Issuu on Google+

รองศาสตราจารย์ นิคอเละ ระเด่นอาหมัด ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 2

บทที่ 1 ความเข้ าใจเบือ้ งต้ นเกี่ยวกับวัสดุและเทคนิคศิลปะ การส ร้ างส รรค์ ง านศิ ลปะน อกจา กจะ ต้ องอาศั ย ทั ก ษะ ฝี มื อ เ ชิ งช่ า งศิ ล ป์ [craftsmanship] ซึ่งต้ องผ่านการฝึ กฝนมายาวนานแล้ ว สิ่งที่จะต้ องฝึ กควบคูก่ บั ทักษะฝี มืออีกอย่าง ก็คือการฝึ กฝนการใช้ วัสดุใ นการสร้ างสรรค์ ในสมัย โบราณวัสดุท างศิลปะยังไม่มีก ารผลิตวัสดุ สาเร็จรูปอย่างในปั จจุบันนี ้ เช่น สีนา้ มันศิลปิ นจะต้ องบดสีและผสมสีเองเพื่อการสร้ างสรรค์ จิตรกรรมสีน ้ามัน ศิลปิ นจึงต้ องรู้สตู รส่วนผสมและกรรมวิธีการผสมที่ถกู ต้ องจึงจะสามารถทาสีมาใช้ เองได้ นอกจากนีย้ ังรวมถึงการเตรี ยมพืน้ ของการใช้ สีแต่ละประเภทซึ่งจะต้ องเลือกวัสดุเพื่อความ เหมาะสมกับคุณสมบัติของเนื ้อสีแต่ละชนิด เช่น สีฝนุ่ เนื ้อสีมีความเปราะบาง กะเทาะและหลุดล่อน ง่าย จาเป็ นจะต้ องใช้ ระนาบพืน้ แข็ง เช่น พืน้ ไม้ กระดาน ตรงกันข้ ามกับสีนา้ มันซึ่งเนื อ้ สีมีความ เหนียวและมีแรงยื ดหยุ่นมากกว่า นอกจากนีส้ ีน า้ มันยังมีคณ ุ สมบัติเ กาะบนผิวระนาบได้ ดีกว่าจึง สามารถระบายบนพื ้นผ้ าใบได้ เป็ นต้ น ศิลปิ นต้ องผ่านการฝึ กฝนทังการผลิ ้ ตสีและการระบายสีจึงครบ คุ ณ สมบั ติ ที่ จ ะสร้ างงานศิ ล ปะได้ ในสมั ย โบราณการถ่ า ยทอดวิ ช าช่ า งศิ ล ป์ ไม่ ไ ด้ ผ่ าน สถาบัน การศึกษาอย่างในปั จจุบัน แต่ผ่านการถ่ ายทอดในระบบลูก มือฝึ กหัด [apprentice] ซึ่ง ทางานอยู่ใ นสตูดิ โอของศิลปิ นที่ เป็ นบรมครู [master] ลูก ศิษย์ ของศิลปิ นจึงเป็ นลูก มือคอย ช่วยเหลือศิลปิ นเตรียมสีและวัสดุเครื่องมือต่าง ๆ ให้ พร้ อม เมื่อศิลปิ นเริ่ มทางานลูกมือ ทัง้ หลายต้ อง คอยสังเกตเทคนิคต่าง ๆ ของการสร้ างสรรค์จากวัสดุที่เตรียมไว้ ด้ วยเหตุนีเ้ องจึงมีคากล่าวเกี่ยวกับ ขบวนการเรียนรู้ทางศิลปะในสมัยโบราณว่า เรี ยนแบบครูพักลักจา การฝึ กฝนทักษะต่าง ๆ จะต้ อง รู้จักขวนขวายท าด้ วยตัวเองโดยการสังเกตการท างานของครู ศิลปิ นซึ่งส่งผลให้ ลูกศิษ ย์สามารถ ถ่ายทอดหรือสร้ างสรรค์ศิลปะได้ เหมือนกับของครู บางครัง้ สามารถทาแทนได้ เชื่อกันว่าผลงาน ของ พีเตอร์ พอล รูเ บนส์ [ Peter Paul Rubens] ศิลปิ นชาวเฟลมมิชในอดีตมีผลงานส่วนหนึ่ง สร้ างสรรค์โดยศิษ ย์เอกของเขาคือ แอนโทนี แวนไดก์ [Anthony van Dyke] ซึ่งไม่ใ ช่เรื่ องแปลก สาหรับศิลปิ นในยุคนัน้ ปั จจุบนั การขบวนการถ่ายทอดวิชาความรู้ทางศิลปะต้ องผ่านระบบโรงเรี ยน และสถาบันการศึกษาทาให้ ระบบการฝึ กฝนแบบลูกมือได้ สญ ู หายไป วัสดุท างศิลปะก็ มีการผลิต ระบบโรงงานซึ่งสามารถซื ้อหาได้ ไม่ยาก ทาให้ ความจาเป็ นในการเรียนรู้วิธีการผลิตสีอย่างในอดีตได้ หมดไป อย่างไรก็ตามความจาเป็ นจะต้ องเรี ยนรู้วิธีการใช้ ของวัสดุแต่ละอย่างยังมีความจาเป็ นอยู่ ตราบที่เรายังมีทางเลือกวัสดุเพื่อการสร้ างสรรค์ศิลปะได้ มากกว่าหนึ่งชนิด และความเข้ าใจในเรื่ อง วัสดุและเทคนิคทางศิลปะจะช่วยให้ ผ้ เู รียนได้ สารวจความถนัดของตัวเอง และยังช่วยให้ เราเข้ าใจ ว่าทาไมศิลปิ นจึงเลือกวัสดุที่แตกต่างกันเพื่อถ่ายทอดผลงานศิลปะ บางครัง้ อาจใช้ วสั ดุอย่างเดียวกัน


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 3

แต่กลับถ่ายทอดต่างเทคนิคกัน ซึ่งทางเลือกเหล่านีจ้ ะช่วยให้ เราเข้ าใจงานศิลปะได้ ดียิ่งขึ ้นถ้ าเรารู้ คุณสมบัติของวัสดุและเทคนิคศิลปะแต่ละชนิด ความหมายและคานิยามศัพท์ ท่ เี กี่ยวข้ อง การศึกษาเรื่องวัสดุและเทคนิคศิลปะในหนังสือเล่มนีจ้ ะขอกล่าวเฉพาะงานศิลปะบน ระนาบสองมิติซึ่งได้ แก่จิตรกรรมและงานสื่อผสมบนระนาบแบนเท่านัน้ ทัง้ นีเ้ พราะเนือ้ หาในวิชานี ้ ต้ องการเน้ น การฝึ กฝนปฏิบัติช่วงเวลาสัน้ ๆ ในคาบเรี ย น จึงต้ องเลือกกิ จกรรมที่สามารถจัด ใน ห้ องเรี ย นได้ ในเบื อ้ งต้ น นี เ้ ราจะต้ อ งท าความเข้ า ใจเกี่ ย วกับ ความหมายของศัพท์ ท างศิ ลปะที่ เกี่ยวข้ องและครอบคลุมในเนื ้อหาที่จะกล่าวทังหมดในหนั ้ งสือเล่มนี ้ ซึ่งได้ แก่ คาต่าง ๆ ดังนี ้ 1. วัสดุ [material] หมายถึงวัสดุที่จะนามาสร้ างสรรค์งานศิลปะแต่ละประเภท เช่น วัสดุในการสร้ างสรรค์ จิตรกรรมได้ แก่ สีน ้า สีน ้ามัน สีอาครีลิก เป็ นต้ น นอกจากนี ้ยังรวมถึงระนาบรองรับ [supports] ที่จะ ใช้ กบั ชนิดของวัสดุหรือสีชนิดนัน้ ๆ ซึ่งจะใช้ แตกต่างกันออกไป เช่น สีน ้าใช้ กบั ระนาบรองรับประเภท กระดาษ ส่วนสีน า้ มันและสีอาครี ลิก นิย มใช้ กับ ระนาบผ้ าใบเป็ นต้ น อย่างไรก็ ตามในปั จ จุบันนี ม้ ี ผลิตผลใหม่ ๆ เช่น กระดาษสาหรับใช้ กับสีน า้ มันซึ่งเยือ้ กระดาษมีส่วนผสมของสารที่ป้องกันกรด ไขมันจากสีได้ เช่นเดียวกับการพัฒนาการผลิตสีตา่ ง ๆ ซึ่งแตกต่างจากเดิมทัง้ ในด้ านรูปลักษณ์ และคุณสมบัติ ปั จจุบนั มีสีน ้าและสีน ้ามันจาหน่ายเป็ นแท่งแทนแบบหลอดซึ่งมีอยู่เดิม นอกจากนีย้ ัง มีสีน ้ามันที่สามารถละลายนา้ แทนการผสมนา้ มันลินสีดหรื อนา้ มันสน การเปลี่ยนแปลงนีเ้ องเป็ น เรื่ อ งที่ ผ้ ูศึก ษาศิ ล ปะหรื อศิ ล ปิ นจะต้ อ งศึก ษาทดลองวัส ดุใ หม่ ๆ เหล่ า นี เ้ พื่ อ ประโยชน์ ใ นการ สร้ างสรรค์ศิลปะของตัวเอง 2. วัสดุเพื่อการสื่อ [medium] คาว่ามีเดียมในภาษาอังกฤษมีความหมายสองนัยคือ หมายถึงของเหลวหรื อส่วนผสม ของสีที่ทาหน้ าที่เป็ นกาว เพื่อยึดผงสีให้ เกาะกับระนาบผิว เช่น นา้ มันลินสีดเป็ นส่วนผสมของสี น ้ามัน หรือไข่แดงเป็ นกาวหรือส่วนผสมของสีฝนเป็ ุ่ นต้ น ส่วนอีกความหมายหนึ่งหมายถึงการใช้ วสั ดุ หรื อเทคนิ ค เพื่ อ การสร้ างสื่อ ที่ ส อดคล้ อ งกับ การแสดงออก การที่ ศิล ปิ นเลื อกสี แต่ละชนิ ดเพื่ อ สร้ างสรรค์ภาพจิตรกรรมแต่ละชิ ้นจุดหมายสาคัญคือต้ องการสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ผ่านเรื่องราวในภาพเพื่อให้ คนได้ รับสื่อนันได้ ้ เกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับศิลปิ น เช่นผลงานของเลโอ นาร์โด ดา วินชิ [Leonardo da Vinci] ชื่อ เดอะ เวอร์ จิน ออฟ เดอะร็อก [The Virgin of The Rock] เขาใช้ เทคนิคจิตรกรรมสีน ้ามันโดยใช้ น ้าหนักค่าต่างแสง [chiaroscuro] กล่าวคือ ให้ นา้ หนักภาพมี ความแตกต่างจากมืดจนถึงสว่าง ในขณะเดียวกันเขาจะสร้ างความกลมกลืนระหว่างขอบรอยต่อของ ภาพส่วนสว่างและมืดให้ มีความนุ่มนวล ทังนี ้ ้เพราะเขาต้ องการแสดงถึงภาวะอารมณ์และจิตวิทยา


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 4

ภายในตัวบุคคลให้ เห็น ดังที่เขาเคยกล่าวว่า จิตรกรที่ดีมีเป้ าหมายการเขียนภาพอยู่ 2 หลักใหญ่ คือ วาดภาพคน และแสดงความรู้สกึ ของจิตวิญญาณให้ เห็น [Croix & Tansey, 1970] การที่ดา วินชิ เลือกใช้ สีน ้ามันเป็ นวัสดุเพื่อการสื่ออารมณ์ดงั กล่าวเพราะจะใช้ สีฝนไม่ ุ่ ได้ เพราะสีฝนมี ุ่ ข้อจากัดไม่ สามารถแยกน า้ หนัก แสดงค่าต่างสีได้ ซึ่งต่ างกับ สีน า้ มัน ที่ ศิลปิ นสามารถใช้ เ ทคนิ คเกลี่ย สีแยก น ้าหนักได้ ตอ่ เนื่อง นุ่มนวลและกลมกลืนเพราะสีน ้ามันแห้ งช้ ากว่าสีฝนมาก ุ่ เช่นเดียวกับ โอโนเร โดมิ เย [Honore' Daumier] ใช้ เ ทคนิ คการระบายสีน า้ มัน โดยใช้ สีที่ บ างจนเห็น เนื อ้ ผ้ าใบ กับ ภาพ จิตรกรรมชื่อ ลุกสู้ [The Uprising] ทัง้ นีเ้ พราะเขาต้ องการเน้ นลายเส้ นของภาพที่เขาตวัดอย่าง รวดเร็ วและรุ นแรงเพื่อต้ องการสื่อความรู้สึก ถึงอารมณ์ ���้ คู นที่ก าลังโกรธแค้ น พร้ อมที่ จะใช้ ความ รุนแรงเพื่อต่อสู้กบั อานาจอธรรมทางสังคม [Croix & Tansey, 1970]

ภาพที่1.1 เดอะเวอร์ จนิ ออฟเดอะร็อก เทคนิคสีน ้ามันบนไม้ กระดาน โดย ดา วินชิ ที่มา [Croix & Tansey, 1970, หน้ า 477]

ภาพที่1.2 ลุกสู้ เทคนิคสีน ้ามันบนผ้ าใบ โดย โดมิแย ที่มา [Croix & Tansey, 1970, หน้ า 689]

3. เทคนิคกลวิธีและเครื่ องมือ [techniques & tools] วัสดุแต่ละชนิดมีเทคนิ ควิธีการใช้ เฉพาะตัวตามคุณสมบัติของตัววัสดุนนั ้ ๆ เช่น สีน า้ โดยทัว่ ไปนิยมระบายบนกระดาษโดยละลายเนื ้อสีกบั น ้าเพื่อให้ ได้ สีที่ใสสะอาดและมีลกั ษณะโปร่งใส สามารถซ้ อนทับที่มองเห็นสีแต่ละชัน้ ได้ อย่างชัดเจนและสีนา้ มีคณ ุ สมบัติละลายนา้ เมื่อถูกนา้ หรื อ ความชื ้นสีจะละลายด้ วยเหตุนี ้เองการระบายสีน ้าถ้ าต้ องซ้ อนทับสีหลายชันจะต้ ้ องระมัดระวังในการ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 5

ใช้ พ่กู นั ทังนี ้ ้เพราะถ้ าเราลูบปลายพู่กันบนกระดาษที่มีสีระบายชัน้ หนึ่งแล้ วนัน้ นา้ จากสีใหม่จะไป ละลายและชะสีเก่าให้ หลุดผสมกันซึ่งอาจจะทาให้ สีเน่าได้ ด้ วยเหตุนี ้เองการระบายสีนา้ จะต้ องใช้ พู่กัน ขนอ่อนโดยเฉพาะอย่ างยิ่ งพู่กัน ขนสัตว์ซึ่ง อ่อนและนุ่มเหมาะกับ การระบายสีน า้ อย่ างยิ่ ง นอกจากนี ้เทคนิคการระบายสีน ้าบางครัง้ ต้ องทาในขณะที่พื ้นภาพยังหมาดนา้ อยู่ เช่น เทคนิคเปี ยก บนเปี ยก ดังนันจะต้ ้ องผสมสีเตรียมก่อนจึงสามารถระบายได้ ทนั ก่อนพื ้นกระดาษจะแห้ ง อีกทัง้ ยังต้ องระบายอย่างรวดเร็วด้ วย ดูตวั อย่างผลงานสีนา้ ของอารี สุทธิพันธุ์ ส่วนสีนา้ มันนิยมระบาย โดยใช้ สีคอ่ นข้ างหนา ลักษณะเนือ้ สีทึบแสงเมื่อเราซ้ อนทับบนสีพืน้ เดิมจะถูกกลบหมด ดังนัน้ การ ระบายสีน ้ามันถ้ าต้ องการให้ เห็นพื ้นเดิมจึงต้ องใช้ เทคนิคขูดขีดเอาสีที่ทบั ออกบางส่วน ดังนัน้ จึงต้ อง ใช้ เครื่องมืออื่นนอกจากพู่กนั ขนแข็งเช่น การใช้ ใบมีดหรื อเกรี ยงสี [palette-knife] เป็ นต้ น เช่น ภาพ ของประเทือง เอมเจริญ ใช้ เทคนิคดังกล่าวเพื่อต้ องการให้ เห็นภาพสีสนั รูปทรง ที่อยู่ใต้ ท้องทะเล

ภาพที่1.3 วัด เทคนิคสีน ้าบนกระดาษ โดย อารี สุทธิพนั ธุ์ ที่มา (ปราโมทย์ แสงพลสิทธิ์, 2534, หน้ า254)

ภาพที่1.4หยาดฝนในริว้ คลื่น เทคนิคสีน ้ามันบนผ้ าใบ โดย ประเทือง เอมเจริญ ที่มา (ประเทือง เอมเจริญ, 2543, หน้ า123)

4. ทักษะเชิงช่ างศิลป์ [craftsmanship] ทักษะเชิงช่างได้ แก่ทักษะฝี มือของศิลปิ นที่ผ่านการฝึ กฝนจนสามารถสร้ างงานศิลปะ เพื่อสื่อได้ ดงั ใจต้ องการ ทักษะพื ้นฐานที่ช่างศิลป์ทุกคนต้ องผ่านการฝึ กฝนให้ เกิดความชานาญโดย ส่วนรวมมีเป้าหมายเพื่อการสร้ างมิติหรือการสร้ างมายาภาพในงานจิตรกรรมให้ ภาพรู้สกึ ลึกเข้ าไปใน ภาพ ทัก ษะเชิ งช่างศิ ลป์ ต้ องใช้ ร่วมกัน ระหว่างความช านาญทางเทคนิ คเรื่ องการใช้ วัสดุต่าง ๆ ทักษะพื ้นฐานที่ศิลปิ นหรือนักศึกษาศิลปะต้ องผ่านการฝึ กได้ แก่ การเขียนภาพทัศนียวิทยาแบบเส้ น [perspective] การฝึ กเขียนลักษณะภาพกินตา [foreshortening] การเขียนภาพทัศนียวิทยาแบบ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 6

อากาศ [aerial perspective] การเขียนภาพแสดงค่าต่างแสง [chiaroscuro] ตลอดจนเทคนิ ค พื ้นฐานทางจิตรกรรมเช่น การเคลือบผิว ล้ วนแต่เป็ นการฝึ กเพื่อแก้ ปัญหาเพื่อสร้ างมิติความลึกใน งานจิตรกรรมทังสิ ้ ้น ทักษะเชิงช่างเหล่านี ้จึงเป็ นสิ่งจาเป็ นอย่างยิ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ศิลปิ นจะ ใช้ เพื่อสร้ างสรรค์งานศิลปะที่สามารถสื่อความหมายตามที่ตวั เองต้ องการได้ มากน้ อยเพียงใดขึ ้นอยู่ กับทักษะพื ้นฐานเหล่านี ้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างทักษะเชิงช่างศิลป์กับทักษะการใช้ วสั ดุและเครื่ องมือ จะต้ องสัมพันธ์กนั ศิลปิ นในสมัยก่อนอาจจะเน้ นทักษะฝี มือเชิงศิลป์เป็ นหลักการสร้ างสรรค์ผลงาน ตรงกันข้ ามกับศิลปิ นยุคใหม่ที่เน้ นวัสดุเป็ นหลักเพราะต้ องการเน้ นให้ เห็นคุณลักษณะของวัสดุควบคู่ กับการสื่อความหมายของภาพ

ภาพที่1.5 ภาพหลักทัศนียวิทยา เทคนิควาดเส้ น โดย ดา วินชิ ที่มา (Feldman, 1967, หน้ า 317)

ความสัมพันธ์ ระหว่ างวัสดุ เทคนิคและการสื่อความหมาย ดังได้ กล่าวในตอนต้ นแล้ วว่า การที่ศิลปิ นได้ ผา่ นการทดลองฝึ กฝนประสบการณ์การใช้ วัสดุและเทคนิคทางศิลปะหลาย ๆ อย่างจะช่วยให้ เขาเข้ าใจรูปแบบตามคุณลักษณะของวัสดุแต่ละ ชนิดว่า ควรจะถ่ ายทอดในลัก ษณะใดจึงจะเหมาะสม ส่วนตัวศิลปิ นเองจะต้ องมีทัก ษะเชิงช่างที่ สามารถสร้ างภาพที่สามารถสื่อดังที่ใจต้ องการได้ การสร้ างสรรค์ ศิลปะมีวัสดุให้ เลือกหลายชนิ ด เฉพาะจิตรกรรมอย่างเดียวมีสีใ ห้ เลือกมากมาย มีเทคนิคการใช้ ที่แตกต่างกัน คุณลักษณะภาพที่ออกมาก็แตกต่างกันเช่นเดียวกัน นอกจากนี ศ้ ิลปิ นยังสามารถสร้ างสรรค์เ ทคนิ คส่วนตัวที่ แตกต่างจากเทคนิคพืน้ ฐานของการใช้ สี


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 7

ประเภทนัน้ ๆ ทาให้ เกิดรูปแบบงานศิลปะที่หลากหลายตามความคิดและการแสดงออกของศิลปิ น แต่ละคน ดังนันถ้ ้ าต้ องการศึกษาผลงานศิลปะของศิลปิ นในยุคสมัยต่าง ๆ เราจะต้ องเข้ าใจใน คุณสมบัติของวัสดุหรือสีตา่ ง ๆ ที่ศิลปิ นเลือกใช้ ด้วย เพราะจะช่วยให้ เข้ าใจถึงสาเหตุ ข้ อจากัดและ ความเหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศจะเป็ นเหตุให้ ศิลปิ นเลือกใช้ วสั ดุนนั ้ ๆ เราจะรู้สาเหตุว่าทาไม การเขียนภาพด้ วยกลวิธีปูนเปี ยกไม่ได้ รับความนิยมในเมืองเวนิชหรื อในกลุ่มศิลปิ นสกุลช่างเวนิช [Venetian school] ถ้ าเราศึกษาสภาพภูมิศาสตร์จะพบว่าเมืองเวนิชมีความชื ้นสูง เพราะเป็ นเมืองท่า ที่น ้าท่วมบ่อย และมีคคู ลองมากมาย ทาให้ การเขียนภาพกลวิธีปูนเปี ยกไม่ได้ รับความนิยมเพราะ ผนังปูนขึ ้นราง่าย ด้ วยเหตุนี ้เองทาให้ ศิลปิ นได้ พฒ ั นาการเทคนิคการเขียนสีนา้ มันเพราะมีความทน ต่ออากาศชืน้ จนได้ รับ การยกย่ องว่าเป็ นสกุลช่างที่ป ระสบผลสาเร็จสูงทางการเขียนภาพสีนา้ มัน โดยเฉพาะเทคนิคการเขียนภาพสีนา้ มันบนผ้ าใบ แทนการเขียนบนไม้ กระดานอย่างสกุลช่างใน อิตาลีอื่น ๆ ซึ่งมีข้อจากัดเรื่องขนาด ไม่สามารถเขียนภาพขนาดใหญ่ได้ เพราะพืน้ ไม้ ขนาดใหญ่จะ แตกปริเมื่อไม้ แห้ งหดตัว ดังนันการเปลี ้ ่ยนเป็ นพื ้นผ้ าใบทาให้ สามารถแก้ ปัญหาเรื่ องขนาด กล่าวคือ สามารถเขียนภาพขนาดใหญ่แทนการเขียนภาพบนผนังปูนโดยตรง และทาได้ ง่ายกว่า ภายหลัง เทคนิคเขียนภาพปูนเปี ยกจึงเสื่อมความนิยมในที่สดุ

ภาพที่1.6 วีนัสแห่ งเออร์ บโิ น เทคนิควาดเส้ นโดย ทิเชียน ศิลปิ นสกุลช่างเวนิช ที่มา (Croix & Tansey, 1970, หน้ า 13-8)

การพัฒนาทางเทคนิคสีนา้ มันตังแต่ ้ ศ ตวรรษที่ 15 เป็ นต้ นมาได้ มีการคิดและทดลอง การใช้ สว่ นผสมใหม่ขึ ้นมา รวมทังการทางเทคนิ ้ คการระบายภาพ ซึ่งแต่เดิมศิลปิ นนิยมเขียนภาพด้ วย เทคนิคสีฝนซึ ุ่ ่งมีข้อจากัดมากมาย เช่น สีแห้ งเร็ว กะเทาะและหลุดล่อนง่าย และไม่สามารเกลี่ยสีไล่ น ้าหนักจากอ่อนไปหาเข้ ม ต้ องใช้ วิธีก ารเขียนเส้ นไขว้ เพิ่มนา้ หนักอ่อนแก่ในภาพ เช่น ผลงาน ภาพสีฝนของฟาบริ ุ่ อ าโน [Gentile Da Fabriano] ชื่ อภาพ ดิอะดอเรชั่น ออฟเดอะมาจี [The Adoration of the Magi] จากข้ อจากัดดังกล่าวทาให้ ศิลปิ นได้ คิดหาสูตรการผสมสีใหม่โดยเอาน ้ามัน มาผสมแทนการใช้ ไข่แดงอย่างที่เคยปฏิบตั ิ ซึ่งได้ ผลดีเกิดคาดเพราะศิลปิ นสามารถเกลี่ยน ้าหนักจาก


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 8

อ่อน���ปหาเข้ มได้ อย่างมีลาดับ อีกทังสี ้ ยงั แห้ งช้ าเปิ ดโอกาสให้ ศิลปิ นสามารถยืดเวลาทางานได้ มาก ยิ่งขึ ้น การพัฒนาดังกล่าวในยุคแรกศิลปิ นยังใช้ เทคนิคผสมระหว่างสีฝนกั ุ่ บสีนา้ มัน กล่าวคือจะเริ่ ม ระบายสีพื ้นด้ วยสีฝนและระบายสี ุ่ ซ้อนบนสีฝนด้ ุ่ วยสีน ้ามันโดยแยกสีตา่ ง ๆ ในชันนี ้ ้และมีการเคลือบ สีด้วยน ้ามันเคลือบเงา [vanish] ขันสุ ้ ดท้ าย ซึ่งการเคลือบดังกล่าวนอกจากป้องกันฝุ่ นละอองและ สร้ างความคงทนต่อภาพเขียนแล้ ว ยังช่วยสร้ างมิติความลึกของภาพอีกด้ วย เช่น ผลงานจิตรกรรม ของ แจน แวน ไอก์ [Jan Van Eyck] ปั จจุบันผลงานจิตรกรรมเหล่านีย้ ังคงดูสด ใหม่และคงสภาพ ถาวรชนิดที่วสั ดุที่ผลิตจากโรงงานทุกวันนี ้ยังสู้คณ ุ ภาพของเดิมไม่ได้ การค้ นพบเทคนิคสีน ้ามันในยุค นี ้ได้ เกิดการพัฒนาทางด้ านจิตรกรรมเป็ นอย่างมาก ทาให้ สีฝนและเทคนิ ุ่ คการเขียนภาพบนผนังปูน ได้ เสื่อมความนิยมไป สีนา้ มันกลายเป็ นวัสดุสื่อที่ได้ รับความนิยมสูงเพราะได้ แก้ ปัญหาข้ อจากัด ต่าง ๆ ที่ เ ทคนิ ค ในอดี ต ท าไม่ได้ อย่ า งไรก็ ตามผลงานจิ ตรกรรมในอดีตแม้ จ ะประสบผลสาเร็ จ ทางด้ านเทคนิคในการที่จะสร้ างภาพให้ ผลงานคงทนถาวรเป็ นอมตะอยู่คพู่ ิพิธภัณฑ์ แต่ด้วยเหตุที่ กาลเวลาที่ล่วงเลยมายาวนาน มีผลทาให้ ผลงานในอดีตหลายชิน้ เกิดปั ญหาเรื่ องสีของภาพหมอง คล ้ากว่าเดิม เหตุมาจากน ้ามันเคลือบเงาซึ่งแต่เดิมจะใสทาให้ เห็นสีสนั สดใส ครัง้ เวลาผ่านไปนา้ มัน เคลือบเหล่านี ้จะเปลี่ยนเป็ นสีเหลืองคล ้ามีผลทาให้ สีสนั ใต้ เคลือบไม่สดใสเท่าที่ควร เพราะเหตุนีเ้ อง จึงมีระบบการซ่อมภาพโดยการล้ างน ้ามันเคลือบเงาเดิมออกเพื่อเคลือบใหม่ทาให้ ได้ ภาพที่คงสดใส เหมือนเดิม

