Page 1

การอนามัยสิ่งแวดล้อม สาหรับเด็ก

นางสาวสุรีวัลย์ คนอาจ เอก การศึกษาปฐมวัย รุ่น 39 ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎราไพพรรณี


คานา ขณะที่โลกกาลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของเมืองต่างๆ การเพิ่มขึ้นของประชากร การใช้ประโยชน์จากที่ดิน การเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคม และการท่องเที่ยว ได้ทาให้ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจากส่วนต่างๆ ของโลกถูกนามาใช้เพื่อตอบสนองการพัฒนาด้านต่างๆ ดังกล่าวอย่างมากมายและรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมเสื่อมโทรมไม่ว่าจะเป็นมลพิษทาง อากาศ เสียง น้า ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และกากของเสียอันตราย ปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มสูงขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะต่อสุขภาพของเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี ความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับอันตรายจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เนื่องจากข้อจากัดของขนาดร่างกาย การเจริญเติบโตที่ยังไม่สมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ อัตราการเผาผลาญของร่างกาย พฤติกรรม ความ อยากรู้ อยากเห็นธรรมชาติของเด็ก และการขาดความรู้ ความเข้าใจ และในสภาพแวดล้อมที่เสื่อม โทรมดังที่เป็นอยู่นี้เด็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะหลีกพ้นอันตรายต่างๆได้ พวกเขาจึงอาจได้รับอันตราย จากสิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา


สารบัญ หน้า สถานการณ์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพเด็ก สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพเด็ก การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสาหรับเด็ก การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในบ้าน การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือศูนย์เด็กเล็ก การจัดอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชน อ้างอิง

1 1 3 4 4 5 9 12 13


1

สถานการณ์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพเด็ก สถานการณ์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพเด็กทั่วโลก พบว่า ในปี ค.ศ. 2000 มีเด็กอายุ น้อยกว่า 5 ปี จานวน 4.7 ล้านคนต้องเสียชีวิตจากความเจ็บปุวยอันเนื่องมาจากความไม่ปลอดภัย ทางสิ่งแวดล้อม ในแต่ละวัน มีเด็กจานวน 13,000 คนต้องเสียชีวิตจากอันตรายในสิ่งแวดล้อมที่ พวกเขาอาศัยอยู่ เรียน เล่น และเจริญเติบโต ในจานวน 4.7 ล้านคน พบว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตจาก ปัญหาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใน อันเนื่องมาจากมลพิษอากาศในอาคาร 1.3 ล้านคน เสียชีวิตจากปัญหาท้องร่วง อาหารและน้าไม่ปลอดภัยและสุขนิสัยไม่ถูกต้อง 1 ล้านคนเสียชีวิตจากไข้ มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบตับอักเสบ และปัญหาการติดเชื้ออันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและ พาหนะโรคและ 400,000 คนเสียชีวิตจากการบาดเจ็บ ซึ่งประกอบด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน จมน้า ไฟไหม้ และการได้รับสารพิษ ( WHO,2002) สาหรับประเทศไทย สถานการณ์ด้านความเจ็บปุวยของเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดยพบว่าเด็กปุวยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนสูงสุด เฉลี่ย 6.8 ครั้ง/คน/ปี และการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (ปอดบวม) เป็นสาเหตุการตายของเด็ก วัยนี้มากที่สุด การติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร เฉลี่ย 0.4 – 2.4 8 ครั้ง/คน/ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทุกปี ไข้เลือดออก พบสูงถึง 27,817 ราย (419.3 ต่อแสนคนต่อปี) ส่วนปัญหาอุบัติเหตุและการ บาดเจ็บในเด็ก พบอยู่ระหว่าง 0.8-3.1 8 ครั้ง/คน/ปี โดยเป็นอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มมากที่สุด อุบัติเหตุจากการจราจรบนท้องถนน และตกน้า (จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ,2543) เนื่องจากวัยเด็ก เป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและการพัฒนาด้านต่างๆสูงสุด ขณะเดียวกันเป็น วัยที่มีความเสี่ยงต่อความเจ็บปุวยและเสียชีวิตมากที่สุดด้วย เด็กทารกและเด็กเล็ก มีภูมิต้านทานเชื้อ โรคต่างๆต่า จึงทาให้ปุวยจากการติดเชื้อโรคได้ง่าย เด็กวัยเตาะแตะกาลังพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และสนใจเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว อาจทาให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อย เด็กวัยก่อนเรียนและวัย เรียนมีกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น จึงมีโอกาสได้รับอันตรายจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มากขึ้นด้วย

สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก สารปนเปื้อนในน้า ( Water Pollutants ) สารพิษปนเปื้อนในน้า เป็นผลมาจากแหล่งน้าต่างๆ ทั้งที่สามารถระบุแหล่งผลิตได้โดยตรง ได้แก่ ระบบบาบัดน้าเสียของเทศบาลต่างๆ โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้าเสียลงสู่แหล่งน้า และ แหล่งที่สามารถ


