต์ GDP อย่างไรก็ตาม ในการจัดสรรงบวิจยั ตัง้ แต่เริม่ แผนมาจนถึงปัจจุบนั งบวิจยั ไม่เพิม่ ขึน้ แต่กไ็ ม่นอ้ ยลง ตัวเลขทีร่ ฐั จัดสรร งบประมาณแผ่นดินเพือ่ การวิจยั จะอยูป่ ระมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ ภาคเอกชนก็ลงทุนวิจัยในอัตราใกล้เคียงกัน ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัย ปีงบประมาณ 2553 – 2554 สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อภิสทิ ธิ์ เวชชาชีวะ ได้เห็นชอบโครงการมหาวิทยาลัย วิจยั แห่งชาติทสี่ �ำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เสนอเป็นเงิน 5,000 ล้านบาท ใน 3 ปี แต่เริม่ จัดสรรจริงในปีงบประมาณ 2554 เป็นเงิน เต็มตามทีร่ ะบุในโครงการ ส�ำหรับปีแรก คือ 2,000 ล้านบาท (ปีที่ 2 ตัง้ ไว้ 2,000 ล้านบาท และปีที่ 3 ตั้ง 1,000 ล้านบาท) ซึ่ง สกอ. มุ่งเน้น สนับสนุน 9 มหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านการวิจยั เป็นหลัก 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยมหาวิทยาลัยละ 150 – 250 ล้านบาทต่อปี อีก 500 ล้านบาท กระจายให้กับอีก 79 มหาวิทยาลัยที่เหลือซึ่งได้รับการสนับสนุนแห่งละ 2 - 20 ล้านบาท

“โครงการนีน้ บั เป็นเรือ่ งทีด่ สี นับสนุนมหาวิทยาลัย เพราะนักวิจยั ส่วนใหญ่ ของประเทศอยูใ่ นมหาวิทยาลัย ในส่วนของ วช. สนับสนุนเต็มทีเ่ พราะเป็นแนวโน้ม ที่จะเห็นการเพิ่มงบวิจัยที่เป็นรูปธรรม โดย วช. ได้เข้าไปร่วมมือกับ สกอ. ปรับแต่งรายละเอียดโครงการวิจยั ทีแ่ ต่ละมหาวิทยาลัยเสนอจะท�ำ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็มองว่าเป้าหมายยังเน้นทีผ่ ลผลิตเชิงวิชาการ อีกทัง้ มหาวิทยาลัยอืน่ นอกจาก 9 แห่งไม่ได้รบั โอกาสให้พฒ ั นา ทัง้ วช. และ สกอ. ก็พยายามเต็มที่ ทีจ่ ะปรับดุลในส่วนนี้ โดย วช. เสนอทิศทางและเป้าหมายทีส่ ามารถน�ำไปใช้ ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของประเทศให้มหาวิทยาลัยได้ใช้เป็นแนวทาง ในการก�ำหนดงานวิจยั จะได้ทงั้ ผลงานตีพมิ พ์ สร้างความเข้มแข็งให้องค์กรวิจยั ขณะเดียวกันก็ตอบข้อเรียกร้องจากภาคสังคม ชุมชน และอุตสาหกรรมได้ดว้ ย” “ผมประเมินว่ารูปแบบการบริหารจัดการกับประเภทของงบที่ถูก จัดมาให้ใช้เป็นประเด็นส�ำคัญที่ท�ำให้โครงการนี้ในปีแรกไม่ราบรื่น หลาย มหาวิทยาลัยขาดรายละเอียดการด�ำเนินงาน การเบิกจ่ายงบมีขั้นตอน กฎระเบียบ ท�ำให้ไม่สามารถใช้จา่ ยงบได้ตามเป้า ประกอบกับมีการเปลีย่ นแปลง รัฐบาล การจัดสรรงบประมาณปี 2555 เลือ่ นออกไปและเกิดภาวะมหาอุทกภัย ในช่วงก่อนจัดสรร ท�ำให้รฐั บาลต้องกันเงินออกไปเพือ่ แก้ปญั หานับแสนล้านบาท งบประมาณปีที่ 2 ของโครงการนี้จึงได้รับเพียง 833 ล้านบาทจากที่ขอไป 2,000 ล้านบาท ในช่วงนั้นงบประมาณในทุกส่วนถูกปรับลดลง 20 - 30 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้วนหน้า งบประมาณเพือ่ การวิจยั ของประเทศโดยรวมที่ วช. เป็นผูจ้ ดั เก็บข้อมูลก็พบว่า ลดลงจาก 10,000 กว่าล้านบาท เหลือเพียง 8,000 กว่าล้านบาท” ในขณะเดียวกันเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการวิจัยโดยอิงการพัฒนา มหาวิทยาลัยกับการวิจยั ทีม่ งุ่ ใช้ประโยชน์และเปิดโอกาสให้หน่วยวิจยั ทุกแห่ง ที่มีศักยภาพ มีช่องทางที่จะได้รับการสนับสนุนด้วย ประกอบกับการปฏิรูป ระบบวิจัยในด้านองค์กรที่จัดสรรทุนที่เน้นการบูรณาการและลดความ ซำ�้ ซ้อน การวิจยั แบบมุง่ เป้ามุง่ ประเด็น และบริหารจัดการร่วมกันระหว่าง วช. (อ่านต่อหน้า 4)

3


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

(ต่อจากหน้า 3) กับพันธมิตร 6 ส. คือ สกว. (ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) สวก. (ส�ำนักงานพัฒนาการวิจยั การเกษตร) สวทช. (ส�ำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ) สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) สวทน. (ส�ำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แห่งชาติ) กับ สกอ. (ส�ำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) จึงได้ถกู เสนอขึน้ เพือ่ ด�ำเนินการคูข่ นาน แต่มงุ่ เน้นการวิจยั ทีก่ �ำหนดกรอบไว้ชดั เจนว่าผลจะไป ใช้อย่างไร โดยมีผู้ใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานภาคปฏิบัติของรัฐในกรม กระทรวง มาร่วมกันพิจารณา ซึ่ง แนวคิดนีร้ ฐั บาลทัง้ ยุคนายกรัฐมนตรี อภิสทิ ธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับรัฐสภาและส�ำนักงบประมาณเห็นชอบ แต่ทั้งนี้ก็ ไม่ได้รบั การจัดสรรงบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นกัน เพราะตามแผนจะเพิม่ งบวิจยั มุ่งเป้า ปีแรก 1,000 ล้านบาท ปีที่สอง 3,500 ล้านบาท ปีที่สาม 7,500 ล้านบาท ปีที่สี่ 12,500 ล้านบาท ซึ่งในปีสุดท้ายถ้าได้ยอดตามนี้งบวิจัยจะ เพิม่ เป็น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ถึงแม้จะไม่เท่าเป้าหมาย 1 - 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ ถ้ารวมงบส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิจัย เช่น งบพัฒนาบุคลากรวิจัย งบพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงงบถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติ ก็น่าจะได้ ใกล้เคียงกับ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่สดุ ท้ายก็ได้รบั งบเพียง 540 ล้านบาทในปีแรก และ 1,000 ล้านบาทในปีที่ 2 และต้องรอดูการจัดสรรงบในปีงบประมาณ 2557 นี้ต่อไป ส�ำหรับงบวิจยั มุง่ เป้าเปิดให้ทกุ หน่วยวิจยั ทัง้ มหาวิทยาลัยและองค์กร ภาครั ฐ รวมถึ ง ภาคเอกชนเข้ า มาแข่ ง ขั น ขอรั บ ทุ น ได้ ซึ่ ง มหาวิ ท ยาลั ย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยวิจยั 9 แห่งก็มจี ดุ ได้เปรียบอยูบ่ า้ ง เพราะองค์กรพร้อม กว่าก็ได้รบั ทุนวิจยั มุง่ เป้าไปเพิม่ จากงบวิจยั ตามปกติและงบมหาวิทยาลัยวิจยั ตัวเลขที่ วช. เก็บรวบรวมพบว่า ในภาพรวมมหาวิทยาลัยไม่ได้รบั งบวิจยั น้อยลง บางแห่งได้มากขึ้นด้วยซ�้ำ แต่มขี อ้ มูลเชิงประจักษ์ทนี่ า่ เป็นห่วงคือ ประสิทธิภาพประสิทธิผลของ การท�ำวิจยั กับปริมาณนักวิจยั ทีม่ คี ณ ุ ภาพ มหาวิทยาลัยวิจยั บางแห่งยังพบว่า ท�ำงานวิจยั ไม่เสร็จตามเวลา แม้ลว่ งเลยก�ำหนดมาหลายปี เช่น ดูจากงบประมาณ แผ่นดิน ปี 2551 – 2553 ยังคงมีงานค้างส่งเฉลีย่ มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ซึง่ วช. ได้แจ้งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านัน้ เป็นระยะไปตัง้ แต่พบข้อมูลเมือ่ ปลายปี 2554 จนถึงบัดนี้ตัวเลขก็ยังไม่ขยับขึ้นเท่าไรนัก

