Page 1


Editor’s

สวัสดีครับ น้อง ๆ และท่านผู้อ่านทุกท่าน ถ้าพูดถึงซู เปอร์ฮีโร่แล้ว หลายคนคงไม่แคล้วนึกถึงผู้ชายตัวโต ๆ กล้ามใหญ่ ๆ ใส่ชุดรัดรูปทะมัดทะแมงไม่ก็มีผ้าคลุมที่ท�ำให้เหาะเหินไปไหน ก็ได้อย่างที่เราเห็นในการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่เคยสังเกตกันไหม ครับว่าในโลกแห่งความจริง หรือแม้แต่ในโรงเรียนเรานี่แหละ ก็ มีคนที่มีจิตใจอันน่ายกย่องเทียบเท่าวีรบุรุษอยู่มากมาย มีเพื่อนที่ คอยช่วยเหลือเพื่อน มีพี่ที่เฝ้าดูแลน้อง มีคนที่คอยน�ำสิ่งดี ๆ มา สู่โรงเรียน และมีคนที่คอยปกป้องโรงเรียนของเราจากสิ่งไม่ดี เรา ก็เป็นฮีโร่ของทุกคนได้เช่นกัน ไม่ยากเลย ขอเพียงเริ่มต้นที่ใจของ เรา และเข้าช่วยเหลือคนรอบข้างทันทีที่มีโอกาส ใคร ๆ ก็เป็นฮีโร่ ได้ทั้งนั้นครับ จะว่าไป เผลอแป๊บเดียวก็จะครบ ๑ ปีแล้ว วารสารเนีย วกกลับมาท�ำเมนคอร์สกับพี่ประธานนักเรียนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรา พูดถึงพี่ ๆ ก.น.คนอื่น ๆ ทั้งคณะซึ่งถือเป็นเหล่าผู้น�ำของนักเรียน ทั้งโรงเรียนอีกด้วย ประจวบเหมาะที่ธีมของเล่มนี้เป็นธีม “ ซูเปอร์ ฮีโร่ ” พอดี ก.น.กับซูเปอร์ฮีโร่จะเข้ากันยังไงนะ ? พลาดไม่ได้กับ เนื้อหาสุดพิเศษภายในเล่มนะครับเมื่ออ่านเนียฉบับนี้แล้ว เราจะ ได้รู้จักกับเหล่าฮีโร่ทั้งในโลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความจริง เลยล่ะ สุดท้ายนี้ ขอสารภาพตามตรงเลยว่าเนียฉบับนี้ถูกท�ำ ขึ้นท่ามกลางความสับสนหลายประการ เพราะตอนแรกเราได้ วางแผนเอาไว้ว่าหากงดออกในเดือนมีนาคม เราก็จะมีเวลาว่าง ส�ำหรับเตรียมตัวเข้าฤดูกาลสอบทั้งหลายแหล่ที่มหาวิทยาลัยอย่าง ลงตัว แต่ผลปรากฏว่าการสอบปลายภาคได้มาโป๊ะเชะกับช่วงที่ เราก�ำหนดให้เนียฉบับนี้วางแผงพอดี ซ�้ำร้าย เดือนพฤษภาคม นั้นมีคิวงานอื่น ๆ อัดแน่นมากกว่าที่คิด เหล่าทีมงานก็ต้องแยก ร่างไปจัดกิจกรรมต้อนรับน้อง ๆ ที่มหาวิทยาลัยหลังผลแอดมิชชัน ประกาศ และยังต้องมาช่วยเตรียมงานปฐมนิเทศที่โรงเรียนด้วย เล่นเอาต้องเลื่อนก�ำหนดปิดต้นฉบับถึงหลายครั้ง แต่ท้ายที่สุดเรา ก็เข็นออกมาถึงมือน้อง ๆ และท่านผู้อ่านทุกท่านจนได้ ขอให้ทุก ท่านเพลิดเพลินกับสาระบันเทิงที่เราพยายามคัดสรรอย่างเต็มที่ใน วารสารเนียฉบับที่ ๙ “ ยูแคนบี ” ฉบับนี้นะครับ แล้วพบกันในโอกาสหน้า พี่โหล ชลากร สถิวัสส์ บรรณาธิการ ป.ล. อ้อ ไหน ๆ ฉบับนี้ก็วางแผงรับเปิดเทอมแล้ว พวกเราทั้งทีม งานวารสารเนียและชุมนุมแมวบินขอกล่าวยินดีต้อนรับน้อง ๆ ม.๑ รุ่นที่ ๓๖ สู่รอบรั้วโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี บ้านอัน แสนอบอุ่นหลังนี้ด้วยนะครับ


CONTENT แมวบิน Fly 2 Learn iTrend ลุยสวน Main Course โรงเล่า Hobby Hut Knowing ปั้น ณ ปัจจุบันขณะ M+S+อึน ภาษาพาไป Get a taste of

8 11 15 16 18 30 35 36 44 47 50 52 53


H

Hot News Update

• ขึ้นปีการศึกษาใหม่แล้ว ชุมนุมแมวบินขอ แนะน�ำให้ทุกท่านได้รู้จักกับประธานชุมนุมคน ใหม่ของเราที่จะมาดูแลชุมนุมแมวบินปีที่ ๓ นี้ คือ น.ส.อัญชลีพร ผ่องแผ้ว หรือพี่ก้อย อยู่ม.๕/๗ ค่ะ “สวัสดีค่ะ ชื่อก้อยค่ะ เป็นประธานแมวบินรุ่นที่ 3 ก่อนที่จะ มาเป็นประธานแมวบิน ก็ท�ำหน้าที่เป็นแกนน�ำผู้ช่วยท่านประธานแมวบินรุ่นที่ 2 มาก่อน ^^* เข้ามา ท�ำงานในแมวบินได้ก็เพราะความชื่นชอบส่วนตัวค่ะ เราเห็นป้ายแนะน�ำชุมนุมนี้ตั้งแต่ตอนม.3 แล้ว ก็ รู้สึกว่าชุมนุมนี้น่าสนใจมาก แต่พออ่านลงมาท้ายๆเขียนประมาณว่าไม่ขึ้นชุมนุมหรือมาสายโดนวิ่งรอบ ลานอเนก –[]- ก็รู้สึกเกรงกลัวขอเวลาคิดอีกสักปีแล้วค่อยตัดสินใจ555 พออยู่ม.4 อิม (ประธานรุ่นที่ 2) ก็มาติดต่อเป็นแกนน�ำมั้ย? ด้วยความที่เราสนใจในชุมนุมนี้มาก่อน และก็เลยตกลงรับปากเป็นแกนน�ำ กับอิม แล้วพอวันเวลาผ่านไป มารู้สึกตัวอีกทีก็ อ้าว! ได้เลื่อนต�ำแหน่งเป็นประธานแมวบินอ่ะ กล่าวโดย สรุปก็คือ ทุกวันนี้ก็ยังงงๆอยู่เหมือนกันว่ามาเป็นได้ไง555 ส�ำหรับปีนี้กิจกรรมของแมวบินก็เป็นอะไรที่ น่าสนใจเช่นเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม เป็นอะไรที่น่าติดตามมากๆ แล้วแมวบินจะแสดงให้ดูว่าอะไรก็เกิด ขึ้นได้ ถ้ามีแมวบิน :} คุ้นๆมั้ย ? 555 สุดท้ายก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ จะพยายามให้เต็มที่ ท�ำให้ดี ที่สุดค่ะ” • ขอเชิญชวนพี่น้องชาวสวนนนท์ตั้งแต่ม.๒ ขึ้นไป ที่สนใจมาร่วมท�ำกิจกรรมแสนสนุกและ สร้างสรรค์ มาเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเราชุมนุมแมวบิน เปิดรับสมัครสมาชิกแมวบินปีที่ ๓ เร็ว ๆ นี้ ติดตามข่าวจากงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้ดีและสมัครเข้าชุมนุมแมวบินกันนะคะ!! • พลาดไม่ได้กับกิจกรรม “ แมวบินชวนดูดาว ” ชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์สุดตระการ ตา “ ดาวศุกร์เคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ” หากพลาดครั้งนี้ต้องรออีก ๑๐๕ ปี!! สัมผัส ประสบการณ์ด้วยตาของตนเองผ่านอุปกรณ์ดาราศาสตร์โดยเฉพาะ วันพุธที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๕ เวลา ๖.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ลานข้างอัฒจันทร์ใหญ่ฝั่งประตูโรงเรียน อดแล้วอด เลย ชั่วชีวิตนี้หาชมไม่ได้อีกแล้วนะคะ


เรื่อง - ชลากร สถิวัสส์ @scjade

ร้อนนนนนนนนน

ช่วงนี้คงไม่มีใครไม่พูดค�ำนี้แน่ๆ แม้แต่พี่โหลเองที่เคย มั่นใจมาโดยตลอดว่าเป็นคนทนร้อนทนหนาวเองก็ต้องคิดใหม่อีก ครั้งเมื่อวันก่อนที่ร้อนจนปวดหัวอ่านหนังสือสอบไม่ได้ไปทั้งวัน และอีกค�ำพูดหนึ่งที่หลายคนพูดบ่อยเช่นกันก็คงเป็น “ท�ำไมโลกมัน ถึงร้อนขนาดนี้ (วะ)” ในครั้งนี้ คอลัมน์แมวบินขอน�ำเรื่อง“ โลก ร้อน” มาบอกกล่าวกันอีกครั้ง นี่แหละคือสาเหตุของว่าท�ำไมโลก เราถึงได้ร้อนตับแตกในทุกวันนี้ ก่อนที่จะรู้จักกับค�ำว่าภาวะโลกร้อน ขอแนะน�ำค�ำ ว่า “ ภาวะเรือนกระจก ” ให้รู้จักกันก่อนดีกว่า ที่โลกของเรามี อุณหภูมิที่เอื้อแก่การมีสิ่งมีชีวิตนั้นไม่ได้เป็นเพราะเราอยู่ห่างจาก ดวงอาทิตย์ในระยะที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเรามีชั้น บรรยากาศที่ปกป้องเราอีกด้วย ชั้นบรรยากาศนี้คอยรับพลังงาน จากดวงอาทิตย์โดยที่ก๊าซโอโซนได้กรองไม่ให้รังสีอัลตร้าไวโอเลต (UV) ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตมาถึงพื้นโลก หลังจากนั้นผิวโลก ก็จะสะท้อนพลังงานความร้อนเหล่านั้นออกสู่ห้วงอวกาศในรูปรังสี อินฟราเรด ก็จะมีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศนี่แหละกักเก็บ ความร้อนไว้ส่วนหนึ่งท�ำให้บรรยากาศโลกนั้นมีอุณหภูมิค่อนข้าง คงที่ ไม่เหมือนดาวอังคารหรือดวงจันทร์ที่อุณหภูมิในตอนกลาง วันและกลางคืนแตกต่างกันหลายร้อยองศา “ชั้นบรรยากาศนั้นบางมาก จนเราสามารถเปลี่ยนแปลง มันได้” – อัล กอร์ ค.ศ.๒๐๐๗ แต่พอถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเรื่อยมา เทคโนโลยีที่ไม่สมบูรณ์ แบบของมนุษย์ได้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาล เมื่อชั้นบรรยากาศโลกนั้นประกอบด้วยก๊าซที่กักเก็บความร้อนได้ มาก จ�ำนวนมากกว่าปกติ ท�ำให้ชั้นบรรยากาศโลกหนาขึ้นและ กักเก็บอุณหภูมิไว้มากขึ้น เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน หรือ Global Warming นั่นเอง การที่โลกร้อนขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเราแค่เรื่อง เหงื่อแตกมากขึ้นและต้องเดินหลบแดดบ่อยกว่าเดิมเท่านั้นนะครับ

ไม่งั้นสื่อหลายส�ำนักคงจะไม่ประโคมข่าวเรื่องนี้มากขนาดนี้แน่ ๆ แต่เพราะโลกร้อนสร้างปัญหาแก่ระบบนิเวศของทั้งโลกต่างหาก และต่อไปนี้คือผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่หากเรายังคงเมินเฉย ไม่คิดแก้ไข มันจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันแก้ไขได้ • น�้ำแข็งละลาย หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแหล่งน�้ำแข็งที่ ใหญ่ที่สุดของโลกไม่ได้มีเพียงภูเขาสูงหรือบริเวณขั้วโลกเท่านั้น แต่ที่ใต้ดินของเมืองหนาวและเขตทุนดร้าต่าง ๆ มีน�้ำแข็งใต้ดิน มากมายซึ่งประกอบด้วยเศษอินทรีวัตถุและจุลินทรีต่าง ๆ สารพัด เมื่อน�้ำแข็งเหล่านี้ละลายก็เจอเกิดการย่อยสลายของจุลินทรีและ ปลดปล่อยก๊าซมีเธนปริมาณมหาศาล ส่วนอีกทีที่เรารู้จักกันดีก็คือ น�้ำแข็งขั้วโลกซึ่งเป็นต้นน�้ำของแหล่งน�้ำจืดส่วนใหญ่ในโลก เมื่อ มันละลายก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน�้ำจืดส�ำหรับบริโภค พื้นที่ สะท้อนแสงอาทิตย์มีขนาดเล็กลง และระดับน�้ำทะเลสูงขึ้น • มหาสมุทรเปลี่ยนไป น�้ำที่มาจากธารน�้ำแข็งละลายเป็น น�้ำจืดเย็น เมื่อมาปะปนกับน�้ำทะเลก็จะท�ำให้วงจรกระแสน�้ำอุ่น และน�้ำเย็นใต้สมุทรเคลื่อนที่ช้าลงและจะหยุดในที่สุด จะส่งผลให้ ฤดูกาลของพื้นที่รอบชายฝั่งเปลี่ยนแปลงไป ที่ที่หนาวเย็นก็จะไม่มี กระแสน�้ำอุ่นมาช่วยให้อากาศอุ่นขึ้น เขตอบอุ่นก็จะไม่มีกระแสน�้ำ เย็นมาท�ำให้อากาศเย็นลงเช่นกัน ระดับน�้ำทะเลที่สูงขึ้นก็จะรุกล�้ำ แผ่นดินให้เล็กลงเกิดปัญหาต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยทั้งคนและสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่เกาะและพื้นที่ที่สูงจากระดับน�้ำทะเลไม่มาก นักวิชาการคาดการณ์ว่าหากน�้ำทะเลสูงขึ้นในระดับนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แม้แต่กรุงเทพมหานครของเราก็หนีไม่พ้นน�้ำท่วมใน ๕๐ ปีข้างหน้า • ภัยธรรมชาติที่ถี่และรุนแรง เมื่อพื้นผิวของมหาสมุทร อุ่นขึ้นและมีอุณหภูมิแตกต่างกับอากาศมากขึ้นก็จะท�ำให้พายุหมุน เกิดง่ายขึ้น ถี่ขึ้น และรุนแรงยิ่งขึ้น ที่ที่ประสบภัยพายุทอร์นาโด อยู่แล้วก็จะเจอบ่อยยิ่งขึ้น ขณะที่ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยหรือแทบ ไม่พบกับพายุหมุนเลยก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังที่เกิดแล้วกับอเมริกาใต้ หรือพม่าที่ประสบพายุนาร์กีสเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยัง


มีภัยน�้ำท่วม ไฟป่า ภัยแล้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นอันเกิดจากฤดูกาลที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเช่นกัน • ระบบนิเวศเสียหาย แต่เดิมนกอพยพมายังถิ่นอาศัย และขยายพันธุ์ในช่วงที่มีหนอนมากพอดี แต่เมื่อสภาพอากาศ เปลี่ยนไป ช่วงที่มีหนอนมากที่สุดกลับมาเร็วขึ้นและสิ้นสุดก่อนที่ จะมีลูกนกเกิดมากที่สุดท�ำให้มีลูกนกส่วนหนึ่งต้องตายเพราะขาด อาหาร ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับพืชและสัตว์อีกหลายพันชนิด ตั้งแต่ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นขึ้นและไม่สามารถปรับตัวตามสภาพ แวดล้อมได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคอันดับต่อ ๆ มาในห่วงโซ่อาหารได้ รับผลกระทบทั้งหมด น�้ำทะเลที่อุ่นขึ้นท�ำให้ปะการังฟอกขาวไป จ�ำนวนมากและท�ำให้สัตว์น�้ำเล็ก ๆ ที่อาศัยร่วมกับปะการังสูญเสีย ถิ่นที่อยู่ ในขณะที่สาหร่ายทะเลพากันเพิ่มจ�ำนวนเป็นทวีและแย่ง ก๊าซออกซิเจนในน�้ำและเป็นอุปสรรคแก่การเดินเรือ • โรคระบาด เมื่อหลายพื้นที่มีอากาศที่อบอุ่นขึ้นก็เริ่ม ปรากฏเหตุโรคระบาดแพร่กระจายในพื้นที่ที่ไม่เคยมีโรคนั้นเกิด ขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ก็เพราะต้นตอของโรคเช่นแบคทีเรีย ไวรัส และ พาหะน�ำโรคเช่นยุง หนู แมลง สามารถขยายพันธุ์ได้มากยิ่งขึ้น ในพื้นที่ที่กว้างขวางยิ่งกว่าเดิม มีโรคใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย โรค ระบาดเก่า ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและควบคุมได้แล้วก็กลับมาอีก ครั้ง เช่น ไข้เดงเก โรคไลมน์ อิโคไล ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ ที่กล่าวมานี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะครับ นี่เป็นเพียงส่วน หนึ่งเท่านั้น แต่ก็คงจะท�ำให้น้อง ๆ และท่านผู้อ่านได้เห็นบ้างแล้ว ว่า “ โลกร้อน ” สร้างความเดือดร้อนแก่ทุกชีวิตบนโลกมากกว่า อากาศที่ร้อนขึ้นจริง ๆ และต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็ ไม่ใช่ใครที่ไหน....มนุษย์เราเองนี่แหละครับ ในเมื่อเราเป็นต้นเหตุ แล้ว เราก็ควรจะรับผิดชอบการกระท�ำของเราทุกคนด้วย อย่าง น้อย ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิด ไม่คิดว่าค�ำว่า “ โลกร้อน ” เป็นเพียงค�ำที่นักรณรงค์จอมตื่นตระหนกบางกลุ่มหยิบมาใช้เท่านั้น เมื่อได้ยินก็ลืมมันไปอย่างไร้ความหมาย ถึงปัญหาตอนนี้มันจะ

รุนแรงและบานปลายไปมากแล้วแต่มันก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่ม ลงมือแก้ไข ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทุกคนก็สามารถ รวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยฟื้นฟูโลกของเราได้นะครับ แถมสักนิด วิธีคลายร้อนในช่วงนี้ กว่าเนียเล่มนี้จะออกก็คงย่างเข้าหน้าฝนแล้ว แต่ไม่ เป็นไร เพราะเมืองไทยร้อนเสมอ แต่ถ้าเปิดแอร์ทั้งวันท้าโลกร้อน จะพาลท�ำให้โลกร้อนหนักกว่าเก่า ท้ายคอลัมน์แมวบินครั้งนี้จึงขอ แถมเคล็ดคลายร้อนสักนิดไม่เป็นพิษต่อโลกนะครับ • หากะละมังใบขนาดก�ำลังพอดี ใส่น�้ำลงไป หรือจะ ผสมน�้ำเย็นหน่อยตามชอบแล้วนั่งแช่เท้าขณะท�ำกิจกรรมต่าง ๆ จะรู้สึกผ่อนคลายอย่างสุดยอด • น�ำแป้งเย็นมาผสมน�้ำพอข้นเหมือนดินสอพองที่เล่นกัน ช่วงสงกรานต์ แล้วทาตามตัวและข้อพับต่าง ๆ จะรู้สึกเย็นสะใจ ทาซ�้ำเมื่อไหร่ก็ได้ที่รู้สึกว่าร้อนอีกครั้ง • เปิดแอร์บ้านก็เปลืองค่าไฟ ไปช่วยกันใช้แอร์ห้างให้คุ้ม กันดีกว่า • หน้าต่างหลายบานที่บ้านอาจปิดตายมานานจนนึกไม่ ออกแล้วว่าล่าสุดเปิดเมื่อไหร่ ลองเปิดรับลมทั่วบ้าน ( ยกเว้นด้าน ที่แดดส่องก็ปิดไว้ ) รับรองว่าบ้านเราจะอากาศถ่ายเทอย่างที่ไม่ เคยรู้สึกมาก่อนเลย ท้ายสุดนี้อย่าลืมว่าสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ของเราก็รู้สึกร้อนเป็นเหมือน กัน อย่าลืมฉีดน�้ำหรือรดน�้ำคลายร้อนให้เขาบ้างนะครับ ไม่งั้น อาจจะช็อคตายไม่รู้ตัวเลยก็ได้นะ ข้อมูลจากหนังสือ An Inconvenient Truth, Al Gore (2007)

~


เสื้อยืดเก่ า เอามาท�ำถุงจ่ายตลาด ขอเอาไอเดียรีไซเคิลเก๋ๆ ของ Delia Creates มาแนะน�ำกัน ทีนี้พวก เราก็ไม่ต้องไปหาซื้อถุงให้เปลืองเงิน แถมได้จัดการกับเสื้อยืดเก่าๆที่ไม่ใช้แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะรอวันกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว ให้กลับมามีประโยชน์อีก ครั้ง แถมท�ำเสร็จแล้วยังดูดี เท่ห์ไม่เหมือนใคร จะเดินถือไปไหนก็ดูดี ไม่ธรรมดา ก่อนอื่นก็ต้องหาเสื้อยืดที่ไม่ใช้แล้ว ควรเลือกเสื้อยืดเท่ห์ๆ มีลายตรง กลาง หรือข้อความโดนๆ ท�ำออกมาแล้ว รับรองใครเห็นเป็นต้องทัก เอามาตัด แขน และคอ ตามรูปเลยนะคะ

เย็บตรงชายเสื้อ เป็นก้นถุง โดยเย็บจาก ด้านใน แล้วเวลาพลิก กลับออกมา จะได้ซ่อน รอยเย็บไว้ เท่านี้ก็เสร็จ เรียบร้อยสวยงาม

credit iurban.in.th


เรื่อง - พิทวัส นันทมานพ @blackmercy

F

Fly to Learn


Grüß Gott!

Jürgen แม่ชื่อ Gabriele ลูกชายคน

สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งกับ Ein Jahr in Deutschland หนึ่งปีในเยอรมนีตอนที่ โตชื่อ Christopher ลูกคนเล็ก (อายุเท่า 2 ครับ สำ�หรับตอนนี้ผมจะพูดถึงช่วงที่อยู่เยอรมนีครับ Jetzt fangen wir an!