2 ระบุได้แน่นอน เช่น ในพื้นที่เกษตรกรร พื้นที่เขตเมือง ดินที่เปื้อนสารพิษต่างๆ และสารพิษในชั้น บรรยากาศซึ่งจะปนเปื้อนผิวน้าโดยตรงและไหลซึมลงสู่พื้นใต้ดิน ทาให้ปนเปื้อนน้าใต้ดิน สารพิษ ปนเปื้อนสามารถแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ สารชีวภาพ สารเคมี และสารรังสี สารปนเปื้อนในอาหาร( Food Pollutants) อาหารเป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ขณะเดียวกันอาหารสามารถเป็นแหล่งของเชื้อโรค และสารพิษชนิดต่างๆ ได้เช่นกัน สิ่งปนเปื้อน เหล่านี้ อาจเข้าสู่อาหารได้ตั้งแต่ช่วงของการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การผลิต การเก็บ การขนส่ง การเตรียม และการประกอบอาหาร การปนเปื้อนที่เกิดขึ้นในอาหาร มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ จากเชื้อโรคและจากสารพิษ เชื้อโรค ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเหล่านี้ มีระยะเวลาฟักตัวตั้งแต่ 2 – 3 ชั่วโมงถึงหลายสัปดาห์ก่อน จะทาให้เกิดโรค ส่วนสารพิษจะใช้เวลาสะสมในร่างกาย และแสดงอาการของโรคช้ากว่า สารพิษที่ ปนเปื้อนในอาหารอาจเกิดจากเชื้อโรคในอาหารที่ผลิตสารนั้นออกมา ( Toxins ) หรือไม่ก็เกิดจาก สารเคมีที่ปนเปื้อนในขั้นตอนการผลิต ส่วนสารตะกั่ว แคดเมียม และโพลีคลอริเนทไบฟินิล( PCBs) ในอากาศ และดิน สามารถปนเปื้อน ในอาหารในปริมาณที่สูงเช่นกัน ( สร้อยทอง เตชะเสน และ คณะ,2542 ) สารปนเปื้อนในอาหารที่เป็นสาเหตุของความเจ็บปุวย และเสียชีวิตในเด็ก ในที่นี้รวมถึงการ ปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมีสารกาจัดแมลง เชื้อรา และการปนเปื้อนอื่นๆ สารปนเปื้อนในอากาศ ( Air Pollutants ) สารปนเปื้อนในอากาศ ที่ทาให้เกิดเป็นมลพิษทางอากาศทั้งภายนอก และภายในอาคาร เป็น ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่สาคัญที่คุกคามสุขภาพเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุของความเจ็บปุวยในระบบทางเดิน หายในและหลอดเลือด สารปนเปื้อนในดิน ( Sokl Pollutants ) สารปนเปื้อนในดินสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ในขณะที่เด็กๆ วิ่งเล่นสนามเด็กเล่น หรือสนาม โรงเรียน หรือเมื่อฝุุนละอองฟุูงจากดินที่แห้งแล้งสู่แหล่งชุมชนหนาแน่นการสัมผัสดินหรือฝุุน ที่มีการ ปนเปื้อนของไข่พยาธิอาจทาให้เกิดโรคพยาธิในลาไส้ เนื่องจากดินเป็นแหล่งอาศัยของพยาธิ และเชื้อโรคหลายชนิด ซึ่งเชื้อเหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้นาน แม้อุณหภูมิและความชื้นของดินจะเปลี่ยนแปลง ไป ในเด็กทารกที่ได้รับสปอร์ของเชื้อบาดทะยักจากดินหรือฝุุนละออง หรือการทาคลอดในสถานที่ ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อาจทาให้ทารกเจ็บปุวยหรือเสียชีวิตได้ ซึ่งมักพบบ่อยๆในประเทศกาลังพัฒนา นอกจากนี้การสะสมของเชื้อโรค หรือสารเคมีที่เป็นพิษ หรืออนุภาครังสีที่เป็นอันตราย ทั้งที่อยู่ในชั้นดิน และบนผิวดิน สามารถทาให้เกิดการปนเปื้อนทางอ้อมต่อน้าใต้ดินรวมถึงการ บริโภคพืช ผัก ที่ปลูกในดินที่มีการปนเปื้อน ( สร้อยทอง เตชะเสน และคณะ,2542 )


3

ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพเด็ก ตัวอ่อนในครรภ์มารดา ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาเป็นระยะที่ร่างกายเจริญเติบโตมีการเพิ่มจานวนเซลล์และประกอบ เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยอาหาร น้า อากาศ ฮอร์โมน และความอบอุ่นจาก ร่างกายมารดา จึงพบว่าถ้ามารดาขาดสารอาหาร ได้รับสารเคมีอันตราย มีอาการไม่สมดุลของ ฮอร์โมน หรือภาวะเครียด จะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ ดังนั้น สุขภาพของมารดามีผลโดยตรงต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็กในครรภ์ได้ หญิง ตั้งครรภ์ ที่มีสุขภาพดีสามารถที่จะก่อคุณประโยชน์ทั้งต่อตนเอง เด็ก และสังคมอย่างมากแม่ที่ แข็งแรงจะสามารถดูแลลูกๆ และครอบครัวได้เต็มที่ หญิงตั้งครรภ์ที่ขาดโปรตีนจะทาให้เกิดภาวะซีด (anemia) ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของทารก หญิงที่สัมผัสสารตะกั่ว ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจทาให้แท้ง เด็กในครรภ์มีสติปัญญาต่ากว่าปกติ การ เจริญเติบโตและพัฒนาการทางร่างกายจิตใจผิดปกติ ส่วนในระยะคลอด สิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการ เจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก มี 2 ด้านใหญ่ คือด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและด้านชีวภาพ เคมี เช่น อุณหภูมิ และการได้รับยาของมารดาขณะคลอด เป็นต้น เด็กทารกและเด็กเล็ก เด็กทารกที่คลอดออกมาจากครรภ์มารดาจะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่ง ขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างทารกกับสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ และขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้หรือ รับรู้ ต่อสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้นด้วย การทาหน้าที่ของระบบเผาผลาญร่างกายของทารกและเด็กเล็ก ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ และระบบการ ย่อยอาหารยังพัฒนาไม่เต็มที่ ปอดของเด็กยังสร้างไม่สมบูรณ์ ไตซึ่งเป็นอวัยวะสาคัญในการกาจัด ของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย ยังทางานไม่ได้เต็มที่ จนกว่าเด็กจะอายุครบ 1 ขวบ สิ่งกระตุ้น จากภายนอกต่างๆ เช่น อากาศ น้าเสีย ที่เข้าสู่ร่างกายเด็กตั้งแต่ระยะต้นๆ ของชีวิต จะส่งผลให้การ พัฒนาของอวัยวะต่างๆเหล่านี้เสียหาย และมีความผิดปกติได้ เด็กสามารถรับสัมผัสสารพิษและ สารเคมีในสิ่งแวดล้อมได้ แม้จากน้านมมารดา ถึงแม้ว่าจะเสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย แต่น้านม มารดาก็ยังเป็นอาหารที่ดีที่สุดสาหรับทารก ดังนั้น การปกปูองสิ่งแวดล้อมที่มารดาอาศัยอยู่ให้ ปลอดภัย จะช่วยส่งเสริมการให้นมมารดาอย่างปลอดภัย เด็กๆ หายในรับอากาศ ดื่มน้า และรับประทานอาหารมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบต่อ น้าหนักตัว อัตราการบริโภคที่มากกว่ามีผลให้เด็กมีโอกาสรับสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อมมากกว่า ผู้ใหญ่ เด็กดื่มน้ามากเป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ โดยใช้เวลาน้อยกว่าที่ผู้ใหญ่ครึ่งหนึ่ง กินอาหารมากกว่า 3-4 เท่าของผู้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบต่อ 1 หน่วยของน้าหนักตัว ดังนั้น ถ้าน้ามีสารเคมีตกค้าง เช่น ยาฆ่าแมลง เด็กจะได้รับเป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ได้รับ เมื่อดื่มน้าจากแหล่งเดียวกัน