4

การด�ำเนินงานของ วช. และ 6 ส. ที่ช่วยกันคัดกรองโครงการวิจัย มุง่ เป้าพบว่า หลังจากได้จดั สรรล็อตแรกงบปี 2555 ไปแล้ว โครงการในปีตอ่ มา พบว่ามีนกั วิจยั ขอน้อยลงและไม่ผา่ นการพิจารณาในอัตราทีส่ งู แสดงว่านักวิจยั เก่ง ๆ ได้รบั ทุนไปหมดแล้วอยูร่ ะหว่างการท�ำงาน รุน่ ใหม่ ๆ ยังต้องพัฒนาเพิม่ ซึง่ 6 ส. และ วช. ก็ได้พยายามจัดมาตรการทีจ่ ะพัฒนากลุม่ ใหม่นอี้ ยู่ คงต้องมาดู ประเด็นที่มหาวิทยาลัยไทยหลุดอันดับนั้นก็คงมาจากหลายปัจจัย งบวิจัย เป็นเพียงส่วนน้อย ตามทีอ่ ธิการบดีหลายมหาวิทยาลัยให้เหตุผลมาเป็นเรือ่ ง ที่ยอมรับไม่ใช่ข้อแก้ตัว เช่น การจัดอันดับเน้นที่มีผลงานตีพิมพ์ โดยเฉพาะ สาขาวิ ท ยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี อาศั ย ข้ อ มู ล เชิ ง ประจั ก ษ์ ม ากขึ้ น บางมหาวิทยาลัยที่เคยติดอันดับดี ๆ แต่โดดเด่นเรื่องของชุมชน สังคม การประเมินในรอบนี้อาจไม่ติดอันดับเพราะไม่ถูกนับคะแนนในเรื่องการ ยอมรับ ซึ่งเดิมอาศัยความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิก็เปลี่ยนไปให้ไปดูข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น ถ้าเราเลือกที่จะท�ำวิจัยเพื่อประโยชน์แก่ประเทศ ก็อาจไม่ต้องไปกังวล รวมถึงประชาคมก็ต้องเข้าใจสถานการณ์นี้ด้วย “ผมอยากชี้ให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่า การพัฒนาประเทศหรือแก้ปัญหานั้น หากได้ใช้ขอ้ มูลความรูจ้ ากการวิจยั จะช่วยให้แก้ปญ ั หาได้อย่างตรงจุดและมี การพัฒนาอย่างยัง่ ยืน การวิจยั เป็นการลงทุนและน่าจะต้องใช้เวลา อย่างไร ก็ตาม วช. ก็พยายามที่จะท�ำให้เกิดภาพที่กล่าวแล้ว โดยการเพิ่มงบวิจัย ขณะเดียวกันต้องช่วยพัฒนานักวิจัย หน่วยวิจัย รวมถึงมหาวิทยาลัยด้วย เพราะเป็นพลังที่ส�ำคัญในปัจจุบัน และแน่นอนที่สุด ผมได้รับนโยบาย จากรัฐบาลทั้งท่านนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ประธาน สภาวิจัยแห่งชาติ รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) ว่าจะมุ่งส่งเสริมการวิจัยและขอให้ดูเรื่องมาตรการการวิจัยเพื่อพัฒนา อุตสาหกรรมกับรัฐมนตรีประจ�ำส�ำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์) ที่ให้นโยบายว่าต้องมีวิจัยเพื่อชุมชนด้วย ส่วนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล) ก็ย�้ำ ในเรือ่ งการวิจยั ทีค่ รบวงจร ครบห่วงโซ่อปุ ทาน ดังนัน้ น่าจะเป็นนิมติ หมาย ที่ดี” วช.


National Research Council of Thailand

จีร๊อค:

เม็ดมวลเบาสังเคราะห์ส�ำหรับวัสดุก่อสร้าง

“จี ร ๊ อ ค” เม็ ด มวลเบาสั ง เคราะห์ เพื่ อ การใช้ งานวั ส ดุ ก ่ อ สร้ า ง เป็ น ผลงานวิ จั ย ของ ดร.พิ ทั ก ษ์ เหล่ า รั ต นกุ ล และคณะ แห่ ง ศู น ย์ เ ทคโนโลยี โ ลหะ และวัสดุแห่งชาติ ซึ่งได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ: รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจ�ำปี 2555 สาขา วิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ “จีร๊อค”เกิดจากความต้องการในการพัฒนาและ ปรับปรุงคุณสมบัตขิ องผลิตภัณฑ์คอนกรีตให้ดยี งิ่ ขึน้ โดยเฉพาะ ทางด้านความแข็งแรง ความเป็นฉนวนและน�้ำหนัก รวมถึงการเพิ่มมูลค่า ให้กับของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม การวิจัยและพัฒนาเม็ดมวลเบา สังเคราะห์ “จีรอ๊ ค” โดยใช้ดนิ ตะกอนจากโรงงานผลิตน�ำ้ ประปาเป็นวัตถุดบิ หลัก ส�ำหรับใช้ผสมในผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพื่อให้คอนกรีตมีน�้ำหนักที่เบาขึ้น มี ความเป็นฉนวนป้องกันความร้อนสูง แต่ยังคงความแข็งแรงเทียบเท่ากับ คอนกรีตแบบดั้งเดิม โดยเทคโนโลยีการผลิตเม็ดมวลเบาสังเคราะห์นี้ยัง มุง่ เน้นเพือ่ เป็นวัสดุรกั ษ์สงิ่ แวดล้อม (Eco-materials) โดยการใช้วตั ถุดบิ ทีเ่ ป็น ของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งมีอยู่เป็นจ�ำนวนมากและเป็น ภาระในการจัดการ รวมถึงมีกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อนและประหยัด พลังงาน จึงมีความเหมาะสมต่อการพัฒนาและใช้งานในระดับอุตสาหกรรม

เม็ดมวลเบาสังเคราะห์ “จีร๊อค”

