Page 1


คํานํา รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา การออกแบบตัวอักษรเพื่อการพิมพ์ ARTD 2304 ซึ่งได้จัดทํา เกี่ยวกับเรื่องการสร้าง Font ลายมือโดยใช้ โปรแกรม FontCreator V 5.5 เพื่อใช้เป็นอีก Font หนึ่งที่ใช้ พิมพ์ในงานต่างๆได้และเพื่อให้นักเรียน และกลุ่มที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับ Font จะได้ทราบวิธีการสร้าง Font และ การติดตั้งโปรแกรม FontCreatorบนคอมพิวเตอร์ของผู้ที่สนใจ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้ทํางาน หากการทํารายงานฉบับนี้ ผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ผู้จัดทํา นาย นนทวัฒน์ บุตรนัย รหั5121302706


สารบัญ ภาพ

หน้า

คํานํา

สารบัญ

สารบัญภาพ

ค-ง

สารบัญตาราง

การจัดทํา ProjectFont ลายมือ โดยใช้โปรแกรม FontCreator

1

การเขียนFontโดยใช้ตารางTemplate

2

วิธีนําFontลายมือเข้าเครื่องเพื่อทําเป็นไฟล์

4

วิธีทํา Font หนาและเอียง

16

การติดตั้งFontลายมือเพื่อใช้งาน

13

ตัวอย่างข่าวสารเรื่องราวของ Font

14

ประวัติ และแหล่งที่มาของ Font (ฟอนต์) 13 Font

15

ฟอนท้นั้น . สําคัญไฉน..

16

ประวัติศาสตร์ของอักษร

21


สารบัญภาพ ภาพ

หน้า

ภาพที่ 1 โลโก้ High-Logic

1

ภาพที่ 2 โลโก้ โปรแกรม adobe illustrator cs5

1

ภาพที่ 3 ตารางการเขียน

2

ภาพที่ 4 ปากกาใช้ในการเขียน

3

ภาพที่ 5 ภาพตัวอย่างที่ได้จากการเขียน

3

ภาพที่ 6 ภาพตัวอย่างที่ได้จากการเขียน

4

ภาพที่ 7 ภาพตัวอย่าง.ในการทํางาน

4

ภาพที่ 8 ภาพตัวอย่างในการทํางาน

5

ภาพที่ 9 ภาพตัวอย่างในการทํางาน

5

ภาพที่ 10 ภาพตัวอย่างในการทํางาน

6

ภาพที่ 11 ภาพตัวอย่างในการทํางาน

6

ภาพที่ 12 ภาพตัวอย่างในการทํางาน

7

ภาพที่ 13 ภาพตัวอย่างตารางการจัดวาง

7

ภาพที่ 14 ภาพตัวอย่างตารางการจัดวาง

8

ภาพที่ 15 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator

8

ภาพที่ 16 ภาพตัวอย่างการme’koในโปรแกรม Font Creator

9

ภาพที่ 17 ภาพตัวอย่างการme’koในโปรแกรม Font Creator

9

ภาพที่ 18 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator

10

ภาพที่ 19 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator

10

ภาพที่ 20 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator

11

ภาพที่ 21 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator

11

ภาพที่ 22 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator

12


สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพ

หน้า

ภาพที่ 23 ภาพตัวอย่างการพิมพ์ในโปรแกรม Font Creator

13

ภาพที่ 24 ชนิดของ Font ในโลก

17

ภาพที่ 25 หนังสือโบราณสมัยราชวงศ์ถังของจีน

18

ภาพที่ 26 ตัวอย่าง Font ย้อนยุค

18

ภาพที่ 27 ภาพตัวอย่างระบบการพิมพ์เล็ตเตอร์เพรส

19

ภาพที่ 28 ภาพตัวอย่างบล็อกแม่พิมพ์โลหะระบบเล็ตเตอร์เพรส

19

ภาพที่ 29 หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย

20

ภาพที่ 30 ตัวอย่าง ฟอนต์แบบดิเพลย์

20


สารบัญตาราง ตาราง ตารางแสดงอักษรฟินิเชียและอักษรที่เป็นลูกหลาน

หน้า 23-24


1

รายงานการสร้าง Font High-Logic FontCreator V 5.5

ภาพที่ 1 โลโก้ High-Logic (ที่มา : httpblog.fastncheap.comwp-contentuploads201112high-logic-logo1024x211.png)

โปรแกรม adobe illustrator cs5

ภาพที่ 2 โลโก้ โปรแกรม adobe illustrator cs5 (ที่มา : http://www.indesignthai.com/?p=390) การจัดทํา Project Font ชุดนี้ โดยใช้ โปรแกรม FontCreator นี้ ได้มีขั้นตอนการจัดทําดังต่อไปนี้ 1.การเขียน Font ลายมือโดยใช้ ตารางTemplate 2.วิธีนํา Font ลายมือเข้าเครื่องเพื่อทําเป็นไฟล์ 3.วิธีทํา Font หนาและเอียง 4.การติดตั้ง Font ลายมือ เพื่อใช้งาน โดยขั้นตอนที่ได้กล่าวมานี้สามารถสร้าง Font ลายมือไปใช้เองได้ รวมถึงการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆผ่าน font ที่สร้างหรือเขียนขึ้นเองได้ โดยนําไปใช้ในเทศการต่างๆได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนการออกแบบนี้บอกถึงรายระ เอียดตั้งแต่การเขียน Font จนถึงการติดตั้ง Font และใช้งานใด้จริง


2

1.การเขียน Font โดยใช้ ตาราง Template การเขียน Font โดยใช้ ตาราง Template นั้น ต้องมีอุปกรณ์ดังต่อไปนี้ 1.1 ตาราง Templateการสร้างหรือการหาตารางTemplate นั้น หาดาวน์โหลดได้ใน อินเตอร์เน็ตหรือสร้างขึ้นมาเองตัวอย่างดังภาพ ตาราง Template ภาษาอังกฤษ

ตาราง Template ภาษาไทย

ภาพที่ 3 ตารางการเขียน (ที่มา : ผศ.ประชิด ทิณบุตร) ซึ่ง ตาราง Template ที่ได้นํามาเป็นตัวอย่างนั้นจะมีอยู่ 2 แบบคือ แบบเขียนภาษาอังกฤษ และ แบบเขียนที่ เป็น โดยทั้ง 2 แบบ จะมีช่อง สี่เหลี่ยมเหมือนกันทั้ง 2 แบบ ซึ่งแต่ละช่องสีเหลี่ยมนั้น จะมีเส้นบอกขนาดของ ตัวอักษรที่เราจะต้องเขียน สังเกตุตรงช่องสีเหลียมจะเห็นได้ว่าจะมีเส้นบอกขนาดของตัวอักษรทั้งซ้ายและขาว ทุกๆ ช่องจะมีเหมือนกันทั้งหมดทุกช่องและจะมีความสูงของขนาดเส้นเท่าๆกัน


3

1.2.ปากกา Pigma โดยจัดหาได้ทั่วไปตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งต้องมีขนาดความหนาของเส้น 0.1 มม. โดยจะทําให้การเขียน Font สวยงามและไม่ใหญ่เกินไป ตัวอย่างดังภาพ

ภาพที่ 4 ปากกาใช้ในการเขียน (ที่มา:httpwww.chornakorn.co.thproducts.phpcat_id=7&cat_sub_id=26&product_id=2160)

ไม่ได้อุปกรณ์ทั้ง 2 ครบแล้ว ให้ลงมือทําโดยใช้ปากกาที่ได้นํามาเขียนลงบนตรา Template ตามที่ได้วางแผน ไว้ โดยแต่ละช่องของตาราง จะมีการระบุตัวอย่างของตัวอักษรไว้ตามช่อง เมื่อเขียนเรียบร้อยแล้วจะได้ตามตัวอย่าง ซึ่งตัวอย่างนี้ได้เขียนตารางขึ้นมาใหม่จะได้ดังภาพ

ภาพที่ 5 ภาพตัวอย่างที่ได้จากการเขียน (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย)


4

โดยให้เขียนตัวอักษรทุกตัวลงตามช่องที่มีตัวตัวอักษรนั้นกําหนดไว้ตามตัวอย่างด้านบน เมื่อเขียนลงบน ตาราง Template ตามที่วางแผนไว้ก็จะได้ตามตัวอย่าง คร่าวๆที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งจะมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยดัง ภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 6 ภาพตัวอย่างที่ได้จากการเขียน (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย)

2.วิธีนํา Font เข้าเครื่องเพื่อทําเป็นไฟล์ เมื่อได้ทําการเขียน Font บน ตารางTemplate เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ 2.1 นํากระดาษที่เป็น ตาราง Template ไป สแกนลงเครื่องหรือถ่ายรูป โดย Resolution อยู่ที่ 300 DPI ซึ่งจะได้ขนาดของไฟล์ใหญ่ และขยายภาพได้มากขึ้ น 2.2 วิธีการจัดทํา Font ลายมือโดยใช้โปรแกรม FontCreator5.5 จะมีขั้นตอนต่อไปนี้ เปิดโปรแกรม FontCreator5.5 ขึ้นเพื่อสร้าง Font และเปิดอีกหนึ่งโปรแกรม (โปรแกรมอะไรก็ได้ที่ สามารถ Copy ได้เช่น Adobe Photoshop, Adobe Illustrator เป็นต้น ) โดยส่วนตัวในการจัดทํา Font ในครั้งนี้ได้ใช้ Adobe Illustrator ในการสร้างผลงานโดยซึ่ง Illustrator สามารถดราฟเส้นได้ Illustrator จะมีขั้นตอนการทํางานดังนี้ -เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยโปรแกรม Adobe Illustrator สามารถดึงภาพ ใส่ได้เลยและทําการล๊อคภาพไว้เพื่อไม่ให้ภาพขยับจากนั้นทําการดราฟโดยใช้เครื่องมือ Pen Tool ในการดราฟ Font จากภาพที่ได้ออกแบบไว้

