Page 1


Development Economic Review

พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน ปที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2559)

บรรณาธิการบริหาร ศาสตราจารย ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห ศาสตราจารย ดร.ดิเรก ปทมสิริวัฒน ศาสตราจารย ดร.ตีรณ พงศมฆพัฒน ศาสตราจารย ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา รองศาสตราจารย ดร.โกเมน จิรัญกุล Professor Keunjae Lee Professor Kangkook Lee Professor Shuji Matsuno Professor Toshiaki Yamai Professor Mei Linhai นายสงคราม ไชยแกว

บรรณาธิการ ศาสตราจารย ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห ประสานงาน นายสงคราม ไชยแกว songkram@nida.ac.th

1

Development Economic Review Volume 10 No. 1 (January 2016)

หัวหนากองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ผูชว ยกองบรรณาธิการ และผูประสานงาน


­µ¦´

Development Economic Review

3

สารบัญ การกีดกันเพศหญิงในการจางงานวิชาชีพชั้นสูง นวลพรรณ ไมทองดี

8

สิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ภัททา เกิดเรือง

28

โครงสรางครอบครัวกับทักษะทางปญญาของนักเรียนไทย ศิวัช เทียมทัด

61

การศึกษาความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงการใหบริการของการรถไฟแหงประเทศไทย กองภพ โนนสืบเผา และ อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ

84

การศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยทามกลางการเปลี่ยนแปลง: กรณีศึกษาหลักสูตร เศรษฐศาสตรบัณฑิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กุลลินี มุทธากลิน

112

Book Review Saran Santisart

147


Development Economic Review

5

บทบรรณาธิการ การเดินทางของวารสารเศรษฐศาสตรปริทรรศนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร (NIDA Economic Review) ไดเขามาสูขวบปที่ 10 โดยหนึ่งในความสําเร็จของเราตลอด 10 ปก็คือ การนําเสนองานวิจัย ทางดานเศรษฐศาสตรและนโยบายสาธารณะมาอยางตอเนือ่ งจากการเปลีย่ นมือบรรณาธิการบริหารมา แลวสามทาน ไดแก รองศาสตราจารย ดร.โกเมน จิรัญกุล, ศาสตราจารย ดร.ดิเรก ปทมสิริวัฒน, และ ผมเปนคนที่สาม ตั้งแตเขามารับหนาที่เปนกรรมการบริหารในวารสารดังกลาวนี้เมื่อ 3 ปที่แลว ในขณะ นั้นวารสารเศรษฐศาสตรปริทรรศนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตรถูกจัดใหอยูในกลุม Thailand Citation Index ในระดับ 3 (TCI-3) ทางกองบรรณาธิการตองใชความพยายามเปนอยางสูงจนกระทั่ง วารสารเศรษฐศาสตรปริทรรศนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตรของเราไดเขามาอยูในกลุม 1 ของ ฐานขอมูล Thailand Citation Index (TCI-1) การเขามาสูกลุม 1 ของฐานขอมูล TCI นี้เปนเพียงความสําเร็จในขั้นแรกเทานั้น ในขั้นตอไปก็คือการ เขาสูในฐานขอมูลสากลในระดับภูมิภาคซึ่งก็คือฐานขอมูล ASEAN Citation Index และเพื่อเปนการ เตรียมความพรอมในการยกระดับวารสารของเราใหไปสูในระดับนานาชาติ ทางกองบรรณาธิการจึงได ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของวารสารจากวารสารเศรษฐศาสตรปริทรรศนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร (NIDA Economic Review) เปน “พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน” (Development Economic Review) หรือ DER เพื่อใหชื่อของวารสารนอกจากจะมีความเปนสากลมากขึ้นแลว ยังสอดคลองกับหนวยงาน ของเราก็คือ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ (School of Development Economics) และเพื่อการยกระดับไป สูสากล ทางวารสารทําการปรับปรุงกองบรรณาธิการ (Editorial Board) ใหมโดยไดเชิญศาสตราจารย และนักวิชาการจากตางประเทศเขารวมดังนี้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11.

ศาสตราจารย ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห ศาสตราจารย ดร.ดิเรก ปทมสิริวัฒน ศาสตราจารย ดร.ตีรณ พงศมฆพัฒน ศาสตราจารย ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา รองศาสตราจารย ดร.โกเมน จิรัญกุล Professor Keunjae Lee Professor Kangkook Lee Professor Shuji Matsuno Professor Toshiaki Yamai Professor Mei Linhai นายสงคราม ไชยแกว

หัวหนากองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ผูชวยกองบรรณาธิการและผูประสานงาน


6

Development Economic Review

อยางไรก็ดี วารสารพัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศนของเรายังคงนําเสนองานวิจัยทางดานเศรษฐศาสตร และนโยบายสาธารณะที่เขมขนเหมือนเดิม โดยในฉบับที่ 10 เลมที่ 1 นี้เราจะยังคงนําเสนอบทความ ทางวิชาการที่นาสนใจจํานวนทั้งสิ้น 5 บทความ บทความแรกเรื่อง “การกีดกันเพศหญิงในการจางงาน วิชาชีพชั้นสูง” โดยอาจารย นวลพรรณ ไมทองดีจาก คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตศรีราชา โดยศึกษาความเหลือ่ มลํา้ ทางเพศ (Gender Discrimination) โดยใชสมการความแตก ตางของคาจาง (Wage Differential) ของลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง โดยงานศึกษานี้ไดมี การแกปญ  หาการใชขอ มูลซึง่ มีอคติในการเลือกตัวอยางและมีการแยกความแตกตางของคาจางเนือ่ งจาก การกีดกันทางเพศหรือการเลือกปฏิบตั อิ อกจากสาเหตุอนื่ ๆ ผลการศึกษาพบวา ผูช ายทีป่ ระกอบวิชาชีพ ชั้นสูงจะมีคาจางที่แทจริงตอชั่วโมงสูงกวาผูหญิงประมาณรอยละ 23.14 บทความที่สองโดยผูชวยศาสตราจารย ดร.ภัททา เกิดเรือง จากคณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร กับบทความที่มีชื่อวา “สิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ” งานศึกษานี้ไดอธิบายความเหลื่อมลํ้าในการจายคาตอบแทนและใหสวัสดิการแกพนักงาน มหาวิทยาลัยและขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยคํานวณสิทธิประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินดาน การรักษาพยาบาลที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับจากสวัสดิการประกันสังคมและสิทธิประโยชนที่ ขาราชการไดรบั จากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ ตลอดจนเปรียบเทียบผลรวมของสิทธิประโยชน ทั้งที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงินที่พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการไดรับโดยใชมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตรและมหิดลเปนกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบวา ถึงแมวาอัตราเงินเดือนเริ่มตนของพนักงาน มหาวิทยาลัยจะสูงกวาเงินเดือนของขาราชการในอัตรา 1.5 - 1.7 เทาก็ตามแตผลประโยชนรวมที่ ขาราชการไดรับยังคงมีมูลคามากกวาผลประโยชนรวมที่พนักงานไดรับ บทความทีส่ ามโดยคุณศิวชั เทียมทัด จากธนาคารกรุงไทยทีม่ ชี อื่ วา “โครงสรางครอบครัวกับทักษะทาง ปญญาของนักเรียนไทย” โดยศึกษา ถึงผลกระทบของโครงสรางครอบครัวที่มีตอการพัฒนาทักษะทาง ปญญาของเด็กนักเรียนไทย โดยการศึกษานีใ้ ชขอ มูลจากโครงการประเมินผลนักเรียนในระดับนานาชาติ หรือ PISA ของประเทศไทยโดยใชแบบจําลองทางเศรษฐมิติ ผลการศึกษาพบวา โครงสรางครอบครัว มีอิทธิพลอยางสูงตอการพัฒนาทักษะทางปญญาของเด็กในระยะยาว โดยการอาศัยอยูกับพอหรือแม เพียงคนใดคนหนึง่ หรือไมไดอาศัยอยูก บั ทัง้ พอและแมมผี ลกระทบทางลบตอการพัฒนาทักษะทางปญญา ในทุกๆ ดาน เมือ่ เด็กคนนัน้ มีอายุ 15 ป อยางมีนยั สําคัญทางสถิตกิ ารสงเสริมการมีโครงสรางครอบครัว ทีส่ มบูรณซงึ่ ประกอบไปดวยทัง้ พอและแมจงึ เปนสาเหตุสาํ คัญประการหนึง่ ตอการพัฒนาทักษะการเรียนรู ของเด็ก บทความทีส่ โี่ ดยคุณกองภพ โนนสืบเผา (การรถไฟแหงประเทศไทย) และรองศาสตราจารย ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ (คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร) ทีม่ ชี อ่ื วา “การศึกษาความ เต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงการใหบริการของการรถไฟแหงประเทศไทย” โดยบทความนี้ใชเทคนิค การประเมินมูลคาความเต็มใจจะจายของผูโ ดยสารชาวไทยและชาวตางชาติทโี่ ดยสารขบวนรถไฟชัน้ 2


Development Economic Review

7

เพือ่ การปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ ดวยวิธสี มมติเหตุการณโดยจัดเก็บกลุม ตัวอยางจํานวน 900 ตัวอยาง แบงเปนผูโ ดยสารชาวไทย 600 ตัวอยาง และผูโ ดยสารชาวตางชาติจาํ นวน 300 ตัวอยาง ผลการศึกษาพบวา ในดานการปรับปรุงเรื่องความสะอาดบนขบวนรถไฟ ผูโดยสาร ชาวไทยมีความเต็มใจจะจายเพิ่มจากคาโดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 296.80 บาทตอคน สําหรับชาวตางชาติมคี วามเต็มใจจะจายเพิม่ จากคาโดยสารทีใ่ ชในการเดินทางในแตละครัง้ เฉลีย่ เทากับ 527.10 บาทตอคน สวนดานการปรับปรุงเรือ่ งความปลอดภัยบนขบวนรถไฟนัน้ ผูโ ดยสาร ชาวไทยมีความเต็มใจจะจายเพิ่มจากคาโดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 241.02 บาทตอคน สําหรับชาวตางชาติมคี วามเต็มใจจะจายเพิม่ จากคาโดยสารทีใ่ ชในการเดินทางในแตละครัง้ เฉลี่ยเทากับ 387.07 บาทตอคน บทความสุดทายโดย อาจารย ดร.กุลลินี มุทธากลิน จากคณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไดศึกษาพัฒนาการของการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในประเทศไทย โดยบทความนี้ไดอธิบายวา การศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยมีพฒ ั นาการตามการศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศตะวันตกโดยเฉพาะ ประเทศสหรัฐ-อเมริกาโดยมีวัตถุประสงคของการศึกษาเพื่อสรางผูเชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร พัฒนาการดังกลาวดําเนินไปพรอมๆ กับการใหความสําคัญกับเศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกและการใช เครื่องมือทางคณิตศาสตร สถิติ และเศรษฐมิติ อยางไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร อาจารย และนักศึกษา เศรษฐศาสตรในประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรไดเริ่มตั้งคําถามและวิพากษตอ การศึกษาเศรษฐศาสตรโดยเฉพาะประเด็นความไมสมจริงและการไมสามารถประยุกตใชของทฤษฎี เศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกผานขอเรียกรองของกลุมตางๆ ที่ตั้งคําถามตอการศึกษาเศรษฐศาสตรที่ เปนอยู นอกจากการนําเสนอบทความวิจัยในรูปเลมของวารสารแลวกองบรรณาธิการวารสารจะยังคงทําการ เผยแพรบทความยอนหลังในวารสารจาก website ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจโดยสามารถเขาไป Download บทความตางๆ ไดจาก www.econ.nida.ac.th, http://www.tci-thaijo.org/index.php/der, www. econ.nida.ac.th และสามารถสมัครเปน Fanpage ทาง Facebook ตามลิงค https://www.facebook.com/ Development Economic Review ซึง่ เปนอีกชองทางหนึง่ ทีม่ วี ตั ถุประสงคทจี่ ะนําบทความของวารสารมา อธิบายในภาษาทีเ่ ขาใจงายขึน้ อันจะนําไปสูก ลุม เปาหมายทีก่ วางขึน้ ทัง้ นี้ พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน (Development Economic Review) มีความประสงคในการเปดรับ (Call for Paper) บทความทางวิชาการ ทีม่ คี วามหลายหลายมากขึน้ ไมวา จะเปนบทความทางเศรษฐศาสตร สังคมศาสตร บริหารธุรกิจ นโยบาย สาธารณะ และสหวิทยาการตางๆ ไมวา จะเปนภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เพือ่ เปนแหลงหนึง่ ในการสราง ระบบการเรียนรูร ว มกัน โดยสามารถสงบทความมาไดยงั กองบรรณาธิการ (econ@nida.ac.th) ศาสตราจารย ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห บรรณาธิการบริหาร


8

พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน ปที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2559)

Development Economic Review

การกีดกันเพศหญิงในการจางงานวิชาชีพชั้นสูง นวลพรรณ ไมทองดี*

บทคัดยอ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาความแตกตางของคาจางของลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้น สูงเปรียบเทียบระหวางเพศชายและเพศหญิง โดยไดมีการแกปญหาการใชขอมูลซึ่งมีอคติในการเลือก ตัวอยางและมีการแยกความแตกตางของคาจางเนื่องจากการกีดกันทางเพศหรือการเลือกปฏิบัติออก จากสาเหตุอนื่ ๆ ผลการศึกษาพบวา ผูช ายทีป่ ระกอบวิชาชีพชัน้ สูงจะมีคา จางทีแ่ ทจริงตอชัว่ โมงสูงกวา ผูหญิงประมาณรอยละ 23.14 นอกจากนั้นยังพบวา วิธีการที่ตางกันในการจําแนกองคประกอบความ แตกตางของคาจางนั้นก็จะทําใหที่มาและสัดสวนของความแตกตางของคาจางแตกตางกันดวยเชนกัน ซึ่งในการกําหนดนโยบายของรัฐในการแกปญหาความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงจึงควร อยูบ นฐานของงานวิจยั ทีไ่ ดแกปญ  หาอคติในการเลือกตัวอยางแลว และยังควรคํานึงถึงวิธกี ารวัดปญหา ความไมเทาเทียมกันของคาจางจากการกีดกันทางเพศดวย

คําสําคัญ: การกีดกันทางเพศ ความแตกตางของคาจาง ตลาดแรงงาน ประเทศไทย *อาจารยประจํา คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตศรีราชา ถนนสุขมุ วิท อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20230 - Email: nuanmait@hotmail.com


Economic Review DevelopmentDevelopment Economic Review 9 Volume 10 No.1 (January 2016)

Gender Discrimination of Professional Workers Nuanphan Maithongdee*

Abstract The purpose of this research aims investigating gender wage differentials among private employees in Thailand. This study follows Neuman and Oaxaca (2005) framework by correcting for selectivity bias and decomposing the gender wage differentials by accounting for selectivity term which has not yet been done in any research in the case of Thailand. The results revealed that male professional workers earned about 23.14 percent more of their real hourly wage than female professionals while different decomposition methods led to different sources and contributions of the gender wage differentials. Therefore, in order to determine public policies regarding gender wage differentials or discrimination in the labor market, it should be based on researches with correction for selectivity bias and take into account methods of measuring wage inequality due to gender discrimination.

Keywords: Gender Discrimiation, Wage Differential, Labor Market, Thailan *Lecturer of Economics, Faculty of Economics, Kasetsart University (Sriracha Campus) Sukhumvit Road, Sriracha, Chonburi 20230, Thailand - Email: nuanmait@hotmail.com


10

Development Economic Review

1. บทนํา ถึงแมวา ประเด็นเกีย่ วกับความไมเทาเทียมกันระหวางชายและหญิงในตลาดแรงงานจะมีการกลาวถึงกัน มานานแลว อีกทัง้ ยังมีงานวิจยั ศึกษาเกีย่ วกับความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงเปนจํานวน มาก โดยในการศึกษาถึงแหลงที่มาของความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงนั้น มี Oaxaca (1973) และ Blinder (1973) เปนผูร เิ ริม่ ในการคนควา โดยชีว้ า ความแตกตางของคาจางระหวางชายและ หญิงนัน้ สามารถแบงออกเปนสองสวนดวยกัน คือ 1) สวนทีอ่ ธิบายไดทเี่ กิดจากความแตกตางทางดาน คุณสมบัติเฉพาะบุคคลหรือทุนมนุษย (Endowment or Human capital) และ 2) สวนที่อธิบายไมไดที่ เกิดจากความแตกตางในสวนของผลตอบแทนตอคุณสมบัตินั้น โดยมักเรียกกันวาเปนสวนที่อธิบายไม ไดที่อาจเกิดจากการกีดกันทางเพศหรือการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) นั่นเอง อยางไรก็ตาม ยังคงมีขอวิจารณตอการจําแนกองคประกอบความแตกตางของคาจางในงานศึกษาดัง กลาววาเปนการวัดการเลือกปฏิบตั ใิ นตลาดแรงงานเทานัน้ ซึง่ ไดมองขามการเลือกปฏิบตั ทิ อี่ าจเกิดขึน้ ในขั้นตอนการเขาสูตลาดแรงงาน โดย Becker (1971) ไดนําเสนอแบบจําลองของการเลือกปฏิบัติใน ตลาดแรงงานอันเนือ่ งมาจากอคติแบบหนึง่ คือการเลือกปฏิบตั ขิ องนายจาง (Employer Discrimination) โดยสมมติวา นายจางมีการเลือกปฏิบตั ติ อ ลูกจางทีเ่ ปนผูห ญิง นายจางก็อาจมองดวยอคติวา แรงงานหญิง นั้นมีผลผลิตสวนเพิ่ม (Marginal Product) ตํ่ากวาของแรงงานชาย และตัดสินใจจางแตแรงงานผูชาย โดยหากอัตราคาจางในตลาดของผูช ายสูงกวาของผูห ญิงแลว การตัดสินใจจางงานของนายจางดังกลาว ก็จะกอใหเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ (Economic Loss) ทั้งจากกําไรของบริษัทที่ลดลง เนื่องจากถา นายจางไมมอี คติแลวก็สามารถจางแรงงานหญิงดวยอัตราคาจางทีต่ าํ่ กวานี้ รวมถึงปริมาณการจางงาน ที่นอยเกินไป ซึ่งไมไดเปนระดับการจางงานที่ทํากําไรสูงสุด (Profit Maxmization) นอกจากการเลือกปฏิบัติของนายจางจะทําใหโอกาสในการมีงานทําของชายและหญิงไมเทากันแลว ใน การประมาณการความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงนั้น ยังอาจมีปญหาจากการใชขอมูลซึ่ง มีอคติในการเลือกตัวอยาง (Selectivity Bias) กลาวคือการเลือกตัวอยางในการประมาณการสมการคา จางนั้น จะเลือกตัวอยางจากผูที่มีคาจางซึ่งปรากฏวาเปนคนที่ทํางานอยูในกําลังแรงงานและอยูในภาค ที่มีคาตอบแทนจากการทํางาน ซึ่งขอมูลของคาจางนั้นก็จะมีเฉพาะคนที่ทํางานในกลุมดังกลาวเทานั้น โดยที่แรงงานนั้นไดเลือกที่จะเขารวมกําลังแรงงานและเลือกอาชีพที่จะทํางานดวย แตไมไดรวมคนอื่น ที่ไมไดทํางานในอาชีพนั้นๆ ตัวอยางกลุมดังกลาวจึงไมเปนตัวแทนที่ดีของกลุมตัวอยางทั้งหมด แตมี ตัวอยางอีกสวนหนึง่ ทีไ่ มไดถกู เลือกทัง้ ทีส่ ามารถมีโอกาสทีจ่ ะมีงานทําในอาชีพนีไ้ ด ตัวอยางกลุม ทีเ่ ลือก มาจึงไมไดสะทอนถึงคนที่ทํางานในอาชีพนี้ทั้งหมด จึงกอใหเกิดปญหาอคติในการเลือก Heckman (1979) ไดแสดงใหเห็นวาหากไมไดตระหนักถึงปญหาอคติในการเลือกตัวอยางดังกลาวแลว จะทําใหคาประมาณการในสมการคาจางนั้นอาจจะตํ่าเกินไป (Underestimated) หรือสูงเกินไป (Overestimated) จากคาทีแ่ ทจริง ซึง่ จะสงผลใหการประมาณการความแตกตางของคาจางระหวางชาย และหญิงนั้นบิดเบือนไปอีกดวย และทําใหทราบที่มาของความแตกตางนั้นไมถูกตอง ซึ่งอาจจะนําไปสู


Development Economic Review

11

นโยบายของรัฐในการแกปญ  หาความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงหรือในสวนของการเลือก ปฏิบตั ใิ นตลาดแรงงานทีผ่ ดิ พลาดได ยกตัวอยางเชน หากศึกษาโดยไมไดตระหนักถึงปญหาอคติในการ เลือกตัวอยาง พบวาชองวางของคาจางระหวางชายและหญิงนั้นแคบและมีการเลือกปฏิบัติในสัดสวน ที่นอ ย ปญหาความแตกตางของคาจางนี้ก็อาจจะมองวาเปนปญหาที่ไมไดสําคัญมากนักหรือแมกระทั่ง เพิกเฉยตอการแกปญหาดังกลาว ซึ่งจะยิ่งกอใหเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจนําไปสู การเลือกปฏิบัติในระดับที่เพิ่มขึ้นก็ได นอกจากนี้ ในปจจุบัน ผูหญิงมีแนวโนมที่จะเขารวมในตลาด แรงงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากปญหาการเลือกปฏิบัติตอแรงงานหญิงไมไดรับการแกไข ความสูญเสียทาง เศรษฐกิจก็อาจจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก สําหรับประเทศไทยนัน้ แมวา ในปจจุบนั รัฐบาลจะมีพระราชบัญญัตทิ างดานการศึกษาเพือ่ สงเสริมโอกาส ในการศึกษา รวมถึงพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่กําหนดใหนายจางปฏิบัติตอลูกจาง หญิงและชายโดยเทาเทียมกันในการจางงาน นอกจากนี้รัฐบาลไทยไดใหสัตยาบันเมื่อ พ.ศ. 2542 ใน การทําอนุสัญญาแรงงานระหวางประเทศฉบับที่ 100 วาดวยคาตอบแทนที่เทาเทียมกันสําหรับคนงาน ชายและหญิงซึง่ ทํางานทีม่ คี า เทากัน อยางไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยงั คงมีปญ  หาความเหลือ่ มลํา้ ทางราย ได โดยที่ผูชายไดรับคาตอบแทนจากการทํางานมากกวาผูหญิง ในบริบทของประเทศไทยนัน้ แมวา จะไมพบการเลือกปฏิบตั ใิ นเรือ่ งการจายเงินเดือนในภาคราชการและ รัฐวิสาหกิจ เนื่องจากมีเกณฑที่ใชกําหนดคาจางที่แนนอน เชน เงินเดือนแรกเขาพิจารณาจากวุฒิการ ศึกษา เปนตน แตก็อาจจะมีการเลือกปฏิบัติในลักษณะของการเลื่อนตําแหนงหรือการไดรับสวัสดิการ อืน่ ๆทีไ่ มเทากัน (Mahatthana somboon, 1983) อยางไรก็ตาม เนือ่ งจากขอมูลดังกลาวเปนขอมูลภายใน และไมเปนที่เปดเผยซึ่งยากตอการวัดและนํามาใชในการศึกษา ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จะวิเคราะหในสวน ของลูกจางเอกชนเทานั้น โดยจากขอมูลสํานักงานสถิติแหงชาติในป พ.ศ. 2551 คนที่ทํางานในฐานะ ลูกจางเอกชนนั้นคิดเปนรอยละ 34.3 ของคนที่มีงานทํา ซึ่งเปนกลุมที่ใหญที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ สถานภาพการทํางานอื่น เมื่อพิจารณาขอมูลคาจางของลูกจางเอกชนระหวางชายและหญิงที่อยูในเขตเทศบาล ระหวาง พ.ศ. 2526-2549 จากสํานักงานสถิติแหงชาติ (แสดงในรูปที่ 1) พบวา สัดสวนของคาจางหญิงตอคาจางชาย นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 0.65 ในป 2526 เปน 0.91 ในป 2549


12

Development Economic Review

รูปที่ 1 สัดสวนของคาจางหญิงตอคาจางชายของลูกจางเอกชนในเขตเทศบาล พ.ศ. 2526-2549 1 0.95 0.9 0.85 0.8 0.75 0.7 0.65 0.6 2526 2528 2530 2532 2534 2536 2538 2540 2542 2544 2546 2548

ที่มา: คํานวณโดยผูวิจัย ขอมูลจากการสํารวจภาวะทางการงาน สํานักงานสถิติแหงชาติ

นอกจากนี้ หากพิจารณาคาจางของลูกจางเอกชนระหวางชายและหญิงที่ทํางานในอาชีพตางๆ ในป 2551 จากขอมูลของสํานักงานสถิตแิ หงชาติพบวา สัดสวนคาจางของผูห ญิงตอคาจางของผูช ายทีท่ าํ งาน ในอาชีพทีม่ สี ถานภาพทางสังคมสูงและตองใชทกั ษะในการทํางาน เชน ผูจ ดั การ ผูป ระกอบวิชาชีพดาน ตางๆ และชางเทคนิคสาขาตางๆ คือ 0.86, 0.73, และ 0.89 ตามลําดับ ขณะทีพ่ วกทีม่ อี าชีพทีม่ สี ถานภาพ ทางสังคมตํา่ กวา อาทิ พนักงานบริการและพนักงานขาย ผูป ฏิบตั งิ านทีม่ ฝี ม อื ในดานการเกษตรและการ ประมง และอาชีพขั้นพื้นฐานตางๆ นั้นกลับมีสัดสวนคาจางหญิงตอคาจางชายที่สูงกวาคือ 0.90, 0.87, และ 0.97 ตามลําดับ1 สําหรับงานวิจัยเรื่องความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงในประเทศไทยนั้นยังมีจํานวนนอย เชน Mahatthana somboon (1983) ศึกษาเกี่ยวกับปจจัยที่กําหนดอัตราคาจางและความแตกตางของ คาจางระหวางชายและหญิงทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนในป พ.ศ. 2523 ในขณะที่ Phananiramai and Ingpornprasith (1993) ไดวิเคราะหถึงปจจัยที่กําหนดการเปลี่ยนแปลงของความแตกตางของคาจาง ระหวางชายและหญิงระหวางป พ.ศ. 2523-2532 เปนตน โดยงานศึกษาชิ้นหลังไดมีการชี้ประเด็นและ แกไขปญหาอคติในการเลือกตัวอยาง แตกย็ งั คงใชวธิ กี ารดัง้ เดิมของ Oaxaca (1973) ในการจําแนกองค ประกอบความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิง งานวิจยั ชิน้ นีจ้ งึ มีวตั ถุประสงคทจี่ ะประมาณการความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงของลูกจาง เอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งรวมถึงผูจัดการและผูประกอบวิชาชีพดานตางๆ อยางไรก็ตาม 1 ผูที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง (Professional Worker) ในบทความนี้หมายรวมถึงแรงงานที่ทํางานโดยใชทักษะเฉพาะทางในการ ทํางาน แะจะตองมีใบอนุญาตในการทํางาน อาทิ ใบประกอบโรคศิลป เปนตน โดยจะประกอบไปดวยผูจ ดั การและผูป ระกอบวิชาชีพ ดานตางๆ ซึ่งมีการจางงานและไดรับคาจางที่กําหนดตามกลไกของตลาด


Development Economic Review

13

เนื่องจากยังมีความเปนไปไดมากวาในการทํางานในวิชาชีพชั้นสูงนี้จะใชความสามารถทางกายภาพ (Physical Ability) นอยกวาความสามารถในทางอื่นที่ไมใชทางกายภาพ (Non-Physical Ability) เมื่อ เทียบกับอาชีพอื่นๆ ทําใหไมตองกังวลวาคาจางตางกันเพราะในทางกายภาพผูชายแข็งแรงกวาผูหญิง โดยงานศึกษานีใ้ ชขอ มูลการสํารวจภาวะการทํางานของประชากรทัว่ ราชอาณาจักร (ไตรมาสที่ 3) พ.ศ. 2551 จากสํานักงานสถิติแหงชาติ โดยศึกษาเฉพาะลูกจางเอกชนที่มีงานทําในวิชาชีพชั้นสูง โดยงาน ศึกษาจะใหความสําคัญในการตระหนักถึงการแกปญหาการใชขอมูลซึ่งมีอคติในการเลือกตัวอยาง และ จําแนกองคประกอบของความแตกตางดังกลาวขางตน เพือ่ ใหทราบถึงแหลงทีม่ าทีถ่ กู ตอง โดยคํานึงถึง สวนของการเลือกตัวอยางทีแ่ ตกตางกันระหวางชายและหญิงดวย ซึง่ แนวคิดดังกลาวเองยังไมไดมกี าร ศึกษาในสวนนีส้ าํ หรับงานวิจยั ในประเทศไทย โดยในสวนตอไปจะอธิบายถึงวิธกี ารศึกษาในการจําแนก องคประกอบความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงเพือ่ จะวัดสวนทีเ่ ปนการกีดกันทางเพศหรือ การเลือกปฏิบัติในตลาดแรงงาน 2. ระเบียบวิธีวิจัย งานนี้ประยุกตใชวิธีการจําแนกองคประกอบความแตกตางของคาจางตามแนวคิดของ Neuman and Oaxaca (2005) ซึ่งจําแนกองคประกอบของความแตกตางของคาจางออกเปนสามสวนดวยกันไดแก (1) สวนของทุนมนุษย (Endowments), (2) สวนของการเลือกปฏิบัติ (Discrimination), และ (3) สวน ของการเลือก (Selectivity)2 โดยใชแบบจําลองสองสมการ (Two-equation model) ของการทํางานและ การกําหนดคาจางของลูกจางเอกชนที่มีงานทําในวิชาชีพชั้นสูง โดยสมการทั้งสองเขียนไดดังนี้ (1) (2) โดย คือตัวแปรแฝง (Latent Variable) ทีเ่ กีย่ วของกับโอกาสทีจ่ ะมีงานทําเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพ ชัน้ สูง ขณะที่ เปน vector ของตัวแปรทีก่ าํ หนดการทํางานดังกลาว สวน คือคาจางซึง่ อยูใ นรูปของ logaritm ของลูกจางเอกชนทีม่ งี านทําในวิชาชีพชัน้ สูง และ เปน vector ของปจจัยทีก่ าํ หนดคาจาง สวน และ เปน vector ของพารามิเตอรทเี่ กีย่ วของ ขณะที่ และ คือ ตัวคลาดเคลือ่ นทีเ่ ปน อิสระตอกันและกันและมีการแจกแจงเหมือนกัน (Independent and Identically Distributed หรือ i.i.d.) ทีส่ มมติวา มีการแจกแจงแบบปกติสองตัวแปร (Bivariate Normal Distribution) (0, 0, , , ) ซึง่ ความนาจะเปนของการมีงานทําในฐานะลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูง กําหนดโดยสมการที่ 3 ดังนี้ (3) 2 ซึง่ ในบทความนี้ การเลือกจะหมายถึงการทีแ่ รงงานเลือกทีจ่ ะเขารวมกําลังแรงงานและเลือกทํางานเปนลูกจางเอกชนทีท่ าํ งานใน วิชาชีพชั้นสูงและนายจางเลือกจางแรงงานนั้นเขาทํางานและในการเก็บขอมูลนี้ไดเลือกแรงงานนั้นเปนหนึ่งในตัวอยาง


14

Development Economic Review

โดย คือฟงกชนั การแจกแจงสะสมแบบปกติมาตรฐาน (Standard normal cumulative distribution function) ซึง่ คาความแปรปรวนของ นัน้ มีการปรับใหเปน 1 เนื่องจากคาจางของลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูงจะปรากฎใหเห็นเฉพาะคนที่มี ดัง นั้น คาเฉลี่ยของอัตราคาจางของแรงงานที่ปรากฏวาทํางานเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชั้นสูงจะแสดง ในสมการที่ 4 ดังนี้ (4) โดย (Standard Normal Density Function)

และ

คือฟงกชั่นความหนาแนนปกติมาตรฐาน

สมการทีใ่ ชในการประมาณการคาจางของลูกจางเอกชนทีท่ าํ งานในวิชาชีพชัน้ สูงอาจจะแสดงอยูใ นรูปดังนี้ (5) และจะใชวธิ กี ารของ Heckman (1979) ในการประมาณการสมการที่ 5 โดยแยกชายและหญิง ซึง่ สามารถ แยกความแตกตางของคาจางของลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูงระหวางชายและหญิงในกรณี ที่มีอคติในการเลือกตัวอยาง ดังแสดงในสมการที่ 6 (6) โดย m แทนแรงงานชาย และ f แทนแรงงานหญิง จากสมการที่ 5 จะเห็นวาการแกปญหาอคติในการ เลือกตัวอยางจะตองมีการแยกความแตกตางของคาจาง ดังสมการที่ 7 คือ (7) โดย คือโครงสรางคาจาง (Wage Structure) ที่ไดประมาณการแลวซึ่งไมมีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอง พจนแรกทางดานขวามือของสมการที่ 7 นั้นสอดคลองกับการเลือกปฏิบัติที่มีตอผูหญิง สวนพจนที่สาม คือสวนของทุนมนุษย และพจนสดุ ทายนัน้ ใชวดั สวนของการเลือกทีม่ ตี อ ชองวางของคาจางระหวางชาย และหญิง งานวิจยั นีไ้ ดเลือกโครงสรางคาจางของผูช ายทีป่ ระมาณการไดมาเปนบรรทัดฐานทีไ่ มมกี ารเลือกปฏิบตั ิ หมายความวาหากปราศจากการเลือกปฏิบัติแลว ผูหญิงจะมีอัตราผลตอบแทน (Rate of


Development Economic Review

15

Return) เทากับของผูช าย ในกรณีดงั กลาวทําใหการแยกความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิง นั้นเปนดังสมการที่ 8 และเรียกสมการนี้วาเปนวิธีการแยกความแตกตางของคาจางแบบที่ 1 แบบที่ 1 (8) โดยสองพจนแรกในสมการที่ 8 นั้นคือสวนของการเลือกปฏิบัติและสวนของทุนมนุษยตามลําดับ สวน พจนสดุ ทายใชวดั สวนของการเลือกทีม่ ตี อ ความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิง ซึง่ จากวิธกี าร แบบที่ 1 นี้สามารถเสนอนโยบายตอตานการเลือกปฏิบัติตอผูหญิง โดยกําจัดการเลือกปฏิบัติในเรื่อง ของคาจาง เนือ่ งจากวามีพจนแรกเทานัน้ ทีเ่ กีย่ วของกับความไมเทาเทียมกันในตลาดแรงงาน ซึง่ สะทอน อยูในรูปของผลตอบแทน (ตอคุณลักษณะ) ที่ตางกันระหวางชายและหญิง นอกจากจะพิจารณาถึงสวนของการเลือกดังกลาวมาแลวนัน้ หากตองการแยกองคประกอบของการเลือก อีก จะตองมีขอสมมติเกี่ยวกับความไมเทาเทียมกันในสวนของการเลือก ใหแยกพจนของการเลือกใน สมการที่ 8 ออกเปนหลายแบบดวยกัน โดยสวนของการเลือกทั้งหมดนั้นแยกออกไดเปนดังสมการที่ 9 (9) โดย คือคาเฉลีย่ ของ Inverse Mill’s Ratio (IMR) ถาผูห ญิงเผชิญกับสมการการเลือกในการทํางาน เปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูงแบบเดียวกับทีผ่ ชู ายประสบ ซึง่ พจน ใชวดั สวนของ ความแตกตางระหวางเพศในตัวพารามิเตอรของสมการการเลือกตามแบบจําลอง Probit สวนพจน นัน้ ใชวดั สวนของความแตกตางระหวางเพศในตัวแปรทีก่ าํ หนดการทํางานเปนลูกจาง เอกชนในวิชาชีพชัน้ สูง ขณะทีพ่ จน นัน้ วัดสวนของความแตกตางระหวางเพศในคาจาง ทีส่ นองตอความนาจะเปนในการทํางานเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูง ซึง่ พจนสดุ ทายนีจ้ ะสะทอนถึง ส ว นของความแตกต า งระหว า งเพศในความสั ม พั น ธ ร ะหว า งตั ว คลาดเคลื่ อ นในสมการการเลื อ ก Probit และตัวคลาดเคลือ่ นในสมการคาจาง รวมทัง้ ความแตกตางระหวางเพศในความผันแปรของคาจาง ในการพิจารณาสมการที่ 9 ออกเปนสวนของการเลือกปฏิบัติและสวนของทุนมนุษยนั้น อาจนําผลของ ความแตกตางระหวางเพศใน มาใสไวในสวนของทุนมนุษย และนําผลของความแตกตางระหวางเพศ ในตัวพารามิเตอร ทีป่ ระมาณการไดจากสมการการเลือก Probit ของการทํางานเปนลูกจางเอกชนใน วิชาชีพชัน้ สูงมาใสไวในสวนของการเลือกปฏิบตั ิ ซึง่ ในกรณีนี้ การแยกความแตกตางของคาจางจะแสดง ในสมการที่ 10 และเรียกสมการนี้วาเปนการแยกความแตกตางของคาจางแบบที่ 2 ดังนี้


16

Development Economic Review

แบบที่ 2 (10) สองพจนแรกดานขวามือของสมการที่ 10 นัน้ เปนสวนของการเลือกปฏิบตั ิ สวนสามพจนทเี่ หลือคือสวน ของทุนมนุษย ซึ่งจากวิธีการแบบที่ 2 สามารถเสนอนโยบายตอตานการเลือกปฏิบัติตอผูหญิง ทั้งการ กําจัดการเลือกปฏิบตั ใิ นเรือ่ งคาจางตอผูห ญิงทีป่ จ จุบนั ทํางานเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูงอยู และ การกําจัดการเลือกปฏิบัติในการจางงานตอผูหญิงที่กําลังหางานทําในวิชาชีพชั้นสูงอีกดวย ในการคํานึงถึงสวนของการเลือกปฏิบัติอีกมุมมองหนึ่งก็คือ การพิจารณาวาความแตกตางระหวางเพศ ในตัวพารามิเตอร ทีป่ ระมาณการไดจากสมการการเลือก Probit ของการทํางานเปนลูกจางเอกชนใน วิชาชีพชัน้ สูง และความแตกตางระหวางเพศในผลทางคาจางของการเลือก นัน้ เปนเครือ่ งบงชีข้ อง การเลือกปฏิบตั ทิ งั้ หมด โดยกําหนดใหความแตกตางระหวางชายและหญิงในตัวแปรทีก่ าํ หนดการทํางาน นัน้ เปนสวนของทุนมนุษยทไี่ มมกี ารเลือกปฏิบตั ิ จากขอสมมติ เปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูง ดังกลาวจะนําไปสูการแยกความแตกตางของคาจางแบบที่ 3 ดังแสดงในสมการที่ 11 แบบที่ 3 (11)

โดยสามพจนแรกดานขวามือของสมการที่ 11 (บรรทัดบน) นั้นเปนสวนของการเลือกปฏิบัติ สวนสอง พจนสุดทายเปนสวนของทุนมนุษย ซึ่งนโยบายตอตานการเลือกปฏิบัติตอผูหญิงที่เสนอไดจากวิธีการ แบบที่ 3 คือการกําจัดการเลือกปฏิบัติในสวนของคาจาง อยางไรก็ตามก็อาจจะมีปญหาในการทําใหผล ตอบแทนจากการเลือกทํางานเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูงระหวางชายและหญิงเทากัน เมือ่ กําหนด ใหตัวพารามิเตอร เปนผลคูณของ และ ก็อาจมีขอโตแยงในสวนที่กําหนดวาความแตกตาง ระหวางเพศในความสัมพันธระหวางตัวคลาดเคลื่อนจากสมการการเลือก Probit และตัวคลาดเคลื่อน จากสมการคาจางนั้นเปนผลที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติในตลาดแรงงาน และสวนที่กําหนดใหความแตก ตางระหวางเพศในสวนเบีย่ งเบนมาตรฐานของตัวคลาดเคลือ่ นจากสมการคาจางนัน้ เปนเครือ่ งบงชีข้ อง การเลือกปฏิบัติในตลาดแรงงาน


Development Economic Review

17

นอกจากที่จะพิจารณาวาสวนของการเลือกในสมการที่ 9 นั้นเปนสวนหนึ่งในการเลือกปฏิบัติและทุน มนุษยทงั้ หมด อีกแนวทางหนึง่ อาจทําไดโดยใหความแตกตางระหวางชายและหญิงในผลตอบแทนดาน คาจางของการเลือกนั้นเปนสวนของการเลือกที่แยกออกมาตางหาก ซึ่งแสดงในสมการที่ 12 และเรียก วาเปนแยกความแตกตางของคาจางแบบที่ 4 แบบที่ 4 (12) โดยสองพจนแรกดานขวามือของสมการที่ 12 คือสวนของการเลือกปฏิบัติ สวนพจนที่ 3 และ 4 นั้นเปน สวนของทุนมนุษย สวนพจนสุดทายเปนสวนของการเลือก ซึ่งวิธีการแบบที่ 4 นี้ มีนัยยะเชิงนโยบาย เหมือนกับวิธีการแบบที่ 2 อยางไรก็ตาม สําหรับการแยกความแตกตางของคาจางแบบที่ 2 – 4 นั้นก็อาจจะมีขอโตแยงเกี่ยวกับ การตีความวาความแตกตางระหวางชายและหญิงใน นั้นเปนเครื่องบงชี้ของการเลือกปฏิบัติในตลาด แรงงาน ซึ่งอาจสันนิษฐานไดวา นั้นสะทอนถึงการประเมินคาทั้งดานอุปสงคและอุปทานของ คุณลักษณะสวนบุคคลที่เกี่ยวกับอาชีพที่ทํางาน 3. การศึกษาเชิงประจักษ งานศึกษานีจ้ ะทําการวิเคราะหความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงของลูกจางเอกชนทีม่ อี ายุ ระหวาง 25 – 60 ปที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง (ผูจัดการและผูประกอบวิชาชีพดานตางๆ) โดยใชขอมูล ทุติยภูมิ (Secondary Data) จากโครงการสํารวจภาวะการทํางานของประชากรทั่วราชอาณาจักร (ไตรมาสที่ 3) พ.ศ. 2551 ของสํานักงานสถิตแิ หงชาติ โครงการสํารวจดังกลาวใชระเบียบวิธกี ารสํารวจ ดวยการสุมตัวอยางแบบ Stratified Two – Stage Sampling3 โดยเมื่อจําแนกเฉพาะกลุมตัวอยางที่ใช ในการประมาณการสมการคาจางซึ่งไดแก ลูกจางเอกชนชายและหญิงซึ่งมีอายุระหวาง 25 - 60 ปที่มี งานทําในวิชาชีพชัน้ สูง (ผูจ ดั การและผูป ระกอบวิชาชีพดานตางๆ) แลว จะเหลือกลุม ตัวอยางทีใ่ ชในการ ศึกษาทั้งสิ้น 1,715 คน4 3 โดยมีจังหวัดเปนสตราตัม และในแตละสตราตัม (จังหวัด) ไดแบงออกเปน 2 สตราตัมยอยตามลักษณะการปกครองคือ ในเขต เทศบาลและนอกเขตเทศบาล และทําการเลือกตัวอยาง ดังนี้ 1) การเลือกตัวอยางขั้นที่หนึ่ง เลือกชุมรุมอาคารหรือหมูบานตัวอยางจากแตละเขตการปกครองอยางอิสระตอกัน โดย ใหความนาจะเปนในการเลือกเปนปฏิภาคกับจํานวนครัวเรือนของชุมรุมอาคารหรือหมูบานนั้นๆ ไดจํานวนทั้งสิ้น 5,796 แหง 2) การเลือกตัวอยางขั้นที่สอง เปนการเลือกครัวเรือนตัวอยางจากครัวเรือนสวนบุคคลทั้งสิ้นในแตละชุมรุมอาคารหรือ หมูบานตัวอยางดวยวิธีการสุมแบบมีระบบโดยไดขนาดตัวอยางประมาณ 79,560 ครัวเรือน 4 เมือ่ ใชคา ถวงนํา้ หนักแบบ Frequency weight ในการวิเคราะหขอ มูลแลว จากกลุม ตัวอยางดังกลาวจะมีขนาดประชากรประมาณ 566,763 คน โดยประกอบไปดวยลูกจางเอกชนชายจํานวน 287,218 คน (รอยละ 50.68) และลูกจางเอกชนหญิงจํานวน 279,545 คน (รอยละ 49.32) โดยผูช ายรอยละ 43.31 มีอาชีพเปนผูจ ดั การ ซึง่ คิดเปนสัดสวนทีส่ งู กวาของผูห ญิง (รอยละ 35.93) ซึง่ ผูช ายสวน ใหญนนั้ ทํางานอยูใ นอุตสาหกรรมดานการผลิต (รอยละ 25.73) ขณะทีผ่ หู ญิงสวนใหญทาํ งานอยูใ นอุตสาหกรรมดานการศึกษา ดาน สุขภาพและสังคมสงเคราะห และดานการบริการชุมชน (รอยละ 36.24) ดังแสดงในตารางที่ 1 โดยทั้งชายและหญิงสวนใหญทํางาน เต็มเวลา (ตั้งแต 35 ชั่วโมงตอสัปดาห) และอยูในเขตเทศบาลและจังหวัดใหญ (มีประชากรเกินกวา 1 ลานคน)


18

Development Economic Review

ตารางที่ 1 คาสถิติของตัวแปรในกลุมตัวอยางที่ใชในการประมาณการสมการคาจาง ˜´ªÂž¦ °µ¥» (že) ž¦³­„µ¦–r„µ¦šÎµŠµœ (že) °¥¼nĜÁ…˜Áš«µ¨ °¥¼nĜ‹´Š®ª´—Ä®n Ÿ¼o‹´—„µ¦ šÎµŠµœÁ˜È¤Áª¨µ šÎµŠµœÄœ­™µœž¦³„°„µ¦Ä®n ‹Îµœªœžeš¸ÉÁ¦¸¥œ (že) ­™µœ£µ¡Ã­— ´ÉªÃ¤ŠšÎµŠµœ (´ÉªÃ¤Š˜n°­´ž—µ®r) ‡nµ‹oµŠš¸Éšo‹¦·Š (µš˜n°´ÉªÃ¤Š) ¦³—´„µ¦«¹„¬µ­ÎµÁ¦È‹­¼Š­»—: ž¦³™¤«¹„¬µ®¦º°˜É優nµ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œ˜oœ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥­µ¥­µ¤´ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥­µ¥°µ¸ª«¹„¬µ °œ»ž¦·µ­µ¥­µ¤´ °œ»ž¦·µ­µ¥°µ¸ª«¹„¬µ ž¦·µ˜¦¸ ž¦·µÃš®¦º°ž¦·µÁ°„ °»˜­µ®„¦¦¤: „µ¦šÎµÁ®¤º°ŠÂ¦n¨³Á®¤º°Š®·œ „µ¦Ÿ¨·˜ „µ¦Å¢¢jµ „pµŽ ¨³„µ¦ž¦³žµ „µ¦„n°­¦oµŠ „µ¦…µ¥­nŠ„µ¦…µ¥ž¨¸„ „µ¦…œ­nŠ „µ¦‡¤œµ‡¤ ­™µ´œ„µ¦ÁŠ·œÂ¨³°­´Š®µ¦·¤š¦´¡¥r „µ¦«¹„¬µ ­»…£µ¡ ¨³„µ¦¦·„µ¦»¤œ ‹Îµœªœ (‡œ)

‡nµÁŒ¨¸É¥ 38.2446 16.7069 0.7734 0.7892 0.4331 0.9798 0.3570 15.5377 0.3516 45.1676 150.5139

µ¥ ‡nµÁ¸É¥ŠÁœ¤µ˜¦“µœ 8.7987 9.5371 0.4186 0.4079 0.4955 0.1405 0.4791 2.5699 0.4775 7.4259 129.1863

‡nµÁŒ¨¸É¥ 35.7202 13.6616 0.7627 0.7506 0.3594 0.9721 0.2873 16.0586 0.4732 44.0585 119.5495

®·Š ‡nµÁ¸É¥ŠÁœ¤µ˜¦“µœ 7.8875 8.1423 0.4254 0.4327 0.4798 0.1647 0.4525 1.7405 0.4993 6.9409 92.8811

0.0231 0.0250 0.0598 0.0369 0.0068 0.0606 0.5903 0.1975

0.1503 0.1561 0.2371 0.1886 0.0819 0.2386 0.4918 0.3981

0.0074 0.0133 0.0152 0.0170 0.0056 0.0296 0.7321 0.1798

0.0858 0.1145 0.1223 0.1293 0.0745 0.1695 0.4429 0.3840

0.0051 0.2573 0.0039 0.1027 0.1853 0.0602 0.2060 0.1796

0.0711 0.4372 0.0620 0.3036 0.3885 0.2379 0.4044 0.3838 287,218

0.0013 0.1791 0.0013 0.0133 0.1975 0.0455 0.1996 0.3624

0.0361 0.3835 0.0361 0.1146 0.3981 0.2084 0.3997 0.4807 279,545

ที่มา: วิเคราะหโดยผูวิจัยโดยคํานวณโดยใชคาถวงนํ้าหนักแบบ Frequency Weight


Development Economic Review

19

เมือ่ เปรียบเทียบคาจางทีแ่ ทจริงตอชัว่ โมงของลูกจางเอกชนชายและหญิงทีท่ าํ งานในวิชาชีพชัน้ สูง พบวา คาจางเฉลีย่ ทีผ่ หู ญิงไดรบั คิดเปนรอยละ 79.42 ของคาจางผูช าย สําหรับอายุเฉลีย่ ของผูห ญิงและผูช าย คือ 35.72 ป และ 38.24 ป ตามลําดับ สวนผูช ายมีประสบการณการทํางานเฉลีย่ สูงกวาผูห ญิง (16.71 ป สําหรับผูช ายและ 13.66 ปสาํ หรับผูห ญิง) ขณะทีผ่ หู ญิงมีจาํ นวนปการศึกษาเฉลีย่ สูงกวาผูช าย (16.06 ป สําหรับผูช ายและ 15.54 ปสาํ หรับผูห ญิง) แตทงั้ ผูช ายและผูห ญิงสวนใหญมกี ารศึกษาในระดับปริญญาตรี ขึน้ ไป โดยทีผ่ หู ญิงมีสดั สวนของคนทีจ่ บการศึกษาระดับปริญญาตรีนนั้ สูงกวาสัดสวนของผูช าย (รอยละ 73.21 ของผูห ญิงและรอยละ 59.03 ของผูช าย) ในสวนของชัว่ โมงการทํางานนัน้ ผูช ายและหญิงก็ใชเวลา ในการทํางานตอสัปดาหโดยเฉลีย่ ใกลเคียงกัน นอกจากนีย้ งั มีผชู ายรอยละ 35.70 และผูห ญิงรอยละ 28.73 ทีท่ าํ งานในสถานประกอบการขนาดใหญ (มีคนทํางานตัง้ แต 200 คนขึน้ ไป) สําหรับสถานภาพสมรสนัน้ มีผชู ายรอยละ 35.16 ทีเ่ ปนโสด ซึง่ เปนสัดสวนทีต่ าํ่ กวาเมือ่ เทียบกับของผูห ญิง (รอยละ 49.93) ในการพิจารณาโอกาสของการมีงานทําเปนลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง จะใชการวิเคราะห สถิติถดถอยเชิงซอนแบบ Probit โดยตัวแปรตาม (EMP) มีคาเทากับ 1 หากแรงงานนั้นมีงานทําเปน ลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง และมีคาเทากับ 0 หากอื่นๆ5 อยางไรก็ตาม เนื่องจากขอจํากัด ดานขอมูล ตัวแปรอิสระที่ใชในสมการการเลือกจึงประกอบไปดวยจํานวนปการศึกษา อายุ สถานภาพ โสด อาศัยอยูในเขตเทศบาล และอาศัยอยูในจังหวัดใหญ ซึ่งสันนิษฐานวาอาจจะมีการกีดกันแรงงาน เรือ่ งอายุในการทํางานในวิชาชีพชัน้ สูง สวนแรงงานทีม่ กี ารศึกษามากกวาก็อาจจะมีโอกาสในการทํางาน สูงกวา สวนแรงงานที่เปนโสดนั้นก็อาจจะมีเวลาสําหรับการทํางานมากกวาแรงงานที่สมรสแลวซึ่งอาจ จะมีภาระครอบครัว นอกจากนี้ การอยูในเขตเทศบาลและจังหวัดใหญนั้นก็อาจเกี่ยวของในดานของ อุปสงคของแรงงานในวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งอาจมีมากกวาในจังหวัดเล็กหรือนอกเขตเทศบาล ในการกําหนดอัตราคาจางของลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง จะใชการวิเคราะหสถิติถดถอย เชิงซอนแบบ Ordinary Least Square (OLS) โดยมีตัวแปรที่ใชในสมการคาจาง ln (wage) เปนตัวแปร ตามในรูปของ natural log6 อยางไรก็ตาม เนือ่ งจากงานวิจยั นีไ้ ดใชขอ มูลทีส่ าํ รวจในไตรมาสที่ 3 ของป พ.ศ. 2551 ซึง่ เปนชวงเวลา ทีเ่ กิดวิกฤตการณราคานํา้ มันและราคาสินคาเกษตรในตลาดโลกปรับตัวสูงขึน้ ทําใหมปี ญ  หาเงินเฟอและ สงผลกระทบตอคาจางที่คิดเปนตัวเงิน (Nominal wage) โดยรูปที่ 2 ไดแสดงดัชนีราคาผูบริโภคทั่วไป ของประเทศไทยระหวางป 2543-2552 จากสํานักดัชนีเศรษฐกิจการคาซึ่งในป พ.ศ. 2551 ดัชนีราคาผู บริโภคทั่วไปมีคาเทากับ 105.4 สวนดัชนีราคาผูบริโภคทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ป 2551 นั้นมีคาเทากับ 107.4 โดยป 2550 เปนปฐาน ดังนั้นคาจางที่ใชในงานวิจัยนี้จึงใชคาจางที่แทจริง (Real wage) ซึ่งได จากการปรับคาจางที่เปนตัวเงินโดยใชดัชนีราคาผูบริโภคทั่วไป 5 จากประชากรที่มีอายุระหวาง 25-60 ป ยกเวนคนที่ไมสามารถทํางานไดเนื่องจากพิการทางรางกายหรือจิตใจ หรือเจ็บปวยเรื้อรัง 4 เนือ่ งจากรายไดจากการทํางานนัน้ มีแนวโนมสูงขึน้ ตามระดับการศึกษาของแรงงาน แตลกั ษณะความสัมพันธนนั้ ไมจาํ เปนจะตอง เปนเสนตรง จึงไดใชตัวแปรคาจางนี้ในรูปของ ln (wage) แทนที่จะเปน wage


20

Development Economic Review

รูปที่ 2 ดัชนีราคาผูบริโภคทั่วไปของประเทศไทย พ.ศ. 2543-2552 (ปฐาน 2550)

ที่มา: สํานักดัชนีเศรษฐกิจการคา

นอกจากนี้ ถึงแมวาลูกจางเอกชนสวนใหญจะไดรับคาจางประเภทรายเดือน [4] แตในการศึกษานี้จะใช คาจางที่คิดเปนรายชั่วโมง (Hourly wage) โดยคาจางมีหนวยวัดเปนบาทตอชั่วโมง เนื่องจากตระหนัก วาถึงแมแรงงานจะทํางานในอาชีพเดียวกันและไดรบั เงินเดือนเทากัน แตหากแรงงานมีชวั่ โมงการทํางาน ทีต่ า งกัน ก็ทาํ ใหคา จางทีแ่ รงงานไดรบั เมือ่ คิดเปนคาจางตอชัว่ โมงแลวมีคา ตางกันได ดังนัน้ ตัวแปรตาม ที่ใชในการประมาณการสมการคาจางคือ ln (คาจางที่แทจริงรายชั่วโมง) สําหรับตัวแปรอิสระในสมการ คาจางประกอบดวยตัวแปรการศึกษาของแรงงาน ประสบการณ ประสบการณยกกําลังสอง7 สถานะการ ทํางาน8 ขนาดของสถานประกอบการ (บริษัท)9 อุตสาหกรรม10 ตัวแปรอยูในเขตเทศบาลและตัวแปร อยูในจังหวัดใหญ สําหรับตัวแปรและนิยามของตัวแปรที่ใชในการวิจัยนี้ ไดแสดงไวในตารางที่ 2 7 โดยสันนิษฐานวาคาจางจากการทํางานมีแนวโนมสูงขึ้นตามประสบการณเชนเดียวกัน โดยความสัมพันธอาจไมเปนเสนตรง อยางไรก็ตาม เนื่องจากขอจํากัดดานขอมูล ผูเขียนจึงไดสรางตัวแปรประสบการณโดยกําหนดใหประสบการณ = อายุ – จํานวน ปการศึกษา – 6 8 เมือ่ พิจารณาลักษณะของการทํางานทีอ่ าจสงผลตอคาจาง อาทิ การทํางานเต็มเวลา โดยแรงงานทีท่ าํ งานเต็มเวลานัน้ จะมีชวั่ โมง การทํางานมากกวาแรงงานทีท่ าํ งานไมเต็มเวลา รวมถึงนายจางก็อาจจะจางแรงงานทีน่ ายจางเห็นวามีทนุ มนุษยมากกวาเขาทํางาน เต็มเวลา ซึ่งทําใหแรงงานประเภททํางานเต็มเวลาไดรับคาจางมากกวา 9 โดยที่บริษัทขนาดใหญ (ซึ่งตัวแปรในการศึกษานี้คือบริษัทที่มีคนทํางานตั้งแต 200 คนขึ้นไป) ก็อาจจายคาตอบแทนใหแรงงาน มากกวาบริษัทขนาดเล็กเนื่องจากกฎระเบียบและปจจัยเชิงสถาบัน หรืออาจสันนิษฐานวาบริษัทขนาดใหญนั้นอาจจะจางแรงงาน ที่มีคุณภาพสูง 10 โดยแบงอุตสาหกรรมออกเปน 8 กลุมดวยกัน คือ (1)อุตสาหกรรมการทําเหมืองแร (2)การผลิต (3)การไฟฟา กาซ และการ ประปา (4)การกอสราง (5)การขายสง โรงแรมและภัตตาคาร (6)การขนสงและการคมนาคม (7)การเงินและอสังหาริมทรัพย (8) การศึกษา สุขภาพและสังคมสงเคราะห และดานการบริการชุมชน โดยการทํางานในอุตสาหกรรมที่ตางกันก็อาจมีผลตอคาจางที่ ตางกันดวย เนือ่ งจากอุตสาหกรรมนัน้ อาจมีบทบาทของสหภาพแรงงานหรืออํานาจในการตอรองของแรงงานหรือนายจางทีต่ า งกัน


Development Economic Review

21

ตารางที่ 2 ตัวแปรและนิยาม ˜´ªÂž¦ ˜´ªÂž¦˜µ¤: EMP Ln (wage) ˜´ªÂž¦°·­¦³: ‹Îµœªœže„µ¦«¹„¬µ °µ¥» °µ¥»¥„„ε¨´Š­°Š °µ«´¥°¥¼nĜÁ…˜Áš«µ¨ °µ«´¥°¥¼nĜ‹´Š®ª´—Ä®n ­™µœ£µ¡­¤¦­ ¦³—´„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»— ž¦³™¤«¹„¬µ®¦º°˜É優nµ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œ˜oœ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥­µ¥­µ¤´ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥­µ¥°ºÉœ