ขั้นตอนการผลิตเม็ดมวลเบาสังเคราะห์ “จีร๊อค” เริ่มจากการน�ำ วัตถุดิบ เช่น ดินตะกอนจากโรงงานผลิตน�้ำประปา กากตะกอนจากโรงงาน อุตสาหกรรม ขี้เถ้าและสารเติมแต่งต่าง ๆ มาคัดกรองขนาดด้วยตะแกรง ร่อนตามสัดส่วนที่ก�ำหนด น�ำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในเครื่องผสมแบบโรตารี่ กวนเป็นเวลา 30 นาที แล้วเติมน�้ำในส่วนผสมเพื่อให้มีความชื้นประมาณ 10 - 20 เปอร์เซ็นต์ และกวนต่ออีก 10 - 15 นาที เพือ่ ให้สว่ นผสมเข้ากันได้ดี และมีการไหลตัวที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูป จากนั้นล�ำเลียงส่วนผสมที่ได้ ผ่านเข้าเครื่องอัดรีดเพื่อขึ้นรูปเป็นเม็ด ขนาดและรูปร่างสามารถก�ำหนดได้ ด้วยตัวแม่พิมพ์รีด (Die) หลังจากได้เนื้อสารแล้ว น�ำทั้งหมดเข้าเตาเผา โดย เตาเผาที่เหมาะสม ได้แก่ เตาเผาแบบหมุน (Rotary kiln) เนื่องจากสามารถ เผาได้อย่างต่อเนื่องและประหยัดพลังงาน อุณหภูมิสูงสุดที่ใช้เผาจะอยู่ ระหว่าง 1,050 - 1,150 องศาเซลเซียส (ตามแต่สัดส่วนของวัตถุดิบที่ใช้) โดยช่วงแรกจะเป็นการเผาไล่สารอินทรีย์ ความชื้นในโครงสร้างผนึก และ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนช่วงหลังจะเป็นการเผาผนึกเพื่อให้เกิดความ แข็งแรงต่อตัวผลิตภัณฑ์ เม็ดมวลเบาสังเคราะห์ “จีรอ๊ ค” มีความหลากหลายทางด้านคุณสมบัติ ขนาดและรู ป ร่ า ง จึ ง มี ค วามเหมาะสมต่ อ การน�ำไปผสมในผลิ ต ภั ณ ฑ์ คอนกรีตต่าง ๆ ทั้งในชิ้นส่วนของโครงสร้างรับแรง เช่น เสาและคาน แผ่ น พื้ น และผนั ง ส�ำเร็ จ รู ป และด้ ว ยคุ ณ ลั ก ษณะทางด้ า นพรุ น ตั ว และ มีน�้ำหนักเบา เม็ดมวลเบาสังเคราะห์ “จีร๊อค” ยังสามารถน�ำไปประยุกต์ ใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น ใช้เป็นวัสดุเพาะปลูกสังเคราะห์หรือ ดินเทียม เนือ่ งจากสามารถดูดซับความชืน้ และแร่ธาตุได้ดี แก้ไขพืน้ ทีเ่ พาะปลูก ที่มีสภาพดินเสื่อมโทรมได้ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นวัสดุคัดกรอง (Filter media) ในโรงบ�ำบัดน�้ำเสีย และฟาร์มเลี้ยงสัตว์น�้ำต่าง ๆ ได้ วช.

ศู น ย์ เ ทคโนโลยี โ ลหะและวั ส ดุ แ ห่ ง ชาติ 114 อุ ท ยานวิ ท ยาศาสตร์ ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ต�ำบลคลองหนึ่ง อ�ำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หมายเลขโทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4242 หรือโทรศัพท์มือถือ 0-8974-2548 E-mail: pitakl@mtec.or.th

5


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

การประเมินผลวิจัยข้าว

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความส�ำคัญต่อ ประเทศไทยเป็นอย่างมากทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ชาวนาไทยนอกจากจะปลูกข้าว ได้เพียงพอเลี้ยงประชากรในประเทศได้อย่าง มั่นคงแล้ว ยังมีข้าวเหลือจนสามารถส่งออกได้ มากเป็นอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ ปี 2524 จนถึงปัจจุบัน สร้างรายได้และชื่อเสียง ให้แก่ประเทศไทยโดยเฉพาะข้าวหอมดอกมะลิ ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมไปทั่วโลก แต่ในปัจจุบัน ข้าวไทยมีขีดความสามารถในการส่งออกลดลง ในขณะทีป่ ระเทศคูแ่ ข่งอืน่ ๆ เช่น เวียดนาม อินเดีย กัมพูชา และพม่า มีศกั ยภาพในการส่งออกเพิม่ ขึน้ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวียดนามที่ มีส่วนแบ่งการตลาดข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 0.11 ในปี 2530 เป็นร้อยละ 14.19 ใน ปี 2550 และคาดว่าส่วนแบ่งการตลาด จะเพิ่ม เป็นร้อยละ 19.83 เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย ที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.79 เป็น 19.78 และ 22.57 ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาด ของประเทศไทยกลับลดลงจากร้อยละ 35.43 ในปี 2530 เหลือร้อยละ 30.02 ในปี 2550 และ คาดว่าจะลดลงเหลือร้อยละ 18.34 ในปี 2555 นี้ และเพื่อรักษาสถานภาพในฐานะผู้ส่งออกข้าว อั น ดั บ หนึ่ ง ของโลก สร้ า งความเข้ ม แข็ ง ให้

6

กับอุตสาหกรรมข้าวไทย และช่วยให้ชาวนามีความ มัน่ คงและยัง่ ยืนในการประกอบอาชีพ จ�ำเป็นต้อง มีการวิจยั เพือ่ แก้ไขปัญหาและหาแนวทางในการ ส่งเสริมสนับสนุนทั้งเกษตรกรและภาคเอกชนที่ อยู่ในอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบให้มีองค์ความรู้ ที่จะท�ำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มี ข้อจ�ำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ส�ำนั ก งานคณะกรรมการวิ จั ย แห่ ง ชาติ (วช.) ได้จัดสรรทุนวิจัยแบบมุ่งเป้าตอบสนอง ความต้องการในการพัฒนาประเทศโดยเร่งด่วน ในเรื่องส�ำคัญของประเทศ 5 เรื่อง ได้แก่ ข้าว มันส�ำปะหลัง ยางพารา การท่องเทีย่ ว และโลจิสติกส์ โดยจัดสรรงบประมาณให้แก่ส�ำนักงานพัฒนา การวิจัยการเกษตร (สวก.) ดูแลให้การสนับสนุน งานวิจยั เรือ่ งข้าวภายใต้ยทุ ธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านพัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพดี ผลผลิตสูง ต้านทานศัตรูพืชและปลูกได้ในสภาพ อากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ 2. ด้านเทคโนโลยี การผลิตข้าว เพือ่ เพิม่ ศักยภาพการผลิต ลดต้นทุน การผลิต คิดค้นเครือ่ งจักรกลทุน่ แรง และวิธกี ารผลิต ข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3. ด้านการจัดการ หลังการเก็บเกี่ยว เพื่อรักษาป้องกันและชะลอ การเสื่อมคุณภาพของข้าว 4. การแปรรูป เพื่อ พัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรม

ทั้งในเรื่องของอาหารและอาหารเสริมสุขภาพ นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการวิจัยข้าวเพื่อผลิตเป็น เวชภัณฑ์และเวชส�ำอาง 5. ด้านเศรษฐกิจและ การตลาด เพิ่มขีดความสามารถของชาวนาและ สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง ส่งเสริมการตลาด และธุ ร กิ จ การค้ า ข้ า ว รวมถึ ง การวิ จั ย เพื่ อ ลด ผลกระทบจากการเปิ ด เสรี ท างการค้ า และ กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคทางการค้า ขณะนี้ผลงานวิจัยในกลุ่มเรื่องข้าวดังกล่าว ได้ด�ำเนินการมาระดับหนึ่งแล้ว โดยมีโครงการ ทีไ่ ด้รบั ทุนวิจยั ทัง้ สิน้ 60 ชุดโครงการ จากข้อเสนอ ทัง้ หมด 106 ชุดโครงการ วงเงินทีอ่ นุมตั ริ วมทัง้ สิน้ 228,053,726 บาท


National Research Council of Thailand

ยุทธศาสตร์ ด้านพัฒนาพันธุ์ข้าว

- วิจัยและพัฒนาพันธุ์ ข้าวเพื่อรองรับการ เปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ - วิจยั พันธุข์ า้ วเพือ่ เพิม่ ประสิทธิภาพการผลิต ในเขตนาน�้ำฝนและ ความมั่นคงด้านอาหาร - วิจัยพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่ม ผลผลิตและมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด - วิจัยพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่ม คุณภาพทางโภชนาการ หรือมีคุณลักษณะเฉพาะ - วิจัยเทคโนโลยีใหม่ ในการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยใช้ร่วมกับการพัฒนา พันธุ์มาตรฐาน

ยุทธศาสตร์ ด้านเทคโนโลยี การผลิตข้าว - วิจัยการเพิ่มศักยภาพการ ผลิตและลดต้นทุนการผลิต ข้าวในเขตชลประทาน - วิจัยการผลิตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ สารเคมี และข้าวอินทรีย์ - วิจัยและพัฒนาเครื่อง จักรกลเพือ่ เพิม่ ประสิทธิภาพ การผลิตตามมาตรฐาน คุณภาพ - วิจัยมาตรฐานการผลิตตาม ความต้องการของตลาดโลก

ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1.ลดความสูญเสียการผลิตข้าวของชาวนา และประเทศจากปัญหาอุทกภัยในพืน้ ทีภ่ าคกลาง และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยเฉพาะ ความแห้งแล้งโดยการปรับปรุงพันธุ์ และระบบ การผลิต 2.ชาวนาขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้นจากการ ผลิตข้าวทีม่ คี ณ ุ ภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพมากขึ้น ลดปัญหาการแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกรายอื่น 3.ข้ า วไทยมี ศั ก ยภาพการส่ ง ออกที่ ดี ขึ้ น จากการลดปัญหาอุปสรรคการส่งออก 4.รั ฐ บาลได้ ข้ อ เสนอแนะในการกำ � หนด นโยบายเรื่องข้าวที่จะก่อให้เกิดประสิทธิผลต่อ ชาวนาและอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบได้ถูกต้อง ตามความเป็นจริง

ยุทธศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีการ จัดการหลังการ เก็บเกี่ยว - วิจัยและพัฒนาระบบการ ประเมินคุณภาพข้าวอย่าง รวดเร็วและไม่ทำ�ลาย ตัวอย่าง - วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี หลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม สำ�หรับข้าวหอมมะลิ ข้าวนาปรังในเขตนา ชลประทาน - วิจัยและพัฒนาการเก็บ รักษาข้าวเปลือกและ ข้าวสารเพื่อชะลอ การเสื่อมคุณภาพ - วิจัยเครื่องจักรกลที่เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตข้าว คุณภาพ - วิจัยและพัฒนากระบวนการ แปรรูปขั้นพื้นฐานเพื่อลด ปัญหาการปลอมข้าว

ยุทธศาสตร์ ด้านเทคโนโลยี การแปรรูป

- วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนควบคุมคุณภาพ ข้าวที่มีความหลากหลาย - วิจัยและพัฒนา กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ข้าว เข้าสู่อุตสาหกรรม - วิจัยและพัฒนาการเพิ่ม มูลค่าข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ เภสัชกรรมและเวชภัณฑ์ - วิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่ม มูลค่าข้าวนึ่ง - วิจยั และพัฒนามูลค่ารำ�ข้าว และผลพลอยได้อื่น ๆ ที่เหลือจากอุตสาหกรรม การแปรรูปขั้นพื้นฐาน

5.ชาวนาและข้าวไทยสามารถดำ�รงอยู่ได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดโลก ในปี 2555 มีโครงการวิจัยที่สามารถนำ� ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองความ ต้องการพัฒนาประเทศในเรือ่ งข้าว เช่น โครงการ การปรับปรุงพันธุข์ า้ ว กข.15 ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าวสังข์หยดพัทลุงให้ปลูกได้ทกุ ฤดูเพือ่ เตรียมรับการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ โดย ผศ.ดร.วราภรณ์ แสงทอง แห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็ น หั ว หน้ า โครงการการปรั บ ปรุ ง พั น ธุ์ ข้ า ว คุณภาพดีทั้ง 3 พันธุ์ ซึ่งเป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ปลูกได้เฉพาะในฤดูข้าวนาปีให้สามารถปลูกได้ ในทุกฤดูจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก การปลูกข้าวคุณภาพดีได้ตลอดทั้งปี โครงการจั ด การกระบวนการกะเทาะ และขัดขาวข้าวหอมมะลิเพื่อลดความสูญเสีย เชิงปริมาณและคุณภาพ โดยมี ผศ.ดร.พนมกร

ยุทธศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจและ การตลาดข้าว

- วิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจ การผลิตข้าว - วิจัยและพัฒนาสถาบัน เกษตรกรและสร้างขีด ความสามารถของชาวนา เพื่อสร้างความมั่นคง ในการประกอบอาชีพ - ส่งเสริมการตลาดทั้ง ภายในและภายนอก - สนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจ การค้าข้าวของภาครัฐ - วิจัยเพื่อลดผลกระทบจาก การเปิดการค้าเสรี และกฎระเบียบที่ทันสมัย - วิจัยหานโยบายที่รัฐควร ดำ�เนินการเพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม ข้าวทั้งระบบ

ขวาของ แห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหัวหน้า โครงการ เป็นโครงการที่หาปัจจัยและสภาวะ ที่เหมาะสมในกระบวนการกะเทาะข้าวเปลือก และขัดขาวข้าวหอมมะลิในโรงสีข้าวในเขตภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดการสูญเสียข้าวที่ เกิดแตกหักในขัน้ ตอนของการกะเทาะเปลือกและ ขั้นตอนการขัดขาวในโรงสี ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ ให้แก่อุตสาหกรรมข้าวหอมมะลิของประเทศ โครงการออกแบบเครื่ อ งให้ ค วามร้ อ น แบบไดอิเลกตริกสำ�หรับฆ่ามอด โดย ผศ.ดร. ชาญชัย ทองโสภา แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุ ร นารี เป็ น หั ว หน้ า โครงการ เป็ น การวิ จั ย สร้างเครื่องต้นแบบฆ่ามอดและไข่มอดในข้าว โดยไม่ทำ�ให้ข้าวเกิดความเสียหาย ทดแทนการใช้ สารเคมีซงึ่ ต่างประเทศกำ�ลังจะห้ามใช้ งานวิจยั นี้ จะเกิ ด ประโยชน์ ต่ อ การส่ ง ออกข้ า วไทยเป็ น อย่างมาก วช.

