Page 1


ธรรมชาติสร้างสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลก ความสมดุล ของธรรมชาติ เช่นสภาพแวดล้อมที่ดี อาหารที่อุดม สมบูรณ์ปราศจากสารพิษ และน้าที่สะอาด ล้วนเป็นสิ่ง ส้าคัญเอืออ้านวยวัฎจักรการเวียนว่ายตายเกิดของทุก ชีวิตทังมวล วัฎจักรของสิ่งมีชีวิตด้าเนินไปด้วยการใช้พลังงานไป เผาผลาญและย่อยสลายอาหารเพื่อการด้ารงชีพ จึงมี การบริโภค การย่อยอาหาร การบ้ารุงและซ่อมแซม ต่างๆ ตามความสามารถของแต่ละบุคคล


สิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ต้องกินเพื่ออยู่รอด การกินแล้วต้องมีการ เผาผลาญและย่อยให้ละเอียดที่สุดโดยเอนไซม์ ให้เป็น ของเหลว แล้วจึงจะถูกดูดซึมผ่านทางเส้นเลือดเพื่อไปใช้ บ้ารุง ซ่อมแซม และสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย จึงต้องมีวินัยที่ดีในการกินอาหารอย่างเหมาะสม ปัญหาอยู่ที่วา่ เมื่อมีการกินอาหารแล้ว การย่อยไม่สมบูรณ์ สารอาหารจึงไม่ถูกดูดซึมไปเลียงส่วนต่างๆของร่างกาย ตามที่ควรจะเป็น ซ้าร้ายมีการเกิดพิษจากอาหารที่ตกค้าง และไม่ย่อย น้าพาให้เกิดโรคร้ายต่างๆตามมา เช่น เบาหวาน ความดันสูง เกาต์ และ มะเร็งเป็นต้น


อาการท้องผูก เป็นสภาวะการย่อยอาหารของกระเพาะ อาหารและล้าไส้ที่เกิดขึนประจ้าวัน สุขภาพที่ดีคอื การที่ตอ้ งมีการย่อยอาหารที่กินเข้าไปอย่าง สมบูรณ์และไม่ตกค้าง และสารอาหารได้ถูกดูดซึมไปใช้ บ้ารุงรักษา ซ่อมแซม และสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ถ้าการขับถ่ายไม่เกิดขึนทุกวัน ลักษณะค่อนข้างแข็ง ไม่ไหล ลื่นอย่างสะดวก นั่นคืออาการท้องผูก เริ่มจากการผายลมที่ เหม็น เรอ จุกเสียดแน่นท้อง อึดอัด ปวดเมื่อย และเหมือน ไม่ค่อยสบาย อาการเหล่านีมักถูกปล่อยปละละเลย จนทิง ให้กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ตามมาอย่างสุดแสนทรมาน


1.

โรคอ้วน คือการมีน้าหนักตัวมากกว่าน้าหนักปกติ 30% ขึนไป อาหารที่

กินเข้าไป จะสามารถสลายได้พลังงานมากขึนและสลายไขมันได้มากขึน โดยการเพิ่มอัตราการเผาผลาญ นั่นหมายถึงท่านต้องมีอัตราการเผาผลาญ ที่แข็งแรงและดีเพื่อที่จะก้าจัดไขมันที่ไม่ต้องการออกจากร่างกายได้ แต่ แน่นอนที่สุด ท่านต้องท้า 4 ขันตอนควบไปเพื่อลดน้าหนัก (1) การออก ก้าลังกาย (2) ท้าระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง (3) ควบคุมอาหาร (4 ) เปลี่ยนอาหารที่ท่านกินอยู่ นักวิจัยทั่วไปเชื่อว่า คนอ้วนหลายคนขาดเอนไซม์ย่อยอาหารท้าให้เขาย่อย อาหารได้น้อยหรือสลายไขมันได้น้อย เอนไซม์เป็นเสมือน “จุดเชื่อมต่อที่ หายไป” ความเป็นอยู่ของมนุษย์เราต้องการเอนไซม์ที่ท้างานอย่างมี ประสิทธิภาพในร่างกายของเราตลอดเวลา เอนไซม์ไลเปส ถือเป็นเอนไซม์ส้าคัญในการย่อยสลายไขมันที่มีมากในอาหาร สด แต่เมื่ออาหารสดๆถูกท้าลายด้วยการปรุงสุกเกินไปจึงขาดเอนไซม์ ดังกล่าว ไขมันจึงไปรวมตัวกันที่หลอดเลือด น้าพาไปสู่โรคหัวใจในที่สุด