°œ»ž¦·µ­µ¥­µ¤´ °œ»ž¦·µ­µ¥°ºÉœ

ž¦·µ˜¦¸

œ·¥µ¤ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„¦ŠŠµœœ´Êœ¤¸ŠµœšÎµÁž}œ¨¼„‹oµŠÁ°„œš¸ÉšÎµŠµœ Ĝª·µ¸¡´Êœ­¼Š ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„°ºÉœÇ Natural log …°Š‡nµ‹oµŠš¸Éšo‹¦·Š˜n°´ÉªÃ¤Š ‹Îµœªœžeš¸ÉÁ¦¸¥œ (že) °µ¥» (že) (°µ¥»)2 ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„°¥¼nĜÁ…˜Áš«µ¨Â¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„°¥¼n œ°„Á…˜Áš«µ¨ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„°¥¼nĜ‹´Š®ª´—š¸É¤¸ž¦³µ„¦ 1 ¨oµœ‡œ…¹ÊœÅž ¨³ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„°¥¼nĜ‹´Š®ª´—š¸É¤¸ž¦³µ„¦˜É優nµ 1 ¨oµœ‡œ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„¤¸­™µœ£µ¡Ã­— ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„¤¸ ­™µœ£µ¡­¤¦­/¤nµ¥/®¥nµ/Â¥„„´œ°¥¼n/Á‡¥­¤¦­Â˜nŤnš¦µ­™µœ£µ¡ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´ž¦³™¤«¹„¬µ®¦º°˜Éε „ªnµ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µÄœ¦³—´°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œ˜oœ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µÄœ¦³—´°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥ ­µ¥­µ¤´ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µÄœ¦³—´°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥ ­µ¥°µ¸ª«¹„¬µ®¦º°­µ¥ª·µ„µ¦«¹„¬µ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ Ĝ¦³—´°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´°œ»ž¦·µ­µ¥­µ¤´ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µÄœ¦³—´°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´°œ»ž¦·µ­µ¥ °µ¸ª«¹„¬µ®¦º°­µ¥ª·µ„µ¦«¹„¬µ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µÄœ ¦³—´°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´ž¦·µ˜¦¸ ¨³¤¸‡nµ Ášnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µÄœ¦³—´°ºÉœ

11 โดยการอยูใ นเขตเทศบาลหรือในจังหวัดใหญกอ็ าจมีลกั ษณะทางเศรษฐกิจและสังคมทีเ่ กีย่ วของกับคาครองชีพทําใหบริษทั ตอง จายคาตอบแทนสูงกวา หรืออาจมีความตองการแรงงานในอาชีพนี้เปนจํานวนมาก ซึ่งแรงงานที่อยูในเขตเทศบาลหรือในจังหวัด ใหญก็มีแนวโนมจะไดรับคาจางสูงกวา


22

Development Economic Review

˜µ¦µŠ 2 (˜n°) ž¦·µÃš…¹ÊœÅž

ž¦³­„µ¦–r ž¦³­„µ¦–r¥„„ε¨´Š­°Š °»˜­µ®„¦¦¤ „µ¦šÎµÁ®¤º°ŠÂ¦n „µ¦Ÿ¨·˜ „µ¦Å¢¢jµ „pµŽ ¨³„µ¦ž¦³žµ „µ¦„n°­¦oµŠ „µ¦…µ¥­nŠ æŠÂ¦¤Â¨³£´˜˜µ‡µ¦ „µ¦…œ­nŠÂ¨³„µ¦‡¤œµ‡¤ „µ¦ÁŠ·œÂ¨³°­´Š®µ¦·¤š¦´¡¥r „µ¦«¹„¬µ ­»…£µ¡Â¨³­´Š‡¤­ŠÁ‡¦µ³®r ¨³„µ¦¦·„µ¦»¤œ šÎµŠµœÁ˜È¤Áª¨µ ­™µœž¦³„°„µ¦…œµ—Ä®n

Lambda

˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´ž¦·µÃš®¦º°¦³—´ ž¦·µÁ°„ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„‹„µ¦«¹„¬µÄœ¦³—´°ºÉœ (čoÁž}œ„¨»n¤ °oµŠ°·Š­Îµ®¦´¦³—´„µ¦«¹„¬µ) ž¦³­„µ¦–r„µ¦šÎµŠµœ (že) ×¥‡Îµœª–‹µ„ ž¦³­„µ¦–r = °µ¥» – (‹Îµœªœžeš¸ÉÁ¦¸¥œ) - 6 (ž¦³­„µ¦–r)2 ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦šÎµÁ®¤º°ŠÂ¦n¨³ Á®¤º°Š®·œ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦Ÿ¨·˜ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦Å¢¢jµ „pµŽ ¨³„µ¦ ž¦³žµ ¨³¤¸‡µn Ášnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦„n°­¦oµŠ ¨³¤¸‡nµ Ášnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦…µ¥­nŠ „µ¦…µ¥ž¨¸„ ®¦º°Ã¦ŠÂ¦¤Â¨³£´˜˜µ‡µ¦ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦…œ­nŠÂ¨³„µ¦ ‡¤œµ‡¤ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦ÁŠ·œÂ¨³ °­´Š®µ¦·¤š¦´¡¥r ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤„µ¦«¹„¬µ, —oµœ­»…£µ¡ ¨³­´Š‡¤­ŠÁ‡¦µ³®r, ¨³—oµœ„µ¦¦·„µ¦»¤œ ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„ šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤°ºÉœ (čoÁž}œ„¨»n¤°oµŠ°·Š­Îµ®¦´¦³—´„µ¦«¹„¬µ) ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœ˜´ÊŠÂ˜n 35 ´ÉªÃ¤Š˜n°­´ž—µ®r…¹ÊœÅž ¨³¤¸ ‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœ˜É優nµ 35 ´ÉªÃ¤Š˜n°­´ž—µ®r ˜´ªÂž¦®»nœ ¤¸‡nµÁšnµ„´ 1 ®µ„šÎµŠµœ°¥¼nĜ­™µœž¦³„°„µ¦š¸É¤¸‡œšÎµŠµœ ˜´ÊŠÂ˜n 200 ‡œ…¹ÊœÅž ¨³¤¸‡nµÁšnµ„´ 0 ®µ„šÎµŠµœ°¥¼nĜ­™µœž¦³„°„µ¦š¸É ¤¸‡œšÎµŠµœ˜É優nµ 200 ‡œ Inverse Mills Ratio (IMR) š¸Éŗo‹µ„„µ¦ž¦³¤µ–„µ¦­¤„µ¦„µ¦Á¨º°„‹µ„ ‹Îµ¨°Š Probit


Development Economic Review

23

4. ผลการศึกษาและอภิปรายผล ผลจากการประมาณการการเลือกตัวอยางจากแบบจําลองโพรบิต (Probit) ถึงความนาจะเปนที่แรงงาน ที่มีอายุระหวาง 25-60 ปจะมีงานทําเปนลูกจางเอกชนไดแสดงไวในตารางที่ 3 โดยพบวา จํานวนปการ ศึกษา อายุ การอยูในเขตเทศบาล การอยูในจังหวัดใหญ และมีสถานภาพโสดนั้นมีผลเชิงบวกอยางมี นัยสําคัญตอโอกาสที่จะทํางานเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชั้นสูง แตเมื่อแรงงานมีอายุมากขึ้นโอกาสก็ จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงทั้งชายและหญิง ตารางที่ 3 ผลการประมาณการจากแบบจําลอง Probit EMP ‹Îµœªœže„µ¦«¹„¬µ °µ¥» °µ¥»¥„„ε¨´Š­°Š °¥¼nĜÁ…˜Áš«µ¨ °¥¼nĜ‹´Š®ª´—Ä®n ­™µœ£µ¡Ã­— ‡nµ‡Šš¸É ‹Îµœªœ (‡œ)

µ¥ 0.1897*** [0.0003] 0.0548*** [0.0010] -0.0006*** [0.00001] 0.3600*** [0.0021] 0.3282*** [0.0021] 0.1312*** [0.0023] -5.9114*** [0.0197] 16,096,883

®·Š 0.2219*** [0.0005] 0.0762*** [0.0011] -0.0010*** [0.00001] 0.3479*** [0.0023] 0.2413*** [0.0023] 0.1865*** [0.0022] -6.6422*** [0.0227] 14,468,684

®¤µ¥Á®˜»: (1) *** ¤¸œ´¥­Îµ‡´šµŠ­™·˜·š¸É¦o°¥¨³ 99 (2) ˜´ªÁ¨…ÄœªŠÁ¨ÈÄ˜o‡nµ­´¤ž¦³­·š›·Í ‡º° ‡nµ standard error (3) čo‡nµ™nªŠœÊ宜´„Äœ„µ¦ž¦³¤µ–„µ¦ (4) „¨»n¤°oµŠ°·Š ‡º° Ÿ¼o°µ«´¥°¥¼nœ°„Á…˜Áš«µ¨ Ĝ‹´Š®ª´—š¸É¤¸ž¦³µ„¦˜É優nµ 1 ¨oµœ‡œ ¨³Á‡¥­¤¦­¤µÂ¨oª

เมื่อนําผลจากการประมาณการแบบจําลอง Probit มาสราง Inverse Mills Ratio เพื่อใชแกปญหาอคติ ในการเลือกตัวอยางในการประมาณการสมการคาจางแลว ผลการประมาณการสมการคาจางไดแสดง ไวในตาราง 4


24

Development Economic Review

ตารางที่ 4

ผลการประมาณการสมการคาจาง

Ln(wage)

µ¥ ‡nµ­´¤ž¦³­·š›·Í

¦³—´„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»— ž¦³™¤«¹„¬µ®¦º°˜É優nµ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œ˜oœ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥­µ¥­µ¤´ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥­µ¥°ºÉœ °œ»ž¦·µ­µ¥­µ¤´ °œ»ž¦·µ­µ¥°ºÉœ ž¦·µ˜¦¸ ž¦³­„µ¦–r ž¦³­„µ¦–r¥„„ε¨´Š­°Š °µ«´¥°¥¼nĜÁ…˜Áš«µ¨ °µ«´¥°¥¼nĜ‹´Š®ª´—Ä®n °»˜­µ®„¦¦¤ „µ¦šÎµÁ®¤º°ŠÂ¦n „µ¦Ÿ¨·˜ „µ¦Å¢¢jµ „pµŽ ¨³„µ¦ž¦³žµ „µ¦„n°­¦oµŠ „µ¦…µ¥­nŠ æŠÂ¦¤Â¨³£´˜˜µ‡µ¦ „µ¦…œ­nŠÂ¨³„µ¦‡¤œµ‡¤ „µ¦ÁŠ·œÂ¨³°­´Š®µ¦·¤š¦´¡¥r šÎµŠµœÁ˜È¤Áª¨µ ­™µœž¦³„°„µ¦…œµ—Ä®n Lambda ( ) ‡nµ‡Šš¸É ‹Îµœªœ ‡nµ R-squared ®¤µ¥Á®˜»:

Standard Error

®·Š ‡nµ­´¤ž¦³­·š›·Í Standard Error

-0.9374*** -0.8768*** -0.8492*** -0.6140*** -0.5038*** -0.6509*** -0.3965*** 0.0274*** -0.000004 0.1430*** 0.0852***

0.0305 0.0209 0.0140 0.0142 0.0147 0.0080 0.0049 0.0004 0.00001 0.0050 0.0046

-0.9434*** -0.6923*** -0.4452*** -0.5788*** -0.2298*** -0.4147*** -0.4333*** 0.0322*** -0.0001*** 0.1875*** 0.0862***

0.0280 0.0206 0.0146 0.0145 0.0151 0.0089 0.0048 0.0005 0.00001 0.0040 0.0033

0.9117*** 0.3845*** 1.3043*** 0.3802*** 0.2783*** 0.5394*** 0.4071*** -0.2518*** 0.1979*** -0.3453*** 4.9810*** 287,218 0.5173

0.0134 0.0031 0.0154 0.0039 0.0032 0.0046 0.0032 0.0075 0.0021 0.0136 0.0284

0.7686*** 0.3820*** 0.5544*** 0.2059*** 0.2406*** 0.4783*** 0.4746*** -0.5767*** 0.1770*** -0.3194*** 5.1131***

0.0254 0.0029 0.0253 0.0081 0.0027 0.0047 0.0027 0.0058 0.0022 0.0105 0.0195 279,545 0.4933

(1)***¤¸œ´¥­Îµ‡´šµŠ­™·˜·š¸É 99% (2)čo‡nµœÊ宜´„Äœ„µ¦ž¦³¤µ–„µ¦ (3)„¨»n¤°oµŠ°·Š ‡º° ‹„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—¦³—´ž¦·µÃš…¹ÊœÅž (4)°µ«´¥°¥¼nĜÁ…˜œšÄœ‹´Š®ª´—š¸É¤¸ž¦³µ„¦˜É優nµ 1 ¨oµœ‡œÂ¨³šÎµŠµœÄœ°»˜­µ®„¦¦¤—oµœ„µ¦«¹„¬µ ­»…£µ¡Â¨³ ­´Š‡¤­ŠÁ‡¦µ³®r ¨³—oµœ„µ¦¦·„µ¦»¤œ


Development Economic Review

25

จากผลการประมาณการสมการคาจางในตาราง 4 พบวา คาจางนั้นเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาอยางมี นัยสําคัญ โดยแรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปทั้งชายและหญิงจะไดรับคาจางมากที่สุด สวนประสบการณในการทํางานนัน้ มีผลเชิงบวกตอคาจางทัง้ ชายและหญิง แตจะเพิม่ ขึน้ ในอัตราทีล่ ดลง สําหรับผูหญิง การอยูในเขตเทศบาลและจังหวัดใหญและการทํางานในบริษัทใหญก็มีผลเชิงบวกตอคา จาง สวนแรงงานทั้งชายและหญิงที่ทํางานในอุตสาหกรรมดานการศึกษา สุขภาพและสังคมสงเคราะห และดานการบริการชุมชนจะมีคา จางตํา่ ทีส่ ดุ ขณะทีก่ ารทํางานเต็มเวลานัน้ มีผลเชิงลบตอคาจาง ซึง่ อาจ จะเปนไปไดวา แรงงานทีท่ าํ งานเต็มเวลาอาจไดรบั คาจางหรือผลประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินหรือสวัสดิการ อื่นๆ มากกวาแรงงานประเภทอื่น สวนคาสัมประสิทธิ์ของ นั้นมีนัยสําคัญทั้งชายและหญิง หมายความ วาการใสตวั แปรนีจ้ าํ เปนตอการแกปญ  หาการใชขอ มูลซึง่ มีอคติในการเลือกตัวอยาง และในการประมาณ การสมการคาจางโดยไมไดตระหนักถึงปญหาดังกลาวจะทําใหคาประมาณที่ไดน้นั ไมถูกตอง นอกจาก นีย้ งั พบวาลูกจางเอกชนหญิงทีท่ าํ งานในวิชาชีพชัน้ สูงจะมีคา จางตํา่ กวาผูช ายในอาชีพเดียวกันประมาณ รอยละ 23.14 ดังแสดงผลการแยกที่มาของความแตกตางของคาจางไวในตาราง 5 ตารางที่ 5

š¸É 1 2 3 4

การจําแนกองคประกอบความแตกตาง ของคาจางระหวางชายและหญิงของ ลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูง š»œ¤œ»¬¥r 0.1379 (66.26%) 0.0671 (32.22%) 0.1112 (53.41%) 0.1112 (53.41%)

„µ¦Á¨º°„ž’·´˜· 0.1301 (62.52%) 0.1411 (67.78%) 0.0970 (46.59%) 0.1411 (67.78%)

„µ¦Á¨º°„ -0.0599 (-28.78%) 0.0000 (0.00%) 0.0000 (0.00%) -0.0441 (-21.20%)

‡ªµ¤Â˜„˜nµŠ…°Š‡nµ‹oµŠ1

0.2082

×¥ W šœ‡nµ‹oµŠš¸Éšo‹¦·Š˜n°´ÉªÃ¤Š m šœŸ¼oµ¥ f šœŸ¼o®·Š Ž¹ÉŠÂ­—ŠªnµŸ¼oµ¥Å—o¦´‡nµ‹oµŠ ®¤µ¥Á®˜»: 1 °¥¼nĜ¦¼ž ¤µ„„ªnµŸ¼o®·Š ¦o°¥¨³ 23.14

ผลในตาราง 5 แสดงใหเห็นวาการแยกความแตกตางดังกลาวก็แสดงถึงสวนของการเลือกปฏิบัติและ สวนของทุนมนุษยที่มีคาประมาณการเปนบวกในทั้ง 4 แบบ ซึ่งในสวนที่มีคาเปนบวกนี้บงชี้วาสวนดัง กลาวนัน้ ทําใหชอ งวางของคาจางนัน้ กวางขึน้ ขณะทีส่ ว นทีม่ คี า เปนลบนัน้ (จากผลคือสวนของการเลือก) จะชวยใหชอ งวางนัน้ แคบลง นอกจากนี้ การแยกความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิงนัน้ ออน ไหวตอขอสมมติเกี่ยวกับการจัดการสวนที่เปนผลของการเลือก


26

Development Economic Review

สําหรับความแตกตางของคาจางทีม่ ที มี่ าจากความแตกตางในทุนมนุษยนนั้ ผลการศึกษานีพ้ บวาลูกจาง เอกชนหญิงที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูงนั้นจะมีระดับของทุนมนุษย (ในสวนของจํานวนปการศึกษาและ สัดสวนของผูหญิงที่จบระดับปริญญาตรีขึ้นไป) สูงกวาผูชาย แตทวาการที่ผูชายไดรับคาจางมากกวา นั้นเปนเพราะผูชายมีทุนมนุษยสูงกวา นอกจากนี้ ทุนมนุษยอาจจะสะทอนอยูในรูปของความสามารถ (Ability) คุณภาพการศึกษา และการฝกอบรมในดานอาชีพซึ่งมีผลตอประสิทธิภาพในการทํางานดวย เปนตน ดังนัน้ แนวทางหนึง่ ในการแกไขปญหาเรือ่ งทุนมนุษยทตี่ า งกันระหวางชายและหญิงนัน้ นอกจาก รัฐจะมีนโยบายการศึกษาเพื่อใหมีโอกาสเขาถึงการศึกษาอยางเทาเทียมกันโดยกําหนดนโยบายการ ศึกษาภาคบังคับแลว รัฐอาจพิจารณาปรับระดับคุณภาพทางการศึกษาใหมีความเทาเทียมกันหรือเปน มาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ ในสวนของทักษะในการทํางานนั้น นายจางก็ควรคํานึงถึงการใหโอกาส ที่เทาเทียมกันที่แรงงานชายและหญิงจะไดรับการฝกทักษะหรือการฝกอบรมดานอาชีพดวย นอกจากความแตกตางของคาจางมีสาเหตุจากทุนมนุษยแลว การเลือกปฏิบตั กิ เ็ ปนสวนสําคัญของชอง วาของคาจางระหวางเพศ โดยผลจากตาราง 5 แสดงใหเห็นวาแมจะมีการหาทีม่ าของความแตกตางของ คาจางระหวางชายและหญิงแลว ก็ยังพบวามีสวนที่อธิบายไมไดและไมมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร ซึ่ง การเลือกปฏิบตั ติ อ แรงงานหญิงนัน้ จะกอใหเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ โดยหากแยกผลทัง้ หมดของ การเลือกที่มีตอความแตกตางของคาจางออกมาเปนสวนตางหากดังเชนวิธีการ (จําแนกองคประกอบ ความแตกตางของคาจางระหวางชายและหญิง) แบบที่ 1 แลว สวนของการเลือกปฏิบัติที่ประมาณการ ไดนั้นคิดเปนรอยละ 62.52 ของชองวางของคาจาง สวนการเลือกปฏิบัติจากวิธีการแบบที่ 2 และ 4 คิด เปนรอยละ 67.78 ของความแตกตางของคาจาง ขณะที่การเลือกปฏิบัติจากวิธีการแบบที่ 3 นั้นคิดเปน รอยละ 46.59 ซึ่งเปนสัดสวนของการเลือกปฏิบัติที่ตํ่าที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่น 5. บทสรุป ผลการประมาณการความแตกตางของคาจางของลูกจางเอกชนที่ทํางานในวิชาชีพชั้นสูงระหวางชาย และหญิง พบวาขอมูลมีอคติในการเลือกตัวอยางอยางมีนัยสําคัญ และเมื่อไดมีการแกปญหาดังกลาว แลว พบวา ผูช ายมีคา จางทีแ่ ทจริงตอชัว่ โมงสูงกวาผูห ญิงประมาณรอยละ 23.14 ถึงแมวา แรงงานหญิง จะไดรับการคุมครองโดยการกําหนดคาจางขั้นตํ่า โดยแรงงานชายและหญิงนั้นจะตองไดรับคาจางเทา เทียมกัน แตก็ยังคงพบวามีความแตกตางของคาจางเนื่องจากการบังคับใชกฎหมายนั้นมีขอจํากัด ดังนั้น นโยบายตอตานการเลือกปฏิบัติตอผูหญิง (Gender Discrimiation Policy) นั้นเสนอไดในแบบที่ 1 และ 3 คือ การขจัดการเลือกปฏิบัติในเรื่องของคาจาง ซึ่งสะทอนอยูในรูปของผลตอบแทน (ตอ คุณลักษณะ) ที่ตางกันระหวางชายและหญิง และแสดงถึงความไมเทาเทียมกันในตลาดแรงงาน สวนวิธี การแบบที่ 2 และ 4 นํามาใชเสนอนโยบายตอตานการเลือกปฏิบตั ติ อ ผูห ญิง ทัง้ การขจัดการเลือกปฏิบตั ิ ในเรือ่ งคาจางตอผูห ญิงทีป่ จ จุบนั ทํางานเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูงอยูแ ลว และการขจัดการเลือก ปฏิบัติในการจางงานตอผูหญิงที่กําลังหางานทําในอาชีพดังกลาวดวย


Development Economic Review

27

ประเทศไทยไดเขาเปนภาคีอนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women: CEDAW) โดยวิธีภาคยานุวัติ หรือใหสตั ยาบัน (Ratification) ซึง่ มีอนุสญ ั ญาเรือ่ งความเสมอภาคทางการศึกษาและเรือ่ งสิทธิและโอกาส ที่จะไดรับการจางงานชนิดเดียวกัน อยางไรก็ตาม ในประเทศไทยถึงแมวาอนุสัญญาไมสามารถใชเปน เครื่องมือทางกฎหมายได แตอนุสัญญานั้นก็มีอิทธิพลตอการดําเนินการของรัฐบาลเพื่อขจัดการเลือก ปฏิบัติตอสตรี ในสวนของกฎหมายนั้น แรงงานหญิงไดรับการคุมครองโดยการกําหนดอัตราคาจางขั้นตํ่า ซึ่งแรงงาน ชายและหญิงที่ทํางานในจังหวัดเดียวกันจะไดรับคาจางขั้นตํ่านี้เทากัน และพระราชบัญญัติคาจางที่ กําหนดวาแรงงานชายและหญิงจะตองไดรับคาจางเทาเทียมกัน อยางไรก็ตาม ในทางปฏิบัติก็ยังพบ กรณีที่แรงงานชายและหญิงจํานวนมากไดรับคาจางนอยกวาที่กฎหมายกําหนดเนื่องจากการบังคับใช กฎหมายนั้นมีขอจํากัด และจากผลการวิจัยนี้ก็พบวายังคงมีความแตกตางของคาจางระหวางชายและ หญิงทีท่ าํ งานเปนลูกจางเอกชนในวิชาชีพชัน้ สูงอยู อยางไรก็ตาม ในงานศึกษานีย้ งั มีขอ จํากัดเรือ่ งขอมูล ซึ่งผูเขียนไดตระหนักถึงประเด็นดังกลาวเพื่อพิจารณาในการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต บรรณานุกรม Becker, G. S. (1971). The economics of discrimination (2nd ed.). Chicago: University of Chicago Press. Blinder, A. S. (1973). Wage discrimination: Reduced form and structural estimates. Journal of Human Resources, 8, 436-455. Heckman, J. (1979). Sample selection bias as a specification error. Econometrica, 47, 153-163. Mahatthanasomboon, P. (1983). Male-female wage differentials in urban labor market: Bangkok metropolis. Master of Economics thesis. Thammasat University. Neuman, S., & Oaxaca, R. L. (2005). Wage differentials in the 1990s in Israel: Endowments, discrimination, and selectivity. International Journal of Manpower, 26(3), 217-236. Oaxaca, R. (1973). Male-female wage differentials in urban labor markets. International Economic Review, 14(3), 693-709. Phananiramai, M., & Ingpornprasith, N. (1993). Analysis of changes in male-female wage differentials. TDRI Quarterly Review, 8(2), 25-32


28

พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน ปที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2559)

Development Economic Review

สิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินของบุคลากร ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ภัททา เกิดเรือง* บทคัดยอ บทความนี้มีจุดประสงคเพื่อศึกษาประเด็นเรื่องความเหลื่อมลํ้าในการจายคาตอบแทนและใหสวัสดิการ แกพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยคํานวณสิทธิประโยชนทไี่ มเปน ตัวเงินดานการรักษาพยาบาลที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับจากสวัสดิการประกันสังคมและสิทธิ ประโยชนที่ขาราชการไดรับจากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ ตลอดจนเปรียบเทียบผลรวมของ สิทธิประโยชนทั้งที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงินที่พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการไดรับโดยใช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรและมหิดลเปนกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบวา ถึงแมวาอัตราเงินเดือนเริ่มตน ของพนักงานมหาวิทยาลัยจะสูงกวาเงินเดือนของขาราชการในอัตรา 1.5-1.7 เทาก็ตามแตผลประโยชน รวมทีข่ า ราชการไดรบั ยังคงมีมลู คามากกวาผลประโยชนรวมทีพ่ นักงานไดรบั โดยเฉพาะในกลุม อายุ 50 ปขนึ้ ไป นอกจากนี้ มูลคาปจจุบนั ของผลประโยชนรวมตลอดชีพทีข่ า ราชการไดรบั ยังสูงกวาผลประโยชน รวมทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั อยางเห็นไดชดั ทัง้ นีเ้ ปนผลมาจากสวัสดิการรักษาพยาบาลตลอดชีพ ของขาราชการแสดงใหเห็นวา สิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับใน ปจจุบันนั้นไมสามารถเทียบเคียงไดกับสิทธิประโยชนที่ขาราชการไดรับจากสวัสดิการรักษาพยาบาล ขาราชการทั้งในดานมูลคาของสิทธิประโยชนและความมั่นคงในชีวิต ดังนั้นภาครัฐจึงควรที่จะแกไข ปรับปรุงระบบสวัสดิการโดยเฉพาะดานการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัยอยางเรงดวน เพือ่ ใหสามารถรักษากําลังคนและดึงดูดผูที่มีความรูความสามารถใหเขามาปฏิบัติงานในตําแหนงพนักงาน มหาวิทยาลัยตอไปในอนาคต

คําสําคัญ:

สิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงิน พนักงานมหาวิทยาลัย สวัสดิการประกันสังคม สวัสดิการ รักษาพยาบาลขาราชการ

* ผูช ว ยศาสตราจารย คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ถนนพระจันทร กรุงเทพฯ10200;Email: phatta@econ.tu.ac.th บทความนีเ้ ปนสวนหนึง่ ของโครงการวิจยั เรือ่ ง “สิทธิประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินของผูป ระกันตนภายใตระบบประกันสังคม: กรณีศกึ ษา ของพนักงานมหาวิทยาลัยในประเทศไทย” โดยไดรับทุนสนันสนุนจากกองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ประจําปงบประมาณ 2556 ผูว จิ ยั ขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย ดร. เอือ้ มพร พิชยั สนิธ สําหรับความเห็นและคําแนะนําทีเ่ ปนประโยชนตอ การศึกษานี้


Economic Review DevelopmentDevelopment Economic Review 29 Volume 10 No.1 (January 2016)

Non-Cash Benets of Employees in Thai Public Universities Phatta Kirdruang* Abstract This article investigates the differences in compensations for two types of workers in Thai public universities: university employees and government officials. While the former group receives higher monthly salaries, they will not receive a pension after retirement and are entitled to less generous health benefits. In doing so, non-cash benefits for both groups are calculated based on the values of health benefits that university employees receive under the Social Security Scheme (SSS) and government officials receive under the under the Civil Service Medical Benefits Scheme (CSMBS). Results suggest that, even if university employees’ salaries are 1.51.7 times government officials’ salaries, the sum of both cash and non-cash benefits that government officials receive are still greater than that of university employees, particular among those who are 50 years old or older. In addition, the net present values of lifetime earnings for government officials are significantly greater than that of university employees. This is due to much greater value of lifetime health benefits provided by the CSMBS. The finding suggests that the difference in monetary terms that university employees receive cannot replace the health benefits that government officials gain from the CSMBS. Hence, in order to retain and attract good and capable workers in public universities, there is an urgent need to improve the welfare system for university employees in such a way that it is at least comparable to the welfare of government officials or that of state-enterprise employees.

Keywords: Non-Cash Benefits, University Employees, Social Security Scheme (SSS), Civil Service Medical Benefits Scheme (CSMBS) *Assistant Professor – Faculty of Economics, Thammasat University, Prachan Road, Bangkok 10200; Email: phatta@ econ.tu.ac.th The author gratefully acknowledges the financial support provided by Thammasat University Research Fund under the TU New Research Scholar, Contract No.: 01/2556. The author also wishes to thank Associate Professor Euamporn Phijaisanit for her invaluable comments and suggestions. All remaining errors are her own.


30

Development Economic Review

1. บทนํา ความแตกตางระหวางฐานเงินเดือนและสวัสดิการที่ไมเทาเทียมกันระหวางพนักงานมหาวิทยาลัยและ ขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาเปนประเด็นทีม่ กี ารถกเถียงกันมานานแตกย็ งั ไมมขี อ สรุปหรือมีหลักฐาน เชิงประจักษทแี่ นชดั การยกเลิกอัตราขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาทีเ่ กษียณอายุราชการตัง้ แตป พ.ศ. 2541 และจางพนักงานทดแทนในตําแหนง “พนักงานมหาวิทยาลัย” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2542 สงผลใหรูปแบบการจายคาตอบแทนแกบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอยางยิ่งการเพิ่มอัตราเงินเดือนเริ่มตนเพื่อชดเชยกับสวัสดิการตางๆ ไมวา จะเปนเงินบํานาญภายหลังเกษียณอายุราชการ หรือการตัดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการซึง่ สวัสดิการเหลานี้จัดเปนคาตอบแทนที่ไมเปนตัวเงิน (non-cash benefits)13 และมีความสําคัญไมนอย ไปกวาคาตอบแทนที่เปนตัวเงิน มติคณะรัฐมนตรีในป พ.ศ. 2542 ไดกําหนดใหพนักงานมหาวิทยาลัยไดรับเงินเดือนในอัตราที่มากกวา อัตราเงินเดือนแรกบรรจุของขาราชการ(กอนการหักภาษีและเงินสมทบกองทุนประกันสังคม) เปน 1.7 เทาสําหรับพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ (สาย ก.) และ 1.5 เทา สําหรับพนักงานมหาวิทยาลัยสาย สนับสนุน (สาย ข. และสาย ค.) ทัง้ นี้ รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนในรูปแบบของเงินกอน (block grant) แกมหาวิทยาลัย เพื่อใหมหาวิทยาลัยนําไปจายเปนเงินเดือนแกพนักงานมหาวิทยาลัย อยางไร ก็ตาม ถึงแมวาพนักงานมหาวิทยาลัยจะไดรับอัตราเงินเดือนที่สูงกวาขาราชการในสถาบันอุดมศึกษา โดยสุทธิประมาณ 1.2-1.5 เทา14 การปรับลดภาระงบประมาณดานบุคลากรของรัฐบาลไดสงผลให พนักงานมหาวิทยาลัยไมไดรับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ แตจะตองเปนผูประกันตนตาม มาตรา 33 ของกฎหมายประกันสังคม นัน่ หมายความวา พนักงานมหาวิทยาลัยจะตองจายเงินเพือ่ สมทบ กองทุนประกันสังคมโดยหักจากเงินเดือนของตนเองทุกเดือน และจะไมมสี ทิ ธิเบิกคารักษาพยาบาลให กับบุคคลในครอบครัว นอกไปจากนี้ ภายหลังเกษียณอายุราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยจะไมไดรบั เงิน บํานาญและไมมีสิทธิในการเบิกคารักษาพยาบาลทั้งของตนเองและของบุคคลในครอบครัว ในปจจุบัน ยังไมมีขอคนพบเชิงประจักษที่จะนําไปสูขอสรุปไดวา สวนตางของเงินเดือนที่พนักงาน มหาวิทยาลัยไดรับเพิ่มขึ้น 1.7 เทา (หรือ 1.5 เทาสําหรับพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน) นั้น มี

13 ในงานนี้ สิทธิประโยชนทไี่ มเปนตัวเงิน (non-cash benefits) จะใชหมายความเดียวกันกับสิทธิประโยชนทไี่ มใชคา จาง (non-wage benefits) หรือผลประโยชนเกื้อกูล (fringe benefits) หรือในหนังสือบางเลมใชหมายถึงสวัสดิการ (welfare) 14 ในทางปฏิบตั ิ อัตราเงินเดือนทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั คิดเปนมูลคานอยกวา 1.7 เทาของอัตราเงินเดือนขาราชการ ซึง่ อัตราสวน ตางนีจ้ ะแตกตางกันในแตละมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยทีใ่ หเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการในอัตราทีต่ าํ่ กวา 1.7 เทา ของเงินเดือนขาราชการใหเหตุผลวา ไดใชเงินสวนนีใ้ นการซือ้ ประกันสุขภาพหรือจัดสวัสดิการอืน่ ใหแกพนักงานมหาวิทยาลัย สวนใน มหาวิทยาลัยทีใ่ หเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการในอัตรา 1.7 เทาของเงินเดือนขาราชการ อัตราสวนตางทีแ่ ทจริงของเงิน เดือนพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการจะมีคา นอยกวา 1.7 เทาเนือ่ งจากพนักงานมหาวิทยาลัยตองจายเงินสมทบกองทุนประกัน สังคมและจายภาษีในอัตราทีส่ งู กวาขาราชการ


Development Economic Review

31

คามากกวาหรือนอยกวาสวัสดิการตางๆ ที่ขาราชการไดรับหากมีการเทียบเคียงเปนตัวเงิน นอกจากนี้ ยังไมเปนทีช่ ดั เจนวา สวนตางของเงินเดือนทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั เพิม่ ขึน้ ตามอัตราขางตน เปน สวนตางเฉพาะในสวนของเงินเดือน หรือเปนสวนตางที่ครอบคลุมสิทธิประโยชนที่มหาวิทยาลัยจะตอง จายใหแกมหาวิทยาลัย ดังนั้น เพื่อเปนการแสดงใหเห็นหลักฐานเชิงประจักษและตอบคําถามเรื่องสิทธิ ประโยชนทั้งที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงินของพนักงานมหาวิทยาลัยและของขาราชการวามีความ เหลื่อมลํ้ากันจริงหรือไมงานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อคํานวณสิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินโดย เฉพาะดานการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัยใหอยูใ นรูปของตัวเงินทีช่ ดั เจนและเปรียบเทียบ กับสิทธิประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินของขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ตลอดจนเปรียบเทียบสิทธิ ประโยชนรวม (ทัง้ ทีอ่ ยูใ นรูปของตัวเงินและไมใชตวั เงิน) ทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั กับสิทธิประโยชน ทัง้ หมดทีข่ า ราชการไดรบั โดยเปรียบเทียบระหวางบุคคลทีอ่ ายุเทากัน มีวฒ ุ กิ ารศึกษาและประสบการณ ในการทํางานเทากัน ผลที่ไดจากการศึกษานี้ นอกจากจะชวยคลี่คลายขอถกเถียงในประเด็นเรื่องความเหลื่อมลํ้าระหวาง พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาแลว ยังสามารถนําไปสูน ยั ยะเชิงนโยบายทัง้ ในระดับองคกรและในระดับประเทศ ทัง้ นี้ บุคลากรในมหาวิทยาลัยทีเ่ ปนพนักงานมหาวิทยาลัยมีจาํ นวน เพิม่ ขึน้ ทุกป และจะกลายเปนบุคลากรสวนใหญหรือทัง้ หมดในมหาวิทยาลัยในอนาคตอันใกลในปจจุบนั บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากวาครึ่งหนึ่งมีสถานะเปนพนักงานมหาวิทยาลัย โดยจํานวนบุคลากรที่ เปนพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจาก 61,290 คนในป พ.ศ. 2554 เปน 95,021 คนในป พ.ศ. 2556 (Office of the Higher Education Commission, 2014) ดังนั้นการกําหนดคาตอบแทนที่เหมาะสมและ เปนธรรมจึงเปนสิง่ สําคัญตอการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยเฉพาะอยางยิง่ ในชวงเวลาทีห่ ลาย มหาวิทยาลัยกําลังกาวเขาสูการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ หากการจายคาตอบแทนใหพนักงาน มหาวิทยาลัยยังมีความลักลั่นอยู อาจสงผลใหผูที่มีความรูความสามารถไมมีแรงจูงใจที่จะเขามาเปน พนักงานมหาวิทยาลัยหรือผูที่เปนพนักงานมหาวิทยาลัยไมมีกําลังใจในการทํางานและปฏิบัติหนาที่ อยางเต็มกําลังความสามารถเนือ่ งจากคาตอบแทนทีเ่ พิม่ ขึน้ อาจไมเพียงพอกับสวัสดิการทีล่ ดลง (Lurie, 1966; Woodbury & Hamermesh, 1992; Miller, 2004) อันจะสงผลกระทบในระยะยาวตอคุณภาพการ ศึกษาในระดับอุดมศึกษาของประเทศ การศึกษาครั้งนี้กําหนดขอบเขตโดยเลือกศึกษาจากแบบแผนการจายคาตอบแทนของพนักงาน มหาวิทยาลัยและขาราชการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรและมหาวิทยาลัยมหิดลเนือ่ งจากมหาวิทยาลัย ทัง้ สองแหงมีความคลายคลึงในหลายดาน โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรมจี ดุ เริม่ ตนทางสายสังคมศาสตร และไดขยายขอบเขตไปยังสายวิทยาศาสตร ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดลมีจุดเริ่มจากคณะทางสาย วิทยาศาสตร และไดขยายการเรียนการสอนไปยังสายสังคมศาสตร นอกจากนี้ ขณะทีม่ หาวิทยาลัยมหิดล มีสถานภาพเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐนับตั้งแตป 2550 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรยังคงเปน มหาวิทยาลัยของรัฐ ณ ปจจุบัน (กุมภาพันธ พ.ศ. 2558) และกําลังจะกาวเขาสูการเปนมหาวิทยาลัยใน


32

Development Economic Review

กํากับของรัฐในอนาคตอันใกล15 ดังนั้น สถานภาพของบุคลากรในทั้งสองสถาบันจึงมีความหลากหลาย มากพอในการศึกษาเรื่องสิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินของบุคลากรทั้งที่เปนขาราชการและพนักงาน มหาวิทยาลัยทั้งนี้ บทความนี้จะเลือกศึกษาเฉพาะพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสายวิชาการ เนื่องจากมีจํานวนมากกวาและไดรับอัตราเงินเดือนที่สูงกวาพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสาย สนับสนุนที่มีวุฒิการศึกษาที่เทากัน ในสวนถัดไปของบทความนี้จะเปนการทบทวนทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวของ และกรอบแนวความคิด ในการศึกษา จากนั้น สวนที่สามนําเสนอขอมูลและวิธีการวิจัย สวนที่สี่และหาแสดงขอมูลเชิงสถิติ พรรณนาและผลการศึกษา ตามลําดับ สวนที่หกเปนบทสรุปและขอเสนอแนะเชิงนโยบาย 2. ทบทวนวรรณกรรมและแนวความคิดในการศึกษา จากทฤษฎีการชดเชยคาจางสวนตาง (Compensating Wage Differentials Theory) สวนตางของคา จางสามารถอธิบายไดดวยลักษณะของงานที่ตางกัน เชน ผูที่ทํางานที่มีความเสี่ยงภัยมากกวายอมจะ ไดรับคาตอบแทนที่สูงกวาผูที่ทํางานที่เสี่ยงนอยกวา อยางไรก็ดี นอกเหนือไปจากสวนตางของคาจาง แลว องคประกอบของคาตอบแทนก็มีความสําคัญไมแพกัน Lurie (1966) ชี้ใหเห็นวา การเปรียบเทียบ คาจางทีเ่ ปนธรรมเปนสิง่ ทีท่ าํ ไดยากเนือ่ งจากองคประกอบของคาตอบแทนของแตละหนวยงานมีความ หลากหลาย โดยองคประกอบที่สําคัญไดแก สวัสดิการหรือผลประโยชนเกื้อกูล (Fringe Benefits)16 ในทางทฤษฎีคา จางและสิทธิประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินควรจะมีความสัมพันธกนั ในทางลบเนือ่ งจากการ ชดเชยแรงงานในสองรูปแบบนีเ้ ปนการแลกเปลีย่ นหรือ ‘trade-off’ กัน (Currie & Madrian, 1999; Smith & Ehrenberg, 1983) และงานวิจัยเชิงประจักษหลายงานก็สนับสนุนแนวคิดนี้ ตัวอยางเชน Woodbury and Hamermesh (1992) พบวาการทดแทนกันระหวางสิทธิประโยชนและคาจางของบุคลากรในสถาน ศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกาอยูในระดับสูง และความตองการสิทธิประโยชนตอบสนองตอ การเปลีย่ นแปลงของรายไดสงู อยางไรก็ตาม ผลการศึกษาเชิงประจักษอกี จํานวนหนึง่ กลับพบวา คาจาง และสิทธิประโยชนที่ไมใชคาจางมีความสัมพันธในทางบวก17

15 บทความนี้เปนสวนหนึ่งของงานวิจัยที่ทําการศึกษาในป พ.ศ. 2557 ซึ่งเปนชวงเวลากอนที่พระราชบัญญัติเรื่องการออกนอก ระบบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรจะมีผลใชบังคับในวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 16 ในที่นี้ผลประโยชนเกื้อกูลมีความหมายที่กวางครอบคลุมสิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินที่กอใหเกิดตนทุนแกนายจางและให อรรถประโยชนแกลกู จาง (Lurie, 1966) ตัวอยางของสิทธิประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินในงานของ Lurie (1966) ไดแก จํานวนวันหยุด (โดย ลูกจางยังคงไดรบั คาจาง) การซือ้ ประกันสุขภาพใหลกู จาง เปนตน ขณะที่ Smeeding (1983) ไดจาํ แนกประเภทของ fringe benefits ออกเปนสวัสดิการหรือสิทธิประโยชนทกี่ ฎหมายกําหนดใหนายจางตองจัดใหแกลกู จาง เชน ประกันสังคม และสวัสดิการอืน่ ๆ เชน สวัสดิการรักษาพยาบาล การประกันชีวติ รวมถึงสวัสดิการทีม่ ผี ลหลังจากการทํางานสิน้ สุดลง เชน บํานาญ 17 ดูเพิม่ เติมไดใน Currie and Madrian (1999) และ Dale-Olsen (2006)


Development Economic Review

33

ในบริบทของประเทศกําลังพัฒนา Zhao (2002) ไดประมาณคาความแตกตางระหวางรายไดของลูกจาง ในองคกรของรัฐและรายไดของลูกจางในองคกรเอกชนในประเทศจีน โดยรวมเอาสิทธิประโยชนทไี่ มใช คาจาง ไดแก บํานาญ สวัสดิการดานทีอ่ ยูอ าศัย และสวัสดิการรักษาพยาบาล ผลการศึกษาพบวา ลูกจาง ในองคกรของรัฐมีรายไดโดยรวมมากกวาลูกจางในองคกรเอกชนอยางเห็นไดชดั เนือ่ งจากสิทธิประโยชน ที่ไมใชคาจางที่ลูกจางในองคกรของรัฐไดรับมีมูลคามากกวาคาจางที่ลดลง ทั้งนี้ ในการประมาณคาของสวัสดิการหรือประโยชนที่ไมใชคาจางซึ่งสวนใหญเปนสิทธิประโยชนทาง สุขภาพ (Health Benefits) ใหอยูใ นรูปของตัวเงินหรือมูลคาตลาด (Market Value) นัน้ มีวธิ กี ารคํานวณ ทีเ่ ปนทีน่ ยิ มสองวิธี ไดแกวธิ แี รก Actual Consumption Approach ซึง่ เปนการนําเอาขอมูลการใชบริการ รักษาพยาบาลที่แทจริงของแตละบุคคลมาคํานวณหาตนทุนในการใหบริการ และใชขอมูลตนทุนนี้เปน คาประมาณของสิทธิประโยชนทางสุขภาพทีแ่ ตละคนไดรบั (Paulus et al., 2010) และ วิธที สี่ องInsurance Value Approach เปนการประเมินสิทธิประโยชนจากมูลคาของประกันสุขภาพ (Insurance Value) ซึ่ง จะแตกตางกันไปตามลักษณะเฉพาะทีม่ ผี ลตอความเสีย่ งหรือความนาจะเปนทีจ่ ะตองใชประกันสุขภาพ เชน อายุและเพศ ของคนๆ นั้น ในบริบทของประเทศไทย การศึกษาเรื่องสวัสดิการหรือสิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินของแรงงาน โดย เฉพาะการศึกษาที่เกี่ยวของกับสิทธิประโยชนของพนักงานมหาวิทยาลัยยังมีจํานวนคอนขางนอย และ งานวิจยั ในกลุม นีส้ ว นใหญจะเปนงานวิจยั ในสาขาวิชาสังคมสงเคราะหศาสตรซงึ่ เปนการวิจยั เชิงสํารวจ ความคิดเห็นจากกลุมตัวอยางเปนหลัก งานวิจัยจํานวนหนึ่งพบวา สวัสดิการรักษาพยาบาลจัดคา ตอบแทนทางออมทีส่ าํ คัญทีม่ ผี ลตอความมัน่ คงในการทํางานและเสนอใหพนักงานมหาวิทยาลัยสามารถ เบิกคารักษาพยาบาลไดเชนเดียวกับขาราชการ (วรรณะ เวชพราหมณ, 2551; เริงศักดิ์ ธรานุเวชน, 2549) นอกจากนี้พนักงานมหาวิทยาลัยในหลายสถาบันเห็นดวยกับการเสริมสรางแรงจูงใจทางดาน สวัสดิการรักษาพยาบาลมากที่สุด (ทศพล กลิ่นหอม, 2549; อาภาพร บุญจันทร, 2552) ในภาพรวม ผลการศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวของกับสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัยมีขอสรุปไป ในทิศทางเดียวกัน คือ มีความตองการใหทบทวนการจัดสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ อยางยิ่งทางดานการรักษาพยาบาลใหมีความครอบคลุมมากขึ้นและขยายความครอบคลุมไปยังบุคคล ในครอบครัวดวย เหตุผลสําคัญคือสวัสดิการรักษาพยาบาลเปนองคประกอบทีส่ าํ คัญของความมัน่ คงใน การทํางานและเปนแรงจูงใจที่สําคัญในการเปนพนักงานมหาวิทยาลัย อยางไรก็ดี งานวิจัยเหลานี้ไม สามารถชีใ้ หเห็นถึงสวัสดิการทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยควรจะไดรบั อยางเปนรูปธรรม ดังนัน้ ผลการศึกษา ในงานวิจัยนี้จะชวยแสดงใหเห็นหลักฐานเชิงประจักษวาสิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินที่พนักงาน มหาวิทยาลัยไดรับในปจจุบันแตกตางจากสวัสดิการที่ขาราชการไดรับมากนอยเพียงไร


34

Development Economic Review

การศึกษาเรื่องสิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินในงานวิจัยนี้ จะเนนศึกษาการแลกเปลี่ยน (Trade-Off) ระหวางเงินเดือนและสวัสดิการที่พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาไดรับ โดย คํานวณสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลใหอยูในรูปตัวเงินและเปรียบเทียบผลประโยชนรวมของ บุคลากรทัง้ สองกลุม งานวิจยั นีม้ สี มมติฐานวา หากสวนตางของเงินเดือนในอัตรา 1.5-1.7 เทาทีพ่ นักงาน มหาวิทยาลัยไดรบั ในปจจุบนั สามารถทดแทนสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการไดจริงผลรวมของเงิน เดือนและสวัสดิการ (หรือสิทธิประโยชนทงั้ หมด) ทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั ควรมีมลู คาทีเ่ ปนตัวเงิน ไมตางจากผลรวมของเงินเดือนและสวัสดิการทั้งหมดที่ขาราชการไดรับ ทั้งนี้ สวัสดิการหรือสิทธิ ประโยชนที่ไมใชคาจางของทั้งขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยจะประกอบไปดวยสวัสดิการรักษา พยาบาลและบําเหน็จบํานาญ (ถามี) 3. ขอมูลที่ใชและวิธีวจิ ัย การวิเคราะหเชิงปริมาณในงานศึกษานี้อาศัยขอมูลทุติยภูมิสองสวนหลัก สวนแรกเปนขอมูลอัตราเงิน เดือนและสวัสดิการประเภทตางๆของขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร และมหาวิทยาลัยมหิดลโดยไดรบั ความอนุเคราะหจากกองการเจาหนาทีม่ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร และ กองทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยขอมูลที่ใชในการคํานวณสิทธิประโยชนดานสุขภาพ ประกอบดวย (1) ขอมูลตนทุนตอหนวยในการใหบริการรักษาพยาบาลทัง้ แบบบริการผูป ว ยนอก (Outpatient Care) และบริการผูปวยใน (Inpatient Care) อางอิงจากขอมูลคาใชจายในการรักษาพยาบาลของ สถานพยาบาลทีใ่ ชในการจัดทําบัญชีรายจายสุขภาพแหงชาติ (National Health Account: NHA) ซึง่ ทําการรวบรวมและจัดทําโดยสํานักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหวางประเทศ (International Health Policy Program: IHPP) และ (2) อัตราการใชบริการรักษาพยาบาลแบบผูปวยนอก (Outpatient Visits) และจํานวนการเขารับ การรักษาพยาบาลแบบผูปวยใน (Inpatient Visits) อางอิงจากขอมูลระดับยอยจากการสํารวจ อนามัยและสวัสดิการ (Health and Welfare Survey: HWS) ในป พ.ศ. 2554 ซึ่งสํารวจและ รวบรวมโดยสํานักงานสถิติแหงชาติ ในการศึกษานี้ การคํานวณสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับจาก สวัสดิการประกันสังคมและสิทธิประโยชนที่ขาราชการไดรับจากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการจะ ประยุกตใชวิธี Actual Consumption Approach ซึ่งเปนการคํานวณมูลคาของผลประโยชนทางสุขภาพ จากคาใชจายทางสุขภาพที่เกิดขึ้นจริง วิธีนี้มีความเหมาะสมกับบริบทของการศึกษานี้เนื่องจากวิธีการ เบิกจายเงินในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการเปนระบบปลายเปด โดยใหสถานพยาบาลเรียก เก็บตามรายการตามที่จายจริง (Fee-For-Service) และไมมีการกําหนดวงเงินสูงสุดที่ผูปวยหรือสถาน พยาบาลสามารถเบิกจายจากรัฐได จะเห็นไดวา ในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ ผูใ หบริการ


Development Economic Review

35

และรัฐบาล (ในฐานะผูจ า ยคารักษาพยาบาล) ไมสามารถทราบตนทุนในการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาล กอนที่จะมีการรักษาพยาบาลเกิดขึ้นจริง ดังนั้น การคํานวณสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลใน ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการโดยเลือกพิจารณาจากดานตนทุนในการจัดสรรสวัสดิการกอน ที่จะมีการใชสิทธิสวัสดิการจริงจึงเปนสิ่งที่ทําไดยาก18 อยางไรก็ตาม ถึงแมวา กองทุนประกันสังคมมีวธิ กี ารจายเงินใหแกสถานพยาบาลเปนแบบเหมาจายราย หัว (Capitation Payment) และมีการกําหนดขัน้ เพดานของสิทธิประโยชนในการรักษาพยาบาล แตเพือ่ ใหการเปรียบเทียบสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการและสวัสดิการประกันสังคมมีความสอดคลอง กัน การประเมินสิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัยซึง่ ใชสทิ ธิประกันสังคม จะเป น การคํ า นวณผลประโยชน ท างสุ ข ภาพจากค า ใช จ  า ยทางสุ ข ภาพที่ ผู  ใ ช สิ ท ธิ ป ระกั น สั ง คม เบิกจายจริง นอกจากนี้ ในการคํานวณคาใชจายทางสุขภาพจะใชขอมูลคาใชจายทางสุขภาพอางอิงจากขอมูลคาใช จายในการรักษาพยาบาลแบบผูป ว ยในและคาใชจา ยในการรักษาพยาบาลแบบผูป ว ยนอกจากบัญชีราย จายสุขภาพแหงชาติ (National Health Account: NHA)และปรับมูลคาของคาใชจายทางสุขภาพตาม ลักษณะของบุคคลเพื่อสะทอนถึงมูลคาของสิทธิประโยชนทางสุขภาพที่ตางกันในแตละกลุมชวงอายุ การประมาณมูลคาผลประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลโดยพิจารณาจากคาใชจา ยทางสุขภาพ (ตอ คนตอป) ของขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยสามารถคํานวณไดจากผลรวมของคาใชเฉลีย่ ในการ รักษาพยาบาลทั้งแบบผูปวยนอกและผูปวยใน ดังแสดงในสมการตอไปนี้ (1) (2) คือ คาใชจายทางสุขภาพตอคนตอปของบุคคลอายุ x เพศ s ที่ใชสิทธิ j เมื่อ j เมื่อกําหนดให คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ (CSMBS) และสวัสดิการประกันสังคม (SSS), และ คือ คารักษาพยาบาลแบบผูปวยนอกและแบบผูปวยในตอคนตอปของผูใชสิทธิ j เมื่อ j คือ และ คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ (CSMBS) และสวัสดิการประกันสังคม (SSS), อัตราการเขารับการรักษาพยาบาลแบบผูปวยนอก (Utilization Rate) และแบบผูปวยใน (Admission

18 ในกรณีที่นายจางซื้อประกันสุขภาพเอกชนใหแกลูกจาง ตนทุนในการใหสวัสดิการรักษาพยาบาลสามารถคํานวณไดจากเบี้ย ประกันที่นายจางจายใหกับบริษัทประกัน แตในบริบทของสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการในประเทศไทย รัฐบาลในฐานะ นายจางไมสามารถทราบมูลคา “เบี้ยประกัน” นี้เนื่องจากตนทุนการใหบริการแปรตามปริมาณการใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล ของขาราชการ


36

Development Economic Review

Rate) ของบุคคลอายุ x เพศ s19 และ คือ คาใชจา ยแบบเหมาจายรายปในการเสริมสรางสุขภาพ และปองกัน (Health Promotion and Prevention) ซึ่งครอบคลุมโดยกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาล ขาราชการเทานั้น ทั้งนี้ เนื่องจากกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการครอบคลุมการรักษาพยาบาลของขาราชการ ทั้งที่กําลังปฏิบัติงาน (“Actives”) และที่เกษียณอายุ (“Pensioners”) ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว (“Dependents”) ซึ่งประกอบดวย คูสมรส (Spouse) บุตรที่ยังไมบรรลุนิติภาวะจํานวนไมเกิน 3 คน (Children) และบิดาและมารดา (Parents) ดังนั้น มูลคาสิทธิประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ ขาราชการไดรับจะมีคาเทากับผลรวมของคารักษาพยาบาลทั้งของตัวขาราชการเองและของสมาชิกใน ครอบครัวที่ไดรับสิทธิ แสดงไดดังสมการ (3) จะไดวา คาตํา่ สุดของสิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลจะเทากับคาใชจา ยทางสุขภาพของเฉพาะตัว ขาราชการเอง (กรณีที่ไมมีสมาชิกในครอบครัวที่สามารถใชสิทธิได) และคาสูงสุดของสิทธิประโยชนจะ มีคาเทากับคาใชจายทางสุขภาพของทั้งตัวขาราชการเองและของสมาชิกในครอบครัวในกรณีที่ ขาราชการใชสิทธิเบิกคารักษาพยาบาลใหแกคูสมรส บุตรจํานวนสามคน และบิดามารดา สําหรับพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งใชสิทธิประกันสังคม ผูประกันตนมีสิทธิในการเบิกคารักษาพยาบาล ของตนเองเพียงคนเดียว โดยผูประกันตนจายเงินสมทบเขากองทุนประกันสังคมรวมกับนายจางและ รัฐบาล ทั้งนี้ ผูใชสิทธิประกันสังคมจะตองเขารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลที่ตนลงทะเบียน ไวเทานั้น ในการเปรียบเทียบผลประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการกําหนดใหคา ตอบแทนที่ เปนตัวเงินของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาคํานวณไดจากเงินเดือน เงิน ประจําตําแหนง เงินบํานาญชราภาพสําหรับพนักงานมหาวิทยาลัย เงินบําเหน็จสําหรับขาราชการ เงิน สะสมและผลประโยชนทไี่ ดคนื จากกองทุนสํารองเลีย้ งชีพของพนักงานมหาวิทยาลัยและกองทุนบําเหน็จ บํานาญขาราชการ ตลอดจนเงินบํานาญรายเดือนสําหรับขาราชการที่มีอายุราชการตั้งแต 20 ปขึ้นไป ทัง้ นี้ พนักงานมหาวิทยาลัยจะไมไดรบั เงินบําเหน็จหรือบํานาญภายหลังการเกษียณอายุราชการหรือลา ออกแมวาจะมีอายุราชการ 20 ปขึ้นไปก็ตาม 19 ในการศึกษานี้ การคํานวณสิทธิประโยชนทางสุขภาพในงานศึกษานีจ้ ะใชอตั ราการใชบริการรักษาพยาบาลเดียวกัน โดยคํานวณ จากคาเฉลีย่ ของอัตราการรับบริการรักษาพยาบาลของประชากรทัง้ ประเทศ เพือ่ ลดปญหาความแตกตางในอัตราการใชบริการรักษา พยาบาลของผูใ ชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการและผูใ ชสทิ ธิประกันสังคม อันเนือ่ งมาจากเงือ่ นไขบริการสุขภาพและระบบ การเบิกจาย ตลอดจนกลุมประชากรที่แตกตางกัน