ภาพที่1.7 ดิอะดอเรชั่นออฟเดอะมาจี เทคนิค สีฝนบนไม้ ุ่ กระดาน โดย ฟาบริอาโน ที่มา (Croix & Tansey, 1970, หน้ า 12-1)


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 9

ภาพที่1.8 ชายหนุ่มกับผ้ าโพกหัวสีแดง เทคนิค สีน ้ามันเคลือบบนสีฝนุ่ โดย แวน ไอก์ ที่มา (Croix & Tansey, 1970, หน้ า 544)

ในศตวรรษที่ 19ได้ เกิดการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่สาคัญซึ่งเปิ ดประตูส่ศู กั ราชใหม่ใน วงการศิลปะปั จจุบนั การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีผลทาให้ มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในทางศิลปะ ทัง้ ในเนื อ้ หาสาระและทางด้ านเทคนิ ค ซึ่งได้ ก ารก่ อตัวของกลุ่มศิลปิ นที่ เ รี ยกว่า ลัท ธิป ระทับ ใจ [impressionism] ซึ่งได้ เกิดที่กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส มีโกลด โมเน [Claude Monet] เป็ นหัวหอก คนสาคัญ ศิ ล ปิ นกลุ่มนี ไ้ ด้ ป ฏิรูป เนื อ้ หาสาระในงานศิลปะกล่าวคือเขาจะเขีย นภาพธรรมชาติ ที่ มองเห็นแทนการเขียนภาพจากนิยายปรัมปราของศิลปะคลาสสิกโบราณ ในขณะเดียวกันพวกเขา ริ เ ริ่ ม การระบายภาพจิ ต รกรรมสี น า้ มัน แนวใหม่โ ดยการป้ ายสี โ ดยตรงบนผ้ า ใบสีข าว [direct painting] แทนการใช้ สีเทคนิคสีซ้อนแบบโบราณ ผลก็คือได้ ผลงานที่มีสีสนั สดใสมีบรรยากาศเพราะ ได้ สมั ผัสจากการเขียนภาพสด ๆ จากสถานที่จริ ง เป้าหมายหลักคือต้ องการบันทึกบรรยากาศใน ช่วงเวลาต่าง ๆ ซึ่งทาให้ ศิลปิ นต้ องทางานอย่างรวดเร็วด้ วยเทคนิคการป้ายสีสดทิง้ รอยแปรงให้ เห็น อย่าง ชัดเจนทาให้ ดเู หมือนกับภาพที่เขียนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ศิลปิ นกลุม่ นี ้ได้ ศกึ ษาธรรมชาติอย่าง จริงจังโดยการสังเกตของจริงแทนการเขียนภาพในสตูดิโออย่างในอดีต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะ เกิดขึ ้นไม่ได้ ถ้าขาดปั จจัยเกือ้ หนุนทางเทคนิค อันได้ แก่การผลิตสีนา้ มันสาเร็จ รูปจากโรงงานโดย บรรจุหลอด สามารถพกพาออกไปเขียนภาพนอกสถานที่ได้ แทนการบดสีเองอย่างในอดีตซึ่งต้ องทา ในห้ องทางานของศิลปิ นเท่านัน้ การออกไปเขียนภาพนอกสถานที่ไม่สะดวกเพราะข้ อจากัดดังกล่าว


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 10

ภาพที่1.9 อิมเพรสชั่นซันไรส์ เทคนิค สีน ้ามันบนผ้ าใบ โดย โมเน ที่มา (Pierre Schneider, 1975, หน้ า 118)

หลังการเคลื่อนไหวของศิลปิ นกลุ่มประทับใจเป็ นต้ นมา ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงใน เทคนิคจิตรกรรมมากมาย ความคิดเก่า ๆ ที่ต้องการสร้ างผลงานศิลปะที่คงอยู่ถาวรกับพิพิธภัณฑ์ได้ เปลี่ยนไป สังคมได้ เปลี่ยนไปมากมายภายหลังการปฏิวตั ิอตุ สาหกรรมในยุโรป เช่นเดียวกับศิลปิ นได้ เปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์ [patronage] จากกษัตริ ย์ ขุนนางหรื อพระ มาสู่สงั คมใหม่สามารถสร้ าง งานที่ตวั เองต้ องการได้ มีอิสระทางความคิด การแสดงออก ทาให้ เกิดความหลากหลายในรูปแบบ ศิลปะทุกสาขา การสร้ างงานศิลปะเปลี่ยนจากระบบสัง่ การจากผู้อปุ ถัมภ์มาเป็ นระบบธุรกิจอิสระ ศิลปิ นเขียนรู ปเพื่อขายเลี ้ยงชีพ เกิ ดระบบธุรกิ จคนกลาง มีนายหน้ าขายงานศิลปะ [art dealer] มีการจัดนิทรรศการ และมีการสะสมภาพเขียนเพื่อเก็งกาไร สิ่งเหล่านี ้ได้ สง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อ รูปแบบและเทคนิ คทางศิลปะ ทาให้ ความคิดในการสร้ างงานศิลปะที่ใ ห้ อยู่ถาวรนัน้ ได้ เ ปลี่ย นไป เพราะผู้สะสมไม่ได้ คิดจะเก็บผลงานเป็ นร้ อยปี อย่างในอดีต แต่เก็บเพื่อรอเวลาให้ ภาพเขียนชิน้ นัน้ ราคาสูงขึ ้นแล้ วจึงนาเข้ าสู่ตลาดประมูลงานศิลปะเพื่อเก็งกาไร ดังนัน้ การสร้ างสรรค์งานศิลปะใน ปั จจุบนั จึงไม่ได้ พิถีพิถนั การใช้ วสั ดุและเทคนิคอย่างในอดีต ผลงานจึงออกมาเป็ นรูปแบบผสมผสาน ทางเทคนิคมากกว่าจะใช้ เทคนิคใดเทคนิคหนึ่งโดยเฉพาะ ทาให้ เกิดสื่ อจิตรกรรมแบบใหม่ที่เรี ยกว่า สื่อผสม หรือภาพปะติด ตลอดจนเทคนิคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แบบเดิม เช่น การเขียนภาพโดยการ เท ราด สลัดสีบนผ้ าใบโดยมีการควบคุมน้ อยที่ สดุ ดังเช่น ผลงานแนวกัมมัน ตจิตรกรรม [action painting] ของแจ็กสัน พอลล็อก [Jackson Pollock]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 11

ภาพที่1.10 กัมมันตจิตรกรรม เทคนิคสีกระป๋ องบนผ้ าใบโดย แจ็กสัน พอลล็อก ที่มา (Selz, 1981, หน้ า 406 )

สรุป ความเข้ าใจในเรื่องวัสดุและเทคนิคศิลปะเป็ นสิ่งที่จาเป็ นต้ องศึกษา เพื่อทางานศิลปะ หรือเพื่อศึกษาผลงานในอดีต ทาให้ เรารู้ลกึ ทางด้ านคุณสมบัติและข้ อจากัดของวัสดุเทคนิคของสีแต่ ละประเภทซึ่งส่งผลให้ เกิดลักษณะรูปทรงทางศิลปะที่แตกต่างกัน และการพัฒนาทางด้ านเทคนิค นอกจากส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้ านรูปแบบและความคิดใหม่ ๆ ทางศิลปะแล้ วยังส่งผลทาให้ เทคนิคบางอย่างได้ สญ ู หายไปเพราะข้ อจากัดหลายอย่าง ซึ่งเมื่อมีการคิดสูตรสาเร็จจากวัสดุใหม่ ๆ ที่สามารถแก้ ไขข้ อจากัดของวัสดุดงเดิ ั ้ มได้ ความนิยมก็เปลี่ยนแปลงไป ดังนันผู ้ ้ ที่เรียนศิลปะนอกจาก จะต้ องศึกษาเทคนิคและวัสดุของโบราณดังเดิ ้ มแล้ วยังต้ องศึกษาวัสดุเกิดใหม่ทางศิลปะซึ่งได้ มีการ พัฒนาก้ าวหน้ าไปจากเดิมมาก การได้ ร้ ูเท่าทันวัสดุจะช่วยให้ เราสามารถสร้ างสื่อพัฒนาพร้ อมกับ ความคิดของเราที่สอดคล้ องกับยุคสมัยของปั จจุบนั ช่วยให้ เกิดสิ่งสร้ างสรรค์ใหม่ในวงการศิลปะทัง้ ในระดับประเทศและระดับโลก


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 12

แบบฝึ กหัด 1. ให้ นกั ศึกษาหาภาพผลงานจิตรกรรมของศิลปิ นไทยหรือศิลปิ นระดับโลก ที่เชื่นชอบและ จงวิจ ารณ์ก ารใช้ วสั ดุและเทคนิ คเพื่อสื่อความหมายในผลงานนัน้ ได้ สาเร็จ มากน้ อย เพียงใด 2. ให้ นกั ศึกษาได้ ฝึกฝนการใช้ เทคนิคสร้ างสรรค์อย่างง่ายโดยใช้ วสั ดุและเครื่องมือใกล้ตวั ที่ สามารถหาได้ เช่ น ปากกา ดิ น สอ ลิ บ สติ ก มี ด กรรไกร ที่ ห นี บ กระดาษ ฯลฯ มา สร้ างสรรค์ผลงานหนึ่งชิ ้นพร้ อมกับอธิบายการสื่อความหมายที่สมั พันธ์กบั สื่อที่เราใช้ คาถามท้ ายบท 1. จงอธิบายความหมายของสิ่งต่อไปนี ้ พร้ อมถึงอธิบายถึงความสัมพันธ์ตอ่ การสร้ างสรรค์ งานศิลปะ  วัสดุ  วัสดุเพื่อการสื่อ  เทคนิค เครื่องมือ  ทักษะเชิงช่างศิลป์ 2. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวัสดุและเทคนิคทางศิลปะว่ามีผลต่อการสร้ างสรรค์งาน ศิลปะอย่างไร 3. การศึกษาเรื่องวัสดุและเทคนิคทางศิลปะนันจะช่ ้ วยให้ เราเข้ าใจคุณค่าของงานศิลปะได้ มากน้ อยอย่างไร 4. จงเปรียบเทียบคุณค่าทางวัสดุระหว่างผลงานจิตรกรรมที่สร้ างสรรค์ในสมัยโบราณและ ผลงานที่สร้ างสรรค์ในสมัยปั จจุบนั


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 13

บทที่ 2 วาดเส้ น วาดเส้ นตรงกับภาษาอังกฤษคือ ดรออิงค์ [drawing] คือการสร้ างสรรค์งานศิลป์อี ก รูปแบบหนึ่งซึ่งอาจเป็ นทังผลงานส ้ าเร็จหรือเป็ นขันตอนกระบวนการหนึ ้ ่งของการสร้ างสรรค์จิตรกรรม ในพจนานุกรมศัพท์ศิลปะได้ อธิบายความหมายของภาพวาดเส้ นว่า "คือภาพซึ่งวาดเป็ นเส้ น ซึ่งอาจจะมีความสมบูรณ์ในตัวหรื ออาจจะเป็ นเพียงภาพร่างก็ ได้ หรื ออาจแต่งเติมด้ วยสีเ พื่อสร้ างแสง เงา ให้ เด่น ชัดยิ่ งขึ ้น การสร้ างภาพด้ วยวิธีนี ้ ให้ ผลหลายลักษณะตามเจตนาของศิลปิ นหรื อจุดประสงค์ที่จะนาไปใช้ เช่น การวาด เส้ นด้ วยดินสอ [pencil drawing] หรือถ่าน [charcoal drawing] ฯลฯ การวาดเส้ นด้ วย ปากกามักจะให้ ผลทางเส้ นที่แข็งและชัดมากกว่าการวาดเส้ นด้ วยพู่กันหรื อชอล์ก ซึ่ง ให้ ผลในลักษณะนุ่มนวล…" (ราชบัณฑิตยสถาน, 2530) ศิลปิ นและผู้ศกึ ษาศิลปะโดยทัว่ ไปยอมรับว่า การวาดเส้ นเป็ นความรู้และทักษะพื ้นฐาน ที่จะใช้ เพื่อการสร้ างสรรค์งานศิลปะสาขาอื่น ๆ ไม่วา่ จะเป็ นจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ หรื อ การออกแบบสถาปั ตยกรรมเป็ นต้ น ดังนันจึ ้ งเป็ นความจาเป็ นอย่างยิ่งสาหรับผู้ที่จะศึกษาหรือทางาน ศิลปะจะต้ องเรียนรู้และฝึ กฝนทักษะการวาดเส้ นเพื่อเป็ นพื ้นฐานในการที่จะนาไปสร้ างสรรค์ผลงาน ศิลปะที่เป็ นทางเลือกอื่น ๆ หรืออาจจะพัฒนาศิลปะการวาดเส้ นให้ ไปถึงทักษะและการสร้ างสรรค์ใน ระดับสูงก็อาจทาได้ เช่นเดียวกัน การวาดเส้ นจึงถือว่ามีความสาคัญไม่แพ้ การสร้ างสรรค์ศิลปะสาขา อื่น ๆ การวาดเส้ นนอกจากจะเป็ นทักษะพื ้นฐานทางศิลปะแล้ วยังใช้ กบั ศาสตร์สาขาอื่น ๆ ใน เบื ้องต้ นเราอาจใช้ การวาดเส้ นเพื่อการสื่อสารรายละเอียดบางอย่างที่ไม่สามารถสื่อโดยการเขียนหรือ พูด นักชีววิทยาจาเป็ นต้ องใช้ การวาดเส้ นเพื่อบันทึกรายละเอียดของส่วนย่อยของพืชหรื อแมลงที่ไม่ สามารถเก็บด้ วยภาพถ่ายได้ เช่นเดียวกับนักโบราณคดีที่ต้องการบันทึกชิน้ ส่วนของโบราณวัตถุโดย การวาดเส้ น จะได้ ภาพที่ชดั เจนในส่วนที่ต้องการขยายรายละเอียดได้ ดีกว่าการใช้ กล้ องถ่ายรู ป การ วาดเส้ นไม่ได้ บนั ทึกภาพที่เห็นเพียงอย่างเดียว แต่ยังสื่อถึงความคิดและจินตนาการที่อยู่ภายในอีก ด้ วย ดังที่เดอกาส์ศิลปิ นลัทธิประทับใจเคยกล่าวว่า ศิลปิ นไม่ใช่เพียงวาดเส้ นสิ่งที่เขามองเห็นเท่านัน้ แต่จะต้ องสร้ างภาพสิ่งอื่นให้ เห็นด้ วย [Barry, Bronowski, & Huxley, 1965, pp.36-69]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 14

ประวัติความเป็ นมา ถ้ าจะนับย้ อนหลังถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เราจะพบว่า ผลงานวาดเส้ นนันมี ้ อายุเก่าแก่ ถึงหนึ่งหมื่นปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งได้ แก่หลักฐานการวาดเส้ นบนผนังถ ้า ซึ่งยังคงปรากฏหลักฐานจนถึง ปั จจุบนั เป็ นการพิสจู น์ให้ ประจักษ์ วา่ มนุษย์มีความพยายามจะบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยวิธีวาด ภาพก่อนการบันทึกเป็ นลายลักษณ์อกั ษร การวาดเส้ นในยุคแรก ๆ ยังไม่พัฒนาทักษะ เทคนิคและ กรรมวิธีมากนัก การแสดงออกจะสื่อแบบตรงไปตรงมา ลักษณะการแสดงออกทางศิลปะเป็ นแบบ ดังเดิ ้ ม [primitive] จนถึงศตวรรษที่ 15 ในยุคฟื ้น ฟูศิลปะวิทยาในประเทศอิตาลีที่นับ เป็ นจุดการ พัฒนาสูงสุดในศาสตร์วา่ ด้ วยการวาดเส้ น ซึ่งศิลปิ นได้ รับการฝึ กฝนทักษะพื ้นฐานของการวาดเส้ นจน ชานาญก่อนที่จะได้ รับอนุญาตให้ ทางานศิลปะในระดับสูงไม่ว่าจะเป็ นจิตรกรรมหรื อประติมากรรม ศิ ล ปิ นที่ มี ชื่ อ เสี ย งหลายคนเกิ ด ในยุ ค นี ไ้ ม่ว่ า จะเป็ น เลโอนาร์ โ ด ดา วิ น ชิ หรื อ มิ เ คลัน เจโล [Michelangelo Buonarroti]

ภาพที่2.1 ภาพวาดเส้ นลายปรุ โดย ดา วินชิ ที่มา [Croix & Tansey, 1970, หน้ า478]

ภาพที่2.2 ภาพวาดเส้ นเพื่อศึกษาก่ อนทางานจิตรกรรม เทคนิคปูนเปี ยก โดยมิเคลันเจโล ที่มา [Barry, Bronowski, & Huxley, 1965, หน้ า 27]

ดา วิ น ชิ ได้ ส ร้ างผลงานวาดเส้ น จ านวนมากในรู ป แบบของการบัน ทึ ก ทางศิล ปะ วิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ ตา่ ง ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในสมุดบันทึกของเขา ส่วนมิเคลันเจโล ทางานวาด เส้ นเพื่ อการศึกษาก่อนทางานแกะสลักหิ นอ่อน และการทางานจิตรกรรมบนผนังปูนเปี ยก ดังนัน้ ผลงานวาดเส้ นจึงมีลกั ษณะเป็ นภาพลายปรุ [cartoon] เพื่อนามาถ่ายแบบลงบนผนังปูน ผลงาน วาดเส้ นในยุคนี ้ส่วนใหญ่เป็ นขันตอนของการศึ ้ กษาเพื่อสร้ างสรรค์งานศิลปะอื่น ๆ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 15

ศิลปิ นเยอรมันชื่อ ฮันส์ ฮอลเบียน [Hans Holbein] เป็ นศิลปิ นคนแรกที่ได้ สร้ างงานวาด เส้ นเป็ นผลงานที่สมบูรณ์ในตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนภาพคนเหมือน [portrait] ซึ่งได้ รับ การว่าจ้ างจากกษัตริย์และขุนนางในสมัยนัน้ ส่วนในยุโรปตอนเหนือมีผลงานวาดเส้ นลักษณะพิเศษ จากที่อื่น ๆ โดยเฉพาะศิลปิ นสกุลดัตช์ [Dutch school] ซึ่งบันทึกเรื่องราวของสามัญชนที่ทางานตาม ท้ องไร่ ท้ องนา ดังเช่น ผลงานของปี เตอร์ บรู เ กล [Pieter Bruegel] ศิลปิ นคนสาคัญ ที่ สุดได้ แก่ เรมบรันต์ [ Rembrandt] ซึ่งมีผลงานสร้ างสรรค์จากการวาดเส้ นจานวนมาก โดยใช้ เทคนิคที่แตกต่าง หลากหลาย โดยเฉพาะเทคนิคการใช้ พ่กู นั และปากกาไม้ ไผ่ จุ่มหมึกสีน ้าตาลอมแดง ซึ่งเป็ นผลงาน ทีมีชื่อเสียงมาก

ภาพที่2.3 ภาพวาดเส้ นเทคนิคพู่กันและหมึก โดย เรมบรันต์ ที่มา [Horton, 1995, หน้ า 26]

ภาพที่2.4 ภาพวาดเส้ นด้ วยดินสอ โดย คอนสเตเบิล ที่มา [Horton, 1995, หน้ า 10]

ในศตวรรษที่ 18มีศิลปิ นที่มีชื่อเสียงหลายคนที่มีผลงานวาดเส้ นให้ คนรุ่นหลังได้ ศึกษา เช่น ชอง-อองตวน วาโต [Jean-Antoine Watteau] ใช้ เทคนิควาดเส้ นด้ วยชอล์กสีแดง ดา และขาว ศึกษารูปทรงสรีระของคนและเสื ้อผ้ าเครื่องแต่งกาย ในอิตาลีผลงานวาดเส้ นของศิลปิ นที่ได้ รับการ ยกย่องมากได้ แก่ บัตติสตา ตีโปโล [Giovanni Battista Tiepolo] โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานวาดเส้ น เทคนิคเส้ นปากกาลูบน ้า [pen and wash] ของเขาแสดงถึงระดับฝี มือที่ยอดเยี่ยมชนิดที่หาที่เปรี ยบ ไม่ได้ เทคนิควาดเส้ นด้ วยดินสอเพิ่งปรากฏในศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานวาด เส้ นภาพทิวทัศน์ของศิลปิ นอังกฤษสองคนคือ วิลเลียม เทอร์ เนอร์ [Willeam Turner] และจอห์น คอนสเตเบิล [John Constable] ผลงานของเทอร์เนอร์ใช้ เทคนิคดินสอผสมกับสีน ้า ส่วนคอนสเตเบิล ใช้ ดินสออย่างเดียวเพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างละเอียด ไม่วา่ จะเป็ น


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 16

พื น้ ดิ น ต้ นไม้ ก้ อนเมฆ ต้ นไม้ ทุ ก ต้ นของคอนสเตเบิ ล เขาสามารถบอกได้ ว่ า เป็ นต้ นอะไร ผลงานวาดเส้ น ด้ วยดิน สอที่ มีความประณี ตมากได้ แก่ภาพเหมือน ผลงานของ โอกุสสต์ โดมินิ ก แองคร์ ซึ่งเป็ นศิลปิ นในกลุ่มลัทธิคลาสสิกใหม่ [Neo-Classic] ตรงกันข้ ามกับลักษณะ ภาพวาดเส้ น ของเดอลากรัว [Eugene Delacroix] ที่ ใ ช้ ดิน สอตวัดเส้ น อย่างอิสระเน้ น ลีลาการ เคลื่อนไหวและความรู้สกึ ทางอารมณ์เป็ นหลัก ตามความเชื่อลัทธิจินตนิยม [Romanticism] เดอกาส์ ได้ ชื่อว่าเป็ นศิลปิ นที่วาดเส้ นด้ วยสีแท่งหรื อสีพาสเตลได้ ดีที่สดุ และมีผลงาน เป็ นที่ยอมรับ นอกจากนี ้ยังใช้ เทคนิควาดเส้ นด้ วยสีพาสเตลผสมผสานกับภาพพิมพ์แบบต่าง ๆ เกิด แบบอย่างวาดเส้ นเทคนิคดังกล่าวที่หลากลาย

ภาพที่2.5 วาดเส้ นแสดงรายละเอียดประณีต โดย แองคร์ ที่มา [Croix & Tansey, 1970, หน้ า 681]

ภาพที่2.7ภาพวาดเส้ นด้ วยสีแท่ ง โดย เดอกาส์ ที่มา [Lister, 1982, หน้ า103]

ภาพที่2.6 วาดเส้ นเน้ นลีลาอิสระ โดย เดอลากรัว ที่มา [Feldman, 1967, หน้ า 322]

ภาพที่2.8 วาดเส้ นเทคนิคปากกา โดย ฟานก๊ อก ที่มา [Salemme, 1982, หน้ า83]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 17

ฟานก๊ อก [Vincent van Gogh] มีผลงานวาดเส้ นจานวนมากซึ่งใช้ เทคนิคเส้ นปากกา ลากเส้ นแสดงลีลาการเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่งและใช้ จดุ ช่วยให้ เกิดการกระเพื่อมไหวขององค์ประกอบ ในภาพ ศิลปิ นในยุคปั จ จุบันได้ เล็งเห็นคุณค่าของการวาดเส้ นเป็ นอย่างมาก ดังนัน้ การสร้ าง ภาพวาดเส้ นเป็ นการสร้ างสื่อทางศิลปะอย่ างหนึ่งที่ ถื อเป็ นงานที่ สมบูรณ์ แบบเช่น เดีย วกับ งาน จิ ตรกรรม ท าให้ ผลงานวาดเส้ น ได้ พัฒนาโดดเด่น ไม่แพ้ ผ ลงานศิลปะสาขาอื่น ๆ มีก ารพัฒนา ทางด้ านวัสดุและเทคนิคที่หลากหลาย ควรแก่การศึกษาซึ่งจะกล่าวรายละเอียดต่อไป ประเภทวัสดุและเทคนิควาดเส้ น การวาดเส้ นใช้ วสั ดุและเทคนิคหลายอย่างซึ่งศิลปิ นจะเลือกใช้ กับวัสดุที่คิดว่าสามารถ หาซื ้อได้ ง่าย และเหมาะสมกับการสื่อความหมายที่ต้องการมากที่สดุ โดยทั่วไปวัสดุที่นิยมใช้ มาก ที่สดุ ในปั จจุบนั นี ้คือดินสอ หรือวัสดุเครื่องเขียนทัว่ ไป ในสมัยโบราณนิยมใช้ แท่งถ่านและแท่งชอล์ก เพราะยังไม่มีดินสอใช้ ส่วนปากกาไม้ ไผ่ใช้ จ่มุ หมึกเขียนมีผลงานปรากฏตังแต่ ้ ศตวรรษที่ 15 พร้ อม กับการใช้ แท่งชอล์ก ผลงานศิลปิ นในยุคนีจ้ ึงมีวสั ดุใช้ มีให้ เลือกไม่กี่ชนิด อย่างไรก็ตาม ถ้ าจะแบ่ง ประเภทของวัสดุการวาดเส้ นโดยทัว่ ไปมีหลักการแบ่งดังนี ้คือ  วัสดุและเทคนิคแห้ ง ได้ แก่วสั ดุที่ไม่มีส่วนผสมของนา้ หรื อของเหลว ซึ่งรวมวัสดุประเภท ดินสอชนิดต่าง ๆ แท่งชอล์ก ถ่านเกรยอง และ สีแท่ง  วัสดุและเทคนิคเปี ยก ได้ แก่วสั ดุที่มีสว่ นผสมของน ้าหรือของเหลว ได้ แก่หมึกดา และหมึกสี สีนา้ และปากกาชนิ ดต่ าง ๆ ส่วนหมึก และสีน า้ จะต้ องใช้ กับเครื่ องมือช่วยอัน ได้ แก่ พู่กัน ปากกาไม้ ไผ่ ปากกาจุ่มหมึกหรือปากกาคอแร้ งเป็ นต้ น ในบทนี ้จะขอกล่าวเฉพาะวัสดุและเทคนิคแห้ งก่อน วัสดุและเทคนิคแห้ ง ดังได้ กล่าวมาแล้ วว่าวัสดุและเทคนิคแห้ งหมายวัสดุที่ไม่มีส่วนผสมของนา้ หรื อของเหลวซึ่ ง ได้ แก่ 1. ดินสอ [pencil] ดินสอเป็ นวัสดุวาดเส้ นที่นิยมแพร่หลายที่สดุ ในปั จจุบนั แม้ วา่ เทคนิควาดเส้ นด้วยดินสอจะ เพิ่งปรากฏประมาณศตวรรษที่ 18 นี ้เองแต่เพราะความสะดวกในการใช้ และหาง่ายทาให้ ดินสอเป็ น วัสดุที่ได้ รับความนิยมมากที่สดุ ในการวาดเส้ น ทังนี ้ ้เพราะมี แบบให้ เลือกมากมายทัง้ ในรูปดินสอดา หรื อ ดิ น สอสี นอกจากนี ย้ ัง แยกประเภทตัง้ แต่ ไ ส้ อ่อ นซึ่ ง ให้ น า้ หนัก เข้ ม จนถึ ง ไส้ แ ข็ง ดิ น สอมี ส่วนประกอบสาคัญคือไส้ ซึ่งทาจากแร่กราไฟท์ [graphite] และถ่าน [charcoal] มีไม้ ห้ มุ ไส้ ลกั ษณะ เป็ นแท่ ง ยาวขนาดพอเหมาะกั บ การจั บ เพื่ อ เขี ย น ไม้ หุ้มดิ น สอโดยทั่ว ไปท าจากไม้ ซี ด า