ภาพที่ 7 ภาพตัวอย่างในการทํางาน ที่มา: นนทวัฒน์ บุตรนัย


5

ส่วนโปรแกรม FontCreator ให้เปิด ตัวอย่าง Font ที่จะนํามาทํางาน (Font อะไรก็ได้ที่ มีภาษาไทย) โดยการทํา Project นี้ผมได้ใช้ ต้นฉบับที่เป็น Font AAA-Watin-newในการทํา Project นี้ เมื่อเปิดเสร็จแล้วก็จะได้ตัวอย่างดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 8 ภาพตัวอย่างในการทํางาน (ที่มา:นนทวัฒน์ บุตรนัย) เมื่อดราฟเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไป คือ ให้ Copy ตัว Font ที่ได้ดราฟแล้วจากโปรแกรม Adobe Illustrator โดยใช้เครื่องมือของ Adobe Illustrator คือ Selection Tool (V) เพื่อความ เรียบง่ายในการ Copy โดยใช้เครื่องมือ Selection Tool (V) ลากเส้นทับให้เป็นสี่เหลี่ยมดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 9 ภาพตัวอย่างในการทํางาน (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย)


6

เมื่อได้ดังภาพให้กด Ctrl +C เพื่อเป็นการ Copy หลังจากนั้นให้ไปที่โปรแกรม FontCreator โดยไปที่ ตัวอักษรนั้นๆที่เรา Copy ดังภาพ

ภาพที่ 10 ภาพตัวอย่างในการทํางาน (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย) เมื่อได้ดังภาพให้ดับเบิ้ลคลิ๊กไปที่ตัวอักษรนั้นเข้าไปจะได้ดังรูปภาพ

ภาพที่ 11 ภาพตัวอย่างในการทํางาน (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย)


7

เมื่อได้ดังภาพแล้วให้กด Ctrl+V เพื่อเป็นการวางตัวอักษรที่เราได้ Copy ไว้เมื่อ Ctrl+V ก็จะได้ดังภาพ ต่อไปนี้

ภาพที่ 12 ภาพตัวอย่างในการทํางาน (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย) เมื่อได้ดังภาพให้จัดวางตําแหน่งโดยแทนตัวอักษรเดิมที่มีอยู่และจัดวางขนาดตามความเหมาะสมที่ต้องการ โดย จะมีเส้นต่างที่ไว้บอกขนาดของแต่ละตัวอักษรและได้ใช้หลักเกณฑ์ดังภาพตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 13 ภาพตัวอย่างตารางการจัดวาง (ที่มา : http://typefacesdesign.blogspot.com/2011/12/cru-font-family.html)


8

ภาพตัวอย่าง

ภาพที่ 14 ภาพตัวอย่างตารางการจัดวาง (ที่มา : http://typefacesdesign.blogspot.com/2011/12/cru-font-family.html) โดยให้ทําแบบตัวอย่างนี้ไปจนครบทุกตัวอักษรทั้ง Font ภาษาไทยและ อังกฤษ ซึ่งให้สังเกตุว่าขนาดความสูง ของต้นฉบับ เช่น ตัวภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ ตัวภาษาอังกฤษพิมพ์เล็ก ตัวเลข ตัวอักษรไทย สระไทย ตัวเลขไทย เป็นต้น จะมีความสูงแตกต่างกันไป โดยช่องว่างระหว่างตัวอักษรจะมีวิธีการและจัดระเบียบตามขั้นตอนต่อไปนี้ เมื่อได้วางตัวอักษรแล้วจะต้องจัดเส้นไกด์หน้าหลังโดยเส้นหน้าจะวางห่างจากตัวอักษรแล้วแต่ความ เหมาะสมวิธีทําก็คือ เมื่อวางตัวอักษรแล้วให้ทําคลิกขาวเมื่อคลิกขวาแล้วจะได้หน้าตาดังภาพ

ภาพที่ 15 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย)


9

เมื่อได้ดังภาพแล้วให้เข้าไปที่ Properties… ที่อยู่ด้านล่างสุดจากนั้นก็จะได้หน้าต่างดังภาพ

ภาพที่ 16 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย) จากนั้นให้ทําการตั้งค่าหรือคํานวนส่วนต่างๆของตัวอักษรแล้วใส่ตัวเลขตามที่ต้องการหรือทําการทดลงใส่ดูก่อน ตามตวามเหมาะสมจากนั้นจึงทําการแก้ไข เมื่อจัดวางเรียบร้อยทุกตัวอักษรแล้วขั้นตอนต่อไปคือการเปลี่ยนชื่อ Font เช่น Font AAA-Watinnew เป็น CRU-nonthawat เป็นต้น จะมีวิธีการทําดังนี้ให้ไปที่ Format +Naming ก็จะได้ภาพ ดังต่อไปนี้ โดยให้เข้าไปที่ เมนู Fornat ต่อด้วย Naming จะได้หน้าตาดังภาพ

ภาพที่ 17 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย


10

เมื่อได้ดังภาพจากนั้นให้ทําการเปลี่ยนชื่อตามที่ได้กล่าวไว้ เมื่อเปลี่ยนชื่อเสร็จแล้วให้กด Advanced ก็จะได้ภาพ ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 18 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย) เมื่อได้ดังภาพคุณจะเห็นช่องว่างให้เขียนชื่อ Font ของคุณเมื่อตั้งชื่อที่คุณต้องการเสร็จแล้วให้กด OK เพื่อเป็น การยืนยันในการเปลี่ยนชื่อเป็นของผู้ทําเอง

3.วิธีทํา Font หนาและเอียง ขั้นตอนในการทํา Font ต้น ฉบับให้เป็นตัวหน้าและตัวเอียงมีวิธีการดังต่อไปนี้ ขั้นตอนแลกคือเมื่อเปิด โปรแกรม Font Creator ขึ้นมาแล้วจากนั้นทําการเปิก Font ที่เราได้สร้างเสร็จแล้ว ขึ้นมาจะได้ตัวอย่างดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 19 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย


11

เมื่อได้ตัวอย่างดังภาพแล้วให้กด Ctrl และ ตัว A พร้อมกันจากนั้นจะได้เหมือนภาพตัวอย่างที่อยู่ด้านล่าง ซึง การกด Ctrl และ ตัว A นั้นเป็นคําสั่งที่สามารถสั่งทั้งหมดได้ที่เดียวดังภาพ

ภาพที่ 20 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย) เมื่อได้ตามตัวอย่างแล้วให้ไปที่คําสั่ง Toois จากนั้นให้ไปที่คําสั่ง Glyph TransFormer…เพื่อใช้ใน คําสั่งต่อไป เมื่อกดเข้าไปแล้วจะได้เหมือนภาพตัวอย่างที่อยู่ด้านล่าง

ภาพที่ 21 ภาพตัวอย่างการทํางานในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย)


12

เมื่อได้ดังภาพแล้วจะมีเมนูชื่อ Effects ซึ่งคําสั่งนี้สามารถทําให้เป็นตัวหน้าหรือตัวเองได้ ส่วนตัวเอียงให้ไปที่ คําสั่ง Italic เมื่อกดเข้าไปแล้วหน้าต่างนั้นจะขึ้นลายละเอียดที่สามารถแก้ไขได้ซึ่งสามารถจะให้ตัวอักษรเอียงแค่ ให้ก็ได้โดยสามารถตั้งค่าความเอียงได้ที่ Angle สามารถตั้งได้ตามความต้องการ จากนั้นใด้กด OK เมื่อกด OK แล้วไม่สามารถกับมาแก้ไขให้เหมือนเดิมได้จะแก้ไขได้ก้ต่อเมื่อยังไม่ได้ บันทึกการทํางานของเราและให้ปิดส่วนที่ เราได้ทําผิดไปและให้เปิดขึ้นมาทําใหม่นั้นเอง ส่วนตัวหนาก็ใช้วิธีทําเหมือนกันโดยให้เข้าไปที่เมนู Bold เมื่อกด เข้าไปแล้วก็สามารถตั้งค่าได้เหมื่อกันวิธีทําเหมือนกันทั้งหมด มเอทําการบันทึกงานเรียบร้อยแล้วและได้แก้ไขชื่อ เรียบร้อยแล้วก็จะได้ชื่อและคําต่อท้ายเช่นตัวอย่างต่อไปนี้ สมมุติว่าชื่อ Font เดิมเป็น CRU-Nonthawat-Regular เมื่อเปลี่ยนเป็นตัวเอียงข้อความที่ต่อท้ายชื่อเรา สามารถเปลี่ยนเป็น CRU-Nonthawat-Italic ซึ่งคําที่ต่อท่ายนี้คือชื่อประจําของ Font ที่ได้เปลี่ยนเป็นคําสั่ง นั้นๆ ซึ่งตัวหนาก็จะเป็น CRU-Nonthawat-Bold และทั้งหนาและเอียงรวมกันก็จะได้ CRU-NonthawatBold-Italic ขั้นตอนการทดลอง Font ที่ได้สร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรม FontCreator จาก FontCreator ให้ ไปที่เมนู Font +Test เพื่อทําการทดสอบ Font ที่เราสร้างขึ้นจะได้ดังภาพ

ภาพที่ 22 ภาพตัวอย่างการพิมพ์ในโปรแกรม Font Creator (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย) เมื่อทดสอบเรียบร้อยแล้วก็ต้องทดสอบกับโปรแกรมอื่นด้วยเพื่อความสมบูรณ์ของ Font เช่นโปรแกรม Adobe Photoshop, Adobe Illustrator, Microsoft office