7


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ยุทธศาสตร์การวิจัย (พ.ศ. 2555 - 2559): ภาคกลาง วิสัยทัศน์ด้านการวิจัยของภาคกลาง คือ “สร้างและนำ�องค์ความรู้ไปสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่เหมาะสมกับ วั ฒ นธรรมและวิ ถี ชี วิ ต ชุ ม ชน เพื่ อ พั ฒ นาศั ก ยภาพและความสามารถในการแข่ ง ขั น ให้ เ ป็ น ภู มิ ภ าคที่ น่ า อยู่ แ ละมี ก ารพั ฒ นาที่ ยั่ ง ยื น ” พันธกิจด้านการวิจัยของภาคกลาง คือ “ศึกษาค้นคว้าวิจัยในทุกระดับ โดยใช้ทรัพยากรร่วม พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการวิจัยในท้องถิ่น เพื่อนำ�ความรู้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และเสริมคุณค่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง บนฐานความรู้อย่างแท้จริง”

ยุทธศาสตร์การวิจัย (พ.ศ. 2555 - 2559) ของภาคกลาง ประกอบด้วย

ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 1 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางสังคม มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษา กระบวนการเรียน การสอนทัง้ ในและนอกระบบ ตลอดจนการพัฒนาระบบการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง ระบบสนับสนุนการเรียนรูต้ ลอดชีวติ ทีส่ อดคล้องกับวิถชี วี ติ ในแต่ละท้องถิน่ ส่งเสริม อนุรักษ์และพัฒนาคุณค่าทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ที่หลากหลาย ส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคอุบัติใหม่ การรักษาพยาบาล การฟืน้ ฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจ การพึง่ พาตนเองด้านสุขภาพ รวมถึงการคุม้ ครองผูบ้ ริโภค พัฒนาและคุม้ ครองภูมปิ ญ ั ญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์ พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือก และสมุนไพร พัฒนาศักยภาพทางการกีฬา พัฒนาขีดสมรรถนะและศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และ การบริหารรัฐกิจ การจัดการปัญหายาเสพติด ความปลอดภัยในชีวติ และทรัพย์สนิ และปัญหาผูม้ อี ทิ ธิพล ส่งเสริมความเข้มแข็งและการเสริมสร้างภูมคิ มุ้ กัน ของท้องถิ่นและสังคม เสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ และบูรณาการการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและ ปฏิรูปการเมืองไทยให้มีเสถียรภาพและมีธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 2 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และประมง การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและการพึ่งพาตนเองของสินค้าเกษตรและประมง พัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิด ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสาธารณะ เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางอุตสาหกรรมให้เอื้อต่อ การดำ�เนินธุรกิจอย่างยัง่ ยืน พัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจจากการท่องเทีย่ ว พัฒนาอุตสาหกรรมผลิตพลังงานชีวภาพและพลังงานทางเลือกอืน่ ยกระดับ ประสิทธิภาพและมาตรฐานการให้บริการด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ยกระดับประสิทธิภาพและมาตรฐานการให้บริการขนส่ง สาธารณะ เพิม่ สมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร และพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 3 การเสริมสร้างและพัฒนาทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูบ�ำรุงดิน รวมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดิน พัฒนาระบบการบริหารจัดการ ทรัพยากรน�้ำแบบบูรณาการและสร้างความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการน�้ำของประเทศ และสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติจากธรรมชาติ ยุทธศาสตร์การวิจยั ที่ 4 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพือ่ การพัฒนาทางวิทยาการและทรัพยากรบุคคล มุง่ เน้นการพัฒนานวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ทางสังคมศาสตร์และการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ในวิทยาการต่าง ๆ สร้างศักยภาพและความสามารถของทรัพยากร บุคคลในวิทยาการต่าง ๆ และพัฒนาและสร้างศักยภาพทางด้านวิทยาการและเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์การวิจยั ที่ 5 การบริหารจัดการความรู้ ผลงานวิจยั นวัตกรรม สิง่ ประดิษฐ์ ทรัพยากร และภูมปิ ญ ั ญาของประเทศ สูก่ ารใช้ประโยชน์ เชิงพาณิชย์และสาธารณะด้วยยุทธวิธีที่เหมาะสม มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารงานวิจัยของประเทศ ตลอดจนการบริหารจัดการความรู้ ผลงานวิจัย นวัตกรรม สิง่ ประดิษฐ์ ทรัพยากร และภูมปิ ญ ั ญาของประเทศ และจากต่างประเทศสูก่ ารใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสาธารณะ วิเคราะห์และประเมินผลเพือ่ การพัฒนาศักยภาพและความสามารถด้านการวิจัยของประเทศที่มีประสิทธิภาพ จาก 5 ยุทธศาสตร์การวิจัยดังกล่าว เมื่อพิจารณาความส�ำคัญของกลุ่มเรื่องวิจัยที่ควรมุ่งเน้น โดยค�ำนึงถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ความต้องการ ผลงานวิจัยและความรู้ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและน�ำไปสู่การเสริมสร้างและการพัฒนาภูมิภาคโดยเร็ว จึงก�ำหนดกรอบกลุ่มเรื่องวิจัยที่ควรมุ่งเน้นในช่วง พ.ศ. 2555 - 2559 รวม 12 กลุ่มเรื่อง ดังนี้ 1) การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง 2) ความมั่นคงของรัฐและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล 3) การปฏิรูป การศึกษาและสร้างสรรค์การเรียนรู้ 4) การจัดการทรัพยากรน�้ำ 5) ภาวะโลกร้อนและพลังงานทางเลือก 6) เกษตรเพื่อความยั่งยืน 7) การป้องกัน โรคและการรักษาสุขภาพ 8) การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ 9) เทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยีที่ ส�ำคัญเพื่ออุตสาหกรรม 10) การบริหารจัดการการท่องเที่ยว 11) สังคมผู้สูงอายุ และ 12) ระบบโลจิสติกส์ วช.

8


National Research Council of Thailand

เทคนิคการปลูกมะนาวนอกฤดู มะนาวนั บ เป็ น ไม้ ผ ลหรื อ พื ช สวนครั ว ที่ มี ค วามจำ � เป็ น ในการ

ประกอบอาหารคู่ครัวของคนไทยในชีวิตประจำ�วันมาช้านาน ในช่วงเดือน ธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคมมะนาวจะมีราคาแพงขายลูกละ 2-8 บาท และการที่ จ ะปลู ก มะนาวนอกฤดู นั้ น จะต้ อ งใช้ อ งค์ ค วามรู้ แ ละเทคนิ ค ในการบังคับให้มะนาวออกดอกผลิตผลนอกฤดู นายพิชัย สมบูรณ์วงศ์ แห่ ง มหาวิ ท ยาลั ย แม่ โ จ้ ซึ่ ง ได้ รั บ ทุ น สนั บ สนุ น การทำ � กิ จ กรรม ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยประเภทโครงการสร้างความร่วมมือและ การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำ�ปี 2554 จากสำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้แนะนำ�วิธีการปลูก มะนาวนอกฤดูในกระถาง ดังนี้ ปกติมะนาวจะออกดอกพร้อม ๆ กับแตกใบอ่อน ดังนัน้ จึงจะต้อง มีการตัดแต่งกิ่งมะนาวอยู่เสมอ ข้อส�ำคัญคือ ต้องตั้งกระถางไว้กลางแจ้ง ให้ ไ ด้ รั บ แสงแดดตลอดทั้ ง วั น การบั ง คั บ ให้ ม ะนาวติ ด ผลควรท�ำ เมื่อปลูกมะนาวไปแล้วประมาณ 8 - 10 เดือน ช่วงเดือนสิงหาคมควรตัด แต่งกิ่งแขนง กิ่งที่มีโรค กิ่งที่ติดดอก และผลมะนาวออกให้หมด จากนั้น งดให้น�้ำมะนาวในเดือนตุลาคม ประมาณ 7 – 10 วัน สังเกตใบมะนาวมี อาการเหี่ยวหรือใบสลด ใบอาจจะร่วงบ้าง 10 - 15 เปอร์เซ็นต์ เริ่มให้ปุ๋ย สูตร 12-24-12 อัตรา 10 กรัม (1 ช้อนแกง) รอบ ๆ ขอบกระถาง และรด น�้ำตามทันที หลังจากนั้น 15 วัน มะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อนและออกดอก เป็นสีขาว ควรพ่นสมุนไพรน�้ำส้มควันไม้หรือยาฆ่าแมลงอะบาเม็กติผสม กับคอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์หรือคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เพื่อป้องกันโรค และแมลง หลังจากติดดอกแล้ว 4 เดือน ก็สามารถเก็บผลมะนาวได้ วช.

