Page 1

จั ง ห วั ด อุ บ ล ร า ช ธ า นี สั ญ ลั ก ษ ณ แ ล ะ คํา ข วั ญ จั ง ห วั ด อุ บ ล ร า ช ธ า นี

ต ร า ป ร ะ จํา จั ง ห วั ด อุ บ ล ร า ช ธ า นี รู ป ด อ ก บั ว และดอกบัวบาน ชูชอกานใบเหนือหนองน้ํา เปนสัญลักษณ ระลึกถึงชาวเมืองหนองบัวลําใน เขตจังหวัด อุดรธานี..และเปนจังหวัดหนองบัวลําภูในปจจุบัน ภายใตการนําของพระวอ และบุตรหลานพระตา ที่อพยพ หนีภัยสงครามกับ เมือง เวียงจันทน ลงมาตั้งรกรากในเขตจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อประมาณ พ.ศ.2312 ตอมาชุมชนได รับการยกฐานะขึ้นเปน "เมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย" เมื่อ วันจันทร เดือน 8 แรม 1 ค่ํา ปชวด พ.ศ.2335 ในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชองคปฐมบรมราชจักรีวงศ ......รูปดอกบัวตูม

คํา ข วั ญ ข อ ง จั ง ห วั ด อุ บ ล ร า ช ธ า นี "เมืองดอกบัวงาม แมน้ําสองสี

ถิ่นไทยนักปราชญ ทวยราษฎรใฝธรรม

มีปลาแซบหลาย หาดทรายแกงหิน งามล้ําเทียนพรรษา ผาแตมกอนประวัติศาสตร"


ด อ ก ไ ม ป ร ะ จํา จั ง ห วั ด " ด อ ก บั ว "

ตนไมประจําจังหวัด ชื่อพรรณไม "ยางนา" ชื่อทาง วิทยาศาสตร "Dipterocarpus alatus"


ธงประจําจังหวัด ดานบนของธง จะมีรูปดอกบัวสีชมพูบาน ปกอยูบนพื้นสีชมพู ดานลาง จะมีอักษรสีขาว คําวา "อุบลราชธานี" ปกอยูบนพื้นสีเขียว

ผาประจําจังหวัด เปนชื่อผาในวรรณกรรมโบราณอีสาน ซึ่งไมอาจทราบหรือพบในปจจุบันแลว สีของผากาบบัว หรือกลีบบัว จะไลกันไปจากสีออนไปถึงแก คือ ขาว ชมพู เทา เขียว น้ําตาลและชื่อของผากาบบัว จะมีความหมาย และ เหมาะสมกับชื่อของจังหวัดอุบลราชธานี "ผากาบบัว"


ประวัติจังหวัดอุบลราชธานี ตํานานเมืองอุบล ไดกลาวกันถึงการสืบเชื้อสายจากเจานครเชียงรุง แสนหวีฟา ของเจาปางคํา พระบิดา ของ เจาพระตา เจาพระวอ โดยกลาวถึง ป พ.ศ.2228 เกิดวิกฤตทางการเมือง ในนครเชียงรุง เนื่องจาก จีนฮอหัวขาว หรือ ฮอธงขาว ยกกําลัง เขาปลนเมืองเชียงรุง เจานครเชียงรุง ไดแก เจาอินทกุมาร เจานางจันทกุมารี เจาปางคํา อพยพไพรพล จากเมืองเชียงรุง มาขอพึ่งพระเจาสุริยวงศาธรรมิกราช แหงเวียงจันทน ซึ่งเปน พระประยูรญาติ ทางฝายมารดา พระเจา สุริยวงศาธรรมิกราช ใหการตอนรับเปนอยางดี โปรดใหนําไพรพลไปตั้งที่ เมืองหนองบัวลุมภู เมือง หนองบัวลุมภู จึงอยู ในฐานะ พิเศษ คือไมตอง สงสวย บรรณาการ มีสิทธิสะสม ไพรพล อยางเสรีเปนอิสระ ไมขึ้นกับ เวียงจันทน มีชื่อวา "นครเขื่อนขันธกาบแกวบัวบาน" สันนิษฐานวา นาจะมีฐานะ เปนเมืองลูกหลวง ตอมา พระเจาสุริยวงศาธรรมิกราช ให เจาอินทกุมาร เสกสมรส กับ พระราชธิดาพระองคหนึ่ง ไดโอรส คือ เจาคํา หรือเจาองคนก ใหเจา นางจันทกุมารี เสกสมรสกับ พระอุปยุวราช ไดโอรส คือ เจากิงกีศราช และ เจาอินทโสม ซึ่งตอมา คือบรรพบุรุษของ เจานายหลวงพระ บาง สวนเจาปางคํา ใหเสกสมรสกับ พระราชนัดดา ไดโอรส คือ เจาพระตา เจาพระวอ สันนิษฐานวา ทั้งสองทานเปน เสนาบดี กรุงศรีสัตนาคนหุต ตั้งแตสมัย พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (ชัยวงคเว) พระอัยกาของ พระเจา สิริบุญสาร การดํารง ฐานะเปน เจานายเชื้อสายพระราชวงศ ของพระเจาวอ พระเจาตา เห็นไดจากหลักฐาน หลายประการ อาทิ การที่หนองบัว ลุมภู เปนเมือง ใหญ มีไพรพลมาก ดังปรากฎเมืองหนาดานทั้งสี่ คือ เมืองภูเขียว ภูเวียง เมืองผาขาว เมืองพันนา และ การที่ เมืองอุบล ดํารง ฐานะเปน เจาประเทศราชเมื่อเขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ของพระมหากษัตริย ไทย ตางจาก เมืองเขมร ปาดงอื่นๆ และเมื่อกําเนิด พ.ร.บ. นามสกุล โปรด พระราชทานนามสกุล "ณ อุบล" อันหมายถึง เชื้อสาย เจานาย อุบลราชธานี แตโบราณ เมื่อเจานายอุบล ถึงแกอสัญกรรม ก็มี ประเพณี การทําศพแบบนกหัสดีลิงค อันสืบมา จากนครเชียงรุง ในเชียงใหม ก็ปรากฎการ ทําศพแบบนกหัสดีลิงคเชนเดียวกัน การตั้งเมืองอุบลราชธานี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช บานเมือง คอนขางสงบก็ ทรงมี นโยบายที่จะ จัดตั้งเมือง ใหมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเปนการรวบรวมไพรพลใหเปนปกแผน เพื่อความสงบสุข สมเด็จฯ กรมพระยาดํารง ราชานุภาพไดทรงกลาวถึง เรื่องนี้วา "…รัชกาล ที่ 1 ถึงรัชการที่ 3 ใหเจาเมืองราง เที่ยวเกลี้ยกลอมหา ผูคนมาเปนพลเมือง โดย ไมตองใชอํานาจ อาจทําไดดวยยินดีดวยกัน ทุกฝายก็สําเร็จ ประโยชน ถึงความมุงหมาย เจาเมืองไหนเกลี้ยกลอมคนมาไดมาก ก็ไดทรัพยเศษสวน และไดผูคนสําหรับอาศัยใชสอยมากขึ้น ก็เต็มใจขวนขวาย ตั้ง บานเมือง ฝายราษฎรที่ไปเที่ยวหลบลี้ เดือดรอนลําบากมากอยู เมื่อรูวา บานเมืองเรียบรอยอยางเดิม ก็ยินดีที่จะกลับมา โดยมาก " คงจะเปน เพื่อสนองตอบ พระบรมราโชบาย ในการตั้งเมืองดังกลาวมาแลว และเพื่อความอุดมสมบูรณในการ ประกอบอาชีพของ ไพรบานพลเมือง "ในป พ.ศ.2329 ( จุลศักราช 1148 ปมะเมีย นพศก) พระประทุมจึงยายครอบครัว ไพรพลมาตั้งอยู ณ ตําบลแจระแม ตือตําบล ที่ตั้ง อยูทาง ทิศเหนือ เมืองอุบลปจจุบัน" สถาปนาเมืองอุบลราชธานี พ.ศ.2335 พระประทุมสุรราช (ทาวคําผง) ไดพาพรรคพวกไพรพลตั้งอยูที่ ตําบล หวยแจระแม (บริเวณบาน ทาบอ ในปจจุบัน) ดวยความปกติสุขเปนเวลานานหลายป จนกระทั่ง พ.ศ.2334 (จุลศักราช 1153 ตรีศก) อายเชียงแกว ซึ่งตั้งบานอยูที่ตําบลเขาโองแขวง เมืองโขง คิดการกบฎ พาพรรคพวก ไพรพลเขายึดนคร จําปาศักดิ์ พระเจาองคหลวง (ไชยกุมาร) เจาเมืองซึ่งกําลังปวยอยูก็มี อาการปวยทรุดหนัก และถึงแกพิราลัย อายเชียงแกว จึงยึดเมือง นครจําปาศักดิ์ไวได ความทราบ ถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดเกลาฯ ให เจาพระยานครราชสีมา (ทองอิน) เมื่อครั้งเปน พระพรหม ยกกระบัตร ยกกองทัพเมืองนครราชสีมามาปราบกบฎอายเชียง


แกว อยางไรก็ดีขณะที่กองทัพนครราชสีมายกมาไมถึงนั้น พระประทุมสุรราช (ทาวคําผง) และทาวฝายหนา ผูนอง ที่ตั้ง อยูบานสิงหทา (เมืองยโสธร) ไดยกกําลังไปรบอายเชียงแกวกอน ทั้งสองฝาย ไดสูรบกันที่บริเวณ แกงตะนะ (อยูในทอง ที่ อําเภอโขงเจียม) กองกําลัง อายเชียงแกวแตกพายไป อายเชียงแกวถูกจับได และถูกประหารชีวิต เมื่อกองทัพ เมือง นครราชสีมายกมาถึงเมืองจําปาศักดิ์ เหตุการณก็สงบเรียบรอยแลว จึงพากันยกกองทัพ ไปตีพวกขา "ชาติกระเสงสวาง จะ รายระแดร" ซึ่งตั้งอยูฝงตะวันออกแมน้ําโขง จับพวกขาเปนเชลย ไดเปนจํานวนมาก จากความ ดีความชอบในการปราบ ปรามกบฎอายเชียงแกวนี้เอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช จึงได โปรดเกลาฯ แตงตั้งให ทาวฝาย หนาเปน พระวิไชยราชขัตติยวงศา ครองนครจําปาศักดิ์ และโปรดเกลาฯ แตงตั้งให พระประทุม สุรราช เปนพระประทุม วรราชสุริยวงศ ครอง เมืองอุบลราชธานี พรอมกับยกฐานะบานหวยแจระแมขึ้นเปนเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันจันทร แรม 13 ค่ํา เดือน 8 จุลศักราช 1154 (พ.ศ.2335) ดังปรากฎ ในพระสุพรรณบัตรตั้ง เจาประเทศราชในรัชกาล พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช วา "ดวยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจา ผูผาน พิภพกรุงเทพ มหานครศรีอยุธยา มีพระ ราชโองการโปรดเกลา โปรดกระหมอม ตั้งให พระประทุม เปนพระประทุมวรราช สุริยวงศ ครองเมือง อุบลราชธานี ศรีวนาไลยประเทศราช เศกให ณ วัน 2 แรม 13 ค่ํา เดือน 8 จุลศักราช 1154 ปจัตวาศก" การตั้งเมืองตางๆ ในอุบลราชธานี ภายหลังการกอตั้งเมืองอุบลขึ้นแลว ไดมีการตั้งเมืองสําคัญในเขตปกครอง ของจังหวัด อุบลราชธานี ปจจุบัน ขึ้นอีกหลายเมืองดังนี้ เมืองยโสธรเดิมทีเดียวมีฐานะเปนหมูบาน ชื่อบานสิงทา ทาวฝายหนา (บุตรพระตา)เคยอพยพ ครอบครัว และไพรพล มาตั้งหลักแหลง อยูแลว ครั้งหนึ่ง ใน ราวป พ.ศ.2329 แตเมื่อคราวปราบกบฎ อายเชียงแกว เมื่อป 2334 ทาว ฝายหนาก็ไดรับ พระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเปน พระวิไชยราชสุริยวงศ ขัตติยวงศา ครองเมืองนครจําปาศักดิ์ตอจากพระ เจาองคหลวง (ไชยกุมาร) ที่ถึงแกกรรมลง ตอมาในป พ.ศ.2357ราชวงศ (สิง) เมืองโขง ซึ่งเปนญาติกับ พระวิไชยราชสุริ ยวงศขัตติยวงศา เจาเมืองนครจําปาศักดิ์ไมพอใจ ที่จะทําราชการกับ เจาเมืองนครจําปาศักด จึงพาครอบครัวไพรพลอพยพ ไปตั้งอยูที่ บานสิงทา พรอมมีหนังสือกราบบังคมทูลขอยกขึ้นเปนเมือง พระบาทสมเดจพระพุทธเลิศหลานภาลัย จึงทรง พระกรุณาโปรดเกลาฯ ตั้งบานสิงทา เปนเมืองยโสธร เมื่อป พ.ศ.2357 พรอมกับโปรดเกลาฯ แตงตั้งให ราชวงศ (สิง) เมืองโขง เปนพระ สุนทรราชวงษาเจาเมืองยโสธร พรอมโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหทาวสีชา (หรือ สีทา) เปนอุปฮาดทาวบุตร เปนราชบุตร ขึ้นตรงตอกรุงเทพฯ โดยใหผูกสวย น้ํารัก 2 เลกตอ เบี้ย ปาน 2 เลก ตอขอด 1.

เมืองเขมราฐในป พ.ศ.2357 คือปเดียวกับที่โปรดเกลาฯ ตั้งเมืองยโสธรนั่นเอง อุปฮาดก่ํา อุปฮาดเมือง อุบลราชธานี ไมพอใจที่จะทํา ราชการกับ พระพรหมวรราชสุริยวงศ (ทาวทิดพรหม) เจาเมืองอุบลราชธานีคนที่ 2 (พ.ศ.2338-2388) จึงอพยพ ครอบครัว ไพรพล ไปตั้งอยูที่ บานโคกกงพะเนียง พรอมกับขอพระบรมราชานุญาตตั้งขึ้น เปนเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยจึงโปรดเกลาฯ ใหตั้งบานโคกกง พะเนียง เปนเมือง "เขมราษฎรธานี" ขึ้นกรุงเทพฯ พรองกันนั้นก็ โปรดเกลาฯ ตั้งอุปฮาดก่ํา เปนพระเทพวงศศาเจาเมือง โดยกําหนดให ผูกสวยน้ํารัก 2 เลกตอ เบี้ย ปาน 2 ขอดอ 10 บาท เมือง "เขมราฐษร ธานี" ปจจุบันคืออําเภอ เขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี 2.

เมืองโขงเจียมตั้งขึ้นในป พ.ศ.2364 ทั้งนี้เพราะขุนนักราชนาอินทร ผูรักษาตําบลโขงเจียม มีความผิด เจา เมืองนคร จําปาศักดิ์ (โย) จึงจับมาลงโทษ แลวขอพระบรมราชานุญาต ตั้งทาวมหาอินทร บุตรขุนนักอิน- ทวงษเปนพระ กําแหงสงคราม ยกบานนาคอขึ้นเปนเมืองโขงเจียม ขึ้นตรงตอเมืองนคร จําปาศักดิ์ แตพอถึง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระ 3.