4 เด็กๆ เป็นวัยที่สนใจเรียนรู้โลกจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัว เด็กเล็กๆ มักชอบหยิบจับวัตถุ ต่างๆ เข้าปาก ทาให้เสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคและสารพิษจากผิวของวัตถุเหล่านั้น และเพราะเด็กเล็ก จึงทาให้ต้องอยู่ใกล้พื้นมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเด็กวิ่งเล่นจะสัมผัสกับฝุุนและอนุภาคของสารเคมีที่สะสม ในดินหรือที่อยู่บนพื้นได้มากกว่าผู้ใหญ่ เด็กวัยเรียน เด็กวัยเรียนได้ขยายสิ่งแวดล้อมรอบตัวออกไปนอกเหนือจากที่บ้านและสถานรับเลี้ยงเด็ก ทา ให้เด็กๆมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และสถานที่ต่างๆ หลากหลายมากขึ้น เด็กอาจเป็นโรคพยาธิ จากการ ได้รับพยาธิชนิดต่างๆในดินและผัก ซึ่งเป็นปัญหาสาคัญของเด็กวัยเรียนในประเทศกาลังพัฒนา จะทา ให้เด็กมีอาการซีด เจ็บปุวยง่าย และมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ ทาให้ต้องขาดโรงเรียนบ่อย นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กวัยเรียน มีปัญหาสุขภาพจากอุบัติเหตุการจราจร พลัดตกหกล้มและจมน้า ส่วนในประเทศที่พัฒนาแล้วมักพบว่าโรคหอบหืด ( asthma) และมะเร็ง เป็นปัญหาสาคัญ ซึ่งเชื่อว่า มีความสัมพันธ์กับการได้รับสารพิษและรังสีต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม เด็กวัยรุ่น วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆอย่างมาก ทั้งด้านการเจริญเติบโตและการพัฒนา ทักษะชีวิต คุณค่า หรือความสามารถในการทาประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม โรงเรียนที่ไม่ปลอดภัย จะเพิ่มความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ และพัฒนาการ ของเด็กวัยรุ่น เช่น โรงเรียนที่มีปัญหาสุขลักษณะของปัจจัยพื้นฐาน เช่น ห้องน้า ห้องส้วม อาจทาให้เด็กวัยรุ่นหญิง ไม่อยากมาโรงเรียน นอกจากนี้เด็กวัยรุ่นยังเสี่ยงต่อการได้รับ อุบัติเหตุจากการเดินทางการทางานที่ไม่เหมาะสมกับวัย และปัญหาติดเชื้อ HIV/AIDS เป็นต้น

การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสาหรับเด็ก 1.การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในบ้าน บ้านเป็นสถานที่สาคัญที่เด็กๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่มากที่สุด นับตั้งแต่แรกเกิดแม้เมื่อเติบโต และ เข้าสู่สถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนแล้ว แต่เวลากว่า 12 ชั่วโมงในแต่ละวัน เด็กๆ ก็ยังต้องอาศัยอยู่ที่ บ้าน ดังนั้น การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และบริเวณรอบๆตัวบ้าน ให้ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัยจากสิ่งที่อาจะเป็นพิษภัย และอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นสิ่งที่ควรคานึงถึงอย่างยิ่ง การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมของบ้าน ควรคานึงแหล่งที่จะเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อโรค การสัมผัสสารเคมีอันตราย และการเกิดอุบัติเหตุอันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและร่างกายเด็กๆ มีดังนี้