9


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผลงานวิจัย สูการใชประโยชน

วช. แจกต้นกล้ากล้วยไม้หวาย ให้เกษตรกรที่ประสบอุทกภัย ปี 2554

จากปั ญ หาอุ ท กภั ย ในปี 2554 ทำ � ให้ เ กิ ด ผลเสี ย หายต่ อ ภาค เกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง วช. ในฐานะองค์กรกลางด้านการวิจัยของ ประเทศ มีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการนำ�องค์ความรู้จาก ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จึ ง ตระหนั ก ถึ ง ความจำ � เป็ น ที่ ทุ ก ภาคส่ ว นจะต้ อ งร่ ว มมื อ กั น ในการ เยียวยาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติดังกล่าวโดยเร่งด่วน ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้งบประมาณกลางในการดำ�เนินการวิจัย ในวงเงิน 5 ล้านบาท เพื่อจัดทำ�โครงการวิจัย เรื่อง การผลิตต้นกล้ากล้วยไม้หวาย เพือ่ รองรับผลกระทบจากสถานการณ์อทุ กภัย โครงการวิจยั นีเ้ ป็นการทำ�งาน ร่วมกัน 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึง่ ห้องปฏิบตั กิ ารมีความพร้อม และนักวิจยั มีศกั ยภาพ มีความเชีย่ วชาญและประสบการณ์สงู ในการพัฒนาต่อยอดงาน วิจัย โดยนำ�เทคโนโลยีการขยายพันธุ์อ้อยระบบไบโอรีแอคเตอร์จมชั่วคราว ที่ ไ ด้ รั บ การสนั บ สนุ น การวิ จั ย จาก วช. ซึ่ ง เป็ น เทคโนโลยี ที่ ทั น สมั ย และ เป็ น นวั ต กรรมอี ก ชิ้ น หนึ่ ง ของประเทศไทยที่ มี ศั ก ยภาพสามารถผลิ ต ต้นกล้าอ้อยในปริมาณมาก มีคณ ุ ภาพดี เจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตสูงใน ระยะเวลาอันสั้นมาใช้ในแก้ปัญหาการผลิตต้นอ่อนกล้วยไม้สกุลหวาย เพื่ อ ส่ ง มอบให้ แ ก่ เ กษตรกรนำ � ไปใช้ ป ระโยชน์ ใ นการเพาะเลี้ ย ง ซึ่ ง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเร่งและฟื้นฟูให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ สามารถสร้ า งสวนกล้ ว ยไม้ ใ ห้ ฟื้ น กลั บ มาเหมื อ นเดิ ม เพื่ อ สร้ า งรายได้ ให้ กั บ เกษตรกรและนำ � รายได้ เข้ า ประเทศให้ เร็ ว ที่ สุ ด โดยมี เ ป้ า หมาย จำ�นวน 1 ล้านต้น ภายใน 1 ปี ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ระบบ

10

ไบโอรีแอคเตอร์ฯ ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ ต้องมีการติดตามเพื่อให้สามารถ ผลิ ต ต้ น พั น ธุ์ ก ล้ ว ยไม้ ที่ มี คุ ณ ภาพภายในระยะเวลาที่ กำ � หนด และ ได้ พั ฒ นาระบบฐานข้ อ มู ล เพื่ อ ใช้ ใ นการติ ด ตามกระบวนการผลิ ต ต้นพันธุ์กล้วยไม้ในระดับอุตสาหกรรมด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่ง ช่ ว ยให้ ส ามารถติ ด ตามและตรวจสอบกระบวนการผลิ ต ย้ อ นกลั บ ได้ โดยการป้ อ นรหั ส กำ � กั บ ชิ้ น ส่ ว นของพื ช ด้ ว ยอุ ป กรณ์ อ่ า นรหั ส แท่ ง และ ลักษณะหน้าจอป้อนกำ�กับ นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยการเจริญเติบโตของ ต้นกล้วยไม้ในกล่องพลาสติกเปรียบเทียบกับต้นในขวดแก้ว ในขั้นตอน การเลี้ยงต้นอ่อนบนอาหารแข็งเพื่อทำ�ให้ต้นเจริญเติบโตมีรากที่แข็งแรง เนื่องจากบางครั้งขวดแก้วขาดตลาดและมีราคาแพง ทำ�ให้การใช้ขวด พลาสติกได้รับความนิยมมากขึ้น และสะดวกในการขนส่ง ขณะนี้โครงการวิจัยได้ส�ำเร็จและสามารถส่งมอบกล้ากล้วยไม้หวาย บางส่วนให้แก่เกษตรกรโดยได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการเกษตร ในการประสานงานเพื่อคัดเลือกเกษตรกรที่ประสบภัยน�้ำท่วม จ�ำนวน 250 ราย ใน 7 จังหวัด ภาคกลาง ดังนี้ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร โดยครัง้ ที่ 1 ได้สง่ มอบให้แก่เกษตรกรในเขตกรุงเทพฯ จ�ำนวน 80 ราย เมือ่ วันที่ 28 กันยายน 2555 ณ ส�ำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครั้งที่ 2 ได้ส่งมอบให้ แก่เกษตรกรในจังหวัดนครปฐม จ�ำนวน 85 ราย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ณ ส�ำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม ครั้งที่ 3 มอบให้เกษตรกรใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสุพรรณบุรี และนนทบุรี จ�ำนวน 85 ราย รวมกล้ากล้วยไม้หวายทั้งสิ้น 1,000,000 ต้น วช.