นั่งเกลาเจาอยูหัว คงดวยเหตุผลทางการเมืองบางประการ จึงโปรด เกลาฯ ใหเมือง โขงเจียมขึ้นตรงตอ เมืองเขมราฐเมื่อ พ.ศ.2371 เมืองเสนางคนิคมโปรดเกลาฯ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2388 ทั้งนี้เพราะพระพรหมวรราชสุริยวงศ (ทาวทิดพรหม) เจาเมือง อุบลราชธานีคนที่ 2 ไดนํา พระศรีสุราช เมืองตะโปน ทาวอุปฮาด เมืองชุมพร ทาวฝาย เมืองผาปง ทาวมหาวงศ เมืองคาง พาครอบครัวไพรพล อพยพมาจาก ฝงซาย แมน้ําโขง มาพึ่ง พระบรมโพธิ สมภาร และตั้งบานเรือนอยูที่บาน ชองนาง แขวงเมือง อุบลราชธานี เขาเฝาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ที่กรุงเทพฯ จึงโปรดเกลาฯ ตั้งบานชอง นางเปนเมืองเสนางคนิคม ตั้งพระศรีสุราชเปนพระศรีสินธุสงคราม เจาเมือง ใหทาวฝายเมืองผาปง เปน อัครฮาด ทาว มหาวงสเมืองคาง เปน อัครวงศรักษาเมืองเสนางคนิคม ขึ้นตรงตอเมืองอุบลราชธานี แตเมื่อตั้งเมืองจริงนั้น เจาเมืองกลับ พา พรรคพวกไพรพล ไปตั้งเมืองที่บานหวยปลาแดก หาไดตั้งที่บานชองนางดังที่โปรดเกลาฯ ไม 4.

เมืองเดชอุดมในปเดียวกับตั้งเมืองเสนางคนิคมนี้เอง หลวงธิเบศร หลวงมหาดไทย หลวงอภัย กรมการเมือง ศรีสะเกษ ไมพอใจที่จะทํา ราชการ กับพระยาวิเศษภักดีเจาเมืองศรีสะเกษ จึงอพยพครอบครัวไพรพลไปตั้งอยูบานน้ํา โดมใหญ ซึ่งตั้งอยูพรมแดนระหวาง เมืองนครจําปาศักดิ์ อุบลราชธานี ขุขันธ ศรีสะเกษ ติดตอกัน มีไพรพลทั้งหมด 2,150 คน และมีเลกฉกรรจ 606 คน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดเกาฯ ใหยกบานน้ําโดมใหญขึ้นเปน เมืองเดชอุดม เมื่อ วันเสาร แรม 5 ค่ํา เดือน 8 พ.ศ. 2388 (จ.ศ.1207) พรอมกันนั้นก็โปรดเกลาฯ ตั้งหลวงธิเบศรเปนพระ ศรีสุระ ใหหลวงมหาดไทยเปนหลวงปลัด ใหหลวงอภัยเปนหลวงยกระบัตร รักษาเมือง เดชอุดมขึ้นกรุงเทพฯ 5.

เมืองคําเขื่อนแกวตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2388 ทั้งนี้เพราะพระสีหนาท พระไชยเชษฐา นายครัวเมืองตะโปน ไดพา ครอบครัว ไพรพลมาตั้งอยู ที่บาน คําเมืองแกว แขวงเมืองเขมราฐ พระเทพวงศา (บุญจันทร) เมืองเขมราฐ จึงกราบบังคม ทูลเพื่อขอตั้งเปนเมือง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา เจาอยูหัว จึงโปรดเกลาฯ ใหยกฐานะบานเมืองแกว ขึ้นเปนเมือง คําเขื่อนแกว ขึ้นกับเขมราฐ 6.

เมืองบัว(ปจจุบันคือ อําเภอบุณฑริก) ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2390 ทั้งนี้เพราะเจานครจําปาศักดิ์ (นาก) เห็นวาการที่ โปรดเกลาฯ ใหตั้งเมือง เดชอุดม ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2388 นั้น เปนผลกระทบกระเทือนตอเขตแดน เมืองนครจําปาศักดิ์มาก เพราะจะเปนผลใหเขตแดน ทางทิศตะวันตก ลดนอยถอยลง จึงนําเรื่องขึ้น กราบบังคมทูล ขอยกบานดงกระชู (หรือบาน ไร) ขึ้นเปนเมือง เพื่อกันเขตแดนเมืองเดชอุดมไว จึงโปรดเกลาฯ ใหยกบานดงกระชู ขึ้นเปนเมืองบัว ขึ้นตรง ตอเมือง นครจําปาศักดิ์ และใหทาวโสเปนพระอภัยธิเบศรวิเศษสงครามเจาเมือง 7.

เมืองอํานาจเจริญตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2401 พระเทพวงศาเจาเมืองเขมราฐมีใบบอกกราบบังคมทูลขอตั้งบานคอ ใหญขึ้น เปนเมือง จึงโปรดเกลาฯ ใหตั้งบาน คอใหญขึ้นเปนเมืองอํานาจเจริญ ขึ้นตรงตอเมืองเขมราฐ ผูกสวยเงินแทนผล เรวปละ 12 ชั่ง 18 ตําลึง ตั้งทาว จันทบรม เปนพระอมร อํานาจเจาเมือง ตั้งทาวบุตตะเปนอุปฮาด ทาวสิงหราชเปน ราชวงศ ทาวสุริโยเปน ราชบุตร 8.

เมืองพิบูลมังสาหารตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2406 พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจาเมืองอุบลราชธานี คนที่ 3 (พ.ศ. 2388-2409) ไดมีใบบอก กราบเรียน เจาพระยา กําแหงสงคราม เจาเมืองนครราชสีมา เพื่อนําความ กราบบังคมทูลขอตั้ง บานกวางลําชะโด เปนเมือง และขอตั้งทาวจุมมณี เปน เจาเมือง พระบาทสมเด็จ พระจอมเกลา เจาอยูหัว จึงโปรดเกลาฯ 9.


ใหตั้งบานกวางลําชะโด เปนเมือง "พิบูลยมังสาหาร" เมื่อวันอาทิตย แรม 11 ค่ํา เดือน 12 และ โปรดเกลาฯ ตั้งทาวธรรม กิตติกา (จุมมณี) เปนพระบํารุง- ราษฎรเจาเมือง ใหทาวโพธิ-สารราช (เสือ) เปนอุปฮาด ทาวสีฐาน (สาง) เปนราชวงศ ทาวขัตติยะเปนราชบุตร โดยกําหนดให ขึ้นตรงตอเมืองอุบลราชธานี เมืองตระการพืชผลใน พ.ศ.2406 พรอมๆ กับการขอตั้งเมือง "พิบูลมังสาหาร" พระพรหมราชวงศา เจา เมืองอุบลราชธานี ก็ขอตั้ง บานสะพือ ขึ้นเปนเมืองดวย และขอใหทาวสุริยวงศ (อม) เปนเจาเมือง จึงโปรดเกลาฯ ตั้งบาน สะพือขึ้น เปนเมืองตระการพืชผล ใหทาวสุริยวงศ (อม) เปนพระอมร ดลใจเจาเมือง เมื่อวันอาทิตยแรม 10 ค่ํา เดือน 12 โดยกําหนดให ขึ้นตรงตอเมืองอุบลราชธานี 10.

เมืองมหาชนะชัย พรอมๆ กับขอตั้งเมืองพิบูลยมังสาหาร และเมืองตระการพืชผลนั้นเอง ก็ได ขอตั้งบาน เวินไชย ขึ้นเปนเมืองดวย ซึ่งก็ไดรับ พระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตั้งขึ้นเปนเมืองมหาชนะไชย ตั้งใหทาวคําพูนเปนพระ เรืองไชยชนะ เจาเมือง ทาวโพธิราช (ผา) เปนอุปฮาด ทาววรกิตติกา (ไชย) เปนราชวงศ ทาวอุเทน (หอย) เปนราชบุตร ขึ้นตรงตอเมืองอุบลราชธานี 11.

เจาเมืองอุบลราชธานีในอดีต ที่พระมหากษัตริยแหงกรุงรัตนโกสินทรทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งมี จํานวนทั้งสิ้น 4 ทานดังนี้ พระประทุมวรราชสุริยวงศ (พ.ศ.2335-2338) นามเดิม ทาวคําผง บุตรเจาพระตา เปนบุคคลสําคัญ ในการ สรางบาน แปงเมืองอุบล โปรดใหสรางคู ประตูเมือง หอโฮงเจานายตางๆ สรางวัดหลวง และเสนาสนะ อาทิ สิม อาฮาม หอระฆัง พระพุทธรูป สิ่งกอสราง ลวนเลียนแบบ ศิลปแบบหลวงพระบาง 1.

พระพรหมวรราชสุริยวงศ (พ.ศ.2338-2388) นามเดิม พรหม นองชายพระประทุม (คําผง) เปนบุตรชาย คน เล็กของ เจาพระตา เปนผูกอสรางวัด ปาหลวง (วัดปาหลวงมณีโชติ) นําไพรพลผูศรัทธาสรางพระพุทธรูป องคใหญกอ อิฐถือปูน เปนที่ เคารพสักการะของชาวอุบลฯ มีชื่อวา พระเจาใหญ อินทรแปลง ปจจุบัน เปนพระประธาน ในวิหารวัด มหาวนาราม 2.

พระพรหมราชวงศา (พ.ศ.2388-2409) นามเดิม กุทอง สุวรรณกูฏ บุตรพระพรหม (ทิดพรหม) ในสมัยของ ทาน ธรรมยุติกนิกาย แพรหลายในเมือง อุบลฯ เพื่อสนองพระราชประสงคของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหสรางวัดสุปฏนาราม และบรรดา อุปฮาด ราชวงศ ราชบุตร รวมกัน สรางวัดศรีทอง (ศรีอุบลรัตนาราม) วัด สุทัศน ซึ่งเหตุการณสําคัญในสมัยนี้คือการเขารวมสงคราม ขับไลญวน 3.

เจาพรหมเทวานุเคราะหวงศ (พ.ศ.2409-2425) เจาพรหมเทวา (เจาหนอคํา) เปนพี่ชายเจาจอมมารดา ดวงคํา ใน รัชกาลที่ 4 เจาราชวงศ จําปาศักดิ์ บุตรเจาเสือหลานเจาอนุวงศ ในสมัยของทานไดสรางวัดไชยมงคล ซึ่งเปนวัดธรรม ยุตที่สี่ ในจังหวัดอุบลราชธานี สิ่งที่พึงสังเกต คือ ความขัดแยงระหวาง เจาเมืองอุปฮาด ราชวงศ รุนแรง เนื่องจากฝายเจา นายอุบลฯ ไมพอใจที่ โปรดเกลาฯ แตงตั้งให เจาหนอคําเปนเจาเมือง ในสมัยนั้นจึง เกิดการทะเลาะ วิวาทขัดแยงกัน กลั่นแกลงกันอยูเสมอ ทายที่สุด ราวป พ.ศ.2412 เกิดกรณี เมืองไซแง ไดเกิดความบาดหมาง ทวีความรุนแรง ตางฝายตาง เกลาโทษ ซึ่งกัน และกัน เจาพรหม กลาวหาวา อุปฮาด ราชวงศ ราชบุตร ขัดขวางไมใหเก็บเงินสวย จากไพร ขางฝาย 4.


อุปฮาด ราชวงศ ราชบุตร ก็กลาวหาวา เจาพรหม ฉอราษฎรบังหลวง ทั้งสองฝายจึงลงมา สูความกันที่กรุงเทพฯ จนพากัน ถึงแกอสัญกรรม ตางฝายตางสูญเสียทรัพยสินสวนตัวเปนจํานวนมาก พ.ศ. 2418 เกิดศึกฮอ เจาพรหมเทวาถูกเกณฑไป ราชการทัพฮอ หลังศึกฮอไดอัญเชิญพระพุทธรูป 2 องค คือ พระทองทิพย และพระทอง ประดิษฐาน ที่วัดศรีทอง และวัด ไชยมงคล พ.ศ. 2422 กราบบังคมทูลขอตั้งบานทายักขุ เปนเมืองชานุมานมณฑล บานพระเหลา เปนเมืองพนานิคม ให เมืองทั้งสอง ขึ้นกับเมือง อุบลราชธานี การแตงตั้งเจาเมืองสมัยโบราณ พบหลักฐาน เอกสารการแตงตั้งเจาเมือง องคที่ (กุทอง) กลาวถึงเครื่องยศ ที่ทางกรุงเทพฯ พระราชทานแก เจาเมืองอุบลฯ ประกอบดวย พานถมเครื่องในทองคํา

3

คือ พระพรหมราชวงศา

1 สํารับ

คนโททองคํา

1 ใบ

กระโถนถม

1 ใบ

ลูกประคําทองคํา

1 สาย

กระบี่บั้งถม

1 อัน

เสื้อหมวกตุมป

1 ชุด

สัปทนปสตู

1 ชุด

ปนคาบศิลาคอลาย

1 กระบอก

เสื้อเขมขาบริ้วเลื้อย

1 ตัว

สานไทยปกทอง

1 ชุด

ผาปู

1 ผืน

เครื่องยศเจาเมืองอุบลฯ สมัยโบราณ

มีพระบรมราชโองการ ใหเจาเมืองปกครองราษฎร ดวยความรมเย็นเปนสุข ดังความวา "...ใหโอบออมอารีตอ อาณาประชาราษฎร อยาเบียดเบียน ขมเหงไพรบานพลเมือง ปฏิสังขรณวัดวาอาราม ทํานุบํารุงพระสงฆ สามเณรให ปฏิบัติเลาเรืยนคันถธุระ วิปสสนาธุระ กําชับ กําชาไพรบานพลเมือง อยาใหสูบฝน ซื้อฝน กินฝน ใหกระทําพิธีถือ น้ําพิพัฒนสัตยาปละ 2 ครั้ง...

สภาพทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ตั้งอาณาเขตและพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยูทางดานตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศ อยูหางจาก กรุงเทพมหานคร ประมาณ 630 กิโลเมตรหรือ 575 กิโลเมตรโดยทางรถไฟ มีเนื้อที่ประมาณ 16,112.650 ตาราง กิโลเมตร หรือ ประมาณ 10.069 ลานไร คิดเปนรอยละ 9.16 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมี อาณาเขตติดตอดังนี้


ทิศเหนือ ติดตอ จังหวัดอํานาจเจริญ จังหวัดยโสธรและสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ทิศตะวันออก ติดตอ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศใต ติดตอ ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย และจังหวัดศรีสะเกษ ทิศตะวันตก ติดตอ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร แนวพรมแดน ติดตอกับประเทศเพื่อนบาน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชาชนลาว และประเทศ กัมพูชา รวมความยาวประมาณ 428 กม. ติดตอกับ สปปล. 361 กม. (จากอําเภอเขมราฐ-อําเภอน้ํายืน ติดตอกับแขวง สะหวันนะเขต แขวงสาละวัน และ แขวงจําปาสัก) - ติดตอกับ กัมพูชา 67 กม. (อําเภอน้ํายืนติดตอกับจังหวัดเขาพระวิหาร)


จังหวัดอุบลราชธานี มีอําเภอทั้งสิ้น 20 อําเภอ กับอีก 5 กิ่งอําเภอ ประกอบดวย อําเภอเมืองอุบลฯ อําเภอเขมราฐ อําเภอโขงเจียม อําเภอตระการพืชผล อําเภอนาจะหลวย อําเภอบุณฑริก อําเภอโพธิ์ไทร อําเภอวารินชําราบ อําเภอสําโรง อําเภอดอนมดแดง อําเภอกุดขาวปุน อําเภอเขื่องใน อําเภอเดชอุดม อําเภอตาลสุม อําเภอน้ํายืน อําเภอพิบูลมังสาหาร อําเภอมวงสามสิบ อําเภอศรีเมืองใหม อําเภอสิรินธร อําเภอทุงศรีอุดม กิ่งอําเภอนาเยีย กิ่งอําเภอเหลาเสือโกก กิง่ เภอนาตาล กิ่งอําเภอสวางวีระวงศ กิ่งอําเภอน้ําขุน

ลักษณะภูมิประเทศ จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยูในบริเวณที่เรียกวา แองโคราช (Korat basin) โดยสูง จากระดับน้ําทะเล เฉลี่ย ประมาณ 68 เมตร (227 ฟุต) ลักษณะโดยทั่วไปเปนที่สูงต่ํา เปนที่ราบสูงลาดเอียงไปทางตะวันออกมีแมน้ําโขง เปนแนว เขตกั้นจังหวัดอุบลราชธานีกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาวมีแมน้ําชีไหลมาบรรจบกับ แมน้ํามูลซึ่งไหลผาน กลางจังหวัด จากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออกแลวไหลลงสูแมน้ําโขง ที่อําเภอ โขงเจียม และมีลําน้ําใหญ ๆ อีกหลาย สาย ไดแก ลําเซบก ลําโดมใหญ ลําโดมนอย และมีภูเขาสลับซับซอนหลายแหง ทางบริเวณชายแดน ตอนใตที่สําคัญคือ เทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาพนมดงรักซึ่งกั้นอาณาเขตระหวาง จังหวัดอุบลราชธานีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว และกัมพูชา

ลักษณะภูมิสัณฐานของ จังหวัดอุบลราชธานี แบงออกโดยสังเขป ดังนี้ บริเวณ ที่เปนสันดินริมน้ํา (River levee)เกิดจากตะกอนลําน้ําที่พัดพามาทับถม สภาพพื้นที่เปนเนิน สันดิน ริมฝงแมน้ําโขง และบาง บริเวณสัน ดินริมฝงลําเซบาย 1.