Development Economic Review

37

อยางไรก็ดี การเปรียบเทียบคาตอบแทนของพนักงานมหาวิทยาลัยและคาตอบแทนของขาราชการใน สถาบันอุดมศึกษาโดยพิจารณาจากขอมูลเงินเดือนเริ่มตนที่จายจริงเปนสิ่งที่เปนไปไมได เนื่องจากใน ปจจุบันไมมีการบรรจุลูกจางในตําแหนง “ขาราชการ” ในสถาบันอุดมศึกษา ดังนั้น การคํานวณผล ประโยชนที่เปนตัวเงินจากคาตอบแทนทั้งหมดที่บุคลากรทั้งสองประเภทพึงไดรับ จะเปนการเปรียบ เทียบระหวางคาตอบแทนของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสายวิชาการทีเ่ ปนบุคคลสมมติ (ใน ที่นี้กําหนดใหเปน พนักงานมหาวิทยาลัย ก. และ ขาราชการ ข.) ที่มีคุณลักษณะเหมือนกันทุกประการ โดยกําหนดใหเงินเดือนเริ่มตนของขาราชการที่สมมติขึ้นคิดเปนอัตราตํ่ากวาอัตราเงินเดือนเริ่มตนของ พนักงานมหาวิทยาลัยเปนจํานวน 1.7 เทา โดยมีขอสมมติอื่นที่สําคัญไดแก 1. สมมติใหทั้ง ก. และ ข. จบการศึกษาวุฒิปริญญาเอก และทั้งสองคนจะเริ่มทํางานเมื่ออายุ 30 ป และเกษียณจากการทํางานเมื่ออายุ 60 ป20 2. ทางดานการไดรบั ตําแหนงวิชาการ สมมติใหทงั้ สองคนไดรบั ตําแหนงผูช ว ยศาสตราจารยในปที่ 3 ของการทํางาน ไดรับตําแหนงรองศาสตราจารยในปที่ 6 ของการทํางาน และไดรับตําแหนง ศาสตราจารยในปที่ 15 ของการทํางาน21 3. สมมติใหพนักงานมหาวิทยาลัย ก. ไดรับการเลื่อนเงินเดือนในขั้นสูงสุดในแตละปการทํางาน (กลาวคือ เลื่อนเงินเดือนเพิ่มขึ้นไดปละครั้ง ครั้งละไมเกินรอยละ 8) และการเลื่อนขั้นเงินเดือน เปนไปตามระเบียบการเลื่อนเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัย 4. สมมติใหขา ราชการ ข. ไดรบั การเลือ่ นเงินเดือนในขัน้ สูงสุดในแตละปการทํางาน (กลาวคือ เลือ่ น เงินเดือนเพิ่มขึ้นไดปละสองครั้ง ครั้งละไมเกินรอยละ 5) และการเลื่อนขั้นเงินเดือนเปนไปตาม ระเบียบการเลื่อนเงินเดือนของขาราชการ 5. กําหนดใหพนักงานมหาวิทยาลัย ก. จายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเดือนละ 750 บาททุก เดือนจนกระทัง่ เกษียณอายุราชการ และภายหลังจากการเกษียณอายุ พนักงานมหาวิทยาลัย ก. 20 ในปจจุบนั ยังไมมขี อ กําหนดทีช่ ดั เจนเกีย่ วกับการเกษียณอายุราชการของพนักงานมหาวิทยาลัยงานวิจยั นีจ้ งึ กําหนดใหพนักงาน มหาวิทยาลัยเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปเทากับขาราชการ ถึงแมวาพนักงานมหาวิทยาลัยจะสามารถเกษียณอายุราชการเมื่ออายุ ครบ 55 ปซึ่งเปนอายุเริ่มตนที่พนักงานมหาวิทยาลัยสามารถรับเงินบํานาญชราภาพ (ประมาณ 6,375 บาท/เดือน) จากกองทุน ประกันสังคมได 21 สําหรับผูที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ตองปฏิบัติงานไมนอยกวา 2 ปจึงจะสามารถยื่นขอตําแหนงผูชวยศาสตราจารย ผูที่ จะยื่นขอตําแหนงรองศาสตราจารยจะตองปฏิบัติงานในตําแหนงผูชวยศาสตราจารยเปนระยะเวลาไมนอยกวา 3 ปและผูที่จะยื่นขอ ตําแหนงศาสตราจารยจะตองปฏิบัติงานในตําแหนงรองศาสตราจารยเปนระยะเวลาไมนอยกวา2 ป ในที่นี้กําหนดใหบุคคลสมมติ ไดรับตําแหนงศาสตราจารยในปที่ 15 ของการทํางานเนื่องจากเปนชวงเวลาที่บุคคลสมมติจะไดรับเงินเดือนใกลเคียงเพดานเงิน เดือนของผูที่มีตําแหนงรองศาสตราจารย และมีแนวโนมที่จะไมไดรับการเลื่อนเงินเดือนหากไมยื่นขอตําแหนงศาสตราจารย (ภาย ใตขอสมมติอื่นๆที่ระบุไวในขางตน)


38

Development Economic Review

ไมประสงคจะเปนผูประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 39 และไมสงเงินสมทบกองทุนประกัน สังคมตอหลังอายุครบ 60 ป 6. สมมติใหพนักงานมหาวิทยาลัย ก. เขารวมกองทุนสํารองเลี้ยงชีพพนักงานมหาวิทยาลัย และ ตองจายเงินสมทบกองทุนสํารองเลีย้ งชีพพนักงานมหาวิทยาลัย ในอัตรารอยละ 3, 4, และ 5 ของ เงินเดือนในการทํางานปที่ 1-2, ปที่ 3-4, และ ปที่ 5 เปนตนไป ตามลําดับ 7. สมมติใหขาราชการ ข. เขารวมกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ (กบข.) และจายเงินสมทบ กองทุน กบข. เปนจํานวนรอยละ 3 ของเงินเดือน ซึ่งเปนอัตราขั้นตํ่าในการสมทบกบข. 8. สมมติใหทงั้ กองทุนสํารองเลีย้ งชีพพนักงานมหาวิทยาลัยและกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ ใหผลประโยชนตอบแทนเทากันในอัตรารอยละ 8 และเมือ่ เกษียณ ทัง้ พนักงานมหาวิทยาลัยและ ขาราชการไดรบั เงินคืนจากกองทุนสํารองเลีย้ งชีพพนักงานมหาวิทยาลัย/กองทุนบําเหน็จบํานาญ ขาราชการ ประกอบดวย เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชนตอบแทน 9. ภายหลังเกษียณ พนักงานมหาวิทยาลัย ก. ไดรับเงินบํานาญชราภาพจากกองทุนประกันสังคม คิดเปนเงินรอยละ 20 ของเงินเดือน 60 เดือนสุดทาย (แตไมเกิน 15,000 บาท) รวมกับโบนัสใน อัตรารอยละ 1.5 ของคาเฉลีย่ เงินเดือน 60 เดือนสุดทายคูณดวยจํานวนปทเี่ กิน 15 ป ซึง่ ในกรณี สมมตินี้ พนักงานมหาวิทยาลัย ก. ทํางานเปนเวลา 30 ป และมีเงินเดือน 60 เดือนสุดทายเกิน 15,000 ดังนัน้ เงินบํานาญชราภาพที่ ก. จะไดรบั มีคา เทากับ {[20+(1.5x(30-15))]x 15,000}/100 = 6,375 บาทตอเดือน 10. ภายหลังเกษียณ ขาราชการ ข. ไดรับเงินบําเหน็จดํารงชีพจํานวน 15 เทาของบํานาญรายเดือน แตไมเกิน 400,000 บาท โดยแบงจายตอนเกษียณ (ไมเกิน 200,000 บาท) และเมือ่ อายุครบ 65 ป และไดรับบํานาญรายเดือน (คํานวณจากสูตร [คาเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดทาย x 30] 50) 11. ทั้ง ก. และ ข. เสียชีวิตเมื่ออายุครบ 72 ป ซึ่งเปนอายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทย โดยในกรณี ของขาราชการ เมือ่ ข. เสียชีวติ ลง ทายาทของ ข. ไดรบั เงินบําเหน็จตกทอดทีเ่ หลือ (เงินบําเหน็จ ตกทอดจํานวน 30 เทาของบํานาญรายเดือน หักลบดวยเงินบําเหน็จดํารงชีพทีไ่ ดรบั เมือ่ เกษียณ และเมื่ออายุครบ 65 ป) 12. สมมติใหอัตราคิดลด (Discount Rate) มีคาเทากับรอยละ 3 ซึ่งเปนคาเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางในชวงเวลา 5 ปที่ผานมา


Development Economic Review

39

13. ในกรณีของมหาวิทยาลัยมหิดลซึง่ มีพนักงานมหาวิทยาลัยทีเ่ ปลีย่ นสถานภาพมาจากขาราชการ สมมติใหพนักงานมหาวิทยาลัยกลุมนี้ยังคงสงเงินสมทบกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการใน อัตรารอยละ 3 ของเงินเดือน และไดรับเงินเดือนในอัตรา 1.2 เทาของเงินเดือนขาราชการแตไม ไดรับบํานาญหลังเกษียณ นอกจากนี้ ขาราชการกลุมนี้ยังคงสามารถใชสิทธิสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการไดตามเดิม การเปรียบเทียบผลประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการประกอบไปดวยสองมิติ มิติ แรก เปนการเปรียบเทียบผลประโยชนรวมของบุคลากรทัง้ สองประเภทในแตละชวงอายุ โดยผลตอบแทน ที่เปนตัวเงินประกอบดวยเงินไดสุทธิในแตละป ในกรณีของพนักงานมหาวิทยาลัย เงินไดสุทธิคิดจาก ผลรวมของเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง หักดวยเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เงินสมทบกองทุน สํารองเลี้ยงชีพ และภาษีเงินได ในกรณีของขาราชการ เงินไดสุทธิมีคาเทากับเงินเดือนบวกดวยเงิน ประจําตําแหนง หักดวย เงินสมทบกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการและภาษีเงินได สําหรับผลตอบแทน ทีไ่ มเปนตัวเงินคํานวณจากสิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการ ไดรบั จากสวัสดิการประกันสังคมและสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการตามลําดับ ทัง้ นี้ กําหนดใหมลู คา ของสิทธิประโยชนดานสุขภาพจากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการและสวัสดิการประกันสังคมเพิ่ม ขึ้นในอัตรารอยละ 11 และรอยละ 722 ตามลําดับ นอกจากนี้ ภายหลังเกษียณอายุราชการ พนักงาน มหาวิทยาลัยจะมีรายไดจากเงินบํานาญชราภาพและไมสามารถใชสิทธิประกันสังคมในการรักษา พยาบาล ขณะที่ขาราชการจะมีรายไดจากบํานาญรายเดือนและยังคงสามารถใชสิทธิสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการไดจนกระทั่งเสียชีวิต มิติที่สองเปนการคํานวณมูลคาปจจุบันสุทธิ (Net Present Values: NPVs) ของผลประโยชนรวมตลอด ชวงชีวติ (Lifetime Earnings) ของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการโดยจะนับเฉพาะชวงระยะเวลา ตั้งแตเริ่มทํางานจนกระทั่งเสียชีวิต ในที่นี้ ผลประโยชนรวมจะแบงเปนสามสวน ไดแก (1) รายไดสุทธิ ตลอดชีวติ การทํางาน (2) รายไดภายหลังเกษียณและ (3) ผลประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินคํานวณจากสิทธิ ประโยชนที่ไดรับจากสวัสดิการรักษาพยาบาล ดังนั้น หากกําหนดใหเริ่มทํางานเมื่ออายุ 30 ป (ปที่ 0) เกษียณเมื่ออายุ 60 ป (ปที่ 30) และเสียชีวิตเมื่อ อายุ 72 ป (ปที่ 42) มูลคาปจจุบนั สุทธิของผลประโยชนรวมตลอดชีวติ ของพนักงานมหาวิทยาลัยสามารถ เขียนเปนสมการไดดังนี้

(4) 22อัตราการเพิม่ เฉลีย่ ของคาใชจา ยทางสุขภาพตอหัวของผูใ ชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลและผูใ ชสทิ ธิประกันสังคมในชวง 5 ปทผี่ า นมา


40

Development Economic Review

โดย คือรายไดตอปคํานวณจากเงินเดือนและเงินประจําตําแหนงวิชาการ, คือ เงิ น สมทบกองทุ น ประกั น สั ง คม (ต อ ป ) , คื อ เงิ น สมทบกองทุ น เลี้ ย งชี พ พนั ก งาน มหาวิทยาลัย (ตอป), คือ ภาษีเงินได (ตอป), คือเงินสะสมบวกเงินสมทบและ ผลประโยชนทดแทนทีไ่ ดรบั จากกองทุนสํารองเลีย้ งชีพเมือ่ เกษียณ, คือ เงินบํานาญ ชราภาพทีไ่ ดรบั จากกองทุนประกันสังคม, คือ สิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาล จากสวัสดิการประกันสังคม สําหรับขาราชการภายหลังเกษียณ นอกเหนือไปจากเงินบํานาญรายเดือนและสิทธิประโยชนจาก สวัสดิการรักษาพยาบาลแลว ขาราชการยังไดรับเงินบําเหน็จดํารงชีพจํานวน 400,000 บาท (ไดรับเมื่อ อายุ 60 และ 65 ป) และเมื่อเสียชีวิต ทายาทจะไดรับบําเหน็จตกทอด จํานวน 30 เทาของบํานาญราย เดือน หักดวยบําเหน็จดํารงชีพทีไ่ ดรบั ไปแลว จากขอมูลเหลานี้ มูลคาปจจุบนั สุทธิของผลประโยชนรวม ตลอดชีวิตของขาราชการสามารถเขียนเปนสมการไดดังนี้

(5) คือ รายไดตอปคํานวณจากเงินเดือนและเงินประจําตําแหนงวิชาการ, โดย คือ เงินสมทบกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ (ตอป), คือ ภาษีเงินได (ตอป), คือ เงินสะสมบวกเงินสมทบและผลประโยชนทดแทนทีไ่ ดรบั จากกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการเมือ่ เกษียณ, คือ เงินบํานาญของขาราชการ(ตอป), และ คือ สิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลจากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ มูลคาปจจุบนั ของผล ตอบแทนตลอดชวงชีวิตของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการที่คํานวณไดจะนําไปประกอบการ พิจารณาเปรียบเทียบผลตอบแทนรวม ณ แตละชวงอายุ ซึ่งจะทําใหสามารถไดขอสรุปที่ชัดเจนวาการ จายคาตอบแทนแกบุคลากรทั้งสองประเภทมีความแตกตางจริงหรือไม และถาแตกตางจริง สวนตางจะ มีคาเปนเทาไร 4. ขอมูลเชิงสถิติพรรณนา ในภาพรวมคาตอบแทนทีเ่ ปนเงินเดือนของขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการพบวา การ ยกเลิกการบรรจุบคุ ลากรในตําแหนงขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐนับตัง้ แตป พ.ศ. 2542 เปนตน มาสงผลใหในปจจุบันไมมีขอมูลอัตราเงินเดือนเดือนเริ่มตนของขาราชการ ดังนั้น ในการศึกษานี้


Development Economic Review

41

จะอางอิงอัตราเงินเดือนเริ่มตนของขาราชการในทั้งสองมหาวิทยาลัยจากอัตราเงินเดือนเริ่มตนของ ขาราชการคิดตามอัตราเงินเดือนขั้นตํ่า 15,000 บาทสําหรับวุฒิปริญญาตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ ประกาศใชเมือ่ เดือนมกราคม 2555 ทัง้ นีอ้ ตั ราเงินเดือนสําหรับขาราชการทีแ่ สดงนีเ้ ปนเพียงคาทีใ่ ชเทียบ เคียงในกรณีที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับการบรรจุในตําแหนงขาราชการซึ่งเปนสถานการณที่ไมเกิด ขึ้นจริง ตารางที่ 1 แสดงอัตราเงินเดือนเริ่มตนของขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการที่ปฏิบัติ งานในมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร (ขอมูล ณ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557)23 โดย พนักงานมหาวิทยาลัยแรกบรรจุของมหาวิทยาลัยมหิดลจะไดรบั เงินเดือนในอัตรา 1.5 เทาของเงินเดือน ขาราชการ สวนพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพมาจากขาราชการจะไดรับเงินเดือนในอัตรา 1.4 เทาของเงินเดือนขาราชการ ยกเวนในกรณีทเี่ ปนสมาชิกกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ (กบข.) ตอเนื่อง จะไดรับเงินเดือนในอัตรา 1.2 เทาของเงินเดือนขาราชการ สําหรับเพดานเงินเดือนสูงสุดใน แตละขั้นของขาราชการเปนไปตามประกาศของสํานักงานขาราชการพลเรือน (ก.พ.) สวนพนักงาน มหาวิทยาลัยมีเพดานเงินเดือนสูงสุดที่ 150,000 บาทสําหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร พนักงาน มหาวิทยาลัยแรกบรรจุจะไดรบั เงินเดือนในอัตรา 1.7 เทาของเงินเดือนขาราชการ และมีเพดานเงินเดือน ตามที่มหาวิทยาลัยกําหนด นอกเหนือไปจากเงินเดือนแลว พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสายวิชาการยังไดรับเงินประจํา ตําแหนงทางวิชาการอันประกอบดวยตําแหนงผูช ว ยศาสตราจารย รองศาสตราจารย และศาสตราจารย โดยจะไดรบั เงินสนับสนุนในอัตรา 11,200, 19,800, และ 26,000 บาทตามลําดับ ทัง้ นี้ บุคลากรสามารถ ยื่นขอตําแหนงทางวิชาการเมื่อมีคุณสมบัติ (ทั้งในดานผลงานและระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน) ครบตามที่ คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ.) กําหนด ตารางที่ 1

ขอมูลเงินเดือนของขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ

ª»•·„µ¦«¹„¬µ …oµ¦µ„µ¦3

¤®µª·š¥µ¨´¥¤®·—¨1 ¡œ´„Šµœ¤®µª·š¥µ¨´¥

¡œ´„Šµœ

¤®µª·š¥µ¨´¥›¦¦¤«µ­˜¦r2 …oµ¦µ„µ¦3 ¡œ´„Šµœ

23 ในปจจุบันไมมีการบรรจุขาราชการสายวิชาการ ดังนั้น อัตราเงินเดือนสําหรับขาราชการสายวิชาการที่แสดงจึงเปนเพียงคาที่ใช เทียบเคียงในกรณีที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับการบรรจุในตําแหนงขาราชการ 24 กอนที่จะมีการปรับเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีในป พ.ศ. 2555 พนักงานมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรไดรับเงิน เดือนสูงกวาอัตราเงินเดือนขาราชการแรกบรรจุในอัตรา 1.55 เทา (สําหรับสายวิชาการ) และ 1.35 เทา (สําหรับสายสนับสนุน) (ที่มา: อัจฉรา วีระสัมพันธ (2551). คูมือการเลื่อนคาจางพนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร งานบริหารงานบุคคล กองการเจาหนาที่)


42

Development Economic Review

ž¦·µ˜¦¸ ž¦·µÃš ž¦·µÁ°„

15,000 17,500 21,000

(Áž¨¸É¥œ­™µœ£µ¡‹µ„ …oµ¦µ„µ¦) 21,000/18,000 24,500/21,000 29,400/25,200

¤®µª·š¥µ¨´¥4

¤®µª·š¥µ¨´¥ 22,500 26,250 31,500

15,000 17,500 21,000

17,520 23,720 32,300

1 š¸É¤µ „°Šš¦´¡¥µ„¦»‡‡¨¤®µª·š¥µ¨´¥¤®·—¨, 2„°Š„µ¦Á‹oµ®œoµš¸É ¤®µª·š¥µ¨´¥›¦¦¤«µ­˜¦r 3 ®¤µ¥Á®˜» °´˜¦µÁŠ·œÁ—º°œÁ¦·É¤˜oœ…°Š…oµ¦µ„µ¦‡·—˜µ¤°´˜¦µÁŠ·œÁ—º°œ…´Êœ˜Éε 15,000µš­Îµ®¦´ª»•·ž¦·µ˜¦¸ ˜µ¤¤˜·‡–³¦´“¤œ˜¦¸š¸É ž¦³„µ«ÄoÁ¤ºÉ°Á—º°œ¤„¦µ‡¤ 2555 4 „n°œš¸É‹³¤¸„µ¦ž¦´‡nµ‹oµŠ˜´ÊŠÂ˜n 1 ˜.‡. 55 ‡nµ‹oµŠÂ¦„¦¦‹»…°Š¡œ´„Šµœ¤®µª·š¥µ¨´¥­µ¥ª·µ„µ¦ ¤¸°´˜¦µ—´Šœ¸Ê 1) ž¦·µ˜¦¸ Á—º°œ¨³ 11,540 µš 2) ž¦·µÃš Á—º°œ¨³ 14,120 µš 3)ž¦·µÁ°„ Á—º°œ¨³ 19,230 µš

ในภาพรวม คาใชจายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยตอคนตอปของผูใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล ขาราชการสูงกวาคาใชจา ยในการรักษาพยาบาลของผูใ ชสทิ ธิประกันสังคมในทุกกลุม อายุ และสวนตาง นี้มีจํานวนเพิ่มสูงขึ้นในกลุมอายุที่มากกวา (รูปที่ 1) ยกตัวอยางเชน ในกลุมชวงอายุ 75 ปข้นึ ไปจะพบ วาผูใ ชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการมีคา ใชจา ยเฉลีย่ อยูท ี่ 25,795 บาทตอคนตอป ซึง่ สูงกวา คาใชจายเฉลี่ยของผูใชสิทธิประกันสังคมถึง 19,880 บาท การทีผ่ ใู ชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการมีคา ใชจา ยในการรักษาพยาบาลเฉลีย่ สูงกวาผูใ ชสทิ ธิ ประกันสังคมมีสาเหตุมาจากความแตกตางของสองกองทุน ประการแรก ระบบการเบิกจายคารักษา พยาบาลสําหรับการใหบริการผูปวยนอกที่ใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการเปนระบบปลาย เปด สงผลใหผูรับบริการสามารถใชบริการไดไมจํากัดจํานวนครั้ง และมีการเบิกจายคายาและบริการ ทางการแพทยที่คอนขางสูงในกรณีของผูปวยโรคเรื้อรัง ประการที่สอง ระบบการเบิกจายแบบเรียกเก็บตามที่จายจริง (Fee-For-Service) สงผลใหผูใหบริการ ทางการแพทยสามารถใหบริการทางการแพทยและจายยาทีม่ รี าคาสูงไดเต็มทีเ่ นือ่ งจากไมตอ งกังวลกับ ภาวะขาดทุนของโรงพยาบาลดังเชนในกรณีของระบบประกันสังคมประการทีส่ ามกองทุนสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการครอบคลุมสิทธิประโยชนทมี่ ากกวากองทุนอืน่ ไมวา จะเปนบริการดานการเสริมสราง สุขภาพและปองกัน ตลอดจนบริการทางดานเวชศาสตรฟนฟูและกายภาพบําบัด เชน นวดแผนไทย กายภาพบําบัด เปนตนและประการที่สี่ สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการใหความครอบคลุมทั้ง บุตรและบิดามารดาของขาราชการ ซึง่ บุคคลเหลานีม้ แี นวโนมทีจ่ ะใชบริการรักษาพยาบาลมากกวาบุคคล ในวัยทํางาน สงผลใหการใชสิทธิประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวของ ขาราชการสูงกวาการใชสิทธิประโยชนสําหรับตนเองในกลุมพนักงานมหาวิทยาลัย


Development Economic Review

43

รูปที่ 1 คาใชจายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยตอคนตอปของผูใชสิทธิประกันสังคมและสิทธิ สวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ จําแนกตามชวงอายุ

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥


44

Development Economic Review

4. ผลการศึกษา ในการเปรียบเทียบมูลคาสิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการ สามารถพิจารณาไดหลายกรณีตามการใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ สําหรับพนักงาน มหาวิทยาลัย มูลคาสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลมีเพียงมูลคาเดียวเนื่องจากพนักงาน มหาวิทยาลัยใชสทิ ธิการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคมซึง่ ใหความคุม ครองเฉพาะผูป ระกันตน แต สําหรับขาราชการซึ่งสวัสดิการรักษาพยาบาลใหความคุมครองทั้งตัวขาราชการและบุคคลในครอบครัว มูลคาสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลของขาราชการขึ้นอยูกับจํานวนและประเภทของสมาชิกใน ครอบครัวที่ใชสิทธิซึ่งมีความเปนไปไดทั้งหมด 24 กรณี25 ในบทความนี้ ผูวิจัยเลือกแสดงผลการศึกษา ในสองกรณี ไดแก คาตํา่ สุด (กรณีขา ราชการใชสทิ ธิเฉพาะตนเอง) และคาสูงสุด (กรณีผใู ชสทิ ธิประกอบ ดวยขาราชการ บิดา มารดา และบุตร 2 คน)26 โดยสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลจะสิ้นสุดลงก็ ตอเมื่อขาราชการเสียชีวิตเทานั้นนอกจากนี้ กําหนดใหขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยมีอายุอยู ในชวง 25-60 ป สําหรับสมาชิกในครอบครัวของขาราชการ กําหนดใหคูสมรสมีอายุอยูในชวงเดียวกับ ขาราชการ บุตรมีอายุระหวาง 0-18 ป และบิดา/มารดามีอายุเฉลี่ยมากกวาขาราชการ 25 ป27 จากรูปที่ 2 จะเห็นไดวาในทุกกลุมอายุ มูลคาของสิทธิประโยชนดานสวัสดิการรักษาพยาบาลของ พนักงานมหาวิทยาลัยมีมลู คานอยกวาสิทธิประโยชนดา นสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการอยาง เห็นไดชัด นอกจากนี้ สวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัยในกลุมอายุมากกวา 60 ปจะ มีคา เปนศูนย เนือ่ งจากผลประโยชนทดแทนในกรณีเจ็บปวยในระบบประกันสังคมจะสิน้ สุดลงภายใน 6 เดือนนับจากการสิ้นสุดการจางงานของผูประกันตน (ในกรณีนี้หมายถึงการเกษียณอายุของพนักงาน มหาวิทยาลัย) หากเปรียบเทียบมูลคาสิทธิประโยชนดานสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงาน มหาวิทยาลัยกับมูลคาตํ่าสุดของสิทธิประโยชนของขาราชการจะพบวา ขาราชการไดรับสิทธิประโยชน ดานการรักษาพยาบาลมากกวาพนักงานมหาวิทยาลัยโดยเฉลีย่ ประมาณ 4.5 เทา และหากเปรียบเทียบ โดยใชมูลคาสูงสุดจะพบวา ขาราชการไดรับสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลมากกวาพนักงาน มหาวิทยาลัยโดยเฉลีย่ อยูถ งึ 34 เทา จึงอาจกลาวไดวา การทีส่ วัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการใหสทิ ธิ

25 ในทางปฏิบัติ การคาดการณคาใชจายในการรักษาพยาบาลของขาราชการจะใชอัตราพึ่งพิงของบุคคลในครอบครัวขาราชการ จําแนกตามเพศและอายุของขาราชการ โดยอางอิงจากฐานขอมูลของกรมบัญชีกลาง อยางไรก็ดี เนื่องจากงานวิจัยนี้ตองการแสดง ใหเห็นถึงความเปนไปไดในการเบิกจายคารักษาพยาบาลจากสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ การคํานวณสิทธิประโยชน ในสวนนีจ้ งึ เลือกแสดงทัง้ คาตํา่ สุด และคาสูงสุดของคารักษาพยาบาลของขาราชการและบุคคลในครอบครัวทีใ่ ชสทิ ธิสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการ 26 เนือ่ งจากกรณีทขี่ า ราชการใชสทิ ธิการรักษาพยาบาลสําหรับบุตร 3 คนมีความเปนไปไดนอ ย และคาสูงสุดของคารักษาพยาบาล ทัง้ หมด (กรณีผใู ชสทิ ธิประกอบดวยขาราชการ คูส มรส บิดาและมารดา และบุตร 3 คน) มีคา เทากับคารักษาพยาบาลทัง้ หมดสําหรับ กรณีผูใชสิทธิประกอบดวยขาราชการ คูสมรส บิดาและมารดา และบุตร 2 คนสําหรับขาราชการในทุกกลุมอายุตั้งแตอายุ 60 ปขึ้น ไป ดังนั้น การวิเคราะหในสวนถัดไปจะใชคารักษาพยาบาลทั้งหมดสําหรับกรณีผูใชสทิ ธิประกอบดวยขาราชการ คูสมรส บิดาและ มารดา และบุตร 2 คนเปนคาสูงสุดเพื่อเปรียบเทียบสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย 27 สําหรับขาราชการที่อยูในกลุมอายุ 50 ปขึ้นไป กําหนดใหบิดา/มารดามีอายุ 75 ปขึ้นไป


Development Economic Review

45

ประโยชนดา นการรักษาพยาบาลทีค่ รอบคลุมตลอดจนใหความคุม ครองบุคคลในครอบครัว สงผลใหสทิ ธิ ประโยชนที่ไมเปนตัวเงินที่ขาราชการไดรับมีมูลคาสูงกวาสิทธิประโยชนที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับ จากการใชสิทธิประกันสังคมอยางมีนัยสําคัญ รูปที่ 2 มูลคาของสิทธิประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัยและ ขาราชการตามชวงอายุ

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥

จากการเปรียบเทียบผลประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาที่ เปนตัวเงินของพนักงานมหาวิทยาลัยในสองมหาวิทยาลัยที่เปนกรณีศึกษา ไดแก มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตรและมหาวิทยาลัยมหิดล โดยจะแบงผลการศึกษาเปนสองสวน คือ สวนทีห่ นึง่ เปนการเปรียบ เทียบมูลคาของผลประโยชนรวมตามอายุของบุคลากร และสวนทีส่ องเปนการคํานวณมูลคาปจจุบนั (Net Present Values: NPVs) ของสิทธิประโยชนทั้งที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงินตลอดชีพของบุคลากรทั้ง สองประเภท กรณีพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสายวิชาการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร รูปที่ 3 แสดงการเปรียบเทียบมูลคาของสิทธิประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสาย วิชาการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร โดยเลือกพิจารณาเปรียบเทียบสองกรณี ไดแก กรณีที่ขาราชการ ใชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลนอยทีส่ ดุ และกรณีทขี่ า ราชการใชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลสูงทีส่ ดุ นอกจากนี้ เพือ่ ใหงา ยตอการวิเคราะห ผูว จิ ยั จะแบงการอภิปรายผลการศึกษาออกเปนสองสวนตามชวง อายุของขาราชการ/พนักงานมหาวิทยาลัย ไดแก ชวงวัยทํางาน (30-60) และชวงอายุภายหลังเกษียณ (61-72 ป)


46

Development Economic Review

ในภาพรวม ผลประโยชนรวมในชวงวัยทํางานของพนักงานมหาวิทยาลัยมีจํานวนสูงกวาผลประโยชน รวมของขาราชการในกรณีที่ใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลนอยที่สุด แตหากพิจารณาในกรณีที่ ขาราชการใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลสูงที่สุดจะพบวา มูลคาของผลประโยชนรวมของพนักงาน มหาวิทยาลัยมีจาํ นวนสูงกวาผลประโยชนรวมของขาราชการจนกระทัง่ ขาราชการ/พนักงานมหาวิทยาลัย มีอายุ 50 ป โดยในกลุมอายุ 50 ปขึ้นไป สวนตางระหวางผลประโยชนรวมนี้จะมีคาเพิ่มขึ้นเมื่อบุคลากร มีอายุเพิม่ ขึน้ อันเปนผลมาจากแนวโนมการใชสทิ ธิรกั ษาพยาบาลของขาราชการทีส่ งู ขึน้ สําหรับในชวง อายุหลังเกษียณ (61-72 ป) ผลประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยมีจํานวนตํ่ากวาผลประโยชน รวมของขาราชการในทั้งสองกรณี และสวนตางระหวางผลประโยชนรวมของบุคลากรสองกลุมนี้จะเพิ่ม ขึ้นตามอายุ ซึ่งสวนตางที่มีจํานวนเพิ่มขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากการที่พนักงานมหาวิทยาลัยไมไดรับเงิน บํานาญหลังเกษียณอายุราชการและไมสามารถใชสิทธิประกันสังคมในการรักษาพยาบาลได28 ขณะที่ ขาราชการไดรับบํานาญรายเดือนภายหลังเกษียณอายุราชการไปจนกระทั่งเสียชีวิต นอกจากนี้ การที่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการใหความคุม ครองขาราชการบํานาญรวมทัง้ บุคคลในครอบครัว ไปตลอดชีพของขาราชการบํานาญ ตลอดจนใชระบบการเบิกจายตามทีจ่ า ยจริงและไมมกี ารจํากัดวงเงิน สงผลใหการเบิกจายคารักษาพยาบาลมีแนวโนมเพิม่ สูงขึน้ ตามอายุของขาราชการและบุคคลในครอบครัว ตารางที่ 2 แสดงมูลคาปจจุบันของผลตอบแทนรวมตลอดชีวิต (NPVs of Lifetime Earnings) ของ พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสายวิชาการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร โดยแสดงการเปรียบ เทียบเฉพาะในกรณีทขี่ า ราชการและบุคคลในครอบครัวใชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลสูงสุด (เนือ่ งจาก เปนสิทธิที่ขาราชการพึงไดรับแมวาในความเปนจริงจะมีการใชหรือไมใชสิทธิเต็มที่ก็ตาม) ทั้งนี้ ผล ตอบแทนรวมประกอบดวยคาตอบแทนสามประเภท ไดแก รายไดตลอดชวงเวลาทํางาน รายไดหลัง เกษียณ และผลประโยชนที่คํานวณจากสวัสดิการดานการรักษาพยาบาล จะเห็นไดวา ผลตอบแทนที่เปนตัวเงินตลอดชีวิตของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสายวิชาการ มีมูลคาปจจุบันอยูที่ประมาณ 22.6 และ 15.6 ลานบาทตามลําดับโดยสําหรับพนักงานมหาวิทยาลัยจะ มีรายไดสทุ ธิตลอดชีวติ การทํางานประมาณ 21 ลานบาท ขณะทีม่ ลู คาปจจุบนั ของรายไดภายหลังเกษียณ อายุราชการมีจํานวนประมาณ 1.6 ลานบาท แบงเปนเงินบํานาญชราภาพที่ไดรับจากกองทุนประกัน สังคมในอัตราเดือนละ 6,375 บาท และเงินกอนทีไ่ ดรบั จากกองทุนสํารองเลีย้ งชีพพนักงานมหาวิทยาลัย สําหรับขาราชการมีรายไดสทุ ธิตลอดชีวติ การทํางานประมาณ 12.7 ลานบาท และรายไดภายหลังเกษียณ อายุราชการจํานวน 2.9 ลานบาท ประกอบดวยเงินบํานาญ เงินบําเหน็จดํารงชีพ เงินบําเหน็จตกทอด ตลอดจนเงินกอนที่ไดรับจากกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ

28 ในที่นี้ สมมติวาพนักงานมหาวิทยาลัยไมไดสงเงินสมทบประกันสังคมตอเพื่อเปนผูประกันตนภาคสมัครใจ (มาตรา 39) และ ถึงแมวาพนักงานมหาวิทยาลัยจะสงเงินสมทบประกันสังคมตอและเปลี่ยนสถานภาพเปนผูประกันตนตามมาตรา 39 ผลประโยชน ทดแทนในกรณีเจ็บปวยจากกองทุนประกันสังคมมีมูลคาเพียงเล็กนอยเมื่อเทียบกับสิทธิประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาล ขาราชการ


Development Economic Review

47

ในทางกลับกัน สิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั จากการใชสทิ ธิประกัน สังคมมีจาํ นวนทีน่ อ ยมากจนแทบจะเทียบไมไดกบั สิทธิประโยชนทขี่ า ราชการไดรบั จากสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการดังจะเห็นไดจาก ผลรวมของสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลตลอดชีวิตของ พนักงานมหาวิทยาลัยที่ไดรับจากสิทธิประกันสังคมมีมูลคาปจจุบันอยูที่ประมาณ 87,781 บาท ขณะที่ มูลคาปจจุบันของผลรวมของสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลตลอดชีวิตของขาราชการมีจํานวน 20.8 ลานบาท เมื่อพิจารณารวมคาตอบแทนที่เปนตัวเงินและผลประโยชนที่ไมเปนตัวเงินเขาดวยกันจะพบวา มูลคา ปจจุบันของผลตอบแทนรวมตลอดชีวิตของพนักงานมหาวิทยาลัยอยูที่ประมาณ 22.7 ลานบาท ขณะที่ มูลคาปจจุบันของผลตอบแทนรวมของขาราชการอยูที่ประมาณ 36.4 ลานบาท หรือคิดเปนประมาณ 1.6 เทาของผลตอบแทนรวมที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับตัวเลขนี้สะทอนใหเห็นวา การเพิ่มเงินเดือน เริ่มตนใหแกพนักงานมหาวิทยาลัยในอัตรา 1.7 เทาของเงินเดือนขาราชการวานั้นยังไมเพียงพอที่จะ ชดเชยผลประโยชนที่ขาราชการไดรับจากสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ กรณีพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการสายวิชาการในมหาวิทยาลัยมหิดล การที่มหาวิทยาลัยมหิดลมีสถานะเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐในปจจุบัน สงผลใหบุคลากรสาย วิชาการจึงสามารถแบงไดเปนสามประเภทหลัก ไดแก ขาราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยที่บรรจุใหม และพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพมาจากขาราชการ ในการศึกษานี้สมมติใหพนักงาน มหาวิทยาลัยในกลุม หลังเลือกทีจ่ ะยังเปนสมาชิกกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการและไดรบั เงินเดือน ในอัตรา 1.2 เทาของเงินเดือนขาราชการ ตลอดจนเลือกใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการได เชนเดียวกับขาราชการ รูปที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบผลประโยชนรวมในแตละชวงของบุคลากรทัง้ สามประเภท โดยผลประโยชน รวมสําหรับกลุม ขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยทีเ่ ปลีย่ นสถานภาพมาจากขาราชการจะขึน้ อยูก บั การใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ จะเห็นไดวา ในชวงของวัยทํางาน (อายุ 30-60 ป) พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับผลตอบแทนรวมในระดับตํ่าเมื่อเปรียบเทียบกับขาราชการและพนักงาน มหาวิทยาลัยทีเ่ ปนขาราชการเดิม โดยพนักงานมหาวิทยาลัยบรรจุใหมไดรบั ผลประโยชนรวมนอยกวา พนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพมาจากขาราชการและใชสิทธิสวัสดิการสูงสุดในทุกกลุมอายุ และไดรับผลประโยชนรวมนอยกวาขาราชการที่ใชสิทธิสวัสดิการสูงสุดในกลุมอายุ 54 ปขึ้นไป มีเพียง กรณีที่ขาราชการที่ใชสิทธิรักษาพยาบาลนอยสุดเพียงกรณีเดียวที่พนักงานมหาวิทยาลัยบรรจุใหมได รับผลประโยชนรวมมากกวาขาราชการสําหรับชวงหลังเกษียณอายุราชการ (อายุ 61-72 ป) จะเห็นได วา พนักงานมหาวิทยาลัยเปนกลุมที่ไดรับผลตอบแทนรวมนอยที่สุด ขณะที่ขาราชการและพนักงาน มหาวิทยาลัย (ขาราชการเดิม) ทีใ่ ชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลสูงสุดไดรบั ผลตอบแทนรวมสูงสุด โดย


48

Development Economic Review

สวนตางนี้จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อขาราชการ/พนักงานมหาวิทยาลัยมีอายุสูงขึ้นเชนเดียวกับในกรณีของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร เมือ่ เปรียบเทียบมูลคาปจจุบนั ของผลตอบแทนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและผลตอบแทนรวมของ ขาราชการในกรณีทขี่ า ราชการและบุคคลในครอบครัวใชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลสูงสุด ดังแสดงใน ผิดพลาด! ไมพบแหลงการอางอิง จะเห็นไดวา พนักงานมหาวิทยาลัยมีรายไดสทุ ธิตลอดชีวติ การทํางาน สูงที่สุดอยูที่ประมาณ 22.7 ลานบาท ในขณะที่พนักงานมหาวิทยาลัย (ที่เปนขาราชการเดิม) มีรายได สุทธิตลอดชีวติ การทํางานสูงเปนอันดับสองอยูท ี่ 21.3 ลานบาท และขาราชการทีไ่ มไดเปลีย่ นสถานภาพ มีรายไดสุทธิตลอดชีวิตการทํางานตํ่าสุดอยูที่ 12.6 ลานบาท อยางไรก็ตาม หากพิจารณามูลคาปจจุบัน ของรายไดภายหลังเกษียณจะพบวา ขาราชการมีรายไดหลังเกษียณสูงทีส่ ดุ อยูท ปี่ ระมาณ 2.9 ลานบาท สําหรับพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทซึ่งไมไดรับบํานาญรายเดือนหลังเกษียณ มูลคาปจจุบัน ของรายไดหลังเกษียณของพนักงานมหาวิทยาลัยทีบ่ รรจุใหมมจี าํ นวนประมาณ 1.9 ลานบาทซึง่ ประกอบ ดวยเงินบํานาญชราภาพและเงินสะสมและผลประโยชนจากกองทุนสํารองเลีย้ งชีพพนักงานมหาวิทยาลัย ในสวนของพนักงานมหาวิทยาลัยที่เดิมเปน มูลคาปจจุบันของรายไดหลังเกษียณจะอยูที่ประมาณ 0.9 ลานบาทซึ่งเปนเงินที่ไดคืนจากกองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ สําหรับมูลคาปจจุบันของสิทธิประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลรวมตลอดชีวิตมีมูลคาเทากับสิทธิ ประโยชนดา นการรักษาพยาบาลทีไ่ ดคาํ นวณไวในกรณีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร โดยผลประโยชน ดานการรักษาพยาบาลทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั จากสิทธิประกันสังคมมีมลู คาปจจุบนั อยูท ปี่ ระมาณ 87,781 บาท ในขณะที่มูลคาปจจุบันของสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลของขาราชการอยูที่ ประมาณ 20.8 ลานบาท และเมื่อรวมผลตอบแทนทั้งที่เปนตัวเงินและไมใชตัวเงินเขาดวยกัน จะเห็นได วา พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับผลตอบแทนรวมตํ่าที่สุดที่ประมาณ 24.7 ลานบาท ขณะที่พนักงาน มหาวิทยาลัยทีเ่ ปลีย่ นสถานภาพมาจากขาราชการไดรบั ผลตอบแทนตลอดชีวติ สูงทีส่ ดุ โดยมูลคาปจจุบนั ของผลตอบแทนรวมมีคา เทากับ 42.9 ลานบาท หรือคิดเปนประมาณ 1.7 เทาของทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัย ไดรบั สวนขาราชการทีไ่ มเปลีย่ นสถานภาพไปเปนพนักงานมหาวิทยาลัยยังคงไดรบั ผลตอบแทนตลอด ชีวิตสูงเปนอันดับสอง โดยมูลคาปจจุบันของผลตอบแทนรวมอยูที่ 36.3 ลานบาท หรือคิดเปนประมาณ 1.5 เทาของที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับ29

29 หากเปรียบเทียบโดยใชกรณีทขี่ า ราชการใชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาลในระดับเฉลีย่ ยังคงพบวา มูลคาปจจุบนั ของผลตอบแทน รวมตลอดชีวิตของขาราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสภานภาพมาจากขาราชการยังคงสูงกวามูลคาปจจุบันของผล ตอบแทนรวมตลอดชีวิตที่พนักงานมหาวิทยาลัย(บรรจุใหม)ไดรับ


Development Economic Review

49

รูปที่ 3 มูลคาสิทธิประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥

ตารางที่ 2

มูลคาปจจุบันของสิทธิประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

¦µ¥„µ¦ 1. ¦µ¥Å—o­»š›·˜¨°—¸ª·˜„µ¦šÎµŠµœ 2. ¦µ¥Å—o£µ¥®¨´ŠÁ„¬¸¥– (¦ª¤) Îµœµ ÎµÁ®œÈ‹—ε¦Š¸¡ ÎµÁ®œÈ‹˜„š°— Îµœµ¦µ£µ¡(ž¦³„´œ­´Š‡¤) ÁŠ·œ­³­¤Â¨³Ÿ¨ž¦³Ã¥œr˜°Âšœ‹µ„„°Šš»œ­Îµ¦°ŠÁ¨¸Ê¥Š¸¡ 3. ­ª´­—·„µ¦¦´„¬µ¡¥µµ¨ ¦ª¤ š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥

¡œ´„Šµœ 21,013,109 1,647,584 313,720 1,333,864 87,781 22,748,473

…oµ¦µ„µ¦ 12,665,839 2,934,375 1,984,306 153,474 240,307 556,288 20,755,615 36,355,830


50

Development Economic Review

รูปที่ 4 มูลคาสิทธิประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥

ตารางที่ 3

มูลคาปจจุบันของสิทธิประโยชนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการ ในมหาวิทยาลัยมหิดล

¦µ¥„µ¦ 1. ¦µ¥Å—o­»š›·˜¨°—¸ª·˜„µ¦šÎµŠµœ 2. ¦µ¥Å—o£µ¥®¨´ŠÁ„¬¸¥– (¦ª¤) Îµœµ ÎµÁ®œÈ‹—ε¦Š¸¡ ÎµÁ®œÈ‹˜„š°— Îµœµ¦µ£µ¡(ž¦³„´œ­´Š‡¤) ÁŠ· œ ­³­¤Â¨³Ÿ¨ž¦³Ã¥œr˜ °Âšœ 3. ­ª´­—·„µ¦¦´„¬µ¡¥µµ¨ ¦ª¤

¡œ´„Šµœ 22,743,296 1,870,559 313,720 1,556,839 87,781 24,701,635

…oµ¦µ„µ¦ 12,635,755 2,938,793 1,989,728 153,474 240,307 555,284 20,755,615 36,330,163

¡œ´„Šµœ¤®µª·š¥µ¨´¥(Áž¨¸É¥œ 21,287,582 863,309 863,309 20,755,615 42,906,507

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥

กลาวโดยสรุป ขอมูลการเปรียบเทียบผลตอบแทนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการแสดง ใหเห็นวา สิทธิประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการเปนองคประกอบสําคัญที่ทําใหผล ตอบแทนรวมของขาราชการสูงกวาผลตอบแทนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัย ถึงแมวาพนักงาน


Development Economic Review

51

มหาวิทยาลัยจะไดรบั เงินเดือนเริม่ ตนทีส่ งู กวาก็ตาม นอกจากนี้ การเปลีย่ นสถานภาพของมหาวิทยาลัย ไปเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐยังไดสง ผลใหผลตอบแทนรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยบรรจุใหม และผลตอบแทนรวมพนักงานมหาวิทยาลัยทีเ่ ปนขาราชการเดิมมีความเหลือ่ มลํา้ เพิม่ ขึน้ ทัง้ นีเ้ นือ่ งจาก กลุมพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพมาจากขาราชการจะไดรับเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้น และใน ขณะเดียวกันก็สามารถใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการไดตามเดิม อยางไรก็ดี หากตองการใหพนักงานมหาวิทยาลัยสามารถใชสทิ ธิรกั ษาพยาบาลไดเทียบเทากับสิทธิของ สวัสดิการรักษาพยาบาล พนักงานมหาวิทยาลัยจะตองจายเบี้ยประกันในการซื้อประกันสุขภาพเปน จํานวนเงินเทาใดเพือ่ ใหครอบคลุมทัง้ ตนเองและบุคคลในครอบครัว (คูส มรส บุตร 2 คน บิดาและมารดา) โดยจะคํานวณจากเบีย้ ประกันสุขภาพของบริษทั เอกชนแหงหนึง่ 30 ซึง่ เบีย้ ประกันจะแตกตางกันไปตาม อายุของผูซื้อประกันและสิทธิประโยชนที่ไดรับดังแสดงในภาคผนวก ในการศึกษานี้จะสมมติใหเลือกซื้อแผนประกันสุขภาพสําหรับบริการผูปวยในที่ใหสิทธิการรักษาโรค เรื้อรัง เชน มะเร็งและไตวาย (แผน 4 ในตารางผนวกที่ 1) และไดรับผลประโยชนในการใชบริการผูปวย นอกไดสูงสุด (แผน OPD:2000 ในตารางผนวกที่ 2) ซึ่งใกลเคียงกับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล ขาราชการ และกําหนดใหขอ สมมติเกีย่ วกับอายุของบุคคลในครอบครัวเปนไปตามขอสมมติทใี่ ชในการ คํานวณสิทธิประโยชนของสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการขางตน31 โดยมูลคาเบี้ยประกันรวมใน สามารถคํานวณไดจาก

โดย และ คือ มูลคาเบี้ยประกันสําหรับการรักษาพยาบาลแบบผูปวย นอกและเบี้ยประกันสําหรับการรักษาพยาบาลแบบผูปวยใน (ตามลําดับ) สําหรับผูรับสิทธิประโยชน bที่มีอายุในชวง x (เมื่อ b คือ ผูไดรับผลประโยชน ไดแก ตนเอง คูสมรส บุตร และบิดา/มารดา) รูปที่ 5 แสดงมูลคาเบีย้ ประกันทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยตองจายในการซือ้ ประกันเอกชนจําแนกตามชวง อายุของพนักงานมหาวิทยาลัยในสองกรณี กรณีแรกคือคาตํา่ สุดซึง่ กําหนดใหพนักงานมหาวิทยาลัยซือ้ ประกันสุขภาพสําหรับตนเอง และกรณีที่สองคือคาสูงสุด ซึ่งคํานวณจากเบี้ยประกันทั้งหมดที่พนักงาน มหาวิทยาลัยตองจายเพื่อซื้อประกันสุขภาพสําหรับตนเอง บิดา มารดา และบุตร 2 คน จะเห็นไดวา

30 http://www.axa.co.th/41/th/health-insurance/personal-health/smartcare-executive-plus 31 กําหนดใหขา ราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยมีอายุอยูใ นชวง 25-60ป สําหรับสมาชิกในครอบครัวของขาราชการ กําหนดใหคู สมรสมีอายุอยูในชวงเดียวกับขาราชการ บุตรมีอายุระหวาง 0-18 ป และบิดา/มารดามีอายุเฉลี่ยมากกวาขาราชการ 25 ป


52

Development Economic Review

หากพนักงานมหาวิทยาลัยตองการไดรบั ผลประโยชนในการรักษาพยาบาลทีใ่ กลเคียงกับสวัสดิการรักษา พยาบาลของขาราชการซึ่งครอบคลุมบุคคลในครอบครัวดวยนั้น พนักงานมหาวิทยาลัยจะตองจายคา เบี้ยประกันเปนมูลคาเฉลี่ยประมาณ 250,000 – 340,000 บาทตอป เพื่อตอบคําถามวาสวนเกินของเงินเดือนที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับมากกวาขาราชการนั้นสามารถ ชดเชยกับสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ลดลงไปไดหรือไม ขอมูลในรูปที่ 6 แสดงสวนตางของเงินเดือน พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการเปรียบเทียบกับเบี้ยประกันสุขภาพที่ตองจายเพื่อทดแทนสิทธิ สวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ โดยแบงพิจารณาตามกลุมอายุของพนักงานมหาวิทยาลัย จะเห็น ไดวา สวนตางของเงินเดือน (เงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยลบดวยเงินเดือนขาราชการ) สูงกวาเบี้ย ประกันสุขภาพเฉพาะในชวงอายุ 40-59 ปเทานั้น และเมื่อเปรียบเทียบสวนตางของเงินเดือนกับมูลคา ของเบี้ยประกัน (สวนตางของเงินเดือน ลบดวย เบี้ยประกันเอกชน) ดังแสดงในรูปที่ 7 จะเห็นไดวา ใน ชวงอายุ 40-59 ป สวนตางเงินเดือนที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับสูงกวาเบี้ยประกันเอกชนอยูในชวง ไมเกิน 350,000 บาทตอป ในทางกลับกัน ในกลุมอายุตั้งแต 60 ปขึ้นไป สวนตางเงินเดือน (หรือราย ได) ที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับจะตํ่ากวาเบี้ยประกันเอกชนเปนมูลคามากกวา 500,000 บาทตอป และคาเฉลีย่ จากทุกชวงอายุแสดงใหเห็นวาเบีย้ ประกันสําหรับประกันสุขภาพเอกชนมีมลู คาสูงกวาสวน ตางของรายไดประมาณ 399,114 บาทตอปนนั่ หมายความวา พนักงานมหาวิทยาลัยควรไดรบั เงินชดเชย โดยเฉลี่ยประมาณ 400,000 บาทตอป เพื่อใหสามารถซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมไดเชนเดียวกับ สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ อยางไรก็ตาม การซือ้ ประกันสุขภาพเอกชนอาจไมใชทางออกทีด่ ที สี่ ดุ ในการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาล ใหแกพนักงานมหาวิทยาลัย ทัง้ นีเ้ นือ่ งจากสิทธิประโยชนในการรักษาพยาบาลทีไ่ ดรบั จากประกันสุขภาพ เอกชนไมอาจเทียบเทาสิทธิประโยชนที่ไดขาราชการรับจากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ โดย เฉพาะอยางยิง่ ในกรณีของโรคเรือ้ รัง เชน โรคมะเร็ง หรือโรคทางพันธุกรรม ซึง่ บริษทั ประกันสุขภาพใน ประเทศไทยสวนใหญจะปฏิเสธความครอบคลุมในการเบิกจายคารักษาพยาบาลในการรักษาอาการหรือ โรคที่เปนมากอนที่จะมีการซื้อประกัน และมักกําหนดวงเงินในการเบิกจายตอครั้งหรือตอป ตลอดจน สามารถเรียกเก็บเบีย้ ประกันเพิม่ เติมในการซือ้ ประกันปถดั ไป นอกจากนี้ บริษทั ประกันสุขภาพมักสงวน สิทธิ์ในการใหประกันสุขภาพเอกชนแกผูที่มีอายุ 65 ปขึ้นไป ยกเวนในกรณีที่มีการซื้อประกันสุขภาพ มาตอเนื่องและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดเทานั้น


Development Economic Review

53

รูปที่ 5 มูลคาของเบี้ยประกันเอกชน

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥

รูปที่ 6 เบี้ยประกันเอกชนและสวนตางระหวางเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการ

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥


54

Development Economic Review

รูปที่ 7 เปรียบเทียบสวนเกินของเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยและเบี้ยประกันเอกชน (สวน ตางของเงินเดือน ลบดวย เบี้ยประกันเอกชน)

š¸É¤µ ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥

5. บทสรุป บทความนีม้ จี ดุ ประสงคเพือ่ ตอบคําถามเรือ่ งความเหลือ่ มลํา้ ของฐานเงินเดือนและสวัสดิการทีพ่ นักงาน มหาวิทยาลัยและขาราชการในสถาบันอุดมศึกษาไดรบั ในปจจุบนั วามีอยูจ ริงหรือไม โดยนําเสนอผลการ คํานวณสิทธิประโยชนทไี่ มเปนตัวเงินโดยพิจารณาจากสิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลทีพ่ นักงาน มหาวิทยาลัยไดรับจากสวัสดิการประกันสังคมและเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชนที่ไมเปนตัวเงินที่ ขาราชการไดรบั จากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการนอกจากนีย้ งั แสดงไดคาํ นวณผลประโยชนรวม ของคาตอบแทนทัง้ ทีเ่ ปนตัวเงินและไมเปนตัวเงินทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั ณ ชวงอายุตา งๆ ตลอด จนคํานวณมูลคาปจจุบนั ของผลตอบแทนรวมตลอดชีวติ (นับตัง้ แตเริม่ ทํางาน) ของพนักงานมหาวิทยาลัย และเปรียบเทียบคาเหลานีก้ บั ผลตอบแทนรวมทีข่ า ราชการไดรบั โดยเลือกกรณีศกึ ษาจากมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตรและมหิดล การคํานวณสิทธิประโยชนทางสุขภาพโดยอางอิงจากคาใชจายทางสุขภาพของผูใชสิทธิประกันสังคม และผูใชสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลในงานวิจัยนี้ทําใหพบวา ในกรณีที่ขาราชการ คูสมรส บุตร 2 คน และบิดาและมารดาใชสทิ ธิสวัสดิการรักษาพยาบาล สิทธิประโยชนดา นการรักษาพยาบาลของขาราชการ มีมูลคาคิดเปน 34 เทาของมูลคาของสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ สวนตาง ของสิทธิประโยชนดานการรักษาพยาบาลนี้ จะแตกตางกันตามกลุมอายุของขาราชการและบุคคลใน ครอบครัวดวย โดยในกลุมขาราชการที่มีอายุสูงหรือขาราชการบํานาญ สิทธิประโยชนดานการรักษา พยาบาลจะสูงขึ้นตามแนวโนมการใชบริการรักษาพยาบาลของตนเองและบุคคลในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น


Development Economic Review

55

เมือ่ คํานวณผลตอบแทนรวมของทัง้ พนักงานมหาวิทยาลัยและขาราชการของทัง้ สองมหาวิทยาลัย งาน วิจัยนี้พบวา โดยเฉลี่ยพนักงานมหาวิทยาลัยไดรับคาตอบแทนรวมสูงกวาขาราชการเฉพาะในชวงอายุ นอยกวา 50-55 ป แตในชวงหลังอายุ 55 ป พนักงานมหาวิทยาลัยจะไดรับผลตอบแทนรวมตํ่ากวา ขาราชการอยางเห็นไดชัด และหากพิจารณาจากมูลคาปจจุบันของผลตอบแทนรวมตลอดชีพจะพบวา แมวา พนักงานมหาวิทยาลัยจะไดรบั เงินเดือนในอัตราทีส่ งู กวาเงินเดือนของขาราชการในอัตรา 1.7 เทา แลวก็ตาม มูลคาปจจุบนั ของผลตอบแทนรวมตลอดชีพทีข่ า ราชการไดรบั ยังคงมีมลู คาสูงกวาผลตอบแทน รวมตลอดชีพที่พนักงานมหาวิทยาลัยไดรับประมาณอีกถึงประมาณ 1.6-1.7 เทา โดยสรุป สิทธิประโยชนทางดานการรักษาพยาบาลทีพ่ นักงานมหาวิทยาลัยไดรบั จากการใชสทิ ธิประกัน สังคมในปจจุบันนั้นไมสามารถเทียบเคียงไดกับสิทธิประโยชนที่ขาราชการไดรับจากสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการทัง้ ในดานมูลคาของสิทธิประโยชนและความมัน่ คงในชีวติ แมวา ในปจจุบนั พนักงาน มหาวิทยาลัยจะไดรบั คาตอบแทนในรูปของเงินเดือนทีส่ งู กวาขาราชการแตสว นตางเงินเดือนทีพ่ นักงาน มหาวิทยาลัยไดรับยังไมสามารถชดเชยสิทธิประโยชนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการได หาก ตองการใหมูลคาของผลตอบแทนรวมที่พนักงานไดรับมีคาใกลเคียงกับที่ขาราชการไดรับ พนักงาน มหาวิทยาลัยควรไดรับเงินเดือนเริ่มตนอยางนอยในอัตรา 2 เทาของอัตราเงินเดือนขาราชการ32 และ ไมมีการกําหนดเพดานเงินเดือนขั้นสูงซึ่งเปนไปไดยากในทางปฏิบัติ อยางไรก็ตามการชดเชยสิทธิประโยชนสวัสดิการรักษาพยาบาลดวยการเพิ่มเงินเดือนอาจไมใชการแก ปญหาที่ดีที่สุดเนื่องจากความคุมครองที่ขาราชการและบุคคลในครอบครัวไดรับจากสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการไมอาจทดแทนไดดว ยการซือ้ ประกันสุขภาพหรือประกันชีวติ จากบริษทั ประกันของ ภาคเอกชน เห็นไดจากการทีส่ ว นตางของเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยและเงินเดือนขาราชการมีมลู คา นอยกวาเบี้ยประกันชีวิตที่จะตองจายเพื่อใหไดสิทธิประโยชนในการรักษาพยาบาลเทียบเทากับ ขาราชการ นอกจากนี้ สวนตางของเงินเดือนนี้อาจไมเพียงพอที่จะชดเชยสวัสดิการรักษาพยาบาลซึ่ง ทวีความจําเปนตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยงานวิจัยหลายงาน (เชน Palumbo, 1999) พบวา คาใชจายใน การรักษาพยาบาลจะมีคาสูงที่สุดในชวงปสุดทายของชีวิต นอกจากนี้ การที่ระบบสวัสดิการรักษา พยาบาลขาราชการใหความคุมครองทั้งตัวขาราชการเองและบุคคลในครอบครัวก็นับเปนหลักประกัน ความมั่นคงในชีวิตที่ไมสามารถทดแทนไดดวยคาตอบแทนที่เปนเงิน จากบทสรุปขางตนจะเห็นไดวา การปรับปรุงสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัยเปนสิง่ จําเปนที่ตองรีบดําเนินการอยางเรงดวนเพื่อใหสามารถรักษากําลังคนและดึงดูดผูที่มีความรูความ สามารถใหเขามาปฏิบัติงานในตําแหนงพนักงานมหาวิทยาลัยตอไปในอนาคต ทั้งนี้ หนวยงานที่

32 เปนผลจากการคํานวณดวยวิธี Simulationโดยกําหนดใหมกี ารเปลีย่ นแปลงในอัตราสวนของเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัย และเงินเดือนของขาราชการไปจนกระทั่งมูลคาผลตอบแทนรวมที่บุคลากรทั้งสองกลุมไดรับมีคาใกลเคียงกัน


56

Development Economic Review

เกีย่ วของควรทีจ่ ะมีการทบทวนแนวทางในการแกไขปรับปรุงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงาน มหาวิทยาลัยใหมคี วามใกลเคียงหรือเทียบเทากับสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ หรืออยางนอย ใกลเคียงหรือเทียบเทาสวัสดิการรักษาพยาบาลของหนวยงานรัฐวิสาหกิจตางๆ เชน การไฟฟา หรือ ธนาคารแหงประเทศไทยตลอดจนพิจารณาทบทวนการใหสวัสดิการรักษาพยาบาลทีค่ รอบคลุมสมาชิก ในครอบครัวและพนักงานมหาวิทยาลัยภายหลังเกษียณ อยางไรก็ตาม รายละเอียดแนวทางในการแกไขปรับปรุงระบบสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัย ไม วาจะเปนการใหสวัสดิการรักษาพยาบาลแกพนักงานมหาวิทยาลัยเพิม่ เติมไปจากสวัสดิการประกันสังคม การจัดตัง้ กองทุนสุขภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยทีป่ ฏิบตั งิ านในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทัง้ หมดโดย แยกการบริหารจัดการออกจากกองทุนประกันสังคม หรือแมแตการใหอิสระแตละสถาบันในการบริหาร จัดการกองทุนสุขภาพของตนเองยังคงเปนประเด็นทีต่ อ งมีการศึกษาเพิม่ เติมในอนาคตเพือ่ ใหเหมาะสม กับบริบทและขอจํากัดที่มี ทัง้ นี้ การศึกษานีม้ ขี อ จํากัดดังตอไปนีป้ ระการแรกคารักษาพยาบาลทีใ่ ชในการคํานวณมาจากอัตราการ ใชบริการแบบผูป ว ยนอกและผูป ว ยในเฉลีย่ ของคนทัง้ ประเทศ ซึง่ สามารถลดความคลาดเคลือ่ นอันเปน ผลมาจากกลุม คนทีใ่ ชสทิ ธิรกั ษาพยาบาลได แตอาจไมสะทอนถึงความแตกตางระหวางกองทุนสวัสดิการ รักษาพยาบาลไดทั้งหมดประการที่สองการคํานวณโดยใชเบี้ยประกันสุขภาพของบริษัทเอกชนไม สามารถใชเปรียบเทียบกับสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการไดอยางสมบูรณ เนื่องจากในความ เปนจริง บริษทั ประกันสุขภาพอาจปฏิเสธการใหประกันสุขภาพแกผทู มี่ สี ขุ ภาพไมดี หรือปฏิเสธการจาย คาชดเชยในการรักษาพยาบาลผูที่มีโรคมากอนหนาการซื้อประกันได และประการสุดทายงานวิจัยนี้ไม ไดนําเอาประเด็นเรื่องความไมมั่นคงในการทํางานของพนักงานมหาวิทยาลัย เชน การตอสัญญาจาง มาประกอบการพิจารณา บรรณานุกรม ภาษาไทย เดือนเดน นิคมบริรักษ และคณะ (2556). โครงการวิจัยการพัฒนาแนวทางอภิบาลระบบหลักประกัน สุขภาพ. สํานักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย. เผยแพรในเว็บไซตสถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข เดือนมกราคม http://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/3816 สืบคนเมือ่ วันที่ 15 กันยายน 2557

33 ดังเชนการไมบังคับใชกฎหมายวาดวยประกันสังคมกับลูกจางเนติบัณฑิตยสภา, ลูกจางของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ, ลูกจางของ สภากาชาดไทย, ลูกจางของสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ เปนตน


Development Economic Review

57

Nikomborirak, D., Paiboonjitaree, W., Srisuwanket, T., & Lilhawes, P. (2013). How to improve of the governance of Thailand’s health care system. (In Thai) Retrieved from http://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/3816 (September 15, 2014) เดือนเดน นิคมบริรักษ (2556). กลไกอภิบาลระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมลํ้า. เอกสาร ประกอบการประชุมเรื่องคิดใหมระบบใหมระบบประกันสุขภาพไทย. เผยแพรในเวปไซต เจาะลึกระบบสุขภาพ http://www.hfocus.org/database/2013/07/3943 วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 สืบคนเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557 Nikomborirak, D. (2013). Health care system governance mechanisms to reduce inequity. (in Thai) Retrieved from http://www.hfocus.org/database/2013/07/3943 (July 27, 2014) ทศพล กลิ่นหอม (2549). การจัดสวัสดิการเพื่อการจูงใจใหขาราชการและลูกจางประจําเขาสูการเปน พนั ก งานมหาวิ ท ยาลั ย ในกํ า กั บ ของรั ฐ : กรณี ศึ ก ษาคณะอั ก ษรศาสตร จุ ฬ าลงกรณ มหาวิทยาลัย. สารนิพนธมหาบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. Klinhom, T. (2006). Welfare arrangements as an incentive for civil servants and regular employees to become university staff under the government supervision after privatisation of universities : a case study at the Faculty of Fine Arts, Chulalongkorn University (Unpublished master’s minor thesis). Thammasat University. (In Thai) เบญจวรรณ ประจวบลาภ (2546). แนวทางการจัดสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. วิทยานิพนธมหาบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. Prachublab, B. (2003). The welfare provision for Thammasat University personnel (Unpublished master’s thesis).Thammasat University. (In Thai) เริงศักดิ์ ธรานุเวชน (2549). ความตองการและการจัดรูปแบบคาตอบแทนทางออมของพนักงาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. กองการเจาหนาที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. Tharanuvej, R. (2006). Needs and forms of indirect benefits for employees of Prince of Songkla University. Research Report. Personnel Division, Prince of Songkla University. (In Thai) รุงธรรม เหลียววัฒนกิจ (2551). ความมั่นคงในอาชีพของพนักงานมหาวิทยาลัยศิลปากร สายบริหาร งานและปฏิบตั งิ านทัว่ ไป. สารนิพนธมหาบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร. Liewwatthanakit, R. (2008). Occupational security of Silpakorn University’s general administrative employees (Unpublished master’s minor thesis).Thammasat University. (In Thai) วรรณะ เวชพราหมณ (2551). ทัศนะของพนักงานตอความมัน่ คงในการทํางานของพนักงานมหาวิทยาลัย สายสนั บ สนุ น วิ ช าการ มหาวิ ท ยาลั ย ธรรมศาสตร . วิ ท ยานิ พ นธ ม หาบั ณ ฑิ ต คณะ สังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2551.


