Page 1


NIDA Economic Review

วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม 2558)

NIDA Economic Review Volume 9 No. 2 (July 2015)

บรรณาธิการบริหาร ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐพงศ์ ศาสตราจารย์ ดร.ตีรณ ศาสตราจารย์ ดร.อารยะ ศาสตราจารย์ ดร.โสภิณ รองศาสตราจารย์ ดร.เรณู รองศาสตราจารย์ สมพร

ผลพิรุฬห์ ปัทมสิริวัฒน์ ทองภักดี พงศ์มฆพัฒน์ ปรีชาเมตตา ทองปาน สุขารมณ์ อิศวิลานนท์

บรรณาธิการ ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ

ผลพิรุฬห์

ประสานงาน นายสงคราม ไชยแก้ว songkram@nida.ac.th

1


2

NIDA Economic Review


สารบัญ

NIDA Economic Review

3

ญ The Impact of the Global Financial Crisis: Aสารบั Comparative Study between Thailand and Slovakia Lubica Slušná ผลของภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย 8 Thai Consumers’ Pay for Different Front-of-Package Nutrition Labels Willingness ภาณุทัต สัชtoฌะไชย

Thitiporn Thanavutwatthana and Yingyot Chiaravutthi

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาคของคนไทย 31 ความยั ่งยือมรรั ตน์ อภินันงท์ของไทยตามแนวคิ มหกุล การวิเคราะห นทางการคลั ดพื้นที่การคลัง

นรพัชร อัศววัลลภ

การศึกษาการจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร: ความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารต่อความอยู่รอดทางการเงินขององค์กร 54 การประเมิ นประสิ มอาเซียนกอนการรวมกลุมประชาคมเศรษฐกิจ: ท ธิภสิาพของประเทศในกลุ ทธิ์ สุนทรายุทธ์

การประยุกตใช Undesirable Output Data Envelopment Analysis งบประมาณการศึ กษากัและ บผลสัวัมชฤทธิ ยน: ข้อลค้นพบในประเทศไทย 88 อรรถพล สืบพงศกร รวี จั์ทนางการเรี ทรประกายกุ ปังปอนด์ รักอ�ำนวยกิจ และ ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

การกํากับดูแลธุรกิจหลักทรัพย: ประสิทธิผลของการนํากฎเกณฑการกํากับดูแลไปปฏิบัติ การเลือกใช้ช่วงเวลาในการค�ำนวณและช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน สิในการประมาณค่ ทธิ์ สุนทรายุทธาเบต้าหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 109 บุศรินทร์ มีสี และ สรศาสตร์ สุขเจริญสิน

Book Review Veera Bhatiasevi

บทวิจารณ์หนังสือ 133 ยศ อมรกิจวิกัย


NIDA Economic Review

5

บทบรรณาธิการ วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ (NIDA Economic Review) ที่อยู่ในมือท่านผู้อ่านนี้เป็นฉบับปีที่ 9 เล่ม ที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในฉบับนี้ จะมีบทความทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก 5 บทความ โดยจากงานวิจัยชิ้นแรก ที่มีชื่อว่าผลของภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยโดย ดร.ภาณุทัต สัชฌะไชย จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาผลของการใช้นโยบายภาพค�ำเตือนบนซอง บุหรี่ที่จะส่งผลต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย โดยใช้ข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ของคนในกลุ่มอายุตั้งแต่ 15-60+ ปี การศึกษาใช้แบบจ�ำลอง Multi-Level Model ผลการศึกษาพบว่า การใช้ภาพค�ำเตือนบนซอง บุหรีน่ นั้ มีผลต่อการช่วยลดอัตราการสูบบุหรีน่ อ้ ยมาก โดยจะได้ผลดีกบั เฉพาะกลุม่ วัยรุน่ และคนชรา ใน ขณะที่ราคาบุหรี่ขายปลีกที่เพิ่มขึ้นมีผลช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคน ชรามีการตอบสนองต่อราคามากกว่ากลุ่มอื่นๆ นอกจากนั้นยังพบว่านโยบายภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ ได้ผลดีกว่าในกลุ่มคนในชนบทเมื่อเทียบกับกลุ่มคนในเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระดับการศึกษาหรือการ อ่านออกเขียนได้เป็นองค์ประกอบที่มีผลต่อประสิทธิผลของการใช้นโยบายภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ บทความที่ 2 มีชื่อว่าปัจจัยที่อิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาคของคนไทย โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยได้ ศึกษาความน่าจะเป็นของการบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของปัจเจกบุคคลในประเทศไทยโดยใช้แบบ จ�ำลอง Multivariate Probit เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของการบริจาคทั้งสามรูปแบบว่ามีความสัมพันธ์ กันอย่างไร จากข้อมูลการส�ำรวจตัวอย่าง 2,557 คนใน 19 จังหวัด ทั่วประเทศที่ส�ำรวจในระหว่างเดือน เมษายนถึงมิถุนายน พ.ศ.2554 พบว่า การตัดสินใจบริจาคเงินและเวลา และการตัดสินใจบริจาคสิง่ ของ และเวลามีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนยั ส�ำคัญ ในขณะทีก่ ารตัดสินใจบริจาคเงินและสิง่ ของ ไม่มีความสัมพันธ์กันแต่ประการใด นอกจากนี้ การศึกษานี้พบว่าทุนทางสังคมของบุคคล โดยเฉพาะ อย่างยิง่ เครือข่ายทางสังคมทัง้ ทีเ่ ป็นทางการและไม่เป็นทางการ และเครือข่ายทางศาสนาต่างมีผลทีเ่ ป็น บวกอย่างมีนัยส�ำคัญต่อการตัดสินใจบริจาค คล้ายคลึงกับบทความที่ 2 ที่เป็นการศึกษาฝั่งอุปสงค์ของการบริจาค (Demand Side for Giving) บทความที่ 3 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในฝั่ง ของอุปทาน (Supply Side) ที่มีชื่อว่า การศึกษาการจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร: ความเชื่อมโยง ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรศึกษาโดย ดร.สิทธิ์ สุนทรายุทธ์ จากวิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (International College of NIDA) โดยบทความนี้ศึกษาถึงบทบาทของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ต่อความสามารถทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร จากการศึกษาพบว่าการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (เช่นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นพื้นฐานและการใช้งาน เทคโนโลยีสารสนเทศ) มีผลกระทบในเชิงบวกต่อปัจจัยความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหา


6

NIDA Economic Review

ผลก�ำไรด้านการเงินบริจาค นอกจากนี้ขอบเขตของการใช้งานทางอินเทอร์เน็ตและการจัดให้มีเว็บไซต์ ขององค์กรยังมีผลกระทบอิทธิพลในเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์(ROA) ผลของการศึกษา วิจยั ยังแสดงให้เห็นว่าผูบ้ ริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรควรให้ความส�ำคัญของการลงทุนในระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารเพือ่ ให้แน่ใจว่าองค์กรสามารถรักษาความสามารถทางการเงินเพือ่ ที่จะให้บริการและท�ำหน้าที่เพื่อสังคมต่อไป บทความที่ 4 โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอ�ำนวยกิจ จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และอาจารย์ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีชื่อว่า งบประมาณการศึกษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: ข้อค้นพบในประเทศไทย โดยศึกษาถึง ความสัมพันธ์ของงบประมาณทางการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลระดับโรงเรียนจากสามแหล่งคือ สถาบันทดสอบทางการ ศึกษาแห่งชาติ (องค์กรมหาชน), ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับโรงเรียนหรือ สพฐ., และส�ำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) จ�ำนวน 32,572 โรงเรียน ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสมการถดถอยเชิงซ้อน พบว่า สัดส่วนครูและงบประมาณทางการศึกษามีผล ต่อคะแนนสอบของนักเรียนในทั้งสามรายวิชาที่วิเคราะห์ (คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และ วิทยาศาสตร์) โดยงบประมาณทางการศึกษามีผลมากกว่าในการเรียนในระดับที่สูงขึ้น แต่สัดส่วนครูมีผลมากกว่าใน ระดับประถมศึกษา นอกจากนี้ พบว่าในภาพรวม ทรัพยากรสนับสนุนทางการศึกษารวมทั้งคุณภาพครู ไม่มีผลอย่างมีนัยส�ำคัญต่อคะแนนสอบนักเรียน บทความสุดท้าย (บทความที่ 5) โดยบุศรินทร์ มีสี จากธนาคารไทยพาณิชย์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่มีชื่อ ว่าการเลือกใช้ช่วงเวลาในการค�ำนวณและช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทนในการ ประมาณค่าเบต้าหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบทความนี้ได้ศึกษา ถึง การประมาณการค่าเบต้า ซึ่งเป็นการวัดความเสี่ยงที่เป็นระบบ จากข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยปัญหาที่ส�ำคัญของการประมาณค่าเบต้า ก็คือ ผู้ประมาณไม่ ทราบว่าควรเลือกใช้ช่วงเวลาในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทน (Return interval) และช่วงระยะเวลาที่ ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) อย่างไร จึงจะมีความเหมาะสมซึ่งจากผล การศึกษาพบว่า การใช้ช่วงเวลาในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทนแบบรายวัน (Daily return) และเก็บ ข้อมูลอัตราผลตอบแทนเป็นระยะเวลา 2 ปี จะมีความเหมาะสมที่สุดส�ำหรับหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากค่าเบต้าที่ประมาณการได้ จะมีความแม่นย�ำและมีความ เสถียร เหมาะสมต่อการน�ำไปใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงที่เป็นระบบของหลักทรัพย์ นอกจากบทความทางวิชาการที่น่าสนใจทั้ง5 บทความที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว วารสารยังได้รับเกียรติ จาก ดร. ยศ อมรกิจวิกยั จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มาเป็นผูเ้ ขียนบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) โดยได้เลือกหนังสือที่มีชื่อว่า ทุนมนุษย์กับผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทย


NIDA Economic Review

7

เขียนโดยศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ผลพิรุฬห์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอ�ำนวยกิจ ซึ่งเป็น หนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์จากส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทั้ ง นี้ เพื่ อ เป็ น การเฉลิ ม ฉลองการเข้ า สู ่ ป ี ที่ 10 วารสารเศรษฐศาสตร์ ป ริ ท รรศน์ ส ถาบั น บั ณ ฑิ ต พัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Economic Review) ฉบับหน้าจะท�ำการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พัฒนาการ เศรษฐกิจปริทรรศน์” (Development Economic Review) เพื่อเป็นเส้นทางหนึ่งในการยกระดับวารสาร ขึ้นสู่การเป็นวารสารระดับนานาชาติ (International Journal) พร้อมกันนี้ ทางกองบรรณาธิการยังได้ ทาบทามศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศเพื่อเข้ามาอยู่ในกองบรรณาธิการ (Editorial Board) เพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าวารสารพัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน์ หรือ Development Economic Review นี้จะมีการกลั่นกรองบทความทางวิชาการที่จะมีคุณภาพสูงขึ้นในมาตรฐานนานาชาติ อย่างไรก็ดี ถึงแม้วา่ จะมีการยกระดับคุณภาพของวารสารฉบับนี้ กองบรรณาธิการวารสารจะยังคง ท�ำการ เผยแพร่บทความย้อนหลังในวารสารจาก Website ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ โดยสามารถเข้าไป Download บทความต่างๆ ได้จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/der/index หรือ www.econ. nida.ac.th และสามารถสมัครเป็น Fanpage ทาง Facebook ตามลิงค์ https://www.facebook.com/ nida-economic-review ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ที่จะน�ำบทความของวารสารมาอธิบาย ในภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้นอันจะน�ำไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ทัง้ นี้ วารสารพัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน์ มีความประสงค์ในการเปิดรับ (Call for Paper) บทความทาง วิชาการทีม่ คี วามหลายหลายมากขึน้ ไม่วา่ จะเป็นบทความทางเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ นโยบายสาธารณะ และ สหวิทยาการต่างๆ ไม่วา่ จะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เพือ่ เป็นแหล่งหนึง่ ในการสร้างระบบการเรียนรู้ร่วมกัน โดยสามารถส่งบทความมาได้ยังกองบรรณาธิการ https://www. tci-thaijo.org/index.php/der/index หรือ (econ@nida.ac.th) พบกันใหม่ในฉบับหน้าในชือ่ ใหม่ รูปแบบ ใหม่ ที่ไฉไลกว่าเดิม แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพทางวิชาการเหมือนเช่นเคยครับ

พิริยะ ผลพิรุฬห์ บรรณาธิการ


8

NIDA Economic Review

วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม 2558)

ผลของภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ ต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย ภาณุทัต สัชฌะไชย*

บทคัดย่อ การศึกษานีม้ วี ตั ถุประสงค์เพือ่ ศึกษาผลของการใช้นโยบายภาพค�ำเตือนบนซองบุหรีท่ มี่ ตี อ่ อัตราการสูบ บุหรีข่ องคนไทย โดยใช้ขอ้ มูลอัตราการสูบบุหรีข่ องคนในกลุม่ อายุตั้งแต่ 15-60+ ปี ทัง้ หมดแปดกลุม่ ใน ช่วงเวลาระหว่างปีพ.ศ.2544-2554โดยใช้แบบจ�ำลองMulti-Level Model ซึ่งใช้วิเคราะห์ผลกระทบของ นโยบายของผู้สูบบุหรี่ในแต่ละกลุ่มอายุ เนื่องจากการตอบสนองต่อนโยบายของผู้สูบในแต่ละกลุ่มอายุ อาจมีความแตกต่างกันและอาจมีผลทีเ่ กิดจากความสัมพันธ์ระหว่างกันในแต่ละกลุม่ ผลการศึกษาพบว่า การใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรีน่ นั้ มีผลต่อการช่วยลดอัตราการสูบบุหรีน่ อ้ ยมาก และได้ผลดีกบั เฉพาะ กลุม่ วัยรุน่ และคนชรา ในขณะทีร่ าคาบุหรีข่ ายปลีกทีเ่ พิม่ ขึน้ มีผลช่วยลดอัตราการสูบบุหรีม่ ากทีส่ ดุ โดย เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคนชรามีการตอบสนองต่อราคามากกว่ากลุ่มอื่นๆ นอกจากนั้นยังพบว่านโยบาย ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ได้ผลดีกว่าในกลุ่มคนในชนบทเมื่อเทียบกับกลุ่มคนในเมือง ซึ่งแสดงให้เห็น ว่าระดับการศึกษาหรือการอ่านออกเขียนได้เป็นองค์ประกอบที่มีผลต่อประสิทธิผลของการใช้นโยบาย ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่

ค�ำส�ำคัญ: ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี,่ แบบจ�ำลอง Random Coefficients Model, และอัตราการสูบบุหรี่ *อาจารย์ประจ�ำคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท กรุงเทพ 10330, Email: Panutat.S@Chula.ac.th


วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDAปีEconomic 9 ที่ 9 ฉบับที่ 2Review (กรกฏาคม 2558)

Effects of Graphic Health Warning on Cigarette Package on Thai Smoking Prevalence Panutat Satchachai*

Abstract The aim of this paper is to examine the effects of the graphic health warnings (GHW) on cigarette package on the smoking prevalence of Thai people aged between 15 and 60+, which is categorized into eight age groups, during 2001 and 2011. Since at different age, people might response differently to the same factor, the Multi-Level Model is used to analyze the possible different effects of the GHW on the smoking prevalence of different age groups. The main result shows that GHW has only small impact on smoking prevalence and is relatively more effective for teenagers and retirees. However, increasing the relative price of cigarette seems to significantly reduce the smoking prevalence, especially for teenagers and retirees. The results also show that GHW is more effective for people in the rural area when compared to the urban area. Although, the effect on smoking prevalence is still small, this signifies that the effectiveness of GHW might depend on the level of education or the literacy rate.

Keywords: Graphic Health Warnings, Random Coefficients Model, Smoking Prevalence *Lecturer of Economics, Faculty of Economics, Chulalongkorn University, Phayathai Road, Bangkok 10330, Thailand. Email: Panutat.S@Chula.ac.th


10 NIDA Economic Review 1.บทนํา 1.บทน� ำ ประเทศไทยถื อไดวาเปนประเทศแรกๆที่ไดมีการปฏิบัติตามขอตกลงตามกรอบFramework Convention ประเทศไทยถื วา่ เป็น(FCTC) ประเทศแรกๆที ไ่ ด้มHealth กี ารปฏิบOrganization ตั ติ ามข้อตกลงตามกรอบFramework on Tobaccoอได้ Control ของ World (WHO) เชน การขึ้นภาษีสConvention รรพสามิต onบุTobacco Control (FCTC) ของ World Health Organization (WHO)เช่ น การขึ น ้ ภาษี ส รรพสามิ ตบุหรี่ หรี่ หรือการบังคับใชขอความและภาพคําเตือนบนซองบุหรี่ (Text and Graphic Health Warning หรืLabels) อการบังซึคั่งบมีใช้ ข้อความและภาพค� เตือพ.ศ. นบนซองบุ รี่ (Text andเชGraphic Warning Labels) การดํ าเนินการใชมาตั้งำแต 2534 หประเทศไทยก็ นเดียวกับHealth ประเทศอื ่นๆที่ภาครั ฐมี ซึ่งนโยบายเพื มีการด�ำเนิ่อนควบคุ การใช้มและลดการสู มาตั้งแต่ พ.ศ. ประเทศไทยก็ เช่นเดีย2003) วกับประเทศอื ่ภาครัฐมีนงคัโยบาย บบุห2534 รี่หลายรู ปแบบ (Sandford, ทั้งแบบที่เ่นปๆที นกฎหมายบั บใช เพืเช ่อควบคุ มและลดการสู บบุหรีนโยบายควบคุ ่หลายรูปแบบ ม(Sandford, 2003) ป็นนโยบายห กฎหมายบัางมโฆษณา คับใช้ เช่น น นโยบายทางด านภาษี การลักลอบนํ า เขา บุทัห้งแบบที รี่ห นีภ่เาษี นโยบายทางด้ นโยบายควบคุ การลั ลอบน�ำเข้าบุคหรใจ รี่หเช นีภนาษี นโยบายห้ นโยบาย นโยบายเกี่ยาวกันภาษี บแบบซองและคํ าเตือมนต างๆกและแบบสมั การให การศึกาษามโฆษณา การรณรงค และ เกี่ยสนัวกับบสนุแบบซองและค� ำ เตื อ นต่ า งๆ และแบบสมั ค รใจ เช่ น การให้ ก ารศึ ก ษา การรณรงค์ แ ละสนั บ นใหคนเลิกสูบบุหรี่ เปนตน นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีการจัดตั้งองคกรอิสระที่มีการสงเสริสนุม น ให้การงดสู คนเลิกสูบบบุบุหหรี่ รีเช่ เป็นนสํต้านนักนอกจากนั ประเทศไทยยั การจั ้งองค์(สสส.) กรอิสระที่มีการส่งเสริมการงดสูบ งานกองทุน้นสนั บสนุนการสรงามีงเสริ มสุดขตัภาพ บุหรี่ เช่น ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อยางไรก็ตาม ถึงแมวาในปจจุบันมีการใชมาตรการทางดานภาษี (ปจจุบันภาษีสรรพสามิตบุหรี่สูงถึง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีการใช้มาตรการทางด้านภาษี (ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตบุหรี่สูงถึง 85% ซึ่งคิดเปน 70% ของราคาบุหรี่ขายปลีก) การบังคับหามการโฆษณาบุหรี่ผานสื่อ การบังคับใช 85% ซึ่งคิดเป็น 70% ของราคาบุหรี่ขายปลีก) การบังคับห้ามการโฆษณาบุหรี่ผ่านสื่อ การบังคับใช้ กฎหมายหามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ รวมไปถึงการบังคับใหมีภาพคําเตือนบนซองบุหรี่ (Graphic Health กฎหมายห้ามสูบบุหรีใ่ นทีส่ าธารณะ รวมไปถึงการบังคับให้มภี าพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ (Graphic Health Warnings, GHW) ถานโยบายเหลานี้ไดประสบผลสําเร็จ จํานวนคนสูบบุหรี่ หรือคิดจะสูบบุหรี่จะตองมี Warnings, GHW) ถ้านโยบายเหล่านี้ได้ประสบผลส�ำเร็จ จ�ำนวนคนสูบบุหรี่ หรือคิดจะสูบบุหรี่จะต้องมี แนวโนมลดลงอยางตอเนื่อง แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ตารางที่ 1: สรุปนโยบายทีเ่ กี่ยวของกับการควบคุมบุหรี่ในประเทศไทย ตารางที่ 1: สรุปนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบุหรี่ในประเทศไทย นโยบายควบคุมบุหรี่ ขนาดภาพคํา เตือนบนซองบุหรี่ จํานวนภาพคําเตือน อัตราภาษี สรรพสามิตบุหรี่ การบังคับหาม สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ นโยบายอื่นๆที่ควบคุม การสูบบุหรี่ และ สงเสริมการเลิกบุหรี่

2544 33%

2545 33%

2546 33%

2547 50%

2548 50%

2549 50%

2550 50%

2551 50%

2552 55%

2553 55%

2554 55%

1* 75%

1* 75%

1* 75%

6 75%

6 75%

9 75%

9 80%

9 80%

10 85%

10 85%

10 85%

+

+

+

+

++

+++

+++

+++

++++

++++

จัดตั้ง สสส.

หามตั้ง แสดง บุหรี่ ณ จุดขาย

จัดตั้งสาย ดวนเลิก บุหรี่

ที่มทีา:่มา: รวบรวมโดยผู รวบรวมโดยผู วิจัย ้วิจัย หมายเหตุ: (1) * ผู้วิจัยก�ำหนดให้ประโยคค�ำเตือนบนซองบุหรี่ถือเป็นรูปภาพค�ำเตือนหนึ่งภาพ และ หมายเหตุ: (1) * ผูวิจัยกําหนดใหประโยคคําเตือนบนซองบุหรี่ถือเปนรูปภาพคําเตือนหนึ่งภาพ และ (2) เครื่องหมาย +, ++, +++ และ ++++ แสดงให้เห็นถึงการขยายจ�ำนวน และประเภทของพื้นที่และสถานที่ที่ห้ามสูบบุหรี่ (2) เครื่องหมาย +, ++, +++ และ ++++ แสดงใหเห็นถึงการขยายจํานวน และประเภทของพืน้ ที่และสถานที่ที่หามสูบบุหรี่ในที่ ในทีส่ าธารณะ สาธารณะ

7


NIDA Economic Review

11

รูปที่ 1: อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมของคนไทย แยกตามกลุ่มอายุ

ที่มา:

รวบรวมโดยผู้วิจัย อ้างอิงจาก Global Adult Tobacco Survey, Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey และ

Health and Welfare Survey

จากตารางที่ 1 พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2544-2554) อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมของคนไทย อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตโดยเมื่อแยกพิจารณาตามกลุ่มอายุ มีเพียงกลุ่ม คนทีอ่ ายุมากกว่า 40 ปีเท่านัน้ ทีอ่ ตั ราการสูบบุหรีม่ แี นวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชดั ในขณะทีก่ ลุม่ คนอายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-39 ปีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลัง จากการลดลงหลังปี พ.ศ.25441 จากรูปที่ 1 พบว่าคนไทยยังคงมีอตั ราการสูบบุหรีใ่ นระดับสูง โดยเฉพาะกลุม่ คนวัยท�ำงานทีม่ อี ายุระหว่าง 20-60 ปี ซึง่ ส่งผลให้ในปัจจุบนั ยังคงมีผเู้ สียชีวติ จากการสูบบุหรีป่ ลี ะมากกว่า 50,000 คน ดังนัน้ นโยบาย เพื่อลดการสูบบุหรี่ในประเทศไทยที่ด�ำเนินการอยู่ในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายถ้าสังเกตได้จากการ ที่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุอันดับสามที่ท�ำให้เกิดโรคในประเทศไทย (Sangthong และคณะ, 2012) การศึกษานี้ มีวตั ถุประสงค์เพือ่ วิเคราะห์จำ� แนกผลของนโยบายควบคุมบุหรีเ่ พือ่ พิจารณาว่านโยบายใด จะมีประสิทธิผลมากทีส่ ดุ ในการลดอัตราการสูบบุหรี่ โดยจะเน้นไปทีน่ โยบายการใช้ภาพค�ำเตือนบนซอง บุหรี่ (GHW) เป็นส�ำคัญ โดยจากการศึกษาของ Hammond และคณะ (2007) พบว่า ขนาดของ GHW ทีใ่ หญ่ขนึ้ จะช่วยเพิม่ ความชัดเจนของข้อมูลทีต่ อ้ งการสือ่ สารไปยังผูส้ บู บุหรีเ่ พือ่ ให้เลิกสูบ หรือผูท้ คี่ ดิ จะ 1 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของกุมภการ สมมิตรและคณะ (2556) ที่พบว่าวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มสูบบุหรี่มากขึ้น


12

NIDA Economic Review

สูบบุหรีใ่ ห้ไม่ลองสูบ โดยจุดแข็งของ GHW คือ ผูส้ บู หรือผูท้ อี่ ยากลองสูบไม่จ�ำเป็นต้องอ่านหนังสือออก หรือเข้าใจภาษาเขียน ในกรณีของประเทศไทยเริ่มบังคับใช้ GHW ในพ.ศ. 2548 โดยเปลี่ยนจากการ ใช้ประโยคค�ำเตือนที่มีขนาดครอบคลุมพื้นที่ซองบุหรี่ร้อยละ 33 มาเป็นร้อยละ 50 ในปีพ.ศ. 2548 และ เพิ่มเป็นร้อยละ 55 ในปีพ.ศ. 2554 ดังนั้น ค�ำถามการวิจัยในการศึกษานี้ คือ แทนที่จะใช้ตัวแปรหุ่น (dummy)แทนตัวแปรนโยบายควบคุม การสูบบุหรี่ดังเช่นในการศึกษาของ Azagba and Sharaf (2012) หรือ Huang และคณะ (2013) แต่ การศึกษานี้จะเลือกใช้ขนาดของนโยบายที่บังคับใช้ เช่น ขนาดของร้อยละของภาพค�ำเตือนบนซอง บุหรี่ GHW หรือจ�ำนวนรูปภาพค�ำเตือน พร้อมกับควบคุมนโยบายอื่นๆรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมทาง เศรษฐกิจ เพื่อให้ได้ผลของนโยบายภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ไม่มีผลรบกวนจากนโยบายควบคุมบุหรี่ อื่นๆ นอกจากนั้น ยังศึกษาว่าการตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวจะมีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มคน ที่มีอายุต่างกันหรือไม่ 2.ทบทวนวรรณกรรม ภาครัฐสามารถควบคุมพฤติกรรมการสูบบุหรี่ผ่านนโยบายต่างๆได้หลายช่องทาง โดยแต่ละนโยบาย อาจจะมีผลกระทบต่อการสูบบุหรีม่ ากน้อยแตกต่างกัน ในการศึกษาผูว้ จิ ยั พิจารณานโยบายควบคุมบุหรี่ ที่นิยมใช้กัน คือ การบังคับใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่(GHW) การเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ และ การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะในส่วนนี้ผู้วิจัยได้สรุปผลของนโยบายดังกล่าวที่มีต่อ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ 1.1.ผลของการบังคับใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศแคนาดาสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ไต้หวัน มีการศึกษาถึงผลของการบังคับใช้ภาพค�ำเตือนที่มีต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่มากมาย เช่น Hammond และคณะ (2007), White และคณะ (2008), Borland และคณะ (2009), Fong และคณะ (2009), Changและคณะ (2011), Bansal-Travers และคณะ (2011), Hammond (2011), Azagba and Sharaf (2012) McCool และคณะ (2012), Wakefield และคณะ (2012) และ Huang และคณะ (2013) โดยผลการศึกษาส่วนใหญ่พบว่าภาพค�ำเตือนช่วยลดอัตราการสูบบุหรีล่ ง โดยยิง่ ถ้าขนาดภาพค�ำเตือน ที่ใหญ่ขึ้นก็จะได้ผลดีขึ้นเท่านั้นแต่การเพิ่มขนาดจะได้ผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ถึงแค่ขนาดรูปภาพ ขนาดหนึ่งเท่านั้น นอกจากนั้น การศึกษาของ Hammond (2011) ยังพบว่า ภาพค�ำเตือนมักได้ผลต่อผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ คิดสูบบุหรี่ทมี่ ีรายได้ต�่ำถึงปานกลางและพบว่าการใช้นโยบายภาพค�ำเตือนได้ผลทีช่ ดั เจนกว่าในกลุม่ ผู้ สูบวัยรุ่นที่มีอายุน้อยและกลุ่มผู้สูงอายุ ในขณะที่ การศึกษาของ Chang และคณะ (2011) และ Cantrell และคณะ (2013) ยังพบว่าความแตกต่างทางเศรษฐกิจและระดับการศึกษามีผลอย่างมากต่อประสิทธิผล


NIDA Economic Review

13

ของการใช้ภาพค�ำเตือนในประเทศไต้หวัน กล่าวคือ นโยบายดังกล่าวได้ผลดีกับกลุ่มคนที่มีอัตราการ อ่านออกและเขียนได้ค่อนข้างต�่ำ เนื่องจากผู้สูบไม่จ�ำเป็นต้องอ่านและเข้าใจประโยคค�ำเตือนบนซอง บุหรี่ แต่สามารถเข้าใจการสื่อสารจากรูปได้โดยตรง ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท ทั้งนี้ มีหลายการศึกษาเสนอว่าการใช้ภาพค�ำเตือนจะได้ประสิทธิผลสูงขึ้นถ้ามีการใช้มาตรการควบคุม รูปแบบอื่นประกอบด้วย เช่น Freeman และคณะ (2008),Germain และคณะ (2010), Mir และคณะ (2011), Thrasher และคณะ (2011) ,และ McCool และคณะ (2012) เสนอให้ใช้นโยบายภาพค�ำเตือน ควบคู่กับซองบุหรี่แบบเรียบง่าย (Plain Packaging) เพื่อเน้นให้ภาพค�ำเตือนมีความโดดเด่นและเป็น ที่น่ารังเกียจต่อผู้สูบบุหรี่หรือผู้อยากลองสูบมากขึ้นหรือ Hammond (2011) ซึ่งเสนอให้มีการเปลี่ยน รูปภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่อย่างสม�่ำเสมอ (Novelty Effect) เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่รับรู้อันตรายของ บุหรี่ (ไม่ให้เกิดความชินชา) หรือ การใช้ควบคู่กับมาตรการอื่นๆ ที่ใช้อยู่แล้ว เช่น Brown and Moodie (2010) ที่เสนอให้ท�ำควบคู่กับการเพิ่มภาษีสรรพสามิตบุหรี่ หรือการบังคับห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ อย่างไรก็ดี มีงานศึกษาบางส่วนทีพ่ บว่าการใช้ภาพค�ำเตือนนัน้ มีผลน้อย หรือไม่มผี ลอย่างมีนยั ยะส�ำคัญ ต่อการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ เช่น Cecil และคณะ (2006) พบว่าภาพค�ำเตือนมีผลค่อนข้างน้อย ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มวัยรุ่นในมลรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ Siahpush และคณะ (2009) พบว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลในประเทศออสเตรเลียและ Arora และคณะ (2012) และSansoneและคณะ (2012) พบว่าการใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศอินเดียยังไม่ประสบ ความส�ำเร็จในการลดอัตราการสูบบุหรี่เท่าที่ควร ส�ำหรับประเทศไทยนั้น ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยคค�ำเตือนบนซองบุหรี่มาเป็นการ ใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ในปีพ.ศ. 2548 การศึกษาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องเป็นเพียงการวิเคราะห์สถิติ เบื้องต้นจากข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น เช่น พิมพ์พรรณ ศิลปะสุวรรณ และคณะ (2548) และศรัญญา เบญจกุลและมณฑา เก่งพาณิช (2556) ซึ่งพบว่าประสิทธิผลของการใช้ ฉลากและภาพเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศไทยได้ผล ในเชิงที่ผู้สูบบุหรี่รับรู้ถึงอันตรายมากขึ้น และมี ความคิดที่จะเลิกสูบ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ไม่อยากสูบมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาใน กลุ่มวัยรุ่นของธนนันท์วรรณศิไรรัตน์และคณะ (2553) และความมีประสิทธิผลของ GHW จะขึ้นอยู่กับ ว่ารูปภาพค�ำเตือนนั้นเป็นรูปอะไร (โดยภาพมะเร็งปอดเป็นภาพที่ได้ผลมากที่สุด) แต่การวิเคราะห์ผล ศึกษาของงานวิจยั ทัง้ สามทีไ่ ด้กล่าวมาไม่ได้มกี ารใช้แบบจ�ำลองทางสถิตทิ คี่ วบคุมปัจจัยทีอ่ าจส่งผลต่อ การอัตราการสูบบุหรี่อื่นๆ เช่น ไม่มีการควบคุมถึงผลของอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ หรือการก�ำหนด พื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเลย


14

NIDA Economic Review

2.2.ผลของการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตบุหรี่หรือราคาบุหรี่ขายปลีกต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงด้านราคาของสินค้าควรมีผลต่อการบริโภคโดยตรง ในกรณี ของบุหรี่ก็เช่นเดียวกัน การที่ราคาบุหรี่ขายปลีกปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าเกิดจากการที่ต้นทุนการผลิตปรับ ตัวสูงขึ้น หรือเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ย่อมส่งผลให้ความต้องการบริโภคบุหรี่ (และอัตราการสูบบุหรี่) ลดน้อยลงเช่นกัน จากการศึกษาของ Ross และคณะ (2008), Dinno and Glantz (2009) และ Siahpush และคณะ (2009) พบว่าระดับราคาที่สูงขึ้นท�ำให้การบริโภคบุหรี่และอัตราการสูบบุหรี่ลดต�่ำลง แต่มีระดับของ การเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเล็กน้อยเท่านั้นเนื่องจากบุหรี่เป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อราคาต�่ำ โดยการ เปลี่ยนแปลงของราคาดังกล่าวจะส่งผลต่อผู้ที่มีรายได้ต�่ำมากกว่าผู้มีรายได้สูง2 นอกจากนัน้ Franz (2008) ยังพบว่าผลของการเปลีย่ นแปลงราคาบุหรีข่ ายปลีกต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ จะมีความแตกต่างกันตามกลุ่มอายุ โดยกลุ่มผู้สูบที่มีอายุมากจะอ่อนไหวต่อราคามากขึ้นกล่าวคือ เมื่อ อายุมากขึ้น ขนาดการตอบสนองต่อราคาของจ�ำนวนบุหรี่ที่สูบจะมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม ใน ขณะที่ Dinno and Glantz (2009) พบว่าการปรับราคาหรือเพิ่มภาษีสรรพสามิตบุหรี่จะได้ผลจนถึง ณ ระดับราคาหนึง่ ๆเท่านัน้ อย่างไรก็ดี ขนาดของผลกระทบอันเกิดจากการเปลีย่ นแปลงราคาบุหรีข่ ายปลีก ต่อการบริโภคบุหรี่ ยังขึ้นอยู่กับแบบจ�ำลองและตัวแปรราคาบุหรี่ขายปลีกที่ใช้ ซึ่งงานของ Ross and Chaloupka (2003) แนะให้ใช้ตัวแปร อัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่แทนราคาบุหรี่ขายปลีก ส�ำหรับประเทศไทยนั้น การศึกษาของ Sarntisart (2011) พบว่านโยบายขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่มีผล ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรีค่ อ่ นข้างน้อย เนือ่ งจากบริษทั ผูผ้ ลิตบุหรีส่ ามารถปรับราคาบุหรีพ่ นื้ ฐานให้ตำ�่ ลง เพือ่ หลีกเลีย่ งภาษีสรรพสามิต ซึง่ ส่งผลให้การขึน้ ภาษีเพือ่ ลดการสูบบุหรีก่ ลับได้ผลค่อนข้างน้อย และยัง พบว่าปัจจัยทีส่ ง่ ผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรีม่ ากทีส่ ดุ คือ ราคาบุหรีข่ ายปลีกโดยเปรียบเทียบ กล่าวคือ หากราคาบุหรี่ขายปลีกโดยเปรียบเทียบสูงขึ้นจะท�ำให้ความต้องการบริโภคบุหรี่ลดลง ทั้งนี้ งานศึกษา ของ Sarntisart (2003) ได้สนับสนุนเพิ่มเติมว่าแต่ละกลุ่มอายุมีระดับความยืดหยุ่นต่อราคาของความ ต้องการบริโภคบุหรี่ที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 18-40 ปีจะมีความยืดหยุ่นต่อราคาสูง ใน ขณะที่กลุ่มอายุอื่นๆจะมีความยืดหยุ่นต่อราคาขนาดเล็กลง 2.3. ผลของการบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณา และการห้ามสูบบุหรีใ่ นทีส่ าธารณะ ต่อพฤติกรรมการ สูบบุหรี่

2 ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับกรณีของประเทศกรีซ ซึ่ง Vardavas and Kafatos (2006) พบว่าสาเหตุที่ท�ำให้อัตราการสูบบุหรี่ใน

ประเทศกรีซยังสูงคือการที่ราคาบุหรี่ขายปลีกยังถูกอยู่


NIDA Economic Review

15

ส�ำหรับกฎหมายควบคุมหรือข้อบังคับอื่นๆที่เกี่ยวกับบุหรี่ เช่น กฎหมายห้ามโฆษณา หรือ กฎหมาย ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ผลการศึกษาของ Blecher (2008) พบว่าการบังคับห้ามบริษัทบุหรี่ให้ ท�ำการโฆษณาบนสื่อสาธารณะส่งผลให้ระดับการบริโภคยาสูบของผู้สูบบุหรี่ใน 51 ประเทศ ระหว่างปี ค.ศ.1990 ถึง 2005 ลดลง โดยกฎหมายห้ามโฆษณานี้ได้ผลมากกว่าในประเทศก�ำลังพัฒนา ในขณะ ที่ผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาและไต้หวันของ Dinno and Glantz (2009) และ Chang และ คณะ (2010) พบว่าการบังคับห้ามสูบบุหรีใ่ นทีส่ าธารณะช่วยลดอัตราการสูบบุหรีแ่ ละการบริโภคบุหรีล่ ง3 นอกจากนัน้ ยังพบว่าผลจากการห้ามสูบบุหรีใ่ นทีส่ าธารณะได้ผลดีกว่ากว่าการขีน้ ราคาบุหรีข่ ายปลีก ณ ระดับราคาที่ต�่ำในกรณีของประเทศไทย สุรัตนา พรวิวัฒนชัย (2550) ซึ่งศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ของวัยรุ่นไทยพบว่าการจ�ำกัดพื้นที่การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเป็นปัจจัยอันดับสองที่ท�ำให้วัยรุ่นไทยไม่ อยาก หรือลดการสูบบุหรี่ลง อย่างไรก็ดี งานวิจยั บางส่วนทีเ่ กีย่ วข้องกับการใช้นโยบายควบคุมบุหรีใ่ นประเทศไทย เช่น พิมพ์พรรณ ศิลปะสุวรรณ และคณะ (2548) สุรัตนา พรวิวัฒนชัย (2550) ธนนันท์ วรรณศิไรรัตน์ และคณะ (2553) ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ์ และคณะ (2555) และศรัญญา เบญจกุล และ มณฑา เก่งพาณิช (2556) มัก อาศัยการวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงคุณภาพจากแบบสอบถามความคิดเห็นเชิงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เช่น ความ อยากสูบ ความคิดทีจ่ ะเลิกสูบบุหรี่ ระดับความรังเกียจของผูเ้ ห็นภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ ภาพค�ำเตือน มีผลต่อการเลือกสูบบุหรีห่ รือไม่ เป็นต้น หรือวิเคราะห์โดยใช้สถิตเิ ชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เท่านัน้ ไม่มกี ารวิเคราะห์แบบจ�ำลองทางสถิตใิ ดๆ ซึง่ แตกต่างจากการวิเคราะห์ผลจากนโยบายควบคุม บุหรี่ของต่างประเทศที่มีการใช้แบบจ�ำลองสมการถดถอย4 แต่ไม่ได้ค�ำนึงถึงข้อมูลจากความสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มผู้สูบบุหรี่ กล่าวคือ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของผู้สูบบุหรี่ทุกคนเหมือนกัน นอกจากนั้นการ พิจารณาผลของนโยบายควบคุมการสูบบุหรี่ไม่มีการควบคุมตัวแปรนโยบายอื่นๆ พร้อมกัน เช่น ถ้า สนใจผลของ GHW จะไม่มีการพิจารณานโยบายอื่นๆ เลย เป็นต้น ส�ำหรับการศึกษาผลกระทบของนโยบายควบคุมบุหรี่ของประเทศไทยอีกส่วนหนึ่ง เช่น การศึกษาของ Levy และคณะ(2008) ที่อาศัยแบบจ�ำลอง Simulation หรือที่รู้จักว่า Thailand SimSmoke Simulation Model ศึกษาผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ในการควบคุมบุหรี่ที่ส่งผลถึงอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย อย่างไรก็ดี แบบจ�ำลองดังกล่าวอาศัยโครงสร้างแบบจ�ำลองที่ประมาณการโดยใช้ข้อมูลของประเทศที่ พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา มาใช้พยากรณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายควบคุม บุหรี่ต่างๆกับประเทศไทย ทั้งนี้การพยากรณ์เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงค่าพารามิเตอร์ (Calibration) เท่านัน้ ซึง่ โครงสร้างแบบจ�ำลองทีน่ ำ� มาใช้อาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างความสัมพันธ์ของประเทศไทย 3ตามค�ำจ�ำกัดความขององค์การอนามัยโลก อัตราการสูบบุหรี่ (smoking prevalence) ค�ำนวณจากสัดส่วนจ�ำนวนผู้ที่ตอบ แบบสอบถามเรือ่ งการสูบบุหรี่ โดยอัตราการสูบบุหรีจ่ ะนับเฉพาะผูส้ บู บุหรีท่ มี่ พี ฤติกรรมการสูบบุหรีเ่ ป็นประจ�ำ (อย่างน้อย 3-5 ม้วน ต่อวัน) ส่วนอัตราการบริโภคบุหรี่ คือ จ�ำนวนบุหรีท่ ผี่ สู้ บู บุหรีส่ บู ต่อวัน ดังนัน้ อัตราการสูบบุหรีใ่ นการศึกษานีจ้ งึ แสดงถึงพฤติกรรม ของผู้สูบบุหรี่ที่สูบบุหรี่เป็นประจ�ำ ซึ่งน่าจะสะท้อนพฤติกรรมที่ดีกว่าการใช้จ�ำนวนการบุหรี่ที่บริโภค 4เช่น Townsend และคณะ (1994), Blecher (2008) และ Franz (2008)


16

NIDA Economic Review

เนื่องจากพฤติกรรมผู้สูบบุหรี่ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศก�ำลังพัฒนาไม่จ�ำเป็นต้องเหมือน กัน ซึ่งท�ำให้ผลการศึกษาที่ใช้ Thailand Sim Smoke Model อาจคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นในการศึกษานี้ ผู้วิจัยจึงเลือกใช้แบบจ�ำลองทางสถิติที่ไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์โครงสร้างแบบ Thailand SimSmoke แต่ใช้ขอ้ มูลเชิงปริมาณของประเทศไทยโดยตรงในการประมาณการความสัมพันธ์ ระหว่างอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยกับนโยบายควบคุมบุหรี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 3. ข้อมูลและแบบจ�ำลอง การศึกษานี้ใช้ข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยที่มีการเผยแพร่ทางสาธารณะในช่วงปีพ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ.2554 โดยข้อมูลเป็นข้อมูลในเชิงภาพรวม (Aggregate Data) ที่รวบรวมจาก 3 แหล่งฐานข้อมูล ได้แก่ 1) รายงาน Global Adult Tobacco Survey (GATS) ขององค์การอนามัยโลก (WHO), 2) รายงาน Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey ของส�ำนักงานสถิตแิ ห่งชาติและ 3) รายงานHealth and Welfare Survey (HWS) ของส�ำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับ Robert M. Townsend Dataverse ซึ่งแต่ละฐานข้อมูลมีการจัดเก็บในปีแตกต่างกัน ดังนั้นฐานข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ที่ผู้วิจัยใช้ในการ ศึกษานี้สร้างคือ ข้อมูล Pseudo-Panel Data ที่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปีที่ไม่ต่อเนื่องกันโดยแต่ละปีจะ แบ่งผู้สูบบุหรี่ตามกลุ่มอายุ 8 กลุ่มคือ อายุ 15-19 ปี, 20-24 ปี, 25-29 ปี, 30-34 ปี, 35-39 ปี, 40-49 ปี, 50-59 ปี และ 60 ปี ขึ้นไป6 การศึกษานี้แตกต่างจากการศึกษาของ Azagba and Sharaf (2012) และ Huang และคณะ (2013) เนื่องจาก ผู้วิจัยเลือกที่จะใช้ข้อมูลเชิงปริมาณแทนข้อมูลที่เป็นตัวแปรหุ่นนโยบาย คือ ใช้ขนาดของ ภาพค�ำเตือน จ�ำนวนภาพค�ำเตือน และอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ นอกจากนั้น เพื่อควบคุมปัจจัยทาง เศรษฐศาสตร์ หรือสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ผู้วิจัยเลือกใช้ข้อมูลอัตราการว่างงานในแต่ละ กลุ่มอายุ โดยค�ำนวณจากฐานข้อมูลอัตราการว่างงานของส�ำนักงานสถิติแห่งชาติส่วนปัจจัยด้านราคา บุหรี่ผู้วิจัยเลือกพิจารณาสองแบบ คือ ใช้สัดส่วนดัชนีราคาบุหรี่และยาสูบต่อดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค แทนราคาบุหรี่โดยเปรียบเทียบ7 และราคาบุหรี่ที่แท้จริง (ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ซึ่งผู้วิจัยใช้ราคาบุหรี่ ขายปลีกเฉลี่ยจากงานวิจัยของ ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ์ และคณะ (2555)

5Global Adult Tobacco Survey ในปี 2552 และ 2554, Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey ในปี 2544, 2547,

2550, 2554และ Health and Welfare Survey ในปี 2546, 2549, 2552 6เนือ่ งจากจ�ำนวนตัวอย่างในแต่ละฐานข้อมูลนัน้ แตกต่างกัน และอาจไม่ใช่กลุม่ ตัวอย่างเดียวกัน เช่น รายงาน Global Adult Tobacco Survey มีจ�ำนวนตัวอย่าง 20,566 ตัวอย่างในปี 2552 ในขณะที่รายงาน Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey เป็น ข้อมูลส�ำมะโนที่จัดท�ำโดยส�ำนักงานสถิติแห่งชาติ จากความแตกต่างนี้ ผู้วิจัยจึงเลือกใช้ข้อมูลที่จัดแบ่งตามกลุ่มอายุ เนื่องจาก ฐานข้อมูลทั้งสามนั้นมีการจัดแบ่งแยกกลุ่มตามกลุ่มอายุที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงแบ่งออกเป็น 8 ช่วงอายุด้วยกันโดยสามกลุ่ม สุดท้ายมีช่วงอายุห่างกัน 10 ปี เนื่องจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกมีการแบ่งช่วงอายุต่างกัน ผู้วิจัยจึงค�ำนวณค่าของสามกลุ่ม สุดท้ายจากข้อมูลเอง 7ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Sarntisart (2003, 2011)


NIDA Economic Review

17

การศึกษานี้เลือกใช้แบบจ�ำลอง Multi-Level Model หรือ Random cofficients Regression Model การศึ้เว้ ลืกจิ อษานี ้เแลือ่ บบจํ อว่กใช บบจํ าลอง Multi-Level หรืModel อ าRandom Regression Model Model การศึ กาษานี ้เลือMulti-Level กใช แบบจํ หรืค่ อล้าcofficients Random Regression เนื อ่ งจากผู ยักใช เชื คนในกลุ ม่ อายุ เดีายลอง วกันMulti-Level มีModel ลกั อษณะต่ งๆที ยคลึRegression งกันcofficients จะมีกModel ารตอบสนองต่ อสิง่ เร้า การศึ กษานี าแลอง Model หรื Random cofficients เนื อ ้ งจากผู ว  จ ิ ย ั เชื อ ่ ว า คนในกลุ ม  อายุ เ ดี ย วกั น มี ล ก ั ษณะต า งๆที ค ่ ล า ยคลึ ง กั น จะมี ก ารตอบสนองต อ สิ ง ่ เร เนื เชื่อเวดีายคนในกลุ เดียางๆที วกันมี่คลลาักยคลึ ษณะต ่คกลารตอบสนองต าอยคลึ งกัน คจะมี อสิ่งเรา และสิ ่งแวดล้ ายกันวิจในขณะที ่การตอบสนองของคนแต่ ลงะกลุ ่มอายุ าจจะมี วามแตกต่ เนื้องจากผู วิจัยอเชืมคล้ ่อว้อางจากผู คนในกลุ มัยอายุ วกั นมีลมักอายุ ษณะต กัานงๆที จะมี อกสิารตอบสนองต ่งเรา างกัา นและ และสิ ง ่ แวดล อ มคล า ยกั น ในขณะที ก ่ ารตอบสนองของคนแต ล ะกลุ ม  อายุ อ าจจะมี ค วามแตกต า งกั น และ อนมคล ายกัก่ ารตอบสนองของคนแต ะกลุ อายุอาจจะมี วามแตกตาตงกัรานและ อาจจะมี ผลของความสั มพัในขณะที ธ์ระหว่ านงกลุ่มในขณะที อายุได้ก่ ซึารตอบสนองของคนแต ่งจากรู ปทีม่ อายุ 2 จะเห็ นลได้ ่ามการเปลี ่ยนแปลงของอั และสิ่งแวดล อมคลและสิ ายกั่งนแวดล ละกลุ อาจจะมี คววามแตกต างกั นคและ อาจจะมี ผ ลของความสั ม พั น ธ ร ะหว า งกลุ ม  อายุ ไ ด ซึ ง ่ จากรู ป ที ่ 2 จะเห็ น ได ว า  การเปลี ย ่ นแปลงของอั ตรา อาจจะมี พัอายุ นธาไรดงกั ะหวซึน่งาอย่ งกลุางชั ม ปอายุ ไ2ด จะเห็ ซึ่งจากรู ่ 2 จะเห็ นไดวาการเปลี ตรา อาจจะมี มพัลผนลของความสั ธระหว างกลุแม ตกต่ จากรู ทีด่ เจน นไดวปาทีการเปลี ่ยนแปลงของอั ตรา่ยนแปลงของอั การสู บบุผลของความสั หรี่ของคนแต่ ะกลุ ่มอายุ บุหการสู รี่ของคนแต ะกลุแมตกต อายุลาแะกลุ างกั างชั บุหมรี่ขลอายุ องคนแต างกัดนเจน อยางชัดเจน การสูบบุการสู หรี่ขบองคนแต ลบะกลุ งกัตกต นมอยอายุ างชัแนตกต ดอยเจน

นอกจากนั้น หากแยกอัตราการสูบบุหรี่ตามเพศ และถิ่นที่อยู่ (รูปที่ 3 และ 4 ตามล�ำดับ) จะเห็นว่าเมื่อ นอกจากนั ้น หากแยกอั ตราการสู บุราการสู หรี่ตามเพศ ยู่  3และ (รูป่นทีที่ 4ตามลํ าดั4ตามลํ ้น หากแยกอั บบุห่นรีและถิ ่ตทีามเพศ ยูา (รูอัตป4ตามลํ ทีดั่ บ3และ จะเห็ นว่มาเมื่อ ้น้ชหากแยกอั หรี่ตบตามเพศ และถิ ่อยู ่น(รูทีป่ม่อทีและถิ าราการสู ) จะเห็ ารีเมื่ขาดัองแต่ ่อนบว)าเมื พินอกจากนั จารณาผู ายนอกจากนั ผู้หญิงตราการสู คนเมื อบงบุและคนชนบทแยกตามกลุ อายุ พบว่่อ3และ บบบุน) วหจะเห็ ล่อะกลุ พิ จ ารณาผู  ช าย ผู  ห ญิ ง คนเมื อ ง และคนชนบทแยกตามกลุ  ม อายุ พ บว า อั ต ราการสู บ บุ ห รี ่ ข องแต ล ะกลุ  ม จญิารณาผู ผูหญิตง ราการเปลี คนเมือง และคนชนบทแยกตามกลุ อายุพาบบว ราการสู บบุมหรี่ของแต ง คนเมืชอายงและอั และคนชนบทแยกตามกลุ มอายุ(Slope) พบวา อัตทีราการสู บุหานรีอั่ขนัตองแต ละกลุ นัพิ้นจารณาผู มีจุดเริช่มายต้นผูพิห(Intercept) ่ยนแปลง ่แมตกต่ งกั ้นหมายความว่ าแต่ลละกลุ ะ ม ่มนัต้นนมีจ(Intercept) ตราการเปลี ่ยนแปลง (Slope) นั้นหมายความว แตละ าแตละ ุดเริ่มและอั ตมน พั(Intercept) และอั ตราการเปลี ่ยนแปลง ่แนตกต างกันลาะกลุ นัแต ้นหมายความว นั้นมี่มจอายุ ุดนัเริ้น่มมีมตจีรนุดูปเริ(Intercept) ตนและอั ราการเปลี ่ยนแปลง ทีก่แารแยกประมาณการแต่ ตกตที(Slope) า่แงกัตกต น นัา้นงกัทีหมายความว ล่มะ าอายุ กลุ แบบความสั ธ์เฉพาะของกลุ ่ม(Slope) เอง แต่ อาจจะ กลุ  ม อายุ ม ี ร ู ป แบบความสั ม พั น ธ เ ฉพาะของกลุ  ม เอง แต ก ารแยกประมาณการแต ล ะกลุ  ม อายุ อ าจจะทํ กลุมอายุมีพัรูปนแบบความสั นมธเอง เฉพาะของกลุ มLoss) เอง แตซึก่งารแยกประมาณการแต ละกลุ มีรูปแบบความสั ธมเฉพาะของกลุ แตการแยกประมาณการแต อาจจะทํ า มอายุาอาจจะทํา ท�กลุำมให้อายุ ผลการประมาณการไม่ ีประสิทธิมภพัาพ (Efficiency แบบจ�ลำะกลุ ลองมอายุ Random Coefficients ใหผลการประมาณการไม ธิมภีปาพระสิ(Efficiency Loss) ่งาแบบจํ าซึลอง Random Coefficients ใหผลการประมาณการไม ทธิภาพ (Efficiency ่งแบบจํ าCoefficients ลอง Random ใหผลการประมาณการไม ระสิมทีปธิำภระสิ าพท(Efficiency Loss) ซึ่งแบบจํซึLoss) ลอง Random Regression Model เป็มนีปแบบจ� ลองที ่สามารถแยกค่ าประมาณการผลกระทบเฉลี ่ยของแต่ ละปัจCoefficients จัยและ Regression Model เป น แบบจํ า ลองที ่ ส ามารถแยกค า ประมาณการผลกระทบเฉลี ่ ย ของแต ล ะป จจัยและ Regression Model เป น แบบจํ า ลองที ่ ส ามารถแยกค า ประมาณการผลกระทบเฉลี ่ ย ของแต ล ะป่อจจัาจยและ Regression Model เป น แบบจํ า ลองที ่ ส ามารถแยกค า ประมาณการผลกระทบเฉลี ่ ย ของแต ล ะป จ จั ย และ ค่าประมาณการของปัจจัยที่อาจมีความแตกต่างกันตามกลุ่มอายุจากกัน และสามารถค�ำนึงถึงผลที ค า ประมาณการของป จ จั ย ที ่ อ าจมี ค วามแตกต า งกั น ตามกลุ  ม อายุ จ ากกั น และสามารถคํ า นึ ง ถึ ง ผลที คาประมาณการของป จจัยาทีงกลุ ่อาาจมี คตามกลุ วามแตกต างกัจนากกั ตามกลุ มอายุจากกันานึและสามารถคํ งผลที่ คาประมาณการของป งกั่มนอายุ มอายุ และสามารถคํ งถึงผลทีำ่ ลองนีานึ้น่ ง่าถึจะ จะเกิ ดจากความสั มพัจนจัยธ์ทีท่อี่เกิาจมี ดขึค้นวามแตกต ระหว่ ได้ นอกจากนั ้นนการประมาณการแบบจ� อาจจะเกิ ด จากความสั ม พั น ธ ท ่ ี เ กิ ด ขึ ้ น ระหว า งกลุ  ม อายุ ไ ด นอกจากนั ้ น การประมาณการแบบจํ า ลองนี ้ อาจจะเกิ จากความสั มพัEfficiency) นาธงกลุ ที่เกิมดอายุ ขึ้นมากกว่ ระหว างกลุ มอายุ ด นอกจากนั าลองนี้ มพัตนดิ ธ(Statistical ที่เกิดขึ้นระหว ได นอกจากนั ้นการประมาณการแบบจํ าลองนี้ มีอาจจะเกิ ประสินทาดจะมี ธิจากความสั ภาพทางสถิ าแบบจ� ำไลองอื ่นๆ ้นการประมาณการแบบจํ ประสิทธิภาพทางสถิติ (Statistical Efficiency) มากกวาแบบจําลองอื่นๆ าจะมีประสิ ธิภาพทางสถิ ติ (Statistical Efficiency) มากกว นาจะมีประสิทธิภนาพทางสถิ ติ ท(Statistical Efficiency) มากกว าแบบจําลองอื ่นๆาแบบจําลองอื่นๆ

แบบจ�ำแบบจํ ลองทีาลองที ่ผู้วิจัยผ่ เลื อัยเลื กใช้ มีคมวามคล้ ายคลึ งงกักับบ Townsend Townsendและคณะ และคณะ (1994), Blecher (2008) และ ูวกใช ิจาลองที อกใช ีคเลืวามคล ายคลึ (1994), Blecher (2008) และ(2008) และ แบบจํ ผ ่ ว  ู จ ิ ย ั อ กใช ม ค ี วามคล า ยคลึ ง กั บ Townsend และคณะ (1994), Blecher แบบจํ า ลองที ผ ่ ว  ู จ ิ ย ั เลื อ ม ค ี วามคล า ยคลึ ง กั บ Townsend และคณะ (1994), Blecher (2008) และ Franz (2008) โดยสามารถเขียนได้ดังนี้ Franz (2008) Franzโดยสามารถเขี (2008)ยนได โดยสามารถเขี Franz (2008) โดยสามารถเขี ดยังนีนได ้ ดังนีย้ นไดดังนี้

� � � �� �� �� �������� � �� ����� � �� ������ ���� � � � ����� �������� ��� ���� ��� ��� �������� � � ��������� � � ������� ���� ������ �� � � � ���� � ���� ���� ��� � ����� �������� �� ���� � ���� ���� �� � ����������� � ���������� �� � ����� �������� � � ������ � � ��� � �� � ����� �������� � � ������� � ��� ��������� � ���� �������� � � � ������

ง่ม่กลุ (กลุ � � อายุ �� �(และ ��) และ แสดงถึ งปtแสดงถึ (� � �������������������� ���������ตั)วแปร ) ่ �แสดงถึ �อายุ แสดงถึ �� ����) งป (� � �������������������� โดยที iแสดงถึ แสดงถึ งกลุ t��แสดงถึ =2544,2546,2547,2549,2550,2554) งกลุโดยที มอายุ (ม� อายุ �(i��ง=1,…,8) � ม ��) และ �แสดงถึ งป และ (�งปี�(��������������������� ���������) ��������� โดยที่ �่ โดยที อตัวตแปรอั บุราการสู หรี่ข่มองคนกลุ อายุ � ณมtเวลา �� ณ ตัtrend วเวลา แปร อtrend เวลาเนื เนื่อ่อองจากอั งจาก วคืราการสู แปร �ราการสู คืบุอตตัหราการสู บุหiรี่ข�มณณองคนกลุ �trend ตัวแปร เวลา เนืต่อรางจาก yตัitวแปร คือตัตั�วว��แปร แปรอั อายุ เวลา วแปร trend คื�อคืเวลา �� บ � คื คือตั�ว��ตัตแปรอั บวรีแปรอั บุ่ขหองคนกลุ รี่ขบตองคนกลุ มบอายุ เวลา � ตัอายุ วตัแปร � คือtเวลา เนื่องจาก อั ต ราการสู บ บุ ห รี อ ่ าจจะมี ก ารเปลี ่ ย นแปลงตามเวลา policies คื อ ตั ว แปรเชิ ง ปริ ม าณที ่ แ สดงถึ ง นโยบาย � policies ตราการสู บบุห่รีย่อนแปลงตามเวลา าจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา อตังวปริ แปรเชิ งงปรินโยบาย าณที่แสดงถึ งนโยบาย การสู บบุหบรีบุ่อหาจจะมี กการเปลี นแปลงตามเวลา policies อตัวงแปรเชิ มาณที ่แมสดงถึ งนโยบาย อัตราการสู รี่ออัาจจะมี ารเปลี policies แปรเชิ ปริ� มคืาณที ่แสดงถึ � คือตั t วคื ม่ บุโดยผู หควบคุ รีว่ ิจโดยผู ิจเลืรีัย่ อเลื อโยบายภาพคํ กใช าำเตืเตือนบนซองบุ หสรีรรพสามิ ่ หภาษี สรรพสามิ บุหรีา่ มสู การห บบุหรีา่ มสูบบบุหรี่ โดยผู วนิจนโยบายภาพค� ัยโยบายภาพคํ เลือกใช อนบนซองบุ หตรี่ บุภาษี สตรรพสามิ ่ การห ควบคุ อนบนซองบุ รี่ ภาษี สหรรพสามิ ตบุบตหบุารีหมสู ่ รีการห้ ควบคุมมควบคุ บุบุหหรี่ รีโดยผู ัย้วเลืมิจบุอัยวหกใช นกใช้ าเตืนอโยบายภาพคํ นบนซองบุ หารีเตื่ ภาษี รี่ การห ในที่ส่สาธารณะ าธารณะ กกลุ นอแต บการตอบสนองที ่งรมคนทุ กรกลุับผลกระทบเหมื มรจะได รอับนกั ผลกระทบเหมื แตอระดั อาจจะมี บุในที หรี่ส่ใาธารณะ นที ซึ่งกลุ ่งคนทุ คนทุ กซึกลุ ่มจะได้ ับผลกระทบเหมื นกัออรนกั นาจจะมี าจจะมี รระดับ่แการตอบสนองที การตอบสนองที ่แตกางกัน ซึ่งในที คนทุ่สซึกาธารณะ มจะได ับจะได ผลกระทบเหมื น อแตนกัอาจจะมี ะดันแต่ บการตอบสนองที ตกตา่แงกัตกต น างกั่แนตกต ตั ว แปร ����� คื อ อั ต ราการว า งงานของคนกลุ  ม อายุ � ณ เวลา � และตั ว แปร ������ คื อ ตั ว แปร �� � ����� คืตอราการว่ อัตราการว ามงงานของคนกลุ ม� อายุ ณ �tและตั วแปร ������ วแปร ต่ตัาวงกั ตัวแปร��ตัคืวunemp างงานของคนกลุ i �ณ เวลา������ และตั others � คื อ ตั แปรน ����� อแปร อัตราการว อายุ �ณ เวลา่มอายุ และตั วแปร ตัแปร วแปร � คื อว it คือา��อังงานของคนกลุ t คือ ควบคุ ม อื น ่ ๆ เช น ระดั บ ราคาบุ ห รี ท ่ ง ้ ั นี ้ ค า พารามิ เ ตอร � � � � � � � แสดงถึ ง ความสั ม พั น ธ ร ะหว า ง ��� ��� ��� ��� อื่นนๆระดั เช า�พารามิ เ���ตอร � ���� �ง�ความสั งความสั ��� � ����มแสดงถึ ตัควบคุ วแปรควบคุ ่นๆบมเช่ ราคาบุ หรี่ทหเั้งรีตอร นี่ท้ ังค่นี�า้ ค���พารามิ เตอร์ งความสั ธ์ าง มอื่นๆ เชมนอืควบคุ ระดั ราคาบุ หรีน่ทบั้งระดั นี้ คบาราคาบุ พารามิ ���� � � � �������� แสดงถึ พัแสดงถึ นธระหว าง มพัมนพัธรนะหว อั ต ราการสู บ บุ ห รี ่ แ ละป จ จั ย ต า งๆ ที ่ เ ปลี ่ ย นแปลงไปตามแต ล ะกลุ  ม อายุ ในขณะที ่ ค า พารามิ เ ตอร ราการสู บุา งๆ ห รีจ่ แจัทีละป จันแปลงไปตามแต ย ตทีาเ่ งๆ ่ เ ปลี่ ย นแปลงไปตามแต ในขณะที ่ ค า พารามิ อั ต ราการสู บุ หอัรี่ แตละป ล ะกลุ ม อายุลในขณะที า พารามิ เ ตอร ระหว่ างอัตบราการสู บบุจหจัรียแ่ บตละปั ย่เ ปลี ต่าจ่ยงๆ ปลีย่ ทีนแปลงไปตามแต่ ะกลุลม่ ะกลุ อายุ่มคอายุ ในขณะที ่ ค่าพารามิ เตอร์เ ตอร �� � �� � ���� ��� �� ��� �แสดงให เ ห็ น ถึ ง ความสั ม พั น ธ ร ะหว า งอั ต ราการสู บ บุ ห รี ่ เ ฉลี ่ ย ต อ ป จ จั ย ต า งๆของทุ ก พัตนราการสู ธระหว ฉลี ปกจจัยตากงๆของทุ �แสดงให้ � �เ� ห็ �� � �� � �� � �� � �� แสดงให มพัมเห็นพันธนถึระหว างอัาตมงอั ราการสู บบุาหงอั อปย่ จบต่จับุอยหปัตรีาจ่เงๆของทุ เ�ห็�นน�ถึ�ถึง�ความสั งแสดงให ความสั ธ์งความสั ระหว่ บรี่เบุตฉลีหราการสู รี่ยเ่ ตฉลี จัย่ยต่ตาองๆของทุ กลุม่ ก กลุ ม  อายุ (Fixed-Effect) เนื อ ่ งจากอั ต ราการสู บ บุ ห รี ่ ข องผู  ช ายและผู  ห ญิ ง มี ร ะดั บ และรู ป ร า งความสั ม พั น ธ กลุมอายุเนื เนื่อบงจากอั บุหหรี่ขญิองผู มีระดัปบร่าและรู กลุมอายุ (Fixed-Effect) เนื(Fixed-Effect) บุบหบุรี่ขหตองผู ชายและผู งมี้หรชญิ ะดัายและผู างงความสั มงความสั พันปธรางความสั อายุ (Fixed-Effect) ่องจากอั งจากอัตตราการสู ราการสู รีราการสู ่ของผู ้ชบายและผู งบมีและรู ระดัหปบญิรและรู มพันธ์มทพัี่ นธ ที ่ แ ตกต า งกั น อย า งเห็ น ได ช ั ด เจน เช น เดี ย วกั น กั บ อั ต ราการสู บ บุ ห รี ่ ร ะหว า งคนเมื อ งและชนบท ผู  ว ิ จ ั ย ่แตกต าชงกัชัดนเจน เจน วกับนบุกัหบรีอั่รบตะหว บบุอาหงและชนบท รี่ระหวาองคนเมื ที่แตกตาางกั งกันนอย่ อยาทีงเห็ นนไดได้ นเช่เดีนนยไดเดี วกัชยัดนวกั กับนอัเช ตกัราการสู ผูวอิจงและชนบท ัยจึง ผูจึ้วงิจัยผูจึวิจงัยจึง แตกต่ งเห็ ัดอย เจนาเชงเห็ บนอัเดีตยราการสู บุราการสู หารีงคนเมื ่ระหว่ งคนเมื งและชนบท

14

14

14


18

NIDA Economic Review

แยกวิเคราะห์ตามเพศชาย8 และการอาศัยอยู่ในเมืองและชนบท9 ทั้งนี้เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราการสูบบุหรีก่ บั ตัวแปรอืน่ ๆ อาจจะไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงเส้น ผูว้ จิ ยั จึงพิจารณาตัวแปรตามทีแ่ ปลง ค่าโดยใช้ฟังก์ชั่น logarithmic, inverse normal หรือ inverse logistic ด้วย10 รูปที่ 3: อัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายและผู้หญิงแยกตามกลุ่มอายุ

ที่มา: รวบรวมโดยผู้วิจัย อ้างอิงจาก Global Adult Tobacco Survey, Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey และ Health and Welfare Surveyส�ำนักงานสถิติแห่งชาติ

8เนือ่ งจากอัตราการสูบบุหรีข่ องผูห้ ญิงค่อนข้างต�่ำ (มีคา่ ใกล้ศนู ย์) การใช้แบบจ�ำลองในลักษณะทีเ่ ป็นแบบจ�ำลองในรูปเชิงเส้นท�ำให้ ผลที่ได้อาจไม่น่าเชื่อถือ ผู้วิจัยพบว่าผลการประมาณการที่ได้นั้นค่าที่ค่อนข้างขัดแย้งกับความเป็นจริง และไม่มีเหตุที่พอจะอธิบาย ได้ ผู้วิจัยจึงขอละการแสดงผลและการวิเคราะห์อัตราการสูบบุหรี่ของผู้หญิง 9ทัง้ นีก้ ารเปรียบเทียบระหว่างเมืองและชนบทยังมีความน่าสนใจ เนือ่ งจากระดับการศึกษาในชนบทอยูใ่ นระดับต�ำ่ กว่าเมือ่ เทียบกับ ระดับการศึกษาในเมือง ดังนัน้ การใช้รปู ค�ำเตือนบนซองบุหรีใ่ นการสือ่ สารอาจจะได้ผลดีกว่าเมืองซึง่ จะสอดคล้องกับการศึกษาของ Fong et al. (2009) ทีพ่ บว่าประสิทธิผลของรูปค�ำเตือนบนซองบุหรีม่ กั ได้ผลมากกว่าในกรณีทอี่ ตั ราการอ่านออกเขียนได้คอ่ นข้างต�่ำ 10ทั้งนี้การเลือกใช้ฟังก์ชั่นดังกล่าว เกิดจากการที่ตัวแปรอัตราการสูบบุหรี่นั้นเป็นค่าสัดส่วนที่มีค่าอยู่ระหว่าง 0 และ 1 และเพื่อ ให้แบบจ�ำลองสมการถดถอยยังคงเป็นไปได้ classical linear regression assumptions ผู้วิจัยจึงเลือกใช้รูปแบบ inverse function เพื่อให้สมการฝั่งขวามือยังคงเป็นสมการเชิงเส้น