5 ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและการจัดการ ได้แก่ ควันบุหรี่และควันไฟ สารปนเปื้อน ในอาหาร สารปนเปื้อนในน้า สารเคมีภายในบ้าน เสียงรบกวนภายในบ้าน แสงสว่างภายในบ้าน อุบัติเหตุและการบาดเจ็บภายในบ้าน ปัญหาสิ่งแวดล้อมนอกบ้านหรือบริเวณรอบๆบ้าน ได้แก่ สารมลพิษในดิน เศษวัสดุ อันตรายและเครื่องเล่นเด็ก สารกาจัดแมลง และศัตรูพืช แสงแดด หรือแสงอุลตราไวโอเลต บริเวณที่เก็บหรือทิ้งขยะ 2.การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือศูนย์เด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็กหรือศูนย์เด็กเล็กที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก มีลักษณะ 3 ประการ ดังนี้มีการ 1. หมุนเวียนผู้ดูแลเด็กบ่อยๆ ซึ่งมีความจาเป็นต้องฝึกอบรม สม่าเสมอโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ใหม่ 2. ธุรกิจสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีงบประมาณสาหรับบริหารจัดการน้อย ทาให้มีข้อจากัดในการ ใช้งบประมาณสาหรับการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ 3. สถานรับเลี้ยงเด็กที่ตั้งอยู่ในอาคารขนาดใหญ่ เช่น ตั้งอยู่ในโบสถ์ หรือสถานที่ทางาน อันตรายอาจเกิดขึ้นเมื่ออาคารบริเวณอื่นๆ มีปัญหา เช่น มีการระบายของเชื้อโรคที่ทาให้ผิวหนัง อักเสบ ในสถาน รับเลี้ยงเด็กที่ตั้งอยู่ในอาคารของวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่าเกิด จากการสัมผัสสารเคมี ทาความสะอาดพรมปูพื้นห้อง เป็นต้น การปูองกันอันตรายต่างๆ ดังกล่าว ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือศูนย์เด็กเล็กสามารถทาได้ดังนี้ การป้องกันขั้นปฐมภูมิ (Primary Prevention) การเลือกสถานที่ตั้ง - ประวัติของพื้นที่ หรือ พื้นดิน บริเวณที่จะก่อสร้างอาคาร ว่ามีการปนเปื้อนของเสียอันตราย หรือไม่ - ถ้าใช้สถานที่ที่เป็นการปรับปรุงจากอาคารเก่า ดูว่ามีสารตะกั่วหรือแอสเบสตอส หลุดออก หรือไม่ - ไม่อยู่ใกล้แหล่งที่เกิดมลพิษทางเสียง อากาศ หรือสารพิษต่างๆ - สถานที่ทาสนามเด็กเล่น ไม่อยู่ใกล้บริเวณที่เป็นแหล่งน้านิ่งขังหรือน้าเน่าเสีย ทางรถไฟ หรือแหล่งที่มีการปล่อยของเสียประเภทไอระเหยจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง อันตรายจากสิ่งแวดล้อมสามารถลดลงได้ ถ้าการออกแบบโครงสร้างอาคารเหมาะสม การ เลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง คุณภาพอากาศภายในอาคารสามารถทาให้ดีขึ้นได้ด้วยการ เปลี่ยนถ่ายอากาศบ่อยๆ เพื่อให้มีการหมุนเวียน ถ่ายเทกับอากาศภายนอกอาคาร เช่น โดยการเปิด


6 หน้าต่าง นอกจากนี้ยังสามารถนาเครื่องกรองอากาศมาใช้เพื่อช่วยให้อากาศภายในอาคารดีขึ้น การ เลือกวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง ควรเลือกที่มีสารพิษน้อยที่สุด รวมถึงการใช้สีทาอาคารที่ ปลอดภัยด้วย การติดตามโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรมีส่วนเกี่ยวข้องในการติดตามดูแลตลอดช่วงการก่อสร้าง หรือการ ปรับปรุงอาคาร ควรดูแลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ สุขาภิบาลอาคาร อันตรายจากสิ่งแวดล้อมและ การควบคุมโรคติดต่อ เพื่อหาแนวทางปูองกันก่อนที่สถานรับเลี้ยงเด็กจะเปิดให้บริการ การให้ความรู้ บุคลากรจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขจัดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอันตรายจากสิ่งแวดล้อม โรคติดต่อ การปูองกันอุบัติเหตุ การสุขาภิบาล และความปลอดภัยจึงควรมีการถ่ายทอดความรู้ ให้กับผู้ประกอบการสถานรับเลี้ยงเด็ก ผู้ดูแลเด็ก และพ่อแม่เด็ก ให้ตระหนักในอันตราย และ สามารถสังเกตอาการผิดปกติได้ เมื่อเด็กๆ ได้รับอันตรายจากสิ่งแวดล้อมได้ และเพื่อปูองกันอันตรายจากสารพิษต่างๆ ผู้บริหารสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรที่จะฝึกอบรม ให้ความรู้กับผู้ดูแลเด็ก และพนักงานในสถานรับเลี้ยง เด็ก ทั้งเรื่องการจัดเก็บ การใช้ผลิตภัณฑ์และการติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ หลีกเลี่ยงให้ผู้ดูแล เด็กที่ยังไม่ได้รับการฝึกอบรมจัดยาให้กับเด็ก เนื่องจากรายละเอียดเกี่ยวกับขนาดและวิธีการให้ยาเด็ก มีความแตกต่างกันมาก ควรอนุญาตเฉพาะผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างดีแล้วเท่านั้น การป้องกันขั้นทุติภูมิ ( Secondary Prevention) สถานการณ์ที่เป็นอันตรายบางสถานการณ์ในสถานรับเลี้ยงเด็กสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการ ให้ความรู้กับพนักงานและผู้ดูแลเด็กให้ตระหนักรู้ และสามารถควบคุมอันตรายได้อย่างเหมาะสม เช่น การจัดเก็บและการใช้สารเคมีอันตรายต่างๆการเตรียมความพร้อมในการปูองกันอัคคีภัย เป็นต้น ข้อแนะนาสาหรับการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานรับเลี้ยงเด็ก 1.สภาพแวดล้อมภายนอกอาคาร/บริเวณสนามเด็กเล่น 1.1 ดูแลสภาพแวดล้อมรอบอาคารให้สะอาด เป็นระเบียบ สวนหย่อมมีเครื่องเล่นสนามที่อยู่ ในสภาพใช้งานได้ดีตามความเหมาะสม 1.2 เศษวัสดุ เศษไม้บริเวณสนามเด็กเล่นควรเก็บให้เรียบร้อยและดูแลไม่ให้เกิดเป็นหลุม บ่อ หรือแอ่งน้าเฉอะแฉะ 1.3 ท่อหรือรางระบายน้า ต้องมีฝาปิดมิดชิด เพื่อปูองกันอุบัติเหตุ