58

Development Economic Review

Vejbrahm, W. (2008). Opinions on job security by academic support staff of Thammasat University (Unpublished master’s thesis).Thammasat University. (In Thai) สุรจิต สุนทรธรรม และคณะ (2555). ระบบหลักประกันสุขภาพไทย. สํานักงานหลักประกันสุขภาพ แหงชาติ. Suntorntham, S. (Ed.). (2012). Thailand’s Health Insurance System. Bangkok: National Health Security Office. (In Thai) อัจฉรา วีระสัมพันธ. (2551). คูม อื การเลือ่ นคาจางพนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. งาน บริหารงานบุคคล กองการเจาหนาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. Werasampan, A. (2008). Thammasat University Employees’ Wage Calculation Manual. Personnel Division. Thammasat University. (In Thai) อาภาพร บุญจันทร (2552). แนวทางการเสริมสรางแรงจูงใจในการทํางานของพนักงานมหาวิทยาลัย ศิลปากร: กรณีศึกษาวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร. สารนิพนธมหาบัณฑิต คณะสังคม สงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2552. Bunjan, A. (2009). Guidelines for enhancement of motivation to work for employees, Silpakorn University: A case study of Sanam Chandra Palace Campus (Unpublished master’s minor thesis).Thammasat University. (In Thai) เอื้อมพร พิชัยสนิธ (2554). กองทุนชราภาพในระบบประกันสังคมไทย: บทวิเคราะหความยั่งยืนและ ความเปนธรรมระหวางรุนอายุ. วารสารเศรษฐศาสตรประยุกต, ปที่ 18, ฉบับที่ 2: 32-44. Phijaisanit, E. (2011). Thai social security pension Fund: An analysis of sustainability and inter-generational fairness. Applied Economics Journal, 18(2), 32-44. (In Thai) ภาษาอังกฤษ Baker, L. C., & Krueger, A. B. (1995). Medical costs in workers’ compensation insurance. Journal of Health Economics, 14(5), 531-549. Callan, T., & Keane, C. (2009). Non-cash benefits and the distribution of economic welfare. The Economic and Social Review, 40(1), 49-71. Currie, J., & Madrian, B. C. (1999). Health, health insurance and the labor market. In O. Ashenfelter & D. Card (Eds.), Handbook of Labor Economics (Vol. 3, pp. 3309-3416). Amsterdam: Elsevier Science. Leibowitz, A. (1983). Fringe benefits in employee compensation. In J. E. Triplett (Ed.), The Measurement of Labor Cost (pp. 371-394): University of Chicago Press. Levy, H. (2006). Health insurance and the wage gap. NBER Working paper no.11975. Cambridge: National Bureau of Economic Research.


Development Economic Review

59

Lurie, M. (1966). The growth of fringe benefits and the meaning of wage setting by wage comparisons. The Journal of Industrial Economics, 15(1), 16-25. Olson, C. A. (2002). Do workers accept lower wages in exchange for health benefits? Journal of Labor Economics, 20(S2), S91-S114. Palumbo, M. G. (1999). Uncertain medical expenses and precautionary saving near the end of the life cycle. The Review of Economic Studies, 66(2), 395-421. Paulus, A., Sutherland, H., & Tsakloglou, P. (2010). The distributional impact of in-kind public benefits in European countries.Journal of Policy Analysis and Management, 29 (2), 243-266. Phijaisanit, E., & Myles, G. D. (2014). How fiscally tolerable is Thailand’s Social Security Pension Fund to early retirement decisions? Asian Social Science, 10 (8), 174. Smeeding, T. (1983). The Size Distribution of Wage and Nonwage compensation: Employer Cost versus Employee Value. In J. E. Triplett (Ed.), The Measurement of Labor Cost (pp.237-286). Chicago: University of Chicago Press. Smith, R. S., & Ehrenberg, R. G. (1983). Estimating Wage-Fringe Trade-Offs: Some Data Problems. In J. E. Triplett (Ed.), The Measurement of Labor Cost (pp. 347-369). Chicago: University of Chicago Press. Spadaro, A., Mangiavacchi, L., Moral-Arce, I., Adiego-Estella, M., & Blanco-Moreno, A. (2013). Evaluating the redistributive impact of public health expenditure using an insurance value approach. The European Journal of Health Economics, 14 (5), 775-787. Woodbury, S. A. (1983). Wage and nonwage benefits. The American Economic Review, 73 (1), 166-182. Woodbury, S. A., & Hamermesh, D. S. (1992). Taxes, fringe benefits and faculty. The Review of Economics and Statistics, 74 (2), 287-296. Zhao, Y. (2002). Earnings differentials between state and non-state enterprises in urban China. Pacific Economic Review, 7 (1), 181-197. เว็ปไซด Office of the Higher Education Commission. (2014). Higher Educational Information. Retrieved from http://www.info.mua.go.th/information/index.php (March 13, 2014)


60

Development Economic Review

ภาคผนวก เบี้ยประกันของบริษัทเอกชนสําหรับการรักษาในโรงพยาบาลและการผาตัด (บาท/คน/ป) °µ¥» 6m-5 6-10 11-15 16-20 21-25 26-30 31-35 36-40 41-45 56-50 51-55 56-60 61-65

Ÿœ1 14,360 8,620 6,110 6,110 5,670 6,600 6,600 7,550 8,480 9,870 11,780 14,330 18,380

Ÿœ2 20,100 12,060 8,550 8,550 8,210 9,130 9,130 10,430 12,020 14,550 17,600 21,640 26,350

Ÿœ3 24,720 17,230 12,210 12,210 11,540 12,840 12,840 14,680 16,930 20,500 24,810 30,510 37,160

Ÿœ4 26,070 24,050 17,090 17,090 17,090 18,310 18,310 20,820 23,950 29,110 35,320 43,310 53,170

เบี้ยประกันของบริษัทเอกชนสําหรับการรักษาพยาบาลแบบผูปวยนอก (บาท/คน/ป) °µ¥» 6m-5 6-10 11-15 16-20 21-25 26-30 31-35 36-40 41-45 56-50 51-55 56-60 61-65

Ÿ¨ž¦³Ã¥œr­¼Š­»—/‡¦´ÊŠ OPD:800 OPD:1,000 OPD:1,500 OPD:2,000 8,080 10,100 14,950 20,200 5,510 6,880 10,330 13,760 4,410 5,510 8,270 11,020 4,130 5,170 7,730 10,320 4,310 5,390 7,970 10,770 5,140 6,410 9,620 12,820 5,140 6,410 9,620 12,820 6,380 7,960 11,930 15,910 7,340 9,170 13,750 18,330 8,410 10,510 15,760 21,020 9,590 11,980 17,970 23,960 10,880 13,600 20,390 27,180 12,280 15,340 23,000 30,660

®¤µ¥Á®˜» Ÿ¨ž¦³Ã¥œr­¼Š­»—: ŤnÁ„·œ1 ‡¦´ÊŠ/ª´œ, ¨³ 30 ‡¦´ÊŠ/že š¸É¤µ http://www.axa.co.th/41/th/health-insurance/personal-health/smartcare-executive-plus (Accessed 18 September 2014)


พัฒนาการเศรษฐกิ จปริท61 รรศน Development Economic Review ปที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2559)

โครงสรางครอบครัวกับทักษะทางปญญา ของนักเรียนไทย ศิวัช เทียมทัด* บทคัดยอ เนือ่ งดวยในปจจุบนั โครงสรางครอบครัวในสังคมไทยทีม่ ลี กั ษณะเปนครอบครัวเลีย้ งเดีย่ วและครอบครัว ทีไ่ มมพี อ แมครบถวนนัน้ มีสดั สวนสูงกวาเมือ่ เปรียบเทียบกับกลุม ประเทศทีพ่ ฒ ั นาแลวโดยครอบครัวใน ลักษณะนีเ้ ปนปจจัยทีส่ ง ผลกระทบทางลบตอการพัฒนาทักษะทางปญญาและทักษะทางอารมณ รวมไป ถึงการแสดงพฤติกรรมทีไ่ มพงึ ประสงคของเด็กในระยะยาว การศึกษานีม้ วี ตั ถุประสงคเพือ่ ทําการศึกษา ถึงผลกระทบของโครงสรางครอบครัวที่มีตอการพัฒนาทักษะทางปญญาของเด็กนักเรียนไทย โดยการ ศึกษานี้ใชขอมูลจากโครงการประเมินผลนักเรียนในระดับนานาชาติหรือ PISA ของประเทศไทยโดยใช แบบจําลองทางเศรษฐมิติ ผลการศึกษาพบวา โครงสรางครอบครัวมีอทิ ธิพลอยางสูงตอการพัฒนาทักษะ ทางปญญาของเด็กในระยะยาว โดยการอาศัยอยูก บั พอหรือแมเพียงคนใดคนหนึง่ หรือไมไดอาศัยอยูก บั ทัง้ พอและแมมผี ลกระทบทางลบตอการพัฒนาทักษะทางปญญาในทุกๆ ดาน เมือ่ เด็กคนนัน้ มีอายุ 15 ป อยางมีนัยสําคัญทางสถิติการสงเสริมการมีโครงสรางครอบครัวที่สมบูรณซึ่งประกอบไปดวยทั้งพอและ แมจึงเปนสาเหตุสําคัญประการหนึ่งตอการพัฒนาทักษะการเรียนรูของเด็ก

คําสําคัญ:

โครงสรางครอบครัว ทักษะทางปญญา ประเทศไทย

*เจาหนาทีก่ ารตลาดสินเชือ่ ธนาคารกรุงไทย สํานักงานเขตนนทบุรี 1 อาคารสาขารัตนาธิเบศร 314 ถ.รัตนาธิเบศร ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 Email: tae.siwat@gmail.com งานศึกษาชิน้ นีเ้ ปนสวนหนึง่ ของวิทยานิพนธ หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาการเศรษฐกิจ) คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร ผูว จิ ยั ขอขอบคุณ ศาสตราจารย ดร.พิรยิ ะ ผลพิรฬุ ห สําหรับการเปนอาจารยทปี่ รึกษาหลัก และ ขอบคุณศาสตราจารย ดร.ดิเรก ปทมสิริวัฒน และ รองศาสตราจารย ดร.ปงปอนด รักอํานวยกิจ สําหรับการเปนกรรมการ ทีป่ รึกษารวม


62

Development Economic Review Volume 10 No.1 (January 2016)

Development Economic Review

Family Structure and Cognitive Skill among Thai Students Siwat Teimtad* Abstract Family structure is very important on determining individual’s welfare outcome, not only both cognitive skills and emotional skills, but also negative bad behaviors of children in a long term. Based on the Programme for International Student Assessment (PISA) conducted in 2009 and 2012 in Thailand, this paper adopts a simple econometrics technique and quantifies impacts of family structure on cognitive skills among Thai students.The findings reveal that family structure, especially for those living with both father and mother, affect better cognitive skills of Thai students comparing to those who do not live with parents. Strengthening family structure should be a necessary policy to promote this positive outcome.

Keywords: Family Structure, Cognitive Skill, Thailand *Lending Officer Krungthai Bank Nonthaburi 1 Area Office Rattanathibet Building 314 Rattanathibet Road Tumbon Bang KrasoAmphoeMuang Nonthaburi 11000. Email: tae.siwat@gmail.com. This paper is part of my Master Thesis from Graduate School of Development Economics. I would like to thank Professir Piriya Pholphirul for serving my main advisor and Professor Direk Pattamasiriwat and Associate Professor Pungpond Rukumnuaykit for being research commitee.


Development Economic Review

63

1. บทนํา คุณภาพการศึกษาไทยในปจจุบนั ถือวาเขาขัน้ วิกฤติแทบทุกระดับชัน้ ขอสรุปนีไ้ ดมาจากความสอดคลอง ตองกันของขอมูลจากการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในประเทศกับขอมูลจากโครงการประเมินผล นักเรียนในระดับนานาชาติ โดยทั่วไป คุณภาพการศึกษาในประเทศจะประเมินจากผลการทดสอบ ทางการศึกษาแหงชาติขั้นพื้นฐานหรือคะแนนสอบ O-NET (Ordinary National Educational Test) ซึ่ง เปนการสอบความรูรวบยอดของนักเรียนที่กําลังศึกษาอยูในระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 6 และระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 3 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ตามมาตรฐานการเรียนรูของหลักสูตร โดยจัดสอบใน 8 กลุมสาระการเรียนรู ไดแก ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ และการงานอาชีพและเทคโนโลยี ซึง่ ดําเนินการจัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ34 นอกจากนี้ ยังมีขอ มูลจากโครงการประเมินผลนักเรียนในระดับนานาชาติ หรือPISA ซึง่ เปนการประเมิน ผลนักเรียนที่มีอายุ 15 ปโดย PISA จะทําการวัดผลใน 3 ดาน ไดแก การอาน คณิตศาสตร และ วิทยาศาสตร เมื่อนําคะแนนสอบ PISA ในรอบป ค.ศ. 2012 ของนักเรียนไทยมาวิเคราะหเปรียบเทียบ กับประเทศอื่นๆพบวา คะแนน PISA ของนักเรียนทั้งสามดานตํ่ากวาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยผลลัพธนี้แสดงใหเห็นถึงความเสี่ยงของคุณภาพทรัพยากรมนุษยที่ไดรับการศึกษาซึ่งจะกลายมา เปนอุปสรรคตอการพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขัน รวมไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศในอนาคต ทั้งนี้ ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตรการศึกษา (Economics of Education) ไดกําหนดวาปจจัยที่สงผลตอ คุณภาพการศึกษาสามารถจําแนกไดเปน 2 ปจจัยไดแก 1) ปจจัยทางดานอุปสงคของการศึกษา (Demand Side) และปจจัยทางดานอุปทานของการศึกษา (Supply Side) โดยปจจัยทางดานอุปสงค ไดแกปจจัยทางดานคุณลักษณะสวนตัวและภูมิหลังทางครอบครัวของนักเรียน (Student and Family Characteristics) เชน เพศ อายุ ระดับชัน้ เรียน วัฒนธรรมของครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ระดับการศึกษาสูงสุดของพอแม และความสนใจทางดานการศึกษาของนักเรียนและผูปกครอง เปนตน รวมไปถึงปจจัยทางดานคุณลักษณะของสังคมและชุมชน (Community and Societal Characteristics) เชน ความหางไกลของชุมชนจากโรงเรียน ความสนใจทางดานการศึกษาของชุมชน วัฒนธรรมในชุมชน และสิ่งอํานวยความสะดวกตางๆ ในชุมชน เปนตน

34 จากการวิเคราะหคะแนนสอบ O-NET ใน 5 วิชาหลักของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ประกอบไปดวย ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตรและวิทยาศาสตร ในระหวางป พ.ศ. 2552-2556 พบวา คะแนนสอบมีแนวโนมลดลงแทบทุกวิชาและจาก 100 คะแนนเต็ม นักเรียนไดคะแนนสอบไมถึงรอยละ 50 แทบทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร และวิทยาศาสตร นักเรียนไดคะแนนสอบไมถึงรอยละ 35 และเมื่อนําคะแนนสอบ O-NET ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 เปรียบเทียบกับนักเรียน ในชวงชั้นอื่นๆ พบวา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ทําคะแนนสอบ O-NET ไดตํ่ากวานักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 และนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 แทบทุกวิชา โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร นักเรียนทําคะแนนไมถึงรอยละ 25


64

Development Economic Review

ในขณะที่ปจจัยทางดานอุปทานนั้นจะเกี่ยวของกับปจจัยทางดานคุณลักษณะของโรงเรียน (School Characteristics) อันไดแก ขนาดของโรงเรียน เขตที่ตั้งของโรงเรียน สังกัดของโรงเรียน คุณภาพและ จํานวนครูในโรงเรียน และความพรอมทางดานทรัพยากรการเรียนการสอนในโรงเรียน รวมไปถึงลักษณะ การบริหารจัดการภายในโรงเรียน เชน รูปแบบการประเมินคุณภาพในโรงเรียน ความโปรงใสในโรงเรียน การมีสวนรวมของผูปกครองกับโรงเรียน เปนตน (Fasih, 2008) ดังนั้นจึงเห็นไดวา ปจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสําคัญตอการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของ ประชาชน คือ ปจจัยทางดานครอบครัว เนื่องจากครอบครัวเปนสถาบันแรกที่สามารถทําหนาที่ในการ หลอหลอมและขัดเกลาความเปนมนุษยใหกบั สมาชิกในครอบครัว ดวยการอบรมเลีย้ งดู ใหความรักและ ความอบอุน พรอมทัง้ ปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม คานิยม และถายทอดวัฒนธรรมของสังคมใหแกสมาชิก ในครอบครัว เพือ่ ใหเติบโตมาเปนบุคคลทีม่ คี ณ ุ ภาพ มีความพรอมทีจ่ ะทํางานไดอยางเต็มทีแ่ ละมีความ คิดสรางสรรค ซึ่งจะเปนพลังสําคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต ดังนั้น ครอบครัวจึงมีความสําคัญที่สุดตอชีวิตของทุกคน โดยทั่วไป ปจจัยทางดานครอบครัวจะมีความเกี่ยวของกับหลายปจจัย เชน โครงสรางครอบครัว วัฒนธรรมของครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ระดับการศึกษาสูงสุดของพอแม เปนตน โดยโครงสรางครอบครัวเปนปจจัยที่มีบทบาทสําคัญที่สุดตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในระยะ ยาว เนื่องจากโครงสรางครอบครัว หมายถึง การมีพอและแมอาศัยอยูในครอบครัว รวมไปถึงลักษณะ ความสัมพันธและการเลีย้ งดูทพี่ อ แมมใี หกบั เด็ก (Schneider, Attberry and Owens, 2005) ทัง้ นีเ้ นือ่ งจาก ครอบครัวทีม่ ที งั้ พอและแมอาศัยอยูด ว ยกัน (Two-Parent Family) จะเปนปจจัยทีส่ ง ผลกระทบทางบวก ตอการสรางพัฒนาการของเด็กในทุกดาน ไมวาจะเปนดานรางกาย สติปญญา อารมณและสังคม ซึ่งมี ผลสืบเนื่องโดยเริ่มมาตั้งแตในวัยเด็กจนกระทั่งเขาสูวัยผูใหญ ในทางตรงขาม ครอบครัวที่ไมมีพอแม อยางครบถวน เชน ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว (Single Parent Family) และครอบครัวที่ไมมีทั้งพอและแมนั้น จะเปนปจจัยที่สงผลกระทบทางลบตอการพัฒนาเด็กในทุกดาน (Amato, 2005) ดังนั้นโครงสราง ครอบครัวยอมสงผลสําคัญตอคุณภาพการศึกษาดวยเชนกัน 2. การทบทวนวรรณกรรม งานวิจยั ในตางประเทศทีไ่ ดทาํ การศึกษาผลกระทบของโครงสรางครอบครัวตอคุณภาพชีวติ ของเด็กนัน้ ตางก็เห็นพองตองกันวา การอาศัยอยูกับพอแมมีบทบาทสําคัญตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กทุก คน จากการศึกษาของ Amato (2005) พบวา เด็กทีอ่ าศัยอยูก บั พอแมจะมีพฒ ั นาการทางดานทักษะทาง ปญญา (Cognitive Skill) และทักษะทางอารมณ (Emotional Skill) รวมไปถึงทักษะทางสังคม (Social Skill) สูงกวาเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่อาศัยอยูในครอบครัวที่ไมมีพอและแมอยางครบถวน เชน ครอบครัวเลีย้ งเดีย่ วหรือครอบครัวทีม่ พี อ เลีย้ งหรือแมเลีย้ ง เปนตน โดยผลไดทเี่ กิดขึน้ นีจ้ ะเริม่ มีมาตัง้ แต วัยเด็กจนกระทั่งเขาสูวัยผูใหญ ซึ่งสะทอนใหเห็นวา การอาศัยอยูกับพอแมเปนปจจัยสําคัญที่มีอิทธิพล


Development Economic Review

65

ตอการพัฒนาทุนมนุษยของประชาชนในระยะยาว ซึ่งมีผลตอการเสริมสรางขีดความสามารถในการ แขงขันและพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ดวยแนวคิดดังกลาว Ginther and Pollak (2004) ไดทําการวิเคราะหและประมาณการผลกระทบของ โครงสรางครอบครัวในระยะยาวตอผลไดทางการศึกษาของเด็กในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีลักษณะ เปนขอมูลการสํารวจซํา้ (Panel Data) และไดทาํ การควบคุมตัวแปรทางดานลักษณะทางประชากรศาสตร ที่สําคัญ ไดแก จํานวนพี่นองรวมสายโลหิตในครอบครัว ลําดับการเกิด ศาสนา รายไดและระดับการ ศึกษาสูงสุดของพอแม พบวา เด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีทั้งพอและแมอาศัยอยูดวยกัน จะมีผล สัมฤทธิท์ างการศึกษาในวิชาการอานและคณิตศาสตรสงู กวาเด็กทีเ่ ติบโตมาจากครอบครัวทีไ่ มมพี อ และ แมอยางครบถวน ซึง่ ผลทีไ่ ดนสี้ นับสนุนแนวคิดจาก McLanahan andSandefur (1994), Pong, Dronkers and Hampden-Thompson (2003), Ram and Hou (2003), และ Ham (2004) วาการอาศัยอยูใน ครอบครัวที่ไมมีพอและแมอยางครบถวน ไมวาจะเปนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวหรือครอบครัวที่มีพอเลี้ยง หรือแมเลี้ยง ตางก็เปนปจจัยที่มีอิทธิพลทางลบตอการพัฒนาทักษะทางปญญาของเด็กทุกคนใน ระยะยาว สาเหตุที่ทําใหเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ไมมีพอและแมอยางครบถวนมีพัฒนาการทางดานทักษะ ทางปญญาตํา่ กวาเมือ่ เปรียบเทียบกับเด็กทีเ่ ติบโตมาจากครอบครัวทีม่ พี อ และแมอยางครบถวนนัน้ เกิด จากหลายปจจัย ในการศึกษาของ Amato (2005) ไดทําการอธิบายถึงประเด็นดังกลาวเอาไวอยางนา สนใจ โดยสาเหตุดังกลาวนั้นเกิดจากปจจัย 3 ประการ โดยประการแรกคือ ความยากจน (Economic Hardship) โดยทั่วไป ครอบครัวที่ไมมีพอแมอยางครบถวนนั้นจะมีความพรอมทางดานการเงินและมี ความสามารถในการจัดหาทรัพยากรทางดานการศึกษาและปจจัยสีม่ าใหแกเด็กตํา่ กวาเมือ่ เปรียบเทียบ กับครอบครัวทีม่ พี อ แมอยางครบถวน จึงทําใหครอบครัวทีไ่ มมพี อ แมอยางครบถวนนัน้ ขาดแคลนปจจัย ตางๆ ที่ชวยสงเสริมใหเกิดการพัฒนาทักษะทางปญญาใหแกเด็ก ดังนั้นจึงทําใหเด็กที่เติบโตมาจาก ครอบครัวนี้มีพัฒนาการทางดานทักษะทางปญญาตํ่ากวาเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีพอแมอยาง ครบถวน ประการที่สองคือ คุณภาพการเลี้ยงดู (Quality of Parenting) โดยสวนใหญ ผูปกครองในครอบครัวที่ ไมมพี อ แมอยางครบถวนนัน้ จะเขามามีสว นรวมในการอบรมเลีย้ งดูและใหความชวยเหลือเด็กตํา่ กวาเมือ่ เปรียบเทียบกับผูปกครองในครอบครัวที่มีพอแมอยางครบถวน ไมวาจะเปนการเขามามีสวนรวมใน กิจกรรมการศึกษาในโรงเรียนหรือกิจกรรมตางๆ ในบาน เชน การสอนการบานใหแกเด็ก เปนตน ซึ่งมี ผลทําใหเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวนี้ ขาดความอบอุน มีสภาพจิตใจที่ไมดี ซึ่งสงผลตอความพรอม ในการพัฒนาตัวเองไปในทุกดานของเด็กตํา่ ดังนัน้ พัฒนาการทางดานทักษะทางปญญาของเด็กกลุม นี้ จึงคอนขางตํ่ากวาเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีพอแมอยางครบถวน


66

Development Economic Review

ประการสุดทาย คือ ความเครียด (Stress) โดยทั่วไป เด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ไมมีพอแมอยาง ครบถวนนัน้ จะมีความเครียดสูงกวาเด็กทีเ่ ติบโตมาจากครอบครัวทีม่ พี อ แมอยางครบถวน ทัง้ นีม้ สี าเหตุ มาจาก ครอบครัวที่ไมมีพอแมอยางครบถวนนั้นสวนใหญมีฐานะยากจน ทําใหการเลี้ยงดูเปนไปอยาง ไมมีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดแคลนปจจัยตางๆ ที่มีสวนชวยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตใหแกเด็ก ประกอบไปกับความยากจนที่เกิดขึ้นทําใหผูปกครองตองใชเวลาสวนใหญในแตละวันหมดไปกับการ ทํางานมากกวาการเลี้ยงดูเด็ก รวมทั้งในบางครอบครัวเด็กตองสูญเสียการติดตอจากผูปกครองคนใด คนหนึ่งหรือทั้งคูอันมีสาเหตุมาจากการหยาราง การแยกทางกัน หรือการเสียชีวิตของผูปกครอง ซึ่งสิ่ง เหลานี้เปนปจจัยที่ทําใหเด็กมีความเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งสงผลทางลบตอการพัฒนาทักษะทางปญญาของ เด็กโดยตรง อยางไรก็ตาม เด็กทีเ่ ติบโตมาจากครอบครัวทีม่ ที งั้ พอและแมอาศัยอยูด ว ยกันไมจาํ เปนทีจ่ ะตองมีผลได ทางการศึกษาสูงกวาเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีพอแมไมครบถวน อยางครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ถา หากสภาพแวดลอมภายในครอบครัวไมเอือ้ ตอการพัฒนาทักษะทางปญญา เชน ความยากจน การเลีย้ ง ดูทไี่ มเหมาะสม และความขัดแยงภายในครอบครัว เปนตน จากการศึกษาของ Ghazarian and Buehler (2010) พบวา ครอบครัวทีพ่ อ แมมคี วามขัดแยงกันจะสงผลทําใหเด็กในครอบครัวนัน้ มีผลสัมฤทธิท์ างการ ศึกษาที่ตํ่ากวาเมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวที่พอแมไมมีความขัดแยงกัน อยางมีนัยยะสําคัญทางสถิติ ในทางกลับกัน เด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ไมมีพอแมครบถวนถาหากสภาพแวดลอมภายใน ครอบครัวเอื้อตอการพัฒนาทักษะทางปญญาก็จะสงผลทําใหเด็กในครอบครัวนั้นมีผลไดทางการศึกษา ทีส่ งู กวาได ซึง่ จากงานศึกษาของ Hampden Thompson (2013) พบวา ประเทศทีม่ นี โยบายในการชวย เหลือครอบครัวทีม่ ฐี านะยากจน จะสงผลทําใหความเหลือ่ มลํา้ ของผลสัมฤทธิก์ ารศึกษาของเด็กทีอ่ าศัย อยูกับแมเพียงคนเดียวกับเด็กที่อาศัยอยูกับพอแมลดลง อยางไรก็ดี งานศึกษาทีก่ ลาวมาทัง้ หมดในขางตนนัน้ เปนแคเพียงการศึกษาถึงผลกระทบของโครงสราง ครอบครัวที่มีตอผลไดทางการศึกษาที่เปนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเทานั้น โครงสรางครอบครัวยังมี อิทธิพลตอการกําหนดผลไดทางการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ อีก อยางเชนการศึกษาของ Sandefur, McLanahan and Wotjkiewicz (1992) ไดทาํ การวิเคราะหและเปรียบเทียบโอกาสในการสําเร็จการศึกษา จากโรงเรียนมัธยมศึกษาของเด็กที่อาศัยอยูในครอบครัวที่มีพอแมครบถวนกับครอบครัวที่ไมมีพอแม ครบถวน อยางครอบครัวเลีย้ งเดีย่ วกับครอบครัวทีม่ พี อ เลีย้ งหรือแมเลีย้ งในประเทศสหรัฐอเมริกาในชวง ระหวางป ค.ศ. 1979-1985 พบวา เด็กทีอ่ าศัยอยูใ นครอบครัวทีไ่ มมพี อ แมครบถวนมีแนวโนมสําเร็จการ ศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาตํ่ากวาเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่อาศัยอยูกับพอแม อยางมีนัยยะสําคัญ ทางสถิติ ในทํานองเดียวกัน งานศึกษาของ Painter and Levine (2000) พบวา เด็กที่อาศัยอยูใน ครอบครัวที่มีพอแมไมครบถวน มีแนวโนมที่จะตัดสินใจเขาศึกษาตอในมหาวิทยาลัยตํ่ากวาเมื่อเปรียบ เทียบกับเด็กที่อาศัยอยูกับพอแม อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ


Development Economic Review

67

นอกจากนี้ โครงสรางครอบครัวยังมีบทบาทสําคัญในการกําหนดพฤติกรรมของเด็กอีกดวย โดยจากการ ศึกษาของ Rodgers and Pryor (1998) พบวา เด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีการหยารางและแยก ทางกันของพอแมนนั้ เด็กมีแนวโนมทีจ่ ะแสดงพฤติกรรมทีไ่ มพงึ ประสงคสงู กวาเมือ่ เปรียบเทียบกับเด็ก ทีเ่ ติบโตมาจากครอบครัวทีม่ ที งั้ พอและแมอาศัยอยูด ว ยกัน อยางมีนยั สําคัญทางสถิติ อาทิเชน การแสดง พฤติกรรมกาวราว มีความนิยมในการใชความรุนแรงในการแกปญหา มีความสัมพันธที่ไมดีกับบุคคล รอบขาง ไมวาจะเปนพอแม เพื่อน และครูอาจารย เปนคนที่มองโลกในแงราย ขาดความมั่นใจในตนเอง มีสุขภาพทางกายและใจไมดี ตลอดจนมีอาการปวยเปนโรคเครียดและโรคซึมเศรา ในขณะที่งานศึกษาของ Miller (1997) ไดทําการศึกษาและวิเคราะหความสัมพันธระหวางลักษณะ โครงสรางครอบครัวและการบริโภคสุราและการเสพยาเสพติดของเด็กนักเรียนที่มีอายุ 15-16 ป ใน ประเทศสหราชอาณาจักร พบวา เด็กนักเรียนที่อาศัยอยูกับพอแมมีแนวโนมที่จะบริโภคสุราและติดยา เสพติดตํา่ กวาเด็กทีอ่ าศัยอยูใ นครอบครัวทีม่ พี อ แมไมครบถวน อยางมีนยั สําคัญทางสถิติ ในขณะทีง่ าน ศึกษาของ Moore and Chase-Lansdale (2001) ไดทําการศึกษาความสัมพันธระหวางโครงสราง ครอบครัวกับการมีกจิ กรรมทางเพศและการตัง้ ครรภกอ นวัยอันสมควรของเด็กผูห ญิงชาวแอฟริกนั ทีม่ า จากครอบครัวที่มีฐานะยากจน โดยพบวา เด็กที่อาศัยอยูกับแมเพียงคนเดียวมีแนวโนมที่จะมีกิจกรรม ทางเพศและการตั้งครรภกอนวัยอันสมควรสูงกวาเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่อาศัยอยูกับพอแม อยางมี นัยสําคัญทางสถิติ แตกลับไมพบวา มีนัยสําคัญในกลุมของเด็กที่อาศัยอยูในครอบครัวที่พอแมไมได แตงงาน นอกจากนี้ ในงานศึกษาของ Chilton and Markle (1972) ยังคนพบดวยวา เด็กทีเ่ ติบโตมาจากครอบครัว ที่มีพอแมหยารางกันมีแนวโนมที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงที่เขาขายการกระทําความผิดทางกฎหมาย เชน การโจรกรรมและการประกอบอาชญากรรม เปนตน สูงกวาเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่เติบโตมาจาก ครอบครัวที่มีพอแมอาศัยอยูดวยกัน ดังนั้นโจทยวิจัยของการศึกษาชิ้นนี้คือ การประมาณการผลกระทบของโครงสรางครอบครัวที่มีตอการ พัฒนาทักษะทางปญญาของเด็กนักเรียน ซึง่ ยังไมไดเคยมีการศึกษาในประเทศกําลังพัฒนามากนัก โดย เฉพาะการใชขอ มูลทีเ่ ปนกลุม ตัวแทนของประชากรของทัง้ ประเทศ งานศึกษานีใ้ ชประเทศไทยเปนกรณี ศึกษาในการประมาณการผลกระทบของโครงสรางครอบครัวตอการพัฒนาทักษะทางดานปญญา โดย ในสวนตอไปจะอธิบายถึงโครงสรางครอบครัวของนักเรียนไทยจากขอมูลที่ใช


68

Development Economic Review

3. โครงสรางครอบครัวของนักเรียนไทย การศึกษาชิน้ นีใ้ ชขอ มูลการสํารวจทุตยิ ภูมิ (Secondary Data) ทีเ่ ปนตัวแทนระดับประเทศ จากโครงการ ประเมินผลนักเรียนในระดับนานาชาติ หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) ของประเทศไทย ซึง่ เปนขอมูลทีเ่ กิดขึน้ จากโครงการประเมินผลทางดานการศึกษาขององคการเพือ่ ความ รวมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) โดยมีวตั ถุประสงคเพือ่ ทําการประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาของนานาประเทศ35 PISA จะทําการประเมินสมรรถนะการใชความรูและทักษะที่เรียกวา การรูเรื่อง (Literacy) ในสามดาน ไดแก การอาน (Reading Literacy) คณิตศาสตร (Mathematical Literacy) และวิทยาศาสตร (Scientific Literacy) โดย PISA ไมเนนการประเมินความรูต ามหลักสูตรในโรงเรียน แตเนนการประเมิน ความสามารถในการใชความรูและทักษะเพื่อแกปญหาในชีวิตจริง โดย PISA ไดกําหนดกรอบการสุม ตัวอยางออกเปน 2 ขั้น เพื่อใหสะทอนถึงนักเรียนไทยทั้งประเทศ36 โดยสําหรับประเทศไทย สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สสวท.) เปนผูทําหนาที่เก็บขอมูลและประเมินผลการศึกษา จากการนําขอมูลการสํารวจรายนักเรียน (Student Survey Data) จากโครงการ PISA ในป ค.ศ. 2009 และป ค.ศ. 2012 ซึ่งมีจํานวนกลุมตัวอยางของเด็กนักเรียนไทยทั้งสิ้น 11,190 คน มาทําการวิเคราะห ภาพรวมของลักษณะโครงสรางครอบครัวพบวา สวนใหญเด็กนักเรียนอาศัยอยูกับพอและแมมากที่สุด คิดเปนรอยละ 67.97 ของกลุมตัวอยางทั้งหมด รองลงมาเปนเด็กนักเรียนที่อาศัยอยูกับพอหรือแมคน ใดคนหนึง่ คิดเปนรอยละ 16.44 ของกลุม ตัวอยางทัง้ หมด และในสวนทีเ่ หลือเปนเด็กทีอ่ าศัยอยูก บั บุคคล อื่น คิดเปนเพียงรอยละ 15.59 ของกลุมตัวอยางทั้งหมดโดยเมื่อนําขอมูลโครงสรางครอบครัวของเด็ก นักเรียนมาทําการวิเคราะหโดยจําแนกตามฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวของนักเรียนพบวา เด็ก ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดี มีโอกาสที่จะไดอยูกับพอและแมมากกวา โดยมีสัดสวนสูงถึงประมาณ รอยละ 82.47 ของเด็กทีม่ าจากครอบครัวทีม่ ฐี านะรํา่ รวยมากทีอ่ าศัยอยูก บั พอและแม ในขณะทีม่ สี ดั สวน เพียงรอยละ 11.50 และรอยละ 6.02 ของเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะรํ่ารวยมากเทานั้นที่อาศัยอยู กับพอหรือแมคนใดคนหนึ่งและอาศัยอยูกับบุคคลอื่น เมือ่ วิเคราะหโดยจําแนกตามระดับการศึกษาสูงสุดของพอแมพบวา เด็กทีเ่ กิดจากพอแมทจี่ บการศึกษา ในระดับสูงมีโอกาสทีจ่ ะไดอาศัยอยูก บั พอและแมมากกวาเด็กทีเ่ กิดจากพอแมทจี่ บการศึกษาในระดับตํา่ โดยมีสัดสวนสูงถึงประมาณรอยละ 78.86 (รอยละ 79.64) ของเด็กที่เกิดจากพอ (แม) ที่จบการศึกษา

35 PISA เริ่มดําเนินการครั้งแรกในป ค.ศ. 2000 และทําการประเมินผลซํ้าทุก 3 ปหลังจากนั้น เพื่อติดตามแนวโนม โดยในปจจุบัน เปนการประเมินผลในรอบป ค.ศ. 2015 ซึง่ เปนการประเมินผลในครัง้ ที่ 6โดยทําการประเมินนักเรียนใน 70 ประเทศ โดยเปนประเทศ ในกลุม OECD ทั้งหมด 34 ประเทศ และที่เหลือเปนประเทศนอกกลุม OECD ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยูดวย 36 โดยในขั้นแรกจะทําการสุมนักเรียนที่มีอายุ 15 ป ที่กําลังศึกษาอยูในชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ขึ้นไป จากโรงเรียนตางๆ ทั่วประเทศ และในขัน้ ทีส่ องจะทําการสุม นักเรียนทีม่ อี ายุ 15 ป ตามพืน้ ทีภ่ าคภูมศิ าสตร เพือ่ ใหแนใจวาไดขอ มูลครอบคลุมในทุกพืน้ ทีท่ งั้ ประเทศ และนักเรียนทุกคนมีโอกาสที่ไดรับการคัดเลือกเทากัน


Development Economic Review

69

สูงสุดในระดับปริญญาตรีขึ้นไปที่อาศัยอยูกับพอและแม ในขณะที่มีสัดสวนเพียงรอยละ 14.34 (รอยละ 13.85) และรอยละ 6.80 (รอยละ 6.51) ของเด็กทีเ่ กิดจากพอ (แม) ทีจ่ บการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญา ตรีขึ้นไปเทานั้นที่อาศัยอยูกับพอหรือแมคนใดคนหนึ่งและอาศัยอยูกับบุคคลอื่น นอกจากนี้ เมือ่ วิเคราะหโดยจําแนกตามอาชีพหลักของพอแมพบวา เด็กทีม่ พี อ แมประกอบอาชีพเปนผู ประกอบวิชาชีพดานตางๆ มีโอกาสที่จะไดอาศัยอยูกับพอและแมมากกวา โดยมีสัดสวนสูงถึงประมาณ รอยละ 80.23 (81.66) ของเด็กที่เกิดจากพอ (แม) ที่ประกอบอาชีพเปนผูประกอบวิชาชีพดานตางๆ ที่ อาศัยอยูกับพอและแม ในขณะที่มีสัดสวนเพียงรอยละ 15.40 (รอยละ 13.78) และรอยละ 4.38 (รอยละ 4.56) ของเด็กที่เกิดจากพอ (แม) ที่ประกอบอาชีพเปนผูประกอบวิชาชีพดานตางๆ เทานั้น ที่อาศัยอยู กับพอหรือแมคนใดคนหนึ่งและอาศัยอยูกับบุคคลอื่น อยางไรก็ตาม เด็กที่มีแมประกอบอาชีพเปนผู ประกอบอาชีพงานพื้นฐาน มีโอกาสที่จะไดอาศัยอยูกับพอหรือแมคนใดคนหนึ่งมากกวา โดยมีสัดสวน สูงถึงประมาณรอยละ 20.03 ของเด็กที่เกิดจากแมที่ประกอบอาชีพเปนผูประกอบอาชีพงานพื้นฐานที่ อาศัยอยูในครอบครัวที่มีพอหรือแมคนใดคนหนึ่ง ในทํานองเดียวกัน เด็กที่มีพอประกอบอาชีพเปนผู ประกอบอาชีพงานพื้นฐานและแมประกอบอาชีพเปนผูควบคุมเครื่องจักรโรงงาน มีโอกาสที่จะไดอาศัย อยูก บั บุคคลอืน่ มากกวา โดยมีสดั สวนสูงถึงประมาณรอยละ 22.96 และรอยละ 25.83 ของเด็กทีเ่ กิดจาก พอที่ประกอบอาชีพเปนผูประกอบอาชีพงานพื้นฐานและแมที่ประกอบอาชีพเปนผูควบคุมเครื่องจักร โรงงานที่อาศัยอยูกับบุคคลอื่น จากการนําขอมูลคะแนน PISA ของนักเรียนไทยในรอบป ค.ศ. 2009-2012 มาวิเคราะหเปรียบเทียบกับ โครงสรางครอบครัว พบวา เด็กทีเ่ ติบโตมาจากครอบครัวทีม่ พี อ และแมอาศัยอยูด ว ยกัน มีแนวโนมทีจ่ ะ มีผลการประเมินสมรรถนะทั้งสามดานสูงกวาเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีพอแมไมครบถวน ซึ่ง ประกอบไปดวย ครอบครัวที่มีพอหรือแมคนใดคนหนึ่งเปนผูเลี้ยงดูเด็กหรือครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และ ครอบครัวที่ไมมีพอและแม แตมีบุคคลอื่นเปนผูเลี้ยงดูเด็ก (รูปที่ 3) อยางไรก็ตาม เนือ่ งจากความแตกตางของผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาทีท่ าํ การวิเคราะหไปในขางตน เกิด จากปจจัยตางๆ จํานวนมากไมวาจะเปนปจจัยทางดานลักษณะสวนตัวและภูมิหลังทางครอบครัวของ นักเรียน ตลอดจนปจจัยทางดานโรงเรียน ซึง่ สงผลทําใหความแตกตางของลักษณะโครงสรางครอบครัว ของนักเรียนตอความแตกตางของผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาทีก่ ลาวมาขางตนเกิดความคลาดเคลือ่ น ดัง นั้นเพื่อทําการแกปญหาความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น จึงจําเปนจะตองทําการวิเคราะหขอมูลโดยใชแบบ จําลองทางเศรษฐมิติเพื่อทําการควบคุมตัวแปรตางๆ ซึ่งจะอธิบายในสวนตอไป


70

Development Economic Review

รูปที่ 1 รอยละการกระจายตัวของนักเรียนไทยจําแนกตามโครงสรางครอบครัว

š¸É¤µ: ‡Îµœª–‹µ„…o°¤¼¨ PISA že ‡.«.2009 ¨³ ‡.«.2012

รูปที่ 2 ลักษณะโครงสรางครอบครัวของนักเรียนไทยจําแนกตามฐานะทางเศรษฐกิจ

š¸É¤µ: ‡Îµœª–‹µ„…o°¤¼¨ PISA že ‡.«.2009 ¨³ ‡.«.2012


Development Economic Review

71

รูปที่ 3 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทย จําแนกตามลักษณะโครงสรางครอบครัว

š¸É¤µ: ‡Îµœª–‹µ„…o°¤¼¨ PISA že ‡.«. 2009 ¨³ ‡.«.2012

¹

4. ผลการศึกษา การศึกษาชิน้ นีใ้ ชขอ มูลการสํารวจรายนักเรียน (Student Survey Data) จากโครงการ PISA ในรอบป ค.ศ. 2009 และป ค.ศ. 2012 มาทําการวิเคราะห37 ซึง่ มีจาํ นวนกลุม ตัวอยางของนักเรียนไทยทัง้ สิน้ 11,190 คน ในสวนของการวิเคราะหจะเริม่ ตนจากการวิเคราะหขอ มูลในเชิงสถิตพิ รรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อใหเห็นภาพคราวๆ หลังจากนั้นก็นําขอมูลดังกลาวมาทําการวิเคราะหโดยใชแบบจําลองทาง เศรษฐมิติ (Econometric Estimation) เพือ่ ทีจ่ ะสามารถวิเคราะหใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางปจจัย ทางดานลักษณะโครงสรางครอบครัวและปจจัยอืน่ ๆ ทีเ่ กีย่ วของกับผลการประเมินสมรรถนะการใชความ รูแ ละทักษะของนักเรียนทัง้ สามดาน38 ในสวนของขอมูลทางดานลักษณะสวนตัวและภูมหิ ลังทางครอบครัวของนักเรียน จะใชขอ มูลเพศ ระดับ ชั้นเรียน ภาษาหลักที่ใชพูดในบาน จํานวนหนังสือในบาน ระดับการศึกษาสูงสุดและอาชีพหลักของพอ แม รวมไปถึงฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวของนักเรียนซึ่งในการศึกษาชิ้นนี้จะใชดัชนีสินทรัพยใน ครัวเรือนของนักเรียน (Household Possessions) ซึง่ เปนตัวชีว้ ดั ความมัง่ คัง่ ทางเศรษฐกิจของครอบครัว 37สาเหตุที่ใชขอมูลในสองปนี้เนื่องจากขอมูลการสํารวจกอนหนานี้ (ค.ศ.2000, ค.ศ.2003, และ ค.ศ.2006) ไมไดมีการสอบถาม ทางดานโครงสรางครอบครัวของนักเรียน ในขณะทีใ่ นระหวางทําการศึกษางานชิน้ นี้ ขอมูลป ค.ศ.2015 ยังไมไดถกู เผยแพรออกมา 38ในสวนของคะแนน PISA ทั้งสามดาน ที่ใชในการวิเคราะหในการศึกษาชิ้นนี้จะเปนคะแนนเฉลี่ยที่คํานวณมาจากคา Plausible Value ทัง้ นีเ้ นือ่ งจากในการประเมินผลนักเรียนจะใชขอ สอบหลายชุดและขอสอบในแตละชุดนัน้ จะทําการประเมินสมรรถนะในแตละ ดานไมเทากัน ซึง่ สงผลทําใหคะแนนสอบของนักเรียนแตละคนไมสามารถนํามาเปรียบเทียบกันได ดังนัน้ เพือ่ แกปญ  หาทีเ่ กิดขึน้ จึง นําคะแนนสอบที่ไดมานั้นมาทําการแจกแจงความนาจะเปนออกมาเปน 5 คา ซึ่งคาที่ไดนี้ เรียกวา Plausible Value หลังจากนั้นจึง นําคาดังกลาวมาทําการหาคาเฉลี่ยจึงจะสามารถทําการเปรียบเทียบคะแนนสอบของนักเรียนแตละคนได


72

Development Economic Review

ของนักเรียน ถูกสรางขึ้นจากตัวชี้วัด 4 ตัวของ PISA ไดแก ดัชนีความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Wealth) ดัชนีวัฒนธรรมของครัวเรือน (Cultural Possessions) ดัชนีทรัพยากรทางการศึกษาในครัว เรือน (Home Educational Resources) และจํานวนหนังสือในบานซึง่ ในการวิเคราะหจะทําการแบงดัชนี สินทรัพยในครัวเรือนของนักเรียนออกเปน 5 กลุม คือ ยากจนมาก ยากจน ปานกลาง รํา่ รวย และรํา่ รวย มาก โดยกําหนดให 20 ควินไทล (Quintile) ที่ตํ่าที่สุดเปนกลุมตัวอยางที่มีฐานะยากจนมาก ในขณะที่ 20 ควินไทลที่สูงสุดเปนกลุมตัวอยางที่มีฐานะรํ่ารวยมาก ในสวนของขอมูลทางดานปจจัยทางดานโรงเรียนนัน้ จะใชขอ มูลขนาดของโรงเรียน เขตทีต่ งั้ ของโรงเรียน สังกัดของโรงเรียน คุณภาพและจํานวนครูในโรงเรียน รวมไปถึงทรัพยากรการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึง่ ในการศึกษาชิน้ นีจ้ ะใชดชั นีคณ ุ ภาพทรัพยากรการเรียนการสอนในโรงเรียน (Quality of Educational Resources) ซึ่งคํานวณจากตัวชี้วัดการขาดแคลนทรัพยากรการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน 7 ตัว ชี้วัด ไดแก การขาดแคลนอุปกรณในหองทดลองวิทยาศาสตร หนังสือและอุปกรณการเรียนการสอน คอมพิวเตอร การเชือ่ มตออินเตอรเน็ต ซอฟตแวรทางการศึกษา วัสดุหอ งสมุด และโสตทัศนูปกรณ โดย คาดัชนีมีคาเปนบวก แสดงถึงการไมขาดแคลนทรัพยากรในโรงเรียน นอกจากนี้ขอมูลทางดานปจจัยทางดานโรงเรียนยังครอบคลุมถึงลักษณะการบริหารจัดการภายใน โรงเรียน ซึ่งประกอบไปดวย รูปแบบการประเมินคุณภาพในโรงเรียน ความโปรงใสของโรงเรียน การมี สวนรวมของผูปกครองกับโรงเรียน สภาพแวดลอมในโรงเรียนและจํานวนเวลาที่ใชในการจัดการเรียน การสอนในแตละวิชาทีท่ าํ การประเมิน ตลอดจนความมีอสิ ระของโรงเรียนซึง่ ในการศึกษาชิน้ นีจ้ ะใชดชั นี ความมีอิสระในการบริหารงบประมาณ (School Responsibility for Resource Allocation) ซึ่งคํานวณ จากตัวชี้วัดความมีอิสระในการบริหารงบประมาณของโรงเรียน39 ในสวนของขอมูลทางดานลักษณะของโครงสรางครอบครัวของนักเรียน ในการวิเคราะหจะแบงขอมูล ออกเปน 3 กลุม กลุมที่หนึ่งจะเปนกลุมเด็กนักเรียนที่อาศัยอยูในครอบครัวที่มีทั้งพอและแมครบถวน (Two-parent Family) กลุมที่สองจะเปนกลุมเด็กนักเรียนที่อาศัยอยูในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว (Single Parent Family) ซึ่งเปนครอบครัวที่มีพอหรือแมคนใดคนหนึ่งเลี้ยงลูกตามลําพังเพียงคนเดียว และใน กลุมที่สามจะเปนกลุมเด็กนักเรียนที่อาศัยอยูในครอบครัวที่ไมมีทั้งพอและแม แตมีบุคคลอื่นเปนผู อุปการะเลี้ยงดูเด็ก เชน ปู ยา ตา ยาย และพี่นองรวมสายโลหิต เปนตน โดยในการวิเคราะหนั้นจะใช

39ตัวแปรนี้ครอบคลุม 7 ตัวชี้วัด ไดแก ความมีอิสระในโรงเรียนในการจางและเลิกจางครู การกําหนดและเพิ่มเงินเดือนครู และการ กําหนดและจัดสรรงบประมาณภายในโรงเรียน โดยถาหากคาดัชนีมคี า เปนบวก ยอมแสดงถึงความมีอสิ ระในการบริหารงบประมาณ ของโรงเรียนมาก และดัชนีความมีอิสระในการบริหารหลักสูตร (School Responsibility for Curriculum and Assessment) จะ คํานวณจากตัวชีว้ ดั ความมีอสิ ระในการกําหนดหลักสูตร โดยครอบคลุม 4 ตัวชีว้ ดั ไดแก ความมีอสิ ระในการกําหนดนโยบายประเมิน นักเรียน การเลือกหนังสือเรียน และกําหนดหลักสูตร และวิชาที่จะสอนภายในโรงเรียน โดยถาหากคาของดัชนีมีคาเปนบวก ยอม แสดงถึงความมีอิสระในการบริหารหลักสูตรภายในโรงเรียนมาก


Development Economic Review

73

กลุมเด็กนักเรียนที่อาศัยอยูกับพอแมเปนกลุมอางอิง (Base Group) เพื่อทําการเปรียบเทียบความแตก ตางในผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของเด็กในครอบครัวทีม่ พี อ แมอยางครบถวนกับครอบครัวทีไ่ มมพี อ แม อยางครบถวนนั้นวาแตกตางกันมากนอยเพียงใด ในการประมาณการทางเศรษฐมิติเพื่อทําการวิเคราะหถึงผลกระทบในระยะยาวของลักษณะโครงสราง ครอบครัวทีม่ ตี อ ผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของเด็กนักเรียนไทยนัน้ จําเปนทีจ่ ะตองทําการควบคุมตัวแปร ตางๆ เพือ่ แกปญ  หาความคลาดเคลือ่ นทีก่ ลาวมาในขางตน ในการควบคุมตัวแปรนัน้ จะอางอิงจากทฤษฎี เศรษฐศาสตรการศึกษาทีก่ ลาวไวในตอนตน โดยแบงการควบคุมกลุม ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ออกเปน 3 ดานดังนี้ 1) ตัวแปรทางดานลักษณะสวนตัวของเด็กนักเรียน (Student Characteristics) ไดแก เพศ ระดับ ชั้นเรียน ภาษาหลักที่ใชพูดในบาน 2) ตัวแปรทางดานลักษณะภูมหิ ลังทางครอบครัวของเด็กนักเรียน (Family Characteristics) ไดแก จํานวนหนังสือในบาน ฐานะทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษาสูงสุดและอาชีพหลักของพอแม 3) ตัวแปรปจจัยทางดานโรงเรียน (School Characteristics) ไดแก ขนาดของโรงเรียน ที่ตั้งของ โรงเรียน สังกัดของโรงเรียน คุณภาพและจํานวนครูในโรงเรียน รูปแบบการประเมินคุณภาพ ในโรงเรียน ความโปรงใสของโรงเรียน การมีสวนรวมของผูปกครองกับโรงเรียน ความมีอิสระ ของโรงเรียน สภาพแวดลอมในโรงเรียน และเวลาที่ใชในการจัดการเรียนการสอนในแตละวิชา ในโรงเรียน การประมาณการของตัวแปรตาม (Dependent Variable) ซึ่งในกรณีนี้ก็คือคะแนนสอบ PISA ทั้งสาม วิชา (การอาน คณิตศาสตร และวิทยาศาสตร) จะอยูในรูปแบบของ Log Function เนื่องจากการอธิบาย ผลของคาประมาณการแบบจําลอง Log จะอธิบายผลเปนรอยละของคะแนนทีเ่ ปลีย่ นแปลงไป ซึง่ สามารถ ทีจ่ ะทําความเขาใจไดงา ยกวาการประมาณการแบบระดับ (Level) คะแนน และแบบจําลอง Log จะเหมาะ สมสําหรับในกรณีที่ความสัมพันธของตัวแปรตนตอคะแนนผลการประเมินสมรรถนะอาจจะมีความ สัมพันธที่ไมใชเสนตรง (Nonlinear) ผลการศึกษาพบวา ตัวแปรทางดานลักษณะสวนตัวของนักเรียนทีส่ ง ผลตอผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของ นักเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ไดแก ตัวแปรทางเพศ โดยเด็กนักเรียนหญิงจะมีผลการประเมิน สมรรถนะทางดานการอานและดานวิทยาศาสตรสูงกวาเด็กนักเรียนชายอยางมีนัยสําคัญทางสถิติอยู ประมาณรอยละ 7.48 และรอยละ 1.17 ตามลําดับ ในขณะทีเ่ ด็กนักเรียนชายมีผลการประเมินสมรรถนะ ทางดานคณิตศาสตรสูงกวาเด็กนักเรียนหญิงประมาณรอยละ 1.61 นอกจากนี้ เด็กที่ใชภาษาไทยถิ่น เปนภาษาหลักทีใ่ ชพดู ในบานจะมีผลการประเมินสมรรถนะทางดานการอานและดานคณิตศาสตรสงู กวา เด็กที่ใชภาษาไทยกลางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติอยูประมาณรอยละ 1.10 และรอยละ 1.71 ตามลําดับ