บริเวณที่ เปนแบบลานตะพักลําน้ํา (Terrace) ที่เกิดจากการกระทําของขบวน การของน้ํานานมาแลว ประกอบดวยบริเวณที่เปนลาน ตะพักลําน้ําระดับต่ํา ระดับกลางและระดับสูง ลักษณะพื้นที่ที่มีทั้งที่เปนที่ราบแบบ ลูกคลื่นลอนลาดจนถึงลูกคลื่นลอนชัน จะอยูถัดจากบริเวณ ที่ราบลุม น้ําทวมถึงขึ้นมาพื้นที่เหลานี้จะพบในบริเวณ ทั่วไป ของจังหวัด กลาวคือทางตอนเหนือ ทางตะวันออกและทางใตบางแหงใชสําหรับทํานาและ บางแหง ใชสําหรับปลูก พืชไร 2.

บริเวณที่เปนแอง (Depression) หรือที่ราบต่ําหลังแมน้ํา (Back swamp) เกิดจากการกระทําของ ขบวนการ ของน้ํา พบบางแหงใน บริเวณ ริมแมน้ําโขง แมน้ําชี ลําเซบายและลําโดมใหญ จะมีน้ําแชขังนานในฤดูฝน 3.

บริเวณที่ เปนเนินตะกอนรูปพัด (Coalescing fans) สภาพพื้นที่แบบนี้มีลักษณะเดน คือ รูปรางจะเปนรูปพัด เกิดจาก หินในบริเวณ เหลานั้น ถูกทําใหแตกหักสะสมอยูกับพวกที่มีอนุภาคละเอียดกวาเมื่อฝนตกลงมาในปริมาณมาก กําลังของ น้ําจะมีมากจนสามารถพัดพาเอาตะกอน เหลานั้น ออกมานอกหุบเขาได เมื่อมาถึงนอกหุบเขาหรือเชิงเขา สภาพพื้นที่ก็จะ 4.


เปนที่ราบทางน้ําไหลกระจายออกไป ทําใหกําลังของน้ําลดลงก็จะ ตกตะกอนในบริเวณน้ําจะพบอยู ทางตอนใตและทาง ตะวันตกของจังหวัด บริเวณที่ เปนเนินที่เกิดจากการไหลของธารลาวา (Lava flow hill) เปนเนินเขา ที่เกิดจากการไหลของธาร ลาวา ดินบริเวณนี้จะมี ศักยภาพ ทางการเกษตรสูง ซึ่งเปนผลจากการสลายตัวผุพังของหินบะชอลท บริเวณนี้จะพบ อยูใน อําเภอน้ํายืน 5.

6. บริเวณที่ ลาดเชิงเขา (Foot hill slope) เปนที่ลาดเชิงเขาที่ตะกอนบริเวณที่เกิด จากขบวนการของน้ํา นานมา

แลวทับถมกัน บริเวณ นี้จะพบ อยูในอําเภอโขงเจียม อําเภอพิบูลมังสาหาร อําเภอศรีเมืองใหม และอําเภอ ตระการพืชผล บริเวณที่ ลาดเชิงซอน (Slope complex) ลักษณะเปนภูเขาหรือเทือกเขามีความลาดชันมากกวา 35 เปอรเซ็นตจะพบบริเวณเทือกเขา พนมดงรักในอําเภอน้ํายืนอําเภอนาจะหลวยและอําเภอบุณฑริก อีกแหงหนึ่ง คือ เทือกเขาภูเขา ซึ่งจะพบมากในอําเภอโขงเจียม และอําเภอ ศรีเมืองใหม 7.

ลักษณะภูมิอากาศและอุตุนิยมวิทยา จังหวัดอุบลราชธานี อยูในเขตที่มีปริมาณน้ําฝนคอนขางสูง เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ําฝนเฉลี่ย ของจังหวัด อื่น ๆ ฤดูฝน จะเริ่มตั้งแตเดือนพฤษภาคมเรื่อยไป จนถึงปลายเดือนตุลาคม และมักปรากฏเสมอวาฝนทิ้งชวง ในเดือน มิถุนายน ถึงเดือน กรกฏาคม แตระยะเวลาการทิ้งชวงมักจะไมเหมือนกันในแตละป และในชวงปลายฤดูฝน มักจะมีพายุ ดีเปรสชั่นฝนตกชุกบางปอาจมีภาวะ น้ําทวมแตภาวะการณไมรุนแรงนัก ฤดูหนาว เนื่องจากเปนจังหวัดที่ตั้งอยูทางทิศตะวันออกสุดของประเทศ ทําใหไดรับอิทธิพลลมมรสุม ตะวัน ออกเฉียงเหนือ กอน ภูมิภาคอื่น อุณหภูมิจะเริ่มลดต่ําลงตั้งแตเดือนตุลาคมและจะสิ้นสุดปลายเดือนมกราคม ฤดูรอน ถึงแมวาเคยปรากฏบอยครั้งวาอากาศยังคงหนาวเย็นยืดเยื้อมาจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ โดย สวนใหญแลวอากาศจะ เริ่มอบอาว ในเดือนกุมภาพันธไปจนถึงประมาณตนเดือนพฤษภาคมซึ่งอาจจะมีฝน เริ่มตกอยู บางในปลายเดือนเมษายน แตปริมาณน้ําฝนมักจะ ไมเพียงพอ เพาะปลูก นอกจากนั้นลักษณะภูมิอากาศทั่วไป คลายคลึง กับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือ จะมีอากาศรอนและคอนขาง หนาวใน ฤดูหนาว สวนในฤดูฝนจะมีฝน ตกชุก ในชวงเดือน มกราคมถึงเดือน พฤศจิกายน 2541 มีฝนตก ประมาณ 106 วัน ปริมาณน้ําฝนวัดได 1,297.3 มิลลิเมตร


เดือน

ตารางเปรียบเทียบปริมาณน้ําฝน อุณหภูมิ ความชื้น ป พ.ศ. 2540 ปริมาณน้ําฝน จํานวน อุณหภูมิ (C) ความชื้นสัมพันธ (%) รวมทั้งเดือน วันที่มีฝนตก ต่ําสุด สูงสุด เฉลี่ยต่ําสุด เฉลี่ยสูงสุด (มม.)

0.4 1 13.2 33.9 43.0 มกราคม 7.1 1 15.8 35.2 45.0 กุมภาพันธ 40.5 3 16.8 37.6 41.0 มีนาคม 81.8 9 20.8 37.0 49.0 เมษายน 194.4 15 21.9 37.9 53.0 พฤษภาคม 312.0 13 21.7 37.6 59.0 มิถุนายน 452.6 22 22.2 34.3 67.0 กรกฎาคม 223.7 19 21.4 33.9 68.0 สิงหาคม 156.7 18 19.1 35.1 63.0 กันยายน 85.9 10 20.1 34.8 60.0 ตุลาคม T 0 18.2 36.4 51.0 พฤศจิกายน 0.0 0 16.7 35.4 46.0 ธันวาคม 1,474.4 128 รวม ที่มา : ศูนยอุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

90.0 85.0 86.0 88.0 91.0 91.0 95.0 94.0 94.0 94.0 90.0 91.0 -

สภาพเศรษฐกิจจังหวัดอุบลราชธานี สภาพการดําเนินชีวิต / การทํามาหากิตของคนอุบลฯในอดีต เมืองอุบลในสมัย แรก แทบไมมีการซื้อขายกันเลย จะมีก็แตการแลกเปลี่ยนสินคาซึ่งกันและกัน ในแตละบาน จะจัดนําเครื่องนุงหุม คือทอผาไวใชสอย เงินตราที่ใช เปนเงินลาด เงินฮอย เงินฮาง เงินลาด และเงินฮอยนั้น ผูปกครอง บานเมือง กําหนดใหหลอขึ้นใชเอง ตามความจําเปน สวนเงินฮางเปนเงินที่นํามาจากเมืองจีน นํามาทําเปนรูปเรือหัวตัด คิดน้ําหนักเปนตําลึง แทงหนึ่งๆ จะมีน้ําหนัก ตั้งแตสิบสองตําลึงขึ้นไป อุปนิสัย ของประชาชนชาวอุบล หรืออีสานโดยทั่วไป สรุปไดวามีลักษณะออนโยน สุภาพ ดังคํากลาวของ สังฆราชปาลเลกัวซวาอุปนิสัยของราษฎรภูมิภาคแถบนี้ คือ "...ไวใจคนงาย หูเบา ถือโชคลาง ซื่อสัตย สุภาพ และไรเดียง สา สันโดษ มักนอย และเชื่อถือในภูตผีปศาจ..." การประกอบอาชีพของประชาชนโดยทั่วไป อาศัยเกษตรกรรมเปนหลัก โดยการทํานา แลวเก็บเกี่ยวขาวไวใน ยุงฉาง เพื่อเก็บไวกินตลอดทั้งป ปลูกพืชผักสวนครัวไวใหพอเลี้ยงครอบครัว


อาชีพประมงลุมแมน้ํา ตามหัวเมืองในมณฑลอิสาน

สภาพหัวไรปลายนา ตามหัวเมืองในมณฑลอิสาน

สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพไดกลาวถึง ชีวิต และความเปนอยูของราษฎรในภาคอีสาน ดังนี้ "...ตั้งแต เขามณฑลอุดรมา ไดไปเที่ยวตามหมูบานราษฎร ตามทางที่ผานมาหลายแหง บางแหงเปนบานใหญ ตั้งมาชานาน หลาย ชั่วคน ลองไตถามประเพณี การสมาคมของชาวบานเหลานี้ ตามที่พวกชาวบานชี้แจง ไดความที่ประหลาดนาพิศวง อยางหนึ่ง คือ ชาวบาน เหลานี้ ครัวหนึ่ง มีบานอยูหนึ่งแหง มีเยาเรือนพอกันอยู และมียุงขาวเก็บไวพอกินป 1 ลานบาน ปลูกพริก มะเขือ ขา ตะไคร สําหรับ ตมแกง นอกบาน มีสวนผลไม เชน กลวย ออย หมาก มะพราว และมีที่ปลูกตน หมอนสําหรับเลี้ยงไหม ตอเขตสวนออกไปถึงทุงนา ตางมีเด็ก ผูใหญ สิ้นฤดูทํานา ผูชายไปเที่ยวหาของขาย ผูหญิง อยูบานเลี้ยงไหม และทอผา ทําเครื่องนุงหม เศษอาหารที่เหลือบริโภค ใชนําไปเลี้ยงไก และสุกรไวขาย การกินอยูของ ชาวบานแถวนี้ ทําไดเอง เกือบที่จะไมตองซื้อหาสิ่งอื่นใด สิ่งที่ตองซื้อก็คือ เครื่องเหล็ก เชน จอบ เสียม มีด พรา เปนตน สวนเครื่องถวยชามบางทีก็ซื้อ ดายทอผา และผาผืน และของอื่นๆ ที่ชอบใจ ซึ่งพอคาหาไปขาย เงินทองที่จะใช ซื้อหา ก็มี พอเพียง เพราะมีโค กระบือ ที่ออกลูกเหลือใช และมีหมูและไกที่เลี้ยงไวดวยเศษอาหารเหลือบริโภค ขายได เงินซื้อของที่ ตองการ ไดพอปราถนา ตางครัวตางเปนอิสระแกกัน ไมมีใครเปนบาว ไมมีใครเปนนายใคร ลูกบานที่อยูในปกครอง กัน งายดาย แตวา ทั้งตําบล จะหาเศรษฐีที่มั่งมีเงินทองตั้งแต 200 บาทขึ้นไปไมมีเลย คนยากจน ถึงตองเปนบาวคนอื่นก็ไมมี อีกเลย สักคนเดียว คงอยูกันมาเชนนี้ นับดวยรอยปแลว เพราะเหตุวา พวกชาวบานทําไรนา หาเลี้ยงตัวไดโดยไมจําเปน ตองใชเงิน ความรูสึก ตองการตัวเงินจึงไมรุนแรง เงินไมมีอํานาจเหมือนในเมืองที่วาศิวิไลซ จึงไมใครมีใครสะสม แตจะ วายากจนก็ไมได เพราะเลี้ยงตัวได โดยผาสุก ไมอัตคัด เมื่อได ความดังกลาวมาไดอธิบายใหหมอแบรดด็อกเขาใจ แลว ถามวา ชุมชน เชนฝรั่ง จะเห็นวามีความสุข หรือมี ความทุกขประการใด หมอแบรดด็อกเปนชาวอเมริกัน ตอบวา พวก โซเชียลลิสตในเมืองฝรั่ง วุนวายกันตางๆ ก็ตองการจะเปนอยาง พวกชาวบานนี้นี่เอง ที่แทสมาคมอยางที่พวก โซเชียลลิสตตองการ มีอยูในเมืองนี้มานับดวยรอยปพันปแลว สมกับสุภาษิตที่กลาว วา "ไมมีอะไรแปลกใหมใน โลกนี้..."


สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ประทับในระแทะ เมื่อคราว เสด็จตรวจราชการมณฑลอิสาน จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ.2449 ความเปนอยู ของประชาชน มีละแวกตางๆ เรียกเปนคุม เชน คุมกกยางใหญ คุมบานแสนตอ คุมบานกอ คุมบานแงวใหญคุมกกยางหลุม คุมบานดู คุมบานหนองแวง คุมบานบุงกะแซว

สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปในปจจุบัน ของจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ประชาชนโดยทั่วไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพหลัก ซึ่งมีพื้นที่การเกษตร ทั้งสิ้น 6,034,170 ไร (51.07%) ประกอบกับมีสภาพภูมิศาสตรที่เหมาะสมเพราะเปนที่ราบลุมและมีแมน้ําที่สําคัญ 2 สาย คือ แมน้ํามูลและแมน้ําชี สภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดอุบลราชธานี ในป 2540 ประชากรมีรายได เฉลี่ยตอหัว 25,928 บาทตอคนตอป (รายไดตอหัว ในชนบท 10,826 บาท/คน/ป) มีผลิตภัณฑมวลรวม 43,196 ลานบาท รายไดสวนใหญ ขึ้นอยูกับสาขาการ คาสง และคาปลีก มากที่สุด ถึงรอยละ 22.69 คิดเปนมูลคา 9,801 ลานบาท รองลงมาเปนสาขาการเกษตรรอยละ 18.21 คิดเปนมูลคา 7,779 ลานบาท สาขา บริการรอยละ 18.01 คิดเปนมูลคา 7,779 ลานบาท และสาขาอื่นๆ รอยละ 41.04 คิดเปนมูลคา 17,728 บาท (สถิติป 2540) คาประมาณการในป 2541 ประชากรมีรายไดเฉลี่ยตอหัว 23,763 บาทตอป (รายไดตอหัวในชนบท 10,435 บาท/คน/ป) และมีผลิตภัณฑมวลรวม 39,874 ลานบาท รายไดสวนใหญ ขึ้นอยูกับสาขาการคาสง และการคาปลีก มาก ที่สุด รองลงมาเปนสาขาบริการ และการทองเที่ยว สาขาเกษตรกรรม และสาขาอิ่นๆ การเกษตรกรรม พื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตร ภาคเกษตรกรรม เปนภาคเศรษฐกิจที่ทํารายไดใหแกจังหวัดมาก เมื่อเทียบรายไดจากภาคเศรษฐกิจอื่น ทั้งนี้ เพราะจังหวัด มีสภาพพื้นที่เหมาะกับการทําการเกษตร แตในระยะหลัง พื้นที่การเกษตรเริ่มลดลง เนื่องจากการที่ภาค อุตสาหกรรมเริ่มเขามาแทนที่ เปนผลใหราคาที่ดินสูงขึ้นอยางรวดเร็ว สภาพการถือครองที่ดินจึงเริ่มเปลี่ยนไป จากพื้นที่ ถือครองเพื่อการเกษตรทั้งหมด 5,804,814 ไร แบงเปน