2. โรคหัวใจ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ

สาเหตุหนึง่ คือการย่อยสลายและดูดซึมไขมันที่ ล้าไส้เล็กไม่สมบูรณ์ และเมตาบอลลิซมึ ของ ไขมันในระดับเซลล์ขัดข้อง อันเป็นผลมาจาก ความผิดปกติของเอนไซม์ ไลเปส ที่หลั่งมาจาก ตับอ่อน ไขมันที่ตกค้างจะไปเกาะตามเส้นเลือด ท้าให้การไหลเวียนของโลหิตไม่สะดวก จึงเป็น ปัญหามากที่หัวใจต้องท้างานอย่างหนักเพื่อสูบ ฉีดเลือดไปเลียงส่วนต่างๆของร่างกาย


3. ความดันโลหิตสูง อาจเป็นสาเหตุ ของหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว และโรคไต การกินอาหารรสชาติรุนแรง เผ็ดร้อน มี โซเดียมสูง มีโปรตีนและไขมันจ้านวนมาก และการขาด เอนไซม์ไลเปส ก็เป็นสาเหตุ หนึ่งเช่นกัน จากไขมันจ้านวนมากที่สะสม และอุดตันของโคเลสเตอรอลในหลอด เลือด การไหลเวียนโลหิตที่ไม่คล่องตัว จึง เป็นสาเหตุที่ส้าคัญของการเกิดความดัน โลหิตสูงที่บั่นทอนสุขภาพจิตและกายของ ผู้ป่วยทุกราย


4.

โรคเบาหวาน การชอบกินเนือสัตว์ที่มี ไขมันมาก การไม่ย่อยของไขมันอย่าง เหมาะสม ระบบล้าไส้เกิดการเน่าบูด การ อ่อนแอของระบบภูมิคุ้มกัน ลักษณะของการ บวม การดูดน้าไว้และการท้องผูก ร่างกายจะ ผลิตเยื่อเมือกจากเยื่อบุ และบ่อยครังที่เกิด การท้องผูกและท้องเสีย แนวโน้มจะเป็น เบาหวาน ปัญหาฮอร์โมนและผิวหนัง อาการ ต่างๆเหล่านีต้องการเอนไซม์ ไลเปส ไปช่วย ย่อยไขมันระหว่างการย่อยอาหาร และ ระหว่างมืออาหาร จะท้าให้ระบบสะอาดขึน


5. ภูมิแพ้ การเกิดภูมิแพ้จากอาหาร นันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติบอกกับเราว่า เอนไซม์ที่ได้รับจากอาหารเข้าไปนันไม่ เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่ไม่ดี บางอย่าง ท้าให้การย่อยโมเลกุลของ โปรตีนไม่สมบูรณ์ เอนไซม์จะท้าลาย สิ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ การ ท้างานของเอนไซม์และอาหารต่อโรค ต่างๆ อาจเกิดอาการ คัน คัดจมูก และ เป็นผื่น


6. การต้านอนุมูลอิสระ การอักเสบทั่วไปจาก อนุภาคอาหารที่เหลือจากการย่อย ท้าให้เกิด ปฏิกิริยาเผาผลาญ ซึ่งจะใช้ออกซิเจนจ้านวนมาก ท้าให้เกิดอนุมูลอิสระที่ไปท้าลายผนังเซลล์อื่นๆ รวมทังมลพิษที่เราหายใจเข้าไป ยาปฏิชีวนะ ตกค้างในอาหาร ยาฆ่าแมลงอยู่ในผักและผลไม้ เชือแบคทีเรีย เชือรา พยาธิต่างๆ เป็นสารพิษที่ จะถูกขับออกจากร่างกายโดยอาศัยเอนไซม์เป็นตัว ช่วย ไม่มีสารต้านอนุมูลอิสระใดมีประสิทธิภาพดี ไปกว่า เอนไซม์ โปรติเอส โดยการดูดซับและย่อย ท้าลายอนุมูลอิสระก่อนทีม่ ันจะท้าร้ายร่างกาย และยังสามารถเข้าไปศูนย์กลางเซลล์และช่วย ซ่อมแซม ดีเอนเอทีถ่ ูกท้าลายได้ด้วย


7.

มะเร็ง เซลล์มะเร็งเกิดขึนจากผลของวัตถุเคมีการติดเชือและกลไก

พันธุกรรมที่ไปรบกวนการผลิตของเซลล์อย่างผิดปกติและแย่งอาหาร เซลล์ปกติ เรามีเซลล์ราว 100,000-300,000 เซลล์ที่คล้ายมะเร็ง ผลผลิตจากการย่อยที่ไม่เหมาะสมจะไปขัดขวางล้าไส้เล็กและล้าไส้ใหญ่ ท้าให้เกิดท้องผูก ปัญหาการย่อยสลาย การเน่าเปื่อย การเน่าเหม็นของ อาหาร เซลล์ปกติจะเจริญในที่ที่มีออกซิเจนและเซลล์มะเร็งจะเจริญในที่ที่ไม่มี ออกซิเจน ซึ่งเซลล์มะเร็งจะมีมากในสิ่งแวดล้อมที่เน่าเหม็นจากการไม่ ย่อยสลายของอาหาร เซลล์คล้ายมะเร็งปกป้องตัวเองด้วยเส้นใยโปรตีน คล้ายการที่ท้าให้พวกมันมีความหนา 15 เท่าของเซลล์ปกติ จะเดินทาง ไปในร่างกายหาที่ตังรกรากของมัน มันทังดือด้านและฉลาดในการปลอม แปลง Harper & Row, 1990 เซลล์มะเร็งเติบโตได้เพราะไม่มีเอนไซม์โปรตี เอสไปต่อสูก้ ับพวกมัน การท้างานของเอนไซม์นจะไปปอกลอกเส้ ี นใยที่ เคลือบเซลล์มะเร็งที่ท้าจากโปรตีนออก แล้วเม็ดเลือดขาวจะเข้าท้าลาย เซลล์มะเร็งได้