วันแรก เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบิน Frankfurt เราก็ไปรวม กัน เช็คยอดคนให้แน่ใจ ถึงตรงนี้ถ้าโฮสใครมารับที่สนามบินก็จะ แยกตัวออกไปเลย แต่ส่วนใหญ่จะต้องนั่งรถไฟไปเมืองของตัวเอง ครับ แต่เราจะต้องค้างคืนที่ Hostel ก่อน เมื่อไปถึง AFS ก็จะ brief คร่าวๆ ว่าในวันรุ่งขึ้นใครจะต้องออกเดินทางตอนไหน มีขั้น ตอนอย่างไร บลาๆ และเย็นวันนั้นหลังจากทานอาหารค�่ำเสร็จพี่ๆ สตาฟก็พาพวกเราออกไปเดินเล่นชมเมือง Frankfurt ยามค�่ำคืน กันครับ เรียกได้ว่าประทับใจกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆ ที่มาถึงกันเลย ทีเดียว วันรุ่งขึ้นก็ทยอยออกเดินทางกัน ร�่ำลาเพื่อนๆ กันตรงนี้ ครับ เพราะอาจจะไม่มีโอกาสเจอกันอีกเลยตลอดปี ผมออกเดิน ทางตอนช่วงบ่ายครับ นั่งรถบัสกลับไปที่สนามบินเพราะสถานี รถไฟหลักของ Frankfurt หรือที่ภาษาเยอรมันเรียกว่า Frankfurt Hauptbahnhof นั่นอยู่ใต้สนามบินเลยครับ ทุกคนที่อยู่ภาคใต้ จะต้องมาเที่ยวนี้ ทาง AFS สร้างความประทับใจอีกครั้งด้วยการ ให้พวกเรานั่งรถไฟความเร็วสูงที่ชื่อว่า ICE (Intercity-Express) ที่สามารถท�ำความเร็วได้ถึง 320 km/h เลยทีเดียว ผมเข้าไปนั่ง เอนหลัง คุยกับเพื่อน ถ่ายรูปได้แป๊ปเดียว นึกได้ว่า AFS แจก แอปเปิลมาคนละ 1 ลูก กัดไปได้ 1 ค�ำ คนขับก็ประกาศว่าก�ำลัง จะถึงสถานี Stuttgart ซะแล้วล่ะครับ เร็วอย่าบอกใคร (ระยะ ทางระหว่าง Frankfurt – Stuttgart ประมาณ 150 km)

พบกับโฮส เมื่อรถไฟจอด ผมขนของออกมายืนรอโฮสที่ชานชาลา รอได้สัก 10 นาทีก็มีผู้หญิงกับวัยรุ่นชายคู่หนึ่งเดินเข้ามา ถาม ว่าใช้พิทวัสรึเปล่า ใช่แล้วครับโฮสผมนั่นเอง เราจับมือกันคุย กันนิดหน่อย ผมลาเพื่อนที่ยังรออยู่แถวนั้นและเดินตามโฮ สไป เมื่อมาถึงบ้านผมเข้าไปทักทายโฮสพ่อที่หลังบ้าน ทุก คนพาเดินรอบๆ เพื่อดูว่าอะไรอยู่ตรงไหน คุยกันไป ถามไถ่ อะไรกันไป สมาชิกของบ้านนี้มีทั้งหมด 5 ชีวิต พ่อชื่อ

ผม) ชื่อ Julian และแมวชื่อ Marie ครับ เย็นวันนั้นเราสั่งพิซซ่าถาดใหญ่(มาก) มา กินกัน ก่อนนอนผมก็ได้แต่สงสัยว่า 1 ปีต่อ จากนี้จะเป็นอย่างไรหนอ?

วันที่สองก็โดนเบียร์ซะแล้ว! บอกก่อนเลยว่าก่อนไปแลกเปลี่ยนผมเป็นคนไม่ดื่ม แอลกอฮอล์ครับ จนมาถึงวันที่สองเอง! วันนี้โฮสพาไปไร่องุ่น ก็จะ มีขายไส้กรอกและเครื่องดื่มต่างๆ เลยได้ลองไส้กรอกย่างแล้วโรย ด้วยผงกระหรี่เป็นครั้งแรก (Currywurst) จากนั้นโฮสก็สั่งไวน์มา พร้อมกับรินให้ผมนิดนึง บอกให้ผมลอง เอาก็เอา จิบไปขมมาก คน มันไม่เคย 5555 กลับมาวันนั้นเอาอีกแล้วครับ กินข้าวเย็นเสร็จโฮ สไปหยิบเบียร์มาละ เป็นเบียร์ผสมน�้ำส้มเกรปฟรุต 50% ต้องบอก ว่าอร่อยครับ โดนไปตั้งแต่วันที่สองเลยทีเดียว จากนั้นมาถ้าเค้ากิน กันผมก็กินครับ ฮ่าๆๆ


โรงเรียน

ระบบขนส่งมวลชน

โรงเรียนที่ผมไปชื่อเท่มากครับ Ferdinand-PorscheGymnasium เป็นโรงเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัท Porsche ครับ วันแรกโฮสขับรถพาไปก่อน ไปถึงเจอครูประจ�ำ ชั้นชื่อ Mr. Schreiber และเนื่องจากวันนั้นเป็นวันเปิดเทอมพอดี คนในห้องส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยรู้จักกัน เป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้ รู้จักทุกคน ผมแนะน�ำตัวว่ามาจากประเทศไทย จะมาอยู่ที่นี่ 1 ปี จากนั้นก็ได้ทักทายทุกคน คลาสผมมีแค่ 23 คนเองครับ ได้ไปอยู่ เกรด 10 ก็เทียบเท่า ม. 4 หลังจากวันนั้นผมต้องเดินไปโรงเรียน ระยะทางประมาณ 1.8 km ใช้เวลา 20 นาทีครับ บางคนอาจจะ คิดว่าไกลมาก เดินทุกวันไม่เบื่อไม่เหนื่อยแย่หรอ ไม่เบื่อครับ เราได้ สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบๆ ทุกวัน อากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และไม่เหม็นควันรถสักนิด วันแรกๆ ก็มีเหนื่อยบ้างแต่สักสัปดาห์ นึงก็ชินแล้วครับ เดินสบายๆ เลย ส่วนเรื่องการเรียนผมต้องบอกว่ารู้เรื่องน้อยมาก เพราะ ภาษาเรายังไม่ได้ และเค้าไม่มานั่งแปลให้หรอกครับ ผมก็นั่งฟังไป เพลินๆ เขียนตามกระดานไปเรื่อย ถ้าเรียนเลขก็รู้เรื่องหน่อย วิชา ภาษาอังกฤษเค้าพูดอังกฤษกันเลยครับ เลยรู้ทุกอย่างที่สอน แต่ วิชาอย่างประวัติศาสตร์นี่นั่งใบ้ครับ ฮ่าๆ พอถึงพักเที่ยงของทุกวัน เด็กโตจะออกไปกินข้างนอกกันครับ พวกขนมปังต่างๆ หรืออาจจะ เป็นพิซซ่า ถ้ามีเวลาพักติดกัน 2 คาบบางคนก็จะนั่งรถรางไปกิน แมคโดนัลด์หรือกลับไปกินอาหารที่บ้านได้ครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ คือระบบขนส่งมวลชนนี่ ล่ะครับ ทุกระบบท�ำงานร่วมกันอย่างไม่ติดขัด หรือพูดเป็นภาษา อังกฤษว่า syncronize กันได้อย่างดี ระบบขนส่งมวลชนของ เยอรมนีจะใช้รถไฟเป็นหลัก ควบคุมโดย Deutsche Bahn มีโครง ข่ายทั่วประเทศ แล้วแต่ละเมืองจะมีระบบขนส่งย่อยของเมืองนั้นๆ แยกมาอีกที อย่างเมือง Stuttgart และใกล้เคียงก็จะเป็น VVS ซึ่ง จะ sync กับ Deutsche Bahn ตลอดครับ ส่วนบริการทั้งหมดใน เยอรมนีมีดังนี้ครับ ICE (Intercity-Express) – รถไฟความเร็วสูงมาก วิ่ง ระหว่างเมือง จอดเฉพาะสถานีใหญ่ๆ เท่านั้น EC (EuroCity) – อันนี้ไม่ใช่ของเยอรมนี เป็นรถไฟ ความเร็วสูงที่วิ่งระหว่างประเทศ จอดเฉพาะเมืองส�ำคัญเท่านั้น IC (Intercity) – รถไฟความเร็วสูง จอดบ่อยกว่า ICE IRE (InterRegio-Express) – วิ่งระหว่างเมืองที่ไม่ไกล กันมาก (ในรัฐเดียวกัน) ไม่ได้จอดทุกสถานี RE (Regional-Express) – แทบจะไม่ต่างจาก IRE เพียงแต่วิ่งช้ากว่า RB (Regionalbahn) – วิ่งความเร็วเท่า RE แต่จอด เกือบทุกสถานี S-Bahn – รถไฟวิ่งเฉพาะในเมือง จอดทุกสถานี U-Bahn – ตัว U มาจาก Underground คือรถใต้ดิน แต่ส่วนใหญ่ก็วิ่งบนดิน จะวิ่งในเมืองเลย สถานีเยอะมาก จอดถี่ มาก Tram – รถราง จะมีเฉพาะเมืองเล็กๆ เท่านั้น Bus – รถเมล์นั่นเองครับ มีบ้างที่วิ่งระหว่างเมืองใกล้ๆ Taxi – แท็กซี่ มันแพงมาก ตลอด 1 ปีผมไม่เคยนั่งเลย ครับ อย่างอื่นแทนได้หมด การจองตั๋วท�ำได้หลายวิธี เช่นทางเว็บ ทางแอปในมือถือ และการไปซื้อที่ตู้ขายตั๋วครับ และถ้าซื้อก่อนเดินทางนานๆ หลาย สัปดาห์หรือเป็นเดือนจะได้ส่วนลดด้วยนะครับ ยิ่งซื้อไว้นานยิ่งลด เยอะครับ ส่วนเรื่องที่บางคนอาจไม่ทราบคือ รถไฟของเยอรมนี (และหลายประเทศในยุโรป) ใช้ระบบเชื่อใจกัน คือจะไม่ค่อยมีคน ตรวจตั๋วนั่นเองครับ พูดง่ายๆคือเราก้าวขึ้นรถไฟได้ทันที ไม่มีที่ กั้น ถ้าไม่เจอคนตรวจคือนั่งฟรีเลย ความถี่ในการเจอคนตรวจตั๋ว ก็เรียงตามล�ำดับความแพงของรถนั่นแหละครับ คือพวก ICE นี่ยัง ไงก็เจอ มาตรวจทุกครั้ง และก็จะลดหลั่นกันไปตามล�ำดับ อย่าง


RE ก็เจอบ้างไม่เจอบ้าง 50/50 ส่วน S-Bahn กับ U-Bahn นี่ บอกตรงๆ ว่านับครั้งที่เจอได้เลยครับ ซึ่งก็แน่นอนว่าถ้าเราไม่มี ตั๋วแล้วโดนตรวจขึ้นมา พูดได้สั้นๆว่า “ซวย” ครับ เพราะรถที่ ราคาถูกสุดอย่าง U-Bahn นอกจากจะโดนไล่ลงจากรถแล้วก็ ยังจะเจอค่าปรับมหาโหดที่ 40 ยูโร หรือประมาณ 1,600 บาท และเราจะโดนจดชื่อที่อยู่ขึ้น Blacklist ไว้ด้วย ถ้าหลายๆ ครั้ง เข้าก็จะโดนแบนครับ คุณผู้อ่านลองคิดดูสิว่าถ้าไปโดนบนรถ หรูๆ อย่าง ICE จะขนาดไหน? เพราะฉะนั้นอย่าคิดโกงเด็ดขาด ครับ ตั๋วรถก็มีหลายแบบ เช่นตั๋วเที่ยวเดียว ตั๋วเด็ก ตั๋ว ผู้ใหญ่ ตั๋วกลุ่ม หรือตั๋วเดือนที่นั่งได้ไม่จ�ำกัด ตั๋วที่ผมใช้คือแบบ เดือนนั่งได้ไม่จ�ำกัด นั่งได้ตั้งแต่ RE ลงมาถึง Bus เลยครับ แต่ จะไปได้เฉพาะโซนที่ก�ำหนดไว้ ทาง AFS มีนโยบายจ่ายค่าตั๋ว รถเพื่อไปโรงเรียนให้นักเรียนทุกคน ผมเขียนไปแล้วว่าผมเดินไป โรงเรียน แต่ของฟรีก็เอาครับ จัดตั๋วไม่จ�ำกัดแบบไปได้ไกลสุด

มาเลยครับ แล้วก็ไปเบิกกับ AFS เอา ผมนั่งรถไฟไปหาเพื่อนที่อยู่ นอก Stuttgart ได้เลยล่ะครับ ฮ่าๆๆ รถไฟเยอรมันตรงเวลามาก ยิ่งรถแพงๆ เร็วๆ ยิ่งตรง ครับ (เพราะรถที่จอดทุกสถานีมันท�ำให้คลาดเคลื่อนได้ง่าย) ทุก ครั้งที่ผมเดินทางไปต่างเมืองนั่งดีสุดก็ IC หรือ IRE เท่านั้นล่ะ ครับ พอรถจอดที่สถานีปุ๊บ ผมก้าวลงมาจากรถแล้วจะดูนาฬิกา ทันที เชื่อไหมครับว่าเป็นเวลาที่เขียนอยู่บนตั๋วทุกครั้งไป เค้าท�ำได้ อย่างไรกัน? ผมยังสงสัยและประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ ส�ำหรับบทความในตอนที่สอง ผมขอจบลงเพียงเท่านี้ และพบกันใหม่ในตอนหน้า กับประสบการณ์อื่นๆ ที่ผมอยากบอก เล่า และชีวิตหลังกลับมาประเทศไทยครับ Bis dann!

~


เรื่อง - กองบรรณาธิการ

i

ไม่อนุญาตตตตต~ iTrend

เราคงจะเคยเล่น Application ต่างๆใน facebook หรือ twitter กันใช่มั้ยครับ เช่น app ประเภท เกม ทายนิสัย ทายตัวละคร ดูดวงกับนกเพนกวิ้น และอีกมากมาย หรือใน twitter ก็อย่างเช่น app ที่เอาไว้ดูจ�ำนวนคนรีทวีต หรือคนที่ unfollow เราไป ซึ่งก่อนจะ ใช้เจ้า app พวกนี้ได้ ทางผู้พัฒนาก็จะถามเราว่า เราอนุญาตให้มันเข้ามาใช้ข้อมูลส่วนตัวของเราได้มั้ย app บางตัวก็เรียกร้องเยอะ เช่น ขอโพสท์เองได้มั้ย ขอส่งข้อความให้เพื่อนเองได้มั้ย ซึ่งเราส่วนใหญ่ก็ลืมสนใจจะอ่านว่ามันขออะไรเราบ้างแล้วรีบๆกดอนุญาตไป เพราะ อยากรู้แล้วว่าคนเลือดกรุ๊ปบีอย่างเราจะนิสัยตรงกับพระเอกคนไหน ซึ่งไอ้การอนุญาตนี้นี่แหละครับ ถ้าผู้พัฒนาดีก็ดีไป แต่ถ้าไปเจอผู้ พัฒนา app แบบประสงค์ร้าย คุณก็อาจจะถูกเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณไปใช้โดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่ เวลาเราไปเล่น facebook หรือ twitter ในมือถือของเพื่อนแล้วลืมล๊อคเอาท์ก็เช่นกัน วิธีป้องกันกรณีนี้ที่ท�ำได้ง่ายๆ ก็คือ พอเราเล่น app อะไรเสร็จแล้ว ก็เข้าไปถอน permission ของมันออกซะ ซึ่งวิธีการของทั้ง facebook และ twitter ก็มีดังนี้ครับ

ส�- ที่ขำ้างๆปุหรั บ twitter ่มเขียนทวีตบน user bar จะมีรูปใบหน้าคนอยู่

กดลงมา แล้วเลือก Settings - ที่หน้า Settings เลือกแถบ Apps - ที่หน้า Apps เลือกแอพพลิเคชั่นที่เราไม่ต้องการใช้แล้ว แล้วกดที่ค�ำว่า Revoke Access - หากกดผิด หรือต้องการเปลี่ยนใจ ก็สามารถกดที่ Undo Revoke Access ได้

ส�- ที่ขำ้างๆปุหรั่ม Home บ facebook กดลงมา เลือก Account Settings

- ที่หน้า Account Setting เลือกแถบ Apps - ที่หน้า Apps จะแสดงรายการแอพลิเคชั่นที่เราท�ำการ อนุญาตทั้งหมด กดที่รูปกากบาทถ้าต้องการเลิกอนุญาต หรือกดที่ edit เพื่อดูข้อมูลว่า Apps นั้น ขออนุญาตอะไรบ้าง เป็นอันตราย หรือไม่ จ�ำเป็นหรือไม่ credit : faceblog.in.th


เรื่อง / ภาพ - ชลากร สถิวัสส์ @scjade

ฐานทัพลับใต้อัฒจันทร์

หรือบางครั้งอาจจะต้องค้างคืนก็มี บางครั้งก็ต้องแปลงโฉมห้อง นี้ให้ดูเรียบร้อยเป็นพิเศษเพื่อต้อนรับคณะกรรมการนักเรียนจาก โรงเรียนอื่น ๆ ที่มาศึกษาดูงานหรือคณะกรรมการประเมินสถาน ศึกษาที่มาดงานสภานักเรียน แม้แต่ช่วงปิดเทอมเล็กห้องนี้ก็ไม่เคยเงียบเหงา เพราะ ยังต้องมีการประชุมเตรียมงานสำ�หรับงานกีฬาสีและกิจกรรม ในภาคเรียนต่อไปเป็นระยะ ๆ จนถึงปลายปีการศึกษา เมื่อมี การเลือกตั้งประธานนักเรียนชุดใหม่เข้ามา ห้องนี้ก็จะแน่นเป็น พิเศษเพราะมีคณะกรรมการนักเรียนถึง ๒ ชุดภายในห้องเดียวกัน เมื่อได้เวลาที่คณะกรรมการนักเรียนจบม.๖ ไป ห้องนี้ก็จะยัง คงมีก.น.ที่เพิ่งจบอยู่เพื่อเตรียมกิจกรรมปฐมนิเทศสำ�หรับคณะ กรรมการนักเรียนรุ่นต่อไป ในช่วงกิจกรรมปฐมนิเทศ ห้องนี้ซึ่ง เป็นที่ที่สำ�คัญที่สุดของเหล่าคณะกรรมการนักเรียนก็จะเป็นสถาน ที่ทำ�พิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกสายสิญจน์รับคณะกรรมการนักเรียน ชุดใหม่ หลังจากนี้ก็จะมีก.น.รุ่นใหม่เข้ามาใช้ห้องต่อทันทีเพื่อ ช่วยเหลืองานรับสมัครนักเรียนใหม่ของโรงเรียนและเตรียมงาน ปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ กล่าวได้ว่าห้องนี้ไม่เคยว้างเว้นกิจกรรมใด ๆ เลยตลอดทั้งปี นอกจากเป็นสถานที่จัดเตรียมงานของคณะกรรมการ นักเรียนแล้ว ห้องนี้ก็เป็นที่ที่นักเรียนทั่วไปสามารถมาติดต่อคณะ กรรมการนักเรียนเพื่อเสนอแนะให้จัดกิจกรรม ให้ความเห็นเกี่ยว กับการทำ�งานของคณะกรรมการนักเรียน รวมถึงร้องเรียนปัญหา ที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเพื่อให้คณะกรรมการนักเรียน ในฐานะที่ เป็นตัวแทนและกระบอกเสียงของเหล่านักเรียน ได้นำ�ปัญหานั้นไป แจ้งแก่ฝ่ายบริหารของโรงเรียน หรือฝ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปได้

ห้องคณะกรรมการนักเรียน ตามชื่อเลย ก็คือห้องที่ เหล่ากรรมการนักเรียนทั้งหลายรวมตัวอยู่ที่นี่ ตั้งอยู่ที่ด้านหลัง อัฒจันทร์ใหญ่ อยู่ระหว่างห้องชุมนุมลูกเสือและห้องเก็บของ ของชุมนุมเชียร์ ฯ ห้องนี้เพิ่งจะมีใช้ได้ไม่นานนัก คณะกรรมการ นักเรียนรุ่นแรกที่ได้ใช้ห้องนี้คือพี่รุ่นที่ ๒๖ หรือเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เท่านั้น ก่อนหน้านั้นเวลามีงานอะไรก็ต้องนัดพบกันตามจุดต่าง ๆ ของโรงเรียนเอาเอง เมื่อมีห้องทำ�งาน เหล่าคณะกรรมการ นักเรียนจึงสามารถรวมตัวเพื่อประชุมเตรียมงานสะดวกยิ่ง ขึ้น และมีที่เก็บอุปกรณ์จัดกิจกรรมต่าง ๆ จากแรกเริ่มที่เป็น เพียงห้องว่าง ๆ ก็ได้รับความสนับสนุนจากโรงเรียนทำ�ให้ห้อง คณะกรรมการนักเรียนนี้มีตู้ให้เก็บของอย่างเป็นระเบียบ มี คอมพิวเตอร์สำ�หรับพิมพ์เอกสารราชการ ในปีการศึกษา ๒๕๕๑ ก็ได้รับความกรุณาจากอาจารย์กาญจนา ทองเปี่ยม อาจารย์ที่ ปรึกษาคณะกรรมการนักเรียนในขณะนั้น ซื้อโต๊ะสำ�หรับประชุม งานและอุปกรณ์ที่จำ�เป็นอื่น ๆ อีกมาก ห้องนี้นับเป็นที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในชีวิตการเป็น กรรมการนักเรียนคนหนึ่ง นับตั้งแต่วันแรกสุดที่ผู้สมัครแต่ละ พรรคมารับใบสมัครเลือกตั้งตำ�แหน่งประธานและรองประธาน นักเรียน นัดหมายกำ�หนดการต่าง ๆ กับคณะกรรมการนักเรียน รุ่นพี่ เมื่อชนะการเลือกตั้งและชักชวนเพื่อน ๆ ม.๖ เข้ามาร่วม งานจนครบทุกตำ�แหน่งแล้วก็จะเข้าสู่ช่วงที่ห้องนี้จะมีบทบาท มากที่สุดในชีวิตของนักเรียนม. ๖ ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะ กรรมการนักเรียน ตลอดทั้งวันก็จะมีเหล่าก.น.แวะเข้าออกห้อง นี้อยู่เสมอเพราะก.น.มีงานต้องทำ�ตลอดเวลา บ่อยครั้งที่เราเปิด สำ�หรับน้อง ๆ คนใดที่อยากจะพูดคุยกับพี่ ๆ ก.น. ก็มา ห้องนี้เข้าไปก็จะพบกับเหล่าก.น. ๒๕ คนอัดแน่นกันอยู่ในห้อง พบที่ห้องก.น. ใต้อัฒจันทร์ได้ ที่ห้องมีพี่ ๆ ทำ�งานอยู่ตลอดเวลา ทำ�งานขนาดไม่ถึง ๓๐ ตารางเมตรนี้ ที่นี่เป็นทั้งที่ประชุม ที่เก็บ ครับผม หรือเพื่อความแน่นอน มาช่วงหลังเลิกเรียนจะดีที่สุด อุปกรณ์กิจกรรม และเป็นที่พักพิงของก.น.ที่ต้องทำ�งานจนมืดค่ำ�


เรื่อง - วรกานต์ วินิจชัยมงคล @worrakann ภาพ - กษิดิษ รุจาคม @patzx

M

Main Course


สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ปีปีหนึ่งนั้นผ่านไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เผลอไปแป๊บเดียวปีการศึกษา ใหม่ก็มาถึงแล้ว วารสารเนียจึงได้วกกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เราจะมาพูดคุยกับคนต�ำแหน่งเดิมกับที่เรา เคยคุยกันในเล่มแรกสุดของเรา นั่นคือพี่ประธานนักเรียนนั่นเอง จ�ำได้ไหมคะว่าในเนียเล่ม ๑ นั้น เรา ได้บอกกับท่านผู้อ่านไว้ว่าพี่ปิ๊กเป็นประธานนักเรียนที่เป็นผู้หญิงในรอบหลายปี แล้วในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่ เกิดได้ยากมาก ๆ ( เท่าที่กานต์ทราบก็คือยังไม่เคยเกิดที่โรงเรียนเรา ) นั่นคือการมีประธานนักเรียนเป็น ผู้หญิงต่อเนื่องกันถึง ๒ ปี!! แค่นี้ท่านผู้อ่านบางท่านคงจะนึกสงสัยแล้วว่าประธานนักเรียนคนใหม่นี้มีดี อย่างไรถึงได้เป็นผู้หญิงรับเลือกมาเป็นผู้น�ำของทุกคนอีกครั้ง ในคอลัมน์จานหลักของเรา ขอน�ำทุกท่าน มารู้จักกับประธานนักเรียนคนใหม่ที่จะมาด�ำรงต�ำแหน่งในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ค่ะ


สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นเลย พี่แม้วแนะน�ำตัวเองหน่อยค่ะ สวัสดีค่ะ พี่ชื่อแม้ว (ไม่ได้มีน้องชื่อปูนะ) น.ส.เมธาวัลย์ วิ พัฒน์ครุฑค่ะ เป็นประธานนักเรียนรุ่นที่ 31 นะ ถึงจะดูหน้าตาไม่ดี พูดไม่ค่อยเก่ง แต่ก็จริงใจ พูดคุยกันได้นะคะ

ในเวลาว่างส่วนตัว พี่แม้วมีงานอดิเรกอะไรคะ ถ้าตอบแบบดูดี ก็ต้องบอกว่า อ่านหนังสือคะ แต่พี่เป็น คนที่อ่านหนังสือถ้าไม่มีอะไรกิน ก็จะง่วงง่ายมาก (อย่าเอาเป็น แบบอย่างนะคะ) ส่วนใหญ่แล้ว พี่ก็จะคุยๆเม้าๆกับเพื่อน ติดตาม เรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเรียน เรื่องแปลก ข่าวใหม่ๆ (ทวิต เตอร์แนะน�ำได้ดีมาก) ดูซีรีย์เกาหลีบ้าง อ่านนิยายบ้าง ฟังเพลง แต่ถ้าชอบสุดๆก็คือ การนอน Zzzzzzz

ท�ำไมพี่แม้วถึงอยากเป็นประธานนักเรียนคะ แล้วเส้น ทางกว่าจะเป็นประธานนักเรียนเป็นอย่างไรบ้าง เอาจริงๆเลยนะ พี่อยากเป็นเหมือนรุ่นพี่ที่ดูแลรับน้อง พี่มา แบบประธานนักเรียนรุ่นที่รับพี่มารุ่นที่ 26 ชื่อพี่ท๊อป พี่ ประทับใจมาก พี่ก็เลยอยากท�ำ อยากให้ ความรู้สึกแบบนั้นส่งถึง รุ่นน้องรุ่นต่อๆไป บวกกับคนรอบๆข้างพี่ โดยเฉพาะเพื่อน พี่มอส พี่บิว พี่พราว ที่อยู่ชุมนุมเชียร์ พี่ไบ๊ที่อยู่ชุมนุมสวนนนท์คอรัส พี่ เอิงที่อยู่ชุมนุมลูกเสือ เพื่อนห้อง 11 แล้วก็เพื่อนๆในสายชั้น ม.6 ที่ คอยยุ เอ้ย คอยผลักดันพี่ เอ้ย ถูกแล้ว (จะเล่นมุกท�ำไม - ทีมงาน) พี่ก็ลังเลมากเพราะพี่รู้ว่างานประธานนักเรียนมันไม่ใช่งานง่ายๆ แล้ว ผู้ลงสมัครพรรคต่างๆก็มีศักยภาพมากกว่าพี่ แต่พี่ไบ๊ได้พูดกับ พี่ว่า “มึงโอกาสมีแค่ครั้งเดียว จะทิ้งมันหรอ แล้วถ้าคนอื่นได้ แต่ มึงก็มีสิทธิ แน่ใจหรอว่าจะไม่เสียใจทีหลัง ลงไปเถอะ” พี่ก็คิดว่า จะได้หรือไม่ได้ก็ถือว่าเราท�ำเต็มที่แล้ว ลองดูซักตั้งแล้วกัน พี่ก็นั่ง หารองประธานนักเรียน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ พี่นึกถึงคนแรก ก็คือพี่มีมี่ แต่มีมี่บอกพี่ทุกครั้งว่าขอเป็นคนสุดท้ายได้มั้ย พี่ก็กังวล เพราะมีมี่เรียนสายวิทย์ จะเรียนทันรึป่าว การเรียนของมี่จะเป็นยัง ไง แต่พี่คิดว่ามีมี่เป็นคนที่พี่สบายใจมากที่สุด (ไม่ใช่ไม่ชวนพี่ไบ๊นะ แต่พี่ไบ๊อยากดูแลชุมนุมสวนนนท์คอรัสมากกว่า แล้วกลัวว่าจะทุ่ม ให้งานคณะกรรมการนักเรียนไม่มากพอ) ในเมื่อรองคนแรกของพี่ เป็นผู้หญิง อีกคนก็ต้องเป็นผู้ชายใช่มะ พี่ก็ใช้วิธี นั่งเขียนชื่อ เพื่อน ในสายชั้นตามแต่ละห้อง ตัวเด็ดๆ พี่ก็ชวนหลายคน กลุ่มต้นไทร


บ้าง เด็กเรียนบ้าง แต่ทุกคนจะเป็นคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ ดีมากแล้วก็ไม่แย่มาก พี่ก็ชวนคนนู้น คนนี้ไปเรื่อยๆ แต่แต่ละคน ที่พี่ชวนก็มีกิจกรรมที่ต้องท�ำตลอด เรียนบ้าง ซ้อมกีฬาบ้าง จน สุดท้าย พี่ก็หันมามองคนใกล้ตัวดู พี่ก็เหลือแค่ 2 คนพี่ก็ถามๆ จน ได้สรุปเป็นไปร์ท ต้องเกริ่นก่อนนะว่าพี่กับไปร์ทเป็นเพื่อนอยู่ห้อง เดียวกันมาตั้งแต่ตอนมอต้นแล้วพอมาอยู่มอปลายก็ได้มาอยู่ห้อง เดียวกันอีก พอพี่ตัดสินใจ พี่ก็โทรศัพท์ไปหามัน (ซึ่งปกติแทบจะ ไม่ได้คุยกัน) บอกตรงๆพี่หลอกมัน บอกว่า มึงมาเป็นเหอะ กูอยาก ได้มึงจริง มาช่วยกู ไม่ต้องท�ำอะไรมากก็ได้ พี่ไปร์ทก็ตอบตกลง (พี่ ไปร์ทบอกว่า ตอนที่ตอบตกลงไม่นึกว่าจะได้ พอได้มา ก็รู้ว่าต้องมา ท�ำงานอยู่ดี) พอมาสมัคร ก็ต้องคิดชื่อพรรค ก็นั่งคุยกันไปกันมา ระหว่างที่ท�ำกีฬาสี กลับบ้ายเย็นๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นพี่มอสหรือพี่บิว พูดมากว่า พรรค YOU ไงง่ายๆ คือคุณ (เพื่อคุณ) เลยตัดสินใจใช้ ชื่อนี้ วิธีการหาเสียงของพรรคพี่ก็เดินไปตามห้องต่างๆ ไปบ่อยๆ พรีเซ็นบ่อยๆ โดยเฉพาะม.ต้น พี่เป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก เท่าไร (แต่เป็นมิตรง่ายนะ) แต่คนรอบตัวพี่ อย่างพี่มอสก็ใช้วิธี ลากตัวพี่เดินไป ตามถนนหน้าโรงเรียน แล้วตะโกนบอกน้องทุกคน ว่า น้องๆเบอร์ 3 นะ น้องๆเบอร์ 3 นะ ก็ท�ำๆไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่อง นโยบาย พี่ก็ใช้วิธีถามรุ่นน้อง ถามเพื่อน อยากได้อะไรในโรงเรียน? ค�ำตอบก็มีทั้งที่เป็นไปได้ แล้วก็เป็นไปไม่ได้ จนได้นโยบายออกมา จนวันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง พี่ก็เอากลองมานั่งดีกันที่หน้าห้อง ประชาสัมพันธ์ (น้องๆบางคนอาจจะเห็นกันนะ) มันเป็นเหมือนวัน สุดท้ายแล้ว ก็ท�ำให้เต็มที่ที่สุด สุดเหวี่ยงไปเลย ซึ่งแต่ละพรรคก็

เพื่อนๆกันทั้งนั้น แต่พรรคของเราก็ไม่ได้มีคนชอบ 100% ใช่ปะ ก็ มีบางคนไม่พอใจ ดึงป้ายกันบ้าง นินทากันบ้าง เกิดปัญหาอีกมาก แรกๆพี่ก็เสียใจ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ที่ชีวิตจริงเราต้องเรียนรู้ พอ รู้ว่าได้รับเลือก ตอนนั้นพี่ก็คิดว่า ไม่ได้แล้วละมั้ง แต่อยู่ดีๆก็มีชื่อ พี่ประกาศ ห้องพี่มีสอบสังคมในคาบนั้น นั่งสอบอยู่ พอประกาศ เพื่อนพี่ก็เย้ พร้อมกันโดยไม่นัดหมาย จนอาจารย์ที่คุมสอบตกใจ มาก บางคนก็มองว่า พี่เป็นประธานนักเรียนผู้หญิงอีกปีหนึ่ง ก็มี หลายคนบอกว่า เอาให้ไหวนะ? จะรอดมั้ย? แต่พี่ก็ถึกไม่แพ้ผู้ชาย เหมือนกันนะ ดูจากหุ่นนะ ฮ่าๆ

ก่อนที่จะมาเป็นประธานนักเรียน พี่แม้วท�ำกิจกรรม อะไรในโรงเรียนบ้างคะ พี่เป็นประธานชุมนุมประชาสัมพันธ์อยู่ด้วย ม.5 เทอม 2 พี่วุ่นวายๆมากๆ เพราะทั้งชุมนุม แล้วก็น้องใหม่ในคณะกรรมการ นักเรียน แทบจะควบสองงานเลย แต่เพื่อนๆก็ช่วยพี่ได้เยอะ ต้อง ขอบใจจริงๆนะ ชุมนุมประชาสัมพันธ์หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าท�ำ อะไรบ้าง ก็มีจัดรายการตอนเช้า คอยรับโทรศัพท์ที่โทรมาถามเรื่อง ราวเกี่ยวกับโรงเรียนในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงงานสูจิบัตร ป้ายนิเทศ วันงานต่างๆก็ต้องคอยช่วยในเรื่องหน้างาน เรื่องพิธีกร (แต่พี่มักอยู่ เบื้องหลัง คอยดูความเรียบร้อยมากกว่า) พี่ก็เคยเป็นอนุกรรมการ นักเรียนด้วย เป็นหัวหน้าห้องอีกต่างหาก (ดูรับหลายจ๊อบเนอะ)


พี่แม้วมีเทคนิคยังไงให้น้องๆรักพี่แม้วคะ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่พี่เป็นคนยิ้มง่าย เหมือนจะเป็น คนที่เข้าหาง่าย แต่บางครั้งพี่ก็แอบเข้าหายาก (เอ๊ะ ยังไง) พี่มีความเป็นกันเอง สบายๆ บางครั้งถ้าเป็นเรื่องงาน พี่ก็ฮาได้ โหด ได้ พี่มักไม่ค่อยได้ใช้หน้าตา ดังนั้นน้องที่เข้ามาคุยก็จะรู้ว่าจริงๆพี่ เป็นแบบไหน ลองเข้ามาคุยๆดูได้นะ ในช่วงที่ด�ำรงต�ำแน่งคณะกรรมการนักเรียนนี้ พี่แม้วมีนโยบายจะ ท�ำอะไรบ้างคะ จริงๆแล้ว ในตอนสมัครพี่ก็มีแนวคิดหลักว่า “เน้น นโยบายที่ท�ำได้จริง ไม่ขายฝัน” โดยแตกย่อยออกมาเป็น 5 นโยบาย Proudly Present Board, SKN Ambassador, SKN Talent Day, Winter folksong สุดท้ายคือเพิ่มถังขยะ แล้วพอ พี่เข้ามาในห้องก็ได้เจออีกหลายๆโครงการที่รุ่นก่อนๆได้ท�ำค้างไว้ เหมือนกันนะ พี่ก็อยากจะเอาโครงการมาท�ำต่อนะ น่าสนใจอยู่ที เดียวละ

ตั้งแต่รับต�ำแหน่งมา พี่แม้วคิดว่างานของคณะ กรรมการนักเรียนมีอะไรต่างจากที่เคยเข้าใจมั้ยคะ ตอนแรกพี่ก็รู้อยู่แล้วว่าเข้ามาแล้วงานมันต้องหนัก แน่ๆ พี่ท�ำงานโรงเรียนมาตลอด คลุกวงในมาก็มากอยู่ แต่พอมา ท�ำจริงแล้วพี่ไม่คิดว่ารายละเอียดมันจะเยอะขนาดนี้ มันละเอียด มากๆ แล้วมันก็มีงานหลายๆฝ่าย ซึ่งพี่ก็จะต้องรู้งานแทบทั้งหมด วางแผนทั้งหมด พี่เคยท้อ แต่พี่คิดว่าไม่มีใครสามารถเก่งมาตั้งแต่ เริ่ม ค่อยๆลงมือไป ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ท�ำไปเรื่อยๆ เราจะช�ำนาญ เอง พอมาท�ำปัญหามันไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องงานอย่างเดียวเท่านั้น นะ แต่สุดท้ายงานก็เป็นแค่สิ่งหนึ่ง แต่พี่ว่าคนที่อยู่ข้างเราก็ส�ำคัญ กว่า

ได้ยินมาว่างานของคณะกรรมการนักเรียนมันทั้ง หนักทั้งเหนื่อย พี่แม้วมีวิธีผ่อนคลายความเครียด อย่างไรคะ จุ๊ๆ เลยนะ ถ้าพี่รู้สึกว่างานเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วพี่ก็จะปิด Social ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น MSN, twitter, facebook, skype เพื่อไม่ให้มีงานเพิ่ม แต่ถ้ามีงานจริงๆพี่ก็หนีไม่ได้อยู่ดี เพราะพี่ก็จะ


กังวล ถ้าพักนานๆก็นอน แต่ถ้าย่อมๆก็นอนอยู่ดี ฮ่าๆ ฟังเพลงก็ สบายๆ (พี่เป็นแด็กค่าย Love IS นะ) แล้วก็หลับไป (หัวเราะๆ)

งานของคณะกรรมการมีมากขนาดนี้ พี่แม้วมีหลักใน การบริหารเวลาเรียนและเวลาท�ำกิจกรรมอย่างไรคะ พี่ยอมรับ ว่าพี่ทุ่มให้กิจกรรมเยอะกว่าเรียน พี่ก็ตั้งใจ เรียนขึ้น ให้เพื่อนคอยตามงานให้ ตอนแรกๆก็ยาก เพราะพี่เป็น คนขี้ลืมง่าย สมุดนี่ต้องติดตัวไปแทบทุกงาน จดมั่วๆสมุดนู้นสมุด นี้บ้าง สับสนไปหมด แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจเรียนเราก็ต้องอ่านหนังสือ ให้เยอะ เยอะ เยอะขึ้น ท�ำให้เข้าใจในบทเรียนก็ได้ แต่ถ้าแบบ คณิตศาสตร์ก็ต้องฝึกท�ำโจทย์เยอะๆใช่มะ แต่ถ้าเราท�ำไม่เป็นยังไง ไม่รู้แนวทาง ยังไงๆก็ท�ำไม่ได้อยู่ดี วิชานี้จ�ำเป็นต้องมีคนที่ติวให้เรา ได้ แล้วต้องเป็นคนที่เข้ากับเราได้ด้วยนะ เพราะวิชานี้ไม่ได้สอนกัน ง่ายๆเหมือนสังคม ไทย อังกฤษ ถ้าเราโง่มาก ต้องหาคนที่ใจเย็น มาก เพราะไม่งั้นมันจะหงุดหงิด แล้วก็ต้องเลือกคนที่ไม่เก่งมาก ด้วย เพราะมันจะอธิบายให้เราไม่เข้าใจได้นะ

พี่แม้วมีคติในการท�ำงานและด�ำรงชีวิตอย่างไรบ้างคะ ความคิดของพี่นะ การท�ำงานของแต่ละคนก็จะแตกต่าง กันออกไป การท�ำงานของพี่คือการต้องปรับให้ทุกคนมาเป็นความ คิดเดียวกันให้ได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ละคนก็มีความคิดที่ ต่างๆกันไป บางอย่างพี่ท�ำคนเดียวมันก็ไม่สามารถท�ำส�ำเร็จได้ บาง อย่างต้องช่วยๆกันท�ำ ช่วยๆกันปรับ ช่วยๆกันเข้าใจกัน การใช้ชีวิต แต่ก่อนก็เป็นเด็กปกติคนหนึ่ง อยู่ในโรงเรียน รู้จักคนบ้าง แต่ไม่มากเหมือนตอนนี้ ก็ใช้ชีวิตปกติธรรมดา คุยกับ คนนู้นคนนี้ คนภายนอกมักมองว่า ดูแข็งแกร่ง แต่ตัวจริงๆต้อง ยอมรับเลยว่าตัวเองนิสัยเป็นเด็กๆมาก (หัวเราะ) การใช้ชีวิตก็มัก จะรั่วๆ สนุกสนาน เฮฮา แต่ตอนนี้ ทุกเวลาต้องหาอะไรท�ำ ต้อง รู้จักรับผิดชอบงานมากขึ้นกว่าเดิม ต้องใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น แต่ก็มีมุมที่เงียบ เย็นชา มีมุมยิ้มแย้ม (แล้วแต่นะว่าใครจะได้เจอ มุมไหน) ก็ท�ำให้ตัวเองเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด

พี่แม้วคิดว่าตัวเองมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรบ้างคะ แล้วพี่แม้วท�ำอย่างไรกับจุดด้อยนั้นคะ

จุดเด่นหรอ… (คิดๆ) อารมณ์ดีง่ายมั้ง บางครั้งก็อารมณ์ดี

มากจนเกินไป แบบพี่ลืมของแล้วโดนอาจารย์ว่า พี่ก็ยิ้มๆจนไม่รู้ตัว ทั้งๆที่อาจารย์ท่านเครียดมาก พี่ก็ลืมตัว ไม่ใช่พี่ไม่เครียดนะ แต่มัน ยิ้มขึ้นมาเองอะ (หน้าเศร้าๆ) ส่วนจุดด้อย เยอะมาก! เรื่องพูดพี่ก็พูดไม่ค่อยเก่ง พูด ติดๆขัดบ้าง ไม่เป็นทางการบ้าง ต้องแก้อีกเยอะเลย การใส่ใจคน รอบข้าง บางทีพี่ก็ลืม จนท�ำให้คนรอบข้างน้อยใจบ้าง ด้อยที่สุดคือ หน้าตา (หัวเราะ) คนข้างๆพี่ชอบบอกให้พี่ลดความอ้วน แนะน�ำให้ พี่ไปสถาบันเสริมความงาม ชวนให้มาออกก�ำลังกายบ้าง แต่พี่ก็ไม่ ไม่ ไม่ เพราะอยากนอนมากกว่า เลยเป็นแบบนี้ ยังมีอีกหลายเรื่อ งมากๆ แต่เราก็ต้องค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆปรับตัวกันต่อไปนะ

โรงเรียนในอุดมคติ ของพี่แม้วเป็นอย่างไรบ้างคะ โรงเรียนในอุดมคติ ทุกคนก็ต้องใฝ่ฝันว่า น่าอยู่ สะอาด แต่นั่นมันก็แค่ภายนอก พอเข้ามาจริงแล้ว เราก็อยากได้เพื่อนที่ ดี คุณครูใจดี เรียนด้วย กิจกรรมด้วย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ ต้องดีมาก แต่ขอให้พอดีกับตัวเรา ง่ายๆเลย เป็นแบบนี้ เป็นแบบที่ เราอยู่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรีแห่งนี้ ที่มีการเคารพ รุ่นพี่ ดูแลน้อง มีประเพณีวัฒนธรรมให้สืบสานและถ่ายถึงน้องๆ มากมาย

ถามส�ำหรับเรื่องที่วัยรุ่นสนใจกันเหลือเกิน พี่แม้วมี มุมมองเกี่ยวกับเรื่องความรักอย่างไรคะ เรื่องรักในความคิดพี่ ส�ำหรับพี่ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องไม่ ดีนะ แต่เรารู้จัก การรักให้เป็น รู้ว่าสิ่งไหนควรท�ำ สิ่งไหนไม่ควรท�ำ ความรักก็มีทั้งท�ำให้เรามีความสุขและสามารถท�ำให้เราทุกข์ไปได้ พร้อมๆกัน ความรักของแต่ละคนก็จะมีนิยามที่แตกต่างกันออกไป ใช่มั้ย ส�ำหรับพี่ พี่จะเน้นเรื่องความเข้าใจมากกว่า การที่เราเข้าใจ กัน ปัญหาที่เราขัดแย้งกันก็จะน้อยลงตามไปด้วยนะ ความรักต้อง ค่อยๆปรับตัวเข้าหากัน แล้วก็จะท�ำให้ความรักมีความสุขมากขึ้น

ส�ำหรับพี่แม้ว ก.น.คืออะไร ส�ำหรับพี่ ก.น.คือครอบครัว เป็นที่ที่อบอุ่นมาก ไม่ว่าจะ เป็นเพื่อน รุ่นพี่ ปรึกษากันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะ ช่วยเหลือกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องครอบครัว ที่บ้าน แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว เป็นอะไรที่มากๆๆๆกว่า