พื้นที่อยูอาศัย

131,629 ไร

2.26 %

พื้นที่นา

4,298,825 ไร

74.05%

พื้นที่พืชไร

534,946 ไร

9.21%

พื้นที่ไมผลและไมยืนตน

128,067 ไร

2.20%

พื้นที่สวนผักและไมดอก

8,980 ไร

0.15%

พื้นที่เลี้ยงสัตว

52,841 ไร

0.91%

พื้นที่รกรางวางเปลา

571,544 ไร

9.84%

พื้นที่อื่นๆ

77,982 ไร

1.34%

อยางไรก็ตามจังหวัดอุบลราชธานี มีพืชเศรษฐกิจที่สําคัญ และทํารายไดใหแกเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรไดทําการ เพราะปลูก ในปจจุบัน ไดแก ขาว การผลิตในป 2543/44 พื้นที่เก็บเกี่ยว ขาวเจา 2,141,956 ไร ผลผลิตเฉลี่ย 439 กก./ไร ผลผลิตรวม 939,444 ตัน ขาวเหนียว 1,688,207 ไร ผลผลิตเฉลี่ย 415 กก./ไร ผลผลิตรวม 699,765 ตัน ราคาขาวเจา เฉลี่ย 6,694 บาท/ตัน ขาวเหนียว 4,828 บาท/ตัน มูลคารวม 9,667 ลานบาท -

มันสําปะหลัง การผลิตในป 2543/44 พื้นที่ปลูก 214,013 ตัน มูลคา 510 บาท/ตัน มูลคารวม 109.14 ลานบาท -

101,455

ไร ผลผลิตเฉลี่ย

2,109

กก./ไร ผลผลิตรวม

ปอแกว เปนพืชเศรษฐกิจหลัก โดยในป 2543 มีพื้นที่เพาะปลูก 55,062 ไร ผลผลิตเฉลี่ย 258 กก./ไร ผลผลิต รวม 12,470 ตัน มูลคา 11,500 บาท/ตัน มูลคารวม 143.40 ลานบาท -

พริกหัวเรือ การผลิตในป 2543/44 มีพื้นที่เพาะปลูก 9,917 ไร ผลผลิตรวม 26,250 ตัน มูลคา 11,500 บาท/ ตัน มูลคารวม 301.87 ลานบาท ผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม/ไร ราคาเฉลี่ย 12.5 บาทตอกิโลกรัม มูลคาทั้งสิ้น 0.075 ลานบาท ปลูกมากแถบ อําเภอเมือง อําเภอเขื่องใน อําเภอวารินชําราบ อําเภอ มวงสามสิบ กิ่งอําเภอเหลาเสือโกก ชวง เวลาเพาะปลูกเดือน ธันวาคม หรือ มกราคม -

- ยางพารา ในป 2544 มีพื้นที่ปลูก 26,628 ไร เปดกรีดแลว 5,248 ไร ราคาเฉลี่ย 23.50 บาท

ปศุสัตว สภาพภูมิประเทศของจังหวัดอุบลราชธานี เปนปาไมโปรงและทุงกวาง มีพื้นที่กวางขวางขนาดใหญ จึงเหมาะสม แกการเลี้ยงสัตว ทางจังหวัดจึงพยายามสงเสริมใหแกเกษตรกรเลี้ยงสัตว สัตวเลี้ยงที่สําคัญ ไดแก โค กระบือ ซึ่งมีการเลี้ยงกัน อยางแพรหลาย โดยเฉพาะ โคและกระบือพันธุพื้นเมือง โดยโคมีการเลี้ยงมากที่อําเภอเมือง สวนกระบือ เลี้ยงมากในอําเภอ เดชอุดม การเลี้ยงไมคอยใชหลัก วิชาการมาก เพราะเกษตรกรจะเลี้ยงไวใชงานควบคู กับการเลี้ยงเปน -


อาชีพ ซึ่งวิธีการเลี้ยง ก็ปลอยให แทะเล็มหญาตามทองไรทองนา โดยมีฟางขาว หรือหญาเปนอาหารหลัก พันธุที่เลี้ยง เปนพันธุไทยตัวเล็ก สวนพันธุลูกผสม ยังมีการเลี้ยงนอย ปจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี ไดสงเสริมให เกษตรกร มีการ เลี้ยงโค-กระบือพันธผสม เพื่อใหไดผลผลิตที่ คุมคาแกการลงทุน - ประมง

จังหวัดอุบลราชธานีมีสภาพเปนที่ลุมเหมาะสําหรับทําการ เพาะเลี้ยงสัตวน้ําแตดวยเกษตรกรมีรายไดหลักจาก การทํา กสิกรรม เปนสวนใหญ จึงไมมีเกษตรกรรายใดเพาะเลี้ยงสัตวน้ําเปนอาชีพอยางจริงจังประกอบกับลักษณะ ภูมิประเทศของ จังหวัด มีสัตวน้ําที่อุดมสมบูรณ ตามแหลงน้ํา ธรรมชาติอยูแลว อยางไรก็ตามประมงจังหวัด ไดพยายามสงเสริมใหเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตวน้ําอยางสม่ําเสมอในปจจุบันจึงมี การ เพาะเลี้ยงปลากัน เกือบทุกอําเภอ ปลาที่นิยมเลี้ยงกัน ไดแกปลาตะเพียน ปลานิล ปลาดุกเทศ ปลายี่สกเทศ ปลานวลจันทร และปลาทับทิม - การอุตสาหกรรม

จังหวัดอุบลราชธานี มีการลงทุนประกอบกิจการอุตสาหกรรม นับจนถึงเดือนสิงหาคม 2543 รวมทั้งสิ้น 3,821 แหง มูลคา เงินลงทุนรวม 10,550,733 ลานบาท มีการจางงาน 13,330 คน ขนาดของโรงงาน โรงงานสวนใหญเปนโรงงานขนาดเล็ก (เงินลงทุนนอยกวาหรือเทากับ 10 ลานบาท) มี จํานวนถึง 3,747 โรงงาน คิดเปนรอยละ 98.06 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด รองลงมาเปนโรงงานขนาดกลาง (เงินลงทุน มากกวา 10 ลานบาท ถึง 100 ลานบาท) มีจํานวน 67 แหง คิดเปนรอยละ 1.76 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด และเปน โรงงานขนาดใหญ (เงินลงทุน มากกวา 100 ลานบาท) มีจํานวน 7 แหง คิดเปนรอยละ 0.18 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด ประเภทอุตสาหกรรม ประเภทอุตสาหกรรม ที่ประกอบกิจการมากที่สุด คือ โรงสีขาว 3,080 โรงงาน คิดเปน รอยละ 80.61 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด รองลงมา ไดแก โรงซอม-เคาะ พนสีรถยนต 135 แหง โรงงานทําผลิตภัณฑ คอนกรีต, คอนกรีตผสมเสร็จ 70 แหง โรงงานทําเครื่องเรือนจากไม 39 แหง โรงซอมเครื่องยนต 36 แหง และโรงงาน ทําประตูหนาตางเหล็กดัดโครงหลังคา 29 แหง แหลงที่ตั้งโรงงาน โรงงานอุตสหกรรมสวนใหญ ตั้งอยูในเขตอําเภอเมืองอุบลราชธานี 750 โรงงาน คิดเปนรอย ละ 19.63 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด รองลงมา ไดแก อําเภอเดชอุดม 518 โรงงาน คิดเปนรอยละ 13.56 ของจํานวน โรงงานทั้งหมด อําเภอเขื่องใน 370 โรงงาน คิดเปนรอยละ 9.68 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด อําเภอวารินชําราบ 344 แหง คิดเปนรอยละ 9.00 ของจํานวนโรงงาน ทั้งหมด เปนตน หมวดอุตสาหกรรม จากจํานวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ประกอบกิจการ 3,821 แหง สามารถแบงเปนหมวด อุตสาหกรรม ตามลักษณะการประกอบกิจการได 9 หมวดอุตสาหกรรม โดยมีหมวดอุตสาหกรรมที่ประกอบกิจการมาก 3 อันดับแรก ไดแก -


อุตสาหกรรมการเกษตร ไดแก อุตสาหกรรมประเภท โรงสีขาว, อัดปอ, ปนนุน เปนตนมีจํานวน โรงงาน คิดเปนรอยละ 81.34 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด -

3,108

อุตสาหกรรมบริการ ไดแก อุตสาหกรรมประเภทโรงซอม-เคาะพนสีรถยนต,ซอมเครื่องยนต, กลึง-เชื่อม โลหะ, ทําทอไอเสียรถยนต เปนตน มีจํานวน 301 โรงงาน คิดเปนรอยละ 8.77 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด -

อุตสาหกรรมกอสราง ไดแก อุตสาหกรรมประเภทโรงโม บด ยอยหิน ดูดทราย ผลิตอิฐดินเผา ทําผลิตภัณฑ คอนกรีต ทําคอนกรีต ผสมเสร็จ เปนตน มีจํานวน 140 แหง คิดเปนรอยละ 3.66 ของจํานวนโรงงานทั้งหมด ระหวาง เดือน มกราคม - กุมภาพันธ 2544 มีอัตราการขยายตัวของโรงงานเพิ่มขึ้น 14.29% ยอดรวมโรงงานอุตสาหกรรม 3,823 แหง เพิ่มขึ้น 8 แหง โดยเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 29.39 ลานบาท เงินลงทุนรวม 10,593.14 ลานบาท แรงงานรวม 13,329 คน อุตสาหกรรมสําคัญ ไดแก ผลิตวัสดุกอสราง ซอมบํารุง รถยนต ดูดทราย ตัดเย็บเสื้อผา อุตสาหกรรมขนาดกลาง และเล็ก ใชเงินทุนหมุนเวียนไมมากนัก -

- การพาณิชย

จังหวัดอุบลราชธานี มีการประกอบธุรกิจการคาสินคาอุปโภค บริโภค อยูในตัวอําเภอ และมีรานคากระจัด กระจายทั่วไปในหมูบาน และตําบล สินคาดังกลาว เปนการสั่งเขามาจากแหลงผลิตที่สําคัญในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และจังหวัดในภาคกลาง เชน น้ํามันเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต และวัสดุกอสราง

ป 2539 2540 2541 2542 2543

ทะเบียนธุรกิจนิติบุคคล ทะเบียนพาณิชย เฉพราะ หางหุนสวน หางหุนสวน อ.เมือง อ.วารินชําราบ บริษัทจํากัด จํากัด สามัญนิติบุคคล 7,183 8,087 8,880 8,663 8,934

350 385 368 427 450

1,607 1,836 1,888 1,992 2,065

9 9 9 9 9

รวม 1,966 2,230 2,295 2,428 2,523

ในระหวางเดือน มกราคม - พฤษภาคม 2544 มีธุรกิจเพิ่มขึ้นรอยละ 1.38 เงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น รอยละ 0.14 ยอดการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 36 ราย มียอดสะสมรวมจํานวนธุรกิจจดทะเบียน 2,593 ราย แยกเปน บริษัทจํากัด 459 ราย หางหุนสวนจํากัด 2,124 ราย หางหุนสวนสามัญนิติบุคคล 8 ราย เงินทุนรวมทั้งสิ้น 8,175.20 ลานบาท ธุรกิจที่มีมาก ไดแก ธุรกิจเกี่ยวกับซอมรถยนต รถจักรยานยนต การขายสง ขายปลีก การรับเหมากอสราง บริการรานอาหาร ซอมและ บริการขอมูลทางคอมพิวเตอร


- การจางงาน สถิติการจางงาน ตั้งแตป 2540 - 2544 เปนดังนี้ ประชากร ประชากรทั้งหมด ประชากรชาย ประชากรหญิง

ป 2540

ป 2541

ป 2542

ป 2543

ป 2544

1,777,143

1,796,143

1,808,977

1,780,078

1,777,074

887,889

899,424

906,178

888,966

889,663

889,254

896,719

902,799

891,112

887,411

การคาชายแดน การพัฒนาดานการคาชายแดนไทย-ลาว โดยเฉพาะที่บริเวณดานชองเม็ก ที่มีผืน แผนดินติดตอกับประเทศลาว โดยตรง จะมีความสําคัญ เพิ่มชึ้น โดยมีโอกาสและลูทางการขยายตัวสูง เนื่องจากเปนประตูการคาชายแดนมีโครงขาย การคมนาคม ทางบก ที่สามารถเชือมโยง ตอไปยัง เขมรและเวียดนาม โดยใชเสนทางหลวงหมายเลข 217 (อุบลราชธานีชองเม็ก ซึ่งเชื่อมโยง ไปยังเมืองสะเต็งตรึงของเขมร เขาสูโฮจิมินตซิตี้ ของเวียดนามไดอยางสะดวก) -

นอกจากนั้น "โครงการพัฒนาดานชองเม็ก" ซึ่งไดรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 เพื่อจัดระเบียบชุมชน บริเวณพื้นที่ชองเม็กและพัฒนาระบบสาธารณูปการ ยกระดับใหดานชองเม็กเปนดานการคา ชายแดน ระหวางประเทศที่ไดปริมาณ การคาชายแดน ในป 2541 (ระหวางเดือนมกราคม 2541ถึงเดือนตุลาคม 2541 ) และ กระทรวงมหาดไทย ก็ยังเห็นชอบใหเปดจุดผอนปรน ที่ชองอานมา จุดเชื่อมระหวาง อําเภอน้ํายืน จังหวัด อุบลราชธานี กับบานสะเตือลกวาง อําเภอจอมกระสาน จังหวัดเขาพระวิหาร ตั้งแตวันที่ 13 กันยายน 2539 เพื่อใหบุคคล สามารถติดตอ และคาขายสินคาได แตเนื่องจากมีสถานการณสูรบบริเวณชองอานมาอยางตอเนื่อง จังหวัดอุบลราชธานี จึงไดประกาศปดจุดผอนปรน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 และเปดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 โดยมีมูลคา การคาเฉลี่ยประจําวัน ประมาณ 60,000 บาท/วัน สินคานําเขาไดแก โค กระบือ และของปา สินคาสงออก ไดแก วัสดุ กอสราง และสินคาอุปโภค บริโภคทั่วไป สรุป สภาวะการคาชายแดนไทย กับประเทศสาธารณรัฐปนะชาธิปไตย ประชาชนลาว และประเทศกัมพูชา ประชาธิปไตย ดานจังหวัดอุบลราชธานี ป 2544 -

การคาชายแดนไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ ดานศุลกากรเขมราฐ ในชวง มกราคม

-

พฤษภาคม 2544 1. สินคาขาเขาของเมืองไทย มีมูลคานําเขา 7.66 ลานบาท สินคานําเขาที่สําคัญ ไดแก กระบือมีชีวิต ชันดิน และ

น้ํามันยางดิบ เมื่อเปรียบเทียบกับป 2543 เพิ่มขึ้น 3.90 ลานบาท หรือรอยละ 103.95 สินคาออกของไทย สวนใหญเปนสินคาอุตสาหกรรม , เครื่องอุปโภค-บริโภค และสินคา และทุนมีมูลคา 22.43 ลานบาท เทียบกับป 2543 มูลคาลดลง 45.82 ลานบาท คิดเปนรอยละ - 67.13 สินคาสงออกที่สําคัญ ไดแก รถ ยนต ปุยเคมี รถไถนาเดินตาม สังกะสี ตาขาย และเครื่องไฟฟา 2.