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 18

[cedawood] แต่ปัจจุบนั นี ้มีดินสอที่ห้ มุ ด้ วยกระดาษม้ วนสามารถฉีกกระดาษหุ้มเพื่อให้ ปลายไส้ ออก แทนการเหลาด้ วยมีด ดินสอแบ่งเป็ น 2 ประเภทตามชนิดของเนื ้อไส้ คือ 1.1 ดินสอกราไฟท์ มีคณ ุ สมบัติเนือ้ มันวาวเมื่อถูกับผิวกระดาษ กราไฟท์เป็ นแร่ชนิด หนึ่ง น ามาบดผสมกับ ดินและหล่อเป็ นแท่ง มีให้ เ ลือกตามความอ่อน แข็งของไส้ ซึ่งในท้ องตลาด ทั่วไปแยกความแข็งอ่อนเป็ นเบอร์ ดินสอไส้ อ่อนได้ แก่เบอร์ 8B - 2B ระดับกลางได้ แก่ HB ส่วนไส้ แข็งที่สดุ คือ 8H ดินสอที่นิยมใช้ ในการวาดเส้ นมากที่สดุ ได้ แก่ดินสอไส้ อ่อนเพราะเขียนลื่น ลากเส้ น ง่าย และสามารถคุมน ้าหนักเข้ มหรื ออ่อนด้ วยแรงกดของมือ ปั จจุบันมีการผลิตแท่งกราไฟท์แบบ เปลือย คือไม่มีไม้ ห้ มุ สามารถใช้ เทคนิคการเขียนเช่นเดียวกับดินสอและถ่านแท่ง 1.2 ดินสอถ่ าน ดินสอถ่านได้ จากอัดไส้ ถ่านเนื ้อร่วนเกาะกระดาษได้ ไม่ดีเท่าไส้ กราไฟท์ แต่เนื ้อไส้ สีเข้ มกว่า และเนื ้อสีด้านไม่มนั วาวเหมือนไส้ กราไฟท์ 1.3 ดินสอสี เป็ นวัสดุชนิดใหม่ในวงการศิลปะการวาดเส้ น ส่วนผสมของไส้ คือเทียน หรือขี ้ผึ ้งกับสี เนื ้อสีเกาะกระดาษได้ ดี ไม่สามารถเกลี่ยหรื อถูไล่นา้ หนักได้ ดังนัน้ การวาดเส้ นด้ วย ดินสอสีจึงต้ องใช้ วิธีการเขียนด้ วยเส้ นไขว้ ขนานทับกันเพื่อให้ เกิดนา้ หนักหรื อผสมสีเพื่อให้ เกิดการ ผสานสีใ นทางตา [optical mixture] ปั จ จุบัน นีม้ ีดิน สอสีที่ สามารถละลายน า้ ได้ เมื่อลงเส้ น บน กระดาษสามารถใช้ พ่กู นั จุ่มน ้าลูบเส้ นให้ ละลายตามต้ องการ

ภาพที่2.9 ภาพดินสอชนิดต่าง ๆ ที่มา[Horton, 1995, หน้ า12]

2. เทคนิคการวาดเส้ นด้ วยดินสอ การวาดเส้ นด้ วยดินสอเน้ นเรื่องเส้ นโดยตรง เพราะดินสอสามารถเหลาปลายให้ แหลม เพื่อให้ ได้ เส้ นเล็กใหญ่ตามต้ องการ โดยทัว่ ไปศิลปิ นจะใช้ ดินสอไส้ ออ่ นตังแต่ ้ 2 B ถึง 8B เพราะเขียน ลื่น สามารถบังคับน ้าหนักอ่อนแก่โดยการบังคับแรงกดของมือ ดังที่ได้ กล่าวมาแล้ วในตอนต้ น เทคนิคการวาดเส้ นด้ วยดินสอแบ่งเป็ น 2 ลักษณะคือ 2.1 เทคนิคการวาดลายเส้ น [linear drawing] เส้ นถือเป็ นองค์ประกอบพืน้ ฐานที่ สาคัญของการวาดเส้ น การเขียนเส้ นสามารถสื่อถึงรูปทรงและความรู้สึกต่าง ๆ ได้ โดยทั่วไปการใช้ เส้ นจะสื่อความรู้สึกมากกว่าการแสดงรูปทรงและความลึ ก เส้ นที่เขียนอย่างรวดเร็วจะได้ ลกั ษณะ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 19

เส้ นหยาบ หวัด แต่ให้ ความรู้สกึ ถึงความรู้สกึ ภายใน การถ่ายทอดลักษณะนีเ้ ราเรี ยกว่า การวาดเส้ น แบบหวัด [sketching] หมายถึงการวาดเส้ นอย่างหยาบ ๆ ใช้ เวลาสัน้ มีจุดหมายต้ องการเก็บภาพ อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ภาพวัตถุหรือเหตุการณ์กาลังเคลื่อนไหว [fleeting movement] ดังนันการวาด ้ จะต้ องใช้ ความเร็ว เขียนภาพก่อนที่ภาพวัตถุนนจะเปลี ั้ ่ยนไป การวาดเส้ นแบบหวัดนอกจากต้ องการ เก็บภาพอย่างรวดเร็วแล้ ว ยังเป็ นการแสดงออกทางอารมณ์ของศิลปิ นแบบเฉียบพลัน [spontaneity] ซึ่งเป็ นภาพที่ออกมาจากภายในมากกว่าการบันทึกจากภายนอก (นิคอเละ ระเด่นอาหมัด , 2543) การวาดเส้ นด้ วยลายเส้ นดินสอสามารถกาหนดรูปทรงและมิติความหนาได้ เช่นเดียวกัน ซึ่งเราจะพบ ผลงานของศิลปิ นหลายคนลากเส้ นเพียงไม่กี่เส้ นสามารถสร้ างจินตนาการถึงรูปทรงและบริเวณที่วา่ ง ได้ โดยไม่ต้องแรเงาให้ เห็น

ภาพที่2.10 วาดเส้ นแสดงลายเส้ น โดย ปิ กสั โซ ที่มา [Lassaigne, 1975, หน้ า85]

2.2 เทคนิคการวาดเส้ นรู ปทรงและการแยกนา้ หนัก [form & modeling] รูปทรง เป็ นปรากฏการณ์ ท างตาที่ เ ราสัมผัสวัต ถุ ซึ่งมีส่วนหนา ส่วนลึก ในการวาดเส้ น ด้ วยดิน สอ เรา สามารถสร้ างภาพรูปทรงที่มองเห็นด้ วยวิธีการแยกนา้ หนัก โดยการเขียนเส้ นซา้ ๆ ฝนปลายดินสอ หรือเทคนิคอื่น ๆ น ้าหนักเหล่านี ้คือ แสงและเงาบนรูปทรงวัตถุ เทคนิคการแยกน ้าหนักเพื่อให้ เกิดแสง และเงาโดยเทคนิคดินสอมีกรรมวิธีดงั นี ้คือ 2.2.1 แบบถูหรื อฝน [graded modeling] เทคนิคนีจ้ ะได้ นา้ หนักลักษณะเงาทึบ [solid shadow ] ซึ่งใช้ ในการวาดภาพที่ต้องการให้ เห็นปริ มาตร [volume] ของรูปทรง การแยก นา้ หนักโดยเทคนิ คนิ ค นี จ้ ะให้ แสงเงาที่ มีลาดับ ต่อเนื่ องและนุ่มนวล เน้ น รู ป ทรงเป็ นหลัก ภาพที่ ออกมาค่อนข้ างจะให้ ความรู้สกึ นิ่งไม่เคลื่อนไหว


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 20

2.2.2 แบบลากเส้ นขนานซา้ ๆ [hatching] คือการลากเส้ นขนานซา้ ๆ อย่าง ต่อเนื่องเพื่อให้ เกิดน ้าหนักอ่อนแก่ โดยทัว่ ไปจะใช้ กบั ภาพที่ไม่ต้องการเน้ นรูปทรงมากนัก เป็ นเพียง เส้ นนาเพื่อให้ เกิดจินตนาการของส่วนหนา ส่วนลึก ไม่ได้ เน้ นให้ เห็นชัดเจน เทคนิคนี ้หมายรวมถึงการ ลากเส้ น ขนานแนวโค้ งที่ ต้ องการเน้ น แนวผิวของรู ป ทรงเช่น การเขียนเงาของรู ป ทรงกลมหรื อ รู ป ทรงกระบอก รูปทรงลาต้ นของต้ นไม้ เป็ นต้ น

ภาพที่2.11วาดเส้ นเทคนิคลากเส้ นขนาน ที่มา [Horton, 1995, หน้ า37]

2.2.3 แบบลากเส้ นขนานไขว้ [cross hatching] คือการลากเส้ นขนานซ้ อนทับ เพื่อให้ เกิดน ้าหนักต่าง ๆ เทคนิคนี ้ใช้ กนั มานานตังแต่ ้ ในยุคฟื น้ ฟูศิลปวิทยา เพราะต้ องการฝึ กทักษะ เพื่อใช้ กบั เทคนิคการวาดภาพสีฝนุ่ ซึ่ง แยกนา้ หนักวิธีเดียวกัน เส้ นขนานแต่ละนา้ หนักนอกจากจะ แยกน ้าหนักแล้ วยังทาหน้ าที่แยกด้ าน[plane] ของรูปทรงอีกด้ วย

ภาพที่2.12 วาดเส้ นเทคนิคถูไล่ นา้ หนัก ที่มา(แสงเงา…, 2543, หน้ า47)

ภาพที่2.13 วาดเส้ นเทคนิคเส้ นขนานไขว้ ที่มา[Barry, Bronowski, & Huxley, 1965, หน้ า42]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 21

2.2.4 แบบเทคนิคจุด [stippling] เป็ นการแยกน ้าหนักวิธีหนึ่งโดยอาศัยความถี่ห่าง ของจุด เพื่ อ ให้ เกิ ด น า้ หนัก ซึ่ ง เป็ นวิ ธี ก ารวาดเส้ น ของศิ ล ปิ นกลุ่ม ลัท ธิ ป ระทับ ใจใหม่ [neoimpressionism] ซึ่งเชื่อว่าภาพที่เรามองเห็นเกิดจากคลื่นแสงสะท้ องเข้ าตาเรา ดังนันภาพต่ ้ าง ๆ เกิด จากอนุภาคของจุดของแสง สี และเงา 3. ถ่ านแท่ ง [crayon] ถ่านแท่งหรือเกรยองเป็ นศัพท์ทวั่ ไปเรียกวัสดุสาหรับการวาดเส้ นที่ มีลกั ษณะเป็ นแท่ง ในพจนานุกรมศัพท์ศิลปะได้ อธิบายว่า คาเรียกแท่งวัสดุที่ใช้ ทางานวาดเส้ นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใช้ ในทางวิจิตรศิลป์ ได้ แก่ ชอล์กแท่งสาหรับ วาดเส้ น [chalk] หรื อวัสดุที่ผสมกับชอล์กเป็ นพืน้ ได้ แก่ แท่งกองเต [conte crayon] ชอล์คสาหรับเขียนกรดานดาเป็ นต้ น คานีย้ ังใช้ กับวัสดุแท่งอื่น ๆ ที่ใช้ วาดเส้ น ด้ ว ยเช่ น ถ่ า นไม้ [charcoal] ดิ น สอไข [grease crayon] และถ่ า นแท่ ง พิ ม พ์ หิ น (ราชบัณฑิตยสถาน, 2530) อย่างไรก็ตามถ่านแท่งดังกล่าวมีคณ ุ สมบัติของเนือ้ วัสดุแตกต่างกัน ดังนันจึ ้ งขอแยกกล่าวถึงถ่านแท่งแต่ละชนิดดังนี ้ 3.1 ถ่ านกองเต เป็ นยี่ห้อของแท่งถ่านของฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงเป็ นที่ร้ ูจากกันมาช้ า นาน มีลกั ษณะเป็ นแท่งถ่านยาวรูปสี่เหลี่ยมหรือเป็ นดินสอไม้ ไส้ ถ่าน แท่งถ่านกองเตประกอบด้ วย เนื ้อของสารประกอบของสีและตัวผสานสีอดั เป็ นแท่งแข็ง ส่วนประกอบมีคณ ุ สมบัติคล้ ายคลึงกับสี ชอล์กหรื อสีพาสเตลแบบแข็งที่ใช้ ในการวาดเขีย น (เมเยอร์ , 2540) กองเตมีคณ ุ สมบัติอ่อนแข็ง แบ่ งเป็ น 3 ระดับ คื อ อ่อน ปานกลาง และแข็ง ศิลปิ นนิ ย มที่ สุดมี 3 สี คือ ดา น า้ ตาลอมแดง [sanguine] และสีขาว

ภาพที่2.14 ลักษณะถ่ านแท่ งแบบต่ าง ๆ ที่มา [Horton, 1995, หน้ า16]

3.2 แท่ งชอล์ ก เป็ นวัสดุวาดเส้ นที่เ ก่าแก่ ที่สดุ ผลงานศิลปิ นที่วาดเส้ นด้ วยแท่ง ชอล์กนับย้ อนหลังหลายร้ อยปี แท่งชอล์กมีส่วนผสมของเนือ้ สีและผงชอล์กผสานด้ วยกาว อัดเป็ น แท่ง สีของแท่งชอล์กที่ นิยมที่สดุ คือสีน า้ ตาลอมแดง หรื อสีสนิมเหล็ก ได้ จ ากดินธรรมชาติใ น ประเทศอิตาลี ปั จจุบนั แท่งชอล์กได้ พัฒนาเป็ นแท่งถ่านกองเต ซึ่งมีคุ ณสมบัติใกล้ เคียงแต่เนือ้ แข็ง กว่าแท่งชอล์ก[Horton, 1995]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 22

3.3 แท่ งถ่ านไม้ เป็ นวัสดุเก่าแก่อีกชนิดหนึ่ง ได้ จากการเผาไม้ ให้ เปลี่ยนสภาพเป็ น ถ่าน โดยทัว่ ไปทาจากไม้ เถาหรือไม้ เลื ้อย เช่น เถาต้ นองุ่น นอกจากใช้ กบั การวาดเส้ นทัว่ ไปแล้ ว ยังใช้ เพื่อการร่างภาพบนพืน้ ผ้ าใบก่อนการลงสีในงานจิตรกรรม สีนา้ มัน ซึ่งสามารถใช้ มือลูบเกลี่ยไล่ น ้าหนักได้ ปั จจุบนั ได้ ผลิตในลักษณะเป็ นผงบดอัดแท่ง [compressed charcoal] ซึ่งมีเทคนิคการใช้ เหมือนกับถ่านแท่งทัว่ ไป

ภาพที่2.15 แท่ งถ่ านธรรมชาติและผงถ่ านอัดแท่ง ที่มา[Horton, 1995, หน้ า16]

3.4 สีแท่ ง [pastel] สีแท่งเป็ นศัพท์ที่บญ ั ญัติในพจนานุกรมศัพท์ศิลปะซึ่งหมายถึงสี พาสเตล ในภาษาอังกฤษ แต่โดยทัว่ ไปเรียกสีชอล์กเพราะพัฒนามาจากแท่งชอล์กในอดีตมีให้ เลือกสี ต่าง ๆ หลายระดับน ้าหนัก สามารถใช้ ได้ ทงั ้ เทคนิควาดเส้ นและเทคนิคจิตรกรรม ผลงานสีแท่งของ ศิลปิ นที่มีชื่อเสียงหลายคนที่ไม่สามารถระบุได้ ชัดเจนว่าเป็ นงานวาดเส้ นหรื อจิตรกรรม เช่นผลงาน ของเดอกาส์เ ป็ นต้ น สีแ ท่งมีส่วนผสมของเนื อ้ สีบ ดเป็ นผงผสมกับ ผงชอล์ก และใช้ กาวกระถิ น [tragacanth gum] เป็ นตัวผสาน ส่วนผสมของกาวจะมากหรื อน้ อยส่งผลให้ แท่งสีแข็งหรื ออ่อนได้ กล่าวคือถ้ าส่วนผสมของกาวน้ อยจะได้ สีแท่งเนื ้ออ่อนที่หลุดร่ วนง่าย สะดวกในการเขียน ถ้ ากาวมาก แท่งสีจะแข็ง สีแท่งถ้ าใช้ วาดบนกระดาษวาดเขียนทัว่ ไปนิยมใช้ กระดาษพืน้ ผิวเพราะจะช่วยยึดสีให้ เกาะผิวกระดาษ ส่วนกระดาษสาหรับใช้ กบั สีแท่งโดยเฉพาะเป็ นกระดาษสีพื ้น ฉาบผิวพิเศษซึ่งให้ ผล ที่แตกต่างจากกระดาษธรรมดาทัว่ ไป ปั จจุบนั สีแท่งได้ พฒ ั นาเป็ นรูปดินสอซึ่งเหมาะกับการวาดเส้ นที่ ต้ องการเน้ นรายละเอียดของเส้ นต่าง ๆ และสีแท่งอีกลักษณะหนึ่งมีส่วนผสมของขี ้ผึ ้งและไขมัน มี เนื ้อสีใสและเกาะกระดาษได้ ดี เป็ นสีแท่งที่ใช้ กับกิจกรรมศิลปะในโรงเรี ยนประถมและมัธยมทั่วไป ปั จจุบัน มีสีแท่งที่สามารถละลายน า้ ได้ เช่นเดียวกับ ดินสอสี ซึ่งทาจากเนื อ้ สีที่ มีส่วนผสมเดีย วกัน สามารถระบายเทคนิคแห้ งและใช้ น ้าลูบให้ ละลายได้


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 23

ภาพที่2.16 กล่ องสีแท่ ง ที่มา[Horton, 1995, หน้ า18]

4. เทคนิคการวาดเส้ นด้ วยแท่ งถ่ าน แท่งถ่านมีลกั ษณะแท่ง 2 แบบ คือแท่งกลมและแท่งสี่เหลี่ยม ดังนัน้ ในการวาดเส้ น ด้ วยแท่งถ่ านจึงสามารถใช้ ส่ว นต่าง ๆ ของแท่งได้ อย่างอิสระ เช่น ถ้ าต้ องการเส้ น ที่เล็ก อย่างเส้ น ดินสอ สามารถใช้ สว่ นปลายของเหลี่ยม หรื ออาจเหลาให้ แหลมเหมือนอย่างดินสอ ถ้ าต้ องการเส้ น ใหญ่ก็ใช้ สว่ นแบนของปลาย หรื อถ้ าต้ องการลงนา้ หนักของเงาหรื อพืน้ ภาพสามารถใช้ ส่วนสันของ แท่งปาดให้ เกิดน ้าหนักแนวกว้ างตามแนวความยาวของสันแท่ง นอกจากนี ้เราสามารถหักแท่งให้ เกิด มุมเหลี่ยมต่าง ๆ ตามต้ องการได้ เทคนิควาดเส้ นด้ วยแท่งถ่านจะให้ ความรู้สกึ ใกล้ เคียงกับการป้ายสี ด้ วยพู่กนั แบน จึงเหมาะสาหรับเขียนภาพเพื่อศึกษา ก่อนลงมือทางานจิตรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีน ้ามันที่เน้ นฝี แปรง เทคนิควาดเส้ นด้ วยถ่านแท่งนอกจากสามารถใช้ เทคนิคเส้ นแบบต่าง ๆ อย่างที่ใช้ กับ ดินสอแล้ ว ยังสามารถใช้ วิธีปาดให้ เกิดนา้ หนักแสงเงา ให้ เกิดรูปทรงได้ อย่างรวดเร็วฉับพลันกว่า การแรเงาด้ วยดินสอ นอกจากนีย้ ังสามารถใช้ เทคนิคเสริ มโดยการใช้ ยางลบแยกส่วนสว่างให้ เห็น ขอบตัด หรือแสดงลีลาตวัดไปมาให้ เหมือนฝี แปรงในงานจิตรกรรม ส่วนเทคนิคการใช้ สีแท่งหรือสีพาสเตลมีรายละเอียดที่จะต้ องกล่าวถึงมาก เพราะเป็ น วัสดุที่สามารถใช้ เทคนิคการวาดได้ ทงแบบวาดเส้ ั้ นและจิตรกรรมและมีสาระสาคัญควรแก่การศึกษา มากมายจึงขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะเรื่องในบทหลัง


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 24

ภาพที่2.17 เทคนิควาดเส้ นด้ วยแท่ งถ่ าน ที่มา[Smith, 1994, หน้ า6]

สรุป วาดเส้ นวัสดุและเทคนิคแห้ งนอกจากเป็ นวัสดุที่ใช้ กนั มานานย้ อนหลังหลายร้ อยปี แล้ ว ยังนับได้ วา่ เป็ นวัสดุที่ใช้ สะดวกเพราะไม่ต้องใช้ เครื่ องมือช่วย อีกทัง้ ยังทนถาวรดังหลักฐานผลงาน ศิลปิ นในอดีตที่ยงั ปรากฏให้ ได้ ศกึ ษาจนถึงทุกวันนี ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิควาดเส้ นด้ วยชอล์กของ ศิลปิ นตังแต่ ้ ศตวรรษที่ 15 เป็ นต้ นมา ส่วนดินสอแม้ จะเพิ่งปรากฏหลักฐานภายหลังคือประมาณ ศตวรรษที่ 18 แต่ก็เป็ นวัสดุวาดเส้ นที่ได้ รับความนิยมมากที่สดุ จนถึงปั จจุบันนี ้ เพราะหาง่าย ใช้ ง่าย มีเ ทคนิ ค การสร้ างภาพที่ ห ลากหลายดั งได้ ก ล่า วมาแล้ ว ปั จ จุบัน นี ก้ ารวาดเส้ น ไม่ได้ เ ป็ นเพี ย ง กระบวนการสร้ างงานจิตรกรรมหรือศิลปะสาขาอื่น ๆ อย่างในอดีต แต่เป็ นผลงานที่สมบูรณ์แบบใน ตัวเอง ดังนันการศึ ้ กษาฝึ กฝนทักษะการวาดเส้ นไม่ว่าจะเป็ นด้ วยดินสอหรื อถ่านแท่งจะช่วยให้ เรา มองเห็นลูท่ างการพัฒนาผลงานตัวเองได้ ไม่วา่ จะสร้ างเพื่อศึกษาในกระบวนการสร้ างงานจิตรกรรม หรือเพื่อการพัฒนาการวาดเส้ นโดยตรง ล้ วนเกิดประโยชน์ตอ่ การพัฒนาศิลปะด้ วยกันทังสิ ้ ้น


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 25

แบบฝึ กหัด 1. ให้ นกั ศึกษาฝึ กการร่างภาพด้ วยดินสอ เริ่ มจากการร่างภาพแบบเส้ นหวัด [sketching] วาดเส้ นโดยใช้ ลายเส้ นกาหนดน ้าหนัก รูปทรง และพื ้นที่วา่ ง โดยใช้ เส้ นให้ น้อยที่สดุ โดย การวาดภาพจากสิ่งแวดล้ อมในห้ อง เช่น เพื่อน ๆ โต๊ ะ เก้ าอี ้ ฯลฯ 2. ให้ นกั ศึกษาฝึ กวาดเส้ นด้ วยดินสอจากหุ่นนิ่งที่กาหนด โดยฝึ กการใช้ เทคนิคต่าง ๆ เช่น การแรเงาด้ วยการถู การใช้ เส้ นขนาน การใช้ เส้ นขนานไขว้ ฯลฯ ให้ นกั ศึกษาฝึ กการวาดภาพด้ วยแท่งถ่าน เช่น ถ่านกองเต ถ่านอัดแท่ง โดยเน้ นรูปทรง นา้ หนัก แสง เงา โดยวิธีปาดทังใช้ ้ ปลายและใช้ สนั ของแท่งถ่านโดยศึกษาจาก คาถามท้ ายบท 1. การวาดเส้ นคืออะไร จงเปรียบเทียบลักษณะภาพวาดเส้ นและภาพจิตรกรรมตามความ เข้ าใจของท่านว่ามีสว่ นเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร 2. วัสดุและเทคนิคแห้ งคืออะไร ได้ แก่อะไรบ้ าง 3. จงเปรี ยบเที ยบลักษณะภาพวาดเส้ น อันเกิดจากการวาดด้ วยดินสอและถ่านแท่งว่ามี ความแตกต่างกันอย่างไร .