NIDA Economic Review

19

รูปที่ 4: อัตราการสูบบุหรี่ของคนในเขตเมืองและเขตชนบทแยกตามกลุ่มอายุ

ที่มา: รวบรวมโดยผู้วิจัย อ้างอิงจาก Global Adult Tobacco Survey, Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey

และ Health and Welfare Survey

4. ผลการศึกษา ตารางที่ 2 แสดงผลจากแบบจ�ำลองฐาน (Based Case) และแบบจ�ำลอง Multi-Level Model โดยใน คอลัมน์ที่ [1] เป็นค่าสัมประสิทธ์จากแบบจ�ำลองฐานทีป่ ระมาณโดยวิธี Fixed-Effect Panel Regression ซึง่ ผลการประมาณการของปัจจัยต่างๆจะมีขนาดเท่ากันหมดส�ำหรับทุกกลุม่ ส่วนแบบจ�ำลองในคอลัมน์ ที่ [2]-[10] เป็นผลการประมาณการด้วยแบบจ�ำลอง Multi-Level Model ที่ปัจจัยแต่ละปัจจัยอาจมีผลที่ แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ โดยคอลัมน์ที่ [2] เป็นผลการประมาณของส่วนที่เกิดจาก Fixed-Effect ส่วนคอลัมน์ [3]-[10] เป็นค่าประมาณการ Best Linear Unbiased Predictor (BLUP) ของ Random Effects ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุ ผลการประมาณการในคอลัมน์ที่ [1] และ [2] แสดงให้เห็นว่า เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นๆให้คงที่ นโยบาย การใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่มีผลท�ำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง แต่ขนาดของผลของนโยบายมีขนาด ทีเ่ ล็กมากในขณะทีก่ ารบังคับห้ามสูบบุหรีใ่ นทีส่ าธารณะได้ผลต่ออัตราการสูบบุหรีข่ องประชากรทัง้ หมด มากที่สุด และได้ผลมากส�ำหรับกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-49 ปีในขณะที่การใช้นโยบายทางด้านภาษี สรรพสามิ ต บุ ห รี่ นั้ น กลั บ ท� ำ ให้ อั ต ราการสู บ บุ ห รี่ เ พิ่ ม สู ง ขึ้ น ซึ่ ง ขั ด กั บ เป้ า หมายของการขึ้ น ภาษี


20

NIDA Economic Review

สรรพสามิตบุหรี่ แต่ผลดังกล่าวสามารถอธิบายได้หากพิจารณาพร้อมกับการวิเคราะห์ผลของราคาบุหรี่ ชายปลีกเปรียบเทียบทีเ่ พิม่ สูงขึน้ โดยผลการศึกษานีส้ อดคล้องกับ Sarntisart (2003, 2011) ทีพ่ บว่าการ ปรับเพิม่ ขึน้ ของราคาบุหรีม่ ผี ลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรีม่ ากกว่าการขึน้ ภาษีสรรพสามิตบุหรีเ่ พียงอย่าง เดียว ถึงแม้ว่าราคาขายปลีกบุหรี่จะมีการรวมภาษีสรรพสามิตแล้วก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทผู้ผลิต บุหรี่สามารถตั้งราคาผลิตบุหรี่พื้นฐานให้ต�่ำเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีได้ ดังนั้นผลของการเพิ่มภาษี สรรพสามิตบุหรี่อาจถูกหักล้างด้วยการกดราคาบุหรี่พื้นฐานที่บริษัทบุหรี่แจ้งกับกรมสรรพสามิต และ ท�ำให้นโยบายควบคุมการสูบบุหรี่ที่ผ่านมาส่งผลให้การใช้ภาษีสรรพสามิตไม่ประสบความส�ำเร็จตาม ที่ตั้งเป้าไว้ ผู้วิจัยพบปัจจัยที่มีผลท�ำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยเฉลี่ยของประชากรทุกกลุ่มลดลงมากที่สุด คือ ระดับ ราคาบุหรีเ่ ปรียบเทียบทีเ่ พิม่ สูงขึน้ โดยค่าสัมประสิทธิม์ คี า่ ใหญ่กว่าปัจจัยอืน่ ๆ อย่างชัดเจน โดยประชากร ช่วงกลุม่ อายุระหว่าง 15-19 มีการตอบสนองต่อราคาบุหรีท่ เี่ ปลีย่ นแปลงไปมากกว่ากลุม่ อืน่ ๆ รองลงมา คือกลุ่มอายุช่วง 60 ปีขึ้นไปซึ่งผลที่พบนี้ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Sarntisart (2003) และ Franz (2008) ที่พบว่ากลุ่มคนอายุน้อยมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาบุหรี่มากกว่ากลุ่มคนที่มีอายุมาก ส�ำหรับปัจจัยควบคุมอื่นๆ เช่น อัตราการว่างงานของแต่กลุ่มอายุ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานะหรือสภาวะ ทางเศรษฐกิจของกลุม่ คนอายุนนั้ ๆ ผูว้ จิ ยั พบว่า มีคา่ สัมประสิทธิเ์ ป็นลบ นัน้ ก็คอื การทีอ่ ตั ราการว่างงาน ลดลงมีผลท�ำให้อตั ราการสูบบุหรีส่ งู ขึน้ ซึง่ สอดคล้องกับผลการศึกษาก่อนหน้าทีพ่ บว่าความยืดหยุน่ ต่อ รายได้ของผูส้ บู บุหรีม่ คี า่ เป็นบวกนัน้ คือ เมือ่ ผูส้ บู บุหรีม่ รี ายได้มากขึน้ ก็จะสูบบุหรีม่ ากขึน้ ตามไปด้วยส่วน ปัจจัยทางด้านเวลา นอกจากนีย้ งั พบว่า อัตราการสูบบุหรีข่ องประชากรทุกช่วงอายุมแี นวโน้มเพิม่ สูงขึน้ แต่มขี นาดไม่ใหญ่มากนักทัง้ นีก้ ลุม่ ช่วงอายุ 20-59 ปีมแี นวโน้มเพิม่ ขึน้ ต�่ำกว่าค่ากลาง (ซึง่ สอดคล้องกับ รูปที่ 2) ดังนั้นอาจจะสรุปได้ว่าแนวโน้มการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่นั้นแท้จริงแล้วไม่เกี่ยวข้องกับ เวลา แต่เกิดจากปัจจัยอื่นๆที่ท�ำให้คนนั้นสูบบุหรี่น้อยลง เมื่อผู้วิจัยท�ำการแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มผู้ชาย (ตารางที่ 3) พบว่า การตอบสนองต่อนโยบายควบคุม การสูบบุหรี่ของผู้ชายจะได้ผลมากกว่าผู้หญิงโดยนโยบายภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่มีประสิทธิผลเพิ่ม ขึ้นเล็กน้อย และได้ผลเป็นพิเศษเฉพาะกลุ่มอายุ 15-19 ปี ในขณะที่นโยบายควบคุมบุหรี่ที่ได้ผลมาก ที่สุดยังคงเป็นนโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ส่วนปัจจัยที่มีผลช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่มากที่สุด ยังคงเป็น ราคาบุหรี่ขายปลีกโดยเปรียบเทียบ ซึ่งในกรณีของผู้ชายนั้นมีการตอบสนองต่อราคาที่สูงว่า กรณีประชากรทั้งหมด อีกกรณีที่ผู้วิจัยสนใจคือ การเปรียบเทียบผลของนโยบายควบคุมบุหรี่ระหว่างกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่อาศัยอยู่ ในเมืองเปรียบเทียบกับทีอ่ าศัยอยูใ่ นชนบท (ตารางที่ 4 และ 5 ตามล�ำดับ) ซึง่ แสดงให้เห็นถึงความแตก ต่างที่อาจจะเกิดจากระดับการศึกษาที่แตกต่างกันระหว่างเมืองและชนบทที่มีต่อนโยบายการใช้ภาพ


NIDA Economic Review

21

ค�ำเตือนบนซองบุหรี่ ในกรณีของผู้สูบบุหรี่ในเมือง ผู้วิจัยพบว่า ผลของนโยบายภาพค�ำเตือนบนซอง บุหรี่มีขนาดเล็กกว่ากรณีของผู้สูบบุหรี่ที่อยู่ในชนบทเล็กน้อย นั้นแสดงว่า นโยบายภาพค�ำเตือนช่วย ท�ำให้อัตราการสูบบุหรี่ของคนในชนบทลดลงมากกว่าคนในเมือง ผลดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษา ของ Fong และคณะ (2009) ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ภาพค�ำเตือนนั้นมีประสิทธิผลมากกว่า ในกรณีที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ หรือระดับการศึกษาอยู่ในระดับต�่ำ อย่างไรก็ดี ผลของนโยบายภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่ยังคงต�่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายควบคุม บุหรีอ่ นื่ ๆ เช่นเดิม โดยนโยบายควบคุมการสูบบุหรีใ่ นทีส่ าธารณะยังคงเป็นนโยบายทีไ่ ด้ผลทีด่ กี ว่า ส่วน นโยบายเพิม่ ภาษีสรรพสามิตบุหรีน่ นั้ ยังคงไม่สามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรีข่ องทัง้ ผูส้ บู บุหรีใ่ นเมือง และในชนบทได้ เนือ่ งจากบริษทั ผูผ้ ลิตบุหรีต่ งั้ ราคาผลิตบุหรีพ่ นื้ ฐานให้ต�่ำเพือ่ หลีกเลีย่ งการจ่ายภาษีและ บีบให้ราคาขายปลีกไม่สงู เกินไปได้ ซึง่ ท�ำให้ผลของการเพิม่ ภาษีสรรพสามิตบุหรีอ่ าจถูกหักล้างด้วยการ กดราคาบุหรี่พื้นฐานที่บริษัทบุหรี่แจ้งกับกรมสรรพสามิต และท�ำให้นโยบายควบคุมการสูบบุหรี่ที่ผ่าน มาส่งผลให้การใช้ภาษีสรรพสามิตไม่ประสบความส�ำเร็จเท่าที่ควร11 ปัจจัยอีกประการทีอ่ าจมีผลต่อการสูบบุหรี่ คือ จ�ำนวนรูปภาพค�ำเตือนบนซองบุหรีท่ สี่ บั เปลีย่ นไปเรือ่ ยๆ ซึง่ จะมีผลกระทบโดยตรงต่อความรูส้ กึ ของผูส้ บู บุหรีแ่ ละผูท้ คี่ ดิ อยากลองสูบ ทัง้ นีร้ ปู ภาพค�ำเตือนใหม่จะ กันไม่ให้ผสู้ บู บุหรีเ่ กิดความชินชากับภาพค�ำเตือนเดิมๆ บนซองบุหรี่ หรือทีเ่ รียกว่า ผล “Novelty” Effect ซึง่ ผูว้ จิ ยั ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยผูว้ จิ ยั เลือกใช้จ�ำนวนภาพค�ำเตือนทีก่ ระทรวงสาธารณะสุขบังคับใช้ จากการเพิ่มตัวแปรจ�ำนวนภาพค�ำเตือน (No. of Photo) ในแบบจ�ำลอง ผลการประมาณการแสดงให้ เห็นว่า การใช้นโยบายภาพค�ำเตือน (วัดจากขนาดภาพค�ำเตือน) ส่งผลท�ำให้อัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น แต่ผลดังกล่าวไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ ในขณะที่ผลของการเพิ่มจ�ำนวนภาพค�ำเตือนท�ำให้อัตราการสูบ บุหรี่ลดลง โดยได้ผลดีสุดกับกลุ่มคนอายุระหว่าง 25-34 ปี ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับนโยบายควบคุม บุหรี่อื่นๆ ผู้วิจัยยังคงพบว่านโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะยังคงมีประสิทธิผลสูงสุด เช่นเดียวกัน หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นผู้ชาย (ตารางที่ 7) ผู้วิจัยพบว่า การเพิ่มขนาดภาพค�ำ เตือนช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ แต่ผลดังกล่าวยังคงไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติแต่อย่างไร นอกจากนั้น ผล ของการเพิม่ จ�ำนวนรูปภาพค�ำเตือนจะมีประสิทธิผลมากกว่าในกรณีทเี่ ป็นผูช้ าย และกลุม่ คนอายุระหว่าง 25-34 ปี ส�ำหรับกลุ่มผู้สูบบุหรี่ในเมืองและในชนบท (ตารางที่ 8 และ 9) ผู้วิจัยพบว่า การเพิ่มจ�ำนวน รูปภาพค�ำเตือนมีประสิทธิผลมากกว่าในกลุม่ ผูส้ บู บุหรีใ่ นชนบท โดยได้ผลดีกบั กลุม่ อายุระหว่าง 25-34 ปี

11ทั้งนี้ผลการประมาณการในกรณีที่มีการแปลงตัวแปรตามโดยใช้สมการ Logarithmic Inverse Normal หรือ Inverse Logistic ได้ ผลการประมาณการที่มีเครื่องหมายเหมือนกัน แต่ขนาดผลการประมาณการแตกต่างเล็กน้อยจากการแปลงค่าตัวแปรตาม ดังนั้นผู้ วิจัยจึงขอละผลดังกล่าว (โดยผู้สนใจสามารถขอเพิ่มเติมได้จากผู้วิจัย)


4.892*** -0.006*** -0.393*** -0.014*** -2.723*** 0.041**

Fixed Effects (Mixed Level Model) [2] 4.853* -0.006* -0.391* -0.013* -2.705* 0.041**

-0.001 0.048 -0.162 0.000

15-19 [3] 0.000 -0.020 0.069 -0.000

20-24 [4] 0.000 -0.015 0.051 -0.000

25-29 [5] 0.000 -0.014 0.047 -0.000

30-34 [6]

6.440*** -0.010*** -0.541*** -0.023*** -3.823*** 0.063**

Fixed Effects (Mixed Level Model) [2] 6.278*** -0.010*** -0.532*** -0.020*** -3.744*** 0.063**

-0.001 0.097 -0.397 0.000

15-19 [3] 0.000 -0.022 0.106 -0.000

20-24 [4] 0.000 -0.042 0.137 -0.000

25-29 [5]

19

0.000 -0.013 0.043 -0.000

40-49 [8]

0.000 -0.028 0.114 -0.000

30-34 [6]

0.000 -0.017 0.090 -0.000

35-39 [7]

0.000 -0.020 0.095 -0.000

40-49 [8]

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫ݔܽݐ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Dependent Variable:

Panel Fixed-Effects (Base Case) [1]

ตารางที่ 3:ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีตัวแปรตาม คือ ࢙࢓࢕࢑࢏࢔ࢍ࢘ࢇ࢚ࢋสําหรับประชากรที่เปนผูชาย(Male)

0.000 -0.010 0.034 -0.000

35-39 [7]

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫ݔܽݐ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Dependent Variable:

Panel Fixed-Effects (Base Case) [1]

ตารางที่2:ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีตัวแปรตาม คือ ࢙࢓࢕࢑࢏࢔ࢍ࢘ࢇ࢚ࢋสําหรับกลุมประชากรทั้งหมด (Total)

-0.000 0.004 0.002 0.000

50-59 [9]

0.000 -0.003 0.011 -0.000

50-59 [9]

-0.000 0.028 -0.146 0.000

60+ [10]

-0.001 0.027 -0.093 0.000

60+ [10]

22 NIDA Economic Review


3.950*** -0.005*** -0.351*** -0.009 -2.222*** 0.039***

Panel Fixed-Effects (Base Case) [1]

Fixed Effects (Mixed Level Model) [2] 3.816*** -0.005*** -0.343*** -0.007*** -2.157*** 0.038***

-0.001 0.055 -0.213 0.0000

15-19 [3] 0.000 -0.015 0.059 -0.000

20-24 [4] 0.000 -0.023 0.087 -0.000

25-29 [5] 0.000 -0.035 0.134 -0.000

30-34 [6]

5.904*** -0.007*** -0.472*** -0.015*** -3.360*** 0.051***

Fixed Effects (Mixed Level Model) [2] 5.880*** -0.007*** -0.471*** -0.015*** -3.349*** 0.051***

-0.001 0.069 -0.255 0.000

15-19 [3] 0.000 -0.012 0.038 -0.000

20-24 [4]

25-29 [5] 0.001 -0.030 0.115 -0.000

20

0.000 -0.016 0.060 -0.000

40-49 [8]

0.001 -0.038 0.145 -0.000

30-34 [6]

0.000 -0.008 0.026 -0.000

35-39 [7]

0.000 -0.013 0.047 -0.000

40-49 [8]

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫ݔܽݐ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Dependent Variable:

Panel Fixed-Effects (Base Case) [1]

ตารางที่ 5:ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีตัวแปรตาม คือ ࢙࢓࢕࢑࢏࢔ࢍ࢘ࢇ࢚ࢋสําหรับประชากรที่อยูในเขตชนบท (Rural)

0.000 -0.016 0.062 -0.0000

35-39 [7]

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫ݔܽݐ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Dependent Variable:

ตารางที่4:ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีตัวแปรตาม คือ ࢙࢓࢕࢑࢏࢔ࢍ࢘ࢇ࢚ࢋสําหรับประชากรที่อยูในเขตเมือง (Urban)

0.000 -0.009 0.033 -0.000

50-59 [9]

-0.000 -0.007 -0.025 0.000

50-59 [9]

-0.001 0.040 -0.148 0.000

60+ [10]

-0.001 0.043 -0.0164 0.000

60+ [10]

NIDA Economic Review

23


3.030* 0.001 -0.007 -0.156*** -0.018*** -1.136 -0.001

Panel Fixed-Effects Model (Base Case)

Fixed Effects (Mixed Level Model) 2.702*** 0.001 -0.007** -0.139*** -0.013*** -0.986*** -0.000*** -0.001 0.001 0.031 -0.109 0.000

15-19 0.000 0.000 -0.012 0.044 -0.000

20-24 0.001 -0.002 -0.012 0.041 -0.000

25-29

3.902 -0.001 -0.010 -0.192 -0.036*** -1.537 -0.001

Panel Fixed-Effects Model (Base Case)

Fixed Effects (Mixed Level Model) 3,332*** -0.000 -0.010** -0.163*** -0.027*** -1.266*** -0.000 -0.002 0.004 0.062 -0.387 0.000

15-19 -0.0001 -0.001 0.041 -0.188 0.000

20-24

21

0.000 0.000 -0.006 0.021 -0.000

35-39 0.000 0.000 -0.007 0.026 -0.000

40-49

0.006 -0.018 -0.020 0.248 -0.000

25-29

0.003 -0.009 -0.050 0.332 -0.000

30-34

-0.001 0.004 -0.020 0.091 0.000

35-39

-0.002 0.009 -0.018 0.035 0.000

40-49

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

ܰ‫݋‬Ǥ ‫݋ݐ݋݄݂ܲ݋‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫ݔܽݐ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Dependent Variable:

ตารางที่ 7:ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีใสตัวแปร novelty effectสําหรับประชากรที่เปนผูชาย (Male)

0.001 -0.001 -0.010 0.035 -0.000

30-34

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

ܰ‫݋‬Ǥ ‫݋ݐ݋݄݂ܲ݋‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫ݔܽݐ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Dependent Variable:

ตารางที่ 6:ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีใสตัวแปร novelty effectสําหรับประชากรที่ทั้งหมด (Total)

-0.002 0.009 -0.039 0.139 -0.000

50-59

-0.000 0.001 -0.000 0.002 0.000

50-59

-0.001 0.002 0.045 -0.271 0.000

60+

-0.000 0.000 0.017 -0.060 0.000

60+

24 NIDA Economic Review


2.062 0.001 -0.006 -0.119 -0.012*** -0.659 -0.000

Panel Fixed-Effects Model (Base Case)

Fixed Effects (Mixed Level Model) 1.828** 0.001* -0.006*** -0.107*** -0.008*** -0.552* -0.000** -0.001 0.002 0.020 -0.071 0.000

15-19 0.000 0.000 -0.011 0.035 -0.000

20-24 0.000 -0.001 -0.006 0.025 -0.000

25-29

3.589** 0.001 -0.008 -0.176*** -0.022*** -1.382* -0.001*

‫ݔܽݐ‬

Fixed Effects (Mixed Level Model) 3.176*** 0.001 -0.008*** -0.155*** -0.015*** -1.193*** -0.001*** -0.001 0.001 0.049 -0.177 0.000

15-19 -0.000 0.001 -0.011 0.037 0.000

20-24

22

0.000 0.001 -0.010 0.029 -0.000

35-39 0.000 0.000 -0.008 0.025 -0.000

40-49

0.002 -0.003 -0.025 0.092 -0.000

25-29

0.002 -0.003 -0.022 0.084 -0.000

30-34

-0.000 0.001 -0.005 0.019 0.000

35-39

-0.000 0.000 -0.009 0.030 0.000

40-49

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

ܰ‫݋‬Ǥ ‫݋ݐ݋݄݂ܲ݋‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Panel Fixed-Effects Model (Base Case)

Dependent Variable:

ตารางที่ 9: ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีใสตัวแปร novelty effectสําหรับประชากรที่อยูในเขตชนบท (Rural)

0.001 -0.003 -0.006 0.033 -0.000

30-34

BLUP for Random Effects (Mixed Level Model)

หมายเหตุ: *** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 1%, ** = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 5%, * = นัยยะสําคัญทางสถิติที่ระดับ 10%

‫݀݊݁ݎݐ‬

‫݁ܿ݅ݎ݌݁ݒ݅ݐ݈ܽ݁ݎ‬

‫ݐ݊݁݉ݕ݋݈݌݉݁݊ݑ‬

‫݁݁ݎ݂݁݇݋݉ݏ‬

ܰ‫݋‬Ǥ ‫݋ݐ݋݄݂ܲ݋‬

‫݁ݖ݅ݏܹܪܩ‬

‫ݔܽݐ‬

‫݁ݐܽݎ݃݊݅݇݋݉ݏ‬

Dependent Variable:

ตารางที่ 8:ผลการประมาณการคาสัมประสิทธิ์ กรณีใสตัวแปร novelty effectสําหรับประชากรที่อยูในเมือง (Urban)

-0.000 0.001 -0.001 0.005 0.000

50-59

-0.000 0.001 0.000 -0.006 0.000

50-59

-0.001 0.001 0.024 -0.090 0.000

60+

-0.001 0.000 0.022 -0.071 0.000

60+

NIDA Economic Review

25


26

NIDA Economic Review

อย่างไรก็ดี ผลจากการวิเคราะห์เรื่อง novelty effect นั้นยังคงมีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับ นโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และยังได้ผลน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาบุหรี่ขายปลีกโดย เปรียบเทียบ ซึ่งผลการศึกษายังคงคล้ายคลึงกับผลจากตารางที่ 5-8 ที่ระดับราคาบุหรี่ขายปลีกมีผล ต่ออัตราการสูบบุหรี่มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 15-19 และ 60+ ปีที่มีการตอบสนองต่อราคา ที่สูงขึ้นมากที่สุด 5. บทสรุป ในการศึกษานี้ ผูว้ จิ ยั ศึกษาประสิทธิผลของการใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรีท่ มี่ ตี อ่ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ของคนไทยโดยวัดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการสูบบุหรี่ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ ของคนไทยที่ผู้วิจัยรวบรวมจากแหล่งข้อมูลสาธารณะสามแห่งได้แก่ Global Adult Tobacco Survey, Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey,และ Health and Welfare Survey โดยข้อมูลแยก ตัวอย่างออกเป็น 8 กลุ่มช่วงอายุครอบคลุมระหว่างปี พ.ศ.2544-2554 ผลการประมาณการจากแบบจ�ำลอง Random Coefficients Model ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลของปัจจัยที่ อาจจะมีขนาดแตกต่างกันตามแต่ละกลุม่ อายุ และผลของปัจจัยแต่ละตัวอาจจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ภายในกลุ่ม แสดงให้เห็นว่าการใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรี่นั้นช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลง โดยเฉพาะ กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีและคนอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีตอบสนองต่อภาพค�ำเตือนมากกว่า กลุม่ อืน่ ๆ อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของการใช้ภาพค�ำเตือนได้ผลค่อนข้างน้อยเมือ่ เปรียบเทียบกับนโยบาย ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ซึ่งมีประสิทธิผลมากกว่า ปัจจัยทีม่ ผี ลต่ออัตราการสูบบุหรีม่ ากทีส่ ดุ คือ ระดับราคาบุหรีข่ ายปลีกโดยเปรียบเทียบ ซึง่ ค�ำนวณจาก สัดส่วนของดัชนีราคาบุหรีต่ อ่ ดัชนีราคาผูบ้ ริโภค ทัง้ นีผ้ วู้ จิ ยั พบว่านโยบายภาษีสรรพสามิตบุหรีน่ นั้ ไม่มี ประสิทธิผลในการลดอัตราการสูบบุหรีล่ ง ซึง่ ผลทีไ่ ด้นนั้ สอดคล้องกับ Sarntisart (2011) ทีพ่ บว่าการขึน้ อัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่อาจจะไม่ท�ำให้ราคาบุหรี่ขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอัตราภาษีสรรพสามิต ถูกจัดเก็บจากราคาพืน้ ฐานทีบ่ ริษทั บุหรีเ่ ป็นผูต้ งั้ และอาจตัง้ ต�ำ่ กว่าความเป็นจริงเพือ่ รักษาให้ราคาบุหรี่ ขายปลีกไม่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังพบว่าแนวโน้มอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงไม่ได้เกิดจากแนว โน้มตามกาลเวลา เมื่อแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มผู้ชาย ผู้วิจัยพบผลการศึกษาที่คล้ายคลึงกันกับกลุ่มรวม แต่ผลของการใช้ ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรีม่ ขี นาดใหญ่ขนึ้ เล็กน้อย แต่ยงั คงถือว่ามีประสิทธิผลต�่ำกว่าอยูด่ ี และหากแยก วิเคราะห์กลุม่ คนในชนบทและกลุม่ คนในเมือง ผูว้ จิ ยั พบว่าการใช้ภาพค�ำเตือนบนซองบุหรีม่ ปี ระสิทธิผล มากกว่าส�ำหรับกลุม่ คนในชนบท ซึง่ มีระดับการศึกษาหรือการอ่านออกเขียนได้ตำ�่ กว่า ซึง่ สอดคล้องกับ


NIDA Economic Review

27

การศึกษาของ Fong และคณะ (2009) นอกจากนัน้ กลุม่ คนในชนบทมีขนาดการตอบสนองต่อราคาบุหรี่ ขายปลีกที่เปลี่ยนไปมากกว่ากลุ่มคนในเมือง นั้นคือ การเพิ่มขึ้นของราคาบุหรี่ขายปลีกจะท�ำให้อัตรา การสูบบุหรี่ของคนในชนบทลดลงมากกว่าคนในเมือง นอกจากนั้น การศึกษานี้ยังพิจารณาผลที่อาจจะเกิดจาก novelty effect โดยผู้วิจัยเลือกใช้จ�ำนวนภาพ ค�ำเตือนบนซองบุหรีท่ ใี่ ช้หมุนเวียนกันเพือ่ ป้องกันการเกิดการชินชาของผูส้ บู บุหรีต่ อ่ ภาพค�ำเตือนเดิมๆ ซึ่งการศึกษาพบผลจาก novelty effect ท�ำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงแต่มีขนาดที่เล็กมาก เมื่อเปรียบ เทียบกับผลของการใช้นโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคา บุหรี่ขายปลีก บรรณานุกรม ภาษาอังกฤษ Arora, M., Abha, T., Gaurang, P. Nazar, V., Gupta, K., and Shrivastav, R. (2012) “Ineffective Pictorial Health Warnings on Tobacco Products: Lessons Learnt from India”, IndianJournal of Public Health, 56(1): 61-64. Azagba, S. and Sharaf, M.F. (2012) “The Effect of Graphic Cigarette Warning Labels on Smoking Behavior: Evidence from the Canadian Experience”,Nicotine&Tobacco Research, doi: 10.1093/ntr/nts194 Bansal-Travers, M., Hammond, D., Smith, P. and Cumming, K.M.(2011) “The Impact of Cigarette Pack Design, Descriptors, and Warning Labels on Risk Perception in the U.S.”, American Journal of Preventive Medicine, 40(6): 674-682. Blecher, E. (2008) “The Impact of Tobacco Advertising Bans on Consumption in Developing Countries”,Journal of Health Economics, 27: 930-942. Borland, R., Yong, H., Wilson, N., Fong, G.T., Hammond, D, Cummings, M.K., Hosking, W., and McNeil, A.(2009) “How Reactions to Cigarette Packet Health Warnings Influence Quitting: Findings from the ITC Four-Country survey”, Addition, 104(4): 669-675. Brown, A., and Moodie, C.(2010) “Adolescents’ Perceptions of Tobacco Control Measures in the United Kingdom,” Health Promotion Practice, 13: 41-47. Cantrell J., Vallone Dona M., Thrasher, F.T., Nagler, R.H., Feirman, S.P., Muenz, L.R., He, Y.D. and Viswanath, K.(2013) “Impact of Tobacco-Related Health Warning Labels across Socioeconomic, Race and Ethnic Groups: Results from a Randomized Web-Based Experiment,” PLoS ONE 8(1): e52206. doi:10.1371/journal.pone.0052206


28

NIDA Economic Review

Cecil, H., Evans, R.I. and Stanley, M.A.(2006) “Perceived Believability Among Adolescents of Health Warning Labels on Cigarette Packs,” Journal of Applied Social Psychology, 26(6): 502-519. Chang, F.C., Chung, F.H., Yu, P. and Chao, K.U. (2010) “The Impact of Graphic Cigarette Warn ing Labels and Smoke-Free Law on Health Awareness and Thoughts of Quitting in Taiwan,” Health Education Research, 26(2): 179-191. Dinno, A. and Glantz, S.(2009)“Tobacco Control Policies are Egalitarian: A Vulnerabilities Perspective on Clean Indoor Air Laws, Cigarette Prices, and Tobacco Use Dispari ties,” Social Science and Medicine, 68 (2009): 1439-1447. Fong, G.T., Hammond, D., and Hitchman, S.C.(2009) “The Impact of Pictures on the Effective ness of Tobacco Warnings,” Bulletin of the World Health Organization, 87(8): 640-643. Franz, G.A. (2008) “Price Effects on the Smoking Behavior of Adult Age Groups,” Public Health, 122(12), 1343-1348. Freeman, B., Chapman, S. and Rimmer, M.(2008) “The Case for the Plain Packaging of Tobacco Products,” Addiction, 103(4): 580-590. Germain, D., Wakefield, M.A. and Durkin, S.J.(2010) “Adolescents’ Perceptions of Cigarette Brand Image: Does Plain Packaging Make a Difference?”,Journal of Adolescent Health, 46(4): 385-392. Goldberg, M.E., Liefeld, J., Madill, J. and Vredenburg, H.(1999) “The Effect of Plain Packaging on Response to Health Warnings,” American Journal of Public Health, 89(9): 1434 1435. Hammond, D. (2011) “Health Warning Messages on Tobacco Products: A Review,” Tobacco Control, 20(5): 327-337. Hammond, D., Fong, G.T., Borland, R., Cumming, M,K, McNeil, A., and Driezen, P. (2007) “Text and Graphic Warnings on Cigarette Packages: Findings from the International Tobacco Control Four Country Study,” The American Journal of Preventive Medicine, 3(3): 202-209. Huang, J., Chaloupka, F.J., and Fong, G.T. (2013) “Cigarette Graphic Warning Labels and Smoking Prevalence in Canada: A critical Examination and Reformulation of the FDA Regulatory Impact Analysis,” Tobacco Control, doi:10.1136/tobaccocontrol-2013- 051170


NIDA Economic Review

29

Levy, D.T., Benjakul, S., Ross, H., and Ritthiphakdee, B.(2008) “The Role of Tobacco Control Policies in Reducing Smoking and Deaths in a Middle Income Nations: Results from the Thailand SimSmoke Simulation Model,” Tobacco Control: 17(1): 53-59. McCool, J., Webb, L, Cameron, L.D., and Hoek, J. (2012) “Graphic Warning Labels on Plain Cigarette Packs: Will They Make a Difference to Adolescents?,Social Science and Medicine, 74: 1269-1273. McLeod, P.B. (1986) “Advertising Bans, Tobacco and Cigarette Consumption,” Economics Let ters, 20: 391-396. Mir, H., Buchanan, D., Gilmore, A., McKee, M., Yusuf, S. and Chow, C.K.(2011) “Cigarette Pack Labeling in 12 Countries at Different Levels of Economic Development,” Journal of Public Health Policy, 32(2): 146-164. Ross, H. and Chaloupka, F.J.(2003) “The Effect of Cigarette Prices on Youth Smoking,” Health Economics, 12(3): 217-230. Sandford, A. (2003) “Government Action to Reduce Smoking,” Respirology, 8(1): 7-16. Sangthong, R., Wichaidit, W. and Ketchoo, C.(2012) “Current Situation and Future Challenges of Tobacco Control Policy in Thailand,” Tobacco Control, 21(1): 49-54. Sarntisart, I. (2011) Tax Policies on Tobacco Products in Thailand: The Way Forward, Geneva: World Health Organization. Sarntisart, I. (2003) “An Economic Analysis of Tobacco Control in Thailand,” HDP Discussion Paper, Economics of Tobacco Control Paper No.15, Washington D.C.: The World Bank. Genevieve, C.S., Raute, L.J., Fong, G.T., Pednekar, M.S., Quah, A., Bansal-Travers, M., Gupta, P.C., and Sinha, D.N. (2012) “Knowledge of Health Effects and Intentions to Quit Among Smokers in India: Findings From the Tobacco Control Policy (TCP) India Pilot Survey,” International Journal of Environmental Research and Public Health, 9(2): 564-578. Siahpush, M., Wakefield, M.A., Spittal, M.J., Durkin, S.J., and Scollo, M.M. (2009) “Taxation Reduces Social Disparities in Adult Smoking Prevalence,” The American Journal of Preventive Medicine, 36(4): 285-291. Stephens, T., Pederson, L.L., Koval, J.J., and Kim, C. (1997) “The Relationship of Cigarette Prices and No-Smoking Bylaws to the Prevalence of Smoking in Canada,” The American Journal of Public Health, 87(9): 1519-1521. Sun, H.Y., Hu, T.W., and Keeler, T.E.(1994) “Cigarette Taxation and Demand: An Empirical Model,” Contemporary Economic Theory, 7: 91-100.


30

NIDA Economic Review

Thrasher, J.F., Rousu, M.C., Hammond, D., Narvarro, A., and Corrigan, J.R. (2011) “Estimating the Impact of Pictorial Health Warnings and ‘Plain’ Cigarette Packaging: Evidence from Experimental Auctions among Adult Smokers in the United States,” Health Policy, 102(1): 41-48. Townsend, J., Roderick, P., and Cooper, J. (1994) “Cigarette Smoking by Socioeconomic Group, Sex, and Age: Effects of Price, Income, and Health publicity,” The BMJ, 309: 923-927. Vardavas, C. I., and Kafatos, A.G. (2006) “Smoking Policy and Prevalence in Greece: An Over view,” European Journal of Public Health, 17(2): 211-213. Wakefield, M., Germain, D., Durkin, S., Hammond, D., Goldberg, M. and Borlan, R. (2012) “Do Larger Pictorial Health Warnings Diminish the Need for Plain Packaging of Cigarette?,”Addition”, 107(6): 1159-1167. White, V., Webster, B. and Wakefiled, M.(2008) “Do Graphic Health Warning Labels have an Impact on Adolescents’ Smoking-Related Beliefs and Behaviors?”,Addiction, 103(9): 1562-1571. ภาษาไทย กุมภการ สมมิตร, อรุณรักษ์ คูเปรร์ มีใย, ประภาพรรณ เอี่ยมอนันต์ และศิริวรรณพิทยรังสฤษฏ์ (2556)”สถานการณ์การบริโภคยาสูบของเยาวชนไทยระหว่างพ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2552”, วารสารสาธารณสุขและการพัฒนา, 11(2): 63-74 ธนนันทน์ วรรณศิโรรัตน์, ลักขณา เติมศิริกุลชัย, มณฑา เก่งพาณิช, และธราดล เก่งพานิช (2553) “ผลของฉลากค�ำเตือนบนซองบุหรี่ต่อการรับรู้ด้านสุขภาพของนักเรียนอาชีวศึกษาใน กรุงเทพมหานคร,”วารสารสุขศึกษา, 33: 116 พิมพ์พรรณ ศิลปะสุวรรณและคณะ (2548)”การประเมินฉลากค�ำเตือนเรื่องของสุขภาพบนซองบุหรี่ใน กลุม่ คนงานโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย”, วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 35(3): 186-196 สุรตั นา พรวิวฒ ั นชัย (2550)ปัจจัยทีม่ อี ทิ ธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรีข่ องวัยรุน่ , นครปฐม: สถาบันวิจยั ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ศรัญญา เบญจกุล และมณฑา เก่งพาณิช (2556)”ประสิทธิผลของการใช้ฉลาก/ภาพค�ำเตือนบนซอง บุหรี่”,วารสารสุขศึกษา,36: 123. ศิริวรรณพิทยรังสฤษฎ์, ประภาพรรณ เอี่ยมอนันต์, ปวีณา ปั้นกระจ่าง และกุมภการ สมมิตร (2555) สรุปสถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2555, ศูนย์วิจัยและ จัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ


วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDAปีEconomic 31 ที่ 9 ฉบับที่ 2Review (กรกฏาคม 2558)

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ บริจาคของคนไทย อมรรัตน์ อภินนั ท์มหกุล*

บทคัดย่อ การศึกษาในที่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของ ปัจเจกบุคคลในประเทศไทยโดยใช้แบบจ�ำลอง Multivariate Probit เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของการ บริจาคทัง้ สามรูปแบบว่ามีความสัมพันธ์กนั อย่างไร จากข้อมูลการส�ำรวจตัวอย่าง 2,557 คนใน 19 จังหวัด ทั่วประเทศที่ส�ำรวจในระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน พ.ศ.2554 พบว่า การตัดสินใจบริจาคเงินและ เวลา และการตัดสินใจบริจาคสิง่ ของและเวลามีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนยั ส�ำคัญ ในขณะ ทีก่ ารตัดสินใจบริจาคเงินและสิง่ ของไม่มคี วามสัมพันธ์กนั แต่ประการใด นอกจากนี้ การศึกษานีพ้ บว่าทุน ทางสังคมของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายทางสังคมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และ เครือข่ายทางศาสนาต่างมีผลที่เป็นบวกอย่างมีนัยส�ำคัญต่อการตัดสินใจบริจาค ทั้งนี้เพราะเครือข่าย ทางสังคมเป็นช่องทางให้บุคคลได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้น รับทราบปัญหาและความต้องการของผู้ที่ เดือดร้อน รัฐบาลจึงควรมีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ สร้างเครือข่ายทางสังคมด้วย การส่งเสริมการท�ำกิจกรรมในชุมชนอย่างน้อยเดือนละครั้งทุกเดือน ในขณะที่การใช้จ่ายเพื่อศาสนา ของรัฐบาลมีผลให้การตัดสินใจบริจาคเงินและเวลาลดลง (Crowding Out Effect) รัฐจึงควรพิจารณา จัดสรรงบประมาณบางส่วนเพือ่ ส่งเสริมการสะสมทุนทางสังคม และการสร้างเครือข่ายทางสังคมดังกล่าว

ค�ำส�ำคัญ: การบริจาค ทุนทางสังคม การท�ำงานจิตอาสา ค่าใช้จ่ายเพื่อศาสนาของรัฐ * ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ประจ�ำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถนนเสรีไทย แขวงคลองจัน่ เขตบางกะปิ กทม10240 - Email: amornratnida1447@gmail.com


32

NIDA Economic Review

วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม 2558)

Determinants of Voluntary Contributions in Thailand Amornrat Apinunmahakul* Abstract This study aims to examine an individual’s decision on giving in-cash, in-kind, and time volunteer in Thailand using the MutivariateProbit model so as to determine the correlation of these three methods of giving from an individual’s perspective. Using a survey data of 2,557 observations from 19 provinces nationwide conducted during April to June 2011, the study found that an individual’s decision of money donation and time volunteer and the decision of in-kind donation and time volunteer are significantly positively correlated, whilst an individual’s decisions of money and in-kind donations are not correlated. Furthermore, the study found that an individual’s level of social capital in particular the formal and informal social networks as well as religious networking have positive influence on an individual’s decision to give; for social networks are information channel that help people to learn about problems and the needs of others in their society. Government hence should promote social network accumulation by encouraging community’s activities for at least once a month. Since government spending on religious crowds out private contributions, government might consider reallocate its budget from the provision of public goods to steering the community social networking instead.

Keywords: Private Contribution, Social Capital, Volunteer, Government Spending on Religious *Assistant Professor of Economics, Graduate School of Development Economics, National Institute of Development Administration, Serithai Road, Klong-Chan, Bangkapi, Bangkok 10240, Thailand. Email: amornratnida1447@gmail.com


NIDA Economic Review

33

1.บทน�ำ การบริจาคโดยทัว่ ไปท�ำได้ 3 รูปแบบ คือการบริจาคเงิน สิง่ ของหรือเวลาเพือ่ กิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือการบริจาคเงินให้แก่โรง พยาบาลหรือสถานสงเคราะห์ผดู้ อ้ ยโอกาส การบริจาคสิง่ ของด้วยการตักบาตรท�ำสังฆทานหรือการมอบ สิง่ ของช่วยเหลือผูป้ ระสบภัยน�ำ้ ท่วม ตลอดจนการสละเวลาเพือ่ ช่วยเหลืองานของวัด หรือไปเยีย่ มเยียน เด็กพิการหรือคนชราตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ เป็นต้น การวิเคราะห์การตัดสินใจบริจาคในรูปแบบต่างๆ ของปัจเจกบุคคล จะช่วยให้เราทราบถึงลักษณะของ บุคคลที่ท�ำการบริจาคในแต่ละรูปแบบว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่ม มีลักษณะส่วนบุคคลหรือ ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาค ตลอดจนเข้าใจความสัมพันธ์ ของการบริจาคทัง้ สามรูปแบบว่า ผูบ้ ริจาคพิจารณาว่าการให้เงินเป็นสิง่ ทีอ่ าจใช้ทดแทนการให้เวลาหรือ สิง่ ของหรือไม่ ปัจจัยทีม่ อี ทิ ธิพลต่อการบริจาคเงิน เช่นรายได้ของผูบ้ ริจาคจะมีอทิ ธิพลอย่างไรต่อการให้ สิง่ ของหรือเวลาเพือ่ ช่วยเหลือผูอ้ นื่ นอกจากนัน้ การศึกษานีจ้ ะประเมินประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐ ทีม่ อี ทิ ธิพลต่อความน่าจะเป็นของการบริจาค โดยเฉพาะอย่างยิง่ การใช้จา่ ยเพือ่ ศาสนาของรัฐ มาตรการ ส่งเสริมการช่วยเหลือสังคมทีอ่ นุญาตให้ผบู้ ริจาคสามารถน�ำใบเสร็จรับเงินทีบ่ ริจาคมาหักลดหย่อนภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา ในขณะที่การบริจาคสิ่งของหรือเวลาไม่สามารถหักลดหย่อนภาษี มาตรการทาง ภาษีจะบิดเบือน (Distortion) การตัดสินใจบริจาคสิ่งของและเวลาหรือไม่ ความเข้าใจเหล่านี้จะเป็น ประโยชน์ต่อการประเมินขีดความสามารถของวัด และองค์กรสาธารณะกุศลทั่วไปที่ต้องการระดมเงิน ทุน และก�ำลังแรงงานจากภาคประชาชนเพื่อการจัดสรรบริการสาธารณะประโยชน์เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยสินค้าและบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นจากการบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของคนในชุมชน นอกจาก จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรของชุมชน และลดภาระทางการคลังของรัฐบาล เพราะการช่วยเหลือกันเองของคนในชุมชนจะสร้างสังคมทีน่ า่ อยู่ ก่อ ให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพือ่ การผลิตสินค้าและบริการสาธารณะทีต่ รงตามความต้องการของสมาชิก ชุมชน จึงดีกว่าสินค้าและบริการสาธารณะที่ถูกก�ำหนดและจัดสรรโดยภาครัฐฝ่ายเดียว 2.ทบทวนวรรณกรรม งานศึกษาทางเศรษฐศาสตร์เรื่องการบริจาคของปัจเจกบุคคลเพื่อการผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยในประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ เหตุผลหนึ่งเพราะว่า รัฐบาล ในประเทศตะวันตกมีการแปรรูปบริการสาธารณะประโยชน์ที่ด�ำเนินการโดยภาครัฐให้เป็นของเอกชน (Privatization) ที่เป็นองค์กรอิสระที่ไม่หวังก�ำไร (Nonprofit Organizations) ตัวอย่างเช่น การแปรรูป บริการด้านสาธารสุข การค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์เพื่อการรักษาโรคร้ายต่างๆ บริการทางการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา บริการสังคมสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือเด็ก ผู้พิการ และคนชรา ตลอดจนการอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น บริการทางสังคมเหล่านี้ มักจะจัดสรรโดยหน่วยงาน NGOs ที่ไม่หวัง ก�ำไร ทีไ่ ด้รบั เงินอุดหนุนจากภาครัฐ และเงินบริจาคจากประชาชนด้วย อนึง่ เนือ่ งจากบริการสาธารณสุข


34

NIDA Economic Review

และการอุดมศึกษาในประเทศไทยก็มีแนวโน้มที่จะออกจากระบบราชการมากขึ้น ความเข้าใจเรื่องการ บริจาคของปัจเจกบุคคลเพื่อการผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ จะเป็นประโยชน์ต่อการระดมเงินทุน และการสร้างความเข้มแข็งแก่องค์กรอิสระที่ไม่หวังก�ำไรในประเทศ ที่จะมีบทบาทต่อการพัฒนาสังคม ไทยมากขึ้นในอนาคต งานศึกษาเรื่องการบริจาคเพื่อการผลิตสินค้าสาธารณะเรื่องแรกที่อาศัยเทคนิคทางเศรษฐมิติในการ วิเคราะห์ขอ้ มูลคืองานศึกษาของ Taussig (1967) ซึง่ ใช้วธิ กี ารก�ำลังสองน้อยทีส่ ดุ ในการวิเคราะห์ปจั จัย ส่วนบุคคลทีอ่ ทิ ธิพลต่อการบริจาค ผลงานวิจยั เรือ่ งการบริจาคในเชิงประจักษ์ทมี่ ชี อื่ เสียงในทศวรรษต่อ มา และมักถูกอ้างอิงถึงในงานวิจยั อืน่ ๆได้แก่ งานศึกษาของ Feldstein (1975a and 1975b), Feldstein and Clotfelter (1976), Feldstein and Taylor (1976), Clotfelter (1980 and 1985), Brown (1987), Barrett (1991), Lankford and Wyckoff (1991), Brown and Lankford (1992), Greenwood (1993), Randolph (1995), Barrett และคณะ (1997), และ Andreoni and Scholz (1998) ประเทศเพื่อนบ้าน ของสหรัฐฯ หรือประเทศแคนาดาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่รัฐบาลกลางได้กระจายหน้าที่การจัดบริการ สาธารณะไปสูร่ ฐั บาลท้องถิน่ และองค์กรสาธารณะประโยชน์ในภาคเอกชนเพิม่ ขึน้ งานวิจยั ทีใ่ ช้ขอ้ มูลการ บริจาคของครัวเรือนชาวแคนาดาในการศึกษา ได้แก่ งานศึกษาของ Hood และคณะ (1977), Glenday และคณะ (1986), Kitchen, and Dalton (1990), Kitchen (1992), Callen (1994), Apinunmahakul and Devlin (2004 and 2008) เป็นต้น พัฒนาการของการศึกษาพฤติกรรมการบริจาคของปัจเจกบุคคลแบ่งได้เป็น 3 ช่วงระยะเวลา กล่าวคือ งานศึกษาในช่วงแรกมีวตั ถุประสงค์เพือ่ ตอบค�ำถามว่าการบริจาคเพือ่ การจัดสรรสินค้าสาธารณะสมควร ได้รบั การลดหย่อนภาษีเงินได้หรือไม่ เพือ่ ตอบค�ำถามนี้ นักวิจยั ต้องค�ำนวณหาค่าความยืดหยุน่ ของการ บริจาคต่อราคาของการบริจาค (Taxprice) ที่ค�ำนวณจากค่าหนึ่งลบด้วยอัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) เปรียบเทียบกับค่าความยืดหยุ่นของการบริจาคต่อรายได้ การตอบค�ำถามดังกล่าวมีความ ส�ำคัญต่อรายได้ทางภาษีของรัฐ กล่าวคือหากผู้บริจาคโดยเฉลี่ยมีค่าความยืดหยุ่นของการบริจาคต่อ Taxpriceต�่ำ หมายความว่าผู้บริจาคตอบสนองต่อมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการบริจาค การ ใช้มาตรการดังกล่าวจะท�ำให้รฐั บาลสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้บคุ คลธรรมดาไปมากกว่ามูลค่าสินค้า สาธารณะทีเ่ พิม่ ขึน้ อันเนือ่ งจากการบริจาคเงินของประชาชนทีเ่ พิม่ ขึน้ ในกรณีเช่นนี้ รัฐควรเป็นผูจ้ ดั สรร สินค้าสาธารณะเองจากภาษีเงินได้ที่เรียกเก็บ และไม่ควรส่งเสริมให้มีการหักลดหย่อนภาษีเงินได้จาก การบริจาคเงินแก่องค์กรสาธารณะกุศลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม งานศึกษาในยุคแรกพบว่าค่าความ ยืดหยุน่ ของการบริจาคต่อ tax price มีคา่ มากกว่าหนึง่ (ไม่คดิ เครือ่ งหมายลบ) ในขณะทีค่ า่ ความยืดหยุน่ ของการบริจาคต่อรายได้ของผู้บริจาคเองมีค่าน้อยกว่าหนึ่ง หมายความว่ามาตรการลดหย่อนภาษีเงิน ได้จากการบริจาคเป็นสิ่งจูงใจที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้ชาวอเมริกันบริจาคเงินเพื่อการผลิตสินค้าสาธารณะ เพิ่มขึ้น ผลการค้นพบที่ส�ำคัญนี้ปรากฏในงานวิจัยของ Feldstein and Taylor (1976), และ Clotfelter (1980 and 1985) ตามล�ำดับ


NIDA Economic Review

35

งานศึกษาในช่วงระยะทีส่ องนับตัง้ แต่ชว่ งปลายทศวรรษ 1970s มีพฒ ั นาการทีส่ ำ� คัญสามประการคือ (1) การพัฒนาแบบจ�ำลองทางเศรษฐมิตทิ ใี่ ช้ในการศึกษา จากวิธกี ำ� ลังสองน้อยทีส่ ดุ เป็นวิธกี ารสมัยใหม่ทใี่ ห้ ผลการประมาณการที่น่าเชื่อถือมากขึ้น เช่นการใช้ IV Instrument, Heckman procedure, Probit และ Tobit Models เป็นต้น (2) การพัฒนาเทคนิคการส�ำรวจข้อมูลและการเก็บข้อมูลลักษณะส่วนบุคคลและ ลักษณะครัวเรือนในรายละเอียด ตลอดจนการใช้เทคนิคการส�ำรวจตัวอย่างซ�้ำ (panel data) แทนการ เก็บข้อมูลภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Data) และ (3) การตระหนักถึงความส�ำคัญของปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจาก Taxprice และรายได้ของผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อการบริจาค เช่น ความเชื่อทางศาสนา ทุนทางสังคม การใช้จ่ายของรัฐบาล เป็นต้น ส่วนงานศึกษาในช่วงทีส่ ามนับตั้งแต่ 1990s จนถึงปัจจุบนั เป็นงานศึกษาทีพ่ จิ ารณาว่า รูปแบบของการ บริจาคมีได้หลายรูปแบบนอกเหนือจากการบริจาคเงิน ผูบ้ ริโภคสามารถอุดหนุนสินค้าทีอ่ งค์กรสาธารณะ กุศลผลิตขึ้นจ�ำหน่าย เช่น การซื้อสลากกาชาด อาหาร เสื้อผ้า ยาสามัญประจ�ำบ้านจากมูลนิธิของโรง พยาบาลต่างๆ ตลอดจนการท�ำงานจิตอาสาให้แก่องค์กรสาธารณะประโยชน์โดยไม่รับค่าตอบแทน เป็นต้น งานศึกษาในยุคที่สามต้องการตอบค�ำถามว่า ผู้บริจาคพิจารณาว่าการบริจาคแต่ละประเภท (คือการบริจาคเงิน สิง่ ของ หรือเวลา) มีความสัมพันธ์กนั อย่างไรในทัศนะคติของผูใ้ ห้ ตัวอย่างงานศึกษา ในยุคที่สามที่ส�ำคัญคือ งานศึกษาของ Brown and Lankford (1992), Andreoni and Scholz (1998) และ Apinunmahakul and Devlin (2008) ที่พบว่าการบริจาคเงินและเวลาเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกันใน สายตาผู้บริจาค กล่าวคือผู้บริจาคที่ได้บริจาคเงินเพื่อการผลิตสินค้าสาธารณะแล้ว จะสละเวลาท�ำงาน จิตอาสาเพือ่ การผลิตสินค้าสาธารณะนัน้ ๆด้วย ในขณะที่ Duncan (1999) พบว่าการบริจาคเงินและการ ซือ้ สลากล๊อตเตอรีท่ อี่ อกโดยองค์กรสาธารณะกุศลเป็นสินค้าทีใ่ ช้ทดแทนกันในสายตาของผูบ้ ริจาคชาว สหรัฐฯ Apinunmahakul and Devlin (2004) พบว่าการบริจาคเงินและการซื้อสินค้าทุกประเภท (รวม ทั้งสลากล๊อตเตอรี่) ที่จ�ำหน่ายโดยองค์กรสาธารณะกุศลเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกันในสายตาผู้บริจาค ชาวแคนาดา การศึกษานีเ้ ป็นงานวิจยั ในช่วงทีส่ ามทีว่ เิ คราะห์การบริจาคทัง้ 3 ประเภท คือการให้เงิน สิง่ ของ และเวลา แก่วดั และแก่องค์กรสาธารณะกุศลอืน่ โดยจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เป็นจ�ำนวนมากทัง้ ลักษณะส่วนบุคคล ครัวเรือน ถิน่ ทีอ่ ยู่ ระดับทุนทางสังคมของปัจเจกบุคคล การประกอบกิจกรรมทางศาสนา ลักษณะของวัด และนโยบายของรัฐบาลว่า ปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการบริจาคในปริบทของสังคมไทยอย่างไรบ้าง