พูดถึงเพื่อนๆคณะกรรมการนักเรียนหน่อย

เกย์” (แต่จริงๆแล้วไม่เกย์นะ) ปราง เป็นผู้หญิงที่ฮามาก ไมค์ จะมีลุคต่างกันไปแต่ละวัน (เป็นนายแบบ เคยเล่น บางคนแทบจะไม่เคยเห็นหน้าเห็นตากันเลยมาก่อนใช่มั้ ยละ แต่แต่ละคนก็ตั้งใจ เรียนรู้หน้าที่ของตัวเองกันอย่างมาก เพื่อ โฆษณาด้วยนะไปหาดูกันได้นะ) พลอย ชอบโดนแซวว่าเป็นคนใต้ ส�ำเนียงการพูดมักชอบ ให้งานออกมาให้ดีที่สุด ในก.น.ก็มีหล่อๆเยอะ จนมีหลายคนถามว่า ออก โดยเฉพาะเวลาโกรธๆ เป็นคนที่ท�ำงานเก่งมาก ชวนมาได้ยังไง (อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันอะ) แป้ง เป็นคนขี้ลืมง่ายมาก อย่าง ไปร์ท จะหล่อๆ โจ้ และ ปริล ตั้งใจท�ำงานมากกกกก มีมี่ จะตั้งใจท�ำงานมาก กิ๊ฟ สาวสวยอีกคน พูดเก่ง แพรว สวยๆ จดแล้วชอบลืม อาย สาวสวยคนสุดท้าย น่ารักเรียบร้อย ปริม (ญาญ่า) “สวยที่สุดในรุ่นนี้เลย” ขยันมาก จะโดน ทุกคนต่างก็ตั้งใจกันท�ำงานมาก รับค�ำสั่งโดนตรง จ๋อม เก็บเงินได้ทุกรายละเอียด แอบโหด เอ็กซ์ ตัวเล็กน่ารัก ช่วง 4 -5 ปีที่ผ่านมา ประธานนักเรียนมักเป็น ออม และ ซาน ก็จะชอบคู่รักเต๋าคชามาก สามคนนี้ถ่าย นักเรียนสายวิทย์ แล้วปีนี้เป็นประธานนักเรียนสาย รูปออกมาสวยมาก ศิลป์ คณิต – อังกฤษรู้สึกอย่างไร ส่วน ตรัย และ เกื้อ จะเป็นคู่ขาจอมโหด แล้วก็ นิ ผู้หญิงเรียบร้อยที่สุดมักจะโดนให้ โก้ เซน ไม่ว่าจะอยู่สายไหนก็กดดันเหมือนกันคะ (หัวเราะ) สาย ท�ำงานแทน แต่ถ้าจะสั่งก็โหดใส่ได้เหมือนกัน วิทย์เริ่มโตก็ยิ่งหนักขึ้นหนักขึ้น แต่สายศิลป์ก็ต้องขยันขยันให้ จิ้ง หญิงแกร่ง มากกว่าเด็กสายวิทย์ เพราะปัจจุบันนี้ เด็กสายวิทย์ส่วนใหญ่มัก ส่วน บีม หมู สองคนนี้ต้องเอามาบวกกันแล้วเฉลี่ยหาร จะมาแทนที่ของเด็กศิลป์ค�ำนวณมากขึ้น ไหนๆก็พูดเรื่องสาย กัน เป็นคู่ที่ลงตัวมาก แล้ว พี่ก็อยากจะแนะน�ำน้องม.ต้นไม่ว่าจะเป็นม.1 ม.2 หรือ ม.3 มาร์ค เป็นผู้ชายสีชมพู (ไม่ใช่เกย์นะ) ก็ตาม ถ้าคิดว่าคณะที่เราเลือกไม่ได้ใช้สายวิทย์ก็มาเน้นๆวิชาภาษา ต้น เป็นหนุ่มน้อยใส่แว่น อังกฤษ ไทย สังคมให้มากๆๆ พี่ไม่ได้เป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษมาก ปั้น มักจะติดเกม ติดไอพอด ที่ส�ำคัญทุกคนเรียนว่า “ปั้น


คะแนนพี่ก็ถึงที่จะเลือกไปอยู่สายวิทย์ ตอนแรกก็โดนคนอื่นว่า ท�ำไมไม่เลือกวิทย์ พี่คิดว่ามันเป็นแค่ค่านิยม พี่มาอยู่ศิลป์ค�ำนวณ ห้องแรก ทุกคนเก่งๆกันมาก ไม่แพ้เด็กวิทย์เลย มันเป็นเวลาสาม ปีที่น้องต้องเลือกเรียน พี่อยากให้น้องเลือกที่คิดว่าจะให้เราได้มาก และเหมาะกับเราที่สุดนะ

ถ้าพูดถึงพี่แม้วแล้ว พี่คิดว่าน้องๆจะนึกถึงอะไรเกี่ยว กับพี่แม้วเป็นอย่างแรกคะ คนทั่วไปก็ต้องนึกถึงอดีตนายก พี่ของปูนั่นเอง (หัวเราะ) ชื่อเหมือนกันอีก แต่ถ้าเพื่อนในห้องพี่จะนึกถึงมะเขือเทศ มันมี ความเป็นมาอย่างยาว

สุดท้ายแล้วนี้พี่แม้วมีอะไรอยากจะบอกน้องๆบ้างคะ สุดท้ายแล้ว ทุกเรื่องก็เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน มี หลายมุมมองให้ต่างกัน พี่ไม่เคยมองว่าใครเลือกพี่หรือใครไม่เลือก พี่ แต่พี่มองว่า การที่เราเข้ามาคุย มาปรับเข้าหากัน มาปรึกษา กัน มาแชร์ความคิดกัน เปิดใจยอมรับกัน บางคนอาจจะยังไม่ เคยท�ำงานมาก่อนพี่ก็อยากให้เปิดใจมองกันก่อน อะไรที่มันดีก็ว่า ไปตามดี อะไรที่มันไม่ดีก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ดี ไม่มีใครสามารถ ท�ำงานเป็นเลยตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนรู้ วันเวลาจะท�ำให้เราค่อยๆเรียน รู้ ค่อยๆมีประสบการณ์ค่อยๆท�ำให้เราโตขึ้น ค่อยๆท�ำให้เราเข้าใจ อะไรมากขึ้น คณะกรรมการก็เหมือนเป็นนักเรียน แต่แค่เป็นคน คอยรับฟังความเห็น คอยรับข้อเสนอแนะ ความคิดแลกเปลี่ยนกัน การเป็นผู้น�ำในการพัฒนาให้โรงเรียนดีขึ้นๆไป มีอะไรอยากปรึกษา อะไร อยากรู้จักกันมากขึ้นก็เข้ามาคุยกันได้ หรือเริ่มจากการยิ้มให้ กันก่อนได้นะ ทักทายกันไหว้ ยิ้มบ้าง โรงเรียนเป็นของ“เรา” เราก็ ต้องช่วยๆกันพัฒนานะ และนี่ก็คือตัวตนของเด็กสาวคนหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาอยู่ ต�ำแหน่งสูงสุดของเหล่านักเรียนในโรงเรียนของเรา หวังว่าท่านผู้ อ่านทุกท่านจะได้รู้จักกับพี่แม้วมากขึ้นนะคะ ถ้าเจอพี่เขาตัวจริงก็ อย่าลืมไปทักทายกันนะ ส�ำหรับเมนคอร์สในวารสารเนียฉบับหน้า กานต์ขอแอบกระซิบบอกว่าเป็นครั้งที่พิเศษไม่แพ้เล่มใด ๆ ก่อน หน้าเลย ห้ามพลาดนะคะ!!


ก.น.

คนที่เป็นก.น. มาจากไหนบ้าง ? เหล่าพี่ ๆ ก.น. เริ่มต้นจากการลงสมัครเลือก ตั้งของกลุ่มพี่ ๆ ม.๕ พรรคละ ๓ คน ( ประกอบด้วย ผู้สมัครต�ำแหน่งประธานนักเรียน และรองประธาน นักเรียนอีก ๒ คน ) การเลือกตั้งมักจะมีในช่วงกลาง เดือนธันวาคม ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งก็จะชักชวนเพื่อน ๆ ม.๕ ที่สนใจกิจกรรมของก.น.อีกประมาณ ๒๐ คนมา ท�ำงานด้วยกันในปีการศึกษาต่อมา

แล้วพรรคที่ ไม่ชนะล่ะ ?

ปกติพรรคที่ชนะการเลือกตั้งมักจะเชิญชวนผู้ สมัครพรรคอื่น ๆ มาเป็นคณะกรรมการนักเรียนด้วยใน ฐานะผู้ที่สนใจท�ำงานของก.น.เหมือนกัน แต่บางครั้งผู้ สมัครก็อาจเปลี่ยนไปท�ำหรือกลับไปท�ำกิจกรรมอื่น ๆ แทน เช่น เข้าชุมนุมเชียร์ ชุมนุมลูกเสือ ชุมนุมหรือ กลุ่มกิจกรรมอื่น ๆ หรือกลับไปเป็นนักเรียนปกติตาม เดิม

ก.น.คืออะไร ท�ำอะไรบ้าง ?

ก.น. หรือคณะกรรมการนักเรียนเป็นกลุ่มนักเรียนระ ดับชั้นม.๖ ที่ได้รับเลือกให้มาเป็นตัวแทนของนักเรียนทั้งโรงเรียน ท�ำหน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างอาจารย์และนักเรียน รับเรื่อง ที่นักเรียนร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนและ แจ้งให้ทางโรงเรียนทราบ จัดและร่วมจัดกิจกรรมต่าง ๆ และ เป็นตัวแทนติดต่อและจัดกิจกรรมร่วมกับคณะกรรมการนักเรียน ของโรงเรียนเครือสวนกุหลาบอีก ๔ แห่ง ภายใต้ชื่อ “ กลุ่มมวล กุหลาบ ” นอกจากนี้ยังมีบทบาทเป็นแบบอย่างที่ดี และปลูกฝัง ความเป็นชาวสวนกุหลาบแก่นักเรียนทั้งโรงเรียน นับตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๓ เป็นต้นมา โรงเรียนของเรา ได้เปลี่ยนระบบคณะกรรมการนักเรียนให้สอดคล้องกับระบบใหม่ ที่กระทรวงศึกษาธิการสร้างขึ้น กลายเป็น “ คณะกรรมการสภาผู้ แทนนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ” หรือเรียกสั้น ๆ ว่าสภานักเรียน ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ใกล้เคียงเดิมแต่หมายรวมถึง การท�ำงานร่วมกับเครือข่ายหัวหน้าห้องและคณะกิจกรรมนักเรียน มากขึ้น แต่โดยทั่วไปก็ยังคงเรียกว่า คณะกรรมการนักเรียน หรือ ก.น. เช่นเดิม

ก.น.มีทั้งหมดกี่คน ?

ในคู่มือนักเรียนและผู้ปกครองระบุไว้ว่าคณะ กรรมการนักเรียนจะต้องมีไม่น้อยกว่า ๒๐ คน แต่โดย ทั่วไปก็จะมีประมาณ ๒๕ คน ประกอบด้วยประธาน นักเรียน รองประธานนักเรียน เลขานุการ เหรัญญิก กรรมการนักเรียนฝ่ายปกครอง ฝ่ายวิชาการ ฝ่าย ธุรการ ฝ่ายบริการ ฝ่ายกิจกรรม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ฝ่ายสารสนเทศ ทั้งนี้ จ�ำนวนสมา ชิกก.น.และฝ่ายอาจเพิ่มหรือลดได้ทุกปี

ก.น.เริ่ มมีตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

โรงเรียนของเรามีคณะกรรมการนักเรียนเป็น ครั้งแรกในปีการศึกษา ๒๕๓๑ เป็นคณะกรรมการ นักเรียนที่น�ำโดยพี่สันต์ สันติวงศ์ ประธานนักเรียน (รุ่น ที่ ๘) หากอยากทราบว่าก.น.ชุดใดเป็นก.น.รุ่นที่เท่าไร ก็ สามารถคิดได้ง่าย ๆ โดยน�ำเลขรุ่นของนักเรียนที่ เป็นก.น.ชุดนั้นลบด้วย ๗ เช่น ก.น.ชุดปัจจุบัน เป็นก.น.รุ่นที่ ๒๔


กิจกรรมที่ก.น.จัดมีอะไรบ้าง ? ก.น.มีงานอื่น ๆ อีกไหม ? กิจกรรมที่ก.น.จัดมีทั้งกิจกรรมประจ�ำปีของ โรงเรียน เช่น วันแม่แห่งชาติ วันพ่อแห่งชาติ วันไหว้ ครู วันครู วันปฐมนิเทศนักเรียนม.๑ และม.๔ และ กิจกรรมของคณะกรรมการนักเรียนเอง ( รวมถึงที่จัด ตามนโยบายที่ให้ไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ) เช่น การแข่งขันฟุตซอล การประกวดการ แสดงดนตรีโฟล์คซอง พิธีมุทิตาจิต วัน กุหลาบอ�ำลา ชุมนุมกรรมการนักเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม อื่นที่ก.น.เป็นคณะกรรมการร่วมจัด งาน เช่น วันปัจฉิมนิเทศนักเรียนม. ๖ มหกรรมกีฬาสี งานวันสถาปนา โรงเรียน เป็นต้น

งานของก.น.ไม่ได้มีเฉพาะการจัด กิจกรรมเท่านั้น แต่ยังมีงานอื่น ๆ ให้ท�ำแทบ ทุกวัน อาทิ เป็นแกนน�ำจัดท�ำหนังสือรุ่นและ แหวนรุ่นของนักเรียนม.๖ ทุกปี ต้องเตรียม ตัวรับการประเมินหรือส่งผลงานเข้าประกวด การท�ำงานของสภานักเรียนที่องค์กรต่าง ๆ จัด ขึ้น และคอยช่วยเหลือกิจการของโรงเรียน เช่น การรับสมัครนักเรียนใหม่ ส่งตัวแทนร่วมพิธี วันสถาปนาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ดูแล ความเรียบร้อยของกิจกรรมวันเข้าพรรษา วัน ต่อต้านยาเสพติดโลก และต้อนรับคณะอาจารย์ และคณะกรรมการนักเรียนจากโรงเรียนอื่นที่มา ศึกษาดูงาน

อยากเป็นก.น.ต้องท�ำอย่างไร ?

ในช่วงปลายปีให้คอยติดตามการประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการ นักเรียนว่าจะเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครเลือกตั้งเมื่อไร เมื่อเปิดรับสมัครแล้ว สามารถมารับใบสมัครที่ห้องคณะกรรมการนักเรียน ใต้อัฒจันทร์ ก่อนหน้า นั้นถ้าจะให้ดีควรท�ำความรู้จักว่าก.น.มีหน้าที่อะไร ต้องท�ำอะไรบ้าง เพราะ งานของก.น.มีมากกว่าที่นักเรียนส่วนใหญ่เข้าใจค่อนข้างมาก

แล้วถ้ายังไม่ถึงม.๕ ยังลงสมัครไม่ได้แต่ อยากร่วมงานของก.น.จะท�ำอะไรได้บ้าง ?

เป็นอนุกรรมการนักเรียนก็ได้ ตลอดปีมีงานใหญ่หลายงานที่ล�ำพัง เหล่าก.น.ก็มีคนไม่มากพอดูแลและควบคุมงานทั้งหมดได้ ก็ต้องอาศัย “ ผู้ ช่วย ” มาช่วยเหลือ มาเป็นสต๊าฟฟ์ดูแลส่วนต่าง ๆ ของงาน การเป็น สต๊าฟฟ์งานปฐมนิเทศม.๑ ถือเป็นก้าวแรกที่ดีของการร่วมงานกับคณะ กรรมการนักเรียน เพราะนอกจากจะได้ท�ำความรู้จักกับพี่ ๆ ก.น.อย่าง ใกล้ชิดแล้ว ยังได้ผูกพันกับเพื่อน ๆ สต๊าฟฟ์และรุ่นน้องอีกมากมายอีกต่าง หาก แต่หากไม่ได้มาร่วมงานนี้ก็จะมาเสนอตัวช่วยเหลือเมื่อไรก็ได้ จะเป็น อนุกรรมการนักเรียนขาประจ�ำ มาช่วยเป็นครั้งคราว หรือมาลองสักครั้ง เดียวก็ได้ทั้งนั้น คณะกรรมการนักเรียนยินดีต้อนรับ


เป็นก.น.ต้องขาดเรี ยนบ่อย จริ งหรื อเปล่า ?

เห็นห้องก.น.มีคนอยู่ตลอดเวลาเลย พี่ๆเขาท�ำอะไรกัน ?

เนื่องจากก.น.มีงานตลอดเวลา การพบเห็นก.น.ใน ห้องทั้งวันท�ำงานจึงเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่พี่ ๆ ก.น.ท�ำในห้อง ส่วนใหญ่จะเป็นการประชุมวางแผนเตรียมงานต่าง ๆ การจัด ท�ำเอกสารราชการ การเตรียมผลงานเพื่อรับการประเมินและ ส่งประกวด ในเวลาที่ว่างเว้นจากงานก็พักผ่อนภายในห้อง และให้บริการน้อง ๆ ที่เข้ามาติดต่อสอบถามเรื่องต่าง ๆ

งานแรกและงานสุดท้ายของ ก.น.คืออะไร ?

งานแรกของว่าที่ก.น.ชุดใหม่ที่จะได้ทดลองงาน คืองานวันครู ซึ่งจัดขึ้นช่วงกลางเดือนมกราคมของทุกปี ( ประมาณ ๑ เดือนหลังจากการเลือกตั้งก.น.ชุดใหม่ ) งาน นี้มีว่าที่ก.น.ชุดใหม่เป็นผู้ด�ำเนินการเป็นหลัก ตั้งแต่การ เขียนใบโครงการขอจัดกิจกรรม เตรียมอุปกรณ์และสถานที่ ประชาสัมพันธ์ ด�ำเนินพิธี โดยมีพี่ ก.น. ชุดปัจจุบันคอยสอน งาน ดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ส่วนงานสุดท้ายตามหน้าที่ คืองานเลี้ยงรุ่นซึ่งจัดขึ้น ๒ ปีหลังจากที่ก.น.ชุดนั้นส�ำเร็จการ ศึกษาไปแล้ว แต่เป็นที่กล่าวในหมู่ก.น.ว่างานของก.น.นั้น ไม่มีวันหมด เพราะถึงแม้จะหมดวาระไปก็ยังต้องคอยให้ค�ำ ปรึกษาแก่รุ่นน้องก.น. และกลับมาเยี่ยยมเยียนนักเรียนที่ตน เป็นผู้จัดงานปฐมนิเทศให้เป็นระยะ ๆ และหากมีงานโรงเรียน ใด ๆ อาจารย์อาจติดต่อก.น.รุ่นเก่า ๆ ก่อนเป็นคนแรก

กิจกรรมเป็นรอง หน้าที่หลักคือเรียน เรามักจะ เข้าใจกันอย่างนี้ แต่หากได้สัมผัสงานก.น.จริง ๆ แล้วจะพบ ว่าหลายงานไม่ท�ำไม่ได้ จะต้องให้ล�ำดับความส�ำคัญมาก่อน การเรียนและต้องขาดเรียนเพื่อท�ำงานนั้นให้เสร็จก่อน จะขาดเรียนบ่อยเพียงใดแล้วแต่ว่าช่วงนั้นมีงานมากแค่ไหน ปรกติก.น.จะมีงานเข้าหนาแน่นที่สุดในเดือนมิถุนายนและ ธันวาคม หากเป็นงานที่จะต้องออกไปนอกโรงเรียนกระทัน หัน หรืองานที่เข้าวันนี้จะเอาวันนี้ ( ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอย่าง งั้น ) ก็อาจจะต้องขาดเรียน ปัญหานี้แก้ไขได้โดยการแจ้ง อาจารย์ผู้สอนคาบที่เราจะขาดเรียนให้ทราบโดยเร็วที่สุดเท่าที่ จะท�ำได้ อาจฝากเพื่อนบอกหรือโทรแจ้งอาจารย์โดยตรงแล้ว ตามงานในภายหลัง หรือหากทราบล่วงหน้าว่ามีงานที่เวลา ทับกับเวลาเรียนเมื่อใดก็สามารถเขียนใบขอเวลาเรียนเพื่อท�ำ กิจกรรมได้เช่นกัน และเวลาที่ไม่มีงานก็ต้องเข้าเรียนให้ครบ ( แน่นอนว่าไม่ได้มีงานมากจนต้องขาดเรียนถึงขั้นมีหน่วยกิต ไม่ครบ )

เป็นก.น.ได้อะไรบ้าง ?

ตอบว่าเป็นก.น.ไม่ได้อะไรบ้างก่อนดีกว่า มีสิ่งที่ คนจ�ำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าก.น.มีมากกว่าคนอื่นคือสิทธิและ อ�ำนาจ ก.น.ไม่ได้มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าใคร ๆ ไม่สามารถ ขาดเรียนหรือออกนอกโรงเรียนก่อนเวลาเลิกเรียนได้ตามชอบ ไม่สามารถลงโทษหรือหักคะแนนความประพฤติของนักเรียน คนอื่นได้ ไม่ได้รับค่าจ้าง* มาดูเรื่องประโยชน์บ้าง ที่เด่นชัดเห็นจะเป็นเรื่อ งก.น.มีสามารถเขียนโครงการจัดกิจกรรมภายในโรงเรียนได้** ( ผู้บริหารของโรงเรียนจะอนุญาตหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ) และ มีห้องท�ำงานของก.น.เอง แต่ที่ส�ำคัญที่สุดคือก.น.จะมอบสุด ยอดประสบการณ์แก่ชีวิตนักเรียนม.๖ คนหนึ่ง ทั้งมีเพื่อน สนิทที่พิเศษไม่เหมือนเพื่อนกลุ่มใด ๆ มีรุ่นน้องที่รู้จักและ รักเรา ท�ำงานอย่างเป็น ( ก.น.หลายคนเมื่อจบแล้วก็ได้เป็น ระดับผู้น�ำของกลุ่มกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย ) และมีความสุข ที่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้สัมผัส ** ชุมนุมก็สามารถท�ำเรื่องขอจัดกิจกรรมได้เช่นกัน หาก เขียนเอกสารใบโครงการเป็น สามารถศึกษาวิธีเขียนใบ โครงการได้ในหนังสือ “ สูตรส�ำเร็จ ประธานชุมนุม ”


เป็นก.น.ต้องเสียสละอะไรบ้าง

เสียเงินบ้างเพราะบ่อยครั้งก.น.ต้องไปโรงเรียนเพื่อ เตรียมงานหรือไปท�ำงานข้างนอกโดยอยู่นอกข่ายที่โรงเรียนมีเบี้ย เลี้ยงให้ จึงต้องจ่ายค่าเดินทางและค่าอาหารเอง และที่ต้องสละ มาก ๆ คงจะเป็น “ เวลา ” ไม่ว่าจะเป็นเวลาเรียนและนอกเวลา เรียน หลังเลิกเรียนก็อาจจะต้องอยู่โรงเรียนต่อจนถึงบ่าย ๔ – ๕ โมง หรือเย็นกว่านั้นเพื่อท�ำงานต่อ และอาจต้องขาดเรียนเป็น บางครั้ง เสียเวลาเรียน เสียเวลาพักผ่อนส่วนตัว

เป็นก.น.แล้วผลการเรี ยนตก ?