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 26

บทที่ 3 วัสดุและเทคนิคเปี ยก วัสดุที่ ต้ องใช้ น า้ ละลายเนือ้ สีให้ เ หลวเพื่ อการใช้ เขีย นหรื อระบายในการวาดเส้ น จัด ประเภทวัสดุช นิ ดนี ว้ ่า วัสดุเ ปี ยก อัน ได้ แก่ หมึก ชนิ ดต่าง ๆ และสีน า้ เป็ นต้ น ซึ่งวัสดุป ระเภทนี ม้ ี หลักฐานผลงานวาดเส้ นที่มีอายุเก่าแก่มาก บางชิน้ ย้ อนหลังถึงหลายพันปี เช่นภาพวาดจากหมึก ด้ วยลายเส้ นปากกาของอียิปต์โบราณ จนถึงยุคสมัยกรีกและโรมัน หรือในยุโรปตังแต่ ้ ยุคมืดจนถึง สมัยฟื น้ ฟูศิลปวิทยา จนปั จจุบนั ก็ยงั เป็ นนิยมแพร่หลายแม้ ว่าจะมีวสั ดุใหม่ ๆ ให้ เลือกมากมาย แต่ วัสดุและเครื่องมือที่ใช้ กนั มาตังแต่ ้ สมัยโบราณเช่นปากกาไม้ ไผ่ก็ยังคงใช้ กันในปั จจุบัน ทัง้ นีเ้ พราะ ศิลปิ นทุกยุคทุกสมัยเห็นว่า การฝึ กฝนการวาดเส้ นด้ วยวัสดุที่ใช้ กันมาตังแต่ ้ ดงเดิ ั ้ มนัน้ เป็ นเทคนิค พื ้นฐานที่จะก้ าวสูก่ ารพัฒนาสูก่ ารสร้ างสรรค์งานศิลปะอื่น ๆ แม้ แต่การสร้ างสรรค์งานศิลปะจากสื่อ ทันสมัยอย่างคอมพิวเตอร์กราฟฟิ ก ที่นิยมใช้ กนั ในปั จจุบนั ก็ยงั ต้ องอาศัยทักษะพืน้ ฐานของการวาด เส้ น วัสดุและเทคนิ ค เปี ยกบางประเภท เช่น สีน า้ แม้ จ ะใช้ กับการวาดเส้ นก็ตาม แต่วสั ดุ ดังกล่าวสามารถใช้ กับการสร้ างสรรค์งานจิตรกรรมสีนา้ ได้ อีกด้ วย หากแต่ลกั ษณะหรื อแบบอย่าง ผลงานที่ศิลปิ นถ่ายทอดนัน้ มีจดุ เน้ นที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ถ้ าเป็ นผลงานวาดเส้ นศิลปิ นจะเน้ นที่ เส้ นเป็ นหลัก จะมีส่วนแยกสีบ้ าง แต่ไม่ได้ เน้ นมากเท่ากับ ผลงานจิ ตรกรรม ที่ต้องการแสดงออก ทางการใช้ สีเป็ นหลัก ถึงแม้ จะสร้ างสรรค์ผลงานประเภทใดย่อมมีค่าอยู่ในตัวมันเอง เพราะต่างก็มี เอกลักษณ์ที่ โดดเด่น เฉพาะตัว คุณ ค่าทัง้ หลายอยู่ที่ก ารสร้ างสรรค์และการแสดงออกของศิลปิ น มากกว่าการขึ ้นอยู่กบั ประเภทของสื่อ ประเภทวัสดุและเทคนิคเปี ยก วัสดุและเทคนิคเปี ยกมีหวั ข้ อควรกล่าวถึงดังต่อไปนี ้ 1. หมึก หมึกที่ใช้ การวาดเส้ นมีสองประเภทคือ ประเภทไม่ละลายนา้ มีสีดาเข้ มและไม่ซีดง่าย กับประเภทที่ละลายน ้า สีหมึกจะอ่อนลงเมื่อถูกกับแสงแดดนาน ๆ สีหมึกที่นิยมใช้ เพื่อการวาดเส้ นมี สองสีคือ สีดา สีนา้ ตาลเข้ ม [sepia] และสีนา้ ตาลอ่อน [raw sienna] หมึกในสมัยก่อนนิยมใช้ สีดา [lamp black] ผสมกับสีเหลืองแดง [red ochre] ซึ่งจะได้ สีหมึกนา้ หนักต่าง ๆ คือ ดา นา้ ตาลอ่อน จนถึ งนา้ ตาลเข้ ม ส่วนหมึก ดาอินเดียนซึ่งไม่ละลายนา้ [indian ink] มีส่วนผสมของผงคาร์ บอน ละลายกับน ้าด่างผสมกับกาวอารบิก [arabic gum] หรือแชลแล็ก [shellac] จะให้ ความมันวาว และ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 27

หมึกไม่ละลายนา้ [Horton, 1995] หมึกจีนเป็ นหมึกอีกประเภทที่นิยมใช้ ในงานวาดเส้ น โดยเฉพาะผลงานของศิ ลปิ นจีนซึ่งเป็ นที่ยอมรับ กันทั่วโลกทั ง้ ทางด้ านเทคนิ คและฝี มือ หมึกจีน มี ส่วนผสมของสีดาซึ่งได้ จากเขม่าไฟกับกาว อัดเป็ นแท่งสี่เหลี่ยม ใช้ กับภาชนะสาหรับฝนหมึกเพื่อ ละลายกับน ้าก่อนใช้ วาดหรือเขียน และมีหมึกจีนสาเร็จรูปที่เป็ นน ้าให้ เลือกใช้ เช่นเดียวกับหมึกทั่วไป ปั จจุบนั มีหมึกสีตา่ ง ๆ ให้ เลือกใช้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ กับงานเขียนแบบงานสถาปั ตยกรรม เนื่องจาก หมึกดังกล่าวให้ สีที่คอ่ นข้ างสดใสเกินไปไม่เหมาะกับลักษณะงานวาดเส้ น 2. สีนา้ สีน ้ามีสว่ นผสมของผงสีบด ผสมกับกาวอารบิก มีลกั ษณะใสเมื่อผสมน ้า นิยมระบายใน ลักษณะชุ่มใส มากกว่าการระบายแบบทึบแสง สีน ้านิยมนามาใช้ กบั งานวาดเส้ นเช่นเดียวกับงาน จิตรกรรม แต่การใช้ สีน ้าในการวาดเส้ นจะใช้ เพียงเล็กน้ อยโดยจะเน้ นเส้ นเป็ นหลัก การวาดเส้ นด้ วยสี น ้าอาจใช้ เทคนิคผสมกับการวาดเส้ นด้ วยดินสอหรือปากกา หรือใช้ เทคนิคผสมอื่น ๆ สีน ้าจะลดความ เข้ มหรือจางลงเมื่อผสมหรือละลายน ้ามาก ๆ เทคนิคการวาดเส้ นจะใช้ กบั สีที่ผสมน ้าจนจาง ซึ่งจะทา ให้ เส้ นในงานโดดเด่นกว่าสี

ภาพที่3.1.หมึกชนิดต่ าง ๆ สาหรั บใช้ กับการวาดเส้ นเทคนิคเปี ยก ที่มา [Horton, 1995, หน้ า15]

เครื่องมือและเทคนิคการใช้ เครื่ องมือเป็ นสิ่งที่ต้ องใช้ ควบคู่กับวัสดุเ ปี ยก ทัง้ หมึก และสีน า้ เครื่ องมือแต่ละชนิดจะให้ ลักษณะลายเส้ นที่แตกต่างกันไป ไม่วา่ จะเป็ นปากกาจุ่มหมึกชนิดต่าง ๆ หรื อพู่กันแต่ละประเภท ซึ่ง ควรกล่าวถึงมีดงั นี ้ 1. ปากกาจุ่มหมึก ปากกาจุ่มหมึกเป็ นปากกาที่ใช้ กับมาตังแต่ ้ สมัยโบราณ ซึ่งทาจากวัสดุต่าง ๆ กัน เช่น ปากกาขนนก [quill pen] ส่วนมากทาจากขนห่านเพราะโคนขนแข็งเหมาะที่จะตัดปลายทาปากกา ซึ่งสามารถเขียนให้ เกิดเส้ นเล็กใหญ่ได้ โดยการเพิ่มแรงกดขณะเขียน ปากกาไม้ ไผ่ห���ื อปากกาต้ นอ้ อ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 28

ให้ ผลของเส้ นได้ ใกล้ เคียงกัน ซึ่งสามารถทาเองได้ โดยการตัดปลายให้ เป็ นมุมแหลม ใช้ มีดผ่าปลาย แยกออกเป็ นเส้ นยาวเพื่อให้ เก็บกักหมึกได้ มากและเป็ นรางเพื่อให้ หมึกไหลทางปลายปากกา ปัจจุบนั ปากกาจุ่มหมึกได้ พฒ ั นาทาด้ วยโลหะโดยใช้ หลักเดียวกันซึ่งมีให้ เลือกใช้ ตงแต่ ั ้ ปลายเล็กสุดใช้ ได้ กับ การเขียนเส้ นเล็กจนถึงเส้ นใหญ่ โดยการกดให้ รอยผ่าของปลายปากกาแยกออกจะได้ เส้ นที่ใหญ่ขึ ้น ตามลาดับ ส่วนปากกาปลายตัดนิยมใช้ กบั การเขียนหนังสือเพราะจะเส้ นที่พริว้ สวย

ภาพที่3.2 ปากกาจุ่มหมึกชนิดต่ าง ๆ ปากกาปากโลหะ และปากกาไม้ ไผ่ ที่มา[Horton, 1995, หน้ า 14]

2. ปากกาทั่วไป ได้ แก่ปากกาที่ใช้ กบั การเขียนหนังสือทัว่ ไปซึ่งสามารถใช้ กับการวาดเส้ นได้ ทุกประเภท ปากกาที่มีในท้ องตลาดมีดงั ต่อไปนีค้ ือ ปากกาหมึกซึม [fountain pen] ซึ่งใช้ หลักการไหลของหมึก เหมือนปากกาจุ่มหมึก แต่มีกระเปาะยางที่บรรจุหมึกอยู่ในตัวปากกา สามารถเขียนได้ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้ องจุ่ม หมึก ปั จ จุบัน มี ป ากกาหมึก ซึ ม มี ก ารพัฒ นาเป็ นปากกาส าห รั บ ใช้ การวาดเส้ น โดยเฉพาะซึ่งมีลกั ษณะปลายปากกาที่ไม่เหมือนกับปากกาหมึกซึมทั่วไป คือสามารถกดให้ ปลาย แยกและบานออกเพื่อให้ ได้ เส้ นเล็กใหญ่แตกต่างกันออกไป ปากกาลูกลื่น [roller ball pen] หรื อ ปากกาหมึกแห้ ง ใช้ หลักการไหลของหมึกโดยให้ ลกู ลื่นกลมที่ปลายกลิ ้งสัมผัสหมึกที่ เก็บในไส้ เพื่อให้ ไหลสัมผัส กับ กระดาษ ปากกาลูก ลื่ น จะให้ เส้ น ที่ แ ห้ งขาด ๆ ไม่ต่อเนื่ อ ง ผลงานวาดเส้ น ด้ ว ย ปากกาลูกลื่นที่มีชื่อเสียงมากได้ แก่ผลงานวาดเส้ นของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งใช้ ความละเอียดและประณีต มากทัง้ การเขียนเส้ น นา้ หนักและแสงเงา ปากกาสักหลาด [fibre tipped pen] ใช้ หลักการซึมของ หมึกเหลวผ่านปลายแท่งสักหลาด จะได้ เส้ นที่ต่อเนื่องและขนาดสม่าเสมอกัน แต่เส้ นไม่คมเหมือน


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 29

ปากกาจุ่มหมึกหรือปากกาหมึกซึม ปากกาเขียนแบบ [technical pen] ใช้ หลักการไหลของหมึกผ่าน ท่อของปลายปากกา ในท่อมีเส้ นลวดเล็กสอดในท่อ ปลายด้ านในติดกับลิ ้นเปิ ดปิ ดระหว่างท่อปลาย ปากกากับหลอดหมึก ส่วนปลายด้ านนอกมีเส้ นลวดที่สอดกลางโผล่ออกจากปลายเล็กน้ อย เมื่อเรา กดปลายปากกาบนกระดาษ เส้ นลวดที่โผล่ที่ปลายจะถูกดันเข้ าไปในท่อ ทาให้ ลิ ้นเปิ ดให้ หมึกไหล ออก ปากกาประเภทนี ้ใช้ กบั หมึกไม่ละลายน ้า แต่มีข้อเสียคือท่ออุดตันบ่อยเพราะหมึกที่ขงั ในท่อแห้ ง ปากกาเขียนแบบให้ เส้ นที่เล็กและสม่าเสมอจึงนิยมใช้ กบั งานเขียนแบบโดยเฉพาะ ส่วนการวาดเส้ น ทัว่ ไปนิยมใช้ กบั เทคนิควาดเส้ นที่ต้องการเก็บรายละเอียดปลีกย่อยมาก ๆ

ภาพที่3.3 ปากกาชนิดต่าง ๆ และลักษณะลายเส้ นของปากกา ที่มา [Horton, 1995, หน้ า 14]

3. พู่กัน เป็ นเครื่องมือใช้ ในการวาดเส้ นที่ต้องอาศัยการฝึ กฝนให้ เกิดความชานาญเพราะการวาด เส้ นด้ วยพู่กนั บังคับค่อนข้ างยากกว่าการใช้ ดินสอหรื อปากกา เพราะขนพู่กันซึ่งอ่อนจะลู่เมื่อเรากด บนกระดาษ การใช้ พ่กู นั จะต้ องฝึ กการบังคับข้ อมือและข้ อนิว้ ให้ สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวตาม ทิศทางที่ต้องการ การเขียนเส้ นด้ วยพู่กนั ยังต้ องฝึ กการผ่อนมือหนักเบาเพื่อให้ พ่กู นั สัมผัสกับกระดาษ ตามส่วนที่ต้องการ ส่วนปลายและส่วนโคนขนพู่กันจะให้ เส้ นที่แตกต่างกัน ดังนัน้ ประสบการณ์การ ฝึ กปฏิบตั ิจะช่วยให้ เราเข้ าใจถึงวิธีการบังคับให้ เกิดเส้ นแบบต่าง ๆ ได้ ตามต้ องการ พู่กนั ที่ใช้ กบั การ วาดเส้ นนิยมใช้ พ่กู นั ขนอ่อน ซึ่งใช้ ได้ ทงแบบขนธรรมชาติ ั้ และขนสังเคราะห์ ซึ่งมีหลายลักษณะ คือ พู่กันกลม [round brush] เป็ นพู่กันที่นิยมใช้ กับการวาดเส้ นและการระบายด้ วยสีนา้ มากที่สดุ เพราะซับสีหรือหมึกได้ มาก สามารถระบายด้ วยลีลาฝี แปรงหลายเทคนิค ไม่ว่าจะใช้ วิธีการเขียน เส้ น กันตวัดฝี แปรงหนา ลีลาฝี แปรงแห้ ง ฯลฯ พู่กันอีกประเภทคือพู่กันแบน [flat brush] มีสอง แบบคือ ขนสัน้ กับ ขนยาว ขนยาวนิย มใช้ กับ สีน า้ และหมึก เพราะความยาวของขนท าให้ เส้ น ขน


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 30

สามารถดีดตามจังหวะที่ลากหรือตวัด เกิดลักษณะรอยแปรงที่ให้ ความรู้สกึ เด็ดขาดฉับไว นอกจากนี ้ ยังมีพ่กู นั ลักษณะก ้ากึ่งระหว่างกลมกับแบนซึ่งมีชื่อเรี ยกว่า พู่กันฟิ ลเบิร์ต [filbert brush] และพู่กัน ทรงพัด [fan brush] ซึ่งไม่นิยมใช้ กบั การวาดเส้ น เพราะลักษณะปลายพู่กันเหมาะกับการใช้ ระบาย บนพื ้นที่กว้ างมากกว่าการเขียนเส้ น ส่วนพู่กนั จีนจะใช้ กบั เทคนิคและทักษะที่ผา่ นการฝึ กฝนเพื่อการ วาดเส้ นแบบจีน ซึ่งสามารถแสดงลีลาการตวัดของรอยแปรงเพื่อให้ เกิดลักษณะและพื ้นผิวแบบต่าง ๆ ได้ อย่างน่าสนใจ พู่กนั จีนสามารถใช้ กบั การวาดเส้ นทัว่ ไปได้ เช่นเดียวกัน และสามารถใช้ ได้ ทงั ้ กับ หมึกและสีน ้า

ภาพที่3.4 พู่กันแบบต่ าง ๆ ที่มา [Rowney, 1993]

เทคนิคการวาดเส้ นด้ วยปากกา การวาดเส้ นด้ วยปากกาจะให้ เส้ นที่คมชัด มีน ้าหนักเดียวไม่สามารถแยกน ้าหนักอ่อนแก่ เหมือนเทคนิคดินสอ การวาดเส้ นด้ วยปากกาจะต้ องใช้ ทักษะค่อนข้ างสูง และท้ าทายเพราะ ไม่สามารถลบได้ ถ้าลากเส้ นผิดพลาด ดังนันการวาดเส้ ้ นด้ วยปากกาจะต้ องรู้จักการแก้ ปัญหาที่เกิด จากความผิดพลาดของการลากเส้ น หรื อไม่ก็ต้องทิง้ กระดาษแผ่นนัน้ แล้ วเริ่ มแผ่นใหม่ ปากกา จุ่มหมึก เช่นปากกาไม้ ไผ่หรือปากกาโลหะ สามารถลากเส้ นให้ เล็กใหญ่ได้ ตามแรงกดของมือ ดังนัน้ เราสามารถเน้ นหรือลากเส้ นที่สื่อแทนน ้าหนักของแสงเงาได้ ปากกาที่ใช้ เขียนหนังสือทั่วไปจะให้ เส้ น ที่สม่าเสมอ เหมาะกับการวาดเส้ นที่ต้องการเน้ นภาพลายเส้ น เทคนิคการวาดเส้ นเพื่อให้ เกิดรูปทรง น ้าหนักแสงเงาด้ วยปากกามีเทคนิคดังนี ้คือ 1. การลากเส้ นขนาน ซึ่งเป็ นวิธีเดียวกับเทคนิคการใช้ ดินสอ แต่การลากเส้ นด้ วยปากกาจะให้ น ้าหนักเส้ น ที่คมชัดกว่า การลากเส้ นขนานเพื่อให้ เกิดน ้าหนักต่าง ๆ ให้ ผลเช่นเดียวกับการใช้ เทคนิคดินสอ ดังที่ ได้ กล่าวมาแล้ ว


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 31

2. การลากเส้ นขนานไขว้ ได้ แก่ ก ารลากเส้ นขนานทับไขว้ เ พื่ อให้ เ กิ ดนา้ หนัก และการหั กเหของด้ านต่าง ๆ เช่นเดียวกับเทคนิคดินสอ แต่การวาดเส้ นแยกน ้าหนักด้ วยเส้ นขนานไขว้ ด้วยปากกามีผลงานปรากฏ ให้ เห็นมากกว่า ทังในงานวิ ้ จิตรศิลป์และการเขียนภาพประกอบ

ภาพที่3.5 เทคนิคการแยกค่ านา้ หนักอ่ อนแก่ โดยใช้ ลายเส้ นปากกา ที่มา [Salemme, 1982, หน้ า81]

ภาพที่3.6 วาดเส้ นด้ วยปากกาเทคนิคเส้ นขนานไขว้ โดยราฟาเอล [Raphael] ที่มา [Read, Murray, & Bowness, 1965, pp.1-416]

3. เทคนิคเส้ นและการลูบนา้ [line and wash] เทคนิคเป็ นที่นิยมกันมากกับการใช้ เทคนิคปากกา วิธีการคือ เริ่มเขียนเส้ นก่อน อาจ แยกน ้าหนักอย่างหยาบ ๆ ด้ วยเทคนิคเส้ นขนานหรื อเส้ นไขว้ และใช้ พ่กู ันจุ่มนา้ ลูบที่เส้ นเพื่อให้ นา้


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 32

ละลายสีที่เส้ นทาให้ เกิดน ้าหนักอ่อนแก่ การใช้ เทคนิคนี ้สามารถเขียนได้ อย่างฉับไว จึงพบเห็นในรูป ของภาพวาดเส้ นแบบหวัด หรื อภาพร่ างที่ เ ก็บ ภาพเพื่ อการศึก ษาเบื อ้ งต้ น ก่ อนที่ จ ะศึก ษา รายละเอียดต่อไป

ภาพที่3.7ภาพวาดเส้ นด้ วยปากกาและลูบนา้ โดย คาแรกซี [Agostino Carracci] ที่มา [Read, Murray, & Bowness, 1965, pp.1-416]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 33

ภาพที่3.8ภาพวาดเส้ นด้ วยปากกาและลูบนา้ โดย คอนสเตเบิล ที่มา [Smith, 1995, หน้ า16]

เทคนิคการวาดเส้ นด้ วยพู่กัน การวาดเส้ นด้ วยพู่กนั ต้ องอาศัยทักษะการควบคุมนา้ หนักแรงกดของมือ ผู้ชานาญ ใช้ พ่กู นั จะรู้วา่ จะต้ องให้ ปลายพู่กันสัมผัสกระดาษมากน้ อยเพียงใดจึงจะได้ เส้ น หนาบางที่ต้องการ การเขียนเส้ นด้ วยพู่กนั นิยมใช้ พ่กู นั กลม โดยเฉพาะเบอร์ขนาดกลางและขนาดเล็ก คือประมาณ เบอร์ 8 ถึง เบอร์ 3 แต่ศิลปิ นบางคนนิยมใช้ พ่กู นั ใหญ่ เพราะเวลาตวัดปลายจะได้ ทงเส้ ั ้ นและฝี แปรง ไปพร้ อม ๆ กัน พู่กนั เบอร์ใหญ่ได้ แก่เบอร์ 12 ขึ ้นไป เทคนิคการวาดเส้ นด้ วยพู่กนั มีดงั นี ้ 1. เทคนิคเส้ นพู่กันบนพืน้ แห้ ง การวาดเส้ นด้ วยหมึกหรื อสีน า้ ด้ วยลายเส้ นพู่กัน ขณะพืน้ กระดาษแห้ งจะให้ ผลคือ เส้ น คมชัด เหมาะสาหรับการเขียนเส้ นส่วนที่ต้องการเน้ นรายละเอียดเป็ นพิเศษ โดยเฉพาะเส้ นเล็กและ ประณีต


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 34

ภาพที่3.9 เทคนิคฝี แปรงด้ วยพู่กันแบบต่ าง ๆ ที่มา [Salemme, 1982, หน้ า131]

ภาพที่3.10 วาดเส้ นด้ วยสีนา้ เทคนิคฝี แปรงบนพืน้ แห้ ง โดย อารี สุทธิพนั ธ์ ที่มา (ปราโมทย์ แสงพลสิทธิ์, 2534, หน้ า4)

ภาพที่3.11 วาดเส้ นด้ วยสีนา้ ใช้ เทคนิคป้ายด้ วยฝี แปรงบนพืน้ เปี ยกและแห้ ง โดยโกลด ลอร์ แรง [Claude Lorrain] ที่มา [Andrewes, 1978, หน้ า 2]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 35

2. เทคนิคเส้ นพู่กันบนพืน้ เปี ยก เมื่อเราลากเส้ นพู่กันบนพื น้ ที่เ ปี ยกจะทาให้ สีจากปลายพู่กัน ซึมกระจายบนพืน้ เปี ยก เกิดลักษณะเส้ นที่แตกเป็ นลายขรุย [bleeding line] ลายเส้ นไม่คมชัด แต่จะให้ เส้ นที่ให้ ความรู้สกึ อยู่ ในระยะห่าง จะช่วยให้ ภาพเกิดมิติ ต่างจากเส้ นที่ลากบนพื ้นแห้ ง 3. เทคนิคฝี แปรงบนพืน้ แห้ ง จะให้ ผลเช่นเดียวกับการเขียนเส้ น ฝี แปรง [brush strokes] หมายถึงการป้ายสีโดยใช้ ส่วนกลางและโคนขนพู่กนั จะได้ รอยแปรงที่หนาและคมชัด ถ้ าป้ายด้ วยพู่กนั แห้ งจะได้ ฝีแปรงที่มีรอย ขาดเป็ นช่วง ๆ ถ้ าป้ายบนกระดาษหยาบหรือขรุขระ รอยแปรงจะติดเฉพาะผิวกระดาษส่วนบนเท่านัน้ ซึ่งจะได้ เส้ นที่ให้ ความรู้สกึ เคลื่อนไหวแบบฉับพลัน 4. เทคนิคฝี แปรงผสมผสานลายเส้ นพู่กัน ผลงานวาดเส้ นที่ใช้ เทคนิครอยแปรงผสมผสานทังพื ้ ้นเปี ยกและพื ้นแห้ ง ตัดประสานด้ วย ลายเส้ นทาให้ เกิดลีลาการเคลื่อนไหวและมิติความลึกได้ อย่างน่าสนใจ เทคนิคผสมและเทคนิคพิเศษอื่น ๆ วาดเส้ นเทคนิ ค เปี ยกสามารถใช้ เ ทคนิ คผสมและเทคนิ คพิเ ศษอื่น ๆ อีก มาก ที่ ควร กล่าวถึงมีดงั นี ้คือ 1. การใช้ เส้ นปากกาและการระบายด้ วยพู่กัน ซึ่งทัง้ สองเทคนิ ค จะให้ ผลที่ แตกต่างกัน คื อ เส้ น ปากกาให้ เ น้ น เส้ น ที่ เ ล็ ก และคมชัด ซึ่งใช้ เพื่อการชี ้นาให้ เห็นรูปทรงหรือรายละเอียด ส่วนการระบายหรือการป้ายด้ วยพู่กนั จะเน้ นน ้าหนัก และแสงเงาหรือลีลาการเคลื่อนไหว

ภาพที่3.12วาดเส้ นเทคนิคป้ายด้วยพู่กันแบน และลายเส้ นปากกา ที่มา (นิคอเละ ระเด่นอาหมัด, 2536)


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 36

2. การระบายด้ วยพู่กันและเขียนเส้ นด้ วยดินสอ เทคนิคนี ้พบกันมากในผลงานของศิลปิ นในอดีต เช่น วิลเลียม เทอร์เนอร์ และ เดอลากรัว เป็ นต้ น เป็ นการใช้ ดิ นสอเพื่ อเน้ น ลายเส้ นหรื อเส้ น รอบนอกของภาพ หรื อแม้ แต่นา้ หนักแสงเงาก็ สามารถใช้ ดินสอช่วยได้ เช่นเดียวกัน

ภาพที่3.13วาดเส้ นเทคนิคสีนา้ และลายเส้ นปากกา โดย เทอร์ เนอร์ ที่มา [Smith, 1995, หน้ า41]

ภาพที่3.14วาดเส้ นเทคนิคสีนา้ และลายเส้ นดินสอ โดย เดอลากรัว ที่มา [Horton, 1995, หน้ า10]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 37

3. เทคนิคการใช้ ฟองนา้ ซึ่งสามารถใช้ ฟองน ้าแตะพื ้นกระดาษเพื่อให้ เกิดพื ้นผิวซึ่งอาจใช้ ก่อนหรือหลังการระบาย ด้ วยพู่กัน เทคนิคการแตะด้ วยฟองนา้ ส่วนใหญ่ต้องการสร้ างให้ เห็นลักษณะพืน้ ผิวของวัสดุต่าง ๆ เช่น ผ้ า คราบสกปรกตามผนังอาคารเป็ นต้ น 4. การใช้ ปากกาและหมึกกับแท่ งถ่ าน ซึ่งวัสดุสองอย่างนี ้จะมีความแตกต่างทางด้ านนา้ หนักและความคมชัด กล่าวคือเส้ นที่ เขียนด้ วยปากกามีลกั ษณะเส้ นที่คมชัดตรงกันข้ ามกับแท่งถ่านส่วนใหญ่จะใช้ เพื่อการแรเงาหรื อการ เพิ่มน ้าหนักในผลงานวาดเส้ น ดังนันการผสมสองเทคนิ ้ คนี ้จะให้ ได้ ภาพที่น่าสนใจไม่น้อย 5. การสร้ างรูปด้ วยละอองสี การสร้ างน ้าหนักของภาพโดยใช้ วิธีการฉีดละอองสีด้วยวิธีพ่นหรื อการดีดด้ วยแปรงสีฟัน จะทาให้ เกิดเทคนิคที่น่าสนใจ สามารถสร้ างภาพ และพืน้ ผิวที่แตกต่างจากเทคนิคการระบายด้ วย พู่กนั หรือการใช้ ดินสอหรือปากกา