National Research Council of Thailand

พรมมิ

พืชสมุนไพรบำ�รุงความจำ� รศ.ดร. กรกนก อิงคนินันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของประชากร โลกเพิ่มมากขึ้น อัตราส่วนของ คนสูงอายุกับคนหนุ่มสาวก็เพิ่มขึ้น โรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบ ประสาทและความทรงจำ�เป็นสาเหตุ ให้คุณภาพชีวิตของประชากรสูงอายุน้อยลง ยาหรือ สมุนไพรที่จะสามารถนำ�มาป้องกัน รักษาหรือบรรเทา อาการโรคทีเ่ กิดจากการเสือ่ มนี้ จึงมีความสำ�คัญทัง้ ทางด้าน สุขภาพและเศรษฐกิจ

40

20

(2) (1)

(5) (3) (4)

0 0

5

10

15

Mnutes

HPLC Chromatogram ของสารสกัดพรมมิที่ความเข้มข้น 2 mg/ml; (1) Bacoside A3, (2) Bacopaside II, (3) Bacopasaponin x, (4) Bacopasaponin C, (5) Bacopaside I

พรมมิ (Bacopa monnieri Wettst)

ผลิตภัณฑ์จากพรมมิ

พรมมิ (Bacopa monnieri Wettst วงศ์ Scrophulariaceae) เป็นพืชสมุนไพรที่พบในเมืองไทยและประเทศแถบเอเชีย พรมมิใช้เป็นยา สมุนไพรในตำ�ราอายุรเวทของอินเดียสำ�หรับช่วยเพิ่มความจำ� บำ�รุงสมอง มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพรมมิต่อระบบทางสรีรวิทยา หลายระบบ โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลางและความจำ� แสดงให้ เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรพรมมิในการเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือ ยาสมุนไพรบำ�รุงความจำ� บำ�รุงสมอง เพื่อทดแทนการนำ�เข้าของสมุนไพร จากต่างประเทศ เช่น แป๊ะก๊วย หรือโสม คณะนักวิจยั จึงได้ท�ำ การศึกษาพัฒนา สมุนไพรพรมมิเพือ่ ใช้เป็นสมุนไพรบำ�รุงความจำ� โดยพัฒนาวิธกี ารสกัด และ การควบคุมคุณภาพของสารสกัดพรมมิ ซึ่งเมื่อตรวจวัดสารกลุ่ม saponins ด้วยวิธี HPLC และ ELISA พบว่าสารสกัดมีมาตรฐานและมีความคงตัวที่ดี นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวสมุนไพรพรมมิด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดพรมมิมผี ลต่อการเรียนรูแ้ ละ การป้องกันเซลล์ประสาทของสัตว์ทดลอง เมื่อให้สารสกัดพรมมิ ขนาด 20, 40 และ 80 mg/kg BW ในหนูแรทเพศผู้ เป็นเวลา 14 วัน หนูมีการเรียนรู้ และความจำ�ดีขึ้น นอกจากนี้ สารสกัดพรมมิยังป้องกันการสูญเสียความจำ� ในสัตว์ทดลองที่ถูกชักนำ�ให้เกิดภาวะความจำ�เสื่อมด้วยวิธีการต่าง ๆ และจากการทดสอบพิษแบบเฉียบพลันและกึง่ เรือ้ รังไม่พบว่าสารสกัดพรมมิ มีพิษต่อสัตว์ทดลอง คณะผูว้ จิ ยั ได้พฒ ั นาผลิตภัณฑ์สารสกัดพรมมิ ขนาด 300 มก. ในรูปแบบ ยาเม็ดเคลือบทีม่ คี ณ ุ สมบัตทิ างกายภาพทีเ่ หมาะสมและมีความคงตัวดี และ ศึกษาผลของพรมมิในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุ (อายุมากกว่า 55 ปี) จำ�นวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้ยาหลอก และได้ผลิตภัณฑ์สารสกัดพรมมิ ขนาด 300 และ 600 มก. ต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่าสารสกัดพรมมิ เพิม่ คุณภาพชีวติ โดยเพิม่ ประสิทธิภาพการทรงตัว เพิม่ การตืน่ ตัวต่อสิง่ เร้า มีสมาธิ มากขึ้น เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และความจำ� คลายอาการซึมเศร้า จากการศึกษายังไม่พบอาการพิษและภาวะข้างเคียงใด ๆ ในอาสาสมัคร วช.

11


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

การเพาะเลี้ยงปลาหนังลูกผสมเนื้อขาวและปลานิล เพื่อเพิ่มมูลค่าและการตลาดสำ�หรับเกษตรกร

ปลาบึกสยาม เป็นปลาหนังลูกผสมที่พัฒนามาจากพ่อปลาบึกกับแม่ปลาสวาย ได้ปลาหนังที่มีปริมาณน�้ำเชื้อมาก มีความดกไข่ดี และสามารถเจริญพันธุ์ได้เร็ว ปลาบึกสยามเป็นปลาทีร่ วมลักษณะทีด่ ขี องปลาบึกและปลาสวายเข้าด้วยกัน สีของเนือ้ มีสขี าวอมชมพู (ไม่เหลืองเหมือนเนือ้ ปลาสวาย) ลักษณะเนือ้ แน่นและมีปริมาณเนือ้ มาก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถเจริญเติบโตได้ดี และสามารถเลี้ยงแบบหนาแน่นได้ เช่น ในกระชังหรือบ่อดิน สหกรณ์ประมงพาน จำ�กัด อำ�เภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นกลุ่มเกษตรกร ที่เพาะเลี้ยงปลานิลขนาดใหญ่ในภาคเหนือ ประกอบด้วยสมาชิก จำ�นวน 2,000 ครอบครัว หรือกลุ่มเกษตรกรประมาณ 8,000 คน มีผลผลิตจากการเลี้ยงปลา ปีละกว่า 6,000 ตัน ปัจจุบนั ประสบปัญหาหลักคือ ขายปลานิลได้ลดลง เนือ่ งจากมีตน้ ทุน ในการผลิตสูง ราคาอาหารปลาสำ�เร็จรูปมีราคาแพง ทำ�ให้ราคาขายปลานิลสูงขึ้น เป็นผลให้ผบู้ ริโภคมีก�ำ ลังซือ้ ลดลง เกิดปัญหาปลานิลล้นตลาด จึงต้องการองค์ความรู้ เพือ่ ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรและผูเ้ กีย่ วข้องในการพัฒนาอาชีพเพือ่ แก้ปญ ั หาการตลาด ของปลานิล ส�ำนักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (วช.) จึงได้ให้ทนุ สนับสนุนการท�ำกิจกรรม ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยแก่โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่อง “การเพาะเลี้ยง ปลาหนังลูกผสมเนื้อขาวและปลานิลเพื่อเพิ่มมูลค่าและการตลาดส�ำหรับเกษตรกร” โดยมี ดร.สุภาพร ตงศิริ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อถ่ายทอด องค์ความรู้จากการวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลาหนังลูกผสมเนื้อขาวในด้าน การปรับปรุงสายพันธุ์ อาหารเลี้ยงปลาต้นทุนต�่ำ การพัฒนาผลิตภัณฑ์การแปรรูป ทั้งปลาหนังลูกผสมและปลานิลเพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาดและการจัดการผลผลิต น�ำไปสู่การลดการน�ำเข้าและสนับสนุนการส่งออกในระดับประเทศเพื่อสร้างอาชีพ และเป็นอีกทางเลือกหนึง่ ส�ำหรับเกษตรกรผูเ้ ลีย้ งปลานิลในการเพิม่ มูลค่าและแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อการตลาดต่อไป วช.

12


National Research Council of Thailand

ความร่วมมือกับประเทศ

ในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน�้ำโขงตอนล่าง ส�ำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดท�ำความร่วมมือ กับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน�้ำโขงตอนล่าง โครงการด้านการชดเชย คาร์บอนในป่าไม้ REDD+ (Reducing Emission in Deforestation and Forest Degradation) และ A/R (Afforestation and Reforestation) รวมทั้งวนเกษตร (Agro forestry) เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศ และระบบตรวจวัด รายงาน ตรวจสอบ (Measurable Reportable Verifiable; MRV) โดยได้รับการสนับสนุนจาก Sustainable Mekong Research Network (Sumernet) ภายใต้หัวข้อวิจัย “Research on Integrating Community-based Participatory Carbon Measurement and Monitoring with Satellite Remote Sensing and GIS in a Measurement, Reporting and Verification (MRV) System for REDD+” ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นหน่วยงานด�ำเนินการ ของประเทศไทย ทั้งนี้ วช. ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการคาร์บอนเครดิต ภาคป่าไม้และ REDD+ ณ อ�ำเภอ Nari จังหวัด Bacgan สาธารณรัฐสังคมนิยม เวียดนาม และเมืองสังข์ทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ตามล�ำดับ ให้กบั ชุมชนป่าไม้ของทัง้ สองประเทศทีเ่ ข้าร่วมโครงการ เกษตรกร จ�ำนวน 50 คน โดยมี ผศ.ดร. ธีรวงศ์ เหล่าสุวรรณ แห่งภาควิชาฟิสกิ ส์ และ ดร. พรชัย อุทรักษ์ แห่งภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย มหาสารคาม และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยป่าไม้ (Vietnam Forestry University, VFU) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (National University of Laos, NUOL) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าร่วมโครงการ วช.