13

4.การติดตั้ง Font ลายมือ เพื่อใช้งาน วิธีการติดตั้ง Font ลายมือลงเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยง่าย ซึ่งใช้ Font ที่ได้สร้างไว้เรียบร้อยแล้ว โดย ไปที่ Settings+Control Panel จากนั้นให้ไปคําว่า Font แล้วดับเบิ้ลคลิ๊กเข้าไปก็จะได้ภาพดังต่อไปนี้

ภาพที่ 23 ภาพตัวอย่างการติดตั้ง Font (ที่มา : นนทวัฒน์ บุตรนัย) เมื่อได้ดังภาพให้เปิดไฟล์หรือที่อยู่ของ Font ที่ได้สร้างไว้เรียบร้อยแล้วให้ Copy ไฟล์ Font ที่เราได้สร้างไว้ เรียบร้อยแล้วโดยกด Ctrl +C เพื่อเป็นการ Copy จากนั้นให้กด Ctrl+ V ที่บนหน้าต่างที่แนบมาด้านบน แค่นี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นการติดตั้ง Font ที่ได้สร้างไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็สามารถนํา Font ที่ได้สร้างไปใช้ งาน


14

ตัวอย่างข่าวสารเรื่องราวของ Font ประเภทของฟอนต์ (Type Font) ก่อนอื่นเราจะมีทําความรู้จักกับประเภทของฟอนต์กับคร่าว ๆ ก่อน.. . . . ฟอนต์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้ เป็น 3ประเภทใหญ่ ๆ คือ Postscript (PS1) Postscript หรือ PS1format เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยบริษัท Adobe ก่อนจะมีฟอนต์ แบบ TrueType ในเวลาหลายปีต่อมา PS1 เป็นฟอนต์ที่คมชัด และให้รายละเอียดมาก ถูกใช้มากสําหรับงาน ที่ต้องการคุณภาพสูงเช่นหนังสือหรือนิตยสารรายปักษ์ผู้ใช้ส่ว น ใหญมัเป็น professionaldesigner มากกว่า homeuser ในระยะแรกวิธีการinstall font แบบ postscript นี้ค่อนข้างยุ่งยากและจะต้อง install ผ่านโปรแกรมที่ชื่อ ว่า ATM(AdobeTypeManager) แต่ในภายหลัง Microsoft ได้ปรับปรุงวิธีการ install นี้ ใน Windows OS ทั้งหมด ตั้งแต่เวอร์ชั่น windows 2000 เป็นต้นมา ทําให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น TrueType (TT) TrueType เป็นมาตรฐานของฟอนต์ ที่ถูกวางรากฐานมาจาก Apple และ Microsoft ในช่วงยุค ปลายปี 80 support การทํางาน บนระบบปฏิบัติการทั้ง Macintosh และ Windows ทําให้ TrueType font เป็นมาตรฐานที่ได้รับความแพร่หลายมากที่สุดในยุคนั้น TT เป็นรูปแบบที่นําเอาข้อมูลของ ฟอนต์ ที่ใช้ในการวาด ( Draw) บน screen กับข้อมูลที่ใช้ในการพิมพ์ผ่าน printer มารวมกันอยู่ใน package เดียวกัน เป็นฟอนต์ที่สามารถ scale และเปลี่ยน size ได้ทุกขนาด โดยที่จะยังคงความคมชัดอยู่ เสมอสําหรับทุก point ที่เปลี่ยนไป ฟอนต์ที่เป็นลักณะ TrueType นี้ยังสามารถ print ได้ด้วย printer ทุกแบบที่ support ด้วย Windows OpenType OpenType เป็นผลจากความร่วมมือกันของ Adobe และ Microsoft มีลักษณะคล้ายกับ TrueType ต่างกันตรงที่ OpenType มี character set ที่กว้างกว่า ทําให้สามารถบรรจุจํานวนตัว อักขระได้มากถึง 65,000 ตัวอักษร ด้วยจํานวนที่มากกว่า TrueType นี้ ทําให้ OpenType สามารถเก็บ ตัวอักษรแปลก ๆ อักขระพิเศษ ตัวอักษรของภาษาอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน กลุ่มประเทศอาหรับ สัญลักษณ์ต่าง ๆ เอาไว้ได้มากมายในฟอนต์เดียว และความสามารถพิเศษอันนี้นี่เอง ทําให้ OpenType สามารถทํางานได้กับ ทุก platform โดยไม่มีเงื่อนไข เพราะบรรจุเอา character code ไว้แล้วทุก platform นั่นเอง นอกจาก 3 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน ก้อมีแตกแยกย่อยออกไปอีกหลายรูปแบบนะครับ มีทั้ง Vector Type, Raster Type, Clear Type และอีกหลายต่อหลายแบบ จุดที่น่าสนใจจุดหนึ่งคือ แบบ Raster Type.. . .ฟอนต์โดยปกติทั่วไปแล้ว ถ้าเป็น TrueType จะมีคุณสมบัติในการ resizable อยู่. . .นั่น คือ ไม่ว่าเราจะเพิ่ม size ของฟอนต์เข้าไปกี่ point ก็ตาม ตัวอักษรที่ได้ จะมีการ draw ใหม่เสมอ ทําให้ขอบ ตัวอักษรคมชัด คล้าย ๆ กับภาพแบบ Vector จึงเรียกคุณสมบัติแบบนี้อีกอย่างหนึ่งว่า Vector Type แต่ ในกรณีของ RasterType นั้น จะมีความคมชัดของตัวอักษรที่ point size หนึ่ง ๆ เท่านั้น เช่น 12pts


15

18pts, 24pts หรือ 60 pts เมื่อเราทําการขยายฟอนต์นั้นให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จะพบว่า ที่ขอบของตัวอักษรจะ เกิดการแตกเป็นเหลี่ยม ๆ คล้าย ๆ กับเวลา zoom ภาพ แบบ raster เข้าไปเรื่อย ๆ นั่นเอง เมื่อลองเปิด Folder Fonts ใน windows ดู เราจะพบว่า Icon รูปร่างต่าง ๆ นั้นจะสื่อถึงประเภท ของฟอนต์แต่ละแบบครับ TT คือ TrueType O คือ OpenType A คือ RasterType / PS1 ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือฟอนต์ "Microsoft Sans Serif" กับฟอนต์ "MS Sans Serif" หลาย ๆ คนคงเคยใช้ฟอนต์สองตัวนี้มาแล้วแน่ ๆ แต่เชื่อว่ามีจํานวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าฟอนต์สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร เพราะ ถ้าพิมพ์ในขนาดเล็กแล้ว จะไม่สามารถแยกได้ถึงความแตกต่างเลย . . .เฉลยก็คือ " Microsoft Sans Serif" เป็นฟอนต์แบบ VectorType ส่วน "MS Sans Serif" เป็น RasterType ครับ ลองดูตัวอย่างในรูปนะ ครับ ในรูปนี้ ด้านบนคือฟอนต์ "Microsoft Sans Serif" ครับ ด้านล่างคือฟอนต์ "MS Sans Serif" ที่ ขนาด 28 pts เท่ากัน ลองเปรียบเทียบความคมชัด ที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/228185

ประวัติ และแหล่งที่มาของ font (ฟอนต์) 13 font ตามที่ครม.ได้เห็นชอบให้ทุกส่วนราชการยกเลิกฟอนต์ต่างชาติและบังคับใช้

13

ฟอนต์ไทยในงาน

ราชการ ระบุป้องกันละเมิดลิขสิทธิ์ (http://hilight.kapook.com/view/51951) นายวัชระ กรรณิการ์ รอง โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยดําเนินการ ติดตั้งฟอนต์สารบรรณและฟอนต์ อื่น ๆ ทั้งหมด จํานวน 13 ฟอนต์ ของสํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์แห่งชาติ (สอซช.) หรือ SIPAและกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Thai OS (Thai Operating System) และใช้ฟอนต์ดังกล่าวแทนฟอนต์เดิม ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเสนอโดยให้ติดตั้งและใช้งานให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 5ธันวาคม 2553 ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก ปัจจุบัน ส่วนราชการจํานวนมากมีการใช้ฟอนต์ที่หลากหลายไม่มีมาตรฐานในเอกสารทางราชการอีกทั้งยังมีหน่วยงาน ราชการหลายแห่งใช้มาตรฐานฟอนต์ของบริษัทเอกชนที่ผูกขาด ลิขสิทธิ์ เช่น Angsanaอาจมีปัญหาเรื่องการ ฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการพัฒนาและมีการประกวดแข่งขันฟอนต์ซึ่งเป็นการส่งเสริม ให้เกิดการใช้Open Source Software ที่เป็นซอฟต์แวร์เสรีให้ส่วนราชการไทยประกาศมาตรฐานเอกสารดิ จิตัลและรูปแบบ ของฟอนต์ที่ไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการและลิขสิทธิ์ของบริษัทใดๆเพื่อความภาคภูมิใจในความเป็น ชาติและเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทยซึ่งในขณะนี้มีฟอนต์ที่ส่วนราชการไทยสามารถเป็นเจ้าของและพร้อม แจกจ่ายให้ กับผู้ประสงค์จะใช้งานรวม 13 ฟอนต์ 1. TH Sarabun PSK ออกแบบโดย คุณศุภกิจ เฉลิมลาภ บังคับใช้ทั่วไป TH Sarabun PSKได้พัฒนาเป็น TH Sarabun