สรุป ในป 2544 ไทยไดดุลการคา 14.77 ลานบาท การคาชายแดนไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ ดานศุลกากรพิบูลมังสาหาร ในชวง มกราคม - พฤษภาคม 2544<dd>1.</dd> สินคาขาเขาของไทย มีมูลคานําเขา 463.51 ลานบาท สินคานําเขาที่สําคัญ ไดแก ไมทอน ไมแปรรูป หนังโค - กระบือหมักเกลือ น้ํามันยางดิบ โค - กระบือ เมื่อเปรียบเทียบกับป 2543 ลดลง 114.24 ลานบาท คิดเปนรอยละ 24.64<dd>2.</dd> สินคาออกของไทย สวนใหญเปนสินคาประเภทวัสดุกอสราง น้ํามันเชื้อเพลิง สินคาอุตสาหกรรมทั่วไป เครื่องจักรและอุปกรณ สินคาสงออกมีมูลคารวม 376.79 ลานบาท เทียบกับป 2543 มูลคาลดลง 421.17 ลานบาท คิดเปนรอยละ 52.78<dd>สรุป</dd> ในป 2544 ไทยไดดุลการคา 86.72 ลานบาท -

- ดานศุลกากรเขมราฐ

สินคานําเขา คิดเปนมูลคารวม 5,468,818 บาท สินคากระบือมีชีวิตมีมูลคานําเขาเปนอันดับ 2,766,240 บาท และ สินคาโคมีชีวิต มีมูลคานําเขาเปนอันดับ 2 มูลคา 1,294,560 บาท -

1

มูลคา

สินคาสงออก คิดเปนมูลคารวม 21,116,023 บาท สินคารถไถนาเดินตามมี มูลคาสงออกเปนอันดับ 1 มูลคา 9,773,8000 บาท และสินคาปุยเคมี มีมูลคาสงดอกเบี้ยอันดับ 2 มูลคา 3,910,650 (ปริมาณการเสียภาษีที่ผานดาน ศุลกากร) - การเงินและการธนาคาร -

เงินฝากของธนาคารพาณิชยในจังหวัดอุบลราชธานี ป จํานวน ธนาคาร เครื่อง ATM 2540 2541 2542 2543

44 47 45 44

38 38 37

เงินฝาก ประจํา ออมทรัพย กระแสรายวัน 14,368.0 14,193.1 13,688.6 12,883.9

4,806.2 4,732.8 5,648.2 6,902.2

382.5 433.8 26.8 429.87

รวม 19,556.7 19,359.7 20,063.7 20,215.9

สินเชื่อของธนาคารพานิชยในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ป

จํานวนธนาคาร

2540 2541 2542 2543

44 47 45 44

ใหกู 29,726.6 11,882.1 12,345.2 12,428.2

เงินฝาก เปกเกินฯ อื่นๆ 10,003.1 8,968.1 6,298.1

4,793.4 4,429.4 3,059.0

รวม 29,726.6 26,708.5 25,742.7 21,785.3


การธนาคาร จังหวัดอุบลราชธานี มีสถาบันการเงิน 3 ประเภท ไดแก ธนาคารพาณิชย จํานวน 43 สาขา ธนาคารออมสิน จํานวน 6 สาขา และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณการเกษตร จํานวน 10 สาขา โดยมีการกระจายของธนาคาร พาณิชยในเขคอําเภอเมืองฯ มากที่สุด จํานวน 24 สาขา รองลงไปคืออําเภอวารินชําราบ จํานวน 9 สาขา

สภาพสังคมของจังหวัดอุบลราชธานี สภาพสังคมในยุคตนๆ พระประทุมวรราชสุริยวงศ (ทาวคําผง) นําไพรพลมาสรางเมือง เปนเวลา 2 ป จึงแลวเสร็จ ซึ่งบริเวณตัวเมือง อุบลเดิมเปนดงใหญเรียกวา ดงอูผึ้ง เพราะอุดมไปดวยตนไมนานาชนิด จึงเปนที่อาศัยของหมูผึ้งมากมาย ซึ่งชี้ใหเห็น ถึงความอุดมสมบูรณของเมืองอุบลในยุคกอนๆ ภายในดง หรือปา จะมีกู หรืออโรคยาคาร ของขอม (ปจจุบันคือสถานี กาชาด หรือสถานีอนามัย ) ภายหลังโปรดเกลาฯ ใหสราง วัดเหนือทา วัดเหนือเทิง (ปจจุบันคือบริเวณวิทยาลัยอาชีว ศึกษา) เมื่อสรางวัดสุปฏนาราม จึงไดยุบวัดเหนือทา วัดเหนือเทิง โดยนําพระประธานที่วัดเหนือเทิงไปประดิษฐานที่ วิหารวัดทุงศรีเมือง เรียกวาพระเจาศรีเมือง ตามชื่อของวัด ในการสราง เมือง ไดสรางถนนสายแรก คือ ถนนเขื่อนธานี ดวยการพูนดินเปนเขื่อน แลวสรางเชิงเทินดินรอบเมืองดานเหนือแนวถนนเขื่อนธานี มีประตูเขาเมือง 4 ประตู ทําคาย คูประตูเมือง ทําดวยเสาไมแกนรอบเมือง 3 ดาน เนื้อที่ของเมืองประมาณ 2,400 ไร ประตูทั้งสี่ ตั้งอยูที่สี่แยกถนนหลวง สี่แยกถนนอุปราช สี่แยกถนนราชบุตร สี่แยกถนนราชวงศ ตัดกับถนนเขื่อนธานีตลอดสาย บานเจานาย พื้นเมืองสมัย กอนเรียกวา คุมโฮง ซึ่งมีอยู 4 โฮงดวยกัน ไดแก โฮงกลาง อยูใกลวัดหลวง เปนที่พักของพระประทุม วรราชสุริยวงศ (ทาวคําผง) เจาเมืองอุบล โฮงเหนือ เปนที่พักของอุปฮาด ปจจุบันคือบริเวณตลาดใหญ และบริเวณเชิงสะพานขาม แมน้ํามูล โฮงทง เปนที่พักของราชบุตร ปจจุบันคือบริเวณโรงหนังสินราชบุตร และถูกทุบทิ้งเพื่อสรางอาคารพาณิชย ไปแลว โฮงใต เปนที่พักของราชวงศ อยูบริเวณเหนือวัดกลาง ตอมาปลายรัชกาลที่ 5 ไดเกิดโฮงขึ้นอีก 1 โฮง เรียกวา โฮงแพ คือเปนบานบนแพลูกบวบไมไผ ลอยอยูในแมน้ํามูล มีโซเหล็กตรึงกับฝงน้ํา เปนบานของอัญญา พอพระอุบลกาล ประชานิตย (ทาวสุทธสาร บุญชู พรหมวงศานนท) ปจจุบันโฮงเหลานี้สูญหายไปหมดแลว

ชาวบานกับภาชนะพื้นเมืองที่ใชสําหรับตักน้ํา

ลักษณะการจัดตั้งบานเรือนริมฝงแมน้ํา ตามหัวเมือง มณฑลอิสาน


การศึกษา จังหวัด อุบลราชธานี เปนศูนยกลางการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง ซึ่งนอกจากจะใหบริการ ดาน การศึกษา ในจังหวัดแลว ยังใหบริการแก ผูอยูในจังหวัดใกลเคียงดวย มีการจัดการศึกษาตั้งแตระดับกอนประถม ศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา มีหนวยงาน ที่ทําหนาที่ ใหการศึกษาหลายหนวยงาน มีการจัดการศึกษาทุกระดับในจังหวัด อุบลราชธานี ดังนี้ ระดับ ประถมศึกษา มีโรงเรียนในสังกัดสถานศึกษารัฐ ทั้งสิ้น 1,094 โรงเรียน จํานวนครู-อาจารยทั้งสิ้น 11,613 คน และ มีนักเรียน 249,888 คน นอกจากนี้ยังมีสถานศึกษาของเอกชน ระดับประถมศึกษา อีกจํานวน 36 โรง เรียน มีครู-อาจารย จํานวน 375 และ มีนักเรียน จํานวน 7,453 คน 1.

2. ระดับ มัธยมศึกษา มีโรงเรียนในสังกัดสถานศึกษารัฐ ทั้งสิ้น 74 โรงเรียน มี ครู-อาจารย รวม 3,085 คน และ

มีนักเรียน จํานวน 67,562 คน 3. ระดับ อาชีวศึกษา มีสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จํานวน 8 แหง มีจํานวน ครู-อาจารย ทั้งสิ้น 426

คน และมีนักเรียน จํานวน 11,767 คน ระดับ อุดมศึกษา มีสถานศึกษา ที่ใหบริการการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แกนักศึกษาในจังหวัด อุบลราชธานี และ จังหวัดใกลเคียง จํานวน 3 แหง ประกอบดวย สถาบันราชภัฏ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และวิทยาลัย เทคโนโลยีราชธานี (เอกชน) โดย สถาบันการศึกษา ทั้ง 3 แหง นี้ เปดสอนในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท 4.

การศาสนา จังหวัด อุบลราชธานี ไดจัดใหมีการทํานุบํารุงศาสนาทุกศาสนาและสงเสริม การบริหารพระสังฆาธิการ ตลอด มา นอกจากนั้น ยังสงเสริมใหจัดการศึกษา ในการศาสนา ปจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มีพุทธศาสนิกชน 1,736,623 คน จํานวนวัด 1,195 แหง/อิสลามิกชน 683 คน จํานวนมัสยิส 1 แหง/คริสตศาสนิกชน 21,122 คน จํานวนโบสถ 24 แหง และอื่นๆ 1,016 คน นอกจากนี้ ยังมีสถานศึกษาสําหรับสงฆ ไดแก มหาจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย การสาธารณสุข การพัฒนา ดานสาธารณสุขของจังหวัดอุบลราชธานี มีขอไดเปรียบจังหวัดอื่นๆ ในเขต อีสานตอนลาง เนื่อง จากเปน ที่ตั้งของศูนย วิชาการ ของกรมกองตางๆ ของกระทรวงสาธารณสุข อาทิเชน ศูนยควบคุมโรคติดตอ ศูนยวัณ โรค ศูนยวิทยาศาสตรการแพทย ศูนยอนามัย สิ่งแวดลอม ศูนยสงเสริมสุขภาพ และสถาบันมะเร็งภาคตะวันออกเฉียง เหนือ หนวยมาเลเรียที่ 35 มีโรงพยาบาล ศูนยขนาด 1,000 เตียง มีแพทยผูเชี่ยวชาญ เฉพาะทางสาขาตางๆ มีโรงพยาบาล ดานจิตและประสาท 1 แหง ซึ่งเปนศูนยกลางในการ บําบัดรักษา ทางจิต และประสาทของจังหวัด ในเขตอีสานตอนลาง จํานวน 7-8 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตบุคคลากรดาน สาธารณสุข เชน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และวิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธรอุบลราชธานี นอกจากนั้น ยังมีโรงพยาบาลของรัฐ สังกัด กระทรวงอื่นๆ เชน โรง


พยาบาลคายสรรพสิทธิประสงค โรงพยาบาลกองบิน ดานสาธารณสุข ดังนี้

21

และโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งสรุปขอมูลเกี่ยวกับ การใหบริการ

- โรงพยาบาลของรัฐ 21 แหง โรงพยาบาลเอกชน 6 แหง สถานีอนามัย 307 แหง - แพทย มีจํานวน 158 คน อัตราสวนตอประชากร เทากับ 1:11,385 - พยาบาลวิชาชีพ มีจํานวน 808 คน อัตราสวนตอประชากร เทากับ1:2,226 - ทันตแพทย มีจํานวน 26 คน อัตราสวนตอประชากร เทากับ 1:69,186 คน

อาชญากรรมและยาเสพยติด อาชญากรรม จากการพิจารณากลุมความผิดในคดีอุกฉกรรจ และสะเทือนขวัญ ในรอบป 2543 ของจังหวัด อุบลราชธานี มีสถิติการเกิดคดีอาชญากรรม ดังนี้ - คดีอุกฉกรรจ และสะเทือนขวัญ เกิด 36 ราย จับ 19 คน - คดีประทุษรายตอชีวิต รางกาย เพศ เกิด 280 ราย จับ 184 คน - คดีประทุษรายตอทรัพย เกิด 229 ราย จับ 79 คน - คดีที่นาสนใจ เกิด 241 ราย จับ 148 คน

ยาเสพยติด จังหวัดอุบลราชธานี ไมมีแหลงผลิตยาเสพติด เพียงแตมีการลักลอบปลูกกัญชาเพียงเล็กนอยทั่วไป ในบางอําเภอจะมีการลักลอบนําเขา จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศกัมพูชา ซึ่งมี พรมแดนติดกับจังหวัดอุบลราชธานี โดยพื้นที่ลักลอบนําเขาไดแก อําเภอเขมราฐ อําเภอสิรินธร อําเภอโพธิ์ไทร อําเภอ โขงเจียม และอําเภอน้ํายืน อําเภอที่มีปญหาระบาดรุนแรง ไดแก อําเภอเมืองอุบลราชธานี อําเภอวารินชําราบ อําเภอเขมราฐ และอําเภอที่ มีปญหาระบาดปานกลาง ไดแก อําเภอเดชอุดม อําเภอบุณฑริก อําเภอนาจะหลวย -

- ชนิดของยาเสพติดที่พบ ไดแก ยาบา กัญชา สารระเหย เฮโรอีน - ผูตองโทษคดียาเสพติดในเรือนจํา มีนักโทษ 2,159 คน จากคดียาเสพติด 1,310 คน

การบําบัด ฟนฟูรักษา ไดจัดตั้งศูนยแสงธรรมนําทางชีวิต "โครงการสรางชีวิตใหมถวายในหลวง" 2 แหง อบรม 12 รุน 307 คน และใหโรงพยาบาลทุกแหงของอําเภอ เปนศูนยบําบัดรักษา


การ คมนาคม และการขนสง จังหวัดอุบลราชธานี มีการคมนาคมติดตอ กับจังหวัดตางๆ ทั้งทางรถไฟ รถยนต และ ทางอากาศ ดังนี้ ทาง รถไฟ มีเสนทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ผาน นครราชสีมา บุรีรัมย ศรีสะเกษ ไป สิ้นสุดที่อําเภอวารินชํา ราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยผานสถานียอย 2 แหง คือ สถานีบุงหวาย และสถานีหวยขะยุง -

ทางรถยนตประจําทาง มีถนนภายในจังหวัด และเชื่อมตอจังหวัดใกลเคียง ทั้งทางหลวงแผนดิน ทางหลวง จังหวัด และถนนทองถิ่น ไดอยางสะดวกสบาย โดยมีรถยนตประจําทาง ของบริษัทขนสง และบริษัทเอกชนใหบริการ อยางสม่ําเสมอ -

ทางน้ํา เสนทางคมนาคมทางน้ํา ที่สําคัญ คือ แมน้ํามูล ผานอําเภอเมือง อําเภอ วารินชําราบ และอําเภอพิบูล มังสาหาร และแมน้ําโขง ผานอําเภอเขมราฐ อําเภอศรีเมืองใหม และอําเภอโขงเจียม โดยมีราษฏรที่อาศัย ในเขตอําเภอที่ ติดแมน้ําดังกลาว ใชเปนเสนทางคมนาคม ภายในจังหวัดเทานั้น และในปจจุบันไมเปนที่นิยม เนื่องจากมีความลาชา -

ทางอากาศ มีสนามบินพาณิชย 1 แหง โดยบริษัทการบินไทย จํากัด จัดเที่ยวบิน บริการรับสงผูโดยสาร ระหวางกรุงเทพฯ - อุบลราชธานี เปนประจําทุกวันๆละ 2 เที่ยว -

การสื่อสารและโทรคมนาคม สถานีวิทยุกระจายเสียง ในปจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มีสถานีวิทยุกระจายเสียง ออกอากาศในจังหวัดทั้ง ระบบ A.M และ F.M โดยระบบ A.M มี 6 สถานี และ ระบบ F.M. มี 8 สถานี จําแนกเปน สถานีวิทยุกระจายเสียงแหง ประเทศไทย 3 สถานี สถานีวืทยุทหาร 4 สถานี และสถานีวิทยุของทางราชการอื่นอีก 3 สถานี -