7 2.สภาพภายในอาคารโดยทั่วไป 2.1 จัดให้มีสถานที่เพียงพอสาหรับเด็กทากิจกรรมต่างๆอย่างน้อย2 ตารางเมตรต่อเด็ก 1 คน 2.2 กรณีที่มีการชารุดของตัวอาคาร อุปกรณ์ โต๊ะ เก้าอี้ต่างๆ ต้องรีบซ่อมแซม เพราะเด็กๆ อาจเล่นซุกซนทาให้ชารุดเสียหายมากขึ้น และเกิดอันตรายได้ 2.3 ไม่ให้มีสิ่งกีดขวางประตู และทางเข้าออกอาคาร เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเด็ก กรณีที่เกิดไฟไหม้ หรือเหตุร้ายแรงใดๆ 2.4 เมื่อเด็กๆ เข้าอยู่ในตัวอาคาร หรือห้องต่างๆ เรียบร้อยแล้วถ้าผู้ดูแลเด็กไม่สามารถดูแล ได้ทั่วถึง ควรปิดประตูห้องให้เรียบร้อย ปูองกันเด็กออกจากอาคารโดยไม่มีผู้ดูแล 2.5 ไม่วางโต๊ะหรือเก้าอี้ไว้ใกล้หน้าต่าง ปูองกันเด็กปีนขึ้นขอบหน้าต่าง 2.6 จัดโต๊ะ ตู้ ชั้นวางของให้เป็นระเบียบ เพื่อให้มีพื้นที่โล่งโปร่งสาหรับเด็กๆได้วิ่งเล่น และ ทากิจกรรมร่วมกัน 2.7 บริเวณประตู หน้าต่าง ไม่มีสิ่งกีดขวาง ปิดกั้นช่องทางลมและแสงสว่าง 2.8 จัดให้มีการระบายอากาศที่ดีภายในอาคารโดยให้มีช่องระบายอากาศและหน้าต่างไม่น้อย กว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ห้อง 2.9 ไม่อนุญาตให้มีการสูบบุหรี่หรือจุดเตาที่มีควันบริเวณในอาคารสถานรับเลี้ยงเด็ก 2.10 สีที่ใช้ทาภายในอาคาร ควรเลือกสีอ่อน และไม่มีสารพิษอันตรายผสมอยู่ 2.11 จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอโดยให้สามารถอ่านหนังสือได้สบายตาโดยเฉพาะแสง จากธรรมชาติ ถ้าจาเป็นต้องใช้หลอดไฟฟูา ควรมีตะแกรงกั้นปูองกันหลอดไฟหล่น 2.12 ติดตั้งปลั๊กไฟให้อยู่สูงจากพื้นอย่างน้อย 1.5 เมตร ถ้าแก้ไขไม่ได้ ควรหาตัวครอบมา ปิดไว้ ไม่ควรใช้สะพานไฟต่อสายไฟและวางเกะกะพื้นห้อง ปูองกันเด็กเล่น หรือวิ่งสะดุด 3. ของเด็กเล่น 3.1 หลีกเลี่ยงของเล่นที่มีส่วนประกอบเปราะบางแตกหักง่ายแหลมคมเลือกของเล่นที่ผิวเรียบ ไม่ระคายผิวและเคลือบด้วยสีที่มีอันตรายต่อเด็ก 3.2ของเล่นควรทาความสะอาดง่ายไม่มีร่องเล็กๆน้อยๆที่ทาให้ความสะอาดยากและเป็น แหล่งเพาะเชื้อโรค หมั่นทาความสะอาดของเล่นสม่าเสมอ 3.3 ไม่ใช้ของเล่นที่ต้องใช้ไฟฟูา หรือแบตเตอรี่ 3.4 ไม่มีชิ้นส่วนที่หลุดง่าย และเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย 3.5 ไม่ควรเล่นของเล่นที่ทาให้เกิดเสียงดัง หรือใช้ขว้างปา 4. ห้องครัว 4.1 แยกห้องครัวเป็นสัดส่วน มีประตูปิดปูองกันเด็กเข้าไปเล่น 4.2 ภาชนะ อุปกรณ์ต่างๆ ควรหันด้ามเข้าด้านใน มีดและของมีคม ควรเก็บให้มิดชิด