ก.น.ก็เหมือนกิจกรรมนักเรียนอื่น ๆ และงานอดิเรก ทั่วไปคือจะต้องมีการบริหารเวลาที่ดี หากทุ่มเทกับมันมากเกิน ไปก็จะส่งผลกระทบต่อการเรียน งานของก.น.ไม่มีผลกระทบ ต่อผลการเรียนโดยตรง เพราะไม่มีงานมากขนาดต้องขาดเรียน เป็นเวลานานจนไม่เหลือคะแนนเข้าเรียน แต่อาจเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนของเราได้ เพราะหากไม่ควบคุมตนเองให้เข้า เรียนสม�่ำเสมอเมื่อไม่มีงาน มัวแต่เคยชินกับการขาดเรียนเพื่อ ไปท�ำกิจกรรมจนรู้สึกว่าโดดเรียนบ้างไม่เสียหาย เคยชินกับการ ท�ำการบ้านส่งช้า ถึงตอนนั้นก็อาจได้เห็นว่าผลการเรียนมีการ เปลี่ยนแปลงในทางลบจริง ๆ

จะเป็นก.น. ต้องมีความพร้อมด้านใดบ้าง ?

หากมีประสบการณ์การช่วยเหลืองานของก.น.หรือท�ำ กิจกรรมอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ส�ำคัญที่สุด คนที่อยาก จะเป็นก.น.ควรมีพื้นฐานการเรียนที่มั่นคง ไม่ใช่ว่าต้องมีเกรดดี ล�้ำเลิศ แต่ควรรักษาผลการเรียนของตนได้อย่างมั่นคงหรือพัฒนา ได้ ควรมีความเข้าใจว่านอกจากเบื้องหน้าที่เราเห็น ก.น.มีภาระ หน้าที่อะไรอีกบ้าง ที่ส�ำคัญที่สุดจะต้องมีใจรัก ประสบการณ์ และความสุขอันมากมายที่เราได้จากการท�ำงานก.น.นั้นและมา ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและความเสียสละมากมาย หากเราไม่รัก การท�ำงาน ไม่สนุกกับงาน เราก็จะรู้สึกเหมือนสูญเสียอยู่ฝ่าย เดียวและอาจตัดสินใจเลิกท�ำงานนี้ในที่สุด อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปแต่แท้จริงมีผลอย่าง มากคือความยินยอมของผู้ปกครอง คนที่เข้าก.น.หลายคนไม่ได้ บอกพ่อแม่ไว้ว่าจะท�ำอะไร เมื่อพ่อแม่ไม่เข้าใจว่าท�ำไมลูกต้อง เสียเวลาเรียน ท�ำไมต้องกลับบ้านมืดค�่ำ ท�ำไมต้องเรียนพิเศษ น้อยลง ฯลฯ ก็จะเป็นอุปสรรคในการท�ำงานของก.น.คนนั้น ๆ ได้ พ่อแม่บางคนถึงขั้นห้ามไม่ให้ลูกแตะงานก.น.อีกต่อไปจนต้องลา ออกกลางคันทั้งที่อยากท�ำมากก็มี

อยากติดต่อคณะกรรมการนักเรี ยน มีช่องทางใดบ้าง ?

ติดต่อได้โดยตรงที่ห้องคณะกรรมการนักเรียน ใต้อัฒจันทร์ ติดกับห้องลูกเสือ ( หมายเลขโทรศัพท์ภายใน ๑๗๘๖ ) หรือ ทางเฟซบุ๊ค facebook.com/sknstudentcouncil หรือหากพบพี่ที่ติดเข็มก.น.ที่ปกเสื้อด้านซ้าย ( เข็มตราโรงเรียนเล็ก ๆ ) ก็ สามารถเข้าไปพูดคุยด้วยได้ตลอดเวลา * หากมาช่วยงานของโรงเรียนในวันที่ไม่ใช่วันท�ำการของโรงเรียน ( เช่น ช่วงปิดเทอม วันเสาร์ - อาทิตย์ ) หรือท�ำงานออก สถานที่ในนามของโรงเรียนก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงสนับสนุนในอัตราเท่ากับนักเรียนทั่วไป


เรื่อง - จารุ วิมลนิตยา @punsangre

โรงเล่า สลามัตดาตังอเกนครับท่านผู้อ่าน ตั้งแต่เขียนมาสองเล่มยังไม่เคยแนะน�ำตัวเลย แฮะเรา งั้นขอแนะน�ำตัวอย่างเป็นทางการสักครั้งแล้วกันนะครับ กระผมชื่อ จารุ วิมลนิตย์ หรือที่ทุกคนเรียกเล่นๆว่า “ปั้น” คณะกรรมการนักเรียนฝ่ายประชาสัมพันธ์ ประจ�ำปีการ ศึกษา 2555 ครับผม! ทั้งยังเป็นคอลัมน์นิสของคอลัมน์ปั้นด้วย นับว่าเป็นความน่ายินดียิ่งที่ ได้ควบสองคอลัมน์แบบนี้(ฮา) เอาเป็นว่าเรามาเข้าเนื้อหาของโรงเล่าคราวนี้เลยดีกว่า ฉบับ นี้ผมจะมาเล่าอะไรให้ฟัง

โรงเล่าคราวนี้จะพูดถึงเบื้องหลังของงานบางส่วนช่วงปิด เทอมที่พึ่งจะผ่านไปได้ไม่นาน งานที่ส�ำคัญมากๆส�ำหรับน้องๆ ม. 1 ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของรั้วชมพู-ฟ้า สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี งานที่ทุกๆคนที่เรียนโรงเรียนนี้ต้องเคยผ่านกันมาแล้วทั้ง นั้น คงพอจะนึกออกกันแล้วสินะครับว่าคือวันอะไร …

วัน “ปฐมนิเทศ” นั่นเองครับผม … ตั้งแต่ที่พวกเรา (ก.น. 24) ได้รับชัยชนะจากการเลือก ตั้ง เหล่ารุ่นพี่ ก.น. รุ่น 23 ก็ได้เกริ่นถึงงานนี้เอาไว้พอสมควร ซึ่ง ส�ำหรับพวกเราหลายๆคนที่ผ่านงานการเป็นสตาฟวันปฐมนิเทศกัน มาแล้ว ก็พอจะรู้ว่างานนี้จะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะได้ท�ำ รวม ไปถึงความยากของงาน และปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้นมาในปีที่แล้ว ซ�้ำยังมาเกิดน�้ำท่วมท�ำให้ระยะเวลาของวันปิดเทอมภาคฤดูร้อน ต้องบีบลงมาอีก จึงมีเวลาเตรียมงานน้อยลงไปอีก ก่อนจะถึงช่วงปิดเทอม ประธานนักเรียนได้ท�ำการประชุม แบ่งงานเอาไว้ให้ทุกคนอย่างคร่าวๆ ส�ำหรับตัวผม ได้รับหน้าที่อยู่ ในฐานสันทนาการครับ หน้าที่ในฐานคือตีกลองเชียร์ เพราะเป็น ผู้ชายคนเดียวที่ตีเป็น (ฮา) ฝ่ายบริการก็ติดต่อฝ่ายอาคารสถานที่ ของโรงเรียน เราต้องการโต๊ะกี่ตัว เก้าอี้กี่ตัว หรือติดต่อฝ่ายบริการ ว่าเราต้องการข้าวกี่กล่อง ข้าวอะไร อร่อยแค่ไหน (อันนี้ไม่มี) บรรดา ก.น.ประจ�ำฐานก็วางแผนกิจกรรมต่างๆ สนุกรึยัง ปลอด ภัยรึยัง มีข้อคิดแฝงให้น้องรึยัง ฝ่ายแผนงาน ก็มีหน้าที่หลักคือการท�ำสคริปท์งานครับ สคริปท์งานคือทุกสิ่งทุกอย่างของงาน ก�ำหนดการ เวลาไหน ใคร ต้องท�ำอะไรที่ไหน เส้นทางเดินของน้องเป็นยังไง สถานที่อ�ำนวย ความสะดวกต่างๆอยู่ตรงไหน แม้กระทั่งความปลอดภัยในจุดต่างๆ ด้วย ซึ่งสุดท้ายเจ้าสคริปท์งานนี่ก็จะกลายเป็นไอเทมส�ำคัญที่ ก.น. ทุกคนต้องมีไว้ใกล้ตัว เลยทีเดียว

จบจากการประชุมกันไป ทั้ง 28 คนก็ต้องแยกย้ายไป ท�ำงาน แต่ก็ยังต้องใช้ชีวิตตามปกติไปด้วยเช่นกัน เรียนพิเศษก็ เหมือนเดิม งานที่ต้องมาช่วยโรงเรียน ทั้งรับสมัคร วันสอบ ยัน วันรายงานตัว คือมีทั้งงานตอนเช้ากินข้าวมาต่อด้วยงานตอนเย็น เวลากลับบ้านไม่เคยได้เห็นแสงตะวันก็มี งานปฐมนิเทศจะมีการก�ำหนดธีมของงานไว้ด้วยครับ ว่าจะให้งานออกมาในรูปแบบไหน ซึ่ง ส�ำหรับธีมในปีนี้ที่ไม่รู้ว่า ผู้มาร่วมงานจะรู้หรือปล่าวว่ามันคืออะไร อพอลโล #36 ครับ เปรียบเสมือนน้องๆเป็นเอเลี่ยนจากแดนอื่นที่โดยสารยาน อพอล โล่ #36 เพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดาวสวนนนท์ครับผม จริงๆ แล้วธีมตอนแรกที่ถูกเสนอขึ้นมาเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับยาน อวกาศเลยสักนิด เราช่วยกันคิดแล้วก็คัดเลือกจนเหลือแค่สองธีม คือ “ซาฟารี” กับ “โดเรม่อน” แล้วก็มีการเปิดโหวตครับว่าใคร ชอบธีมไหนมากกว่ากัน ปรากฏว่าโดเรม่อนชนะครับ (WTF!!) ผม หนักใจเลยครับ ธีมรับน้องโดเรม่อน มันจะเป็นยังไงฟะเนี่ย!! แต่ก็ มีการหารือกันอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าโดเรม่อนมันแคบไปครับ จะ เอามาประยุกต์เป็นธีมของงานได้ไม่เท่าไหร่ก็คงจะถึงทางตัน ไหน จะปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์อีก เลยขอให้มีการเสนอธีมกันใหม่อีกครั้ง ใน การเสนอรอบใหม่นี้ คะแนนเสียงระหว่าง “กาแลคซี่” กับ “แอร์ พอร์ต” เป็นที่หนึ่งเท่ากัน จะโหวตใหม่กี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม จึง รวมหัวตัดสินใจกันว่าก็เอาสองอย่างนี้มารวมกันมันซะเลย ออกมา เป็นการท่องอวกาศ ขยายความออกมาเป็นอย่างที่ใช้กันนั่นก็คือ อ พอลโล่ #36 นั่นเองครับ ป้ายชื่อลายน่ารักๆที่เราเห็นคล้องคอน้องๆในงานเป็น ฝีมือของ โจโจ้ ฝ่ายเทคโน ครับ นายคนนี้เขาเป็นเซียนเรื่องการ วาดภาพทุกชนิด การลงสี งานทางด้านศิลปะ เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จริงๆ!! เสียอยู่อย่างเดียว เขาท�ำใส่คอมไม่เป็นครับ คือวาดได้ ใส่ กระดาษ แค่นั้นพอ จึงต้องมีคนมารับภาพวาดของเขาไปสานต่อ เป็นหน้าที่ ซานมิน ฝ่ายโสตฯ รับเอารูปของโจโจ้ไปวาดใส่ลงใน คอมพิวเตอร์อีกทีนึง เสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างแต่มันก็ยังเป็น


ขาวด�ำครับ!! ต้องมีมนุษย์อีกคนมาแต้มสีสันให้ให้รูปภาพบนป้าย ชื่อของเราเสร็จสมบูรณ์ ซานมินจึงได้ส่งรูปไปให้ อนุคณะกรรมการ นักเรียนฝ่ายเทคโนฯ คุกกี้ ผู้มีความสามารถทางด้านงานอาร์ตเป็น ล�ำดับต้นๆของ … ของอะไรสักที่เนี่ยแหละครับ ไปลงสีรูปอยู่ แล้ว ส่งรูปเอเลี่ยนพร้อมสีสันกลับไปหาซานมิน เพื่อจัดเรียงให้เรียบร้อย ก่อนจะน�ำไฟล์ไปปรินท์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างต่อไป พอจะซึ้งใน ป้ายชื่อกันบ้างรึยัง ก็ได้แต่หวังว่าน้องจะเก็บให้มันดีๆ เพราะกว่า จะได้มา สามคนนี้เสียเลือดเสียเหงื่อกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ (เวอร์) ซึ่งในขณะเดียวกันอีกด้านของจังหวัดนนทบุรี ณ ห้อง คณะกรรมการนักเรียน ก็มีกระดาษจ�ำนวนมหาศาลของพาสปอร์ต ที่รอการตัดการเย็บ เป็นหมื่นๆแผ่น กองพะเนินอยู่เต็มห้อง นั่งตัด นั่งเย็บกันเป็นโรงงานนรกยันมืดค�่ำ อยู่กันตั้งแต่รุ่น 29 30 31 32 ในห้องเดียว ท�ำกันจนแทบจะจ�ำทุกประโยคในพาสปอร์ตได้หมด เลยก็ไม่แปลก พอท�ำกันไปได้สักพัก ก็มีป้ายชื่อจ�ำนวนมหาศาล จากซานมินมาลงเสริม กลายเป็นต้องแยกแผนกเพิ่มไปอีกทั้งๆที่ คนเท่าเดิม คิดสภาพห้องกรรมการนักเรียนแค่นั้น กับคนอีกนับ สิบ นอนจมทั้งป้ายชื่อ พาสปอร์ต เศษกระดาษกองมหาศาลขนาด ที่เอาไปรองไข่ในตลาดได้ไม่รู้จบ แล้วยังมีปัญหาใหญ่ที่แก้ยาก มากที่สุดเกิดขึ้นมา “กลิ่นทีน” นี่ล่ะครับ สุดๆแล้ว โคตรแห่งการ อุปสรรคในการท�ำงานเลย แต่ก็มีฮีโร่อย่างฝ่ายวิชาการอย่างนาย หมู ที่เวลามีคนถามว่า “กลิ่นทีนใครว่ะ?” ก็จะยอมรับออกมาอย่าง เต็มปากว่า “ของเราเอง” อยู่ตลอด ทั้งที่ของมันจริงๆหรือเปล่าก็ ไม่รู้ ช่างแมนยิ่งนักครับท่านหมู!!! ก็จากที่ว่ามาก็คงพอทราบกันแล้วว่าเราท�ำงานกันดึกดื่น ค่อนคืนแบบแบทแมนเรียกพ่อ ขอบตาด�ำจนแพนด้าเรียกพี่ขนาด ไหน เรื่องอาหารการกินจึงส�ำคัญมากครับ ส่วนมากข้าวกลางวัน กับข้าวเย็นจะต้องมาหากินที่โรงเรียนเอา หรือวันไหนมีงานเช้าด้วย ก็คอมโบสามมื้อนอกบ้านเลยครับ กลับบ้านทีก็มืดค�่ำ บางคนไม่ได้ กินข้าวกับครอบครัวเป็นเดือนเลยทีเดียว เนื่องจากปีนี้ค่อนข้างจะเริ่มงานกันช้า เพราะงานโรงเรียน มันตางรางแน่นเอี้ยดไปหมด พอมาใกล้ๆวันก็เลยต้องโหมงานกัน ไฟไหม้เป็นธรรมดา ประมาณอีก 5 วัน จะถึงวันงาน ก็มีเตาแก๊ส ที่เหลือจากวันเดย์แคมป์วางทิ้งไว้เฉยๆในห้อง จึงได้ถือก�ำเนิดการ ต้มมาม่าขึ้นครั้งใหญ่ (และบ่อยครั้ง) แต่เวลาค่อนข้างจะเย็น ซ�้ำยัง เป็นช่วงปิดเทอม จึงไม่มีร้านอะไรเปิดสักเท่าไหร่นัก ก็มีแต่ร้านโชว์ ห่วยตรงข้ามโรงเรียน อ.ละเอียดนี่แหละที่ช่วยชีวิตเหล่า ก.น. เอา ไว้หลายต่อหลายครั้ง อยู่กันอย่างนี้กับมาม่าไปจนถึงวันงาน โชคดี ที่บางวันเราก็มีสปอนเซอร์เรื่องอาหาร ให้พอได้มีสารอาหารบ้าง

แต่ที่โหด มันส์ ฮาที่สุดก็คืองานขึงตึกครับ ... งานขึงตึกก็ คือขึ้นไอเจ้าผ้าสีชมพู-ฟ้าที่ห้อยอยู่ใต้โดมนั่นแหละครับ เวลาขึงตึก เนี้ยเขาจะท�ำกันตอนเย็นๆไปจนถึงมืดครับ นั่นหมายความว่าตึก มันก็จะปิดไปแล้ว จึงต้องมีวิธีขึ้นตึกที่ถึงจะพิสดารไปบ้างแต่ก็ได้ผล ก็คือการปีนขึ้นไปเข้าตรงหน้าต่างบันไดที่มันล็อคไม่ได้นั่นแหละ ครับ (อย่าลอกเลียนแบบ) ก็อย่างที่บอกครับว่ามันมืด มันก็มืด จริงๆครับ ทั้งตึก มืดสนิทยังกับ Silent hill มองเข้าไปทางระเบียง นี้คือเหมือนจะเดินไปให้โดนหลอกยังไงยังงั้น พอพวกผมขึ้นไปได้ ก็จะช่วยดึงคนต่อไปขึ้นมาคนข้างล่างก็จะช่วยดันเช่นกัน เพียงแต่ ว่าพอคนสุดท้ายเหยียบพื้นปั๊บ! ทุกคนจะเริ่มวิ่งขึ้นไปเหมือนป่าช้า แตกตลอด (ไม่เข้าใจเหมือนกันแต่เราก็วิ่ง) วิ่งไปไม่พอเจือกตะโกน ลั่นเลย เฮโลกันไปถึงเสาที่เราใช้ผูกเอ็น ก็จัดแจงประจ�ำที่คนนึงดึง คนนึงจับมาวนเสา อีกคนคอยรั้งไว้ เวลาดึงก็ดึงเป็นจังหวะให้ตึก สองฝั่งดึงขึ้นพร้อมๆกัน โดยมีคนคุมอยู่ข้างล่าง ทีนี้เรื่องมันก่อน ตอนดึงเสร็จครับ…พอถึงตอนผูกเอ็นกับเสาที่ขึงจนได้ระยะแล้ว คนที่ท�ำหน้าที่อื่นก็จะว่างยืนมองคนผูก พอผูกเสร็จปั๊บ! ก็สับสิ ครับ! วิ่งน�ำลู่ขึ้นเป็นผู้น�ำในทันที แล้วคนอื่นพอเห็นผู้น�ำมีความกล้า ก็ตามทันทีครับ วิ่งกันทุกคนกระโดดลงยาวถึงหน้าต่างที่เข้ามา ก็ ต้องกระโดดออก ไอจังหวะขึ้นมันไม่เท่าไหร่ครับ ตอนลงยากกว่า เยอะ ใจถึงก็โดดสดลงมาเลย บางคนติดอยู่หลายนาทีกว่าจะลงมา ได้ แต่ระหว่างรอลงนี่อย่าได้ริหันไปข้างหลังเชียวนะครับ เพราะ อาจจะอยากลงเร็วขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้…. พอตกดึกสักประมาณห้าทุ่ม ทุกอย่างก็เริ่มจะเรียบร้อย ทุกคนต่างเริ่มแยกย้ายกลับไปนอนเพื่อเตรียมตัวในวันงานจริง กว่า ผมจะถึงบ้าน (ที่ผมไปขออาศัย) ก็ตีหนึ่ง แล้วต้องมาถึงโรงเรียนตี สี่ คนอื่นเขานอนหลับสบายกันรึปล่าวไม่รู้ แต่ผมนอนไม่หลับ อาจ จะเพราะตื่นเต้นหรืออะไรก็ไม่รู้แหละ แต่ก็ยังมาสายอยู่ดี (อ้าว) เมื่อวันจริงมาถึงงานทุกอย่างก็ด�ำเนินไป ต่างคนต่าง ท�ำงานของตัวเอง จนมาถึงวันนี้ วันงานก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็นั่น แหละครับ…งานปฐมนิเทศมันท�ำได้ครั้งเดียว ข้อผิดพลาดเรื่องเรื่อง ราวต่างๆคงต้องเก็บไว้บอกรุ่นน้องต่อๆไป ประสบการณ์ที่ได้จาก งานนี้ มันมากจริงๆครับ ทั้งความสนุก ความตื่นเต้น ความภาค ภูมิใจ ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่างานที่ท�ำมันออกมาดีในสายตาคน อื่นอย่างไรบ้าง แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่าพวกเราท�ำดีที่สุดแล้วจริงๆ ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยกัน ตอนนี้หน้ากระดาษก็หมดแล้วต้องขอ ลาไปก่อน ถ้ามีโอกาส เราอาจจะได้เจอกันในฉบับหน้าอีกนะครับ ขอบคุณทุกคนมากครับ

~


H

เรื่อง - กองบรรณาธิการ

Hobby Hut

สวัสดีครับ แนะน�ำตัวกันสักหน่อย

- สวัสดีครับผม นาวครับ ณิชนันทน์ เหรียญสมบัติ เป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ของ นิตยสารเล่มนี้นี่แหละครับ ไม่รู้จะสัมภาษณ์ใครก็สอยกันเอง เจริญพร

วันนี้จะแนะน�ำงานอดิเรกอะไรครับ

- งานอดิเรกก็คือสะสมโมเดลครับ โดยเฉพาะพวกโมเดลฮีโร่ของ MARVEL แล้วถ้าจะให้ลึกลงไปอีกก็คือเน้นที่สะสม IRON MAN แล้วก็พวกกันดั้ มด้วย คือชอบพวกอะไรที่ออกแยวหุ่นยนต์ๆ จักรกลๆ มากๆ

ลองบอกคร่าวๆ หน่อยว่างานอดิเรกของเราเป็นยังไง

- ก็ ตามชื่อนั่นแหละครับ สะสมโมเดล ซึ่งเวลาสะสมเนี่ย สิ่งที่ ส�ำคัญกว่าสะสมโมเดลก็คือสะสมเงินครับ เพราะราคามันก็แพงอยู่ แล้วพอเราใส่ความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ลงไปนิดหน่อย เราก็จะ ชอบการอุดขัดดัดแปลง ท�ำสีโมเดลใหม่ให้เป็นแบบของเราครับ