74

Development Economic Review

ในดานตัวแปรทางดานลักษณะภูมิหลังทางครอบครัว พบวา ถาหากบานที่เด็กอาศัยอยูในปจจุบันมี จํานวนหนังสือเพิ่มมากยิ่งขึ้นเทาไหร เด็กคนนั้นก็จะยิ่งมีทักษะทางปญญาเพิ่มมากขึ้นเทานั้น โดยจาก ผลการประมาณการพบวา เด็กทีอ่ าศัยอยูใ นบานทีม่ จี าํ นวนหนังสือมากกวา 100 เลม จะมีผลการประเมิน สมรรถนะทางดานการอาน คณิตศาสตร และวิทยาศาสตรสงู กวาเด็กทีอ่ าศัยอยูใ นบานทีม่ จี าํ นวนหนังสือ นอยกวา 10 เลมอยางมีนัยสําคัญทางสถิติอยูประมาณรอยละ 3.24 และรอยละ 3.69 และรอยละ 3.55 ตามลําดับ ซึ่งผลการศึกษาที่ไดนี้ไปสนับสนุนแนวคิดที่วา การอานหนังสือมากๆ จะชวยทําใหเกิดการ พัฒนาทักษะทางปญญาซึง่ เปนผลทําใหความสามารถในการแกปญ  หาตางๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในชีวติ ประจําวัน เพิ่มมากยิ่งขึ้น ในขณะที่เด็กที่อาศัยอยูในครอบครัวที่มีฐานะรํ่ารวยมากจะมีผลการประเมินสมรรถนะ ทางดานคณิตศาสตรสงู กวาเด็กทีอ่ าศัยอยูใ นครอบครัวทีม่ ฐี านะยากจนมากอยางมีนยั ยะสําคัญทางสถิติ อยูประมาณรอยละ 2.38 นอกจากนี้ระดับการศึกษาสูงสุดของพอแมและอาชีพหลักของพอแมก็เปนอีก ปจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบในทางบวกตอผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียนเชนเดียวกัน ในดานตัวแปรปจจัยทางดานโรงเรียน พบวา ผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของเด็กนักเรียนแปรผันโดยตรง กับขนาดของโรงเรียน โดยเด็กที่เรียนอยูในโรงเรียนที่มีจํานวนนักเรียนมากกวา 2,500 คนจะมีผลการ ประเมินสมรรถนะทางดานการอานสูงกวาเด็กทีเ่ รียนอยูใ นโรงเรียนทีม่ จี าํ นวนนักเรียนนอยกวา 120 คน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติอยูประมาณรอยละ 6.6โดยเฉพาะถาโรงเรียนนั้นตั้งอยูในเขตเมืองใหญ เด็ก ในโรงเรียนแหงนัน้ ก็จะมีผลการประเมินสมรรถนะสูงกวาเด็กทีเ่ รียนอยูใ นโรงเรียนทีต่ งั้ อยูใ นเขตชนบท อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยเด็กที่เรียนอยูในโรงเรียนที่ตั้งอยูในเขตเมืองใหญจะมีผลการประเมิน สมรรถนะทางดานการอาน คณิตศาสตร และวิทยาศาสตรสงู กวาเด็กทีเ่ รียนอยูใ นโรงเรียนทีต่ งั้ อยูใ นเขต ชนบทประมาณรอยละ 3.45 และรอยละ 5.61 และรอยละ 5.19 ตามลําดับ นอกจากนีย้ งั พบวา โดยภาพรวมทรัพยากรทางการศึกษาและคุณภาพของครูผสู อน รวมไปถึงเวลาทีใ่ ช ในการจัดการเรียนการสอนในแตละวิชาภายในโรงเรียน ซึ่งเปนปจจัยที่มีผลกระทบทางบวกตอผล สัมฤทธิท์ างการศึกษาของเด็กนักเรียน ในขณะทีป่ จ จัยทางดานสภาพแวดลอมภายในโรงเรียน เชน การ มีครูที่มีความคาดหวังทางดานวิชาการของนักเรียนตํ่าและครูที่ไมสนับสนุนใหเด็กไดเรียนไดอยางเต็ม ศักยภาพ เปนตน ซึ่งเปนปจจัยที่มีผลกระทบทางลบตอผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียน สําหรับตัวแปรที่เปนโจทยวิจัยชิ้นนี้พบวา เด็กที่อาศัยอยูกับทั้งพอและแมจะเปนเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาสูงที่สุดในขณะที่เด็กนักเรียนที่อาศัยอยูกับพอหรือแมคนใดคนหนึ่งจะมีผลการประเมิน สมรรถนะทัง้ สามดาน โดยเฉพาะในดานคณิตศาสตร ตํา่ กวาเด็กนักเรียนทีอ่ าศัยอยูก บั พอและแม อยาง มีนยั สําคัญทางสถิติ โดยเด็กนักเรียนทีอ่ าศัยอยูก บั พอหรือแมคนใดคนหนึง่ จะมีผลการประเมินสมรรถนะ ทางดานการอาน คณิตศาสตร และวิทยาศาสตร ตํา่ กวาประมาณรอยละ 1.64 และรอยละ 2.49 และรอย ละ 1.54 ตามลําดับ ในทํานองเดียวกัน เด็กที่อาศัยอยูกับบุคคลอื่นจะมีผลการประเมินสมรรถนะทั้งสาม


Development Economic Review

75

ดานตํ่ากวาเด็กที่อาศัยอยูกับพอและแมเชนเดียวกัน โดยเฉพาะในดานการอาน โดยเด็กที่อาศัยอยูกับ บุคคลอืน่ จะมีผลการประเมินสมรรถนะทางดานการอาน คณิตศาสตร และวิทยาศาสตรตาํ่ กวาประมาณ รอยละ 5.70 และรอยละ 5.61 และรอยละ 4.82 ตามลําดับอยางมีนัยยะสําคัญทางสถิติ ผลทีค่ น พบนีต้ อบสนองไปในทิศทางเดียวกับงานศึกษาชิน้ อืน่ ๆ ทีไ่ ดทาํ ขึน้ กอนหนานีใ้ นตางประเทศวา ครอบครัวที่มีพอแมไมครบถวน ไมวาจะเปนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่มีพอหรือแมเพียงคนเดียวที่เปนผูที่ เลี้ยงดูเด็กหรือครอบครัวที่ไมมีทั้งพอและแมตางก็เปนปจจัยที่มีผลกระทบทางลบตอการพัฒนาทักษะ ทางปญญาในขณะทีค่ รอบครัวทีม่ พี อ แมครบถวนนัน้ จะเปนปจจัยทีส่ ง ผลกระทบทางบวกตอการพัฒนา ทักษะทางปญญาของเด็กในระยะยาว ทั้งนี้เนื่องจากเด็กที่อาศัยอยูกับพอและแมนั้น จะไดรับการดูแล เอาใจใสที่ดีจากพอแมทั้งสองคน และในยามที่เด็กประสบกับปญหาตางๆ ในชีวิต ก็จะไดรับการชวย เหลือจากพอแมทงั้ สองคนในการใหคาํ ปรึกษาและชีแ้ นะแนวทางในการแกปญ  หาทีถ่ กู ตอง เมือ่ เปนเชน นี้ จะสงผลทําใหเด็กมีความอบอุน ซึ่งทําใหเด็กมีสภาพจิตใจที่ดีและมีความพรอมที่จะพัฒนาตนเองไป ในทุกดาน อยางไรก็ตาม เด็กที่อาศัยอยูกับบุคคลอื่น ไมวาครอบครัวจะมีฐานะยากจนหรือรํ่ารวย ตางก็มีผลการ ประเมินสมรรถนะทั้งสามดานตํ่ากวาเด็กที่อาศัยอยูกับพอและแมอยางมีนัยยะสําคัญทางสถิติ ซึ่งผล การศึกษาที่ไดนี้สะทอนใหเห็นวา ครอบครัวที่ไมมีทั้งพอและแมอยางครบถวนนั้นเปนปจจัยที่มีผลกระ ทบทางลบตอการพัฒนาทักษะทางปญญาของเด็กไทย เนื่องจากครอบครัวในลักษณะนี้ขาดพอและแม ที่ทําหนาที่ในการเลี้ยงดูและใหคําปรึกษาแกเด็ก ซึ่งอาจสงผลใหเด็กมีสภาพจิตใจที่ไมดีและมีแรงจูงใจ ที่จะทําการพัฒนาตัวเองในดานตางๆ ตํ่ากวาเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีทั้งพอและแมอาศัยอยู ดวยกัน


76

Development Economic Review

ตารางที่ 1

ผลการประมาณการสัมประสิทธิ์ของปจจัยโครงสรางครอบครัวและปจจัยอื่นๆ ตอผลคะแนน PISA ของเด็กนักเรียนไทย

˜´ªÂž¦ „µ¦°nµœ ¨´„¬–³Ã‡¦Š­¦oµŠ‡¦°‡¦´ª (°oµŠ°·Š : °µ«´¥°¥¼n„´¡n°Â¨³Â¤n) °µ«´¥°¥¼n„´¡n°®¦º°Â¤n‡œÄ—‡œ®œ¹ÉŠ °µ«´¥°¥¼n„´»‡‡¨°ºÉœ ž{‹‹´¥šµŠ—oµœ‡»–¨´„¬–³­nªœ˜´ª…°ŠÁ—È„œ´„Á¦¸¥œ Á¡«®·Š (°oµŠ°·Š : Á¡«µ¥) ¦³—´´ÊœÁ¦¸¥œ (°oµŠ°·Š : ¤´›¥¤«¹„¬µžeš¸É 1) ¤´›¥¤«¹„¬µžeš¸É 2 ¤´›¥¤«¹„¬µžeš¸É 3 ¤´›¥¤«¹„¬µžeš¸É 4 ¤´›¥¤«¹„¬µžeš¸É 5

-0.0164*** [0.006] -0.0570*** [0.005]

-0.0249*** [0.007] -0.0561*** [0.006]

-0.0154** [0.007] -0.0482*** [0.006]

0.0748*** [0.004]

-0.0161*** [0.005]

0.0117*** [0.004]

-0.1976** [0.086] -0.0917 [0.076] -0.0674 [0.075] -0.0153 [0.075]

-0.1428*** [0.049] -0.0714*** [0.024] -0.0530** [0.024] 0.0029 [0.027]

-0.2398*** [0.063] -0.1481*** [0.042] -0.1417*** [0.041] -0.0937** [0.043]

0.0171** [0.008] 0.0115 [0.034]

0.0101 [0.007] -0.0309 [0.028]

0.0176*** [0.006] 0.0369*** [0.009]

0.0114** [0.006] 0.0355*** [0.008]

-0.0041 [0.007] -0.0012 [0.008]

0.0006 [0.007] -0.0044 [0.007]

£µ¬µ®¨´„š¸Éčo¡¼—oµœ (°oµŠ°·Š : £µ¬µÅš¥„¨µŠ) £µ¬µÅš¥™·œÉ

0.0110* [0.006] £µ¬µ°ºÉœÇ -0.025 [0.027] ž{‹‹´¥šµŠ—oµœ£¼¤·®¨´Š‡¦°‡¦´ª…°ŠÁ—È„œ´„Á¦¸¥œ ‹Îµœªœ®œ´Š­º°Äœoµœ (°oµŠ°·Š : œo°¥„ªnµ 10 Á¨n¤) 11-100 Á¨n¤ 0.0174*** [0.005] ¤µ„„ªnµ 100 Á¨n¤…¹ÊœÅž 0.0324*** [0.007]

“µœ³šµŠÁ«¦¬“„·‹ (°oµŠ°·Š : ¥µ„‹œ¤µ„) ¥µ„‹œ žµœ„¨µŠ

‡³ÂœœPISA ‡–·˜«µ­˜¦r ª·š¥µ«µ­˜¦r

0.0005 [0.006] -0.0007 [0.007]


Development Economic Review

˜µ¦µŠš¸É 1 (˜n°) ¦É妪¥ ¦É妪¥¤µ„ ¦³—´„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—…°Š¡n° (°oµŠ°·Š : ŤnŗoÁ¦¸¥œ®œ´Š­º°) ž¦³™¤«¹„¬µ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œ˜oœ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥ ž¦·µ˜¦¸…¹ÊœÅž ¦³—´„µ¦«¹„¬µ­¼Š­»—…°ŠÂ¤n (°oµŠ°·Š : ŤnŗoÁ¦¸¥œ®œ´Š­º°) ž¦³™¤«¹„¬µ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œ˜oœ ¤´›¥¤«¹„¬µ˜°œž¨µ¥ ž¦·µ˜¦¸…¹ÊœÅž °µ¸¡®¨´„…°Š¡n° (°oµŠ°·Š : Ÿ¼ož¦³„°°µ¸¡Šµœ¡ºÊœ“µœ) …oµ¦µ„µ¦/Ÿ¼o‹´—„µ¦ Ÿ¼ož¦³„°ª·µ¸¡—oµœ˜nµŠÇ Á‹oµ®œoµš¸ÉÁš‡œ·‡ Á­¤¸¥œ ¡œ´„Šµœ¦·„µ¦ Ÿ¼ož’·´˜·Šµœ—oµœ„µ¦Á„¬˜¦ nµŠ e¤º° Ÿ¼o‡ª‡»¤Á‡¦ºÉ°Š‹´„¦Ã¦ŠŠµœ

-0.0008 [0.008] 0.0111 [0.010]

0.0046 [0.009] 0.0238** [0.011]

-0.0034 [0.010] 0.0109 [0.011]

-0.0277*** [0.010] -0.0112 [0.012] -0.014 [0.011] 0.0042 [0.012]

-0.0104 [0.012] 0.0057 [0.015] -0.0077 [0.014] 0.0214 [0.015]

-0.0290*** [0.011] -0.0122 [0.013] -0.0118 [0.012] 0.0002 [0.014]

0.0005 [0.010] -0.0036 [0.011] 0.0003 [0.012] 0.0125 [0.013]

0.0011 [0.011] 0.0077 [0.012] 0.0134 [0.013] 0.0428*** [0.015]

-0.006 [0.010] -0.0043 [0.011] 0.0011 [0.011] 0.02 [0.013]

0.0242*** [0.008] 0.0195** [0.010] 0.0271*** [0.010] 0.0092 [0.014] 0.0145** [0.007] 0.0118* [0.007] 0.0265*** [0.007] 0.0248*** [0.007]

0.0207** [0.009] 0.0079 [0.012] 0.0184 [0.012] 0.0082 [0.015] 0.0111 [0.009] 0.0142* [0.008] 0.0218** [0.009] 0.0152* [0.008]

0.0181** [0.009] 0.0047 [0.012] 0.0242** [0.011] 0.0006 [0.016] 0.0056 [0.008] 0.0152** [0.007] 0.0221*** [0.008] 0.0188** [0.008]

77


78

Development Economic Review

˜µ¦µŠš¸É 1 (˜n°) °µ¸¡®¨´„…°ŠÂ¤n (°oµŠ°·Š : Ÿ¼ož¦³„°°µ¸¡Šµœ¡ºÊœ“µœ) …oµ¦µ„µ¦/Ÿ¼o‹´—„µ¦

0.0169 [0.011] Ÿ¼ož¦³„°ª·µ¸¡—oµœ˜nµŠÇ 0.0163 [0.011] Á‹oµ®œoµš¸ÉÁš‡œ·‡ 0.0271** [0.011] Á­¤¸¥œ 0.0279** [0.012] ¡œ´„Šµœ¦·„µ¦ -0.004 [0.006] Ÿ¼ož’·´˜·Šµœ—oµœ„µ¦Á„¬˜¦ -0.0160* [0.009] nµŠ e¤º° 0.0089 [0.008] Ÿ¼o‡ª‡»¤Á‡¦ºÉ°Š‹´„¦Ã¦ŠŠµœ 0.0179 [0.013] ž{‹‹´¥šµŠ—oµœ‡»–¨´„¬–³…°ŠÃ¦ŠÁ¦¸¥œ …œµ—…°ŠÃ¦ŠÁ¦¸¥œ (°oµŠ°·Š : œo°¥„ªnµ 120 ‡œ) 121-200 ‡œ 0.0018 [0.039] 201-300 ‡œ 0.009 [0.028] 301-499 ‡œ -0.007 [0.024] 500-1,499 ‡œ 0.0083 [0.023] 1,500-2,499 ‡œ 0.0328 [0.025] ¤µ„„ªnµ 2,500 ‡œ…¹ÊœÅž 0.0660** [0.027] ž¦³Á£š…°ŠÃ¦ŠÁ¦¸¥œ (°oµŠ°·Š : æŠÁ¦¸¥œ¦´“µ¨) æŠÁ¦¸¥œÁ°„œš¸Éŗo¦´ÁŠ·œ­œ´­œ»œ‹µ„¦´“µ¨ -0.025 [0.016] æŠÁ¦¸¥œÁ°„œš¸ÉŤnŗo¦´ÁŠ·œ­œ´­œ»œ‹µ„¦´“µ¨ -0.0229 [0.028]

0.0088 [0.012] 0.0048 [0.013] 0.0155 [0.012] 0.0183 [0.014] -0.0072 [0.008] -0.0086 [0.010] 0.0139 [0.010] 0.0068 [0.014]

0.0174 [0.012] 0.0151 [0.012] 0.0186 [0.013] 0.0258** [0.013] -0.0054 [0.007] -0.0181* [0.010] 0.0085 [0.009] 0.0019 [0.015]

0.0481 [0.061] 0.0765* [0.043] -0.0154 [0.036] -0.0093 [0.034] 0.0156 [0.036] 0.0475 [0.036]

0.028 [0.048] 0.0072 [0.034] -0.0354 [0.029] -0.0229 [0.029] -0.0016 [0.031] 0.0257 [0.033]

-0.0232 [0.019] -0.0098 [0.029]

-0.0252 [0.017] -0.0382 [0.026]


Development Economic Review

˜µ¦µŠš¸É 1 (˜n°) š¸É˜´ÊŠ…°ŠÃ¦ŠÁ¦¸¥œ (°oµŠ°·Š : œš) Á¤º°Š Á¤º°ŠÄ®n „µ¦¤¸Ã¦ŠÁ¦¸¥œ°ºÉœ°¥¼nĜ¡ºÊœš¸É (°oµŠ°·Š : Ťn¤¸) ¤¸ 1 æŠÁ¦¸¥œ

0.0155* [0.009] 0.0345** [0.015]

0.0172* [0.010] 0.0561*** [0.019]

0.0206** [0.010] 0.0519*** [0.017]

0.0213* 0.0318* 0.0336** [0.013] [0.018] [0.015] ¤¸¤µ„„ªnµ 2 æŠÁ¦¸¥œ…¹ÊœÅž 0.0088 0.0096 0.0064 [0.011] [0.016] [0.013] 0.0077* 0.0090** 0.0106** —´œ¸‡»–£µ¡š¦´¡¥µ„¦„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œÄœÃ¦ŠÁ¦¸¥œ [0.004] [0.004] [0.004] ž{‹‹´¥šµŠ—oµœ‡»–¨´„¬–³…°ŠÃ¦ŠÁ¦¸¥œ ­´—­nªœœ´„Á¦¸¥œ˜n°‡¦¼ 1 ‡œ -0.0009 -0.0006 -0.0007 [0.001] [0.001] [0.001] ­´—­nªœ‡¦¼š¸É¤¸ž¦³„µ«œ¸¥´˜¦ª·µ¸¡‡¦¼ -0.0174 -0.0239 -0.0105 [0.034] [0.033] [0.038] ­´—­nªœ‡¦¼š¸ÉÁ¦¸¥œ‹ž¦·µ˜¦¸…¹ÊœÅž 0.2327** 0.2767** 0.2816** [0.090] [0.131] [0.141] ¤¸„µ¦Ážd—ÁŸ¥…o°¤¼¨Ÿ¨„µ¦Á¦¸¥œ (°oµŠ°·Š : Ťn¤¸) -0.0068 -0.0046 -0.0123 [0.009] [0.011] [0.010] ¤¸„µ¦˜·—˜µ¤ž¦³Á¤·œŸ¨ (°oµŠ°·Š : Ťn¤¸) -0.0135 -0.011 -0.0118 [0.015] [0.013] [0.010] „µ¦¤¸­nªœ¦nª¤Â¨³Â¦Š„——´œ‹µ„Ÿ¼ož„‡¦°ŠÄœÁ¦ºÉ°ŠŸ¨„µ¦Á¦¸¥œ…°Šœ´„Á¦¸¥œ (°oµŠ°·Š : Ťn¤¸) ¤¸­nªœ¦nª¤œo°¥ -0.0022 -0.0181 -0.011 [0.010] [0.013] [0.011] ¤¸­nªœ¦nª¤¤µ„ -0.0005 -0.0096 -0.0143 [0.010] [0.013] [0.011]

79


80

Development Economic Review

˜µ¦µŠš¸É 1 (˜n°) ­£µ¡Âª—¨o°¤ÄœÃ¦ŠÁ¦¸¥œ(°oµŠ°·Š : Ťn¤¸) ¤¸‡¦¼š¸É‡µ—®ª´ŠšµŠª·µ„µ¦…°Šœ´„Á¦¸¥œ˜Éε ¤¸‡¦¼š¸É¤¸‡ªµ¤­´¤¡´œ›r„´œ´„Á¦¸¥œÅ¤n—¸ ¤¸‡¦¼Å¤nÄ­nċ™¹Š‡ªµ¤˜o°Š„µ¦…°Šœ´„Á¦¸¥œ ¤¸‡¦¼š¸ÉÁ…o¤Šª—„´œ´„Á¦¸¥œ¤µ„Á„·œÅž ¤¸‡¦¼Å¤n­œ´­œ»œœ´„Á¦¸¥œÄ®oÁ¦¸¥œÅ—o°¥nµŠÁ˜È¤«´„¥£µ¡ ¤¸‡¦¼…µ—­°œ ž{‹‹´¥šµŠ—oµœ‡»–¨´„¬–³…°ŠÃ¦ŠÁ¦¸¥œ —´œ¸‡ªµ¤¤¸°·­¦³Äœ„µ¦¦·®µ¦Šž¦³¤µ– —´œ¸‡ªµ¤¤¸°·­¦³Äœ„µ¦¦·®µ¦®¨´„­¼˜¦ Áª¨µÁ¦¸¥œª·µ£µ¬µÅš¥ (œµš¸˜n°­´ž—µ®r) Áª¨µÁ¦¸¥œª·µ‡–·˜«µ­˜¦r (œµš¸˜n°­´ž—µ®r) Áª¨µÁ¦¸¥œª·µª·š¥µ«µ­˜¦r (œµš¸˜n°­´ž—µ®r) ‡ª‡»¤˜´ªÂž¦že 2012 ‡nµ‡Šš¸É R-squared ‹Îµœªœ˜´ª°¥nµŠ (‡œ)

-0.0252** [0.010] -0.0019 [0.011] 0.0174 [0.011] -0.0097 [0.008] -0.0264* [0.014] 0.0056 [0.015]

-0.0236** [0.011] -0.0062 [0.013] 0.0114 [0.012] -0.0047 [0.010] -0.0111 [0.017] -0.007 [0.016]

-0.0193 [0.012] 0.0023 [0.012] 0.0222 [0.014] -0.0037 [0.009] -0.0208 [0.015] -0.008 [0.015]

-0.0005 [0.004] 0.0063 [0.005] 0.0001 [0.001] 0.0003*** [0.001] 0.0001*** [0.001] 0.0378*** [0.008] 5.7661*** [0.121] 0.44 6,343

-0.0023 [0.005] 0.0056 [0.006] 0.0001 [0.001] 0.0003*** [0.001] 0.0002*** [0.001] 0.0114 [0.009] 5.7250*** [0.133] 0.35 6,343

-0.0023 [0.004] 0.0047 [0.006] 0.0001 [0.001] 0.0003*** [0.001] 0.0002*** [0.001] 0.0413*** [0.008] 5.8653*** [0.140] 0.33 6,343

®¤µ¥Á®˜»: * ¤¸œ´¥­Îµ‡´šµŠ­™·˜·š¸É 10% ** ¤¸œ´¥­Îµ‡´š¸É 5% *** ¤¸œ´¥­Îµ‡´šµŠ­™·˜·š¸É 1% ‡nµÄœªŠÁ¨È‡º°‡nµ­nªœÁ¸É¥ŠÁœ¤µ˜¦“µœ (Standard Error)


Development Economic Review

81

5. บทสรุป การศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพื่อทําการวิเคราะหและประมาณการผลกระทบของโครงสรางครอบครัวที่มี ตอการพัฒนาทักษะทางปญญาของเด็กในอนาคต ผลการศึกษาพบวา การอาศัยอยูในครอบครัวที่มีพอ แมไมครบถวนนัน้ สงผลทางลบอยางมีนยั สําคัญทางสถิตติ อ ผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของเด็กในทุกดาน จากการประมาณการวา เด็กที่อาศัยอยูกับพอหรือแมคนใดคนหนึ่งจะมีผลการประเมินสมรรถนะทาง ดานการอาน ดานคณิตศาสตร และดานวิทยาศาสตรตาํ่ กวาเมือ่ เปรียบเทียบกับเด็กทีอ่ าศัยอยูก บั พอแม ประมาณรอยละ 1.64 และรอยละ 2.49 และรอยละ 1.54 ตามลําดับ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ในขณะ ทีเ่ ด็กทีไ่ มอาศัยอยูก บั ทัง้ พอและแมนนั้ ก็มผี ลการประเมินสมรรถนะทัง้ สามดานตํา่ กวาเด็กทีอ่ าศัยอยูก บั พอแมเชนเดียวกัน โดยมีผลการประเมินสมรรถนะทางดานการอาน คณิตศาสตร และวิทยาศาสตรตํ่า กวาประมาณรอยละ 5.70 และรอยละ 5.61 และรอยละ 4.82 ตามลําดับ ผลที่คนพบนี้ตอบสนองไปใน แนวทางเดียวกับการศึกษาอืน่ ทีไ่ ดทาํ ขึน้ ในตางประเทศวา ครอบครัวทีม่ พี อ แมไมครบถวน ไมวา จะเปน ครอบครัวเลีย้ งเดีย่ วหรือครอบครัวทีไ่ มมที งั้ พอและแมนนั้ ตางก็ไมสง ผลดีตอ การพัฒนาทักษะทางปญญา ของเด็กในอนาคต นอกจากนี้เมื่อทําการประมาณการผลกระทบของโครงสรางครอบครัวที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ของเด็กในอนาคต โดยจําแนกตามฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว พบวา เด็กที่อาศัยอยูกับพอหรือ แมคนใดคนหนึ่งจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทางดานคณิตศาสตรดีขึ้น ถาครอบครัวมีฐานะรํ่ารวย ผล ที่ไดนี้มีนัยวา ถาครอบครัวที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูง ผูปกครองเด็กในครอบครัวนี้ก็ยอมมีความ สามารถในการจัดหาและลงทุนในทรัพยากรทางดานการศึกษาใหกับเด็กเพิ่มขึ้น ซึ่งเปนปจจัยสําคัญที่ ชวยทําใหเกิดสภาพแวดลอมแหงการเรียนรูในครอบครัวซึ่งจะนําไปสูการพัฒนาทักษะทางปญญาของ เด็กในอนาคต ในทางตรงขาม ถาเด็กไมไดอาศัยอยูกับพอแม ไมวาครอบครัวจะมีฐานะรํ่ารวยมากเทา ไหร ก็ไมเปนผลดีที่ชวยทําใหเด็กมีการพัฒนาทักษะทางปญญาใหดีขึ้นได จากผลการศึกษานี้แสดงใหเห็นวา ปจจัยจากการอยูอาศัยในครอบครัว ซึ่งรวมไปถึงความอบอุนใน ครอบครัวเปนปจจัยทีส่ าํ คัญประการหนึง่ ตอผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของผูเ รียน ในกรณีของครอบครัว ที่เด็กไมไดมีพอหรือแมอยูดวย โรงเรียนควรใหความสนใจกับเด็กกลุมนี้เปนพิเศษโดยเขามาชวยเหลือ เด็กกลุมนี้เนื่องจากสภาพแวดลอมในบานของเด็กเหลานี้นั้นไมเอื้อตอการพัฒนาทางดานการเรียน เทากับเด็กที่อาศัยอยูรวมกันทั้งพอและแม ในสวนของขอจํากัดของการศึกษานีค้ อื การขาดขอมูลรายบุคคลทีเ่ ปนขอมูลการสํารวจซํา้ (Panel Data) เหมือนงานศึกษาในตางประเทศซึ่งเปนการสํารวจที่มีระยะเวลาและสามารถที่จะศึกษาดูแนวโนมของ ผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาของนักเรียนไดอยางตอเนือ่ ง นอกจากนีง้ านศึกษาชิน้ นีย้ งั ทําเพียงการประเมิน ทักษะทางดานสติปญ  ญาจากผลของคะแนนสอบเทานัน้ ไมไดประเมินทักษะทางดานพฤติกรรมของเด็ก คนนั้นดวย เชน ทักษะในการทํางานรวมกับผูอื่น ทักษะในการคิดบวก และการแสดงพฤติกรรมที่ไมพึง


82

Development Economic Review

ประสงคตา งๆ เปนตน การเก็บขอมูลในลักษณะนีจ้ ะชวยทําใหการประมาณการผลกระทบของโครงสราง ครอบครัวทีม่ ตี อ การพัฒนาทักษะทางปญญาและทักษะทางดานพฤติกรรมอืน่ ๆ ไดอยางมีความแมนยํา มากขึ้น ซึ่งนําไปสูการสรางขอเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพได บรรณานุกรม Amato, P. (2005). The impact of family formation change on the cognitive, social, and emotional well-being of the next generation.The Future of Children, 15(2), 75-96. Chilton, R.,& Markle, G. (1972).Family disruption, delinquent conduct and the effect of subclas sification. American Sociological Review, 37(1), 93-99. Fasih, T. (2008). Linking Education Policy to Labor Market Outcomes. Washington D.C.: The World Bank. Ginther, D.,& Pollak, R. (2004).Family structure and children’s educational outcomes: Blended families, stylized facts, and descriptive regressions. Demography, 41(4), 671-696. Ghazarian, S.R. & Buehler, C. (2010).Interparental conflict and academic achievement: An examination of mediating and moderating factors. Journal of Youth and Adolescence, 39(1), 23-35. Ham, B. (2004). The effects of divorce and remarriage on the academic achievement of high school seniors. Journal of Divorce & Remarriage, 42(1-2), 159-178. Hampden-Thompson, G. (2013). Family policy, family structure, and children’s educational achievement.Social Science Research, 42(3), 804-817. McLanahan, S. & Sandefur, G. (1994).Growing Up with a Single Parent: What Hurts, What Helps.Cambridge: Harvard University Press. Miller, P. (1997). Family structure, personality, drinking, smoking and illicit drug use: a study of UK teenagers. Drug and Alcohol Dependence, 45(1-2), 121-129. Moore, M. R. & Chase-Lansdale, P. L. (2001). Sexual intercourse and pregnancy among African American girls in high-poverty neighborhoods: The role of family and perceived community environment. Journal of Marriage and Family, 63(4), 1146-1157. Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD). (2009). PISA Data Analysis Manual: SPSS. Second Edition. Retrieved May 1, 2014 from http://www.oecd.org/ pisa/home.


Development Economic Review

83

Painter, G. & Levine, D. (2000). Family structure and youths’ outcomes: Which correlations are causal?.The Journal of Human Resources, 35(3), 524-549. Pong, S., Dronkers, J., & Hampden-Thompson, G. (2003). Family policies and children’s school achievement in single- versus two-parent Families. Journal of Marriage and Family, 65(3), 681-699. Ram, B. & Hou, F. (2003).Changes in family structure and child outcomes: Roles of economic and familial resources.The Policy Studies Journal, 31(3), 309-330. Rodgers, B. & Pryor, J. (1998). Divorce and Separation: The Outcomes for Children. York: Joseph Rowntree Foundation. Sandefur, G.D., Mclanahan, S., & Wojtkiewicz, R. A. (1992). The effects of parental marital status during adolescence on high school graduation. Social Forces,71(1), 103-121. Schneider, B., Atteberry, A. & Owens, A. (2005).Family Matters: Family Structure and Child Outcomes. Birmingham: Alabama Policy Institute.


84

พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน ปที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2559)

Development Economic Review

การศึกษาความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุง การใหบริการของการรถไฟแหงประเทศไทย กองภพ โนนสืบเผา* อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ**

บทคัดยอ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อประเมินมูลคาความเต็มใจจะจายของผูโดยสารชาวไทยและชาวตางชาติที่ โดยสารขบวนรถไฟชัน้ 2 เพือ่ การปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ ดวยวิธสี มมติ เหตุการณ โดยใชรูปแบบคําถามปลายปดครั้งเดียว โดยจัดเก็บกลุมตัวอยางจํานวน 900 ตัวอยาง แบง เปนผูโดยสารชาวไทย 600 ตัวอยาง และผูโดยสารชาวตางชาติจํานวน 300 ตัวอยาง ผลการศึกษาพบ วา ในดานการปรับปรุงเรือ่ งความสะอาดบนขบวนรถไฟ ผูโ ดยสารชาวไทยมีความเต็มใจจะจายเพิม่ จาก คาโดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 296.80 บาทตอคน สําหรับชาวตางชาติมีความ เต็มใจจะจายเพิ่มจากคาโดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 527.10 บาทตอคน สวน ดานการปรับปรุงเรือ่ งความปลอดภัยบนขบวนรถไฟนัน้ ผูโ ดยสารชาวไทยมีความเต็มใจจะจายเพิม่ จาก คาโดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 241.02 บาทตอคน สําหรับชาวตางชาติมีความ เต็มใจจะจายเพิ่มจากคาโดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 387.07 บาทตอคน

คําสําคัญ:

ความเต็มใจจะจาย, วิธีสมมติเหตุการณ, การปรับปรุงความสะอาด, การรถไฟแหง ประเทศไทย

* วิศวกร 8 การรถไฟแหงประเทศไทย เลขที่ 700 ถนนนิคมมักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กทม 10400 - Emai:lkongphop1984@ hotmail.com ** รองศาสตราจารย ประจําคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร ถนนเสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะป กทม10240 - Email: udomsak.s@nida.ac.th


Economic Review DevelopmentDevelopment Economic Review 85 Volume 10 No.1 (January 2016)

A Willingness to Pay for Service Improvement of Railway Authority of Thailand Kongphop Nonseubphow* Udomsak Seenprachawong**

Abstract This paper aims estimating a willingness to pay for cleanliness and safety improvement on the second class passenger train in the State Railway Authority of Thailand. A contingent valuation survey was carried out during the period December 2013 to April 2014. From 900 respondents (600 Thais and 300 foreigners) on the second class passenger train, our results show that Thai passengers are willing to pay an extra fare of 296.80 baht per person for the cleanliness improvement on the second class passenger train. International passengers are willing to pay an extra fare of 527.10 baht per person. Regarding to the safety improvement on the second class passenger train, Thai passengers are willing to pay an additional fare of 241.02 baht per person. International passengers are willing to pay an additional fare of 387.07 baht per person.

Keywords: Willingness to Pay, Contingent Valuation Method, Cleanliness Improvement, Railway Authority of Thailand * Engineer (Level 8), State Railway of Thailand, 700 Nikom Makkasan Road, Makkasan, Ratchtaevee, Bangkok 10400, Thailand- Emai:lkongphop1984@hotmail.com ** Associate Professor of Economics, Graduate School of Development Economics, National Institute of Development Administration, Serithai Road, Klong-Chan, Bangkapi, Bangkok 10240, Thailand. Email: udomsak.s@nida.ac.th


86

Development Economic Review

1. ที่มาและความสําคัญของปญหา การรถไฟแหงประเทศไทยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแหงประเทศไทย พ.ศ.2494 ซึ่งการ รถไฟฯเปนหนึง่ ในรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปการภายใตสงั กัดกระทรวงคมนาคม โดยในแผนปฏิบตั ิ การป 2556 นัน้ ไดมกี ารกําหนดวิสยั ทัศนคอื “มุง สูค วามเปนเลิศในการใหบริการระบบทีส่ ะดวก ตรงเวลา และปลอดภัย” และมีพันธกิจคือ มุงเนนการใหบริการที่ตอบสนองตอความตองการของผูใชบริการเพื่อ สรางรายไดและผลกําไรใหแกองคกรรวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการใหบริการอยางตอเนื่องเพื่อ เปนทางเลือกในการขนสงที่มีประสิทธิภาพ แตในสภาวะปจจุบันนั้นผูใชบริการมีทางเลือกในการเดิน ทางมากขึ้น ไมวาจะเปนการเดินทางโดยเครื่องบิน รถทัวร รถตู หรือรถยนตสวนตัว ทําใหการเดินทาง โดยรถไฟนั้นมีจํานวนลดลง ซึ่งสงผลใหรายไดลดลงดวย ตารางที่ 1 แสดงปริมาณผูโดยสารและรายไดจากการโดยสาร ในปงบประมาณ พ.ศ.2551-2555 žeŠž¦³¤µ– ž¦·¤µ–Ÿ¼o×¥­µ¦ (¨oµœ‡œ) ¦µ¥Å—o (¨oµœµš)

2551 46.61 4,198.62

2552 47.49 4,353.84

2553 45.12 4,052.79

2554 45.48 4,322.79

2555 40.81 4,208.45

š¸É¤µ : „µ¦¦™Å¢Â®nŠž¦³Áš«Åš¥ (www.railway.co.th Á¤ºÉ°ª´œš¸É 22 ¡.¥.2556)

จากทางเลือกในการเดินทางทีม่ คี วามหลากหลายมากขึน้ ผูใ ชบริการจึงเลือกการเดินทางทีท่ าํ ใหตวั เอง ไดรับความพอใจสูงสุด จึงทําใหการเดินทางโดยรถไฟนั้นไมใชทางเลือกหลัก และสาเหตุหลักที่ทําใหผู ใชบริการตัดสินใจเลือกการเดินทางดวยรถไฟนอยลงก็คอื ขบวนรถไฟออกจากตนทางและถึงปลายทาง ลาชากวากําหนดเปนจํานวนทีบ่ อ ยครัง้ และสาเหตุอกี ประการทีส่ าํ คัญทีผ่ ใู ชบริการไมเลือกเดินทางหรือ หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถไฟนั้นก็คือ เรื่องความสะอาดบนขบวนรถไฟที่ไมไดมาตรฐาน ปราศจาก สุขอนามัยที่ดี โดยเฉพาะขบวนรถไฟชั้นสาม ไมวาจะเปนที่นั่งโดยสาร พื้น หนาตาง รวมไปถึงหองนํ้า และหองสุขาที่ไมไดสุขลักษณะ ไมมีการกักเก็บของเสีย และไมมีระบบจัดการกลิ่นที่เหมาะสม ทําใหผู ใชบริการสวนใหญเห็นพองตองกันวาควรตองมีการปรับปรุงอยางเรงดวน แตการทีข่ บวนรถไฟทีส่ กปรก ไมไดมาตรฐานและปราศจากสุขอนามัยที่ดีนั้นก็มาจาก 2 ปจจัยหลักคือ 1) จากตัวผูโ ดยสารเอง ซึง่ รวมไปถึงเหลาพอคาแมคา ทีข่ ายของบนขบวนรถไฟดวย ทีเ่ กิดความมัก งาย ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลตาง ๆ บนขบวนรถไฟ 2) จากตัวพนักงานของการรถไฟฯ ที่ขาดความเอาใจใสและไมเขมงวดเรื่องความสะอาดบนขบวน รถไฟ


Development Economic Review

87

ปญหาอีกประการหนึ่งที่สําคัญคือปญหาในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินขณะที่เดินทางอยู บนขบวนรถที่ไมไดเกิดจากเหตุสุดวิสัย เชน การปองกันภัยจากโจรขโมยสัมภาระในขณะที่ผูโดยสาร นอนหลับ รวมไปถึงการกรีด ลวงกระเปา เปนตน รูปที่ 1 หองนํ้าและหองสุขาของรถไฟไทยในปจจุบันที่ไมไดมาตรฐานและเปนระบบเปด

แตอยางไรก็ตาม เมือ่ วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ทีผ่ า นมา การรถไฟแหงประเทศไทยไดขอเสนอปรับ เพิ่มราคาคาโดยสารชั้น 3 ในอัตรารอยละ 10 ซึ่งจะทําใหการรถไฟฯจะมีรายไดเพิ่มขึ้นปละ 190 ลาน บาท แตวาทางรัฐบาลมีมติไมอนุมัติใหขึ้นราคา โดยที่ใหเหตุผลวาการรถไฟฯตองไปปรับปรุงคุณภาพ และการบริการใหดีขึ้น ซึ่งหนึ่งในปญหาหลักที่ทางรัฐบาลไมอนุมัตินั้นก็คือ เรื่องความสะอาดและความ ปลอดภัยบนขบวนรถไฟที่ยังไมไดมีการปรับปรุงใหดีขึ้น จากปญหาทีห่ ลากหลายทีส่ ะสมมานานของการรถไฟฯ จึงเปนประเด็นมากมายทีท่ าํ ใหมรี ายการโทรทัศน ใหความสนใจเขาไปเก็บขอมูลและเผยแพรใหกับประชาชนภายนอกไดเขาใจถึงปญหาที่เกิดขึ้นกับการ รถไฟแหงประเทศไทย40 นอกจากนี้ ในป 2558 ที่ประเทศไทยจะกาวเขาสูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึง่ ก็จะมีผคู นหลากหลายเชือ้ ชาติทจี่ ะหลัง่ ไหลเขามาในประเทศไทย จึงทําใหเกิดการเปรียบเทียบระบบ

40 ซึง่ รายการเปดปม ชองไทยพีบเี อสเปนหนึง่ ในรายการทีเ่ ขาไปคลุกคลีกบั ปญหาทีเ่ กิดขึน้ ออกอากาศเมือ่ วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2556 ชวงเวลา 22.30 น.- 23.30 น. ซึง่ รายการไดไปสัมภาษณกบั ผูโ ดยสารทีอ่ ยูบ นขบวนรถไฟถึงปญหาทีเ่ กิดขึน้ กับการรถไฟฯ จากการ สัมภาษณดงั กลาวผูโ ดยสารสวนใหญใหความเห็นเกีย่ วกับการปรับปรุงในเรือ่ งของความสะอาด โดยเฉพาะอยางยิง่ หองนํา้ และหอง สุขา และยังไดใหสมั ภาษณกบั รายการอีกวาจะยินยอมจายเงินเพิม่ ขึน้ เพือ่ ทีจ่ ะไดหอ งนํา้ และหองสุขาทีส่ ะอาดกวาทีเ่ ปนอยูใ นปจจุบนั


88

Development Economic Review

การขนสง โดยเฉพาะรถไฟที่ประเทศไทยยังลาหลังรวมไปถึงระบบสุขอนามัยที่ไมไดมาตรฐานเทียบ เทากับประเทศในอาเซียน ทําใหรถไฟไทยควรจะตองมีการปรับปรุงครั้งใหญเพื่อสรางภาพลักษณที่ดี รวมไปถึงเปนการดึงผูใ ชบริการหันกลับมาเลือกเดินทางโดยรถไฟมากขึน้ ซึง่ จะสงผลตอรายไดทจี่ ะเพิม่ ขึ้นดวยจากปญหาที่กลาวมาขางตน ทัง้ นี้ งานศึกษาเกีย่ วกับการปรับปรุงพัฒนาการใหบริการของระบบขนสงทีม่ อี ยูใ นปจจุบนั สามารถแยก ไดเปน 2 กลุม คือ 1) งานศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจของผูโดยสารตอระบบขนสงและ 2) งานวิจัยที่ เกีย่ วของกับการศึกษาความเต็มใจทีจ่ ะจายเพือ่ การปรับปรุงคุณภาพของระบบขนสงตัวอยางงานศึกษา เกี่ยวกับความพึงพอใจของผูโดยสารตอระบบขนสงในประเทศไทยสวนใหญจะเกี่ยวของกับผลิตภัณฑ ที่เกี่ยวของกับบริการรถไฟ ดังเชนงานศึกษาของ มาริสา เจริญไพศาลสัตย (2553) และ ธีรภัทร วีระ วัฒนโสภณ (2555) ทีไ่ ดศกึ ษาความพึงพอใจ ลักษณะการใชบริการความคิดเห็นและขอเสนอแนะตางๆ ของผูโ ดยสารทีม่ ตี อ การใชบริการรถไฟ จากการศึกษาพบวา ในดานผลิตภัณฑผโู ดยสารมีความพึงพอใจ ตามลําดับดังนี้ ระบบระบายอากาศ สภาพที่นั่ง สภาพที่นอนและความสะอาดของรถความสะอาดทาง เดินหนาตางประตู สภาพทีเ่ ก็บสัมภาระและสภาพหองสุขานอยทีส่ ดุ นัน่ แสดงใหเห็นวาควรจะตองมีการ ทําความสะอาดโดยเฉพาะหองนํ้าหรือหองสุขาใหบอยครั้งขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานศึกษาของ โสภิดา โสพิณ (2555) ที่ไดศึกษาเกี่ยวกับปจจัยที่มีอิทธิพลตอการเลือก ใชบริการรถไฟ ผลการศึกษาพบวาในดานยานพาหนะปญหาที่พบมากที่สุดคือรถไฟถึงที่หมายชากวา กําหนดรองลงมาคือรถไฟออกชากวากําหนด หองนํา้ ไมสะอาด รถไฟมีสภาพเกาเบาะทีน่ งั่ ไมสะอาดและ นอยที่สุดคือ เบาะแคบเกินไป ถึงแมวา งานวิจยั ทีเ่ กีย่ วของกับการศึกษาความเต็มใจทีจ่ ะจายเพือ่ การปรับปรุงคุณภาพของระบบขนสง ในประเทศไทยยังมีการศึกษานอยมากก็ตาม แตในตางประเทศมีงานวิจัยลักษณะนี้คอนขางมากเชน งานศึกษาของ Francisco (2010) และ Carlsson and Johansson-Stenman (2000) ที่ไดศึกษาความ เต็มใจที่จะจายของครัวเรือนสําหรับการโดยสารรถโดยสารสาธารณะที่ปลอยมลพิษตํ่าเพื่อคุณภาพ อากาศที่ดีขึ้นนอกจากนี้ยังมีงานศึกษาความเต็มใจที่จะจายสําหรับการลดเวลาสูญเสียของผูใชบริการ รถไฟ (Takada & Fujiu, 2010) และงานศึกษาความเต็มใจจะจายของผูโดยสารรถไฟมวลชนสาธารณะ เพื่อลดความแออัดในขบวนรถและลดความคับคั่งของผูโดยสารในบริเวณชานชาลา (Zheng & Hensher, 2011) จากงานวิจัยที่ไดทบทวนมาขางตน ทําใหสรุปไดวา การศึกษาเรื่องการปรับปรุงระบบขนสงสาธารณะ นัน้ สามารถทําไดทงั้ แบบเชิงคุณภาพและแบบเชิงปริมาณ งานวิจยั ทีศ่ กึ ษาความพึงพอใจของผูโ ดยสาร เหลานีจ้ ดั วาเปนการวิจยั เชิงคุณภาพ เพราะไมไดใชแบบจําลองทางคณิตศาสตร ในขณะทีง่ านวิจยั เกีย่ ว กับความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงระบบขนสงสาธารณะจัดวาเปนการวิจัยเชิงปริมาณ เพราะไดใช แบบจําลองทางเศรษฐมิติเพื่ออธิบายความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระตางๆ ที่มีผลตอคาความเต็มใจ


Development Economic Review

89

จะจาย งานวิจัยแบบเชิงปริมาณสามารถใหขอมูลที่เปนประโยชนตอการดําเนินนโยบายตอไปได การ ศึกษาในครั้งนี้จะใชวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเทคนิคสมมติเหตุการณเพื่อหาคาความเต็มใจจะจายของผู โดยสารเพื่อการปรับปรุงการใหบริการของการรถไฟฯ ดังนัน้ เพือ่ เปนการสรางภาพลักษณทดี่ ขี องรถไฟ การศึกษานีม้ วี ตั ถุประสงคเพือ่ ประมาณการความเต็มใจ จะจาย (Willingness to Pay) สําหรับการปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวนรถไฟโดย ไดเลือกการสํารวจกลุมตัวอยางของผูโดยสารบนขบวนรถไฟของผูโดยสารชั้น 2 ทั้งชาวไทยและชาว ตางประเทศโดยเลือกเสนทางที่จะทําการเก็บตัวอยางจํานวน 3 เสนทาง คือ กรุงเทพฯ– เชียงใหม – กรุงเทพฯ,กรุงเทพฯ– หาดใหญ– กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ – หนองคาย– กรุงเทพฯ ในสวนตอไป (สวนที่ 2) จะอธิบายแบบจําลองทีใ่ ชในการศึกษา สวนที่ 3 จะเปนวิธกี ารศึกษาและผลการ ศึกษา และสวนที่ 4 จะเปนการสรุปผลการศึกษา 2. แบบจําลองที่ใชในการศึกษา การวัดคาความเต็มใจจะจายเพือ่ การปรับปรุงบริการของการรถไฟฯจะใชแบบจําลองผลตางอรรถประโยชน (Utility Difference Model) ของ Hanemann (1984) ทีไ่ ดอธิบายวา อรรถประโยชนทางออมของผูบ ริโภค ขึน้ อยูก บั รายได (M) คาโดยสาร (Bid) คุณภาพของบริการ (Q) และตัวแปรควบคุม (S) โดยหากผูโ ดยสาร ยินดีจา ยคาโดยสารทีส่ งู ขึน้ เพือ่ ใหไดรบั การบริการทีด่ ขี นึ้ นัน่ คือ อรรถประโยชนทางออมทีร่ ะดับ V1 จะ มีคาสูงกวาอรรถประโยชนทางออมที่ระดับ V0 ดังที่แสดงอยูในสมการที่ (1) V1 ( M  Bid , Q1; S ) ! V0 ( M  0, Q 0 ; S )

(1)

ดังนัน้ จะไดวา ความนาจะเปนทีผ่ โู ดยสารยินดีจะจายคาโดยสารทีเ่ พิม่ ขึน้ เพือ่ ใหไดรบั การบริการทีด่ ขี นึ้ (นั่นคือ Q1 > Q0) สามารถเขียนเปนสมการทางคณิตศาสตรดังนี้ Pr ob( yes)

Pr ob(V1 ( M  Bid , Q1 )  H1 ! V0 ( M  0, Q 0 )  H 0 )

(2)

ในที่นี้  0 และ  1 คือ ตัวแปรสุมตามแบบจําลองอรรถประโยชนโดยสุม (Random Utility Model) และ สมมติใหมีการแจกแจงแบบโลจิสติก (Logistic Distribution) จะไดวา Pr ob( yes)

1 1  e 'v

(3)


90 โดยที่

Development Economic Review

v  V1  V0

และเมื่ อ กํ า หนดให อ รรถประโยชน ท างอ อ มเป น แบบเชิ ง เส น ตรง จะได ว  า

v      Bid    k S k

โดยมีคา  ,  ,  k เปนคาพารามิเตอรในฟงกชันอรรถประโยชนทาง ออม ซึ่งจะประมาณคาตางๆ เหลานี้ไดจากสมการที่ (4) ดังนี้ Pr ob( yes) ) D  E ˜ Bid  ¦ J k S k Log ( 1  Pr ob( yes)

(4)

เมือ่ ไดคา ประมาณของพารามิเตอรตา งๆ มาแลว ก็จะสามารถคํานวณคาความเต็มใจจะจายเฉลีย่ ไดจาก สมการที่ (5) ดังนี้ ความเต็มใจจะจายเฉลี่ยตอคน =

D  ¦ J k Sk E

(5)

3. การเก็บขอมูล สําหรับในงานวิจัยนี้ จะประมาณคาความเต็มใจจะจายของผูโดยสารในสองประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง เปนการหาความเต็มใจจะจายคาโดยสารทีเ่ พิม่ ขึน้ เพือ่ ใหมกี ารปรับปรุงดานความสะอาดบนขบวนรถไฟ และประเด็นที่สอง เปนการหาความเต็มใจจะจายคาโดยสารที่เพิ่มขึ้นเพื่อใหมีการปรับปรุงดานความ ปลอดภัยบนขบวนรถไฟ การศึกษาในครั้งนี้มีตัวแปรควบคุมดังนี้ • เพศของผูตอบแบบสอบถาม (sex) โดย 1 = เพศชาย และ 0 = เพศหญิง • สถานภาพสมรส (sta) ของผูตอบแบบสอบถาม • อายุของผูตอบแบบสอบถาม (age) • จํานวนปที่ไดรับการศึกษา (edu) ของผูตอบแบบสอบถาม • ระดับรายได (inc) ของผูตอบแบบสอบถาม • ความถี่ในการใชบริการรถไฟแบงออกเปนเฉลี่ยสัปดาหละ 1-2 ครั้ง (fre1) เฉลี่ยเดือนละ ครั้ง (fre2) เฉลี่ย 3 เดือนครั้ง (fre3) เฉลี่ย 6 เดือนครั้ง (fre4) และเฉลี่ยปละครั้ง (fre5) • ความกังวลใจหรือความไมสะดวกที่ผูตอบแบบสอบถามไดรับเกี่ยวกับเรื่องของหองนํ้า ไมวาจะเปนความสะอาด กลิ่น ในขณะเดินทางโดยรถไฟ (con1) โดยที่ 0 = ไมมี และ 1 มีความกังวล • ความกังวลใจหรือความไมสะดวกที่ผูตอบแบบสอบถามไดรับเกี่ยวกับเรื่องของความ ปลอดภัยในขณะเดินทางบนขบวนรถไฟ (con2) เชน ถูกขโมยของ กระเปา เปนตน โดยที่ 0 = ไมมี และ 1 มีความกังวล • จํานวนครัง้ เฉลีย่ ในการใชบริการหองนํา้ ของผูต อบแบบสอบถามแบงออกเปนไมไดใชเลย (use1) ใชจํานวน 1 ครั้ง (use2) ใชจํานวน 2 ครั้ง (use3) และใชมากกวา 2 ครั้ง (use4)


Development Economic Review

91

การศึกษาความเต็มใจจะจายของผูโดยสารเพื่อการปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวน รถไฟไดใชวิธีการสัมภาษณจากผูโดยสารแบบตัวตอตัว (Face to Face Interview) ประชากรและกลุม ตัวอยางการศึกษาครัง้ นีไ้ ดทาํ การคัดเลือกกลุม ตัวอยางจากรายงานจํานวนผูโ ดยสาร ที่เดินทางโดยขบวนรถไฟประจําปงบประมาณ 2555 โดยเลือกเฉพาะประเภทการโดยสารแบบเชิง พาณิชยเทานัน้ เพราะวาเปนการใหบริการเดินขบวนรถทีห่ วังผลกําไรของการรถไฟฯ จํานวน 11,578,326 คน มาคํานวณขนาดตัวอยางตามวิธีของ Yamane ที่ระดับความคลาดเคลื่อนรอยละ 5 ซึ่งไดขนาด ตัวอยางเทากับ 400 ตัวอยางเปนอยางนอยแตในการศึกษาครั้งนี้จะดําเนินการเก็บขอมูลจํานวน 900 ตัวอยางเพือ่ ใหการประมาณคามีความแมนยํามากขึน้ โดยแบงเปนกลุม ตัวอยางผูโ ดยสารชาวไทยจํานวน 600 ตัวอยาง (เสนทางละ 200 ตัวอยาง) และกลุมตัวอยางผูโดยสารชาวตางชาติจํานวน 300 ตัวอยาง (เสนทางละ 100 ตัวอยาง) และสอบถามเฉพาะผูโ ดยสารทีเ่ ดินทางดวยขบวนรถไฟชัน้ 2 เทานัน้ ในการ สํารวจภาคสนามไดมกี ารทดสอบแบบสอบถาม (pre-test survey) กอนการสํารวจจริงจํานวน 40 ตัวอยาง เพือ่ ตรวจสอบความสมบูรณและความนาเชือ่ ถือของตัวแบบสอบถาม และเพือ่ ทดสอบแบบสอบถามดวย วาผูตอบแบบสอบถามมีความเขาใจในแบบสอบถามมากนอยเพียงใด โดยจะนําแบบสอบถามนั้นมา ปรับปรุงเพื่อใชในการสํารวจจริงดวยจํานวนตัวอยาง 900 ตัวอยางในระหวางวันที่ 28 ธันวาคม 2556 – 30 เมษายน 2557 นอกจากนี้ในการทดสอบแบบสอบถามยังไดใชคําถามปลายเปดเพื่อถามความ เต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ แลวนําคาเหลานั้นมาใช เปนขอมูลในการกําหนดราคาทีเ่ ปนคําถามปลายปดในการสํารวจจริง ซึง่ ไดแก 50, 100, 150, 200, 250, 300, 350, 400, 450 และ 500 บาท แบบสอบถามที่ใชในการศึกษาในครั้งนี้ประกอบดวย 5 สวน คือ สวนที่หนึ่งเปนขอมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ ผูโดยสาร สวนที่สองเปนคําถามเกี่ยวกับลักษณะการใชบริการ สวนที่สามเปนคําถามเกี่ยวกับความพึง พอใจของผูโ ดยสารทีม่ ตี อ ขบวนรถไฟ สวนทีส่ เี่ ปนคําถามเกีย่ วกับความเต็มใจทีจ่ ะจายเพือ่ การปรับปรุง ความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ และสวนที่หาเปนขอคิดเห็นและขอเสนอแนะเพิ่มเติม กอนที่ผูตอบแบบสอบถามจะไดรับคําถามเกี่ยวกับความเต็มใจที่จะจายเพื่อการปรับปรุงความสะอาด และความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ ผูตอบแบบสอบถามไดรับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ “โครงการ ปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ” ดังนี้


92

Development Economic Review

โครงการปรับปรุงการใหบริการของการรถไฟแหงประเทศไทย การรถไฟแหงประเทศไทยเปนหนึ่งในรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีภารกิจหลักคือ การขนสงผู โดยสารและสินคา ซึ่งในภาวะปจจุบันการรถไฟฯประสบปญหาในหลายๆ ดาน เชน การขาดแคลนพนักงาน รถ จักรและรถโดยสารที่มีสภาพเกา ชํารุด คาโดยสารที่ไมสามารถปรับขึ้นได และเสนทางรถไฟที่ยังคงสวนใหญเปน ทางเดี่ยว แตสิ่งตาง ๆ เหลานี้เปนเรื่องของนโยบายที่ตองมีรัฐบาลเขามาเกี่ยวของ แตในสิ่งที่การรถไฟฯ สามารถ ดําเนินการปรับปรุงไดคือ เรื่องความสะอาดบนขบวนรถไฟที่ไมไดมาตรฐาน ปราศจากสุขอนามัยที่ดี ไมวาจะเปน ที่นั่งโดยสาร พื้น หนาตาง โดยเฉพาะอยางยิ่งหองนํ้าและหองสุขาที่ไมไดสุขลักษณะ ไมมีการกักเก็บของเสีย และ ไมมีระบบจัดการกลิ่นที่เหมาะสม ซึ่งกอความเดือดรอนรําคาญกับผูโดยสารที่ตองการใชหองนํ้าและหองสุขาใน ระหวางการเดินทางและผูโ ดยสารทีน่ งั่ อยูใ กลบริเวณนัน้ และอีกปญหาทีส่ ามารถแกไขไดโดยการรถไฟฯ คือ ปญหา ในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินขณะที่เดินทางอยูบนขบวนรถที่ไมไดเกิดจากเหตุสุดวิสัย เชน การ ปองกันภัยจากโจรขโมยสัมภาระในขณะที่ผูโดยสารนอนหลับ การกรีด ลวงกระเปา และรวมไปถึงความปลอดภัย ในขณะโดยสารบนขบวนรถ เชน กระจกหนาตางแตก ทางเดินระหวางตูโ ดยสารไมปลอดภัย หรือสัมภาระรวงหลน ขณะโดยสาร เปนตน ในเรื่องของการปรับปรุงความสะอาดบนขบวนรถไฟนั้น เชน ที่นั่ง ทางเดิน พื้น หนาตาง สิ่งเหลานี้สามารถทําให สะอาดขึ้นไดโดยอาจจะตองมีการทําความสะอาดในทุก ๆ 3-6 ชั่วโมง ในขณะเดินทางบนขบวนรถไฟ และเมื่อถึง จุดหมายปลายทางก็ตองมีการทําความสะอาดอีกครั้ง ในสวนของหองนํ้าและหองสุขา สามารถที่จะดัดแปลงสวม จากระบบเปด (open discharge toilet) เปนแบบระบบปดที่ใชเทคโนโลยีชีวภาพ (bio-toilet) หรือเปนแบบระบบ ปดสูญญากาศ (vacuum retention toilet) ซึง่ จะชวยในการกําจัดกลิน่ ทีไ่ มพงึ ประสงคไดดว ยสวนในเรือ่ งของความ ปลอดภัยนัน้ อาจจะมีการเพิม่ จํานวนของผูท ดี่ แู ลบนขบวนรถใหมากขึน้ หรือการตรวจเวรยามในระยะเวลาทีถ่ ขี่ นึ้ เพื่อใหผูโดยสารไดรูสึกถึงความปลอดภัยมากขึ้น และปรับปรุงในบริเวณจุดที่เปนอันตราย เชน ที่เก็บสัมภาระที่ มั่นคง แข็งแรง ทางเดินระหวางตูโดยสารที่ปลอดภัยมากขึ้น เปนตน แตทั้งนี้ ปญหาตาง ๆ ที่ไดกลาวมายังไมไดรับการแกไขเพราะไมมีงบประมาณมากพอที่จะดําเนินการไดในการ วิจัยครั้งนี้จึงตองการทราบความเต็มใจของผูโดยสารวาตองการจายเทาใดเพื่อแกไขปญหาเหลานี้ถามีผูโดยสาร ตอบวายินดีจะจายเกินกวาครึ่งหนึ่งของผูตอบแบบสอบถามทั้งหมดทางการรถไฟฯ ก็สามารถนําไปเปนขอมูล พิจารณาเพือ่ ดําเนินการแกไขปญหาดังกลาวตอไปแตถา มีผตู อบยินดีจะจายนอยกวาครึง่ หนึง่ ปญหาเหลานีก้ จ็ ะยัง ไมไดรับการแกไข

การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณที่ใชในการศึกษาในครั้งนี้ จะใชแบบจําลองทางเศรษฐมิติที่เรียกวา แบบ จําลองโลจิต รูปแบบคําถามที่ใชในการศึกษานี้คือ คําถามปลายปดครั้งเดียว โดยผูตอบแบบสอบถาม แตละคนจะไดราคาทีเ่ สนอเพียงหนึง่ ราคาจากบรรดาราคาทัง้ สิน้ 10 ราคา คือ 50, 100, 150, 200, 250, 300, 350, 400, 450 และ 500 บาท โดยผูต อบจะไดรบั คําถามเกีย่ วกับความเต็มใจจะจายในสองประเด็น คือ เรื่องการปรับปรุงความสะอาด และเรื่องการปรับปรุงความปลอดภัย ดังตัวอยางตอไปนี้


Development Economic Review

93

ก) คําถามเกี่ยวกับความเต็มใจจะจายเพื่อปรับปรุงความสะอาดบนขบวนรถไฟ ภาพที่ 1 สภาพปจจุบนั ของความสะอาดของหองนํา้ และหองสุขาทีเ่ ปนระบบเปดรวมไปถึงเบาะทีน่ งั่ และ ทางเดิน

ภาพที่ 2 สภาพความสะอาดของหองนํ้าและหองสุขาที่เปนระบบปด รวมไปถึงเบาะ ที่นั่ง ทางเดิน หลัง จากการปรับปรุงแลว


94

Development Economic Review

การกําหนดราคาที่เสนอใหจายจะเปนไปอยางสุม สมมติวาไดเทากับ 250 บาท เมื่อผูตอบไดเห็นภาพ ทั้งกอน (ภาพที่ 1) และหลังการปรับปรุงแลว (ภาพที่ 2) ก็จะถามคําถามดังตอไปนี้ “ทานมีความเต็มใจจะจายเพิม่ จากคาโดยสารทีท่ า นใชในการเดินทางในครัง้ นี้ เปนจํานวนเงิน 250 บาท เพื่อการปรับปรุงความสะอาดบนขบวนรถไฟ ไมวาจะเปนพื้น ทางเดิน ที่นั่ง รวมไปถึงหองนํ้าและหอง สุขาที่สะอาดที่ปราศจากกลิ่นและเปนมิตรกับสิ่งแวดลอมหรือไม” ข) คําถามเกี่ยวกับความเต็มใจจะจายเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ ภาพที่ 3 สภาพความปลอดภัยทีอ่ ยูบ นขบวนรถไฟ ทีม่ ผี ตู รวจตราบนขบวนรถไฟจํานวนนอย และสภาพ หนาตาง ที่เก็บสัมภาระ ทางเดินระหวางตูโดยสาร ที่เปนอยูในปจจุบัน


Development Economic Review

95

ภาพที่ 4 สภาพความปลอดภัยที่อยูบนขบวนรถไฟรวมไปถึงสภาพหนาตาง ที่เก็บสัมภาระ ทางเดิน ระหวางตูโดยสารหลังจากการปรับปรุงแลว Safety glass windows.