8 4.3 ถ้วย ชามต่างๆ และภาชนะใส่ของที่กาลังร้อนไม่ควรวางหมิ่นขอบโต๊ะ 4.4 วาล์วถังแก๊ส และปุุม ปิดเปิด ควรใส่ที่ครอบไว้ ปูองกันเด็กหมุนเล่น 4.5 ถัง หรือ ภาชนะเก็บน้าใช้ปิดฝาให้มิดชิด 4.6 เน้นความสะอาดของการประกอบอาหารทุกขั้นตอน ตั้งแต่อาหารสด การปรุง และ การรับประทานอาหาร 4.7 จัดให้มีถังขยะในครัวอย่างน้อย 2 ถัง โดยแยกเป็นขยะเศษอาหารและขยะทั่วไป ใส่ถุงพลาสติกไว้ข้างในถังเพื่อความสะดวกในการเก็บรวบรวมไปทิ้งถังขยะจะต้องมีฝาปิด ปูองกัน แมลงวัน มด แมลงสาบ และหนู 4.8 กาจัดขยะออกจากห้องครัวและภายในบริเวณอาคารสถานรับเลี้ยงเด็กทุกวัน 4.9 ไม่ใช้สารกาจัดแมลงหรือสารเคมในการควบคุมแมลงต่างๆในขณะที่มีเด็กอยู่ในอาคาร 4.10 บริเวณห้อง โต๊ะ เก้าอี้ ที่ใช้สาหรับรับประทานอาหารต้องทาความสะอาดสม่าเสมอ 4.11 โต๊ะ เก้าอี้ที่ใช้สาหรับให้เด็กนั่งรับประทานอาหารควรมีขนาดเหมาะสมกับเด็ก 4.12 อุปกรณ์สาหรับใส่อาหารทาด้วยวัสดุทนทานและไม่เคลือบด้วยสีที่เป็นอันตราย 4.13 มีน้าดื่มสะอาดที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ เช่น น้าต้ม น้ากรอง ปริมาณเพียงพอแก่เด็ก ในแต่ละวัน 4.14 ภาชนะใส่น้าดื่ม ควรทาความสะอาดสม่าเสมอ มีฝาปิดมิดชิด และให้เด็กมีแก้วน้า สะอาดประจาตัว 5. ห้องน้า/ห้องส้วม 5.1 จัดกระโถนสาหรับเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี โดยกระโถนควรมีรากฐานที่มั่นคง นั่งสบายไม่เจ็บก้น ให้เด็กนั่งวางเท้ากับพื้นได้สบายๆปูองกันการตกหล่น 5.2 ในเด็กที่โตควรมีห้องส้วมที่มีสุขภัณฑ์ขนาดเหมาะสมกับเด็กและอยู่ในสภาพสะอาดเสมอ 5.3 ไม่ควรให้เด็กเล็กใช้ส้วมเพียงลาพัง เพราะอาจลื่นล้มเป็นอันตรายได้ 5.4 ห้องน้า ห้องส้วมควรให้พน้ื แห้ง และสะอาดอยูเ่ สมอไม่มคี ราบสบูห่ รือแปูงฝุนุ ปูองกัน การลื่นหกล้ม 5.5 จัดให้มีการระบายอากาศดี ไม่มีกลิ่นเหม็นอับชื้น ปูองกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ต่างๆ 5.6 จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ มองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องน้าได้ชัดเจน ปูองกันอุบัติเหตุ และ การเจริญเติบโตของเชื้อโรค เชื้อรา 5.7 ขวดน้ายาล้างห้องน้า หรือสารเคมีอันตราย เก็บให้มิดชิดพ้นสายตาและมือเด็ก 5.8 จัดให้มีอ่างน้าอยู่หน้าห้องส้วม และสบู่ (แนะนาให้ใช้สบู่เหลวเพื่อลดการสะสมของเชื้อ โรค) มีผ้าสะอาดสาหรับเช็ดมือ


9 5.9 มีที่รองรับขยะ ที่มีฝาปิดมิดชิด ใช้เท้าเหยียบเปิด- ปิดปูองกันกลิ่นและแมลงรบกวน 6. ห้องปฐมพยาบาล 6.1 ควรจัดพื้นที่แยกเป็นห้องพยาบาลออกจากส่วนที่ใช้ทากิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้เด็กได้ พักผ่อน และปูองกันการแพร่กระจายเชื้อโรค 6.2 มีตู้ยาและเวชภัณฑ์ที่จาเป็น จัดเก็บเป็นระเบียบ มีฉลากบอกวิธีใช้ยา และวันหมดอายุ อย่างชัดเจน 6.3 ติดตั้งตู้ยาให้สูงพ้นมือเด็ก ควรใส่กุญแจไว้เมื่อไม่ใช้ 6.4 ทาความสะอาดตู้ยาสม่าเสมอ 7. ห้องนอน 7.1 จัดให้มีการระบายอากาศดี โปร่ง ไม่มีเสียงรบกวนมากเกินไป และแสงสว่างไม่จ้าเกินไป 7.2 อุปกรณ์ เครื่องนอน สะอาด มีการนาไปปัดฝุุน ตากแดดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 7.3 แยกเครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม สาหรับเด็กแต่ละคน โดยเขียนหรือปักชื่อไว้ ไม่ใช้ ร่วมกันเพื่อปูองกันการแพร่กระจายเชื้อโรค 7.4 ดูแลไม่ให้มีสัตว์ หรือ แมลงรบกวน สถานรับเลี้ยงเด็กหรือศูนย์เด็กเล็กเป็นสถานที่ซึ่งรับต่อจากบ้านที่จะดูแลเด็กปฐมวัย ให้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัยอย่างต่อเนื่องการจัดอนามัยสิ่งแวดล้อมให้สะอาดปลอดภัย น่าอยู่อาศัย ส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง เช่น ให้ล้างมือก่อนรับประทาน อาหารทุกครั้ง ทิ้งขยะในที่รองรับรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด เป็นต้น นับว่ามีความสาคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กไทยมีสุขภาพดี 1. การจัดอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน 1.พื้นที่ภายในบริเวณโรงเรียน - ดูแลไม่ให้มีน้าขังเฉอะแฉะหรือไม่มีหลุมบ่อเพื่อปูองกันการเป็นที่น้าขังนิ่ง และ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้ - ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อช่วยกาบังความร้อนและแสงแดดและเพื่อความ สวยงามร่มรื่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนในของเด็ก - มีการจัดพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วน เช่น เป็นสนามกีฬา สนามเด็กเล่น ที่จอดรถ - มีรั้งรอบบริเวณโรงเรียนและอยู่ในสภาพดี - มีการจัดระบบการจราจรที่ดี