16

PSK IT9 และพัฒนาเป็นTH Sarabun PSK New 2. TH Chamornman ออกแบบโดยคุณเอกลักษ์ เพียรพนาเวช 3. TH Krub ออกแบบโดยคุณเอกลักษณ์ เพียรพนาเวช 4. TH Srisakdi ออกแบบโดย ทีม อักษราเมธี (คุณไพโรจน์ เปี่ยมประจักพงษ์,คุณบวร จรดล) 5. TH Niramit AS ออกแบบโดย ทีม อักษราเมธี (คุณไพโรจน์ เปี่ยมประจักพงษ์,คุณบวร จรดล) 6. TH Charm of AU ออกแบบโดย คุณกัลยาณมิตร นรรัตน์พุทธิ 7. TH Kodchasan ออกแบบโดย คุณกัลย์สุดา เปี่ยมประจักพงษ์ 8. TH K2D July8 (8 กรกฏา) ออกแบบโดย คุณกานต์ รอดสวัสดิ์ 9. TH Mali Grade 6 ออกแบบโดย คุณสุดารัตน์ เลิศสีทอง 10. TH Chakra Petch (จักรเพชร) ออกแบบโดย คุณธีรวัฒน์ พจน์วิบูลศิริ 11. TH Bai Jamjuree CP ออกแบบโดย ทีม PITA (คุณรพี สุวีรานนท์, คุณวิโรจน์ จิรพัฒนกุล) 12. TH KoHo ออกแบบโดย กลุ่ม ก-ฮ (คุณขาม จาตุรงคกุล, คุณกนกวรรณ แพนไธสง,คุณขนิษฐา สิทธิแย้ม) 13. TH Fah Kwang ออกแบบโดย ทีม สิบเอ็ด (คุณกิตติ ศิริรัตนบุญชัย,คุณนิวัฒน์ ภัทโรวาสน์) ฟอนต์ทั้ง 13 ฟอนต์ สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ที่นี่ SiPA http://www.sipa.or.th/more_news.php?cid=33&filename=index THSarabunPSKNe ดาวโหลด http://www.f0nt.com/download/sipafonts/THSarabunNew.zip ที่มา http://www.rachakarnclub.com/2010/11/font-th-saraban-psk-windowsxp.html http://www.gotoknow.org/blogs/posts/448219

ฟอนต์นั้น. สําคัญไฉน.. คนสนิทมักรู้จักฉันจากอาชีพหมอดูแต่อาชีพหลักของฉันยังคงยึดการเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์เต็มตัวแม้จะเริ่มต้น เองด้วยการมั่ว แต่ก็มัวแบบมีหลักการใฝ่ฝันขยันหาความรู้จากประสบการณ์และการขวนขวาย และพัฒนามาจน เลิกมั่วและยืดอกได้ไม่อายใคร ฉันอาจไม่ได้จบกราฟฟิกโดยตรงไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันใดที่ผ่านมา ฉันเจอโลก ในแง่ร้ายมาเยอะ เจอคนที่มองแต่หน้าตาและยี่ห้อกะลาที่ครอบหัว มากกว่าคุณค่าและความรู้ในลอนสมองเสียเป็น ส่วนใหญ่ ขอโทษนะ.. ที่ฉันไม่ค่อยเชื่อถือระบบการศึกษาของไทยเท่าไรเลย ฉันแค่เชือว่า. ถ้าจะตั้งใจแล้ว. มันไม่ ยากเกินความพยายาม เชื่อเถอะว่า. ฉันอ่าน Text Books มากกว่ากราฟฟิกปริญญาหลายๆ คนด้วยซํ้า 6-7 ปี ที่ผ่านมา ฉันครํ่าครวญและครําหวอดอยู่ในวงการ ชีวิตประจําวันของฉันไม่เคยหนีพ้นตัวอักษร หรือศัพท์ ทางการออกแบบว่า ฟอนต์ สักที บนโลกใบนี้มีฟอนต์เป็นร้อยล้านฟอนต์ การจะเลือกฟอนต์แต่ละชนิดมาใช้งาน มันจะส่งผลต่องานออกแบบของคุณมา


17

ภาพที่ 24 ชนิดของ Font ในโลก (ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry) 1. Serif เซริฟ คือ ฟอนต์ตัวพิมพ์หางอักษขระบาง แบ่งเป็นแบบย่อยได้อีก คือ 1.1 ฟอนต์ดั้งเดิม มีหางกระจึ๋งนึง 1.2 ฟอนต์ยุคปรับเปลี่ยน หางยาวออกมาหน่อย ปลายหางแคบเข้า 1.3 ฟอนต์ยุคใหม่ หางยาวเท่ายุคปรับเปลี่ยน แต่ปลายหางกว้างเท่าโคนหาง 2. Slab Serif สแลบ เซริฟ คือ ฟอนต์ตัวพิมพ์หางอักขระหนา 3. Sans Serif แซนส์ เซริฟ คือ ฟอนต์ตัวพิมพ์ไม่มีหางอักขระ 4. Script สคริปต์ คือ ฟอนต์ตัวเขียน หรือ ฟอนต์ตวัด

ฟอนต์ลายมือทุกชนิดคือฟอนต์ชนิดนี้


18

5. Blackletter แบล็คเล็ตเตอร์ คือ ฟอนต์ประดิษฐ์ ที่เกิดขึ้นในยุคนิยมเครื่องพิมพ์เล็ตเตอร์เพรส ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ชนิดแรกของโลกเกิดขึ้นครั้งแรกในจีนที่ใช้การแกะสลักไม้เป็นตัวหนังสือนูนตํ่าใช้แทนแม่พิมพ์ หนังสือโบราณสมัยราชวงศ์ถังของจีนที่ถูกพิมพ์ด้วยบล็อกพิมพ์ที่แกะสลักจากไม้ถือเป็นสิ่งพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดใน โลกที่ถูกค้นพบ

ภาพที่ 25 หนังสือโบราณสมัยราชวงศ์ถังของจีน (ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry) เมื่อเกิดกระแสนิยมเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ขึ้นในยุโรป และต่อๆ มาอีกในทุกทวีป แม่พิมพ์ก็ถูกทําขึ้นจากโลหะ ทําให้เกิด ศิลปะตัวอักษรประดิษฐ์ ทั้งไทโปกราฟี และคัลลิกราฟีขึ้นมา สังเกตว่าบนตัวอักษรจะมีลวดลายโค้ง เว้า ตวัด อ่อน ช้อย งดงาม และคลาสสิค พบมาก ย้อนยุคสไตล์วินเทจ ในฟอนต์แบบ

ภาพที่ 26 ตัวอย่าง Font ย้อนยุค(ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry)


19

ระบบการพิมพ์เล็ตเตอร์เพรส

ภาพที่ 27 ภาพตัวอย่างระบบการพิมพ์เล็ตเตอร์เพรส (ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry ตัวอย่างบล็อกแม่พิมพ์โลหะระบบเล็ตเตอร์เพรส

ภาพที่ 28 ภาพตัวอย่างบล็อกแม่พิมพ์โลหะระบบเล็ตเตอร์เพรส (ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry) ระบบการพิมพ์นั้น แรกมีในสยามก็คือโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์นั่นเอง The Bangkok Recorder หนังสือพิมพ์ ฉบับแรกของไทยตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์


20

ภาพที่ 29 หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย (ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry) 6.Displayดิสเพลย์คือฟอนต์ที่พัฒนาและสร้างขึ้นในยุคที่ใช้เครื่องพิมพ์แบบเล็ตเตอร์เพรสในการพิมพ์ หนังสือพิมพ์ และจําเป็นต้องใช้ฟอนต์ตัวหนังสือขนาดใหญ่ในการพาดหัวข่าว ซึ่งตัวหนังสือที่ใหญ่เกิน 36 pt หมึกจะไปคั่งในแม่พิมพ์มากเกินไป เมื่อพิมพ์ลงกระดาษแล้ว หมึกมักจะเลอะเทอะหรือกระจายฟุ้งออกจนเละเทะ จึง ต้องตัดทอนบางส่วนของอักขระออกเพื่อดักหมึก และเราก็พบได้ในระบบการพิมพ์ที่ใช้แม่พิมพ์แบบฉลุ ที่ต้องตัด ทอนบางส่วนของอักขระเพื่อเชื่อมไม่ให้แม่พิมพ์บิดเบี้ยวไป ลองจินตนาการถึงแผ่นพลาสติกที่เจาะเป็นตัวหนังสือ เป็นแผงๆ ที่สมัยก่อนเราใช้ทาบกระดาษและเอาเมจิกระบายตามช่อง หรือบล็อกสกรีนเสื้อก็ได้ ระหว่างตัวหนังสือ จะต้องมีเส้นมายึดแบบกลางตัวอักษรอย่าง 0 ก็จะเป็น ( ) แบบนั้นแหล่ะ ต่อมาจนถึงยุคการพิมพ์สมัยใหม่ เทคโนโลยีในการสร้างแม่พิมพ์ถูกพัฒนาขึ้น จึงไม่จําเป็นต้องตัดทอนบางส่วนของอักขระออกเพื่อดักหมึกอีก แต่ อย่างไรก็ดีลักษณะพิเศษของฟอนต์แบบดิสเพลย์ ยังคงอยู่ที่การตัดทอนบางส่วนของอักขระออก เราจึงนับรวม ฟอนต์ อาทิ ฟอนต์ตัวเลขดิจิตอล เข้าไปในฟอนต์ประเภทนี้ด้วย

ภาพที่ 30 ตัวอย่าง ฟอนต์แบบดิสเพลย์ (ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry)