ภาพที่3.15วาดเส้ นเทคนิคป้ายด้วยพู่กันแบน ลายเส้ นปากกาและการใช้ ละอองสี ที่มา (นิคอเละ ระเด่นอาหมัด, 2536)


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 38

สรุป เทคนิ ค การวาดเส้ น เทคนิ คเปี ยก แตกต่างจากเทคนิ คแห้ งทัง้ ทางด้ านวัสดุ เทคนิ คและ ลักษณะภาพที่ออกมา การที่เปิ ดโอกาศให้ นักศึกษาได้ ทดลองปฏิบัติการวาดเส้ นด้ วยวัสดุและ กรรมวิธีตา่ งชนิดกันเท่ากับเราได้ เปิ ดโอกาสให้ นกั ศึกษาได้ สารวจความถนัดของตัวเอง เพราะเทคนิค แต่ละอย่างย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็ นวัสดุและเทคนิควิธีการ ตลอดจนเครื่ องมือที่เ รา นามาใช้ ศิลปิ นหลายคนนิยมทดลองหรื อเลือกวิธีสร้ างงานศิลปะด้ วยเทคนิคหลาย ๆ วิธีแม้ แต่ใน เรื่องเดียวกัน เพราะเขาต้ องการดูวา่ ผลงานในเรื่องเดียวกันนีถ้ ้ าสร้ างด้ วยวัสดุหรื อสื่อชนิดต่างชนิด กัน แบบใด จะให้ ภาพที่ตรงกับอารมณ์ความรู้สกึ ของศิลปิ นมากที่สดุ เทคนิคเปี ยกก็เช่นเดียวกันทา ให้ เราทราบความแตกต่างระหว่างภาพวาดเส้ นที่วาดด้ วยดินสอหรื อถ่านนัน้ แตกต่างจากการใช้ พู่กันปากกาจุ่มหมึก มากน้ อยเพี ยงใด และมีจุดดีจุดเด่น อะไรบ้ างซึ่งจะเปิ ดทางเลือกให้ ผ้ เู รี ยนได้ สารวจความถนัดของตัวเอง และจะช่วยให้ ค้นพบตัวเองอีกทางหนึ่ง แบบฝึ กหัด 1. ให้ นกั ศึกษาฝึ กการวาดเส้ นด้ วยเทคนิคปากกาจุ่มหมึก โดยให้ นกั ศึกษาทาปากกาจากไม้ ไผ่ เอง เริ่ มวาดภาพหุ่นนิ่งเลือกหุ่นง่าย ๆ ก่อนแล้ วค่อย ๆ ฝึ กจากหุ่นที่มีรูปทรงและวัสดุและ ลักษณะซับซ้ อนตามลาดับ 2. ให้ นกั ศึกษาฝึ กการวาดเส้ นด้ วยพู่กันและสีนา้ ฝึ กการสร้ างสรรค์ด้ว ยรอบฝี แปรงเทคนิค ต่าง ๆ ตลอดจนเทคนิคการป้ายบนพื ้นแห้ งและพื ้นเปี ยก 3. ให้ นกั ศึกษาฝึ กการวาดเส้ นด้ วยเทคนิคผสมระหว่างวัสดุและเทคนิคที่ต่างกัน เช่น สีนา้ กับ ดินสอ สีนา้ กับปากกา และการใช้ เครื่ องมืออื่น ๆ สร้ างสรรค์ภาพวาดเส้ นตามความคิด สร้ างสรรค์แต่ละคน คาถามท้ ายบท 1. จงอธิบายความหมายของการวาดเส้ นด้ วยวัสดุและเทคนิคเปี ยกว่ามีความหมายอย่างไร ได้ แก่อะไรบ้ าง พร้ อมทังสร้ ้ างผลงานตัวอย่างเทคนิคของวัสดุแต่ละอย่างให้ เห็นด้ วย 2. คาว่าเครื่องมือวาดเส้ นได้ แก่อะไร แตกต่างจากวัสดุอย่างไร จงอธิบายพร้ อมทังยกตั ้ วอย่าง 3. จงเปรี ยบเทียบความแตกต่างระหว่างวัสดุและเทคนิคเปี ยกแตกต่างจากวัสดุแห้ งอย่างไร มีข้อดีและข้ อด้ อยอย่างไรบ้ าง


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 39

บทที่ 4 จิตรกรรมเทคนิคโบราณ ปั จจุบนั นี ้การสร้ างสรรค์งานจิตรกรรมมีวสั ดุให้ เลือกมากมาย ไม่วา่ จะเป็ นประเภทของ สีตา่ ง ๆ ตังแต่ ้ สีน ้ามัน สีน ้า ทังชนิ ้ ดบรรจุหลอด ชนิ ดแท่ง และชนิดตลับ สีอะคริ ลิก บรรจุหลอดหรื อ บรรจุขวด สีแท่งและสีชนิดอื่น ๆ อีกมากมายให้ เลือก นอกจากนี ้การพัฒนาทางด้ านเทคนิคและการ พัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ทาให้ ศิลปิ นในปั จจุบันมีทางเลือกมากมายที่จะใช้ วสั ดุและเครื่ องมือเพื่อให้ เหมาะสมกับความถนัด หรื อสอดคล้ องกับการแสดงออก ด้ วยเหตุนี เ้ อง ผลงานศิลปะโดยเฉพาะ จิตรกรรมได้ พัฒนารู ป แบบจนเกิ ด ความหลากหลาย แตกต่างจากอดีตมากมาย อย่ างไรก็ ตาม พัฒนาการเหล่านี จ้ ะเกิดไม่ได้ หากศิลปิ นในยุคก่อนไม่ได้ คิดสูตรส่วนผสมของสีต่าง ๆ เพื่อน ามา สร้ างสรรค์ผลงานศิลปะให้ คงอยู่จนถึงปั จจุบนั นี ้ให้ เราได้ ศกึ ษา คิดค้ น และพัฒนาสูตรส่วนผสมของสี ในอดีต ทังในส่ ้ วนสูตร เทคนิค ตลอดจนการบรรจุในลักษณะต่าง ๆ กัน ดังนัน้ ในบทนีจ้ ึงขอกล่าวถึง วัสดุและเทคนิคจิตรกรรมอันเป็ นสูตรต้ นกาเนิดของการคิดค้ นพัฒนาสูตรของสีชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ กันอยู่ ในปั จจุบนั นี ้ สีขผี ้ งึ ้ ร้ อน [encaustic] สีขี ้ผึ ้งร้ อนนับเป็ นวัสดุและเทคนิคเก่าแก่ หลักฐานภาพเขียนเทคนิคสีขี ้ผึ ้งร้ อนที่พบใน ปั จ จุบัน ได้ แก่ผลงานในสมัยโรมัน ซึ่งยังคงสภาพที่สดใสและดูเ หมือนใหม่ ซัลวาเธอร์ ลาสคารี [Salvator Lascari] ได้ ทดลองการเขียนภาพด้ วยสีขี ้ผึ ้งร้ อนหลาย ๆ วิธี จนได้ ผลใกล้ เคียงกับภาพ โบราณ ท าให้ เ ขาได้ ล งความเห็น ว่าภาพผนัง ของเมือ งปอมเปอี นัน้ วาดด้ ว ยเทคนิ คสี ขีผ้ ึง้ ร้ อน [Marceau, 1973. pp.130a] สีขี ้ผึง้ ร้ อนแพร่ ห ลายเข้ ามาในเนเธอร์ แลนด์ ฝรั่งเศสและอิตาลี ประมาณศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็ นเทคนิคที่สืบทอดจากสมัยไบแซนไทน์ [Bizantine] ที่ได้ รับมาจากกรี ก อีกทอดหนึ่ง สีขี ้ผึ ้งร้ อนมีสว่ นผสมของผงสี ขี ้ผึ ้งเหลว และกาว ในอิตาลีร้ ูจกั กันในนาม เคอร์รา โคลเล [cerra-colle] เทคนิคดังกล่าวได้ สญ ู หายไปพร้ อม ๆ กับอาณาจักรไบแซนไทน์ในยุคนัน้ มีศิลปิ นไม่กี่ คนที่ พยายามศึก ษาเพื่อสืบทอดเทคนิ คดังกล่าว แต่ด้วยเหตุที่ มี ข้อจากัดในเรื่ องสีแห้ งเร็ วเมื่อถูก ความเย็น ขี ้ผึ ้งผสมสีจะต้ องอาศัยความร้ อนเพื่อการละลายสีให้ เหลวตลอดเวลา ทาให้ ย่งุ ยากแก่การ ระบาย อีกทังเทคนิ ้ คดังกล่าวไม่มีหนทางที่จะพัฒนาสูตรส่วนผสมให้ ก้าวหน้ าได้ ทาให้ เสื่อมความ นิยมในที่สดุ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 40

ภาพที่4.1จิตรกรรมเทคนิคสีขีผ้ งึ ้ ร้ อน ที่มา[Croix & Tansey, 1970,หน้ าสี 6-6]

กลวิธีวาดภาพปูนเปี ยก [fresco] กลวิธีวาดภาพปูนเปี ยก คือเทคนิคการวาดภาพที่เรียกว่าเฟรสโก ซึ่งมาจากภาษาอิตาลี แปลว่า สด การวาดภาพบนปูนเปี ยกเรียกเต็มคาว่า บวนเฟรสโก [buon fresco] ซึ่งหมายถึงเฟรสโก แท้ ในกลวิธีดงั กล่าวแบ่งเป็ นสองวิธีคือ เฟรสโกแท้ ห รื อบวนเฟรสโกและเฟรสโก เซกโก [fresco secco] ซึ่งหมายถึงการวาดภาพบนพื ้นแห้ ง เทคนิ คเฟรสโกได้ รับการฝึ กหัดและใช้ กันมาอย่ างแพร่ หลายในประเทศอิตาลีตงแต่ ั้ ศตวรรษที่ 13 และได้ รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบในสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งใช้ เพื่อการตกแต่งเพดาน โบส์ถและสิ่งก่อสร้ าง ในกลวิธีวาดภาพปูนเปี ยก ผนังปูนเปี ยกจะดูดซับเนื ้อสีด้วยปฏิกิริยาการดึงดูด ของอณูปูนในผนังที่ เปี ยก ท าให้ สีซึมในเนือ้ ปูน เป็ นเนื อ้ เดีย วกัน ถ้ ากลวิธีนี ท้ าในอาคารด้ วยการ เตรียมพื ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ภาพวาดปูนเปี ยกจะมีความทนทานเป็ นที่สดุ … (เมเยอร์ , 2540) กลวิธีดงั กล่าวเหมาะสาหรับวาดบนผนังอาคารด้ านในเท่านัน้ เพราะเทคนิคเฟรสโกจะเกิดปฏิกิริยา กับอากาศและมลภาวะในอากาศทาให้ ภาพเสื่อมสภาพเร็วหากอยู่ภายนอกอาคาร เฟรสโกเป็ นที่ร้ ู จักกันมาตังแต่ ้ สมัย อียิป ต์โบราณดังปรากฏหลัก ฐานการตกแต่งผนัง วิหารเทพเจ้ าและผนังสุสานที่เก็บศพ จึงเชื่อกันว่าเทคนิคกลวิธีวาดภาพปูนเปี ยกจะมีความคงทน ถาวรเป็ นพันปี ตามอายุของสิ่งก่อสร้ างนัน้ ๆ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 41

กลวิธีวาดภาพปูนเปี ยกได้ รับการยกย่องว่ามีความคงทนกว่าเทคนิคการวาดภาพใด ๆ เพราะสีจะถูกฝั งในเนื ้อปูนโดยไม่หลุดล่อน แต่การวาดภาพปูนเปี ยกมีข้อจากัดในเรื่ องเวลา เพราะ จะต้ องทาให้ เสร็ จก่อนปูนแห้ ง ซึ่ งมีเวลาประมาณสิบสองชั่วโมง ดังนัน้ เมื่อวาดภาพเสร็จหากพบ ข้ อบกพร่องในภาพหรือเมื่อต้ องการแต่งเติมภาพจึงต้ องใช้ เทคนิคผสมกับเทคนิควาดภาพปูนแห้ ง

ภาพที่4.2 ภาพลายปรุ [cartoon] ใช้ ศกึ ษาก่ อนที่จะสร้ างผลงานสาเร็จด้ วยกลวิธีวาดภาพปูนเปี ยก โดย มิเคลันเจโล ที่มา[Barry, Bronowski, & Huxley, 1965, pp.36-69]

เทคนิคเฟรสโกมีขนตอนการเตรี ั้ ยมพื ้นดังต่อไปนี ้ 1. การเตรียมปูน ปูน ที่ นามาใช้ ใ นการเขีย นภาพกลวิธี ปูน เปี ยกคือปูน ขาว ซึ่งต้ องหมัก กับ นา้ ในบ่ อปูน ประมาณ 1 ปี 2. การฉาบปูน ในการเตรี ยมปูน มีสตู รการเตรี ยมเป็ นขัน้ ๆ ของการฉาบคือ ชัน้ แรกใช้ เนือ้ ปูนผสมกับ ทรายหยาบ ฉาบบนพื ้นปูนอย่างหยาบ ๆ ในชันนี ้ ้เรียกว่าขันขี ้ ดข่วน[scratch coat] เพราะต้ องการให้ ปูนชันต่ ้ อไปเกาะผิวได้ ง่าย ในชันที ้ ่สองผสมปูนด้ วยทรายละเอียด หรือเรียกว่าชัน้ ทราย [sand coat] และชันสุ ้ ดท้ ายเป็ นชันแต่ ้ งผิวด้ วยเนื ้อปูนล้ วน ๆ ซึ่งเป็ นชันที ้ ่จะใช้ ระบายสี เรียกชันนี ้ ้เป็ นภาษาอิตาลี ว่า อินโตนาโก (เมเยอร์ , 2540) 3. การออกแบบ การออกแบบเป็ นขันตอนส ้ าคัญเพราะกลวิธีวาดภาพปูนเปี ยกใช้ กับการวาดภาพผนังซึ่ง มีขนาดใหญ่ และขันตอนของการวาดภาพดั ้ งกล่าวค่อนข้ างซับซ้ อนยุ่งยาก ดังนันต้ ้ องมีการออกแบบ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 42

เพื่อความชัดเจน และแบบจะต้ องขยายบนกระดาษให้ เท่ากับพื ้นที่จริงซึ่งเรียกภาพต้ นแบบนี ้ว่า ภาพ ลายปรุ [cartoon] ซึ่งเป็ นภาพวาดด้ วยถ่านหรือชอล์ก 4. การถ่ ายแบบ เมื่อเตรี ยมภาพลายปรุเสร็จ ใช้ กระดาษสีขาวขนาดเดียวกันมาวางซ้ อนใต้ ภาพลายปรุ เพื่อใช้ เข็มปรุตามลายเส้ นของภาพตามแบบ แล้ วนากระดาษดังกล่าวมาวางทางบนผนังปูนที่เตรี ยม ไว้ ตามตาแหน่งที่ออกแบบ ใช้ ลกู ประคบผ้ าห่อผงถ่านตบตามลายรอยปรุ ผงถ่านจะร่ วงลงตามรอย ปรุติดพื ้นปูน เมื่อเอากระดาษออกจะเห็นเส้ นอันเกิดจากรอยปรุ ศิลปิ นจะใช้ พ่กู นั ลากเส้ นแต่งเติมให้ สมบูรณ์ การถ่ายแบบต้ องทาตามขันตอนที ้ ่เตรียมวางแผนการระบายภาพ ซึ่งต้ องทาจากส่วนบนของ ผนังก่อนเพราะถ้ าเริ่มจากส่วนล่างของผนังก่อน เมื่อวาดภาพส่วนบนสีจะหยดเลอะภาพส่วนล่างที่ เขียนเสร็จแล้ ว 5. การลงสี กลวิธีวาดภาพปูนเปี ยก ใช้ สว่ นผสมของฝุ่ นสีผสมกับน ้าปูนละลายให้ เหลว บาง ระบาย บนพื ้นปูนสีขาว โดยใช้ เทคนิคการระบายแบบบางใส โดยให้ พื ้นสีขาวทาหน้ าที่เป็ นส่วนสว่างหรือส่วน แสงของภาพ เช่นเดียวกับการระบายสีน ้าบนกระดาษขาว ศิลปิ นมี เวลาทางานประมาณ 12 ชั่วโมง หากทาไม่เสร็จจะต้ องขูดเอาเนือ้ ปูนส่วนที่ยังไม่ได้ วาดออก และจะฉาบใหม่ในวันรุ่งขึ ้นเพื่อเตรี ยม พื ้นที่ทางานใหม่ ภาพเฟรสโกที่แห้ งแล้ วสีจะสว่างและซีดกว่าตอนเปี ยกเล็กน้ อย ดังนันในการท ้ างานเพื่อ ประสานรอยต่อให้ สนิทระหว่างพื ้นที่แต่ละส่วน ศิลปิ นจะต้ องรู้จักการเชื่อมรอยต่ออย่างชาญฉลาด โดยเลือกบริเวณที่เป็ นรอยตัดในแบบ เช่น ระหว่างเส้ นของเสา หรื อขอบของเส้ นรอบนอกของภาพ เป็ นต้ น กลวิธีการวาดภาพปูนเปี ยกได้ รับความนิยมมากในอิตาลีสมัยศตวรรษที่ 16 เฟรสโกที่มี ชื่อเสียงที่สดุ คือภาพวาดฝี มือ มิเคลันเจโล คือภาพชื่อการสร้ างโลก [The Creation of World] ที่ เพดานโบส์ถซิสติน ซึ่งได้ รับการยอมรับว่ามีความงดงามและเป็ นแบบอย่างงานศิลปะที่ให้ อิทธิพลต่อ ศิลปิ นรุ่นหลัง แต่ภาพดังกล่าว มิเคลันเจโลใช้ เทคนิคผสม คือใช้ ทงั ้ เฟรสโกแท้ และเฟรสโกแบบปูน แห้ ง ทังนี ้ ้เพราะเขา ต้ องการเพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วนภายหลัง วิธีการคือ ทาผนังปูนที่แห้ งแล้ วให้ เปี ยกโดยการใช้ นา้ ชโลม แล้ วระบายภาพเพิ่ มเติมโดยใช้ สีผสมน า้ ปูนหรื อผสมโปรตีน จากน า้ นม เทคนิคนี ้สีจะเกาะผนังได้ ไม่ดีเท่าแบบเฟรสโกแท้ แต่จะได้ ภาพที่สมบูรณ์กว่า เพราะมีเวลาตกแต่ง เพิ่มเติมภาพในส่วนที่ไม่สมบูรณ์จากเวลาที่จากัดของการวาดภาพพเทคนิคปูนเปี ยก เทคนิคสีฝนผสมไข่ ุ่ [egg tempera] จิโอวันนี ซีมาบู [Giovanni Cimabue] ศิลปิ นชาวฟลอเรนส์ เป็ นคนแรกที่ได้ เริ่ มใช้ สีฝนุ่ ผสมไข่มาเผยแพร่ในอิตาลี ซึ่งเป็ นเทคนิคเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตังแต่ ้ สมัยกรีก ซีมาบู ได้ สอนเทคนิค


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 43

ดังกล่าวให้ ศิษย์คนสาคัญ ภายหลังกลายเป็ นศิลปิ นที่มีชื่อเสียงที่สดุ ในอิตาลียคุ นัน้ ศิษย์คนดังกล่าว นันคื ้ อจ็อตโต [Giotto] ตังแต่ ้ นนมาเทคนิ ั้ คดังกล่าวได้ ถกู ถ่ายทอดระหว่างครูกบั ลูกศิษย์จนเป็ นที่ร้ ูจัก กันแพร่หลายในอิตาลี กลายเป็ นเทคนิคใหม่แทนที่เทคนิ คจิตรกรรมเดิมคือ เทคนิคสีขี ้ผึ ้งร้ อน หรื อ เคอร์รา โคลเล ซึ่งมีข้อจากัดมากมาย เซนนีโน เซนนีนี ได้ บันทึกเกี่ยวกับ เทคนิคสีฝนผสมกั ุ่ บ ไข่ไก่ใ นหนังสือเทคนิ คศิลปะ เช่นเดียวกัน เขาได้ อธิบายเกี่ยวกับเทคนิคของจ็อตโตดังนี ้ สาหรับจิตรกรรมขาหยั่ง [easel painting] จ็อตโตจะเขียนภาพบนไม้ กระดานทาจากไม้ ปอบลา [poplar wood] ซึ่งต้ องตากแห้ งประมาณ 2 ปี ไม้ แผ่นต้ องเลือกอย่างพิถีพิถนั ต้ องแห้ งสนิท ไม่มีคราบยางไม้ หลังจากนัน้ จะทาสีรองพืน้ ที่เรี ยกว่า เจสโซสองชัน้ ชันแรกรองพื ้ ้นอย่างหยาบเรียกว่าเจสโซ-ครอสโซ [gesso-grosso] เมื่อแห้ งแล้ วจะปรับ ผิวให้ เรียบโดยใช้ ใบมีดขูดจนผิวเสมอกัน แล้ วลงพืน้ ชัน้ ที่สอง เรี ยกว่าเจสโซ โซไทล์ [gesso sotile] เมื่อแห้ งจะได้ ผิวที่เรียบ นามาขัดคราบไขมันออก จะได้ พืน้ ไม้ กระดานที่พร้ อมสาหรับการวาดภาพสี ฝุ่ นที่จะให้ สีที่สดใสสวยงาม [Salemme, 1982] เทคนิคการเตรียมสีรองพื ้นดังกล่าวแม้ จะไม่มีบนั ทึกรายละเอียด แต่ศิลปิ นหลายคนเชื่อ ว่า ซีมาบูและจ็อตโตส่วนผสมดังนี ้  ไข่ไก่สด 1 ฟอง  น ้ามันลินสีด [linseed oil]  ปูนขาวละลายน ้า  กาวเหลวทาจากหนังสัตว์ อุปกรณ์ที่ต้องใช้  ถ้ วยผสม  แผ่นกระจกสาหรับเป็ นพื ้นที่เพื่อผสมสี  เกรียงผสมสี วิธีผสม ตอกไข่ใส่ถ้วย ตีไข่ให้ ไข่แดงและไข่ขาวผสมเข้ าด้ วยกันประมาณ 1 นาที เติม น ้ามันลินสีดในไข่ด้วยสัดส่วนเท่ากัน กวนให้ เข้ ากันประมาณ 10 นาที เทกาวเหลวในสัดส่วนเท่ากัน กวนอีก 10 นาที จะได้ ส่วนผสมซึ่งเป็ นกาวเพื่อผสมปูนขาว เทปูนขาวที่ละลายนา้ ลงบนพืน้ กระจก ค่อย ๆ หยดกาวที่ ผสมเตรี ย มไว้ ตงแต่ ั ้ ต้น ผสมให้ เข้ ากับ ปูน ใช้ เ กรี ย งผสมให้ เ นือ้ ปูนและกาวเข้ า ด้ วยกัน ให้ เนื ้อปูนเหลวจนเป็ นครีมข้ น ซึ่งใช้ เป็ นเจสโซเพื่อการรองพื ้นไม้ กระดานเพื่อการวาดภาพสี ฝุ่ นผสมไข่ไก่ดงั ได้ กล่าวตอนต้ น คุณสมบัติของสีฝนคื ุ่ อแห้ งเร็ว ลักษณะกึ่งใสกึ่งทึบ เนื อ้ สีมีความเปราะบาง ไม่สามารถ ระบายให้ หนา เพราะจะทาให้ สีแตกและกระเทาะง่ายและไม่นิยมระบายให้ บางใสเพราะต้ องผสมนา้ มากทาให้ เนือ้ กาวจากไข่เจือจางมีผลทาให้ แรงยึดเกาะของสีลดลง เนือ้ สีฝนจะแห้ ุ่ งเร็ว ดังนัน้ การ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 44

ระบายโดยการเกลี่ยไล่น ้าหนักจึงทาได้ ยาก ทังนี ้ ้เพราะสีที่แห้ งแล้ วเมื่อระบายทับซ ้าจะเกิดรอยด่างไม่ ดูกลมกลืน วิธีการไล่น ้าหนัก ใช้ วิธีการลากเส้ นขนานไขว้ แบบเดียวกับเทคนิควาดเส้ นด้ วยดินสอและ ปากกา

ภาพที่4.3 จิตรกรรมเทคนิคสีฝุ่นผสมไข่ ไก่ โดย ซีมาบู ที่มา[Croix & Tansey, 1970, หน้ า 413 ]

สีฝนมี ุ่ คณ ุ สมบัติละลายน ้าแม้ แต่สีที่แห้ งแล้ ว ดังนันภาพที ้ ่เขียนเสร็จแล้ วจะต้ องป้องกัน ความชื ้นโดยการเคลือบด้ วยน ้ามันวานิชดังที่ได้ กล่าวมาแล้ ว กรรมวิธีการระบายสีฝนุ่ 1. ขัน้ การร่ างภาพ การเขียนสีฝนเป็ ุ่ นกรรมวิธีแต่โบราณ โดยเริ่ มจากการร่างภาพซึ่งต้ องพิถีพิถันโดยเริ่ ม การร่างบนกระดาษเป็ นแบบก่อน สมัยโบราณเริ่มการร่างด้ วยถ่านหรื อชอล์กบนกระดาษซึ่งมีขนาด เท่ากับภาพเขียนจริง ภาพร่างนีม้ ีความสมบูรณ์ทงั ้ รูปทรง นา้ หนักและแสงเงา ขาดแต่เพียงสีอย่าง เดียว เรียกภาพที่เป็ นแบบนี ้ว่า ภาพลายปรุ เพื่อนามาทาบบนแผ่นไม้ กระดานที่จะใช้ เขียน ถ่ายแบบ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 45