วินัยการกินอาหารที่พอเหมาะ >> เพื่อการย่อยอาหารที่สมบูรณ์ >>> และสุขภาพที่สุขสบายดี


กินอาหารให้ครบทัง 5 หมวดหมู่ทุกวัน

แต่ให้ลดการกินเนือสัตว์ เช่น เนือวัว หมู ไก่ และเป็ดให้น้อยลง ปลาและอาหารทะเลกินได้ตามปกติ ทานผักสดๆ และผลไม้สดๆ ให้มากๆ ทุกวัน

 


ควรถ่ายทุกวัน ไม่ควรแข็ง ควรค่อนข้างนิ่ม  อาหารในกระเพาะ ถ้าอยู่เกิน 6 ชัว ่ โมงแล้ว ย่อยไม่สมบูรณ์ จะเหม็นเน่า บูด หืน และ เป็นพิษต่อร่างกาย ซึง่ เป็นการเริ่มต้นของ โรคต่างๆ อาการเริ่มคือ การผายลมที่เหม็น กลิ่นปากแรง ท้องอืด เรอ และ อืน่ ๆ ตามมาก็คือ โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคความดัน โลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ เป็นต้น


 

เมื่อตื่นนอน ดื่มน้าสะอาดทันที ก่อนแปรงฟัน 700 ซีซี ตลอดวัน ดื่มน้าอีกอย่างน้อย 6 แก้ว หรือ ราว 2 ลิตร ลดการกินเนือสัตว์ทุกชนิด 50% - เนือสัตว์เป็นตัวท้าให้เกิด การเหม็นเน่า ในกระเพาะอาหารและเป็นพิษ ลดการกินข้าวขาวและน้าตาล(ของหวาน) 50% น้าตาลคือ พลังงาน แต่ถ้าใช้ไม่หมดจะกลายเป็นไขมัน ท้าให้เกิด ความ ดันสูง เบาหวาน และ เกาต์ กินผักสดๆและผลไม้สดๆทุกวัน - การกินน้าพริกต่างๆ พร้อมกับผักสดๆ มีประโยชน์มาก เมี่ยงค้า มะละกอ สับปะรด กล้วยน้าหว้า ควรหาเวลาออกก้าลังกายทุกวันๆละ 25 นาที เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ แอโรบิค เป็นต้น


หากวินัยข้างต้นถูกมองข้าม ร่างกายจะไม่สามารถผลิต เอนไซม์ที่พอเพียงมาย่อย อาหารให้เป็นสารอาหารเพื่อน้าไปหล่อเลียงส่วนต่างๆของร่างกายได้ เอนไซม์เสริม จึงจ้าเป็นต้องถูกกินมาช่วย คือ  เอนไซม์ โปรติเอส ช่วยย่อยสลายโปรตีน  เอนไซม์ ไลเปส ช่วยย่อยสลายไขมัน  เอนไซม์ อะไมเลส ช่วยย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตและแป้ง  เอนไซม์ เซลลูเลส ช่วยย่อยสลายไฟเบอร์  เอนไซม์ แลคเตส ช่วยย่อยสลายน้าตาลในนม  เอนไซม์ มอลท์เตส ช่วยย่อยสลายน้าตาลในมอลท์  เอนไซม์ ซูเครส ช่วยย่อยสลายน้าตาลซูโครส (น้าตาลทราย)


นพ. ดี เอ โลเปส, ดร. นพ. อาร์ เอ็ม วิลเลี่ยม และ นพ. เอ็ม เมลเลอร์ ร่วมกันเขียน ในหนังสือ เอนไซม์ : บ่อเกิดแห่งชีวิต มีความตอนหนึ่งว่า “เราคิดว่า เอนไซม์บ้าบัดจะเป็นการรักษา หลักการแพทย์ในอนาคต เพราะ ศักยภาพของการบ้าบัดวิธีมีสูงมากๆ เราเชื่อว่าเอนไซม์จะเป็นวิถีการรักษา แห่งอนาคต”