งบประมาณในการซื้อโมเดลแต่ละครั้งประมาณเท่าไร

- วงการนี้เข้ามาแล้วจะเลิกยากครับ เพราะมันจะไม่คุ้มทุน ค่า อุปกรณ์นู่นนี่นั่น ถ้าซื้อมาใช้แค่ครั้งเดียวจะเสียดายเงิน เสียดายเวลา และเสียหมามาก เพราะมันแพงโคตรๆ ถ้ารวมๆในบ้านตอนนี้น่าจะถึง แสนบาทแล้วครับ

มีตัวไหนที่ชอบมากที่สุด หรือชอบเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ แล้วชอบเพราะอะไร

- ชอบที่สุดคือ IRON MAN ครับ แต่ที่ต่อแล้วชอบที่สุดก็คือกันดั้ม กันดั้มตัว ที่ชอบที่สุดคือ Hi-v Gundam ปีกมันสวยมากจริงๆนะ สีก็สวย เป็นกันดั้ม ที่สง่างามมาก

สเน่ห์ของโมเดลเนี่ยอยู่ที่ตรงไหน อะไรที่ดึงดูดเราให้ชอบ

- มันอยู่ที่ เราได้จับตัวละครที่เราชอบในการ์ตูน - ภาพยนตร์มาขยับตามใจ เราครับ อยากให้มันสู้กับอะไร จะจัดท่าสวยๆถ่ายรูปโชว์ก็ได้ นี่แหละความ สนุกของมัน

นอกจากโมเดลแล้ว มีงานอดิเรกอื่น ๆ อีกไหม

- ก็ อ่านหนังสือครับ ทั้งนิยาย การ์ตูน สารคดี ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เล่น ทวิตเตอร์ ฯลฯ

สุดท้ายนี้ อยากจะฝากอะไรให้ผู้อ่านบ้าง

- คนชอบพูดท�ำนองว่า โตเป็นควายแล้วยังเล่นของเล่นอยู่อีกเหรอ ยังอ่าน การ์ตูนอยู่อีกเหรอ ซึ่งผมว่ามันเป็นการตัดสินที่งี่เง่าอ่ะ เราไม่เคยมีกฏบังคับ ว่าคนโตแล้วไม่ควรเล่นของเล่นถูกมั้ยครับ ฮ่าๆๆ นั่นแหละ ในโลกทุกวัน เนี้ย ผมว่าเรามีเรื่องที่ต้องเป็นผู้ใหญ่มากเกินพอแล้วนะ ต้องดูข่าวการเมือง เครียดๆ เรียนหนักๆ เจอปัญหาใหญ่ๆ ผมคิดว่าเราทุกคนควรมีพื้นที่เล็กๆที่ ยังเป็นเด็กไว้หนีจากมันนะ


เรื่อง - ปิยะนุช พริ้งพงษ์

K

Knowing

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในอเมริกาจะมีการ์ตูนลักษณะ เป็นช่องๆที่เรียกว่า Comic Strip ตีพิมพ์แทรกอยู่ มีทั้งแบบที่จบในช่องเดียวหรือหลายช่อง และแบบที่ต้องตามอ่านไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาิทิตย์จ ะมีการแยก ใบแทรกพิเศษที่จะมีแต่ Comic Strip ล้วนๆทั้งหน้า จากการค้นหาหลักฐานย้อนหลัง Comic Strip เรื่องแรกคือ The Yellow Kid ของ ริชาร์ด เฟลตัน เอาท์โคลต์ ตีพิมพ์เป็นใบแทรกในหนังสือพิมพ์ Journal American Comic Strip ได้ัรับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 1928 ก็เริ่มมีการ เปลี่ยนแปลงแนวทางของเนื้อหา จากเดิมที่เน้นล้อเลียนขบขัน มาเป็นเรื่องของการผจญ ภัย สืบสวนสอบสวน รวมไปถึงเรื่องราวแนววิทยาศาสตร์และอวกาศ ในยุคนี้นี่เองที่นักเขียน การ์ตูน ลี ฟอล์ก ได้ให้ก�ำเนิดนักปราบอาชญากรรมคนแรก ที่ออกปฏิบัติการในชุดรัดรูป สีน�้ำเงินเข้มเพื่อปกปิดใบหน้าที่แท้จริง ชื่อ The Phantom แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ฮีโร่ธรรมดาที่ ไม่มีพลังวิเศษเหมือนกับเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายหลังจากนี้ ในปี 1933 แฮรี่ แอล วิลเดนเบิร์ก และ แม็ก ซี แกน ผู้จัดการฝ่ายขายของโรงพิมพ์ Eastern Color ได้ทดลองเอา Comic Strip ที่เคยตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์รายวันมารวมเล่มพิมพ์ใหม่เพื่อแจกให้กับลูกค้า ชื่อว่า Funnies on Parade และได้รับความนิยมอย่างสูงจากบรรดาผู้คนที่สนใจจะอ่านแต่การ์ตูน (โดยไม่ซื้อหนังสือพิมพ์) ส�ำนักพิมพ์อีกหลายที่เห็นลู่ทางการค้าจึงแข่งกันผลิตหนังสือการ์ตูนรวมเล่มแนวเดียวกันนี้ ออกมาอีกมากมาย


เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1935 พันตรีมัลคอร์ม วีเลอร์-นิโคลสัน ได้ผลิต หนังสือการ์ตูนรายเดือนชื่อ New Fun Comic ขึ้นมา โดยมีคอนเซปต์ที่ว่า การ์ตูนในหนังสือเล่มนี้ จะต้องเขียนขึ้นใหม่ทั้งสิ้น ไม่ใช่การเอาการ์ตูนใน หนังสือพิมพ์มารวมพิมพ์ใหม่ แต่ด้วยปัญหาทางการเงิน ท�ำให้พันตรีมัลคอร์ม ต้องยอมให้ แฮร์รี่ โดเนนเบิร์ก เจ้าของโรงพิมพ์และเจ้าหนี้ของเขา เข้ามาเป็นหุ้นส่วน ท�ำให้เนื้อหาภายในหนังสือถูกปรับเปลี่ยน ให้เป็นหนังสือแนวอาชญากรรมและสืบสวน สอบสวน พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อหนังสือและส�ำนึกพิมพ์เป็น Detective Comics หรือเรียก สั้นๆว่า DC Comics นั่นเอง ในปี 1938 ขณะที่เค้าลางของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มปรากฎให้เห็น เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้น�ำลัทธินาซีเริ่มกระท�ำการอุกอาจด้วยการรุกรานหลายประเทศในยุโรป … Superman ฮีโร่คนแรกของโลก ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความหวังของมนุษยชาติก็ ถือก�ำเนิดขึ้น


Superman เป็นผลงานของ เจอร์รี่ ซีเกล และ โจ ชูสเตอร์ ปรากฏตัวครั้งแรก บนหนังสือ Action Comics ของส�ำนัก พิมพ์ DC Comics เรื่องราวเล่าถึง คาล-เอล เด็กก�ำพร้าจากต่างดาวที่ถูกส่งตัวมาใช้ชีวิตบนโลก มนุษย์ และเติบโตเป็นนักข่าวท่าทางเหนียมอายชื่อ คลาร์ก เคนต์ ความสามารถพิเศษของ Superman คือพละก�ำลังเหนือ มนุษย์ วิ่งเร็วกว่ารถไฟ (แน่นอนว่ารถไฟอังกฤษ ไม่ใช่รถไฟไทยนะจ๊ะ) และร่างกายที่แข็งแกร่งจน สามารถดีดกระสุนปืนให้กระเด็นออกจากหน้าอก ได้ เรื่องนึงที่หลายคนยังไม่รู้คือในยุคแรกๆนั้น Superman ยังบินไม่ได้ มีเพียงความสามารถในการกระโดดสูง 40 ฟุต เท่านั้น ความสามารถในการบินได้เร็วกว่ากระสุนปืน และดวงตาเอ็กซเรย์เป็นสิ่งที่ ถูกเพิ่มโดยนักเขียนการ์ตูนยุคหลัง คือ เคิร์ต สวอน และ เวย์น บอร์ริ่ง ด้วยความนิยมที่ล้นหลาม จนการ์ตูนเรื่องอื่นๆในหนังสือเล่มเดียวกัน ถูกบดบังจนมิด Superman เลยถูกจับแยกมามีหนังสือการ์ตูนเป็นของ ตัวเองในปีต่อมา รวมทั้งยังมีการน�ำไปตีพิมพ์ในรูปแบบ Comic Strip ใน หนังสือพิมพ์รายวันกว่า 300 ฉบับ ทั่วอเมริกา ซึ่งท�ำให้ “การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่” เป็นแนวทางใหม่ของหนังสือการ์ตูนอเมริกันนับแต่นั้น


ความส�ำเร็จของ Superman ส่งผล ให้ บ๊อบ เคน นักเขียนการ์ตูนร่วมส�ำนักพิมพ์ บังเกิดความคิดที่จะสร้างซูเปอร์ฮีโร่ของตัวเองขึ้นมา และ Batman เจ้าชายแห่งรัตติกาล มหาเศรษฐีหนุ่มผู้มี ความหลังฝังใจจากการเห็นพ่อแม่ถูกแก๊งอันธพาลฆ่าตายต่อ หน้าต่อตา จึงอุทิศตัวให้กับการออกปราบปรามเหล่าร้ายยามค�่ำคืน โดยปกปิดตัวเองภายใต้หน้ากากค้างคาวและอุปกรณ์การต่อสู้ที่ล�้ำยุค ก็ก�ำเนิด ขึ้นมา เสน่ห์ของ Batman ที่ถูกใจคนอ่านเป็นอย่างยิ่งก็คือบุคลิก อันลึกลับและน่าหวาดหวั่น ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ของสุภาพบุรษ เอื้ออารีอย่าง Superman อย่างสุดขั้ว อีกทั้งการที่ Batman ไม่มีพลังเหนือมนุษย์ ก็ยิ่งเปิดช่องให้เราเห็นการใช้ไหวพริบและ สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยมีเครื่องไม้้ เครื่องมือสุดไฮเทคมาเป็นสีสันอีกด้วย หลังจากที่ Superman และ Batman กลายเป็นหนังสือการ์ตูนขายดีถล่มทลาย DC Comics ก็เปิดไฟเขียวให้กับการ สร้างสรรค์ซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ ตามมาอีกมากมาย ไ่ม่ว่า จะเป็น The Flash บุรุษ ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก, Green Lantern ฮีโร่ ที่สามารถสร้างสิ่งของ ต่างๆได้ตามใจนึก หรือ Wonderwoman ฮีโร่หญิง คนแรกของโลก ฯลฯ ซึ่งเมื่อ จ�ำนวนของซูเปอร์ฮีโร่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ท�ำให้ DC Comics ก่อตั้งดรีมทีมของ เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ขึ้นในนาม Justice Society of America หรือ JSA ขึ้นมา


เมื่อการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ของ DC Comics ขายดิบขายดี ก็ท�ำให้ส�ำนักพิมพ์อื่น พยายามสร้างการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งที่โดดเด่นเหนือส�ำนักพิมพ์ อื่นๆในยุคนั้นก็คือส�ำนักพิมพ์ Timely ซึ่งผลิตหนังสือการ์ตูนชื่อ Marvel Comics ออกมา โดยมีฮีโร่มากมาย เช่น Prince Namor the Sub-Mariner , The Human Torch, Kazar และ The Angel ก่อนจะเปลี่ยนชื่อส�ำนัก พิมพ์เป็น Marvel Comics ในเวลาต่อมา เมื่อประเทศอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ซูเปอร์ฮีโร่ส่วน ใหญ่ในหนังสือการ์ตูนก็ต้องเปิดสมรภูมิรบกับเหล่าทหารนาซีและญี่ปุ่น ด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยปลุกเร้าให้ทหารหนุ่มและเยาวชนเกิดความฮึกเหิมและ รักชาติ Captain America เรื่องราวของพลทหาร สตีฟ โรเจอร์ ผู้เข้าร่วม การทดลองฉีดเซรุ่มสร้างทหารเหนือมนุษย์ เพื่อต่อสู้กับกองทัพนาซี ผลงาน ของ แจ๊ค เคอร์บี และ โจ ไซมอน แห่งส�ำนักพิมพ์ Marvel Comics จึงถูก สร้างสรรค์ขึ้น และกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่โด่งดังที่สุดของยุค เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงในปี 1945 ส�ำนักพิมพ์ต่างๆก็เริ่ม ลดจ�ำนวนผลิตของการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ลง และหันไปผลิตการ์ตูนแนวอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ คาวบอย โรแมนติค สยองขวัญ โดยได้รับความสนใจจากนักอ่าน เป็นช่วงๆ ในขณะเดียวกัน กระแสต่อต้านหนังสือการ์ตูนก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

เมื่อการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ของ DC Comics ขายดิบขายดี ก็ทำ�ให้สำ�นักพิมพ์อื่นพยายาม สร้างการ์ตูฯซูเปอร์ฮีโร่ของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งที่ โดดเด่นเหนือสำ�นักพิมพ์อื่นๆในยุคนั้นก็คือสำ�นัก


ในปี 1948 นักจิตวิทยาเด็ก ฟรีดริก เวอร์แฮม ซึ่งศึกษาเรื่องผลกระทบ ของหนังสือการ์ตูนต่อเด็กและเยาวชนมาเป็นเวลาหลายปี ได้ออก มาโจมตีหนังสือการ์ตูนอย่างรุนแรงในประเด็นที่ว่า หนังสือ การ์ตูนเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงและอาชญากรรม เพราะใน ช่วงนั้นมีคดีที่เยาวชนเป็นผู้กระท�ำความผิดแล้วอ้างว่าเลียน แบบจากหนังสือการ์ตูนเกิดขึ้นหลายคดี ส่งผลให้ผู้ปกครอง และครูพยายามห้ามปรามไม่ให้เด็กๆอ่านการ์ตูน จนถึงขั้น มีการริบและรวบรวมหนังสือการ์ตูนไปเผาท�ำลาย ด้วยเหตุการณ์การถกเถียงที่ตึงเครียดเป็นเวลา นานถึง 6 ปี ท�ำให้สภาสูงของสหรัฐอเิมริกาจัดให้มีการรับฟัง สาธารณะ (Public Hearing) ว่าด้วยผลกระทบของหนังสือ การ์ตูนที่มีต่อเยาวชนขึ้นมา โดยเชิญทั้งผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็ก เจ้าของส�ำนักพิมพ์ รวมทั้งบรรณาธิการหนังสือการ์ตูน มาแลกเปลี่ยนทรรศนะในเรื่องนี้ ท�ำให้เกิดการรวมกลุ่มของ ส�ำนักพิมพ์ต่างๆในนาม “Comic Magazine Association of America” (CMAA) ขึ้นมา และจัดตั้ง “Comics Code Authority” (CCA) ขึ้นในเดือนตุลาคม 1954 เพื่อเป็นหน่วยงาน พิจารณาเนื้อหาของหนังสือการ์ตูนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ หนังสือการ์ตูนที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับตราสัญลักษณ์ จาก CCA ประทับ ซึ่งการ์ตูนที่ไม่มีสัญลักษณ์นี้จะถูกแผงหนังสือ ปฏิเสธการวางจ�ำหน่าย ซึ่งท�ำให้หนังสือการ์ตูนหลายเรื่อง และส�ำนักพิมพ์หลายที่ถึงขั้นต้องปิดตัวลงไป


ส�ำนักพิมพ์ที่ประสบวิกฤติฮีโร่ถูกยุติการผจญภัยหลาย ตัวอย่าง Marvel Comics พยายามจะใช้วิธีการต่างๆนานา เช่น การยกเครื่องตัวละครซึ่ง DC Comics เคยท�ำแล้วประสบผลส�ำเร็จ แต่ก็ประสบแต่ความล้มเหลว ส�ำนักพิมพ์จึงตัดสินใจเลิกหวังพึ่งบุญ เก่า แล้วใช้วิธ๊สร้างฮีโร่ใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งผู้ที่ได้รับภาระหนักหนาที่ จะตัดสินชะตาชีวิตอยู่รอดของส�ำนักพิมพ์นี้ก็คือ สแตนลี่ย์ มาร์ติน ไลเบอร์ หรือในนามแฝงที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า สแตน ลี ในขณะนั้น สแตน ลี เริ่มเบื่อหน่ายอาชีพนักเขียนการ์ตูน ของตัวเองเต็มที เพราะต้องเขียนแต่เรื่องราวที่ซ�้ำซากจ�ำเจ ขาด พัฒนาการและความต่อเนื่อง ตามความเชื่อที่ฝังหัวทุกคนมานาน ว่าการ์ตูนต้องเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน เมื่อได้รับมอบหมาบภารกิจ นี้ เขาจึงยอมเสี่ยงต่อการถูกไล่ออก “เปลี่ยนขนบ” ซูเปอร์ฮีโร่ที่ มีมาแต่เดิม จากที่เคยเป็นบุคคลในอุดมคติที่มีแต่ความสมบูรณ์ พร้อม ก็เปลี่ยนเป็นปุถุชนที่มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนธรรมดา

และประสบปัญหาร้อยแปดในชีวิตเช่นเดียว กับคนทั่วไป หลังจากคิดตัวละครและเรื่องราว เสร็จสรรพ สแตน ลี และอีกหนึ่งนักวาดการ์ตูนระดับหัวแถว ของ Marvel Comics อย่าง แจ๊ค เคอร์บี้ ก็ร่วมกันสร้างสรรค์ ความแปลกใหม่แห่งยุคสมัยอย่างแท้จริง “Fantastic Four” Fantastic Four เป็นเรื่องราวของคนสี่คนซึ่งประสบ อุบัติเหตุบนจรวดส�ำรวจอวกาศ และได้รับรังสีที่ท�ำให้พวกเขาต้อง กลับลงสู่พื้นโลกในสภาพของ Mr.Fantastic มนุษย์ยางยืด, Invisible Woman สาวล่องหน, Human Torch มนุษย์ไฟ และ The Thing มนุษย์อิฐ ซึ่งความแปลกใม่ของการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ที่ทั้ง 4 คน นั้นไม่ได้มีความเป็นทีมเวิร์กกันเลย พวกเขาทะเลาะกันในทุกๆเรื่อง อีกทั้งพลังพิเศษที่พวกเขามีก็ยังสร้างปัญหามากมายในชีวิตของ พวกเขา ด้วยความแปลกใหม่นี้เอง ท�ำให้ Fantastic Four


จากจุดเริ่มต้นอันกระท่อนกระแท่น เมื่อ โจ ชูสเตอร์ และ เจอร์รี่ ซีเกล คู่หูผู้สร้างสรรค์ Superman ซูเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลก ต้องน�ำต้นฉบับของตนตระเวณขายให้กับส�ำนักพิมพ์หลายแห่งใน อเมริกา และถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุด แม้เรื่องของทั้งคู่ จะได้รับการตีพิมพ์แล้ว ค่าตอบแทนที่ชูสเตอร์และซีเกลได้ก็น้อยนิด เมื่อเทียบกับรายได้ที่ส�ำนักพิมพ์ได้รับ รวมทั้งการเป็น “ต้นก�ำเนิด” ของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่มากมายที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ทุกวันนี้ หนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่กลายเป็นขุมทองที่มีส่วน แบ่งทางรายได้จ�ำนวนมหาศาลในวงการหนังสือการ์ตูนของอเมริกา กลายเป็นการ์ตูน ยอดนิยมภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ สแตน ลี และเคอร์บี้ยังร่วมกันคิดค้นตัวละคร รวมทั้งได้แตกดอกออกผลออกไปสู่สื่อประเภทอื่นเช่นภาพยนตร์ ซึ่ง ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่่างไม่น้อยหน้า ใหม่ๆให้กับ Marvel Comics อีกกว่า 200 ตัว ซึ่งหลายตัวก็ยัง หลายปีมานี้ ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ มัก ได้รับความนิยมมาจนทุกวันนี้ เริ่มจาก Hulk เรื่องราวของด๊อก จะมีภาพของความเป็น “ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์” แทบจะทั้งสิ้น แทบ เตอร์บรูซ แบนเนอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรังสีแกมม่า ที่ท�ำให้ กลายเป็นยักษ์สีเขียวทุกครั้งที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้, ทุกเรื่องเริ่มต้นด้วยการเป็น “ภาพยนต์ที่มีผู้ชมรอชมมากที่สุด” แห่ง Thor นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบค้อนวิเศษของเทพสายฟ้าในต�ำนาน, ปี และลงเอยด้วยการกลายเป็น “ภาพยนตร์ที่ท�ำรายได้ถล่มทลาย” Spider-Man เด็กหนุ่มหนอนหนังสือที่ถูกแมงมุมกัด ท�ำให้มีความ เรื่องหนึ่งของปีอีกด้วย กว่าจะมาถึงจุดนี้ ซูเปอร์ฮีโร่ต้องฝ่าฟัน ผ่านยุครุ่งเรือง ผ่าน สามารถของแมงมุม เขาต้องออกปราบปรามเหล่าร้ายไปพร้อมๆ กับแก้ไขปัญหาส่วนตัว ทั้งเรื่องเงิน การเรียน ความรัก, Iron Man ยุคตกต�่ำ ผ่านวิกฤตการณ์มากมาย ผ่านกระแสต่อต้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ โหดร้ายไม่แพ้เหล่าร้ายในเนื้อเรื่องเลย แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานซัก นักวิทยาศาสตร์มหาเศรษฐีผู้คิดค้นชุดเกราะเหล็กสุดไฮเทคเพื่อ เท่าไหร่ เราก็ยังจะจดจ�ำพวกเขาไว้ตลอดไป “ซูเปอร์ฮีโร่” ต่อสู้กับเหล่าร้าย, Dr.Strange จ้าวแห่งเวทย์มนตร์คาถา, Daredevil ทนายความตาบอดผู้มีสัมผัสเหนือมนุษย์ หรือทีมของมนุษย์ ผ่าเหล่าอย่าง X-men ก็ก�ำเนิดขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน

~


เรื่อง - จารุ วิมลนิตยา @punsangre

ปั้น


ซวัซไดย~ ชาวเนียอเกน… ขอบคุณท่านผู้อ่านจากใจจริง ที่อ่านมาจนถึงตรงนี้โดยไม่เปิดข้ามไปหน้าต่อไปเหมือนที่ผมท�ำ กับคอลัมน์อื่นๆ(ฮา) แต่ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเปิดมาหน้านี้ด้วยวิธีใด ก็ตาม เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็คงจะทราบแล้วสินะครับว่า เนียฉบับนี้มีธีมว่าอะไร แทบทุกคนก็คงจะรู้จักกับ “ฮีโร่” กันอยู่ แล้ว แต่ค�ำว่าฮีโร่ของแต่ล่ะคนก็คงจะมีฮีโร่ที่ชื่นชอบแตกต่างกันไป บางคนอาจจะนึกถึงซุปเปอร์แมน แบทแมน ไอรอนแมน บลาๆๆ แต่ละตัวก็มีพลังต่างๆนาๆ สารพัด คอยให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ สุนัขไปจนถึงช่วยท�ำสงครามปกป้องประเทศชาติ เคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่าท�ำไมพวกเขาต้องท�ำ ประโยชน์ให้กับโลก ให้กับประเทศชาติ ให้กับผู้คน ท�ำไมคน อ่อนแออย่างโรเจอร์ถึงต้องเสี่ยงเข้ารับการทดลองเพื่อที่จะได้ กลายเป็นซุปเปอร์โซลเยอร์ ท�ำไมพาคเกอร์ถึงต้องเอาพลังที่ตนเอง บังเอิญได้รับมา ออกช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนทั้งๆที่ชีวิตตัวเองก็ ยังร่อแร่ หรือกระทั่ง บรูซ เวย์น ที่มีธุรกิจมูลค่าหลายล้านดอลล่า ถึงต้องออกไปเรียนวิชาถึงทิเบต และกลับใช้เงินส่วนตัวสร้างตัวตน ที่เรียกว่าแบทแมนขึ้นมา อยู่กับบ้านเป็นตัวประกอบมันไม่สบายกว่ารึไง จะเป็น พระเอกไปท�ำเพื่อ? ฮีโร่ที่ผมรู้จักส่วนมากก็ไม่มีใครที่อยู่ดีๆก็เอาพลังที่ตัวเอง มี กระโดดออกจากประตูบ้านไปปราบเหล่าร้ายที่ออกอาละวาด ให้เป็นข่าวอยู่ทุกวัน ทุกคนมันต้องมีปัญหาเกิดขึ้นมากันหมดเลย สินะผับผ่า!! ไม่ว่าจะเป็น ตกบ่อน�้ำที่มีถ�้ำค้างคาว ถูกพ่อแท้ๆของ ตนเองใช้เป็นหนูทดลอง หรือการที่จะต้องรับสภาพที่เกิดขึ้นกับตัว เองหลังจากกลายเป็นบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ก็ตาม แต่เหตุการณ์เหล่านี้นี่เองคือตัวแปรที่เปลี่ยนชะตาชีวิต ของเขาไปโดยปริยาย เปลี่ยนจากคนทั่วไปอย่างเราๆ เป็นคนที่ต้อง ออกมาต่อสู้กับวายร้ายเพื่อปกป้องสันติสุขให้กับประชาชน แล้ว ก็เกิดค�ำถามที่ตามมาอีก แล้วท�ำไมต้องท�ำซะจนต้องเสียทั้งคนรัก เงินนอกจากจะไมได้แล้ว ต้องเสียเงินเองอีก เสียเวลาด้วย มันได้ อะไรจากการช่วยเหลือผู้คนกันแน่? เหตุผลนั้นง่ายมากครับ… เพราะการท�ำความดีมันท�ำให้ เรารู้สึกดียังไงล่ะ! มันเป็นความรู้สึกที่ท�ำอะไรก็จะไม่มีทางมา ทดแทนได้ ต้องท�ำความดีเท่านั้นจริงๆ

มาพูดถึงเรื่องความเป็นจริงกันบ้าง ในสังคมของเราก็มี ฮีโร่อยู่ทั่วทุกหนแห่งนะครับ จะบอกว่าต�ำรวจ ทหาร ปอเต็กตึ๊ง ก็ คงไม่ผิด เชื่อว่าผู้อ่านรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาท�ำอะไร แล้วท�ำไมเราถึง สามารถเรียกเขาว่าฮีโร่ได้ แต่ผมว่าเราน่าจะลองมองให้ดีๆ คนธร รมดาๆอย่างพวกเราก็เป็นฮีโร่ได้ครับ ไม่ต้องรอเหตุการณ์ตกต�่ำ ของชีวิตให้มันเกิดกับเราก่อน ที่เหล่าฮีโร่ในการ์ตูนเขาถูกขนาน นามว่าฮีโร่ เพราะมีเหล่าร้ายออกมาท�ำร้ายผู้คนก่อนถูกมั้ยล่ะครับ? เขาถึงได้ไปช่วยเอาไว้ ลองนึกภาพตามผมนะครับ ว่าเราอยู่หน้า บ้านของเราเอง แล้วมีขยะเกลื่อนท่วมถึงหน้าอกเราที่มาจากไหนก็ ไม่รู้ ไม่นานนักก็มีคนเก็บขยะมาช่วยจัดการ ทีนี้ใครเป็นฮีโร่ของเรา ล่ะ? ก็เหล่าทีมงานเก็บขยะจาก อ.บ.ต. นี่ล่ะครับ ฟังดูเหมือนไม่มี อะไรนัก แต่มันก็คือความดีที่พวกเขาท�ำให้เรา ถึงจะบอกว่ามันเป็น หน้าที่ที่เขาต้องท�ำอยู่แล้ว แต่มันต่างกับซุปเปอร์ฮีโร่ตรงไหนล่ะ การช่วยเหลือผู้คนก็เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องท�ำเช่นเดียวกันนั่นแหละ สรุปง่ายๆว่าการเป็นฮีโร่มันไม่ได้จ�ำเป็นว่าเราต้องมีพลัง พิเศษ หรือต้องผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่างๆนาๆ ต้องมีอ�ำนาจล้นฟ้า แต่อย่างใด เพียงแค่เรามีจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือผู้คน นี่ต่างหาก คือสิ่งที่ส�ำคัญที่สุด ด้วยพลังพิเศษที่ในตัวของเราทุกคนมีเหมือนๆ กัน “พลังใจ” นั่นเอง สุดท้ายนี้ครับที่อยากจะฝากไว้ ซุปเปอร์ฮีโร่ก็คอย คุ้มครองโลกจากวายร้ายอยู่แล้ว แต่ใครล่ะจะเป็นคนที่คอย คุ้มครองโลกจากตัวมันเอง จากผู้อาศัยอย่างเราที่คอยจะกลืนกิน โลกใบนี้เข้าไปทุกวันๆ ซุปเปอร์ฮีโร่จะก�ำจัดวายร้ายไปมากแค่ไหน แต่คนบนโลกที่เขาคอยคุ้มครองก็ยังจะท�ำลายโลกใบนั้นไปอย่าง หน้าตาเฉยอยู่ดี กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาคอยปกป้องต้องถูกท�ำลายลง เพราะคนที่เค้าคอยปกป้องนั่นเอง “เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันก็มีแต่มนุษย์เท่านั้นล่ะ

ครับที่เป็นวายร้ายของโลกใบนี้ “

ส�ำหรับฉบับนี้คงต้องขอลาไปก่อนเจอกันเดือนหน้าครับ

~


เรื่อง - ณิชนันทน์ เหรียญสมบัติ @lemonoiz

ณ ปัจจุบันขณะ

คุยกันก่อนเริ่มคออลัมน์เล็กน้อย เล่มนี้ทิ้งช่วงห่างจากเล่มแปดนานมาก นานถึง 3 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดใคร ผม เอง เพราะว่าติดภารกิจหลายอย่าง ทั้งการเป็นสต๊าฟรับน้องที่มหาวิทยาลัย งานราษฎร์งานหลวงทั้งหลายที่ประดังประเดเข้ามา ท�ำให้ไม่ ได้กลับบ้านเลย พอกลับบ้านมาก็ช�้ำใจหนักกว่าที่รู้ว่าโดนเคราะห์ซ�้ำกรรมซัด คอมพังครับท่านผู้อ่าน นี่ก็พึ่งกู้ซากเล่มนี้ขึ้นมาจากคอมได้ ก็เลยรีบเดินหน้าต่อทันที พ.ศ.นี้ หนังฮีโร่เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ตั้งแต่ Avengers ไล่มาถึง Amazing Spider-Man และล่าสุดกับบทสรุปของสุดยอด ไตรภาคอย่าง The Dark Knight Rises ซึ่งกับสองเรื่องสุดท้ายนี่สามารถท�ำให้ผมถึงกับน�้ำตาไหลกลางโรงหนังกันเลยทีเดียว


----------------------------------- RESPONSIBILITY ----------------------------------- คนจ�ำนวนมากบอกว่า Amazing Spider-Man ภาคนี้ไม่ สนุกเท่าสามภาคเก่าเลย แต่ผมชอบนะ และแฟนๆสไปดี้ตั้งแต่ครั้ง ยังเป็นการ์ตูนหลายคนก็คงชอบเหมือนกัน สไปดี้ในภาคใหม่นี้เรียก ได้ว่าชีวิตโดนท�ำร้ายมาก พ่อตาย แม่ตาย ลุงตาย แล้วก็ขอสปอยล์ ว่าในอีกไม่กี่ภาคต่อไปนี้ เกวน สเตซี่ ก็จะตายด้วยเหมือนกัน สไปเดอร์แมนเป็นฮีโร่ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยคอนเซ็ปท์ “ความรับผิดชอบ“ เราจะสังเกตได้ว่า ฮีโร่คนอื่นไม่ค่อยต้องรับผิด ชอบจากผลของการกรท�ำของตัวเองเท่าไหร่ อยากยิงระเบิดใส่สัตว์ ประหลาด แล้วเผลอท�ำลายเมืองพังไปครึ่งแถบก็ท�ำได้ แต่ว่าพ่อ แมงมุมของเราท�ำแบบนั้นไม่ได้ สไปเดอร์แมนถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนเห็นว่าเราต้องรับผิด ชอบผลของการกระท�ำของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นต้นว่า ปี เตอร์กลับบ้านช้า ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับลุง ท�ำให้ต้องทะเลาะกัน การ ท�ำให้ปีเตอร์ออกจากบ้าน ท�ำให้ลุงเบนต้องออกไปตาม การที่ปี เตอร์ไม่ช่วยเจ้าของร้านจับขโมยซ�้ำยังช่วยให้หนีไป สุดท้ายโจรคน นั้นก็เป็นคนที่ฆ่าลุงของเค้าตาย นี่แสดงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ว่าทุกอย่างเกิดขึ้น เป็นลูกโซ่ ลุงเบนคงไม่ตายถ้าไม่ต้องออกมาตามหาปีเตอร์ ปีเตอร์ คงไม่ต้องออกจากบ้านถ้าไม่ทะเลาะกับลุง ปีเตอร์กับลุงคงไม่ต้อง ทะเลาะกันถ้าปีเตอร์รับผิดชอบ กลับบ้านตรงเวลาและไปรับป้าเมย์ กลับบ้าน เห็นความสัมพันธ์รึยังครับ ทฤษฎีลูกโซ่นี้พอจะอธิบายด้วยค�ำว่า “เด็ดดอกไม้หนึ่ง สะเทือนถึงดวงดาว“ ได้ การกระท�ำของเรา ไม่ว่าจะดูเล็กน้อยแค่ ไหนก็สามารถส่งผลกระทบต่อไปได้ เพียงแค่เราอาจจะไม่รู้ ฉะนั้น เราต้องรับผิดชอบทุกการกระท�ำของเรา และที่ส�ำคัญคือต้องรับผิด ชอบทั้งระบบ นักการเมืองหลายคนที่ท�ำงานผิดพลาดแล้วบอกว่า ขอลาออกเพื่อแสดงสปิริต มันไม่ใช่ การลาออกคือการวางปัญหา ไถ้ากองไว้ คนเรารู้ตัวว่าท�ำผิด สิ่งที่ควรจะท�ำก่อนลาออกคือแก้ ปัญหาที่ตัวเองก่อซะ ค�ำพูดที่ลุงเบนพูดกับปีเตอร์ก่อนจะตายแค่ไม่ถึงชั่วโมง เป็นค�ำพูดที่ผมชอบมาก และบันทึกไว้เป็นคติเตือนใจระดับต้นๆ เลย ลุงเบนพูดว่า “ถ้าเรามีความสามารถพอที่จะช่วยคนอื่นได้ เราต้องท�ำ มันไม่ใช่ทางเลือก มันคือความรับผิดชอบ“ เหมือนเราเห็นคนแก่ยืนแทบไม่ไหวบนรถเมล์ แล้วเรา รู้สึกว่าเราต้องลุกให้เค้านั่ง ถ้าเราไม่ลุก คนแก่หกล้ม คนแก่ตาย

อาจจะเกิดผลกระทบอะไรต่อไปมากกว่านี้อีกก็ได้ แล้วก็นึกถึงค�ำ พูดของลุงเบนในสามภาคที่แล้วซึ่งทุกคนจ�ำได้ดี “พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง“ ----------------------------------- VIRTUE ----------------------------------- “ใครๆก็อิจฉาที่ก๊อธแธมมีแบ๊ทแมน” “โอ้ แหมน ยูเหมือนคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจผิดๆว่าชีวิต จริงควรจะมีคนอย่างแบทแมน” “ผมไม่เข้าใจ ?” “ประเทศยูมีนายกฯใช่มั้ย ? ยูลองนึกดูว่าถ้านายกฯ ประเทศยูฉลาดแต่โกง จะเป็นยังไง” “...” “เยส แหมน ประเทศยูก็จะเจริญอย่างรวดเร็วในตอนแรก เพราะความฉลาดของนายกฯจะกรุยทางให้ระเทศเจริญ จากนั้นนา ยกฯ ก็จะเป็นต้นแบบให้คนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ได้ลอกแค่ ความฉลาด เขาจะลอกความโกงเพื่อให้ประสบความส�ำเร็จทาง ลัดบ้าง แล้วในระยะยาว ประเทศของยูก็จะมีคนโกงทั่วบ้านเมือง” (บทสนทนาจากหนังสือ “Life Scan มากกว่าที่ตาเห็น“ ผมอยู่ข้างหลังคุณ) ภาพยนตร์เรื่อง The Dark Knight Trilogy ไม่สิ ความ จริงก็คือภาพยนตร์ฮีโร่เกือบทุกเรื่อง แอบตั้งค�ำถามลึกๆว่า การมีซู เปอร์ฮีโร่ที่ท�ำตัวอยู่เหนือกฏหมายเนี่ย มันเหมาะจะเป็นต้นแบบที่ ควรค่าแก่การยกย่องของประชาชนจริงๆหรือ ? ในชีวิตจริง โดยเฉพาะในปัจจุบันก็คือ ในอินเตอร์เน็ต เรา เห็นคนมากมายที่พยายามจะเลียนแบบฮีโร่ โดยเลือกที่จะเลียน แบบ “การใช้ความรุนแรง” และ “แหกกฏสังคม” แต่ไม่ได้สนใจ จะลอกเลียนแบบ “คุณธรรม” แบบที่เหล่าฮีโร่ยึดถือ ผลก็คือเรา เห็นมากมายตั้งตัวเป็นศาลเตี้ย ออกมาปราบปรามเหล่า (คนที่เขา เข้าใจเอาเองว่า) ร้าย ไม่ว่าจะด้วยวิธียกพวกคนที่เรียกตัวเองว่า เป็นคนดีเข้าไปรุมด่าให้เจ็บช�้ำในเฟซบุ๊ค หรือลากพวกของตัวเองไป รุมท�ำร้ายเขาในชีวิตจริง ยกตัวอย่าง “แก อินังนั่นมันด่าพี่คยองแคยงของชั้น” “ต๊าย อินี่มันร้ายนัก ไป เราพาเพื่อนไปถล่มเฟซบุ๊คมันกัน เถอะ” -- พิมพ์ข้อความสบถสาบานอย่างหยาบคายระดับ 8 ริก เตอร์ (อ่านแล้วสะเทือนใจ) - “มันหงอยไปแล้วล่ะ”


“พวกเราชนะแล้ว” “พวกเลวๆต้องเจออย่างนี้” กรณีนี้ ความจริงก็ไม่อยากจะเรียกว่าสมมุติซักเท่าไหร่ เพราะนี่ก็ไม่ได้พิมพ์เอง แทบจะไปก๊อปมาวางเลย เพราะมันมีจริง และมีบ่อยด้วยในโลกอินเตอร์เน็ตยุคโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คนี้ ไม่ใช่แค่กับ ประเด็นดารา แม้แต่ประเด็นที่สูงขึ้นไปอย่างการเมือง ศาสนา หรือ สถาบันพระมหากษัตริย์ เราก็พบเห็นกรณีศึกษานี้ได้ทั่วไป ซึ่งผม ขอเรียกว่าเป็นการ “เอาความดีไว้กับตัว แล้วท�ำชั่วอย่างสบายใจ” กลุ่มคนที่ท�ำเรื่องท�ำนองว่า ไปรุมด่าอีกคนเพราะมันไม่รัก ชาติ ไปรุมกระทืบคนที่มันเชียร์คนละสีกับเรา พวกเขาแทบไม่ได้ คิดเลยว่าสิ่งที่พวกเขาท�ำนั้น “ชั่ว” กลับกัน เขาคิดว่าพวกเขาคือ “ฮีโร่” ผู้มี “คุณธรรม” และ “ความดี” อยู่กับตัว ท�ำอะไรก็ “ไม่ ชั่ว” ทั้งนั้น เพราะ “ฉันเป็นคนดี” ----------------------------------- BELIEVE ----------------------------------- แม้ว่า Dark Knight Rises ภาคล่าสุดนี้จะเป็นภาพยนตร์ ที่ยอดเยี่ยมมาก และไม่ว่าความโหดร้ายของ Bane ที่เหยียบย�่ำ หัวใจของแบทแมนและชาวเมืองมากแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้เลยกับ ความโหดร้ายของตัวร้ายจากภาคที่แล้ว Joker Joker เป็นตัวร้ายที่ไม่มีพลังวิเศษอะไรเลย บินไม่ได้ ไม่มี พลังแข็งแรง ไม่มีไฟบรรลัยกัลป์ ไม่มีพลังแม่เหล็ก มีเพียงสิ่งเดียว คือจิตใจที่ชั่วร้าย นอกจากนั้นเขายังมีความเชื่อว่า “มนุษย์ทุกคน มีพื้นฐานจิตใจที่ชั่วร้าย” ท�ำให้ลักษณะการก่อการร้ายของ Joker นั้น ตัวเองแทบไม่ต้องเหนื่อยเลย ขอแค่ช่องว่างเล็กๆในใจที่พอจะ สะกิดเข้าไปได้ Joker ก็สามารถท�ำำให้คนธรรมดาๆคนนึงกลาย เป็นอาชญากรได้แล้ว เช่นเดียวกับที่ Joker สามารถท�ำให้ฮีโร่ของ ทุกคนอย่าง Harvey Dent กลายเป็น Two Faces ไปได้ จุดส�ำคัญคือต้องท�ำให้มนุษย์เลิกเชื่อในการท�ำความดี Joker ท�ำให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะการมีอยู่ของแบทแมน ถ้าทุกคนช่วยกันจับแบทแมนมาส่ง ให้เขาฆ่าซะ เมืองก็จะสงบสุข ทุกคนก็จะปลอดภัย ซ�้ำยังขู่ว่า ถ้า ไม่มีใครฆ่าพนักงานบริษัทที่เผอิญรู้ตัวจริงของแบทแมน เค้าจะ ระเบิดโรงพยาบาลทิ้งซะ เราพร้อมที่จะฆ่าคนคนนึงซึ่งไม่ได้มีความผิดอะไรเลยให้ ตายเพื่อให้ตัวเองรอดมั้ย ? เราพร้อมจะฆ่าคนคนนึงเพื่อให้ญาติของเราที่ก�ำลังนอน อยู่ในโรงพยาบาลรอดมั้ย ?