21

7. Monospaced โมโนสเปซเซ็ด คือ ฟอนต์ที่มีขนาด glyph เท่ากันหมด อย่างฟอนต์ที่เกิดขึ้นใน ยุดเครื่องพิมพ์ดีด เนื่องจากกลไกของเครื่องพิมพ์ดีด จํากัดให้ตัวหนังสือต้องอยู่ในหน้าตัดแม่พิมพ์บนแกนเหล็กที่ เท่ากันทั้งหมดนั่นเอง 8. Dingbat ดิงแบต คือ รูปภาพ หรือ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ถูกสร้างให้มาอยู่ในรูปแบบฟอนต . Mimicry มิมมิครี คือ ฟอนต์ล้อเลียน หรือ ฟอนต์เลียนแบบ พบได้ทั่วไปในฟอนต์ที่เลียนแบบวิธี เขียนจากตัวอักขระภาษาอื่น อาทิ ฟอนต์ไทยลานนา ฟอนต์ไทยสไตล์จีน ฟอนต์อังกฤษสไตล์ญี่ปุ่น จบเรื่องชนิดของฟอนต์แล้ว ก็มาถึงเรื่องที่จั่วหัวไว้ ฟอนต์นั้น. สําคัญไฉน.. ธรรมดามนุษย์ย่อมมีการสื่อสารระหว่างกัน ในยุคแรกแบบอดัมส์กับอีฟ โลกนี้มีเราเพียงสองคน ก็ใช้การ สื่อสารแบบวจนภาษา คือพูดจากันไป แถมพกการสื่อสารกันด้วยหัวใจ มองตากันไปก็เข้าใจกันเอง อันนี้จัดเป็น อวจนภาษา แต่พอหมดโปรโมชั่น ฉันเริ่มเบื่อหน้าแก ก็เลยต้องสร้างอะไรขึ้นมาเพิ่มเป็นอวจนภาษาอีกอย่าง แทน การสื่อสารระหว่างกัน อาทิ ภาพวาดบนผนังถํ้า " วันนี้ ตีหมีได้แปดตัว เป็นหมีแพนด้า 2 ตัว เลยเอามาทิ้ง ไว้ให้ย่างกินเองนะ เพราะคืนนี้ฉันจะไม่กลับถํ้า" จากภาพ พัฒนาเป็นอักษรภาพ จากอักษรภาพ พัฒนาเป็น อักษรเฉยๆ แต่อักษรเฉยๆ นี้ต้องคล้ายกัน เพื่อให้สื่อสารตรงกันในกลุ่ม แต่มันจะให้เหมือนกันเด๊ะ คงยากน่าดูใน ยุคที่ไม่มีปรินเตอร์ ลายมือมันไม่เหมือนกัน ต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวไป ความแตกต่างนี้ก็กลายมาเป็นฟอนต์ชนิด ต่างๆ และฟอนต์ชนิดต่างๆ นี่ก็ให้อารมณ์แตกต่างกัน ในบางประเทศ อย่าง จีน และ ญี่ปุ่น ให้ความสําคัญกับ ฟอนต์มาก จนถือว่าเป็นศิลป์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้เขียนได้ ในยุคจีนโบราณนั้น คนผู้หนึ่งซึ่งเขียนอักษรได้สวยงาม สามารถเขียนอักษรขาย เลี้ยงครอบครัวบ่าวไพร่ได้เป็นร้อยๆ ชีวิตกันเลย ทีเดียว นอกจากนี้ การมีภาษา มีอักษรของชนชาติใด นับได้ว่าชนชาตินั้นศิวิไล เป็นผู้มีอารยะ นั่นเป็นเหตุผลที่ ทําให้เกิดกรณีหลักศิลาจารีกพ่อขุนรามขึ้น เห็นได้ว่า. การมีอักษรมีภาษานั้น สําคัญขนาดอาจทําให้ชาติอยู่รอด หรือถูกรุกรานได้ จบประวัติศาสตร์ขั่วโมงประวัติศาสตร์แล้ว เพราะคุณครูชักเริ่มง่วงและหิว จะออกหากินก่อนเข้านอนที หลัง แถมกลัวคนฟังแลคเชอร์จะสัปหงกโขกจอ แล้วพรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องฟอนต์ต่อ ในหัวข้อความสําคัญของฟอนต์ ในงานออกแบบ และแถมพกด้วย 60 ฟอนต์ไม้ตายของไอ้เกว

ประวัติศาสตร์ของอักษร อักษร (อังกฤษ: alphabet) คือ สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมาย สําหรับใช้แทนหน่วยเสียง ในภาษา หนึ่งๆ โดยเรียกรวมทั้งชุดหรือทั้งระบบ โดยทั่วไป อักษรแต่ละตัว มักจะใช้แทนหน่วยเสียงหนึ่งๆ ซึ่งอาจเป็น เสียงสระ พยัญชนะหรือหน่วยเสียงปลีกย่อยอื่นๆ เช่น อักษรโรมัน อักษรไทย อักษรมอญ โดยทั่วไปเรียกกันว่า "ตัวหนังสือ" อย่างไรก็ตามสัญลักษณ์แทนเสียงในบางภาษาอาจใช้แทนเสียงของพยางค์หรือคําก็ได้เช่น อักษรจีน หรือ ตัวหนังสือจีน(นักวิชาการบางสํานักไม่ถือว่าตัวหนังสือจีนเป็น"อักษร"ตามนิยามของคําว่า alphabet ใน ภาษาอังกฤษแต่เรียกว่า ideogram คือสัญลักษณ์แทนคํา หรือหน่วยคํา)


22

แบบแผนว่าด้วยตัวหนังสือนั้น ในตําราภาษาไทย เรียกว่า อักขรวิธี ซึ่งว่าด้วยการเขียน การอ่าน การประสม อักษร และการใช้อักษรอย่างถูกต้องอักษรอาจใช้สําหรับภาษาหนึ่ง ๆ หรือใช้กับหลายภาษาก็ได้ ด้วยเหตุนี้ จึง มักจะมีความเข้าใจสับสน ระหว่าง คําว่า อักษร และภาษา อยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น อักษรโรมัน ใช้เขียนภาษาต่างๆ หลายภาษาในยุโรปโดยมีการดัดแปลงเล็กๆน้อยๆเพื่อให้สามารถแทนเสียงในภาษาของตนได เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน เป็นต้นรวมทั้งภาษาในภูมิภาคอื่นๆเช่น ภาษา มลายู ภาษาจีน และภาษาเวียดนาม (ดัดแปลงตัวอักษร)เป็นต้นมีหลายประเทศใช้อักษรที่แตกต่างกันตามเวลา เช่นอักษรในสมัยโบราณ เมื่อเวลาผ่านไป ก็เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นอักษรปัจจุบัน หรือเปลี่ยนไปใช้อักษรชนิดอื่นโดย สิ้นเชิง ประวัติศาสตร์ของอักษร ชนิดแทนหน่วยเสียงมีจุดเริ่มต้นอยู่ในอียิปต์โบราณ อักษรแทนหน่วยเสียงชนิด แรกเป็นอักษรไร้สระ ปรากฏเมื่อ 1,457 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นผลงานของแรงงานชาวเซมิติกในอียิปต์ เพื่อ ใช้เขียนภาษาของตนเอง โดยได้รับอิทธิพลจากอักษรที่ใช้แทนเสียงพยัญชนะซึ่งใช้คู่กับอักษรคําในอักษรไฮโรกลิ ฟฟิก อักษรอื่นๆ ที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่พัฒนามาจากอักษรนี้รวมทั้งอักษรฟินิเชีย อักษรกรีกและอักษรละติน จุดกําเนิดในอียิปต์ เมื่อประมาณ 2,157 ปีก่อนพุทธศักราช ชาวอียิปต์โบราณพัฒนาอักษร 22 ตัว ใช้แสดงเสียงพยัญชนะ และสัญลักษณ์ตัวที่ 23 ใช้แสดงคําที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระ ซึ่งใช้แสดงการออกเสียงของอักษรไฮโรกลิฟฟิกที่ใช้แทน คํา แสดงการผันทางไวยากรณ์ และใช้ถ่ายเสียงคํายืมจากภาษาอื่น แต่ตัวอักษรเหล่านี้ไม่ได้ใช้ในระบบอักษรแทน หน่วยเสียง ระบบอักษรแทนหน่วยเสียงปรากฏครั้งแรกเมื่อ 1,457 ปีก่อนพุทธศักราช โดยคนงานชาวเซมิติกใน อียิปต์ตอนกลาง[2] อีก 500 ปีต่อมา อักษรนี้ได้แพร่กระจายขึ้นไปทางเหนือ และเป็นต้นกําเนิดของอักษรต่างๆ ทั่วโลก ยกเว้นอักษรเมรอยติกที่พัฒนาจากไฮโรกลิฟฟิกเมื่อ พ.ศ. 243 ในนูเบีย อียิปต์ใต้ อักษรตระกลูเซมิติก อักษรเหล่านี้ไม่ได้มาจากสัญลักษณ์แทนพยัญชนะของชาวอียิปต์ แต่เป็นการรวมอักษรไฮโรกลิฟฟิกอื่นๆ เข้ามาด้วย ทั้งหมดมี 30 ตัว กําหนดชื่อเป็นภาษาเซมิติกเช่น ไฮโรกลิฟ per (บ้าน ในภาษาอียิปต์) กลายเป็น bayt (บ้าน ในภาษาเซมิติก) [3] เมื่อนํามาเขียนภาษาเซมิติกจะเป็นระบบพยัญชนะล้วน โดยอักษรแต่ละตัวแทน เสียงพยัญชนะตัวแรกของชื่อ เช่น รูปบ้าน beyt ใช้แทนเสียง b หรือใช้แทนทั้งเสียง b และลําดับพยัญชนะ byt ดังที่ใช้แทนเสียง p และลําดับพยัญชนะ pr ในภาษาอียิปต์ ในยุคที่ชาวคานาอันนําอักษรนี้ไปใช้ จะใช้ แทนเสียง b เท่านั้น [4] ไม่มีหลักฐานว่าอักษรเซมิติกเริ่มต้นมีจํานวนเท่าใดและเรียงลําดับอย่างใด อักษรที่ พัฒนาต่อมานั้น อักษรยูการิติคมี 27 ตัว และอักษรฟินิเชียมี 22 ตัว การเรียงลําดับของอักษรเหล่านี้มี 2 แบบ คือ ลําดับ ABGDE ของอักษรฟินิเชีย และลําดับ HMLQ ของอักษรทางใต้ อักษรยูการิติกใช้ทั้ง 2 แบบ ชื่อของ อักษรมักใช้ตามอักษรฟินิเชีย ทั้งอักษรซามาริทัน อักษรอราเมอิก อักษรซีเรียค อักษรฮีบรูและอักษรกรีก แต่ต่าง ไปในอักษรอาหรับและอักษรละติน แต่ไม่มีการใช้ชื่ออักษรในอักษรพราหมีและอักษรรูนิก