เอนไซม์ (enzyme) ก็คือโปรตีนกลุ่มหนึ่ง ซึง่ มีอยู่ทังในพืชและ สัตว์ มันมีหน้าที่กระตุ้นการท้างานของกระบวนการเคมีใน ร่างกายให้ท้างานรวดเร็วขึน เอนไซม์แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ: 1. เอนไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน (metabolic enzyme) 2. เอนไซม์ในอาหาร (food enzyme) 3. เอนไซม์ย่อยอาหาร (digestive enzyme)


เอนไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน (metabolic enzyme)

เอนไซม์ชนิดนี้อยู่ในเลือด เนื้อเยื่อ อวัยวะ ต่างๆ เช่นในวงจรเคมีที่เรียกว่า วงจรเครป (Kreb's cycle) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเผาผลาญอาหาร ให้เป็นพลังงานในเซลล์ของคนเรา ปฏิกิริยาเครปก็ต้องอาศัยเอนไซม์หลายตัว กระตุ้นให้วงจรเคมีดาเนินไปได้ และเกิด เป็นพลังงานให้เซลล์ของเรา ในเซลล์ ร่างกายของเรายังมีเอนไซม์อีกบางจาพวก เอาไว้สลายสารเสียที่เซลล์ไม่ต้องการ เช่น เอนไซม์ SOD ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ


เอนไซม์ในอาหาร (food enzyme) เอนไซม์ชนิดนีมีอยู่ในอาหารสด ในเซลล์สัตว์และเซลล์พืช เอนไซม์เหล่านีบรรจุอยู่ในถุง เรียกว่า ไลโซโซม (lysosome) เมื่อถุงของมันแตกออกก็จะย่อย สลายสารอาหารให้กลายเป็น โมเลกุลเล็กๆ เพื่อจะได้ดูดซึม เข้าสู่ร่างกายของคนเราได้ง่ายขึน


เอนไซม์ย่อยอาหาร (digestive enzyme) เอนไซม์ชนิดนีอยู่ในระบบทาง เดินอาหารของคนและสัตว์ หลัง่ ออกมาจากเยื่อเมือกบุกระเพาะ ล้าไส้ จากตับและตับอ่อน ท้า หน้าที่ย่อยอาหารจากโมเลกุล ใหญ่ให้เล็กลง ท้าให้ถูกดูดซึมได้ ขาดเอนไซม์ท้าให้ร่างกายเกิด โรค


ตังแต่ปี 1968 เป็นต้นมานักวิจัยด้านชีวเคมีได้สรุปว่า มีเอนไซม์ มากกว่า 1,300 ชนิดที่เกีย่ วข้องในร่างกายของเรา และการพร่อง เอนไซม์กอ่ ให้เกิดโรคหลายชนิด แบ่งได้เป็น 5 กลุ่มดังนีคือ 1. โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร การย่อยอาหารในระบบ

ทางเดินอาหารตังแต่ในปาก กระเพาะ และล้าไส้เล็ก ล้วนแล้วแต่อาศัยเอนไซม์ช่วยย่อยทังสิน หากพร่อง เอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร เราจะมีอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ยอ่ ย แน่นท้อง ท้องผูก ท้องผูกสลับท้องเสีย ทุกวันนีเรามีเอนไซม์ช่วยย่อยใช้ในการบ้าบัดอาการที่ กล่าวมา เช่น สารสกัดจากตับอ่อน ซึ่งเป็นเอนไซม์ ช่วยย่อยที่หมอตามโรงพยาบาลและคลินิกจ่ายให้กบั ผู้ป่วย


แนวคิดใหม่คือ หากเรากินผักสด ผลไม้สด อาหารสด ในอาหารสดมีเอนไซม์อยู่แล้ว เอนไซม์นีจะช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป ด้วย เป็นการผ่อนภาระการย่อยของตับอ่อน อาการอาหารไม่ย่อยก็จะไม่เกิดขึน แต่ถ้าใคร กินแต่ของสุกทุกมือ ทุกวัน เอนไซม์จะหายไป กับความร้อนที่ใช้ปรุงอาหาร ตับอ่อนของคุณ ก็จะต้องผลิตเอนไซม์ยอ่ ยอาหารออกมา มากกว่าจึงจะย่อยอาหารได้ ดังนันคนกิน อาหารสุกตลอดก็จะเสี่ยงต่อภาวะอาหารไม่ ย่อยมากกว่าคนที่กินผักสดและผลไม้สดเป็น ประจ้า


ในมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสต์เทิร์น มีงานวิจัย เกี่ยวกับเอนไซม์อะไมเลสในกล้าข้าว บาร์เลย์สดว่าสามารถย่อยแป้งในกระเพาะ อาหาร และในล้าไส้เล็ก แสดงว่าหากเรา กินผักสดและผลไม้สดที่มีเอนไซม์ในตัวมัน เองอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งของอาหารในกระเพาะ เช่น แป้ง จะถูกเอนไซม์ในอาหารสดย่อย ไปขันหนึ่งก่อนที่อาหารจะผ่านไปถึงล้าไส้ เล็กแล้วรับเอาเอนไซม์จากตับอ่อนทีห่ ลั่ง ออกมาย่อยอาหารนันๆต่อไป นับว่าการกิน อาหารสดจะช่วยผ่อนเบาการท้างานของตับ อ่อนไปได้มาก


2. โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน 

ภูมิคุ้มกันส่วนหนึ่งประกอบไปด้วยเม็ดเลือดขาวหลายชนิด เม็ด เลือดขาวเหล่านีมีหน้าที่คอยท้าลายสิ่งแปลกปลอม แบคทีเรีย ไวรัส และโปรตีนแปลกปลอมที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เม็ดเลือดขาวจะกลืนกินสิ่งเหล่านีเข้าไป แล้วอาศัยเอนไซม์ในตัว ของมัน ที่มีอะไมเลส ไลเปส และโปรตีเอส ก้าจัดสารพิษเหล่านีทิง อีกทอดหนึ่ง หากร่างกายขาดเอนไซม์ เม็ดเลือดขาวจะไม่สามารถ ก้าจัดโปรตีนแปลกปลอมทิง จะเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ และหาก เม็ดเลือดขาวกลืนกินแบคทีเรียและไวรัสเข้าไปโดยไม่มีเอนไซม์ไป ก้าจัดเชือโรคทิง ภูมิต้านทานก็จะอ่อนแอลง คนนันก็จะป่วยง่าย แนวคิดใหม่ก็คือ หากเรากินอาหารสดที่มีเอนไซม์ มันจะย่อย โปรตีนแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกาย จึงสามารถลดอาการของ ภูมิแพ้ลง ดังนันคนที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือภูมิต้านทานไม่แข็งแรง จะต้องกินผักสดและผลไม้สดปริมาณมากพอเป็นประจ้าทุกวัน


3. โรคอ้วน คนที่อ้วนมากๆ มัก  ขาดเอนไซม์ไลเปส ถ้าไม่มีเอนไซม์ตัวนี ไขมันก็จะพอกพูนตามผิวหนังท้าให้ อ้วนขึน  แนวคิดใหม่ก็คือ หากเรากินผักสดและ ผลไม้สดเพิม่ มากขึน ด้านหนึ่งร่างกาย จะไม่ขาดเอนไซม์ท้าให้ไขมันไม่ไปพอก พูนตามผิวหนัง และอีกด้านหนึ่งผักสด และผลไม้สดมีแคลอรี่ต่้า ท้าให้ไม่อ้วน


การมีเอนไซม์บกพร่อง (Enzyme Deficiency) เกิดจากหลายสาเหตุ 1. ถ้าทุกคนกินอาหารที่ปรุงแต่งอย่างปัจจุบันต้องมีปัญหาการขาดเอนไซม์

Dr. Dick Couey อาจารย์โภชนาการของBayloy University กล่าวว่า

ในปัจจุบันเรากินอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ เพราะเป็นอาหารปรุงส้าเร็จ (Processed) หรือ เอามาหุงต้ม (Cooked) ท้าให้เอนไซม์ในอาหารถูก ท้าลาย ดร.คูอีได้ย้าว่า ตนเองจะไม่กินอาหารอีกถ้าไม่มีเอนไซม์เสริมมา กินร่วมด้วย (I will never eat another meal without taking a plant enzyme supplement)

ตามทฤษฎี ร่างกายต้องใช้เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) เพื่อย่อยอาหาร ถ้ามีเอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) มาเสริมด้วย จะช่วยย่อยได้ครึ่งหนึ่ง แต่อาหารที่กินในยุคสมัยนีไม่มีเอนไซม์ตาม ธรรมชาติ เพราะถูกท้าลายจากการหุงต้ม ดังนันร่างกายจึงต้องไปดึงเอา เมตาบอลิค เอนไซม์ มาเปลี่ยนโฉมให้เป็นเอนไซม์ย่อยอาหาร ถ้าท้า บ่อยๆ จะมีระดับเอนไซม์ (เมตาบอลิค) บกพร่อง และเป็นต้นเหตุของ โรคต่างๆ


ธรรมชาติสร้างตัวห้ามการท้างานของเอนไซม์ (Enzyme Inhibition) ไว้กับพืช 

พืชซึ่งมนุษย์ใช้กินทุกชนิด มีเอนไซม์ท้าการย่อย อาหารอยู่ในตัวของมันเอง มีตัวห้ามหรือตัวยับยัง เอนไซม์ ยังไม่ยอมให้ท้างานจนถึงเวลาอันควร เช่น เมื่อผลไม้ต้องสุกตามฤดูกาล โดยปกติตัวห้าม เหล่านีจะเริ่มอ่อนแรง หรือหมดสภาพ ก็โดย สิ่งแวดล้อมรอบตัวมันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อ เราเคียวอาหารในปากก็คือ เราก้าลังท้าให้สภาวะ เดิมรอบข้างของตัวห้ามเปลี่ยนไปจนตัวห้ามหยุด ท้างาน ท้าให้เอนไซม์ในอาหารเป็นอิสระ เพราะไม่มี อะไรมายับยัง แต่อย่างไรก็ดี ตัวห้ามก็ยังมีจ้านวนสูงอยู่มากในพืชบางระยะของ การเจริญเติบโต เช่น ยอดใบไม้ ยอดผัก พืชยังอ่อน เป็นต้น