36 NIDA Economic Review 3.แนวคิ ในการวิ เคราะห 3.แนวคิ ดทีด่ใทีช่ใดใชนการวิ เคราะห 3.แนวคิ ที่ใช้ในการวิ เคราะห์ แนวคิ ด ทางเศรษฐศาสตร ทกีี่ เ่ ยกีวข ่ ยวของกั บ การบริ จาคมี ร ากฐานจากงานศึ ก ษาเรื ่ องการจั ดสรรสิ 3.แนวคิ ด ที ใ ่ ช ใ นการวิ เ คราะห แนวคิ ด ทางเศรษฐศาสตร ท ่ ี เ จาคมี ากฐานจากงานศึ ก ษาเรื องการจั ดสรรสิ นคนาคนา ค้า แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เกีอ่ยงกั วข้บอการบริ งกับการบริ จราคมี รากฐานจากงานศึ ก่ษาเรื ่องการจั ดสรรสิ สาธารณะโดยสมั ครใจเรื ่อง“On the Provision ofPublic PublicGoods” Goods” นวรรณกรรมคลาสสิ แนวคิ ด ทางเศรษฐศาสตร ท่อี่ เงthe กี่ ย“On วขPrivate อPrivate งกับPrivate การบริ จาคมี รofากฐานจากงานศึ ษาเรื งการจั นค า คทีค่ ที่ ค สาธารณะโดยสมั ครใจเรื ง“On Provision ซึ่งซึเป่ง่อเป นซึวรรณกรรมคลาสสิ สาธารณะโดยสมั ค่อรใจเรื the Provision of Public กGoods” ่งเป็ดนสรรสิ วรรณกรรมคลาสสิ Bergstrom และคณะ (1986) ่ออธิ บายประสิ ธิาพของการจั ภาพของการจั สาธารณะโดยสมั ครใจเรื ่อง“On theไดได Private ofลองเพื Public Goods” ซึ่งเป คดทีสรรสิ ่ นคนาคา 3.แนวคิ ทีพ่ใัฒ ชนาแบบจํ ใProvision นการวิ เาคราะห Bergstrom และคณะ (1986) พดัฒ าลองเพื ่ออธิ บ่อายประสิ ทนธิทภวรรณกรรมคลาสสิ ดสรรสิ ที่ Bergstrom และคณะ (1986) ได้นาแบบจํ พัฒนาแบบจ� ำลองเพื อธิบายประสิ ทธิภาพของการจั ดสรรสินค้า และคณะ (1986) ไดทางเศรษฐศาสตร พัฒนาแบบจํ าลองเพืทจ่อเจกบุ อธิ บวข ายประสิ ธิํการบริ ภใหาพของการจั ดากฐานจากงานศึ สรรสิ นสาธารณะมี คา น บริ จ าค พฤติ ก รรมการบริ จ าคของป ค คลที ่ ท า ก ารจั ด สรรสิ น ค า แนวคิ 3.แนวคิ ดที่ใดสาธารณะจากเงิ ชทีสาธารณะจากเงิ ใ่ในการวิ ชBergstrom ในการวิ เคราะห เคราะห แนวคิ ด ่ ี เ กี ่ ย อ งกั บ จ าคมี ร ก ษาเรื่ องการจั ดส นบริจนาคบริพฤติ กพฤติ รรมการบริ จาคของป จเจกบุจคเจกบุ คลทีค่ทคลที ําให่ทกำ�ารจั สรรสิดสรรสิ นคาสาธารณะมี สาธารณะจากเงิ จาค กรรมการบริ จาคของปั ให้ กดารจั นค้าสาธารณะมี สาธารณะจากเงิ น บริ จ าค พฤติ ก รรมการบริ จ าคของป จ เจกบุ ค คลที ่ ท ํ า ให ก ารจั ด สรรสิ น ค า สาธารณะมี ขนาดต่ ํากว าทระดั บ่ ยี่่พเทีวข ประสงค ขการบริ องสั งคม (Socially Desired Level) และป หาการใช ปคระโยชน จากซึ่งเปนวรรณกรรมค นวคิ แนวคิ ด ทางเศรษฐศาสตร ด ทางเศรษฐศาสตร ี่ เบากีททีระดั กีึง่พบ่ ยประสงค อึงทีวข งกั การบริ าคมี จ(Socially าคมี ากฐานจากงานศึ ากฐานจากงานศึ ษาเรื ก ษาเรื ่ องการจั ่ อProvision งการจั สรรสิ ดญสรรสิ นPublic คปานระโยชน าปGoods” สาธารณะโดยสมั ครรใจเรื ่อง“On theกLevel) Private ofหาการใช้ ขนาดต่ ํากว าําระดั ขบองสั งขจงคม Desired และป ญดญ หาการใช จาก ขนาดต� ่ำกวกว่ ่พอึงบงกั ประสงค์ องสั งรคม (Socially Desired Level) และปั ระโยชน์ จาก ขนาดต่ า ระดั บ ที ่ พ ึ ง ประสงค ข องสั คม (Socially Desired Level) และป ญ หาการใช ป ระโยชน จ าก าสาธารณะโดยไม บจริาคหรื จกาคหรื อ่ อProvision ทีรีงการจั ่เรีกว ยกว าด’Free Riding Problem’ งานศึ กษาดั งกล า่อวสมมติ ใสหินสคินาคทาธิภาพของการจัดส องกั บ การบริ ร ากฐานจากงานศึ ษาเรื สรรสิ น ค า ธารณะโดยสมั สาธารณะโดยสมั รใจเรื ค รใจเรื ่ อ ง“On ่ อ ง“On the the Private Private Provision of Public of Public Goods” Goods” ซึ ่ ง เป ซึ ่ ง น เป วรรณกรรมคลาสสิ น วรรณกรรมคลาสสิ ค ที ่ ค ที ่ Bergstrom และคณะ (1986) ได พ ั ฒ นาแบบจํ า ลองเพื อธิ บ ายประสิ สินสิจคนาคมี าคคสิสิสาธารณะโดยไม บ ริ อ ที ่ เ ย า ’Free Riding Problem’ งานศึ ก ษาดั ง กล า วสมมติ ใ ห สาธารณะโดยไม่ ริจาคหรื ยกว่า Riding ‘Free Riding งานศึ ษาดังกล่ นนคค้าาสาธารณะโดยไม บริจบาคหรื อที่เรีอยที กว่เรีา’Free Problem’Problem’ งานศึกษาดั งกลกาวสมมติ ใหาสวสมมติ ินคา ให้สินค้า สาธารณะ (G) เป น สิ น ค า ปกติ ท ่ ี ม ี ค  า ความยื ด หยุ  น ของอุ ป สงค ต  อ รายได น  อ ยกว า หนึ ่ ง และถู ดสรรจาก Private Provision of Public Goods” ซึ ่ ง เป น วรรณกรรมคลาสสิ ค ที ่ ergstrom Bergstrom และคณะ และคณะ (1986) (1986) ได พ ได ั ฒ พ นาแบบจํ ั ฒ นาแบบจํ า ลองเพื า ลองเพื ่ อ อธิ ่ อ บ อธิ ายประสิ บ ายประสิ ท ธิ ภ ท าพของการจั ธิ ภ าพของการจั ด สรรสิ ด สรรสิ น ค า น ค าดจัสรรจาก สาธารณะจากเงิ น บริ จ าค พฤติ ก รรมการบริ จ าคของป จ เจกบุ ค ใหการจัดสรรสินคาสาธ สาธารณะ (G) (G) เป(G) นเปสิเป็ นนคสินนาสิปกติ ี่มทีคี่มีคาทความยื ดดหยุ ของอุ ปสงค สงคตปอตรายได อรายได นอยกว หนึ ่งาและถู กจักคลที สาธารณะ าทปกติ คี า่ ความยื หยุน่ ปของอุ สงค์ ตนอ่ อรายได้ นอ้ า่งยกว่ หนึ และถู กจั่ทดําสรรจาก สาธารณะ คนาค้ปกติ ามี่ ความยื หยุนนดของอุ ยกว าหนึ และถู กจัดง่ สรรจาก i i ดธารณะจากเงิ พสาธารณะจากเงิ ัฒนาแบบจํ ลองเพื อธิ บาคทั ายประสิ ท(Gธิ(G ภาพของการจั ดโดยที าเงิ นนวนเงิ จนบริ าค พฤติ กจ้งาคทั รรมการบริ รรมการบริ จ=าคของป จโดยที จสรรสิ เจกบุ ค่ iคเปนgเป คลที ่ทบริ ให กจงาคที ารจั ดจบ่คม สรรสิ สรรสิ คคล านแแiสาธารณะมี ขนาดต่ กว บโดยที ที่ gค่พi่ ่คลที ึงนgiประสงค องสั าานนวนเงิ น่อจบริ จบริ ้งก้งหมด g )เจกบุ เงิ นจารจั บริ ุคให iวาวให แวอกัดอแก วหรื ัดอหรื อกแก องค จําจํนวนเงิ บริ จพฤติ าคทั หมด g นบริ ง้ หมด (G giiา)i)ระดั าคที คุ ดคล ให้ แก่ งค์ นเงินําเงิให นขํากจบริ ่บ(Socially ุค่บนiคล แดัDesired กหรื อLevel) แก งค กและป รกร ญหาการใชประโ จํจ�บริ าำนวนเงิ นาค จาคทั หมด (G ===จําาคของป g โดยที gเป็ น่ทเป นนบริ าคที บาคที กคก่ให ัดสาธารณะมี หรื งค รกอรสาธารณะ i การบริ เจกบุ คลที ให นและบริ าสาธารณะมี นาดต่ ขนาดต่ ํากวจําาคของป ากว ระดั าระดั บสาธารณะกุ ึงทีประสงค ่พ่ทึงศ�ำประสงค ขที่ทําองสั ขําองสั งารจั (Socially Desired Desired Level) และป ญggหาการใช ปแต ปพื0ระโยชน จพืบบจ� าก นค้คดา(Socially าสรรสิ บริLevel) จาคหรื ที่เญ ยหาการใช กว าi’Free Problem’ งานศึ iและ สาธารณะกุ หน างา่จทีคม ัดัดสินคม สรรสิ าและบริ การสาธารณะในชุ มรีและ ชน ระโยชน แต ่อจให แลองครอบคลุ บบจํ าลองกษาดั กุทีศจ่พบลที ่จํ่าทหน กคารสาธารณะในชุ มและป ชน เ0Riding ่อให้ ม งกลาวสมมต ศ่ทคลที ลที ทีัดก่จ่จสรรสิ สรรสิ นสาธารณะโดยไม มอชน เพื ให าาก สาธารณะกุ ศลทีหน้ ํา่ทาหน าัดทีสรรสิ นและบริ คนคาคาและบริ การสาธารณะในชุ ารสาธารณะในชุ มและ ชน และ g0i0gแต่ แต เพืแแเบบจํ ่อให แำลอง บบจํ าลอง งคม Desired ญ’Free หาการใช ประโยชน าก นค สิานสาธารณะโดยไม ค(Socially าสาธารณะโดยไม บมริจการบริ จมบาคเวลาและสิ าคหรื ริLevel) จาคหรื ทีาคเวลาและสิ ่เอรีและป ทียกว ่เง่ รีของด้ ยสาธารณะ ากว า่ง’Free Riding Riding Problem’ งานศึ กฐษาดั งกล วสมมติ สสรรจากเงิ ใินสงค หถูคสกานินจัตดคสิอสรรจากเงิ าง่ รายได (G) เปการศึ นสิกจ้ Problem’ นะขยายสมมติ า้จปกติ ทงานศึ ี่มีคกฐาษาดั ความยื ดงฐาถูกล หยุ ของอุ นอยกว าหนึ่ง และถูกจัด ครอบคลุ จอจาคเวลาและสิ ่งยของด ของด กคจษานี ้จะขยายสมมติ านให ครอบคลุ การบริ การศึ านให Gกจัานดวสมมติ ถูGกใจัหดป น และเวลา การบริ การศึ ษานี านให้ ของ ครอบคลุ มการบริ จาคเวลาและสิ ่งวของด ววยยวกยการศึ กษานี ษานี ้จะขยายสมมติ ะขยายสมมติ ฐi Gานให Gสรรจากเงิ ถู ก จั ด สรรจากเงิ นน i รีธารณะ ยสาธารณะ กวา’Free กตจํษาดั านนตวสมมติ หต้งสอหมด ินรายได (G) (G) เป นสิทีเป นนีผและเวลาที คู้บสิาProblem’ นและเวลาที าปกติ ที่ม่มอีคท่มีผการผลิ างานศึ ี่มความยื ีคริาจจความยื ดหยุ ดงนกล หยุ ของอุ ของอุ ปใสงค ตคอารายได น=อยกว าg หนึา่ง)หนึและถู ่งโดยที และถู กจั่ ดgกสรรจาก จัเปดสรรจาก ่งสิ่มของ าคเพื ่ออการผลิ าคทั (Gนอยกว นเงินบริจาคที่บุคคล i ใหแกวัดหรือแ ่งRiding ของ าคเพื การผลิ ตGGปจGสงค ริปกติ จคาคเพื สิ่งสิของ และเวลาที ่มีผูบีผริูบจูบริาคเพื ่อาGนวนเงิ การผลิ ตบริ i i i i ความยื ดนหยุ ของอุ สงค ต(Gอรายได อยกว า)หนึ ่งโดยที และถู นวนเงิ จํานวนเงิ บรินนจบริ าคทั จาคทั ้งปหมด ้งหมด (G= น=g g )สาธารณะกุ โดยที ่ gศเป ่ ลที gกนจั่ทเป เงิดําสรรจาก นหน เงิ บริานจทีบริ าคที าคที ่บุคคล ่บนุคคคล iาให iแให กวแักดการสาธารณะในชุ หรื วัดอหรื แกออแก งคอกงค ร กมรชน และ gi 0 แตเพื่อใหแบ ่จัดจสรรสิ และบริ i i i ปจจัยตางๆ ที่มีอิทธิพลตอการ กทีเงิ ี้จะอาศั แบบจํ าาารสาธารณะในชุ ลอง วิและ เgคราะห g ) โดยที gการศึ นาหน าคที ่บานแบบจํ ุคยคแบบจํ คล iากลอง ให แำกกลอง ัดการบริ หรื อแกจาคเวลาและสิ องค กProbit รProbit กําษาในที ะอาศั ยและบริ ลอง Multivariate Probit จัพืต่ตย่อกาาแตให างๆ พลต อฐการ ธารณะกุ สาธารณะกุ ศการศึ ลทีการศึ ศ่ทลที ําการศึ ่ทเป ่จานัด่นทีบริ สรรสิ ่จนะอาศั ัดจี้่นสรรสิ ายและบริ ารสาธารณะในชุ มชน มProbit ชน และ gเคราะห 0 แต พืปจัจั่อจยยเให บบจํ แทีบบจํ ลอง กษาในที ษาในที น่ นจี้ คะอาศั แบบจ� Multivariate เวิคราะห คราะห์ งๆ อี ีอ่มทิ าิทีอลอง ธิธิิทพพธิลต่ อการตั ดสินG ถูกจัดสรร ครอบคลุ มวMultivariate ่งวิiเของด ว0ยปปเแต ษานี ะขยายสมมติ านให กตัหน ษาในที ้ ี จ ย Multivariate วิ จจัการศึ งๆ ทีป้จาม่ ่มทีแบบพร จาคทั ้งสามรู อลต ม อการ ดสินใจบริจาคเงิน สิ่งของi และเวลา โดยจะทําการประมาณการสมการการบริ นาคเวลาและสิ ใจบริ จาคเงิ สิของ ่ง่งของ โดยจะทํ การประมาณการสมการการบริ ้งสามรู ปนแบบพร้ แบบพร อมกั ม น ตัสิดนสิจใจบริ าและบริ ารสาธารณะในชุ มนนชนนสิสิ่ง่ง่งของด และ gวและเวลา ยสิและเวลา พืษานี ่อกให บบจํ จจาคเงิ ของ และเวลา ำ้จ่มาการประมาณการสมการการบริ อบคลุ ครอบคลุ มกการบริ จาคเวลาและสิ ของด ย0 แต การศึ กเโดยจะท� ษานี ้จแะขยายสมมติ ะขยายสมมติ ฐานให G ตGGถูกจัถูดกสรรจากเงิ จัจจดาคทั สรรจากเงิ นปแบบพร ่งวการศึ ของ และเวลาที ีผูบาลอง ริจาคเพืฐานให ่อการผลิ าคเงิ ตัมดการบริ กัใจบริ น (Simultaneous estimation) เพื่อโดยจะทํ วิเคราะหาคการประมาณการสมการการบริ าความนาจะเปนของการบริจาคเงินจสิาคทั ่งของ้งสามรู และเวลาว า อม estimation) เคราะห์ คไม ่าความน่ าจะเป็ จาคเงิ ่งของ และเวลาว่ ่อถูเ่อวิคราะห าความน จะเป ของการบริ จศาคเงิ สิของ ่งสิของ และเวลาว งด ยและเวลาที การศึ ษานี ฐาานให กวิเจัคราะห ดตสรรจากเงิ นาจะเป ของ สิ่งวของ และเวลาที ่ม(Simultaneous ูบ้จ่มะขยายสมมติ ริีผจูบาคเพื การผลิ ต นGัยตสํGGเพื กันกักน(Simultaneous estimation) ่ญอเพืวิทางสถิ นของการบริ จาคเงิ น นสิ่งนแบบจํ าา า มี(Simultaneous คีผวามสั มริพัจาคเพื นธ่อกการผลิ ัน่อestimation) อย งมี าคัเพื ิหครืาอคความน และมี คาวามสั มนพัน นของการบริ ธกันในทิ ทางใด าและเวลาว ลอง มีความสั กาันงมี าัยนงมี ำษาในที คัทางสถิ ญสามารถอธิ ทางสถิ รืยอและมี ไม่ และมี คงนีวามสั ันศในทิ ศทางใด แบบจ� ความสั ันธ์อย ไม คลอง วามสั ันธ์กในทิ ศProbit ทางใด าลอง ผลิต G มีคมีวามสั การศึ แบบจํ วิเแบบจํ คราะห ปจำจัลอง ยตางๆ ที่มีอิทธิพ Multivariate ่ใาอย่ ชงมี ในนการวิ บอิหายด วและมี ยสมการดั ้ พัมนพัธมนกพัธันกนในทิ มพัมนพัธมนกพัธProbitที ันกนอย สํัยาสํนคัเาัยคราะห ญคัส�กญ ทางสถิ ต่นิหตี้จรืิหะอาศั อตรืไม คาวามสั มMultivariate ทางใด แบบจํ าลอง Probit ทีนการวิ ่ใช้Multivariate เคราะห์ สามารถอธิ บวปายด้ Multivariate ใMultivariate บวิายด ยสมการดั รศึ การศึ กษาในที กษาในที ่นี้จMultivariate ะอาศั ่นี้จะอาศั ยแบบจํ ยProbitที แบบจํ าลอง Probit Probit เคราะห จจัปยวจตยสมการดั จัาโดยจะทํ ยงงๆ ตนีงา้ นีงๆ ที้ ่มาีอทีงการประมาณการสมการการบริ ิทนี่ม้ธิีอพิทลต ธิพอลต การ อการ ใจบริ จสามารถอธิ าคเงิ น สิวิบ่งเคราะห ของ จาคทั้งสามรูปแบ ตัใดเนการวิ สิเนคราะห Multivariate Probitที ่ใชา่ใใชลอง นการวิ คราะห สามารถอธิ ายด วและเวลา ยสมการดั Decision     Z   วิและเวลา เคราะห ปโดยจะทํ จจัโดยจะทํ ยกัตนา(Simultaneous ่มีอิทธิพลตestimation) อการ จาคเงิ จาคเงิ น สิProbit น่งของ สิ่งของ และเวลา างๆ การประมาณการสมการการบริ าทีการประมาณการสมการการบริ จาคทั ้งสามรู ้งคสามรู แบบพร ปแบบพร อม อนมของการบริจาคเงิน สิ่งของ แล ดสิMultivariate ตันดใจบริ สินใจบริ เพื่อจวิาคทั เคราะห าปความน าจะเป i i i i  น สิj น่งตของ iZทางสถิ าการประมาณการสมการการบริ ้งคสามรู ปธาจะเป มของการบริ นโดยจะทํ กั(Simultaneous น (Simultaneous estimation) estimation) เพื่อเพื วิเ่อคราะห วิมีเคราะห คาความน จะเป นij าของการบริ จj าคเงิ า มพันธกันในทิศทางใด แบ คจาคทั วามสั มาความน พัDecision นDecision กแบบพร ันาอย น0iัย0สําijคัZจญjาคเงิ ิหสิ่งรืของ อและเวลาว ไม และเวลาว และมีคาวามสั jอน งมี j  j โดยที ่ j หมายถึ ง รู ป แบบการบริ จ าคหนึ ่ ง ในสามรู ป แบบคื อ การบริ จ าคเงิ น สิ ่ ง ของ หรื อ เวลาเพื ่ อ การผลิ วิมีเคราะห จะเป นัยของการบริ จMultivariate าคเงิ และเวลาว ความสั ความสั มพัคนมาพัความน ธกนันธอย กันาาอย งมีานงมี สํนาัยคัสํญาคัทางสถิ ญทางสถิ ติหนรืตอิหสิไม รื่งของ อไม และมี และมี ความสั มา พันมพัธเกคราะห นันธในทิ กันในทิ ศทางใด ศทางใด แบบจํ แบบจํ าวลอง าลอง ต งนี้ Probitที ่ใคชวามสั ในการวิ สามารถอธิ บายด ยสมการดั สินคาและบริการสาธารณะ (G) ของปจเจกบุคคล I ในสังคมไทย Decision จึงเปนคาความนาจะเปนที่ ่jหมายถึ งรูปเคราะห แบบการบริ จาคหนึ ในสามรู ปยสมการดั จาคเงิ นสิ่งสิของ ่งนของ หรื อหรื เวลาเพื ่อการผลิ ทางสถิ ติหโดยที รืProbitที อโดยที ไมProbitที และมี วามสั มงพัรูเปคราะห นแบบการบริ ธกสามารถอธิ ันจในทิ ศทางใด าแบบคื ลอง โดยที j่ใคชหมายถึ จาคหนึ ง่ แบบจํ ปอแบบคื จนาคเงิ สิง่ หรื ของ อเวลาเพื อ่ การผลิ ultivariate Multivariate ่ใชใ่ นการวิ ในการวิ สามารถอธิ บ่งายด บายด วในสามรู ยสมการดั วแบบคื งนีอการบริ ้ งการบริ นีอ้ การบริ าคหนึ อเวลาเพื ่อการผลิ ตต ต และ ปเป นเวคเตอร ของคจาสัาคเงิ มประสิ ทธิ์ทiี่ตองการประมาณการ มี่jหมายถึ คาตั้งแตง0รูปถึแบบการบริ ง 1 สวนพารามิ เตอร ่งในสามรู i i Decision านและบริ การสาธารณะ ของป จเจกบุ คคลคI คล I ในสั งคมไทย ค0ความน านความน าจะเป นทีน่ ที่ i j จึงj เป สิและบริ ค้วายสมการดั และบริ การสาธารณะ (G) ของปั จเจกบุ Iงในสั งรรมการตั คมไทย งาเป็ ค่คลIอั าijความน่ Decision จึคน Zาijจะเป   าจะเป็ ห สามารถอธิ ายด งนี้ (G)(G) Decision สินสิคนบาคเวคเตอร การสาธารณะ ของป คคล ในสั คมไทย Z เป น ตัว แปรอิ สระต างๆจi เจกบุ ที่สi ามารถอธิ บ ายพฤติ ก ด สิ น ใจของป จ เจกบุ ค น jนที่ j จึงเปน i i i ii i i มี้งตัแต ค้งา่ แต ตั0ง้ แต่ วนพารามิ เตอร์ 0 และ เป็j นj เวคเตอร์ ของค่ สัมประสิ ตี่ อ้ งการประมาณการ Decision Decision และ  j ของค เปj นjZเวคเตอร าสัมาประสิ ทธิ์ทที่ตธิอท์ งการประมาณการ 0ถึวงถึย01ง ถึ1สงวส1นพารามิ วส่นพารามิ เตอร i0 0  j jZ และ มีคมีาคตัาประกอบด เตอร j0i j เปนเวคเตอรของคาสัมประสิทธิ์ที่ตองการประมาณการ i i i i เวคเตอร์ เป็ นวj แปรอิ ตัวแปรอิ สาระต่ บายพฤติ ก่งรรมการตั ใจของปั เจกบุ คล น หรือเวลาเพื่อ Decision  0 iZijj Zเปj  ่jาหมายถึ รู่สปามารถอธิ แบบการบริ จาคหนึ ในสามรู อ การบริ จคาคเงิ นนสิ/น่งอัของ เวคเตอร สระต งๆาทีงๆ ่สงทีามารถอธิ บายพฤติ กรรมการตั นสินใจของป จจเจกบุ คคคลIอั j  Z j เป น ตันวตัแปรอิ เวคเตอร สโดยที ระต งๆ ่สทีามารถอธิ บายพฤติ กรรมการตั ดสิดปนสิดแบบคื ใจของป จเจกบุ คลIอั วยจาคหนึ ยที โดยที ่jหมายถึ ่jหมายถึ งประกอบด รูปงประกอบด้ แบบการบริ รูป(1) แบบการบริ าคหนึ ่คงในสามรู ในสามรู แบบคื แบบคื อ่ ยูการบริ นเพศสิของป น่งอายุ ของ สิ่งของ หรื อหรื เวลาเพื เวลาเพื การผลิ ่องการผลิ ต ตDecision ij จึงเปนคาความนา นวคเรืาปอและบริ กอ่นารสาธารณะ (G) จสถานภาพสมรส เจกบุ คอคล I ่อในสั วจนบุ คล่งสิครั น ปและถิ ทีการบริ อาศัจยาคเงิ เชจนาคเงิ ระดั บคมไทย ประกอบด วยวลัยกษณะส i i ษาสู(G) งสุจด(G) ทีของป ่สําของป เร็นจจสิเจกบุ จํ่งาของ กในสั ในครั วเรื อคมไทย ครัวเเรืตอร อijนจึงการอาศั ในเขตหรื อนอกเขตเมื นึนค่งสิในสามรู ปกแบบคื อ กการบริ าคเงิ หรื้งคแต อคล ตDecision Decision านและบริ คาและบริ ารสาธารณะ กการศึ ารสาธารณะ จนวนสมาชิ Iเวลาเพื งงคมไทย งนเป คานยความน คาiความน าจะเป าจะเป นที่ นทีอ่ ง มีเจกบุ คคาตัคล 0I ถึในสั 1่องการผลิ สนวรายได นพารามิ เป j จึ 0 และ  j เปนเวคเตอรของคาสัมประสิทธิ์ที่ตองการประ i i i i คคล i ครัวเรือนi และถิน เป ง(1) กษณะส่ นบุ ยูองค เช่ Decision คมไทย จึครั งเรืเป คนและถิ านjความน ทีอ่ ายเช ่ สมเช และ เป นเวคเตอร สัาศั ายระต ประสิ สันเพศ มประสิ ทเพศ ธิ์ทอายุ ททีี่ตธิ่สอายุ อ์ทามารถอธิ งการประมาณการ ี่ตอสถานภาพสมรส งการประมาณการ คปาจมีตัเจกบุ ค้งาแต ตั้งคแต 0คลถึ0งI (1) 1ถึในสั สน1ลัวงต(1) ลั นพารามิ นพารามิ เนบุ ตอร เควตอร j เวคเตอร ลันสษณะส กวษณะส วนบุ คคล วอเรืนนj อเป และถิ ออ่ ขนาศั เพศ สถานภาพสมรส ระดั บ บการศึดกสิษา Zเวคเตอร เปที่น่อานทีจะเป ตั่ ่อขอวทียูองค แปรอิ านงๆ บายพฤติ กบระดั รรมการตั นใจของปจเจกบ 0 ครั 0วและ j ่น ก ว คล ยู าศั ย น อายุ สถานภาพสมรส ระดั i ii i สูงสุดที่ส�ำเร็จ จ�ำนวนสมาชิกในครัวเรือน รายได้ครัวเรือน การอาศัยในเขตหรือนอกเขตเมือง เป็นต้น  jj เป เวคเตอร มจจํประสิ ททีธิ่ส์ทามารถอธิ ี่ตอกงการประมาณการ เวคเตอร การศึ กวนษาสู งดขสุสทีองค ดระต ทีส่ าระต ําสัจเร็งๆ จํทีนวนสมาชิ า่สนวนสมาชิ วอเรืนกอนรรมการตั การอาศั ในเขตหรื อนอกเขตเมื Z คเตอร เปjนนกเป ตัษาสู แปรอิ ตัวสุแปรอิ าางๆ ามารถอธิ ายพฤติ บวายพฤติ กรายได รรมการตั สิอนการอาศั ใจของป จเจกบุ จยเจกบุ คคลIอั คคลIอั น ประกอบด วกบยในครั 0 และ Z การศึ ในครั รายได ครัควดรัเรืสิวนอเรืดนใจของป อนนอกเขตเมื ององ (2)งระดั บ่สทุํานเร็ ทางสั งคม และการประกอบกิ จเรืกรรมทางศาสนาของป จเจกบุคคล ยi ในเขตหรื เชน ระยะเวลาที ่ น ในชุมกชนรรมการตั ๆะกอบด ที่สามารถอธิ บนตายพฤติ ดสินใจของปจเจกบุคคลIอัน ประกอบด วยเปวเป นยตนอาศั นสมาชิกชมรม สมาคม และองคกรตางๆ ทั้งที่เปนทางการและไมเปนทางการ ย(2) ระดั บทุการเป นทางสั งคม และการประกอบกิ น ระยะเวลาที่ ลักกษณะส วนบุจควกรรมทางศาสนาของปั คล และถิ่อนบ ่นทีาจ่อนเจกบุ ยูความสนใจข อาศัคยคล เชนi เช่เพศ ความถี่ในการทํากิจกรรมรวมกั(1) บสมาชิ ในครอบครั ญาติครัพวี่นเรืองอนและเพื าวสารอายุ สถานภาพสมรส ระดับ อาศั ในชุ มชน นและถิ สมาชิ และองค์ กรต่ากงๆ ้งวทีเรื ่เป็คนระดั นบคล ทางการและไม่ นทางการ นวครั ทางสั งอและถิ คม และการประกอบกิ จํเพศ จทัเจกบุ (1) (1) ลักษณะส ลักษณะส นบุ วยคระดั นบุ คล ครั เรือวการเป็ นและการประกอบกิ ่นที่อนกยูกทีษาสู อชมรม ่อาศั ยูองยาศั ยทีจน่สเช นเร็จเพศ อายุ อายุ สถานภาพสมรส สถานภาพสมรส ระดั การศึ สุเช ดสมาคม ากรรมทางศาสนาของป จํานวนสมาชิ ในครั รายได ครัระยะเวลาที วเรือนเป็การอาศั (2)ว(2) ระดั บคทุบคล นทุทางสั งนเรืคม กรรมทางศาสนาของป จเจกบุ คอคล i บเชi เช น นระยะเวลาที ่ ่ ยในเขตหรือนอก ความถี ่ ใ นการท� ำ กิ จ กรรมร่ ว มกั บ สมาชิ ก ในครอบครั ว ญาติ พ ่ ี น ้ อ ง และเพื ่ อ นบ้ า น ความสนใจข่ าวสาร -33ยํายทีเร็ ในชุ ชน นกสมาชิ สมาคม กรต างๆ นอทางการและไม นทางการ และถิ ่นกทีษาสู องทีสุาศั อายุนสถานภาพสมรส บคและองค รศึ การศึ กษาสู ง่ออาศั สุยูดอาศั ่สเชจมํานเร็ชน จํมจาเพศ นวนสมาชิ จํการเป าการเป นวนสมาชิ ในครั กเปในครั วกตเรืชมรม อรายได นระดั รายได รัวและองค คเรืรัอวนเรือกการอาศั นรต การอาศั ยทัในเขตหรื นอกเขตเมื อนอกเขตเมื องเปอเนงปทางการ นอวนเรืสมาคม ย่สด ในชุ สมาชิ กนชมรม างๆ ้งทัยที้งในเขตหรื ่เทีป่เนปทางการและไม ่ในการทํ จการอาศั กรรมร วยมกั บสมาชิ กนอกเขตเมื ในครอบครั ญาติ และเพื ่อนบ ความสนใจข าวสาร ชินต กเปในครั อความถี น รายได ครัวเรืากิอาจนกิกรรมร ในเขตหรื นนตนวเรืความถี ่ในการทํ วมกั บสมาชิ กอในครอบครั วองวญาติ พี่นพอี่นงองและเพื ่อนบ านานความสนใจข าวสาร (2) ระดับทุนทางสังคม และการประกอบกิจกรรมทางศาสนาของปจเจกบุคคล i เชน ระยะเว -33--33(2) (2) ระดัระดั บทุ  นบทางสั ทุนทางสั งคมงคม และการประกอบกิ และการประกอบกิ จกรรมทางศาสนาของป จเจกบุ เจกบุ คคลคสมาคม คล i เชiนเชระยะเวลาที นและองค ระยะเวลาที อาศัจยกรรมทางศาสนาของป ในชุ มชน การเป นสมาชิ กจชมรม ก่ รตา่ งๆ ทั้งที่เปนทางการและไมเปน   ประกอบกิ กรรมทางศาสนาของป เจกบุ คสมาคม คล iและองค เช่ในการทํ นและองค ระยะเวลาที ศัอาศั ยในชุ ยในชุ มจชน มชน การเป การเป นสมาชิ นสมาชิ กชมรม กจชมรม สมาคม กรต งๆ า่ งๆ ทั้งทีวทั่มกั เ้งปทีนบ่เทางการและไม ปสมาชิ นทางการและไม เปนเทางการ ทางการ ความถี ากิกาจรต กรรมร กในครอบครั วปนญาติ พี่นอง และเพื่อนบาน ความสนใจ มความถี สมาคม และองค าวงๆมกัวทับมกั ้งสมาชิ ทีบ่เปสมาชิ นกทางการและไม เวปนญาติ ทางการ วามถี ่ในการทํ ่ในการทํ ากิจากรรมร กิกจรต กรรมร ในครอบครั กในครอบครั ว ญาติ พี่นอพงี่นอและเพื ง และเพื ่อนบ่อานบ น าความสนใจข น ความสนใจข าวสาร าวสาร i j

i 0

i j

i j

j

i j

i 0

i j

i j


สิ่งของ และเวลาที่มีผูบริจาคเพื่อการผลิต G NIDA Economic Review 37 การศึกษาในที่นี้จะอาศัยแบบจําลอง Multivariate Probit วิเคราะหปจจัยตางๆ ที่มีอิทธิพลตอการ ใจบริจสาคเงิ สิ่งของ และเวลา โดยจะทําการประมาณการสมการการบริ จาคทั ปแบบพร บ้านเมืตัอดงสินการใช้ ิทธิเลืนอกตั ้ง ความถี ่ในการประกอบกิ จกรรมทางศาสนาในรูปแบบต่ างๆ้งสามรู เช่น การฟั ง อม น (Simultaneous estimation) เพื่อวิเป็ เคราะห าความนาจะเปนของการบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาวา เทศน์กัการอ่ านหนังสือธรรมะ การนั่งสมาธิ นต้น คและ มีความสัมพันธกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติหรือไม และมีความสัมพันธกันในทิศทางใด แบบจําลอง (3) ลั กษณะของวั ดและนโยบายด้ นศาสนาของรั ฐ เช่นบายด การเป็ นวัดราษฎร์ Multivariate Probitที ่ใชในการวิาเคราะห สามารถอธิ วยสมการดั งนีห้ รือวัดหลวง ระยะทางจาก บ้านถึงวัด จ�ำนวนพระภิกษุตอ่ จ�ำนวนประชากรในจังหวัด ค่าใช้จา่ ยด้านศาสนาของรัฐบาลในปี 2553 การ i ใช้สิทธิประโยชน์จากการบริจาคเพื่อหักลดหย่อDecision นภาษีเงินij ได้ นต้นij Zค่ij า  j เป็นค่าความคลาดเคลื่อน  เป็ 0  ของการประมาณการสมการ j ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจบริจาคเงิน สิ่งของ หรือเวลาดังกล่าวข้างต้น โดยที่jหมายถึงรูปแบบการบริจาคหนึ่งในสามรูปแบบคือ การบริจาคเงิน สิ่งของ หรือเวลาเพื่อการผลิต เมื่อพิสิจนารณาการตั สินใจของบุค(G) คลในการบริ จาค ค3คลรูปI แบบ อการบริ จาคเงิน ijสิจึ่งงของ อเวลาเพื ่อ นที่ Decision คาและบริกดารสาธารณะ ของปจเจกบุ ในสังคืคมไทย เปนคหรื าความน าจะเป สาธารณะกุ ลจะพบว่ วามน่าจะเป็ การณ์ ต่างๆได้ 8 ารูสัปมแบบคื ้ให้ตัดสินใจ  ij เป และดเหตุ นเวคเตอร ของค ประสิทอธิ(1) ์ที่ตอผูงการประมาณการ มีคาตั้งศแต 0 ถึง 1า มีสควนพารามิ เตอรนที่จ0iะเกิ บริจาคเงิ นอย่างเดี ว, น(2)ตัวผูแปรอิ ใ้ ห้ตัดสสิระต นใจบริ ง่ ของอย่างเดี ยว, (3)กผูรรมการตั ใ้ ห้ตัดสินดใจท� งานจิตอาสาอย่ Z ijยเป เวคเตอร างๆจาคสิ ที่สามารถอธิ บายพฤติ สินำใจของป จเจกบุคางคลIอัน เดียว,ประกอบด (4) ผูใ้ ห้ตดัวยสินใจบริจาคทัง้ เงินและสิง่ ของแต่ไม่ท�ำงานจิตอาสา, (5) ผูใ้ ห้ตดั สินใจบริจาคทัง้ เงินและ เวลาแต่ไม่บริจาคสิง่ ของ, (6) ผูใ้ ห้ตดั สินใจบริจาคทัง้ สิง่ ของและเวลาแต่ไม่บริจาคเงิน, (7) ผูใ้ ห้ตัดสินใจ บริจาคทั้ง(1) เงินลัสิก่งษณะส ของ และเวลา, ้ให้ตัด่นสิทีน่อใจไม่ การตัดสินใจบริ วนบุคคล และ ครัวเรื(8) อนผูและถิ ยูอาศับยริจเชาคเลย น เพศการวิ อายุเคราะห์ สถานภาพสมรส ระดับจาค ของบุการศึ คคลจึกงษาสู เป็นงการวิ ความน่าจะเป็ นอย่วเรื างมี อ่ นไข (Conditional Probability) ตัวอย่ างเช่น อง สุดทีเ่สคราะห์ ําเร็จ จํคาา่ นวนสมาชิ กในครั อนเงืรายได ครัวเรือน การอาศั ยในเขตหรื อนอกเขตเมื ความน่ เปานจะเป็ ตน นของการบริจาคเงินย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าผู้ให้ได้บริจาคสิ่งของ และเวลาด้วยหรือไม่ {Prob(Incash-giving / Inkind-giving>0, volunteer>0)} หรือ {Prob(Incash-giving / Inkind-giving=0, volunteer=0)} โดยทีค่ า่ ความน่าจะเป็นอย่างมีเงือ่ นไขทัง้ สองนีม้ คี า่ ไม่เท่ากัน โดยแบบจ�ำลองทางเศรษฐ (2) ระดับทุนทางสังคม และการประกอบกิจกรรมทางศาสนาของปจเจกบุคคล i เชน ระยะเวลาที่ มิตทิ เี่ หมาะสมส�ำหรับการวิเคราะห์นคี้ อื แบบจ�ำลอง Multivariate Probit ซึง่ จะท�ำการประมวลผลสมการ อาศัยในชุมชน การเปนสมาชิกชมรม สมาคม และองคกรตางๆ ทั้งที่เปนทางการและไมเปนทางการ ของการตัดสินใจบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาพร้อมกัน แล้วค�ำนวณหาค่าอนุพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง ความถี่ในการทํากิจกรรมรวมกับสมาชิกในครอบครัว ญาติพี่นอง และเพื่อนบาน ความสนใจขาวสาร ของตัวแปรอธิบายทีม่ ผี ลอย่างมีนยั ส�ำคัญต่อค่าความน่าจะเป็นของการบริจาคแต่ละประเภทบนเงือ่ นไข ว่าผูบ้ ริจาคได้ตดั สินใจบริจาคในอีกสองประเภททีเ่ หลือด้-33วย คือค่าความน่าจะเป็น {Prob(Incash-giving / Inkind-giving=1, volunteer=1)}, {Prob(Inkind-giving / Incash-giving=1, volunteer=1)}, และ {Prob(Volunteer / Incash-giving=1, Inkind-giving=1)} ตามล�ำดับ

อนึ่ง การศึกษาเรื่องการบริจาคในอดีตที่ผ่านมา เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการให้เงินเปรียบ เทียบกับการให้เวลาแก่องค์กรสาธารณะกุศลที่ไม่ใช่องค์กรศาสนา ตัวอย่างเช่นงานศึกษาของ Brown and Lankford (1992) และ Apinunmahakul and Devlin (2008) หรือศึกษาความสัมพันธ์ของการ บริจาคเงินและสิ่งของ เช่น งานศึกษาของ Duncan (1999) และApinunmahakul and Devlin (2004) แต่ยังไม่มีงานศึกษาใดที่วิเคราะห์การบริจาคทั้งสามประเภท คือการบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาพร้อม กัน โครงการวิจยั นีจ้ งึ นับได้วา่ เป็นการศึกษาพฤติกรรมการบริจาคของปัจเจกบุคคลทีค่ รอบคลุมรูปแบบ ต่างๆของการบริจาคมากที่สุด และเป็นการศึกษาในบริบทของสังคมไทยที่ยังไม่มีการศึกษามาก่อน


38

NIDA Economic Review

4.ผลการศึกษา 4.1. การสุ่มตัวอย่าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา การศึกษานี้วิเคราะห์พฤติกรรมการบริจาคของคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป โดยอาศัยข้อมูลจาก การส�ำรวจประชากรในภูมภิ าคต่างๆ ทัง้ ในเขตเมืองและชนบทระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถนุ ายน 2554 แบบสอบถามทีใ่ ช้ในการส�ำรวจนีอ้ า้ งอิงจากแบบสอบถามการส�ำรวจการบริจาค การท�ำงานจิตอาสา และ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม (National Survey of Giving, Volunteering, and Participating, NSGVP) ซึ่งส�ำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศแคนาดาท�ำการส�ำรวจในระดับประเทศทุก 5 ปี โดย ปรับเปลี่ยนค�ำถามในส่วนต่างๆ ที่ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนา พุทธ แบบสอบถามที่ใช้ในการศึกษานี้จึงมีความตรง (validity) ในแง่เนื้อหา โครงสร้าง วัตถุประสงค์ ของการวิจัย วิธีการสุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษานี้ เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) คือ การเลือก ตัวอย่างตามสัดส่วนประชากรจ�ำแนกตามรายภาค และกลุ่มอายุของประชากรไทย โดยพยายามให้มี การกระจายตัวของตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางที่ร้อยละ 40 และภาคอื่นๆ ที่ร้อยละ 20 ต่อภูมิภาค และให้ตัวอย่างมีการกระจายตัวตามกลุ่มอายุของประชากรไทยในปี 2553 ซึ่งจากข้อมูล ประชากรจากการทะเบียนของส�ำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีประชากร ในช่วงอายุ 15-20 ปีที่ร้อยละ 10 ของประชากรจ�ำนวน 50.21 ล้านคนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มี ประชากรในช่วงอายุ 21-40 ปีที่ร้อยละ 40 ช่วงอายุ 41-60 ปีที่ร้อยละ 36 และอายุตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไปที่ ร้อยละ 14 ตามล�ำดับ ส่วนการเลือกตัวอย่างรายบุคคลเป็นการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จากประชากร ใน 19 จังหวัดคือ 1) กรุงเทพฯ 2) พระนครศรีอยุธยา 3) ชลบุรี 4) นครราชสีมา 5) อุบลราชธานี 6) หนองบัวล�ำภู 7) อุดรธานี 8) เลย 9) หนองคาย 10) เชียงใหม่ 11) อุตรดิตถ์ 12) สุโขทัย 13) กาญจนบุรี 14) นครปฐม 15) สมุทรสาคร 16) นครศรีธรรมราช 17) ภูเก็ต 18) สุราษฏร์ธานี และ 19) ชุมพร จากการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัด (Reliability analysis) ด้วยวิธีแบบ Cronbach Alpha ได้ค่าเท่ากับ 0.4138 ซึ่งไม่สูงนัก เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะแบบสอบถามที่ใช้ในการส�ำรวจมีค�ำถาม ค่อนข้างละเอียด ตัวแปรต่างๆ ที่สร้างขึ้นจากแบบสอบถามเกิดสหสัมพันธ์กันเอง (correlation) ใน ระดับหนึ่ง ประกอบกับการขาดค่าเฉลี่ยถ่วงน�้ำหนักของประชากรท�ำให้ความน่าเชื่อถือของตัวอย่างลด ลง การศึกษาในอนาคตจึงควรสร้างค่าเฉลี่ยถ่วงน�้ำหนักประชากรเพื่อให้ตัวอย่างที่ได้จากการส�ำรวจ เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรทั้งประเทศ การศึกษานี้ได้ท�ำการเก็บตัวอย่างทั้งหมดจ�ำนวน 2,671 ชุด แต่เมื่อท�ำการตรวจสอบความถูกต้องและตัดแบบสอบถามที่ไม่สมบรูณ์ออกแล้ว เหลือตัวอย่างส�ำหรับ


NIDA Economic Review

39

การศึกษาวิเคราะห์จ�ำนวน 2,557 ชุด โดยอาจจ�ำแนกประเภทของข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเป็น 5 กลุ่ม ดังต่อไปนี้ ลักษณะส่วนบุคคล ครัวเรือน และถิ่นที่อยู่ จากตัวอย่างจ�ำนวน 2,557 คนในตารางที่ 1 พบว่ามีเพศหญิงมากกว่าชาย โดยมีเพศชายร้อยละ 41 ของ ตัวอย่างทั้งหมด ผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุเฉลี่ย 46 ปี และมีการกระจายตามกลุ่มอายุต่างๆ คือ เป็นผู้ มีอายุระหว่าง 15-20 ปีร้อยละ 10 อายุระหว่าง 21-40 ปีร้อยละ 30 อายุระหว่าง 41-60 ปีร้อยละ 37 และ เป็นผู้มีอายุ 61 ปีขึ้นไปร้อยละ 23 ตัวอย่างที่ได้จากการส�ำรวจจึงคลาดเคลื่อนไปจากสัดส่วนประชากร จ�ำแนกตามกลุม่ อายุ โดยเฉพาะกลุม่ ตัวอย่างทีอ่ ยูใ่ นช่วงอายุ 21-40 ปี และกลุม่ ตัวอย่างทีม่ อี ายุตงั้ แต่ 61 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของตัวอย่างสอดคล้องกับโครงสร้างก�ำลังแรงงานของประเทศที่แรงงาน ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30 - 60 ปี อนึ่ง ร้อยละ 65 ของผู้ตอบแบบสอบถามอาศัยอยู่กับคู่ครองหรือคู่ สมรส และตัวอย่างเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 99) นับถือศาสนาพุทธ ครัวเรือนโดยเฉลี่ยมีสมาชิกครัวเรือน 4 คนแต่มีสมาชิกที่อายุน้อยกว่า 18 ปีน้อยกว่า 1 คนต่อครัว เรือน (เฉลี่ยมี 0.83 คน) อันสะท้อนถึงโครงสร้างประชากรของไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีผู้อาศัยใน เขตเมือง (ร้อยละ 40) น้อยกว่าเขตชนบท และมีจ�ำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่อาศัยในเมืองขนาดใหญ่ ซึง่ มีประชากรมากว่าหนึ่งล้านคนขึน้ ไปอยูร่ อ้ ยละ 46 น้อยกว่าเมืองขนาดเล็กทีป่ ระชากรไม่ถึงหนึ่งล้าน คน การส�ำรวจได้พยายามให้มีการกระจายตัวของตัวอย่างในกรุงเทพฯ และภาคกลางที่ร้อยละ 40 และ ภูมิภาคอื่นรวมร้อยละ 60 อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดแบบสอบถามที่ไม่ได้ตอบค�ำถามที่ส�ำคัญส�ำหรับการ ศึกษาแล้ว จากตัวอย่างทีเ่ หลือจ�ำนวน 2,557 คน พบว่าผูต้ อบแบบสอบถามอาศัยในเขตภาคกลางร้อยละ 34 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 21 ภาคเหนือและภาคใต้ร้อยละ 18 และ 20 ส่วนกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 7 ตามล�ำดับ ตัวอย่างส่วนใหญ่มีการศึกษาต�่ำกว่าระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 37) รองลงมาส�ำเร็จการศึกษาสูงสุด ระดับมัธยมปลาย (ร้อยละ 18), ระดับอุดมศึกษา (ร้อยละ 15), ระดับมัธยมต้น (ร้อยละ 14), ระดับ ประถมศึกษา (ร้อยละ 11), และระดับอนุปริญญา หรือ ปวส. (ร้อยละ 5) ตามล�ำดับ ครัวเรือนมีรายได้ เฉลีย่ 24,041 บาทต่อเดือน แต่มคี า่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานค่อนข้างสูงอันสะท้อนถึงปัญหาความเหลือ่ ม ล�้ำของการกระจายรายได้ในสังคมไทย ระดับทุนทางสังคม และการประกอบกิจกรรมทางศาสนา เนื่องจากระดับทุนทางสังคมเป็นทรัพยากรส่วนบุคคลที่ไม่สามารถจับต้องได้ (Latent Variable) ในที่นี้ จะใช้ความถี่ในการท�ำกิจกรรมต่างๆ ทางสังคมเป็นเครื่องบ่งชี้ (Proxy) ระดับทุนทางสังคมของผู้ตอบ แบบสอบถาม (เป็นแนวคิดในท�ำนองเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์แรงงานใช้ระดับการศึกษาเป็นเครื่อง บ่งชี้ระดับทุนมนุษย์) อนึ่ง การศึกษานี้พยายามสร้างตัวแปรที่สอดคล้องกับแนวคิด และเป็นตัวแปรที่


40

NIDA Economic Review

ใช้ในงานศึกษาต่างประเทศในเรื่องทุนทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศึกษาของ Putnam (2000) และ Granovetter (1973) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้จ�ำแนกระดับทุนทางสังคมของ บุคคลเป็นประเภทต่างๆ ที่ส�ำคัญคือ เครือข่ายกับคนในครอบครัว เครือญาติ และเพื่อนสนิท (Bonding Networks), เครือข่ายในองค์กรอย่างเป็นทางการ (Bridging networks) ซึ่งหมายถึงการเป็นสมาชิก ชมรม หรือการให้เวลาท�ำหน้าที่ต่างๆ แก่หน่วยงาน NGOs โดยไม่คิดค่าตอบแทน และการมีส่วนร่วม ในกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ (Civil engagement) การติดตามข่าวสารบ้านเมือง และการใช้สิทธิเลือกตั้ง อันสะท้อนถึงความสนใจในความเป็นไปของสังคม และความเชื่อมั่นที่มีต่อกลไกการท�ำงานของระบบ การเมืองและเศรษฐกิจ จากการส�ำรวจพบว่า ร้อยละ 41 ของผู้ตอบแบบสอบถามท�ำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในครอบครัวเป็น ประจ�ำไม่ต�่ำกว่าเดือนละครั้ง แต่พบปะและท�ำกิจกรรมร่วมกับญาติพี่น้องที่ไม่ได้อาศัยในครัวเรือน เดียวกันในสัดส่วนต�ำ่ กว่า (ร้อยละ 30) ประมาณครึง่ หนึง่ (ร้อยละ 50) ของตัวอย่าง พบปะและท�ำกิจกรรม ร่วมกับญาติพี่น้องที่ไม่ได้อาศัยในครัวเรือนเดียวกันปีละ 2-3 ครั้ง ซึ่งอาจเป็นการรวมญาติในโอกาส ส�ำคัญต่างๆ เช่น เทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ การฉลองวันเกิดของญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ในงานศึกษาของ Glaeser และคณะ (2000) พบว่าการเป็นเจ้าของบ้าน และระยะเวลาที่อาศัยในชุมชน เป็นตัวชี้วัดระดับทุนทางสังคมของบุคคลได้ดี การส�ำรวจในการศึกษานี้พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม อาศัยในชุมชนโดยเฉลี่ย 32 ปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอายุโดยเฉลี่ยของตัวอย่างที่ 46 ปีแล้ว อาจกล่าว ได้ว่าประชากรไทยโดยทั่วไปมีการอพยพย้ายที่อยู่ไม่มากนัก ร้อยละ 58 ของผู้ตอบแบบสอบถามเป็น เจ้าของบ้านทีต่ นเองอาศัยอยู่ เกือบหนีง่ ในสี่ (ร้อยละ 24) ของตัวอย่างท�ำกิจกรรมร่วมกับเพือ่ นบ้านหรือ คนในชุมชนเป็นประจ�ำทุกเดือน และร้อยละ 66.5 ท�ำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนบ้าน หรือสมาชิกในชุมชน อย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นกิจกรรมในเทศกาลส�ำคัญๆ เช่น งานปีใหม่ สงกรานต์ งานท�ำบุญ ประจ�ำปี เป็นต้น แต่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกองค์กร NGOs ใดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากโดยเฉลี่ยแล้วตัวอย่างที่ได้จากการส�ำรวจเป็นสมาชิกองค์กรศาสนาหรือองค์กรที่ไม่ใช่ศาสนา น้อยกว่าหนึ่งแห่ง (0.26 แห่ง) อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (ร้อยละ 88) ให้ความสนใจ และติดตามข่าวสารบ้านเมืองเป็นประจ�ำทุกวัน และใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั้งใน ระดับท้องถิ่น (ร้อยละ 88) และระดับชาติ (ร้อยละ 87) นอกจากนี้ ยังได้มีการส�ำรวจความถี่ของการประกอบกิจกรรมทางศาสนาของผู้ตอบแบบสอบถามด้วย ซึ่งพบว่าร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสอบถามไปฟังเทศน์ที่วัดที่ไม่ใช่การไปงานศพหรืองานบวชอย่าง น้อยเดือนละครั้ง และร้อยละ 59 ของตัวอย่างมีการปฏิบัติธรรมด้วยตนเองด้วยการสวดมนต์ และการ อ่านหนังสือธรรมะ อันสะท้อนถึงอิทธิพลของศาสนาต่อวิถชี วี ติ ซึง่ จะได้วเิ คราะห์วา่ การประกอบกิจกรรม ทางศาสนาดังกล่าวมีผลต่อการบริจาคด้วยหรือไม่


NIDA Economic Review

41

ลักษณะของวัด และนโยบายรัฐบาล วัดในประเทศไทยอาจแบ่งอย่างคร่าวๆ ได้เป็นวัดที่เป็นอารามหลวงและวัดราษฎร์ แม้ว่าอารามหลวง จะสามารถแบ่งย่อยลงได้ 4 ระดับชั้น คือ ชั้นราชวรมหาวิหาร ชั้นวรมหาวิหาร ชั้นราชวรวิหาร และ ชั้นวรวิหาร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุระดับชั้นของวัดที่อยู่ใกล้บ้านตนเองได้อย่าง ถูกต้อง ทราบแต่เพียงว่าเป็นวัดราษฎร์หรือวัดหลวง จากการส�ำรวจพบว่าวัดที่อยู่ใกล้บ้านของผู้ตอบ แบบสอบถามมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นวัดราษฎร์ที่ไม่มีฐานันดรศักดิ์ มีวัดที่เป็นอารามหลวงเพียงร้อย ละ 3 ของตัวอย่างทั้งหมด โดยเฉลี่ยแล้วผู้ตอบแบบสอบถามมีบ้านห่างจากวัดไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร (861 เมตร) สะท้อนถึงจ�ำนวนวัดในประเทศไทยทีม่ อี ยูอ่ ย่างดาษดืน่ จึงน่าจะมีอทิ ธิพลต่อการด�ำเนินชีวติ ของ คนไทยและต่อพฤติกรรมการบริจาคด้วย เนื่องจากความแตกต่างของจังหวัดต่างๆ ในเรื่องจ�ำนวนวัด ชั้นของวัด จ�ำนวนประชากร และจ�ำนวน พระภิกษุ ท�ำให้แต่ละจังหวัดได้รับงบประมาณด้านศาสนาไม่เท่ากัน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว การศึกษา นี้จึงใช้งบประมาณที่เบิกจ่ายจริงในปี 2553 ด้านศาสนาและงบพัฒนาชุมชนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของ ทุกกระทรวงที่จังหวัดได้รับหารด้วยจ�ำนวนประชากรของจังหวัดเพื่อเป็นตัวแทนค่าใช้จ่ายด้านศาสนา ของรัฐในแต่ละจังหวัด จากข้อมูลของกระทรวงการคลังพบว่า ในปี 2553 รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายด้านศาสนา ทั้งสิ้นจ�ำนวน 3,878.5 ล้านบาทหรือเฉลี่ยประมาณ 51 ล้านบาทต่อจังหวัด จากข้อมูลใน 19 จังหวัด ที่ท�ำการส�ำรวจคือ 1) กรุงเทพฯ 2) พระนครศรีอยุธยา 3) ชลบุรี 4) นครราชสีมา 5) อุบลราชธานี 6) หนองบัวล�ำภู 7) อุดรธานี 8) เลย 9) หนองคาย 10) เชียงใหม่ 11) อุตรดิตถ์ 12) สุโขทัย 13) กาญจนบุรี 14) นครปฐม 15) สมุทรสาคร 16) นครศรีธรรมราช 17) ภูเก็ต 18) สุราษฏร์ธานี และ 19) ชุมพร พบว่าค่าใช้จ่ายด้านศาสนาของรัฐในระดับจังหวัดมีมูลค่าเฉลี่ยที่ 43.57 บาทต่อคน แต่ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีพระภิกษุกี่รูปที่จ�ำวัดอยู่ในวัดใกล้บ้าน การศึกษานี้ จึงน�ำจ�ำนวนประชากรในจังหวัดหารด้วยจ�ำนวนพระภิกษุทงั้ หมดของจังหวัด (ข้อมูลจากกรมการศาสนา) เพื่อเป็นเครื่องบ่งชี้อิทธิพลของพระภิกษุที่อาจมีต่อการตัดสินใจบริจาค จากข้อมูลพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว แต่ละจังหวัดมีประชากร 247.3 คนต่อพระภิกษุหนึ่งรูป อย่างไรก็ตาม จากการส�ำรวจพบว่า มีผตู้ อบแบบสอบถามน้อยมากทีใ่ ช้สทิ ธิประโยชน์การลดหย่อนภาษี จากเงินบริจาค (ร้อยละ 1.3) ทั้งนี้อาจเนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ หรือ ไม่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยของ ตัวอย่างที่ 24,041 บาทต่อเดือนแล้ว จะเห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามแทบไม่มีความจ�ำเป็นต้องใช้สิทธิ ประโยชน์การลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคแต่ประการใด เนื่องจากมาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของไทย มีรายการหักลดหย่อนเป็นจ�ำนวนมาก เช่น หักค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา ค่า เลี้ยงดูบุตร ค่าอุปการระผู้พิการหรือทุพพลภาพ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม เบี้ยประกันชีวิต เงิน ออมเพื่อการชราภาพ (RMF, LTF) และเงินสะสมกองทุนส�ำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น


42

NIDA Economic Review

ประเภทของการบริจาค และเหตุผลของการให้ ดังกล่าวแล้วว่าการศึกษานี้แบ่งการบริจาคเป็น 3 ประเภท คือ การบริจาคเงิน สิ่งของ หรือเวลาด้วย การท�ำงานจิตอาสาโดยไม่รับค่าตอบแทน จากการส�ำรวจพบว่าการให้เงินเป็นรูปแบบของการบริจาค ที่นิยมมากที่สุด (ร้อยละ 94) รองลงมาคือการท�ำงานจิตอาสา (ร้อยละ 58) และการบริจาคสิ่งของ (ร้อย ละ 43) ตามล�ำดับ โดยแบบสอบถามได้แจงเหตุผลต่างๆ 11 ประการทีท่ ำ� ให้ผตู้ อบแบบสอบถามบริจาค เงิน หรือเวลาแก่วัดหรือแก่องค์กรสาธารณะกุศลที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาในรอบปีที่ผ่านมา การส�ำรวจ พบเหตุผลหลัก 3 ประการที่ท�ำให้คนบริจาคมากที่สุด คือ ก. เป็นการให้ตามความเชือ่ ทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิง่ การบริจาคเงินพบว่า ร้อยละ 91 ของ การบริจาคเงินมีความเชื่อทางศาสนาเป็นแรงจูงใจที่ส�ำคัญ ในขณะที่มีเพียงร้อยละ53 ของ การท�ำงานจิตอาสาที่ได้รับแรงจูงใจจากค�ำสอนหรือความเชื่อทางศาสนา ข. เป็นการให้เพราะต้องการช่วยเหลือผูอ้ นื่ หรืออยากเห็นสังคมดีขนึ้ มีจำ� นวนตัวอย่างทีบ่ ริจาค เงินด้วยเหตุผลนี้อยู่ร้อยละ 44 ซึ่งใกล้เคียงกับจ�ำนวนตัวอย่างที่ท�ำงานจิตอาสาด้วยเหตุผล เดียวกัน (ร้อยละ 48) ค. เป็นการให้ดว้ ยเหตุผลส่วนตัว เช่น เพือ่ ความสบายใจ หรือมองว่างานสังคมสงเคราะห์เป็นการ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ พบว่าร้อยละ 40 ของตัวอย่างบริจาคเงินเพือ่ ความสบายใจส่วนตัว ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 5 ของตัวอย่างอุทิศเวลาเพื่อสังคมด้วยเหตุผลส่วนตัว12 4.2 ผลการวิเคราะห์การบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาด้วยแบบจ�ำลอง Multivariate Probit จากตารางที่ 2 จะเห็นว่าค่าสหสัมพันธ์ของความคลาดเคลื่อน (Correlation of disturbances หรือค่า Rho) ของสมการการบริจาคเวลาเพื่อท�ำงานจิตอาสาโดยไม่รับค่าตอบแทนนั้น มีความสัมพันธ์เป็น บวกที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ99กับค่าความคลาดเคลื่อนของการประมาณการสมการการบริจาคเงิน (Rho(Incash, Volunteer)) และค่าความคลาดเคลื่อนของการประมาณการสมการการบริจาคสิ่งของ (Rho(Inkind, Volunteer)) ตามล�ำดับ สะท้อนว่าผู้ให้โดยเฉลี่ยแล้วท�ำการตัดสินใจสละเวลาเพื่องาน จิตอาสาพร้อมๆกับการตัดสินใจบริจาคเงิน (หรือสิ่งของ) เพื่อการสาธารณะกุศล และท�ำการตัดสิน ใจไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ หากผู้บริจาคตัดสินใจท�ำงานจิตอาสาเพิ่มขึ้นแล้ว เขาก็จะบริจาค เงิน (หรือสิ่งของ) เพื่อการสาธารณะกุศลเพิ่มขึ้นไปพร้อมกันด้วย จึงกล่าวได้ว่า การท�ำงานจิตอาสา และการบริจาคเงิน (หรือการท�ำงานจิตอาสาและการบริจาคสิ่งของนั้น) เป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกันใน สายตาผู้บริโภค ในทางตรงข้าม ค่าความคลาดเคลื่อนของการประมาณการการตัดสินใจบริจาคเงิน และการบริจาคสิ่งของ (Rho(Incash, Inkind)) ไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ แสดง ว่าผู้บริจาคโดยเฉลี่ยแล้วไม่ได้พิจารณาการให้เงินและสิ่งของในเวลาเดียวกัน การวิเคราะห์การตัดสิน ใจบริจาคเงินและสิ่งของจึงอาจพิจารณาแยกกันได้

12เนือ่ งจากผูต้ อบแบบสอบถามสามารถระบุเหตุผลส�ำคัญทีส่ ดุ สองข้อแรกทีม่ ผี ลต่อการตัดสินใจบริจาค ค่าร้อยละทีไ่ ด้จงึ มีคา่ เกิน 100


NIDA Economic Review

43

ในการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาคทั้งสามรูปแบบ จะแบ่งการวิเคราะห์ตาม หมวดหมู่ของตัวแปรที่ได้จัดแบ่งไว้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้คือ ลักษณะส่วนบุคคล ครัวเรือน และถิ่นที่อยู่ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาค จากตารางที่ 2 จะเห็นว่าลักษณะส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาคเงินและสิ่งของอย่างมี นัยส�ำคัญทางสถิติคือเพศของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยเพศชายเมื่อเปรียบเทียบกับเพศหญิงแล้ว จะมี ความน่าจะเป็นของการบริจาคเงิน (หรือสิ่งของ) น้อยกว่าเพศหญิง ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วจะมีความน่าจะเป็นของการบริจาคเงินเพิ่มขึ้น โดยเมื่อก�ำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่ หากกลุ่ม ตัวอย่างมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 หรือประมาณ 5.5 เดือน (46 ปี x .01 x 12 เดือน) แล้วความน่าจะ เป็นของการบริจาคเงินโดยเฉลีย่ จะเพิม่ ขึน้ ร้อยละ 3.2 ทีร่ ะดับความเชือ่ มัน่ ร้อยละ 99 ทัง้ นีอ้ าจเป็นเพราะ ผูม้ อี ายุมากขึน้ โดยทัว่ ไปมักมีขอ้ จ�ำกัดทางร่างกายอันเนือ่ งจากสุขภาพ ประกอบกับอิทธิพลทางศาสนา ท�ำให้ผู้มีอายุมากขึ้นให้ความส�ำคัญกับการท�ำบุญเพื่อชีวิตหน้า จึงมีแนวโน้มที่จะบริจาคเงินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถามก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยส�ำคัญ ต่อการตัดสินใจบริจาคเงิน สอดคล้องกับการศึกษาของ Brown and Lankford (1992) ในสหรัฐและ Apinunmahakul and Devlin (2008) ในแคนาดา กล่าวคือผู้ส�ำเร็จการศึกษาในทุกระดับมีความน่า จะเป็นที่จะบริจาคเงินเพื่อสาธารณะประโยชน์มากกว่าผู้ที่จบต�่ำกว่าระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นกลุ่ม อ้างอิงโดยผู้ส�ำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช.มีความน่าจะเป็นที่จะ การบริจาคเงินมากกว่าผู้ที่จบต�่ำกว่าระดับประถมศึกษาอยู่ 2.5% รองลงมาคือผู้ส�ำเร็จการศึกษาใน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีความน่าเป็นของบริจาคเงินมากกว่าผู้ที่จบต�่ำกว่าระดับประถมศึกษา 2% ในขณะที่ผู้ส�ำเร็จการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปมีความน่าจะเป็นของการบริจาคเงินมากกว่ากลุ่ม อ้างอิง 1.6% ตามล�ำดับ เมื่อเปรียบเทียบผู้อาศัยในเขตเมือง (หรือเขตเทศบาล) กับผู้อยู่อาศัยในชนบท (หรือนอกเขตเทศบาล) แล้วพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในเขตเมืองมีความน่าจะเป็นที่จะบริจาคทั้งเงินและเวลาน้อยกว่าคนใน ชนบทอย่างมีนัยส�ำคัญ เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะลักษณะความเป็นอยู่ของคนเมืองที่มีค่าครอง ชีพสูง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เน้นความเป็นส่วนตัว (individualism) และมีชีวิตที่เร่งรีบอันเนื่องจาก ปัญหาการจราจรและลักษณะการท�ำงาน ท�ำให้คนในสังคมเมืองโดยเฉลี่ยแล้วมีความผูกพันกับชุมชน ที่ตนอาศัยอยู่น้อยกว่าคนในชนบท จึงท�ำให้คนเมืองมีความน่าจะเป็นของการบริจาคน้อยกว่าคนใน ชนบทด้วย

ระดับทุนทางสังคม และการประกอบกิจกรรมทางศาสนากับการตัดสินใจบริจาค


44

NIDA Economic Review

ระดับทุนทางสังคม และการประกอบกิจกรรมทางศาสนากับการตัดสินใจบริจาค เนื่ อ งจากผู ้ ที่ อ าศั ย ในชุ ม ชนหนึ่ ง ใดเป็ น เวลานาน โดยทั่ ว ไปแล้ ว มั ก ได้ รั บ อิ ท ธิ พ ลการด� ำ เนิ น ชี วิ ต จากค่ า นิ ย ม วั ฒ นธรรม บรรทั ด ฐาน และขนบธรรมเนี ย มประเพณี ข องชุ ม ชน จากตาราง 4พบว่าระยะเวลาที่อาศัยในชุมชน (YRSCOMMU) มีอิทธิพลที่เป็นลบต่อการตัดสินใจบริจาคสิ่งของ อย่างมีนัยส�ำคัญ แต่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจบริจาคเงิน และเวลาแต่อย่างใด กล่าวคือการอาศัยอยู่ใน ชุมชนเพิ่มขึ้น 1 ปีโดยเฉลี่ยแล้วจะท�ำให้ความน่าจะเป็นของการบริจาคสิ่งของเพื่อผู้อื่นลดลงร้อยละ 0.21 ณ ระดับนัยส�ำคัญร้อยละ5 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่บ่งชี้ระดับเครือข่ายทางสังคมของปัจเจกบุคคล เช่น การใช้เวลากับครอบครัว ญาติพี่น้องที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน และเพื่อนบ้านล้วนแต่มี อิทธิพลทีเ่ ป็นบวกอย่างมีนยั ส�ำคัญทางสถิตติ อ่ การตัดสินใจบริจาคสิง่ ของ โดยการใช้เวลากับครอบครัว เป็นประจ�ำอย่างน้อยเดือนละครัง้ ท�ำให้บคุ คลมีความน่าจะเป็นทีจ่ ะบริจาคสิง่ ของเพิม่ ขึน้ ร้อยละ10.7เมือ่ เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัวเลย การประกอบกิจกรรมทางศาสนาด้วยการฟังเทศน์ที่วัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง และการปฏิบัติธรรมด้วย ตนเองอย่างน้อยเดือนละครั้งด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ การนั่งสมาธิ และอื่นๆ ต่างมีผลเป็นบวกต่อ การบริจาคสิ่งของเช่นกัน โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ฟังเทศน์เลย (นอกจากการไปงานศพหรือ งานบวชแล้ว) ผู้ที่ไปวัดฟังเทศน์อย่างน้อยเดือนละครั้งมีความน่าจะเป็นที่จะบริจาคสิ่งของมากกว่าผู้ที่ ไม่ได้ฟังเทศน์เลยร้อยละ 11 และผู้ที่ปฏิบัติธรรมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละครั้งมีความน่าจะเป็นที่ จะบริจาคสิ่งของมากว่าผู้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลยร้อยละ 12 แต่มีความน่าจะเป็นที่จะบริจาคเงินลดลงร้อย ละ1.2 ด้วย ทัง้ นีอ้ าจเป็นเพราะว่าการปฏิบตั ธิ รรมเป็นประจ�ำหรือการไปวัดเป็นประจ�ำช่วยสร้างเครือข่าย ทางศาสนาแก่ผปู้ ฏิบตั ธิ รรม ท�ำให้บคุ คลทราบความต้องการของวัดหรือของพระภิกษุทวี่ ดั จึงมีความน่า จะเป็นที่จะบริจาคในรูปสิ่งของตามความต้องการของวัดมากกว่าการให้เงิน ลักษณะของวัด และนโยบายของรัฐบาลกับการตัดสินใจบริจาค นอกจากลักษณะส่วนบุคคล ประเภทของทุนทางสังคม และการประกอบกิจกรรมทางศาสนาแล้ว การ ศึกษานี้ยังได้วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยภายนอกที่ส�ำคัญคือลักษณะของวัดและนโยบายของรัฐบาลที่ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาค จากตารางที่ 2.3 พบว่า วัดที่เป็นอารามหลวงโดยเฉลี่ยแล้วมีความน่า จะเป็นที่จะได้รับเงินบริจาคจากมากกว่าวัดราษฎร์ที่ไม่มีฐานันดรศักดิ์ใดใดถึง 13.45% แต่ระยะห่าง จากบ้านถึงวัดไม่อทิ ธิพลต่อการตัดสินใจบริจาคแต่ประการใด ส�ำหรับการใช้จา่ ยเพือ่ ศาสนาของรัฐบาล (LNGOVT) นั้นก่อให้เกิด Crowding Out Effect กล่าวคือท�ำให้ความน่าจะเป็นของการบริจาคเงินจะลด ลงโดยเฉลี่ยร้อยละ 2.4 และความน่าจะเป็นของการให้เวลาเพื่องานจิตอาสาลดลงร้อยละ7ตามล�ำดับ นอกจากนี้ หากจ�ำนวนประชากรในจังหวัดเมื่อเปรียบเทียบกับจ�ำนวนพระภิกษุในจังหวัด (LNMONK) เพิม่ ขึน้ ร้อยละ1จะมีผลให้ความน่าจะเป็นของการบริจาคสิง่ ของ และความน่าจะเป็นของการบริจาคเวลา ลดลงร้อยละ11.3 และร้อยละ1.9 ตามล�ำดับ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าเมื่อชุมชนมีประชากรหนาแน่นขึ้น (หรือมีจ�ำนวนพระภิกษุในชุมชนน้อยลง) บุคคลโดยเฉลี่ยแล้วก็จะมีความผูกพันกับวัดน้อยลง จึงมีแนว โน้มที่จะบริจาคสิ่งของและช่วยงานจิตอาสาลดลงด้วย


NIDA Economic Review

45

5.บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การศึกษาในที่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของ ปัจเจกบุคคลในประเทศไทยด้วยแบบจ�ำลอง Multivariate Probitแล้วพิจารณาความสัมพันธ์ของการบ ริจาคทั้งสามรูปแบบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร การศึกษานี้มีข้อค้นพบที่ส�ำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก การตัดสินใจบริจาคเงินและเวลา และการตัดสินใจบริจาคสิ่งของและเวลาเป็นการตัดสิน ใจที่ผู้ให้ท�ำการตัดสินใจพร้อมกันและไปในทิศทางเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าการให้เงินและเวลา และการ ให้สิ่งของและเวลาเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกันในสายตาของผู้บริจาค ในขณะที่การตัดสินใจให้เงินและ สิ่งของนั้นเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างไร ประการที่สอง โครงการวิจัยนี้พบว่าทุนทางสังคมของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายทางสังคมทั้ง ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และเครือข่ายทางศาสนาต่างมีผลที่เป็นบวกอย่างมีนัยส�ำคัญต่อการ ตัดสินใจบริจาค ทัง้ นีเ้ พราะเครือข่ายทางสังคมเป็นช่องทางให้บคุ คลได้รบั ข่าวสารข้อมูลมากขึน้ รับทราบ ปัญหาและความต้องการของผูท้ เี่ ดือดร้อน รัฐบาลจึงควรมีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ สร้างเครือข่ายทางสังคมด้วยการส่งเสริมการท�ำกิจกรรมในชุมชนอย่างน้อยเดือนละครั้งทุกเดือน เครือ ข่ายในชุมชนที่เข้มแข็งจะส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในการประกอบอาชีพ การจัดสรร สวัสดิการภายในชุมชน และการช่วยเหลือชุมชนอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ประการสุดท้าย เนื่องจากการใช้จ่ายเพื่อศาสนาของรัฐบาลมีผลให้การตัดสินใจบริจาคเพื่อศาสนาและ การสาธารณะกุศลอื่นๆ ลดลง (Crowding Out Effect) รัฐจึงควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณบางส่วน เพื่อส่งเสริมการสะสมทุนทางสังคม และการสร้างเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหา Crowding Out Effect อนึ่ง ส�ำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมนั้น การศึกษานี้พบว่ามาตรการดังกล่าวไม่มี ผลต่อการบริจาคแต่ประการใด เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะว่าตัวอย่างที่ได้จากการส�ำรวจส่วนใหญ่มีรายได้ ไม่สูงนัก ประกอบกับระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมีรายการหักลดหย่อนเป็นจ�ำนวนมาก ผู้ เสียภาษีจึงไม่มีความจ�ำเป็นต้องใช้สิทธิการลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคอีก การศึกษาในอนาคตควร พิจารณาพฤติกรรมการบริจาคของบุคคลแยกตามระดับรายได้ เพื่อวิเคราะห์ว่าผู้มีรายได้สูงตอบสนอง ต่อมาตรการลดหย่อนภาษีเพือ่ ช่วยเหลือสังคมมากกว่าผูม้ รี ายได้นอ้ ยกว่าหรือไม่ และควรพิจารณาการ บริจาคของบริษทั ธุรกิจทีม่ มี ลู ค่าการบริจาคทีส่ งู กว่าปัจเจกบุคคล ธุรกิจจึงอาจตอบสนองต่อมาตรการลด หย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมมากกว่าปัจเจกบุคคลโดยทั่วไป


46

NIDA Economic Review

ตารางที่ 1:คาเฉลี่ยของตัวอยางที่ไดจากการสํารวจ (จํานวน 2,557 คน) ชื่อตัวแปร

คําอธิบาย

- NORTH

ลักษณะสวนบุคคล ครัวเรือน และถิ่นที่อยู ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาแตงงานแลว 0 หากมีสถานภาพสมรสอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาเปนเพศชาย 0 หากเปนเพศหญิง รายไดเฉลี่ยของครัวเรือน (บาทตอเดือน) อายุของผูตอบแบบสอบถาม ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากสําเร็จการศึกษาต่ํากวาระดับประถมศึกษา 0 ถาสําเร็จการศึกษาในระดับอื่น (กลุมอางอิง) ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาสําเร็จการศึกษาสูงสุดระดับประถมศึกษา 0 ถา สําเร็จการศึกษาในระดับอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาสําเร็จระดับมัธยมศึกษาตอนตน หากสําเร็จ การศึกษาในระดับอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาสําเร็จระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ปวช. 0 หากสําเร็จการศึกษาในระดับอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาสําเร็จระดับอนุปริญญา หรือ ปวส. 0 หากสําเร็จ การศึกษาในระดับอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาสําเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือสูงกวา 0 หากสําเร็จการศึกษาในระดับอื่น จํานวนสมาชิกในครัวเรือน จํานวนเด็กอายุ 18 ปหรือต่ํากวาภายในบาน ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาอาศัยในเขตเมือง (ในเขตเทศบาล) 0 หากอาศัย ในเขตชนบท (นอกเขตเทศบาล) ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาอาศัยในจังหวัดที่มีประชากรมากกวา 1 ลานคน 0 ถาอาศัยในจังหวัดที่มีประชากรนอยกวา 1 ลานคน ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาอาศัยในกรุงเทพฯ 0 ถาอาศัยในจังหวัดอื่น (กลุมอางอิง) ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาอาศัยในภาคเหนือ 0 ถาอาศัยในภาคอื่นๆ

- CENTRAL

- MARRIED - MALE - HHINC - AGE - NOEDUC

คาเฉลีย่

สวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน

0.6504 0.4138 24,041 45.587 0.3723

0.4769 0.4926 19,933 17.386 0.4835

0.1103

0.3133

0.1400

0.3471

0.1787

0.3832

0.0512

0.2205

0.1474

0.3546

4.1810 0.8314 0.4013

1.7708 0.9883 0.4902

0.4603

0.4985

0.0696

0.2545

0.1834

0.3871

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาอาศัยในภาคกลาง 0 ถาอาศัยในภาคอื่นๆ

0.3387

0.4734

- NORTHEAST

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาอาศัยในภาคอีสาน 0 ถาอาศัยในภาคอื่นๆ

0,2104

0.4077

- SOUTH

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาอาศัยในภาคใต 0 ถาอาศัยในภาคอื่นๆ

0.1979

0.3985

- PRIMARY - SECONDAR - POSTSEC - DIPLOMA - HIGHEDUC - HHMEM - CHILD18 - URBAN - CITY - BKK

-43-


NIDA Economic Review

47

ตารางที่ 1 (ตอ) ระดับทุนทางสังคมและการประกอบกิจกรรมทางศาสนา - YRSCOMMU

จํานวนปที่อาศัยในชุมชน

- OWNHOUSE

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาเปนเจาของบานที่อาศัยอยู 0 ถาไมไดเปน เจาของ จํานวนองคกรสาธารณะกุศลที่เปนสมาชิกอยู

- CLUB - LOCALVOTE - NATIONVOTE - DLYNEWS -REG_NEIGHBOR - SEL_NEIGHBOR -NO_NEIGHBOR -REG_RELATIVE -SEL_RELATIVE - NO_RELATIVE - REG_FAMILY - SEL_FAMILY - NO_FAMILY -MONTHDEVOTE - YEARDEVOTE - NODEVOTE - MONTHWAT - YEARWAT -NOWAT

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากใชสิทธิเลือกตั้งทองถิ่นทุกครั้งหรือเกือบทุก ครั้ง 0 หากไมไดใชสิทธิเลือกตั้งเปนประจํา ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากใชสิทธิเลือกตั้งระดับประเทศทุกครั้ง หรือ เกือบทุกครั้ง 0 หากไมไดใชสิทธิเลือกตั้งเปนประจํา ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากติดตามขาวสารบานเมืองเกือบทุกวัน 0 หาก ไมไดติดตามขาวทุกวัน ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากทํากิจกรรมรวมกับเพื่อนบานอยางนอยเดือน ละครั้ง 0 หากทํานอยกวาเดือนละครัง้ ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากทํากิจกรรมรวมกับเพื่อนบานปละ 2-3ครั้ง 0 หากตอบอื่นๆ ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากไมไดทํากิจกรรมรวมกับเพื่อนบานเลย 0 หาก ตอบอื่นๆ (กลุมอางอิง ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากทํากิจกรรมรวมกับญาติพี่นองที่ไมไดอยู รวมกันอยางนอยเดือนละครั้ง 0 หากทํานอยกวาเดือนละครั้ง ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากทํากิจกรรมรวมกับญาติพี่นองที่ไมไดอยู รวมกันปละ 2-3ครัง้ 0 หากตอบอื่นๆ ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากไมไดทํากิจกรรมรวมกับญาติพี่นองที่ไมไดอยู รวมกันเลย 0 หากตอบอื่นๆ (กลุมอางอิง) ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากทํากิจกรรมรวมกับสมาชิกในครอบครัวอยาง นอยเดือนละครั้ง 0 ถาทํานอยกวาเดือนละครั้ง ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากทํากิจกรรมรวมกับสมาชิกในครอบครัวปละ 23ครั้ง 0 หากตอบอื่นๆ ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากไมไดทํากิจกรรมรวมกับสมาชิกในครอบครัว เลย 0 หากตอบอืน่ ๆ (กลุมอางอิง) ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากปฏิบัติธรรมดวยตนเองอยางนอยเดือนละครั้ง 0 หากทํานอยกวาเดือนละครั้ง ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากปฏิบัติธรรมดวยตนเองอยางนอยปละ 2-3 ครั้ง 0 หากตอบอื่นๆ ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากปฏิบัติธรรมดวยตนเองเลย 0 หากตอบอื่นๆ (กลุมอางอิง) ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาฟงเทศนที่วัดที่ไมใชไปงานศพหรืองานบวช อยางนอยเดือนละครั้ง 0 ถาทํานอยกวาเดือนละครั้ง ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากไปฟงเทศนที่วัดที่ไมใชการไปงานศพหรืองาน บวชอยางนอยปละ 2-3 ครั้ง 0 หากตอบอื่นๆ ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากไมไดไปฟงเทศนที่วัดที่ไมใชการไปงานศพ หรืองานบวชเลย 0 หากตอบอื่นๆ (กลุมอางอิง)

-44-

32.1987

20.6779

0.5831

0.4931

0.2566

0.594

0.8811

0.3237

0.8713

0.3349

0.8842

0.3200

0.2382

0.4260

0.6652

0.4720

0.0966

0.2955

0.3047

0.4604

0.4963

0.5000

0.1991

0.3994

0.4102

0.4920

0.3121

0.4634

0.2777

0.4479

0.5897

0.4920

0.0790

0.2698

0.3312

0.4708

0.5190

0.4997

0.3011

0.4588

0.3989

0.4898


48

NIDA Economic Review

ตารางที่ 1 (ตอ) ลักษณะของวัดและนโยบายรัฐบาล - WATRANK

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากเปนอารามหลวง 0 หากเปนวัดราษฎร