10 2. อาคารเรียนและห้องปฏิบัติงาน - พืน้ ห้องเรียนควรทาด้วยวัสดุทท่ี าความสะอาดง่าย ไม่ลน่ื และควรทาความสะอาดทุกวัน ที่มีการเรียน - สีของห้อง ทั้งเพดาน และฝาห้อง ควรทาสีอ่อนๆ เพื่อช่วยเพิ่มความสว่างให้ห้อง - บันไดไม่ลาดชันเกินไป ดูแลไม่ให้มีสิ่งของกีดขวาง และสิ่งที่อาจทาให้ลื่นได้ ควรตรวจเช็ค ราวบันไดสม่าเสมอ หากชารุดรีบซ่อมแซม - ทางหนีไฟ ควรดูแลไม่ให้มีสิ่งของกีดขวาง เพื่อให้พร้อมใช้ได้เสมอ 3. ห้องเรียนและอุปกรณ์เครื่องใช้ - ห้องเรียนควรมีขนาดเหมาะสมกับจานวนเด็ก หรือเด็กนักเรียนไม่อยู่กันแออัดเกินไป - โต๊ะ เก้าอี้ มีขนาดเหมาะสมกับเด็ก เช่น เด็กอนุบาลควรใช้โต๊ะเด็กที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และดูแลให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเสมอ - กระดานชอล์ก ควรติดตั้งไว้กับฝาผนัง เพื่อความปลอดภัยและไม่เปลืองพื้นที่ห้อง ควรมี มู่ลี่ หรือฉากบังปูองกันแสงเข้าด้านข้างหรือด้านหลัง ซึ่งมีผลต่อการใช้สายตาของเด็ก แปลงลบ กระดาน เลือกใช้ชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดฟุูงกระจายของผงชอล์ก เช่น แปรงฟองน้า หรือสักหลาด และ ใช้ชอล์กที่ไม่เป็นผงฝุุน เช่น Soup Grayons เป็นต้น 4. การระบายอากาศ แสงสว่าง และเสียง - ควรจัดให้มีช่องลม ประตู หน้าต่าง เปิดให้อากาศผ่านเข้าออกได้สะดวก ส่วนในห้องไม่ สามารถเปิดช่องลมได้มากพอ เช่น ห้องประชุม และห้องทดลองวิทยาศาสตร์ให้ใช้พัดลมช่วย - แสงสว่างที่น้อยหรือมากเกินไป เป็นสาเหตุให้เด็กมีปัญหาสายตามากเกินไป ควรจัดให้ ได้รับ แสงสว่างเข้าทางซ้ายมือของเด็ก เพื่อไม่ให้มีเงาของมือ และควรจัดให้ได้รับแสงจากธรรมชาติ หากจาเป็นต้องใช้แสงไฟฟูา ควรดูแลไม่ให้มีแสงกระพริบหลอดไฟฟูา ควรจัดไว้ที่ผนังห้องเรียนจะดี ที่สุด - เสียงดัง หรือเสียงรบกวนต่างๆ เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็ก และทาให้ครูต้องใช้เสียง ดังมากขึ้น ภายในห้องเรียนไม่ควรมีเสียงรบกวนดังเกินกว่า 35 – 40 เดซิเบลเอ 5. น้าดื่ม น้าใช้ น้าดื่ม สามารถใช้น้าประปา น้าฝน หรือน้าบ่อน้าบาดาล ที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพแล้ว เช่น ต้ม หรือ กรอง กรณีที่ใช้น้าฝนควรดูแลความสะอาดของหลังคาสถานที่รองรับน้าฝน และภาชนะ ที่เก็บน้าฝน เพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อนในน้า จัดสถานที่และภาชนะที่ใส่น้าให้เด็กใช้ได้สะดวก ภาชนะ ใส่น้าควรมีก๊อกน้าสาหรับเปิด เช่น คูเลอร์ หรือเป็นแบบน้าพุ และให้เด็กมีแก้วน้าประจาตัวไม่ใช้ปน กับคนอื่น ภาชนะใส่น้าควรมีฝาปิดมิดชิดปูองกันฝุุนและสิ่งสกปรกต่างๆ