ในบางกรณี ท่านอาจกินอาหารประเภทยอด ผักอ่อนสดๆ ท่านก็จะกินตัวห้ามการท้างาน ของเอนไซม์ (Enzyme Inhibitor) เข้าไปมาก จนพลอยเข้าไป ห้ามการท้างานของเอนไซม์ที่ผลิตออกจากตับ อ่อนของตัวท่านเองเข้าไปด้วย กลายเป็นมี เอนไซม์ ติดลบ 

ทางเลือกที่หนึ่งคือ ท่านอาจจะต้องกินเอนไซม์ เสริมชดเชย ทางเลือกที่สองคือ เอายอดผักมาต้ม เพื่อจะให้ ความร้อนท้าลายตัวห้าม (Inhibitor) แต่ก็จะ พลอยท้าลายเอนไซม์จากพืชซึ่งเป็นอาหาร (Food Enzyme) พร้อมกันไปเลยด้วย


3. อายุมากขึน การผลิตเอนไซม์ของร่างกายลดลง ในสหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลไมเคิล รีส รัฐชิคาโก ได้ท้าการวิจัยหาค่าของ  เอนไซม์อไมเลส (Amylase) ในน้าลายจากคน 2 กลุ่มอายุด้วยกัน คือ  กลุ่มหนุ่มสาว (21-31 ปี) กับ  กลุ่มคนชรา (69-100 ปี)  พบว่า กลุ่มหนุ่มสาวมีเอนไซม์อไมเลสซึ่งใช้ย่อยอาหารประเภท แป้ง มากเป็น 30 เท่าของกลุ่มผู้สูงอายุ นี่คือเหตุผลที่ว่าเมื่ออยู่ใน วัยหนุ่มสาว กินอาหารประเภทส้าเร็จรูป และ อาหารฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) โดยไม่มีปัญหาการย่อย ไม่มีทางเจ็บป่วย  แต่เมื่อแก่ตัว เอนไซม์ลดลง จะย่อยอาหารต่างๆได้ล้าบาก ท้าให้มี อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง และถ้าพฤติกรรมการบริโภคยัง เป็นอยู่อย่างนี (Poor Eating Habits) ท่านอาจแก่ตัวเร็วกว่าเพื่อนๆ ของท่านได้

Michael Reese Hospital


4. มีสาเหตุต่างๆ ที่ท้าให้การย่อยอาหาร (Digestion) บกพร่อง

วิธีง่ายๆในการแก้ไขคือ ให้กินเอนไซม์ จะท้า ให้อาการกระเพาะและล้าไส้แปรปรวน ทุเลาลงได้ ถ้าศึกษาย้อนกลับไปหาสาเหตุ ก็คือ  การย่อยอาหารไม่ดี  การมีสารพิษ (Toxins) เนื่องจากมีกากอาหารทีไ่ ม่ย่อย หมักหมม อยู่ในล้าไส้ใหญ่ ซึ่งอาการต่างๆดังกล่าว เชื่อว่าการกินเอนไซม์เสริมชนิดช่วยย่อย จะเป็นค้าตอบที่ดีที่สุด


ถึงแม้ร่างกายผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยอาหารได้เอง แต่สาเหตุที่ท้าให้ ผลิตเอนไซม์บกพร่อง ทังยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ที่พบบ่อยคือ 1.ขาดการออกก้าลังกาย และอยู่ในที่สิ่งแวดล้อมมี

มลภาวะ (Poor Life Style) 2.มีความเครียดทังทางร่างกาย หรือ ทางจิตใจ (Stress Physical or Mental)

3.ดื่มสุรา อาหาร หรือน้าไม่สะอาด (Alcohol, Polluted Food or Water)

4.กินอาหารปรุงส้าเร็จซึ่งเอนไซม์ในอาหารถูกท้าลาย (Not just Fast Food, Eat even Cooked Food)


โรคเซลล์ประสาทถูกท้าลาย  

โรคอัลไซเมอร์ ปฎิกิริยาออกซิเดชั่นท้าให้เกิดอนุมูลอิสระ มีอัตราต่อ โมเลกุลหลายชนิด รวมโปรตีนพบได้ในกระบวนการ แก่ตัวตามปกติหรือโรคบางชนิด เช่น ภาวะเนือเยื่อประสาทถูกท้าลาย (Neurodegenerative Conditions )