การกําหนดราคาที่เสนอใหจายจะเปนไปอยางสุม สมมติวาไดเทากับ 350 บาท เมื่อผูตอบไดเห็นภาพ ทั้งกอน (ภาพที่ 3) และหลังการปรับปรุงแลว (ภาพที่ 4) ก็จะถามคําถามดังตอไปนี้ “ทานมีความเต็มใจจะจายเพิม่ จากคาโดยสารทีท่ า นใชในการเดินทางในครัง้ นี้ เปนจํานวนเงิน 350 บาท เพื่อความปลอดภัยชีวิตและทรัพยสินตลอดเสนทางการเดินทางขณะที่อยูบนขบวนรถไฟที่ทานจะรูสึก ถึงความปลอดภัยที่มากขึ้นหรือไม” 4. ขอมูลจากการสํารวจ ในการสํารวจกลุมตัวอยางของผูโดยสารบนขบวนรถไฟชั้น 2 จํานวน 3 เสนทาง ไดแก เสนทางสาย เหนือ กรุงเทพ-เชียงใหม-กรุงเทพ เสนทางสายใต กรุงเทพ-หาดใหญ-กรุงเทพ และสายเสนทางสาย อีสาน กรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ โดยใชแบบสอบถามทั้งสิ้น 900 ชุด แบงเปน ชาวไทยจํานวน 600 ชุด (เสนทางละ 200 ชุด) และชาวตางชาติจํานวน 300 ชุด (เสนทางละ 100 ชุด) ไดผลดังตารางที่ 2เมื่อ สํารวจวัตถุประสงคของการเดินทางของกลุม ตัวอยาง (ตารางที่ 3) พบวา ชาวไทยสวนใหญมวี ตั ถุประสงค เดินทางเพื่อเยี่ยมครอบครัว/ญาติ/เพื่อน ซึ่งมีจํานวน 434 คน (หรือคิดเปนรอยละ 72.3) รองลงมามี วัตถุประสงคเพื่อการทองเที่ยวคิดเปนรอยละ 17.3 เพื่อธุระสวนตัว/ทํางานคิดเปนรอยละ 8.5 เดินทาง ไปสถานศึกษาคิดเปนรอยละ 1.0 และเพื่อวัตถุประสงคอื่นๆ คิดเปนรอยละ 0.9


96

Development Economic Review

สําหรับชาวตางชาติสวนใหญมีวัตถุประสงคเดินทางเพื่อการทองเที่ยวซึ่งมีจํานวน 265 คน หรือคิดเปน รอยละ 88.3 รองลงมามีวตั ถุประสงคเพือ่ เยีย่ มครอบครัว/ญาติ/เพือ่ นคิดเปนรอยละ 7.3 เพือ่ ธุระสวนตัว/ ทํางานคิดเปนรอยละ 2.3 เพื่อวัตถุประสงคอื่นๆ คิดเปนรอยละ 1.4 และเดินทางไปสถานศึกษาคิดเปน รอยละ 0.7 ในดานความถี่ในการใชบริการ จากการสํารวจกลุมตัวอยางพบวา ชาวไทยสวนใหญเดินทางดวยรถไฟ เฉลี่ยปละครั้ง ซึ่งมีจํานวน 218 คน หรือคิดเปนรอยละ 36.3 รองลงมาเปนเฉลี่ย 6 เดือนครั้ง มีจํานวน 139 คน หรือคิดเปนรอยละ 23.2 เฉลี่ย 3 เดือนครั้ง มีจํานวน 95 คน หรือคิดเปนรอยละ 15.8 สําหรับ ชาวตางชาติสวนใหญเดินทางดวยรถไฟดวยความถี่การใชบริการนานๆ ครั้ง ซึ่งมีจํานวน 159 คน หรือ คิดเปนรอยละ 53.1 รองลงมาเปนเฉลี่ยปละครั้ง มีจํานวน 94 คน หรือคิดเปนรอยละ 31.3 สําหรับบุคคลทีร่ ว มเดินทางของกลุม ตัวอยาง พบวาชาวไทยสวนใหญเดินทางคนเดียว ซึง่ มีจาํ นวน 230 คน หรือคิดเปนรอยละ 38.3 รองลงมาเปนเดินทางกับครอบครัว มีจํานวน 175 คน หรือคิดเปนรอยละ 29.2 เดินทางกับเพื่อน มีจํานวน 115 คน หรือคิดเปนรอยละ 19.2 เดินทางกับญาติ มีจํานวน 59 คน หรือคิดเปนรอยละ 9.8 และเดินทางกับบุคคลอื่น ๆ มีจํานวน 21 คน หรือคิดเปนรอยละ 3.5 สําหรับชาว ตางชาติสวนใหญพบวาเดินทางกับเพื่อน ซึ่งมีจํานวน 130 คน หรือคิดเปนรอยละ 43.3 รองลงมาเปน เดินทางกับครอบครัว มีจํานวน 80 คน หรือคิดเปนรอยละ 26.7 เดินทางคนเดียว มีจํานวน 63 คน หรือ คิดเปนรอยละ 21.0 เดินทางกับบุคคลอื่น ๆ มีจํานวน 20 คน หรือคิดเปนรอยละ 6.7 และเดินทางกับ ญาติ มีจํานวน 7 คน หรือคิดเปนรอยละ 2.3 สําหรับประเภทของขบวนรถที่ใชในการเดินทางนั้น เนื่องจากการสํารวจนั้นตองการกลุมตัวอยางที่เดิน ทางในเชิงพาณิชยเทานั้น จึงทําการสํารวจกลุมตัวอยางในขบวนรถดวนพิเศษ รถดวน และรถเร็ว ซึ่ง จากการสํารวจ ชาวไทยเดินทางดวยขบวนรถดวนพิเศษ มีจํานวน 360 คน หรือคิดเปนรอยละ 60.0 รองลงมาเปนขบวนรถดวน มีจํานวน 217 คน หรือคิดเปนรอยละ 36.2 และขบวนรถเร็ว มีจํานวน 23 คน หรือคิดเปนรอยละ 3.8 สําหรับชาวตางชาติเดินทางดวยขบวนรถดวน มีจํานวน 238 คน หรือคิด เปนรอยละ 79.3 และขบวนรถดวนพิเศษ มีจํานวน 62 คน หรือคิดเปนรอยละ 20.7 และประเภทของ การบริการทีใ่ ชในการเดินทางนัน้ เนือ่ งจากการสํารวจเจาะจงกลุม ตัวอยางทีเ่ ดินทางดวยขบวนรถชัน้ 2 จึงทําการสํารวจเพียง 2 ประเภทรถเทานั้น คือ รถนั่งและปรับอากาศชั้นที่ 2 และรถนั่งปรับอากาศชั้น ที่ 2 ซึ่งจากการสํารวจ ชาวไทยโดยสารรถนั่งและปรับอากาศชั้นที่ 2 มีจํานวน 495 คน หรือคิดเปนรอย ละ 82.5 รองลงมาเปนรถนั่งปรับอากาศชั้นที่ 2 มีจํานวน 105 คน หรือคิดเปนรอยละ 17.5 สวนชาวตาง ชาติโดยสารรถนั่งและปรับอากาศชั้นที่ 2 ทั้งหมด 300 คน หรือคิดเปนรอยละ 100


Development Economic Review

ตารางที่ 2

ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุมตัวอยาง ˜´ªÂž¦ 1) Á¡« µ¥ ®·Š 2) ­™µœ£µ¡ í— ­¤¦­ ®¤oµ¥ 3) °µ¥» ˜É優nµ 20 že 20-30 že 31-40 že 41-50 že 51-60 že ¤µ„„ªnµ 60 že…¹ÊœÅž 4) ¦³—´„µ¦«¹„¬µ Ťnŗo«¹„¬µ ž¦³™¤«¹„¬µ ¤´›¥¤«¹„¬µ žª./žª­./°œ»ž¦·µ ž¦·µ˜¦¸ ž¦·µÃš ­¼Š„ªnµž¦·µÃš 5) °µ¸¡ ¦´¦µ„µ¦ ¦´“ª·­µ®„·‹ Á°„œ ›»¦„·‹­nªœ˜´ª œ´„Á¦¸¥œ/œ´„«¹„¬µ Á„¬¸¥– ŤnŗošÎµŠµœ °ºÉœ Ç

µªÅš¥ (600 ‡œ) ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³

241 359

40.2 59.8

174 126

58.0 42.0

367 221 12

61.2 36.8 2.0

207 91 2

69.0 30.3 0.7

24 206 189 109 54 18

4.0 34.3 31.5 18.2 9.0 3.0

12 159 67 40 17 5

4.0 53.0 22.0 13.3 5.7 1.7

3 25 76 87 317 85 7

0.5 4.2 12.7 14.5 52.8 14.2 1.2

3 3 34 57 120 71 12

1.0 1.0 11.3 19.0 40.0 23.7 4.0

96 81 210 76 79 17 18 23

16.0 13.5 35.0 12.7 13.2 2.8 3.0 3.8

18 7 59 32 63 13 20 88

6.0 2.3 19.7 10.7 21.0 4.3 6.7 29.3

97


98

Development Economic Review

˜µ¦µŠš¸É 2 (˜n°) ˜´ªÂž¦ 6) ‹Îµœªœ­¤µ·„Äœ‡¦°‡¦´ª 1-3 ‡œ 4-6 ‡œ 7-9 ‡œ ¤µ„„ªnµ 9 ‡œ 7) ¦µ¥Å—o­»š›·˜n°Á—º°œ˜n°‡œ œo°¥„ªnµ 5,000 µš 5,001-7,500 µš 7,501-10,000 µš 10,001-15,000 µš 15,001-20,000 µš 20,001-25,000 µš 25,001-30,000 µš 30,001-50,000 µš ¤µ„„ªnµ 50,000 µš ŤnŗošÎµŠµœ 8) ¦µ¥Å—o­»š›·˜n°Á—º°œ…°Š‡¦´ªÁ¦º°œ œo°¥„ªnµ 10,000 µš 10,001-15,000 µš 15,001-20,000 µš 20,001-25,000 µš 25,001-30,000 µš 30,001-50,000 µš ¤µ„„ªnµ 50,000 µš š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

µªÅš¥ (600 ‡œ) ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³

215 321 48 16

35.8 53.5 8.0 2.7

150 126 18 6

50.0 42.0 6.0 2.0

31 19 35 88 114 74 68 83 56 32

5.2 3.2 5.8 14.7 19.0 12.3 11.3 13.8 9.3 5.4

18 6 10 12 13 15 18 73 130 5

6.0 2.0 3.3 4.0 4.3 5.0 6.0 24.3 43.3 1.8

43 55 50 66 109 69 208

7.1 9.2 8.3 11.0 18.2 11.5 34.7

13 14 6 9 15 55 188

4.3 4.7 2.0 3.0 5.0 18.3 62.7


Development Economic Review

ตารางที่ 3

99

ลักษณะการใชบริการของกลุมตัวอยาง ˜´ªÂž¦

1) ª´˜™»ž¦³­Š‡r…°Š„µ¦Á—·œšµŠÄœ‡¦´ÊŠœ¸Ê šn°ŠÁš¸É¥ª Á¥¸É¥¤‡¦°‡¦´ª/µ˜·/Á¡ºÉ°œ ›»¦³­nªœ˜´ª/šÎµŠµœ Ş­™µœ«¹„¬µ °ºÉœ Ç 2) ‡ªµ¤™¸ÉĜ„µ¦Äo¦·„µ¦ ÁŒ¨¸É¥­´ž—µ®r¨³ 1-2 ‡¦´ÊŠ ÁŒ¨¸É¥Á—º°œ¨³‡¦´ÊŠ ÁŒ¨¸É¥ 3 Á—º°œ‡¦´ÊŠ ÁŒ¨¸É¥ 6 Á—º°œ‡¦´ÊŠ ÁŒ¨¸É¥že¨³‡¦´ÊŠ °ºÉœ Ç 3) »‡‡¨š¸É¦nª¤Á—·œšµŠÄœ‡¦´ÊŠœ¸Ê ‡œÁ—¸¥ª ‡¦°‡¦´ª µ˜· Á¡ºÉ°œ °ºÉœ Ç 4) ž¦³Á£š…°Š…ªœ¦™š¸ÉčoĜ„µ¦Á—·œšµŠ‡¦´ÊŠœ¸Ê ¦™—nªœ¡·Á«¬ ¦™—nªœ ¦™Á¦Èª 5) ž¦³Á£š…°Š„µ¦¦·„µ¦š¸ÉčoĜ„µ¦Á—·œšµŠ‡¦´ÊŠœ¸Ê ¦™œ´ÉŠÂ¨³œ°œž¦´°µ„µ«´Êœš¸É 2 ¦™œ´ÉŠž¦´°µ„µ«´Êœš¸É 2

µªÅš¥ (600 ‡œ) ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³

104 434 51 6 5

17.3 72.3 8.5 1.0 0.9

265 22 7 2 4

88.3 7.3 2.3 0.7 1.4

21 40 95 139 218 87

3.5 6.7 15.8 23.2 36.3 14.5

9 16 10 12 94 159

3.0 5.3 3.3 4.0 31.3 53.1

230 175 59 115 21

38.3 29.2 9.8 19.2 3.5

63 80 7 130 20

21.0 26.7 2.3 43.3 6.7

360 217 23

60.0 36.2 3.8

62 238 0

20.7 79.3 0

495 105

82.5 17.5

300 0

100 0

š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

ตารางที่ 4 แสดงความพึงพอใจของผูโดยสารในดานตางๆ ในสวนนี้จะระบุปญหาตาง ๆ ของการรถไฟ แหงประเทศไทย แบงระดับคะแนนดังนี้ คะแนน 1 หมายถึง ยังไมควรปรับปรุงในขณะนี้ และคะแนน 5 หมายถึง ควรไดรับการปรับปรุงอยางเรงดวน ซึ่งจากตารางที่ 4 ไดสรุประดับความคิดเห็นของกลุม ตัวอยางไวเปนจํานวนความถี่ พรอมดวยคะแนนเฉลีย่ ในแตละประเด็นปญหา โดยภาพรวมแลว ผูโ ดยสาร ชาวไทยมีคะแนนเฉลีย่ ทีส่ งู กวาผูโ ดยสารชาวตางชาติในทุกประเด็นปญหา คะแนนเฉลีย่ ทีส่ งู กวาสะทอน


100

Development Economic Review

ใหเห็นวา ผูโ ดยสารชาวไทยตองการใหมกี ารปรับปรุงการบริการใหดขี นึ้ สิง่ ทีผ่ โู ดยสารชาวไทยตองการ ใหมีการปรับปรุงอยางเรงดวนคือเรื่องความสะอาดของหองนํ้าและความตรงตอเวลา จากตารางที่ 5 ในสวนของกลุมตัวอยางชาวไทย ความกังวลใจในเรื่องของความสะอาดบนขบวนรถไฟ ซึ่งมีจํานวนผูที่เกิดความกังวลใจ 218 คน หรือคิดเปนรอยละ 36.3 และความกังวลใจในเรื่องของความ ปลอดภัยบนขบวนรถไฟ มีจํานวน 64 คน หรือคิดเปนรอยละ 10.7 สวนชาวตางชาติความกังวลใจใน เรื่องของความสะอาดบนขบวนรถไฟซึ่งมีจํานวนผูที่เกิดความกังวลใจ 40 คน หรือคิดเปนรอยละ 13.3 และความกังวลใจในเรื่องของความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ มีจํานวน 15 คน หรือคิดเปนรอยละ 5.0 จากตารางที่ 6 ในสวนของกลุมตัวอยางชาวไทย ในเรื่องจํานวนครั้งที่ใชบริการหองนํ้าในการเดินทาง แตละครัง้ ซึง่ จากการสํารวจพบวาสวนใหญใชบริการหองนํา้ หรือหองสุขามากกวา 2 ครัง้ ตอการเดินทาง แตละครั้ง ซึ่งมีจํานวน 271 คน หรือคิดเปนรอยละ 45.2 ,รองลงมาเปน ใช 2 ครั้ง มีจํานวน 196 คน หรือคิดเปนรอยละ 32.7 ใช 1 ครั้ง มีจํานวน 105 คน หรือคิดเปนรอยละ 17.5 และไมไดใชเลย มีจํานวน 28 คน หรือคิดเปนรอยละ 4.6 สวนชาวตางชาติจากการสํารวจพบวาสวนใหญใชบริการหองนํ้าหรือ หองสุขามากกวา 2 ครั้งตอการเดินทางแตละครั้งเชนเดียวกับกลุมตัวอยางชาวไทย ซึ่งมีจํานวน 119 คน หรือคิดเปนรอยละ 39.7 รองลงมาเปน ใช 2 ครั้ง มีจํานวน 103 คน หรือคิดเปนรอยละ 34.3 ใช 1 ครั้ง มีจํานวน 60 คน หรือคิดเปนรอยละ 20.0 และไมไดใชเลย มีจํานวน 18 คน หรือคิดเปนรอยละ 6.0 จากตารางที่ 7 ความเต็มใจจะจายเพือ่ การปรับปรุงความสะอาดบนขบวนรถไฟ สําหรับชาวไทยมีความ เต็มใจจะจายมากที่สุดที่ราคา 50 บาท มีจํานวน 44 คน หรือคิดเปนรอยละ 73.3 รองลงมาเปนราคา 150 บาท มีจํานวน 39 คน หรือคิดเปนรอยละ 65.0 ราคา 250 บาท มีจํานวน 36 คน หรือคิดเปนรอย ละ 60.0 ราคา 100 บาท มีจํานวน 34 คน หรือคิดเปนรอยละ 56.7 ราคา 350 บาท มีจํานวน 31 คน หรือคิดเปนรอยละ 51.7 ราคา 200 บาท และราคา 300 บาท มีจํานวนเทากันที่ 30 คน หรือคิดเปนรอย ละ 50.0 ราคา 450 บาท มีจํานวน 26 คน หรือคิดเปนรอยละ 43.3 ราคา 400 บาท มีจํานวน 25 คน หรือคิดเปนรอยละ 41.7 และระดับราคาทีม่ ยี นิ ดีจา ยนอยทีส่ ดุ คือทีร่ าคา 500 บาท มีจาํ นวน 15 คน หรือ คิดเปนรอยละ 25.5 สําหรับชาวตางชาติมีความเต็มใจจะจายมากที่สุดที่ราคา 100 บาท มีจํานวน 27 คน หรือคิดเปนรอยละ 90.0 รองลงมาเปนราคา 50 บาท มีจํานวน 25 คน หรือคิดเปนรอยละ 83.3 ราคา 150 บาท มีจํานวน 24 คน หรือคิดเปนรอยละ 80.0 ราคา 300 บาท มีจํานวน 21 คน หรือคิดเปนรอยละ 70.0 ราคา 350 บาท มีจํานวน 19 คน หรือคิดเปนรอยละ 63.3 ราคา 250 บาท มีจํานวน 18 คน หรือคิดเปนรอยละ 60.0 ราคา 400 บาท และราคา 450 บาท มีจํานวนเทากันที่ 17 คน หรือคิดเปนรอยละ 56.7 และระดับ ราคาที่มียินดีจายนอยที่สุดคือที่ราคา 500 บาท มีจํานวน 16 คน หรือคิดเปนรอยละ 53.3


Development Economic Review

101

จากตารางที่ 8 ความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ สําหรับชาวไทยมี ความเต็มใจจะจายมากที่สุดที่ราคา 50 บาท มีจํานวน 42 คน หรือคิดเปนรอยละ 70.0 รองลงมาเปน ราคา 150 บาท มีจํานวน 38 คน หรือคิดเปนรอยละ 63.3 ราคา 100 บาท มีจํานวน 32 คน หรือคิด เปนรอยละ 53.3 ราคา 250 บาท มีจํานวน 31 คน หรือคิดเปนรอยละ 51.7 ราคา 200 บาท มีจํานวน 30 คน หรือคิดเปนรอยละ 50.0 ราคา 350 บาท มีจํานวน 27 คน หรือคิดเปนรอยละ 45.0 ราคา 450 บาท มีจํานวน 25 คน หรือคิดเปนรอยละ 41.7 ราคา 300 บาท มีจํานวน 24 คน หรือคิดเปนรอยละ 40.0 ราคา 400 บาท มีจํานวน 22 คน หรือคิดเปนรอยละ 36.7 และระดับราคาที่มียินดีจายนอยที่สุด คือที่ราคา 500 บาท มีจํานวน 14 คน หรือคิดเปนรอยละ 23.3 สําหรับชาวตางชาติมีความเต็มใจจะ จายมากที่สุดมีจํานวน 2 ราคา คือ ราคา 50 บาทและราคา 100 บาท มีจํานวนเทากันที่ 21 คน หรือ คิดเปนรอยละ 70.0 รองลงมาเปนราคา 100 บาทและราคา 150 บาท มีจํานวนเทากันที่ 20 คน หรือ คิดเปนรอยละ 66.7 ราคา 300 บาท มีจํานวน 19 คน หรือคิดเปนรอยละ 63.3 ราคา 350 บาท มีจํานวน 17 คน หรือคิดเปนรอยละ 56.7 ราคา 250 บาท มีจํานวน 15 คน หรือคิดเปนรอยละ 50.0 ราคา 400 บาทและราคา 450 บาท มีจํานวนเทากันที่ 14 คน หรือคิดเปนรอยละ 46.7 และระดับราคาที่มียินดี จายนอยที่สุดคือที่ราคา 500 บาท มีจํานวน 12 คน หรือคิดเปนรอยละ 40.0 จากตารางที่ 9 สาเหตุที่ผูโดยสารไมยินดีจายเงินเพื่อการปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบน ขบวนรถไฟ ในเรื่องของความสะอาดสําหรับชาวไทยสวนใหญรอยละ 77.5 ของผูที่ไมยินดีจายเงินหรือ คิดเปนจํานวน 225 คน มีความคิดเห็นวาควรเปนหนาที่ของการรถไฟฯ ที่จะตองปรับปรุงใหดีขึ้นสวน ในเรือ่ งของความปลอดภัยนัน้ สวนใหญรอ ยละ 76.3 ของผูท ไี่ มยนิ ดีจา ยเงินหรือคิดเปนจํานวน 240 คน มีความคิดเห็นวาเชนเดียวกับความสะอาดวาเปนหนาที่ของการรถไฟฯ ที่จะตองปรับปรุง สําหรับชาว ตางชาติในสวนของความสะอาดสวนใหญรอ ยละ 66.3 ของผูท ไี่ มยนิ ดีจา ยเงินหรือคิดเปนจํานวน 59 คน มีความคิดเห็นวาควรเปนหนาทีข่ องการรถไฟฯ ทีจ่ ะตองปรับปรุงใหดขี นึ้ สวนในเรือ่ งของความปลอดภัย นั้นสวนใหญรอยละ 53.9 ของผูที่ไมยินดีจายเงินหรือคิดเปนจํานวน 69 คน มีความคิดเห็นวาเชนเดียว กับความสะอาดวาเปนหนาที่ของการรถไฟฯ ที่จะตองปรับปรุง


ž{®µ

รอยละความพึงพอใจของผูโดยสาร

š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

‡ªµ¤„´Šª¨Ä‹‹µ„‡ªµ¤­³°µ— ‡ªµ¤„´Šª¨Ä‹Á„¸É¥ª„´‡ªµ¤ž¨°—£´¥

Ťn¤¸ ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³ 382 63.7 536 89.3 ‹Îµœªœ (‡œ) 218 64

µªÅš¥ (600 ‡œ)

ความกังวลใจที่เกิดขึ้นจากการโดยสารขบวนรถไฟ

‡ªµ¤„´Šª¨Äœ—oµœ˜nµŠÇ

ตารางที่ 5

š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

¤¸

129 222 121

73

2.93

ÁŒ¨¸É¥ 3.70 2.88 3.87 3.26 3.14 2.79 2.82

‹Îµœªœ (‡œ) 40 15

¤¸ ¦o°¥¨³ 13.3 5.0

47 71 102 38 42

1 66 69 17 35 36 55 51

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ¦³—´‡ªµ¤‡·—Á®Èœ 2 3 4 5 54 92 49 39 65 104 37 25 38 65 83 97 59 111 68 27 78 113 50 23 67 127 37 14 71 107 40 31

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ)

55

Ťn¤¸ ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³ 260 86.7 285 95.0

2 79 127 56 123 109 133 145

µªÅš¥ (600 ‡œ) ¦³—´‡ªµ¤‡·—Á®Èœ 3 4 5 93 126 244 231 113 50 138 170 220 193 152 97 219 126 90 227 98 48 212 111 48

1 58 79 16 35 56 94 84

¦o°¥¨³ 36.3 10.7

‡ªµ¤˜¦Š˜n°Áª¨µ „µ¦Ä®o¦·„µ¦…°Š¡œ´„Šµœ ‡ªµ¤­³°µ—…°Š®o°ŠœÊ娳®o°Š­»…µ ¦ª¤Åž™¹ŠœÊεš¸Éčo ¨³„¨·Éœœ…ªœ¦™Å¢ ‡ªµ¤­³°µ—×¥š´ÉªÅžœ…ªœ¦™ Ánœ ¡ºÊœšµŠÁ—·œ Áµ³ š¸Éœ´ÉŠ Áž}œ˜oœ ­£µ¡…°Š°»ž„¦–rœ…ªœ¦™Å¢ Ánœ ­£µ¡Áµ³ š¸Éœ´ÉŠ š¸ÉÁ„ȝ­´¤£µ¦³ Áž}œ˜oœ ‡ªµ¤Á®¤µ³­¤…°Š¦µ‡µ‡nµÃ—¥­µ¦ ‡ªµ¤ž¨°—£´¥Äœ¸ª·˜…–³°¥¼nœ…ªœ¦™Å¢ Ánœ „¦³‹„®œoµ˜nµŠÂ˜„ šµŠÁ—·œ¦³®ªnµŠÃ„¸ÊŤn ž¨°—£´¥ ­´¤£µ¦³¦nªŠ®¨nœ…–³œ´ÉŠÃ—¥­µ¦ 8. ‡ªµ¤ž¨°—£´¥Äœ¸ª·˜Â¨³š¦´¡¥r­·œ…–³°¥¼nœ…ªœ¦™Å¢ Ánœ žj°Š„´œ‹µ„¤·‹Œµ¸¡ Áž}œ˜oœ

1. 2. 3. 4. 5. 6. 7.

ตารางที่ 4

2.86

ÁŒ¨¸É¥ 2.80 2.61 3.68 2.98 2.82 2.63 2.76

102 Development Economic Review


Development Economic Review

ตารางที่ 6

103

จํานวนการใชบริการหองนํ้าหรือหองสุขาบนขบวนรถไฟ „µ¦Äo¦·„µ¦®o°ŠœÊε ŤnŗočoÁ¨¥ čo 1 ‡¦´ÊŠ čo 2 ‡¦´ÊŠ čo¤µ„„ªnµ 2 ‡¦´ÊŠ

µªÅš¥ (600 ‡œ) µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³ ‹Îµœªœ (‡œ) ¦o°¥¨³ 28 4.6 18 6 105 17.5 60 20 196 32.7 103 34.3 271 45.2 119 39.7

š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

ตารางที่ 7

¦µ‡µ (µš) 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500 ¦ª¤

การแจกแจงความถี่ของคําตอบความเต็มใจจะจายในเรื่องการปรับปรุงความ สะอาดบนขบวนรถไฟ µªÅš¥ (600 ‡œ) ‹Îµœªœ ‹Îµœªœ‡œš¸É ‡œš¸É‹nµ¥ Ťn‹nµ¥ 44 16 34 26 39 21 30 30 36 24 30 30 31 29 25 35 26 34 15 45 310 290

š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

¦ª¤ 60 60 60 60 60 60 60 60 60 60 600

¦o°¥¨³ š¸É‹nµ¥ 73.3 56.7 65.0 50.0 60.0 50.0 51.7 41.7 43.3 25.5 51.7

¦µ‡µ (µš) 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500 ¦ª¤

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ‹Îµœªœ ‹Îµœªœ‡œš¸É ¦ª¤ ‡œš¸É‹nµ¥ Ťn‹nµ¥ 25 5 30 27 3 30 24 6 30 22 8 30 18 12 30 21 9 30 19 11 30 17 13 30 17 13 30 16 14 30 206 94 300

¦o°¥¨³ š¸É‹nµ¥ 83.3 90.0 80.0 73.3 60.0 70.0 63.3 56.7 56.7 53.3 68.7


104

Development Economic Review

รูปที่ 5 สัดสวนของผูยินดีที่จะจายเรื่องการปรับปรุงความสะอาดที่ระดับราคาตางๆ

ตารางที่ 8

¦µ‡µ (µš) 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500 ¦ª¤

การแจกแจงความถี่ของคําตอบความเต็มใจจะจายในเรื่องการปรับปรุงความ ปลอดภัยบนขบวนรถไฟ µªÅš¥ (600 ‡œ) ‹Îµœªœ ‹Îµœªœ‡œš¸É ‡œš¸É‹nµ¥ Ťn‹nµ¥ 42 18 32 28 38 22 30 30 31 29 24 36 27 33 22 38 25 35 14 46 285 315

š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

¦ª¤ 60 60 60 60 60 60 60 60 60 60 600

¦o°¥¨³ š¸É‹nµ¥ 70.0 53.3 63.3 50.0 51.7 40.0 45.0 36.7 41.7 23.3 47.5

¦µ‡µ (µš) 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500 ¦ª¤

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ‹Îµœªœ ‹Îµœªœ‡œš¸É ¦ª¤ ‡œš¸É‹nµ¥ Ťn‹nµ¥ 21 9 30 21 9 30 20 10 30 20 10 30 15 15 30 19 11 30 17 13 30 14 16 30 14 16 30 12 18 30 173 127 300

¦o°¥¨³ š¸É‹nµ¥ 70.0 70.0 66.7 66.7 50.0 63.3 56.7 46.7 46.7 40.0 57.7


Development Economic Review

105

รูปที่ 6 สัดสวนของผูยินดีที่จะจายเรื่องการปรับปรุงความปลอดภัยที่ระดับราคาตางๆ

ตารางที่ 9

สาเหตุทผี่ โู ดยสารไมยนิ ดีจา ยเงินเพือ่ การปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัย บนขบวนรถไฟ ­µÁ®˜»

¦µ¥Å—oœo°¥ Áž}œ®œoµš¸É…°Š„µ¦¦™Å¢² Ťn‹ÎµÁž}œ °ºÉœ Ç ¦ª¤

µªÅš¥ ‡ªµ¤­³°µ— ‹Îµœªœ ¦o°¥¨³ (‡œ) 29 10.0 225 77.5 16 5.5 20 6.9 290 100.0

š¸É¤µ: ‡Îµœª–×¥Ÿ¼oª·‹´¥ …o°¤¼¨‹µ„„µ¦­Îµ¦ª‹

‡ªµ¤ž¨°—£´¥ ‹Îµœªœ ¦o°¥¨³ (‡œ) 33 10.5 240 76.3 21 6.6 21 6.6 315 100.0

µª˜nµŠµ˜· ‡ªµ¤­³°µ— ‡ªµ¤ž¨°—£´¥ ‹Îµœªœ ¦o°¥¨³ ‹Îµœªœ ¦o°¥¨³ (‡œ) (‡œ) 3 3.4 5 3.9 59 66.3 69 53.9 19 21.3 49 38.3 8 9.0 5 3.9 89 100.0 128 100.0


106

Development Economic Review

5. การประมาณการความเต็มใจจาย จากการประมาณคาความเต็มใจจะจายเพือ่ การปรับปรุงความสะอาดและความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ ของผูโดยสารชั้น 2 โดยใชแบบจําลองทางเศรษฐมิติ สําหรับการศึกษาในครั้งนี้ ไดใชแบบจําลองโลจิต (Logit Model) ในการประมวลผลหาคาความเต็มใจจะจายและความสัมพันธของตัวแปร ไดผลการศึกษา ดังนี้ ตารางที่ 10 ผลการประมาณคาพารามิเตอรความเต็มใจจะจายเพือ่ ความสะอาดบนขบวนรถไฟ ˜´ªÂž¦ (Constant) Á¡«µ¥ °µ¥» „µ¦«¹„¬µ ¦µ¥Å—o FRE1 FRE2 FRE3 FRE4 CON1 USE2 USE3 USE4 BID

µªÅš¥ (600 ‡œ) Coefficient Std. Err. -0.7345 0.72991 0.2045 0.18105 -0.00143 0.00907 0.06896** 0.03448 -0.00000229 0.000005405 0.6989 0.4828 0.43166 0.3579 -0.2983 0.2505 0.3747* 0.2192 0.0938 0.1869 0.1931 0.4438 0.1578 0.4185 0.8092* 0.4151 -0.00326*** 0.0006 É

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) Coefficient Std. Err. 0.9643 0.93277 0.0355 0.2789 0.0295** 0.0143 0.0281 0.0384 0.000002884 0.00000548 0.4187 0.9153 -0.7476 0.5532 -0.0641 0.7509 1.3263 1.0822 -0.111 0.4227 -0.6818 0.6685 -0.2781 0.6498 -0.7763 0.6397 -0.00367*** 0.00098 É

É

เพื่อใหการประมาณคาความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงความสะอาดมีความแมนยํามากขึ้น จึงได ประมาณคาพารามิเตอรเสียใหม โดยคงเฉพาะตัวแปรอิสระที่มีนัยสําคัญทางสถิติซึ่งไดแก ระดับการ ศึกษา ความถี่ในการใชบริการรถไฟตั้งแต 6 ครั้งตอเดือน และจํานวนครั้งของการใชบริการหองนํ้าและ หองสุขามากกวา 2 ครั้งตอการเดินทางดังตารางที่ 11


Development Economic Review

107

ตารางที่ 11 ผลการประมาณคาพารามิเตอรความเต็มใจจะจายเพื่อความสะอาดบนขบวน รถไฟที่มีตัวแปรอิสระที่มีนัยสําคัญทางสถิติ µªÅš¥ (600 ‡œ) ˜´ªÂž¦ Coefficient (Constant) -0.3692 EDU 0.0689** FRE4 0.3589* USE4 0.4248** BID -0.0032***

Std. Err. 0.5036 0.0306 0.2038 0.1715 0.0006

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ˜´ªÂž¦ Coefficient Std. Err. (Constant) 0.9293 0.4942 AGE 0.0317** 0.0137 BID -0.0037*** 0.00095 -

ซึง่ สามารถคํานวณความเต็มใจจะจายเฉลีย่ ตอคนไดจากสูตร WTP      k Sk จะไดความเต็มใจ 

จะจายเฉลี่ยของชาวไทยเทากับ 296.80 บาทตอคนตอครั้ง และความเต็มใจจะจายเฉลี่ยของชาวตาง ชาติไทยเทากับ 527.10บาทตอคนตอครั้ง จากการประมาณคาสัมประสิทธิข์ องแบบจําลองโลจิตดังทีแ่ สดงในตารางที่ 11 สําหรับผูโ ดยสารชาวไทย พบวาราคาที่เสนอในการจายเงินเพื่อการปรับปรุงความสะอาด (BID) มีความสัมพันธเชิงลบกับความ เต็มใจจะจายเพือ่ ความสะอาด ณระดับนัยสําคัญทางสถิตทิ ี่ 0.01 แสดงใหเห็นวา เมือ่ ราคาทีเ่ สนอสูงขึน้ ผูโดยสารจะมีความเต็มใจที่จะจายนอยลง สําหรับตัวแปรการศึกษา (EDU) และตัวแปรจํานวนครั้งใน การใชบริการหองนํา้ และหองสุขามากกวา 2 ครัง้ ขึน้ ไป (USE4) มีความสัมพันธเชิงบวกกับความเต็มใจ จะจาย ณระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 กลาวคือ หากระดับการศึกษาของผูโดยสารเพิ่มสูงขึ้นโอกาส ทีผ่ โู ดยสารจะจายเงินสําหรับการปรับปรุงเรือ่ งความสะอาดบนขบวนรถไฟจะเพิม่ สูงขึน้ ดวยเชนกัน และ ผูโ ดยสารทีใ่ ชบริการหองนํา้ และหองสุขามากกวา 2 ครัง้ ตอการเดินทาง จะมีแนวโนมทีจ่ ะจายเงินในการ ปรับปรุงเรื่องความสะอาด สําหรับตัวแปรความถี่ในการใชบริการรถไฟเฉลี่ยจํานวน 6เดือนตอครั้ง (FRE4) มีความสัมพันธเชิงบวกกับความเต็มใจจะจาย ณระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.10นั่นหมายถึงผู โดยสารที่เดินทางเฉลี่ย 6 เดือนตอครั้งมีแนวโนมในที่จะจายเงินเพื่อการปรับปรุงความสะอาด สําหรับชาวตางชาติพบวาราคาทีเ่ สนอในการจายเงินเพือ่ การปรับปรุงความสะอาด (BID) มีความสัมพันธ เชิงลบกับความเต็มใจจะจายเพื่อความสะอาด ณระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.01 แสดงใหเห็นวา เมื่อ ราคาที่เสนอสูงขึ้น ผูโดยสารจะมีความเต็มใจที่จะจายนอยลง แสดงวาราคานั้นมีผลกระทบกับความ เต็มใจจะจายไมวาจะเปนชาวไทยหรือชาวตางชาติ สําหรับตัวแปรอายุ (EDU) มีความสัมพันธเชิงบวก กับความเต็มใจจะจาย ณระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 กลาวคือ อายุของผูโดยสารเพิ่มสูงขึ้น โอกาส


108

Development Economic Review

ทีผ่ โู ดยสารจะจายเงินสําหรับการปรับปรุงเรือ่ งความสะอาดบนขบวนรถไฟจะเพิม่ สูงขึน้ ดวยเชนกัน นัน่ หมายถึงวา ผูโ ดยสารทีม่ อี ายุมากขึน้ จะมีความใสใจในเรือ่ งของสุขภาพและอนามัยมากกวาผูโ ดยสารที่ มีอายุนอย ทําใหความเต็มใจจะจายของผูโดยสารที่มีอายุสูงจึงมีแนวโนมที่จะจายสูงกวา สําหรับมูลคาความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงความสะอาดบนขบวนรถไฟของผูโดยสารชั้น 2 ไมวา จะเปนความสะอาดบนพื้น ทางเดิน ที่นั่ง รวมไปถึงหองนํ้าและหองสุขาที่สะอาดปราศจากกลิ่นและเปน มิตรกับสิ่งแวดลอม สําหรับผูโดยสารชาวไทยมีความเต็มใจจะจายเพิ่มจากคาโดยสารที่ใชในการเดิน ทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 296.80 บาท และสําหรับชาวตางชาติมีความเต็มใจจะจายเพิ่มจากคา โดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 527.10 บาท ตารางที่ 12 ผลการประมาณคาพารามิเตอรความเต็มใจจะจายเพื่อความปลอดภัยบนขบวน รถไฟ ˜´ªÂž¦ (Constant) SEX AGE EDU INC FRE1 FRE2 FRE3 FRE4 CON2 BID

µªÅš¥ (600 ‡œ) Coefficient Std. Err. 0.03842 0.6132 0.1061 0.1769 0.0055 0.0089 0.0365 0.3301 0.00000072 0.00000534 0.421 0.4697 -0.3494 0.3546 0.6636*** 0.2558 0.0782 0.2122 0.2044 0.2792 -0.0032*** 0.00061

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) Coefficient Std. Err. -0.4408 0.6689 0.0881 0.2494 0.0082 0.1228 0.0533 0.3633 0.00000636 0.0000049 0.6168 0.7798 0.1321 0.547 -0.2705 0.6764 0.2062 0.6432 0.5797 0.614 -0.0027** 0.00087

®¤µ¥Á®˜» * ‡º° ¦³—´œ´¥­Îµ‡´š¸É 0.10** ‡º° ¦³—´œ´¥­Îµ‡´š¸É 0.05*** ‡º° ¦³—´œ´¥­Îµ‡´š¸É 0.01

เพื่อใหการประมาณคาความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงความปลอดภัยมีความแมนยํามากขึ้น จึงได ประมาณคาพารามิเตอรเสียใหม โดยคงเฉพาะตัวแปรอิสระที่มีนัยสําคัญทางสถิติ ดังตารางที่ 13


Development Economic Review

109

ตารางที่ 13 ผลการประมาณคาพารามิเตอรความเต็มใจจะจายเพื่อความปลอดภัยบนขบวน รถไฟที่มีตัวแปรอิสระที่มีนัยสําคัญทางสถิติ ˜´ªÂž¦ (Constant) FRE3 BID

µªÅš¥ (600 ‡œ) Coefficient 0.8831*** -0.665*** -0.00322***

Std. Err. 0.1863 0.2416 0.0006

µª˜nµŠµ˜· (300 ‡œ) ˜´ªÂž¦ Coefficient (Constant) 1.0593*** BID -0.00274** -

Std. Err. 0.26613 0.00084 -

ซึ่งสามารถคํานวณความเต็มใจจะจายเฉลี่ยตอคนไดจากสูตร WTP      k Sk จะไดความเต็มใจ 

จะจายเฉลี่ยของชาวไทยเทากับ 241.02 บาทตอคนตอครั้ง และความเต็มใจจะจายเฉลี่ยของชาวตาง ชาติไทยเทากับ 387.07 บาทตอคนตอครั้ง จากการประมาณคาสัมประสิทธิข์ องแบบจําลองดังแสดงในตารางที่ 13 สําหรับผูโ ดยสารชาวไทยพบวา ราคาทีเ่ สนอในการจายเงินเพือ่ การปรับปรุงความปลอดภัย (BID) มีความสัมพันธเชิงลบกับความเต็มใจ จะจายเพื่อความสะอาด ณระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.01 แสดงใหเห็นวา เมื่อราคาที่เสนอสูงขึ้น ผู โดยสารจะมีความเต็มใจทีจ่ ะจายนอยลง สําหรับตัวแปรความถีใ่ นการใชบริการรถไฟเฉลีย่ จํานวน 3เดือน ตอครั้ง (FRE3) มีความสัมพันธเชิงบวกกับความเต็มใจจะจาย ณระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 นั่น หมายถึงผูโดยสารที่เดินทางเฉลี่ย 3 เดือนตอครั้งมีแนวโนมในที่จะจายเงินเพื่อการปรับปรุงความ ปลอดภัยบนขบวนรถไฟ สําหรับชาวตางชาติพบวามีเพียงตัวแปรเดียวที่มีผลตอความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงความ ปลอดภัยบนขบวนรถไฟ คือตัวแปรราคาทีเ่ สนอ (BID) มีความสัมพันธเชิงลบกับความเต็มใจจะจายเพือ่ ปลอดภัย ณระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 แสดงใหเห็นวา เมื่อราคาที่เสนอสูงขึ้น ผูโดยสารจะมีความ เต็มใจทีจ่ ะจายนอยลง แสดงวาราคานัน้ มีผลกระทบกับความเต็มใจจะจายไมวา จะเปนชาวไทยหรือชาว ตางชาติ สวนในดานอืน่ ๆ ไมมคี วามสัมพันธอยางมีนยั สําคัญตอความเต็มใจจะจายเพือ่ ความปลอดภัย สําหรับมูลคาความเต็มใจจะจายเพื่อการปรับปรุงความปลอดภัยบนขบวนรถไฟของผูโดยสารชั้น 2 ไม วาจะเปนมีผูดูแลรักษาความปลอดภัยบนขบวนรถที่มีจํานวนมากขึ้น หนาตางที่เปนแบบกระจกนิรภัย ทีเ่ ก็บสัมภาระทีม่ คี วามสะดวก ปลอดภัย และทางเดินระหวางตูโ ดยสารทีม่ คี วามปลอดภัยมากขึน้ สําหรับ ผูโดยสารชาวไทยมีความเต็มใจจะจายเพิ่มจากคาโดยสารที่ใชในการเดินทางในแตละครั้งเฉลี่ยเทากับ 241.02 บาท และสําหรับชาวตางชาติมคี วามเต็มใจจะจายเพิม่ จากคาโดยสารทีใ่ ชในการเดินทางในแตละ ครั้งเฉลี่ยเทากับ 387.07 บาท


110

Development Economic Review

แตทงั้ นี้ มูลคาความเต็มใจจะจายของผูโ ดยสารทัง้ ชาวไทยและชาวตางชาติทอี่ อกมาในรูปของตัวเงินนัน้ การรถไฟ ฯ สามารถนําไปใชประกอบการพิจารณาเพื่อกําหนดนโยบายตาง ๆ ไมวาจะเปนการพัฒนา ในดานความสะอาด ความปลอดภัย ความตรงตอเวลา หรืออื่น ๆ เพื่อความเหมาะสมกับภาวการณใน ปจจุบัน ซึ่งจะเปนการเรียกความภาคภูมิใจใหกับการรถไฟ ฯ ใหกลับคืนมา และเปนการดึงดูดลูกคาให มาโดยสารดวยระบบขนสงทางรางโดยเฉพาะอยางยิ่งเดินทางดวยรถไฟใหมากยิ่งขึ้น 6. บทสรุปและขอเสนอแนะเชิงนโยบาย ความสะอาดและความปลอดภัยในขบวนรถไฟเปน 2 ประเด็นใหญที่ผูโดยสารใหความสนใจเปนพิเศษ เมื่อตองเดินทางโดยทางรถไฟ ดังนั้น การรถไฟฯ จึงจําเปนตองปรับปรุงการใหบริการใน 2 ประเด็นนี้ อยางเรงดวน เพือ่ ใหผโู ดยสารไดรบั ความพึงพอใจมากขึน้ ผลการศึกษาพบวา ผูโ ดยสารสวนใหญไมวา จะเปนชาวไทยและชาวตางชาติตอ งการเห็นการปรับปรุงพัฒนาของการรถไฟแหงประเทศไทยและยินดี จายคาโดยสารที่แพงขึ้นเพื่อบริการที่ดีขึ้น ดังนั้นการที่การรถไฟฯ ตองการขึ้นคาธรรมเนียมรอยละ 10 จะตองมีการปรับปรุงการใหบริการใหดขี นึ้ โดยเฉพาะอยางยิง่ ในเรือ่ งของความสะอาด ซึง่ ผูโ ดยสารสวน ใหญลงความเห็นวาควรเรงปรับปรุงอยางเรงดวน โดยอาจจะจางหนวยงานภายนอกเพื่อมาทําหนาที่ รักษาความสะอาดบนขบวนรถไฟโดยเฉพาะและเรงปรับปรุงสภาพของหองนํ้าหรือหองสุขาใหมีความ ทันสมัยและสะดวกตอการใชงานใหมากขึ้นกวาในปจจุบันโดยเฉพาะในขบวนรถเชิงพาณิชย นอกจากนี้ การรถไฟแหงประเทศไทยสามารถสรางความรูความเขาใจและสงเสริมใหผูโดยสารมีความ ตระหนักถึงความสะอาดบนขบวนรถไฟโดยเนนการมีสวนรวม เพราะวาสาเหตุหนึ่งของความสกปรก นั้นอยูที่ผูโดยสารดวย ไมวาจะเปนการทิ้งขยะบนขบวนรถไฟ การชําระลางสิ่งสกปรกหลังจากเขาใช บริการหองนํ้าหรือหองสุขา เปนตน ถามีการใหความตระหนักกับสิ่งเหลานี้ ก็จะทําใหขบวนรถไฟนั้น เกิดความสะอาดและนาใชงานมากยิ่งขึ้นความปลอดภัยก็เปนอีกเรื่องหนึ่งที่ผูโดยสารตองการใหมีการ ปรับปรุงเชนกัน คาความเต็มใจจะจายทีป่ ระมาณไดในการศึกษาในครัง้ นีส้ ามารถใชเปรียบเทียบกับคา ใชจายของโครงการปรับปรุงการใหบริการวามีความคุมคาทางการเงินหรือไม งานวิจัยชิ้นนี้สามารถใชอางอิงสําหรับการศึกษาในลักษณะคลายกันนี้ในอนาคต เชน การศึกษาความ เต็มใจจะจายของผูโ ดยสารรถไฟใตดนิ เพือ่ ลดความแออัดบนขบวนรถ หรือลดความคับคัง่ ของผูโ ดยสาร บริเวณชานชาลา หรือ การศึกษาความเต็มใจจะจายของผูโ ดยสารรถไฟฟาบีทเี อสเพือ่ เพิม่ ความปลอดภัย ของผูโดยสารในขณะที่ยืนรอบริเวณชานชาลา เปนตน


Development Economic Review

111

บรรณานุกรม ภาษาไทย ธีรภัทร วีระวัฒนโสภณ. (2555). ความพึงพอใจของผูโดยสารที่มีตอการใหบริการของรถไฟฟรีเพื่อ ประชาชนขบวนรถเร็ว กรุงเทพฯ – เชียงใหม: คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. Weerawatsopon, T. (2013). Passengers’ satisfaction for a free train service on BangkokChiangmai route, Chiang Mai: Faculty of Economics, Chiang Mai University. (In Thai) มาริสา เจริญไพศาลสัตย. (2553). ความพึงพอใจของผูโดยสารที่มีตอการใหบริการของรถดวนพิเศษ นครพิงค กรุงเทพฯ – เชียงใหม, เชียงใหม: คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. Charoenpisansat, M. (2010). Passengers’ satisfaction for a train service on Bangkok- Chiangmai Route, Chiang Mai: Faculty of Economics, Chiangmai University (in Thai). โสภิดา โสพิณ. (2555). ปจจัยที่มีผลตอการเลือกใชบริการรถไฟของผูโดยสารที่เดินทางมาจังหวัด เชียงใหม, เชียงใหม: คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. Sopin, S. (2013). Factors affecting a train service choice of coming passengers from Chiang Mai, Faculty of Economics, Chiang Mai University. (In Thai) ภาษาอังกฤษ Carlsson, F. & Johanssan-Stenman, O. (2000). Willingness to pay for improved air quality in Sweden. Applied Economics, 32(6), 661- 669. Eboli, L. & Mazzulla, G.(2008). Willingness to pay of public transport users for improvement in service quality. European Transport, 38 (2008), 107-118. Francisco, P.J.S. (2011) Are Metro Manila Willingness to Pay for Cleaner Public Transport? The Economy and Environment Program for Southeast Asia (EEPSEA). Hannemann, M. (1984). Welfare evaluations in contingent valuation experiments with discrete choice responses. American Journal of Agricultural Economics, 66, 332 – 341. Takada, K.& Fujiu, M. (2010).Study of willingness to pay for reducing lost time of railways, Journal of the Eastern Asia Society for Transportation Studies, 8, retrieved from http://www.easts.info/publications/journal_proceedings/journal2010/100476.pdf Zheng, L.& Hensher, D.A. (2011). Crowding and public transport: A review of willingness to pay evidence and its relevance in project appraisal” Transport Policy, 18(6), 880–887.


112

พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน ปที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2559)

Development Economic Review

การศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยทามกลางการเปลี่ยนแปลง: กรณีศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย กุลลินี มุทธากลิน* บทคัดยอ การศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยมีพฒ ั นาการตามการศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศตะวันตกโดยเฉพาะ ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยมีวตั ถุประสงคของการศึกษาเพือ่ สรางผูเ ชีย่ วชาญทางเศรษฐศาสตร พัฒนาการ ดังกลาวดําเนินไปพรอมๆ กับการใหความสําคัญกับเศรษฐศาสตรนโี อคลาสสิกและการใชเครือ่ งมือทาง คณิตศาสตร สถิติ และเศรษฐมิติ อยางไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร อาจารย และนักศึกษาเศรษฐศาสตร ในประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรไดเริ่มตั้งคําถามและวิพากษตอการศึกษา เศรษฐศาสตรโดยเฉพาะประเด็นความไมสมจริงและการไมสามารถประยุกตใชของทฤษฎีเศรษฐศาสตร นีโอคลาสสิกผานขอเรียกรองของกลุมตางๆ ที่ตั้งคําถามตอการศึกษาเศรษฐศาสตรที่เปนอยู จากการ ศึกษาความคิดเห็นของนิสิตในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของคณะเศรษฐศาสตรจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย พบวา มีการตั้งคําถามตอการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยในประเด็นที่ใกลเคียงกับกลุม ตางๆในตะวันตก การวิพากษดงั กลาวยอมสงผลกระทบตอการศึกษาเศรษฐศาสตรไทยไปดวยอยางยาก ที่จะหลีกเลี่ยง

คําสําคัญ:

การศึกษาเศรษฐศาสตร, เศรษฐศาสตรบัณฑิต, ประเทศไทย

* อาจารยประจํา คณะเศรษฐศาสตรจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ถนนพญาไท กรุงเทพ 10330, Email: Gullinee.M@Chula.ac.th


Economic Review DevelopmentDevelopment Economic Review 113 Volume 10 No.1 (January 2016)

Economics Education in Thailand amid the Changes: A Case Study of the Bachelor of Economics Program, Chulalongkorn University Gullinee Mutakalin* Abstract Economics education in Thailand has been influenced and shaped by Western countries particularly the United States. The most striking characteristic of the content of economic courses in Thailand is emphasis on neoclassical-Keynesian synthesis economic theory which confines to arcane mathematical models with the purpose of training personnel and specialistsin economics. Recently, a growing number of top economists and economic students in France, the United States and United Kingdom such as the Post-autistic Economics Movement, Econ 4, Post-Crash Economics Societyand Cambridge Society for Economic Pluralismhave examined how a neoclassical economics had begun to be dominated economics at the expense of a separation from the economic reality that the world was facing. This study found that economics students at Chulalongkorn University particularly undergraduate students also raised the same questions to economics education as various groups in Western countries. For this reason, the content of economics as well as economics education in Thailand could and should be seriously reexamined and rethought.