ลงพื ้นไม้ กระดานโดยการใช้ ลกู ประคบทาจากผ้ าบางห่อผงถ่านหรือผงสี ตบห่อลูกประคบตามลายปรุ ของภาพ ผงสีจากลูกประคบจะร่ วงลงช่องลายปรุ ได้ ลายเส้ นที่ ต้องการตามลายรอยปรุ จากนัน้ ศิลปิ นจะลอกลายเส้ นที่ปรากฏและเพิ่มรายละเอียดโดยการศึกษาจากภาพต้ นแบบลายปรุ 2. ขัน้ การลงสี หลังจากได้ ภาพร่างเส้ นรอบนอกและรายละเอียดที่เป็ นเส้ นนาตามต้ องการแล้ ว ศิลปิ น จะเริ่ มลงสีในภาพโดยเริ่ มจากสีนา้ หนักกลางของแต่ละสี [middle tone] ซึ่งหมายถึงสีระดับกลาง ระหว่างสีเข้ มหรือสีมืดกับสีออ่ นหรือสีสว่าง ลักษณะภาพที่ลงพืน้ ครัง้ แรกนีม้ ีลกั ษณะภาพแบน ไม่มี น ้าหนักของแสงและเงา การระบายสีฝนนิ ุ่ ยมใช้ พ่กู นั ขนอ่อน ทัง้ นีเ้ พราะเนือ้ สีฝนมี ุ่ ลกั ษณะค่อนข้ าง เหลว การใช้ พ่กู นั ขนอ่อนช่วยให้ สะดวกแก่การระบายและไม่ทาให้ เกิดรอยด่านตามรอยแปรง 3. ขัน้ แยกแสงเงา การแยกแสงเงาในสีฝนไม่ ุ่ สามารถใช้ วิธีเกลี่ยซ ้าไปมา เนื่องจากสีแห้ งเร็ว ถ้ าระบายซ ้า ๆ บนสีที่แห้ งแล้ วจะเกิดรอยด่าง ดังนัน้ จึงใช้ วิธีแยกแสงเงาหรื อนา้ หนักโดยการใช้ เส้ นขนานไขว้ แบบ เดียวกับการวาดเส้ นดังที่ได้ กล่าวมาแล้ ว แต่เป็ นการเขียนเส้ นด้ วยพู่กนั เบอร์เล็ก ถ้ าต้ องการสีออ่ นให้ ผสมกับสีขาว หรือผสมสีดาหรือสีน ้าเงินเมื่อต้ องการให้ เป็ นเงาเข้ ม 4. การเคลือบภาพ เนื่องจากสีฝนแม้ ุ่ จะแห้ งแล้ วก็ยงั ละลายนา้ ได้ มีโอกาสจะเกิดรอยด่างได้ ถ้าถู กหยดนา้ หรือความชื ้น ดังนันหลั ้ งจากเขียนภาพเสร็จการป้องกันภาพจากความชื ้นใช้ วิธีการเคลือบผิว โดยใช้ นา้ มันวานิช ดังที่สตู รโบราณได้ ก ล่าวถึ ง นอกจากการเคลือบจะช่วยป้องกันความชืน้ แล้ ว การ เคลือบผิวจะทาให้ เกิดการประสานผิวของภาพเขียน เพราะภาพที่ระบายด้ วยเทคนิคการใช้ เส้ นขนาน ไขว้ จะทาให้ ภาพมีรอยแปรงเส้ นเล็ก ๆ การเคลือบผิวทาให้ ผิวภาพเขียนจะประสานเป็ นเนือ้ เดียวกัน และเกิดความมันวาวเกิดมิติความลึกเพิ่มขึ ้น ทาให้ ภาพมีความงามและคงทนยิ่งขึ ้น สีนา้ มันและการพัฒนาจากเทคนิคสีฝุ่นสู่สีนา้ มัน สีน ้ามันเป็ นที่ร้ ูจกั ครัง้ แรกประมาณศตวรรษที่ 12 โดยบาทหลวงทีโอฟี ลุส [Theophilus] ได้ บนั ทึกเกี่ยวกับกลวิธีดงั นี ้เลือกสีที่ต้องการใช้ บดและผสมน ้ามันอย่างระมัดระวังโดยไม่ต้องเติมน ้า นี่คือส่วนผสมทาให้ เกิดสีเพื่อการระบายภาพคนและเครื่ องแต่งกาย ซึ่งก่อนนีเ้ คยผสมกับนา้ แต่ทุก ครัง้ ที่ระบายสี เราไม่สามารถลงสีซ ้าอีก จนกว่าสีเดิมจะแห้ งสนิท ภาพที่ได้ จะคงทนถาวร [Salemme, 1982] ในสมัยนีศ้ ิลปิ นได้ พยายามทดลองหาสูตรส่วนผสมโดยเฉพาะส่วนผสมที่จะเป็ นกาว หรื อส่วนผสม [medium] เพื่อพัฒนาให้ เนือ้ สีมีความหนืด และแห้ งเร็วกว่าเดิม ในศตวรรษที่ 13 มี การใช้ เทคนิคผสมผสานระหว่างสีฝนและสี ุ่ น ้ามันบนพืน้ ที่ภาพเดียวกัน โดยแยกส่วนพืน้ ที่ภาพตาม ความเหมาะสม


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 46

เซนนีโน เซนนีนี [Cenni Cennini] ได้ บันทึกเกี่ยวกับเทคนิคดังกล่าวไว้ ในหนังสือชื่อ เทคนิคศิลปะ [Trattalo della Pittura] เขาได้ กล่าวถึงเทคนิคการใช้ สีนา้ มันเคลือบบนสีฝนว่ ุ่ า ผสมสี น ้ามันให้ บางใส เคลือบบนภาพวาดที่แยกน ้าหนักด้ วยสีฝนุ่ โดยใช้ สีฝนระบายภาพส่ ุ่ วนที่ต้องการให้ แห้ งเร็ว เช่น ภาพสิ่งก่อสร้ าง เครื่องแต่งกาย และผิวเนื ้อของคน แล้ วใช้ สีนา้ มันเคลือบบนสีฝนที ุ่ ่แห้ ง แล้ ว เมื่อสีแห้ งสนิทจะใช้ นา้ มันวานิช [varnish] เคลือบอีกชัน้ เพื่อป้องกันสี นา้ มันวานิชมีส่วนผสม ของกาวหนังสัตว์หรือกาวจากพืช ซึ่งทนต่ออากาศชื ้น แต่น ้ามันวานิชที่เคลือบจะเปลี่ยนเป็ นสีน ้าตาล ส่งผลทาให้ สีภาพเขียนหมองไม่สดใสเหมือนเดิม [Salemme, 1982] เทคนิคดังกล่าวนิยมใช้ กันอย่างแพร่หลายซึ่งถือว่าเป็ นเทคนิคที่เป็ นรอยต่ออัน สาคัญ ระหว่างสีฝนกั ุ่ บสีน ้ามันที่นิยมแพร่หลายในประเทศอิตาลี สูตรของแวนไอก์ [The Van Eycks' formula] สีนา้ มันที่ได้ รับการยกย่องว่าเป็ นสูตรที่สมบูรณ์แบบ ได้ ค้นสูตรสาเร็จในปี ค.ศ. 1410 โดยศิลปิ นชาวเฟลมมิช [Flemish] สองพี่น้องคือ ฮิวเบิร์ต แวน ไอก์ [Hubert Van Eyck] และแจน แวน ไอก์ [Jan Van Eyck] ผลงานสีน ้ามันที่เขียนขึ ้นในยุคนี ้ไได้ แพร่หลายทังในประเทศเนเธอร์ ้ แลนด์ และอิตาลี ซึ่งเป็ นผลงานที่ได้ พิสจู น์ถึงความสาเร็จในการคงความสดของสีและความคงทนอยู่ใ น สภาพดีทงที ั ้ ่ความเก่าแก่ลว่ งเลยมากกว่าห้ าศตวรรษแล้ ว แวนไอก์ได้ คิด ค้ นสูตรนา้ มันผสมสีโดยใช้ น ้ามันลินสีด มาต้ มเคี่ยวให้ ข้น นามาผสมกับสีซึ่งให้ ผลทาให้ สีมีความเหนียว สีสด สามารถเกลี่ยแยก น า้ หนัก อ่อนแก่ ได้ ผ ล และสีแห้ ง เร็ วกว่าสูตรเดิม ท าให้ ศิลปิ นสามารถน ามาสร้ างสรรค์ ผลงาน จิตรกรรมชิ ้นเอกประดับโลกมานับไม่ถ้วน ศิ ลปิ นหลายคนเชื่ อกัน ว่า สูตรของน า้ มัน วานิ ช เพื่ อน ามาผสมกับ สี ของแวนไอก์ มี ส่วนผสมของน ้ามันลินสีดหรือน ้ามันถัว่ [nut oil] ซึ่งผ่านการต้ มเคี่ยวดังที่ได้ กล่าวมาแล้ ว นามาผสม กับแก้ วบด [pulverized glass] และเถ้ ากระดูกบดผง [powdered calcined bone] ผงแก้ วบดจะทา หน้ าที่เป็ นตัวเร่งให้ เกิดปฏิกิริยาระหว่างน ้ามันและเกลือคัลไซน์ [calcine salt] จากเถ้ ากระดูกเพื่อให้ น ้ามันเพิ่มความเหนียวข้ นระหว่างการต้ มเคี่ยวหลายชัว่ โมงเพื่อให้ ไขมันจากนา้ มันระเหยออก และ จะได้ น ้ามันสีดา [black oil] ซึ่งมีคณ ุ สมบัติที่ดีเยี่ยมสาหรับการผสมกับผงสี เพราะสีที่ผสมน ้ามัน ดังกล่าวจะไม่ซึมเข้ าเนือ้ ผ้ าหรื อกระดาษเมื่อระบายลงบนพืน้ ดังกล่าว แต่เมื่อต้ องการผสมกับผงสี นา้ มันที่เป็ นสูต รผสมต้ องทาให้ เจือจางโดยผสมนา้ มันสนก่อนแล้ วนามาผสมกับผงสี หลังจากนัน้ นามาผสมกับไข่แดงจะได้ สีที่พร้ อมที่จะใช้ เพื่อการสร้ างสรรค์ผลงานจิตรกรรม สูตรดังกล่าวเชื่อกัน ว่า แวนไอก์ใช้ กบั ผลงานของเขาทุกภาพที่ปรากฏให้ เห็นจนถึงปั จจุบนั นี ้ ซึ่งยังคงความสดสวยราวกับ เพิ่งเขียนเสร็จใหม่ ๆ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 47

ภาพที่4.4 จิตรกรรมสีน ้ามันใช้ สตู รแวนไอก์ โดย แจน แวนไอก์ ที่มา[Croix & Tansey, 1970,หน้ า 546]

การคิดค้ นสูตรสีน ้ามันของแวนไอก์มีผลต่อการเปลี่ยนอย่างมากในวงการจิตรกรรมเมื่อ สูตรดังกล่าวได้ เผยแพร่ ในฝรั่งเศส เยอรมันและอิตาลี ทาให้ เป็ นที่ยอมรับกันว่าเป็ นสูตรที่ดีที่สดุ ใน ยุคนันซึ ้ ่งส่งผลทาให้ ข้อจากัดต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากเทคนิคกลวิธีภาพปูนเปี ยกก็ดี หรือเทคนิคการเขียน สีฝนก็ ุ่ ดี ได้ รับการแก้ ไข เพราะสูตรของแวนไอก์ สามารถทาให้ สีนา้ มันมีคณ ุ สมบัติในการยึดเกาะ ระนาบผิ ว ได้ ดี ไ ม่ว่ า จะเป็ นไม้ กระดานซึ่ ง เป็ นพื น้ ระนาบที่ ใ ช้ แบบดัง้ เดิ ม กั บ สี ฝุ่ นจนถึ ง การ เปลี่ยนแปลงมาใช้ ระนาบผ้ าใบที่มีความยืดหยุ่น สามารถเขียนภาพตังแต่ ้ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่ แทนที่การวาดภาพบนผนังโดยตรง เพราะภาพผนังสามารถเขียนบนผ้ าใบขนาด ใหญ่เพื่อนาไปแขวนตามผนังที่กาหนดแทนที่การวาดภาพด้ วยกลวิธีภาพปูนเปี ยกหรื อปูนแห้ งอย่าง ในอดีต ทาให้ สีน ้ามันกลายเป็ นสีที่ได้ รับความนิยมมากที่สดุ ตังแต่ ้ นนมา ั้ เทคนิคการระบายสีนา้ มันของแวนไอก์ เทคนิกการระบายสีน ้ามันของแวนไอก์ประกอบด้ วยหลายขันตอนเพราะต้ ้ องให้ สีซ้อน กันหลายชัน้ โดยมีลาดับดังนี ้ [Salemme, 1982]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 48

1. การเตรียมพืน้ ใช้ ได้ ทงั ้ ระนาบพืน้ ไม้ ก ระดานหรื อผ้ าใบ ต้ องรองพื น้ ด้ วยสีรองพืน้ หรื อเจสโซ ซึ่ง ประกอบด้ วยส่วนผสมของ สีขาว ผงยิบซัม่ และกาวหนัง 2. การร่ างภาพ ใช้ ปากกาและหมึกร่างภาพ แยกแสงเงาด้ วยวิธีเส้ นขนานไขว้ หลั งหมึกแห้ งสนิท จะเคลือบลายเส้ นที่ร่างเสร็จด้ วยลินสีดวานิช 3. ขัน้ ลงสี ในขณะที่ลินสีดเคลือบยังเปี ยกอยู่จะเริ่มลงสีชนแรกโดยระบายแยกสี ั้ ต่าง ๆ ให้ ทั่ว ภาพ ในลักษณะสีเรียบเสมอกัน 4. ขัน้ แยกแสง ในขณะที่สีที่ระบายไปแล้ วยังเปี ยกอยู่ เริ่ มแยกแสงโดยการผสมสีขาวในบริ เวณที่ สว่างโดยการเกลี่ย นา้ หนักให้ ก ลมกลืน ด้ วยพู่กันขนแห้ ง หลังจากนัน้ ต้ องทิง้ ให้ แห้ งสนิทเป็ นเวลา หลายวัน 5. ขัน้ ซ้ อนสี การระบายภาพเทคนิคของแวนไอก์ต้องอาศัยการซ้ อนของสีหลาย ๆ ชัน้ จนกว่าจะ ได้ ภาพและนา้ หนักสีที่ต้องการ ในการซ้ อนแต่ละชัน้ ต้ องรอให้ ชนั ้ ที่ ลงไปแล้ วแห้ งสนิทก่อน ดังนัน้ กว่าจะเสร็จสมบูรณ์จึงต้ องใช้ เวลาหลายวัน อาจเป็ นเดือนหรือเป็ นปี 6. ขัน้ เคลือบภาพ ภายหลังจากการเขียนภาพจนเสร็จสมบูรณ์แล้ ว ในขันสุ ้ ดท้ ายที่ขาดไม่ได้ คือขันการ ้ เคลือบภาพโดยใช้ วานิช ทังนี ้ ้เพื่อปรับผิวของภาพที่มีความมัน ความด้ านไม่สม่าเสมอ ให้ มีลกั ษณะ เป็ นผิวเดียวกัน และยังป้องกันภาพจากสีฝนและความชื ุ่ ้นอีกด้ วย แม้ วา่ เทคนิคของแวนไอก์จะได้ รับความนิยมอย่างแพร่หลายทังในเนเธอแลนด์ ้ ฝรั่งเศส เยอรมันและอิตาลี แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอีกมาก กล่าวคือ เนือ้ สีค่อนข้ างเหลว และต้ องซ้ อนสี หลายชัน้ ทาให้ เสียเวลามาก ดังนันศิ ้ ลปิ นรุ่นหลังได้ พยายามคิดค้ นพัฒนาใหม่เพื่อแก้ ปัญหาอันเกิด จากสูตรเก่าซึ่งควรกล่าวมีดงั ต่อไปนี ้

สูตรลินสีดผสมผงตะกั่ว การค้ นพบสูตรสีน ้ามันของแวนไอก์ทาให้ วสั ดุและเทคนิคจิตรกรรมชนิดใหม่ได้ รับความ นิยมเป็ นอย่างมากเนื่องจากสามารถสร้ างสรรค์ผลงานจิตรกรรมที่มีสีสนั ที่สดใส มีนา้ หนักแสงเงาที่ ใกล้ เคียงกับธรรมชาติ อีกทังมี ้ ความคงทนและมีข้อจากัดน้ อยกว่าเทคนิคกลวิธีภาพปูนเปี ยกและสี ฝุ่ น ดังนัน้ สีนา้ มัน จึงเป็ นวัสดุใ หม่ที่ ศิลปิ นหลาย ๆ ประเทศหันมานิย มและได้ ค้นคว้ าทดลองเพื่ อ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 49

ปรับปรุงคุณภาพให้ ดีขึ ้นตามลาดับ สูตรของแวนไอก์แม้ จะประสบผลสาเร็จและได้ รับความนิยมเป็ น เวลานานหลายศตวรรษก็ ตาม แต่ก็ มีข้อบกพร่องหลาย ๆ อย่ างดังที่ ได้ กล่าวมาแล้ ว ในอิตาลีได้ ค้ นพบสูตรสีน ้ามันใหม่ที่สามารถแก้ ข้อบกพร่องของสูตรเก่าได้ สาเร็จโดยศิลปิ นชื่อ แอนโทเน���โล ดา เมสซีนา [Antonello da Messina] ซึ่งได้ เผยแพร่ในอิตาลี สูตรดังกล่าวได้ สร้ างผลงานทางจิตรกรรม ระดับโลกมากมาย รวมทังผลงานชื ้ ่อโมนาลิซา ของ เลโอนาร์ โด ดา วินชิ ด้ วย สูตรของเอนโทเนลโล ใช้ น ้ามันลินสีดต้ มกับไฟอ่อน ๆ และผสมกับผงตะกัว่ ซึ่งมีคณ ุ สมบัติทาให้ เนือ้ สีอ่อนตัวสามารถผสม ให้ เข้ ากันได้ ง่ายขึ ้น และยังเพิ่มความทึบแสงให้ เนื ้อสี ทาให้ สามารถระบายภาพได้ เนื ้อสีที่ต้องการโดย ไม่ต้องซ้ อนกันหลาย ๆ ชันเหมื ้ อนเทคนิคเดิม ทาให้ ศิลปิ นสามารถสร้ างสรรค์ผลงานได้ สะดวกและ รวดเร็วกว่าเดิม ทังยั ้ งให้ ผลต่อภาพที่มีพืน้ ผิวรอยแปรงที่น่าสนใจกว่า ต่อมา ดาวินชิ ได้ พัฒนาสูตร โดยการเพิ่มนา้ ลงไปในลินสีดเล็กน้ อยเพื่อเพิ่มความสดใสของสีขึ ้น และเติมขี ้ผึ ้งเล็กน้ อยเพื่อเพิ่ ม ความมันวาวและสามารถเคลือบผิวบนเนือ้ ที่กว้ าง ๆ ได้ ดีกว่า ทาให้ สามารถสร้ างผลงานที่มีขนาด ใหญ่ขึ ้น

ภาพที่4.5 โมนาลิซา เทคนิคสีน ้ามันบนไม้ กระดาน โดย ดาวินชิ ที่มา[Croix & Tansey, 1970, หน้ า480 ]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 50

สูตรของจีออร์ จีโอเน [Giorgione] จีออร์ จีโอเนเป็ นศิลปิ นอิตาลีสกุลเวนิช [Venitian school] ที่ได้ รับการยกย่ องว่า ได้ พัฒนาการเขียนสีน ้ามันได้ สมบูรณ์ที่สดุ ของอิตาลี สูตรของจีออร์จีโอเนได้ พฒ ั นาสูตรของดาวินชิ โดย การผสมขี ้ผึ ้งลงในน ้ามันวอลนัต [walnut oil] ซึ่งเขาเรียกว่า น ้ามันดา [black oil] ซึ่งสามารถควบคุม ลักษณะผิวของผลงานจิตรกรรมให้ มีลกั ษณะผิวมัน ผิวด้ านได้ ตามต้ องการ และสามารถป้ายสีบาง และหนา [impasto] และสามารถพัฒนาการเขียนภาพที่มีขนาดใหญ่แทนภาพเทคนิคปูนเปี ยกได้ สาเร็จ เทคนิคนี ้ได้ รับการสืบทอดและค้ นคว้ าทดลองเพิ่มเติมจากศิลปิ นเวนิชในรุ่นต่อมา ที่มี ชื่อเสียง ที่สดุ ได้ แก่ทิเชียน [Titian] และตินโตเรตโต [Tintoretto] โดยทิเชียนเพิ่มสีขาวลงไปในนา้ มันเคลือบสี ส่วนตินโตเรตโตได้ เพิ่ มขีผ้ ึง้ ลงในน า้ มัน วอลนัต ทาให้ เนื อ้ สีมีความข้ นและทึบแสงมากขึ ้นทาให้ สามารถเขียนภาพแสดงลีลาการป้ายตวัดด้ วยรอยแปรงได้ อย่างมีชีวิตชี วาจนกลายเป็ นแบบอย่าง ของสกุลเวนิช

ภาพที่4.6 จิตรกรรมสีนา้ มันสูตรจีออร์ จีโอเน โดย จีออร์ จีโอเน ที่มา[Croix & Tansey, 1970, หน้ าสี 13-7 ]

สูตรสีนา้ มันของรูเบนส์ พีเตอร์ พอล รูเบนส์ เป็ นศิลปิ นชาวเฟลมมิช ในยุคบาโรก [Baroque] ได้ รับการยกย่อง ว่าเป็ นหนึ่งในจานวนศิลปิ นยุคนี ้ที่มีผลงานจิตรกรรมที่มีความงดงามทังรู้ ปแบบและเนือ้ หา อีกทัง้ ยัง สมบูรณ์แบบทางด้ านเทคนิคที่เขาคิดพัฒนาสูตรของศิลปิ นรุ่นก่อนมาเป็ นของตัวเอง รูเบนส์ได้ เพิ่มผงตะกัว่ และมาสติกวานิช [mastic vanish] ลงไปในนา้ มันดาของสูตร จีออร์จีโอเน ทาให้ น ้ามันมีลกั ษณะข้ นเป็ นวุ้น เมื่อผสมกับสีต้องละลายด้ วยน ้ามันสนเพื่อให้ เหลว จะ


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 51

ได้ เนื ้อสีที่ใสแต่ข้น สามารถป้ายสีแบบหนาบนผ้ าใบได้ ทันที และทาให้ เห็นรอยแปรงที่ชัดเจน สูตร ของรูเบนส์เป็ นที่ยอมรับกันว่าเป็ นสูตรสีนา้ มันที่สมบูรณ์ที่สดุ ในยุคบาโรก และได้ รับการสืบทอด แพร่ หลายในหลายประเทศ เช่น อังกฤษโดยการเผยแพร่ของ แอนโทนี แวนไดก์ [ Sir Anthony Vandyck] ซึ่งเป็ นศิษย์ของรูเบนส์ ส่วนในเนเธอร์ แลนด์ ศิลปิ นที่มีชื่อเสียงซึ่งใช้ สตู รของรูเบนส์คือ จาน เฟร์เมร์ [Jan Vermeer] แต่เขาไม่ได้ ใช้ ขี ้ผึ ้งผสมเพราะต้ องการพืน้ ผิวภาพที่เรี ยบเสมอ ตรงกัน ข้ ามกับผลงานของเรมบรัน ต์ ที่ ต้องการเน้ น พืน้ ผิวของภาพโดยเฉพาะลีลารอยแปรงที่ ตวัดอย่ าง เฉียบพลันของเขา ทาให้ เรมบรันต์เลือกผสมขี ้ผึ ้งจานวนมากเพื่อให้ ได้ เนื ้อสีที่เป็ นครีมข้ นและมีความ ใสสูง เขาเริ่มการเขียนภาพโดยการป้ายสีสดลงบนผืนผ้ าใบ ทิ ้งให้ แห้ งสนิทจึงลงสีซ้อนทับ ทาให้ เกิด มิติความลึกในเงามืดและมีพื ้นผิวที่เป็ นมัน ซึ่งเป็ นเอกลักษณ์สาคัญของผลงานจิตรกรรมของเรมบ รันต์

ภาพที่4.7 จิตรกรรมสีนา้ มันสูตรรู เบนส์ โดย พีเตอร์ พอล รู เบนส์ ที่มา[Salemme, 1982, หน้ า9]

สูตรดังกล่าวนีไ้ ด้ รับความนิยมในเสปนเช่นเดียวกัน ศิลปิ นคนสาคัญได้ แก่ เอลเกรโก [El Greco] และดิเอโก เวอร์ลาสเควส [Diego Velazquez] ทังสองคนได้ ้ สร้ างสรรค์ผลงานจิตรกรรม ชิ ้นเยี่ยมไว้ มากมายให้ ศิลปิ นรุ่นหลังได้ ศกึ ษา สรุ ป วัสดุและเทคนิคโบราณโดยเฉพาะจิตรกรรมคือมรดกทางปั ญญาที่ศิลปิ นยุคก่อน ได้ สัง่ สมเพื่อให้ คนรุ่นหลังได้ ทดลองพัฒนาต่อไป จนถึงปั จจุบนั นี ้การพัฒนาดังกล่าวก็ไม่ได้ หยุดนิ่ง ทา


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 52

ให้ เรามีผลิตภัณฑ์ทางศิลปะใหม่ ๆ ได้ ทดลองใช้ ซึ่งแน่นอนว่า วัสดุใหม่ ๆ เหล่านีจ้ ะทาให้ เราได้ มี เทคนิควิธีการใหม่ ๆ อีกด้ วย ซึ่งจะทาให้ การสร้ างสรรค์ทางศิลปะไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาอย่างไม่มี สิ ้นสุด ทาให้ เกิดรูปแบบทางศิลปะที่หลากหลาย และข้ อจากัดต่าง ๆ ที่เคยมีในอดีตจะถูกแก้ ไข ให้ ลดเหลือน้ อยลงเรื่อย ๆ ทาให้ จินตนาการของมนุษย์ถูกถ่ายทอดออกมาได้ โ ดยไม่มีขีดจากัด การ พัฒนาทางด้ านศิลปะจึงเป็ นตัวดรรชนีชี ้วัดถึงเทคโนโลยีและสังคมในแต่ละยุคสมัยได้ เป็ นอย่างดี แบบฝึ กหัด 1. ให้ นกั ศึกษาได้ ทดลองการผสมสีนา้ มันด้ วยตัวเอง โดยใช้ ผงสีกับนา้ มันลินสีดซึ่งมี ขาย ในท้ องตลาดนามาบดผงสีและผสมกับน ้ามัน แล้ วให้ ศกึ ษาเปรียบเที ยบกับสี น ้ามันสาเร็จรูปที่บรรจุหลอดว่ามีคณ ุ สมบัติเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้ าง 2. ให้ นกั ศึกษาได้ ทดลองผสมผงสีกับกาวหลาย ๆ ประเภทเพื่อศึกษาคุณสมบัติของ กาวแต่ละชนิดให้ ผลต่อสีอย่างไรบ้ าง

คาถามท้ ายบท 1. จงอธิ บายพัฒนาการว่าด้ วยจิตรกรรมจากอดีตซึ่งเริ่ มการใช้ สีฝนผสมกั ุ่ บไข่มาสู่ เทคนิคการพัฒนาสีน ้ามันว่า มีการค้ นพบสูตรอะไรบ้ างและมีคณ ุ สมบัติอย่างไร 2. จงอธิ บายเทคนิค และขัน้ ตอนของกลวิธีวาดภาพผนังปูน เปี ยกว่ามีก ระบวนการ สร้ างสรรค์ลาดับอย่างไรบ้ าง ทาไมเทคนิคดังกล่าวจึงไม่คอ่ ยนิยมในปั จจุบนั 3. สีเทคนิคโบราณที่สญ ู หายไปแล้ วแต่ตวั อย่างผลงานยังปรากฏในปั จจุบนั คือเทคนิค อะไร เกิดขึ ้นเมื่อใด มีหลักการอย่างไรบ้ าง