0.0301

0.1709

-WATDISTANCE

ระยะทางจากบานถึงวัดที่ใกลที่สุด (กิโลเมตร)

0.8608

1.2746

- LNGOVT

งบประมาณดานศาสนาประจําจังหวัดตอจํานวนประชากร (ในรูป log ฐานธรรมชาติ) จํานวนประชากรในจังหวัดตอจํานวนพระภิกษุ (ในรูป log ฐานธรรมชาติ

3.4858

0.4038

5.4362

0.3393

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากใชสิทธิประโยชนของการบริจาคเพื่อการ ลดหยอนภาษีเงินได 0 หากไมไดใชสิทธิดังกลาว ประเภทของการบริจาค (ตัวแปรตามที่ใชในการศึกษา ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาเคยบริจาคเงินแกวัดหรือแกองคกรสาธารณะ กุศลใดใดในรอบปที่ผานมา 0 ถาไมไดบริจาคเงินในรอบปที่ผานมา ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาเคยบริจาคสิ่งของแกวัดหรือแกองคกรสาธารณะ กุศลใดใดในรอบปที่ผานมา 0 ถาไมไดบริจาคสิ่งของในรอบปที่ผานมา ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 ถาเคยทํางานจิตอาสาโดยไมรับคาตอบแทนแกวัด หรือแกองคกรสาธารณะกุศลใดใดในรอบปที่ผานมา 0 ถาไมไดทํางานจิต อาสาในรอบปที่ผานมา จํานวนเงินที่บริจาคแกวัดในป 2553

0.0133

0.1147

0.9409

0.2358

0.4341

0.4957

0.5792

0.4938

2,884.49

10,331.40

1,112.07

2,425.89

2.1533

2.4094

1.4286

2.2535

- LNMONK - TAXREFUND

- INCASH - INKIND - VOLUNTEER - WATCASH - NONWATCASH - WATVOLUNTEER

จํานวนเงินที่บริจาคแกองคกรสาธารณะกุศลที่ไมเกี่ยวของกับศาสนาในป 2553 ความถี่ในการอุทิศเวลาเพื่อชวยงานของวัด มีคาตั้งแต 1-7 โดยที่ 7 หมายถึง ทําทุกวัน 6 หมายถึง ทําทุกสัปดาห 5 หมายถึง ทําเดือนละ 2-3 ครั้ง 4 หมายถึงทําเดือนละครั้ง 3 หมายถึง ทําปละ 2-3 ครั้ง 2 หมายถึงทําปละครัง้ 1 หมายถึงไมเคยทําเลย

-NONWATVOLUNTEER

ความถี่ในการอุทิศเวลาเพื่อชวยเหลือผูอื่นโดยไมเกี่ยวของกับวัด มีคา 1-7 โดยมีความหมายเชนเดียวกับตัวแปร WATVOLUNTEER

-45-


NIDA Economic Review

49

ตารางที่ 1 (ตอ) เหตุผลของการบริจาคเงินหรือเวลาแกวัด หรือแกองคกรสาธารณะกุศล - RELIGIOUSVOLUNTEER

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากอุทิศเวลาเพื่อผูอื่นเพราะความเชื่อทางศาสนา เปนหลัก 0 หากมีเหตุผลอื่น

0.5337

0.4995

- SOCIALVOLUNTEER

ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากอุทิศเวลาเพื่อผูอื่นเพราะตองการเห็นสังคมดี ขึ้น หรือตองการชวยเหลือผูที่เดือดรอน 0 หากมีเหตุผลอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากอุทิศเวลาเพื่อผูอื่นเพราะตองการใชเวลาวาง ใหเปนประโยชน หรือเพื่อความสบายใจสวนตัวเปนหลัก 0 หากมีเหตุผล อื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากบริจาคเงินหรือสิ่งของเพื่อผูอื่นเพราะความ เชื่อทางศาสนาเปนหลัก 0 หากมีเหตุผลอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากบริจาคเงินหรือสิ่งของเพื่อผูอื่นเพราะตองการ เห็นสังคมดีขึ้น หรือตองการชวยเหลือผูที่เดือดรอน 0 หากมีเหตุผลอื่น ตัวแปรหุนมีคาเปน 1 หากบริจาคเงินหรือสิ่งของเพื่อผูอื่นเพื่อความสบาย ใจสวนตัวเปนหลัก 0 หากมีเหตุผลอื่น

0.4771

0.4995

0.0458

0.2890

0.9065

0.2911

0.4404

0.4965

0.4040

0.4908

- SELFVOLUNTEER

- RELIGIOUSDONATION - SOCIALDONATION - SELFDONATION

-46-


50

NIDA Economic Review

ตารางที่ 2:คา Marginal Effect ของแบบจําลอง Multivariate Probit ชื่อตัวแปร

Incash

Z-stat

Inkind

Z-stat

Volunteer

Z-stat

- MARRIED - MALE - LNHHINC - LNAGE - PRIMARY - SECONDAR - POSTSEC - DIPLOMA - HIGHEDUC - HHMEM - CHILD18 - URBAN - CITY

ลักษณะสวนบุคคล ครัวเรือน และถิ่นที่อยู -0.0032 -0,7030 0.0395* 1.8180 -0.0064** -2.7720 -0.0562** -2.3560 0.0046 1.0640 0.0570** 3.5860 0.0321** 22.517 0.0443 1.0930 0.0167** 5.7910 -0.0419 -1.0780 0.0206** 7.2230 -0.0369 -1.0050 0.0252** 53.0840 0.0195 0.4840 0.0096* 1.8330 0.1411** 2.3360 0.0162** 7.7290 0.0358 0.9190 0.0013 2.6500 0.0013 0.3390 0.0048 21.335 0.0071 0.4940 -0.0065* -1.7130 0.0037 0.4450 0.0037 0.4240 0.0582** 3.3410 ระดับทุนทางสังคม และการประกอบกิจกรรมทางศาสนา

0.0356** 0.0302 0.0090 -0.0431 -0.0065 -0.0144 -0.0268 -0.0850 -0.0130 0.0069 -0.0066 -0.0749** 0.0908**

1.8250 0.8950 1.3330 -0.7210 -0.2240 -0.3910 -0.4390 -1.1800 -0.0270 1.0080 -0.2880 -3.5660 4.8600

- YRSCOMMU - OWNHOUSE - CLUB - LOCALVOTE - NATIONVOTE - DLYNEWS - REG_NEIGHBOR - SEL_NEIGHBOR - REG_RELATIVE - SEL_RELATIVE - REG_FAMILY - SEL_FAMILY - MONTHDEVOTE - YEARDEVOTE - MONTHWAT - YEARWAT

-0.0001 -0.0015** -0.0038 -0.0147** 0.0147** 0.0068 0.0099 0.0201** 0.0302** 0.0310** -0.0177 -0.0050 0.0084 -0.0145** -0.0023 0.0017

0.0013 0.0601** 0.2372** -0.1603** 0.2507** 0.1009** -0.0485 0.0444* 0.0286 0.0356** 0.1512** 0.0353 -0.0323 -0.0230 0.1927** 0.0678**

1.5200 2.3070 9.8560 -2.3230 3.8340 3.2300 -0.1270 1.8390 1.1820 1.9160 5.3720 1.6330 -0.3820 -0.1410 7.0800 2.2310

-1.3850 -2.1040 -0.3200 -6.4920 2.7600 1.3720 0.7780 2.4730 12.1640 4.5200 -1.2070 -0.7420 1.4010 -2.1550 -0.1500 0.5450

-0.0021** -0.0359 -0.0079* 0.0949 -0.1183 -0.0061 0.2235** 0.0792** 0.0033 0.0634** 0.1065** 0.0752** 0.1116** 0.1209** 0.0758** -0.0069

-2.8340 -1.0200 1.6790 0.9690 -1.1130 0.3650 4.7230 2.1650 0.2980 2.0990 3.8060 2.4770 3.8970 2.2970 3.4500 0.1550


NIDA Economic Review

51

ตารางที่ 2(ตอ) ลักษณะของวัด และนโยบายของรัฐบาล - WATRANK -WATDISTANCE - LNGOVT - LNMONK - TAXREFUND Rho(Incash, Inkind) Rho(Incash, Volunteer) Rho(Inkind, Volunteer)

0.0046 0.0020** -0.0239** -0.0010 0.0039 0.1158 0.2862** 0.2727**

0.3770 3.0370 -6.7760 -0.1120 0.3610 1.219 3.600 7.932

0.1345** 2.1300 0.0605 -0.0023 -0.4290 -0.0102 -0.0093 -0.2180 -0.0699** -0.1129** -5.1340 -0.0193* -0.0548 -0.0610 0.2747** จํานวนกลุมตัวอยาง 2,557 Log likelihood function -3526.778

1.4080 -1.2330 -3.4260 -1.8160 1.9930

หมายเหตุ ** = รอยละ 95 และ *= รอยละ 90

บรรณานุ รม บรรณานุกกรม ภาษาอั ภาษาอังงกฤษ กฤษ Andreoni, and Scholz, Scholz, J.K. J.K.(1996)“Charitable (1996)“Charitablecontributions contributionsof oftime timeandand Money, Andreoni, J., J., Gale, Gale, W.G., W.G., and Money, “Unpublished Manuscript. "Unpublished Manuscript. Apinunmahakul, A., and Devlin, and Charitable Gambling: An Apinunmahakul, A., and Devlin, R.A. R.A. (2004) (2004) “Charitable “Charitable Giving Giving and Charitable Gambling: An Empirical EmpiricalInvestigation,” Investigation,”National NationalTaxTaxJournal, Journal, 57(1):67-88. 67-88. 57(1): Apinunmahakul, Apinunmahakul, A., A., and and Devlin, Devlin, Rose Rose A.A.(2008) (2008)“Social “Social Networks Networks and and PrivatePhilanthropy,” PrivatePhilanthropy,” Journal JournalofofPublic PublicEconomics, Economics,92(1-2): 92(1-2):309-328. 309-328. Barrett, Impact Barrett,K.S., K.S.,McGuirk, McGuirk, A.M., A.M., and and Steinberg, Steinberg, R. R. (1997) (1997) “Further “Further Evidence Evidence onthe onthe Dynamic Dynamic Impact ofofTaxes TaxesononCharitable CharitableGiving,” Giving,”National NationalTaxTax Journal, 50(2): 321-334. Journal, 50(2): 321-334. Barrett, Barrett, K.S. K.S. (1991) (1991) “Panel-Data “Panel-Data Estimates Estimates ofof Charitable Charitable Giving: Giving: AA Synthesis Synthesis ofTechniques,” ofTechniques,” National NationalTax TaxJournal,44(3): Journal,44(3):365-381 365-381 Bergstrom, andand Varian, H.R.H.R. (1986)(1986) “On the Provision of PublicofGoods,” Bergstrom,T.C., T.C.,Blume, Blume,L.E., L.E., Varian, “OnPrivate the Private Provision Public Goods,” Journal Journal of PublicofEconomics, 29(1): 29(1): 25-49.25-49. Public Economics, Brown, Incentives andand Charitable Giving: Evidence from New Public Brown,E.E.(1987) (1987)“Tax “Tax Incentives Charitable Giving: Evidence from SurveyData,” New SurveyData,” Public Finance Quarterly, 15(4):15(4): 386-396. Finance Quarterly, 386-396. Brown, E., and Lankford, H. (1992) “Gifts of Public Public Brown, E., and Lankford, H. (1992) “Gifts ofof Money Money and and Gifts Gifts of of Time, Time, “Journal "Journal of Economics, Economics,47(3): 47(3):321-341. 321-341. -48-


52

NIDA Economic Review

Callen, J.L. (1994) “Money Donation, Volunteering, and Organizational Efficiency,”Journal of Productivity Analysis, 5(3): 215-228. Clofeter, C.T. (1980) “Tax Incentive and Charitable Giving: Evidence from a panel ofTaxpayers,” Empirical Economics, 13(3): 319-340. Clofeter, C.T. (1985) Federal Tax Policy and Charitable Giving, Chicago: Chicago Press. Duncan, B. (1999) “Model CharitableContributions of Time and Money,”Journal of Public Economics, 72(2): 213-243. Feldstein, Martin (1975a) “The Income Tax and Charitable Contribution: Part I –Aggregate and Distributional Effect,”National Tax Journal, 28(1):81-99. Feldstein, M. (1975b) “The Income Tax and Charitable Contribution: Part II – TheImpact of Religious, Educational and Other Organizations,”National Tax Journal, 28(2): 209-226. Feldstein, M., and Taylor, A. (1976) “The Income Tax and CharitableContributions,” Econometrica, 44(6): 1201-1222. Glenday, G., Gupta, A.K., and, Pawlak, H. (1986) “Tax Incentives for PersonalCharitable Contributions,”Review of Economics and Statistics, 68(4): 688–693. Granovetter, M.S. (1973) “The Strength of Weak Ties,” American Journal of Sociology, 78(6): 1360-1380. Greenwood, D.T. (1993) “Price and Income Elasticity of Charitable Giving: How Should Income be Measure?,” Public Finance Quarterly, 21(2): 186–209. Hood, R.D., Martin, S.A., and, Osberg, L.S. (1977) “Economic Determinants of Individual Charitable Contribution in Canada,”Canadian Journal of Economics, 10(4): 653-669. Kingma, B.R. (1989) “An Accurate Measurement of the Crowd-out Effect, IncomeEffect, and Price Effect for Charitable Contributions,” Journal of Political Economy,97(5): 1197- 1207. Kitchen, H. (1992) “Determinants of Charitable Donation in Canada: A ComparisonOver Time,” Applied Economics, 24(71): 709-713. Kitchen, H., and Dalton, R. (1990) “Determinants of Charitable Donations by Families in Canada: A Regional Analysis,” Applied Economics, 22(3): 285-299. Lankford, H., and Wyckoff, J.H. (1991) “Modeling Charitable Giving: Using aBox-Cox Standard Tobit Model, “Review of Economics and Statistics, 73(3): 460–470 Montgomery, J.D. (2000) “Social Capital as a Policy Resource,” Policy Science, 33(3 - 4): 227-243. Putnam, R.D. (1995) “Bowling Alone: America’s Declining Social Capital,” Journal of Democracy, 6(1): 65-78.


NIDA Economic Review

53

Putnam, R.D. (2000) Bowling Alone: The Collapse and Revival of AmericanCommunity, New York: Simon and Schuster. Randolph, W.C. (1995) “Dynamic Income, Progressive Taxes, and the Timing ofCharitable Contribution,”Journal of Political Economy, 103(4):709–738. Reece, W. (1979) “Charitable Contributions: New Evidence in Household Behavior,”American Economic Review, 69: 142-151. Roberts, R.D. (1984) “A Positive Model of Private Charity and Public Transfers,”Journal of Political Economy, 92(1): 136-148. Taussig, M.K. (1967) “Economic Aspects of the Personal Incomes Tax Treatment of Charitable Contributions,” National Tax Journal, 20: 1-19.


54

NIDA Economic Review

วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม 2558)

การศึกษาการจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร: ความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารต่อความอยู่รอดทางการเงินขององค์กร สิทธิ์ สุนทรายุทธ์*

บทคัดย่อ ความสามารถทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร (NPOs) เป็นปัจจัยส�ำคัญในการด�ำรงอยู่ เพื่อท�ำหน้าที่ให้กับสังคมขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรโดยการศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และความสามารถ ทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร โดยจากการศึกษาพบว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ การสื่อสาร (เช่นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นพื้นฐานและการใช้งานเทคโนโลยี สารสนเทศ) มีผลกระทบในเชิงบวกต่อปัจจัยความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ด้านการเงินบริจาค นอกจากนี้ขอบเขตของการใช้งานทางอินเทอร์เน็ตและการจัดให้มีเว็บไซต์ของ องค์กรยังมีผลกระทบอิทธิพลในเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ผลของการศึกษา วิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรควรให้ความส�ำคัญของลงทุนในระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรสามารถรักษาความสามารถทางการเงิน เพื่อที่จะให้บริการและท�ำหน้าที่เพื่อสังคมต่อไป

ค�ำส�ำคัญ: เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ความอยู่รอดทางการเงิน, องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร *อาจารย์ประจ�ำวิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถนนเสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. 10240 - Email: sid.s@nida.ac.th


วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDAปีEconomic 55 ที่ 9 ฉบับที่ 2Review (กรกฏาคม 2558)

The Study of Nonprofit Management: The Relationship between Information and Communication Technology Adoption and Financial Viability of Nonprofit Organizations Sid Suntrayuth*

Abstract The financial viability of nonprofit organizations (NPOs) is a significant factor in keeping the organizations afloat and in their making an impact on society. This study aims to explore the relationship between information and communication technology (ICT) adoption and the financial viability of nonprofits. The results reveal that ICT adoption (i.e., basic information technology infrastructure and use) has a positive impact on the nonprofit financial viability factor of donation and transfer funds. In addition, the extent of internet use and the presence of an organizational website positively influence the profit-making measurement indicator of return on assets (ROA). The research finding also suggests that NPOs’ managers should consider invest in ICT to ensure that their organizations can maintain their financial viability so as to provide their services and make an impact on society.

Keywords: Information and Communication Technology (ICT) Adoption, Financial Viability, Nonprofit Organizations *Lecturer of Management, The International College of National Institute of Development Administration (ICO NIDA), Serithai Road, Klong-Chan, Bangkapi, Bangkok, 10240, Thailand - Email: sid.s@nida.ac.th


56

NIDA Economic Review

1.บทน�ำ บทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร (NPOs) ต่อการพัฒนาประเทศที่ในปัจจุบันยังคงได้รับความ สนใจค่อนข้างน้อยจากนักวิชาการโดยเฉพาะประเทศที่ก�ำลังพัฒนา ซึ่งในอีกมุมมองด้านหนึ่งของการ ศึกษาและองค์ความรู้ที่มีในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงบทบาทในเชิงบวกขององค์กรไม่แสวงหาก�ำไรต่อ การพัฒนาประเทศที่มีนัยส�ำคัญ (Clark, 1991) บทบาทขององค์กรไม่แสวงหาก�ำไรมีส่วนส�ำคัญต่อการ พัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ความต้องการในสินค้าหรือบริการของภาคประชาชน ทีภ่ าครัฐหรือภาคเอกชนทีไ่ ม่สามารถจัดหาให้ได้ บทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรยังมีสว่ นช่วยให้ ภาครัฐสามารถบรรลุวตั ถุประสงค์ของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิง่ การใช้ทกั ษะขององค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไรที่มีข้อได้เปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับภาครัฐหรือภาคเอกชนยกตัวอย่างเช่นการเข้าถึง ข้อมูลสาธารณะความรู้และการศึกษาด้านสวัสดิการทางสังคมและการสื่อสารและการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานการณ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการของกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม นอกจากนี้ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรยังมีส่วนของการเป็นตัวแทนของภาคประชาชนในการที่จะออก เสียงหรือให้ข้อมูลด้านต่างๆ ทางสังคม เพื่อทางเลือกและประกอบการพิจารณาการก�ำหนดนโยบาย โดยภาครัฐหรือผู้ก�ำหนดนโยบายองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรยังมีบทบาทในการตรวจสอบความรับผิด ชอบและความโปร่งใสของรัฐบาลส่วนกลางรวมไปถึงรัฐบาลท้องถิ่นอีกทั้งโครงการต่างๆ ของรัฐบาล และตลอดจนการท�ำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรถือเป็นส่วนที่ส�ำคัญและมี ความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในการท�ำหน้าที่การเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนของ ประชาชนอย่างไรก็ดีแม้ว่าวัตถุประสงค์หลักขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรคือการให้บริการตามความ ต้องการของประชาชนโดยไม่หวังผลในส่วนก�ำไร องค์กรจ�ำเป็นต้องมีเงินทุนเพื่อสนับสนุนการใช้จ่าย ซึ่งการใช้จ่ายขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรนั้นก็สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและผลกระทบ ต่อภาคประชาชนอย่างมากในรูปแบบของผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการศึกษาข้อมูลในปัจจุบนั พบว่าบทความทางวิชาการหรือการศึกษาและวิจยั ทางวิชาการทีจ่ ะอธิบาย ถึงประสิทธิภาพด้านการจัดการขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในด้านของการจัดการ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถที่จะหาแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนยัง ค่อนข้างมีจำ� นวนจ�ำกัด และทีส่ ำ� คัญไปกว่านัน้ คือการขาดแคลนของบทความทางวิชาการหรือการศึกษา ในสภาพแวดล้อมทางการจัดการทางการเงินในหลายๆ มิติที่ผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร จ�ำนวนมากต้องเผชิญท�ำให้การศึกษาในครั้งนี้เป็นส่วนส�ำคัญที่จะเติมช่องว่างทางวิชาการที่เกี่ยวกับ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ตามทีก่ ล่าวมาข้างต้นเกีย่ วกับบทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรต่อสังคมประเด็นทีส่ �ำคัญต่อมาคือ ประเด็นด้านวัตถุประสงค์ขององค์กรนัน้ แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชดั เจนเมือ่ ท�ำการเปรียบเทียบกับองค์กร


NIDA Economic Review

57

ในรูปแบบอื่นๆ เช่น องค์กรเชิงธุรกิจในรูปแบบของบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในการท�ำก�ำไรที่สูงสุดดังนั้น เมือ่ เปรียบเทียบความส�ำเร็จขององค์กรจึงไม่เป็นทีช่ ดั เจนหรือง่ายต่อการด้วยอัตราต่างๆ ทีใ่ ช้วัดความ ส�ำเร็จในองค์กรทัว่ ๆ ไปเพือ่ น�ำไปใช้กบั องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรอีกทัง้ ในปัจจุบนั องค์กรไม่แสวงหาผล ก�ำไรต่างก็เผชิญกับการแข่งขันทีเ่ พิม่ มากขึน้ เพือ่ ทีจ่ ะหาแหล่งเงินทุนทีจ่ ะท�ำให้องค์กรสามารถด�ำรงอยู่ ได้ภายใต้กรอบข้อจ�ำกัดทางการเงินต่างๆ ทีม่ อี ยูใ่ นปัจจุบนั ทัง้ นี้ ความท้าทายต่างๆ รวมทัง้ การแข่งขัน ในการหาแหล่งเงินทุนจากภาครัฐและการสนับสนุนจากผู้บริจาคอื่นๆ ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ เรื่องใหม่ส�ำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรในปัจจุบันองค์กรเหล่านี้ก็ต่างมุ่งเน้นในประเด็นของความ สามารถในการด�ำรงอยู่ขององค์กรโดยได้กลายเป็นประเด็นส�ำคัญที่สังคมต้องจับตามมองเป็นอย่างยิ่ง (Alexander, 2000) ด้วยข้อจ�ำกัดและแรงกดดันนี้เองท�ำให้ผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจาก หลายองค์กรต่างก็ตอ้ งพลิกผันบทบาทของตนเองขึน้ มา โดยจะต้องมีบทบาทของผูป้ ระกอบการมากยิง่ ขึน้ ซึง่ บทบาทของผูบ้ ริหารองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรนีเ้ องจะต้องสามารถน�ำจุดเด่นด้านความสามารถ ขององค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาด และเพื่อที่จะสร้างรายได้และเพิ่มแหล่งเงินทุนอีก ทั้งยังสามารถมีบทบาทในการช่วยเหลือทางสังคมต่อไปอีกด้วย (Boschee, 2006) ในจุดนี้เองจึงเป็น ช่องทางส�ำหรับบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการที่จะเชื่อมโยงระหว่าง ประสิทธิภาพขององค์กรกับความสามารถทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ปัจจุบันมีองค์กรจ�ำนวนมากที่ใช้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีส่วนร่วมในการ จัดการขององค์กรโดยเทคโนโลยีอนิ เตอร์เน็ทก็ถอื ว่าเป็นส่วนทีส่ �ำคัญทีไ่ ด้เข้ามามีบทบาทในการจัดการ ขององค์กรที่ไม่แสวงหาก�ำไร ทั้งนี้ องค์กรทุกรูปแบบจ�ำนวนมากมีความพยายามที่จะน�ำเทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สารเข้ามาเพือ่ ปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการขององค์กรซึง่ ก็จะส่งผลต่อความ สามารถทางการเงินขององค์กรด้วย ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่ง ขององค์กรทีเ่ ชิงธุรกิจจ�ำนวนมากและยังพบว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารเปลีย่ นแปลงวิธกี าร ในการด�ำเนินธุรกิจอีกทั้งยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า การศึกษาพบงานวิจัยหลายชิ้นที่มีการศึกษาและพบการเปลี่ยนแปลงในวิธกี ารในการด�ำเนินธุรกิจ โดย พบว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารสามารถน�ำไปสูก่ ารเพิม่ ประสิทธิภาพของกระบวนการท�ำงาน ซึ่งเป็นผลจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพขององค์กรนอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการท�ำงานนี้เองก็สามารถน�ำไปสู่ประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรที่เพิ่ม ขึ้น (Sarker and Singh, 2006; Ziaulและคณะ, 2006) โดยงานศึกษาวิจัยอื่น ๆ นอกจากที่จะมีผลของ การศึกษาที่คล้ายกันที่แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีผลต่อการจัดการ กระบวนการท�ำงานขององค์กรอย่างมีนยั ส�ำคัญก็ยงั พบอีกว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร ส่งผลในเชิงบวกต่อการปฏิรปู ของแรงงานและเพิม่ ผลก�ำไร (Lee และคณะ, 2012) อย่างไรก็ดใี นปัจจุบนั การศึกษาระหว่างผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารต่อประสิทธิภาพขององค์กร ในรูปแบบที่ไม่แสวงหาก�ำไรก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย


58

NIDA Economic Review

ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบของการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารต่อประสิทธิภาพขององค์กรที่ไม่แสวงหาก�ำไรด้านความสามารถทางการเงิน โดยรูปแบบงานวิจัยนี้ได้น�ำการศึกษาและวิจัยต่างๆ ในด้านของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารขององค์กรในรูปแบบต่างๆ เข้ามาท�ำการศึกษารวมทั้งตัวชี้วัดทางการเงินซึ่งประกอบไปด้วย เงินจากการบริจาครายได้และค่าใช้จ่าย ตลอดจนตัวชี้วัดทางการเงินอื่นๆ ตามที่รายงานไว้ในข้อมูล การส�ำรวจในระดับชาติ 1. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อประสิทธิภาพขององค์กร การศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Investment) และประสิทธิภาพการด�ำเนินงานขององค์กรได้รบั ความส�ำคัญและมีการศึกษากันอย่างแพร่ หลายในบริบททางวิชาการ ในปีที่ผ่านมาองค์กรในต่างๆ รูปแบบทั่วโลกได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็น ไปอย่างรวดเร็วในด้านของผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่อบริบทขององค์กรทีแ่ ตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ในด้านของการแข่งขันทางการตลาด หรือประสิทธิภาพในการด�ำเนินงาน เป็นต้น อีก ทัง้ การศึกษาวิจยั ในเชิงประจักษ์ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการลงทุนด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สารต่อประสิทธิภาพการท�ำงานในองค์กรเชิงธุรกิจ (Brynjolfsson and Hitt, 1996; Harris and Katz, 1991) โดยบทความการศึกษาวิจยั อืน่ ๆ ก็มขี อ้ สงสัยและให้สนใจในความสัมพันธ์ของ ทั้งสองตัวแปรนี้เช่นกัน (Berndt and Morrison, 1994; Loveman, 1994) อย่างไรก็ตาม ผลของการศึกษาและวิจยั ส่วนใหญ่จะเน้นในเชิงของความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารต่อประสิทธิภาพการด�ำเนินงานขององค์กร และยังแสดงผลให้เห็น ถึงความสัมพันธ์ในลักษณะที่ซับซ้อนและหลากหลายแง่มุมระหว่างทั้งสองตัวแปร (Li and Ye, 1997) การศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อยหกปีขององค์กรที่มีรูปแบบของการผลิตแสดงให้เห็น ว่าการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนมีผลต่อประสิทธิภาพการด�ำเนินงานขององค์กรอย่างมีนัยส�ำคัญ (Weill, 1992) และการศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่าส�ำหรับองค์กรบริษัทใดที่เริ่มใช้กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ (ซึ่งหมายรวมถึงการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อที่จะให้ได้รับประโยชน์จากการ แข่งขันและเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดผ่านการเพิ่มของยอดขาย (Ives and Learmonth, 1984)) จะส่ง ผลส�ำเร็จเป็นอย่างดีในช่วงแรกของการลงทุน อย่างไรก็ดีต่อมาเมื่อองค์กรอื่นๆ เริ่มที่จะใช้เทคโนโลยี ในลักษณะเดียวกันความสามารถทางการแข่งขันที่มีอยู่เดิมจากการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ก็จะหายไป (Weill, 1992) นอกจากนี้ Weill (1992) ยังหยิบยกประเด็นที่ส�ำคัญเกี่ยวกับการจัดการขององค์กร โดยศึกษาการ จัดการองค์รวมทั้งองค์กรที่เป็นปัจจัยกึ่งกลาง (Moderator Variable) ที่มีนัยส�ำคัญระหว่างการลงทุน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงกลยุทธ์และการด�ำเนินงานขององค์กรโดยผลจากการศึกษาวิจยั ยังพบการ


NIDA Economic Review

59

ใช้ยุทธศาสตร์การลงทุนในระบบการปฏิบัติงานขององค์กรมีนัยส�ำคัญและเกี่ยวเนื่องกับประสิทธิภาพ การท�ำงานในองค์กรโดยการใช้กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลในระดับปานกลางต่อองค์กรใน ระยะยาวแต่มีในระดับสูงในระยะสั้นต่อองค์กรที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างต�่ำซึ่งโดยรวมการลงทุนด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศก็จะต่อประสิทธิภาพการด�ำเนินการขององค์กร (Weill, 1992) นอกเหนือจากแนวความคิดของ Weill (1992) เกีย่ วกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ตอ่ ประสิทธิภาพของการด�ำเนินงานขององค์กรเชิงธุรกิจแล้วการศึกษาโดย Teoและคณะ (2000) ได้อธิบาย เพิม่ เติมเกีย่ วกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและบทบาทขององค์กรเชิงธุรกิจการศึกษาดังกล่าว ได้แบ่งการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสีป่ ระเภทด้านวัตถุประสงค์ของการจัดการองค์กร ได้แก่ ด้านท�ำธุรกรรม ด้านเชิงกลยุทธ์ ด้านข้อมูลและเกณฑ์ขนั้ ต�ำ ่ ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าองค์กรเชิง ธุรกิจทีม่ กี ารด�ำเนินธุรกิจแบบดัง้ เดิมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการท�ำธุรกรรม เนือ่ งจาก องค์กรประเภทนีม้ องการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของเครือ่ งมือในการลดค่าใช้จา่ ยและ ซึ่งเป็นประเด็นที่ส�ำคัญมากส�ำหรับองค์กรประเภทนี้องค์กรเชิงธุรกิจใดที่มีการด�ำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม ยังมองเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการปฏิบัติงาน การตัดสินใจและงานธุรการ ที่จะส่งสัญญาณในเชิงบวกต่อผลการด�ำเนินงานโดยรวมของบริษัท (Teoและคณะ, 2000) ในมุมมองทีค่ ล้ายกันMahmood and Mann (1993) ศึกษาข้อมูลจากองค์กรเชิงธุรกิจและได้ขอ้ สรุปเกีย่ ว กับกลุ่มกลยุทธ์ทางธุรกิจและตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมีนัยส�ำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การศึกษานี้พบความสัมพันธ์และความส�ำคัญในเชิงบวกระหว่างมาตรการในการลงทุนในบางชนิดของ การลงทุนต่อผลการด�ำเนินงานขององค์กร ซึ่งในท�ำนองเดียวกันการศึกษาวิจัยโดยBharadwaj และ คณะ (1999) ก็พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสัมพันธ์ใน เชิงบวกกับค่าคิวโทบิน (Tobin’s q value) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ทางการเงินด้านผลการด�ำเนินงานของ องค์กรเชิงธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ในภาคส่วนขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรซึ่งรวมไปถึงองค์กรภาครัฐจะมีข้อจ�ำกัดของ การใช้งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของ การจัดสรรงบประมาณ แรงจูงใจในการ ใช้งาน โครงสร้างองค์กรกลไกการตรวจสอบและพลวัตในการแข่งขันที่แตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญจาก องค์กรเชิงธุรกิจ โดยการศึกษาวิจัยของ Greenfield and Rohde (2009) ก็พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคส่วนขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรมีความแตกต่างจากต่อการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในองค์กรเชิงธุรกิจโดยพบว่าบุคคลากรในองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจะมีทศั นะคติลบต่อการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ต่างกับบุคคลากรในองค์กรเชิงธุรกิจ จึงท�ำให้ส่งผลต่อการน�ำ ไปใช้ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร


60

NIDA Economic Review

ส�ำหรับการศึกษาด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรใน ประเทศไทยพบว่ายังคงมีจ�ำกัด อย่างไรก็ดี องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรหลายๆ องค์กรในประเทศไทย ในปัจจุบันพบว่าได้มีการน�ำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาประยุกต์ใช้ในลักษณะของการ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรที่เกี่ยวกับการให้บริการ ด้านสุขภาพที่จ�ำเป็นต้องจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ เช่น วัสดุทางด้านวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ จํานวนมาก ซึ่งพบว่าการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถนํามาเป็นข้อมูลในการ พัฒนานวัตกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง (Innovation Procurement) โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยในการเพิ่ม ประสิทธิภาพและลดต้นทุนขององค์กร (อรพรรณ คงมาลัยและคณะ, 2555) 2. ความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร บทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรกับภาคส่วนที่สามทางสังคมหรือ third sector ได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวางในหมู่ของนักวิชาการและนักวิจัยองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรให้บริการด้านสินค้าและ บริการทีภ่ าครัฐหรือภาคธุรกิจไม่สามารถให้ได้ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสามารถให้บริการทางสังคมซึง่ รวมไปถึงการพัฒนาด้านทักษะกลุม่ ผูด้ อ้ ยโอกาสทางสังคม ส่งเสริมการจ้างงานและส่งเสริมการยอมรับ เป็นสมาชิกในสังคมของทุกๆ กลุม่ ในสังคม (CEEDR, 2001; DETR, 1999; Lyons, 2001) อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ผ่านมาและข้อมูลในปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่าการท�ำงานขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรอยู่ ในสภาพแวดล้อมของการแข่งขันมากยิง่ ขึน้ เช่นเดียวกับในมุมมองของผูก้ �ำหนดนโยบายและบุคคลากร ในองค์กรไม่แสวงหาก็ต่างสามารถรู้สึกถึงความดันที่เพิ่มขึ้นในการแข่งขันระหว่างองค์กรไม่แสวงหา ผลก�ำไรกันเอง โดยองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจะต้องท�ำการแข่งขันระหว่างกันและในขณะเดียวกันต้อง ตอบโจทย์ในสิง่ ทีภ่ าคเอกชนไม่สามารถท�ำได้คอื การด�ำเนินการโดยไม่หวังผลก�ำไร (Hansmann, 1980; McDonald 2007; Pestoff, 1992) ด้วยเหตุผลขององค์กรนี้เององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจึงไม่สามารถ พึ่งพาผลก�ำไรดังเช่นในภาคเอกชนหรืออ�ำนาจในการเก็บภาษีอย่างเช่นในส่วนของภาครัฐองค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไรจึงจ�ำเป็นต้องมีรปู แบบของการด�ำเนินงานทีแ่ ตกต่างกันออกไปและมักจะขึน้ อยูก่ บั ผูท้ มี่ ี ส่วนได้เสียหลายๆ กลุม่ ทีม่ คี วามส�ำคัญด้านทรัพยากรทีจ่ �ำเป็นต่อการด�ำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหา ผลก�ำไร (Hansmann, 1980) นอกจากนี้ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรในรูปแบบเดิมหลายๆ แห่งก็ยังคง พึ่งพาภาครัฐในฐานะแหล่งเงินทุนที่ส�ำคัญ (Wijkström, 1997) ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็เป็นแหล่ง ของความไม่แน่นอนเนือ่ งจากการให้ความสนับสนุนทีไ่ ม่ตอ่ เนือ่ งจากการเปลีย่ นแปลงของผูม้ อี ำ� นาจใน ภาครัฐหรือปัจจัยการสนับสนุนในระดับนโยบาย (Kunle, 2004) นอกไปจากนี้นักวิชาการและนักวิจัยหลายคนมีความเห็นเกี่ยวกับการน�ำรูปแบบขององค์กรเชิงธุรกิจ มาใช้กับองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร โดยนักวิชาการและนักวิจัยกลุ่มนี้กล่าวไว้ว่าองค์กรไม่แสวงหาผล ก�ำไรมีความจ�ำเป็นต้องน�ำรูปแบบการด�ำเนินงานขององค์กรที่แสวงหาผลก�ำไรในส่วนของนวัตกรรม ใหม่ๆ ทีม่ งุ่ เน้นไปทีผ่ ล ตามทีก่ ำ� หนดไว้โดยนโยบายของภาครัฐหรือการน�ำวิธกี ารด�ำเนินงานใหม่ๆ เพือ่ เพิ่มมูลค่าแก่กลุ่มเป้าหมายที่และเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน (Jaskyte, 2004; McDonald, 2007;


NIDA Economic Review

61

Weerawardena and Sullivan, 2006; Weerawardena and Sullivan, 2001; Sharir and Lerner, 2006; Weerawardena and Sullivan Mort, 2001) อย่างไรก็ดี นักวิชาการหลายคนก็ยังคงมีค�ำถามเกี่ยวกับ การที่องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรน�ำรูปแบบขององค์กรเชิงธุรกิจไปใช้ ว่าจะส่งผลในเชิงบวกหรือในเชิง ลบต่อองค์กรเอง กลุ่มที่เห็นด้วยก็ยังคงสนับสนุนถึงประโยชน์ด้านการสนับสนุนแหล่งเงินทุน ความ มั่นคงทางรายได้และความสามารถที่จะพึ่งพาตนเอง (Brinckerhoff, 2000; Carroll and Stater, 2009) นอกจากประเด็นด้านน�ำรูปแบบขององค์กรเชิงธุรกิจไปใช้กับองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรดั่งที่กล่าวมา ข้างต้น การศึกษายังพบว่าปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารทางการเงินขององค์กรที่ไม่แสวงหาผล ก�ำไรนั้นยังมีความคล้ายกับการจัดการทางการเงินขององค์กรเชิงธุรกิจดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะ น�ำทฤษฎีทางการเงินในการวิเคราะห์ความสามารถทางการเงินขององค์กรเชิงธุรกิจมาใช้กับองค์กรที่ ไม่แสวงหาผลก�ำไร(Jegers, 2011) การศึกษาของ Li and Ye (1997) ได้ท�ำน�ำประเด็นที่ส�ำคัญเกี่ยวกับ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและประสิทธิภาพทางการเงินขององค์กรมาศึกษา โดยผลของการศึกษา ชีใ้ ห้เห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพทางการเงินโดย พบว่าทฤษฎีพื้นฐานส�ำหรับการศึกษาผลกระทบของการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ต่อประสิทธิ ภาพในการด�ำเนินงานขององค์กรมีปัจจัยแทรกแซงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดย Li and Ye (1997)ได้ข้อสรุปว่าปัจจัยภายในและภายนอกนี้ได้แก่ ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม ปัจจัยด้าน กลยุทธ์ขององค์กร และปัจจัยด้านการจัดการของผู้บริหารที่รวมไปถึง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chef Executive Office / CEO) และหรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน (Chef Information Officer) (รูปที่ 1) อย่างไรก็ดี การศึกษาในครั้งนี้ต้องการที่จะใช้ปัจจัยของการวัดความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไรเป็นสองส่วนได้แก่ 1) เงินบริจาค (รูปแบบของเงินบาท) และ 2) อัตรา Return on Assets (ROA) หรืออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ขององค์กร ซึ่ง ROA จะเป็นตัวเลขที่จะท�ำให้เห็น ภาพใหญ่ว่าองค์กรน�ำเอาสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปก่อให้เกิดก�ำไรได้มากน้อยเพียงใด โดยการค�ำนวณจาก ก�ำไรสุทธิขององค์กรหารด้วยสินทรัพย์ทั้งหมด  


62

NIDA Economic Review

รูปที่ 1: แบบจ�ำลองฐานข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศและ ประสิทธิภาพ

ที่มา: Li and Ye (1997)

2.ระเบียบวิธีวิจัย 1 กลุ่มตัวอย่าง วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้คือการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สารและประสิทธิภาพทางการเงินในองค์กรทีไ่ ม่แสวงหาผลก�ำไรศึกษารูปแบบของ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลก�ำไรการวิจัยนี้ได้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่จากส�ำนักงานสถิติแห่ง ชาติซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเป็นข้อมูลจากการส�ำรวจระดับ ชาติซึ่งรวบรวมระหว่างปี 2007 จากองค์กรต่างๆ ที่จดทะเบียนเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาก�ำไรที่ให้ บริการด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นองค์กรที่จดทะเบียนโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการทางสังคม ยก ตัวอย่างเช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสถานสงเคราะห์ ศูนย์สงเคราะห์และฝึกอาชีพ สถานคุม้ ครอง สวัสดิภาพ ศูนย์พึ่งได้ หรือ สถานพัฒนาและฟื้นฟู เป็นต้น ภาพรวมของข้อมูลจะประกอบด้วยข้อมูล เกี่ยวกับคุณลักษณะต่างๆ ขององค์กรสวัสดิการทางสังคมขนาดประเภทของการให้บริการทางสังคม การใช้ทรัพยากรมนุษย์ระดับของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและตัวชี้วัดต่างๆ ด้าน ประสิทธิภาพทางการเงิน เหตุผลของการเลือกที่จะศึกษากลุ่มตัวอย่างขององค์การไม่แสวงหาผลก�ำไรประเภทที่ให้บริการด้าน สวัสดิการทางสังคมมาจากประเด็นทีเ่ กีย่ วกับผลกระทบขององค์กรเหล่านีต้ อ่ สังคมโดยเปรียบเทียบกับ ผลกระทบโดยรวมขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร โดยจะเห็นว่าให้องค์กรที่บริการด้านสวัสดิการทาง สังคมมีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมโดยรวม อย่างไรก็ตาม การท�ำงานด้านสวัสดิการทางสังคมนั้นมี


NIDA Economic Review

63

ความหมายและรูปแบบของการด�ำเนินงานทีแ่ ตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและการท�ำงานด้านสวัสดิการ ทางสังคมนีย้ งั มีบริบททีแ่ ตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ แต่สงิ่ ทีเ่ หมือนกันก็คอื อุดมการณ์และหัวใจ ของการท�ำงานที่มุ่งเน้นที่จะเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาด้านสวัสดิการทางสังคมในการสนับสนุนการ ป้องกันและการรักษากลุ่มที่ด้อยโอกาสทางสังคม (Prodhan and Faruque, 2012) การศึกษาวิจัยใช้ ข้อมูลทุตยิ ภูมเิ พือ่ ตอบค�ำถามการวิจยั และศึกษาความเชือ่ มโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารต่อประสิทธิภาพทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรผลกระทบของการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารต่อการด�ำรงอยู่ทางการเงินขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลก�ำไรและปัจจัยที่มีผล ต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและผลกระทบต่อความสามารถทางการเงินขององค์กร ที่ไม่แสวงหาผลก�ำไร 2 ตัวชี้วัด อุปกรณ์สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อุปกรณ์สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหมายรวมถึงองค์ประกอบในระดับพื้นฐาน ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นักวิชาการที่ศึกษาด้านการจัดการขององค์กรที่ไม่ แสวงหาผลก�ำไรต่างได้ให้ความหมายของอุปกรณ์สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ว่าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่ส�ำคัญต่างๆ เช่นคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์โปรแกรมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และบริการการให้คำ� ปรึกษาเพื่อรองรับการใช้งานและ การด�ำเนินการของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Hackler and Saxton, 2007) ปัจจัยต่างๆ ทีก่ ล่าวมานีเ้ ป็นสิง่ ส�ำคัญส�ำหรับโครงสร้างพืน้ ฐานทางเทคนิคเพือ่ ทีจ่ ะประเมินความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารขององค์กรซึ่งองค์กรแต่ละองค์กรจะพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีศักยภาพได้ นั้นจะต้องมีการพัฒนาจากระบบปฏิบัติการบนโครงสร้างพื้นฐานก่อน (Weill and Aral, 2005) ดังนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าโครงสร้างพืน้ ฐานทีร่ วมไปถึง คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ โปรแกรมระบบ เครือข่าย คอมพิวเตอร์เป็นสิง่ ทีจ่ ำ� เป็นต่อการด�ำเนินงานขององค์กรเป็นอย่างยิง่ (Henderson and Venkatraman, 1993; Weill and Broadbent, 1998). ส่วนนักวิชาการคนอืน่ ๆ ก็ยงั คงให้ความสนใจเกีย่ วกับการแพร่กระจายของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการน�ำเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นไปใช้ในภาคส่วนที่ไม่แสวงหาผลก�ำไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนแปลงต่อองค์กร โดยการเปลี่ยนแปลงในองค์กรนั้นสามารถเป็นไปได้มากกว่าแค่การ เพิ่มประสิทธิภาพของงานธุรการแต่การน�ำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปใช้ให้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กรโดยรวม (Burt and Taylor, 2000) การ เข้ามาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารมีผลกระทบต่อองค์กรทีไ่ ม่แสวงหาผลก�ำไรโดยมีผลกระ ทบต่อโครงสร้างพืน้ ฐานองค์กรและต่อความสัมพันธ์ของการท�ำงานภายในองค์กรกับบริบทของภายนอก องค์กร นอกจากนีเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารยังมีผลต่อความสัมพันธ์ในเครือข่ายของภาคส่วน


64

NIDA Economic Review

ทีไ่ ม่แสวงหาผลก�ำไรอันเนือ่ งมาจากการเปลีย่ นแปลงและปรับปรุงระบบการเรียนรูแ้ ละการจัดการความ รู้ภายในองค์กรด้วย (Castells, 2000; Burt and Taylor, 2000) นักวิชาการอีกหลายคนก็ยงั มีความเชือ่ ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารน�ำประโยชน์มากมายให้ แก่องค์กร รวมไปถึงการเปลีย่ นแปลงกฎเกณฑ์ทางหลักเศรษฐกิจทีม่ ผี ลอันเนือ่ งมาจากความสามารถใน การสือ่ สารและการเชือ่ มต่อข้อมูลทีเ่ ร็วยิง่ ขึน้ อีกทัง้ การให้ความส�ำคัญทีเ่ พิม่ ขึน้ ต่อสินทรัพย์ทจี่ บั ต้องไม่ ได้ยกตัวอย่างเช่นความคิดข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือหน่วยงาน เป็นต้น (Kelly, 1998) การ เปลีย่ นแปลงของกฎเกณฑ์นเี้ ปลีย่ นแปลงรูปแบบขององค์กรและก่อให้เกิดความได้เปรียบทางธุรกิจโดย เฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเพิ่มมูลค่าจากการประมวลผลและการสื่อสารของข้อมูล (Te’eni and Young, 2003) นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เปลี่ยนแปลงมาตรฐาน การปฏิบัติงานการสนับสนุนจากส่วนงานภาครัฐในบางสาขาขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร (McNutt and Boland, 1999) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในขั้นสูงยังเป็นการสนับสนุนให้เกิด นวัตกรรมและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ต่อความท้าทายต่างๆ องค์กรที่ต้องเผชิญ (Castells, 2000; Dutton, 1999; Fulk and DeSanctis, 1999, Burt and Taylor, 2003) อย่างไรก็ดใี นอีกแง่มมุ หนึง่ ก็คอื ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารต่อองค์กรไม่แสวงหา ผลก�ำไรสามารถมองได้ในรูปแบบของดาบสองคม โดยในด้านบวกเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร ช่วยให้องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรลดข้อจ�ำกัดทีเ่ กีย่ วกับของปัญหาและอุปสรรคทีเ่ กีย่ วข้องกับทรัพยากร ที่แตกต่าง(Turner, 1998; McNutt and Boland, 1999)แต่ในทางกลับกับในแง่ลบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสือ่ สารได้ยกระดับมาตรฐานความคาดหวังขององค์กรผูบ้ ริจาคและผูม้ สี ว่ นได้เสียอืน่ ๆ เกีย่ วกับ ในกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรยกตัวอย่างเช่นคุณภาพของงานที่เสนอทุนสนับสนุน (Schneider, 2003) ดังนั้นในด้านแง่ลบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกล่าวคือหากองค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไรไม่มีทรัพยากรที่เพียงพออาจจะท�ำให้การแข่งขันกับองค์กรอื่น ๆ เป็นไปได้ยากเมื่อ เปรียบเทียบกับองค์กรที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนอกจากนี้ ในกรณีที่ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรทีข่ าดทรัพยากรซึง่ รวมไปถึงทรัพยากร เช่น เงินทุนเวลาและความเชีย่ วชาญ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็จะท�ำให้องค์กรเหล่านัน้ ยิง่ ล้าหลังด้านความสามารถทีจ่ ะได้รบั การสนับสนุน และปรับปรุงการให้สวัสดิการสังคม (Schneider, 2003) ดังนัน้ ประเด็นส�ำคัญทีค่ วรได้รบั ความสนใจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารควรเป็นความส�ำคัญ ของการใช้กลยุทธ์ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร และควรเข้าใจ ถึงความแตกต่างในอุดมการณ์เกี่ยวกับการด�ำรงอยู่ขององค์กรระหว่างองค์กรเชิงธุรกิจและองค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไรกล่าวคือเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กรเชิงธุรกิจคือการท�ำก�ำไรและขยายฐานส่วน แบ่งการตลาดในขณะที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Porter, 1980; Jensen, 1998) แต่ในทางตรงกันข้าม ส�ำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรผลลัพธ์ทางการเงินเป็นเพียงส่วนหนึง่ ของเป้าหมายในขณะทีก่ ลยุทธ์


NIDA Economic Review

65

ส�ำคัญที่สุดขององค์กรคือการปฏิบัติตามภารกิจขององค์กรเพื่อสังคมและการสร้างมูลค่าแก่สาธารณะ (Moore, 2000; Bryce, 1992; Bryson, 1995) อย่างไรก็ดีตามข้อจ�ำกัดที่กล่าวมาข้างต้นการศึกษาวิจัย นี้จะเป็นการศึกษาเฉพาะในหัวข้อด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและผลกระทบที่มีต่ออัตรา การชี้วัดทางการเงินขององค์กรที่สามารถวัดได้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับการที่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีของ สื่อสารและการท�ำงานขององค์กร ในอดีตที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น โทรทัศน์วิทยุสื่อโฆษณา หรือข่าวสารเป็นวิธีการสื่อสารด้านเดียวจากบนลงสู่ล่าง (Rucinski, 1991) อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันการ ใช้งานของสื่อทางอินเทอร์เน็ตท�ำให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยการมีส่วนร่วม โดยตรง อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการสื่อสารที่ค่อนข้างต�่ำ (Bertelson, 1992; Coombs, 1998) ดังนั้นการ สื่อสารทางอินเทอร์เน็ตนั้นท�ำให้เกิดการตอบสนองที่ดีกว่าการสื่อสารในรูปแบบเดิมๆ (Hacker, 1996) นอกจากนีเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารโดยเฉพาะอย่างยิง่ อินเทอร์เน็ตสามารถช่วยให้การสือ่ สาร ในแนวราบและแนวตั้งขององค์กรเป็นไปได้อย่างสะดวก (Stromer-Galley, 2000) ตลอดจนการเชื่อม ต่อทางกายภาพ การใช้ข้อมูลร่วมกัน การโต้ตอบและความสะดวกในการใช้งานโดยผู้ใช้งาน (Flanagin and Metzger, 2000) ในอดีตที่ผ่านมาองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใหม่ๆ ค่อนข้างช้า แต่อย่างไรก็ดีองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรหลาย แห่งในปัจจุบันได้มีการน�ำเทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการด�ำเนินงานในองค์กรมากยิ่งขึ้น (Jamieson, 2000) เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสและเพิ่มความสามารถขององค์กรไม่แสวงหาผล ก�ำไรในการเข้าถึงทรัพยากรที่เดิมทีจะเข้าถึงได้โดยการสื่อสารในรูปแบบเดิมๆ เท่านั้น ซึ่งในส่วนนี้ เองก็ท�ำให้องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสามารถเข้าถึงทรัพยากรและสามารถสื่อสารกับกลุ่มประชากรได้ ดียิ่งขึ้น (Civille, 1997) นอกจากนี้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตยังช่วยเปิดโอกาสในการผลักดันการมีส่วน ร่วมในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนสามารถสื่อสาร “ความคิด ความกังวล หรือความต้องการแก่ สาธารณะ” ได้ (Dertouzos, 1991; Ess, 1996) โดยนักวิชาการบางกลุ่มก็ได้กล่าวถึงความส�ำคัญของ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตว่าเป็นสิ่งที่สำ� คัญยิ่งต่อรากฐานของสังคมประชาธิปไตยเนื่องจากการท�ำให้เกิด การสือ่ สารทีเ่ ปิดกว้างและความสามารถทีจ่ ะอภิปรายประเด็นต่างๆ ในหมูป่ ระชาชน (Rheingold, 1993) นักวิชาการหลายต่อหลายคนก็ยังเห็นตรงกันว่าการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในองค์กรไม่แสวงหาผล ก�ำไรสามารถเพิม่ พูนประสิทธิภาพในการท�ำงานขององค์กรได้ในหลายแง่มมุ รวมถึงความสามารถในการ ให้ข้อมูลประชาชนความน่าเชื่อถือขององค์กร การสรรหาอาสาสมัคร การประชาสัมพันธ์การสนับสนุน การให้บริการการศึกษาวิจยั และการสือ่ สาร (Landesmann, 1995 ) นอกเหนือไปจากนีน้ กั วิชาการหลาย คนก็ได้กล่าวถึงประโยชน์ในหลายๆ ด้านที่แตกต่างกัน รวมไปถึงประสิทธิภาพของการสื่อสารระหว่าง องค์กรไม่แสวงหาผลในระดับชาติและในระดับภูมิภาคเช่นเดียวกับการเพิ่มและการเข้าถึงเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัครฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์การเสริมสร้างชุมชนการแบ่งปันความรู้การศึกษาวิจัยและ


66

NIDA Economic Review

การสุ่มตัวอย่างความเห็น (Barndt, 1998; Spencer, 2002) ดังนั้นงานศึกษาวิจัยนี้จึงได้ใช้ข้อสังเกต ในสองมุมมองของการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรซึ่งได้แก่ (1) จ�ำนวนของ เจ้าหน้าทีแ่ ละอาสาสมัครทีใ่ ช้อนิ เทอร์เน็ตภายในองค์กรและ (2) ขอบเขตของการใช้อนิ เทอร์เน็ตในการ ด�ำเนินงานภายในองค์กรโดยเริม่ จากงานขัน้ พืน้ ฐาน (เช่นการรวบรวมข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์) ไปถึงงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น (เช่น การใช้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตหรือการใช้อินเทอร์เน็ต ส�ำหรับงานในการด�ำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในองค์กร) เว็บไซต์ การใช้ เ ว็ บ ไซต์ ข ององค์ ก รไม่ แ สวงหาผลก� ำ ไรได้ รั บ ความนิ ย มอย่ า งมากอย่ า งยิ่ ง ในเมื่ อ ไม่ กี่ ป ี ที่ ผ่านมา องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรมักจะใช้เว็บไซต์เพือ่ ให้ขอ้ เท็จจริงทีเ่ ฉพาะเจาะจงหรือข้อมูลเกีย่ วกับ องค์กร เช่นเดียวกับการใช้งานของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ขององค์กรช่วยให้องค์กรสามารถที่ จะให้ข้อมูลและโต้ตอบกับกลุ่มที่เจาะจงหรือสาธารณะชนจากข้อมูลที่ศึกษาพบการเพิ่มขึ้นของเนื้อหา ในเว็บไซต์ภาครัฐ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และระบบอิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชย์การจัดการออนไลน์และ ระบบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มการท�ำงานอิเล็กทรอนิกส์ หรือรูปแบบองค์กรอิเล็กทรอนิกส์ในภาคส่วน ที่ไม่แสวงหาผลก�ำไร (Fountain, 2001) การเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เว็บไซต์และการพัฒนายัง สามารถช่วยให้องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรเสริมสร้างลักษณะของการโต้ตอบออนไลน์ระหว่างองค์กรกับ ประชาชนลูกค้าผู้ผลิตสินค้า ผู้ก�ำกับดูแลผู้บริจาคพนักงานและส่วนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องท�ำให้มีการ สือ่ สารระหว่างกันมากขึน้ และทีส่ ำ� คัญไปกว่านัน้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเว็บไซต์และอินเทอร์เน็ต ทีช่ ว่ ยให้องค์กรสาธารณะในรูปแบบต่าง รวมไปถึงองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสามารถก�ำหนดเป้าหมาย เพิม่ ความยืดหยุน่ ในการจัดการองค์กรและความสามารถในการโต้ตอบหรือสือ่ สารกับส่วนงานทีเ่ กีย่ วข้อง ในรูปแบบที่ไม่สามารถท�ำได้กับสื่ออื่นๆ (Saxton et al. 2007) ประโยชน์ของเว็บไซต์และเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้มีการเพิ่มด้านการสื่อสารระหว่างองค์กรและประชาชนหรือผู้บริโภค ในรูปแบบที่ไม่สามารถเป็นไปได้จากสื่อรูปแบบเดิมๆแล้ว เว็บไซต์และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตยังท�ำให้ สังคมโดยรวมสามารถเข้าถึงการจัดการและบริการสาธารณะ ธุรกรรมระหว่างภาครัฐและผู้บริโภคหรือ ระหว่างองค์กรผ่านวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นผลให้องค์กรสามารถตอบสนองและเข้าถึงกลุ่มผู้ที่มี ส่วนได้เสียผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก็สามารถท�ำได้อย่างต่อเนื่องและมีความซับซ้อนและมีความ ส�ำคัญในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นด้วย (Saxton และคณะ, 2007) องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรหลายองค์กรยังคงจะอุทิศทรัพยากรส�ำคัญในการจัดท�ำเว็บไซต์ขององค์กร ซึ่งจากข้อมูลการส�ำรวจของ American Gifts in Kind ในปี 2001 พบว่าร้อยละ 77 ขององค์กรไม่หวัง ผลก�ำไรในประเทศสหรัฐอเมริกามีเว็บไซต์ขององค์กรนอกจากนีเ้ ว็บไซต์ขององค์กรถูกมองว่าเป็นเครือ่ ง มือด้านการสื่อสารเครื่องมือทางเทคนิคและเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ (Hackler and Saxton, 2007) ความ ส�ำคัญของตัวเลขข้างต้นนี้ท�ำให้เข้าใจถึงการใช้งานเชิงกลยุทธ์ของเว็บไซต์และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ต่อความสามารถหลักๆ ขององค์กร การใช้งานเว็บไซต์และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตนี้จะช่วยให้องค์กร


NIDA Economic Review

67

สามารถเปลี่ยนแปลงทรัพยากรทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ส�ำคัญขององค์กร (Aral and Weill, 2004; Weill and Aral, 2005) การศึกษาในครั้งนี้ท�ำการศึกษาการจัดให้มีเว็บไซต์ของ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจากมุมมองของการมีหรือไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนเว็บไซต์ขององค์กร หรือการที่องค์กรมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแต่ ไม่มีการจัดท�ำเว็บไซต์ขององค์กร ความอยู่รอดทางการเงิน ความสามารถทางการเงินเป็นปัจจัยส�ำคัญส�ำหรับการด�ำรงอยูข่ ององค์กรต่างๆ ในทุกๆ ประเภท องค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไรมีความจ�ำเป็นทีจ่ ะต้องเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินต่างๆ เพือ่ การด�ำรงอยูข่ ององค์กร ทรัพยากรทางการเงินทีร่ วมไปถึง เงินอุดหนุนจากภาครัฐเงินบริจาคจากภาคเอกชนค่าธรรมเนียมส�ำหรับ การให้บริการรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการและรายได้การลงทุนนอกจากนีเ้ งินบริจาคจากภาค เอกชนก็ถือว่าเป็นแหล่งที่มีรายได้ส�ำคัญขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรหลายๆ องค์กร (Marudas and Jacobs, 2004) การศึกษาของ Epstein and McFarlan (2011) ได้ให้ข้อมูลด้านตัวชี้วัดทางการเงิน ยกตัวอย่างเช่นจ�ำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นจากผู้บริจาคส่วนภาคเอกชนหรือภาคประชาชนและการได้รับการ จัดสรรงบประมาณจากภาครัฐถือว่าเป็นตัวชีว้ ดั ในการวัดประสิทธิภาพในการด�ำเนินงานของทีอ่ งค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไร นอกจากนีก้ ารศึกษาดังกล่าวยังชีใ้ ห้เห็นว่าตัวชีว้ ดั ประสิทธิภาพทางการเงินขององค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไรทีส่ ามารถแบ่งออกได้เป็นสีป่ ระเภทได้แก่ 1) การบริหารจัดการทีม่ ปี ระสิทธิภาพเช่น ค่าใช้จา่ ยในการบริหารเมือ่ เทียบกับสัดส่วนของค่าใช้จา่ ยทัง้ หมดขององค์กร 2) ประสิทธิภาพของการให้ บริการทางสังคม เช่นการให้บริการทางสังคมหรือการกุศล การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายโครงการดัชนีผล กระทบจากการจัดโครงการ หรืออัตราในการผลิต เป็นต้น 3) ประสิทธิภาพในการระดมทุนเช่น สัดส่วน ของเงินบริจาคที่เหลือหลังจากที่ค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายขององค์กรในการระดมทุนเมื่อเทียบกับการบริจาค และการพึง่ พาผูบ้ ริจาคและสุดท้าย 4) มาตรการด�ำเนินงานทางการเงินอืน่ ๆตัวอย่างเช่นการเติบโตของ รายได้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง (Epstein and McFarlan, 2011) โดยตัวชี้วัดต่างๆ เหล่า นีท้ ำ� ให้เข้าใจถึงประเด็นทีส่ ำ� คัญเกีย่ วกับวิธกี ารทีอ่ งค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรเข้าถึงแหล่าเงินทุนและการ ใช้จ่ายเงินทุนนั้นเพื่อน�ำมาเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพขององค์กร ความมุ่งมั่นและความสามารถขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อความอยู่รอด ขององค์กรสะท้อนให้เห็นในทางทฤษฎีพงึ่ พาทรัพยากร (Resource Dependency Theory) (Pfeffer and Salancik, 1978) ซึ่งตามมุมมองของทฤษฎีนี้องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรท�ำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อ เป็นการลดอัตราการพึง่ พาเงินอุดหนุนจากภาครัฐและเงินบริจาคจากภาคเอกชน (Gras and MendozaAbarca, 2012) อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาข้างต้น ตั้งแต่ปี 1990 การท�ำกิจกรรมทางการตลาดนี้เองก็เป็น แหล่งที่มาของการเพิ่มขึ้นในอัตราด้านการแข่งขันระหว่างองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรด้วย


68

NIDA Economic Review

ผลทีเ่ กิดจากการเพิม่ ขึน้ ของการแข่งขันนีส้ ง่ ผลให้การพึง่ พาเงินทุนจากภาครัฐลดลง แต่กลับสร้างปัญหา การขาดแคลนเงินทุนและเงินบริจาค ประกอบกับการที่องค์กรมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการ แข่งขันจากคู่แข่งองค์กรเชิงธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ท�ำให้ผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจ�ำเป็นต้องมี บทบาทของผู้ประกอบการในการด�ำเนินการจัดการองค์กร (Dees, 1998; LeRoux, 2005; Morris และ คณะ, 2007)ตัวอย่างเช่นองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรหลายๆ องค์กรได้ใช้ช่องทางการตลาดมากขึ้นเพื่อ เพิ่มอัตราผลตอบแทนด้านการระดมทุนผ่านการขายสินค้าและให้บริการ (Dees, 1998) นักวิชาการ หลายคนที่ศึกษาเกี่ยวกับภาคส่วนที่ไม่หวังผลก�ำไรแนะน�ำกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อความยั่งยืนทางการเงินที่ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสามารถน�ำไปใช้ได้ ซึง่ กลยุทธ์เหล่านัน้ รวมถึง การสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ (Wijkström, 1997) การประยุกต์ใช้หลักการทางธุรกิจในการระดมทุน (Chetkovich and Frumkin, 2003; Dart, 2004; Goerke, 2003) การตลาดเชิงความสัมพันธ์ (Block, 1998; Money และคณะ, 2008; Remley, 1996; Selladurai, 1998), การเจาะจงกลุ่มผู้บริจาค (การเน้นความสัมพันธ์และการเจาะจง กลุ่มตัวตนของผู้บริจาค) (Arnett et al., 2003; Callero, 1985;Callero และคณะ,1987; Heckman and Guskey, 1998; Lee et al., 1999) และการจับมือร่วมกับกลุ่มพันธมิตรในภาคส่วนอื่นๆ ในเชิงกลยุทธ์ (Berger และคณะ, 2004) นอกจากกลยุทธ์ต่างๆ ในการเพิ่มรายได้นักวิชาการได้แนะน�ำกลยุทธ์ในการลดค่าใช้จ่ายรวมถึงการ เพิ่มอาสาสมัครและอัตราการผลิต (Weisbrod, 1998; Cnaan and Goldberg-Glen, 1991; Handy and Srinivasan, 2004) และการเรี่ยไรเงินบริจาค (Snavely and Tracy, 2000) ทั้งนี้แหล่งที่มาหลัก ของเงินทุนส�ำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสามารถแบ่งได้เป็นสามประเภทหลักคือ 1) การบริจาค จากภาคประชาชนซึ่งรวมถึงการบริจาคส่วนบุคคล จากบริจาคโดยองค์กรและกองทุนมูลนิธิ 2) เงิน อุดหนุนจากรัฐบาลและ 3) รายได้ทางตลาดจากการขายสินค้าและการให้บริการ (Hodge and Piccolo, 2005) องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรยังอาจจะได้รับเงินทุนผ่านแหล่งอื่นๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรมระดมทุน (ยกตัวอย่างเช่นการประมูลขายสินค้าเพื่อการกุศล) รายได้การเล่นเกมหรือกิจกรรมอื่นๆ เพื่อการกุศล และรายได้จากการลงทุน แต่อย่างไรก็แหล่งทีม่ าของเงินทุนอืน่ ๆ เหล่านีม้ สี ดั ส่วนค่อนข้างน้อยเมือ่ เทียบ กับการเงินบริจาค เงินอุดหนุนจากภาครัฐและรายได้ทางตลาด (Young, 2007) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีส่วนช่วยด้านความยั่งยืนทางการเงินขององค์กรในระยะยาว ซึ่งปัจจัยความยั่งยืนทางทางการเงินในระยะยาวนี้เองก็เป็นองค์ประกอบส�ำคัญที่จะท�ำให้ภารกิจของ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรประสบความส�ำเร็จ (Bryce, 1992; Moore, 2000) หลักฐานจากการศึกษา วิจัยจ�ำนวนมากในต่างประเทศก็ยังชี้ให้เห็นว่าองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจ�ำนวนมากขึ้นมีความมุ่งมั่น ที่จะเพิ่มแหล่งรายได้และขยายการให้บริการทางสังคมผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่มีการใช้เพื่อด�ำเนินการศึกษาวิจัยปัจจัยทางการตลาด และการใช้ จดหมายอิเลคทรอนิคส์และระดมทุนผ่านทางเว็บไซด์ (Spigelman and Evans, 2004)


NIDA Economic Review

69

นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยนี้ยังได้น�ำตัวแปรอื่น ๆ มาวิเคราะห์ต่อประสิทธิภาพทางการเงินขององค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไรรวมถึงขนาดขององค์กรจากการวัดจ�ำนวนรวมของสมาชิกผู้บริหารและอาสาสมัคร ในองค์กรเป็นปัจจัยควบคุมในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาของ Downes and Mui(1998) ยังกล่าวไว้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการท�ำธุรกรรมต่างๆ ขององค์กร (เช่น ค่าใช้จ่ายทางการตลาดในการด�ำเนินการท�ำธุรกรรม) และช่วยให้องค์กรมีขนาดที่เหมาะสม(อ้างอิงใน Te’eni and Young, 2003) ตัวแปรควบคุมตัวต่อไปคือรายได้ (โดยการวัดรายได้สุทธิรวมในรูปของเงิน บาท) ซึง่ ขนาดและการเพิม่ ขึน้ ของรายได้กเ็ ป็นปัจจัยทีส่ ะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการท�ำงานของ องค์กร (Epstein and Buhovac, 2009) ตัวแปรควบคุมตัวสุดท้ายคืออายุขององค์กร โดยวัดจ�ำนวน เดือนนับจากการขึน้ ทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรซึง่ อายุขององค์กรก็พบว่าเป็นปัจจัยทีใ่ นการ วิเคราะห์ตัวแปรของการบริจาคในภาคประชาชน (Weisbrod and Dominguez, 1986) รูปที่ 1: กรอบแนวคิดการวิจัยความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารต่อความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ตัวแปรต้น

ตัวแปรตาม

คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์

ดัชนีชี้วัดด้านความอยู่รอด ทางการเงินขององค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไร

การใช้คอมพิวเตอร์ ขอบเขตของการใช้งาน อินเทอร์เน็ต การมีเว็บไซต์ขององค์กร

ขนาดขององค์กร  

1) เงินบริจาค 2) อัตราผลตอบแทนจาก สินทรัพย์ขององค์กร (ROA)