Keywords: Economics Education, Bachelor of Economics, Thailand * Lecturer of Economics– Faculty of Economics, Chulalongkorn University, Phayathai Road, Bangkok 10330, Thailand. Email: Gullinee.M@Chula.ac.th


114

Development Economic Review

1. บทนํา แมวา การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตรในประเทศตะวันตกจะมีพฒ ั นาการทางประวัตศิ าสตรมายาวนานตัง้ แต ยุคกรีกและพัฒนาเรื่อยมาจนเขาสูแนวคิดเศรษฐศาสตรการเมืองยุคคลาสสิก เศรษฐศาสตรการเมือง แบบมารกซ เศรษฐศาสตรแบบเคนส และเศรษฐศาสตรแบบนีโอคลาสสิกในทีส่ ดุ แตสาํ หรับประเทศไทย แลวเศรษฐศาสตรมพี ฒ ั นาการมีพฒ ั นาการมาไมนานนักโดยพัฒนาการของการศึกษาเศรษฐศาสตรไทย เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อยางไรก็ตาม การศึกษาเพื่อประเมินสถานภาพวิชาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยยังมีจํานวนนอย การ ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาเศรษฐศาสตรของประเทศไทย เริ่มโดย ศาสตราจารย ดร. ฉัตรทิพย นาถสุภา ใน พ.ศ. 2516 และก็มีการถกเถียงกันในหมูนักเศรษฐศาสตรไทยในเรื่อง “วิกฤตการณความคิดของ เศรษฐศาสตรไทย” ซึ่งเปนการถกเถียงซึ่งมีที่มาสืบเนื่องมาจากการตั้งคําถามตอการนําเอาทฤษฎี เศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกกับการเสนอใหนําเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตรการเมืองมาใชอธิบายและเสนอ แนะแนวทางในการแกไขปญหาทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้น ใน พ.ศ. 2523 สถานภาพของศึกษาเศรษฐศาสตรไทยไดรับการศึกษาอีกครั้งภายใตกรอบการศึกษา Economics in Asia: Status Reports on Teaching and Research in Nine Countries ในป 1985 โดย Unchalee Kohkongka ไดนําเสนอสถานภาพการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรไทยตอเนื่องจากฉัตรทิพย จวบจน เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยครั้งใหญที่รูจักกันในนาม “วิกฤตตมยํากุง” ขึ้นใน พ.ศ. 2540 จึง เกิดการตัง้ คําถามถึงศักยภาพในการใหคาํ อธิบาย ทําความเขาใจ การนําเสนอแนวทางการแกไขปญหา และทางเลือกในการกาวออกจากวิกฤตทางเศรษฐกิจดังกลาว สงผลใหแนวคิดเศรษฐศาสตรทางเลือก ตางๆ อยางแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน เศรษฐศาสตรสเี ขียว พุทธเศรษฐศาสตร รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง เขามามีบทบาทในการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทย ตอมา เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและวิกฤตเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปใน ค.ศ. 2008 ได สงผลกระทบตอเศรษฐกิจโลกสืบเนื่องมาจนถึง ค.ศ. 2014 จนทําใหเกิดกระแสการเรียกรองใหมีการ ประเมินถึงศักยภาพในการอธิบายและประยุกตใชแนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตรที่ศึกษากันอยูใน สหรัฐอเมริกาและยุโรปซึง่ สวนใหญ ซึง่ ก็คอื แนวคิดและทฤษฎีนโี อคลาสสิก กระแสการวิพากษดงั กลาว ซึ่งยอมตองสงผลกระทบตอการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยอยางยากที่จะหลีกเลี่ยง ดวยเหตุนี้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงเปนการศึกษาตอเนื่องจากงานวิจัยสถานภาพการศึกษาเศรษฐศาสตรไทย ของฉัตรทิพยนาถสุภา (2523) และ Kohkongka (1985) โดยมีวัตถุประสงค ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาวาการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยมีพัฒนาการอยางไร


Development Economic Review

115

2) เพื่อศึกษาวามีเงื่อนไขอะไรบางที่เกิดขึ้นจากทั้งภายในและภายนอกสังคมไทยที่มีอิทธิพลโดย ตอพัฒนาการการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทย และ 3) เพื่ อ ให ข  อ เสนอว า การศึ ก ษาเศรษฐศาสตร ไ ทยควรจะปรั บ ตั ว อย า งไรให ส อดรั บ กั บ การ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก 2. กรอบแนวคิดและวิธีการวิจัย งานวิจัยนี้ใชหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ. 2551) ของคณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัยซึ่งเปนมหาวิทยาลัยในกลุมแรกๆ ที่จัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร เปนกรณีศึกษา ดวยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก หลักสูตรดังกลาว เปนหนึง่ หลักสูตรทีม่ พี ฒ ั นาการยาวนานตอเนือ่ ง มาพรอมๆ ไปกับพัฒนาการการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยโดยเปน 1 ใน 5 มหาวิทยาลัยที่ฉัตรทิพย ทําการศึกษาใน พ.ศ. 2516 และเปน 1 ใน 6 มหาวิทยาลัยที่ Kohkongka (1985) ทําการศึกษาในปค.ศ. 1985 ประการทีส่ อง การวิจยั นีเ้ ลือกใชกรณีศกึ ษาเพราะตองการเจาะลึกไปถึงรายละเอียดของโครงสราง หลักสูตรเปนการเฉพาะในมิตติ า งๆเพือ่ ใหเกิดความสอดรับกันของการพิจารณาประเด็นทางดานอุปทาน และดานอุปสงคในการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทย วิธีวิจัยที่ใชในงานวิจัยนี้ เปนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยใชวิธีการวิจัย 2 แบบ ไดแก 1) การวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) โดยรวบรวมขอมูลจากเอกสารชั้นตนและชั้น รองตางๆ จากเอกสาร ตํารา งานวิจัย รวมถึงเว็บไซดตาง ๆ เพื่อศึกษาพัฒนาการและทิศทาง ขององคความรูท างเศรษฐศาสตรของไทยนับเนือ่ งตัง้ แตการปรากฏขึน้ ของหนังสือเศรษฐศาสตร ไทยฉบับแรกมาจนถึงปจจุบันรวม ถึงขอมูลตาง ๆ ของหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต ของคณะ เศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 2) การใชแบบสอบถาม (Questionnaires) เพื่อสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่ศึกษาใน หลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยป 2-4 จํานวน 61 คน เพื่อใหไดขอมูล ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีตอการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทย เพื่อสํารวจดูวาในบริบทของ การตัง้ คําถามและเรียกรองใหมกี ารเปลีย่ นแปลงในการศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศอืน่ นัน้ ใน ประเทศไทยมีหนอออนของการตั้งคําถามดังกลาวเกิดขึ้นหรือไม อยางไร ดวยเหตุนี้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงแบงการศึกษาออกเปน 3 สวน คือ สวนแรกเปนการพิจารณาบริบทของการ ศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยผานพัฒนาการองคความรูของเศรษฐศาสตรไทยและการเคลื่อนไหวของ กลุมตาง ๆ ที่เรียกรองใหมีการปรับเปลี่ยนองคความรูและการศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศตาง ๆ สวนที่สอง พิจารณาถึงกลุมวิชาตาง ๆ ในหลักสูตร คณาจารย ความเชี่ยวชาญ และองคประกอบตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับการเรียนการสอนหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ โดยจะนําไปเปรียบเทียบเพื่อดู พัฒนาการ ความเหมือน และความแตกตางจากงานวิจัยของ ฉัตรทิพย นาถสุภาใน พ.ศ. 2516 และ


116

Development Economic Review

UnchaleeKohkongka ใน ค.ศ.1985 รวมถึงนําไปเปรียบเทียบกับขอเรียกรองของกลุมตางๆในตาง ประเทศที่ตั้งคําถามตอการศึกษาเศรษฐศาสตรซึ่งเปนการศึกษาทางดานอุปทานของการศึกษา เศรษฐศาสตร สวนที่สามพิจารณาถึงขอคิดเห็นของนิสิตที่ศึกษาในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ ผูซึ่งเปนผู เรียนทีไ่ ดรบั ผลกระทบจากศึกษาเศรษฐศาสตรโดยตรงเพือ่ เปรียบเทียบดูกบั ขอเรียกรองของกลุม ตางๆ ในตาง ประเทศที่ทําการเคลื่อนไหวเรียกรองใหเกิดการเปลี่ยนแปลงองคความรูและการเรียนการสอน ทางดานเศรษฐ-ศาสตรนับเนื่องตั้งแต ค.ศ. 2000 เปนตนมา ซึ่งเปนการศึกษาทางดานอุปสงคของการ ศึกษาเศรษฐศาสตร 3. การพัฒนาองคความรูของเศรษฐศาสตรในประเทศไทย ในดานการพัฒนาองคความรูของเศรษฐศาสตรในประเทศไทยพบวา องคความรูของเศรษฐศาสตรใน ประเทศไทยมีพฒ ั นาการเกาะเกีย่ วไปกับบริบทการพัฒนาองคความรูข องเศรษฐศาสตรในโลกตะวันตก ที่เปนปจจัยภายนอกประเทศและพัฒนาการทางเศรษฐกิจการเมืองโดยเฉพาะแนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศซึ่งเปนปจจัยภายในประเทศ (ฉัตรทิพยนาถสุภา, 2523 ก; Kohkongka, 1985;ไพโรจน วงศวิภานนท, 2523) การศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยชวงกอนการเปลี่ยน แปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ไมไดถูกริเริ่มโดยภาครัฐแตกลับถูกริเริ่มขึ้นโดย พระยาสุริยานุวัตร ผู เขียนหนังสือเศรษฐศาสตรฉบับแรกของไทยที่ชื่อ ทรัพยศาสตรขั้นตน41 ในป พ.ศ. 2554 ซึ่งอธิบายถึง ทฤษฎีมูลคาของสํานักคลาสสิกโดยยกตัวอยางเศรษฐกิจไทยประกอบการอธิบายหนังสือเลมนี้ยังได แนะนําความคิดเรือ่ งการระดมทรัพยากรมาพัฒนาเศรษฐกิจโดยเรียกรองใหรฐั บาลไทยเขามามีบทบาท มากขึน้ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทัง้ ยังชีใ้ หเห็นถึงความไมเทาเทียมกันทางรายไดและความ มั่งคั่งระหวางกลุมคนตางๆ ในสังคมไทย การวิพากษตอตานหนังสือดังกลาวโดยราชสํานักโดยออก กฎหมายไมใหมีการเรียนการสอนและเผยแพรทาง ดานลัทธิเศรษฐกิจ ทําใหการศึกษาเศรษฐศาสตรไทยตองหยุดชะงักลง (ฉัตรทิพย นาถสุภา, 2523ข) การศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยเริม่ ตนอีกครัง้ ภายหลังการเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรและการเมืองในรูปแบบของการศึกษาลัทธิเศรษฐกิจและเศรษฐศาสตรซึ่ง เนนการศึกษาแบบเศรษฐศาสตรการเมืองสํานักประวัติศาสตรเยอรมัน ตอมาชวงทศวรรษ 1960 การ ศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยไดเกิดการเปลีย่ นแปลงครัง้ สําคัญ กลาวคือรัฐบาลทหารภายใตการนํา ของจอมพลสฤษดิธ์ นะรัชตไดใหความสําคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยการดําเนินการตาม

41 ตําราเศรษฐศาสตรของพระยาสุริยานุวัตรพิมพเปนหนังสือ 3 เลม โดยเลม 1 และ 2 พิมพออกจําหนายในรัชกาลที่ 6 สวนเลมที่ 3 พิมพออกมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475


Development Economic Review

117

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสัง-คมแหงชาติฉบับที่ 1 ในป พ.ศ. 2504 ในการดําเนินการตามแผนดังกลาว รัฐบาลไดจางงานและมีความตองการจางงานบัณฑิตผูจบการศึกษาทางดานเศรษฐศาสตรในรูปแบบที่ เปนผูมีความชํานาญเฉพาะดานการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตองการนักเศรษฐศาสตรเพื่อมีสวน รวมในการวางแผนเศรษฐกิจในขณะทีอ่ งคความรูท างดานเศรษฐศาสตรไดเปลีย่ นแปลงไปเปนองคความ รูแบบเศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกที่ไดตัดเอามิติทางดานการเมืองออกไปจากการวิเคราะหทางดาน เศรษฐศาสตร42 การศึกษาเศรษฐศาสตรจึงขยายตัวจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรมาที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตรและจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยโดยปรับเปลีย่ นเปนการศึกษาทีเ่ นนหนักไปทีส่ าํ นักนีโอคลาส สิกและเปนวิชาชีพมากขึน้ จนปจจุบนั การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยไดขยายตัวไปในทิศทาง ดังกลาวจนมีการจัดตั้งคณะเศรษฐศาสตรในสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนถึง 27 แหง ในการศึกษา “วิกฤตการณความคิดของเศรษฐศาสตรไทย” พรชัย คุณศรีรักษสกุล (2523) อธิบายวา การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยถือวาใหมมากเพราะเพิ่งมาเติบโตและขยายตัวในภายหลัง สงครามโลกครัง้ ทีส่ อง ดังนัน้ นักเศรษฐศาสตรของไทยจึงจําเปนตองศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตรจากตาง ประเทศโดยเทคนิคและแนวความคิดในการวิเคราะหของนักเศรษฐศาสตรไทยไดรับอิทธิพลและเลียน แบบจากสหรัฐอเมริกาเปนสวนใหญจงึ ทําใหการศึกษาเศรษฐศาสตรมลี กั ษณะของกลไกมากเกินไปและ มักจะยอมรับทฤษฎีเหลานี้โดยไมมีขอโตแยง ขณะที่ ฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) ,กนกศักดิ์ แกวเทพ (2523), ไพโรจน วงศวิภานนท (2523) และ Kohkongka (1985) มีขอสังเกตเชนเดียวกันวา เศรษฐศาสตรที่เรียนกันในประเทศไทยนั้น มีเพียง แนวทางเดียว คือ เศรษฐศาสตรของสํานักนีโอคลาสสิก ซึ่งไดรับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในยุค รัฐบาลจอมพลสฤษดิเ์ ปนตนมา ทําใหเศรษฐศาสตรแนวทางอืน่ ไมเปนทีร่ จู กั ในสังคมไทย การศึกษาตาม แนวทางดังกลาวเผชิญกับปญหาการไมสามารถประยุกตใชใหสอดคลองกับปญหาของไทย ทั้งยังไมมี ความพยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีขึ้นจากฐานของขอมูลเชิงประจักษของประเทศไทย นอกจากนี้ วัตถุประสงคของการสรางผูเชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตรสงผลตอการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในรูป แบบที่เปนอิสระโดยไมตองเชื่อมโยงกับคณะอื่นๆ สงผลใหวิชาตางๆในหลักสูตรทางเศรษฐศาสตรขาด มิติทางดานประวัติศาสตรและขาดความเชื่อม-โยงกับสังคมศาสตรอื่น ๆ สวน ทวี หมื่นนิกร (2524) ระบุวา บัณฑิตเศรษฐศาสตรของไทยทั้งในขั้นปริญญาตรี ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอกไมวา จะจบจากภายในหรือนอกประเทศเกือบทัง้ หมดเปนผลผลิตของสํานักนีโอคลาสสิกและ สํานักเคนส ทั้งนี้ วิชาเศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกดานตางๆ ที่แสดงออกเปนตัวเลข สามารถยนยอลง มาเปนสูตรเปนสมการได ทําใหเศรษฐศาสตรซึ่งเปนสังคมศาสตรกลายมาเปนวิทยาศาสตร ซึ่งมีขอดีก็

42 สถานะของนักเศรษฐศาสตรในสายตาของรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแปลง รัฐบาลเริ่มมองวานักเศรษฐศาสตรเปนวิชาชีพเทคนิคมากวา นักคิดหัวรุนแรง


118

Development Economic Review

คือ มีความชัดเจน ทดสอบได และมีความสามารถในการพยากรณลว งหนาจากฐานขอมูลเหลานัน้ สวน ปจจัยทีแ่ สดงออกเปนตัวเลขไมไดกจ็ าํ ตองตัดออกไปจากแบบจําลอง แตวธิ กี ารเชนนีม้ ขี อ ดอยทีล่ ดทอน ป จ จั ย หลายอย า งออกไปจากชี วิ ต และสั ง คมที่ เ ป น จริ ง เศรษฐศาสตร แ บบนี โ อคลาสสิ ก ได ทํ า ให เศรษฐศาสตรการเมืองซึ่งครอบคลุมปจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง กลายเปนเศรษฐศาสตร “บริสทุ ธิ”์ คือมีแตปจ จัยทางเศรษฐกิจลวนๆ เทานัน้ จึงทําใหเศรษฐศาสตรเปนศาสตรทลี่ อยหางออกไป จากความเปนจริง คาตาโนะ (2523) ซึ่งเปนนักเศรษฐศาสตรชาวญี่ปุนวิพากษวานักเศรษฐศาสตรและเศรษฐศาสตรไทย ขาดการทําความเขาใจโครงสรางการผลิตซํ้าของเศรษฐกิจ รวมถึงการชี้ใหเห็นวาภายใตโครงสรางนี้ ใครเปนคนริเริ่มเพื่อใคร ดวยวัตถุประสงคใด และมีความสัมพันธกับปญหาใด พรอมทั้งใหคําตอบที่ จําเปนดวยอีก 33 ปตอมา นิพนธ พัวพงศกร (2556) วิพากษวา นักเศรษฐศาสตรไทยรูวายุทธศาสตร การพัฒนาแบบเดิมใชไมไดแลว ทั้งยังไมสามารถใหคําตอบไดวารูปแบบใหมของการพัฒนาเศรษฐกิจ ทีจ่ ะดึงใหประเทศพนจากกับดักประเทศรายไดปานกลางเปนอยางไร และไมมอี งคความรูเ พียงพอเรือ่ ง เศรษฐกิจฟองสบูและวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน นอกจากนี้ นิพนธ พัวพงศกร (2556) ยังพิจารณาวาในยุคเริม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนัน้ วิชา เศรษฐศาสตรและนักเศรษฐศาสตรมีบทบาทในการกําหนดนโยบายสาธารณะอยางมากสวนหนึ่งเปน เพราะระบบการเมืองแบบเมืองเผด็จการแตในยุคปจจุบัน (พ.ศ.2557) พรรคการเมืองสวนใหญเปนผู กําหนดนโยบายเศรษฐกิจดวยตัวเอง ทีมเศรษฐกิจของพรรคการเมืองทีม่ กั ประกอบดวยนักเศรษฐศาสตร จึงมีบทบาทคอนขางนอย นักเศรษฐศาสตรจึงมีบทบาทลดลงในการกําหนดนโยบายสาธารณะ การ เปลีย่ นแปลงดังกลาวเกิดจากบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทีเ่ ปลีย่ นแปลงไปรวมทัง้ เกิดจาก นักเศรษฐศาสตรไทยเองดวย อยางไรก็ดี ทวี หมื่นนิกร (2523)ไดอธิบายขอจํากัดดังกลาวเอาไววา นักเศรษฐศาสตรที่ไมยอมรับการ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหวางเศรษฐศาสตรกับการเมืองยอมอธิบายความเปนจริงไดไมเพียงพอ กลาวคือ นักเศรษฐศาสตรทวี่ เิ คราะหภาวะเศรษฐกิจโดยนําเอาแตเฉพาะปจจัยทางเศรษฐกิจทีส่ าํ คัญ ๆ มารวมกัน มักจะไมเขาใจวาทําไมขอเสนอนโยบายทางเศรษฐกิจของตนที่วาสมบูรณแลว จึงมีโอกาส นอยที่จะไดรับการนําไปปฏิบัติหรือไมไดถูกนําไปปฏิบัติเลย การวิพากษเศรษฐศาสตรของไทยซึ่งเนนเศรษฐศาสตรแบบ Neoclassical Keynesian Synthesis นั้น หากนําขอสังเกตดังกลาวมาพิจารณารวมไปกับขอวิพากษของกลุมที่ตั้งคําถามตอองคความรูและการ เรียนการสอนเศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกในประเทศตางๆ ในศตวรรษที่ 21 ไมวาจะเปน กลุม Post-Autistic Economics Movement/ Real World Economics, Post-Crash Economics และกลุม Cambridge Society for Economic Pluralism (CSEP) ในประเด็นเรื่องความสมจริงและความสามารถ ในการอธิบายสภาพทีเ่ ปนจริงในหัวขอตอไป ก็ยงั พบวาขอวิพากษดงั กลาวยังคงเปนขอวิพากษทดี่ าํ เนิน


Development Economic Review

119

มาอยางตอเนือ่ งและครอบคลุมถึงการศึกษาเศรษฐ-ศาสตรของไทยดวย ซึง่ ยอมตองสงผลตอขอวิพากษ ดานความสามารถในการปรับและดัดแปลงความรูที่ไดรับใหเหมาะสมกับการวิเคราะหสภาพเศรษฐกิจ ไทย ซึ่งสอดคลองกับขอวิพากษของคาตาโนะ (2523) และนิพนธ พัวพงศกร (2557) ไปดวยอยางยาก ที่จะหลีกเลี่ยง ดวยเหตุนี้ ไพโรจน วงศวิภานนท (2523) จึงเสนอวา วิธีที่เหมาะสมกวาสําหรับผูที่เรียนเศรษฐศาสตร ของไทย คือ การเนนหนักไปที่วิชาประวัติทฤษฎีและความคิดของนักเศรษฐศาสตร วิชาเศรษฐกิจของ ประเทศสําคัญของโลกและวิชาประวัตศิ าสตรเพราะจะชวยใหผเู รียนไดเรียนรูก ารคิดและวิธวี เิ คราะหของ นักเศรษฐ-ศาสตรสํานักตางๆใหละเอียดลึกซึ้ง การเรียนวิวัฒนาการของทฤษฎีเศรษฐศาสตรเศรษฐกิจ ไทยและประวัต-ิ ศาสตรเศรษฐกิจควบคูก นั ไปจึงจะไดสว นผสมทีด่ ขี องการศึกษาเศรษฐศาสตร ขอเสนอ ดังกลาวของไพโรจนนี้สอดรับไปกับขอเสนอของ The Institute for New Economic Thinking (INET) ในป ค.ศ. 2014 ดังที่จะไดกลาวถึงตอไป ชวงเริม่ ตนศตวรรษที่ 21ไดมกี ารเคลือ่ นไหวของกลุม ตางๆ ทีต่ งั้ คําถามและเรียกรองใหมกี ารปรับเปลีย่ น องคความรูแ ละการศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศตาง ๆ ในงานวิจยั ชิน้ นีจ้ ะพิจารณา กลุม สําคัญ 4 กลุม ซึ่งเปนตัวแทนของกลุมตางๆ ไดแก กลุม Post-autistic Economics, กลุม Econ 4, กลุม Post-Crash Economics Society, และกลุม Cambridge Society for Economic Pluralism โดยกลุม Post-autistic Economics43 เปนกลุมแรกสุดที่ถือกําเนิด ณ ประเทศฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 2000 โดยเริ่มจากนักศึกษา เศรษฐศาสตร ของมหาวิทยาลัยปารีส ไดรวมกันลงชื่อเพื่อเรียกรองใหมีการเปลี่ยนแปลงในการเรียน การเศรษฐศาสตร การเรียกรองดังกลาวไดรับการสนับสนุนจากนักวิชาการเศรษฐศาสตรและอาจารย ทางเศรษฐศาสตร อีกทัง้ ยังสงผลใหเกิดการประชุมสาธารณะในระดับชาติขนึ้ อีกหลายครัง้ ในประเด็นดัง กลาวซึง่ ตอมาไดเปนแรงบันดาลใจและผลักดันใหเกิดการขยายตัวออกไปสูเ ครือขายของกลุม นักศึกษา ในประเทศตางๆในภายหลัง44 (Fullbrook, 2003) การเคลื่อนไหวที่ตั้งคําถามตอองคความรูและการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรกระแสหลักตั้งแตป ค.ศ. 2000 และไดสงผลสะเทือนที่สําคัญทําใหเกิดกลุมที่ตั้งคําถามตอองคความรูและการเรียนการสอน เศรษฐศาสตรซึ่งเคลื่อนไหวเพื่อเรียกรองใหมีการเปลี่ยนแปลงในอีกทศวรรษตอมาหลังการเกิด

43 สามารถอานรายละเอียดเพิ่มเติมไดใน http://www.paecon.net/PAEReview/ 44 ตัวอยางของกลุมเหลานี้ ไดแก กลุมInternational Student Initiative for Pluralism in Economics ซึ่งเปนกลุมนานาชาติ กลุม Cambridge Society For Economic Pluralism กลุม Glasgow University Real World Economics Society (GURWES) กลุม The Sheffield Alternative Thinking for Economics Society และ Post-Crash Economics Society Essex ในสหราชอาณาจักร กลุม Det Samfundsøkonomiske Selskab (DSS) จาก Aarhus University ใน Denmark กลุม Rethinking Economics Tübingen ใน เยอรมนี กลุม Italian Post-Crash Economics Society ในอิตาลี กลุมRethinking Economics ใน New York และ กลุมRethinking Economics Goa ในอินเดีย เปนตน


120

Development Economic Review

วิกฤตการณทางการเงินและเศรษฐกิจครั้งใหญที่เรียกวา วิกฤตซับไพรม45 ที่กอตัวขึ้นในสหรัฐอเมริกา และขยายตัวออกไปกลายเปนวิกฤตของยุโรปในที่สุดเริ่มจากมีการตั้งคําถามตอความสามารถของนัก เศรษฐศาสตรในการเตือนภัยลวงหนาเมือ่ เกิดฟองสบูข องตลาดอสังหาริมทรัพยและตลาดหุน จวบจนถึง การเขาสูวิกฤตซับไพรม การตั้งคําถามตอผลประโยชนทับซอนของนักเศรษฐศาสตรที่สงผลใหเกิด วิกฤตการณดังกลาวรวมถึงการตั้งคําถามตอการเรียนการสอนเศรษฐ-ศาสตรในมหาวิทยาลัยของ สหรัฐอเมริกาโดยนักเศรษฐศาสตรชั้นนําอยาง Krugman (2009) และ Posen46 กลุม Econ 447 เปนกลุม ทีเ่ กิดจากการรวมตัวกันของคณาจารยเศรษฐศาสตรในมหาวิทยาลัยตางๆ ของ สหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการยึดครองวอลลสตรีทและกาวหนาไปจน ทําใหเกิดความพยายามในการตั้งคําถามตอองคความรูทางดานเศรษฐศาสตรที่ไมสามารถจัดการกับ ปญหาหลักๆ ทางสังคมที่เผชิญอยูไดแก วิกฤตการณทางการเงิน ความไมเทาเทียมกัน ภาวะการวาง งาน และปญหาสิ่งแวดลอมโดยสรางเศรษฐศาสตรแนวใหมขึ้นมาซึ่งอาจเรียกวาเปนความพยายามใน การยึดครองเศรษฐศาสตร (Occupy Economics) ที่รูจักกันในชื่อ Econ 4 ที่มีคําขวัญวา “4 people, 4 the planet, 4 the future” (กุลลินี มุทธากลิน, 2554, 2555) กลุม Post-Crash Economics Society เปนกลุม ทีถ่ กู จัดตัง้ ขึน้ โดยนักศึกษาเศรษฐศาสตรของ University of Manchester ในป ค.ศ. 2013 โดยมีแรงผลักดันในการจัดตั้งกลุมจากการประชุมสัมมนาของธนาคาร กลางของประเทศอังกฤษภายใตหวั ขอ ‘Are Economics Graduates Fit for Purpose?’ ซึง่ ในการประชุม สัมมนาดังกลาวนักเศรษฐศาสตรชนั้ นําในภาครัฐและเอกชนเขารวมในการถกเถียงวาการเรียนการสอน ของคณะเศรษฐศาสตรในระดับบัณฑิตศึกษากอนชวงวิกฤตการเงินใน ค.ศ.2008 มีการเรียนการสอนที่ เหมาะสมหรือไมการถกเถียงดังกลาว เปนจุดเริ่มตนใหเกิดการรวมกลุมกันของนักศึกษาเศรษฐศาสตร พรอมๆไปกับการจัดการพบปะ พูดคุย ถกเถียง โดยมีจุดเริ่มตนจากการวิพากษการเรียนการสอนวิชา เศรษฐศาสตรทเี่ ปนอยูว า ประสบกับความลมเหลวในการเตือนใหผคู นรูล ว งหนาถึงการมาถึงของวิกฤต ทางการเงินครัง้ ใหญในป 2007 ทัง้ ยังวิพากษและเรียกรองใหมกี ารปฏิวตั กิ ารเรียนการสอนเศรษฐศาสตร โดยพิจารณาวาแนวคิดหรือทฤษฎีอนื่ ๆนัน้ ถูกผลักออกไปอยูน อกกรอบกระแสหลักและไมไดถกู ใหความ สําคัญ โดยเฉพาะการวิพากษระบบตลาดเสรีสง ผลใหเศรษฐศาสตรทเี่ รียนและสอนกันอยูน นั้ มีความคับ แคบและไมสามารถอธิบายปรากฏการณที่เปนจริงได (Inman, 2013) Chang (2014) นักเศรษฐศาสตรคนสําคัญผูใหการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุม Post-Crash Economics Society และเปนอาจารยประจําที่ Cambridge University ใหความเห็นวา การเรียนการ 45กุลลินี มุทธากลิน (2547) หนวยที่ 15 ประเทศไทยกับเศรษฐกิจการเมืองระหวางประเทศ ใน เอกสารการสอนชุดวิชาไทยใน เศรษฐกิจโลก นนทบุรี สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 46Adam Posen นักเศรษฐศาสตร ซึ่งเปนหัวหนาของ Peterson Institute กลาววาการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยที่ละเลยขอมูล เชิงประจักษที่เกิดขึ้นจริงสงผลใหเศรษฐศาสตรใหความสําคัญกับวิธีการเชิงเทคนิคที่ไมเปนประโยชนและไรสาระ 47ดูเพิ่มเติมไดใน http://occupyharvard.net/, http://econ4.org/


Development Economic Review

121

สอนเศรษฐศาสตรจาํ กัดอยูก บั โมเดลทางคณิตศาสตรมากเกินไป นักเรียนเศรษฐศาสตรไมไดถกู เตรียม ตัวสําหรับโลกความเปนจริงนักศึกษาเศรษฐศาสตรชาวอเมริกันนั้นนอยคนที่จะรูวามีอะไรเกิดขึ้นใน ประเทศจีนและสถานการณในจีนสงผลกระทบตอเศรษฐกิจโลกอยางไร ทีแ่ ยไปกวานัน้ คือ นักศึกษาบาง คนไมเคยไดยินหรือรูจักนักเศรษฐศาสตรอยางเคนสเลย ตอมาในป ค.ศ. 2014 กลุม The Society for Economic Pluralism (CSEP) ไดทําการสํารวจถึงกระแส ความไมพึงพอใจดังกลาว โดยทําการสอบถามนักศึกษาและผูที่จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร University of Cambridge เพื่อใหทราบถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาหลักสูตร ความคาดหวังที่มีตอ หลักสูตรและการประกอบอาชีพที่เกี่ยวเนื่องจากการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร เพื่อนําไปเปนขอคิด เห็นในการปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร เมื่อพิจารณาโดยรวมพบวาทั้ง 4 กลุมดังกลาวตั้งคําถามตอองคความรูและการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรทถี่ กู ครอบงําโดยเศรษฐศาสตรนโี อคลาสสิก และขาดมุมมองทีห่ ลากหลายจากแนวคิดและทฤษฎี อื่นๆ จนเปนการผูกขาดทางความคิด โดยมีขอวิพากษที่สําคัญ คือ การทําใหการเรียนการสอน เศรษฐศาสตรสูญเสียความสามารถในการอธิบายสภาพความเปนจริง เนื่องจากการแยกขาดกับสภาพ ความเปนจริง การใชโมเดลและคณิตศาสตรมากเกินไป ซึง่ ผลทีต่ ามมาคือ องคความรูท างเศรษฐศาสตร ไมสามารถจัดการกับปญหาหลัก ๆทีส่ งั คมเผชิญอยูก ลุม ตางๆเหลานีจ้ งึ มีจดุ มุง หมายใหมกี ารปรับเปลีย่ น องคความรูและการเรียนการสอนเศรษฐ-ศาสตรใหสะทอนภาพความเปนจริงมากขึ้น กลาวคือเรียกรอง ใหการศึกษาเศรษฐศาสตรมีลักษณะเปนสหวิทยา-การและหลากหลายโดยนําเอาทฤษฎีอื่นๆนอกจาก เศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกกลับเขามาเพื่อสรางองคความรูใหมใหกับเศรษฐศาสตรดังตารางที่ 1


122

Development Economic Review

ตารางที่ 1

กลุมตางๆ ที่ตั้งคําถามตอการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรและเรียกรองใหมีการ เปลี่ยนแปลงในการศึกษาเศรษฐศาสตร

„¨»n¤š¸É˜´ÊŠ‡Îµ™µ¤˜n°„µ¦ Á¦¸¥œ„µ¦­°œ š¸É¤µ Á«¦¬“«µ­˜¦r „¨»n¤œ´„«¹„¬µ Á«¦¬“«µ­˜¦rĜ Post-autistic ž¦³Áš« Economics ¦´ÉŠÁ«­ Movement/ Real World Economics ­®¦´“°Á¤¦·„µ ­®¦µ°µ–µ‹´„¦ (2000) ¨³ Á¨Á¥¸¥¤

Econ 4 (2011)

„¨»n¤…°Š ‡–µ‹µ¦¥rœ´„ Á«¦¬“«µ­˜¦rĜ ž¦³Áš« ­®¦´“°Á¤¦·„µ

…o°ª·¡µ„¬rš¸É¤¸˜n°„µ¦Á¦¸¥œ „µ¦­°œÁ«¦¬“«µ­˜¦rš¸ÉÁž}œ°¥¼n - „µ¦ÄoäÁ—¨Â¨³‡–·˜«µ­˜¦r ¤µ„Á„·œÅž - „µ¦Â¥„…µ—„´­£µ¡‡ªµ¤ Áž}œ ‹¦·Š - „µ¦…µ—‡ªµ¤¦¼oÁ·Š Á«¦¬“«µ­˜¦r Ĝ®¤¼nœ´„Á¦¸¥œÁ«¦¬“«µ­˜¦r

‹»—¤»nŠ®¤µ¥š¸É˜o°Š„µ¦ - Á¦¸¥„¦o°ŠÄ®o¥»˜·‡¦°ŠÎµÃ—¥ š§¬‘¸ œ¸Ã°‡¨µ­­·„ - Á¦¸¥„¦o°ŠœÎµÁ°µÂœª‡·—¨³ š§¬‘¸ °ºÉœ ǚ¸É¤¸„µ¦‡Îµœ¹Š™¹Š­£µ¡‡ªµ¤ Áž}œ‹¦·Š¦°—oµœ„¨´Á…oµ¤µÁ¡ºÉ° ­¦oµŠ‡ªµ¤®¨µ„®¨µ¥Ä®o„´°Š‡r ‡ªµ¤¦¼ošµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r

- „µ¦˜´ÊŠ…o°­Š­´¥˜n°šµšÂ¨³ „µ¦šÎµŠµœ…°Š˜¨µ—Á­¦¸Ž¹ÉŠ¤¸Á‡¥ - ­¦oµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rš¸É˜°­œ°Š ¤¸°·š›·¡¨°¥nµŠ­¼ŠÄœž¨µ¥ «˜ª¦¦¬š¸É 20 ÁœºÉ°Š¤µ‹µ„‡ªµ¤ ˜n°‡ªµ¤˜o°Š„µ¦…°ŠŸ¼o‡œ è„ Ťn­µ¤µ¦™‹´—„µ¦„´ž{®µšµŠ ¨³°œµ‡˜ ­´Š‡¤š¸ÉÁŸ·°¥¼n - ‡ªµ¤‹ÎµÁž}œÄœ„µ¦­¦oµŠ°Š‡r ‡ªµ¤¦¼oÁ«¦¬“«µ­˜¦rÄ®¤n¦ª¤™¹Š „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œÁ«¦¬“«µ­˜¦r š¸É­µ¤µ¦™Â„ož{®µ­´Š‡¤š¸É ÁŸ·°¥¼nĜ«˜ª¦¦¬š¸É 21


Development Economic Review

123

˜µ¦µŠš¸É 1 (˜n°)

Post-Crash Economics Society (2013)

Cambridge Society for Economic Pluralism (CSEP) (2014)

- „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ Á«¦¬“«µ­˜¦r ‡¦°‡¨»¤ÁŒ¡µ³Âœª‡·—¨³ š§¬‘¸œ¸Ã°‡¨µ­­·„Ž¹ÉŠÄ®o‡ªµ¤ „¨»n¤œ´„«¹„¬µ Á«¦¬“«µ­˜¦rĜ ­Îµ‡´„´šµš…°Š˜¨µ—Á­¦¸ šÎµÄ®oœ´„«¹„¬µ…µ—¤»¤¤°Š‹µ„ Manchester …µ—Âœª‡·—¨³š§¬‘¸°ºÉœÇ University - „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ …°Š ­®¦µ°µ–µ‹´„¦ Á«¦¬“«µ­˜¦r ­¼Á­¸¥¤»¤¤°ŠÄœ£µ¡„ªoµŠ ­nŠŸ¨˜n°‡ªµ¤­µ¤µ¦™Äœ„µ¦ °›·µ¥­£µ¡‡ªµ¤Áž}œ‹¦·Š - „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ Á«¦¬“«µ­˜¦r Áœoœ„µ¦ÄoäÁ—¨Á·Š ‡–·˜«µ­˜¦r š¸ÉÁ…o¤…oœ‹œœ´„«¹„¬µ…µ—š´„¬³ °ºÉœÃ—¥ÁŒ¡µ³„µ¦˜´ÊŠ‡Îµ™µ¤Â¨³ ª·¡µ„¬rœª‡·—¨³š§¬‘¸šµŠ Á«¦¬“«µ­˜¦rš¸ÉÁ¦¸¥œ°¥¼n

- šÎµÄ®o„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œÁ«¦¬“«µ­˜¦r¤¸…°Á…˜ÁœºÊ°®µš¸É ‡¦°‡¨»¤„ªoµŠ…ªµŠ…¹Êœ„ªnµš¸É Áž}œ°¥¼n×¥ž¦´Áž¨¸É¥œÁœºÊ°®µ „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œÁ«¦¬“«µ­˜¦r Ä®o‡¦°‡¨»¤„ªoµŠÅž„ªnµ Á«¦¬“«µ­˜¦rœ¸Ã°‡¨µ­­·„ - ­œ´­œ»œÄ®o„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ Á«¦¬“«µ­˜¦r¤¸¨´„¬–³Áž}œ­®ª·š¥µ„µ¦Â¨³¤¸‡ªµ¤ÁºÉ°¤Ã¥Š „´«µ­˜¦r°ºÉœÇ¤µ„¥·ÉŠ…¹Êœ - ­¦oµŠÁ‡¦º°…nµ¥…°Š„¨»n¤Ä®o‡¦° ‡¨»¤Åžš´Éª­®¦µ°µ–µ‹´„¦Á¡ºÉ° Ÿ¨´„—´œÄ®oÁ„·—„µ¦Áž¨¸É¥œÂž¨Š „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œÁ«¦¬“«µ­˜¦r

- Á¦¸¥„¦o°ŠÄ®o„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ - ‡ªµ¤Å¤n¡¹Š¡°Ä‹˜n°„µ¦Á¦¸¥œ Á«¦¬“«µ­˜¦r­µ¤µ¦™œÎµ¤µÄoŗo „¨»n¤œ´„«¹„¬µ „´Ã¨„®nŠ‡ªµ¤Áž}œ‹¦·Š¤µ„…¹Êœ Á«¦¬“«µ­˜¦rĜ „µ¦ - Á¦¸¥„¦o°ŠÄ®o„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ ­°œÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦r University of - ˜o°Š„µ¦­Îµ¦ª‹ªnµœ´„«¹„¬µÂ¨³ Á«¦¬“«µ­˜¦r¤¸‡ªµ¤Áž}œ­®ª·š¥µCambridge ´–”·˜Á«¦¬“«µ­˜¦r¤¸‡ªµ¤ „µ¦¤µ„¥·ÉŠ…¹Êœ …°Š - Á¦¸¥„¦o°ŠÄ®o¤¸„µ¦°¦¤Ä®o ­®¦µ°µ–µ‹´„¦ ˜o°Š„µ¦„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ Á«¦¬“«µ­˜¦rĜ¦¼žÂÄ— œ´„«¹„¬µ ¤¸š´„¬³š¸É­°—‡¨o°Š„´„µ¦ ž¦³„° °µ¸¡¤µ„…¹Êœ

การตัง้ คําถามและการเรียกรองใหมกี ารปรับปรุงองคความรูแ ละการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรโดยกลุม ดังกลาวขางตนสงผลใหเกิดการรวมตัวกันเปนกลุมในระดับนานาชาติที่เรียกวา The International Student Initiative for Pluralism in Economics ซึง่ เปนการรวมตัวกันของสมาคมนักศึกษาเศรษฐศาสตร


124

Development Economic Review

65 สมาคม จาก 30 ประเทศ การผลักดันของกลุมดังกลาวสงผลเปนรูปธรรมใหเกิดการสรางแนวทาง ใหมในการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในระดับปริญญาตรีที่รูจักในชื่อ The CORE project48 ซึ่งริเริ่ม ขึ้นโดย The Institute for New Economic Thinking (INET) ของ University of Oxford ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อ พัฒนาการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในรูปแบบของ interactive core curriculum และเปดใหมกี ารเรียน การสอนเศรษฐศาสตรแบบสาธารณะผานระบบออนไลนหลักสูตรดังกลาวมีจุดหมายเพื่อจะนําเอาโลก ของความเปนจริงกลับเขามาสูห อ งเรียนและเสนอใหการศึกษาเศรษฐศาสตรนาํ เอาการวิจยั เชิงประจักษ ในดานตาง ๆ มาเปนจุดเริ่มตนในการศึกษา รวมถึงทําใหการศึกษาเศรษฐศาสตรมีความหลากหลาย มากขึ้นทั้งทางทฤษฎีและวิธีการศึกษา การจัดการเรียนการสอนดังกลาวยังไดนําเอาเศรษฐศาสตรพัฒนาโดยเฉพาะประวัติศาสตรพัฒนาการ ของระบบทุนนิยมในประเทศตางๆ เชน อังกฤษ จีน และอินเดีย เปนตน มาเปนตัวอยางในการศึกษา เพือ่ ศึกษาวาในแตละประเทศมีพฒ ั นาการทางเศรษฐกิจผานบริบททางประวัตศิ าสตรและสถาบันอยางไร การทดลองใชการเรียนการสอนดังกลาวไดรับความสนใจและตอบรับจากทั้งจากภาครัฐและเอกชนซึ่ง เปนผูจางงานของนักศึกษาเศรษฐศาสตรในอนาคตดวยความคาดหวังวาจะทําใหบัณฑิตเศรษฐศาสตร สามารถประ-ยุกตใชทฤษฎีและเครือ่ งมือทางเศรษฐศาสตรใหเขากับบริบททางเศรษฐกิจสังคมทีเ่ กิดขึน้ จริงได การเรียนการสอนดังกลาวเริ่มตนทดลองใน ค.ศ. 2014 ใน 2 มหาวิทยาลัย คือ University College London (UCL) และ the University of Massachusetts in Boston สวนใน ค.ศ. 2015 จะมี การทดลองรูปแบบการเรียนการสอนดังกลาวเพิ่มเติมในอีก 3 มหาวิทยาลัย คือ the University of Sydney, Sciences Po (Paris) และ the University of Chile 4. การศึกษาทางดานอุปทานของการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร ในดานการศึกษาทางดานอุปทานของการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร งานวิจัยของฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) พบวาใน พ.ศ. 2516 ประเทศไทยมีการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรใน 5 มหาวิทยาลัยไดแก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร สวน Kohkongka (1985) พบวาใน พ.ศ. 2522 ประเทศไทยที่ มหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรเพิ่มขึ้นอีก 1 แหง คือ มหาวิทยาลัยรามคําแหง สวน สภาพโดยทั่วไปของการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรใน พ.ศ. 2557 หรืออีก 40 ปหลังจากการวิจัยของ ฉัตรทิพยและ 35 ปหลังจากการวิจัยของ Kohkongka พบวามีการจัดการเรียนเศรษฐศาสตรใน มหาวิทยาลัย 27 แหงของไทย49 48สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมในhttp://core-econ.org/ และhttp://www.voxeu.org/vox-talks/teaching-economics-if-lastthreedecades-had-happened 49 มหาวิทยาลัย27 แหง ที่มีการเรียนการสอนทางดานเศรษฐศาสตร ไดแก จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม มหาวิทยาลัยรามคําแหง มหาวิทยาลัยขอนแกน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยหอการคาไทย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยเกริก มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยศรีปทุมมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย มหาวิทยาลัยแมฟา หลวง


Development Economic Review

125

มหาวิทยาลัย 27 แหงที่มีการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรดังกลาวขางตนนั้น บางมหาวิทยาลัยมี การจัดการเรียนการสอนตอเนื่องไปทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก (ตัวอยางเชน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร และมหาวิทยาลัย หอการคาไทย) บางมหาวิทยาลัยมีการจัดการเรียนการสอนตอเนือ่ งเฉพาะระดับปริญญาตรีและปริญญา โท (ตัวอยางเชน มหาวิทยาลัยขอนแกน มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร) บาง มหาวิทยาลัยมีการจัดการเรียนการสอนตอเนื่องไปเฉพาะระดับปริญญาโทและเอก (สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร) และในบางมหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนเฉพาะระดับปริญญาตรี (ตัวอยางเชน มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ) สําหรับ คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กอตัง้ ขึน้ เปนคณะเมือ่ วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2513 โดยการรวมสองแผนกวิชา คือ แผนกวิชาเศรษฐศาสตรของคณะพาณิชยศาสตรและการบัญชีและแผนก วิ ช าการคลั ง ของคณะรั ฐ ศาสตร เ ข า ด ว ยกั น แล ว จั ด ตั้ ง เป น คณะเศรษฐศาสตร แ ห ง จุ ฬ าลงกรณ มหาวิทยาลัย ในปจจุบนั คณะเศรษฐศาสตร จุฬาฯ เปดทําการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี โท และ เอก โดยมี 10 หลักสูตร โดย 7 ใน 10 หลักสูตร เปนหลักสูตรนานาชาติ 2 ใน 10 หลักสูตร เปนหลักสูตร ในระดับปริญญาตรีโดยหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต ซึง่ เปนกรณีศกึ ษานีเ้ ปนหลักสูตรทีพ่ ฒ ั นามาตัง้ แต เริ่มกอตั้งคณะ การวิจัยของฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) พบวา จํานวนอาจารยในคณะเศรษฐศาสตรของไทยใน พ.ศ. 2516 มีจํานวนเพียง 209 คน กระจายตัวอยูใน 5 มหาวิทยาลัย โดยสวนใหญมีการศึกษาในระดับ ปริญญาโท (109 คนคิดเปนรอยละ 52.15) Kohkongka(1985) พบวาจํานวนอาจารยเศรษฐศาสตรของ ไทยใน พ.ศ. 2522 มีจํานวนรวมทั้งหมด 331 คน โดยสวนใหญยังคงมีการศึกษาอยูในระดับปริญญาโท (211 คนคิดเปนรอยละ 63.75) สําหรับคณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2516 มีอาจารยจํานวน 47 คน สวนใหญ มีการศึกษาในระดับระดับปริญญาโท (26 คน หรือคิดเปนรอยละ 55.32) และใน พ.ศ. 2522 คณะ เศรษฐศาสตร จุฬาฯ มีอาจารยจาํ นวน 69 คน สวนใหญยงั คงมีการศึกษาอยูใ นระดับปริญญาโท (45 คน หรือคิดเปนรอยละ 65.22) ในพ.ศ. 2557 พบวา คณะเศรษฐศาสตร จุฬาฯ มีอาจารยทั้งหมด 55 คน โดย รอยละ 92.73 หรือ 51 คนสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก เมื่อเทียบกับ พ.ศ. 2516 และ พ.ศ. 2522 พบวา จํานวนอาจารยของคณะเศรษฐศาสตร จุฬาฯ แมจะมีระดับการศึกษาสูงขึ้นแตมีแนวโนมที่ จะมีจํานวนลงจากเดิมแมวาจํานวนหลักสูตรการเรียนการสอนในทุกระดับจะมีจํานวนเพิ่มมากขึ้นเปน จํานวนถึง 10 หลักสูตร จากเดิมทีม่ เี พียงการสอนในระดับปริญญาบัณฑิตและมหาบัณฑิตใน 2 หลักสูตร เทานั้น มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยแมโจ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยวงษชวลิตกุลมหาวิทยาลัย-เทคโนโลยีราชมงคลตะวัน ออก มหาวิทยาลัยภาคกลาง มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยพะเยา และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร


126

Development Economic Review

อยางไรก็ตาม ฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) ไดสรุปไววา ปญหาเรื่องผูสอนเศรษฐศาสตรไมใชปญหา ดานคุณวุฒิ แตมปี ญ  หาวาการศึกษาอบรมขัน้ สูงในตางประเทศนัน้ สามารถนํามาทําความเขาใจและปรับ ใชกับเศรษฐกิจไทยแคไหน โดยเฉพาะเมื่อพบวาอาจารยเศรษฐศาสตรของไทยสวนมากในระยะตน ทศวรรษที่ 1960-1970 ไดรับการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและฟลิปปนส อาจารยที่จบการศึกษาจาก สหรัฐอเมริกามีสัดสวนมากที่สุด (รอยละ 33.01) สวนการศึกษาของ Kohkongka (1985) พบวา แม อาจารยเศรษฐศาสตรที่จบจากสหรัฐอเมริกามีจํานวนมากที่สุดแตก็มีสัดสวนลดลง (รอยละ 25.38) ใน พ.ศ. 2522 การศึกษาในป พ.ศ. 2557 พบวา อาจารยของคณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ยังคงสําเร็จ การศึกษาจากสหรัฐอเมริกาในสัดสวนสูง (จํานวน 32 คน หรือคิดเปนรอยละ 58.18) ตามมาดวยประเทศ สหราชอาณาจักร (จํานวน 7 คน) ออสเตรเลีย (จํานวน 4 คน) และญี่ปุน (จํานวน 4 คน) ดวยเหตุนี้ ขอ สังเกตที่วา การเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในไทยนั้นเนนไปที่เศรษฐศาสตรแบบ NeoclassicalKeynesian Synthesis เพราะอาจารยสว นมากสําเร็จการศึกษามาจากสหรัฐอเมริกาซึง่ เนนการเรียนการ สอนทฤษฎีดังกลาวยังคงไมเปลี่ยนแปลง ทั้งยังสามารถพิจารณารวมไปกับขอวิพากษของกลุมที่ตั้ง คําถามตอการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในประเทศตางๆทีม่ งุ เนนไปทีเ่ ศรษฐศาสตรนโี อคลาสสิกตัง้ แต ป 2000 เปนตนมา ในประเด็นเรื่องความสมจริงและความสามารถในการอธิบายสภาพที่เปนจริงของ เศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกที่สืบเนื่องตามมาจากขอสังเกตดังกลาว ในประเด็นความสามารถในการอธิบายสภาพความเปนจริงดังกลาว กลุม Post-autistic Economics Movement/ Real World Economics ระบุวา องคความรูและการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรที่เปนอยู นั้นแยกขาดกับสภาพความเปนจริงจึงเรียกรองใหมีการยุติครอบงําโดยทฤษฎีทางนีโอคลาสสิก สวน กลุม Post-Crash Economics ระบุวา เพิ่มเติมวา การเรียนการสอนเศรษฐศาสตรครอบคลุมเฉพาะ แนวคิดและทฤษฎีนโี อคลาสสิกซึง่ ใหความสําคัญกับบทบาทของตลาดและตลาดเสรี ทําใหนกั ศึกษาขาด มุมมองจากขาดแนวคิดและทฤษฎีอนื่ ๆ สวนกลุม Cambridge Society for Economic Pluralism (CSEP) นั้นเรียกรองใหการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรสามารถนํามาใชไดกับโลกแหงความเปนจริงมากขึ้น ประเด็นที่ควรจะนํามาพิจารณารวมดวยกับประเทศที่อาจารยเศรษฐศาสตรสําเร็จการศึกษา คือ ความ เชี่ยวชาญหรือมีความสนใจของอาจารยเศรษฐศาสตร ซึ่งฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) ระบุวา ใน พ.ศ. 2516 นั ก เศรษฐศาสตร ไ ทยส ว นใหญ มี ค วามเชี่ ย วชาญในแขนงวิ ช าเศรษฐกิ จ การเงิ น การคลั ง เศรษฐศาสตรพัฒนาการและการเจริญเติบโต เศรษฐศาสตรระหวางประเทศ และเศรษฐศาสตรเกษตร สวนแขนงทีน่ กั เศรษฐศาสตรมคี วามเชีย่ วชาญหรือมีความสนใจนอยไดแก ประวัตแิ นวคิดเศรษฐศาสตร ประวัตศิ าสตรเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตรภมู ภิ าคและเมือง เศรษฐศาสตรธรุ กิจ เมือ่ พิจารณาความเชีย่ วชาญ หรือความสนใจของอาจารยเศรษฐศาสตร จุฬาฯ ใน พ.ศ. 2557 พบวา ความเชี่ยวชาญและความสนใจ


Development Economic Review

127

ของอาจารยเศรษฐศาสตรสวนใหญกระจุกตัวอยูที่การศึกษาในเชิงเศรษฐมิติ และถารวมเอาผูที่ระบุวา เชีย่ วชาญในเศรษฐศาสตรเชิงปริมาณเขาไปดวยแลว จะพบ วาเศรษฐมิตแิ ละเศรษฐศาสตรเชิงปริมาณ เปนสาขาที่อาจารยระบุวามีความเชี่ยวชาญอยูในอันดับตน (จํานวน 18 คน) ตามมาดวยเศรษฐศาสตร ระหวางประเทศ (จํานวน 9 คน) เศรษฐศาสตรมหภาคและนโยบายมหภาค (จํานวน 9 คน) ซึ่งแตกตาง ไปจากผลการศึกษาของฉัตรทิพยทรี่ ะบุวา นักเศรษฐศาสตรมคี วามสนใจและเชีย่ วชาญดานเศรษฐศาสตร เชิงปริมาณในระดับปานกลางในขณะทีไ่ มมอี าจารยคนใดระบุวา สนใจหรือเชีย่ วชาญดานประวัตศิ าสตร เศรษฐกิจรวมถึงประวัติความคิดทางเศรษฐศาสตร ขณะที่ฉัตรทิพยเคยระบุวาประวัติศาสตรเปนกลุม สาขาที่นักเศรษฐศาสตรไทยระบุวาตนเองเชี่ยวชาญนอยที่สุด หากนําเอาความเชี่ยวชาญดังกลาวมาพิจารณารวมกับขอวิพากษและขอเรียกรองของกลุม Postautistic Economics Movement และ กลุม Post-Crash Economics ที่ระบุวา ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร ที่เรียนอยูมีการใชโมเดลและคณิตศาสตรเขมขนและมากเกินไปจนนักศึกษาขาดทักษะอื่นๆ ก็จะพบ วาการกระจุกตัวของความเชี่ยวชาญของอาจารยของคณะเศรษฐศาสตร จุฬาฯสะทอนใหเห็นขอสังเกต ที่กลุมดังกลาวตั้งเอาไว นอกจากนี้งานวิจัยของ ฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) ยังพิจารณาวาโครงสรางหลักสูตรปริญญา เศรษฐศาสตรของมหาวิทยาลัยตางๆ สะทอนใหเห็นถึงอิทธิพลของการตอบสนองตอจุดประสงคของการ ฝกอบรมใหไดผูรูเฉพาะทางเศรษฐศาสตรซึ่งสามารถทํางานเทคนิคทางเศรษฐศาสตรไดหลักสูตร เศรษฐศาสตรของไทยจึงเนนเฉพาะวิชาเศรษฐศาสตรโดยบรรจุวิชาเศรษฐศาสตรไวประมาณรอยละ 40ของจํานวนหนวยกิตทั้งหมดหรือมากกวานั้น ซึ่งโดยสาระแลววิชาเศรษฐศาสตรในไทยเนนทฤษฎีนี โอคลาสสิกและทฤษฎีของเคนสโดยไมมีการศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตรของคลาสสิกและทฤษฎี เศรษฐศาสตรฝายประวัติศาสตรและสถาบัน เมือ่ นําเอาขอสรุปขางตนกลับมาพิจารณาอีกครัง้ ใน พ.ศ. 2557 โดยนําเอาหลักสูตรเศรษฐศาสตร-บัณฑิต ของมหาวิทยาลัยฮารวารดในสหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอรในสหราชอาณาจักรมาเปรียบ เทียบเหตุผลทีผ่ วู จิ ยั เลือกหลักสูตรของ 2 มหาวิทยาลัยดังกลาวมาเปรียบเทียบ ก็เนือ่ งจากหลักสูตรของ มหาวิทยาลัยฮารวารดเปนหนี่งในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยในตางประเทศที่คณะเศรษฐศาสตรจุฬาฯ นํามาใชเพือ่ ประกอบการพัฒนาหลักสูตรในการปรับปรุง พ.ศ. 2556 ทัง้ ยังมีการเคลือ่ นไหวของนักศึกษา ในการตัง้ คําถามตอการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรผา นจดหมายเปดผนึกทีน่ กั ศึกษายืน่ ตอศาสตราจารย Mankiw 50 รวมถึ ง การเคลื่ อ นไหวของกลุ  ม ยึ ด ครองฮาร ว าร ด ซึ่ ง ตั้ ง คํ า ถามต อ กรอบการคิ ด ของ

50จดหมายเปดผนึกทีน่ กั ศึกษายืน่ ตอศาสตราจารยแมนคิวมีเนือ้ หาวาพวกเขามาลงทะเบียนเรียนวิชานีเ้ นือ่ งดวยคาดหวังวาจะไดรบั ความรูพื้นฐานสําหรับการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตรในแงมุมที่หลากหลายแตกลับพบวาเนื้อหาของวิชานี้คับแคบ อีกทั้งทางเลือกอัน จํากัดทีม่ ใี หกลับเปนแนวคิดและทฤษฎีทพี่ วกเขาเชือ่ วาสนับสนุนและทําใหความไมมปี ระสิทธิภาพและความไมเทาเทียมดํารงอยูใ น


128

Development Economic Review

เศรษฐศาสตรกระแสหลักในขณะทีม่ หาวิทยาลัยแมนเชสเตอรเปนทีม่ าของกลุม Post-Crash Economics Society ซึ่งเปนกลุมที่มีการตั้งคําถามตอการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในสหราชาอาณาจักร ทั้ง 2 หลักสูตรๆ ของทัง้ 2 มหาวิทยาลัยจึงเปนตัวแทนของรูปแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร ในโลกตะวันตกใน 2 ประเทศสําคัญทีม่ อี ทิ ธิพลอยางสูงตอการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรในประเทศอืน่ ๆ รวมถึงประเทศไทย และจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผลการศึกษาพบวา ตารางที่ 2

การเปรียบเทียบองคประกอบของวิชาตางๆ ในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต ของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฮารวารด และมหาวิทยาลัย แมนเชสเตอร

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦r ´–”·˜‹»¯µ¨Š„¦–r¤®µª·š¥µ¨´¥ ª·µÂ„œ‡–·˜«µ­˜¦r¨³­™·˜· 4 ª·µ ‡–·˜«µ­˜¦r­Îµ®¦´œ´„ Á«¦¬“«µ­˜¦r 1 ‡–·˜«µ­˜¦r­Îµ®¦´œ´„ Á«¦¬“«µ­˜¦r 2 ­™·˜·­Îµ®¦´œ´„Á«¦¬“«µ­˜¦r Á«¦¬“¤·˜·ÁºÊ°Š˜oœ

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦´–”·˜¤®µª·š¥µ¨´¥±µ¦rªµ¦r— ª·µ‡–·˜«µ­˜¦r¨³­™·˜· 6 ª·µ Math 1a Stat 100 Stat 104 Stat 110 Applied Math 101, or Math 154 Economics 1123 - Introduction to Econometrics or Economics1126 - Quantitative Methods in Economics