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 53

บทที่ 5 สีนา้ มัน ดังที่ได้ กล่าวในบทที่ผ่านมาว่า สีนา้ มันเป็ นสีที่ได้ พัฒนามาจากเทคนิคสีฝนุ่ เป็ นการ พัฒนาเพื่อแก้ ไขข้ อจากัดของเทคนิคจิตรกรรมแบบเดิมทังสี ้ ฝนและเทคนิ ุ่ คเฟรสโก ทาให้ มีการคิดค้ น พัฒนาสูตรขึ ้นใหม่โดยการใช้ น ้ามันเป็ นตัวผสมและเป็ นตัวละลาย ซึ่งมีผลทาให้ ได้ เนือ้ สีที่แห้ งช้ าลง มีความเหนียว เกาะผิวระนาบได้ ดี สามารถแยกค่านา้ หนักได้ จากเข้ มสุดจนถึงอ่อนสุด ทาให้ เกิด เทคนิคการระบายสีใหม่ ๆ ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถทาได้ กบั วัสดุและเทคนิคสีแบบเก่า เช่น การวาดภาพ โดยใช้ ค่าต่างแสง การวาดภาพใช้ ห ลักทัศนี ยวิท ยาแบบอากาศ [aerial perspective] นับ เป็ น นวัตกรรมใหม่ของวงการจิตรกรรมอันเกิดจากการค้ นพบสูตรสีนา้ มัน นอกจากการพัฒนาทางด้ าน สูตรและเทคนิคต่าง ๆ ดังที่ได้ กล่าวมาแล้ วทังหมด ้ สีน ้ามันยังได้ พัฒนาทางด้ านระบบการผลิต ซึ่งแต่ เดิมศิลปิ นจะต้ องผสมสี ทาสีขึ ้นใช้ เอง จากระบบการเรี ยนการสอนศิลปะในอดีตที่ผ่านการฝึ กฝน ระหว่างครูกับลูก ศิษย์ ที่เป็ นลูก มือฝึ กหัด ดังนัน้ การสอนศิลปะจึงต้ องสอนตังแต่ ้ การฝึ กฝนทักษะ พื ้นฐานจนถึงเทคนิคต่าง ๆ ของการผลิตสีเพื่อการสร้ างงานอีกด้ วย หลังจากที่มีการเปลี่ยนทางสังคม อันเกิดจากการปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม ทาให้ ระบบการเรียนศิลปะได้ เปลี่ยนมาเป็ นการเรี ยนการสอนใน สถาบัน การศึก ษา ระบบการผลิต ต่าง ๆ ของวัสดุศิลปะก็ เ ปลี่ ย นเป็ นการผลิต ในระบบโรงงาน เช่นเดียวกัน ท าให้ มีการคิดค้ น แบบของบรรจุภณ ั ฑ์ของสีนา้ มั น จากแบบดังเดิ ้ ม เช่น การบรรจุสี น ้ามันในระบบแรกเริ่ มโดยการบรรจุในถุงหนังอัณฑะหมูแล้ วใช้ เชือกมัดปากถุงเพื่อป้องกันไม่ให้ สี แห้ ง แต่ด้วยเหตุที่ถุงหนังดังกล่าวปริ แตกง่ายซึ่งทาให้ สีแห้ งเสียหาย ทาให้ มีการคิดค้ นระบบบรรจุ ภัณฑ์ใหม่ เป็ นการใช้ หลอดแก้ ว ใช้ ระบบการดันสีออกจากหลอดแก้ วโดยระบบเดียวกับการใช้ เข็มฉีด ยา ภายหลังได้ บรรจุเป็ นหลอดทาด้ วยอลูมีเนียมมีฝาเกลียวปิ ดปากหลอดอย่างที่ใช้ กันในปั จจุบัน จากบริบทดังกล่าวทาให้ เกิดพลวัตผลักดันให้ เกิดจากเปลี่ยนแปลงมากมายในทางศิลปะ ไม่ว่าจะใน เชิงเทคนิคหรือทางสังคม โดยเริ่มจากการรวมตัวของศิลปิ นหัวก้ าวหน้ าของฝรั่งเศสในต้ นศตวรรษที่ 19 โดยได้ ร่วมกันจัดนิทรรศการอิสระ ที่ต้องการแยกตัวจากนิทรรศการโดยระบบราชการที่มีความคิด ล้ าหลัง ถูกสื่อมวลชนในสมัยนันเรี ้ ยกว่า กลุม่ ประทับใจ นับเป็ นการจุดประกายทางความคิดใหม่ ๆ ทางศิลปะ ทาให้ ศิลปิ นรุ่นใหม่พยายามที่จะสลัดโซ่ตรวนแห่งความคิดที่ติดยึดกับกฎเกณฑ์โบราณ อันคร่าครึ ไม่วา่ จะด้ านเทคนิคหรือเนื ้อหา ส่งผลทาให้ เกิดอิสระภาพทางความคิดใหม่ การแสดงออก ที่หลากหลายไม่ติดยึดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป และทาให้ เกิดกลุม่ ศิลปิ น กลุม่ ลัทธิต่าง ๆ ตังแต่ ้ บัดนันเป็ ้ นต้ นมา


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 54

ภาพที่5.1 พัฒนาการบรรจุภัณฑ์ ของสีนา้ มัน จากบรรจุถุงหนังสัตว์ จนถึงการบรรจุหลอดอย่ างปั จจุบัน ที่มา [The Tate Gallery, 1982, หน้ า 68]

สีและส่ วนผสม ส่วนผสมหลักของสีน ้ามันที่ควรกล่าวถึงมี 2 อย่างคือ น ้ามันผสม และ เนื ้อสี โดยเฉพาะ น ้ามันซึ่งเป็ นส่วนผสมที่เป็ นตัวหลักอันสาคัญมีกาหนดคุณสมบัติของสีนา้ มันให้ แตกต่างจากสีชนิด อื่น ๆ และท าให้ สี น า้ มัน ได้ ก ลายเป็ นวัสดุที่ ได้ รับ ความนิ ย มตัง้ แต่อดีตจนถึ ง ปั จ จุบัน ซึ่งควรแก่ การศึกษาเป็ นอย่างยิ่ง 1. นา้ มันผสมสี นา้ มันผสมสีทาหน้ าที่หลักคือเพื่อเป็ นกาวเพื่อยึดผงสีเข้ าด้ วยกันและเพื่อให้ ผงสี เกาะยึดเกาะระนาบที่ใช้ ระบายสีอนั ได้ แก่ ไม้ กระดาน ผ้ าใบหรื อกระดาษเป็ นต้ น คุณสมบัติพิเศษ ของน ้ามันผสมสีที่นอกเหนือจากทาหน้ าที่เหมือนกาวทั่ว ๆ ไปที่ใช้ กับสีฝนุ่ เช่น ไข่ไก่หรื อกาวหนังก็ คือ นา้ มันมีค ุณสมบัติ แห้ งช้ าและเมื่อผสมกับ ผงสีแล้ วท าให้ เ นือ้ สีที่ ได้ มีความมัน สามารถแยก น ้าหนักความอ่อนแก่ได้ หลายระดับตังแต่ ้ สีมืดเข้ มจนถึงสีที่สว่างเจิดจ้ า และตังแต่ ้ เทคนิคการป้าย ด้ วยสีหนาและทึบเพื่อให้ เกิดมิติใกล้ จนถึงเทคนิคผสมสีที่ใสและให้ มิติลกึ และไกล คุณ สมบัติ ของน า้ มัน ผสมสีคือ ต้ องเป็ นน า้ มัน ประเภทระเหยแห้ ง [drying oil] ซึ่ง หมายถึ งน า้ มัน ที่ แห้ งช้ าและเมื่ อแห้ ง แล้ วจะทิ ง้ คราบยางใสเกาะยึ ด สีกับ ผิ วระนาบ น า้ มัน ที่ มี คุณสมบัติดงั กล่าวคือน ้ามันที่สกัดจากพืช ที่นิยมนามาผสมกับผงสีได้ แก่ นา้ มันวอลนัต [walnut oil] เป็ นส่วนผสมสีน ้ามันสูตรโบราณ น ้ามันวอลนัตมีสว่ นผสมของน ้ามันประมาณร้ อยละ 65 ปั จจุบันไม่ เป็ นที่นิยมเพราะเมื่อบรรจุหลอดจะแห้ งเร็ว ทาให้ เก็บได้ ไม่นาน น ้ามันป็ อปปี [poppy oil] เป็ นน ้ามัน อีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ ผสมสี มีสว่ นผสมของน ้ามันประมาณร้ อยละ 50 มีคณ ุ สมบัติแห้ งช้ าเป็ นน ้ามันที่ มีสี ค่อ นข้ า งใสเหมาะส าหรับ ผสมกับ สีที่ ต้ องการความสว่างสดใส เช่ น สีข าว น า้ มัน ผสมสี ที่ มี คุณ สมบัติ ดี ที่ สุด และนิ ย มที่ สุด ตัง้ แต่อดีต จนถึ งปั จ จุบัน คือน า้ มัน ลิน สีด มีสี ค่อนไปทางเหลือ ง


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 55

น ้ามันลินสีดที่เข้ มข้ นเรียกว่า แสตนด์ ออยด์ [stand oil] ซึ่งจะต้ องทาให้ เจือจางก่อนผสมกับผงสีโดย การผสมกับน ้ามันสน [turpentine] และน ้ามันส่วนผสมดังกล่าว ยังใช้ เพื่อการละลายสีอีกด้ วย การ ผสมน ้ามันให้ เจือจางเพื่อลดสีเหลืองของนา้ มันอันจะเป็ นเหตุให้ สีหมองเมื่อเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปี ปั จจุบนั น ้ามันลินสีดเพื่อการผสมสีมีจาหน่ายแบบผสมสาเร็จรูป ดังนันสี ้ ของน ้ามันจะอ่อนกว่าน ้ามัน ลินสีดที่เข้ มข้ น

ภาพที่5.2 นา้ มันลินสีดเข้ มข้ น นา้ มันลินสีดเจือจาง ที่มา [Smith,1993, หน้ า 15]

2. ผงสี [pigment powder] ผงสีในสมัยโบราณส่วนมากได้ จากการสกัดจากวัสดุธรรมชาติ อันได้ แก่จากพืชทัง้ ในส่วนที่เป็ นลาต้ น ใบ และรากเช่น ต้ นแมดเดอร์ [madder] ซึ่งจะให้ สีน ้าตาล สีแดง เป็ นต้ น ผงสีที่ ได้ จากแร่ เช่น แร่อซูไรต์ [Azurite] เมื่อถูกบดเป็ นผงจะได้ สีนา้ เงินคราม [Ultramarine blue] สีบาง ชนิดได้ จากการสังเคราะห์โดยธรรมชาติ เช่นสีเหลืองอินเดีย [Indian Yellow] ได้ จากการสกัดจากน ้า ปั สสาวะของควายซึ่งกินใบมะม่วงชนิดหนึ่งจากรัฐเบงกอล [Tate Gallery, 1982] ส่วนสีที่ได้ จาก การสังเคราะห์ทางเคมีได้ แก่สีที่ได้ จากการสกัดจากอ๊ อกไซด์ [oxide] ของโลหะบางชนิด เช่น อ๊ อก ไซด์ ของตะกัว่ และสังกะสีจะได้ สีขาว หรืออ๊ อกไซด์ของทองแดงจะได้ สีเขียวเป็ นต้ น ผงสีเหล่านี ้จะต้ องนามาบดให้ เป็ นผงละเอียดก่อนที่จะนามาผสมกับนา้ มันลินสีด และ สามารถทาเองได้ โดยการเตรียมอุปกรณ์ดงั ต่อไปนี ้


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 56

 แผ่นกระจกหนาหรือแผ่นหินเรียบเพื่อทาเป็ นแผ่นรอง [slab]  ที่บดสี มีลกั ษณะหน้ าราบมีที่จบั [muller]  เกรียงผสมสี  ภาชนะบรรจุที่มีฝาปิ ดมิดชิด วิธีผสม เทผงสีให้ กองไว้ กลางกระจกแผ่นรอง หยดนา้ มันลินสีดลงกลางกองสี แล้ วใช้ ที่บด บดสีโดยวิธีบดหมุนวนรอบ ๆ ระหว่างการบดจะใช้ เกรียงช่วยในการกวาดเนื ้อสีให้ เข้ ากองเพื่อการบด ซ ้า จนได้ สีที่เนื ้อข้ นเป็ นเนย แล้ วใช้ เกรียงตักสีใส่ภาชนะปิ ดฝาให้ มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ สีแห้ ง วิธีการ ดังกล่าวเป็ นสูตรและเทคนิคโบราณที่ครูศิลปิ นจะใช้ ให้ ลกู มือฝึ กหัดบดสีเพื่อเตรี ยมในการวาดภาพ แต่ละครัง้ แต่ปัจจุบนั มีสีน ้ามันที่บดสาเร็จบรรจุหลอดซึ่งสามารถบีบออกจากหลอดมาใช้ ได้ ทนั ที

ภาพที่5.3ขัน้ ตอนการบดสี เทผงสีลงบนแผ่ นกระจก หยดนา้ มันลินสีด บดให้ ละเอียด ตักใส่ ภาชนะปิ ดฝาให้ มิดชิด ที่มา [Smith, 1993, หน้ า13]

ผงสีแต่ละสีมีค ุณ สมบัติในการอมน า้ มัน แตกต่างกัน ไป บางชนิ ดอมน า้ มัน มาก คือ ประมาณร้ อยละ 70 เช่น สีน า้ ตาลรอว์เ ซีย นา [Raw Sienna] สีนา้ มัน ตาลเบิร์นต์เซี ยนา [burnt Sienna] สีน ้าเงินโคบอลต์ [Cobalt Blue] เป็ นต้ น สีที่อมนา้ มันน้ อยได้ แก่ สีที่อมนา้ มันน้ อยกว่าร้ อย ละ 50 ได้ แก่สีน ้าเงินอุลตรามารีน [Ultramarine] เป็ นต้ น ดังนันสี ้ ประเภทนี ้ต้ องหลีกเลี่ยงการระบาย บนพืน้ ที่ ดดู นา้ มันมากเพราะจะท าให้ นา้ มันในเนื อ้ สีถูก ดูดอาจท าให้ สีแห้ งแตกกระเทาะในที่ สุด [Smith, 1993]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 57

วัสดุและเครื่องมือ วัสดุและเครื่องมือที่ใช้ สาหรับเตรียมการวาดสีน ้ามันที่จาเป็ นควรกล่าวถึงมีหลายอย่าง ซึ่งถือเป็ นมาตรฐานสากล แต่ในความเป็ นจริงศิลปิ นหลายคนมีทางเลือกเป็ นของตัวเองว่าจะ���ช้ วสั ดุ หรือเครื่องมืออะไรที่เห็นจาเป็ นบ้ าง ดังนันในปั ้ จจุบนั เราอาจจะไม่ร้ ูจกั เครื่องมือบางชนิดที่ศิลปิ นไม่ นิยมใช้ เพราะเห็นว่าไม่จาเป็ น แต่เพื่อการศึกษาถึงมาตรฐานเครื่องมืออันจะเป็ นประโยชน์ทาง วิชาการจึงขอกล่าวถึงเครื่องมือทุกประเภทที่ศิลปิ นทังอดี ้ ตและปั จจุบนั ยังใช้ อยู่ ซึ่งมีดงั ต่อไปนี ้ 1. พู่กัน พู่กันสาหรับ การระบายสีนา้ มันโดยทั่วไปนิย มพู่กันขนแข็ง [bristle brushes] ทัง้ นี ้ เพราะสีนา้ มันมีเนือ้ เป็ นครี ม มีความหนืด จึงเหมาะกับการใช้ พ่กู ันขนแข็ง อย่างก็ตามเทคนิคการ ระบายสีนา้ มันมีความหลากหลายเพราะคุณสมบัติของสีนา้ มันค่อนข้ างเปิ ดกว้ างกับการประยุกต์ เทคนิคการระบาย ไม่ว่าจะเป็ นการป้ายด้ วยเนือ้ สีที่หนา หรื อการะบายด้ วยสีที่ละลายจนเหลว ซึ่ง จะต้ องใช้ กบั พู่กนั ขนอ่อนเพื่อได้ เกลี่ยน ้าหนักที่ได้ ลาดับ หรือการเขียนเส้ นที่ประณีตเป็ นต้ น พู่กัน สีน ้ามันสามารถใช้ ได้ ทงพู ั ้ ่กนั ขนธรรมชาติหรือพู่กนั ขนสังเคราะห์จากพลาสติก สามารถใช้ กับพู่กัน แบบต่าง ๆ ดังรายละเอียดของลักษณะพู่กันที่ได้ กล่าวในบทที่ผ่านมา แต่ข้อควรระวังอย่างยิ่งใน การใช้ พ่กู นั เพื่อการวาดสีนา้ มันก็คือ พู่กันจะต้ องล้ างให้ สะอาดหลังจากใช้ ทุกครัง้ เพราะคราบสีที่ เกาะติดโคนขนหากเอาออกไม่หมดจะทาให้ ขนพู่กนั แข็งและใช้ ไม่ได้ ในที่สดุ 2. พืน้ ระนาบจิตรกรรม [painting surfaces] สีน ้ามันมีคณ ุ สมบัติพิเศษที่เหนือกว่าชนิ ดอื่น ๆ ที่เคยใช้ ในอดีต คือ มีแรงยืดหยุ่นสูง สามารถเกาะบนผิวระนาบได้ ดี โดยเฉพาะผ้ าใบ อย่างไรก็ตามพืน้ ระนาบที่นิยมใช้ กับการวาดสี น ้ามันมีด้วยกันหลายประเภทคือ 2.1 ผ้ าใบ [canvas] ผ้ าใบที่ใช้ เพื่อการวาดสีนา้ มันควรเป็ นผ้ าด้ ายทอถี่ชิดกระชับ แน่น และไม่มีป มด้ าย ควรเป็ นผ้ าจากใยธรรมชาติ ที่นิ ยมที่ สดุ ทัง้ ในอดีตและปั จจุบัน คือผ้ าลินิ น [linen] และผ้ าทอจากใยฝ้าย [cotton] ผลงานชิน้ ใหญ่ของศิลปิ นที่มีชื่อเสียงหลายคนในอดีต วาด บนผ้ าลินิน เพราะใยผ้ าดังกล่าวเหมาะสาหรับการขึงบนกรอบไม้ ขนาดใหญ่ ส่วนผ้ าฝ้ายมีใยผ้ าที่ทอ ถี่และกระชับเช่นเดียวกับผ้ าลินินแต่ผ้าฝ้ายเหมาะสาหรับภาพขนาดเล็ก ผ้ าใบที่จะใช้ เพื่อการสร้ าง งานจิ ต รกรรมต้ องผ่านการรองพื น้ ตามขัน้ ตอนซึ่ งจะกล่าวละเอี ย ดในเรื่ องการเตรี ย มพื น้ ผ้ าใบ ปั จจุบนั นี ้มีผ้าใบสาเร็จรูปที่ผา่ นการรองพื ้นพร้ อมที่จะใช้ ระบายภาพได้ ทนั ที ซึ่งมีทงั ้ ที่ เป็ นผลิตภัณฑ์ ในประเทศและต่างประเทศ ผ้ าใบมีให้ เลือกทังแบบผิ ้ วทอเรียบและผ้ าทอที่มีผิวหยาบ ผ้ าใบผิวเรี ยบ เหมาะสาหรับเทคนิคการระบายสีนา้ มันที่ต้องการเน้ นรายละเอียด หรื อต้ องการเกลี่ยนา้ หนักให้ ดู สม่าเสมอ ส่วนผ้ าใบผิวหยาบเหมาะสาหรับเทคนิคการระบายที่ต้องการเน้ นลีล าฝี แปรง การเตรี ยม


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 58

ผ้ าใบเพื่อการวาดสีน ้ามันมีด้วยกันสองวิธีที่จะขึงผ้ าให้ เรียบตึง คือ การขึงบนกรอบไม้ และการผนึก บนไม้ กระดานอัด หรือกระดาษแข็ง 2.2 ไม้ กระดาน [wood panel] ไม้ กระดานเป็ นระนาบที่นิยมกันมากในอดีตอันเป็ น ผลสืบเนื่องจากการพัฒนาสีน ้ามันจากเทคนิคสีฝนเดิ ุ่ มซึ่งต้ องใช้ ระนาบพื ้นแข็งเช่นไม้ กระดาน เพราะ สีฝนเนื ุ่ ้อสีเปราะ กะเทาะหลุดล่อนง่ายหากใช้ กับระนาบผ้ าใบ ดังนัน้ การใช้ ระนาบไม้ กระดานจึงมี เฉพาะผลงานจิตรกรรมในอดีต ที่มีชื่อเสียงได้ แก่ ภาพโมนาลิซา เป็ นต้ น ปั จจุบนั ไม่เป็ นที่นิยมเพราะ คุณภาพของไม้ ไม่ได้ มาตรฐานและหายาก เหตุเพราะต้ องคัดจากไม้ ที่แห้ งสนิทโดยเฉพาะไม้ วอลนัต ได้ กล่าวไปแล้ ว และต้ องนามาตีบนโครงใช้ ไม้ กระดานแต่ละแผ่นต่อกันสนิทเพื่อป้องกันไม่ให้ ไม่ หดตัวจนรอยต่อถ่างออกซึ่งจะทาให้ สีของภาพเขียนแตกและเสียหาย นอกจากนีพ้ ืน้ ไม้ กระดานยังมี ข้ อจากัดในเรื่องขนาดคือ ไม่สามารถทาพื ้นขนาดใหญ่ได้ เพราะไม้ หดและบิดตัวง่าย ที่สาคัญที่สดุ คือ ไม้ มีราคาแพงกว่าผ้ าใบมาก 2.3 ไม้ อัดหรือไม้ กระดานอัด [plywood and hardboard] ไม้ อดั แม้ สามารถใช้ กับ การเตรียมพื ้นสีน ้ามันได้ แต่ไม่ได้ รับความนิยม เพราะไม่ทนต่อความชืน้ ผิวไม้ อดั แต่ละชัน้ มีโอกาส ปริ แยกออกเมื่อโดนน า้ หรื อความชื น้ ส่วนไม้ ก ระดานอัดมีคุณสมบัติดีก ว่าไม้ อัดตรงที่ไม่แตกปริ แต่ไม่ทนต่อความชื ้นเช่นเดียวกัน ประการสาคัญคือมีน ้าหนักมากเมื่อเทียบกับผ้ าใบ ทังไม้ ้ อดั และไม้ กระดานอัดจะต้ องผ่านการเตรียมพื ้นเช่นเดียวกับผ้ าใบหรือไม้ กระดานก่อนที่จะนามาใช้ กับการวาด สีนา้ มัน ข้ อดีของไม้ อดั และไม้ กระดานอัดคือพืน้ แข็ง สามารถใช้ เทคนิคพิเศษทางจิตรกรรมหลาย อย่างที่นอกเหนือจากการระบายด้ วยสี เช่นการแกะลาย การปะติด ขูดขีดหรื อตอกด้ วยตะปู ซึ่งทา ไม่ได้ บนผ้ าใบ 2.4 กระดาษ กระดาษในอดีตไม่นิยมใช้ กบั สีน ้ามัน เพราะกรดไขมันในสีน ้ามันจะกัด เยื่อกระดาษให้ เปื่ อยทาให้ ภาพเสียหาย ไม่ทนทาน แม้ จะมีผลงานภาพสีนา้ มันบนกระดาษบ้ าง แต่ ส่วนใหญ่เป็ นภาพร่าง [color sketch] หรือถ้ าเป็ นผลงานจิตรกรรมเต็มรูปก็จะเป็ นกระดาษที่ผา่ นการ รองพื ้นแล้ ว แต่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กระดาษที่ สามารถใช้ ระบายด้ วยสีนา้ มันได้ ทันทีไม่ต้องรองพืน้ กระดาษดังกล่าวผ่านการเคลือบป้องกันการซึมของไขมันในเนือ้ สีไม่ให้ เข้ าไปในเนือ้ กระดาษได้ กระดาษเหมาะสาหรับการเขียนภาพสีน ้ามันขนาดเล็ก หรือเป็ นภาพร่างด้ วยสีน ้ามันเพื่อการศึกษาสี ในระดับเบื ้องต้ น 3. ขาหยั่ง [easels] ขาหยั่ง ทาหน้ าที่สาหรับใช้ เป็ นที่วางผ้ าใบหรื อพืน้ ระนาบเพื่อใช้ ระหว่างการเขีย น ภาพ ขาหยั่งมีสองประเภทคื อ ขาหยั่งสาหรับ ใช้ ใ นสตูดิโอหรื อในห้ องเขีย นภาพ ซึ่งมีขนาดใหญ่ สามารถใช้ ได้ ทัง้ ภาพขนาดเล็ก จนถึ งขนาดใหญ่ ส่ว นขาหยั่งอีก ประเภทเป็ นขาหยั่งขนาดเล็ก


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 59

สามารถพับหดขาเพื่อความสะดวกในการพกพาออกไปวาดภาพกลางแจ้ งเหมาะกับการเขียนภาพ ขนาดเล็ก ขาหยัง่ มีทงแบบท ั้ าด้ วยไม้ และทาด้ วยเหล็ก เราสามารถเลือกใช้ งานตามความเหมาะสม ขาหยั่งทุกประเภทสามารถปรับ ระดับความสูงต่าของชัน้ วางภาพได้ และสามารถปรับ เอนได้ ตาม ความต้ องการ

ภาพที่5.4 ขาหยั่งสตูดโิ อ ขาหยั่งสตูดโิ อแบบเอนได้ ที่มา [Smith, 1993, หน้ า15]

4. เกรียงสี [palette knives] เกรียงสีทาจากเหล็กกล้ ามีแรงยืดหยุ่นสูงสามารถบิดงอได้ ระดับหนึ่ง ด้ ามจับทาด้ วย ไม้ มีสองลักษณะคื อ แบบปลายแหลมตรงข้ อหักงอใช้ สาหรับ การเขียนภาพหรื อการขูดลบสีที่ไม่ ต้ องการออก ส่วนอีกแบบมีลกั ษณะปลายมนข้ อตรงใช้ สาหรับการผสมสี เกรี ยงใช้ ประโยชน์กับงาน จิตรกรรมหลายอย่างตังแต่ ้ เป็ นเทคนิคของการระบายสีวิธีหนึ่ง ใช้ ผสมสี การขูดสีเพื่อให้ เกิดลายเส้ น หรือพื ้นผิว เช็ดสีสว่ นเกินที่ไม่ต้องการออกเป็ นต้ น

ภาพที่5.5 เกรี ยงสี ที่มา[Salemme, 1982, หน้ า156]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 60

5. จานสี [palette] จานสีน ้ามันมีลกั ษณะเหลี่ยมและวงรี มีช่องสาหรับเสียบหัวแม่มือและขอบโค้ งเว้ าที่ ออกแบบให้ รับกับนิว้ มือ โดยทั่วไปท าจากไม้ มาฮอกกานี เพราะสีนา้ ตาลของไม้ ท าให้ ง่ายต่อการ ตรวจสอบเนื ้อสีที่กาลังผสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตรกรรมสีน ้ามันเทคนิคสีซ้อน ซึ่งมีพื ้นส่วนรวมเป็ นสี น ้าตาลจึงเหมาะกับการใช้ จานสีพื ้นสีน ้าตาลของไม้ แต่ปัจจุบนั นี ้นิยมวาดสีน ้ามันบนพื ้นขาวดังนัน้ มี วัสดุหลายชนิดใช้ ทาจานสี เช่น แผ่นไฟเบอร์ สีขาวอัดบนแผ่นไม้ อดั ไม้ อดั กระดานอัด หรื อจานสี สาเร็จรูปผลิตจากโรงงานทาด้ วยกระดาษสามารถลอกออกเป็ นแผ่นได้ ทีละชัน้ หลังจากใช้ แล้ ว ซึ่ง วัสดุแต่ละประเภทมีความเหมาะสมกับการใช้ งานที่ แตกต่างกันไป