รายได้ ตัวแปรควบคุม

อายุขององค์กร


70 NIDA Economic Review จากการทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะหขอมูลที่เกี่ยวของการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารตอความอยูรอดทางการเงิ นขององค าไร รูปเทคโนโลยี ที่ 1 (ดานล าง)จะแสดงความ จากการทบทวนวรรณกรรมและการวิ เคราะห์กขรไม ้อมูลแทีสวงหาผลกํ ่เกี่ยวข้องการใช้ สารสนเทศและการ ่อมโยงระหว างตัร่ อดทางการเงิ วแปรตน ตัวแปรควบคุ และตั วแปรตามของการใช ารสนเทศและการ สืเชื อ่ สารต่ อความอยู นขององค์กมรไม่ แสวงหาผลก� ำไร รูปที่ 1 เ(ด้ทคโนโลยี านล่าง) สจะแสดงความเชื อ่ ม สื่อสารตาองตั ความอยู นขององค แสวงหาผลกําไร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โยงระหว่ วแปรต้รอดทางการเงิ น ตัวแปรควบคุ ม และตักรไม วแปรตามของการใช้ ต่อความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร การวิเคราะหเริ่มจากการศึกษารายละเอียดลักษณะโดยรวมขององคกรสวัสดิการทางสังคมที่ขึ้นทะเบียน การวิ เคราะห์เริม่ จากการศึ ยดลักกรสวั ษณะโดยรวมขององค์ สดิกยารทางสั งคมทีข่ นึ้ ทะเบีวยงปน ในประเทศไทย โดยจากขกอษารายละเอี มูลพบวาองค สดิการทางสังคมที่ขกึ้นรสวั ทะเบี นในประเทศไทยในช ในประเทศไทย พบว่ กรสวัสดิการทางสังคมที่ขึ้นบทะเบี ยนในประเทศไทยในช่ 2007 มีอยูทั้งสิ้นโดยจากข้ 16,768อมูลองค กราองค์ โดยแยกตามประเภทของการให ริการสวั สดิการทางสังคมองควงปี กร 2007 มีอ่ ยู1่ทดั้งาสินล ้น า16,768 กร โดยแยกตามประเภทของการให้ บริกโดยสามารถแบ ารสวัสดิการทางสั งคมองค์ กร ตารางที งจะสรุปองค์ ในภาพรวมขององค กรสวัสดิการทางสังคม งออกเป นตาม ตารางที ่ 1งนีด้้ านล่างจะสรุปในภาพรวมขององค์กรสวัสดิการทางสังคม โดยสามารถแบ่งออกเป็นตาม ภูมิภาคดั ภูมิภาคดังนี้ ตารางที ยละขององค์กกรสวั รสวัสสดิดิกการทางสั ารทางสังคมโดยแยกเป งคมโดยแยกเป็ ิภาค ตารางที่ 1: ่ 1:จ�จํำานวนและสั นวนและสัดส่สวนร้ นรอยละขององค นภูนมภูิภมาค ภูมิภาค

รอยละ (%) 38.58 21.91 12.99 13.49 13.02 100.00

กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต รวม

จํานวนองคกร 6,469 3,674 2,178 2,263 2,184 16,768

การสํำารวจองค์ รวจองคกรไม านัำกนังานสถิ ติแหตงิแชาติ ป 2007 ทีที่ม่มา:า:การส� รไม่แแสวงหาผลกํ สวงหาผลก�าไรโดยสํ ำไรโดยส� กงานสถิ ห่งชาติ ปี 2007

ตารางที่ 2่ 2ถึถึงตารางที งตารางที่ 5่ 5แสดงลั แสดงลักกษณะโดยรวมของ ษณะโดยรวมของ16,768 16,768 องค์ องคกกรที รที่ใ่ให้หบบริริกการด้ ารดาานสวั นสวัสดิการสังคมใน ตารางที ประเภทที่แ่แตกต่ ตกตาางกังกันนรวมทั รวมทั้ง้งรูรูปปแบบของสถานประกอบประเภทของความช่ แบบของสถานประกอบประเภทของความชวยเหลือการใช้ การใชเทคโนโลยี ประเภทที สารสนเทศและการสื่อ่อสารและการใช้ สารและการใชคอมพิ สารสนเทศและการสื อมพิววเตอร เตอร์โโดยองค ดยองค์กกรไม รไม่แแสวงหาผลกํ สวงหาผลก�าไรำไร การวิเคราะห์ เคราะหขข้ออมูมูลลเพิ เพิ่ม่มเติเติมมพบว่ พบวาามีมีเเพีพียง 323 323 องค์ องคกกรทีรที่ม่มีขีข้ออมูมูลลสมบู สมบูรรณ์ณเเพีพียยงพอส� งพอสํำาหรั หรับการวิเคราะห์ คราะหซึ่ง การวิ รวมถึงคอมพิ งคอมพิววเตอร์ เตอรฮฮาร์ารดดแวร์ แวรการใช้ การใชคคอมพิ อมพิววเตอร์ เตอร ขอบเขตของการใช้ ขอบเขตของการใชงงานอิ านอินนเทอร์ เทอรเเน็น็ตต การก� การกําำหนดมี รวมถึ ไซตขขององค์ ององคกกรรขนาดขององค์ ขนาดขององคกกรร(จ�(จํำานวนรวมของบุ นวนรวมของบุคคคลากรและอาสาสมั คลากรและอาสาสมัคร) ตัวแปรควบคุมต่ตางๆ เว็เว็บบไซต์ และตัววชีชีว้ ้วดั ัดความสามารถทางการเงิ ความสามารถทางการเงินนประกอบด้ ประกอบดววยรายได้ ยรายได (รายได้ (รายไดสสทุ ธิในรูปแบบของเงินบาท) และอายุ และตั ขององคกกรร (เดื (เดืออน)น) เปรียบเทียบกับเงินบริจาค (รู(รูปปแบบของเงิ ขององค์ แบบของเงินนบาท) บาท)โดยตารางที โดยตารางที่ 6่ 6 แสดงสถิติเชิง พรรณนาของทั้ง้ง 323 323 องค์ องคกรแบ ่ 8 ่ แสดงสถิ ติเชิตงิ พรรณนาของทั รแบ่งตามภู ตามภูมมิภิภาคของประเทศไทย าคของประเทศไทยตารางที ตารางที่ 7่ 7และตารางที และตารางที 8 แสดงสถิ มพัมนพั ธแนละผลการวิ เคราะห ถดถอยเชิ งพหุตงพหุ ามลํตาามล� ดับ ำดับ เชิพรรณนาและตารางความสั งพรรณนาและตารางความสั ธ์และผลการวิ เคราะห์ ถดถอยเชิ -67-


ภาคกลาง จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 20.67 3,466 0.44 75 0.28 48 0.50 85

ที่มา: การสํารวจองคกรไมแสวงหาผลกําไรโดยสํานักงานสถิติแหงชาติป 2007

องคกรเดี่ยว องคกรที่มีเครือขาย องคกรรูปแบบสํานักงานใหญ องคกรประเภทสาขา

รูปแบบการจัดตั้งองคกร

กรุงเทพและปริมณฑล จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 35.33 5,925 0.8 136 2.43 408 0.00 0

ภาคเหนือ จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 12.21 2,048 0.35 59 0.18 31 0.24 40

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 12.62 2,117 0.37 62 0.17 29 0.33 55

ตารางที่ 2:จํานวนและสัดสวนรอยละขององคกรสวัสดิการทางสังคมตามรูปแบบการจัดตั้งองคกรและภูมิภาค

12.07 0.30 0.49 0.16

รอยละ

ภาคใต จํานวน กลุมตัวอยาง 2,024 50 82 28

NIDA Economic Review

71


กรุงเทพและปริมณฑล จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 26.75 4,485 13.62 2,283 16.53 2,772 2.43 408 1.62 272 0.81 136 2.76 462 0.81 136 8.10 1,359 1.13 190

ภาคกลาง จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 17.29 2,900 7.90 1,324 5.70 956 1.12 187 0.95 160 0.38 64 0.73 123 0.16 27 1.94 326 0.51 85

ที่มา: การสํารวจองคกรไมแสวงหาผลกําไรโดยสํานักงานสถิติแหงชาติป 2007

การใหเงิน การใหสิ่งของ การใหคําแนะนําปรึกษา การใหการรักษา การใหที่พักชั่วคราว การจางงาน การฝกงาน การใหกูยืม อื่นๆ ไมใหขอมูล

ประเภทของการ ใหความชวยเหลือ รอย ละ 9.45 5.22 4.20 0.41 0.65 0.10 0.57 0.20 1.88 0.69

ภาคเหนือ จํานวน กลุมตัวอยาง 1,585 875 704 68 109 16 96 34 316 115

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 11.04 1,852 4.96 832 3.55 596 0.70 117 0.83 139 0.21 36 0.75 126 0.25 42 1.62 272 0.54 91

รอย ละ 9.43 5.58 4.24 0.44 0.73 0.11 0.68 0.16 1.28 0.54

ภาคใต จํานวน กลุมตัวอยาง 1,582 935 711 73 123 18 114 27 214 91

ตารางที่ 3: จํานวนและสัดสวนรอยละขององคกรสวัสดิการทางสังคมตามประเภทของการใหความชวยเหลือแบงตามภูมิภาค

72 NIDA Economic Review


กรุงเทพและปริมณฑล จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 22.05 3,697 14.27 2,392 7.13 1,196

ภาคกลาง จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 6.34 1,063 2.39 401 0.86 144

ภาคเหนือ จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 4.38 735 2.11 354 0.65 109

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 4.60 771 1.91 321 0.54 91

3.45 1.88 0.68

รอยละ

ภาคใต จํานวน กลุมตัวอยาง 579 315 114

-70-

ภาคกลาง จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 6.33 1,062 15.57 2,611

ที่มา: การสํารวจองคกรไมแสวงหาผลกําไรโดยสํานักงานสถิติแหงชาติป 2007

ใชคอมพิวเตอรในการทํางาน ไมใชคอมพิวเตอรในการทํางาน

การใชงานคอมพิวเตอร

กรุงเทพและปริมณฑล จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 22.05 3,697 16.54 2,773 รอย ละ 4.38 8.61

ภาคเหนือ จํานวน กลุมตัวอยาง 735 1,443

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 4.59 770 8.90 1,492

ภาคใต จํานวน รอยละ กลุมตัวอยาง 3.45 579 9.57 1,605

ตารางที่ 5:จํานวนและสัดสวนรอยละขององคกรสวัสดิการทางสังคมและการใชงานคอมพิวเตอร ในการดําเนินงานแบงตามภูมิภาค

ที่มา: การสํารวจองคกรไมแสวงหาผลกําไรโดยสํานักงานสถิติแหงชาติป 2007

การดําเนินงานภายในองคกร การใชงานคนควาทางอินเตอรเน็ต มีเว็บไซตขององคกร

การใชเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร

ตารางที่ 4:จํานวนและสัดสวนรอยละขององคกรสวัสดิการทางสังคมและการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการดําเนินงานขององคกรจําแนกตามภูมิภาค

NIDA Economic Review

73


จํานวนองคกร 32 82 90 78 41 323

คาเฉลี่ย 4.47 4.72 1.73 1.20 43.20 2,663,134.48 94.17 2,261,624.54 0.58

ตัวแปร

1. คอมพิวเตอรฮารดแวร 2. การใชคอมพิวเตอร 3. ขอบเขตของการใชงานอินเทอรเน็ต 4. การมีเว็บไซตขององคกร 5. ขนาดขององคกร (จํานวนรวมของบุคคลากรและอาสาสมัคร) 6. รายได (รายไดสุทธิในรูปแบบของเงินบาท) 7. อายุขององคกร (เดือน) 8. เงินบริจาค (รูปแบบของเงินบาท) 9. อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพยขององคกร (ROA) -71-

สวนเบี่ยงเบน 1 มาตรฐาน 9.49 1.00 10.46 0.60 0.83 0.23 0.40 0.22 196.48 0.17 7,510,764.25 0.35 109.96 -0.01 5,757,766.20 0.34 2.27 0.02

การสํารวจองคกรไมแสวงหาผลกําไรโดยสํานักงานสถิติแหงชาติป 2007

รอยละ (%) 9.9 25.4 27.9 24.1 12.7 100.00

ตารางที่ 7: สถิติพรรณนาและความสัมพันธระหวางตัวแปร

ที่มา:

ภูมิภาค กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต รวม

1.00 0.17 0.24 0.16 0.59 -0.02 0.39 0.03

2

ตารางที่ 6:จํานวนและสัดสวนรอยละของ 323 องคกรสวัสดิการทางสังคมแบงตามภูมิภาค

1.00 0.27 0.11 0.18 -0.20 0.20 0.18

3

1.00 0.18 0.29 -0.07 0.28 0.17

4

1.00 0.65 -0.03 0.53 0.06

5

1.00 -0.05 0.91 0.09

6

8

9

1.00 -0.06 1.00 -0.12 0.11 1.00

7

74 NIDA Economic Review


คอมพิวเตอรฮารดแวร การใชคอมพิวเตอร ขอบเขตของการใชงานอินเทอรเน็ต การมีเว็บไซตขององคกร ขนาดขององคกร (จํานวนรวมของบุคคลากรและอาสาสมัคร) รายได (รายไดสุทธิในรูปแบบของเงินบาท) อายุขององคกร (เดือน) Constant R2 Adjusted R2 F-Test

ตัวแปร

ตารางที่ 8: ผลการวิเคราะหถดถอยเชิงพหุ

B 133,286.771 -263,165.245 95,352.740 283,456.692 -8,490.593 .996 33.248 115,573.337 .928 .926 577.658

� .220 -.478 .014 .020 -.290 1.299 .001 -

t 11.252 -19.796 .840 1.194 -13.243 48.072 .041 -

เงินบริจาค (รูปแบบของเงินบาท)

อัตราผลตอบแทนจาก สินทรัพยขององคกร (ROA) B � t -.008 -.032 -.453 -.013 -.058 .506 .359 .131 2.222 .748 .131 2.212 .000 -.029 -.369 .000 .092 .948 -.002 -.078 -1.389 -.751 .060 .039 2.860 -

การวิเคราะหถดถอยเชิงพหุ

NIDA Economic Review

75


76

NIDA Economic Review

3.การอภิปรายผลการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริหารและผู้ก�ำหนดนโยบาย ที่เกี่ยวกับองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ความเข้าใจถึงประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารต่อความสามารถทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรโดยความรู้นี้จะ ช่วยให้ผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรเล็งเห็นถึงปัจจัยส�ำคัญที่มีผลต่อสามารถในการเข้าถึง แหล่งเงินทุนและความมั่นคงทางการเงินขององค์กรซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้มีความส�ำคัญต่อการด�ำเนินงาน ขององค์กรทีไ่ ม่แสวงหาผลก�ำไรเป็นอย่างยิง่ โดยในช่วงหลายปีทผี่ า่ นมานีจ้ ำ� นวนขององค์กรไม่แสวงหา ผลก�ำไรได้มกี ารเพิม่ ขึน้ และปัจจัยนีก้ เ็ ป็นทีม่ าของการแข่งขันระหว่างองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรกันเอง ที่สูงขึ้นด้วยโดยงบประมาณจากภาครัฐและเงินบริจาคจากภาคประชาชนที่เป็นแหล่งรายได้หลักของ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ท�ำให้ผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจ�ำเป็นที่จะต้องมุ่งมั่งที่จะหา แหล่งเงินทุนที่ต่อเนื่องและเพียงพอต่อความอยู่รอดขององค์กร องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรจ�ำนวนมาก สามารถน�ำรูปแบบของการด�ำเนินงานขององค์กรเชิงธุรกิจน�ำมาใช้โดยเฉพาะในด้านการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สารทัง้ นีเ้ พือ่ ให้แน่ใจว่าองค์กรสามารถทีจ่ ะเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการด�ำเนินการ ด้านสังคมสงเคราะห์เพื่อให้ผลกระทบต่อสังคม การวิเคราะห์ข้อมูลและประกอบกับข้อจ�ำกัดต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ผลจากการศึกษาในตารางที่ 7 สถิติพรรณนาและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม โดยพบว่าตัวแปรควบคุม รายได้ (รายได้สุทธิในรูปแบบของเงินบาท) มีค่าระดับ ของความสัมพันธ์ในระดับปานกลางต่อขนาดขององค์กร โดยวัดจากจ�ำนวนรวมของบุคคลากรและอาสา สมัครหรือมีค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ .65 และความสัมพันธ์ในระดับปานกลางระหว่างปัจจัยการ ใช้คอมพิวเตอร์ต่อปัจจัยจ�ำนวนคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ โดยมีค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ .60 ทั้งนี้ จะการพิจารณาค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ จะเห็นว่ามีความสอดคล้องกับลักษณะที่ เป็นอยู่จริงขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร และจากการพิจารณาภาพรวมของค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยทีม่ คี า่ ต�ำ่ จนถึงปานกลางจึงท�ำให้โอกาสทีจ่ ะเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (Multicollinearity) มีค่อนข้างน้อย จากการศึกษาผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุในตารางที่ 8 พบว่าตัวแปรอิสระบางตัวมีอำ� นาจในการคาด การณ์ตัวแปรตามการวิเคราะห์ในระดับแรกคือระหว่างตัวแปรต่างๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ การ ใช้คอมพิวเตอร์ขอบเขตของการใช้งานอินเทอร์เน็ต การก�ำหนดมีเว็บไซต์ขององค์กร ขนาดขององค์กร (จ�ำนวนรวมของบุคคลากรและอาสาสมัคร) รายได้ (รายได้สุทธิในรูปแบบของเงินบาท) และอายุของ องค์กร (เดือน) เปรียบเทียบกับเงินบริจาค (รูปแบบของเงินบาท) โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้ เห็นว่าคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร (β = .220; p< .05) จ�ำนวนบุคคลากรและอาสาสมัครทีใ่ ช้คอมพิวเตอร์ขนาดขององค์กร (จ�ำนวนรวมของบุคคลากร


NIDA Economic Review

77

และอาสาสมัคร) (β = -.478; p< .05) และรายได้จากการวัดโดยรวมของรายได้สุทธิ (รายได้สุทธิในรูป แบบของเงินบาท) (β = 1.299; p< .05) มีส่วนในการคาดการณ์ของเงินบริจาคซึ่งมาจากเงินทุนที่ได้ รับการบริจาคและรับโอนในประเภทต่างๆ อย่างมีนัยส�ำคัญที่ร้อยละ 92.8 (R2 = .928, Adjusted R2 = .926, F(9,322) = 577.658, p< .01 ผลของการศึกษานี้มีความสอดคล้องกับมุมมองที่สะท้อนให้เห็นบางส่วนโดยเจ้าหน้าที่ พนักงาน และ อาสาสมัครที่ท�ำงานในองค์กรด้านสวัสดิการทางสังคม โดยพนักงานและอาสาสมัครบางคนได้ให้ข้อมูล ไว้วา่ โครงสร้างพืน้ ฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ (เช่นจ�ำนวนของคอมพิวเตอร์ทมี่ ใี ช้ภายในองค์กร) และ จ�ำนวนของผูท้ สี่ ามารถเข้าถึงและใช้คอมพิวเตอร์ สามารถท�ำให้องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสือ่ สารภารกิจ ขององค์ได้ดียิ่ง อีกทั้งยังสามารถสร้างผลกระทบทางสังคมผ่านการให้บริการสวัสดิการทางสังคมของ องค์กรด้วย นอกจากนีผ้ ทู้ ใี่ ช้คอมพิวเตอร์บางรายได้ให้ขอ้ มูลเพิม่ เติมไว้วา่ การมีทรัพยากรด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สารทีเ่ พียงพอทีจ่ ะเป็นปัจจัยทีส่ �ำคัญต่อความอยูร่ อดขององค์กร นอกจากนีก้ ารที่ องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสามารถสื่อสารผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จะส่งเสริมในด้านของความน่า เชือ่ ถือขององค์กรซึง่ ก็จะช่วยให้ผบู้ ริจาคเกิดความไว้วางใจในองค์กร ซึง่ เป็นปัจจัยทีม่ นี ยั ส�ำคัญมากต่อ การเพิ่มความสามารถขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรในการดึงดูดผู้บริจาค ในส่วนต่อมาของการศึกษาวิจยั ได้นำ� กลุม่ ตัวแปรอิสระได้แก่ คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ การใช้คอมพิวเตอร์ ขอบเขตของการใช้งานอินเทอร์เน็ต การก�ำหนดมีเว็บไซต์ขององค์กร ขนาดขององค์กร (จ�ำนวนรวม ของบุคคลากรและอาสาสมัคร) รายได้ (รายได้สุทธิในรูปแบบของเงินบาท) และอายุขององค์กร (เดือน) ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแปรอิสระชุดเดียวกันการศึกษาในข้างต้นเพื่อมาศึกษาผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทน จากสินทรัพย์ขององค์กร (ROA) ที่ก�ำหนดให้เป็นตัวแปรตาม โดยผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุใน ตารางที่ 8 พบว่าพบว่ามีเพียงปัจจัยของขอบเขตการใช้งานอินเทอร์เน็ตขององค์กร โดยเป็นการใช้งาน อย่างง่ายจนถึงการใช้งานในขั้นสูง (β = .131; p< .05) และปัจจัยการมีเว็บไซต์ขององค์กร (β = .131; p< .05) ที่มีที่ผลในเชิงบวกและมีนัยที่ส่งผลในการคาดคะเนของอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของ องค์กร อย่างไรก็ตามจากผลของการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุของทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรควบคุมต่อ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ขององค์กร (ROA) พบว่ามีผลในเชิงการคาดคะเนที่ต�่ำมากหรือเพียง ร้อยละ .06 (R2 = .060, Adjusted R2 = .039, F(9,322) = 2.860, p < .05 แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผล การศึกษาจะพบประสิทธิภาพของกลุม่ ตัวแปรต้นทีม่ ผี ลต่อการคาดคะเนอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ขององค์กร (ROA) องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรทีต่ ำ �่ แต่จากผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุในข้างต้นก็ยงั แสดงให้เห็นถึงความส�ำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารต่อความสามารถทางการเงิน ขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร การสัมภาษณ์กบั เจ้าหน้าที่ พนักงาน และอาสาสมัครทีท่ ำ� งานในองค์กรสวัสดิการทางสังคมท�ำให้เห็นถึง ความสอดคล้องกับข้อมูลในการศึกษาในเชิงประจักษ์ เนื่องจากการขาดเงินทุนและการเพิ่มขึ้นของการ


78

NIDA Economic Review

แข่งขัน ท�ำให้องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรหลายแห่งต้องหาวิธีอื่นเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุน โดยองค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไรเหล่านีห้ ลายๆ องค์กรในปัจจุบนั จ�ำเป็นทีจ่ ะต้องน�ำสินค้าและบริการให้เสนอแก่ภาค ประชาชนและกลุ่มผู้บริจาคเพื่อเป็นการดึงดูดและสร้างรายได้ โดยก�ำไรจากการขายสินค้าหรือการให้ บริการก็จะถูกน�ำมาใช้ในการบริหารและการจัดการค่าใช้จ่ายในโครงการสวัสดิการทางสังคมต่างๆ ที่ เป็นประโยชน์ต่อการสังคมสงเคราะห์โดยเจ้าหน้าที่ พนักงาน และอาสาสมัครได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า องค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการหลายแห่งในปัจจุบันจ�ำเป็นต้องพึ่งพาการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างมากโดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรวมไป ถึงการใช้งานจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และมีเว็บไซต์ขององค์กรเพื่อที่จะท�ำให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่าย ในการด�ำเนินงานและการประชาสัมพันธ์ของสินค้าและบริการ นอกเหนือจากนี้ ในส่วนของการวิเคราะห์การใช้งานคอมพิวเตอร์ขององค์กรจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานมีส่วนส�ำคัญต่อการใช้งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขององค์กร โดยจากการศึกษาพบว่าสัดส่วนการใช้งานคอมพิวเตอร์ในการด�ำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรที่ไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ในการด�ำเนินงานจะเห็นว่าองค์กรที่มีถิ่นฐานใน เขตเมืองเช่นในเขตของกรุงเทพและปริมณฑลจะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์ในองค์กรค่อนข้างสูง อย่างไร ก็ดี เมื่อเปรียบกับในสัดส่วนการใช้งานคอมพิวเตอร์ในองค์กรของเขตชนบทจะเห็นได้ว่าการใช้งาน คอมพิวเตอร์ในองค์กรนัน้ น้อยลงอย่างชัดเจน จากข้อมูลทีไ่ ด้รบั จากองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรต่างๆ ใน ประเด็นเหตุผลประการแรกทีส่ ำ� คัญคือด้านงบประมาณของการลงทุนในคอมพิวเตอร์เพือ่ ในการด�ำเนิน งานที่อาจจะน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรในเขตเมือง อย่างไรก็ดี ในอีกประเด็นหนึ่งที่ส�ำคัญคือการ แพร่กระจายของระบบโครงข่ายการสื่อสารและอินเตอร์เน็ตที่ยังอาจจะเข้าไม่ทั่วถึงในเขตชนบทหรือ เขตชุมชนในต่างจังหวัด ท�ำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในองค์กรหรือการใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อการ สื่อสารเป็นไปได้ยาก 4.บทสรุปและค�ำแนะน�ำจากผลการศึกษา บทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรและภาคส่วนการสังคมสงเคราะห์เป็นประเด็นที่เริ่มได้รับความ ส�ำคัญด้านเศรษฐกิจและสังคมองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรสามารถให้บริการหรือเติมส่วนที่ขาดไปให้แก่ สังคมในขณะที่ภาครัฐหรือภาคเอกชนไม่สามารถท�ำได้ ดังนั้นความเข้าใจในวิธีการด�ำเนินงาน การ จัดการและประสิทธิภาพในการจัดการขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรก�ำลังเป็นประเด็นส�ำคัญที่ได้รับ ความสนใจในหมู่ของภาครัฐและผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึง มีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต่อความอยู่รอดทางการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไร ตลอดจนรูปแบบของการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภาคไม่แสวงหาผลก�ำไรและการประเมินผลกระทบของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการด�ำเนินงานทางการเงินขององค์กรที่ไม่หวังผลก�ำไร ผลจาก


NIDA Economic Review

79

การศึกษาในครัง้ นีย้ นื ยันจากการศึกษาและการวิจยั ต่างๆ ก่อนหน้าเกีย่ วกับความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารและความอยูร่ อดด้านการเงินขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรโดยค�ำ แนะน�ำจากผลการศึกษาในครัง้ นีส้ ามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนคือ 1) ค�ำแนะน�ำส�ำหรับผูบ้ ริหารองค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไร และ 2) ค�ำแนะน�ำเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับภาคส่วนที่ไม่แสวงหาผลก�ำไร องค์กรทีไ่ ม่แสวงหาผลก�ำไรปัจจุบนั ด�ำเนินงานในสภาพแวดล้อมของการแข่งขันทีเ่ พิม่ มากขึน้ ซึง่ ท�ำให้ องค์กรต่างที่จะต้องมุ่งมั่นเพื่อที่จะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ และเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อความอยู่รอดของ องค์กรการที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่รวมไปถึงเงินบริจาคและการอุทิศสิ่งของหรือเวลาผู้บริหารของ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลก�ำไรจ�ำเป็นต้องพิจารณาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (เช่น การมีคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ระดับพื้นฐานที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและความ สามารถของเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครในการเข้าถึงหรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นต้น) ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านีจ้ ะอ�ำนวยความสะดวกในด้านของการสือ่ สารกับผูท้ มี่ สี ว่ นได้เสียหรือผูบ้ ริจาค นอกจากนีโ้ ครงสร้าง พื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารขั้นพื้นฐานยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไรซึ่งเป็นสิ่งส�ำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นขององค์กรกับภาครัฐและประชาชนทั่วไป นักวิชาการบางคนยังให้ความคิดเห็นเพิม่ เติมเกีย่ วกับการวัดความสามารถทางการเงินขององค์กรทีไ่ ม่ แสวงหาผลก�ำไรซึง่ หลายคนมองว่าปัจจัยทีใ่ ช้วดั เช่นเดียวกับทีอ่ งค์กรเชิงธุรกิจนัน้ ใช้กส็ ามารถน�ำมาใช้ กับองค์กรทีไ่ ม่แสวงหาผลก�ำไรได้ ดังนัน้ อัตราผลตอบแทนเมือ่ เทียบกับสินทรัพย์ทเี่ อามาลงทุนทัง้ หมด หรือ ROA ที่ถูกใช้เป็นอัตราการชี้วัดศักยภาพทางการเงินขององค์กร และผลของการศึกษาในครั้งนี้ชี้ ให้เห็นว่าขอบเขตการใช้งานอินเทอร์เน็ตและการจัดให้มีเว็บไซต์ขององค์กรสามารถช่วยให้องค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไรลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการองค์กรและด้วยเหตุนี้เองท�ำให้การจัดการและ การด�ำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหาผลก�ำไรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ค�ำแนะน�ำเชิงนโยบายจากผลของการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความจ�ำเป็นของการให้ส�ำคัญด้าน การลงทุนของภาครัฐในระบบโครงข่ายพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ จากข้อมูลของการศึกษาทีพ่ บว่าระบบโครงข่ายพืน้ ฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในเขต นอกตัวเมืองอาจจะยังไม่มปี ระสิทธิภาพเพียงพอเมือ่ เทียบเท่ากับระบบโครงข่ายพืน้ ฐานด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในเขตเมือง จึงท�ำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในการด�ำเนินการหรือสื่อสาร ภายในและภายนอกองค์กรยังไม่เป็นทีแ่ พร่หลาย ดังนัน้ จึงมีความจ�ำเป็นอย่างยิง่ ทีภ่ าครัฐหรือผูก้ ำ� หนด นโยบายการก�ำหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาระบบโครงข่ายพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทให้มีความทัดเทียมกัน และเพื่อที่จะท�ำให้การใช้งานของ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ผลของการวิจัยนี้ชี้ให้ผู้ก�ำหนดนโยบายและผู้บริหารขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลก�ำไรเห็นถึง ส�ำคัญระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารต่อความสามารถทางการเงินทีเ่ พิม่ ขึน้ ส�ำหรับ


80

NIDA Economic Review

องค์กรทีไ่ ม่แสวงหาผลก�ำไรการเพิม่ ช่องทางการสือ่ สารระหว่างองค์กรและผูบ้ ริจาคสามารถสร้างความ น่าเชื่อถือ อีกทั้งช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมประสิทธิภาพขององค์กรโดยรวม อย่างไรก็ดี ข้อจ�ำกัดของการศึกษาในครัง้ นีโ้ ดยหลักจะเป็นในส่วนของข้อมูลทีไ่ ด้รบั จากการส�ำรวจองค์กร ไม่แสวงหาผลก�ำไรโดยส�ำนักงานสถิตแิ ห่งชาติ โดยการศึกษานีจ้ ะสามารถท�ำได้จำ� กัดเพียงเฉพาะข้อมูล ที่มีอยู่เท่านั้น ซึ่งในรายละเอียดของการศึกษาและวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดจะไม่สามารถท�ำได้ ยก ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์สัดส่วนของการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อยอดการทุน ทั้งหมดขององค์กรซึ่งเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญต่อการวิเคราะห์การให้ความส�ำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารขององค์กรนอกจากนี้ยังพบว่าหลายองค์กรไม่ยินดีที่จะให้ข้อมูลกับส�ำนักงานสถิติแห่ง ชาติอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลทางการเงินและการบัญชี ท�ำให้มีข้อมูลที่ขาดหายไปจ�ำนวนหนึ่ง ซึง่ อาจจะท�ำให้การวิเคราะห์คลาดเคลือ่ นจากลักษณะความเป็นจริงตลอดจนการขาดข้อมูลในเชิงเปรียบ เทียบจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี จากข้อจ�ำกัดของการศึกษาในครัง้ นีต้ ามทีก่ ล่าวมาข้างต้นท�ำให้การศึกษาและวิจยั ในอนาคต สามารถกระท�ำได้โดยเป็นการศึกษาเฉพาะเจาะจงถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ องค์กร ตลอดจนข้อมูลต่างๆ ทีจ่ ำ� เป็นต่อการวิเคราะห์ เช่น คุณลักษณะของผูบ้ ริหารและผูท้ ใี่ ช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การลงทุนและสัดส่วนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือรูปแบบของการใช้ประโยชน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ก็จะ เป็นประโยชน์และสามารถท�ำให้การวิเคราะห์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารขององค์กรไม่ แสวงหาผลก�ำไรเป็นไปได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 


NIDA Economic Review

81

บรรณานุกรม ภาษาอังกฤษ Alexander, J. (2000). “Adaptive Strategies of Nonprofit Human Service Organizations in an Era of Devolution and New Public Management”, Nonprofit Management & Leadership, 10(3): 287–303. Aral, S and Weill, P. (2004). “IT Assets, Organizational Capabilities and Firm Performance: Asset and Capability Specific Complementarities”,MIT Sloan CISR Working Paper No. 343. Boston, MA: Massachusetts Institute of Technology. Arnett, D. B., German, S. D., & Hunt, S. D. (2003). “The Identity Salience Model of Relationship Marketing Success: The Case of Nonprofit Marketing”,Journal of Marketing, 67: 89–105. Barndt, M.G. (1998). Local Nonprofit Organizations at Work: A Composite View of a Community Presence on the World Wide Web. http://www.uwm.edu/People/mbarndt/toc.htm. Berndt, E.R., and Morrison, C.J. (1994). “Assessing the Productivity of Information Technology Equipment in the U.S. Manufacturing Industries”,NBER Working Paper No.3582, Boston: National Bureau of Economic Research Bertelson, D. A. (1992). “Media Form and Government: Democracy as an Archetypal Image in the Electronic Age”, Communication Quarterly 40(4): 325–37. Bharadwaj, A. S., Bharadwaj, S.G., and Konsynski, B.R. (1999). “Information Technology Effects on Firm Performance as Measured by Tobin’s q”,Management Science, 45(6): 1008-1024. Block, J. (1998). “Don’t Let the Gotchas Getcha when Asking for Money, or the Etiquette of Asking”, Nonprofit World, 16(5): 16–18. Boschee, J. (2006). Migrating from Innovation to Entrepreneurship: How Nonprofits are moving toward Sustainability and Self-Sufficiency. Minneapolis, MN: Encore Press Retrieved from http://www.socialent.org/beta/pdfs/StrategicMarketing.pdf Bryce, H. (1992). Financial and Strategic Management for Nonprofit Organizations. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall. Brynjolfsson, E. and Hitt, L. (1996) “Paradox lost? Firm-Level Evidence on the Returns to In formation Systems Spending”, Management Science, 42(4): 541- 557. Bryson, J.M. (1995). Strategic Planning for Public and Nonprofit Organizations. San Francisco, CA: Jossey-Bass. Berger, I.E., Cunningham, P.H., and Drumwright, M.E. (2004) “Social Alliances: Company/ Nonprofit Collaboration”, California Management Review, 47(1): 58–90.


82

NIDA Economic Review

Burt, E., and Taylor, J.A. (2000) “Information and Communication Technologies: Reshaping Voluntary Organizations?, Nonprofit Management and Leadership, 11(2), 131–143. Carroll, D.A., and Stater, K.J., (2009)”Revenue Diversification in Nonprofit Organizations: Does It Lead to Financial Stability?”Journal of Public Administration Research and Theory 19(4): 947–966. Callero, P.L., Howard, J.A., and Piliavin, J.A. (1987) “Helping Behavior as Role Behavior: Disclosing Social Structure and History in the Analysis of Prosocial Action”, Social Psychology Quarterly, 50(3): 247–256 Castells, M. (2000).The Rise of the Network Society, Oxford: Basil Blackwell. CEEDR. (2001)Researching business support needs of ethnic minority owned businesses in Coventry and Warwickshirt, Report to Coventry and Warwickshire Chamber of Commerce). Middlesex University. Chetkovich, C., and Frumkin, P. (2003)”Balancing Margin and Mission: Nonprofit Competition in Charitable Versus Fee-Based Programs”,Administration& Society, 35(5): 564–596. Cnaan, R.A. and Goldberg-Glen, R.S. (1991) “Measuring Motivation to Volunteer in Human Services”, Journal of Applied Science, 27(3): 269–284. Coombs, W.T. (1998)”The Internet as Potential Equalizer: New Leverage for Confronting Social Irresponsibility”,Public Relations Review, 24(3): 289–304. Clark, J (1991). Democratizing Development: the Role of Voluntary Organizations, West Harford, CT: Kumarian Press. Civille, R.(1997) Environmental Organizing On the Internet, Center for Civic Networking, Whitepaper for Desktop Alliance.http://www.techrocks.org/enviroorganizing.html. Dart, R. (2004) “Being ‘Business-Like’ in a Nonprofit Organization: A Grounded and Inductive Typology”, Nonprofit and Voluntary Sector Quarterly, 33(2): 290–310. Dees, J. (1998)”Enterprising Non-Profits”,Harvard Business Review, 76: 55–68. Dertouzos, M.L. (1991) “Communication, Computers and Network”, Scientific American, 265(3): 75. DETR (1999)A Better Quality of Life. London: Department of the Environment, Transport and the Regions. Downes, L., and Mui, C. (1998)Unleashing the Killer App: Digital Strategies for Market Dominance. Boston: Harvard Business Press. Dutton, W.H. (1999). Society on the Line: Information Politics in the Digital Age. New York: Oxford University Press.


NIDA Economic Review

83

Epstein M.J. and Buhovac, A.J. (2009)Performance Measurement of Not-For-Profit Organiza tions.Published by The Society of Management Accountants of Canada and the American Institute of Certified Public Accountants, retrieved from http://www.ef.uni- lj.si/docs/osebnestrani/Not-for-Profit.pdf. Epstein, M.J. and McFarlan, F.W. (2011) Efficiency and Effectiveness of a Nonprofit’s Performance. Cover Story, Strategic Finance, retrieved from http://www.imanet.org/ PDFs/Public/SF/2011_10/10_2011_epstein.pdf. Ess, C. (1996)The Political Computer: Democracy, CMC, and Habermas, In Philosophical Perspectives on Computer-Mediated Communication, Charles Ess, 197–230. Albany: State University of New York. Flanagin, A.J. (2000) “Social Pressures on Organizational Website Adoption”, Human Communication Research, 26 (4): 618–646. Francisco, L. and Alves, M.C. (1997)Accounting Information and Performance Measurement in a Nonprofit Organization.Studies in Managerial and Financial Accounting 06/2012; 25:465-487. DOI:10.1108/S1479-3512(2012)0000025020 ISBN: 978-1-78052-910-3 Fountain, J. (2001)”The Virtual State: Transforming American government?”,National Civic Review, 90(3): 241–251. Fulk, J., and DeSanctis, G. (1999).Articulation of Information Technology and Organizational Form. In J. Fulk and G. DeSanctis (Eds.), Shaping Organization Form: Communication, Connection, and Community, London: Sage Publication. Goerke, J. (2003) “Taking the Quantum Leap: Nonprofits are now in Business: An Australian Perspective”, International Journal of Nonprofit and Voluntary Sector Marketing, 8(4): 317–327. Gras, D. and Mendoza-Abarca, K. (2012) “Risky Business?: The Survival Implications of Exploiting Commercial Opportunities by Nonprofits”, Journal of Business Venturing, 29(3): 392-404. Greenfield G, and Rohde F. (2009) “Technology Acceptance: Not All Organizations or Workers May Be the Same”, International Journal Accounting Information System, 10(4): 263–272. Hacker, K.L. (1996) “Missing Links in the Evolution of Electronic Democratization”, Media, Culture & Society 18:213–232. Heckman, R. and Guskey, A. (1998) “The Relationship between Alumni and University: Toward a Theory of Discretionary Collaborative Behavior”,Journal of Marketing Theory and Practice, 6(2): 97–112.


84

NIDA Economic Review

Hackler, D., and Saxton, G.D. (2007) “The Strategic Use of Information Technology by Nonprofit Organizations: Increasing Capacity and Untapped Potential”, Public Administration Review, 67(3): 474–487. Handy, F., and Srinivasan, N. (2004) “Improving Quality while Reducing Costs? An Economic Evaluation of the Net Benefits of Hospital Volunteers”, Nonprofit and Voluntary Sector Quarterly, 33(1): 28–54. Hansmann, H. B. (1980) “The Role of Nonprofit Enterprise”, Yale Law Journal, 89(5): 835–901. Harris, S. E., and Katz, J. L. (1991) “Organizational Performance and Information Technology Investment Intensity in the Insurance Industry”, Organization Science, 2(3): 263-295. Henderson, J.C., and Venkatraman N. (1993) “Strategic Alignment: Leveraging Information Technology for Transforming Organizations”, IBM Systems Journal, 32(1): 4-16. Hodge, M.M., Piccolo, R.F., (2005) “Funding Source, Board Involvement Techniques, and Financial Vulnerability in Nonprofit Organizations: A Test of Resource Dependence”, Nonprofit Management & Leadership, 16(2): 171–190. Ives B., and Learmonth G., (1984).”The Information System as a Competitive Weapon”, Communications of the ACM, 27(12): 1193-1201 Jamieson, D. (2000) “Relationship Building in the Networked Age: Some Implications of the Internet for Non-Profit Organizations”,Philanthropist15(2). Jaskyte, K. (2004) “Transformational Leadership, Organizational culture, and innovativeness in nonprofit organizations” Nonprofit Management and Leadership, 15(2): 153–168. Jegers, M. (2011) “Financing Constraints in Nonprofit Organizations: A ‘Tirolean’ Approach”, Journal of Corporate Finance, 17(2011): 640–648 Jensen, M.C. (1998). Foundations of Organizational Strategy. Cambridge, MA: Harvard University Press. Kelly, K. (1998)New Rules for the New Economy. New York: Viking, Penguin Putnam. Kunle, A. (2004)”Staffing, Retention, and Government Funding: A Case Study”,Nonprofit Management and Leadership, 14(4): 453–465. Landesmann, C. (1995) Nonprofits and the World Wide Web.Internet Nonprofit Centre, retrieved from http://www.nonprofits.org/lib/website.html. Lee, L., Piliavin, J. A., and Call, V. R. A. (1999) “Giving Time, Money, and Blood: Similarities and Differences”,Social Psychology Quarterly, 62(3): 276–290. Lee, Y.C, Chu, P.Y. and Tseng, H.L, (2012) “Cross-National and Cross-Industrial Comparison of ICT-Enabled Business Process Management and Performance”, Journal of Global Information Management, 20(2): 44-66.


NIDA Economic Review

85

LeRoux, K.M., (2005) “What Drives Nonprofit Entrepreneurship? A Look at Budget Trends of Metro Detroit Social Service Agencies”, American Review of Public Administration, 35(4): 350–362. Li, M., and Ye, L. R. (1997) “Information Technology and Firm Performance: Linking with Environmental, Strategic and Managerial Contexts”,Information and Management, 35: 43-51. Loveman, G.W. (1994). An Assessment of the Productivity Impact on Information Technologies, in T. J. Allen, & M. S. Morton, Information technology and the corporation of the 1990s: Research studies. Cambridge: MIT Press. Lyons, M. (2001)Third Sector: The Contribution of Nonprofit and Cooperative Enterprises in Australia, St. Leonards: Allen &Unwin. Mahmood, M.A. and Mann, G.J. (1993) “Measuring the Organizational Impact of Information Technology Investment: An Exploratory Study”, Journal of Management Information Systems, 10(1): 97-122. McDonald, R.E. (2007)”An Investigation of Innovation in Nonprofit Organizations: The Role of Organizational Mission”Nonprofit and Voluntary Sector Quarterly, 36(2): 256–281. McNutt, J. G., and Boland, M. B. (1999) “Electronic Advocacy by Nonprofit Organizations in Social Welfare Policy”, Nonprofit and Voluntary Sector Quarterly, 28(4): 432-451. Marudas, N. P. and Jacobs, F.A. (2004)”Determinants of Charitable Donations to Large U.S. Higher Education, Hospital, and Scientific Research NPOs: New Evidence from Panel Data. Voluntas”,International Journal of Voluntary and Nonprofit Organizations, 11: 157-180. Money, K., Money, A., Downing, S., and Hillenbrand, C. (2008)Relationship Marketing and the Not-For-Profit Sector: An Extension and Application of the Commitment Trust Theory, in A. Sargeant and W. Wymer (Eds.), TheRoutledge Companion to Nonprofit Marketing (pp. 28–48). London: Routledge Moore, M. (2000) “Managing for Value: Organizational Strategy in For-Profit, Nonprofit, and Governmental Organizations”, Nonprofit and Voluntary Sector Quarterly, 29(1): 183- 208. Morris, M.H., Coombes, S., Schindehutte, M., and Allen, J., (2007)”Antecedents and Outcomes of Entrepreneurial and Market Orientations in a Non-Profit Context: Theoretical and Empirical Insights”, Journal of Leadership & Organizational Studies, 13(4): 12–39. Pestoff, V. A. (1992) “Third Sector and Co-Operative Services - An Alternative to Privatization”, Journal of Consumer Policy, 15(1): 21–45.


86

NIDA Economic Review

Pfeffer, J., and Salancik, G.R. (1978)The External Control of Organizations, New York: Harper& Row. Porter, M.E. 1980. Competitive Strategy. New York: Free Press. Prodhan, M and Faruque, C. (2012) The Importance of Social Welfare in the Developing World”,Journal of International Social Issues, 1(1): 11-21 Remley, D. (1996) “Relationship Marketing: Guaranteeing the Future”,Nonprofit World, 14(5): 13. Rheingold, H. (1993)The Virtual Community: Homesteading On the Electronic Frontier, Reading, MA: Addison-Wesley. Rucinski, D. (1991) “The Centrality of Reciprocity to Communication and Democracy”, Critical Studies in Mass Communication, 8:184–94. Sarkar, A.N., and Singh, J. (2006) “E-enabled BPR Applications in Industries Banking and Cooperative Sector”, Journal of Management Research, 6(1): 18-34. Saxton, G.D., Guo, C. and Brown, W.A. (2007) “New Dimensions of Responsiveness: The Application and Promise of Internet-Based Technologies”, Public Performance and Management Review, 31(2): 144–171. Schneider, J.A. (2003) “Small, Minority-Based Nonprofits in the Information Age”, Nonprofit Management and Leadership, 13(4): 383-399. Selladurai, R. (1998) “8 Steps to Fundraising Success”, Nonprofit World, 16(4): 17–19. Sharir, M., and Lerner, M. (2006) “Gauging Success Ventures Initiated by Individual Social Entrepreneurs, Journal of World Business, 41(1): 6–20. Snavely, K., and Tracy, M. B. (2000) “Collaboration among Rural Nonprofit Organizations”, Nonprofit Management and Leadership, 11(2): 145–165. Spencer, T. (2002).The Potential of the Internet For Non-Profit Organizations, retrieved from http://firstmonday.org/issues/issue7_8/spencer/index.html Spigelman, A., and Evans, E. (2004)Virtual promise—From rhetoric to reality: A report on charities’ use of the Internet between 2000–2004, retrieved from www.nfpsynergy. net/freereports. Stromer-Galley, J. (2000) “On-line Interaction and Why Candidates Avoid It”,Journal of Communication, 50(4): 111–32. Teo, T.H., Wong, P.K. and Chia, E.H. (2000) “Information Technology (IT) Investment and the Role of a Firm: An Exploratory Study”, International Journal of Information Management, 2000: 269-286


NIDA Economic Review

87

Te’eni, D. and Young, D.R. (2003) “The Changing Role of Nonprofits in the Network Economy”, Nonprofit and Voluntary Sector Quarterly, 32(3): 397-414. Turner, R. (1998)Democracy at Work: Nonprofit Use of Information Technology for Public Policy Purposes, Washington, DC: OMB Watch. Weerawardena, J. and Sullivan M.G. (2001)”Learning, Innovation and Competitive Advantage in Not-For-Profit Aged Care Marketing: A Conceptual Model and Research Propositions”, Journal of Nonprofit & Public Sector Marketing, 9(3): 53–73. Weerawardena, J. and Sullivan M.G. (2006) “Investigating Social Entrepreneurship: A Multidimensional Model”, Journal of World Business, 41(1): 21–35. Weill, P. (1992) The Relationship between Investment in Information Technology and Firm Performance: A Study of the Valve Manufacturing Sector. Information Systems Research, 3(4), 307-333. Weill, P and Aral, S. (2005). “IT Savvy Pays Off: How Top Performers Match IT Portfolios and Organizational Practice”, MIT Sloan Research Paper No. 4560-05. Boston, MA: Massachusetts Institute of Technology. Weill, P. and Broadbent, M. (1998)Leveraging the New Infrastructure: How Market Leaders Capitalize on Information Technology. Cambridge, MA: Harvard Business School Press. Weisbrod, B. A. (1998)”The Nonprofit Mission and its Financing” Journal of Policy Analysis and Management, 17(2): 165–174. Weisbrod, B. A., and Dominguez, N.D. (1986)”Demand for Collective Goods in Private Markets: Can Fundraising Expenditures Help Overcome Free-Rider Behavior?”,Journal of Public Economics, 30(January): 83–95. Wijkstrom, F. (1997) “The Swedish Nonprofit Sector in International Comparison”, Annals of Public and Cooperative Economics, 68(4): 625–663. Young, D.R. (2007)Financing Nonprofits: Putting Theory into Practice, Lanhan, MD: AltaMira Press. Ziaul, H., Faizul, H., and Ken, C. (2006). “BPR through ERP: Change Management Pitfalls”, Journal of Change Management, 6(1): 67-85. ภาษาไทย อรพรรณ คงมาลัย, วราภรณ์โพธิผละ, และธัญญาเวียร์รา (2555) นวัตกรรมการจัดซื้อจัดจ้างในองค์กร ไม่แสวงหากําไร, วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


88

NIDA Economic Review

วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม 2558)

งบประมาณการศึกษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: ข้อค้นพบในประเทศไทย ปังปอนด์ รักอ�ำนวยกิจ* ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา**

บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของงบประมาณทางการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาในประเทศไทยใช้ข้อมูลระดับโรงเรียนจากสามแหล่งคือ สถาบันทดสอบทางการศึกษา แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) (NIETS) ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับโรงเรียน หรือ สพฐ. (OBEC) และส�ำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (ONESQA) โดยการ ศึกษาผลกระทบของงบประมาณทางการศึกษาของนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปี ที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6ในปี 2552 จากการศึกษาข้อมูลจาก 32,572 โรงเรียนด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสมการถดถอยเชิงซ้อน พบว่า สัดส่วนครูและงบประมาณทางการศึกษามีผลต่อคะแนนสอบของ นักเรียนในทั้งสามรายวิชาที่วิเคราะห์ (คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และ วิทยาศาสตร์) โดยงบประมาณ ทางการศึกษามีผลมากกว่าในการเรียนในระดับทีส่ งู ขึน้ แต่สดั ส่วนครูมผี ลมากกว่าในระดับประถมศึกษา นอกจากนี้ พบว่า ในภาพรวม ทรัพยากรสนับสนุนทางการศึกษารวมทั้งคุณภาพครูไม่มีผลอย่างมีนัย ส�ำคัญต่อคะแนนสอบนักเรียน

ค�ำส�ำคัญ: งบประมาณ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คะแนนสอบ *รองศาสตราจารย์ประจ�ำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท กรุงเทพ 10330 - Email: pungpond.r@yahoo.com **อาจารย์ประจ�ำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถนนพญาไท กรุงเทพ 10330 Email: siripong.spa@gmail.com


วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDAปีEconomic 89 ที่ 9 ฉบับที่ 2Review (กรกฏาคม 2558)

School Budget and Students’ Performance: Empirical Findings from Thailand Pungpond Rukumnuaykit* Siripong Palakawong-na-ayudhya**

Abstract This study aims to find the effects of school budget on students’ performance in Thailand at the primary, secondary, and high-school levels. The paper uses data from three sources, namely the National Institute of Educational Testing Service (NIETS), the Office of The Basic Education Commission (OBEC), and the Office for National Education Standards and Quality Assessment (ONESQA). Using descriptive statistics and multivariate analyses on 32,572 schools, the paper finds that the student-per-teacher ratio and the school budget have statistically significant effects on students’ performance in all three subjects studied (math, Thai, and science). The school budget has higher effects on students’ performance at higher levels, while the student-per-teacher ratio seems to have the highest effect on students’ performance at the Primary level. Moreover, the findings suggest that school resources and teacher quality do not have statistically significant effects on students’ performance.

Keywords: school budget, educational outcome, students’ performance *Associate Professor of Demography and Associate Professor of Economics, College of Population Studies, Chulalongkorn University, Phayathai Road, Bangkok 10330 - Email: pungpond.r@yahoo.com **Lecturer of Sociology, Department of Sociology and Anthropology, Faculty of Political Science, ChulalongkornUniversity, Phayathai Road, Bangkok 10330 - Email: siripong.spa@gmail.com


90

NIDA Economic Review

1.ความเป็นมาและความส�ำคัญ การศึกษาถือได้วา่ เป็นหัวใจส�ำคัญอย่างหนึง่ ในการพัฒนามนุษย์เพราะนอกจากเป็นกระบวนการขัดเกลา ทางสังคมอย่างหนึง่ ทีส่ มาชิกในสังคมให้การยอมรับเพือ่ ท�ำให้ได้สมาชิกในสังคมทีม่ คี ณ ุ สมบัตพิ งึ ประสงค์ เข้ามาสู่ในระบบสังคมแล้ว การศึกษายังถือได้ว่าเป็นกระบวนการผลิตและสร้างคุณค่าให้กับทรัพยากร มนุษย์รปู แบบหนึง่ ให้เข้าสูร่ ะบบเศรษฐกิจทีจ่ ะยังผลต่อการสร้างผลิตภาพและท�ำคุณประโยชน์ตา่ งๆ ให้ กับประเทศได้ดว้ ยแม้ในปัจจุบนั ความส�ำคัญของการศึกษานัน้ ไม่ได้ถกู จ�ำกัดอยูช่ ว่ งอายุใดช่วงอายุหนึง่ เป็นหลักดังที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ได้ก�ำหนดไว้ว่า ประชากรทุกวัยต่างมี โอกาสได้รับและเข้าถึงการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ได้ตลอดช่วงชีวิต (Life-Long Learning) แต่ก็ปฏิเสธไม่ ได้ว่าการศึกษาในวัยเด็กเป็นสิ่งจ�ำเป็นพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้ได้อย่าง ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั้งในในแง่ปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากวัยเด็กเป็นช่วงเวลาส�ำคัญในการเรียน รู้ตลอดจนสร้างพัฒนาการด้านต่างๆเพื่อเป็นพื้นฐานต่อการด�ำเนินชีวิตในอนาคต จึงเป็นเหตุผลที่ว่า สถานการณ์ด้านการศึกษานั้นยังเป็นสิ่งที่ภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไทยยังคงให้ความส�ำคัญอยู่อย่าง ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จากสถานการณ์การศึกษาของไทยในอดีตทีผ่ า่ นมา แม้มเี รือ่ งทีด่ เี กีย่ วกับการศึกษาไทยในแง่เชิงปริมาณ โดยจากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลือ่ มล�ำ้ ของประเทศไทย ปี 2554 พบ ว่าสถิตกิ ารเข้าเรียนศึกษาในภาคการศึกษาบังคับของเด็กไทยนัน้ มีแนวโน้มสูงขึน้ เรือ่ ยๆทุกปี (ส�ำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2556) อีกทั้ง จากการส�ำรวจภาวะการท�ำงาน ของคนไทยโดยส�ำนักงานสถิติแห่งชาติก็ได้พบว่า จ�ำนวนปีที่ได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยของประชากร อายุ 15 ปีขึ้นไปนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยจากเดิมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.2 ปี ในปี พ.ศ.2545 ได้เพิ่ม เป็น 8.0 ปี ในปี พ.ศ.2553 (ส�ำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2555) แสดงให้เห็นว่าปริมาณหรือจ�ำนวนคนไทย ที่ได้รับการศึกษานั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบทีน่ า่ สนใจทีส่ วนทางกับตัวเลขโอกาสการเข้าถึงการศึกษาทีเ่ พิม่ สูงขึน้ เป็นเรือ่ ง คุณภาพการศึกษา โดยกลับพบว่า ตัวบ่งชีถ้ งึ ผลสัมฤทธิท์ างการศึกษากลับไม่มแี นวโน้มเพิม่ ขึน้ ตามอัตรา การได้เข้าเรียนในระดับต่างๆแต่ประการใด อีกทั้งในบางช่วงเวลากลับมีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ในอัตรา คงทีด่ ว้ ยซ�ำ ้ ดังเช่นการพิจารณาจากข้อมูลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขนั้ พืน้ ฐานหรือ O-ONET โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวคือ เมือ่ เปรียบเทียบคะแนนทัง้ 3 ระดับช่วงชัน้ การศึกษา คือ ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6ในเวลา 3 ปี ย้อนหลัง ระหว่าง พ.ศ.2551-2553 พบว่า ส่วนใหญ่มผี ลคะแนนต�ำ่ ในวิชาหลักโดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ส�ำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นั้น พบว่า วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ มีคะแนน ต�ำ่ ลงเรือ่ ยๆ อีกทัง้ ยังมีหลายวิชาทีพ่ บว่าท�ำคะแนนได้ไม่ถงึ ร้อยละ 50ส�ำหรับระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ท�ำคะแนนวิชาหลักอยู่ในระดับต�่ำเช่นกัน คือวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ซึ่งคะแนนเฉลี่ย ทัง้ สองวิชามีแนวโน้มต�ำ่ ลงเรือ่ ยๆ โดยพบว่ามีหลายวิชาทีท่ ำ� คะแนนไม่ถงึ ร้อยละ 50 เช่นเดียวกันกับผล


NIDA Economic Review

91

คะแนนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ในขณะที่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็พบว่า มีอยู่ 3 วิชาหลักที่คะแนน เฉลีย่ มีแนวโน้มต�ำ่ ลง ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ (ผูจ้ ดั การออนไลน์, 2554) ซึ่งจะเห็นได้ว่า วิชาที่เด็กท�ำคะแนนได้ต�่ำไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์นั้น ล้วน แต่เป็นวิชาทักษะพื้นฐานส�ำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตทั้งสิ้น แม้กระทั่งวิชาภาษาไทยซึ่งเป็น พื้นฐานส�ำคัญของเด็กไทยส�ำหรับการใช้ติดต่อสื่อสารและการเรียนรู้เรื่องราวอื่นๆก็พบว่าในบางปีมีค่า เฉลี่ยที่ต�่ำกว่าร้อยละ 50 เช่นกันในทุกระดับชั้น ค�ำถามทีน่ า่ สนใจทีต่ ามมา คือความส�ำเร็จของการศึกษาไทยเพียงพอแล้วหรือไม่กบั การให้ความส�ำคัญ เพียงแค่จำ� นวนของเด็กทีไ่ ด้รบั การศึกษา แม้เรือ่ งคุณภาพการศึกษาไทยจะเป็นเรือ่ งทีไ่ ด้รบั การกล่าวถึง และมีการศึกษาเป็นจ�ำนวนมากแล้วแต่ปญ ั หาดังกล่าวนัน้ ยังไม่ได้รบั การแก้ไขได้อย่างต่อเนือ่ งแต่อย่าง ใดด้วยเหตุนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งวัดจากคะแนนสอบ ONET จึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่แสดงถึงความ สามารถและทักษะทางปัญญา (Cognitive Skill) ของผู้เรียน อันถือได้ว่าเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของ คุณภาพการศึกษาไทย โดยในอดีตที่ผ่านมา งานศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นได้มีการน�ำตัวแปรต่างๆมาใช้เป็นปัจจัยในการอธิบายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เช่น ปัจจัยด้านตัวนักเรียน ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านครูและโรงเรียน(กรรณิการ์ ภิรมย์รตั น์, 2554; ณัฏติยาภรณ์ หยกอุบล, 2555) อย่างไรก็ตามในกรณีที่ต้องการพิจารณาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสถานศึกษานั้น ปัจจัยด้านครู และโรงเรียนเป็นสิ่งส�ำคัญที่ต้องท�ำความเข้าใจว่าคุณสมบัติใดบ้างของโรงเรียนหรือแต่ละสถานศึกษา ที่ท�ำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาหรือคุณภาพอันเกิดจากตัวผู้เรียนนั้นมีความแตกต่างกัน โดยปัจจัย ด้านครูและโรงเรียนในที่นี้ นอกจากหมายถึงตัวครูซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งในโรงเรียนแล้ว สภาพแวดล้อมและทรัพยากรต่างๆในโรงเรียนทีม่ สี ว่ นในการส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรูข้ องเด็กหรือ ผูเ้ รียนทีส่ ามารถน�ำไปสูก่ ารบรรลุผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักเรียนทีพ่ งึ ประสงค์ตามมาได้เช่นกันซึง่ ถ้าพิจารณาในแง่ระบบของการผลิตผู้เรียนหรือนักเรียนที่มีคุณภาพแล้ว ปัจจัยสนับสนุนต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นได้ทั้งปัจจัยน�ำเข้าและกระบวนการที่คอยส่งเสริมให้เกิดการผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพขึ้นมา โดย ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวกับโรงเรียนนั้น เช่น หลักสูตร คุณภาพครู การจัดการชั้นเรียน โครงสร้างบริหาร จัดการโรงเรียน การจัดสรรงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในสถานศึกษา แผนการจ้างครู การฝึกอบรมทักษะ ความเป็นครู ขนาดของโรงเรียน รวมถึงสื่อการสอน อาทิ การมีห้องคอมพิวเตอร์ กระดานด�ำ ต�ำรา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ เป็นต้น (Glewwe and Grosh, 2000; Fuchs and Woessmann, 2004;Amin and Goldstein, 2008) ทัง้ นี้ จากการวิเคราะห์ของ Glowwe และคณะ (2011) ทีศ่ กึ ษาผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาจากงานวิจัยกว่า 9,000 ชิ้นในประเทศก�ำลังพัฒนาทั่วโลก ได้ข้อสรุปว่า เวลาที่นักเรียน ใช้ในโรงเรียน ลักษณะโรงเรียนลักษณะของครูไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน มีเพียง


92

NIDA Economic Review

ปัจจัยไม่กปี่ จั จัยทีม่ ผี ลอย่างมีนยั ส�ำคัญต่อผลสัมฤทธิท์ างการศึกษา ได้แก่ จ�ำนวนโต๊ะเรียน ความรูค้ วาม สามารถของครูในวิชาที่สอน และการขาดแคลนครู อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงทรัพยากรในโรงเรียนที่มีอิทธิพลต่อความส�ำเร็จด้านคุณภาพการเรียนการ สอนของผู้เรียนแล้ว ประเด็นส�ำคัญที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของปัจจัยทางด้านงบประมาณทางการศึกษา ซึ่งในบางงานศึกษาพบว่างบประมาณสถานศึกษาที่ได้รับมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลลัพธ์ในด้าน คุณภาพผู้เรียน เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Baker, 2012)โดย James Heckman นักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบลได้กล่าวถึงความส�ำคัญของการลงทุนด้านการศึกษาในวัยเด็กไว้ว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะก่อให้เกิดผลตอบแทนในระยะยาวให้กับทั้งตัวเด็กเองซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตและก่อให้เกิด ผลดีกับสังคมด้วยเช่นกัน (Heckman and Masterov, 2007) ด้วยเหตุนี้การจัดสรรงบประมาณของ รัฐบาลให้แก่สถานศึกษาในระดับการศึกษาต่างๆจึงเป็นเรื่องที่มีความส�ำคัญเนื่องจากในประเทศก�ำลัง พัฒนาเช่นในประเทศไทย งบประมาณทางการศึกษายังคงมาจากรัฐบาลเป็นส่วนมาก โดยการจัดสรร งบประมาณในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับฐานะทางการเงินของแต่ละโรงเรียนและส่งผลต่อการบริหารจัดการ ในด้านต่างๆภายในโรงเรียนซึ่งมีส่วนส�ำคัญต่อพัฒนาการเด็กรวมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งเป็น ตัวชี้วัดด้านหนึ่งของคุณภาพการศึกษาด้วย ดังนั้น การจัดสรรและการบริหารงบประมาณโรงเรียนจึง ถือเป็นประเด็นการลงทุนทางการศึกษาที่ส�ำคัญมากเนื่องจากงบประมาณเป็นทรัพยากรส�ำคัญส�ำหรับ การจัดสรรปัจจัยและทรัพยากรพื้นฐานต่างๆในการเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนรวมถึงการ พัฒนาระบบและกระบวนการต่างๆ อาทิ การพัฒนาคุณภาพและทักษะของครู การส่งเสริมพัฒนาการ ด้านการเรียนรู้ของนักเรียน ฯลฯ เพื่อน�ำไปสู่การบรรลุถึงตัวชี้วัดต่างๆเกี่ยวกับคุณภาพผู้เรียนตามที่ สังคมได้คาดหวังต่อไป ทั้งนี้ การศึกษาที่เกี่ยวกับผลกระทบของงบประมาณทางการศึกษาต่อผลการ ศึกษาของนักเรียนในประเทศไทยมีขอ้ จ�ำกัดด้านข้อมูล ทีผ่ า่ นมาจึงยังไม่มกี ารศึกษาเรื่องนีอ้ ย่างจริงจัง การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของงบประมาณทางการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาโดยศึกษาด้วยสถิติเชิงพรรณนาถึงรูปแบบและความสัมพันธ์ของงบประมาณทางการ ศึกษาในระดับโรงเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน และด้วยสมการถดถอยเชิงซ้อนเพื่อ ทดสอบผลกระทบของงบประมาณการศึกษาในระดับโรงเรียนต่อผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของนักเรียน โดยมีสมมติฐานว่างบประมาณโรงเรียนมีผลต่อการพัฒนานักเรียนไม่ว่าจะทั้งทางตรงผ่านการส่งเสริม กิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การว่าจ้างครูที่มีความช�ำนาญพิเศษ หรือการพัฒนานักเรียนโดยทาง อ้อมผ่านการพัฒนาสาธารณูปโภคหรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ ศึกษาที่วัดผลจากคะแนนสอบของนักเรียน


NIDA Economic Review

93

2.2.ข้ขออมูมูลล การศึกกษาครั ษาครั้ง้งนีนี้ ประชากรที ้ ประชากรที่ใช้่ใชใในการศึ นการศึกกษา ษาคืคืออโรงเรี โรงเรียยนในสั นในสังงกักัดดส�สํำานันักกงานคณะกรรมการการศึ งานคณะกรรมการการศึกกษาขั การศึ ษาขั้น้น ฐานหรืหรื สพฐ.โดยข้ โดยข ชในการศึ กษามี การเก็ บรวบรวมข มูลจากฐานข มูลสามฐานข มูล พืพืน้ ้นฐาน อ อสพฐ. อมูอลมูทีลใ่ ช้ทีใ่ในการศึ กษามี การเก็ บรวบรวมข้ อมูลอจากฐานข้ อมูลอสามฐานข้ อมูลอโดย อมูลมผลสั ์ทางการศึ กษามี การเก็ บรวบรวมจากสถาบั นทดสอบทางการศึกกษาแห่ ษาแหงงชาติ ชาติ (องค์ (องคกกรร ข้โดยข อมูลผลสั ฤทธิม์ทฤทธิ างการศึ กษามี การเก็ บรวบรวมจากสถาบั นทดสอบทางการศึ มหาชน) หรื สทศ.(NIETS) (NIETS) และข้ และขออมูมูลลพืพื้น้นฐานของโรงเรี ฐานของโรงเรียยนและข้ นและขออมูมูลลงบประมาณโรงเรี งบประมาณโรงเรียยนมี มหาชน)หรื อ อสทศ. นมีกการเก็ ารเก็บบ รวบรวมขออมูมูลลจากส� จากสํำนัานักกงานคณะกรรมการการศึ งานคณะกรรมการการศึกกษาขั ษาขั้น้นพืพื้น้นฐานในระดั ฐานในระดับบโรงเรี โรงเรียยนหรื นหรืออ สพฐ. สพฐ. (OBEC) (OBEC) รวบรวมข้ และสํำนัากนังานรั ก งานรั บ รองมาตรฐานและประเมิ ณ ภาพการศึ ษาอหรืสมศ. อ สมศ. (ONESQA) โดยมี และส� บรองมาตรฐานและประเมิ นคุณน คุภาพการศึ กษากหรื (ONESQA)โดยมี การเชืก่อารม เชื่อมโยงและบั ขอมูล้งจากทั ้งสองแหล ดเดีนยของแต่ วกันของแต ละโรงเรี ยนระหว างป 2547โยงและบั นทึกข้อนมูทึลกจากทั สองแหล่ งให้เป็งนใหข้อเปมูนลขชุอดมูเดีลยชุวกั ละโรงเรี ยนระหว่ างปี 2547-2552 2552 มูล) ซึ่งจากการศึ กษาโครงสร วแปรของข ลแตลงะแหล มูลทีน่ (แล้ วแต่(แล แหล่วแต งข้อแมูหลล)งซึของ่ จากการศึ กษาโครงสร้ างและตัาวงและตั แปรของข้ อมูลแต่อลมูะแหล่ พบว่าง ข้พบว อมูลาทีขต่ อรงกั ที่ดีที่สนุดปัและเป อขอ2552 มูลในป 2552 กโดยการศึ กษาผลกระทบของงบประมาณทาง ทีตรงกั ด่ ที สี่ ดุ นและเป็ จจุบนั นทีปส่ จดุ จุคืบอันข้ทีอ่สมูุดลคืในปี โดยการศึ ษาผลกระทบของงบประมาณทางการศึ กษา การศึ ก ษาต อ ผลสั ม ฤทธิ ์ ท างการศึ ก ษาของนั ก เรี ย นในระดั บ โรงเรี ย นมี ก ารใช ข  อ มู ล จากตั ว แปรทาง ต่อผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของนักเรียนในระดับโรงเรียนมีการใช้ขอ้ มูลจากตัวแปรทางคุณลักษณะของ คุณลัยกนษณะของโรงเรี ยน (School เช่Characteristics) งเรียนทรัคุพณยากร ภาพ โรงเรี (School Characteristics) น ขนาดของโรงเรีเชยนน ขนาดของโรงเรี ขนาดห้องเรียนยคุนณขนาดห ภาพบุคอลากร บุคลากรยทรั ยากรของโรงเรี ่ตั้ง และอื ๆ ที่มีในฐานข ลสองฐานข นระดับโรงเรียน ของโรงเรี น พสถานที ่ตั้ง และอืย่นนๆสถานที ที่มีในฐานข้ อมูล่นสองฐานข้ อมูลอนีมู้ในระดั บโรงเรีอมูยลนนี้ใจากการรวบรวม อมูลอจากทั ้งสามฐานข อมูลในป พ.ศ. 2552ยมีนทั จํา้งนวนโรงเรี ยนทัโรงเรี ้งสิ้นย32,572 โรงเรียน ข้จากการรวบรวมข อมูลจากทั้งสามฐานข้ มูลในปี พ.ศ. 2552 มีจ�ำนวนโรงเรี สิ้น 32,572 น แบบจํำาลองทางสถิ ลองทางสถิตติ ิ 3.3.แบบจ� ในการศึกกษาผลกระทบของงบประมาณทางการศึ ษาผลกระทบของงบประมาณทางการศึกกษาต มฤทธิ ์ทางการศึ กษาครั ้งนี้ ้งใชนีต้ ัใช้ วแปรตาม ในการศึ ษาต่อผลสั อผลสั มฤทธิ ์ทางการศึ กษาครั ตัวแปร เป น คะแนนเฉลี ่ ย ของนั ก เรี ย นในระดั บ โรงเรี ย นจากการทดสอบการศึ ก ษาระดั บ ชาติ ข ้ ั น พื ้ น ฐาน ตามเป็นคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในระดับโรงเรียนจากการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นหรื ฐานอ National Education Test (O-NET) ในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร ทยาศาสตร โดยแบง หรืOrdinary อ Ordinary National Education Test (O-NET) ในวิชาภาษาไทย คณิตและวิ ศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ คะแนนเป น สามระดั บ ตามการเรี ย นการสอนที ่ มี ใ นแต ล ะโรงเรี ย นคื อ อระดั โดยแบ่ งคะแนนเป็ นสามระดั บตามการเรี ยนการสอนที ่มีในแต่ ละโรงเรี ยนคื ระดับบประถมศึ ประถมศึกกษา ษา ระดั ระดับบ ธยมศึกกษาตอนต้ ษาตอนตนนและระดั และระดับบมัมัธธยมศึ ยมศึกกษาตอนปลายก� ษาตอนปลายกํำหนดให้ าหนดใหระดั ระดับบคะแนนเฉลี คะแนนเฉลี่ย่ย(Score) (Score) มีความมี มัมัธยมศึ นเสนตรงตามสมการ สัความสั มพันธ์เมป็พันนเส้ธนเปตรงตามสมการ Scorei = α + γ Budgeti + β X i + μi