ภาวะโรคความจ้าเสื่อม อัลไซเมอร์ มีความส้าคัญต่อ เนือสมองถูกท้าลายจากอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากความ ผิดปกติของระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายท้าให้ มีปฎิกิริยาในระดับของโปรตีน มีความผิดปกติของ โปรตีนโครงสร้าง รูปร่างเปลื่ยนแปลง เสื่อมสภาพ ไม่ สามารถท้างานได้


อัลไซเมอร์ โรคที่มีอุบัติการณ์สัมพันธ์กับ     

อายุมาก อาการสูญเสียความทรงจ้าอย่างรุนแรง สูญเสียประสาทสัมผัส การวางตัว และการคิดด้วยเหตุผล อวัยวะเป้าหมายหลักคือสมอง, สมองฝ่อ, เซลประสาทตาย พยาธิสภาพเป็นผลจากความผิดปกติของเยื่อประสาท (neurofibrellar tangles, serile plages of amyloid protein inorganic aluminorilicate) มีความสัมพันธ์กันมาก

 

 

ยังมีระดับไขมันชนิดอิ่มตัว (LDL) สูงกว่าคนปกติ HDL ต่้ากว่าคนปกติ มีการอักเสบรุนแรงกว่าปกติ “แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความส้าคัญของความผิดปกติที่เกิด กับเยื่อประสาท”

LDL

HDL


กลุ่มวิจยั MIT 

มีการเพิ่มปริมาณและมีการรวมตัวของโปรตีนตังต้นของ อะมิลอยด์โปรตีน (Amyloid Protein Precursor)

มีลักษณะส้าคัญทีบ่ ่งชีพยาธิสภาพของโรค และหากสามารถท้าลาย โปรตีนนัน เสีย ก่อนที่มันจะกลายเป็น อะมิลอยด์ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดพยาธิสภาพ และ ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ มีการศึกษา รายงานให้ความส้าคัญต่อ“การจัดการกับภาวะ ออกซิเดทีฟสเตรส ใน เซลส์ และการก้าจัดโปรตีนตังต้นของ อะมิลอยด์ โปรตีน ด้วยกระบวนการสลาย โปรตีน” อาจสามารถจัดการกับโรคและหรือยับยังอุบัติการของโรคในครอบครัวที่มี ประวัติ ทางพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อโรคนีได้ มีรายงาน AMA แสดงให้เห็นว่าสมุนไพร “แปะก๊วย” และสารต้านอนุมูลอิสระ บางอย่าง สามารถยับยังหรือชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์ได้ เอนไซม์โปรติเอส เป็นอีกอย่างหนึ่งสามารถ ในการลดพิษของอนุมูลอิสระได้ “เอนไซม์จะไปก้าจัดโปรตีนที่ถูกออกซิไดซ์ และโปรตีนที่เสีอ่ มสภาพ และอาจรวม ไปถึงโปรตีนตังต้นของอะมิลอยด์ด้วยก็เป็นได้ การก้าจัดโปรตีนเหล่านีไปได้ก็ เท่ากับว่าสามารถป้องกันปฏิกริ ิยาออกซิเดชั่นและหยุดลูกโซ่ของปฏิกิริยานัน และ ยังเป็นการไปลดถภาระของร่างกายหรือพูดได้ว่าช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถท้า หน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง”


โรค หรือ ภาวะหลอดเลือดแข็งตีบตัน เพิ่งมีปัญหาไม่กี่ทศวรรษนีเอง ประมาณ 30ปี เพราะ การพัฒนาเครื่องอ้านวยความสะดวก และวัตถุนิยม ก็ยิ่งพัฒนาโรคนี เพิ่มมากขึน

สาเหตุปัจจัยร่วมหลายอย่าง    

อาหาร พฤติกรรม การด้าเนินชีวิต อิทธิพลของสังคมหรือพันธุกรรม การมาประชุมพร้อมกัน โลกาภิวัฒน์ เกือหนุน เป็นกลไกประสานให้เกิดพยาธิสภาพหลอดเลือด แห้งขึน


เหตุที่แท้จริงของสังคมปัจจุบัน     

 

ท้าให้เกิดภาวะหลอดเลือดแห้ง มีความรุนแรงในหลายรายถึงแก่ชีวิต สาเหตุ จาก ความพอดีของวิถีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความนิยมบริโภคอาหารไขมัน หรือเนือสัตว์มากขึน ความเครียดเคร่งเร่งรีบ ในการด้ารงชีวิต การตังเป้าหมายความส้าเร็จทางวัตถุในชีวิตไว้สูง “ภาวะหลอดเลือดแข็ง เป็นโรคแห่งการ เสื่อมสภาพ (Degenerative Disease) หรือเป็นการ อักเสบ (Inflammation)


สาเหตุการตาย 

กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคมะเร็ง  โรคติดเชือ  อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง ไม่ท้าหน้าที่ ที่มีประสิทธิภาพดีพอ  อุบัติเหตุ  ความอดอยาก  การประทุษร้ายและจากสงคราม  ชราภาพ


การป้องกัน      

 