23

ชื่ออักษรและการเรียงลําดับ ตารางนี้แสดงอักษรฟินิเชียและอักษรที่เป็นลูกหลาน ลําดับที่ อักษรคานาอันไนต์

ระบบสัทศาสตร์สากล(IPA) value อักษรยูการิติก อักษรฟินิเชีย

อักษรฮีบรู อักษรอาหรับ อักษรที่เป็นลูกหลาน

1

ʼalp "วัว"

/ʔ/

1

ʼʼalpa

ʼālep ‫א‬

alif‫ﺍ‬

ΑAАʼ

2

bet "บ้าน"

/b/

2

ʼbeta

bēt

‫ב‬

‫ﺏ‬

Β B В-Б ʼ

3

gaml “เครื่องขว้าง”

/g/

3

ʼgamla

gīmel

‫ג‬

‫ﺝ‬

Γ C-G Г ʼ

4

dalet “ประตู” / digg “ปลา”

/d/

4

ʼdelta

dālet

‫ד‬

‫ﺩ‬

ΓDД

5

Haw “หน้าต่าง” / hll “การเฉลิมฉลอง” /h/

5

ʼho

‫ה‬

‫هـ‬

Δ E Е-Є

6

wāw “ห่วง”

/β/

6

ʼwo

wāw

‫ו‬

‫و‬

polytonicϜ-Τ F-V-Y У ʼ

7

zen “อาวุธ” / ziqq “โซ่ตรวน”

/z/

7

ʼzeta

zayin ‫ז‬

‫ز‬

ΕZЗ

8

ḥet “เส้นด้าย” / “รั้ว”

/ħ/ / /x/

8

ʼḥota

ḥēt

‫ח‬

‫ح‬

ΖHИʼ

9

ṭēt “ล้อ”

/tʼ/}}

9

ʼṭet

ṭēt

‫ט‬

‫ط‬

ΘѲ

10

yad “แขน”

/j/

10

ʼyod

yōd

‫י‬

‫ي‬

ΗIʼ

11

kap “มือ”

/k/

20

ʼkap

kap

‫כ‬

‫ك‬

ΚKК

12

lamd “ปฏัก”

/l/

30

ʼlamda

lāmed ‫ל‬

‫ل‬

ΛLЛʼ

13

mem “นํ้า”

/m/

40

ʼmem

mēm

‫م‬

ΜMМ

14

naḥš “งู” / nun“ปลา”

/n/

50

ʼnun

nun

‫נ‬

‫ن‬

ΝNН

15

samek “การสนับสนุน” / “ปลา” ?"

/s/

60

ʼsamka

sāmek ‫ס‬

-

Ξ

16

ʼen “ตา”

/ʕ/

70

ʼʼain

ʼayin ‫ע‬

‫ع‬

ΟOО


24 17 pu “ปาก” / piʼt“มุม”

/p/

80 ʼpu

‫ ف פ‬ΠPП

18 ṣad “พืช”

/sʼ/

90 ʼṣade

ṣādē ‫ ص צ‬Ϡ

19 qup “เชือก”

/kʼ/

100 ʼqopa

qōph ‫ق ק‬

20 raʼs “หัว”

/r/ / /ɾ/ 200 ʼraša

rēš

‫ر ר‬

ϘQҀ ΡRРʼ

21 šin “ฟัน” / šimš “พระอาทิตย์” /ʃ/

300 ʼšin

šin

‫ س ש‬΢SШʼ

22 Taw “แต้ม”

400 ʼto

tāw

‫ ت ת‬ΣTТʼ

/t/

ตารางแสดงอักษรฟินิเชียและอักษรที่เป็นลูกหลาน (ที่มา : http://storyinwinter.exteen.com/20090613/entry) ลูกหลานของอักษรเซมิติก อักษรคานาอันไนต์ระยะแรกใช้แทนเสียงพยัญชนะเท่านั้น ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่าอักษรไร้สระ และพัฒนา ต่อไปเป็นอักษรฟินิเชีย อักษรอราเมอิกที่พัฒนาไปจากอักษรฟินิเชียซึ่งใช้เขียนภาษาราชการของจักรวรรดิ เปอร์เซียเป็นบรรพบุรุษของอักษรอื่นๆในเอเชีย ได้แก่ อักษรฮีบรูสมัยใหม่ พัฒนามาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรซามาริทัน [5] [6]  อักษรอาหรับ พัฒนามาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรนาบาทาเอียน ทีใช้ในจอร์แดนตอนใต้  อักษรซีเรียค พัฒนามาจากอักษรปะห์ลาวีและอักษรซอกเดียเป็นต้นแบบของอักษรออร์กอน อักษรอุย กูร์ อักษรมองโกเลียและอักษรแมนจู  อักษรจอร์เจีย อาจมาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรในเปอร์เซียหรืออักษรกรีก  อักษรอราเมอิกอาจเป็นบรรพบุรุษของอักษรพราหมีที่พัฒนาไปเป็นอักษรทิเบต อักษรในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ที่ใช้ในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู  อักษรฮันกึล ที่ใช้เขียนภาษาเกาหลี มีหลักฐานบางส่วนแสดงว่า อาจมาจากอักษรทิเบตผ่านทางอักษร พัก-ปา แต่ที่แปลกกว่าอักษรอื่นคือ รูปแบบของอักษรมาจากอวัยวะที่ใช้ออกเสียง อีกทางหนึ่ง อักษรฟินิเชียพัฒนาไปเป็นอักษรกรีกและอักษรเบอร์เบอร์โบราณ [7] และเริ่มมีการกําหนด อักษรที่ใช้แทนเสียงสระ ตัวอย่างเช่น ภาษากรีก ไม่มีเสียง อ หรือ ฮ ( h) ดังนั้น อักษรฟินิเชีย ’alep และ he กลายเป็นอักษรกรีก อัลฟา และ e (ต่อมาคือเอฟซิลอน) และใช้แทนเสียงสระอะ (/ a/) และเอ (/e/) แทนเสียง /อ/ และ /ฮ/ เนื่องจากภาษากรีกมีเสียงสระ 6 -12 เสียง ชาวกรีกจึงพัฒนาอักษรเพิ่ม เช่น ei, ou, and o (ต่อมาคือ โอเมกา) 

อักษรกรีกเป็นต้นแบบของอักษรสมัยใหม่ในยุโรป เช่นอักษรละตินและอักษรอิตาลีโบราณ โดยอักษร เหล่านั้นมีสัญลักษณ์แทนเสียงสระด้วย เช่น อักษรกลาโกลิติก อักษรซีริลลิก อักษรอาร์เมเนีย อักษรโกธิกและอาจ รวมอักษรจอร์เจียด้วย [9] [10]


25

นอกจากความสัมพันธ์ในแนวเส้นตรงดังกล่าวแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างอักษรในด้านอื่นๆอีก เช่น อักษรแมนจู มาจากอักษรไร้สระในเอเชียตะวันตก แต่ได้รับอิทธิพลจากอักษรฮันกึลด้วย อักษรจอร์เจียมาจาก อักษรอราเมอิกแต่ได้รับอิทธิพลจากอักษรกรีก อักษรกรีกที่ปรับปรุงแล้วนําไปใช้คู่กับไฮโรกลิฟ 6 ตัว ใช้เขียน ภาษาคอปติก อักษรครีมีลักษณะผสมระหว่างอักษรเทวนาครีและชวเลขของพิตแมน และมีลักษณะคล้ายตัวเขียน ของอักษรละติน อักษรอิสระ อักษรที่ใช้ในปัจจุบันและไม่อาจย้อนกลับไปหาอักษรคานาอันไนต์ได้ คือ อักษรทานะ แม้ว่าจะดูเหมือน อักษรอาหรับ แต่ที่จริงแล้วมาจากตัวเลข อักษรโซมาลีที่ใช้ในโซมาลีเมื่อ พ.ศ. 2463 และเป็นอักษรราชการคู่กับ อักษรละตินจนถึง พ.ศ. 2515 มีรูปร่างพยัญชนะที่ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่ อักษรสันตาลีที่ใช้ในเอเชียใต้ มีพื้นฐาน จากสัญลักษณ์ทั่วไป อักษรโอคัมในสมัยโบราณ ประกอบด้วยเครื่องหมายที่เป็นขีด และจารึกในสมัยจักรวรรดิ เปอร์เซีย เคยเขียนในรูปแบบอักษรรูปลิ่ม และมีการใช้ในระบบอักษรเป็นครั้งคราว อักษรในสื่ออื่นๆ เมื่อสื่อที่ใช้เขียนอักษรเปลี่ยนไปทําให้รูปร่างของอักษรเปลี่ยนไปได้ เช่นอักษรยูการิติกที่เป็นอักษรรูปลิ่ม อาจจะมาจากตระกูลเซมิติก การประดิษฐ์หรือปรับปรุงอักษรใหม่ๆยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ รวมทั้งอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น อักษรเบรล รหัสมอร์ส ชวเลข ^ Himelfarb, Elizabeth J. "First Alphabet Found in Egypt", Archaeology 53, Issue 1 (Jan./Feb. 2000): 21 ^ Hooker, J. T., C. B. F. Walker, W. V. Davies, John Chadwick, John F. Healey, B. F. Cook, and Larissa Bonfante, (1990). Reading the Past: Ancient Writing from Cuneiform to the Alphabet. Berkeley: University of California Press. pages 211213. ^ McCarter, P. Kyle. “The Early Diffusion of the Alphabet.” The Biblical Archaeologist 37, No. 3 (Sep., 1974): 54-68. page 57. ^ Hooker, J. T., C. B. F. Walker, W. V. Davies, John Chadwick, John F. Healey, B. F. Cook, and Larissa Bonfante, (1990). Reading the Past: Ancient Writing from Cuneiform to the Alphabet, Berkeley: University of California Press. page 212. ^ Hooker, J. T., C. B. F. Walker, W. V. Davies, John Chadwick, John F. Healey, B. F. Cook, and Larissa Bonfante, (1990). Reading the Past: Ancient Writing from Cuneiform to the Alphabet, Berkeley: University of California Press. page 222 ^ Robinson, Andrew, (1995). The Story of Writing: Alphabets, Hieroglyphs & Pictograms, New York: Thames & Hudson Ltd. page 172.