โดย Scoreคือ คะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร และวิทยาศาสตรในระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดย Score คือ คะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ มัธยมศึกษาปที่ 3 และมัธยมศึกษาปที่ 6 ของโรงเรียนiBudget คือ งบประมาณรวมของโรงเรียนหรือ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียน iBudgeti iคือ งบประมาณรวมของโรงเรียนหรือ งบประมาณจากรัฐและงบประมาณที่ไมไดจากรัฐของโรงเรียน i,X คือตัวแปรควบคุมปจจัยคุณลักษณะ งบประมาณจากรัฐและงบประมาณทีไ่ ม่ได้จากรัฐของโรงเรียน i, Xii คือตัวแปรควบคุมปัจจัยคุณลักษณะ ของโรงเรียนiที่มีผลตอผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ไดแก ภูมิภาค สภาพแวดลอมของโรงเรียน (จํานวน ของโรงเรียนiที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ได้แก่ ภูมิภาค สภาพแวดล้อมของโรงเรียน (จ�ำนวน นักเรียน สัดสวนนักเรียนตอครู สัดสวนนักเรียนตอครูวุฒิปริญญาโท และขนาดโรงเรียน) ทรัพยากร นักเรียน สัดส่วนนักเรียนต่อครู สัดส่วนนักเรียนต่อครูวุฒิปริญญาโท และขนาดโรงเรียน) ทรัพยากร โรงเรียน (จํานวนหองสมุด การมีหองปฏิบัติการทางภาษา การมีหองคอมพิวเตอร และการมีหองทดลอง โรงเรียน (จ�ำนวนห้องสมุด การมีหอ้ งปฏิบตั กิ ารทางภาษา การมีหอ้ งคอมพิวเตอร์ และการมีหอ้ งทดลอง ทางวิทยาศาสตร) โดยตัวแปรภูมิภาคเปนลักษณะตัวแปรกลุมแบงเปน กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ทางวิทยาศาสตร์) โดยตัวแปรภูมิภาคเป็นลักษณะตัวแปรกลุ่มแบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต โดยมีกรุงเทพมหานครเปนกลุมอางอิง และ ขนาด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นกลุ่มอ้างอิง และ ขนาด โรงเรียนเปนตัวแปรกลุมโดยแบงกลุมตามเกณฑของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ โรงเรียนเป็นตัวแปรกลุ่มโดยแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์ของส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ -90-


94

NIDA Economic Review

ขนาดเล็ก (มีจ�ำนวนนักเรียนต�่ำกว่า 500 คน)ขนาดกลาง (มีนักเรียนจ�ำนวนตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป แต่ ไม่เกิน 1,000 คน) ขนาดใหญ่ (โรงเรียนที่มีนักเรียนจ�ำนวน 1,000 คน ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,500 คน) และขนาดใหญ่พิเศษ (โรงเรียนที่มีนักเรียนจ�ำนวนตั้งแต่ 1,500 คนขึ้นไป) โดยให้โรงเรียนขนาดเล็ก เป็นกลุ่มอ้างอิง และ µiเป็นความคลาดเคลื่อนจากการคาดประมาณที่อาจเกิดจากความผิดพลาดของ การวัดตัวแปรและจากการที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยที่ส�ำคัญได้ทั้งหมด โดยมีข้อสมมติว่า ความผิด พลาดของข้อมูลเป็นไปอย่างอิสระ (Random) และไม่มีผลต่อผลการคาดประมาณในการศึกษาครั้งนี้ใช้ สมการถดถอยเชิงซ้อนในการวิเคราะห์ผลของงบประมาณโรงเรียนและลักษณะโรงเรียนต่อผลคะแนน เฉลี่ยภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยแบ่งการวิเคราะห์คะแนนแต่ละวิชาออกเป็น 2 แบบ จ�ำลองเพื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ โดยแบบจ�ำลองแรกศึกษาผลของงบประมาณรวม โดยควบคุม ปัจจัยภูมิภาคที่ตั้งโรงเรียนและจ�ำนวนนักเรียนเท่านั้น และแบบจ�ำลองที่สองศึกษาผลของงบประมาณ แยกเป็นงบประมาณจากรัฐและงบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐ โดยมีการควบคุมปัจจัยสภาพแวดล้อมของ โรงเรียนและทรัพยากรของโรงเรียนร่วมด้วย 4. ผลการศึกษา ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสามแหล่ง ซึ่งมีจ�ำนวนโรงเรียนทั้งสิ้น 32,572 โรงเรียน เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มากที่สุด จ�ำนวน ทั้งสิ้น 19,240 โรงเรียน รองลงมาเป็นโรงเรียนที่เป็นสอนตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ�ำนวน 6,561 โรงเรียน มีโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จ�ำนวน 2,442 โรงเรียน และมี โรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จ�ำนวน 1,140 โรงเรียน ทั้งนี้ พบว่า มีโรงเรียน ไม่บ่งชี้ข้อมูลระดับชั้นการเปิดสอนจ�ำนวน 2,986 โรงเรียน โดยจ�ำนวนที่เหลืออีก 158 โรงเรียน เป็น โรงเรียนที่มีการเปิดสอนในระดับต่างๆที่แตกต่างกันไป เช่น เปิดสอนเฉพาะระดับอนุบาล เปิดสอนใน ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาปีที่ 1 เปิดสอนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย เปิดสอน เฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เปิดสอนเฉพาะมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นต้น จากข้อมูลการกระจายตัวของโรงเรียน พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ คิดเป็นร้อยละ 42.59 ในขณะที่โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนที่น้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 0.49 เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลด้านเขตที่ตั้งที่พบว่าส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ นอกเขตเมืองหรือนอกเขตเทศบาล และส่วนมากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนที่มีนักเรียนต�่ำ กว่า 500 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90.01 ของโรงเรียนทั้งหมดในการศึกษาครั้งนี้ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึง ข้อมูลด้านทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียนแล้ว พบว่า โรงเรียนในสังกัดส�ำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในปี พ.ศ.2552 ส่วนใหญ่ยังเป็นโรงเรียนที่ไม่มีห้องสมุดและห้อง คอมพิวเตอร์ สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออ�ำนวยต่อการเรียนรู้หรือการศึกษาของนักเรียนไทย อย่างไรก็ตาม แม้โรงเรียนส่วนใหญ่พบว่ามีห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์และห้องปฏิบัติการทางภาษา


NIDA Economic Review

95

ก็ตาม แต่ก็เป็นสัดส่วนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งไม่มากนัก ซึ่งก็ยังสะท้อนให้เห็นว่า ในบางโรงเรียนยัง ขาดแคลนทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน จากการศึกษาพบว่า ในระดับประเทศ โรงเรียนทั้งหมดมีค่าเฉลี่ยจ�ำนวนนักเรียนเท่ากับ 251.75 คน ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่มีโรงเรียนขนาดเล็กร้อยละ 90.0 ของ โรงเรียนทั้งหมด และในภาพรวมทั้งประเทศ ครูไทย 1 คน มีภาระหน้าที่รับผิดชอบนักเรียนโดยเฉลี่ย 19.0 คน ซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ครูที่ส�ำเร็จการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี 1 คนต้องรับผิดชอบดูแล นักเรียนโดยเฉลี่ย 202.3 คน ซึ่งหมายความว่า ในประเทศไทยครูที่ส�ำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี นั้นยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับครูที่ส�ำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากการพิจารณาแนวโน้มของระดับที่โรงเรียนเปิดสอน ในตารางที่ 2 พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กใน ประเทศไทยมีแนวโน้มเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมศึกษา รองลงมาคืออนุบาล โรงเรียน ขนาดกลางมีแนวโน้มเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมศึกษา รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนขนาดใหญ่มแี นวโน้มเปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รองลงมาคือระดับประถมศึกษา และ โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมีแนวโน้มเปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายตามล�ำดับ จึง กล่าวได้ว่า การที่โรงเรียนเปิดสอนในระดับที่แตกต่างกันไปนั้นจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ก�ำหนดขนาด ของโรงเรียน กล่าวคือ ยิ่งโรงเรียนใดเปิดสอนในระดับสูง คือ ระดับมัธยมศึกษา ก็จะยิ่งมีแนวโน้มเป็น โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ในขณะที่โรงเรียนที่เปิดสอนในระดับอนุบาล ประถมศึกษา มีแนวโน้มที่ จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กถึงกลางตามล�ำดับ ในการพิจารณางบประมาณที่โรงเรียนได้รับในตารางที่ 3ที่เป็นการน�ำเสนอค่าเฉลี่ยของงบประมาณ ประเภทต่างๆจ�ำแนกตามขนาดของโรงเรียน พบว่า เมื่อโรงเรียนมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะมีแนวโน้มของ งบประมาณที่ได้รับมากขึ้นตามไปด้วยทั้งงบประมาณที่ได้จากรัฐและงบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐ ซึ่งงบ ประมาณที่เพิ่มขึ้นตามขนาดโรงเรียนสะท้อนการจัดสรรงบประมาณของรัฐในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นตาม จ�ำนวนนักเรียน แต่พบข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ ในกรณีงบประมาณจากภาครัฐซึ่งส่งผลต่องบประมาณ รวม โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษกลับมีค่าเฉลี่ยของงบประมาณน้อยกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางมีงบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐน้อยมากเมื่อเทียบกับโรงเรียน ขนาดใหญ่ ซึ่งความเหลื่อมล�้ำทางด้านงบประมาณทั้งจากภาครัฐและความสามารถของโรงเรียนในการ หางบประมาณสนับสนุนจากภายนอกเป็นประเด็นทีอ่ าจส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน และการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนด้วย ในด้านการใช้จา่ ยจากงบประมาณภาครัฐ พบว่า งบประมาณภาครัฐถูกใช้ไปส่วนใหญ่กบั ค่าจ้างบุคลากร ทางการศึกษา โดยร้อยละ 83.9 ของงบประมาณภาครัฐถูกใช้เป็นค่าจ้างของบุคลากรทางการศึกษาโดย สัดส่วนค่าจ้างต่องบประมาณนี้มีค่ามากที่สุดในโรงเรียนขนาดเล็ก


96

NIDA Economic Review

ตารางที่ 1: คารอยละของตัวแปรตางๆของโรงเรียน ป พ.ศ.2552 ตัวแปร ภูมิภาค

รอยละ

- กรุงเทพฯ - ภาคกลาง - ภาคเหนือ - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - ภาคใต เขต - เมือง - นอกเขตเมือง ขนาดโรงเรียน - เล็ก - กลาง - ใหญ - ใหญพิเศษ หองสมุด - ไมมี - มี 1 หอง - มีมากกวา 1 หอง หองคอมพิวเตอร -ไมมี - มี หองทดลองทางวิทยาศาสตร -ไมมี - มี หองปฏิบัติการทางภาษา -ไมมี - มี จํานวนนักเรียนตอครู (จําแนกตามวุฒิการศึกษาครู) - ระดับสูงกวาปริญญาตรี - ระดับปริญญาตรี - ระดับอนุปริญญา - ภาพรวม ที่มา:

0.49 22.46 20.53 42.59 13.92 16.98 83.02 90.01 6.19 1.53 2.27 81.58 17.25 1.16 64.94 35.06 44.49 55.51 44.11 55.89 จํานวนนักเรียนเฉลี่ยตอครู 1 คน 202.29 21.75 260.52 19.02

วิเคราะหโดยผูวิจัย ขอมูลจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ (สทศ.), และสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

-93-


NIDA Economic Review

97

ตารางที่ 2: คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของจํานวนนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 มัธยมศึกษาปที่ 3 มัธยมศึกษาปที่ 6 ระดับชั้นประถมศึกษา ปที่ 6 ของสถานศึกษา ป พ.ศ.2552 จําแนกตามขนาดโรงเรียน ขนาดโรงเรียน เล็ก กลาง ใหญ ใหญพิเศษ ทั้งประเทศ ที่มา:

คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของจํานวนนักเรียน (คน) อนุบาล ประถมศึกษา 1-6 มัธยมศึกษา1-3 มัธยมศึกษา 1-6 28.97 95.99 23.19 3.46 (0.124) (0.384) (0.292) (0.123) 72.84 277.49 223.07 91.00 (1.427) (5.115) (4.091) (3.016) 75.58 352.93 491.64 273.79 (4.665) (20.208) (15.084) (11.147) 69.21 328.42 1,191.812 863.93 (6.213) (26.323) (24.395) (22.645) 32.11 112.26 66.784 31.39 (0.220) (0.868) (1.221) (0.915)

รวม 151.63 (0.632) 664.92 (3.104) 1,196.49 (6.279) 2,457.07 (28.289) 251.75 (2.316)

วิเคราะหโดยผูวิจัย ขอมูลจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ (สทศ.), และสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

ตารางที่ 3: คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของงบประมาณประเภทตางๆ และ คาเฉลีย่ ของสัดสวนคาจางตองบประมาณที่ไดจากภาครัฐ ของสถานศึกษา ป พ.ศ.2552 จําแนกตามขนาดโรงเรียน ขนาดโรงเรียน เล็ก กลาง ใหญ ใหญพิเศษ ทั้งประเทศ ที่มา:

คาเฉลี่ย (หนวย: ลานบาท) งบประมาณภาครัฐ งบที่ไมไดรับจากรัฐ งบประมาณรวม 2.93 0.66 3.60 (0.098) (0.169) (0.198) 6.69 1.45 8.13 (0.176) (0.108) (0.202) 72.60 4.82 77.42 (60.903) (2.475) (60.939) 28.45 7.57 36.01 (1.977) (0.563) (2.063) 5.25 1.02 6.27 (1.104) (0.151) (1.115)

คาเฉลี่ยของสัดสวน คาจางตองบภาครัฐ 84.91 (0.112) 80.06 (0.414) 77.49 (0.895) 77.29 (0.694) 83.91 (0.105)

วิเคราะหโดยผูวิจัย ขอมูลจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ (สทศ.), และสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

-94-


98

NIDA Economic Review

เมื่ออ่ พิพิจจารณาตารางที ารณาตารางที่ 4่ 4ซึซึ่งง่ แสดงค แสดงค่าาเฉลี เฉลี่ยย่ ของงบประมาณต ของงบประมาณต่อนัอกนัเรีกเรียนยน1 1คนคนพบว พบว่า าโดยเฉลี โดยเฉลี่ยงบประมาณ ย่ งบประมาณ เมื หมดต่ออนันักกเรีเรียยนเท นเท่าากักับบ 27,795.1 27,795.1บาท บาทโดยโรงเรี โดยโรงเรียยนที นที่ม่มีขีขนาดใหญ นาดใหญ่ไดได้รับรับงบประมาณด งบประมาณด้านการศึ านการศึกษา กษา ทัทั้ง้งหมดต จากงบประมาณประเภทต่าางๆ งๆในระดั ในระดับบทีที่สส่ ูงงู สุสุดดเมืเมื่ออ่ เปรี เปรียยบเที บเทียยบกั บกับบนันักกเรีเรียยนในโรงเรี นในโรงเรียนขนาดอื ยนขนาดอื่นๆน่ ๆ ตต่ออหัหัววจากงบประมาณประเภทต ในขณะที่นน่ ักกั เรีเรียยนในโรงเรี นในโรงเรียยนขนาดกลางโดยเฉลี นขนาดกลางโดยเฉลี่ยย่ ตต่ออคนกลั คนกลับบเปเป็นนกลุกลุมม่ ทีที่มม่ ีแแีนวโน นวโน้มมไดได้รับรบังบประมาณด งบประมาณด้านาน ในขณะที การศึกกษาต่ ษาต�ํา่ำสุสุดดจากทุ จากทุกกแหล แหล่งงบประมาณ งงบประมาณ การศึ ตารางที่ 4: คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของงบประมาณตอนักเรียน 1 คน ของ สถานศึกษา ป พ.ศ.2552 จําแนกตามขนาดโรงเรียน ขนาดโรงเรียน

เล็ก กลาง ใหญ ใหญพิเศษ ทั้งประเทศ

ที่มา:

คาเฉลี่ยงบประมาณตอนักเรียน 1 คน (บาท) งบประมาณภาครัฐ งบที่ไมไดรับจากรัฐ งบประมาณรวม

24,088.00 (542.744) 10,201.05 (283.760) 57,087.41 (47,356.98) 12,146.37 (1,189.955) 23,323.95 (1010.170)

4,735.41 (547.354) 2,157.85 (154.489) 3,643.07 (1,673.116) 2,951.87 (204.050) 4,471.11 (481.402)

28,823.41 (791.603) 12,358.90 (315.594) 60,730.48 (47,375.90) 15,098.24 (1,203.845) 27,795.07 (1,130.057)

วิเคราะหโดยผูวิจัย ขอมูลจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ (สทศ.), และสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

เมื่อ่อพิพิจจารณาตารางที ารณาตารางที่ 5่ 5ซึ่งซึแสดงค ่งแสดงค่ าเฉลี ่ยของคะแนนเฉลี ่ยรายวิ ของโรงเรี ยนในแต่ ละระดั เมื าเฉลี ่ยของคะแนนเฉลี ่ยรายวิ ชาตชาาต่ งๆางๆ ของโรงเรี ยนในแต ละระดั บชั้น บ ชั้น่อจํเมืาแนกตามภู ่อจ�ำแนกตามภู มิภจากการศึ าค จากการศึ กษาข้ ล พบว่ า ในทุ ้น โรงเรี ยนในกรุ งเทพมหานคร เมื มิภาค กษาข อมูลอมูพบว า ในทุ กระดักระดั บชั้นบชัโรงเรี ยนในกรุ งเทพมหานครมี ่าเฉลี ่ยของคะแนนสอบทุ กรายวิ ชาและทุ กระดั าโรงเรี ่อยูม่ในภู มิภ่นาคอื ่นๆางเห็ อย่นางเห็ คมีาคเฉลี ่ยของคะแนนสอบทุ กรายวิ ชาและทุ กระดั บสูงบกวสูงากว่ โรงเรี ยนทีย่อนที ยูในภู ิภาคอื ๆ อย ไดชนัดได้ทัช้ง ัด ที่โรงเรี ยนในกรุ งเทพมหานครคิ วนที ้อยมากหรื อเพี ยงร้ อยละ0.49 0.49จากจํ จากจ� ำนวนโรงเรียนยน ทีทั่โ้งรงเรี ยนในกรุ งเทพมหานครคิ ดเปดเป็ นสันดสัสดวส่นที ่นอ่นยมากหรื อเพี ยงร อยละ านวนโรงเรี หมดในการศึกกษาครั ษาครั้ง้งนีนี้ ้ (ตารางที (ตารางที่ ่ 1)1)และพบว และพบว่า ามีคมีวามแตกต ความแตกต่างของคะแนนเฉลี างของคะแนนเฉลี ่ยในรายวิชาต ชาต่างๆ างๆ ทัทั้ง้งหมดในการศึ ่ยในรายวิ ตามภูมมิภิภาค าค โดยโรงเรี โดยโรงเรียยนในภาคใต นในภาคใต้แและภาคตะวั ละภาคตะวันนออกเฉี ออกเฉียยงเหนื งเหนืออมีมีแแนวโน นวโน้มมทีที่จะมี ่จะมีคคะแนนเฉลี ะแนนเฉลี่ยต่่ยําต�กว ่ำกว่า า ตามภู ภาคอื่น่นๆๆ ในทุ ในทุกกระดั ระดับบการศึ การศึกกษาษา ภาคอื

-95-


NIDA Economic Review

99

ตารางที่ 5: คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของรายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร และ วิทยาศาสตร ของสถานศึกษา ในป พ.ศ. 2552 จําแนกตามระดับการศึกษาและ ภูมิภาค ระดับการศึกษา/ภูมิภาค ประถมศึกษาปที่ 6 - กรุงเทพมหานคร - ภาคกลาง - ภาคเหนือ - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - ภาคใต มัธยมศึกษาปที่ 3 - กรุงเทพมหานคร - ภาคกลาง - ภาคเหนือ - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - ภาคใต มัธยมศึกษาปที่ 6 - กรุงเทพมหานคร - ภาคกลาง - ภาคเหนือ - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - ภาคใต ที่มา:

ภาษาไทย 37.88 (0.037) 40.24 (0.486) 37.74 (0.073) 37.98 (0.080) 38.17 (0.062) 37.06 (0.086) 33.12 (0.053) 38.89 (0.462) 33.88 (0.099) 33.16 (0.107) 32.57 (0.082) 33.11 (0.162) 41.91 (0.108) 51.10 (0.578) 43.67 (0.216) 42.51 (0.231) 39.64 (0.115) 42.54 (0.351)

คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คณิตศาสตร 34.80 (0.076) 39.90 (1.206) 34.67 (0.147) 33.49 (0.158) 36.07 (0.125) 32.89 (0.176) 25.73 (0.081) 28.53 (0.663) 24.89 (0.143) 25.15 (0.153) 26.60 (0.137) 24.60 (0.202) 24.64 (0.080) 32.09 (0.736) 25.37 (0.168) 24.77 (0.171) 23.42 (0.069) 24.78 (0.248)

วิทยาศาสตร 37.04 (0.054) 42.12 (0.982) 37.16 (0.103) 36.60 (0.117) 37.49 (0.089) 36.05 (0.135) 28.60 (0.071) 30.52 (0.606) 28.04 (0.129) 28.42 (0.135) 29.17 (0.121) 27.56 (0.171) 28.84 (0.047) 32.91 (0.400) 29.26 (0.098) 29.17 (0.100) 28.08 (0.048) 28.84 (0.141)

วิเคราะหโดยผูวิจัย ขอมูลจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ (สทศ.), และสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

เมื่อพิจารณาตามขนาดของโรงเรียนดังปรากฏในตารางที่ 6 พบว่า โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่พิเศษในทุก เมื่อบพิชัจารณาตามขนาดของโรงเรี งปรากฏในตารางที ่ 6 ยพบว า โรงเรี่เล็ยกนที พิเชศษในทุ ก่ ระดั ้น มีคะแนนเฉลี่ยทุกรายวิยชนดั าในระดั บที่สูงกว่าโรงเรี นขนาดที กว่่มาีขอย่นาดใหญ างเห็นได้ ัด ทั้งๆที ระดับยชันขนาดใหญ่ ้น มีคะแนนเฉลี ่ยทุกรายวิ าในระดับที่สูง่ยกว างเห็นาโรงเรี ไดชัดยทันขนาด ้งๆที่ โรงเรี พิเศษไม่ ได้มีงชบประมาณเฉลี ต่อาหัโรงเรี วหรือยต่นขนาดที อนักเรีย่เนล็ก1กวคนาอย มากกว่ โรงเรีแยต่นขนาดใหญ ิเศษไมได่ ม4)ีงบประมาณเฉลี หัวหรื้อองต้ตอนนัว่กาเรีปัยจนจัย1 ด้คน มากกวาโรงเรีอยหันขนาด ใหญ่ ประการใด พ(ตารางที ซึ่งสะท้อนให้เ่ยห็ตนอในเบื านงบประมาณต่ วอาจมี ใหญ แ ต ป ระการใด (ตารางที ่ 4) ซึ ่ ง สะท อ นให เ ห็ น ในเบื ้ อ งต น ว า ป จ จั ย ด า นงบประมาณต อ หั ว อาจมีชา อิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไม่มาก และเมื่อพิจารณาถึงค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบทุกรายวิ อิทธิพกลตระดั อผลสั มฤทธิ์ทยางการศึ กษาไม มาก และเมื ่อพิจก็ารณาถึ ่ยของคะแนนสอบทุ รายวิชาาของ ของทุ บในโรงเรี นขนาดเล็ ก กลาง และใหญ่ พบว่างไม่คามเฉลี ีความแตกต่ างอย่างชัดกเจนเท่ ที่ควร ทุ ก ระดั บ ในโรงเรี ย นขนาดเล็ ก กลาง และใหญ ก็ พ บว า ไม ม ี ค วามแตกต า งอย า งชั ด เจนเท า ที ่ ค วรทั ้ ง ทั้งๆที่โรงเรียนขนาดใหญ่มีงบประมาณโดยเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและกลางอย่างเห็ๆที นได้่ ยนขนาดใหญ ีงบประมาณโดยเฉลี ่ยตยอนจึหัวงเป็ สูงนกวอีกาโรงเรี นขนาดเล็ และกลางอย างเห็นไดชมัดใน ชัโรงเรี ด (ตารางที ่ 4) ด้วมยเหตุ นี้ขนาดของโรงเรี ปัจจัยยหนึ ่งที่ถูกน�ำกไปใช้ เป็นตัวแปรควบคุ (ตารางที่ 4) ดวยเหตุนี้ขนาดของโรงเรียนจึงเปนอีกปจจัยหนึ่งที่ถูกนําไปใชเปนตัวแปรควบคุมในงาน

-96-


100

NIDA Economic Review

ศึ ก ษานี ้ เพื้ ่ อเพืเพิอ่ ่ มเพิความแม น ยํนาย�ในการอธิ อ ผลสั ม ฤทธิ ์ ท าง งานศึ กษานี ม่ ความแม่ ำในการอธิบบายอิ ายอิททธิธิพพลของงบประมาณโรงเรี ลของงบประมาณโรงเรียยนต่นตอผลสั มฤทธิ ท์ างการ กษาได ยากงถู ตองมากขึ ศึการศึ กษาได้ อย่าองถู ต้อกงมากขึ ้น ้น ตารางที่ 6: คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของรายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร และ วิทยาศาสตร ของสถานศึกษา ในป พ.ศ. 2552 จําแนกตามระดับการศึกษาและ ขนาดโรงเรียน ระดับการศึกษา/ ขนาดโรงเรียน ประถมศึกษาปที่ 6 - เล็ก - กลาง - ใหญ - ใหญพิเศษ มัธยมศึกษาปที่ 3 - เล็ก - กลาง - ใหญ - ใหญพิเศษ มัธยมศึกษาปที่ 6 - เล็ก - กลาง - ใหญ - ใหญพิเศษ ที่มา:

ภาษาไทย 37.88 (0.037) 37.90 (0.039) 36.96 (0.128) 37.96 (0.321) 40.60 (0.327) 33.12 (0.053) 32.81 (0.065) 32.74 (0.101) 33.68 (0.172) 37.62 (0.177) 41.91 (0.108) 38.98 (0.128) 40.75 (0.134) 43.14 (0.238) 48.19 (0.243)

คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คณิตศาสตร 34.80 (0.076) 34.89 (0.079) 32.30 (0.280) 33.75 (0.664) 40.12 (0.736) 25.73 (0.081) 26.03 (0.101) 24.69 (0.178) 23.74 (0.227) 26.66 (0.223) 24.64 (0.080) 22.85 (0.063) 23.64 (0.083) 24.82 (0.210) 29.04 (0.240)

วิทยาศาสตร 37.04 (0.054) 37.06 (0.057) 35.72 (0.209) 37.77 (0.519) 42.89 (0.607) 28.60 (0.071) 28.82 (0.089) 27.62 (0.151) 27.01 (0.222) 30.10 (0.207) 28.84 (0.047) 27.82 (0.048) 28.31 (0.052) 29.05 (0.120) 31.33 (0.134)

วิเคราะหโดยผูวิจัย ขอมูลจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ (สทศ.), และสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

อยางไรก็ ่นา่นสนใจจากตารางที ่ 6 คื่ อ6 จากคะแนนเฉลี ่ยทุกรายวิ าในระดั บประถมศึ กษา อย่ งไรก็ตตาม ามขข้อคอนค้พบที นพบที ่าสนใจจากตารางที คือ จากคะแนนเฉลี ่ยทุกชรายวิ ชาในระดั บประถม ี่ 6 และมั ยมศึกธษาป ี่ 3 โรงเรี นขนาดกลางมี แนวโนแมนวโน้ คาเฉลี กรายวิกชรายวิ าต่ํากว ศึปกทษาปี ที่ 6 ธและมั ยมศึทกษาปี ที่ 3ยโรงเรี ยนขนาดกลางมี มค่่ยาคะแนนสอบทุ เฉลี่ยคะแนนสอบทุ ชาต�า ่ำ โรงเรี ยนขนาดเล็ ก ซึ่งสะท นในเบื นวา้อโรงเรี กอาจมีลักกษณะเฉพาะบางอย างที่ทํา กว่ าโรงเรี ยนขนาดเล็ ก ซึอ่งนให สะท้เห็อนให้ เห็้อนงตในเบื งต้นว่ยานขนาดเล็ โรงเรียนขนาดเล็ อาจมีลักษณะเฉพาะบาง ใหนางที ักเรีท่ ย�ำนสามารถทํ าคะแนนไดำสคะแนนได้ ูงกวาโรงเรีสยงู นขนาดกลาง แตเมื่อเปนระดั ี่ 6 กลักบษา อย่ ให้นักเรียนสามารถท� กว่าโรงเรียนขนาดกลาง แต่เบมืชัอ่ ้นเป็มันธยมศึ ระดับกชัษาป น้ มัธทยมศึ ยนขนาดที นาดใหญ่มขีขึ้นนาดใหญ่ ยิ่งมีคะแนนเฉลี ชาต างๆเพิ่มชขึาต่้นาซึงๆเพิ ่งความสํ ของ ปีพบว ที่ 6า โรงเรี กลับพบว่ า โรงเรี่มยีขนขนาดที ขึ้นยิ่งมี่ยคในรายวิ ะแนนเฉลี ่ยในรายวิ ่มขึ้นาคัซึญ่งความ บชั้นมัธยมศึบกชัษาป ี่ 6 นัก้นษาปี ถือไดทวี่ 6าเปนั้นองค ดเลื่งอในการคั กนักเรียดนเข ส�คะแนนสอบในระดั ำคัญของคะแนนสอบในระดั ้นมัธทยมศึ ถือได้ปวระกอบหนึ ่าเป็นองค์่งปในการคั ระกอบหนึ เลือาก ษาต อในระดั บอุดอมศึ กษาบจึอุงดสรุ วา นั้อกงต้เรีนยได้ นระดั ยมศึกบษาป 6 ในโรงเรี นัศึกเรี ยนเข้ าศึกษาต่ ในระดั มศึปกในเบื ษา ้อจึงต งสรุนปไดในเบื ว่า บนัชัก้นเรีมัยธนระดั ชั้นมัทธี่ ยมศึ กษาปียทนี่ 6 ขนาดใหญ ที่มีแนวโนมททํี่มาคะแนนสอบรายวิ ชาตางๆสูงกวชาาต่นักางๆ เรียนในโรงเรี ่มีขนาดเล็กยกว มี ในโรงเรี ยนขนาดใหญ่ ีแนวโน้มท�ำคะแนนสอบรายวิ สูงกว่านักยเรีนทียนในโรงเรี นทีา่มนัีข้นนาด โอกาสที ดเลือก ร(admission) กษาตอในคณะ/สาขาวิ ชาในสถาบั นอุดมศึกชษา เล็ กกว่านั่ด้นีกวามีในการได โอกาสที่รดับีกการคั ว่าในการได้ ับการคัดเลือเขกาศึ(admission) เข้าศึกษาต่ อในคณะ/สาขาวิ าใน -97-


NIDA Economic Review

101

สถาบันอุดมศึกษาที่ตรงกับความต้องการ ซึ่งประเด็นขนาดโรงเรียนจะถูกน�ำไปอภิปรายต่อไปในส่วน ที่เป็นการวิเคราะห์ผลการศึกษา ตารางที่ 7-9 แสดงผลการวิเคราะห์คะแนน O-NET ด้วยสมการถดถอยเชิงซ้อนแบบก�ำลังสองน้อยทีส่ ดุ (Ordinary Least Square) (Ordinary Least Square) ของวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่างบประมาณรวมที่ โรงเรียนได้รับมีผลในเชิงบวกอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติต่อคะแนนสอบของทุกวิชาในทุกระดับที่ระดับ ความน่าเชื่อถือร้อยละ 99.9 แต่ในแบบจ�ำลองที่สองที่มีการแยกผลกระทบของปัจจัยงบประมาณออก เป็นงบประมาณจากรัฐและงบประมาณทีไ่ ม่ได้จากรัฐ พบว่า งบประมาณทัง้ สองประเภทมีผลต่อคะแนน สอบทั้งสามวิชาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น โดยในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า การงบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐมีผลต่อระดับคะแนนและงบประมาณที่ ไม่ได้จากรัฐแตกต่างกันอย่างมากคือในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาคณิตศาสตร์ประมาณ 3 เท่า วิชา ภาษาไทยประมาณ 1.5 เท่า และวิชาวิทยาศาสตร์ประมาณ 2 เท่า ในขณะที่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาคณิตศาสตร์ประมาณ 2เท่า วิชาภาษาไทยประมาณ 1.5 เท่า และวิชาวิทยาศาสตร์ประมาณ 2 เท่า อย่างไรก็ตามหากพิจารณาที่ผลกระทบในระดับคะแนน พบว่างบประมาณที่โรงเรียนได้รับมีผล ต่อระดับคะแนนในระดับที่ไม่สูงนัก เช่น ผลกระทบของงบประมาณที่อยู่ในระดับสูงสุดคือ ผลกระทบ ของงบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐต่อคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า การ เพิ่มงบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐ 1 ล้านบาท มีผลท�ำให้คะแนนเฉลี่ยของวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น 0.15 คะแนน หรือต้องเพิ่มงบประมาณของโรงเรียนที่ไม่ได้จากรัฐ 6.67 ล้านบาทเพื่อเพิ่มคะแนนเฉลี่ยวิชา คณิตศาสตร์ 1 คะแนน นอกจากผลของงบประมาณการศึกษาต่อระดับคะแนนยังพบผลการวิเคราะห์ทเี่ กีย่ วข้องกับผลของปัจจัย พืน้ ทีก่ ารศึกษาปัจจัยสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและปัจจัยทรัพยากรของโรงเรียนต่อระดับคะแนนเฉลีย่ ของนักเรียน ดังนี้ ทางด้านปัจจัยพื้นทีก่ ารศึกษาพบว่า กรุงเทพมหานครเป็นภาคที่นักเรียนท�ำคะแนนได้ดีที่สุดในทุกวิชา ในทุกระดับชัน้ ในทุกวิชาและทุกระดับชัน้ มีความเหลือ่ มล�ำ้ ของคะแนนเฉพาะกรุงเทพมหานครกับภูมภิ าค อื่นๆ เท่านั้น โดยภาคอื่นๆ มีระดับคะแนนทีไ่ ม่แตกต่างกันมากนักของแต่ละวิชา ในระดับประถมศึกษา ปีที่ 6 มีความเหลื่อมล�้ำของคะแนนในวิชาภาษาไทยน้อยที่สุด ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความ เหลื่อมล�้ำของคะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์น้อยที่สุด และในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความเหลื่อมล�้ำ ของคะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์น้อยที่สุด ทางด้านสภาพแวดล้อมของโรงเรียน จากผลการวิเคราะห์ในแบบจ�ำลองที่ 1 พบว่า ในระดับประถม ศึกษา ขนาดโรงเรียน มีผลต่อคะแนนสอบเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น โดยโรงเรียนที่มีนักเรียน


102

NIDA Economic Review

มากกว่าจะมีระดับคะแนนเฉลีย่ วิชาคณิตศาสตร์ต�่ำกว่า ในระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 จ�ำนวนนักเรียนมี ผลในทิศทางเดียวกันเฉพาะต่อวิชาภาษาไทยเท่านั้น แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ�ำนวนนักเรียน มีผลต่อระดับคะแนนทั้งสามวิชา โดยโรงเรียนที่มีจ�ำนวนมากกว่าจะมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า ทั้งนี้ ในแบบ จ�ำลองที่ 2 พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนสูงกว่า โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กในทุกวิชาในระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ส�ำหรับ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขนาดใหญ่ขึ้นมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนน้อยกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ในทุกวิชา ยกเว้นวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมีคะแนนมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กอย่าง มีนัยส�ำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนนักเรียนต่อครู และสัดส่วนนักเรียนต่อครูวุฒิปริญญาโทซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพ การเรียนการสอนได้ในระดับหนึ่ง ในภาพรวม พบว่า สัดส่วนนักเรียนต่อครูมีผลต่อคะแนนในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในทุกรายวิชา และในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เฉพาะวิชา ภาษาไทยเท่านั้นโดยสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่เพิ่มขึ้นมีผลท�ำให้คะแนนลดลง นอกจากนี้ พบว่า สัดส่วน นักเรียนต่อครูวุฒิปริญญาโทไม่มีผลอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติต่อคะแนนในทุกรายวิชาทุกระดับชั้น ทางด้านปัจจัยทรัพยากรของโรงเรียนที่เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา พบว่า จ�ำนวนห้องสมุด การมีหอ้ งปฏิบตั กิ ารทางภาษา และการมีหอ้ งทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในภาพรวม ไม่มี ผลต่อระดับคะแนนในแต่ละวิชาอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติในทุกระดับชั้น ยกเว้นการมีห้องคอมพิวเตอร์ ต่อคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การมีห้องสมุดมากกว่า 1 ห้องต่อคะแนน วิชาภาษาไทยในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 การมีห้องสมุด 1 ห้องต่อคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 6 5. สรุปและอภิปรายผล การศึกษานีม้ จี ดุ ประสงค์เพือ่ ทดสอบผลของงบประมาณการศึกษาทีโ่ รงเรียนได้รบั ต่อผลสัมฤทธิท์ างการ ศึกษาโดยวัดจากคะแนนสอบสามรายวิชา O-NET ของนักเรียนสถิติเชิงพรรณนา พบว่า โรงเรียนใน สังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทยทั้งสิ้น 32,572 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเป็นจ�ำนวน มากถึง 90.0 และโดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษา และตั้งอยู่ในภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ยงั เป็นโรงเรียนทีไ่ ม่มหี อ้ งสมุดและห้องคอมพิวเตอร์ สะท้อนถึงการขาดแคลน สภาพแวดล้อมที่เอื้ออ�ำนวยต่อการเรียนรู้หรือการศึกษาของนักเรียนไทย ในขณะที่โรงเรียนที่ตั้งอยู่ ในกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนที่น้อยที่สุดเพียงร้อยละ 0.49 แต่กลับมีคะแนนสอบในทุกรายวิชาสูงกว่า โรงเรียนในภูมิภาคอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติแสดงให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล�้ำที่ชัดเจนของการ ศึกษาในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังพบว่า สัดส่วนนักเรียนต่อครูทสี่ �ำเร็จการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี ในประเทศไทยยัง อยู่ในระดับที่สูงมาก (202 ต่อ 1) แสดงถึงคุณภาพครูที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม จาก


NIDA Economic Review

103

การศึกษา พบว่า ในภาพรวมในประเทศไทยคุณภาพครูที่วัดจากระดับการศึกษาของครูไม่มีผลต่อผล สัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนแต่อย่างใด ในขณะที่สัดส่วนของครูทั้งหมดมีนัยส�ำคัญทางสถิติต่อ ระดับคะแนนของทุกวิชา โดยพบว่า สัดส่วนนักเรียนต่อครูแปรผันผกผันกับคะแนนสอบหรือผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษา กล่าวอีกนัยคือยิ่งโรงเรียนมีสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่น้อยลงมากเท่าใด นักเรียนก็มีแนว โน้มทีจ่ ะท�ำคะแนนสอบในรายวิชาต่างๆ ได้ดยี งิ่ ขึน้ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาทีต่ อ้ งการครูในการ ดูแลการเรียนการสอนเด็กเล็กอย่างเต็มทีแ่ ละระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทีม่ กี ารเรียนการสอนทีเ่ ข้มข้น ขึ้น ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่า จ�ำนวนครูต่อนักเรียนยังคงเป็นประเด็นที่รัฐต้องเข้ามาแก้ไข ไม่ว่าจะ เป็นประเด็นเรือ่ งการขาดแคลนครู หรือเรือ่ งการเพิม่ ครูทมี่ คี วามเชีย่ วชาญทีส่ อดคล้องกับวิชาทีเ่ ปิดสอน เนื่องจากสัดส่วนของนักเรียนต่อครูหรือขนาดของสมาชิกในโรงเรียนนั้นมีอิทธิพลต่อความเข้มข้นหรือ ด้านความเอาใจใส่ในการปฏิสมั พันธ์กนั ระหว่างครูกบั นักเรียนด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าสัดส่วนนักเรียน ต่อครู 1 คนที่มีปริมาณไม่มากเกินไป ครูก็มีแนวโน้มที่จะใส่ใจพัฒนาและขัดเกลาเด็กหรือนักเรียนใน โรงเรียนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นดังนั้นการพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องสัดส่วนของนักเรียนต่อครูนั้น จึง เป็นมาตรการหนึง่ เพือ่ ป้องกันไม่ให้ครูทสี่ อนในระดับชัน้ ต่างๆ มีภาระในการดูแลนักเรียนทีห่ นักจนเกิน ไป การแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่าง ครูกับนักเรียนในโรงเรียนซึ่งอาจน�ำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนที่มีประสิทธิผลตามมา ในเรื่องของงบประมาณการศึกษา พบว่า งบประมาณเพิ่มขึ้นตามขนาดโรงเรียน ซึ่งสะท้อนการจัดสรร งบประมาณของรัฐในปัจจุบนั ทีเ่ พิม่ ขึน้ ตามจ�ำนวนนักเรียน ท�ำให้โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางมีงบ ประมาณทีไ่ ม่ได้จากรัฐน้อยมากเมือ่ เทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึง่ ความเหลือ่ มล�ำ้ ทางด้านงบประมาณ ทัง้ จากภาครัฐและความสามารถของโรงเรียนในการหางบประมาณสนับสนุนจากภายนอกเป็นประเด็นที่ อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนและการส่งเสริมสภาพแวดล้อมในโรงเรียนทีเ่ อือ้ การ เรียนรู้อันส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ทั้งนี้ การศึกษานี้ยังพบว่า งบประมาณภาครัฐ ถูกใช้ไปเป็นค่าจ้างบุคลากรทางการศึกษาเป็นสัดส่วนที่สูงมาก (ร้อยละ 83.9) และสัดส่วนค่าจ้างต่องบ ประมาณนี้มีค่ามากที่สุดในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งหมายถึงโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับงบประมาณน้อย มากอยูแ่ ล้วมีงบประมาณส่วนเหลือทีจ่ ะน�ำไปพัฒนาการเรียนการสอนในจ�ำนวนทีน่ อ้ ยมากเมือ่ เทียบกับ โรงเรียนทีม่ ขี นาดใหญ่ขนึ้ ทัง้ นี้ อาจต้องมีการทบทวนนโยบายและวิธกี ารจัดสรรเงินงบประมาณใหม่ให้ กับโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะการจัดสรรงบประมาณทีใ่ ห้เงินงบประมาณตามจ�ำนวนนักเรียนมีผลกระทบ ต่อโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีจ�ำนวนมากในประเทศไทย นอกจากนี้ พบว่า โรงเรียนทีม่ ขี นาดใหญ่ได้รบั งบประมาณด้านการศึกษาต่อหัวจากงบประมาณประเภท ต่างๆในระดับทีส่ งู สุด ในขณะทีน่ กั เรียนในโรงเรียนขนาดกลางมีแนวโน้มได้รบั งบประมาณด้านการศึกษา ต�ำ่ สุดจากทุกแหล่งงบประมาณ ซึง่ ก็ยงั แสดงถึงความเหลือ่ มล�ำ้ ทางด้านงบประมาณ ทัง้ แง่ของการจัดสรร งบประมาณ และแง่ของความสามารถการจัดหางบประมาณอุดหนุนทีไ่ ม่ใช่จากรัฐของโรงเรียนขนาดต่าง กัน และเมื่อพิจารณาระดับคะแนน พบว่า โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่พิเศษในทุกระดับชั้น มีคะแนนเฉลี่ย


104

NIDA Economic Review

ทุกรายวิชาในระดับที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดที่เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆที่โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ไม่ได้มีงบประมาณเฉลี่ยต่อหัวหรือต่อนักเรียน 1 คน มากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ท�ำให้มีข้อสังเกตว่า โรงเรียนขนาดใหญ่พเิ ศษนีอ้ าจมีการบริหารจัดการทีอ่ ยูใ่ นลักษณะทีเ่ ป็นการประหยัดต่อขนาด หรืออาจ จะมีกระบวนการจัดสรรทรัพยากรทีม่ ปี ระสิทธิภาพได้ดกี ว่าโรงเรียนทีม่ ขี นาดเล็กกว่า ซึง่ ต้องมีการศึกษา รายละเอียดต่อไป จากผลการวิเคราะห์สมการถดถอยที่พบว่างบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา มากกว่างบประมาณจากรัฐ มีนัยว่างบประมาณที่ได้จากรัฐซึ่งถูกใช้ไปกับค่าจ้างบุคลากรเป็นส่วนมาก ไม่มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรทรัพยากรของโรงเรียน ท�ำให้งบประมาณจากภายนอกมีผลท�ำให้เกิด ผลสัมฤทธิท์ างการศึกษามากกว่า เช่น งบประมาณดังกล่าวอาจน�ำไปใช้ในการจ้างครูเพิม่ ท�ำให้สดั ส่วน นักเรียนต่อครูลดลง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงการเพิ่มระดับคะแนนของนักเรียน ส�ำหรับผลของปัจจัยทรัพยากรของโรงเรียนที่ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา พบว่า จ�ำนวนห้องสมุด การ มีห้องปฏิบัติการทางภาษา และการมีห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในภาพรวม ไม่มีผลต่อระดับคะแนน ในแต่ละวิชาอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติในทุกระดับชั้น ยกเว้นการมีห้องคอมพิวเตอร์ต่อคะแนนวิชา วิทยาศาสตร์ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การมีห้องสมุดมากกว่า 1 ห้องต่อคะแนนวิชาภาษาไทย ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 การมีห้องสมุด 1 ห้องต่อคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 งานวิจยั ชิน้ นีใ้ นภาพรวม ชีใ้ ห้เห็นว่า ทรัพยากรสนับสนุนทางการศึกษารวมทัง้ คุณภาพครูไม่มผี ลอย่าง มีนยั ส�ำคัญต่อผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของนักเรียนทีว่ ดั โดยคะแนนสอบ โดยจ�ำนวนครูและงบประมาณ ทางการศึกษามีความส�ำคัญส�ำหรับผลผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทย ซึ่งตรงกับผลการ วิเคราะห์ของ Glowwe และคณะ (2011) ที่วิเคราะห์ผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ ศึกษาจากงานวิจัยจากประเทศก�ำลังพัฒนาทั่วโลกว่า เวลาที่นักเรียนใช้ในโรงเรียน ลักษณะโรงเรียน และลักษณะของครูไม่มผี ลต่อผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของนักเรียน มีเพียงปัจจัยไม่กปี่ จั จัยทีม่ ผี ลอย่าง มีนยั ส�ำคัญต่อผลสัมฤทธิท์ างการศึกษา ได้แก่ จ�ำนวนโต๊ะเรียน ความรูค้ วามสามารถของครูในวิชาทีส่ อน และการขาดแคลนครู ซึง่ เป็นประเด็นทีต่ อ้ งท�ำการศึกษาต่อไปในรายละเอียดเนือ่ งจากขณะนีไ้ ม่มขี อ้ มูล ระดับโรงเรียนที่มีตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยในประเด็นเหล่านี้เพียงพอ


NIDA Economic Review

105

ตารางที่ 7: การวิเคราะหคะแนน ONET ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ปการศึกษา 2552 พื้นที่ (อางอิง:กรุงเทพฯ) ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต สภาพแวดลอมของโรงเรียน จํานวนนักเรียน สัดสวนนักเรียนตอครู สัดสวนนักเรียนตอครูวุฒิ ขนาดโรงเรียน (อางอิง: เล็ก) กลาง ใหญ ใหญพิเศษ ทรัพยากรของโรงเรียน งบประมาณรวม งบประมาณจากรัฐ งบประมาณที่ไมไดจากรัฐ จํานวนหองสมุด (อางอิง: ไมมี) มีหองสมุด 1 หอง มีหองสมุดมากกวา 1 หอง การมีหองปฏิบัติการทางภาษา การมีหองคอมพิวเตอร การมีหองทดลองทาง คาคงที่ จํานวนกลุมตัวอยาง R-squared

สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงในวงเล็บ *** p<0.01, ** p<0.05, * p<0.1

(1) (2) คณิตศาสตร คณิตศาสตร

(3) ภาษาไทย

(4) ภาษาไทย

(5) (6) วิทยาศาสตร วิทยาศาสตร

-5.4625** (2.2233) -5.8779*** (2.2273) -4.2473* (2.2230) -6.2539*** (2.2325)

-5.3467** (2.2950) -6.4559*** (2.3018) -4.5418** (2.3016) -6.1388*** (2.3247)

-2.2028** (1.0901) -1.6410 (1.0920) -1.8766* (1.0899) -2.3937** (1.0945)

-2.2506** (1.1329) -2.1154* (1.1362) -2.1938* (1.1361) -2.4436** (1.1475)

-4.1710*** (1.5803) -3.9857** (1.5831) -3.9740** (1.5801) -3.7996** (1.5868)

-4.3310*** (1.6474) -4.6045*** (1.6523) -4.2555** (1.6521) -3.7624** (1.6686)

-0.0014*** (0.0005) -

-0.1360*** (0.0273) -0.0020 (0.0012)

-0.0002 (0.0002) -

-0.0649*** (0.0135) -0.0003 (0.0006)

0.0003 (0.0003) -

-0.0666*** (0.0196) -0.0009 (0.0009)

-

-0.8413 (0.5677) 2.0453* (1.1148) 7.0740*** (1.3413)

-

-0.3567 (0.2802) 1.2928** (0.5503) 3.3402*** (0.6621)

-

-0.5855 (0.4075) 2.0809*** (0.8002) 6.1474*** (0.9628)

0.0728*** (0.0260) -

-0.0286 (0.0353) 0.0231 (0.0569)

0.0369*** (0.0127) -

-0.0116 (0.0174) 0.0003 (0.0281)

0.0532*** (0.0185) -

-0.0173 (0.0253) -0.0047 (0.0409)

41.1721*** (1.5844) 18,064 0.0019

0.0980 (0.2636) -0.2751 (0.8489) 0.6568* (0.3659) 0.7230*** (0.2351) -0.4645 (0.3519) 42.8183*** (1.6988) 6,421 0.0167

40.3777*** (2.2291) 18,063 0.0044

0.5770 0.2390 (0.3673) (0.1813) -0.1025 -0.0549 (1.1827) (0.5838) 0.4802 0.4027 (0.5097) (0.2516) 0.5044 0.2045 (0.3276) (0.1617) -0.2580 -0.1369 (0.4903) (0.2420) 42.9627*** 39.9537*** 41.2894*** (2.3667) (1.0929) (1.1682) 6,421 18,063 6,421 0.0179 0.0025 0.0134

-102-


106

NIDA Economic Review

ตารางที่ 8: การวิเคราะหคะแนน ONET ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ปการศึกษา 2552 พื้นที่ (อางอิง:กรุงเทพฯ) ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต สภาพแวดลอมของโรงเรียน จํานวนนักเรียน สัดสวนนักเรียนตอครู สัดสวนนักเรียนตอครูวุฒิ ขนาดโรงเรียน (อางอิง: เล็ก) กลาง ใหญ ใหญพิเศษ ทรัพยากรของโรงเรียน งบประมาณรวม งบประมาณจากรัฐ งบประมาณที่ไมไดจากรัฐ จํานวนหองสมุด (อางอิง: ไมมี) มีหองสมุด 1 หอง มีหองสมุดมากกวา 1 หอง การมีหองปฏิบัติการทางภาษา การมีหองคอมพิวเตอร การมีหองทดลองทาง คาคงที่ จํานวนกลุมตัวอยาง R-squared

สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงในวงเล็บ

(1) (2) คณิตศาสตร คณิตศาสตร

(3) ภาษาไทย

(4) ภาษาไทย

-3.5612*** (0.8827) -3.0318*** (0.8933) -1.8538** (0.8843) -4.0095*** (0.9074)

-3.1326*** (0.8525) -3.0589*** (0.8638) -1.7055** (0.8588) -3.4719*** (0.8885)

-1.5845*** (0.5653) -1.8020*** (0.5721) -2.5511*** (0.5663) -1.5906*** (0.5811)

-1.5102*** (0.5506) -1.9937*** (0.5579) -2.6104*** (0.5547) -1.6891*** (0.5739)

-1.7148** (0.7851) -0.9834 (0.7945) -0.5136 (0.7865) -1.9652** (0.8070)

-1.3848* (0.7557) -0.7837 (0.7656) -0.4813 (0.7612) -1.6202** (0.7875)

-0.0001 (0.0002) -

-0.0017 (0.0207) -0.0005 (0.0006)

0.0014*** (0.0001) -

-0.0276** (0.0134) -0.0003 (0.0004)

0.0002 (0.0002) -

0.0026 (0.0183) -0.0004 (0.0005)

-

-1.3761*** (0.3180) -2.3567*** (0.5169) -0.6732 (0.5514)

-

-0.0745 (0.2054) 0.1141 (0.3339) 2.5234*** (0.3561)

-

-1.1517*** (0.2819) -2.1979*** (0.4582) -0.3196 (0.4887)

0.0323** (0.0131) -

0.0368*** (0.0141) 0.1088*** (0.0245)

0.0435*** (0.0084) -

0.0631*** (0.0091) 0.0984*** (0.0158)

0.0368*** (0.0117) -

0.0525*** (0.0125) 0.1108*** (0.0217)

-0.0332 -0.0910 (0.2748) (0.1775) 0.9624 1.4466** (0.9478) -(0.6122) 0.5935* 0.3344 (0.3190) (0.2060) -0.4232* 0.0426 (0.2421) (0.1564) 0.2000 0.1347 (0.3516) (0.2271) 27.8422*** 34.2457*** 34.9296*** (0.9895) (0.5772) (0.6391) 4,291 6,775 4,291 0.0179 0.0025 0.0134

29.2987*** (0.8015) 6,775 0.0019

-0.1716 (0.2436) 0.9977 (0.8401) 0.5391* (0.2827) -0.3086 (0.2146) 0.1400 (0.3117) 28.9465*** (0.8771) 4,291 0.0167

28.1765*** (0.9013) 6,775 0.0044

*** p<0.01, ** p<0.05, * p<0.1

-103-

(5) (6) วิทยาศาสตร วิทยาศาสตร


NIDA Economic Review

107

ตารางที่ 9: การวิเคราะหคะแนน ONET ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ปการศึกษา 2552 พื้นที่ (อางอิง:กรุงเทพฯ) ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต สภาพแวดลอมของโรงเรียน จํานวนนักเรียน สัดสวนนักเรียนตอครู สัดสวนนักเรียนตอครูวุฒิปริญญาโท ขนาดโรงเรียน (อางอิง: เล็ก) กลาง ใหญ ใหญพิเศษ ทรัพยากรของโรงเรียน งบประมาณรวม งบประมาณจากรัฐ งบประมาณที่ไมไดจากรัฐ จํานวนหองสมุด (อางอิง: ไมมี) มีหองสมุด 1 หอง มีหองสมุดมากกวา 1 หอง การมีหองปฏิบัติการทางภาษา การมีหองคอมพิวเตอร การมีหองทดลองทางวิทยาศาสตร คาคงที่ Observations R-squared

สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงในวงเล็บ

(1) (2) คณิตศาสตร คณิตศาสตร

(3) ภาษาไทย

(4) ภาษาไทย

(5) (6) วิทยาศาสตร วิทยาศาสตร

-3.2865*** (0.3401) -3.1952*** (0.3539) -4.5281*** (0.3414) -3.6036*** (0.3644)

-3.7803*** (0.3920) -3.7578*** (0.4098) -4.8313*** (0.4004) -4.1275*** (0.4273)

-2.5120*** (0.4238) -2.6787*** (0.4409) -5.3149*** (0.4254) -2.5673*** (0.4538)

-3.1321*** (0.4685) -3.4312*** (0.4898) -5.5753*** (0.4786) -3.2139*** (0.5106)

-1.7229*** (0.2079) -1.4272*** (0.2163) -2.4366*** (0.2087) -1.8726*** (0.2227)

-2.0443*** (0.2374) -1.7704*** (0.2482) -2.6340*** (0.2425) -2.1905*** (0.2588)

0.0022*** (0.0001) -

-0.0343** (0.0152) -0.0004 (0.0003)

0.0032*** (0.0001) -

-0.0570*** (0.0182) -0.0008* (0.0004)

0.0014*** (0.0001) -

-0.0176* (0.0092) -0.0003 (0.0002)

-

0.4745** (0.2371) 0.7495** (0.2988) 3.0268*** (0.3244)

-

1.6851*** (0.2833) 2.8509*** (0.3571) 5.8170*** (0.3877)

-

0.4071*** (0.1436) 0.6316*** (0.1810) 1.8667*** (0.1965)

0.0443*** (0.0059) -

0.0770*** (0.0072) 0.1495*** (0.0130)

0.0496*** (0.0073) -

0.0873*** (0.0086) 0.1389*** (0.0155)

0.0204*** (0.0036) -

0.0407*** (0.0044) 0.0815*** (0.0079)

25.3981*** (0.3525) 1,783 0.5797

0.2088 0.0176 (0.2468) (0.2949) 0.7450 -0.6172 (0.8376) (1.0011) 0.1756 0.1013 (0.2060) (0.2460) 0.1718 0.6229* (0.3050) (0.3645) -0.0207 -0.3066 (0.2702) (0.3228) 27.2557*** 41.6912*** 43.9483*** (0.5361) (0.4392) (0.6406) 1,504 1,784 1,505 0.5156 0.6191 0.5678

29.0630*** (0.2155) 1,783 0.5438

0.2711* (0.1494) 0.6557 (0.5073) 0.0072 (0.1248) 0.3033 (0.1847) -0.1947 (0.1636) 30.0766*** (0.3247) 1,504 0.4757

*** p<0.01, ** p<0.05, * p<0.1

-104-


108

NIDA Economic Review

บรรณานุกรม ภาษาอังกฤษ Amin, S., Das, J. and Goldstein, M. P. (2008).Are You Being Served?: New Tools for Measuring Service Delivery, Washington, D.C.: The World Bank. Baker, B. (2012). Revisiting the Age-Old Question: Does Money Matter in Education?, Washington, DC: The Albert Shanker Institute. Fuchs, T. and Woessmann, L.(2004).Computers and Student Learning: Bivariate and Multivariate Evidence on the Availability and Use of Computers at Home and at School, retrieved from http://ideas.repec.org/p/ces/ceswps/_1321.html (accessed 21 April 2015). Glowwe, P.W., Hanushek, E.A., Humpage, S.D. and Ravina, R (2011) “School Resources and Educational Outcomes in Developing Countries: A Review of the Literature from 1990 to 2010”, NBER Working Paper Series No.17554, National Bureau of Economic Research. Glewwe, P. and Grosh, M. E. (2000) Designing Household Survey Questionnaires for Developing Countries: Lesson from 15 Years of the Living Standards Measurement Study. Washington, DC: Oxford University Press. Heckman, J. and Masterov, D. (2007) “The Productivity Argument for Investing in Young Children”,Review of Agricultural Economics, 29(3): 446-493. ภาษาไทย กรรณิการ์ ภิรมย์รตั น์. (2554) ปัจจัยทีส่ ง่ ผลต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรี ย นสาธิ ต มหาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏ สวนสุ นั น ทา. กรุ ง เทพฯ: มหาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏ สวนสุนนั ทา. ณัฏติยาภรณ์ หยกอุบล. (2555) “ปัจจัยทีส่ ง่ ผลต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตสังกัดส�ำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ”, วารสารการศึกษาและพัฒนาสังคม, 8(1): 85-102. ผู้จัดการออนไลน์. (2554) O-NET ทุกระดับลดฮวบในระยะ 3 ปี คณิต-วิทย์-อังกฤษ อาการหนักสุด. เข้าถึงจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000043925 ส� ำ นั ก งานคณะกรรมการพั ฒ นาการเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ (2556) รายงานการวิเคราะห์ สถานการณ์ความยากจนและความเหลือ่ มล�ำ้ ของประเทศไทย ปี 2554, กรุงเทพฯ: ส�ำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส�ำนักงานสถิติแห่งชาติ (2555)คุณภาพการศึกษา...อนาคตประเทศไทย???. เข้าถึงจาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/news/news_edu.jsp (21 เมษายน 2558).


วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDAปีEconomic ที่ 9 ฉบับที่ 2Review (กรกฏาคม 109 2558)

การเลือกใช้ช่วงเวลาในการค�ำนวณและช่วงระยะเวลาที่ใช้ใน การเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทนในการประมาณค่าเบต้า หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บุศรินทร์ มีสี* สรศาสตร์ สุขเจริญสิน**

บทคัดย่อ ในการศึกษาเรือ่ งความสัมพันธ์ระหว่างความเสีย่ งและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนัน้ ถือเป็นหัวใจ ส�ำคัญของการตัดสินใจลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่นักการเงินและนักลงทุนทั่วไปต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น การ จัดพอร์ตการลงทุนการประเมินและเปรียบเทียบผลการด�ำเนินงาน หรือการวิเคราะห์อตั ราผลตอบแทนที่ ต้องการจากการลงทุน ซึง่ หนึง่ ในวิธกี ารประเมินความเสีย่ งของหลักทรัพย์ทใี่ ช้กนั อย่างแพร่หลายทีส่ ดุ ก็คอื การประมาณการค่าเบต้า ซึง่ เป็นการวัดความเสีย่ งทีเ่ ป็นระบบ โดยปัญหาทีส่ ำ� คัญของการประมาณ ค่าเบต้า ก็คือ ผู้ประมาณไม่ทราบว่าควรเลือกใช้ช่วงเวลาในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทน (Return Interval) และช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) อย่างไร จึงจะ มีความเหมาะสมซึง่ จากผลการศึกษาพบว่า การใช้ชว่ งเวลาในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทนแบบรายวัน (Daily Return) และเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทนเป็นระยะเวลา 2 ปี จะมีความเหมาะสมทีส่ ดุ ส�ำหรับหลัก ทรัพย์ทจี่ ดทะเบียนอยูใ่ นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนือ่ งจากค่าเบต้าทีป่ ระมาณการได้ จะมีความ แม่นย�ำและมีความเสถียร เหมาะสมต่อการน�ำไปใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงที่เป็นระบบของหลักทรัพย์

ค�ำส�ำคัญ: ช่วงเวลาในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทน, ช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตรา ผลตอบแทน, การประมาณค่าเบต้า *บริการหลักทรัพย์และผู้ดูแลผลประโยชน์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จ�ำกัด (มหาชน)ธนาคารไทยพาณิชย์ (ส�ำนักชิดลม) ถนนเพชรบุรี ตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10400- Email: budsarin_m@yahoo.com **รองศาสตราจารย์ประจ�ำ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม10240 - Email: sorasart@nida.ac.th


110

NIDA Economic Review

วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม 2558)

Return Interval and Estimation Period: On the Estimation of Betafor Listed Firms in the Stock Exchange of Thailand Budsarin Meesee* Sorasart Sukcharoensin**

Abstract The study of relationship between risk and return on investment is the most important thing for investment decision makings that face financial managers.This relationship is necessary for Portfolio management, Capital budgeting and Performance evaluate and comparison. One popular measure of the risk is the beta. The beta represents the market risk of a security, also called ‘systematic risk’ that cannot be eliminated through diversification. A time-series regression is often used to estimate the beta and requires the financial manager to select both a return interval and an estimation period. However, researchers do not know which interval and estimation period is appropriate. This study examines the return interval and estimation period the financial manager should select when estimating beta. The results show that the financial manager should select the daily return interval and an estimation period of two years to get the beta with smallest error or greatest precision of the beta estimate.