11 น้าใช้ สามารถใช้น้าฝน น้าประปา หรือน้าบาดาล จัดให้มีน้าใช้สาหรับล้างมือ แปรงฟัน หรือ ในห้องส้วมอย่างเพียงพอ 6. ห้องส้วมและที่ปัสสาวะ - ส้วมควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่นักเรียนสามารถใช้ได้สะดวก - ควรตั้งอยู่นอกอาคารเรียนเพื่อปูองกันกลิ่นรบกวน - ควรแยกห้องส้วมเด็กนักเรียนชาย –หญิง - ภายในส้วม มีช่องระบายอากาศ และมีแสงสว่างเพียงพอ - ทาความสะอาดห้องส้วมให้สะอาดสม่าเสมอ พื้นควรแห้งอยู่เสมอ - จัดให้มีน้าและภาชนะตักน้า สาหรับราดส้วม - จัดให้มีอ่างสาหรับล้างมือพร้อมสบู่ ไว้ภายในหรือหน้าห้องน้าเพียงพอกับจานวนเด็ก - จัดให้มีถังขยะสภาพดี มีฝาปิด ในห้องน้าหญิง 7. การจัดการน้าเสียในโรงเรียน น้าเสียหรือน้าทิ้ง จากอาคารต่างๆ ของโรงเรียน หากระบบการกาจัดไม่ดีพอจะทาให้เป็น แหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและแมลง ปนเปื้อนในดินและแหล่งน้าใกล้เคียง ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นรบกวน และความ ไม่น่าดูของสถานที่ ส่วนน้าทิ้งจากโรงครัว หรือโรงอาหาร ควรจัดทาบ่อดักไขมันและมีการดูแลทาความสะอาด ตะแกรงและตักไขมันทิ้งสม่าเสมอ ทางระบายน้าเสียภายในโรงเรียน ควรใช้งานได้ดี ไม่อุดต้น และมีฝาตะแกรงปิดปูองกันการ เกิดอุบัติเหตุกับเด็ก 8. การจัดการขยะ ขยะที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ขยะเปียก และขยะแห้ง ขยะเปียก ได้แก่ เศษอาหาร พืช ผักต่างๆ หากกาจัดไม่ดีจะก่อให้เกิดการเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นรบกวน และ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค และแมลงต่างๆ ส่วนขยะแห้ง ได้แก่ เศษกระป๋อง กระดาษ พลาสติก ฯลฯ อาจเป็นที่อาศัยของแมลงและหนู และเป็นเชื้อเพลิงได้ดี โรงเรียนจึงควรมีวิธีการจัดการขยะที่ เหมาะสม 9. การควบคุมและการกาจัดสัตว์ แมลงพาหะนาโรค สัตว์และแมลงพาหะนาโรค ได้แก่ หนู แมลงวัน แมลงสาบ และมด มักชอบอาศัยและหา กินตามแหล่งสกปรก เช่น กองขยะ ถังใส่เศษอาหาร ท่อระบายน้าเสีย ซึ่งสามารถนาเชื้อโรคมาสู่เด็ก โดยการได้รับการสัมผัสด้วยสัตว์และแมลงดังกล่าว ซึ่งทาให้เกิดโรคบิด อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ เป็น ต้น


12 การกาจัดแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ ของสัตว์และแมลงเหล่านี้เป็นการควบคุมและ ปูองกัน ที่ดีที่สุด 10. การดูแลให้เด็กได้อาหารที่ปลอดภัย - การเลือกอาหารและการเก็บ - การปรุงและการเสิร์ฟอาหาร - การใช้น้าแข็งและผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่ม - การเลือก การล้างและเก็บภาชนะอุปกรณ์ - การจัดสถานที่สาหรับประกอบและปรุงอาหาร - สุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้สัมผัสอาหาร 11. ความปลอดภัยในโรงเรียน ความปลอดภัยในโรงเรียนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในโรงเรียนให้ ปลอดภัย การจัดบริการความปลอดภัยในโรงเรียน การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้นักเรียนได้รู้ และตระหนัก ถึงการปูองกันตนเองจากอันตรายต่างๆ และไม่เป็นผู้ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น 2. การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชน 1. สนามเด็กเล่นของชุมชน ควรมีผู้รับผิดชอบดูแล ความปลอดภัย ของเครื่องเล่นต่างๆ สม่าเสมอ 2. แหล่งน้าในชุมชน เช่น สระน้า บ่อ แม่น้า ฯลฯ เป็นสถานที่เสี่ยงสาหรับเด็ก ผู้มีหน้า ที่รับผิดชอบ เช่น กรรมการชุมชน หรือเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรจัดทาแนวปูองกัน หรือรั้วที่จะปูองกันพลัดตกน้าของเด็ก และพ่อ แม่ ควรสนับสนุนให้เด็กฝึกหรือเรียนว่ายน้า เพื่อสามารถช่วยตนเองได้ หากเกิดอุบัติเหตุ จมน้า 3. ความปลอดภัย ในการเดินทาง ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรจัดระบบ จราจร ดูแลสภาพถนน และทางเท้าให้ปลอดภัย และมีการบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบการใช้ ยานพาหนะ และการเดินทางโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้บริการกับเด็กนักเรียน เช่น บริเวณหน้า โรงเรียนควรมีตารวจจราจร มาช่วยอานวยความสะดวกให้กับเด็กข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย รถ โรงเรียน ควรได้รับการดูแลจากโรงเรียนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ต่างๆ ที่จะช่วยให้เกิดความปลอดภัย 4. การกาจัดขยะชุมชน แหล่งสาหรับทิ้งขยะหรือกาจัดขยะของชุมชน ควรได้รับการดูแลไม่ให้ ก่อมลพิษ หมอกควัน และกลิ่น ที่จะรบกวนเด็กและบุคคลในชุมชนรวมทั้งดูแลไม่ให้มีการคุ้ยเขี่ยจาก คนและสัตว์ ซึ่งนอกจากจะทาให้ไม่น่าดูแล้วยังก่อให้เกิดการแพร่เชื้อโรค และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ สัตว์นาโรคต่างๆด้วย 5. ดูแลไม่ให้มีบริเวณที่จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงต่างๆ เช่น แหล่งน้าขังนิง เน่าเสีย ตาม ภาชนะ หรือแอ่งน้าต่างๆ ในชุมชน


13 อ้างอิง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2547). การอนามัยสิ่งแวดล้อมสาหรับเด็ก.พิมพ์ครั้งที่ 3: สานักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

การอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็ก  

ารอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กเกี่ยวกับการจัดสิ่ง แวดล้อมภายในบ้าน โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และชุมชน

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you