สถานีวิทยุโทรทัศน จังหวัดอุบลราชธานี มีสถานีวิทยุโทรทัศนที่เปนสถานีสงเพียง สถานีเดียวกัน คือ สทท.11 อุบลราชธานี โดยมีสถานภาพ เปนสถานีสงและผลิตรายการ ออกอากาศทุกวันในชวงเวลา 16.00 -17.30 น. ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ไดแก อุบลราชธานี รอยเอ็ด ยโสธร บุรีรัมย สุรินทร ศรีสะเกษ อํานาจเจริญ นครพนม มุกดาหาร รายการที่ผลิต มีทั้งรายการขาวทองถิ่น สารคดีเกี่ยวกับ อาชีพ และรายการสนทนา นอกจากนี้ จังหวัด อุบลราชธานี ยังสามารถรับรายการโทรทัศน ที่ออกอากาศในสวนกลางไดทุกชวง และมีเคเบิ้ลทีวี ใหบริการในเขตอําเภอ เมือง อีก 1 แหงดวย -

โทรศัพท มีชุมสายโทรศัพท 18 แหง ณ เดือน มิถุนายน 2539 จํานวนหมายเลข ที่มีผูเชา 16,636 เลขหมาย แยกเปน บานพักอาศัย 11,225 หมายเลข ธุรกิจตางๆ 3,442 หมายเลข สวนราชการ/ รัฐวิสาหกิจ 1,419 หมายเลข และ โทรศัพทสาธารณะ 488 หมายเลข -

การไปรษณียโทรเลข มีที่ทําการไปรษณียโทรเลข เปดบริการรวม ไปรษณีย และโทรคมนาคม ในประเทศ และตางประเทศ -

22

แหง ให บริการดาน การสื่อสาร


การสาธารณูปโภค ประปา สํานักงานประปาเขต 8 อุบลราชธานี การประปาสวนภูมิภาคมีเขต พื้นที่รับผิดชอบ จํานวน 7 จังหวัด คือ จังหวัด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร บุรีรัมย รอยเอ็ด ยโสธร และอํานาจเจริญ มีสํานักงานประปาทั้งสิ้น 21 การ ประปา มีหนวยบริการ 24 หนวย รวมเปน การประปา รับผิดชอบทั้งสิ้น 45 การประปา ในปงบประมาณ 2539 การผลิต น้ําประปา ภายในเขตพื้นที่ ของจังหวัดอุบลราชธานี ผลิตน้ําได 14,804,400 ลบ.ม. มีจํานวนผูใชน้ํา 31,320 ราย -

- ไฟฟา การไฟฟาสวนภูมิภาคจังหวัดอุบลราชธานี มีผูใชไฟ จํานวน 271,375 ราย พื้นที่รับผิดชอบ 10,041.25

ตร.กม. จํานวน หมูบาน 2,402 หมูบาน มีไฟฟาใช 2,400 หมูบานไมมีไฟฟา 2 หมูบาน 128 ครัวเรือน

การเมือง การปกครอง และประชากรของจังหวัดอุบลราชธานี ความเปนมา สภาพการเมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปนเหตุการณที่ นาสนใจอยางยิ่ง เนื่องจาก เปนชวงแหง ความตื่นตัวทางการเมืองอยางสูงสุดของอิสาน ประกอบกับ สภาพภูมิศาสตรที่ ทุรกันดาร สภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่ขัดสน ทําให ส.ส.อิสานในยุคนั้นมีความกราวแกรง ดานอุดมการณ มีความคิดกาว ไกล มีการรวมกลุมประสานงาน ในแตละภูมิภาค แมวาจุดจบของ ส.ส.อิสาน สวนมาก จะกลายเปนโศกนาฏกรรม และ ความขมขื่น แตเรื่องราวของ ส.ส.อิสาน หรือ ส.ส.อุบลราชธานี ไดกลายเปน ตํานานในการปลุกเรา ทางการเมือง และ กลายเปนแบบอยาง วีรกรรม สําหรับนักการเมือง อุบลราชธานีสืบมา ส.ส.อุบลราชธานี ยุคแรก ภายหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนประชาธิปไตย โดยคณะ ราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แลว คณะราษฎรไดจัดใหมีการเลือกตั้งครั้งแรก ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ในการ เลือกตั้งครั้งแรก ผูที่ไดรับเลือกตั้งเปน ส.ส. สวนใหญ เปนขาราชการเกา หรือไมก็มีเชื้อสายของตระกูล ผูปกครองเกา ใน จังหวัดอุบลราชธานี ก็เชนเดียวกัน ในสมัยนั้นเลือกได ส.ส. 3 ทาน คือ 1.) นายเลียง ไชยกาล 2.) นายทองอินทร ภูริพัฒน และ 3.) นายเนย สุจิมา นายเลียง ไชยกาล เปนหลานเขยของตระกูลเจานาย ทางจําปาศักดิ์ คือ กวนเจาโชติ ตระกูลของ นายเลียงเอง ก็ สืบมาจากตระกูล ณ อุบล ซึ่งเปนตระกูล เจานายเมืองอุบลราชธานีเกา ตระกูลหนึ่ง นายเลียงเคยประกอบอาชีพครู และ ทนายความมากอน นายทองอินทร ภูริพัฒน เปนลูกคหบดี เปนหลานเขย ของตระกูล เจานายจําปาศักดิ์ เคยเปนครูใหญ โรงเรียน เบ็ญจะมะ มหาราชหลายป โรงเรียนนี้เปน โรงเรียนชาย ประจําจังหวัดอุบลราชธานี ตอมาไดเปนนายอําเภอ อยูหลายแหง ยอมมีลูกศิษยลูกหา และลูกนองจํานวนมาก นายเนย สุจิมา มีอาชีพเปนทนายความ เปนลูกขาราชการ และเปนหลานเขย ของพระอุบลกิจประชารักษ ตระกูลเกา เจานายเมืองอุบลราชธานี เชนเดียวกัน


ดังนั้น ในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรก ในจังหวัดอุบลราชธานี ผูที่ไดรับเลือกเปน ส.ส. คือ กลุมของคนจาก ตระกูล อาญาสี่ (คือ ตําแหนงผูปกครองเกา ไดแก เจาเมือง เจาอุปฮาด เจาราชวงศ และเจาราชบุตร) เนื่องจากตระกูล ใหญๆ เหลานี้ มีลูกหลานจํานวนมาก เพียง 3 ชั่วอายุคน เกิดวงศวานวานเครือ ทั้งญาติสายตรง ญาติลูกพี่ลูกนอง ญาต เกี่ยวดอง ทางการสมรส จํานวนกวา 100 ตระกูล อีกประการหนึ่ง เปนธรรมเนียมทางอิสาน ที่มีการนับญาติ กันอยาง กวางขวาง จึงไมแปลก ที่คนในตระกูลเกาแก จะไดรับเลือกตั้งเสมอ ในยุคตั้งแต พ.ศ.2475-2500 จะหาคนที่เฉลียวฉลาด มีความรู ความสามารถ และมีการศึกษา มาสมัครรับเลือกตั้ง ไดไมมากนัก เชน กรณีของ นายทองอินทร ภูริพัฒน เพียง แตลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งเทานั้น ไมตองหาเสียง คะแนนก็จะนํามาทุกสมัย การเลือกตั้ง ครั้งแรก เปนการเลือกตั้งโดยออม คือ ราษฎรเปนผูเลือกผูแทนตําบล ผูแทนตําบล จะเปนผูเลือก ผูแทนจังหวัด ซึ่งเปน ส.ส. ประเภทที่ 1 และมี ส.ส. ประเภทที่ 2 ไดจากการแตงตั้ง ในจํานวนเทากัน ประกอบกันเปน รัฐสภา สภาจะมีวาระสมัยละ 4 ป ทั้งนี้ เนื่องมาจาก คณะราษฎร เห็นวา ประชาชนในประเทศ ยังไมมีความรู ความเขาใจ ในระบบการเมืองรูปแบบใหม จึงใหเลือกตั้งโดยออมกอน รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 ยังมีบทเฉพาะกาล ไววา จนกวา ประชาชนทั่วประเทศ จะจบการศึกษาชั้นประถมปที่ 4 จํานวนมากกวาครึ่งหนึ่ง ของประชาชนทั้งหมด หรือไมเกิน 10 ป ขางหนา (คือใน พ.ศ. 2485) จะใหมีการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งหมด ไมมี ส.ส.ประเภทแตงตั้งอีกตอไป การหาเสียง ในยุคแรกคอนขางยากลําบาก โดยเฉพาะในดานการคมนาคม ซึ่งใชชาง มา หรือเกวียน เปน พาหนะ เขาไปตามหมูบาน ระหวางอําเภอ มีรถยนตใชบาง แตนอยมาก ญาติพี่นอง เพื่อนฝูงของผูสมัคร จะชวยกันหา เสียงให สวนมากจะไปเวลากลางคืน เพราะกลางวัน ชาวบานไปทํามาหากิน ไมสามารถรวมชาวบานได มีการประชุม ชาวบาน ที่ศาลากลางบาน ที่วัด หรือที่บานผูใหญบาน ผูสมัคร และญาติมิตร จะชวยกันยืนขึ้นพูดหาเสียง ในยุคนั้น ไมมีการใชเงินแจก นอกจากแจกหมากพลู ขนมบางเล็กนอย ในสมัยหลัง จึงมีการแจกยา และฉาย ภาพยนตบาง แจกขนมถั่วตัด ไมขีดไฟ ขี้ผึ้งสีปาก ฯลฯ แตก็มิไดแจกกันอยางเปนล่ําสัน เหมือนที่มีการ กลาวขวัญกัน อยางกวางขวางเชนปจจุบัน การเลือกตั้ง พ.ศ. 2491 มีการแจกปลาทูเค็ม ที่ศรีสะเกษ นับวาฮือฮาโดงดังมาก ขบวนผูไปหาเสียง มีผูหญิงที่เปนผูเฒาผูแก เปนผูที่คนในสังคม รูจักเคารพนับถือ ไดไปชวยกันพูดหาเสียงให นั่นมิได หมายความวา ผูหญิง ที่อุบลราชธานี มีความตื่นตัวทางการเมือง สูงกลาที่อื่น หากเปนเพราะความสัมพันธทาง เครือญาติ การเลือกตั้ง ในยุคที่ 2 พ.ศ.2480 นายฟอง สิทธิธรรม มิไดเปนคนจากตระกูล เจานายเมืองอุบลราชธานี แตมา จากตระกูลชาวนา เขาไดพี่นอง ที่อําเภอมวงสามสิบ ชวยหาเสียง นายฟอง จะไดคะแนนเสียงในเขต นอกเมือง สวน ส.ส. ที่มาจากตระกูลเกา เชน นายทองอินทร ภูริพัฒน นายทิม ภูริพัฒน นายเลียง ไชยกาล จะมีคะแนนเสียงในเขตเมืองมาก หนวยเลือกตั้ง ในยุคนั้น ตั้งอยูในวัด และโรงเรียน แตละคุม หรือชุมชนหนึ่ง จะมีวัดเปนศูนยกลาง มีชนชั้นปกครอง เรียกวา อัญญา ประจําอยู ทุกคุม ซึ่งเปนรองรอยของการปกครองคน ตามกลุมตระกูลในระบบเดิม คุมตางๆ ในเมือง อุบลราชธานี มีหลายคุม ไดแก คุมบานเหนือ มีวัดหลวงเปนศูนยกลาง เปนคุมชนชั้นปกครองเกา คุมบานใต คุมวัดสวาง คุมวัดกลาง คุมวัดพลแพน คุมบุงกาแซว ฯลฯ ขางๆ หนวยเลือกตั้ง หัวคะแนน ซึ่งเปนเครือญาติ ของผูสมัคร ส.ส. จะปู เสื่อไว มีหมากพลู บุหรี่ น้ําดื่ม ฯลฯ ไวตอนรับผูมาลงคะแนน และหัวคะแนนเหลานี้ จะคอยชี้แนะ ผูเขามาลงคะแนน เสียงได เพราะในสมัยนั้น ไมมีการหาม เมื่อผลเลือกตั้ง ออกมาแลว ผูไดรับเลือกก็จะเลี้ยงดู กันตามธรรมเนียม ในดาน


การ ประชาสัมพันธ ในการเลือกตั้งสมัยนั้น ทางคณะราษฎร มีนโยบายให ส.ส. และขาราชการ ตามหัวเมือง ไดชี้แจงวิธี การเลือกตั้ง ใหประชาชนไดทราบ และเขาใจถึงระบอบประชาธิปไตย จากงานเขียนของ ขุนพรหมประศาสตร (วรรณ พรหมกสิกร) ชาวอุบลราชธานี ผูเปนขาราชการ กระทรวงมหาดไทย คือ เปนนายอําเภอเขื่องใน จังหวัด อุบลราชธานี ไดแตง "เหตุการณเปลี่ยนแปลงการปกครอง แผนดินสยาม" และ"บรรยายรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณจักร สยาม" เปนภาษไทยอิสาน เสนอตอคณราษฎร ซึ่งผูเขียนมีวัตถุประสงค ที่จะชวยใหพลเมืองทางภาคอิสาน และภาค เหนือ เขาใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเนืองนี้ เชื่อวา หนังสือ 2 เลมน นาจะชวยชี้แจงใหราษฎรไดเขาใจประชาธิปไตย และวิธีการเลือกตั้งไดดีทีเดียว ประชากร จังหวัดอุบลราชธานีมีประชากรรวมทั้งสิ้น 1,777,074 คน แยกออกเปนชาย 889,663 คน หญิง 887,411 คน มีอําเภอที่มีประชากรมากที่สุด ไดแก อําเภอเมืองอุบลราชธานี รองลงมาไดแก อําเภอเดชอุดม และอําเภอวา รินชําราบ อําเภอ ที่มีความหนาแนนของประชากรมากที่สุด คือ อําเภอเมืองอุบลราชธานี รองลงมา ไดแก อําเภอ วารินชําราบ และ กิ่งอําเภอนาตาล การเมือง สถิติการเลือกตั้งของจังหวัดอุบลราชธานีที่ผานมา - การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฏร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จํานวน 6 คน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543 มีผูมาใชสิทธิ คิดเปนรอยละ 70.93 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 มีผูมาใชสิทธิ คิดเปนรอยละ 59.98 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2543 มีผูมาใชสิทธิ คิดเปนรอยละ 70.93 ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2543 มีผูมาใชสิทธิ คิดเปนรอยละ 44.26 ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2543 มีผูมาใชสิทธิ คิดเปนรอยละ 31.40 ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2544 มีผูมาใชสิทธิ คิดเปนรอยละ 49.95 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหมด 11 คน - เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 มีผูมาใชสิทธิรอยละ 69.99 - เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 มีผูมาใชสิทธิรอยละ 59.89 จาก 5 เขตการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล (อบต.) - เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 มีผูมาใชสิทธิรอยละ 65.37


- เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2544 มีผูมาใชสิทธ รอยละ 68.15 (จํานวน 180 อบต.)

ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม ไดแบงเขตเลือกตั้งออกเปน 11 เขต ซึ่งจะมีจํานวนผูใชสิทธิ เลือกตั้ง 1,186,008 คน แบงเปน ชาย 586,671 คน หญิง 599,337 คน (ตารางการแบงเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร) การปกครอง(สวนภูมิภาค) จังหวัดอุบลราชธานี แบงการปกครองสวนภูมิภาคออกเปน 20 อําเภอ 5 กิ่งอําเภอ 219 ตําบล 2,422 หมูบาน โดยมีอําเภอ และกิ่งอําเภอ ดังนี้ อําเภอเมืองอุบลราชธานี, อําเภอกุดขาวปุน, อําเภอเขมราฐ, อําเภอเขื่องใน, อําเภอโขงเจียม, อําเภอ เดชอุดม, อําเภอ ตระการพืชผล, อําเภอตาลสุม, อําเภอนาจะหลวย, อําเภอน้ํายืน, อําเภอบุณฑริก, อําเภอ พิบูลมังสาหาร, อําเภอ โพธิ์ไทร, อําเภอ มวงสามสิบ, อําเภอวารินชําราบ, อําเภอศรีเมืองใหม, อําเภอสําโรง, อําเภอสิรินธร, อําเภอดอนมดแดง, อําเภอทุงศรีอุดม, กิ่งอําเภอนาเยีย, กิ่งอําเภอเหลาเสือโกก, กิ่งอําเภอนาตาล, กิ่งอําเภอสวางวีระวงศ, กิ่งอําเภอน้ําขุน การปกครอง(สวนทองถิ่น) ประกอบดวย - องคการบริหารสวนจังหวัด 1 แหง - เทศบาลนครอุบลราชธานี 1 แหง - เทศบาลเมืองวารินชําราบ 1 แหง - เทศบาลตําบล 21 แหง - องคการบริหารสวนตําบล (อบต.) 216 แหง - สภาตําบลนิติบุคคล 6 แหง (ขอมูลอําเภอ ตําบล และหมูบาน)

ผังเมือง สํานักผังเมือง กระทรวงมหาดไทย (ปจจุบันเปลี่ยนชื่อเปนกรมการผังเมือง) ไดจัดทําผังโครงการ สรางจังหวัด อุบลราชธานี เพื่อกําหนด แนวทางพัฒนาการใชที่ดิน การพัฒนาเมืองและการพัฒนา ระบบ คมนาคมขนสงใหสามารถ เสริมและเชื่อมโยงกิจกรรมการ พัฒนาตาง ๆ ซึ่งในเขตเมือง และเขตชนบท เขาดวยกันอันจะเปนการใชทรัพยากรที่มีอยู อยางมีประสิทธิภาพ และเปนไปตาม ศักยภาพของพื้นที่ ที่มีตอการพัฒนาภายในป พ.ศ. 2549 โดยมีประเด็นสําคัญดังนี้ การใชที่ดิน สํานักผังเมืองไดเสนอแนะ ในเอกสารผังโครงสรางจังหวัดอุบลราชธานี ใหมีการวางแผน การใชที่ดิน ใน จังหวัดอุบลราชธานี ออกเปน 3 เขตใหญ ๆ คือ เขตสงวน เขตอนุรักษและเขตพัฒนา


เขตสงวน เปนเขตที่ตองรักษาหรือสงวนเอาไวเพื่อรักษาดุลยภาพของระบบนิเวศน และสถานที่ ทองเที่ยว ได แก พื้นที่ ปาสงวนแหงชาติ อุทยานแหงชาติ และเขตรักษาพันธุสัตวปา -

เขตอนุรักษ เปนเขตที่จําเปนตองรักษาสภาพธรรมชาติใหคงอยูหรือพิจารณาบูรณะ ใหกลับคืนสู สภาพธรรม ชาติเดิม เพื่อรักษาความสมดุลยของ ระบบนิเวศนและหากจําเปนตองใชประโยชน จากพื้นที่ ที่จําเปนจะตองวางแผน การ ใชประโยชนที่ดิน เพื่อหลีกเลี่ยง การสูญเสีย และการทําลายสภาพ ธรรมชาติใหมากที่สุด เขตนี้ไดแก พื้นที่ปาสงวนแหง ชาติ ซึ่งปจจุบัน เปนปาหมดสภาพ -

เขตการพัฒนา เปนเขตที่มีความเหมาะสม ในการที่จะนํามาใชเปนพื้นที่เมือง เกษตรกรรม อุตสาหกรรมเขตนี้ จึงควรทําการ พัฒนา และวางแผนการใชที่ดินใหมีประสิทธิภาพ ซึ่งในเขตพัฒนานี้ แบงออกเปนการใชประโยชน จาก พื้นที่ในเขตเมืองชนบท คือ -

ก) พื้นที่เมือง เปนการใชประโยชนเพื่ออยูอาศัย สถาบันราชการ ศาสนา กิจการ การคา อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ในเขตพื้นที่ชุมชนเมือง (เทศบาลและสุขาภิบาล) รวม 28 แหง ในป พ.ศ. 2549 ใน จํานวนนี้เปนชุมชน ที่ไดรับการพัฒนา และเสนอแนะ ใหมีการพัฒนาเปนเมืองเพิ่ม 5 แหง จากจํานวน ชุมชนเมืองใน ปจจุบัน ซึ่งมีอยู 23 แหง (3 เทศบาล และ 20 สุขาภิบาล) ข) พื้นที่ชนบท เปนพื้นที่นอกชุมชนเมือง ใชประโยชนสําหรับพัฒนาอุตสาหกรรมการทองเที่ยว และเกษตร กรรม ซึ่งพื้นที่อําเภอ ที่เหมาะสม ตอการ พัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัด ไดแก อําเภอเมืองอุบลราชธานี วารินชําราบและ เดชอุดม อําเภอที่มีความ เหมาะสมตอการพัฒนา เปนแหลงทองเที่ยว ไดแก อําเภอเมืองอุบลราชธานี วารินชําราบ พิบูล มังสาหาร และโขงเจียม สวนพื้นที่เกษตรกรรมนั้น จะกระจายอยูในพื้นที่ อําเภอโดยทั่วไป การระบบที่ดิน จากเอกสารผังโครงสรางจังหวัดอุบลราชธานี สํานักผังเมืองไดเสนอแนะใหมีการพัฒนาชุมชนขนาดเล็ก ใน บางแหงเพื่อทําหนาที่ เปนชุมชน ศูนยกลางบริการปจจัยพื้นฐานใหแกประชาชนในพื้นที่ชนบท และพัฒนาชุมชนเมือง ตระการพืชผล ใหมีบทบาทมากขึ้น เพื่อทําหนาที่ เปนศูนยกลางบริการ รองจากจังหวัดผลจาก ขอเสนอแนะการพัฒนา ชุมชนเมืองตาง ๆ เพื่อใหมีประสิทธิภาพตอการกระจายการพัฒนา ในป พ.ศ. 2549 จังหวัดอุบลราชธานี จะมีชุมชนเมืองอยูทั้งหมด 28 แหง คิดเปน สัดสวนของจํานวน ชุมชน ศูนยกลางบริการ ลําดับ 1: 2 : 3 : 4 เทากับ1: 5 : 13 : 17 ซึ่งชุมชนเมืองที่กําหนดใหมีบทบาท ที่สําคัญตอการพัฒนาใน จังหวัดมี 5 ชุมชนดวยกัน คือ - ชุมชนเมืองอุบลราชธานี เปนเมืองศูนยกลางความเจริญในภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนลาง กําหนดใหมีบท

บาทเปนเมืองศูนยกลางพาณิชยบริหารทางเศรษฐกิจ สังคมบริหาร และการปกครอง เปนศูนยกลางบริการการทองเที่ยว หลัก ของจังหวัด ตลอดจนเปนศูนยกลางรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร และกระจายสินคาไปสูเขตจังหวัดใกลเคียง จาก บทบาทดังกลาวชุมชนเมืองอุบลราชธานี จะมีความเหมาะสม ตอการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและการ จัดตั้งตลาด กลางการเกษตร ในระดับภาคตอไป ในโครงการ พัฒนาระยะยาว


ชุมชนเมืองพิบูลมังสาหาร กําหนดใหมีบทบาทเปนเมืองศูนยกลางพาณิชย บริการทางเศรษฐกิจ และสังคม ใหแกพื้นที่อําเภอและ อําเภอใกลเคียงและเปนศูนยกลางบริการทองเที่ยวของจังหวัด -

- ชุมชนเมืองวารินชําราบ เมืองเดชและตระการพืชผล กําหนดใหมีบทบาท เปนเมืองศูนยกลาง พาณิชยและ

บริการทางเศรษฐกิจ และสังคม ใหแกพื้นที่อําเภอ และอําเภอใกลเคียง โดยเฉพาะชุมชน เมืองวารินชําราบและเมืองเดช จะมีความเหมาะสมตอการ พัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร รองจากชุมชนเมืองอุบลราชธานี รวมถึงชุมชนเมืองเดชจะมี ความเหมาะสมตอการจัดตั้งเปน ตลาดกลางการเกษตรในระดับทองถิ่น สวนชุมชนเมืองที่เหลืออีก 23 แหง เปนชุมชนศูนยกลางลําดับ 3 และ 4 สวนใหญ จะมีขนาดของ ประชากรไม เกินกวา 8,000 คน กําหนดใหมีบทบาทเพียงเปน ศูนยกลางบริการทางการเกษตร และปจจัยพื้นฐาน ใหแกประชากรภาย ในพื้นที่อําเภอ ประเพณี - ศิลป - วัฒนธรรม - หัตถกรรม ของจังหวัดอุบลราชธานี ชาวพื้นเมืองสวนใหญนับถือศาสนาพุทธ ทําใหประชาชนมีจิตใจเมตตา เอื้อเฟอ เผื่อแพรตอผูตกทุกขไดยาก สําหรับขนบธรรมเนียม ประเพณีตางๆ จะยึดหลักพุทธศาสนา แตก็คงมีลัทธิพราหมณปะปนอยูบาง ประเพณีและวัฒนธรรมที่เกี่ยวของกับสังคม การกินดอง หมายถึง งานพิธีมงคลสมรส มีความแตกตางกับที่อื่นอยูบางโดยมักจะเรียกพิธีแตงงานวา “ กิน ดอง" เปนลักษณะความ ผูกพันเกี่ยวดองของฝายขาย และฝายหญิง มาอยูรวมเปนครอบครัวเดียวกัน โดยเครือญาติของทั้ง สองฝายจะเปนดองซึ่งกันและกัน เรียกวา “พอดอง แมดอง” -

ประเพณีแหเทียนพรรษา เปนประเพณีทางพุทธศาสนา กําหนดวัดในวันขึ้น 15 ค่ําเดือน 8 และแรม 1 ค่ํา เดือน 8 ของทุกป ณ บริเวณ ทุงศรีเมือง ในสมัยแรกการทําตนเทียนไมไดทําใหญโตเหมือนทุกวันนี้ เพราะจุดประสงค ใหญเพื่อนํา ไปถวายพระภิกษุ เพื่อจุดเปนพุทธบูชา การประกวดตนเทียน เริ่มมีขึ้นเมื่อป 2502 จนกระทั่งป 2520 การจัด งานประเพณี แหเทียนพรรษาไดรับ การสนับสนุนและสงเสริม จาก การทองเที่ยว แหประเทศไทย อยางจริงจังใหเปน งานระดับชาติ ซึ่งเปนที่นิยมจากชาวไทย และชาวตางประเทศ มาเพื่อชมงาน เปนจํานวน มากทุกป -

สําหรับตนเทียนที่สงเขาประกวดมี 2 ประเภท คือ ประเภทติดพิมพและประเภทแกะสลัก สวนประกอบของ ตนเทียน นอกจากจะมี ขบวนแห อันวิจิตรตระการตาแลว ยังมีนางฟาประจําตนเทียน จากคุมวัดตางๆ อีกดวย


สินคาหัตถกรรม ที่นาสนใจ ผา เปนสินคาหัตถกรรมที่เปนเอกลักษณของเมืองอุบลราชธานี เนื่องจากมีลวดลายสวยงาม และจุดเดนเฉพาะตัว ถึงกับไดรับคําชื่นชมจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 ดังนั้น เพื่อมิใหผาเมืองอุบลราชธานี ได ถูกลืมไปตามกาลเวลา จังหวัดจึงไดมีคณะทํางานพิจารณาลายผาพื้นเมืองในอดีตที่สวยงาม จนไดลายผาที่เปนเอกลักษณ ชื่อวา "ผากาบบัว" ผากาบบัว เปนชื่อผาในวรรณกรรมโบราณอีสาน อาจทอดวยฝาย หรือผาไหม ประกอบดวย เสนยืนยอมอยาง นอยสองสี เปนริ้วตามลักษณะ "ซิ่นทิว" สีของผากาบบัวหรือกลีบบัว จะไลออนแกจาก ขาว ชมพู เทา เขียว น้ําตาล นอกจากนี้ยังทอพุงดวยไหมสีสันมับไม (ไหมปนเกลียวหางกระรอก) มัดหมี่และขิด แหลงทอผากาบบัว ไดแก (ศูนย ศิลปชีพสมพรรัตน) อําเภอบุณฑริก อําเภอสําโรง อําเภอทุงศรีอุดม และอําเภอนาเยีย ผาไหมและผาฝายยอมสีธรรมชาติ มีแหลงทอไดแก อําเภอเขื่องใน กิ่งอําเภอนาตาล อําเภอตระการพืชผล อําเภอโพธิ์ไทร อําเภอเขมราฐ อําเภอเดชอุดม อําเภอกุดขาวปุน อําเภอโขงเจียม เครื่องทองเหลือง เปนมรดกทางวัฒนธรรม ที่สืบทอดมาจากบรรพชนบานปาอาว อําเภอเมืองอุบลราชธานี เปนหมูบาน หนึ่งที่ใชวิชาหลอมโลหะ สรางผลิตภัณฑที่มีความสวยงาม วิจิตรบรรจง จนเปนที่ยอมรับ และรูจักกันอยางกวางขวางใน ชื่อ เครื่องทองเหลืองบานปะอาว ผลิตภัณฑที่ผลิต ไดแก ผอบ เตาปูน ตะบันหมาก ขัน หัวไมเทา กระดิ่ง ฯลฯ เปนตน กลุมสินคาหัตถกรรมอื่น ไดแก - ที่นอนปคนิค ผาหม เสื่อพับ แหลงผลิต ไดแก กิ่งอําเภอเหลาเสือโกก อําเภอตาลสุม อําเภอดอนมดแดง - ผลิตภันณแปรรูปอาหาร/ขนม แหลงผลิต ไดแก อําเภอมวงสามสิบ อําเภอสิรินธร กิ่งอําเภอสวางวีระวงศ

เครื่องจักรสาน ไมกวาด แหลงผลิต ไดแก อําเภอวารินชําราบ อําเภอตระการพืชผล อําเภอโขงเจียม อําเภอศรี เมืองใหม อําเภอทุงศรีอุดม กิ่งอําเภอน้ําขุน -

- ดอกไมประดิษฐ แหลงผลิต ไดแก อําเภอโขงเจียม อําเภอเขมราฐ กิ่งอําเภอสวางวีระวงศ อําเภอโพธิ์ไทร

สถานที่จําหนายสินคาหัตถกรรมของจังหวัด ไดแก สหกรณศูนยเศรษฐกิจชุมชนอุบลราชธานี จํากัด ตั้งอยู บริเวณศูนย การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดอุบลราชธานี ถนนแจงสนิท อ.เมือง จ.อุบลราชธานี (บริเวณหอนาฬิกา เยื้องสถาบันราช ภัฏอุบลราชธานี) โทร.0-4525-0248-9


ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมจังหวัดอุบลราชธานี ปาไม ทรัพยากรธรรมชาติที่สําคัญของจังหวัดอุบลราชธานี คือ ปาไม มีทั้งปาเต็งรัง หรือปาแดงที่มีอยูทั่วไป ปาดงดิบในเขตอําเภอน้ํายืนและปาผสม สวนปาเบญจพรรณ มีอยูในบริเวณ อําเภอเขมราฐ อําเภอบุณฑริก และ อําเภอ พิบูลมังสาหาร ไมสวนใหญเปนไมกระยาเลย ไดแก ไมยาง ไมตระแบก ไมแดง ไมประดู ไมเคี่ยม ไมชุมแพรก ไม กันเกรา เปนตน จากการแปรภาพดาวเทียม Landsat -5 ปรากฏวามีพื้นที่ปาไมเหลือจริง ป 2538 เนื้อที่ประมาณ 2,495ตร.กม. หรือประมาณ 1.56 ลานไร หรือประมาณ รอยละ 15.49 ของเนื้อที่ทั้งหมด ของจังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ปาไม ที่เหลือ อยูนี้จะขึ้นหนาแนน บริเวณแนวชายแดน เปนสวนใหญ เพราะมีสภาพเปนภูเขาสูง ไมเหมาะตอการเกษตรกรรม ประการ หนึ่ง ทั้งเปนเขตหวงหามของทางราชการ ซึ่งบางพื้นที่ไมมีความปลอดภัย พื้นที่ปาไมของจังหวัดอุบลราชธานี จําแนกได ดังนี้ - ปาถาวร ตามมติ ครม. จํานวน 1 ปา เนื้อที่ 77,312.50 ไร - ปาสงวนแหงชาติ จํานวน 46 ปา เนื้อที่ 3,396,009.163 ไร - พื้นที่ปามอบให สปก. จํานวน 40 ปา เนื้อที่ 1,665,543.30 ไร - ปาอนุรักษ ตาม มติ ครม. จํานวน 10 ปา เนื้อที่ 1,439,998.402 ไร - ปาอนุรักษตามกฏหมาย จํานวน 5 ปา เนื้อที่ 880,220.00 ไร - สวนปา จํานวน 15 ปา เนื้อที่ 20,985.73 ไร - พื้นที่ปาธรรมชาติ (รวม จ.อํานาจเจริญ) เนื้อที่ 24,292,656 ไร