Keywords: Interval, Estimation Period, Beta Estimation *Custodial Services and Trustee, The Siam Commercial Bank, 1060 Phetburi Road, Makkasan Sub District, Ratchathewi District, Bangkok 10400, Thailand – Email: budsarin_m@yahoo.com ** Associate Professor of Finance, Graduate School of Development Economics, National Institute of Development Administration, Serithai Road, Klong-Chan, Bangkapi, Bangkok 10240, Thailand.- Email: sorasart@nida.ac.th


NIDA Economic Review

111

1.บทน�ำ ในการศึกษาเรื่องความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น Capital Asset Pricing Model (CAPM) ของ Sharpe (1964) และ Lintner (1965) เป็นแบบจ�ำลองที่นิยมน�ำมาใช้ในการอธิบายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนโดย CAPM แบ่งความเสี่ยงของ สินทรัพย์ออกเป็น 2 ประเภท คือ ความเสีย่ งทีไ่ ม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) หรือความเสีย่ งเฉพาะ ของตัวสินทรัพย์ ซึ่งสามารถถูกขจัดได้จากการกระจายการลงทุน และส่วนที่สอง คือ ความเสี่ยงที่เป็น ระบบ (Systematic Risk) เป็นความเสีย่ งในระดับตลาดทีเ่ กิดขึน้ กับสินทรัพย์ทกุ ตัว และไม่สามารถขจัด ได้จากการกระจายการลงทุน โดยสามารถวัดได้ด้วยค่าเบต้า (Beta) การประมาณค่าเบต้าจึงมีความส�ำคัญ เพราะสามารถน�ำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่อง การประเมินผลการด�ำเนินงานกลุ่มสินทรัพย์การลงทุน (Portfolio Performance Evaluation) หรือ การใช้แบบจ�ำลอง CAPM เพื่อค�ำนวณต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ส�ำหรับการประเมินมูลค่า ตราสารทุนโดยการประมาณค่าเบต้าด้วยวิธีการวิเคราะห์การถดถอยเชิงอนุกรมเวลา (Time-Series Regression) ระหว่างอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์และอัตราผลตอบแทนของตลาดได้รับความ นิยมและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดวิธีหนึ่งคือ การประมาณค่าเบต้าด้วยวิธี Market model โดยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงอนุกรมเวลานี้ เป็นการน�ำข้อมูลอัตราผลตอบแทนในอดีตทั้งของหลัก ทรัพย์และตลาดมาหาความสัมพันธ์กัน โดยหลักทรัพย์ตัวหนึ่งๆ อาจมีค่าเบต้าได้หลายค่าแตกต่าง กันโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่แตกต่างกันที่ใช้ในสมการการถดถอย เช่น ความแตกต่างของดัชนีที่ใช้ เป็นตัวแทนของตลาด (Market index) ความแตกต่างเรื่องวิธีการค�ำนวณอัตราผลตอบแทน เช่น แบบ ทบต้น (Compound) หรือต่อเนื่อง (Continuous) อัตราผลตอบแทนเป็นแบบรวม หรือ ไม่รวมอัตรา ผลตอบแทนจากเงินปันผล ความแตกต่างของช่วงเวลาที่ใช้ในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทน (Return Interval) เช่น รายวันรายสัปดาห์รายเดือน หรือรายปี ความแตกต่างของช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการ ประมาณการ (Estimation Period) จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าการประมาณค่าเบต้าของแต่ละบริษทั มีความแตกต่างกัน ไม่วา่ จะเป็นการ เลือกใช้ชว่ งเวลา การเลือกใช้ดชั นีทจี่ ะใช้เป็นตัวแทนตลาด การเลือกวิธกี ารประมาณค่า หรือการ Adjus tวิธกี ารประมาณค่าให้เหมาะสมกับขนาดของหลักทรัพย์ ซึง่ ผลทีไ่ ด้รบั คือ ค่าเบต้าทีป่ ระมาณการได้กจ็ ะ มีความแตกต่างกัน ดังนัน้ ปัญหาส�ำคัญทีเ่ กิดขึน้ กับนักการเงินทัว่ โลกทีต่ อ้ งการท�ำการประมาณค่าเบต้า คือ ควรใช้วธิ กี ารค�ำนวณค่าเบต้าอย่างไรค่าเบต้าทีไ่ ด้จงึ จะมีความแม่นย�ำและเหมาะสมทีจ่ ะน�ำไปใช้เพือ่ วัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การค�ำนวณค่าเบต้าเพื่อน�ำไปใช้ในการค�ำนวณต้นทุนส่วนของเจ้าของ (Cost of Equity) ซึ่งเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งในการค�ำนวณค่า Weighted-Average-Cost-of-Capital (WACC) ที่ ใช้ในการประเมินโครงการลงทุนนั้นการค�ำนวณต้นทุนส่วนของเจ้าของจะต้องการความแม่นย�ำอย่าง มากเนื่องจากเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การตัดสินใจเลือกลงทุนที่ส�ำคัญของกิจการหากมีการค�ำนวณต้นทุน ส่วนของเจ้าของผิดพลาดอาจท�ำให้เกิดการตัดสินใจเลือกลงทุนในโครงการที่ก่อให้เกิดผลขาดทุน หรือ


112

NIDA Economic Review

ปฏิ งผลก�าำไรให ไรให้กกับับกิกิจการได จการได้การคํ การค� ำนวณค่ าเบต้ ต้องและเหมาะ ปฏิเเสธที สธที่จ่จะลงทุ ะลงทุนนในโครงการที ในโครงการที่ส่สรร้าางผลกํ านวณค าเบต าใหาถใหู้กตถอูกงและเหมาะสม สมจึ (Armitage, 2005) จึงเปงเป็ นเรืน่อเรืงสํ่องส� าคัำญคัญ (Armitage, 2005) ตารางที่ 1 วิธีการคํานวณคาเบตาของบริษัทตางๆที่ใหบริการขอมูลทางดานการเงิน Company

Market index

Calculation method

Merrill Lynch (US)

S&P 500 (Value-weighted)

Bloomberg (US)

S&P 500 (Value-weighted)

Value Line (US)

NYSE Composite index (value-weighted)

Both unadjusted OLS beta and Adjusted OLS beta [2/3(unadjusted beta) + 1/3(1)] Both unadjusted OLS beta and Adjusted OLS beta [2/3(unadjusted beta) + 1/3(1)] Both unadjusted OLS beta and Adjusted OLS beta [2/3(unadjusted beta) + 1/3(1)]

Ibbotson Associates (US)

NYSE Composite index (value-weighted)

Unadjusted OLS beta, OLS beta with Vasicek adjusted, Dimson style beta for this trading

Estimation period 60 months

104 weeks

260 weeks

60 months

ที่มา: Seth Armitage (2005); The Cost of Capital: Intermediate Theory

ดัดังงนันั้น้น ในการศึ ษาครั้ง้งนีนี้ จึ้ งจึมุงงมุศึ่งกศึษาถึ กษาถึ ยในเรื ่องความแตกต่ างของช่ วงเวลาที ่ใช้ในการค� ำนวณ ในการศึกกษาครั งปงจปัจัจยจัในเรื ่องความแตกต างของช วงเวลาที ่ใชในการคํ านวณอั ตรา อัผลตอบแทน ตราผลตอบแทน (Return Interval) และความแตกต่ า งของช่ ว งระยะเวลาที ่ ใ ช้ ใ นการเก็ บ ข้ อ มู ล อั ตรา (Return Interval) และความแตกตางของชวงระยะเวลาที่ใชในการเก็บขอมูลอัตราผล ตอบ ผลตอบแทน (Estimation ว่าาส่งไรต งผลอย่ างไรต่อการประมาณค่ าด้เวคราะห ยวิธีการวิ เคราะห์การง แทน (Estimation Period) Period) วาสงผลอย อการประมาณค าเบตาดวยวิาเบต้ ธีการวิ การถดถอยเชิ ถดถอยเชิ งอนุสํการมเวลา ำหรั พย์ที่อยูก่ในตลาดหลั ทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งขนาดของ อนุกรมเวลา หรับหลักส�ทรั พยบทหลั ี่อยูกใทรั นตลาดหลั ทรัพยแหงกประเทศไทย รวมทั้งขนาดของหลั กทรัพยที่ หลั ก ทรั พ ย์ ท ต ่ ี า ่ งกั น มี ผ ลต่ อ การประมาณการค่ า เบต้ า หรื อ ไม่ (Size Effect) และควรใช้ ช ว ่ งเวลาในการ ตางกันมีผลตอการประมาณการคาเบตาหรือไม (Size Effect) และควรใชชวงเวลาในการประมาณคา ประมาณค่ าเท่าาทีใด่ไดค่จาึงเบต้ าทีน่ไยํด้าจและเสถี ึงจะแม่ยนรเหมาะสมกั ย�ำและเสถียบรเหมาะสมกั การน�ำไปใช้งาน เทาใด คาเบต จะแม การนําไปใชบงาน ดัดังงนันั้น้น งานศึ ษาและชี้ใ้ใหห้เเห็ห็นนถึถึงงผลจากความแตกต ผลจากความแตกต่ างของช่ วงเวลาที งานศึกกษาชิ ษาชิ้น้นนีนี้ม้มีวีวัตัตถุถุปประสงค์ ระสงคเเพืพื่อ่อ ศึศึกกษาและชี างของช วงเวลาที ่ใชใ่ในช้ ในการค� ำนวณอั ตราผลตอบแทน (Return Interval) และความแตกต่ วงระยะเวลาที การคํานวณอั ตราผลตอบแทน (Return Interval) และความแตกต างของชาวงของช่ งระยะเวลาที ่ใชในการเก็่ใช้บใขนการ อมูล เก็อัตบราผลตอบแทน ข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) ว่ า ส่ ง ผลอย่ า งไรต่ อ การประมาณการค่ า เบต้ า (Estimation Period) วาสงผลอยางไรตอการประมาณการคาเบตาของหลักทรัพยทของ ี่อยู หลั ก ทรั พ ย์ ท ่ ี อ ยู ่ ใ นตลาดหลั ก ทรั พ ย์ แ ห่ ง ประเทศไทย ด้ ว ยวิ ธ ี ก ารวิ เ คราะห์ ก ารถดถอยเชิ ง อนุ ก รมเวลา ในตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทย ดวยวิธีการวิเคราะหการถดถอยเชิงอนุกรมเวลาและศึกษาวาขนาด และศึ กษาว่ ย์ทอี่แการประมาณการค ตกต่างกันมีผลต่อาการประมาณการค่ าหรืและทํ อไม่ (Size ของหลั กทรัาพขนาดของหลั ยที่แตกตางกักนทรัมีผพลต เบตาหรือไม (Sizeาเบต้ Effect) าการคํEffect) านวณ และท� ำ การค� ำ นวณอั ต ราผลตอบแทน(Return Interval) และช่ ว งระยะเวลาที ใ ่ ช้ ใ นการเก็ บ ข้ อ มู ล อั ต ราผล อัตราผลตอบแทน (Return Interval) และช วงระยะเวลาที่ใ ชในการเก็ บขอมู ลอัตราผลตอบแทน ตอบแทน (Estimation ทีเ่ หมาะสม ส�ำกหรัทรับพหลัยทกี่อทรัยูใพนตลาดหลั ย์ทอี่ ยูใ่ นตลาดหลั พย์แห่งประเทศไทย (Estimation Period) Period) ที่เหมาะสม สําหรับหลั กทรัพยแกหทรั งประเทศไทยควรเป น -109-


NIDA Economic Review

113

ควรเป็นเท่าใด จึงจะท�ำให้ค่าเบต้าที่ได้จากการประมาณการนั้นมีความแม่นย�ำและเสถียรเหมาะสมกับ การน�ำไปใช้ 2.ทบทวนวรรณกรรม การหาค่าเบต้าด้วยวิธกี ารวิเคราะห์การถดถอยเชิงอนุกรมเวลาเป็นการประมาณค่าเบต้าจากข้อมูลอัตรา ผลตอบแทนของตลาดและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ ซึง่ เป็นข้อมูลในอดีต โดยมีสมมติฐานว่าค่า เบต้าในอดีตสามารถอธิบายค่าเบต้าในอนาคตได้ ดังนั้น Armitage (2005) กล่าวถึง ค่าเบต้าที่ได้จาก การประมาณการด้วยข้อมูลในอดีตที่เหมาะสมว่า ควรมีคุณสมบัติคงที่ในทุกช่วงเวลา (Stable over Time) แต่จากงานวิจัยต่างๆพบว่า ค่าเบต้าที่ได้จากการประมาณการด้วยวิธีการวิเคราะห์การถดถอย เชิงอนุกรมเวลาจะไม่เสถียร ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่แตกต่างกัน (Fernandez, 2009) โดยหนึ่งในปัจจัย ที่มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย คือ ปัจจัยเรื่องความแตกต่างของช่วงเวลาที่ใช้ในการค�ำนวณอัตราผล ตอบแทน (Return Interval) และความแตกต่างของช่วงระยะเวลาทีใ่ ช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) ว่าส่งผลอย่างไรต่อการประมาณการค่าเบต้าของหลักทรัพย์และช่วงเวลาที่เหมาะ สมควรเป็นเท่าใด เพื่อให้ค่าเบต้าที่ได้มีความเสถียรและเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด ในการศึกษาเกีย่ วกับปัจจัยเรือ่ งระยะเวลาทีก่ อ่ ให้เกิดความไม่เสถียรของค่าเบต้าทีไ่ ด้จากการประมาณ การด้วยวิธกี ารวิเคราะห์การถดถอยเชิงอนุกรมเวลา จะแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือแนวทางแรก ศึกษา ผลของความแตกต่างของช่วงเวลาที่ใช้ในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทน (Return Interval Effect) และ แนวทางที่สองจะศึกษาผลของความแตกต่างของช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) การศึกษาเกี่ยวกับผลของความแตกต่างของช่วงเวลาที่ใช้ในการค�ำนวณอัตราผลตอบแทน (Return Interval) ที่มีต่อความไม่เสถียรของค่าเบต้าประมาณการนั้น พบข้อสนับสนุนว่า Return Interval ที่ต่าง กันมีผลต่อค่าเบต้าประมาณการทีไ่ ด้ทแี่ ตกต่างกัน โดย Levhari and Levy (1977) และ Handaและคณะ (1989) ได้อธิบายถึงสาเหตุของ Return Interval Effect นี้ว่า เมื่อ Return Interval เปลี่ยน ค่าความ แปรปรวนร่วมระหว่างอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์และอัตราผลตอบแทนของตลาด (Covariance) จะเปลีย่ นไปในสัดส่วนทีไ่ ม่เท่ากันกับสัดส่วนการเปลีย่ นแปลงของความแปรปรวนของอัตราผลตอบแทน ตลาด (Variance) ซึ่งพ้องกับงานวิจัยของ Cohen และคณะ (1980) และ Brailsford and Josev (1997) ที่ท�ำการศึกษาโดยใช้ข้อมูลของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) โดยแบ่งหลักทรัพย์ออกเป็นกลุม่ ตามขนาดมูลค่าของกิจการ ท�ำการประมาณการค่าเบต้าของแต่ละกลุม่ หลักทรัพย์ดว้ ยวิธกี ารวิเคราะห์การถดถอยเชิงอนุกรมเวลา ในแต่ละช่วง Return Interval ทีแ่ ตกต่างกัน และท�ำการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลีย่ ของค่าเบต้าของแต่ละกลุม่ หลักทรัพย์ (Mean Portfolio Beta) ในช่วง Return Interval ต่างๆ โดยใช้ค่า Two-Paired t-test พบว่า ค่า Mean Portfolio Beta ใน แต่ละช่วง Return Interval แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ นอกจากนี้ งานวิจัยของ Roll (1981) ก็ศึกษา


114

NIDA Economic Review

ในลักษณะเดียวกัน แต่ใช้ข้อมูลหลักทรัพย์เดี่ยว ก็ให้ผลการศึกษาที่เหมือนกัน คือ ค่า Mean Beta ของ หลักทรัพย์เดี่ยวในแต่ละช่วง Return Interval แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกหลายฉบับที่พยายามทดสอบช่วง Return Interval ที่เหมาะสมที่จะท�ำให้ค่า เบต้าทีป่ ระมาณการได้จากวิธี Time-Series Regression มีความเสถียร และเกิดความผิดพลาดน้อยทีส่ ดุ อาทิ Handa และคณะ(1989) ศึกษาโดยใช้ข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก (NYSE) โดยแบ่งหลักทรัพย์ออกเป็น 20 กลุ่มหลักทรัพย์ตามขนาดมูลค่าของกิจการ จาก นั้นท�ำการประมาณการค่าเบต้าของแต่ละกลุ่มหลักทรัพย์ด้วยวิธี Time-Series Regression ในแต่ละ ช่วง Return Interval ต่างๆ ตั้งแต่รายวันจนถึงรายปี และใช้ค่า Standard Error ของค่าเบต้าประมาณ การ (S.E. of Beta) เป็นตัวทดสอบ ผลการศึกษาพบว่า ค่า S.E. of Beta จะยิ่งสูงขึ้น เมื่อช่วง Return Interval ยิ่งกว้างขึ้น โดยให้เหตุผลอธิบายว่า ยิ่งใช้ช่วง Return Interval ยิ่งกว้าง จะยิ่งลดความสามารถ ในการอธิบายความผันผวนของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ ท�ำให้ค่า S.E. of Beta สูงขึ้น ซึ่งผล การศึกษาทีไ่ ด้สอดคล้องกับงานวิจยั ของ Brailsford and Josev (1997) ทีท่ ำ� การศึกษาโดยใช้ขอ้ มูลอัตรา ผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย และงานวิจัยของ Daves และคณะ (2000) ที่ใช้ข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 19821989 พบว่า ผู้จัดการด้านการเงินที่ประมาณการค่าเบต้าด้วยวิธี Time-Series Regression เพื่อน�ำไป ค�ำนวณเป็นต้นทุนส่วนของเจ้าของและใช้ในการประเมินโครงการลงทุนนั้น ค่าเบต้าควรจะต้องมีความ เสถียร และก่อให้เกิดค่าผิดพลาดน้อยที่สุด ดังนั้น จึงควรใช้ข้อมูลอัตราผลตอบแทนเป็นรายวัน (Daily return) เพราะมีค่า S.E. of Beta ต�่ำที่สุด เมื่อเทียบกับช่วง Return Interval อื่นๆ Cohen และคณะ (1980) ได้ท�ำการศึกษาเรื่องช่วง Return Interval ที่เหมาะสมเช่นกัน แต่ท�ำการศึกษา โดยการทดสอบ Serial Correlation ระหว่างอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์และอัตราผลตอบแทนของ ตลาด ในแต่ละช่วง Return Interval ต่างๆ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหา Serial Correlation มีแนวโน้มลด ลง เมื่อเพิ่มช่วง Return Interval ให้กว้างขึ้น โดยอธิบายว่า ถ้าใช้ข้อมูลที่มี Return Interval ต�่ำๆ เช่น ข้อมูลรายวัน ราคาหลักทรัพย์ที่น�ำมาค�ำนวณเป็นอัตราผลตอบแทนจะยังไม่สะท้อนถึงข้อมูลในตลาดที่ เกิดขึ้น (Price Adjustment Delay) ซึ่งถ้าเพิ่มช่วง Return Interval ให้กว้างขึ้น ผลกระทบจาก Price Adjustment Delay จะลดลง เพราะราคาได้ปรับตัวตามข้อมูลในตลาดทีเ่ กิดขึน้ แล้ว ดังนัน้ เพือ่ ลดปัญหา การเกิด Serial Correlation ซึ่งจะท�ำให้ค่าเบต้าที่ประมาณการได้ไม่มีคุณสมบัติ Efficiency จึงควรเพิ่ม ช่วง Return Interval ให้กว้างขึ้นในการประมาณค่าเบต้า นอกจากผลการศึกษาของ Handa และคณะ (1989), Brailsford และคณะ (1997) และ Daves และคณะ (2000) ที่ว่าค่า S.E. of Beta จะเพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มช่วง Return Interval แล้ว Handa และคณะ (1989) ยังได้มีการศึกษาถึงผลของขนาดของหลักทรัพย์ที่แตกต่างกันว่าส่งผลอย่างไรต่อค่าเบต้าที่ได้จากการ ประมาณการด้วย (Size Effect) โดยท�ำการศึกษากับหลักทรัพย์ในตลาด NYSE ในช่วงปี ค.ศ. 1926 ถึง


NIDA Economic Review

115

1982 พบว่าส�ำหรับในทุกๆ ช่วง Return Interval แล้ว ขนาดของหลักทรัพย์และค่าเบต้าประมาณการจะ มีความสัมพันธ์แบบผกผันกัน นั่นคือ หลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ (เล็ก) จะมีค่าเบต้าประมาณการต�่ำ (สูง) นอกจากนี้ ยังพบว่าการใช้ช่วง Return Interval ที่กว้างกว่า เช่น รายปี จะช่วยลด Size Effect ที่มีผล ต่อการประมาณการค่าเบต้าได้ โดยเมื่อเพิ่มตัวแปรขนาดของหลักทรัพย์เข้าไปในสมการ Regression ตามทฤษฎี Fama and French Three Factor Model ในการประมาณการพบว่า เมื่อใช้ช่วง Return Interval แบบรายเดือนขนาดของหลักทรัพย์ จะมีผลสามารถอธิบายอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ ในสมการ Regression ได้ (Size is significant) แต่เมื่อเพิ่มช่วง Return Interval เป็นรายปี จะมีเพียง อัตราผลตอบแทนของตลาดเท่านั้น ที่อธิบายอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ได้ แต่การศึกษาเรื่อง Size Effect ในช่วงหลังทศวรรษ 1980 เป็นต้นมานั้น มีหลายงานศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า ขนาดของหลักทรัพย์และค่าเบต้าประมาณการมักมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน ทัง้ นีจ้ ะขึน้ อยูก่ บั ปริมาณการซื้อขาย (Trading Frequency) เป็นส�ำคัญ โดยจากการศึกษาของ Davies และคณะ (1999) พบว่า ถ้าขนาดของหลักทรัพย์และปริมาณการซื้อขายมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ขนาด ของหลักทรัพย์และค่าเบต้าประมาณการจะมีความสัมพันธ์เป็นบวก อธิบายได้วา่ ถ้าหลักทรัพย์มขี นาด เล็กและมีปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง (Thin-Trading) ราคาหลักทรัพย์จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงในช่วง เวลาสัน้ ๆ ค่าเบต้าประมาณการทีไ่ ด้จงึ มีคา่ ค่อนข้างต�ำ ่ ซึง่ ขัดกับผลการศึกษาของ Handa et at. (1989) ที่ว่าขนาดของหลักทรัพย์และค่าเบต้าควรมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกัน (หลักทรัพย์ขนาด เล็กควรมีค่าเบต้าสูงกว่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า หลักทรัพย์ที่มีขนาดเล็ก (หรือหลัก ทรัพย์ Thin-Trading) ถ้าใช้ชว่ ง Return Interval ทีแ่ คบ ค่าเบต้าทีป่ ระมาณการได้จะต�ำ่ กว่าทีค่ วรจะเป็น (Under-Estimated) เพราะฉะนั้น จึงควรใช้ช่วง Return Interval ที่กว้างขึ้น เช่น เป็นรายเดือนขึ้นไป การศึกษาเกี่ยวกับผลของความแตกต่างของช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) ที่มีผลต่อความไม่เสถียรของค่าเบต้าที่ได้จากการประมาณการด้วยวิธี TimeSeries Regression นั้น Armitage (2005) ได้สรุปไว้ว่าส�ำหรับค่าเบต้าของหลักทรัพย์ตัวหนึ่งๆ ถ้าใช้ Estimation period ในการประมาณค่าเบต้าที่แตกต่างกัน ค่าเบต้าที่ประมาณการได้ก็จะแตกต่างกัน โดยช่วงระยะเวลาทีเ่ หมาะสมทีจ่ ะใช้ในการประมาณการควรจะเป็นเท่าใดนัน้ Baesel (1974) ได้ทำ� การ ศึกษาโดยใช้ข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในระหว่างปี ค.ศ. 1950-1967 และท�ำการหาค่าเบต้าโดยใช้อัตราผลตอบแทนเป็นรายเดือนในแต่ละช่วง Estimation period ต่างๆ ตั้งแต่ 1, 2, 4, 6 และ 9 ปี ผลการศึกษาพบว่า ค่าเบต้าที่ประมาณการได้จะมีความเสถียร มากขึน้ เมือ่ เพิม่ ช่วง Estimation Period ดังนัน้ การประมาณการค่าเบต้าทีเ่ หมาะสม จึงควรใช้ระยะเวลา ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทนที่นาน แต่อย่างไรก็ตาม Daves และคณะ (2000) และ Armitage (2005) พบว่าช่วงระยะเวลาทีน่ านเกินไป อาจ ท�ำให้ค่าเบต้าของหลักทรัพย์นั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น ช่วง Estimation Period ที่เหมาะสม


116

NIDA Economic Review

จึงขึ้นอยู่กับการต้องเลือกระหว่างความแม่นย�ำและความเสี่ยงที่โครงสร้างข้อมูลของหลักทรัพย์มีการ เปลี่ยนแปลงไป โดยถ้าช่วงระยะเวลาในการเก็บข้อมูลยิ่งนาน จ�ำนวนข้อมูลก็ยิ่งมาก ส่งผลให้การ ประมาณการค่าเบต้าด้วยวิธี Time-Series Regression มีความแม่นย�ำมากยิ่งขึ้น ค่า S.E. of Beta จะ มีค่าลดลง แต่ถ้าช่วงระยะเวลาในการเก็บข้อมูลนั้นนานเกินไป ก็อาจมีความเสี่ยงที่โครงสร้างของหลัก ทรัพย์นนั้ อาจเกิดการเปลีย่ นแปลง เช่น การเปลีย่ นแปลงโครงสร้างเงินทุนของกิจการ หรือ การควบรวม กิจการ เป็นต้น ซึง่ เหตุการณ์ตา่ งๆเหล่านีจ้ ะมีผลท�ำให้คา่ เบต้าของหลักทรัพย์นนั้ เปลีย่ นแปลงไปและไม่ เสถียร ดังนั้น ช่วง Estimation Period ที่เหมาะสมที่จะน�ำมาใช้ในการประมาณการค่าเบต้า จึงควรเป็น ช่วงระยะเวลาที่ค่าเบต้ายังคงมีความเสถียรตลอดช่วงระยะเวลาที่ประมาณการ Daves และคณะ (2000) จึงได้ท�ำการศึกษาเพื่อหาช่วง Estimation Period ที่เหมาะสมที่จะใช้ในการ เก็บข้อมูลเพื่อประมาณการค่าเบต้าที่ไม่นานจนเกินไปจนค่าเบต้าเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ข้อมูล อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982-1989 เพื่อ ค�ำนวณค่าเบต้าด้วยวิธี Time-Series Regression ในแต่ละช่วง Estimation Period ต่างๆ โดยการขยับ ช่วงระยะเวลา ไปเรื่อยๆ ทีละ 1 ปี เช่น ค.ศ. 1989 (1 ปี), ค.ศ. 1988-1989 (2 ปี), ค.ศ. 1987-1989 (3 ปี) ไปเรื่อยๆ จนถึง ค.ศ. 1982- 1989 (8 ปี) และหาค่าเฉลี่ยของ S.E. of Beta (Mean S.E. of Beta) ในแต่ละช่วงระยะเวลา ผลการศึกษาพบว่า ค่า Mean S.E. of Beta จะยิ่งลดลงเมื่อเพิ่มช่วง Estimation Period ให้นานขึ้น โดยสัดส่วนการลดลงของค่า Mean S.E. of Beta ในแต่ละช่วง Estimation Period ต่อสัดส่วนการลดลงสูงสุด (Maximum Reduction) มีค่าสูงสุดในการใช้ช่วงระยะเวลา 3 ปี เพราะฉะนั้น Daves และคณะ (2000) จึงให้ขอ้ สรุปว่า ช่วงระยะเวลาในการเก็บข้อมูลทีเ่ หมาะสมทีส่ ดุ คือ 3 ปี ซึง่ เป็น ช่วงระยะเวลาที่มีความสามารถในการลดค่า Mean S.E. of Beta ได้มากที่สุด13 จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยเรื่องช่วงเวลาที่ใช้ในการค�ำนวณอัตราผล ตอบแทน (Return Interval) และช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) นั้นมีความส�ำคัญต่อการประมาณค่าเบต้าด้วยวิธี Time-Series Regression และมีการท�ำการ วิจัย กันมาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนมากจะเป็นงานวิจัยที่ศึกษาโดยใช้ข้อมูลหลักทรัพย์ในประเทศ สหรัฐอเมริกา จึงเป็นที่น่าสนใจว่าส�ำหรับหลักทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการประมาณค่าเบต้าด้วยวิธี Time-Series Regression นั้น ควรเป็น เท่าใด ถึงจะท�ำให้ค่าเบต้า ที่ได้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด และมีความเสถียรเหมาะสมกับการน�ำ ไปใช้ประโยชน์ต่อไป

13นอกจากนี้ Daves และคณะ (2000) ยังได้ทำ� การทดสอบถึงความไม่เสถียรของค่าเบต้าของหลักทรัพย์เพือ่ สนับสนุนผลการศึกษา ข้างต้นด้วย โดยการใช้ Time-period dummy variable ในการทดสอบ ผลที่ได้พบว่ามีจ�ำนวนหลักทรัพย์มากกว่า 50% ของจ�ำนวน หลักทรัพย์ทั้งหมดที่ท�ำการทดสอบ มีค่าเบต้าที่เสถียรในช่วง 3 ปี


NIDA Economic Review

117

3.ระเบียยบวิ บวิธธีวีวิจิจัยัย 3.ระเบี ในการศึ จะท�าำการศึ การศึกษาถึ กษาถึงการใช งการใช้ ง Return Interval Estimation ในการศึกษาครั้งงนีนี้ ้ จะทํ ชวชง่วReturn Interval และ และ Estimation PeriodPeriod ที่แตกตทีา่แงกัตกต่ น วาง กัสนงผลอย ว่าส่งาผลอย่ งไรต่อการประมาณค่ ด้วยวิธี Time-Series Regression งช่วงInterval Return งไรตอาการประมาณค าเบตาดาวเบต้ ยวิธาี Time-Series Regression โดยจะแบโดยจะแบ่ งชวง Return Intervalต่ างๆนออกเป็ ช่วง นคือ(Daily), รายวันรายสั (Daily), ปดาห์ราย (Weekly), 2 สัปดาห์และรายเดื (Bi-Weekly) ตางๆ ออกเป 4 ชวงนคือ4 รายวั ปดาหรายสั (Weekly), 2 สัปดาหราย(Bi-Weekly) อน และรายเดื น(Monthly) และแบ่งช่วง Period Estimation น 7 ช่คืวองระยะเวลา 1 ปี, ง2 7ปี ไป (Monthly)อและแบ งชวง Estimation ออกเปPeriod น 7 ชวออกเป็ งระยะเวลา 1 ป, 2 ปคือไปจนถึ ป จนถึ ง ้น7จึปีงทํจากนั ้นจึงวท�งำการหาช่ Return Interval และ Estimation ที่เหมาะสมที จากนั าการหาช Return วงInterval และ Estimation PeriodPeriod ที่เหมาะสมที ่ควรจะใช่ควรจะใช้ ในการ ในการประมาณค่ เพืค่อ าให้เบต ค่าาเบต้ มีความถู ต้องและแม่ ำมากที นอกจากนี้ ยั้ ยัง ได งได้มมี กีการาร ประมาณค า เบตาเบต้ เพื่ อา ให ที่ ไาดทีม่ไี คด้วามถู ก ต อกงและแม น ยํนาย�มากที ่ สุ ด่สุดนอกจากนี แบ่ ษาออกเป็นน 22 กลุ นาดใหญ่แและขนาดเล็ ละขนาดเล็กกโดย โดย แบงงกลุ กลุ่มมหลั หลักกทรั ทรัพย์ยที่ใช้ชในการศึกษาออกเป กลุ่มม คืคือกลุ่ม หลักทรัพยย์ขนาดใหญ แบงงตามขนาดมู ตามขนาดมูลลค่คาตลาดของหลักทรัพยย์ (Market Capitalization) เพื่อศึกษาเพิ แบ่ ษาเพิ่มม่ เติ เติมมถึถึงงผลกระทบของ ผลกระทบของ ขนาดของหลักทรัพย์ยที่แตกต าเบต าดาวด้ยวย ขนาดของหลั ตกต่าางกั งกันน วว่าามีมีผผลอย ลอย่าางไรต งไรต่ออการประมาณการค การประมาณการค่ าเบต้ งานศึกกษานี ษานี้ใ้ใช้ชขข้อ มูลดัชนีราคาหุน้ ตลาดหลั งานศึ ตลาดหลักกทรั ทรัพพยย์แแหห่งงประเทศไทย ประเทศไทย(SET (SET Index) Index) และราคาหลั และราคาหลักกทรั ทรัพพยย์ เฉพาะหุน้ นสามั สามัญญทีอ่ ยูใ่  นตลาดหลักทรัพยย์แแหห่งงประเทศไทย เฉพาะหุ ประเทศไทย(SET) (SET)จํจ�าำนวน นวน100 100 หลั หลักกทรั ทรัพพยย์ ยย้ออนหลั นหลังงเปเป็นน รายวันนตัตั้ง้งแต่ แตวันที่ 1 มกราคม มกราคม พ.ศ. 2549 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม รายวั วาคม พ.ศ. พ.ศ. 2555 2555 โดยแบ โดยแบ่งงหลั หลักกทรั ทรัพพยย์เปเป็นน22 กลุ่มมตามขนาดมู ตามขนาดมูลค่คาตลาดของหลักทรัพพยย์ (Market Capitalization) คือ กลุม่ หลักทรั กลุ ทรัพพยย์ทที่มี่มีมีมูลูลคค่าาตลาด ตลาด ขนาดใหญทที่สุดในตลาด (Large Market มหลั กทรั พยพทย์ี่มที ี่ ขนาดใหญ่ Market Capitalization) Capitalization)จํจ�าำนวน นวน5050หลัหลักทรั กทรัพพย ย์และกลุ และกลุ ่มหลั กทรั กทีก่สทีุด่สในตลาด (Small Market Capitalization) จํานวนจ�50 หลัก50 ทรัพหลัยกและนํ มีมูมลูลคค่าาตลาดขนาดเล็ ตลาดขนาดเล็ ุดในตลาด (Small Market Capitalization) ำนวน ทรัพาย์มาหาอั และน�ตำรา มา ผลตอบแทนโดยแบ งเปน 4 ชงวเป็ ง นReturn งสมการ ดังสมการ หาอั ตราผลตอบแทนโดยแบ่ 4 ช่วงInterval ReturnดัInterval

โดย

��

��

��

����

=

��

��

����

(1)

คือ อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพยในชวงเวลา t คือ ราคาหลักทรัพย ณ เวลา t คือ ราคาหลักทรัพย ณ เวลา t-1

โดยไดแบ่แงบช่งวชงเวลาเป็ วงเวลาเป ตราผลตอบแทนรายวั น (Daily อัตราผลตอบแทนรายสั ปดาห โดยได้ นอันตอัราผลตอบแทนรายวั น (Daily Return),Return), อัตราผลตอบแทนรายสั ปดาห์ (Weekly (Weeklyใช้return) ราคาหลั กทรั พุธ, อัตราผลตอบแทนราย 2 สัป(Bi-Weekly ดาห (Bi-Weekly Return) ใช return) ราคาหลัใชกทรั พย์ในวั นพุพธย, ในวั อัตนราผลตอบแทนราย 2 สัปดาห์ Return) ใช้ราคา ราคาหลั พยนใพุนวัธของทุ นพุธของทุ สัปดาห , และอั ตราผลตอบแทนรายเดื น (Monthly Return) ใชราคาก หลั กทรัพกย์ทรั ในวั ก 2 สักป2ดาห์ , และอั ตราผลตอบแทนรายเดื อนอ(Monthly Return) ใช้ราคาหลั หลัพกย์ทรัในวั พยนใท�นวัำการสุ นทําการสุ ทายของเดื ทรั ดท้าดยของเดื อน อน ในการประมาณการคาาเบต้ เบตาาของหลั ของหลักกทรัทรัพพย์ยแแต่ตลละตัะตัวได้ วไดททำ� การประมาณการสมการถดถอยของอั ําการประมาณการสมการถดถอยของอั ตรา ในการประมาณการค่ ตราผล ผลตอบแทนของหลั และอั ตราผลตอบแทนของตลาดโดยใช้ โดยใชชช่ววงง Estimation Estimation Period Period ทัทั้ง้ง 77 ชช่ววงง ตอบแทนของหลั กทรักพทรัย์พแยละอั ตราผลตอบแทนของตลาด ระยะเวลา ตัตั้ง้งแต ง 7ง ป7 และในแต ละชลวะช่ ง Estimation PeriodPeriod จะใชวจะใช้ ิธีการคํ ตรา ระยะเวลา แต่ 11 ปปี, ,22ปปีไปจนถึ ไปจนถึ ปี และในแต่ วง Estimation วิธาีกนวณอั ารค�ำนวณ ่แตกต่แาตกต่ งกันางกั4น 4แบบ น น(Daily), รายสั ปดาห (Weekly), อัผลตอบแทนที ตราผลตอบแทนที แบบคือคือรายวั รายวั (Daily), รายสั ปดาห์ (Weekly),รายราย2 2 สัสัปปดาห ดาห์ -114-


118 NIDA Economic Review (Bi-Weekly) และรายเดือน (Monthly) ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้กําหนดใหใชดัชนีราคาหุนตลาดหลักทรัพย (Bi-Weekly) และรายเดื อน (Monthly) (Monthly) ซึ่งในการศึกษาครั ้งนี้กํา�ำหนดให นน้ ตลาดหลั (Bi-Weekly) และรายเดื หนดให้ใใชช้ดดัชชั นีนีรราคาหุ าคาหุ ตลาดหลักกทรั ทรัพพยย์ แห งประเทศไทย (SET index) เปนตัวแทนในการหาอั ตราผลตอบแทนของตลาด ดังสมการ แหงงประเทศไทย ประเทศไทย (SET index) แห่ index) เป เป็นนตัตัววแทนในการหาอั แทนในการหาอัตตราผลตอบแทนของตลาด ราผลตอบแทนของตลาดดังดัสมการ งสมการ และรายเดือน (Monthly) ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้กําหนดใหใช�ด��ัชนี=ราคาหุ ตลาดหลั กทรัพย �� + �น� � (2) �� + ��� ทย index)กเป นตัว้งแทนในการหาอั ง� +สมการ hly)(SET ซึ่งในการศึ ษาครั นี้กําหนดใหใชดตัชราผลตอบแทนของตลาด นีราคาหุนตลาดหลั ���กทรั = พ �ดัย �� ��� + ��� (2) นตั วแทนในการหาอั ตราผลตอบแทนของตลาด (Monthly) ซึ่งในการศึ กโดย ษาครัR้ง��นี้กคืําหนดให ใชดดััชงนีสมการ ราคาหุนตลาดหลั พยวงเวลา t อ อัตราผลตอบแทนของหลั กทรัพกยทรัiในช ex) เปนตัวแทนในการหาอั ตราผลตอบแทนของตลาด �R � ��� + ��� ดังสมการ กทรัพยย์iiในช • �โดย ออ� +ออััต�ตราผลตอบแทนของหลั ในช่ววงเวลา งเวลาt t(2) โดย �� คื � ราผลตอบแทนของหลั ��= คื �� คือ อัตราผลตอบแทนของ SET index ในชวงเวลา t onthly) ซึ�่งในการศึ + ษาครั ใชดัชนีราคาหุนตลาดหลั กทรั (2)ในช พยในช่ � � ้ง��นี+ ้กคืํา�คือหนดให ออัอัตตราผลตอบแทนของ ราผลตอบแทนของ SETindex index วงเวลา t �� = ��ก �� SET • • ������ คือ คาคงที ่ หรือคาอัตราผลตอบแทนของหลั กทรัวงเวลา พย iที่ไt มมีความสัมพันธกับอัตรา Rเป��นตัคืวอแทนในการหาอั ตราผลตอบแทนของหลั กนี+ค่ทรั พหรืยอiในช ต�ราผลตอบแทนของตลาด งในการศึ กอัษาครั ดาอัชคงที รา�่าคาหุ ทรัพย (2)พย กiทีทรั �้ง��นี้ก• =ําหนดให � คื �อ�ใ�ชคคื�� คงที ค่ดัางอัสมการ ตกtราผลตอบแทนของหลั i ที่ไมม่พัมนีคธวามสั พันธ์กับอัตรา �+ �� � ค่ นหรื าตลาดหลั อัวตองเวลา ราผลตอบแทนของหลั กทรั ่ไมพมย์ีความสั กับอัตมรา ผลตอบแทนของตลาด ก ทรัพ ยiในช ว งเวลา t ในช ทนในการหาอั ตราผลตอบแทนของตลาด ดังวสมการ SET ผลตอบแทนของตลาด คือบแทนของหลั อ อัตราผลตอบแทนของ index งเวลา t คือ คาเบตาของหลักทรัพย i • ��ผลตอบแทนของตลาด ราผลตอบแทนของหลั พ� ยอiในช �� ก+วทรั �ว�� ค่งเวลา าาเบต้ าของหลั ย์ i มพันธก(2)ับอัตรา นของ tคคื+าอเบต คาคงทีSET ่ หรือ�index ค��าอั =ตในช ราผลตอบแทนของหลั กtทรั พกยทรัiทีพก่ไยมทรัมi พีความสั �� � คื�� ของหลั • ��งเวลา • คื อ ค า ความคลาดเคลื อ ่ น หรื อ ส ว(2) นที ามารถอธิ บายไดบดายได้ วยสมการ ��� = �� + SET �� ��� + ���พ ย วiทีงเวลา คื่ไอมมค่ีคาtวามสั ความคลาดเคลื ่อตนราหรื อ ่ไส่มวสนที ่ไม่สามารถอธิ ด้วยสมการ ตอบแทนของ index าผลตอบแทนของหลั ม พั น ธ ก บ ั อั บแทนของตลาด •กทรั���ในช คื อ ค า ความคลาดเคลื อ ่ น หรื อ ส ว นที ไ ่ ม ส ามารถอธิ บ ายได ด วยสมการ �� ลตอบแทนของหลั กทรั ยi iในช วงเวลา คคาาอัเบต ตราผลตอบแทนของหลั กทรั พย iทีt่ไมมีความสัมพันธกับอัตรา าของหลัโดยหลั กทรั พกยพทรั พ ย ต ว ั คาคเบต าทีา่ปทีระมาณการได ที่แทตกต างกัานงกัทัน้งหมด 28 28 คา ค่ดัางนีดั้ งนี้ นของหลั พยindex iโดยหลั ในชวในช งเวลา กทรั พt ย์ตหนึ ัวtหนึ่งๆ่งๆจะมี จะมี ่าเบต้ ่ประมาณการได้ ี่แตกต่ ทั้งหมด แทนของ SET ว งเวลา รัลาด พคยาความคลาดเคลื i กทรั อ สพวายนที มวส่งงามารถอธิ ายได ยสมการ โดยหลั กทรั ตัว่ไหนึ ๆ จะมีคาบเบต าPeriod ทีด่ปวระมาณการได างกันขทัอ้งมูหมด 28 คา ดังนี้ •่อน คหรื เบต 11 ปีป ทัทั้ง้ง ท44ี่แค่คตกต โดยใช งเวลา ค่tกาาทรั เบต้ าของช ของช่ วีคงEstimation Estimation Period าา โดยใช้ ข้อมูลลอัอัตตราผลตอบแทนแบบรายวั ราผลตอบแทนแบบรายวันน SET index ในช ว ตราผลตอบแทนของหลั พ ย iที ไ ่ ม ม วามสั ม พั น ธ ก บ ั อั ต รา หลั ก ทรั พ ย i อน หรือ สวนที่ไมสามารถอธิ บปายได ด ว  ยสมการ • รายสั คาเบต า ของช ว ง Estimation Period 1 ป ทั ้ ง 4 ค า โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวัน 22สัสัปปดาห และรายเดื วงป พ ย iทีรายสั ปดาห ดาห์ราย ราย ดาห์ และรายเดือนของข อนของข้อมูอลมูในช ลในช่ วงปีพ.ศ. พ.ศ.2555 2555 บแทนของหลั ก ทรั ไ ่ ม ม ค ี วามสั ม พั น ธ ก บ ั อั ต รา อ คสวาเบต นที่ไามทีส่ปรายสั ามารถอธิ วสัยสมการ ยาดเคลื ตัวหนึ่อ่งนๆหรื จะมี ระมาณการได ท2ดี่แตกต างกันและรายเดื ทั้งหมด 28 คา ดังอนีมู้ ลในชวงป พ.ศ. 2555 ดาหบายได ปดาห • คค่าาเบต าปาของช วราย งง Estimation Period 2อ2นของข ป ทัทั้ง้ง 4 ค่คาโดยใช้ โดยใชขอ้ มูลอัตราผลตอบแทนแบบรายวั เบต้ ของช่ ว Estimation ปี ราผลตอบแทนแบบรายวันน กทรั พทีย่ประมาณการได iวง Estimation บต ที่แตกต างกัาน1ของช ทั้งปหมด 28 คาโดยใช ดังนี้ ขPeriod ตาาของช Period ทั ้ 4 ค า  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น • ค า เบต ว ง Estimation 2 ป ทั ้ ง 4 ค า โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น ดาห และรายเดือนของข้ นของขอมูลในช่ ในชวงปี งป พ.ศ.2554–2555 พ.ศ. 2554 ถึง ปและเพิ พ.ศ. 2555 รายสั รายสัปปดาห ดาห์ ราย ราย 2 สัปดาห์ ม่ ขึน้ เรืและ อ่ ยๆ คลื อ ่ น หรื อ ส ว นที ไ ่ ม ส ามารถอธิ บ ายได ด ว  ยสมการ ะมี ค า  เบต า ที ป ่ ระมาณการได ท แ ่ ี ตกต า งกั น ทั ง ้ หมด 28 ค า ดั ง นี ้ on Period ทั้ง และรายเดื 4 ครายสั าขึโดยใช ขอราย มูทีลลอัอะช ปดาห ราย 2 1สัปปดาห อ่อนของข ลวสังในช วงปและรายเดื พ.ศ. Period 2555 2ตมูราผลตอบแทนแบบรายวั ปEstimation ดาห มูลงในชวงป พ.ศ. 2554 ถึง ป พ.ศ. 2555 และ ยๆ 1นปจอนถึ ้นวปเรืงดาห เพิ ทีล่มะช่ Estimation Period 1 ปีจนถึ งอนของข สาและรายเดื วนที่ไวมงสPeriod ามารถอธิ ทัในช ้ง่มดขึ4ว้นยสมการ คเรืา2่อพ.ศ. โดยใช ขะช ตราผลตอบแทนแบบรายวั น อนของข1บอายได มูปลPeriod งป ตหstimation ของช Estimation ปววงงทัที2555 ้งลEstimation 4อมูควลางอัโดยใช ขPeriod อมูลอัPeriod ต7ราผลตอบแทนแบบรายวั ยๆ Estimation • คค่าเพิ าเบต เบต้ ของช่ Period โดยใช้ขอ้ มูนลอัตตราผลตอบแทนแบบรายวั ราผลตอบแทนแบบรายวันน าาของช 7ปีป ทัทั1้ง้งป4จนถึ คค่างโดยใช าเบต า ที ป ่ ระมาณการได ท แ ่ ี ตกต า งกั น ทั ง ้ หมด 28 ค า ดั ง นี ้ สั ป ดาห และรายเดื อ นของข อ มู ล ในช ว งป พ.ศ. 2555 tion Period ป ทั •้งและรายเดื 4รายสั ค า โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น ปดาห ราย 2 สั2ป ดาห อ นของข อ มู ล ในช ว งป พ.ศ. 2554 ถึ ง ป พ.ศ. 2555 และ ค า เบต า ของช ว ง Estimation Period 7 ป ทั ้ ง 4 ค า โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั รายสัปปดาห ดาห์ราย ราย22สัสัปปดาห ดาห์และรายเดื และรายเดือนของข อนของข้อมูอลมูในช ลในช่ วงปีพ.ศ. พ.ศ.2549 2549 วงป ถึง- ป2555 พ.ศ. 2555 น ระมาณการได ท แ ่ ี ตกต า งกั น ทั ง ้ หมด 28 ค า ดั ง นี ้ mation Period 1 ป ทั ้ ง 4 ค า โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น Estimation 2อมูปรายสั ้ง 4ปPeriod คาโดยใช ข2จอนถึ อัถึตงราผลตอบแทนแบบรายวั ่อยๆ ทีลPeriod ะชอนของข วง Estimation 1 ป2554 นเรื ห และรายเดื ลทัในช วดาห งป พ.ศ. ปและรายเดื พ.ศ. 2555 และ อมูลนในชวงป พ.ศ. 2549 ถึง ป พ.ศ. 2555 ราย สัมูปลงดาห อนของข riod 1 วปและรายเดื ทัEstimation ้ง 4อนของข คาอปโดยใช อังป นตราผลตอบแทนแบบรายวั และรายเดื อมูPeriod ลขในช stimation สัาของช ปดาห นของข อองระยะเวลาต่ มูมูลลวในช วพ.ศ. งป 2554 ขถึองมูปSize 2555 เป็ และ ตดาห งPeriod 7ตปราผลตอบแทนแบบรายวั ทั้งาพ.ศ. 4า2555 คาและผลของ โดยใช ลSize อัพ.ศ. น า1เบต้ านถึ ในช่งววงระยะเวลาต งๆ และผลของ เบต้าาทีที่ปป่ ระมาณการได ระมาณการได้ คค่าเบต าจในช งๆ Effect เปนนขัขัน้ ้นตอนการแสดงค่ ตอนการแสดงค าเบต ายเดื อ นของข อ มู ล ในช ว งป พ.ศ. 2555 mation Period 2 ป ทั ้ ง 4 ค า โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น ะช ว ง Estimation Period 1 ป จ นถึ ง tion Period 7ปจากช่ ปาเบต ทัว้งงวและรายเดื 4งReturn คReturn าโดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น ปดาห ราย 2 สัจากช อinterval นของข อ มู ล ในช ว งป พ.ศ. 2549 ถึ ง ป พ.ศ. 2555 คดาห าในช วงระยะเวลาต า งๆ และผลของ Size Effect เป น ขั ้ น ตอนการแสดงค า เบต า ที ่ ป ระมาณการได intervalและ และEstimation EstimationPeriod Periodตต่าางๆ งๆวว่าามีมีคความแตกต วามแตกต่าางกังกันนหรืหรืออไมไม่และพิ และพิจจารณาค ารณาค่า า 2 ป ทัอPeriod ้งเบต 4จากช คาาของกลุ โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น ดาห และรายเดื อเบต้ นของข อ มู ล ในช ว งป พ.ศ. 2554 ถึ ง ป พ.ศ. 2555 และ Estimation 7 ป ทั ้ ง 4 ค า โดยใช ข  อ มู ล อั ต ราผลตอบแทนแบบรายวั น หeriod และรายเดื นของข อ มู ล ในช ว งป พ.ศ. 2549 ถึ ง ป พ.ศ. 2555 ว ง Return interval และ Estimation Period ต า งๆ ว า มี ค วามแตกต า งกั น หรื อ ไม และพิ จ ารณาค า าของกลุม่มหลัหลักทรั กทรัพพยขย์นาดแตกต ขนาดแตกต่ 2 กลุ ว่าแตกต่ างกัางกั นทัน้งทั2้ง กลุ ม ว่มาแตกต างกัานงกัอยนาอย่งไรางไร งรายเดื 1ของกลุ ปวงป จนถึอพ.ศ. อนของข อมูเบต ลอในช งนาดแตกต ป นพ.ศ. 2555 สัEstimation ปดาห และรายเดื ลในช วงป 2549 ถึางกั ง ปนและ งระยะเวลาต าPeriod งๆ และผลของ Effect เป ขั้นตอนการแสดงค ่ประมาณการได านของข มมูงSize หลั ก2554 ทรั พยถึขพ.ศ. ทัพ.ศ. ้ง 2 2555 กลุาเบต ม วาทีแตกต างกันอยางไร on PeriodPeriod 1และ ปจากการแบ จจากการแบ่ นถึ mation 7 งป ทั้งเป4งนหลั า้นกโดยใช มูอกเป็ ลอัวตานมีราผลตอบแทนแบบรายวั n interval Estimation Period ค2วามแตกต างกันหรือลไม จารณาคกกาทรั ละผลของ Size Effect ตอนการแสดงค านเบต ที่ปม่มระมาณการได งคขัหลั กทรัทรัพพยตขย์อาอองๆ 2 ากลุ กลุ ตามขนาดมู ลคนค่าาและพิ ตลาดของหลั ทรัพพยย์ คืคืออกลุกลุม่มหลัหลักกทรัทรัพพยย์ทที่มี่มี อกเป ตามขนาดมู ตลาดของหลั eriod 7พยPeriod ปขทันาดแตกต ้งมูอมู4ลจากการแบ อหลั ตขัราผลตอบแทนแบบรายวั นารณาค หลั กและผลของ ทรั าEffect ้งมูเปล2กวนอัทรั กลุ มพ.ศ. างกั แตกต อย ามcapitalization) งไร timation งๆ วามูมีนลขงคทัในช วามแตกต นmarket หรืนาอmarket าและกลุ ดาห และรายเดื นของข องกั งป 2549 ถึงกั ง นปาและพิ พ.ศ. างๆ Size ้นพ(Large ตอนการแสดงค เบต าตามขนาดมู ทีจ2555 ่ประมาณการได ยวาอ(Large อกเป 2ไม กลุ ลคาและกลุ ตลาดของหลั อีมูลกลุ หลักทรั พยที่มกี ลคตคค่าาาตลาดขนาดใหญ าโดยใช ตลาดขนาดใหญ่ ่มหลั ค่ามตลาดขนาดเล็ capitalization) มหลักทรั พยกทกทรั ี่มทรัีมพพูลย์คยทาี่มคืตลาดขนาดเล็ ก (Small กต าEstimation งกั นทั้ง 2 อMarket กลุ แตกต างกั างไร ละ Period ตางๆ วCapitalization) าน2549 มีอย ความแตกต าmarket งกัท2555 นำ� หรืการหาค่ อไม่ยและพิ ายเดื อนของข มู(Small วCapitalization) งป พ.ศ. ถึใหง ทปําพ.ศ. มูลมลในช ควาตลาดขนาดใหญ (Large capitalization) หลั กทรัพBeta) ยที่มีมของหลั คาตลาดขนาดเล็ กมล(Small Market ให้ เฉลีจย่ าารณาค ค่และกลุ าเบต้าาม(Mean พย์ลใะกลุ นแต่ ะกลุ การหาค าเฉลี คาเบต (Mean Beta) ของหลั กูลทรั พกยทรั ในแต โดยม่ นาดแตกต นแบ ทัโดยแบ่ 2Effect กลุงกลุ มตามแต่ าตามขนาดมู แตกต า งกั น อย า งไร และผลของ Size นวขังล้นะช่ ตอนการแสดงค า เบต า ที ่ ป ระมาณการได หลั กทรัพยอางกั อกเป น้งงตามแต ลมวเปะช ล ค า ตลาดของหลั ก ทรั พ ย คื อ กลุ  ม หลั ก ทรั พ ย ท ่ ี ม ี Market Capitalization) ให ท ํ า การหาค า เฉลี ่ ย ค า เบต า (Mean Beta) ของหลั ก ทรั พ ย ใ นแต ล ะกลุ  ม โดย วง Estimation วง Return ตามสมการ Estimation PeriodPeriod และชวและช่ ง Return IntervalInterval ตามสมการ Period วลามีะชคววามแตกต อทรั ไม และพิ อง Size Effect เปนงตลตามแต ขัาค้นงๆ าทรั เบต ระมาณการได นาดใหญ market capitalization) หลั กกลุ ยทกี่มทรั คยาทตลาดขนาดเล็ (Small 2Estimation กลุม(Large ตามขนาดมู าตอนการแสดงค ตลาดของหลั กและกลุ พางกั ยาทีมคืน่ปPeriod อหรื มพและช หลั ี่มี าInterval กตามสมการ แบ ง Estimation วีมงจพูลารณาค Return thly) ซึ ่ ง ในการศึ ก ษาครั ้ ง นี ้ ก ํ า หนดให ใ ช ด ั ช นี ร าคาหุ  น ตลาดหลั ก ทรั พ ย แตกต า2งกันตกลุ ทัางๆ ้งทมตามขนาดมู มความแตกต วาาแตกต งกั นพนอย งไร ntalization) วกลุ ามีและกลุ างกั อีมไม และพิ ให ํา2การหาค เฉลี คทรั เบต กกทรัทรัพพยยในแต ะกลุ��ม� โดย rketPeriod มลหลั ยาหรื ทาี่ม(Mean ูลกคทรั าตลาดขนาดเล็ กเป นcapitalization) ค่ยากาตลาดของหลั พBeta) ยจคืารณาค อของหลั กลุมกาหลั(Small ที่ม∑ี ล���� นตั ว แทนในการหาอั ต ราผลตอบแทนของตลาด ดั ง สมการ Mean Beta = Mean Beta = (3) � �� นทัวง้ market 2าเฉลี กลุม่ยคcapitalization) วาาเบต แตกต งกัและช นและกลุ อยBeta) าวงไร รหาค า า(Mean ยคในแต ละกลุม โดย ge หลัของหลั กทรัInterval พยกททรัี่มีพมูลตามสมการ าตลาดขนาดเล็ ก (Small ∑��� ะช Estimation Period ง มReturn � � Mean Beta = (3) � หeriod างเฉลี ่ยคาเบต (Mean Beta)กทรัของหลั ในแต และช Return Interval ตามสมการ นทํา2การหาค กลุมวตามขนาดมู ลคาาตลาดของหลั พย คืกอทรักลุพมยหลั กทรัละกลุ พยทมี่มโดย ี ��� =โดย �� +��� � � +คค่ � เบต (2) คื ากเบต้ าพของหลั กคหลั ทรั ย์i iพยที่มี ก (Small � �� คืออInterval ของหลั market capitalization) และกลุ มหลั ทรั ูลมทรั าพตลาดขนาดเล็ ion Period และช ง Return มตามขนาดมู ลคโดย าวตลาดของหลั กา��ทรั พายตามสมการ คืยอที่มกลุีมก∑ กพย�� ทรั � ��� Beta = กกทรั (3) � คืคื�Mean อ จ�คำ�� านวนของหลั เบต าของหลั ทรัพย i โดย n การหาคาเฉลีและกลุ ่ยค าเบต า �ก(Mean กทรั�พย์ยกในแต ละกลุม โดย apitalization) มหลั ทรั∑พ��� ยทBeta) ี่ม�ีมูลคาของหลั ตลาดขนาดเล็ (Small MeanกBeta (3) อบแทนของหลั ทรัพย=iในชวงเวลา t �� � � ∑ ฉลี ่ยคาเบต า ว(Mean ของหลั กทรั�พยในแตละกลุม โดย Period และช ง ReturnBeta) Interval ตามสมการ ��� Mean (3) คาเบตSET าของหลั กทรั พBeta ยวงเวลา i =t � -115นของ index ในช ละช วง Return Interval ตามสมการ -115รัพย i ราผลตอบแทนของหลั กทรัพย ∑iที���� ่ไมม�� ีค�วามสัมพันธกับอัตรา = (3) งหลักทรัพย iMean Beta � � � ∑��� ��


โดย �� คือ คาเบตาของหลักทรัพย i nคือ จํานวนของหลักทรัพย i

NIDA Economic Review

119

จากนั้นจึงพิจารณาค่าเฉลี่ยเบต้า (Mean Beta) ของทั้ง 2 กลุ่มในทุกช่วง Estimation Period และช่วง จากนัinterval ้นจึงพิจารณาค ของทั กลุมในทุ Period และชเมืว่อง Return เดียวกันาเฉลี ว่า่ยค่เบต าเบต้า า(Mean ของกลุBeta) ่มหลักทรั พย์้งข2นาดเล็ กมีคก่าชต�ว่ำงกว่Estimation า (Underestimated) Return interval เดีย่มวกัหลั น กวทรั าคาพเบต ของกลุมจหลัริงกหรื ทรัอพไม่ ยขนาดเล็ กมีคาต่ํางกว า (Underestimated) เทียบกั บค่าเบต้ าของกลุ ย์ขานาดใหญ่ เพื่อทดสอบถึ ผลของ Size Effect ว่าเมื เกิ่อด ยบกักทรั บคพาเบต มหลักทรั พยพขย์นาดใหญ จริงหรือไม วเพืยหรื ่อทดสอบถึ ขึ้นกัเที บหลั ย์ที่อาของกลุ ยู่ในตลาดหลั กทรั แห่งประเทศไทยด้ อไม่ งผลของ Size Effect วาเกิด ขึ้นกับหลักทรัพยที่อยูในตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทยดวยหรือไม

ในการศึกษาช่วง Return Interval ทีเ่ หมาะสมโดยการใช้คา่ เฉลีย่ ของค่าความคลาดเคลือ่ นมาตรฐานของ ในการศึกษาชวง Return Interval ที่เหมาะสมโดยการใชคาเฉลี่ยของคาความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของคา ค่าเบต้ าประมาณการ (Mean Standard Error of the Estimated Beta: Mean Sβ) ของกลุ่มหลักทรัพย์ เบตาประมาณการ (Mean Standard Error of the Estimated Beta: Mean �� ) ของกลุมหลักทรัพยในแต ในแต่ละช่วง Return Interval มาเปรียบเทียบกัน เพือ่ วัดความแม่นย�ำของค่าเบต้าทีป่ ระมาณการได้จาก ละชวง Return Interval มาเปรียบเทียบกัน เพื่อวัดความแมนยําของคาเบตาที่ประมาณการไดจาก สมการ Regression โดยช่วง Return interval ที่มีความเหมาะสมที่สุดควรเป็นช่วงที่มีค่า Mean S.E. of สมการ Regression โดยชวง Return interval ที่มีความเหมาะสมที่สุดควรเปนชวงที่มีคา Mean S.E. of Beta น้อยที่สุดค่า S.E. of beta ของหลักทรัพย์แต่ละตัวสามารถค�ำนวณได้จากสมการ Beta นอยที่สุดคา S.E. of beta ของหลักทรัพยแตละตัวสามารถคํานวณไดจากสมการ

โดย

 ��  ��  ��

 N

�� =

√���

x

��

��

(4)

คือ คาความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของคาเบตาประมาณการ (S.E. of Beta) คือ คาสวนเบีย่ งเบนมาตรฐานของคาความคลาดเคลื่อน (Standard Deviation of Error) คือ คาสวนเบีย่ งเบนมาตรฐานของอัตราผลตอบแทนของตลาด (Standard Deviation of Market Return) คือ จํานวนขอมูลที่ใชในการประมาณการ

ทําการหาค าเฉลี ่ยของค า S.E.ofofBeta Beta(Mean (MeanS.E. S.E.ofofBeta) Beta)ของหลั ของหลักกทรั ทรัพพย์ยใในแต่ นแตละกลุม่ จากนัจากนั ้นให้้นทให �ำการหาค่ าเฉลี ่ยของค่ า S.E. โดยแบ งตามแต ง EstimationPeriod Periodและช่ และชววงงReturn Return Interval ตต่าางๆ โดยแบ่ งตามแต่ ละช่ลวะชง วEstimation งๆ 4.ผลการประมาณการ 4.ผลการประมาณการ พิจารณาจากสมการที าหนดให EstimationPeriod Periodเดีเดียยวกัวกันนและพิ และพิจจารณาเฉพาะผล ารณาเฉพาะผล เมื่อพิเมืจ่อารณาจากสมการที ่ 4 ่ ถ้4าถก�าำกํหนดให้ ใช้ใชช่วชงวงEstimation จากความแตกต างของช ง ReturnInterval Intervalต่ตางๆ างๆแล้ แลววถ้ถาาช่ชววงง Return Return Interval จากความแตกต่ างของช่ วง วReturn Interval ยิยิ่ง่งแคบ แคบจํจ�าำนวนข นวนข้อมูอลมูทีล่ ในการประมาณการ (n) าใหำคให้า คS.E. of Beta ที่คํานวณได มีคาลดลง าเบตาทีค่่ปาเบต้ ระมาณ ที่ใช้ใใชนการประมาณการ (n) ก็ก็ยยิ่งิ่งมาก มากสงส่ผลทํ งผลท� ่า S.E. of Beta ที่ค�ำนวณได้ มีค่าคลดลง าที่ การได ม ี ค วามแม น ยํ า มากขึ ้ น แต ก ารใช ช  ว ง Return Intervalที ่ ย ่ ิ ง แคบนั ้ น ก็ จ ะยิ ่ ง ทํ า ให ข  อ มู ล อั ต ประมาณการได้มีความแม่นย�ำมากขึ้น แต่การใช้ช่วง Return Interval ที่ยิ่งแคบนั้นก็จะยิ่งท�ำให้ข้อมูราล ผลตอบแทน มีมีคคา่ารบกวน น นอาจมี ขอขมู้อลมูทีล่มทีีล่มักีลษณะเป น นOutliner มากขึ ้น อัตราผลตอบแทน รบกวน(Noise) (Noise)ทีที่เพิ่เพิ่มมากขึ ่มมากขึ้น ้นเชเช่ อาจมี ักษณะเป็ Outliner มาก ผลใหคคา่า sS� เพิเพิ่ม่มขึขึ้น้นทําท�ใหำให้ คาคS.E. of of Beta ที่คําทีนวณได มีคาสูมงีคขึ่า้นสูซึงขึ่งทํ้นาให ่ประมาณการได ขึ้น ส่สงงผลให้ ่า S.E. Beta ่ค�ำนวณได้ ซึ่งคท�าำเบต ให้คาที่าเบต้ าที่ประมาณมี ε ความแมนยําลดลง การได้ มีความแม่นย�ำลดลง -117


120

NIDA Economic Review

จะเห็นนได้ ไดวว่าาการจะหาช่ การจะหาชววงง Return Return Interval Interval ทีที่เ่เหมาะสมที ดัดังนังนั้น้นจะเห็ หมาะสมที่ท่ทํา�ำให ให้ไไดด้คคา่า S.E. S.E. ofof Beta Beta น้นออยที ยที่ส่สุดุดนันั้น้น จะตอองมีงมีกการารTrade-off Trade-off กักันน ระหว Interval ให้ ใหแแคบลงเพื คบลงเพื่อ่อเพิ เพิ่ม่มจ�จํำานวนข้ นวนขออมูมูลล (n) จะต้ ระหว่าางการลดช งการลดช่ววงง Return Return Interval (n) และการเพิ ่ ม ช ว ง Return Interval ให ก ว า งขึ ้ น เพื ่ อ ลด Noise ที ่ เ กิ ด ขึ ้ น กั บ ข อ มู ล ดั ง นั ้ น จึ ง ต อ งทํ า การ และการเพิ่มช่วง Return Interval ให้กว้างขึ้น เพื่อลด Noise ที่เกิดขึ้นกับข้อมูล ดังนั้น จึงต้องท�ำการ านวณคาาS.E. S.E.ofofBeta Betaในแต่ ในแตละช่ ละชวงวงReturn ReturnInterval Intervalต่ตาางๆ งๆ เพื เพื่อ่อน�นํำามาเปรี มาเปรียยบเที บเทียยบกั บกันนวว่าาคค่าา S.E. ค�คํำนวณค่ S.E. ofof Betaจะน้ จะนออยที ยที่ส่สุดุดในช่ ในชววงง Return Return Interval Interval เท Beta เท่าาใด ใด าหรับบการศึ การศึกกษาช่ ษาชววงงEstimation EstimationPeriod Periodทีเ่ หมาะสมจากสมการที ที่เหมาะสมจากสมการที 4 จะสั งเกตได ากําหนดให ส�สํำหรั ่ 4่ จะสั งเกตได้ วา่ ถ้วาาก�ถำหนดให้ ใช้ชใว่ ชง ชวง Return วกัน จและพิ จารณาเฉพาะผลจากความแตกต างของช วง Estimation Return IntervalInterval เดียวกัเดี น ยและพิ ารณาเฉพาะผลจากความแตกต่ างของช่ วง Estimation PeriodPeriod แล้ว ่มชวง Estimation ้น จําอนวนข ลทีใ่ ชในการประมาณการ จะยิ่งส่มาก ถ้แล าเพิว่มถช่าวเพิ ง Estimation PeriodPeriod ให้นานขึให้นนจ�านขึ ำนวนข้ มูลที่ใอช้มูในการประมาณการ (n) ก็จ(n) ะยิ่งก็มาก งผล ที่คํานวณได มคี าค่ลดลง าที่ประมาณการได ะมีความแม ยํามากขึ ้น กแต ให้สคงผลให ่า S.E.คาofS.E. BetaofทีBeta ่ค�ำนวณได้ มีค่าลดลง าเบต้าคทีาเบต ่ประมาณการได้ จะมีคจวามแม่ นย�ำนมากขึ ้น แต่ าร การใช ช ว  ง Estimation Period ที น ่ านเกิ น ไป ก็ อ าจมี ค วามเสี ย ่ งที โ ่ ครงสร า งของหลั ก ทรั พ ย น น ้ ั อาจเกิ ด การ ใช้ช่วง Estimation Period ที่นานเกินไป ก็อาจมีความเสี่ยงที่โครงสร้างของหลักทรัพย์นั้นอาจเกิดการ เปลี่ย่ยนแปลง นแปลงเช่เชนนการเปลี การเปลี่ยย่ นแปลงโครงสร้ นแปลงโครงสราางเงิ งเงินนทุทุนนการแตกหุ การแตกหุน้น หรื การควบรวมกิจจการ เปลี หรืออ การควบรวมกิ การ เป เป็นนตต้นน ซึซึ่ง่ง เหตุกการณ์ ารณตต่าางๆ งๆเหล ่ยนแปลงไปและไม เสถีเสถี ยรดัยงรดั นั้นงนัช้นวงช่วง เหตุ เหล่าานีนี้จ้จะมี ะมีผผลทํ ลท�าำให ให้คคา่าเบต เบต้าาของหลั ของหลักกทรัทรัพพยนย์ั้นนเปลี นั้ เปลี ่ยนแปลงไปและไม่ EstimationPeriod Periodทีเ่ ทีหมาะสมจึ ่เหมาะสมจึ งควรเปนช่นวชงระยะเวลาที วงระยะเวลาทีค่ ค่ า่ าเบต้ เบตาายัยังงคงมี คงมีคความเสถี วามเสถียยรตลอดระยะเวลาที รตลอดระยะเวลาที่ ่ Estimation งควรเป็ ประมาณการและเป็ และเปนนช่ชววงระยะเวลาที งระยะเวลาที่ม่มีคีความสามารถในการลดค่ วามสามารถในการลดคาาS.E. ไดมมากที ประมาณการ S.E. ofof Beta Beta ได้ ากที่ส่สุดุด ซึซึ่ง่งเป เป็นนวิวิธธี ี การศึกกษาที ษาที่อ่อ้าา งอิ งอิงงจากงานวิ จากงานวิจจัยัยของ ของ Davesและคณะ การศึ Daves และคณะ(2000) (2000) โดยความสามารถในการลดคาา S.E. จากเปอร เซ็นเตซ็กนารลดลงของค า S.E.า of Betaof โดยความสามารถในการลดค่ S.E. ofofBeta Betaสามารถหาได สามารถหาได้ จากเปอร์ ต์การลดลงของค่ S.E. ในการเพิ ่มแตล่มะช า S.E.าofS.E. BetaofทีBeta ่มากทีที่ส่มุดากที (Maximum Reduction) Beta ในการเพิ แต่วลงปะช่ตวองปีการลดลงของค ต่อการลดลงของค่ ่สุด (Maximum Reduction) Capacity of reduction ins� =

��� �������������������������������� ������������������������� �����������������������

(5)