และไคลแม็กซ์ (ผมขอติ๊ต่างเอาเองว่านี่คือไคลแม็กซ์) ที่ บีบรัดหัวใจผมมากที่สุดใน The Dark Knight นั้น น่าประหลาดใจ มาก เป็นฉากที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแบทแมนพระเอกของเรื่องเลย Joker วางระเบิดไว้บนเรือสองล�ำ ล�ำหนึ่งมีแต่นักโทษ ประหาร ล�ำหนึ่งมีประชาชนคนธรรมดาอยู่เต็มล�ำ เรือแต่ละล�ำจะ มีสวิทช์ส�ำหรับระเบิดเรืออีกล�ำ แล้วตัวเองก็จะรอด แต่ถ้าไม่มีใคร ยอมกด สุดท้ายเรือทั้งสองล�ำจะถูก Joker ระเบิดเอง เรื่องนี้ จะแบทแมนหรือครูอังคณาก็ช่วยไม่ได้ สิ่งที่ตอบได้คือใจของเรา “พวกนักโทษยังไงมันก็ต้องตายอยู่แล้ว” “มีแต่พวกเลวๆในนั้น ฆ่ามันซะ แผ่นดินจะได้สูงขึ้น” “แต่พวกคนเลวนั่นไม่คิดจะระเบิดเรือเราเพื่อให้ตัวเอง รอดเลยนะ”… (อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป คนที่ชมภาพยนตร์มาแล้วก็คงจะรู้ แล้ว ส่วนใครที่ยังไม่เคยชม แนะน�ำว่าให้ไปหามาดูเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง บางทีคุณอาจจะสนใจอินไวท์เว็บบิททอเรนท์ -- คุกครับคุก) การมีฮีโร่คอยปกป้อง บางทีก็ท�ำให้เราเสียนิสัย เรารู้สึก ว่าเราไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเตรียมพร้อม ยังไงพอเราเดือดร้อนเดี๋ยว ฮีโร่ก็มาช่วยเรา เดี๋ยวพอน�้ำท่วมสรยุทธก็จะลงมาช่วยเรา คุณตัน จะแจกของเรา รัฐบาลคงแก้ปัญหาให้เราได้ มันไม่เสมอไปครับ ฮีโร่มีวันล้ม มีวันป่วย มีวันตาย มีวันที่อยากอยู่บ้านกิน ข้าวฉลองกับครอบครัว ฮีโร่ไม่ใช่อาชีพที่ได้เงิน Batman ก็ล้ม ละลายได้ Superman หรือ Batman ก็เป็นแค่นักข่าวกระจอก งอกง่อย ต้องหาเงินไว้กินไว้ใช้เหมือนกัน จะให้โดดงานออกมาทุก ครั้งที่ได้ยินเสียงคนตะโกนร้องขอให้ช่วยมันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเลิกตะโกนได้แล้ว ในเวลาที่บ้านเมืองก�ำลังมีปัญหาอย่างเช่นในปัจจุบันขณะ สุดท้ายเราจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆนี้ไปได้มั้ย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ฮีโร่อย่างแบทแมน แต่ขึ้นอยู่กับพวกเราเองนี่แหละ ว่ายังยึดมั่นใน คุณงามความดีอยู่รึเปล่า ยังเชื่อรึเปล่าว่าท�ำดีแล้วจะได้ดี ยังเชื่อรึ เปล่าว่าท�ำชั่วแล้วมันไม่มีวันได้ดีจริงๆหรอก เพราะถ้าวันใดที่เรา เลิกเชื่อในสิ่งนี้แล้ว แบทแมนก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ จุดส�ำคัญคืออย่าเลิกเชื่อในการท�ำความดี

~


เรื่อง - กานต์ พันธุ์จันทร์ @kenoyama

M

M S อึน

ตอน จุดเปลี่ยน น้องอาร์ม เด็กนรก says: เอม น้องเอม เด็กน่ารัก says: หืม น้องอาร์ม เด็กนรก says: ถามอะไรหน่อยสิ ถ้าแกต้องเลือกความรักกับความฝันแกจะเลือก อะไร น้องเอม เด็กน่ารัก says: ถามท�ำไมอ่ะ? น้องอาร์ม เด็กนรก says: ตอบเถอะน่า น้องเอม เด็กน่ารัก says: โอเคๆ เป็นเรา เราเลือกความฝันนะ ... น้องอาร์ม เด็กนรก says: ความฝัน? ท�ำไมอ่ะ?? น้องเอม เด็กน่ารัก says: เราว่าความฝันมันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากนะ

บางครั้งยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายในชีวิตอีก เราเลยว่าถ้ามีโอกาสจะคว้าฝันไว้ก็ควรจะรีบคว้า นะ น้องอาร์ม เด็กนรก says: ท�ำไมฝันยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายอ่ะ? น้องเอม เด็กน่ารัก says: คือว่า เวลาก�ำหนดหรือคิดถึงเป้าหมายในชีวิตอ่ะ เราต้องคิดถึงเป้าหมายแล้วก็สภาพแวดล้อมเรา ก่อน ถึงจะก�ำหนดเป้าหมายของเราได้ แต่ความฝันเราว่าอิสระกว่าเยอะนะ แค่มีความต้องการ แบบที่ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นไป ไม่ได้รึเปล่า น้องอาร์ม เด็กนรก says: อืมม น้องเอม เด็กน่ารัก says: แล้วยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้เนี่ยแหละ พอโอกาสเข้ามาแล้วก็ต้องความฝันก่อนสิ น้องอาร์ม เด็กนรก says: แล้วความรักล่ะ ไม่กลัวว่ามันจะหายไปเหรอ? น้องเอม เด็กน่ารัก says: อืมมม


น้องอาร์ม เด็กนรก says: ไม่กลัวเหรอ? น้องเอม เด็กน่ารัก says: กลัวสิ เป็นใครเขาก็กลัว แต่ความฝันไม่ได้เกิดจากความรักเหรอ? น้องอาร์ม เด็กนรก says: ??? น้องเอม เด็กน่ารัก says: ไม่ใช่เพราะเรารักในอะไรสักอย่างเหรอ เราถึงฝันถึงมัน ถึงเราจะเลือกความฝัน แต่เราว่าเราก็ยังมีความรักอยู่นะ ถึงจะเป็นรักคนละอย่างก็เถอะ น้องอาร์ม เด็กนรก says: …. นั่นสินะ ขอบใจมากๆ ^^ น้องเอม เด็กน่ารัก says: อื้ม ไม่เป็นไรๆ ว่าแต่แกมีปัญหาอะไร? น้องอาร์ม เด็กนรก says:

ม่ายบอก >< น้องเอม เด็กน่ารัก says: เฮ้ย ไรอ่ะ ขี้โกง น้องอาร์ม เด็กนรก says: 5555 ถ้าฉันพร้อมแล้วฉันจะบอกน่า บอกแกคนแรกเลยอ่ะ น้องเอม เด็กน่ารัก says: สัญญานะ น้องอาร์ม เด็กนรก says: เออ สัญญา

...


เรื่อง - ปิยะนุช พริ้งพงษ์

ภาษาพาไป เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้มีเพื่อนคนหนึ่งของแพรวขอให้แพรวช่วยอ่านเรียง ความวิชากฎหมายของเขา อ่านแล้วก็ได้เนื้อหาครบถ้วนดี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ขัดใจแพรว มาก ๆ เลยคือเพื่อนคนนี้ติดนิสัยใช้ค�ำฟุ่มเฟือยมากค่ะ คิดดูแล้วรอบตัวเราก็มีการ ใช้ค�ำฟุ่มเฟือยกันอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาทั่วไป รายการวิทยุโทรทัศน์ หรือแม้แต่ที่โรงเรียนก็มีอาจารย์บางท่านที่ใช้ค�ำฟุ่มเฟือยมากมายในการประกาศ ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ค�ำฟุ่มเฟือยคือการใช้ค�ำมากเกินความจ�ำเป็น อาจท�ำให้งานเขียนของเราผิด หลักภาษา ซ�้ำยังอาจท�ำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านสับสนหรือเข้าใจประเด็นผิดอีกต่างหาก ยิ่งเป็นการเขียนหรือการพูดที่มีพื้นที่จ�ำกัดอย่างหน้าโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสปอต โฆษณาวิทยุโทรทัศน์ที่ทุกวินาที ทุกตารางเซนติเมตรล้วนเป็นค่าใช้จ่าย เรายิ่งต้อง ระมัดระวังในการใช้ค�ำมากยิ่งขึ้น ในครั้งนี้ แพรวขอยกตัวอย่างค�ำฟุ่มเฟือยหลายค�ำ ที่เราติดนิสัยใช้เป็นประจ�ำโดยที่ไม่รู้ตัวมาน�ำเสนอแก่ท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ

ท�ำการ , มีการ

ในภาษาอังกฤษเราอาจพบการใช้ Do + V.ing แต่ใน ภาษาไทยของเราไม่มีนะคะ แต่ก็พบว่ามีการใช้อย่างแพร่หลาย มาก ๆ ทั้งในภาษาพูดทั่วไปและในโอกาสทางการ ตัวอย่างเช่น ท�ำการติดต่อ ท�ำการเปิดพิธี ท�ำการตรวจสอบ บางครั้งใช้ท�ำการ กับภาษาต่างประเทศเลยก็มี เช่น เครื่องบินท�ำการแลนด์ดิ้ง บริษัทท�ำการอิมพลีเม้นต์ระบบใหม่มาใช้งาน

การปล่อยให้เด็กชมละครโทรทัศน์คนเดียวเป็น เวลานานอาจจะท�ำให้เด็กซึมซับความรุนแรงไป โดยไม่รู้ตัว

ทาง , ส�ำหรับ

เราพบเห็นการใช้ค�ำว่า ทาง อย่างฟุ่มเฟือยบ่อย ๆ ตามรายงานหรือข่าววิทยุโทรทัศน์ ( มักเป็น กิจกรรมที่โต้ตอบกันระหว่างบุคคล ๒ ฝ่ายขึ้น ไป ) เช่น ทางคณะผู้จัดท�ำหวังว่ารายงานฉบับ นี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน , เมื่อฝ่ายค้านน�ำ ประเด็นการทุจริตมาโจมตี ทางรัฐบาลก็ไม่ นิ่งเฉย หากแต่น�ำหลักฐานมาแสดงถึงความ โปร่งใส , ส�ำหรับแขกรับเชิญท่านนี้ถือเป็น ศิลปินที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก

การใช้ค�ำที่มีความหมายเดียวกันซ�้ำกัน

“ทุกวันนี้ความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนถูกจ�ำกัดด้วย นโยบายของส�ำนักพิมพ์ เพราะทางส�ำนักพิมพ์ต้องการตีพิมพ์ นวนิยายที่เป็นแนวตลาด หรือ แนวที่ขายได้และเป็นที่นิยม” ค�ำว่า แนวตลาด ในประโยคนี้ เรามักเข้าใจอยู่แล้วว่าหมายถึงสิ่งที่ลูกค้า ทั่วไปต้องการและนิยมใช้ การเพิ่มเติมว่า หรือแนวที่ขายได้และ เป็นที่นิยมจึงเหมือนกล่าวค�ำว่าแนวตลาดซ�้ำอีกครั้ง เราสามารถ เกิดความ , มีความ แก้ไขได้ง่าย ๆ เพียงแค่เลือกค�ำใดค�ำหนึ่งไว้ และตัดอีกค�ำออก แบบนี้เราก็พบเห็นบ่อยไม่แพ้ข้อข้างบน เช่น การ เท่านั้นเองค่ะ ( ยกเว้นค�ำศัพท์เฉพาะที่ต้องการแปลความหมายให้ ทบทวนบทเรียนท�ำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหายิ่งขึ้น , ผู้อ่านเข้าใจยิ่งขึ้น ควรใส่ส่วนขยายในวงเล็บตามหลังค�ำนั้น ) รัฐบาลคาดหวังว่าการจัดกิจกรรมนี้จะท�ำให้ประชาชนเกิดความ การแก้ปัญหาการใช้ค�ำฟุ่มเฟือยนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่ สามัคคีมากขึ้น , ประธานการประชุมมีความเห็นให้ยกประเด็นนี้ ตัดค�ำเหล่านั้นออกเท่านั้น ตัดไปเลยค่ะไม่ต้องเสียดาย เพราะ ไปหารือต่อในวาระหน้า ไม่ว่ามีหรือไม่มีค�ำฟุ่มเฟือยก็ไม่ส่งผลต่อเนื้อหาสาระที่เราต้องการ สื่ออยู่แล้ว และอย่าลืมว่าสิ่งที่เราจะต้องค�ำนึงมากที่สุดในการ ซึ่ง เขียนหรือพูดไม่ใช่ปริมาณหรือจ�ำนวนหน้ากระดาษ มากไว้ก่อน บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าการขึ้นประโยคใหม่มันดูห้วน ๆ อย่างบอกไม่ถูก จึงเติมค�ำว่า ซึ่ง หรือ โดย ลงไป ทั้งๆที่ค�ำว่า ซึ่ง ไม่ดีเสมอไป คือจะต้องมีประเด็นชัดเจน กะทัดรัดแต่เข้าใจ ใคร ท�ำอะไรที่ไหนอย่างไร ถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้ไม่ครบ ต่อให้เรา นั้นเป็นค�ำสันธาน และไม่ได้เชื่อมโยงกับส่วนใดของประโยคก่อน หน้าเลย การใช้ซึ่งน�ำหน้าประโยคจึงไม่เพียงเป็นการใช้ค�ำฟุ่มเฟือย พยายามเติมค�ำให้สละสลวยแค่ไหน งานของเราก็ไม่อาจสมบูรณ์ ได้หรอกค่ะ เท่านั้น แต่ยังผิดหลักภาษาไทยด้วยค่ะ ถึงเวลาที่แพรวจะต้องกล่าวลาแล้ว พบกันใหม่ในฉบับ จะ , อาจจะ , ควรที่จะ , ไม่ว่าจะ จะ เป็นค�ำที่บ่งชี้กริยาที่เกิดขึ้นในอนาคต หากประโยค หน้า หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย ส่งข้อความมา ของเราเป็นความจริง (fact) เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน พูดคุยกันได้ที่เพจของวารสารเนีย facebook.com/nyajournal หรืออนาคต เรื่องที่เรากล่าวถึงก็เกิดขึ้นเสมอ ก็ไม่จ�ำเป็นต้องมีค�ำ โปรดช่วยกันใช้ภาษาไทยกันอย่างถูกต้องนะคะ ว่า จะ ตามน�ำหน้ากริยาต่าง ๆ ค่ะ เช่น จากผลส�ำรวจพบว่ากลุ่ม ตัวอย่างที่มีน�้ำหนักเกินมาตรฐานจะติดนิสัยกินจุบจิบตลอดเวลา ,

~


เรื่อง / ภาพ - อาสุรุ

G

Get a taste of

สวัสดีคร้าบบบบ ช่วงปิดเทอมแบบนี้สถานที่หนีร้อนอันดับ ต้น ๆ ในใจของเราชาวสวนนนท์คงไม่พ้นวิทยาเขตของโรงเรียนเรา ห้างเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะนั่นเอง ในวันนี้ กระผมนายอาสุรุ ขอน�ำพา ทุกท่านมาลองชิมร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่เพิ่งเปิดใหม่และฮือฮาในหมู่ พวกเราไม่น้อย เพราะเขาลดราคาตั้งเยอะฉลองเปิดร้านใหม่ในช่วง สัปดาห์แรกแน่ะ เมื่อเห็นป้ายแล้วผมก็ไม่รอช้าลากเพื่อนฝูงไปลองชิม ร้านนี้ทันใด ชื่อของร้านนี้ก็คือ “มิยาบิ” นั่นเองครับ วันนี้บังเอิญมาช่วงค�่ำวันศุกร์พอดี จึงมีคนมาต่อคิวมากพอ สมควรเลย พวกผมยืนรอตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงแน่ะ เพื่อน ๆ คนไหน อยากมาก็ควรจะมาช่วงที่คนไม่มากอย่างตอนบ่าย ๆ หรือก่อนค�่ำนะ ครับ และเมื่อได้บัตรคิวแล้วก็อย่าไปไหนไกล เพราะเขาไม่มีป้ายไฟ บอก และข้ามคนที่ไม่อยู่เร็วมาก ๆ เลย ( ก็คนต่อคิวเยอะขนาดนั้น ก็คงไม่แปลก ) ระหว่างที่ยืนรอหน้าร้านเราก็ดูเมนูของเขาไปด้วย ที่ นี่มีบุฟเฟ่ต์เป็น ๒ ประเภทหลัก ๆ คือยากินิคุ ( ปิ้งย่าง ) ราคาคนละ 289 บาท++ ( ต้องการอาหารทะเลเพิ่มอีก 39 บาท ) และสุกี้ คนละ 249 บาท รวมอาหารจานรอง ซูชิ ของหวาน และเครื่องดื่ม บางประเภทครับ หลังจากที่ยืนจนเมื่อยและหิวจัด เมื่อเขาเรียกคิวพวกผมก็ราวกับ ได้ยินเสียงสวรรค์เลยครับ ปากเผลอส่งเสียงเฮออกมาพร้อมกันโดยไม่ ได้นัดหมายจนคนรอบข้างแอบข�ำก็เล็ก ๆ เมื่อได้ที่นั่งแล้วเราก็สั่งโดย แทบไม่ต้องมองเมนูเลย “ ทุกอย่างในนี้แหละครับพี่ ” พี่พนักงานรับ ออเดอร์ก็แอบท�ำหน้าตะลึงเล็กน้อย แต่คงไม่น่าแปลกใจ เพราะหุ่น พวกเราแต่ละคนใช่เล็ก ๆ ซะทีไหน เรามีเวลากินทั้งหมด 1 ชั่วโมงครึ่งครับ เขาเริ่มนับตั้งแต่ เวลาที่จานแรกมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ หลังจากที่เราสั่งไปก็ใช้เวลาหน่อยร่วม ๑๐ นาทีกว่าจะได้อาหาร ( คงเพราะเราสั่งเยอะและมีลูกค้าแน่นร้าน ด้วยกระมัง ) พอจานแรกมาถึงก็เปิบทันทีครับ เนื้อของที่นี่รสชาติ อร่อยและนุ่มลิ้นมาก ๆ แม้ทานโดยไม่จิ้มน�้ำจิ้มยังอร่อยเลย หรือจะ จิ้มน�้ำจิ้มพริก มายองเนส หรือซอสหวานที่เขาให้มาก็อร่อยเหมือน กัน ย่างบนเตาถ่านร้อน ๆ เลิศรสมาก ๆ ส�ำหรับเมนูเนื้อ/หมู ที่เรา ชื่นชอบคือเนื้อหมักมิยาบิ คือเนื้อที่ราดซอสสูตรเฉพาะของที่นี่ครับ รสชาติหวาน ๆ เผ็ด ๆ กลมกล่อมมาก อีกอย่างก็คือเนื้อโรยเกลือ ก็ คือเนื้อสด ๆ นี่แหละแต่ได้รสชาติเค็มเล็กน้อยของเกลือแต่ดึงความ


หวานจากเนื้อได้สุดยอดมากครับ มาดูเครื่องเคียงทั้งหลายบ้าง จากที่ลองกินทุกเมนูแล้ว เรา ขอแนะน�ำย�ำปลาแซลม่อน เป็นเนื้อปลาแซลม่อนสดหั่นชิ้นเล็ก ๆ ราดด้วยน�้ำย�ำที่รสชาติไม่เผ็ดมาก คนไม่ทานเผ็ดก็ทานได้ อร่อยมาก ครับ ข้าวผัดกระเทียม ถ้วยนี้มาถึงโต๊ะถ้วยแรกก็แร้งลงหมดภายใน ไม่ถึงนาที เป็นเมนูเบสิคแต่แค่กินนิดเดียวก็ตะลึงในความล�้ำลึกของ รสชาติครับ ส�ำหรับซูชิก็เป็นข้าวปั้นชิ้นเล็ก ๆ พอดีค�ำและมีเนื้อปลา แซลม่อนชิ้นใหญ่สดแปะ อร่อยหน�ำใจครับ เนื่องจากเรากินกันตอนค�่ำ พอประมาณ 2 ทุ่มเขาก็เริ่มปิดรับคิวเพิ่ม แล้ว ( บวกไปอีกชั่วโมงครึ่ง 3 ทุ่มครึ่งได้เวลาปิดร้านพอดี ) และเริ่ม ปิดครัวประมาณ 3 ทุ่ม เมื่อถึงเวลานั้นพนักงานก็จะมาไล่ถามถึงโต๊ะ ว่าเราจะสั่งเมนูปิ้งย่างหรืออาหารอื่น ๆ หรือเปล่า เขาจะได้น�ำมาให้ ก่อนปิดครัวครับ ( ของหวานสามารถสั่งได้ตลอด ) ตอนนั้นเราก็เริ่ม อิ่มแล้วพอดี เข้าช่วงคูลล์ดาวน์แล้วเลยไม่ขอสั่งอะไรเพิ่ม รับเป็นของ หวานแทนครับ จัดมาเลยเยลลี่ 3 ถ้วยรวด นุ่ม ๆ อร่อยดี เพลิน มากครับ และตบท้ายด้วยผลไม้อีกสองอย่างคือแตงโมและสัปปะรด ครับ ส�ำหรับเครื่องดื่มที่รวมในรายการบุฟเฟ่ต์ก็มีน�้ำชาเขียวและ น�้ำอัดลม น�้ำเปล่าขายแยกในราคาขวดละ ๒๐ บาท แต่ถึงจะไม่ได้ สั่งน�้ำเปล่าก็มีชาเขียวดื่มกลั้วคอได้ดีไม่แพ้กันครับ ชาเขียวของที่นี่ หอมอ่อน ๆ ไม่ขม เข้มข้นเหมือนชาเขียวฟูจิ แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อย คิดมากเรื่องชาเขียวก็ดื่มต่างน�้ำไปเลย สดชื่นทีเดียวครับ หมดเวลาแล้วเราก็ไปช�ำระเงินกัน หลังจากบวกค่าเซอร์ วิสชาร์ตและภาษีแล้วก็ตกคนละ 341 บาท โดยรวมแล้ว ในหมู่ ร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างในเซ็นทรัลแห่งนี้ ผมประทับใจที่นี่ที่สุดเลยครับ เพราะมีเมนูหลากหลาย พนักงานอัธยาศัยดี ราคาใช้ได้ บวกอะไร ต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่แพงกว่าเดิม ไม่ต้องเสียว ๆ ว่าจะตกใจหรือเปล่า เหมือนบ้างร้านครับ ส�ำหรับเพื่อน ๆ หรือท่านผู้อ่านท่านใดอยากจะมาลิ้มลอง บ้าง ร้านมิยาบิตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ฝั่งพาวเวอร์บาย อยู่ระหว่างร้าน ก๋วยเตี๋ยว เรือด่วนกับเรือชิลล์ และร้านเจียงลูกชิ้นปลาครับ เปิด พร้อมห้าง ปิดตอน 3 ทุ่มครึ่งครับ ส�ำหรับครั้งนี้ เกล้ากระผมนายอาสุรุขอตัวไปนอนให้หาย อิ่มก่อน ( จะอ้วนกว่าเดิมมั้ยเนี่ย ) ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนกินอย่างมี ความสุขนะครับ <3

~


Please mind the gap (โปรดระวังห้องว่างระหว่างเรา) ผลงานนิทรรศการโดยกลุ่ม นักศึกษาสุดยอดนักคิดที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Young Muse Project โครงการปั้น นักพิพิธภัณฑ์สายพันธุ์สยาม ครั้งที่ 2 Please mind the gap (โปรดระวังห้องว่างระหว่างเรา) นิทรรศการที่ชักชวนให้ผู้ ชมร่วมค้นหา “ตัวตน” ของคน 3 ยุค ได้แก่ ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุค 60’s และยุค ปัจจุบัน ที่มีความแตกต่างกันทั้งความคิด พฤติกรรม ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของแต่ละยุค สมัย เพื่อให้รุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ในครอบครัวยุคปัจจุบัน เข้าใจถึงความเป็นตัวตนของกัน และกันมากขึ้น นิทรรศการน�ำเสนอผ่าน “ห้องนอนและห้องน�้ำ” ของคน 3 ยุค โดยกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึก เหมือนอยู่ในยุคนั้นด้วยสิ่งของเครื่องใช้ แสง และเสียงประกอบเสมือนจริง สรุปค�ำตอบ เรื่องความแตกต่างด้วย “ภาพยนตร์สั้น” ซึ่งได้รับเกียรติจากนักแสดงชื่อดัง คุณศรัญญู วงศ์กระจ่าง และ คุณวิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล (พิช วงออกัส) รับบทเป็นพ่อและลูกชายใน แต่ละยุคสมัย เนื้อเรื่องเล่าถึงวิถีการด�ำเนินชีวิตและการปฏิบัติตนต่อกันระหว่างพ่อกับลูก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย เข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันที่ 18 – 31 พฤษภาคม 2555 เวลา 10.00 – 18.00 น. ที่มิวเซียมสยาม ฟรี!! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 02 225 2777 ต่อ 411 หรือ http://www.facebook.com/museumsiamfan - Teaser Please mind the gap: http://youtu.be/eivPiUR1f9c - ร่วมพูดคุยกับ Please mind the gap: http://www.facebook.com/msmtg


PHOTOHUNT

เกมจับผิดภาพแห่งวารสารเนียฉบับรับเปิดเทอมครั้งนี้ขอน�ำภาพเบื้องหลังของเหล่าก.น.ขณะตัดสมุดพก ประจ�ำตัวและร้อยเชือกป้ายชื่อส�ำหรับน้อง ๆ ม.๑ ที่ก�ำลังจะเข้ากิจกรรมปฐมนิเทศนับพับคน ท่ามกลางห้อง ท�ำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จัดกิจกรรมสารพัด สองภาพนี้มีจุดที่แตกต่างกันทั้งหมด ๑๐ แห่ง เมื่อหาครบแล้วส่ง ค�ำตอบมาร่วมสนุกกันที่ facebook.com/nyajournal ผู้ที่ตอบถูก ๕ ท่านแรกจะได้รับของที่ระลึกจากชุมนุมแมว บินเป็นรางวัลครับ!!


NYA~ Journal Vol.9  

shool life magazine from flying cat club

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you