26

^ McCarter, P. Kyle. "The Early Diffusion of the Alphabet", The Biblical Archaeologist 37, No. 3 (Sep., 1974): 54-68. page 62. ^ Robinson, Andrew, (1995). The Story of Writing: Alphabets, Hieroglyphs & Pictograms, New York: Thames & Hudson Ltd. page 170. ^ Robinson, Andrew. The Story of Writing: Alphabets, Hieroglyphs & Pictograms. New York: Thames & Hudson Ltd., 1995 ^ BBC. "The Development of the Western Alphabet." [updated 8 April 2004; cited 1 May 2007]. Available from http://www.bbc.co.uk/dna/h2g2/A2451890.  

David Diringer, History of the Alphabet, 1977, ISBN 0-905418-12-3. Peter T. Daniels, William Bright (eds.), 1996. The World's Writing Systems, ISBN 0-19-507993-0. Joel M. Hoffman, In the Beginning: A Short History of the Hebrew Language, 2004, ISBN 0-8147-3654-8. Robert K. Logan, The Alphabet Effect: The Impact of the Phonetic Alphabet on the Development of Western Civilization, New York: William Morrow and Company, Inc., 1986. B.L. Ullman, "The Origin and Development of the Alphabet," American Journal of Archaeology 31, No. 3 (Jul., 1927): 311-328. Stephen R. Fischer, A History of Writing 2005 Reaktion Books CN 136481 Retrieved from "http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_the_alphabet ระบบการเขียน

ระบบการเขียน (อังกฤษ: writingsystem)คือลักษณะสัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่ใช้ในการแสดง ความหมายที่ใช้ในภาษาต่างๆระบบการเขียนแตกต่างจากระบบสัญลักษณ์ทั่วไปคือบุคคลที่ใช้ระบบเดียวกัน สามารถอ่านและเข้าใจภาษานั้นได้ตรงกันโดยไม่จําเป็นต้องมีความรู้เฉพาะทางสําหรับดึงความหมายของ สัญลักษณ์นั้น ต่างกับสัญลักษณ์ใน ภาพวาด แผนที่ ป้าย คณิตศาสตร์และสัญลักษณ์ต่างๆ ระบบการเขียนในอเมริกากลาง (MesoamericanWritingSystems)เป็นระบบการเขียนที่พบใน อเมริกากลางซึ่งเป็นดินแดนตั้งแต่เขตทะเลทรายทางเหนือของเม็กซิโกไปจนถึงป่าดิบเขตร้อนทางตะวันตกเฉียง เหนือของคอสตาริกา เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีทั้งศาสนา ศิลปะและภาษาเป็น เอกลักษณ์ร่วมกันของชนหลายกลุ่ม ได้แก่ เอซเทค มายา โอลเมค และกลุ่มเล็กๆเช่น ซาโปเทค ทีโอทิฮัวคานอส มิกซ์เทค และทาราสคัน กลุ่มวัฒนธรรมเหล่านี้มีระบบการเขียนเป็นของตนเองก่อนการเข้ามาของชาวยุโรป


27

ลักษณะของระบบการเขียน เป็นระบบที่คล้ายคลึงกับอักษรไฮโรกลิฟฟิกของอียิปต์ นิยมเรียกสั้นๆว่ากลิฟ กลิฟมีความคล้ายคลึงกับรูป วัตถุ เช่น สัตว์ คน สิ่งของ รูปของสัตว์และคน มักเป็นภาพโครงร่างแสดงเฉพาะส่วนหัว ในบางกรณี มีกลิฟที่ แสดงรูปเต็มตัวด้วย ส่วนของร่างกายมนุษย์ เช่น แขนและขา ใช้แสดงการกระทําหรือคํากริยา กลิฟที่แสดงเวลา เป็นรูปเรขาคณิต เช่นวงกลม สามเหลี่ยม อักษรในอเมริกากลางมีลักษณะคล้ายภาพวาดมากกว่าอักษรของชาวตะวันตก ภายในเครื่องประดับบน ศีรษะของภาพ จะแสดงชื่อของภาพ ตัวอย่างนี้พบในอักษรของชาวมิกซ์เทคและเอซเทค ที่ชื่อของสถานที่และ บุคคลจะวาดลงบนรูปโดยตรง ระบบตัวเลข โดยทั่วไปใช้ระบบขีดและจุด จุดแสดงเลข 1 ขีดแสดงเลข 5 ในบางกรณี จารึกอักษรมิกซ์เทคและเอซเทค ใช้แต่จุดเท่านั้นระบบขีดและจุดนี้ใช้เขียนเลขน้อยกว่า 20 ถ้ามากกว่านี้จะใช้ระบบอื่น ตัวอย่างเช่น เอซเทค ใช้ สัญลักษณ์พิเศษ เช่น ธง หมายถึง 20 ใบหน้า หมายถึง 400 ถุงเครื่องหอมหมายถึง 8000 การเขียนเลข 946 ใช้รูปใบหน้า 2 รูป (2*400 = 800) ธง 7 ผืน (7 x 20 = 140) และจุด 6 จุด (6 x 1 = 6), ผลรวมเป็น 946 (800 + 140 + 6) ระบบของมายาจะซับซ้อนกว่านี้ สัญลักษณ์ของรูป 20 คือพระจันทร์ครึ่งดวง การเขียนเลขจํานวนมากๆจะ ระบุตําแหน่งของตัวเลขแบบเดียวกับระบบในปัจจุบันที่เป็นเลขยกกําลังของ 10 เลข 5209 แสดงได้เป็น 5209 = 5x103 + 2x102 + 0x101 + 9x100 โดยระบบเดียวกัน ตัวเลขมายามีตั้งแต่ 0 – 19 และแต่ละหน่วยเป็นเลข ยกกําลังของ 20 เลขแต่ละตัวอยู่ในระบบขีดและจุด รวมกับสัญลักษณ์ของ 0 ที่เป็นรูปหอยสังข์ ระยยปฎิทินในอเมริกากลาง ปฏิทินมี 2 ระบบคือ ปฏิทินแสงอาทิตย์ 365 วัน/ปี คํานวณจากการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก แบ่งเป็น 18 เดือนๆละ 20 วัน ตอนสิ้นปีมีเวลาพิเศษ 5 วันซึ่งถือเป็นเวลาแห่งอันตราย อีกระบบคือปฏิทิน ศักดิ์สิทธิ์ 260 วัน/ปี ไม่เกี่ยงข้องกับระบบดาราศาสตร์ใดๆ แต่คํานวณมาจากระยะการตั้งครรภ์ของมนุษย์ ไม่มี ระบบเดือน แต่ใช้วงรอบของวัน 2 แบบ ที่เป็นคู่ขนานและเกี่ยวข้องกันคือวงรอบเครื่องหมายของวัน มี 20 ชื่อ และ วงรอบสัมประสิทธิ์ของวันมี 13 ชื่อ นอกจากนี้ชาวมายายังติดตามตําแหน่งของดาวศุกร์ ในเวลากลางคืนและ คํานวณเป็นวงรอบๆละ 584 วัน ชาวมายาและอีพ-ิ โอลเมคยังมีวงรอบของเวลาที่ใหญ่ที่สุด เรียกการนับระยะยาว ปฏิทินนี้มีสัมประสิทธิ์ 5 ตัว ใช้บันทึกรอบละ 5,000 ปี การนับระยะยาวของทั้งชาวมายาและอีพิ-โลเมค เริ่มเมื่อ 2,570 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยุคเริ่มต้นของปัจจุบัน และด้วยระบบสัมประสิทธิ์ 5 ตัว การนับระยะยาวจะสิ้นสุดใน พ.ศ. 2551 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดสิ้นสุดของโลกตามความเชื่อของชาวมายา รูปบูชา-จุดเริ่มของการเขียน การเขียนในอเมริกากลางไม่ได้เริ่มต้นจากการนับเช่นในส่วนอื่นๆของโลกแต่มีวัตถุประสงค์ในด้านการเมือง ศาสนา และประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมเมืองที่ปรากฏครั้งแรกในอเมริกากลาง คาดว่าเป็นอารยธรรมโอลเมค มี ศูนย์กลางอยู่ในเขตร้อนชื้นของเม็กซิโก ยุคแรกเริ่มและยุคก่อนคลาสสิกในอเมริกากลาง ชาวโอลเมคแสดงผู้นําของ เขาด้วยรูปหัวมนุษย์ การตกแต่งของแต่ละหัวจะต่างกัน และเป็นที่มาของการใส่ชื่อในข้อความ และน่าจะเป็นกลุ่ม