13


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

การมอบกล้ากล้วยไม้สกุลหวาย สำ�นักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (วช.) ได้จดั โครงการอบรมเทคนิคการขยายพันธุ์ การปลูก และดูแล รักษาต้นกล้ากล้วยไม้สกุลหวาย และจัดงานแถลงข่าวเรือ่ ง การผลิตและการส่งมอบกล้ากล้วยไม้สกุลหวาย ครัง้ ที่ 1 ให้แก่เกษตรกรผูป้ ระสบอุทกภัย ปี 2554 ในเขตกรุงเทพฯ 80 ราย จำ�นวน 320,000 ต้น เมือ่ วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน 2555 ณ สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยรัฐมนตรีประจำ�สำ�นักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน) เป็นประธานในการแถลงข่าวและมอบกล้ากล้วยไม้สกุลหวายซึ่งเป็นผลผลิตจากการวิจัย ระหว่าง วช. กรมส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยนเรศวร

การประชุมคณะทำ�งานพิจารณาแนวทางการดำ�เนินการอนุญาตและบริหารจัดการ เทคโนโลยีฝนหลวง วันที่ 3 ตุลาคม 2555 สำ�นักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมคณะทำ�งานพิจารณา แนวทางการดำ�เนินการอนุญาตและบริหารจัดการเทคโนโลยีฝนหลวง ณ ห้องประชุม พลโทพระยาศัลวิธานนิเทศ วช. โดยมี ฯพณฯ นายอำ�พล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานในการประชุมฯ ทัง้ นี้ วช. ร่วมกับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สนิ ทางปัญญา และกระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าทีพ่ จิ ารณา การอนุญาตและบริหารจัดการเทคโนโลยีฝนหลวงทัง้ ในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเสนอแนะเกีย่ วกับ การจัดทำ�ข้อตกลงและเงื่อนไขการอนุญาตใช้เทคโนโลยีฝนหลวงในแต่ละประเทศ

การจัดทำ�มาตรการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมไทย วันที่ 9 ตุลาคม 2555 สำ�นักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสำ�นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมระดมความคิดเห็นเรือ่ งการจัดทำ�มาตรการส่งเสริมการวิจยั และพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำ�เนียบรัฐบาล โดย นางนลินี ทวีสนิ รัฐมนตรีประจำ�สำ�นักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมฯ ในการนี้ วช. ได้รบั มอบหมายให้เป็นแกนหลักในการจัดทำ�แนวทางและมาตรการ ส่งเสริมการวิจยั และพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเพือ่ ให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ซึง่ ผลจากการประชุมจะนำ�ไปจัดทำ�เป็น ยุทธศาสตร์การวิจัยด้านพัฒนาอุตสาหกรรมและนำ�เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

14


National Research Council of Thailand

นโยบายยุทธศาสตร์และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แผนวิจัยด้านอาหารและความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2555 – 2559 วันที่ 10 ตุลาคม 2555 สำ�นักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมประชาพิจารณ์เรื่อง“(ร่าง) นโยบายยุทธศาสตร์และระบบสนับสนุน การตั ด สิ น ใจแผนวิ จั ย ด้ า นอาหารและความมั่ น คงแห่ ง ชาติ ปี 2555 - 2559 ณ ห้องประชุม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ วช. โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุ ท ธิ พ ร จิ ต ต์ มิ ต รภาพ เลขาธิ ก าร วช. เป็ น ประธานเปิ ด การประชุ ม และบรรยายพิ เ ศษ เรื่ อ ง “ทิศทางการวิจัยและการเตรียมความพร้อมของประเทศเข้าสู่ ประชาคมโลก” ซึ่ง วช. และสำ�นักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มอบหมายให้สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำ�กรอบนโยบายยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่าง สร้างกระบวนการมีสว่ นร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม การประชุม ครัง้ นีม้ วี ตั ถุประสงค์เพือ่ รับฟังความคิดเห็นและรวบรวมประเด็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายยุทธศาสตร์ดังกล่าวโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อใช้เป็นกรอบการวิจัยต่อไป

วันสถาปนา วช. ครบรอบปีที่ 53 วันที่ 28 ตุลาคม 2555 เป็นวันคล้าย วันสถาปนาสำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 53 โดยปีนี้ วช. ได้จัดกิจกรรม เนื่องในวันสถาปนาฯ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2555 มี พิ ธี ท างศาสนาเพื่ อ ความเป็ น สิ ริ ม งคล ได้ แ ก่ การ ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำ�นวน 19 รูป และร่วมกันตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง

15


สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ขอเชิญชม งาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำ�ปี 2556 (INVENTORS DAY 2013) “นวัตกรรมนำ�ทิศ สิ่งประดิษฐ์นำ�ทาง สร้างไทยมั่นคง” ระหว่างวันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2556 ชมฟรี..นวัตกรรมผลงานประดิษฐ์คิดค้นของนักประดิษฐ์ไทย และนักประดิษฐ์ต่างประเทศ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากสิ่งประดิษฐ์ ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nrct.go.th หรือ http://rrm.nrct.go.th หรือ สอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ หมายเลข 0-2579-2288, 0-2561-2445 ต่อ 516, 551, 530, 539

ห้องสมุดวิจัยสำ�หรับสาธารณะ

EXtraordinary Simple Public Library Of REsearch Result

เอ็กซ์พลอร์ EXPLORE

สำ�นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในระบบวิจัยพัฒนาเว็บไซต์ เอ็กซ์พลอร์ ห้องสมุดวิจยั สำ�หรับสาธารณะ (EXtraordinary Simple Public Library Of REsearch Result) หรือ www.thai-explore.net เพือ่ ให้เป็นช่องทาง สำ�หรับนักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้สนใจทั่วไป ได้ร่วมกันเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการวิจัย การประดิษฐ์คิดค้น และนวัตกรรม ในรูปแบบ ที่ทันสมัย น่าสนใจ และเข้าใจง่าย ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อความที่มีรายละเอียดของเนื้อหาไม่เกิน 5 บรรทัด วช. จึงขอเชิญชวนนักวิจัย/นักประดิษฐ์ร่วมกันเผยแพร่แบ่งปันองค์ความรู้จากการวิจัย การประดิษฐ์คิดค้น และ นวัตกรรมบนพื้นที่ห้องสุมดวิจัยสำ�หรับสาธารณะแห่งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรมสู่การนำ�ไปใช้ประโยชน์ต่อไป

“แล้วท่านจะรู้ว่าในประเทศไทย มีเรื่องที่เป็นประโยชน์ที่จะทำ�ให้เราฉลาดขึ้น รู้กว้างและรอบรู้มากขึ้น”

Nrctnewsletterno43  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you