แรธาตุ จากการสํารวจของกรมทรัพยากรธรณี พบวา จังหวัดอุบลราชธานี มีแรอโลหะเพียงชนิดเดียว คือ เกลือหิน ซึ่งเจาะพบแลวมีอยู 2 แหงคือ ที่อําเภอเมืองอุบลราชธานี และที่อําเภอตระการพืชผล นอกจากนี้มี ทรัพยากรแร ที่อยูในรูปของหินชนิดตางๆ อีกมากมาย แหลงน้ําธรรมชาติ ที่สําคัญไหลผานอําเภอตางๆ ของจังหวัด ไดแก แมน้ําโขง แมน้ํามูล แมน้ําชี ลําเซบก ลําเซบาย ลําโดมใหญ ลําโดมนอย จังหวัดอุบลราชธานี ไดกอสรางเขื่อนกั้นน้ําขนาดใหญ เพื่อกักเก็บน้ําไว รวมทั้งผลิต กระแสไฟฟา 2 เขื่อนตั้งอยูในเขตอําเภอสิรินธร คือ เขื่อนสิรินธร ตัวเขื่อนมีลักษณะเปนอาง เก็บน้ําขนาดใหญ ขนาดเขื่อนสูง 42 เมตร ยาว 950 เมตร สันเขื่อน กวาง 7.50 เมตร เก็บน้ําได 1,550 ลานลูกบาศกเมตร สามารถผลิตไฟฟาได 36,000 กิโลวัตต สงน้ําชวยเหลือทางการ เกษตรไดถึง 150,000 ไร และ


เขื่อนปากมูล ซึ่งเปนเขื่อนที่สรางขวางทางแมน้ํามูล บริเวณ บ.หัวเหว มีความสูงเฉลี่ย 17 เมตร ยาว 300 เมตร ติดตั้งประตู ควบคุมน้ําฉุกเฉิน ขนาดใหญ 8 บาน สามารถระบายน้ําไดสูง 18,500 ลูกบาศกเมตร/วินาที สามารถระบาย น้ําหลาก ไดเทากับสภาพลําน้ําเดิม ติดตั้งเครื่องกําเนิดไฟฟา 4 เครื่อง ผลิตกําลังไฟฟาได 136 เมกกะวัตต หรือปละ 280 ลานกิโลเมตร/ชั่วโมง อํานวยประโยชนดานการเกษตรไดประมาณ 1.6 แสนไร

การทองเที่ยวทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เปนจังหวัดหนึ่งที่มีศักยภาพดานการทองเที่ยว เนื่องจากเปน จังหวัดชายแดนสําคัญของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเปนเมืองเกาที่มีประวัติศาสตรความเปนมานับรอยป จึงมีสถานที่ทองเที่ยวที่นาสนใจ ทั้ง ดานประวัติศาสตร ธรรมชาติ และศิลปกรรม สถิติการทองเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี

ป 2542 2543 2544

รวม

จํานวนนักทองเที่ยว ไทย รอยละ ตางชาติ รอยละ

969,867 930,131 +7.62 997,832 955,399 +2.72 508,454 487,606 +3.19

39,736 42,433 20,848

+7.26 +6.79 +0.22

คาใชจายเฉลี่ยตอคน/วัน รวม ไทย ตางชาติ 707.14 716.38 715.43

689.28 698.18 697.43

1,125.07 1,126.00 1,136.47

วันพักเฉลี่ย ไทย ตางชาติ 3.26 3.26 3.62

3.31 3.23 2.95

รายไดจากการทองเที่ยว ป 2542

1,930.98 ลานบาท

ป 2543

2,010.52 ลานบาท

ป 2544 (ม.ค. - มิ.ย.)

1,094.63 ลานบาท

ทิศทางการพัฒนาแหลงทองเที่ยวของจังหวัด 1.

พัฒนาใหจังหวัดอุบลราชธานี เปนแหลงทองเที่ยว ที่มีความหลากหลาย และคุมคา

2.

พัฒนาใหจังหวัดอุบลราชธานี เปนแหลงที่มีกิจกรรม ที่มีความนาสนใจสูง มีความตอเนื่อง และมีเอก ลักษณ

3.

พัฒนาใหจังหวัดอุบลราชธานี เปนแหลงประตูสูแหลงทองเที่ยว ในกลุมประเทศอินโดจีน

4.

พัฒนาใหจังหวัดอุบลราชธานี เปนแหลงทองเที่ยวมีคุณภาพ


5.

พัฒนาแหลงทองเที่ยวเชิงอนุรักษ เพื่อมุงสูการพัฒนาแบบยั่งยืน โดยทองถิ่นมีสวนรวม

6.

สงเสริมการทองเที่ยวซ้ํา และขยายจํานวนวันทองเที่ยว

จังหวัดอุบลราชธานี เปนจังหวัดหนึ่ง ที่มีศักยภาพดานการทองเที่ยว เนื่องจากเปนจังหวัดชายแดนที่สําคัญของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเปน เมืองเกา ที่มีประวัติศาสตรความเปนมานับรอยป จึงมีสถานที่ทองเที่ยว ที่นาสนใจ ทั้งดานประวัติศาสตร ธรรมชาติ และศิลปกรรม ในป 2541 สถานการณการทองเที่ยวาของจังหวัดอุบลราชธานี มีอัตราลดลง เนื่องจาก ประเทศไทยประสบ ปญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ นักทองเที่ยวชาวไทย สําหรับนักทองเที่ยวชาวตางประเทศมีอัตราเพิ่มขึ้นเล็กนอย เนื่องจาก ภาวะ การออนตัวของคาเงินบาท แตในชวงครึ่งปหลัง จํานวนนักทองเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวตางประเทศ มีอัตราเพิ่ม ดีขึ้น สวนหนึ่งเปนผลจากการเปด เขาพระวิหารใหนักทองเที่ยวขึ้นชมตั้งแตวันที่ 1 สิงหาคม 2541 เปนตนมา

สถานที่ทองเที่ยวที่สําคัญ อุทยานแหงชาติผาแตม อุทยานผาแตม ไดรับการประกาศเปนอุทยานแหงชาติ แหงที่ 3 ของจังหวัด อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ถัดจากอุทยานแหงชาติแกงตะนะ และอุทยานแหงชาติภูจองนายอย ครอบคลุม พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 212,500 ไร ของอําเภอโขงเจียม ศรีเมืองใหม และโพธิ์ไทร ปาในเขตอุทยาน ผาแตม เปนปาที่มี สภาพสมบูรณ มีพันธไมที่สําคัญคือ เต็งรัง ฯลฯ ภายในอุทยานผาแตมนี้ มีแหลงทองเที่ยวทั้ง ประเภทประวัติศาสตร และ ธรรมชาติ เชน ภาพเขียนสีกอนประวัติศาสตรผาแตม ผาขาม ผาหมอน น้ําตก สรอยสวรรค น้ําตกแสงจันทร (น้ําตกรู) น้ําตกทุงนาเมือง น้ําตกหวยพอก ถ้ําปฏิหารย ผากระปน สวนหินภูกระยอ ทะเลหมอก ภูนาทาม ฯลฯ แหลงทองเที่ยว เหลานี้ยังคงสภาพที่สมบูรณและสวยงาม การเดินทางทองเที่ยว ดวยเทาหรือ “ ทัวรปา ” จะทําใหไดรับความประทับใจ มากกวา เนื่องจากระหวางทางการเดินปาจะไดสัมผัส ทุงดอกไมนานาพันธุตลอดเสนทาง ปาดงนาทาม ปาดงนาทาม อยูดานทิศเหนือของอุทยานแหงชาติ มีพื้นที่ประมาณ 88 ตร.กม. หรือ ประมาณ 55,000 ไร ไดรับการการประกาศเปนสวนหนึ่งของอุทยานแหงชาติผาแตม ในป 2534 อยูหางจากจังหวัด อุบลราชธานี ประมาณ 120 กม. สภาพทางธรณีวิทยาเปนที่ราบลุมสลับกับภูเชาหินทราย มียอดเขาสูงสุดจาก ระดับน้ําทะเลประมาณ 510 เมตร มีหนาผาสูงชันแถบริมแมน้ําโขงมีลานหินหรือผลานหินกระจายอยูทั่วไป มีเสาหินหรือเสาเฉลียง และแทงหิน รูปทรงแปลกตาอยูมากมาย ในชวงปลายฤดูฝน ตนฤดูหนาว (ตุลาคม - พฤศจิกายน) จะมีไมดอกขึ้นตามซอกลานหินและ มีทุงดอกไม สวนในชวงฤดูรอน (กุมภาพันธ - มีนาคม) ตนไมใหญบางประเภทจะออกดอกสวยงาม จุดทองเที่ยวที่นาสนใจของปาดงนาทาม น้ําตก มีน้ําตกขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งมีน้ํามาก ในชวงเดือนกันยายน-ธันวาคม กระจายอยูหลายแหง ไดแก น้ําตกกรีด น้ําตกซะปน น้ําตกหวยพอก น้ําตกกวงโตน น้ําตกซอย และน้ําตกหวยนาเมืองใหญ -


- หนาผาริมโขง ไดแก ผาชนะได ผากําปน ผาหินแตก ผาจอมกอม ผาแดง ผาหินฝน และผายะพืด ซึ่งเปนจุดชม

วิว แมน้ําโขง และชมพระอาทิตยขึ้นขึ้นกอนใครในสยาม และในชวงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน จะสามารถชมทะเล หมอกไดดวย เสาเฉลียง และกอนหินมหัศจรรย ไดแก หินเฒาชมจันทร เสาเฉลียงคู ผลาน ถ่ําไฮ เสาเฉลียง ภูจอมกอม และ หินโยกมหัศจรรย ซึ่งมีน้ําหนักประมาณ 50 ตัน แตสามารถโยกไดโดยคนคนเดียว -

- ภาพเขียนสี ยุคกอนประวัติศาสตร ไดแก ผาที่วัดภูผานนท โหงมแตม และ ถ้ําปามังแตง

การเดินทาง ประกอบดวย 3 เสนทางหลัก ดังนี้ ทางรถยนต จะมีรถโดยสารปรับอากาศหลายบริษัท วิ่งระหวาง {อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ} {อุบลราชธานีเชียงใหม}{ อุบลราชธานี-อุดรธานี}{ อุบลราชธานี-สกลนคร} ซึ่งรถจะออกวิ่งวันละ หลายๆ เที่ยว จากบริษัทขนสง จํากัด บริษัท นครชัยแอร บริษัทสหมิตรทัวร ฯลฯ และนอกจากนี้ ในจังหวัดอุบลราชธานี ยังจะมีบริษัทเอกชนที่ให บริการรถทัวรอีกหลายบริษัท อธิเชน ศักดาการทองเที่ยว, สุรชัยทัวร ฯลฯ 1.

ทางรถไฟ มีเสนทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ผาน สระบุรี-นครราชสีมา-บุรีรัมย-สุรินทร-ศรีสะเกษ ไปสิ้นสุดที่ อําเภอ วารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งหางจาก ตัวของจังหวัดประมาณ 3 กิโลเมตร 2.

ทางอากาศ จังหวัดอุบลราชธานี มีสนามบินพาณิชย 1 แหง เปนสนามบินนานาชาติ โดยมีบริษัทการบินไทย จํากัด เปนผูใชสนามบิน โดยไดจัดเที่ยวบินเพื่อบริการ รับ-สง ผูโดยสาร วันละ 2 เที่ยว เชากับเย็น 3.

สถานที่พักแรม จังหวัดอุบลราชธานี มีโรงแรมชั้นหนึ่งหลายแหงดวยกัน เชน โรงแรมเนวาดา แกรนด โรงแรมเนวาดา อินท โรงแรมลายทอง โรงแรมทอแสง โรงแรมอุบลบุรี รัสอรท โรงแรมศรีกมล โรงแรมกรุงทอง โรงแรมปทุมรัตน โรงแรม มอนทานา โรงแรมราชธานี โรงแรมรีเจนท และนอกจากนี้ยังมี ทาวเฮาท และเซฟเฮาทอีกมากมาย สถานที่ติดตอที่พักและบริการ สถานที่พักแรม 1.โรงแรมทอแสง

(045)245531-6

2.โรงแรมลายทอง

(045)264271

3. อุบลบุรี รีสอรท

(045)266777, 266770

4. โรงแรมเนวาดา แกรนด

(045)280999


5. โรงแรมเนวาดา อินท

(045)313351-2

6. โรงแรมศรีกมล

(045)241136, 243793

7. โรงแรมสมเกียรติ แกรนด รอยัล

(045)265353

8. โรงแรมราชธานี

(045)244388-90

9. โรงแรมปทุมรัตน

(045)241501-11

10. โรงแรมรีเจนท พาเรส

(045)262920-4

11. โรงแรมอุบลโฮเต็ล

(045)241045-7

12. โรงแรมมอนทานา

(045)261748-53

13. โรงแรมโตเกียว

(045)241739, 241262

14. ทอแสงโขงเจียม รีสอรท

(045)351174-6, 351162

15. แกงสะพือ รีสอรท

(045)441829, 441859

สถานที่ติดตอรถไฟ 1. สถานีรถไฟ

(045)321004, 321276, 322333

2. รานแสงเพชร (จองตั๋วรถไฟ)

(045)254228

สถานที่ติดตอรถทัวร 1. บริษัท เถกิง ทัวร

(045)242400, 245100-1

2. บริษัท นครชัยแอร

(045)269385-8

3. บริษัทสายันตทัวร

(045)255907

4. บริษัท ศักดาการทองเที่ยว

(045)321518, 321937

5. บริษัท สุรชัยการทองเที่ยว

(045)312581

6. บริษัท สหมิตรทัวร

(045)255043, 255087


สถานที่ติดตอเครื่องบิน 1. สํานักงานการบินไทย

(045)313340-2

2. สํานักงานการบินไทย (ในสนามบิน)

(045)243037

3. ทาอากาศยานอุบลราชธานี

(045)245612, 245621

4. บริษัท เถกิงทัวร (จองตั๋วเครื่องบิน)

(045)242400, 245100-1

5. เอส.เค.เอ็กซเพรส (จองตั๋วเครื่องบิน)

(045)262870-1

สถานที่ซื้อของฝากประเภทอาหารญวน 1. หมูยาดาวทอง

(045)255131

2. หมูยอแมฮาย

(045)255324

3. หมูยอตองหนึ่ง

(045)261552

4. ไสกรอกนวลปราง

(045)255356

ประเภทของใชเสื้อผา 1. รานผาไหมคําปุน

(045)254830

2. รานดอกแกวไหมไทย

(045)260149

3. รานแคมปฝายทอมือ

(045)241821, 264725

4. รานเมยบีผาฝายทอมือ

(045)254932, 254452

รานอาหาร 1. รานอินโดจีน (อาหารเวียนนาม)

(045)245584-5,254126

2. หงษฟาภัตตาคาร

(045)263547-8

3. หองอาหารราชธานี

(045)243584

4. ครัวอิ่มเอม

(045)263025


5. รานเพื่อน(อาหารปลา)

(045)264507

6. ปลาทอง (อาหารปลา)

(045)242394

7. แพอารายา โขงเจียม (อาหารปลา)

(045)351015

8. รานไกยางวัดแจง (ไกยาง สมตํา)

(045)263596

9. รานเจียวกี่

(045)254017

10. รานครัวเชา

(045)254629

11. รานขาวตม สันติโภชนา 12. รานขาวตน ซวงสวัสดิ์ 13. รานขาวตน ตี๋ โภชนา

สถานที่ติดตอสอบถาม 1.สนง.ททท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(045)243770-1

เขต 2 อุบลราชธานี 2. สนง.ตํารวจทองเที่ยวอุบลราชธานี

(045)245505

จังหวัดอุบลราชธานี  

เกี่ยวกับจังหวัดอุบลราชธานี

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you