โรคมะเร็ง และ โรคหัวใจ และหลอดเลือด หายเกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าด้าเนินการแต่เนิ่นๆ ต้องใส่ใจให้มาก ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เห็นความจ้าเป็นของการป้องกันหรือดูแลสุขภาพ ทัศนะที่ไม่ถูกต้องว่า เมื่อเป็นอะไรก็ให้รับประทานยาหรือ รักษาได้ เพราะขาดความรู้ และจิตส้านึกที่ถูกต้อง เกิดความส้านึกขวนขวายที่จะหาข้อมูลความรู้ เพื่อน้าไปปฎิบัติ ให้เกิดผลดี การดูแลสุขภาพ และการเจ็บป่วย ไม่มีใครดีเท่าตัวท่านเอง


วิธีการตรวจร่างกาย  

การตรวจเคลื่อนหัวใจด้วยวิธี - วิ่งสายพาน การตรวจหลอดเลือด ด้วยเอ๊กซ์เรย์ และฉีด สารทึบรังสี การตรวจกล้ามเนือหัวใจ ด้วยสาร กัมมันตรังสี การตรวจหลอดเลือดสมอง ด้วยคลื่น แม่เหล็ก (MRA) การตรวจหาระดับ และชนิดไขมัน คลอ เรสเตอรอลในเลือด


Brown and Goldstein 1985 Nobel

สาขา วิชาสรีรวิทยา และการแพทย์  ความรู้เรื่องเกี่ยวกับ คลอเรสเตอรอล ที่ เป็นสาเหตุส้าคัญสาเหตุหนึง่ ของหลอด เลือดแข็ง  ค้นพบถึงกลไกการน้า และจับ คลอ เรสเตอรอล เข้าออกจาก เซลส์ของ ร่างกาย โดยเฉพาะเซลส์ผนังหลอดเลือด กับการค้นพบตัวจับไขมัน ความหนาแน่น ที่เรียกว่า LDL Receptor


 

เอนไซม์ โปรตีเอส เอนไซม์ โปรตีเอส เป็นกลุ่มเอนไซม์ ที่มีคุณสมบัติในการ ย่อยสลาย พันธะเปบไตด์ (Peptide Bond) อาหารจ้าพวก โปรตีน เรียกว่า โปรทีนเนส ก็ได้ เอนไซม์ในตระกูลนีมีหลายชนิด ตามความสามารถในการ จับกับ พันธะเปบไตด์แบบต่างๆ “โปรตีเอสของพวกเชือรา เพปซิน ทริปซิน ไคโมทริบซิน ปาเปน โบรมาเลน ซันทิสิซิน” มันท้าหน้าที่ ย่อยอาหาร จ้าพวกโปรตีน ให้ได้เป็น “กรดอะมิโน”


เอนไซม์ มีใช้ในการบ้าบัด มานับร้อยๆปี  ต้านมะเร็งและสภาวะ อักเสบ  ส่งเสริมระบบไหลเวียน ของโลหิต  ระบบภูมิคุ้มกัน


เอนไซม์ โปรตีเอส สามารถดูดซึมและส่งผ่าน เข้าสู่กระแสโลหิตได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวน การของล้าไส้ โดยยังมีการคงสภาพของเอนไซม์ นันอยู่  ขณะอยู่ในกระแสโลหิต เอนไซม์จะถูกจับไว้ โดยโปรตีนบางอย่าง รวมถึง อัลฟา 2 มาโคร โกลบูลิน  อัลฟา 2 มาโคโกลบูลิน ไม่ได้ท้าให้เกิดการ ยับยังการท้างานของเอนไซม์แต่อย่างใด แต่ที่ เป็นเช่นนัน ท้าให้มั่นใจได้ว่า ฤทธิ์ของเอนไซม์ จะถูกก้าจัดไปจากร่างกายเมื่อมันท้าหน้าที่ของ มันเรียบร้อยแล้ว


4. เอนไซม์ โปรตีเอส ก็มีการผลิตในเชิงพาณิชย์

ภายใต้การควบคุม ความปลอดเชืออย่าง เข้มงวด ส้าหรับเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ เอนไซม์บ้าบัด จุลชีพ ที่นิยมใช้ในการผลิตได้แก่ - แอสเปอจิลัส ไนเจอร์ (Aspergillus Niger) - แอสเปอจิลัส โอริซี (Aspergillus Oryzae) 5. เอนไซม์ โปรตีเอส สามารถก้าจัด โปรตีนที่ถูก ออกซิไดซ์ และโปรตีนที่เสื่อมสภาพ

ชีวิตที่สมดุลแบบธรรมชาติ  

ความสมดุลของธรรมชาติ คือ วัฎจักรของสิ่งมีชีวิตที่ดำเนินไปด้วยการใช้พลังงานไปเผาผลาญและย่อยสลายอาหารเพื่อการดำรงชีพ จึงมีการบริโภค การย่อยอาห...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you