การทดสอบความไมเเสถี สถียยรของค่ รของคาเบต้ เบตา(Tests นการศึ กษาเพื ่อแสดงผล การทดสอบความไม่ (Tests for for Non-Stationary Non-StationaryininBeta)เป Beta) เป็ นการศึ กษาเพื ่อแสดง สนั บ สนุ น ช ว ง Estimation period ที ่ เ หมาะสมสํ า หรั บ กรณี ท ่ ี โ ครงสร า งของหลั ก ทรั พ ย น ้ ั น ๆ ไม เ กิ ผลสนับสนุนช่วง Estimation period ที่เหมาะสมส�ำหรับกรณีที่โครงสร้างของหลักทรัพย์นั้นๆ ไม่ดการ เกิด เปลี่ยนแปลง การประมาณการค าเบตาาเบต้ โดยการใช ชวง ชEstimation Beriod ยิ่งนาน จะยิ่งทํจะยิ าให่งท�คาำเบต การเปลี ่ยนแปลง การประมาณการค่ าโดยการใช้ ่วง Estimation Beriod ยิ่งนาน ให้คา่ ประมาณการที ่ไดม่ไีคด้วามแม นยํานมากขึ ้น แต้นในความเป นจริงนแล หลัวกทรั กมี เบต้ าประมาณการที มีความแม่ ย�ำมากขึ แต่ในความเป็ จริวงแล้ หลัพกยทรัจําพนวนมากในตลาดมั ย์จ�ำนวนมากในตลาด ่ยนแปลงโครงสร าง (Structural Change) เพื่อความอยู รอดทางธุ่รรอดทางธุ กิจอยูตลอดเวลา ซึ่งเหตุการณ มัการเปลี กมีการเปลี ่ยนแปลงโครงสร้ าง (Structural Change) เพื่อความอยู รกิจอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง ตากงๆารณ์ นี้ จะมี ใหคผาลท� เบตำให้ าทีค่ค่าําเบต้ นวณได ดการเปลี นแปลงและไม เสถียรตลอดช งระยะเวลาที ่ ทํ า เหตุ ต่างๆผลทํ นี้ าจะมี าที่คเ�ำกินวณได้ เกิด่ยการเปลี ่ยนแปลงและไม่ เสถียวรตลอดช่ วงระยะ การประมาณการ ดังนั้น การใช Estimation Period ที่นPeriod านเกินไปจนโครงสร างของหลักทรั พยมีการก เวลาที ่ท�ำการประมาณการ ดังนัช้นวงการใช้ ช่วง Estimation ที่นานเกินไปจนโครงสร้ างของหลั าใหคอาจท� าเบตาำทีให้่ประมาณการได เปนคาเบตาทีเป็่ไนมเค่หมาะสมกั าไปใชบการน�ำไปใช้ ทรัเปลี พย์่ยมนแปลง กี ารเปลีอาจทํ ย่ นแปลง คา่ เบต้าทีป่ ระมาณการได้ าเบต้าทีไ่ บม่การนํ เหมาะสมกั ในการทดสอบหาชววงงEstimation EstimationPeriod Periodทีที่เหมาะสม ่เหมาะสมจะใช้ จะใชววิธิธีกีการทดสอบความไม่ ารทดสอบความไมเสถียรของค ดัดังนังนั้น้นในการทดสอบหาช่ รของค่า เบตาโดยใช้ าโดยใชTime-period Time-periodDummy DummyVariable Variableโดยช่ โดยชววงง Estimation Estimation Period Period ทีที่เ่เหมาะสม หมาะสม ควรจะเป็ ควรจะเปนชช่วง เบต้ ระยะเวลาที่ม่มีสีสัดัดส่สววนของหลั นของหลักทรัพย์ยที่คา่ เบต ระยะเวลาที เบต้าามีมีคความไม วามไม่เเสถี สถียยรอยู รอยูเป่เป็นนจํจ�านวนน ำนวนน้อยที อยที่สุด่สุด -118-


NIDA Economic Review

121

วิธีการทดสอบความไม่เสถียรของค่าเบต้า โดยใช้ Time-Period Dummy Variable มีดังนี้ 1. ทดสอบว่าค่าเบต้าของแต่ละหลักทรัพย์มีความเสถียรในช่วงการใช้ Estimation Period 2 ปี หรือไม่ โดยการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2555 และค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2554 Rit = αi + γ2554i D2554 + βi Rmt + ∆2554i D2554 Rmt + εit (6) Rit คือ อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2555 Rmt คือ อัตราผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2555 αi คือ ค่า intercept ของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2555 βi คือ ค่าเบต้าของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2555 εit คือ ค่าความคลาดเคลื่อนจากการประมาณการในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2555 D2554 คือ Dummy Variable (D2554 = 1 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2554, D2554 = 0 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในปีอื่นๆ γ2554i คือ ค่าความแตกต่างระหว่างค่า Intercept ของปี พ.ศ. 2555 และปีอื่นๆ ∆2554i คือ ค่าความแตกต่างระหว่างค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2555 และค่าเบต้าของปีอื่นๆ พิจารณาจากสมการที่ 6 จะพบว่าถ้า D2554 = 1 จะได้ Rit = (αi + γ2554i) + (βi + ∆2554)Rmt + εit และถ้า D2554 = 0 จะได้ Rit = αi + βi Rmt + εit เนื่องจาก D2554 = 1 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2554 และ D2554 = 0 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2555 ดังนั้น ค่าเบต้าของปี พ.ศ.2555 และ ค่า เบต้าของปี พ.ศ.2555 จะแตกต่างกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับค่า ∆2554i ว่าแตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยส�ำคัญ หรือไม่ ซึ่งจะต้องท�ำการทดสอบสมมติฐานโดยการใช้ค่า t-test ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ95โดยมี สมมติฐานในการทดสอบดังนี้ H0 : ∆2554i = 0 H1 : ∆2554i ≠ 0 กรณียอมรับ H0 หมายความว่า ค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2554 และค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2555 ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนยั ส�ำคัญ นัน่ คือ ค่าเบต้าไม่มกี ารเปลีย่ นแปลงในช่วง Estimation Period 2 ปี (2554-2555) กรณี ปฏิเสธ H0 หมายความว่า ค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2554 และค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2555 แตกต่างกันอย่างมี นัยส�ำคัญ นัน่ คือ ค่าเบต้ามีการเปลีย่ นแปลงในช่วง Estimation Period 2 ปี (2554-2555) ท�ำการทดสอบ


122

NIDA Economic Review

ในขัน้ ตอนนีก้ บั หลักทรัพย์ทงั้ หมดและคัดเลือกเฉพาะหลักทรัพย์ทคี่ า่ เบต้ายังคงไม่มกี ารเปลีย่ นแปลงใน ช่วง Estimation Period 2 ปี มาท�ำการทดสอบในขั้นต่อไป 2. ทดสอบว่าค่าเบต้าของแต่ละหลักทรัพย์มีความเสถียรในช่วงการใช้ Estimation Period 3 ปี หรือไม่ โดยการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเบต้าของปี พ.ศ.2554 - 2555 และค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2553 วิธีการทดสอบมีลักษณะเช่นเดียวกันกับขั้นตอนที่ 1) แต่เปลี่ยน Dummy Variable เป็น D2553 ตามสมการ Rit = αi + γ2553i D2553 + βi Rmt + ∆2553i D2553 Rmt+ εit

(7)

Rit คือ อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์iในช่วงปี พ.ศ. 2553 -2555 Rmt คือ อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในช่วงปี พ.ศ. 2553 -2555 αi คือ ค่า Intercept ของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2554 -2555 βi คือ ค่าเบต้าของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2554 -2555 εit คือ ค่าความคลาดเคลื่อนจากการประมาณการ ในช่วงปี พ.ศ. 2553 -2555 D2553 คือ Dummy variable (D2553 = 1 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ I ในปี พ.ศ. 2553, D2553 = 0 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในปีอื่นๆ γ2553i คือ ค่าความแตกต่างระหว่างค่า intercept ของปี พ.ศ.2553 และปีอื่นๆ ∆2553i คือ ค่าความแตกต่างระหว่างค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2553 และค่าเบต้าของปีอื่นๆ พิจารณาจากสมการที่ 7 จะพบว่าถ้า D2553 = 1 จะได้ Rit = (αi +γ2553i) + (βi + ∆2553i)Rmt + εit และ ถ้า D2553 = 0 จะได้ Rit = αi + βi Rmt + εit เนื่องจาก D2553 = 1 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของ หลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2553 และ D2553 = 0 แทนข้อมูลอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ i ในปี พ.ศ. 2554 - 2555 ดังนั้น ค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2555 และ ค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2554 ถึง 2555 จะแตกต่าง กันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับค่า ∆2553i ว่าแตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยส�ำคัญหรือไม่ ซึ่งจะต้องท�ำการทดสอบ สมมติฐานโดยการใช้ค่า t-test ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% โดยมีสมมติฐานในการทดสอบ ดังนี้ H0 : ∆2553i = 0 H1 : ∆2553i ≠ 0 กรณียอมรับ H0 หมายความว่า ค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2553 และค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2554 - 2555 ไม่แตก ต่างกันอย่างมีนยั ส�ำคัญ นัน่ คือ ค่าเบต้าไม่มกี ารเปลีย่ นแปลงในช่วง Estimation Period 3 ปี (2553-2555)


NIDA Economic Review

123

กรณีปฏิเสธ H0 หมายความว่า ค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2553 และค่าเบต้าของปี พ.ศ. 2554 - 2555 แตก ต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ นั่นคือ ค่าเบต้ามีการเปลี่ยนแปลงในช่วง Estimation Period 3 ปี (2553-2555) ท�ำการทดสอบในขั้นตอนนี้กับหลักทรัพย์ที่เหลือทั้งหมด และคัดเลือกเฉพาะหลักทรัพย์ที่ค่าเบต้ายังคง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วง Estimation Period 3 ปี มาท�ำการทดสอบในขั้นต่อไป ท�ำการทดสอบในลักษณะเดียวกันกับขั้นตอนที่ 1 และ 2 ไปเรื่อยๆ โดยขยับเพิ่มช่วง Estimation period ในการทดสอบขึ้นทีละ 1 ปี และเปลี่ยน Dummy Variable ในสมการ คือ D2552, D2551, D2550 และ D2549 ตามล�ำดับ สรุปจ�ำนวนหลักทรัพย์ที่ค่าเบต้ามีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง Estimation Period และน�ำมาคิดเป็น ร้อยละจ�ำนวนหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ท�ำการทดสอบในช่วง Estimation Period นั้น โดยช่วง Estimation Period ที่มีความเหมาะสมที่ได้จากผลการศึกษาในข้อ 4.5 ควรเป็นช่วงที่มีจ�ำนวนหลักทรัพย์ที่ค่าเบต้า มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุด 5. ผลการศึกษา 5.1 Size Effect จากการประมาณค่ าเบต้ าของหลั กทรั พ ย์ ทั้ง สองกลุ ่ ม คื อ กลุ ่ ม หลั ก ทรั พ ย์ ที่ มี มู ล ค่ า ตลาดขนาด ใหญ่ (Large Market Capitalization) และกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดขนาดเล็ก (Small Market Capitalization) โดยใช้ชว่ ง Estimation Period ทัง้ 7 ช่วงระยะเวลา และวิธกี ารค�ำนวณอัตราผลตอบแทน (Return Interval) ที่แตกต่างกันทั้ง 4 แบบ สามารถแสดงผลค่าเฉลี่ยเบต้า (Mean Beta) ของแต่ละกลุ่ม หลักทรัพย์ได้ ดังตารางที่ 2


124

NIDA Economic Review

ตารางที่ 2: แสดงคาเบตาเฉลี่ยของแตละกลุมหลักทรัพย ในชวงระยะเวลาประมาณการ และ Return Interval ตางๆกัน Estimation period (Years)

Company size

2555 (1)

Return Interval

Large

Daily 0.8869

Weekly 0.8940

Bi-weekly 0.8995

Monthly 0.8111

2554-2555 (2)

Small Large

0.3004 0.9111

0.3669 0.9501

0.3261 0.9576

0.0256 0.9390

2553-2555 (3)

Small Large

0.4576 0.8948

0.5457 0.9244

0.6158 0.9369

0.5599 0.9811

2552-2555 (4)

Small Large

0.4141 0.8568

0.4957 0.8809

0.5440 0.9217

0.5064 0.9657

2551-2555 (5)

Small Large

0.3701 0.8567

0.4536 0.8661

0.5118 0.8994

0.4605 0.9459

Small

0.4024

0.4970

0.5776

0.5778

Large

0.8536

0.8679

0.8976

0.9354

Small

0.4058

0.4938

0.5681

0.5654

Large

0.8633

0.8719

0.8938

0.9338

Small

0.4157

0.4951

0.5704

0.5674

2550-2555 (6) 2549-2555 (7)

โดยจากตารางที ตกต่างกั างกันนเมืเมื่อใช อ่ ใช้ ว่ ง Return โดยจากตารางที่ 2พบว่ ่ 2พบวาาหลั หลักกทรั ทรัพพย์ยทงั้ 2 กลุ กลุม่ มให้ ใหคคา่ าเบต้ เบตาประมาณการที ประมาณการที่แแ่ ตกต ชวชงReturn Interval ารณาผลของSize SizeEffect Effectจะพบว จะพบว่ า ในทุ Intervalและช่ และชวงวงEstimation EstimationPeriod Periodทีทีแ่ ่แตกต่ ตกตาางกั งกันและเมื่อพิพิจจารณาผลของ า ในทุ ก ก ช่วชงวReturn EstimationPeriod Periodเดีเดียวกั ยวกั ่มหลั ย์ขนาดเล็ เบต้่ยาต่เฉลี ง ReturnInterval Intervalและช่ และชวง Estimation น นกลุกลุ มหลั กทรักพทรัยขพนาดเล็ กจะมีกคจะมี าเบตค่าเฉลี ํา ่ย ต�่ำกว กว่าาคค่าาเบต เบต้าเฉลี าเฉลี่ยของกลุ ่ยของกลุ ่มหลั ย์ขนาดใหญ่ ง นดังในช เช่นวงในช่ วง Estimation 7 ปีอัตโดยใช้ มหลั กทรักพทรัยขพนาดใหญ จริง ดัจงริเช Estimation Period Period 7 ป โดยใช รา น คานเบตค่าเบต้ เฉลี่ยาของกลุ มหลักทรั พยกขทรั นาดเล็ เทากับก0.4157 ่งมีคานอซึยกว อัตผลตอบแทนแบบรายวั ราผลตอบแทนแบบรายวั เฉลี่ยของกลุ ่มหลั พย์ขกนาดเล็ เท่ากับ ซึ0.4157 ่งมีคาค่าน้า อย เฉลีา่ยเฉลี ของกลุ มหลัก่มทรัหลั พยกขทรั นาดใหญ คือ 0.8633 หรือ ในชหรื วงอEstimation Period 1 ปPeriod เมื่อใช1อัตปีราเมื่อ กว่เบต าค่าาเบต้ ่ยของกลุ พย์ขนาดใหญ่ คือ 0.8633 ในช่วง Estimation น คาเบตนาเฉลี ่ยของกลุ กทรัพ่มยขหลั นาดเล็ บ 0.3004 ยกวาคาเบต ใช้ผลตอบแทนแบบรายวั อัตราผลตอบแทนแบบรายวั ค่าเบต้ าเฉลีม่ยหลัของกลุ กทรักพเทย์ขากันาดเล็ กเท่าซึกั่งบนอ0.3004 ซึ่งน้า อย ของกลุ มหลั กทรัพย่มขหลั นาดใหญ 0.8869 ซึ่งคืผลที ่ไดดังกลซึา่งวผลที สอดคล กษาของ กว่เฉลี าค่า่ยเบต้ าเฉลี ่ยของกลุ กทรัพย์คืขอนาดใหญ่ อ 0.8869 ่ได้ดอังงกักล่บาผลการศึ ว สอดคล้ องกับและ ผลการ (1999) วาหลัก(1999) ทรัพยทว่ี่มาีขหลั นาดเล็ มาณการซื ้อขายที (Thin-Trading) ศึกDavies ษาของและคณะ และ Davies และคณะ กทรักพและมี ย์ที่มปีขรินาดเล็ กและมี ปริม่เบาบาง าณการซื ้อขายที่เบาบาง ราคาหลักทรัพราคาหลั ยจะไมคกอยเปลี วงเวลาสั ้นๆ ทําให คาเบตาน้ ประมาณการที ะมีคาคอนขาง ไ่ ด้ (Thin-Trading) ทรัพย์่ยจนแปลงในช ะไม่คอ่ ยเปลี ย่ นแปลงในช่ วงเวลาสั ๆ ท�ำให้คา่ เบต้่ไดาจประมาณการที เมื่อเทียบกับคเมื าเบต พยขนาดใหญ จึงควรใชชดัวงงนั้น จะมีต่ําค่า(Underestimated) ค่อนข้างต�่ำ (Underestimated) ่อเทีายเฉลี บกั่ยบของกลุ ค่าเบต้มาหลั เฉลีกทรั ่ยของกลุ ่มหลักทรัดังพนัย์้นขนาดใหญ่ ใหกวInterval างขึ้น เชให้ น กรายเดื หรืนอรายป าของหลั ยทาี่มของหลั ีขนาดเล็กกทรั และมี จึงReturn ควรใช้ชInterval ่วง Return ว้างขึอ้นน เช่ รายเดืเพือน่อใหหรืคอาเบต รายปี เพื่อให้กทรั ค่าพเบต้ พย์ที่มี ปริ ม าณการซื อ ้ ขายที เ ่ บาบางที ป ่ ระมาณการได ม ค ี า  สู ง ขึ น ้ ขนาดเล็กและมีปริมาณการซื้อขายที่เบาบางที่ประมาณการได้มีค่าสูงขึ้น -122


NIDA Economic Review

125

5.2 Return Interval ที่เหมาะสม จากการหาค่าเฉลี่ยของค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของค่าเบต้าประมาณการ (Mean Standard Error of the Estimated Beta: Mean Sβ) ของแต่ละช่วง Return Interval มาเปรียบเทียบกัน เพื่อวัด ความแม่นย�ำของค่าเบต้าที่ประมาณการได้จากสมการ Regression สามารถแสดงผลได้ ดังตารางที่ 3 โดยเมื่อพิจารณาจากตารางที่ 3 จะเห็นได้ว่า ส�ำหรับทุกๆ ช่วง Estimation Period การใช้ช่วง Return Interval แบบรายวัน (Daily Return) จะมีค่า S.E. of Beta ต�่ำที่สุด เมื่อเทียบกับช่วง Return Interval อื่นๆ ส�ำหรับทั้ง 2 กลุ่มหลักทรัพย์ และค่า S.E. of Beta จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเพิ่มช่วง Return Interval ให้กว้างขึ้น เนื่องจากมีจ�ำนวนข้อมูลที่ใช้ในการประมาณการ (n) ซึ่งเป็นตัวส่วนในการค�ำนวณ ค่า S.E. of Beta น้อยลง เช่น ในกลุ่มหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยใช้ช่วง Estimation Period 7 ปี หาก ใช้การค�ำนวณอัตราผลตอบแทนแบบรายวัน (Daily Return) แล้วค่า S.E. of Beta จะมีค่าต�่ำที่สุด คือ 0.0322 และจะสูงขึ้นเมื่อเพิ่มช่วง Return Interval ให้กว้างขึ้นเป็น รายสัปดาห์ ราย 2 สัปดาห์ และราย เดือน โดยจะมีค่า S.E. of Beta เท่ากับ 0.0626, 0.0889 และ 0.1233 ตามล�ำดับ ซึ่งค่า S.E. of Beta จะแสดงถึงความแม่นย�ำของค่าเบต้าที่ประมาณการได้จากสมการ Regression โดยช่วง Return interval ที่มีค่า S.E. of beta ต�่ำกว่า จะแสดงถึงค่าเบต้าที่ประมาณการได้โดยใช้ช่วง Return Interval นั้นๆ มีความแม่นย�ำมากกว่า ซึ่งจากผลการศึกษาที่ได้ คือ การใช้ช่วง Return Interval แบบรายวัน (Daily Return) จะมีค่า S.E. of Beta ต�่ำที่สุด นั่นคือ ช่วง Return Interval ที่เหมาะ สมในการใช้เพื่อค�ำนวณอัตราผลตอบแทนเพื่อประมาณการค่าเบต้านั้น ควรเป็นช่วง Return Interval แบบรายวัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Handaและคณะ (1989), Daves และคณะ (2000) และ Brailsfordและคณะ (1997) ทีส่ รุปว่า นักการเงินควรใช้อตั ราผลตอบแทนแบบรายวันในการประมาณการ ค่าเบต้า เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดในการตัดสินใจเพื่อลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ ของกิจการ


126

NIDA Economic Review

ตารางที่ 3: แสดงคา Mean Standard Error of the Estimated Beta: Mean ‫ ઺ܛ‬ของแตละกลุม หลักทรัพย ในชวงระยะเวลาประมาณการและ Return Interval ตางๆกัน Estimation Period (Years)

Company Size

2555 (1) 2554-2555 (2) 2553-2555 (3) 2552-2555 (4) 2551-2555 (5) 2550-2555 (6) 2549-2555 (7)

Return Interval

Large

Daily 0.1372

Weekly 0.2652

Bi-weekly 0.3577

Monthly 0.5920

Small

0.2492

0.4511

0.5900

0.8934

Large

0.0689

0.1313

0.1733

0.2721

Small

0.1213

0.2141

0.2743

0.4058

Large

0.0591

0.1149

0.1547

0.2512

Small

0.1016

0.1817

0.2328

0.3537

Large

0.0478

0.0984

0.1377

0.2170

Small

0.0845

0.1584

0.2087

0.2997

Large

0.0385

0.0722

0.1025

0.1370

Small

0.0702

0.1188

0.1606

0.1996

Large

0.0355

0.0663

0.0953

0.1294

Small

0.0640

0.1074

0.1471

0.1864

Large

0.0322

0.0626

0.0889

0.1233

Small

0.0579

0.1022

0.1392

0.1816

5.3 Estimation 5.3 EstimationPeriod Period ทีที่เ่เหมาะสม หมาะสม จากผลการศึ ก ษาในข้ า งต้ น ่เหมาะสมในการน� ำมาใช้ ในสมการ จากผลการศึ ก ษาในข า งต นสรุสรุปปได้ไดวว่ า าช่ชววงง ReturnInterval ReturnInterval ที่ เทีหมาะสมในการนํ า มาใช ใ นสมการ Regression ราผลตอบแทนแบบรายวันน(Daily (Daily Return) Regressionเพืเพื่อ่อประมาณการค่ ประมาณการคาาเบต้ เบตาา คือ อัอัตตราผลตอบแทนแบบรายวั Return) ดัดังงนันั้น้นการ กษาในส ะศึกอษาต งชวงระยะเวลาในการเก็ มูลผลตอบแทน (EstimationPeriod) Period)ที ่ ศึกการศึ ษาในส่ วนนีจ้ วะศึนนีก้จษาต่ ถึงช่อวถึงระยะเวลาในการเก็ บข้อบมูขลอผลตอบแทน (Estimation ทีเ่ หมาะ เหมาะสมในการใช ประมาณค าเบตาโดยจะใช การคําตนวณอั ตราผลตอบแทนแบบรายวั มาศึอกเท่ ษาต สมในการใช้ ประมาณค่ าเบต้าโดยจะใช้ การค�ำนวณอั ราผลตอบแทนแบบรายวั นมาศึกนษาต่ านัอ้น เทานั้น

เมื่อพิจารณาจากผลการศึกษาในตารางที่ 3 ที่แสดงถึงค่า S.E. of Beta ของทั้ง 2 กลุ่มหลักทรัพย์ จะ ่อพิจารณาจากผลการศึ 3ทีน่แสดงถึ of Beta ของทั้งบข้2 อกลุ กทรัพย จะ สังเมื เกตได้ ว่า ในช่วง Returnกษาในตารางที Interval เดีย่ วกั ถ้าเพิง่มคช่า วS.E. งระยะเวลาในการเก็ มูลมอัหลั ตราผลตอบแทน สังเกตไดวา ในชวง Return Interval เดียวกัน ถาเพิ่มชวงระยะเวลาในการเก็บขอมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) ให้ยาวขึ้นแล้ว ค่า S.E. of Beta จะยิ่งมีค่าลดลง โดยในช่วง Return Interval แบบ (Estimation Period) ใหยาวขึ้นแลว คา S.E. of Beta จะยิ่งมีคาลดลง โดยในชวง Return Interval แบบ รายวัน เมื่อเพิ่มช่วงระยะเวลาประมาณการให้นานขึ้นทีละ 1 ปี จาก 1 ปี 2 ปี ไปจนถึง 7 ปี จะเห็นว่า รายวัน เมื่อเพิ่มชวงระยะเวลาประมาณการใหนานขึ้นทีละ 1 ป จาก 1 ป 2 ป ไปจนถึง 7 ป จะเห็นวา -124


NIDA Economic Review

127

ค่คาาS.E. 0.0322 ซึซึ่ง่ง S.E.ofofBeta Betaจะมี จะมีคค่าาลดลงตามล� ลดลงตามลํำาดัดับบ จาก จาก 0.1372, 0.1372, 0.0689, 0.0689, 0.0591, 0.0591, 0.0478 0.0478 ไปจนถึ ไปจนถึงง 0.0322 สามารถอธิ แล้วว จ�จํำานวนข้ นการประมาณ สามารถอธิบบายได้ ายไดววา่ าเมืเมือ่ ่อระยะเวลาในการประมาณการยิ ระยะเวลาในการประมาณการยิง่่งนานขึ นานขึ้นน้ แล นวนขออมูมูลลทีที่ใใ่ ชช้ใในการประมาณ การ S.E. of S.E. ofof Beta ลดลง การ(n) (n)ซึซึ่ง่งเป็เปนนตัตัววส่สววนในการค� นในการคํำานวณค่ นวณคาา S.E. of Beta Beta จะยิ จะยิ่ง่งมาก มาก ส่สงงผลให้ ผลใหคคา่า S.E. Beta มีมีคคา่าลดลง ค่คาาเบต้ เบต้าา จึจึงงตต้อองการ งการ เบตาาทีที่ป่ประมาณการได้ ระมาณการไดกก็จ็จะยิ ะยิ่ง่งมีมีคความแม่ วามแมนนย�ยํำามากขึ มากขึ้น้น ดัดังงนันั้น้น ในการประมาณการค่ ในการประมาณการคาาเบต ช่ชววงระยะเวลา (Estimation Period) านเพียยงพอ งพอแตแต่ทั้ทงนีั้ง้ นีก็้ ไก็มไคม่วรนานจนเกิ ควรนานจนเกิ นไป งระยะเวลา ในการเก็ ในการเก็บบข้ขออมูมูลล (Estimation Period) ทีที่น่นานเพี นไปจน จนอาจเกิ ดความเสี่ยงที ่ยงที่โครงสร ่โครงสร้างของหลั างของหลักกทรัทรัพพยย์นนั้นั้นจะเกิ จะเกิดดการเปลี การเปลี่ย่ยนแปลง นแปลง และมี และมีผผลทํ ลท�าำให ให้คคา่าเบต เบต้าาทีที่ ่ อาจเกิดความเสี ประมาณการได้ ควรเป็นนชช่ววงง ประมาณการไดนนั้นั้นไม่ ไมเเสถี สถียยรร ดัดังงนันั้น้น ช่ชวง Estimation ง Estimation Period Period ทีที่ม่มีคีความเหมาะสมที วามเหมาะสมที่สุด จึจึงงควรเป Estimation (Maximum Capacity Capacity ofof Estimationperiod Periodทีที่ม่มีคีความ วามสามารถในการลดค่ สามารถในการลดคา S.E. of Beta Beta ได้ ไดมากที่สุด (Maximum Reduction ารศึกกษาโดยดู ษาโดยดูคความสามารถในการลดค วามสามารถในการลดค่ า S.E. of Beta Reduction inin S.E. S.E. ofof Beta) Beta) ซึซึ่ง่งวิวิธธีกีการศึ า S.E. of Beta นี้ ผูวิจนีัย้ อผูา้วงอิิจัยง อ้มาจากงานวิ างอิงมาจากงานวิ ัยของ Daves จัยของจDaves และคณะและคณะ (2000) (2000) ตารางที่ 4: แสดงความสามารถในการลดคา S.E. of Beta ในแตละชวง Estimation period สําหรับแตละกลุมหลักทรัพย กลุมหลักทรัพยทั้งหมด Estimation Period (Years)

Mean S.E. of Beta

Reduction in S.E. of Beta

Percent of Maximum Reduction

2555 (1)

0.1932

-

-

2554-2555 (2)

0.0951

0.0981

66.24%

2553-2555 (3)

0.0803

0.0147

9.96%

2552-2555 (4)

0.0662

0.0142

9.56%

2551-2555 (5)

0.0543

0.0119

8.01%

2550-2555 (6)

0.0497

0.0046

3.08%

2549-2555 (7)

0.0451

0.0047

3.15%

Maximum reduction in S.E. of Beta 0.1481 from 1-year to 7-year

-124-


128

NIDA Economic Review

กลุมหลักทรัพยขนาดใหญ Estimation Period (Years) 2555 (1)

Mean S.E. of Beta 0.1372

Reduction in S.E. of Beta -

Percent of Maximum Reduction -

2554-2555 (2)

0.0689

0.0683

65.10%

2553-2555 (3)

0.0591

0.0098

9.33%

2552-2555 (4)

0.0478

0.0113

10.73%

2551-2555 (5)

0.0385

0.0094

8.92%

2550-2555 (6)

0.0355

0.0030

2.81%

2549-2555 (7)

0.0322

0.0033

3.10%

Maximum Reduction in S.E. of beta 0.1049from 1-year to 7-year

กลุมหลักทรัพยขนาดเล็ก Estimation Period (Years) 2555 (1)

Mean S.E. of Beta 0.2492

Reduction in S.E. of Beta -

Percent of Maximum Reduction -

2554-2555 (2)

0.1213

0.1279

66.87%

2553-2555 (3)

0.1016

0.0197

10.30%

2552-2555 (4)

0.0845

0.0171

8.92%

2551-2555 (5)

0.0702

0.0144

7.51%

2550-2555 (6)

0.0640

0.0062

3.23%

2549-2555 (7)

0.0579

0.0061

3.18%

Maximum Reduction in S.E. of Beta 0.1913from 1-year to 7-year

จากตารางที่ ่ 44แสดงถึ า S.E. of Beta ในแตลในแต่ ะชวงลEstimation Period โดย จากตารางที แสดงถึงความสามารถในการลดค งความสามารถในการลดค่ า S.E. of Beta ะช่วง Estimation Period เมื่อพิ่อจพิารณาในกลุ มหลั่มกหลั ทรักพทรั ยทพั้งหมด จะเห็นจะเห็ วา เมืน่อว่เพิ ่มช่อวเพิ ง Estimation Period จาก 1 ปจาก เปน17 ปีปเป็น โดยเมื จารณาในกลุ ย์ทั้งหมด า เมื ่มช่วง Estimation Period า S.E.า S.E. of Beta ไดมากที ุด (Maximum Reduction) เทากับ เท่ 0.1481 และเมื่อและเมื คิดเปน่อคิด 7 ปีจะสามารถลดค จะสามารถลดค่ of Beta ได้ม่สากที ่สุด (Maximum Reduction) ากับ 0.1481 เซ็นเซ็ตนการลดลงของค า S.E.า ofS.E. betaofในการเพิ ่ม Estimation Period ขึ้นทีPeriod ละหนึ่งปขึ้นเทีทียลบกั บ Maximum เป็เปอร นเปอร์ ต์การลดลงของค่ beta ในการเพิ ่ม Estimation ะหนึ ่งปี เทียบกับ Reduction จะพบว า ช ว งระยะเวลาประมาณการ 2 ป จะมี ค วามสามารถช ว ยลดค า S.E. of Beta ไดมาากS.E. Maximum Reduction จะพบว่า ช่วงระยะเวลาประมาณการ 2 ปี จะมีความสามารถช่วยลดค่ ่สุด คือได้66.24% จากนั้น เมืโดยต่ ่อเพิ่มอชจากนั วงระยะเวลาประมาณการให มากกวา 2 ปขึ้นไปอีมกากกว่ จะชวาย2 ปี of ทีBeta มากที่สุดโดยต คือ อ66.24% ้น เมื่อเพิ่มช่วงระยะเวลาประมาณการให้ -126


NIDA Economic Review

129

ขึ้นไปอีก จะช่วยลดค่า S.E. of Beta ได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ 9.96%, 9.56%, 8.01%, 3.08% และ 3.15% ตามล�ำดับและเมือ่ พิจารณาในกลุม่ หลักทรัพย์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กก็จะพบว่ามีลกั ษณะ ลดคา S.E. of Beta ไดอีกเพียงเล็กนอยเทานั้น คือ 9.96%, 9.56%, 8.01%, 3.08% และ 3.15% เดียวกัน คือ ช่วงระยะเวลาประมาณการ 2 ปี จะเป็นช่วงที่มีความสามารถในการลดค่า S.E. of Beta ตามลําดับและเมื่อพิจารณาในกลุมหลักทรัพยขนาดใหญและขนาดเล็กก็จะพบวามีลักษณะเดียวกัน คือ ได้มากที่สุดคือร้อยละ 65.10 และร้อยละ 66.87 ชวงระยะเวลาประมาณการ 2 ป จะเปนชวงที่มีความสามารถในการลดคา S.E. of Beta ไดมากที่สุดคือ รอยละ 65.10และรอยละ 66.87 ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า ในการประมาณค่าเบต้าด้วยวิธีการประมาณการสมกาถดถอยระหว่าง อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์และอัตราผลตอบแทนของตลาด ส�ำหรับกรณีการใช้การค�ำนวณ ดังนั้น จึงสามารถสรุปไดวา ในการประมาณคาเบตาดวยวิธีการประมาณการสมกาถดถอยระหวางอัตรา อัตราผลตอบแทนแบบรายวันนั้น การใช้ช่วง Estimation Period 2 ปี น่าจะมีความแม่นย�ำเพียง ผลตอบแทนของหลั ก ทรั พ ยแ ละอั ต ราผลตอบแทนของตลาด สํ าหรั บ กรณี ก ารใช ก ารคํ า นวณอั ต รา พอแล้วและเป็นช่วงระยะเวลาที่ไม่นานเกินไปที่จะท� ำให้โครงสร้างของหลักทรัพย์และค่าเบต้าเกิด ผลตอบแทนแบบรายวันนั้น การใชชวง Estimation Period 2 ป นาจะมีความแมนยําเพียงพอแลวและ การเปลี่ยนแปลงในขั้นต่อไปจะแสดงผลการทดสอบถึงความไม่เสถียรของค่าเบต้าในแต่ละช่วง เปนชวงระยะเวลาที่ไมนานเกินไปที่จะทําใหโครงสรางของหลักทรัพยและคาเบตาเกิดการเปลี่ยนแปลงใน Estimation Periodเพื่อเป็นการสนับสนุนช่วงระยะเวลาในการประมาณการที่เหมาะสม คือ 2 ปี ขั้นตอไปจะแสดงผลการทดสอบถึงความไมเสถียรของคาเบตาในแตละชวง Estimation Period เพื่อเปนการ โดยจะใช้วิธีการทดสอบความไม่เสถียรของค่าเบต้าโดยใช้ Time-Period Dummy Variable ซึ่งช่วง สนับสนุนชวงระยะเวลาในการประมาณการที่เหมาะสม คือ 2 ปโดยจะใชวิธีการทดสอบความไมเสถียร Estimation Period ที่มีความเหมาะสมนั้น ควรจะเป็นช่วงระยะเวลาที่มีสัดส่วนของหลักทรัพย์ที่ค่า ของคาเบตาโดยใช Time-Period Dummy Variable ซึ่งชวง Estimation Period ที่มีความเหมาะสมนั้น เบต้ามีความไม่เสถียรอยู่เป็นจ�ำนวนน้อย ควรจะเปนชวงระยะเวลาที่มีสัดสวนของหลักทรัพยที่คาเบตามีความไมเสถียรอยูเปนจํานวนนอย ตารางที่ 5: แสดงผลการทดสอบความไมเสถียรของคาเบตาในแตละชวง Estimation Period ณ ระดับความเชื่อมั่นรอยละ 95 กลุมหลักทรัพยทั้งหมด Stable period vs. Test period

Number of stocks

% of Stocks with non-stationary beta

Cumulative number of stocks with non-stationary beta

55 vs. 54

100

19%

19%

55-54 vs. 53

81

28%

42%

55-53 vs. 52

58

29%

59%

55-52 vs. 51

41

32%

72%

55-51 vs. 50

28

21%

78%

55-50 vs. 49

22

23%

83%

-126-


130

NIDA Economic Review

กลุมหลักทรัพยขนาดใหญ Stable period vs. Test period

Number of stocks

% of Stocks with non-stationary beta

Cumulative number of stocks with non-stationary beta

55 vs. 54

50

20%

20%

55-54 vs. 53

40

35%

48%

55-53 vs. 52

26

27%

62%

55-52 vs. 51

19

47%

80%

55-51 vs. 50

10

50%

90%

55-50 vs. 49

5

40%

94%

กลุมหลักทรัพยขนาดเล็ก Stable period vs. Test period

Number of stocks

% of Stocks with non-stationary beta

Cumulative number of stocks with non-stationary beta

55 vs. 54

50

18%

18%

55-54 vs. 53

41

22%

36%

55-53 vs. 52

32

31%

56%

55-52 vs. 51

22

18%

64%

55-51 vs. 50

18

6%

66%

55-50 vs. 49

17

18%

72%

จากตารางสรุ ปผลการทดสอบความไม่ จากตารางสรุ ปผลการทดสอบความไมเสถี เสถียยรของค่ รของคาเบต้ าเบตาาดัดังตารางที งตารางที่ 5ในทุ ่ 5ในทุกกกลุ กลุ่มมหลั หลักกทรั ทรัพพย์ยจจะพบว่ ะพบวาา ช่วชงวEstimation นวนหลักกทรั ทรัพพยย์ที่ ง EstimationPeriod Periodระหว่ ระหวางปี างปพ.ศ.2554-2555 พ.ศ.2554-2555 (2(2ปีป) )เป็เปนนช่ชววงที งที่ม่มีสีสัดัดส่สววนของจ� นของจําำนวนหลั ที่คค่าาเบต้ เบตาามีมีคความไม่ วามไมเเสถี สถียยรอยู รอยู่เเป็ปนนสัสัดดส่สวนที่น้อ ยที่สุด เมื เมื่อ่อเที เทียยบกั บกับบช่ชววงอื งอื่นนๆๆ เช่ เชนน เมืเมื่อ่อพิพิจจารณาในกลุ ารณาในกลุ่มม หลัหลั กทรั พย์พทยั้งทหมด วามไม่เเสถี สถียยรรในช ในช่ววงป งปีพ.ศ. พ.ศ.2554 2554 ถึถึงง กทรั ั้งหมดสัดสัส่ดวสนของจ� วนของจํำานวนหลั นวนหลักกทรั ทรัพพย์ยทที่ค่า เบต้ เบตามีความไม 2555 ยที่ส่สุดุด เมืเมื่อ่อเทีเทียยบกับกับชบวช่งระยะเวลาอื วงระยะเวลาอื ซึ่งผลการศึ กษาที 2555เท่เทากัาบกับร้อรอยละ19 ยละ19ซึซึ่ง่งเป็ เปนนสัดส่สวนที่น ้อยที ่น ซึ่น่งผลการศึ กษาที ่ไดใน่

-127-


NIDA Economic Review

131

ได้ในขั้นตอนนี้ ช่วยสนับสนุนช่วง Estimation Period ที่เหมาะสมในการใช้ประมาณค่าเบต้าที่ได้จาก ผลการศึกษาก่อนหน้าคือ 2 ปี 6. บทสรุป ในการประเมินความเสี่ยงในระดับตลาดของหลักทรัพย์แต่ละตัว โดยการประมาณค่าเบต้าด้วยวิธีการ วิเคราะห์การถดถอยเชิงอนุกรมเวลา (Time-Series Regression) ระหว่างอัตราผลตอบแทนของหลัก ทรัพย์และอัตราผลตอบแทนของตลาดนั้น ผลการศึกษาที่ได้พบว่า ในเรื่องการเลือกช่วงระยะเวลาใน การค�ำนวณอัตราผลตอบแทน (Return Interval) นั้น นักการเงินหรือนักลงทุนควรใช้การค�ำนวณอัตรา ผลตอบแทนแบบรายวัน (Daily Return) เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของ ค่าเบต้าประมาณการ (Standard Error of the Estimated Beta) น้อยที่สุด แสดงถึงค่าเบต้าที่ประมาณ การได้มคี วามแม่นย�ำมากทีส่ ดุ เมือ่ เทียบกับช่วงเวลาอืน่ ๆ ส่วนในเรือ่ งการเลือกใช้ชว่ งระยะเวลาในการ เก็บข้อมูลอัตราผลตอบแทน (Estimation Period) ผูค้ ำ� นวณจะต้องเผชิญกับการเลือกระหว่างการใช้ชว่ ง ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลทีน่ านเพือ่ ให้มขี อ้ มูลในจ�ำนวนทีม่ ากเพียงพอทีจ่ ะช่วยลดค่าความคลาดเคลือ่ น มาตรฐานของค่าเบต้าประมาณการให้น้อยที่สุด แต่ทั้งนี้ การเลือกใช้ช่วงระยะเวลาในการเก็บข้อมูลที่ นานเกินไป ก็อาจมีความเสี่ยงที่ค่าเบต้าที่ประมาณการได้จะไม่มีความเสถียร เนื่องจากโครงสร้างของ หลักทรัพย์นั้นๆ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งค่าเบต้าที่ได้จะไม่มีความแม่นย�ำเพียงพอในการน�ำไปใช้ งานต่อไป ซึ่งจากผลการศึกษาที่ได้ ช่วงระยะเวลาในการเก็บข้อมูลที่เหมาะสมส�ำหรับกรณีการเลือก ใช้การค�ำนวณอัตราผลตอบแทนแบบรายวันนั้น คือ 2 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความสามารถในการลด ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของค่าเบต้าประมาณการได้มากที่สุด และเป็นช่วงที่มีสัดส่วนของหลัก ทรัพย์ที่ค่าเบต้ามีความไม่เสถียรอยู่เป็นจ�ำนวนน้อยที่สุด ดังนั้น เนื่องจากหลักทรัพย์ที่ใช้ในการศึกษาเป็นการใช้ข้อมูลของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย (SET) จ�ำนวน 100 หลักทรัพย์ โดยแบ่งหลักทรัพย์เป็น 2 กลุ่ม ตามขนาดมูลค่าตลาด คือกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดจ�ำนวน 50 หลักทรัพย์ (Large Market Capitalization) และกลุม่ หลักทรัพย์ทมี่ มี ลู ค่าตลาดขนาดเล็กทีส่ ดุ ในตลาดจ�ำนวน 50 หลักทรัพย์ (Small Market Capitalization) เท่านั้น ดังนั้น จึงอาจมีการศึกษาโดยใช้จ�ำนวนหลักทรัพย์ที่มากขึ้น เพื่อให้ผล การศึกษาที่ได้มีความชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในการศึกษาเรื่องขนาดของหลักทรัพย์ที่มีผลต่อการประมาณการค่าเบต้า (Size Effect) นั้นผลการศึกษาที่ได้สรุปได้ว่า กลุ่มหลักทรัพย์ขนาดเล็ก จะมีค่าเบต้าเฉลี่ยต�่ำกว่าค่าเบต้าเฉลี่ยของ กลุ่มหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ (Under estimated) ดังนั้น จึงอาจมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงวิธีการที่เหมาะ สมในการใช้ค�ำนวณค่าเบต้าส�ำหรับหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต่อไป


132

NIDA Economic Review

เอกสารอ้างอิง Armitage, S. (2005) The Cost of Capital: Intermediate Theory, New York: Cambridge University Press. Baesel, J.B. (1974)“On the Assessment of Risk: Some Further Considerations”, Journal of Finance, 29(5): 1491-1494. Brailsford, T.J. and Josev, T. (1997) “The Impact of the Return Interval on the Estimation of Systematic Risk”,Pacific-Basin Finance Journal, 5(3): 357-376. Cohen, K.J., Hawawini, G.A., Maier, S.F., Schwartz, R.A., and Whitcomb, D.K. (1980) “Implications of Microstructure Theory for Empirical Research on Stock Price Behavior”, Journal of Finance, 35(2): 249-257. Daves, P.R., Ehrhardt, M.C., and Kunkel, R.A. (2000) “Estimating Systematic Risk: The Choice of Return Interval and Estimation Period”, Journal of Financial and Strategic Decisions, 13(1): 7-13. Davies, R., Unni, S., Draper, P., and Paudyal, K. (1999) The Cost of Equity Capital, London: Chartered Institute of Management Accounts. Dimson, E. and Marsh, P.R. (1983)“The Stability of UK Risk Measures and The Problem of Thin Trading”, Journal of Finance, 38(3): 753-783. Fernandez, P. (2009) “Betas used by Professors: A Survey with 2,500 Answers”, IESE Business School, University of Navarra. Handa, P., Kothari, S.P., and Wasley, C. (1989) “The Relation between The Return Interval and Betas: Implications for The Size Effect”,Journal of Financial Economics, 23 (1): 79-100. Levhari, D. and Levy, H. (1977)“The Capital Asset Pricing Model and The Investment Horizon”,Review of Economics and Statistics. 59(1): 92-104. Lintner, J. (1965) “The Valuation of RiskAssets and the Selection of Risky Investments in Stock Portfolios and Capital Budgets”, Reviewof Economics and Statistics, 47(1): 13-37. Roll, R. (1981) “A Possible Explanation of the Small Firm Effect”, Journal of Finance, 36(4): 879-888. Sharpe, W.F. (1964)“Capital Asset Prices:A Theory of Market Equilibrium under Conditions of Risk”, Journal of Finance. 19(3): 425–442.


NIDA Economic Review

133

บทวิจารณ์หนังสือ ยศ อมรกิจวิกัย* ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่งโดย ส�ำนักพิมพ์ จ�ำนวนหน้า

ทุนมนุษย์กับผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทย ศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ผลพิรุฬห์ รองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอ�ำนวยกิจ ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 181

หนังสือเรือ่ ง “ทุนมนุษย์กบั ผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทย” เป็นงานวิจยั ในโครงการ “แรงงาน: โครงสร้างตลาดแรงงาน ผลิตภาพ และความเป็นธรรม” ของส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั (ฝ่าย 1) เขียนและเรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ผลพิรุฬห์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ และวิทยาลัยนานาชาติแห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และรองศาสตราจารย์ ดร. ปังปอนด์ รักอ�ำนวยกิจ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผูเ้ ขียนทัง้ สองท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญและสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือทุนมนุษย์

*อาจารย์ประจ�ำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 52/347 เมืองเอก ถนนพหลโยธิน หลักหก ปทุมธานี 12000


134

NIDA Economic Review

ผู้เขียนได้เรียบเรียงเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้อย่างเป็นระบบ ท�ำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจปัญหาและ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยได้อย่างชัดเจน โดยผู้เขียนได้น�ำเสนอกรอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ การเชื่อมโยงระบบการพัฒนาทุนมนุษย์กับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และได้วิเคราะห์โครงสร้างของ อุปทานแรงงาน (Labor Supply) และอุปสงค์แรงงาน (Labor Demand) อย่างน่าสนใจ โดยน�ำข้อมูล ดิบจาก 1) การส�ำรวจภาวการณ์ท�ำงานของประชากรไทยระหว่างปี 2550-2554 และ 2) การส�ำรวจ ผลิตภาพและบรรยากาศการลงทุน (จัดท�ำโดยธนาคารโลกร่วมกับส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ) มาวิเคราะห์อย่างละเอียด นอกจากนี้ผู้ เขียนยังได้เปรียบเทียบต้นทุนและผลได้ของการลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital) โดยสร้างแบบ จ�ำลองทางเศรษฐมิติและท�ำการประมวลผลทางสถิติเชิงประจักษ์อย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนได้จ�ำแนกทักษะแรงงานเป็นทักษะด้านปัญญา (Cognitive Skill) และทักษะด้านพฤติกรรม (Non Cognitive Skill) ซึง่ ทักษะเหล่านีม้ คี วามส�ำคัญต่อการเพิม่ ผลิตภาพแรงงาน นอกจากนีผ้ เู้ ขียนยัง ได้วเิ คราะห์ลกั ษณะขององค์กรทีส่ ร้างความสุขให้แก่คนท�ำงาน ซึง่ ท้ายสุดแล้วจะท�ำให้ผลิตภาพแรงงาน เพิม่ เพราะแรงงานต่างมีความสุขในการท�ำงาน ผูเ้ ขียนยังได้ให้ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายอย่างน่าสนใจใน บทสุดท้าย ท�ำให้หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์ต่อผู้อ่านเป็นอย่างมาก จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ที่เห็นได้ชัด คือการน�ำเสนอเนื้อหาที่มีการวิเคราะห์เชิงปริมาณ แต่ผู้เขียน สามารถท�ำให้ผอู้ า่ นเข้าใจเนือ้ หาทีย่ ากให้งา่ ยต่อการเข้าใจ โดยทีผ่ เู้ ขียนได้นำ� ข้อมูลดิบจากรายงานการ ส�ำรวจผลิตภาพและบรรยากาศการลงทุน (Productivity and Investment Climate Survey) ซึ่งเป็นการ ส�ำรวจในแต่ละบริษัท (Firm-Level Survey) ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาอื่นๆ ในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นจึง ท�ำให้งานวิจยั นีม้ คี วามแตกต่างจากงานวิจยั อืน่ ๆ ทีผ่ า่ นมา เพราะงานวิจยั ในอดีตจะใช้ขอ้ มูลระดับบุคคล หรือระดับอุตสาหกรรม ดังนัน้ ค�ำถามในแบบส�ำรวจผลิตภาพและบรรยากาศการลงทุนส�ำหรับใช้ในงาน วิจยั นี้ จึงเป็นค�ำถามเชิงลึกทีเ่ กีย่ วข้องกับการจ้างงานและคุณภาพของทุนมนุษย์ ท�ำให้การวิเคราะห์และ ผลลัพธ์ของงานวิจยั นีม้ คี วามละเอียดและแม่นย�ำมาก โดยธนาคารโลกเป็นผูจ้ ดั ท�ำแล้ว จึงสร้างความน่า เชื่อถือมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จุดเด่นอีกประการหนึง่ ของหนังสือเล่มนี้ คือผูเ้ ขียนได้นำ� กรอบแนวคิดการศึกษาเรียนรูต้ ลอดชีวติ (LifeLong Learning Framework) และการพัฒนาทักษะไปสู่การจ้างานและการเพิ่มผลิตภาพ (Skill toward Employment and Productivity Framework) มาใช้เป็นกรอบของวิธีวิจัย โดยผู้เขียนเห็นว่าระบบการ เรียนรูต้ ลอดชีวติ มีความส�ำคัญและสามารถส่งผลต่อการพัฒนาทักษะของแรงงานในประเทศไทย ดังนัน้ ผูเ้ ขียนจึงให้ความส�ำคัญต่อการศึกษานอกห้องเรียนและการฝึกอบรมต่างๆ นอกเหนือจากการศึกษาใน ระบบ ซึ่งมีส่วนส�ำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศ อย่างไรก็ดีผู้วิจารณ์ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เห็นว่าเนื้อหาบางส่วนมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน จึงขออนุญาตน�ำเนื้อหาบางส่วนของหนังสือเล่มนี้มาสรุป เผื่อผู้อ่านท่านใดสนใจ ก็สามารถ download หนังสือเล่มนี้จากห้องสมุดออนไลน์ของ สกอ.มาอ่านได้


NIDA Economic Review

135

ผูเ้ ขียนได้วเิ คราะห์สถานการณ์แรงงานทัง้ ทางด้านอุปสงค์และอุปทานในภาคอุตสาหกรรมอย่างน่าสนใจ ยกตัวอย่างในส่วนของอุปทานแรงงาน ผูเ้ ขียนวิเคราะห์วา่ จ�ำนวนผูท้ ำ� งานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในช่วงปี 2550-2554 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 5.62 ล้านคนเป็น 5.30 ล้านคน หรือคิดเป็น อัตราการลดลงร้อยละ 5.66 และหากพิจารณาด้านทุนมนุษย์จะพบว่าแรงงานส่วนใหญ่ (ประมาณร้อย ละ 41.56) ส�ำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาหรือต�่ำกว่า และแรงงานประมาณร้อยละ 38 จะท�ำงาน ที่ต้องอาศัยความสามารถทางฝีมือ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้วิเคราะห์ว่าแรงงานของประเทศมีแนวโน้ม ส�ำเร็จการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้วิเคราะห์อุปทานแรงงานของอุตสาหกรรมการ ผลิตอีก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ได้แก่ อาหาร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ยางและพลาสติก เครื่องจักรและ อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์และเฟอร์นิเจอร์ ท�ำให้ผู้อ่านสามารถเปรียบเทียบอุปทาน แรงงานในแต่ละสาขาอุตสาหกรรม ส�ำหรับสถานการณ์ของอุปสงค์แรงงาน ผู้เขียนได้วิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจว่า อุตสาหกรรมชิ้นส่วน ยานยนต์มีผลิตภาพแรงงานสูงที่สุด เนื่องจากโครงสร้างการผลิตของชิ้นส่วนยานยนต์ใช้เทคโนโลยีใน ระดับสูง อย่างไรก็ตามภาคอุตสาหกรรมเพิ่มการใช้เทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างน้อย หากเปรียบ เทียบระหว่างสาขาอุตสาหกรรมจะพบว่า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มีการใช้เทคโนโลยีในการผลิต เพิ่มขึ้นซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมสาขาอื่นๆ สิง่ ทีน่ า่ สนใจอีกประการหนึง่ ของหนังสือเล่มนี้ คือผูเ้ ขียนได้วเิ คราะห์อปุ สงค์แรงงานโดยได้วเิ คราะห์ตาม ภูมิภาค ซึ่งงานวิจัยนี้พบว่าภาคตะวันออกมีผลิตภาพแรงงานสูงที่สุด เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมส่วน ใหญ่จะอยู่ในภาคตะวันออก นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยก�ำลังขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพโดย เฉพาะแรงงานที่มีทักษะพื้นฐาน ซึ่งท�ำให้ภาคการผลิตไม่สามารถด�ำเนินการผลิตได้เต็มก�ำลังการผลิต อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาแรงงานที่มีทักษะต�่ำ (คิดเป็นร้อยละ 73) สิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็น หนึ่งที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรมยังคงให้ความส�ำคัญกับแรงงานที่ จบการศึกษาในระดับอาชีวะ (คิดเป็นร้อยละ 67.6 ของแรงงานที่ท�ำงาน) แต่จ�ำนวนแรงงานที่จบระดับ อาชีวะกลับมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่จะเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษามากขึ้น สุดท้ายแล้วแรงงานเหล่านี้ ก็จะ ประสบปัญหาเรื่องทักษะหรือคุณภาพการศึกษาที่แรงงานใหม่สำ� เร็จการศึกษา ที่ไม่ตรงความต้องการ ของนายจ้าง นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้สรุปไว้ว่า การฝึกอบรมไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมภายในหรือนอก องค์กร ต่างก็เป็นปัจจัยที่ส�ำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กร และหากพิจาณาขนาดขององค์กร จะ พบว่าองค์กรทีม่ ขี นาดใหญ่ตา่ งให้ความส�ำคัญในเรือ่ งการฝึกอบรมค่อนข้างมาก ซึง่ ต่างจากองค์กรขนาด เล็กที่ให้ความส�ำคัญกับการฝึกอบรมค่อนข้างน้อย


136

NIDA Economic Review

นอกจากนี้หลักสูตรการฝึกอบรมที่จัดภายในองค์กร ส่วนใหญ่จะเน้นเฉพาะทักษะที่แรงงานสามารถน�ำ ไปประยุกต์ใช้ในการท�ำงานในองค์กรนัน้ ๆ เท่านัน้ เช่น มาตรฐานความปลอดภัย การจัดการและการใช้ เทคโนโลยี และด้านเทคโนโลยีการผลิต ส่วนหลักสูตรการฝึกอบรมส�ำหรับทักษะทั่วไป เช่น ทักษะทาง ด้านภาษา การตลาด และไอที องค์กรยังให้ความส�ำคัญค่อนข้างน้อย สิ่งที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ คือการวิเคราะห์โดยใช้แบบจ�ำลองทางเศรษฐมิติ เพื่อเปรียบ เทียบต้นทุนและผลได้ของการลงทุนในทุนมนุษย์ โดยผลได้ของทรัพยากรมนุษย์สามารถอ้างอิงจากการ เพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน นอกจากนี้ การลงทุนในทุนมนุษย์ยังยังส่งผลให้ต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเงินเดือน ดังนั้นผู้เขียนจึงได้น�ำตัวแปร “ค่าจ้างเฉลี่ย” และ “ดัชนีต้นทุนต่อหน่วย แรงงาน (Unit Labor Cost)” มาวิเคราะห์นอกเหนือจากตัวแปรผลิตภาพแรงงาน ผลการศึกษาในหนังสือเล่มนี้พบว่า จ�ำนวนปีการศึกษาของแรงงานส่งผลทางบวกอย่างมีนัยส�ำคัญต่อ โอกาสในการเพิม่ ขีดความสามารถขององค์กร (ความสามารถขององค์กรสามารถวิเคราะห์จากดัชนี Unit Labor Cost) เนื่องจากจ�ำนวนปีการศึกษามีทิศทางตรงกันข้าม (หรือมีค่าสัมประสิทธิ์ติดลบ) กับ Unit Labor Cost ทั้งนี้ Unit Labor Cost สามารถค�ำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยต่อแรงงาน 1 คนหารด้วยผลิตภาพ ของแรงงานในบริษัท และหากวิเคราะห์ในเชิงนโยบาย จะพบว่าแรงงานที่มีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1 ปี จะท�ำให้ Unit Labor Cost ลดลงร้อยละ 0.2 นอกจากนี้ ผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นมีผลมาจากระดับการศึกษาของแรงงานที่จ้าง กล่าวคือ แรงงาน ทีส่ �ำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะมีผลิตภาพแรงงานสูงสุด (หากบริษัทมีการจ้างแรงงานในระดับ อุดมศึกษาเพิม่ ขึน้ ร้อยละ 10 ของการจ้างงานทัง้ หมด จะท�ำให้บริษทั มีผลิตภาพของแรงงานเพิม่ ขึน้ ร้อย ละ 6.7) รองลงมา ได้แก่ แรงงานที่ส�ำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา (หากบริษัทมีการจ้างแรงงาน ในระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของการจ้างงานทั้งหมด จะท�ำให้บริษัทมีผลิตภาพของแรงงาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4) นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้สรุปว่า บริษัทที่จัดให้มีการฝึกอบรมภายในองค์กร (In-house training) จะมี ผลิตภาพแรงงานและค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทที่ไม่มีการฝึกอบรมในองค์กร อยู่ร้อยละ 13.6 และ 10.5 ตามล�ำดับ อย่างไรก็ตาม การฝึกอบรมภายนอกองค์กร(Outside Training) พบว่า ไม่ส่งผลต่อผลิตภาพ แรงงานและต้นทุนค่าจ้างเฉลี่ยของบริษัทอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติแต่อย่างใด ผู้เขียนยังได้วิเคราะห์ว่า คุณภาพของผู้ส�ำเร็จการศึกษาในระดับต่าง ๆ ไม่สามารถตอบสนองความ ต้องการของผู้ประกอบการได้ โดยทักษะของแรงงานไทยที่ยังมีคุณภาพต�่ำมากที่สุด คือ ทักษะด้าน ภาษาอังกฤษ รองลงมา ได้แก่ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการค�ำนวณ และทักษะวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ และหากจ�ำแนกลักษณะด้านปัญญา (Cognitive Skill) และทักษะด้านพฤติกรรม


NIDA Economic Review

137

(Non-Cognitive Skill) จะพบว่าแรงงานไทยยังขาดทักษะ ทางด้านปัญญามากกว่าทักษะด้านพฤติกรรม นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า ทักษะทางด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นทักษะทีม่ คี วามจ�ำเป็นมาก ที่สุดส�ำหรับการพัฒนาผลิตแรงงานในภาคอุตสาหกรรม หนังสือเล่มนี้ ยังได้อธิบายปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรสามารถสร้างความสุข ส่งผลให้แรงงานมีความสุขใน การท�ำงานเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึง ผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรมีความสุขสามารถ แบ่งเป็น 10 ลักษณะ ได้แก่ 1) การตอบสนองความต้องการพืน้ ฐาน, 2) การพัฒนาความรูค้ วามสามารถ, 3) สัมพันธภาพ, 4) การสร้างการยอมรับ, 5) การบริหารจัดการ, 6) การสร้างวัฒนธรรมองค์กร, 7) การ สร้างสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน, 8) ภาวะผู้น�ำ, 9) ความรับผิดชอบต่อสังคมและ, 10) การอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในภาพรวม ว่าระบบการศึกษาไทยจ�ำเป็นที่จะต้อง ให้ความส�ำคัญในการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning Framework) เนื่องจากการ เรียนการสอนในแต่ละระดับชัน้ จะพัฒนะทักษะแก่แรงงานแตกต่างกันไป และมีบทบาทอย่างมากในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์อยู่หลายประเด็น เช่น

ควรมีการเชือ่ มโยงการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมเนือ่ งจากระบบการ เรียนการสอนในระดับอุดมศึกษามีการเชื่อมโยงกับนายจ้างค่อนข้างน้อย ควรสนับสนุนการร่วมมือกันทางวิชาการและวิจยั ระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนมาก ยิ่งขึ้น หลักสูตรการศึกษาควรสนับสนุนด้านสหสาขาวิชา (Multi-disciplinary approach) การศึกษาและการฝึกอบรมควรพัฒนาทักษะทัว่ ไป เช่น ทักษะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ และทักษะด้านภาษาอังกฤษ ควรจัดการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงานให้เหมาะสมกับประเภทของบริษัทในภาค อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น บริษัทที่อยู่ภายใต้ระบบห่วงโซ่มูลค่า บริษัทที่มีศักยภาพสูง และ บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น

หากผู้อ่านสนใจ เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 8 บทซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ บทที่ 1:บทน�ำ บทที่ 2:อธิบายกรอบความคิดและทฤษฎีเพือ่ วิเคราะห์หาความเชือ่ มโยงของระบบการพัฒนาทุนมนุษย์ แรงงาน (ซึ่งผู้เขียนจะให้ความส�ำคัญกับการศึกษาและการฝึกอบรม) กับการเพิ่มผลิตภาพแรงงานใน ตลาดแรงงาน โดยบทนี้ได้อธิบายกรอบโครงสร้างที่ส�ำคัญ 2 ระบบ ได้แก่ 1) ระบบการศึกษาเรียนรู้


138

NIDA Economic Review

ตลอดชีวิต (Life – Long Learning Framework) และ 2) ทักษะไปสู่การจ้างงานและการเพิ่มผลิตภาพ (Skill toward Employment and Productivity Framework) บทที่ 3:วิเคราะห์ในด้านอุปทานแรงงาน (Labor Supply) เพื่อให้เห็นสถานการณ์การจ้างงานและทุน มนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมไทย โดยผูเ้ ขียนได้นำ� ข้อมูลดิบ (Raw Data) จากการส�ำรวจภาวการณ์ทำ� งาน ของประชากรไทย (Labor Force Survey) ระหว่างปี 2550 – 2554 ซึง่ จัดเก็บโดยส�ำนักงานสถิตแิ ห่งชาติ ทัง้ นีก้ ารวิเคราะห์ในบทนี้ จะเริม่ จากการวิเคราะห์สถานการณ์การจ้างงานและทุนมนุษย์ในระดับประเทศ ก่อน และเข้าสู่การวิเคราะห์ 8 อุตสาหกรรมย่อย ได้แก่ อาหาร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ยางและพลาสติก เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนตร์และเฟอร์นิเจอร์ ตามล�ำดับ บทที่ 4:วิเคราะห์ในด้านอุปสงค์แรงงาน (Labor Demand) เพือ่ ให้เห็นสถานการณ์ของผลิตภาพแรงงาน คุณภาพแรงงานและระดับการศึกษาของแรงงานไทย ตลอดจนสถานการณ์การจ้างงานในแต่ละระดับ การศึกษาของแรงงาน การฝึกอบรมของแรงงานโดยรวมและ 8 อุตสาหกรรมย่อย โดยผู้เขียนได้น�ำ ข้อมูลส�ำรวจรายบริษัทจ�ำนวน 1,043 บริษัท ที่เรียกว่า “การส�ำรวจผลิตภาพและบรรยากาศการลงทุน (Productivity and Investment Survey Framework) ซึ่งจัดเก็บโดยธนาคารโลก ร่วมกับส�ำนักงานคณะ กรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2007 บทที่ 5:วิเคราะห์โดยเปรียบเทียบต้นทุนและผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ในการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยใช้แบบจ�ำลองทางเศรษฐมิติ (Econometric Model) ซึ่งผู้เขียนได้วิเคราะห์โดยใช้ผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) เพื่ออธิบายการพัฒนาทุนมนุษย์นอกเหนือจากการวิเคราะห์ผลได้ของการพัฒนา ทุนมนุษย์ บทนี้ยังได้วิเคราะห์ต้นทุนของการพัฒนาทุนมนุษย์โดยใช้ “ค่าจ้างเฉลี่ย” (ซึ่งอธิบายต้นทุน ค่าจ้างต่อคนของบริษทั ) เนือ่ งจากการทีผ่ ลิตภาพแรงงานจะเพิม่ ขึน้ ต้องอาศัยการพัฒนาทุนมนุษย์ เช่น การพัฒนาด้านการศึกษา การฝึกอบรม ซึ่งท�ำให้เกิดต้นทุนการพัฒนาทุนมนุษย์ตามมานอกจากนี้บทนี้ ยังวิเคราะห์ถงึ ผลกระทบของการพัฒนาทุนมนุษย์ตอ่ ความสามารถในการแข่งขันของแรงงานโดยใช้ดชั นี ค่าจ้างเฉลี่ยต่อผลผลิตภาพแรงงาน (Unit Labor Cost) เป็นตัววัด บทที่ 6:วิเคราะห์ปัจจัยทางด้านคุณภาพแรงงานต่อผลิตภาพแรงงาน ซึ่งในบทนี้ได้อธิบายการ เปลีย่ นแปลงเชิงโครงสร้างของบริษทั และทักษะแรงงานทีน่ ายจ้างต้องการในศตวรรษที่ 21 โดยสามารถ สรุปทักษะต่างๆ เป็น 2 ทักษะ ได้แก่ ทักษะด้านปัญญา (Cognitive Skill) ซึ่งหมายถึงความสามารถใน การวิเคราะห์สถานการณ์ และใช้ความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาต่างๆ และทักษะ ด้านพฤติกรรม (Non-Cognitive Skill) นอกเหนือจากทักษะด้านปัญญากล่าวคือ ทักษะอืน่ ๆ เช่น ทักษะ ในการด�ำเนินชีวิต การท�ำงานร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ ผู้เขียนได้วิเคราะห์และเปรียบเทียบความส�ำคัญ ระหว่างทักษะด้านปัญญาและด้านพฤติกรรม ตลอดจนผลกระทบต่อผลิตภาพแรงงาน


NIDA Economic Review

139

บทที่ 7:อธิบายปัจจัยทีส่ ง่ ผลต่อการยกระดับทุนมนุษย์ โดยยกตัวอย่างการศึกษาต่างๆ ในอดีต เช่น การ ศึกษาของ จุฑามาส แก้วพิจิตร และวิชัย อุตสาหจิต (2556) ซึ่งอธิบายลักษณะขององค์กรแห่งความสุข 10 ลักษณะ (เพื่อลดความเหลื่อมล�้ำในองค์กร ส่งผลต่อการสร้างความพอใจในงาน และสุดท้ายท�ำให้ ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น) ได้แก่ 1) การตอบสนองความต้องการพื้นฐาน 2) การพัฒนาความรู้ความ สามารถ 3) สัมพันธภาพ 4) การสร้างการยอมรับ 5) การริหารจัดการ 6) การสร้างวัฒนธรรมองค์กร 7) การสร้างสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน 8) ภาวะผู้น�ำ 9) ความรับผิดชอบต่อสังคม และ 10) การ อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 8:สรุปผลการศึกษาทัง้ หมด พร้อมทัง้ เสนอข้อคิดเห็นเชิงนโยบายทีเ่ ป็นประโยชน์ในการพัฒนาทุน มนุษย์เพื่อน�ำไปสู่ความส�ำเร็จในตลาดแรงงาน สุดท้ายนี้ หนังสือเล่มนี้มีลักษณะการเขียนที่เป็นรายงานผลงานวิจัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นความตั้งใจและ คุณภาพของผู้เขียน โดยมีการน�ำข้อมูลดิบจาก 1) การส�ำรวจรายบริษัท ซึ่งจัดเก็บโดยธนาคารโลก และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ 2) การส�ำรวจภาวะการท�ำงานของประชากรไทย (ปี 2550-2554) ซึง่ จัดเก็บโดยส�ำนักงานสถิตแิ ห่งชาติ มาวิเคราะห์ขอ้ มูลในรูปของสถิตเิ ชิงพรรณนา โดย น�ำเสนอในรูปของตารางสรุปและแผนภูมิในลักษณะต่างๆ ซึ่งท�ำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่าง รวดเร็ว นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ ได้นำ� ข้อมูลทีส่ ำ� คัญในการส�ำรวจในแต่ละบริษทั (Firm-Level Data) มา วิเคราะห์โดยสร้างแบบจ�ำลองทางเศรษฐมิติ ซึง่ ถือว่าเป็นวิเคราะห์ทางสถิตเิ พือ่ ทดสอบทฤษฎีหรือกรอบ งานวิจัยที่ผู้เขียนได้น�ำเสนอไว้ในบทที่ 2 พร้อมทั้งได้น�ำเสนอข้อแนะน�ำเชิงนโยบายในบทสุดท้าย เพื่อ หวังทีจ่ ะยกระดับผลิตภาพแรงงานไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังสามารถน�ำมาใช้ในการเรียนการสอนในวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม เศรษฐศาสตร์การพัฒนา เนื่องจากงานวิจัยมีความทัน สมัยในข้อมูลที่ใช้ ดังนั้น ผู้วางนโยบายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สามารถน�ำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ที่ได้อธิบายในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ มาประยุกต์ใช้ในองค์กร เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งการพัฒนา ทั้งทักษะของแรงงาน ตลอดจนการจัดการขององค์กรให้ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

เศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม 2558)  

Nida economice Review

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you