ภาพที่5.6 จานสีไม้ มาฮอกกานี ที่มา [Salemme, 1982, หน้ า156]

ภาพที่5. 7ถ้ วยใส่ นา้ มันสนและนา้ มันลินสีดใช้ หนีบติดขอบจานสี ที่มา [Salemme, 1982, หน้ า153]

6. ถ้ วยใส่ นา้ มัน [palette cups] เป็ นถ้ วยโลหะปากกว้ าง และลึกประมาณ 2 นิ ้ว เป็ นถ้ วยคูห่ รือเดี่ยวติดกับฐานที่เป็ น ตัวหนีบใช้ เป็ นที่เสียบเข้ ากับขอบจานสี ถ้ วยดังกล่าวใช้ สาหรับใส่นา้ มันผสมสีคือนา้ มันลินสีดและ น ้ามันสน ถ้ วยใส่น ้ามันผสมสีอีกแบบเป็ นถ้ วยแบบมีฝาเกลียวปิ ด [dippers] สามารถป้องกันไม่ให้ น ้ามันหกหรือไหลออกได้ ซึ่งใช้ งานได้ ดีกว่า


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 61

7. ภาชนะใส่ นา้ มันล้ างสี เป็ นกระป๋ องโลหะสองชัน้ ชัน้ นอกเป็ นกระป๋ องบรรจุนา้ มันสนเพื่อใช้ ล้างพู่กัน มีฝา ปิ ดและหูหิ ้ว ส่วนชันในเป็ ้ นกระป๋ องเล็กใส่ในกระป๋ องใหญ่โดยหันก้ นกระป๋ องขึ ้น ที่ก้นกระป๋ องมี รูกลมเจาะทัว่ กระป๋ องเล็กทาหน้ าที่เก็บตะกอนสีจากพู่กนั ที่ล้างเช็ดก้ นกับก้ นกระป๋ อง ซึ่งช่วยป้องกัน ไม่ให้ น ้ามันขุน่ สกปรกอันเกิดจากคราบสี

ภาพที่5.8 ภาชนะใส่ นา้ มันสนเพื่อใช้ ล้างพู่กัน ที่มา [Salemme, 1982, หน้ า153]

8. ไม้ เท้ ามือ [mahl stick] เป็ นแท่งไม้ ขนาดยาวประมาณหนึ่งเมตรเศษปลายทัง้ สองด้ านหุ้มด้ วยหนังชามัวส์ ใช้ สาหรับวางพาดบนผ้ าใบเพื่อเป็ นที่เท้ าข้ อมือเพื่อวาดภาพเก็บส่วนละเอียด ป้องกันไม่ให้ มือเปื อ้ นสี บนภาพที่สียงั ไม่แห้ ง ไม่เท้ ามือจะยาวหรือสันขึ ้ ้นอยู่กบั ขนาดของภาพต้ องการเขียน ปั จจุบันมีไม้ เท้ า มือที่แยกเป็ นสองท่อน สามารถต่อให้ ยาวตามต้ องการ

ภาพที่5.9 ไม้ เท้ ามือ ที่มา [Smith, 1993, หน้ า15]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 62

การเตรียมพืน้ ผ้ าใบ ดังได้ กล่าวในตอนต้ นแล้ วว่า ผ้ าใบเป็ นระนาบที่นิยมใช้ วาดภาพสีนา้ มันมากที่สดุ เหตุ เพราะ สีน ้ามันเกาะผ้ าใบได้ ดีกว่าระนาบอื่น ๆ อีกทัง้ คุณสมบัติของสีนา้ มันที่มีแรงยืดหยุ่นสูงทาให้ สามารถใช้ กบั ผ้ าใบได้ ดี เพราะสามารถวาดภาพตามขนาดที่ต้องการได้ โดยไม่มีขีดจากัด ไม่เหมือน ระนาบไม้ กระดานซึ่งไม่สามารถใช้ ขนาดใหญ่ได้ เพราะไม้ มีโอกาสหดตัวเมื่อแห้ งทาให้ ภาพมีรอยแตก ปริเสียหาย ผ้ าใบมีวิธีการขึงหรื อทาให้ ตึงสองวิธีคือ การขึงบนกรอบไม้ และการผนึกบนไม้ กระดาน หรือกระดาษอัด การขึงบนกรอบไม้ นิยมใช้ มากที่สดุ เพราะใช้ ได้ กบั ภาพทุกขนาดและเป็ นระนาบพืน้ อ่อนมีแรงยืดหยุ่น เขียนด้ วยพู่กนั จะให้ ความรู้สกึ ที่น่มุ น่าเขียน ส่วนผ้ าใบนอกจากมีผ้าชนิดต่าง ๆ ให้ เลือกดังได้ กล่าวไปแล้ วนัน้ ยังมีผ้าใบสาเร็จรูปที่สามารถขึงบนกรอบไม้ และใช้ วาดได้ ทนั ทีไม่ต้องผ่าน การรองพื ้น อย่างไรก็ตามในที่นี ้จะกล่าวถึงขันตอนการเตรี ้ ยมผ้ าใบที่ต้องเตรียมการรองพื ้นเองเพราะ ถ้ ามีการเตรียมตามวัสดุและขันตอนที ้ ่ถกู ต้ องแล้ ว จะมีส่วนช่วยให้ ผลงานจิตรกรรมชิน้ นัน้ มีอายุยืน ยาวได้ หลายร้ อยปี เช่นเดียวกับผลงานจิตรกรรมในอดีตที่ผา่ นขันตอนการเตรี ้ ยมพื ้นตามหลักวิชาการ ซึ่งมีเครื่องมือ ขันตอนและเทคนิ ้ คดังนี ้ 1. การทากรอบโครงไม้ [stretcher] กรอบโครงไม้ ทาจากไม้ เนือ้ อ่อน นา้ หนักเบา ขนาดของไม้ คือ 1.4 x 2 นิว้ ขนาด กว้ างยาวแตกต่างกันไปขึ ้นอยู่กบั ความต้ องการ ผิวไม้ ควรใสกบให้ เรียบ และลบมุมด้ านหนึ่งออกเพื่อ ป้องกันขอบเหลี่ยมไม้ ไปดันผ้ าใบ ในการเข้ ามุมกรอบควรตัดมุม 45 องศาใช้ วิธีต่อมุมแบบเข้ าเดือย เพื่อความกระชับ แต่ถ้าจะให้ ง่ายก็ใช้ วิธีเข้ ามุมแบบชนด้ าน แต่ต้องกระชับมุมโดยการตอกยึดมุมด้วย ไม้ อดั หรื อไม้ ค ้ามุมทัง้ สี่ด้าน ถ้ าเป็ นกรอบไม้ ที่มีขนาดยาวควรเสริ มด้ วยโครงไม้ คนั่ กลางด้ วย เพื่อ ป้องกันไม่ให้ ไม้ แอ่นตกท้ องช้ างเมื่อดึงผ้ าใบ โครงไม้ ที่ตอ่ มุมแบบเข้ าเดือยไม่ต้องใช้ ตะปูตอก หากใช้ วิธีตอกลิ่มเสียบทัง้ สี่ด้าน ลิ่มทัง้ สี่มมุ สามารถตอกเพื่อขึงผ้ าใบให้ ตึงยิ่งขึ ้นหลังจากที่ติดผ้ าใบบน กรอบไม้ เสร็จแล้ ว 2. การขึงผ้ าใบ การขึงผ้ าใบบนกรอบไม้ ต้องอาศัยคีมสาหรับดึงผ้ าใบที่มีลกั ษณะพิเศษ คือลักษณะ ปลายปากกว้ างเพื่อใช้ คีบชายผ้ าได้ กระชับเมื่อเวลาดึงผ้ าให้ ตึง การขึงผ้ าใช้ วิธียิงด้ วยเครื่ องยิงเข็ม ลวด ผ้ าใบต้ องตัดให้ เท่าขนาดกรอบที่จะขึงโดยให้ ชายผ้ าทุกด้ านสามารถขึงห่อกรอบไม้ ได้ พอดี โดย เริ่มขึงจากด้ านยาวของกรอบก่อน เริ่มจากด้ านใดด้ านหนึ่งโดยเริ่ มจากกึ่งกลางของด้ าน ยิงเข็มลวด ตรึง แล้ วใช้ คีมดึงชายผ้ าด้ านตรงกันข้ ามยิงเข็มลวดตรึงระหว่างกลางของโครงกรอบ หลังจากนัน้ เริ่ ม ใช้ คีมดึงชายผ้ าส่วนที่เ ป็ นด้ านกว้ าง ยิ งตรึงระหว่างกลางแกนไม้ แล้ วย้ ายไปขึงด้ านตรงกันข้ าม หลังจากนันจึ ้ งค่อย ๆ ขึงด้ านที่เหลือตามลาดับ (ดูภาพประกอบตามลาดับหมายเลข)


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 63

ภาพที่5.10 การเข้ ามุมโครงกรอบไม้ การยิงผ้ าใบเข้ าโครงไม้ ลาดับการขึงผ้ าใบแต่ ละด้าน และการตอกลิ่มที่มุมเพื่อให้ ผ้าใบตึง ที่มา [Smith, 1993, หน้ า 36]

3. การรองพืน้ ผ้ าใบ การรองพื ้นผ้ าใบแบ่งเป็ นสองขันตอนคื ้ อ ขันตอนแรกเรี ้ ยกว่าการรองพืน้ ด้ วยกาว [sizing] โดยทัว่ ไปจะใช้ กาวหนังกระต่ายที่ต้มเคี่ยวจนเป็ นยางเหนียวตากจนแห้ ง นามาบดแล้ วต้ ม กับน ้าอีกครัง้ จะได้ เนื ้อกาวเหลวซึ่งใช้ เพื่อการรองพื ้นผ้ าใบ การรองพื ้นด้ วยกาวทาหน้ าที่เพื่ออุดรูหรื อ ช่องว่างระหว่างด้ ายทอ และตัวกาวทาหน้ าที่ยึดกระชับเนือ้ ด้ ายไม่ให้ รวนเมื่อถูกดึงให้ ตึง ที่สาคัญ ที่สดุ ตัวกาวทาหน้ าที่เป็ นสารเคลือบป้องกันไม่ให้ เนื ้อสีน ้ามันซึ่งมีกรดไขมันซึมเข้ าไปในด้ ายทออันจะ เป็ นเหตุให้ ผ้าใบเปื่ อย การผสมกาวใช้ เนื ้อกาวประมาณ 1 กรัมต่อน ้าหนึ่งลิตร ต้ มจนกาวละลายนา้ นามากทาบนผ้ าใบเพียงชันเดี ้ ยว ตากทิ ้งจนแห้ ง แล้ วนามารองพืน้ ด้ วยสี [priming] โดยทั่วไปจะใช้ เจสโซ [gesso] ซึ่งเป็ นสีรองพื ้นสาเร็จรูปซึ่งใช้ ได้ ทงั ้ สีนา้ มันและสีอะคริ ลิก หรื อจะใช้ เจสโซที่เตรี ยม เองอันเป็ นสูตรโบราณที่ได้ กล่าวในบทที่ผา่ นมาก็ได้ ปั จจุบนั การใช้ สีพลาสติกสีขาวสามารถหาได้งา่ ย และราคาถูก กว่าแม้ ค ุณ ภาพอัน ไม่ดีเ ท่าเจสโซรองพื น้ แท้ แต่ก็ ใ ช้ ไ ด้ ใ นระดับ หนึ่ง รองพื น้ ด้ วยสี ประมาณสองชันโดยใช้ ้ แปรงขนาดใหญ่ระบายแนวเดียวตลอด รอจนสีรองพืน้ แห้ งสนิทจึงทาซา้ อีก ชันโดยทาอี ้ กแนวซึ่งตัดกับแนวชันแรก ้ เมื่อสีแห้ งสนิทจะได้ ผ้าใบที่พร้ อมเพื่อการระบายสีน ้ามัน


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 64

ภาพที่5.11 การรองพืน้ ผ้ าใบด้วยกาว ที่มา [Smith, 1994,หน้ า15]

ภาพที่5.12 การรองพืน้ ผ้ าใบด้วยสีขาว ที่มา [Smith, 1994,หน้ า15]

การระบายสีนา้ มัน การระบายสีน ้ามันมีเทคนิคกรรมวิธีที่ได้ ปฏิบัติสืบทอดกันมาตังแต่ ้ อดีตจนถึงปั จจุบัน แบ่งเป็ น 2 วิธี แม้ วา่ ศิลปิ นแต่ละคนจะมีกรรมวิธีพิเศษเฉพาะตัวที���แตกต่างกันไปก็ตาม แต่ก็ถือว่า จัด อยู่ในเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งของสองวิธีดงั กล่าวคือ 1. เทคนิคสีซ้อน [under painting] เทคนิคสีซ้อนเป็ นเทคนิคการเขียนสีน ้ามันแบบดังเดิ ้ มที่ได้ ปฏิบตั ิสืบทอดกันมาตังแต่ ้ การคิค ค้ นสูต รสีน า้ มัน สาเร็ จใหม่ ๆ และยังคงปฏิบัติสืบ ทอดกัน มาจนถึงปั จ จุบัน บางที เ รี ย กว่า เทคนิคแบบคลาสสิก ซึ่งหมายถึงการเขียนภาพสีน ้ามันโดยเริ่มจากการลงสีน ้าตาลก่อนโดยแยกแสง และเงาจนได้ น ้าหนักอ่อนแก่ การลงสีในชันนี ้ ้จะละลายสีให้ บางและใส โดยใช้ สีดาลงในส่วนที่เป็ นเงา มืด ภาพในชัน้ นีเ้ ป็ นภาพสีเดี ยวคือสีน า้ ตาลเรี ย กว่า จิตรกรรมใต้ ภาพ [under painting] เทคนิ ค โบราณในชัน้ นีใ้ ช้ สีฝนลงก่ ุ่ อนที่ จะใช้ สีนา้ มันเคลือบทับ หลังจากมาใช้ เทคนิคสีนา้ มัน ทัง้ หมดจึง


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 65

เปลี่ยนมาใช้ สีน ้ามันแทนสีฝนเดิ ุ่ ม ภาพในชัน้ นีม้ ีลกั ษณะสีบางใสและมืด ยังไม่มีการแยกสี ศิลปิ น บางคนจะเน้ นสีมืดเป็ นหลัก เช่น เรมบรันต์ ซึ่งต้ องใช้ สตู รส่วนผสมพิเศษเพราะเขาต้ องการเน้ นให้ เกิด พืน้ ผิวในชัน้ นี ้ ดังนัน้ จึงต้ องใช้ ขี ้ผึง้ ผสมน า้ มัน ลินสีดผสมกับ สี ทาให้ ได้ สีที่ ใสสามารถป้ายสีห นา เพื่อให้ เกิดพื ้นผิวต่าง ๆ ได้ ทาให้ ภาพเกิดมิติซ้อนในเงามืดของพื ้นภาพ การแยกสีจะเริ่มเป็ นขัน้ ๆ ดังนี ้ 1.1 ขัน้ เคลือบใส [transparent glaze] หมายถึงการแยกสีโดยการเคลือบบนภาพเดิม ซึ่งมีสีนา้ ตาลเพียงสีเดียว ในชัน้ นีจ้ ะเลือ กแยกสีเฉพาะภาพในส่วนที่อยู่ในเงาทัง้ หมดโดยการใช้ สี ละลายน ้ามันให้ บางใสเช่นเดียวกับชัน้ ใต้ ภาพ ดังนัน้ สีที่ออกมาจะมีลกั ษณะสีเหลือบระหว่างสีใต้ ภาพและสีเคลือบบนภาพ 1.2 ขัน้ เคลือบทึบ [scumble] ใช้ เทคนิคสีผสมสีหนา เป็ นชัน้ สีที่ต้องการแยกส่วน สว่างของแสงโดยผสมสีของวัตถุจริงกับสีขาว ดังนันเมื ้ ่อป้ายสีชนนี ั ้ ่จะทาให้ สีโดดเด่นออกมาจากเงา มืด ซึ่งเป็ นบริเวณที่มีแสงสว่าง ความทึบของสีจะทาให้ รอยป้ายของชันนี ้ ้กลบทับสีเดิม ซึ่งมีผลทาให้ เห็นรอยป้ายที่ชดั เจน ในชันนี ้ ้อาจใช้ เทคนิคพิเศษมาเสริมเพื่อให้ เกิดลักษณะต่าง ๆ เช่นเทคนิคการ ขูดสี [sgraffito] เพื่อให้ เกิดพืน้ ผิวหรื อขูดเพื่อให้ เห็นสีพืน้ เดิม เทคนิคนีจ้ ะทาให้ เกิดภาพที่แตกต่าง จากรอยป้ายเดิม ในภาพของเหมือนของเรมบรันต์ใช้ เทคนิคนี ้เพื่อทาให้ เกิดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ า 1.3 ขัน้ ป้ายหนาหรืออิมเปสโต [Impasto] ซึ่งเป็ นการป้ายโดยใช้ สีจากหลอดไม่ผ่าน การผสมน ้ามัน ทาให้ ได้ สีเกาะเป็ นก้ อนตามลักษณะลีลารอยป้ายของฝี แปรง การป้ายหนาเทคนิคอิม เปสโตใช้ เฉพาะส่วนที่ต้องการเน้ นเป็ นพิเศษเช่นส่วนที่เป็ นภาพแสงจัดหรื อแสงสะท้ อน [high light] ดังเช่นภาพบริเวณใบหน้ าของภาพเรมบรันต์เป็ นต้ น การใช้ เทคนิคนี ้ในผลงานของศิ ลปิ นยุคก่อนเพิ่ง ปรากฏในภาพจิตรกรรมของทิเชียน ภายหลังศิลปิ นกลุม่ เวนิชได้ ค้นพบสูตรผสมสีน ้ามันที่สามารถทา ให้ สีข้นโดยการผสมน ้ามันวอลนัตกับขี ้ผึ ้งและสีขาว ทาให้ ศิลปิ นสามารถป้ายสีทิง้ ให้ เกิดฝี แปรงด้ วย เทคนิคดังกล่าวซึ่งเป็ นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว ต่อมาได้ กลายเป็ นเทคนิคที่นิยมแพร่หลายใน ผลงานศิลปิ นเฟลมมิชและดัชต์ ปั จจุบันนีส้ ีที่ผลิตจากโรงงานมีความเหนียวพอที่จะป้ายหนาเพื่ อ แสดงลีลารอยแปรง แม้ แต่สีบางสีมีลกั ษณะเนื ้อใสก็สามารถผสมสีขาวเพื่อให้ ทึบแสงได้ 1.4 ขัน้ เคลือบภาพ [vanishing] การเคลือบภาพเป็ นขันตอนสุ ้ ดท้ ายของเทคนิคการ เขียนสีน ้ามัน น ้ามันที่ใช้ เคลือบภาพเราเรียกว่า วานิช ซึ่งจะช่วยป้องกันความชืน้ ฝุ่ นละออง และให้ ความสดใสคงทนนาน นอกจากนันยั ้ งช่วยให้ ผิวภาพประสานสนิทเป็ นเนือ้ เดียวกัน และช่วยให้ เกิด มิติความลึกของภาพดียิ่งขึ ้น ศิลปิ นบางคนจะใช้ น ้ามันลินสีดเคลือบภาพแม้ จะได้ ผลเป็ นที่น่าพอใจ แต่น ้ามันลินสีดไม่สามารถล้ างออกได้ เมื่อสีภาพเริ่ มขุ่นหรื อออกเหลือง นา้ มันวานิชเป็ นการคิดค้ น สูตรเพื่ อการเคลือบภาพโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากมีคุณ สมบัติสามารถเคลือบภาพได้ ดีแล้ ว ยัง


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 66

สามารถล้ างออกได้ เมื่อสีเริ่มขุน่ หรือเหลืองอันเนื่องมาจากมลภาวะหรือกาลเวลา การเคลือบภาพ ต้ องทาทุก ๆ สิบปี หรื อเมื่อเห็นสีภาพเขียนเริ่ มเปลี่ยนแปลง การล้ างและเคลือบใหม่ทาให้ ได้ ภาพเขียนที่สีสดเหมือนเดิม ปั จจุบันมีนา้ มันเคลือบสาเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงานทัง้ แบบกระป๋ องฉีด และแบบบรรจุขวด

ภาพที่5.13 ภาพเหมือนตัวเอง สีนา้ มันเทคนิคสีซ้อน โดย เรมบรันต์ ที่มา [Salemme, 1982, หน้ า167]

2. เทคนิคโดยตรง [Alla prima or direct painting] คาว่าอัลลาพรีมา [Alla prima] แต่วา่ ครัง้ เดียว คือเทคนิคสีน ้ามันที่ใช้ วิธีป้ายสีสด ๆ บนผ้ าใบสีขาว ไม่มีการรองพื ้นด้ วยสีน ้าตาลเหมือนอย่างเทคนิคแรก ซึ่งจะได้ สีที่สดใสเหมือนภาพใน ธรรมชาติจริง ศิลปิ นกลุม่ แรกที่ใช้ เทคนิคการป้ายสีโดยตรงคือศิลปิ นกลุม่ ประทับใจ ที่นาโดยโมเน ซึ่ง ต้ องการเก็บภาพบรรยากาศของแสงแดดในธรรมชาติในยามต่าง ๆ ดังนัน้ ศิลปิ นจะต้ องป้ายสีแบบ ฉับพลันเพื่อให้ ทนั กับการเปลี่ยแปลงของแสงแดด ดังนันภาพที ้ ่ได้ มาจะมีสีสนั และบรรยากาศที่สดใส กว่าภาพจิตรกรรมในอดีตมาก อย่างไรก็ ตามศิลปิ นยุคก่อนกลุ่มนีห้ ลายคนเริ่ มใช้ เ ทคนิคดังกล่าว แล้ วแต่ยงั คงรักษาสภาพของสีสว่ นรวมให้ คงเป็ นสีน ้าตาลเหมือนภาพเทคนิคแรกอยู่ เช่น ฟรันส์ ฮัลล์ เขาใช้ วิธีป้ายสีโดยตรงเพื่อต้ องเก็ บลัก ษณะท่าทางหรื อสีสนั ของบุคคลในลีลาที่ กาลังเคลื่อนไหว [fleeting movement] รูเบนส์ ป้ายสีสดเพื่อทาภาพร่างสีขนาดเล็ก สาหรับให้ ลกู ศิษย์ได้ ศึกษา


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 67

ขยายแบบเป็ นภาพใหญ่ ซึ่งศิลปิ นเหล่านีไ้ ด้ ริเริ่ มในบางส่วนไว้ แล้ วก่อนที่ศิลปิ นในยุคหลังได้ นามา พัฒนาเทคนี ้ต่อไปจนได้ รับความนิยมแพร่หลายในปั จจุบนั

ภาพที่ 5.14 สีน ้ามันเทคนิคโดยตรง โดย ฟรันส์ ฮัลล์

ภาพที่5.15 บนฝั่ งแม่ นา้ เซน สีนา้ มันเทคนิคโดยตรง โดย โมเน ที่มา[Salemme, 1982, หน้ า185]


วัสดุและเทคนิ คศิ ลปะหน้า 68

สรุป จิตรกรรมสีน ้ามันเป็ นต้ นกาเนิดของจิตรกรรมขาหยั่ง ซึ่งเป็ นจิตรกรรมที่เป็ นอิสระจาก การใช้ เพื่อประดับอาคารสถานที่เหมือนเช่นจิตรกรรมสีฝนและจิ ุ่ ตรกรรมเฟรสโก และเป็ นจิตรกรรมที่ เป็ นสมบัติสะสมส่วนตัวของนักสะสมผลงานศิลปะแทนการใช้ ประดับโบส์ถหรือศาสนสถานอย่างใน อดีต จิตรกรรมสีนา้ มันเป็ นนวตกรรมใหม่ของศิลปะในยุคฟื ้นฟูศิลปวิทยาซึ่งทาให้ เกิดรูปแบบการ สร้ างสรรค์และพัฒนาในวงการจิตรกรรมที่หลากหลาย ภายหลังที่ศิลปิ นในหลุดจากภาวะอุปถัมภ์ ของกษัตริย์ ขุนนางและพระ ทาให้ ศิลปิ นมีเสรี ภาพในการแสดงออก ทาให้ ค้นพบทางออกของการ ถ่ายทอดงานจิตรกรรมที่ไม่มีขีดจากัดอันเป็ นผลจากการพบสูตรสีนา้ มัน และจากนีเ้ ทคนิคสีนา้ มัน ของผลงานศิลปิ นในอดีตได้ พิสจู น์ให้ เห็นถึงความทนทานต่อสภาพอุณภูมิและภูมิอากาศ ทาให้ เรามี โอกาสได้ ศกึ ษาผลงานจิตรกรรมมากมายทัง้ ในอดีตและปั จจุบันซึ่งล้ วนเป็ นภาพที่วาดด้ วยสีนา้ มัน เกือบทังหมด ้ ดังนันจึ ้ งไม่แปลกที่ความนิยมของสีนา้ มันจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็วตังแต่ ้ อดีตจนถึง ปั จจุบนั แบบฝึ กหัด 1. ให้ นกั ศึกษาทดลองทาสีน ้ามันโดยการผสมและบดสีเอง 2. ให้ นกั ศึกษาได้ ฝึกการทาโครงไม้ เพื่อการขึงผ้ าใบ ฝึ กการขึงผ้ าใบที่ถูกวิธี ตลอดจน การรองพื ้นผ้ าใบ 3. ให้ นกั ศึกษาฝึ กการวาดสีน ้ามันจากหุ่นนิ่งที่กาหนด โดยใช้ เทคนิคสีซ้อนบนผ้ าใบที่ เตรียมเองให้ แสดงความแตกต่างของแต่ละชันของสี ้ ให้ ชดั เจน 4. ให้ นัก ศึก ษาฝึ กการวาดสีน า้ มัน จากภาพคนจริ ง ใช้ เ ทคนิ คโดยตรง บนผ้ าใบที่ เตรียมเอง คาถามท้ ายบท 1. สีน ้ามันมีสว่ นผสมของอะไรบ้ าง เราสามารถทาสีนา้ มันเองได้ หรื อไม่ ถ้ าได้ จงบอก ขันต้ ้ อนการทาโดยลาดับให้ ถกู ต้ อง 2. สีน ้ามันสามารถวาดบนระนาบชนิดใดบ้ าง จงบอกวิธีการเตรี ยมพืน้ ผ้ าใบเพื่อการ วาดสีน ้ามันว่ามีขนตอนอะไรบ้ ั้ าง 3. การวาดภาพสีนา้ มันเทคนิคซ้ อนสี และเทคนิคโดยตรงคืออะไร เหมือนกันหรื อ แตกต่างกันอย่างไร


วัสดุและเทคนิคศิลปะ