28

เดียวในยุคนั้นที่สร้างสัญลักษณ์เพื่อสื่อความหมายเริ่มจากการเขียนรูปบูชาให้มีขนาดเล็กและนํามา เรียงลําดับเพื่อสื่อความหมาย และกลายเป็นกลิฟในระบบการเขียนรุ่นหลัง ยุคก่อนคลาสสิกสมัยหลัง ( พ.ศ. 343 -843) เริ่มมีการเขียนของชาวซาโปเทค อีพิ-โอลเมคและมายา ในช่วงยุคคลาสสิก (พ.ศ. 843 -1443) และยุคหลังคลาสสิก (พ.ศ. 1443 -2043) มีระบบการเขียนเพิ่มมากขึ้น คล้ายกับว่าได้รับแรงดลใจจากงานเขียนของชาวซาโปเทคยุคนี้อักษรได้แพร่ไปทั่วอเมริกากลางแต่ละกลุ่มต่างมี การเขียนเป็นของตนเอง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกากลางได้แก่ อักษรมายา และอีพ-ิ โอลเมคซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น เครื่องหมายแทนเสียงการนับระยะยาวและข้อความขนาดยาวที่เป็นหน่วยทางภาษาศาสตร์ และโครงสร้างประโยค อักษรมายาเป็นอักษรที่มีการใช้งานนานที่สุด เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 243 จนสิ้นสุดราชอาณาจักรมายาเมื่อ พ.ศ. 2240 ลักษณะเด่นคือ กลิฟเป็นรูปสี่เหลี่ยม เขียนในแนวคอลัมน์คู่ซิกแซก อักษรอีกชนิดคืออักษรอีพิ-โอลเมค เป็น ลักษณะผสมระหว่างอักษรคํากับสัญลักษณ์แทนการออกเสียงในการนับระยะยาวและจดบันทึกเหตุการณ์สําคัญ จุดเริ่มต้นของการนับระยะยาวก็ใกล้เคียงกัน จุดศูนย์กลางอยู่ที่รัฐอัวซาคัน เม็กซิโกตอนใต้ อักษรชนิดแรกของกลุ่มนี้คืออักษรซาโปเทค มีอายุราว พ.ศ. 43 อักษรนี้ยังเข้าใจได้น้อย อักษรที่ใกล้เคียงกันคืออักษรญูอีน อักษรทีโอทิฮัวคันต่างไปจากอักษรมายาและซาโป เทค นักวิขาการเชื่อว่าอักษรนี้ไม่ใช่ระบบการเขียนที่สมบูรณ์ อาจจะมีแค่ตัวเลขพื้นฐานกับปฏิทิน อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่แสดงว่าอักษรทีโอทิฮัวคันเป็นระบบการเขียนเริ่มพบมากขึ้น หลังพ.ศ. 1443 มีวัฒนธรรมที่เป็นที่รู้จักขึ้นมา 2 กลุ่มคือ เอซเทคและมิกซ์เทคซึ่งคล้ายคลึงกันมาก อักษร มิกซ์เทคมาจากอักษรซาโปเทคแล้วไปเป็นอักษรเอซเทคอีกทอดหนึ่ง ยังไม่พบข้อความขนาดยาวของอักษร 2 ชนิดนี้ หลังจากเข้ามาของชาวสเปน เมื่อชาวสเปนเข้ามา การเขียนของชาวพื้นเมืองถูกหาว่าเป็นการเขียนของปีศาจและห้ามใช้ จารึกและ หนังสือจํานวนมากถูกทําลาย ชาวพื้นเมืองจึงเขียนภาษาของตนด้วยอักษรละตินแทน งานเขียนเก่าๆถูกคัดลอก โดยอาลักษณ์ที่เป็นลูกจ้งของรัฐบาลอาณานิคมหรือโบสถ์ เมื่อยุคอาณานิคมสิ้นสุดลง การจ้างงานอาลักษณ์ เหล่านี้จึงเลิกล้มไปด้วย ประชาชนในรัฐเอกราชใหม่ประกาศตนเป็นเชื้อสายของสเปนในโลกใหม่ ไม่มีใครสนใจ วัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง จนกระทั่งหลัง พ.ศ. 2500 จึงมีการฟื้นฟูวัฒนธรรมโบราณเหล่านี้ขึ้นมาอีก อ้างอิง ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9 A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0% B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4 %E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87 อักษรรูปลิ่ม อักษรรูปลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม เป็นระบบการเขียนที่หลากหลาย เป็นได้ทั้งอักษรพยางค์ อักษรคํา และอักษร ที่มีระบบสระ - พยัญชนะ คําว่า “cuneiform” มาจากภาษาละติน “cuneus” แปลว่าลิ่ม ดังนั้นอักษรรูปลิ่ม จึงรวมอักษรที่มีรูปร่างคล้ายลิ่มทั้งหมด ภาษาหลายตระกูล ทั้งตระกูลเซมิติก ตระกูลอินโด-ยุโรเปียน และอื่น ๆ ที่เขียนด้วย อักษรนี้ เช่น


29 -อักษรซูเมอร์

-อักษรแอกแคด / บาบิโลเนีย / อัสซีเรีย (เซมิติกตะวันออก) -อักษรอีลาไมต์ -อักษรเอบลาไอต์ -อักษรฮิตไตน์ -อักษรฮูร์เรีย -อักษรอูตาร์เตีย -อักษรยูการิติค (ระบบพยัญชนะ) -อักษรเปอร์เซียโบราณ (ส่วนใหญ่ใช้แทนพยางค์) แผ่นดินเหนียว ตัวกลางของอักษรรูปลิ่ม ตัวอย่างเก่าสุดของอักษรในเมโสโปเตเมีย เริ่มราว4,000ปีก่อนคริสต์ศักราชพบในบริเวณอูรุก (Uruk) นิป เปอร์ ซูซา และอูร์ (Ur) ส่วนใหญ่เป็นบันทึกเกี่ยวกับการค้าขาย บันทึกเหล่านี้พัฒนามาจากระบบ การนับที่ใช้มาตั้งแต่ 5,000 ปี ก่อนหน้านั้น แผ่นดินเหนียวเริ่มใช้ตั้งแต่ 8,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชใน เมโสโปเตเมียโดยทั่วไป เป็นรูปทรง 3 มิติ มี 2 ชนิดคือ แบบแผ่นแบนและแผ่นซ้อน -แบบแผ่นแบนเป็นรูปแบบโบราณพบตั้งแต่ 8,000ปีก่อนคริสต์ศักราชในบริเวณกว้า ตั้งแต่ ตุรกี ซีเรีย อิสราเอล จอร์แดน อิหร่าน และอิรัก เป็นแบบที่แพร่หลายกว่าคล้ายกับว่าเป็นแบบที่ใช้ในการ นับทางเกษตรกรรม เช่น การนับธัญพืช -แบบแผ่นซ้อนเป็นแบบที่ตกแต่งด้วยเครื่องหมายเริ่มพบในช่วง4,000ปีก่อนคริสต์ศักราชทางภาคใต้ ของเมโสโปเตเมียใช้บันทึกเกี่ยวกับสินค้าแปรรูปซึ่งพบในบริเวณที่มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เช่น ซูเมอร์ ตัวอย่างที่เก่าสุด พบในวิหารเทพีอินอันนา เทพีแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ของชาวซูเมอร์ใน เมืองอูรุก ซึ่งทางวิหารใช้บันทึก เกี่ยวกับการแปรรูปสินค้าของวิหาร จากแผ่นดินเหนียวสู่ตัวอักษร แผ่นดินเหนียวเหล่านี้ถูกเก็บในห่อที่แข็งแรง ทําด้วยดินเหนียว โดยใช้วัตถุที่เป็นของแข็งและแหลม มา เขียนให้เป็นเรื่องราว เรียกว่าบุลลา (bulla) เพื่อป้องกันการสูญหาย เนื่องจากการนับแผ่นดินเหนียวภายในบุล ลาหลังการผนึกทําได้ยาก การแก้ปัญหาจึงใช้การกดแผ่นดินเหนียวลงบนผิวนอกของบุลลาในขณะที่ดินเหนียว ยังอ่อนตัวอยู่ แล้วจึงใส่แผ่นดินเหนียวเข้าไปข้างในและปิดผนึก การนับจํานวนแผ่นดินเหนียวอีกครั้งใช้การนับ รอยกดบนผิวด้านนอก จากรอยกดนี้ ชาวซูเมอร์ได้พัฒนามาเป็นสัญลักษณ์รูปลิ่ม เพื่อใช้บอกความหมายแล ะ


30

จํานวน เช่น รูปลิ่ม 1 อัน หมายถึง 1 รูปวงกลม หมายถึง 10 การบันทึกว่า “แกะ 5 ตัว” ใช้การกดล งบนดินเหนียวเป็นรูปลิ่ม 5 อัน แล้วตามด้วยสัญลักษณ์ของแกะ ยูนิโคด อักษรรูปลิ่มบนยูนิโคดมีหลายช่วง แต่อักษรแบบหลักอยู่ที่ -U+12000–U+1236E (879 ตัวอักษร) อักษรรูปลิ่มสําหรับอักษรซูเมอร์และอักษรแอกแคด [1] -U+12400–U+12473 (103 ตัวอักษร) อักษรรูปลิ่มแทนจํานวนและเครื่องหมายวรรคตอน [2] อ้างอิง 1. ^ Cuneiform Unicode chart 2. ^ Cuneiform Numbers and Punctuation Unicode chart (ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9% E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0% B8%A1) (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B 8%A3


Font CRU  

Font .CRU,

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you