ª·µÂ„œÁ«¦¬“«µ­˜¦r Á«¦¬“«µ­˜¦rÁºÊ°Š˜oœ š§¬‘¸Á«¦¬“«µ­˜¦r‹»¨£µ‡ 1 š§¬‘¸Á«¦¬“«µ­˜¦r¤®£µ‡ 1 š§¬‘¸Á«¦¬“«µ­˜¦r‹»¨£µ‡ 2 š§¬‘¸Á«¦¬“«µ­˜¦r¤®£µ‡ 2 ž¦³ª´˜·‡ªµ¤‡·—šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r

ª·µ´Š‡´šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r Economics 10a - Principles of Economics Economic 10b - Principles of Economics Economics 1010a Microeconomic Theory

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦´–”·˜¤®µª·š¥µ¨´¥Â¤œÁ­Á˜°¦r ª·µ´Š‡´—oµœ‡–·˜«µ­˜¦r ­™·˜· ¨³ Á«¦¬“¤·˜· 5 ª·µ Advanced Mathematics Advanced Statistics Econometrics Mathematical Economics I ª·µÁ¨º°„—oµœ quantitative methods Cross Section Econometrics Time Series Econometrics Business Forecasting Mathematical Economics II Mathematical Finance Financial Economics Financial Econometrics ª·µ´Š‡´šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r Studying Economics Applied Economics Microeconomic Principles Macroeconomic Principles Microeconomic IIA Microeconomics IIB

สังคมพวกเขาจึงเรียกรองใหนาํ การวิพากษโมเดล ทฤษฎีและแนวคิดทางเศรษฐ-ศาสตรรวมทัง้ ชุดทางเลือกของแนวคิดทีห่ ลากหลาย กลับเขามาในวิชานีเ้ นือ่ งจากเปนทีร่ กู นั ดีวา นักศึกษาทีจ่ บการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮารวารดจะมีบทบาทสําคัญในสถาบันการเงิน และการกําหนดนโยบายสาธารณะตางๆในอนาคต ดังนัน้ ถาหากนักศึกษาไมไดมคี วามรูท เี่ ปดกวางหลากหลายมีความเขาใจในวิชา เศรษฐศาสตรแบบวิพากษจะสงผลตอบทบาทของนักศึกษาที่จะมีวิชาชีพนักเศรษฐศาสตรในอนาคต


Development Economic Review

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦r ´–”·˜‹»¯µ¨Š„¦–r¤®µª·š¥µ¨´¥ Á«¦¬“„·‹Åš¥ Á«¦¬“«µ­˜¦r„µ¦¡´•œµ Á«¦¬“«µ­˜¦r¦³®ªnµŠž¦³Áš« Á«¦¬“«µ­˜¦r­µ›µ¦–³ Á«¦¬“«µ­˜¦r„µ¦ÁŠ·œÂ¨³­™µ´œ „µ¦ÁŠ·œ ­´¤¤œµ£µ‡­œµ¤

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦´–”·˜¤®µª·š¥µ¨´¥±µ¦rªµ¦r— Economics 1011a Microeconomic Theory Economics 1010b Macroeconomic Theory Economics 1011b Macroeconomic Theory Economics 970- Sophomore Tutorial „¨»n¤ª·µÁŒ¡µ³šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r „¨»n¤ª·µÁŒ¡µ³šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r Á¨º°„Äœ„¨»n¤ 9 „¨»n¤ª·µÁŒ¡µ³ 1. Development 1.„¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦rš§¬‘¸ 2. Economic History 2.„¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r 3. Environmental Economics ¡´•œµ„µ¦ 4. Finance 3. „¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r¦³®ªnµŠ 5. Game Theory /Decision ž¦³Áš« Theory 4. „¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r­µ›µ¦–³ 6. Health Economics 5. „¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r„µ¦ÁŠ·œ 7. Industrial Organization 6. „¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦rž¦·¤µ– 8. International Economics ª·Á‡¦µ³®r 9. Labor Economics 7. „¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r¦ŠŠµœ 10. Microeconomic Theory ¨³š¦´¡¥µ„¦¤œ»¬¥r 11. Macroeconomics-Monetary 9. „¨»n¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦rªnµ—oª¥ and Fiscal Policy °Š‡r„¦Â¨³°Š‡r„¦°»˜­µ®„¦¦¤ 12. BehavioralEconomics(Psychology & Economics) 13. Public Sector Economics

129

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦´–”·˜¤®µª·š¥µ¨´¥Â¤œÁ­Á˜°¦r Macroeconomics IIA Macroeconomics IIB Macroeconomics IIIA Macroeconomics IIIB Microeconomics III

ª·µÁ¨º°„šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rĜže 1 An Introductionto Development Applied Statistics for Economists Computing for Social Scientists Accounting ª·µÁ¨º°„šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rĜže 2 The UK Economy-Microeconomics The UK Economy-Macroeconomics Managerial Economics I Operational Research IA Operational Research IB Economics of Environmental Management Marketing Research Development Economics IA Development Economics IIB Business Economics IA Business Economics IB Climate Change Economics Applied Environmental Economics ª·µÁ¨º°„šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rĜže 3 Advanced Macroeconomics The Macroeconomics of Labor Markets The Chinese Economy Natural Resource Economics Development Economics III International Monetary Economics Labor Economics


130

Development Economic Review

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦r ´–”·˜‹»¯µ¨Š„¦–r¤®µª·š¥µ¨´¥

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦´–”·˜¤®µª·š¥µ¨´¥±µ¦rªµ¦r—

ª·µÄœ®¨´„­¼˜¦Á«¦¬“«µ­˜¦´–”·˜¤®µª·š¥µ¨´¥Â¤œÁ­Á˜°¦r History of Economic Thought Business Economics II Money, Banking & Financial Markets Economics of Monetary Integration in Europe Managerial Economics II Property and Distributive Justice: From Grotius to Rawls Economic Policy Analysis Climate Change Economics Applied Industrial Organization

องคประกอบของวิชาตางๆ ในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยา ลัยฮารวารด และ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร มีลักษณะไมแตกตางกันนัก คือ เนนหนักและใหความ สําคัญกับการเรียนการสอนทฤษฎีเศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกพรอม ๆไปกับเครื่องมือทางคณิตศาสตร สถิติ และเศรษฐมิติ โดยหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของจุฬาฯมีความใกลเคียงกับหลักสูตรของมหา วิทยาลัยฮารวารด ในสวนของวิชาบังคับทางคณิตศาสตร สถิติ และเศรษฐมิตนิ นั้ หลักสูตรเศรษฐศาสตร ของมหาวิทยาลัยฮารวารดและแมนเชสเตอรมอี งคประกอบของจํานวนวิชา (6 วิชา) มากกวา จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย (4 วิชา) ขอมูลดังกลาวสะทอนใหเห็นถึงวาเครื่องมือทางคณิตศาสตร สถิติ และเศรษฐมิติ เปนองคประกอบสําคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตรในมหาวิทยาลัยชั้นนําของโลก อยางไรก็ตาม การเรียนการสอนเศรษฐศาสตรที่เนนการใชโมเดลเชิงคณิตศาสตรที่เขมขนนี้ในอีกดาน หนึง่ ก็ถกู ตัง้ คําถามจากกลุม ตางๆทีต่ งั้ คําถามตอองคความรูแ ละการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรวา ทําให นักศึกษาเศรษฐศาสตรที่เนนหนักการฝกฝนการใชเครื่องมือเชิงคณิตศาสตรดังกลาวขาดทักษะในดาน อื่นๆ โดยเฉพาะการถายทอดและการสื่อสารรวมทั้งทําใหเกิดการตั้งคําถามตอวา แนวคิดและทฤษฎี ทางเศรษฐศาสตรทมี่ คี วามสลับซับซอนของโมเดลเชิงคณิตศาสตรนนั้ มีลกั ษณะทีต่ ดั ขาดจากสภาพความ เปนจริง เมื่อพิจารณาวิชาเฉพาะทางเศรษฐศาสตรพบวา วิชาเฉพาะของหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตจุฬาฯ และมหาวิทยาลัยฮารวารด มีความใกลเคียงกัน แตหลักสูตรของมหาวิทยาลัยฮารวารดมีกลุม ชุดวิชาให เลือกมากกวาคือ 13 กลุมชุดวิชา ขณะที่จุฬาฯ มีใหเลือก 9 กลุมชุดวิชา แตขอสังเกตที่นาสนใจก็คือ หนึ่งในกลุมชุดวิชาเลือกของมหาวิทยาลัยฮารวารดมีวิชา Economic History ซึ่งในหลักสูตรของจุฬาฯ และแมนเชสเตอรไมมี แสดงใหเห็นวาโดยทัว่ ไปแลววิชาประวัตศิ าสตรและเครือ่ งมือและการอธิบายเชิง ประวัติศาสตรถูกใหความสําคัญนอยมากในหลักสูตรเศรษฐศาสตร ในทางกลับกัน ขณะที่หลักสูตรของ


Development Economic Review

131

จุฬาฯ มีกลุมวิชาเศรษฐศาสตรปริมาณวิเคราะห หลักสูตรฮารวารดและแมนเชสเตอรกลับไมมีกลุมวิชา ดังกลาว ในหลักสูตรของทั้ง 3 มหาวิทยาลัยมีเพียงหลักสูตรของจุฬาฯ เทานั้นที่กําหนดใหวิชาประวัติความคิด ทางเศรษฐศาสตรเปนวิชาบังคับทางเศรษฐศาสตร ขณะที่มหาวิทยาลัยฮารวารดไมมีวิชานี้ และวิชานี้ เปนเพียงวิชาเลือกทางเศรษฐศาสตรของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอรเทานัน้ สภาวะดังกลาวแสดงใหเห็น ถึงการหดหายไปของการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัตศิ าสตรความคิดทางเศรษฐศาสตร (History of Economic Thought) ซึ่งกลุม Post-Crash Economics Society พิจารณาวา การหดหายไปของการ ศึกษาและการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติความคิดทางเศรษฐศาสตรในมหาวิทยาลัยตางๆ ทําให นักศึกษาขาดองคความรูท สี่ ามารถกระตุน ใหเกิดการตัง้ คําถามตอแนวคิดและทฤษฎีเศรษฐศาสตรทงั้ นี้ การขาดมิติทางประวัติศาสตรดังกลาวยอมสงผลใหการครอบงําของแนวคิดและทฤษฎีเศรษฐศาสตรนี โอคลาสสิกเปนไปไดอยางงายดายยิ่งขึ้น กลาวโดยรวมแลว เนื้อหาในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของทั้ง 3 มหาวิทยาลัยดังกลาวมีทิศทางไป ในแนวทางเดียวกันโดยมีวัตถุประสงคเพื่อผลิตนักเศรษฐศาสตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะดานทาง เศรษฐศาสตรหรือเพือ่ เตรียมนักศึกษาใหพรอมสําหรับการศึกษาตอในระดับสูง ซึง่ วัตถุประสงคดงั กลาว ผูกติดอยางแนนแฟนกับการเนนทฤษฎีนีโอคลาสสิก การใชเครื่องมือทางคณิตศาสตร สถิติ และเศรษฐ มิติ โดยแทบไมมกี ารศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตรของคลาสสิกและทฤษฎีเศรษฐศาสตรฝา ยประวัตศิ าสตร และสถาบัน สภาวการณดังกลาวยังคงสอดคลองกับขอวิพากษของ ฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) และ Kohkongka (1985) รวมทั้งกลุมตางๆ ที่ตั้งคําถามตอการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร ขอสังเกตของผูว จิ ยั ในประเด็นนีค้ อื รูปแบบการศึกษาเศรษฐศาสตรทสี่ ะทอนผานหลักสูตรเศรษฐศาสตร นั้นชี้ใหเห็นวาองคความรูของเศรษฐศาสตรในปจจุบันรวมถึงการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยเนนไปที่ เศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกซึ่งใหความสําคัญอยางมากกับวิธีวิทยาที่อิงอาศัยเครื่องมือทางคณิตศาสตร สถิติ และเศรษฐมิติการศึกษาเศรษฐศาสตรดังกลาวยังสอดคลองไปกับการแบงงานกันทําทางสังคมซึ่ง มองนักเศรษฐศาสตรในฐานะผูเ ชีย่ วชาญเฉพาะทางดานเศรษฐกิจเปนรูปแบบทีม่ อี ทิ ธิพลอยางสูงตอการ ศึกษาเศรษฐศาสตรของมหาวิทยาลัยในประเทศตางๆ ที่เปนเสมือนเปนตนกําเนิดของโมเดลของการ จัดหลักสูตรการศึกษาเศรษฐศาสตรไทย ดวยเหตุนี้ การตัง้ คําถามทีม่ ตี อ การรูปแบบศึกษาเศรษฐศาสตร ในประเทศดังกลาวในประเด็นตางๆ ของกลุมที่วิพากษการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรจึงเปนสิ่งที่ตอง ใหความสนใจและแนนอนวาการวิพากษหรือการปรับเปลี่ยนที่มีตอการวิพากษดังกลาวยอมสงผล สะเทือนตอการศึกษาเศรษฐศาสตรในสังคมไทยไปดวยอยางยากที่จะหลีกเลี่ยงแมวาการวิพากษและ การเปลี่ยนแปลงตางๆ ในองคความรูและการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรดังกลาวจะไมสามารถเกิดขึ้น ไดในระยะเวลาอันสั้น


132

Development Economic Review

อยางไรก็ตาม รูปแบบของการจัดหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของทั้ง 3 มหาวิทยาลัยดังกลาวไมได เปนรูปแบบเดียวที่มีอยูในการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร เนื่องจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอรนั้นยังมี หลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต BA (Econ)51 ที่มีความยืดหยุนสูงและแตกตางออกไปจากหลักสูตร BEconSc โดยมีการบูรณาการเอาการศึกษาเศรษฐศาสตรเขากับวิชาอืน่ ๆ ในสังคมศาสตรเพือ่ สรางนัก เศรษฐศาสตรในสถานะของนักสังคมศาสตรที่แมจะมีความรูทางดานเศรษฐศาสตรแตก็มีความรู ครอบคลุมในมิติตางๆ อยางรอบดาน ดวยเหตุผลดังกลาว รูปแบบของการจัดหลักสูตรดังกลาวจึงเปน อีกทางเลือกหนึ่งที่มีความนาสนใจ ในสวนตอไปเปนความพยายามสํารวจดูวาในหมูนักศึกษาไทยมีหนอออนของการวิพากษหรือการตั้ง คําถามตอองคความรูแ ละการศึกษาเศรษฐศาสตรเชนเดียวกับกลุม ในประเทศตาง ๆ ทีว่ พิ ากษการเรียน การสอนเศรษฐศาสตร ดังที่ไดกลาวมาแลวหรือไม ถามีการวิพากษและการตั้งคําถามดังกลาวนั้นเนน หนักไปในดานใด เหมือนหรือตางจากการวิพากษของกลุมตางๆ 5. การศึกษาดานอุปสงคของการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร จากการสอบถามนักศึกษาที่ศึกษาในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต ของคณะเศรษฐศาสตร จุฬาฯ ที่ กําลังศึกษาในชั้นป 2-4 จํานวน 61 คน ซึ่งสุมเลือกจากนิสิตที่ยังไมไดเรียนวิชาประวัติความคิดทาง เศรษฐศาสตรแตกําลังจะเขาเรียนวิชาดังกลาวในภาคการศึกษา 1/2557 เนื่องจากนิสิตกลุมนี้มี คุณลักษณะที่ใกลเคียงและสามารถใชเปนตัวแทนเพื่อเปรียบเทียบกับนักศึกษาของกลุมตาง ๆ ที่ตั้ง คําถามตอองคความรูและการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรซึ่งเปนกลุมของนักศึกษาที่ไมเคยศึกษาวิชา ประวัติความคิดทางเศรษฐศาสตรและตั้งคําถามตอการหดหายไปของวิชาดังกลาวดังที่ไดกลาวไปแลว โดยนิสิต 59 คนจาก 61 คน อยูในชั้นป 3 และ 4 จึงเปนกลุมที่ไดศึกษาเศรษฐศาสตรและมีองคความรู ทางเศรษฐศาสตรมาพอสมควรแลว ในจํานวนนิสิต 61 คนนี้ 30 คนเปนนิสิตชาย และ 31 คนเปนนิสิต หญิง นิสติ จํานวน 34 คนจาก 61 คน ซึง่ สวนใหญอยูใ นชัน้ ปที่ 4 และสามารถระบุวชิ าเอกของตนไดโดยนิสติ 13 คนระบุวา Industrial and Organization เปนวิชาเอก11 คน ระบุวา Monetary Economics เปนวิชาเอก 3 คนระบุวา Development Economics เปนวิชาเอก 3 คนระบุวา International Economics เปนวิชา เอก 2 คนระบุวา Public Economics เปนวิชาเอก และ 2 คนระบุวา ปริมาณวิเคราะหเปนวิชาเอก เมื่อ สอบถามนิสิตกลุมดังกลาววาอะไรคือสิ่งสําคัญที่นักศึกษาคิดวาที่ไดเรียนรูจากการศึกษาเศรษฐศาสตร พบวาประเด็นสําคัญคือ ระบบวิธีคิดและการวิเคราะหอยางมีเหตุมีผล รองลงมาก็คือ ความรูทางทฤษฎี เศรษฐศาสตรและการประยุกตใช ดังตัวอยางคําตอบของนักศึกษาในตารางที่ 3 และ 4

51ดูรายละเอียดเพิม่ เติมไดใน http://www.socialsciences.manchester.ac.uk/study-with-us/how-to-apply/undergraduate/baecon/


Development Economic Review

133

คําตอบของนิสิตในตารางที่ 3 และ 4 ขางตนสะทอนใหเห็นวา สิ่งที่นิสิตไดเรียนรูจากการศึกษา เศรษฐศาสตรคือการคิดวิเคราะหอยางมีเหตุผล เปนระบบ และการเรียนรูประยุกตใชทฤษฎีทางดาน เศรษฐศาสตร แตการคิดวิเคราะห การเรียนรูและประยุกตใชดังกลาวโดยสาระนั้นสะทอนใหเห็นถึงการ สรางกรอบการคิดและวิเคราะหของแนวคิดและทฤษฎีของเศรษฐศาสตรนโี อคลาสสิกเปนหลัก เชน การ เลือก ความมีเหตุมผี ลในเชิงเศรษฐศาสตร การคํานึงถึงประโยชนสงู สุด การสรางโมเดลภายใตขอ สมมติ ตางๆ เปนตน เมือ่ สอบถามวาอะไรคือสิง่ ทีน่ กั ศึกษาคิดวาขาดหายไปจากการศึกษาเศรษฐศาสตรและตองการใหมเี พิม่ เติมพบวา ประเด็นการประยุกตใชเศรษฐศาสตรในชีวติ ประจําวันซึง่ เชือ่ มโยงไปกับประเด็นความสมจริง ของทฤษฎีเศรษฐศาสตรทไี่ ดเรียนมาเปนประเด็นสําคัญอันดับแรก รองลงมาคือ ประเด็นเรือ่ งทักษะการ สื่อสารและภาษา และประเด็นการมีความคิดสรางสรรค ดังตัวอยางคําตอบของนักศึกษาคําตอบของ นักศึกษาในตารางที่ 5, 6 และ 7 ความคิดเห็นของนักศึกษาในประเด็นที่พวกเขาคิดวาขาดหายไปจากการศึกษาเศรษฐศาสตรไมวาจะ เปนปญหาเรือ่ งความสมจริงของทฤษฎีเศรษฐศาสตรการประยุกตใชกบั สถานการณทเี่ กิดขึน้ จริง ปญหา ทักษะดานการสื่อสารความรูทางเศรษฐศาสตรเพื่อใหบุคคลอื่นเขาใจตางก็มีความสัมพันธกับการเนน การใชโมเดลเชิงคณิตศาสตรที่เขมขนซึ่งอาจสงผลใหนักศึกษาขาดทักษะในการสื่อสารนี้ สอดคลองกับ ขอวิพากษของกลุม Post-autistic Economics Movement กลุม Post-Crash Economics Society และ กลุม Cambridge Society for Economic Pluralism ปญหาเรื่องความคิดสรางสรรคดังกลาวตองอาศัย ความรูความเขาใจในองคความรูทางเศรษฐศาสตรอยางลึกซึ้งซึ่งองคความรูดังกลาวไมอาจเกิดขึ้นได จากการจําและการฝกฝนทักษะในเชิงคณิตศาสตรเปนประเด็นทีส่ อดคลองกับขอวิพากษของกลุม Postautistic Economics Movement นอกจากนี้การเรียนการสอนเศรษฐศาสตรที่ครอบคลุมเฉพาะแนวคิด และทฤษฎีนีโอคลาสสิกยังทําใหขาดมุมมองจากแนวคิดและทฤษฎีอื่นๆ ที่สงผลตอความคิดสรางสรรค ไดเมือ่ สอบถามวาถึงความจําเปนตองเรียนวิชาประวัตคิ วามคิดทางเศรษฐศาสตร นักศึกษารอยละ 98.36 เห็นวามีความจําเปนตองเรียนวิชานีด้ ว ยเหตุผลวาการเรียนประวัตคิ วามคิดทางเศรษฐศาสตรทาํ ใหทราบ ถึงความเปนมาและตนกําเนิดของแนวคิดทางเศรษฐศาสตร เปนพืน้ ฐานใหสามารถเขาใจเศรษฐศาสตร ในปจจุบันไดลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถนําเอาไปใชเรียนรูถึงขอดีและขอผิดพลาดสําหรับการประยุกตใชกับ ปจจุบันและวางแผนสําหรับอนาคต รวมถึงทําใหไดเรียนรูแนวคิดทางเศรษฐศาสตรที่หลากหลาย คํา ตอบดังกลาวสอดคลองกับขอสังเกตนักเศรษฐศาสตรในกลุม Post-autistic Economicsและ Econ 4 ที่ พิจารณาวาการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติความคิดทางเศรษฐศาสตรในมหาวิทยาลัยตางๆ เปน สิ่งที่จําเปนเนื่องจากเปนองคความรูที่สา-มารถกระตุนใหเกิดการตั้งคําถามตอแนวคิดและทฤษฎี เศรษฐศาสตร


134

Development Economic Review

เมือ่ ใหนสิ ติ ระบุเพิม่ เติมวานักเศรษฐศาสตรคนใดบางทีน่ กั ศึกษานึกถึง นิสติ สวนใหญระบุถงึ นักเศรษฐศาสตรตะวันตกอยาง Adam Smith, David Ricardo, Alfred Marshall, John Maynard Keynes, John Nash, Karl Marx, Gregory Mankiw, Milton Friedman, Robert Lucas, Robert Solow โดยระบุถึง นักเศรษฐศาสตรไทยในสัดสวนที่นอยกวามาก ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตรไทยที่นิสิตระบุถึง ไดแก ปวย อึ้ง ภากรณ, ปรีดี พนมยงคและ วีรพงษ รามางกูร คําตอบดังกลาวสอดคลองกับการตั้งขอสังเกตของกลุม Econ 4 ที่วานักเศรษฐศาสตรและแนวคิดของนักเศรษฐศาสตรในกลุมที่ไมใชนักเศรษฐศาสตรกระแส หลัก เชน Thorstein Veblen, Karl Polanyi, Joan Robinson, Hyman Minsky, John Kenneth Galbraith และ Amartya Sen นั้นไมคอยเปนที่รูจักในหมูนักศึกษาเศรษฐศาสตร สําหรับองคความรูเ ศรษฐศาสตรทนี่ กั ศึกษาคาดหวังจะใหเปนนัน้ ครอบคลุม 3 ประเด็น คือเศรษฐศาสตร ทีม่ คี วามสามารถประยุกตใชกบั ความเปนจริงหรือชีวติ ประจําวันได ซึง่ สอดคลองปญหาเรือ่ งความสมจริง และการประยุกตใชของทฤษฎีเศรษฐศาสตรประเด็นตอมา คือ เศรษฐศาสตรที่มีความสามารถในการ อธิบายใหคนทั่วไปเขาใจซึ่งสอดคลองกับปญหาเรื่องทักษะดานการสื่อสารและภาษาซึ่งเปนสิ่งที่ขาด หายไป ประเด็นสุดทายไดแกการมีความหลากหลายและครอบคลุมขององคความรูทางเศรษฐศาสตร (ความเปนสหวิทยาการ) ซึง่ สอดคลองกับปญหาการขาดความคิดสรางสรรคซงึ่ เปนสิง่ ทีข่ าดหายไปจาก การศึกษาเศรษฐศาสตร ดังตัวอยางคํา-ตอบของนักศึกษาในตารางที่ 8,9 และ 10 สําหรับประเด็นที่วาการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตรควรอยูในรูปแบบใดคําตอบสวนใหญของ นักศึกษาสะทอนใหเห็นถึงการเรียนการสอนทีส่ ามารถสะทอนใหเห็นสภาพความเปนจริงและการนําเอา สถานการณจริงมาอธิบายโดยใชวิธีการตาง ๆ เชน การนํากรณีศึกษาจริงมาใหศึกษา การลงพื้นที่ การ ดูงาน รวมถึงการประยุกตใชกับปญหาในชีวิตประจําวันของผูเรียนและปญหาเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้น จริง ดังตารางที่ 11 ซึ่งสอดคลองไปกับสิ่งที่คิดวาตองการใหมีการเพิ่มเติมในการศึกษาเศรษฐศาสตร คือ ความสามารถในการอธิบายและการประยุกตใชในสภาพความเปนจริงหรือชีวิตประจําวันไดซึ่งเปน ประเด็นเดียวกันกับที่กลุม Post-autistic Economics Movement กลุม Post-Crash Economics Society และ Cambridge Society for Economic Pluralism ไดตั้งขอเรียกรองเอาไว สุดทาย เมือ่ สอบถามถึงความตองการศึกษาตอทางดานเศรษฐศาสตรของนักศึกษาพบวา รอยละ 67.21 ไม ต  อ งการศึ ก ษาต อ ทางด า นเศรษฐศาสตร ด  ว ยเหตุ ผ ลที่ ว  า ความรู  ใ นระดั บ ปริ ญ ญาตรี ใ นทาง เศรษฐศาสตรเพียงพอแลว ตองการมีความรูหลากหลายและอยากจะลองไปศึกษาและสนใจดานอื่น มากกวา นักศึกษารอยละ 31.15 ตองการศึกษาตอทางดานเศรษฐศาสตร ดวยเหตุผลที่วามีความสนใจ และมีความรูเบื้องตนทางเศรษฐศาสตรอยูแลว การเรียนตอในสาขาเดิมจะทําใหเกิดความตอเนื่อง


Development Economic Review

135

ตารางที่ 3 คําตอบของนักศึกษาที่สะทอนใหเห็นถึงประเด็นระบบวิธีคิด การวิเคราะหอยาง มีเหตุมีผล „µ¦‡·—°¥nµŠÄoÁ®˜»Ÿ¨ „µ¦‡·—°¥nµŠÁž}œ¦³ „µ¦ª·Á‡¦µ³®r­·ÉŠ˜nµŠÇ „µ¦Á¦¸¥œ¦¼o°¥nµŠÁž}œ¦³ „µ¦‡·—ª·Á‡¦µ³®r˜nµŠ ǚ¸É¤°ŠÄœÁ·Š¨¹„„ªnµ‡œš´ÉªÅž ¤¸¦³‡ªµ¤‡·—š¸É—¸ ¨³„µ¦ªµŠ¦³‡ªµ¤‡·——¸šµŠ—oµœÁ«¦¬“„·‹ „µ¦‡·—ª·Á‡¦µ³®r°¥nµŠÁž}œ¦³ „µ¦¤°Š­·ÉŠ¦°˜´ª°¥nµŠÁž}œ¦³ „µ¦‡·—°¥nµŠÁž}œ¦³Â¨³‡µ—„µ¦–rÁ®˜»„µ¦–r‹µ„…o°¤¼¨šµŠÁ«¦¬“„·‹š¸É¤¸°¥¼nŗo Á¦¸¥œ¦¼oª·›¸Äœ„µ¦‡·—¨³ª·Á‡¦µ³®r°¥nµŠœ´„Á«¦¬“«µ­˜¦rœ¡ºÊœ“µœŽ¹ÉŠ…o°­¤¤˜·šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r „µ¦‡·—Áž}œ¨Îµ—´…´Êœ˜°œ Áž}œÁ®˜»Ÿ¨ ¤¸š¸É¤µš¸ÉŞš¸É­µ¤µ¦™°›·µ¥Å—o—oª¥£µ¬µš´ÊŠ„µ¦Á…¸¥œÂ¨³˜´ªÁ¨… œ°„‹µ„œ¸Ê ˜o°ŠÄo„µ¦‡µ—„µ¦–r¨nªŠ®œoµ¤µÄoĜ„µ¦‡·—‡Îµœª– Á¡ºÉ°Ä®oŗoŸ¨š¸É°°„¤µÁž}œÅž˜µ¤š¸É˜o°Š„µ¦¤µ„š¸É­»— š´„¬³„µ¦‡·—ÄœÁ«¦¬“«µ­˜¦r ÁœoœÁºÉ°¤Ã¥Š°¥nµŠ¤¸Á®˜»Ÿ¨˜n°ÁœºÉ°Š„´œ š´„¬³„µ¦Å˜¦n˜¦°Š°¥nµŠ¤¸Á®˜»Ÿ¨ (rational decision) š¸É˜o°ŠœÎµ…o°¤¼¨š´ÊŠ®¤—š¸É®µÅ—o¤µž¦³„°„µ¦˜´—­·œÄ‹ ®¦º°ªµŠÂŸœ‡µ—„µ¦–r „µ¦˜„Ÿ¨¹„‡ªµ¤‡·— „µ¦‡·—ª·Á‡¦µ³®r­µÁ®˜» Ÿ¨„¦³š…°ŠÁ®˜»„µ¦–r˜nµŠÇ „µ¦‡µ—„µ¦–r™¹Š­·ÉŠš¸É‹³Á„·—…¹ÊœÁ¤ºÉ°¤¸ž{‹‹´¥°¥nµŠÄ— °¥nµŠ®œ¹ÉŠ ˜¦¦„³®¦º°š´„¬³šµŠ‡ªµ¤‡·—Áž}œÁ®˜»Áž}œŸ¨ ÁœºÉ°Š‹µ„‹Îµ¨°ŠšµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rÁ¤ºÉ°¤¸ž{‹‹´¥®¦º°˜´ªÂž¦®œ¹ÉŠ ŗo¦´Ÿ¨„¦³š ‹³¥n°¤­nŠŸ¨˜nµŠÇ˜µ¤¤µ Á«¦¬“«µ­˜¦r«¹„¬µªnµ­·ÉŠÁ®¨nµœ¸Ê„n°Ä®oÁ„·—­·ÉŠÄ— ¨³Á®˜»Ä—‹¹ŠÁž}œÁnœœ´Êœ „µ¦¤°Š­·ÉŠ˜nµŠÇ¦°˜´ªÁ¦µ°¥nµŠÁž}œ¦³ ŗo‡·—™¹Š­·ÉŠš¸É¡Á‹° ®¦º°„·‹„¦¦¤Äœ¸ª·˜ž¦³‹Îµª´œÄœ°¸„Šn¤»¤š¸É°µ‹‹³ ŤnÁ‡¥œ¹„™¹Š¤µ„n°œ „µ¦¤¸š´«œ‡˜·˜n°­·ÉŠ˜nµŠÇš¸É®¨µ„®¨µ¥ šÎµÄ®oÁ…oµÄ‹‡ªµ¤Áž}œÅžÅ—o—¸…¹Êœ ¨³¥°¤¦´­´‹›¦¦¤Å—o—¸…¹Êœ š´„¬³Äœ„µ¦‡·— ª·Á‡¦µ³®r Áž}œ¨Îµ—´…´Êœ˜°œ šÎµÄ®o‡·—ª·Á‡¦µ³®rÁž}œ ­µ¤µ¦™œÎµ‡ªµ¤¦¼oš¸Éŗo¦´ÅžÄož¦³Ã¥œrĜ¸ª·˜ž¦³‹Îµª´œÅ—o „µ¦‡·—°¥nµŠÁž}œÁ®˜»Áž}œŸ¨ ¨³„µ¦‡µ—„µ¦–r¡§˜·„¦¦¤…°ŠŸ¼o‡œÄœ¦³Á«¦¬“„·‹š¸ÉšÎµÄ®oÁ¦µ°›·µ¥Ÿ¨˜nµŠÇš¸É Á„·—…¹ÊœÄœ°—¸˜Â¨³š¸É‹³Á„·—…¹ÊœÄœ°œµ‡˜Å—o š´„¬³­Îµ‡´š¸Éŗo‡º° ¨Îµ—´‡ªµ¤‡·— Ž¹ÉŠ‹ÎµÁž}œÄœ„µ¦šÎµ‡ªµ¤Á…oµÄ‹ÄœÁ¦ºÉ°Š˜nµŠÃ—¥ÁŒ¡µ³ ‹Îµ¨°ŠšµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rš¸É˜o°Š¨Îµ—´„¦³ªœ„µ¦˜nµŠÇš¸ÉÁ„·—…¹ÊœÄœ¦³˜´ÊŠÂ˜nÁ®˜»„µ¦–r¦„‹œ„¦³š´ÉŠÁ®˜»„µ¦–r­»—šoµ¥ Á¡ºÉ°Ä®oÁ…oµÄ‹Â‹Îµ¨°Šœ´Êœ°¥nµŠ™n°ŠÂšo


136

Development Economic Review

ตารางที่ 4

คําตอบของนักศึกษาที่สะทอนใหเห็นถึงประเด็นความรูทางทฤษฎีและการ ประยุกตใช

š§¬‘¸˜nµŠÇ š¸ÉÁ„¸É¥ª„´Á«¦¬“«µ­˜¦r š´„¬³Äœ„µ¦‡Îµœª– š§¬‘¸šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r˜nµŠÇš¸É¤¸ž¦³Ã¥œr­µ¤µ¦™œÎµ¤µÄoª·Á‡¦µ³®r ¨³Á„·—ž¦³Ã¥œr˜n°„µ¦Äo¸ª·˜ „µ¦‡·—°¥nµŠ¤¸Á®˜»Ÿ¨ š´„¬³„µ¦‡Îµœª– „µ¦ª·Á‡¦µ³®rÁ«¦¬“„·‹Ã—¥£µ¡¦ª¤ š§¬‘¸ ‹Îµ¨°ŠšµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r „µ¦ª·Á‡¦µ³®ršµŠ—oµœ­™·˜· Á«¦¬“¤·˜· „µ¦¦¼o‹´„ Demand Supply ‡ªµ¤˜o°Š„µ¦ŽºÊ°-…µ¥ £µª³­¤—»¨…°ŠÁ«¦¬“„·‹ ¨³œ·­´¥…°ŠŸ¼o¦·Ã£‡-Ÿ¼oŸ¨·˜ ¡§˜·„¦¦¤…°Š»‡‡¨ÄœÂ˜n¨³˜¨µ— œªšµŠš¸ÉšÎµÄ®oÁ„·—Ÿ¨ž¦³Ã¥œr¨³„µ¦˜´—­·œÄ‹Ä®¤n Ç š´„¬³šµŠ„µ¦ª·Á‡¦µ³®r „oŅž{®µ˜nµŠÇ Á¤ºÉ°¡šµŠÁ¨º°„Äœ„µ¦Â„ož{®µ®¨µ¥šµŠ Á¦µ˜o°Š‡·—®µª·›¸Â„ož{®µš¸É Áž}œÅžÅ—oš»„šµŠ ¨³œÎµª·›¸„µ¦Â„ož{®µÁ®¨nµœ´Êœ¤µÁž¦¸¥Áš¸¥„´œªnµª·›¸Ä—„n°ž¦³Ã¥œr­¼Š­»— Á¦ºÉ°Š…°Š„µ¦˜´—­·œÄ‹ „µ¦Á¨º°„ÄœšµŠÁ¨º°„˜nµŠ Ç šÎµÄ®oÁ¦µ‡Îµœ¹Š™¹Šž{‹‹´¥®¨µ¥Ç—oµœ¤µ„…¹Êœ Ánœ ‡nµÁ­¸¥Ã°„µ­ „µ¦¦·®µ¦Áª¨µ „·‹„¦¦¤˜nµŠ Ǧª¤™¹Šš§¬’¸Âœª‡·—Á„¸É¥ª„´„µ¦ÁŠ·œ „µ¦‡¨´Š œÃ¥µ¥„µ¦ÁŠ·œ „µ¦¦·®µ¦°Š‡r„¦ ¦¼žÂ°Š‡r„¦ ¦ª¤™¹Š„µ¦šÎµª·‹´¥ ¦µ¥Šµœ‡ªµ¤‡·—š¸ÉÁž}œ„¦³ªœ„µ¦¤µ„…¹Êœ œª‡·—¨³š§¬‘¸…°ŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rš¸É¤¸ž¦³Ã¥œr˜n°„µ¦‹´—„µ¦Â¨³Â„oŅž{®µšµŠÁ«¦¬“„·‹˜nµŠÇŗo ª·›¸„µ¦‡·—š¸ÉŤnÁ®¤º°œ«µ­˜¦r°ºÉœ Áž}œ«µ­˜¦r®nŠ‡ªµ¤ž¦³®¥´— ‡ªµ¤¡°Á¡¸¥Š ¨³‡ªµ¤­¤—»¨ „µ¦‡·—ª·Á‡¦µ³®rÁ„¸É¥ª„´Á«¦¬“„·‹ÁœºÉ°Š‹µ„ª·µ˜nµŠÇ Ĝ‡–³­nªœÄ®n˜o°ŠÄo„µ¦ª·Á‡¦µ³®rš´ÊŠœ´Êœ „µ¦ª·Á‡¦µ³®r „oŅž{®µ˜nµŠÇ Á¤ºÉ°¡šµŠÁ¨º°„Äœ„µ¦Â„ož{®µ®¨µ¥šµŠ Á¦µ˜o°Š‡·—®µª·›¸Â„ož{®µš»„šµŠ š¸ÉÁž}œÅžÅ—o ¨³œÎµª·›¸„µ¦Â„ož{®µÁ®¨nµœ´Êœ¤µÁž¦¸¥Áš¸¥„´œªnµª·›¸Ä—„n°ž¦³Ã¥œr­¼Š­»— ®¨´„‡ªµ¤‡·—¨³ª·›¸ÂÁ«¦¬“«µ­˜¦r Ánœ „µ¦­¦oµŠ model ‹³˜o°Š¤¸­¤„µ¦ ¨³˜´ªÂž¦˜nµŠÇ š¸É‡ª‡»¤ „µ¦˜´—­·œÄ‹—oª¥Á®˜»Ÿ¨ ¨³„µ¦‡µ—‡³ÁœŸ¨š¸É‹³Á„·—…¹ÊœÄœ°œµ‡˜‹µ„…o°¤¼¨š¸É¤¸Äœž{‹‹»´œ ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r­°œ™¹Š˜oœš»œ‡nµÁ­¸¥Ã°„µ­Äœ„µ¦Á¨º°„šÎµ­·ÉŠÄ—­·ÉŠ®œ¹ÉŠ Ž¹ÉŠÂœª‡·—œ¸ÊšÎµÄ®o¦¼o‹´„š¸É‹³´ÉŠœÊ宜´„ ‡ªµ¤‡·—…°Š˜œÁ°Š„n°œ˜´—­·œÄ‹šÎµ­·ÉŠ˜nµŠÇŗo š´„¬³„µ¦Á¨º°„ Á«¦¬“«µ­˜¦rÁž}œ«µ­˜¦r„µ¦Á¨º°„Â…œŠ®œ¹ÉŠ ¨³ š´„¬³„µ¦Á¨º°„œ¸ÊÁ°ŠÁž}œš´„¬³š¸É­Îµ‡´…°Š¸ª·˜Ánœ„´œ …oµ¡Á‹oµÁºÉ°ªnµ„µ¦Á¨º°„Áž}œ‹»—Á¦·É¤˜oœ…°ŠÁ®˜»„µ¦–r˜nµŠÇ ¨³Áž}œ˜´ª¸Êª´—ž¨µ¥šµŠ…°Š„µ¦Á—·œšµŠÅ—oÁž}œ°¥nµŠ—¸ ®µ„„µ¦Á¨º°„…°ŠÁ¦µœ´Êœ™¼„ „È‹³œÎµ¤µŽ¹ÉŠšµŠÁ—·œš¸É™¼„


Development Economic Review

ตารางที่ 5

137

คําตอบของนักศึกษาที่สะทอนใหเห็นถึงปญหาเรื่องความสมจริงและการ ประยุกตใชของทฤษฎีเศรษฐศาสตร

°¥µ„Á¦¸¥œš¸É apply ŗo‹¦·ŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r¤¸Â˜n theories Á˜È¤Åž®¤— ¡ª„…nµªÁ®˜»„µ¦–rš¸ÉÁ„·—…¹Êœ‹¦·Š ¤¸Â˜nœo°¥ œ°„Á®œº°‹µ„š§¬‘¸˜nµŠ Ç š´„¬³„µ¦œÎµª·µÅžž’·´˜·‹¦·Š Á¡¦µ³Á¦µÁ¦¸¥œÂ˜nš§¬‘¸ ‡ªµ¤‡¨µ—Á‡¨ºÉ°œ‹µ„‡ªµ¤Áž}œ‹¦·Š…°ŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r „µ¦š¸ÉŤn­µ¤µ¦™°›·µ¥ª·„§˜šµŠÁ«¦¬“„·‹š¸ÉÁ„·—…¹Êœ‹¦·ŠÅ—o ‡ªµ¤˜o°Š„µ¦Â¨³¡§˜·„¦¦¤Â˜n¨³‡œÅ¤nÁ®¤º°œ„´œ ™¹ŠÂ¤oªnµ‹³Áž}œ‡œÄœ„¨»n¤˜¨µ—Á—¸¥ª„´œ„Șµ¤ š§¬‘¸Å¤n­µ¤µ¦™Äoŗo‹¦·Š ¥´Š‡ŠÁž}œÂ‡näÁ—¨ Á«¦¬“«µ­˜¦rĜ¦³—´­¼Š¤»nŠÁœoœÅžšµŠš§¬‘¸ ˜n˜o°Š„µ¦­·ÉŠš¸ÉœÎµÅžž¦³¥»„˜rčoŗo­³—ª„„ªnµ …o°‹Îµ„´—…°ŠÃ¤Á—¨Ž¹ÉŠ¤¸ÁŠºÉ°œÅ…š¸ÉŤn­µ¤µ¦™œÎµÅžÄoĜ­™µœ„µ¦–r‹¦·ŠÅ—o „µ¦‡Îµœ¹Š™¹Š®¨´„‡ªµ¤‹¦·Š‹µ„‹Îµ¨°ŠšµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rš¸ÉŗoÁ¦¸¥œ¤µ Ťn¤¸šµŠš¸É‹³‡¦°‡¨»¤š»„ž{‹‹´¥š¸É­nŠŸ¨ ˜n°Á«¦¬“„·‹ ®µ„ªnµ„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ­µ¤µ¦™Âš¦„„µ¦ž¦³¥»„˜rš§¬‘¸š¸ÉŗoÁ¦¸¥œÅž„´ „µ¦Äož¦³Ã¥œrĜ¸ª·˜ž¦³‹Îµª´œÅ—o‹³—¸¤µ„ „µ¦Á®Èœ‡ªµ¤‹¦·Š „µ¦ž’·´˜· š¸É­—ŠÄ®oÁ®Èœ™¹Š„µ¦Äo‡ªµ¤¦¼oĜ¸ª·˜ž¦³‹Îµª´œÅ—o Á¦µÁ¦¸¥œ¦¼o˜nš§¬‘¸˜nµŠÇ…°Šª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r ˜nÁ¦µÅ¤n‡n°¥¦¼oªnµš§¬‘¸Á®¨nµœ´Êœ­µ¤µ¦™°›·µ¥ž¦µ„’„µ¦–r šµŠÁ«¦¬“„·‹š¸ÉÁ„·—…¹ÊœÄœÃ¨„®nŠ‡ªµ¤‹¦·ŠÅ—o°¥nµŠÅ¦ „µ¦ž¦³¥»„˜rčoĜ¸ª·˜‹¦·Š Ťnčn˜nÁ¡¸¥Šš§¬‘¸ Ánœ °µ‹¥„˜´ª°¥nµŠ®¦º°Á¨nµÁ®˜»„µ¦–r ­™µœ„µ¦–r¦°˜´ª­Îµ‡´ Ç „µ¦Á®Èœ£µ¡®¦º°¦´¦¼o‡ªµ¤¦¼o­¹„ ¨³Á…oµÄ‹­£µ¡­´Š‡¤‹¦·ŠÇ Ánœ Á¤ºÉ°¡¼—™¹Š education Ĝ public economics Á¦µ¤°ŠÁ®ÈœÂ˜nÁ¡¸¥ŠÁ­oœÂ¨³„¦µ¢ ¦ª¤™¹Šª·›¸šÎµ…o°­°Ä®oŗo‡³Âœœ ˜nÁ¦µÅ¤nÁ®Èœª·›¸„µ¦Â„ož{®µ ¦ª¤™¹Š˜¦³®œ´„™¹Šž{®µÂ¨³¤°ŠÁ®Èœ£µ¡ž{®µ‹¦·ŠÇ „µ¦‡Îµœ¹Š™¹Š®¨´„‡ªµ¤‹¦·Š ‹µ„‹Îµ¨°ŠšµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rš¸ÉŗoÁ¦¸¥œ¤µ Ťn¤¸šµŠš¸É‹³‡¦°‡¨»¤š»„ž{‹‹´¥ š¸É­nŠŸ¨˜n°Á«¦¬“„·‹ …o°‹Îµ„´—…°ŠÃ¤Á—¨Ž¹ÉŠ¤¸ÁŠºÉ°œÅ…š¸ÉŤn­µ¤µ¦™œÎµÅžÄoĜ­™µœ„µ¦–r‹¦·ŠÅ—o ‡ª¦Ä®o‡ªµ¤­Îµ‡´„´„µ¦«¹„¬µ—oµœ­™·˜· ¨³„µ¦Á„ȝ…o°¤¼¨ Á¡·É¤„µ¦°›·µ¥¡§˜·„¦¦¤Â¨³„µ¦Áž¨¸É¥œÂž¨Š…°Š¤œ»¬¥rĜ­´Š‡¤ °Š‡r‡ªµ¤¦¼oĜ„µ¦ÁºÉ°¤ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r­¼n¦·š…°Š­´Š‡¤ „µ¦œÎµ‡ªµ¤¦¼oš¸ÉŗoŞčoĜ¸ª·˜‹¦·Š Ĝš»„Ǧ³—´ª·µ ¨³š»„ Ç­µ…µ„µ¦Á¦¸¥œ °Š‡r‡ªµ¤¦¼o—oµœ¡§˜·„¦¦¤…°Š¤œ»¬¥rš¸É¤¸‡ªµ¤Áž}œÁ®˜»Áž}œŸ¨Â˜nĜ‡ªµ¤Áž}œ‹¦·Š¤œ»¬¥rÁ¦µš»„‡œ Ťnŗo˜´—­·œÄ‹°¥nµŠ¤¸Á®˜»¤¸Ÿ¨˜¨°—Áª¨µ „µ¦Á®Èœ£µ¡ ®¦º° ¦´¦¼o‡ªµ¤¦¼o­¹„ ¨³Á…oµÄ‹­£µ¡­´Š‡¤‹¦·ŠÇ ‡ªµ¤¦¼o š´„¬³ „µ¦œÎµÅžž¦³¥»„˜rčoĜž{‹‹»´œ ®¨µ¥Âœª‡·—š¸ÉŤnŗo¨°Šž’·´˜·Â¨³š—¨°Š °¥µ„Ä®oÁ¡·É¤Äœ­nªœ…°Š„µ¦š—¨°ŠÂ¨³„µ¦¨Š¤º°ž’·´˜· œ´„Á«¦¬“«µ­˜¦r­nªœÄ®n‹³¤°Š…oµ¤­·ÉŠš¸ÉÁž}œœµ¤›¦¦¤¤¸˜´ª˜œÅ¤n´—Á‹œÂ¨³Å¤n­µ¤µ¦™­¦oµŠœ·¥µ¤š¸É˜µ¥˜´ª …¹Êœ¤µÅ—ošÎµÄ®o„µ¦Á˜·Ã˜…°ŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rÁž}œÅž°¥nµŠÂ…ÈŠšºÉ° …µ—„µ¦ª·¡µ„¬rĜ‹»—š¸É‡ª¦ª·¡µ„¬r ˜n˜nµŠ¥°¤¦´Äœ…o°„¡¦n°Šš¸É¤¸ÄœÁ«¦¬“«µ­˜¦r„¦³Â­®¨´„ °µ‹¤¸„µ¦¡¼—™¹Š®¦º°„µ¦œÎµÅžÄoĜ¸ª·˜‹¦·Š‡n°œ…oµŠœo°¥ Á¡¦µ³­nªœÄ®nÁ¦¸¥œÂ˜nš§¬‘¸ ‹¹Š°µ‹¤°Š£µ¡®¦º°Äo‹¦·Š Ťn‡n°¥Å—o °¥µ„Ä®o¤¸„µ¦¥„˜´ª°¥nµŠš¸ÉÁ„·—…¹Êœ‹¦·ŠÄœž{‹‹»´œ „µ¦¨Š¡ºÊœš¸É—¼­™µœ„µ¦–rš¸ÉÁ„·—…¹Êœ®¦º°¤¸°¥¼n‹¦·Š —´Šš¸ÉĜš§¬‘¸µŠš§¬‘¸Å—ošÎµ„µ¦«¹„¬µÅªo


138

Development Economic Review

Á¡¦µ³µŠ°¥nµŠ°µ‹Áž¨¸É¥œÂž¨ŠÅ—o ‹µ„„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œÄœÁ«¦¬“«µ­˜¦r ‹³Áž}œ„µ¦Á¦¸¥œÁ¡¸¥ŠÂ‡nš§¬‘¸…´Êœ­¼Š ‹œµŠš¸Å¤nÁ…oµÄ‹ªnµÁ¦µÁ¦¸¥œ š§¬‘¸ ¡ª„œ´Ê œÅžšÎ µÅ¤ Á¡¦µ³Äœ„µ¦šÎ µŠµœ‹¦·Š‡ŠÅ¤n ŗočo š§¬‘¸¥µ„Ç¡ª„œ´Êœ‹¹Š°¥µ„Ä®oŸ¼o ­°œn ª¥Á­¦·¤Ä®o œ´„«¹„¬µš¦µªnµ š§¬‘¸¤µ„¤µ¥š¸ÉÁ¦µÁ¦¸¥œ„´œœ´ÊœÄoŗo‹¦·Š®¦º°Áž¨nµÂ¨³‹³¼¦–µ„µ¦Å—o°¥nµŠÅ¦ „µ¦ž¦³¥»„˜r„´­·ÉŠš¸ÉÁ„·—…¹Êœ‹¦·Š š¸ÉÁ¦¸¥œœ´ÊœÁ®¤º°œÁž}œÁ¡¸¥ŠÂ˜nš§¬‘¸ Ťn‡n°¥¤¸„µ¦ž’·´˜· Ťn‡n°¥¦¼oªnµ­™µœ„µ¦–r ž{‹‹»´œÁž}œ°¥nµŠÅ¦Â¨³‡ª¦¦´¤º°°¥nµŠÅ¦ (ĜŠn…°Š‡œ›¦¦¤—µ) „µ¦¨Š¤º°šÎµ‹¦·ŠÇ Á¡¦µ³‹µ„š¸ÉÁ¦¸¥œ¦¼o¤µÂ¨oªœ´Êœ ­nªœÄ®nÁž}œš§¬‘¸¤µ„„ªnµÂ¨³š§¬‘¸œ´ÊœÅ¤n¦¼oªnµ¤´œ™¼„¤´œŸ·— ‡nÅ®œ ™oµÁ°µÅžÄo‹¦·ŠÇ ¨oª Á¦µ‹³˜o°Šªµ—„¦µ¢Â¨³­¦oµŠ­¤„µ¦¥´ŠÅŠ „µ¦œÎµÅžÄo‹¦·Š„´Šµœ/¸ª·˜ž¦³‹Îµª´œÁ¡¦µ³ÁœºÊ°®µ¤¸¨´„¬–³ÅžÄœšµŠš¸É¤¸¦¼žÂ„ε®œ—˜µ¥˜´ª°¥¼n¨oª „µ¦œÎµ¤µ ž¦³¥»„˜rčo‹¹ŠÁž}œÁ¦ºÉ°Šš¸É‡ª¦Á¡·É¤Á…oµ¤µÄœ„µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œÃ—¥°µ‹³ÄoÁž}œ„·‹„¦¦¤¡·Á«¬œ°„˜µ¦µŠÁ¦¸¥œ„Èŗo

ตารางที่ 6

คําตอบของนักศึกษาที่สะทอนใหเห็นถึงปญหาเรื่องทักษะดานการสื่อสารและ ภาษา

š´„¬³„µ¦­ºÉ°­µ¦ „µ¦™nµ¥š°—Áž}œ„¦³ªœ„µ¦®œ¹ÉŠš¸É­Îµ‡´…°Š¸ª·˜ ˜n—oª¥ÁœºÊ°®µª·µš¸ÉÁœoœ„µ¦‡oœ®µÂ¨³˜¦¦„³ šÎµÄ®o„µ¦­¦»ž‹´ž¦³Á—Èœ¥´ŠÅ¤n­µ¤µ¦™šÎµÅ—o—¸¡° š´„¬³Äœ„µ¦­ºÉ°­µ¦™¹Š‡ªµ¤¦¼ošµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r ®¨µ¥‡¦´ÊŠš¸É…oµ¡Á‹oµ¤¸‡ªµ¤Á…oµÄ‹ÄœÁœºÊ°®µ ˜nŤn­µ¤µ¦™°›·µ¥Å—o°¥nµŠÂšo‹¦·Š ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦rÁœoœ­°œ‡·—ª·Á‡¦µ³®r ˜nµŠ‡¦´ÊŠ„µ¦˜°‡Îµ™µ¤…°Š…o°¤¼¨Á·Šª·Á‡¦µ³®rÁž}œ„µ¦Á…¸¥œ˜° šÎµÄ®o°µ‹…µ—‡ªµ¤¤´ÉœÄ‹Äœ˜œÁ°ŠÄœ„µ¦œÎµÁ­œ°Ÿ¨Šµœ®œoµ´ÊœÁ¦¸¥œ®¦º°„µ¦Á¦¸¥Á¦¸¥Š‡Îµ¡¼—Äœ„µ¦œÎµÁ­œ°Šµœ š´„¬³šµŠ£µ¬µ ÁœºÉ°Š‹µ„š´„¬³šµŠ£µ¬µ—oµœ„µ¦¡¼—°¥µ„Ä®oÁ¡·É¤Á…oµÅž ˜n—oµœ„µ¦°nµœÁ¡¸¥Š¡°Â¨oªÁ¡¦µ³­nªœÄ®n¸š®¦º°®œ´Š­º°„ȍnª¥¡´•œµš´„¬³šµŠ—oµœ„µ¦°nµœ°¥¼n¨oª

ตารางที่ 7

คําตอบของนักศึกษาที่สะทอนใหเห็นถึงปญหาเรื่องความคิดสรางสรรค

š´„¬³š¸É‹³Á­¦·¤­¦oµŠ„¦³ªœ„µ¦‡·—­¦oµŠ­¦¦‡r „µ¦ž¦³¥»„˜r ¨³ ‡ªµ¤‡·—­¦oµŠ­¦¦‡r „µ¦ f„Ä®o‡·— ŤnčnÁ¡¸¥ŠÂ˜n°´—‡ªµ¤¦¼oÄ­n˜´ªŸ¼oÁ¦¸¥œÁ¡¸¥Š°¥nµŠÁ—¸¥ª ‡ª¦¤¸„µ¦ f„Ä®o™µ¤Â¨³˜° Á¡ºÉ°Ä®oœ·­·˜Å—o‡·—¨³šÎµ‡ªµ¤Á…oµÄ‹ÄœÁ¦ºÉ°Šœ´ÊœÇŗo—oª¥˜´ªÁ°Š ‡ªµ¤‡·—˜n°¥°—®¦º°„µ¦¤¸‡ªµ¤‡·—®¦º°Á®˜»Ÿ¨Áž}œ…°Š˜´ªÁ°Š ­nªœÄ®n‹³°oµŠ°·ŠÁ®˜»Ÿ¨˜µ¤š¸ÉŗoÁ¨nµ Á¦¸¥œ¤µ¤µ„„ªnµ Ťn¤¸‡»–¨´„¬–³š¸ÉÁ®ÈœÅ—o´—Á‹œªnµ‹°°„¤µ‹³Åž°¥¼n­nªœÅ®œ…°Š­´Š‡¤oµŠ š´„¬³„µ¦Äo‡ªµ¤‡·—­¦oµŠ­¦¦‡rĜ„µ¦˜°‡Îµ™µ¤Äœ…o°­°š¸ÉŤn˜¦Š„´š§¬‘¸š¸Á¦¸¥œ¤µ ª·µÁŒ¡µ³—oµœ˜nµŠÇ «µ­˜¦rÄ®¤nš¸ÉÁ¡·ÉŠÁ„·—…¹Êœ „µ¦¤°ŠÁ«¦¬“«µ­˜¦rĜ¤»¤Ä®¤n


Development Economic Review

ตารางที่ 8

139

คําตอบของนักศึกษาที่ครอบคลุมประเด็นความสามารถในการประยุกตใชกับ ความเปนจริงหรือชีวิตประจําวันได

ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦Áž}œª·µš¸É­¦oµŠš§¬‘¸Á¡ºÉ°°›·µ¥Á®˜»„µ¦–rš¸ÉÁ„·—…¹ÊœÂ¨³¤¸ÂœªšµŠš¸É‹³Áž¨¸É¥œÂž¨ŠÁ«¦¬“„·‹ ¨³­´Š‡¤Ä®o—¸…¹Êœ ‹¹Š‡ª¦Á¦·É¤‡·—‹µ„è„®nŠ‡ªµ¤‹¦·Š¤µ„…¹Êœ ž¦³¥»„˜rčo„´­™µœ„µ¦–r…°ŠÃ¨„°¥nµŠ¤¸Á®˜»¤¸Ÿ¨ „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œœnµ‹³ž¦³¥»„˜r„´­™µœ„µ¦–r˜nµŠÇš¸É„ε¨´ŠÁ„·—Äœž{‹‹»´œ °›·µ¥š§¬‘¸š¸É‹³Äo ¥„˜´ª°¥nµŠž¦³„°Áª¨µÁ‹° ®¦º°¥„Á®˜»„µ¦–rĜ脇ªµ¤Áž}œ‹¦·Š¤µª·Á‡¦µ³®r ¤¸š§¬‘¸˜nµŠ ǚ¸É­µ¤µ¦™°›·µ¥ž¦µ„’„µ¦–r˜nµŠÇ š¸ÉÁ„·—…¹ÊœÅ—o Áž}œª·µš¸ÉŠnµ¥˜n°„µ¦œÎµÅžž¦³¥»„˜ršµŠ­´Š‡¤«µ­˜¦r Á¡¦µ³Á«¦¬“«µ­˜¦r¤oÁž}œª·µšµŠ­´Š‡¤«µ­˜¦r ˜n„¨´¥µ„š¸É‹³œÎµÅžž¦´Äo„´­´Š‡¤ Ÿ¼oÁ¦¸¥œ°µ‹Å¤n¦¼oªnµ‹³œÎµÅž­¦oµŠž¦³Ã¥œr°¥nµŠÅ¦ ¦¼oÁ¡¸¥ŠÂ˜nš§¬‘¸Â¨³‡–·˜«µ­˜¦r ‹¹Š‡ª¦ž¦´ž¦»Š—oµœœ¸ÊÄ®o—¸…¹Êœ ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦¤¸Ážjµ®¤µ¥Á¡ºÉ°œÎµ¤µž¦³¥»„˜rčo„ož{®µÄœ¸ª·˜‹¦·ŠÂ¨³Ã¨„¦nª¤­¤´¥¤µ„…¹Êœ ‡ª¦Áœoœ„µ¦«¹„¬µÁ®˜»„µ¦–r‹¦·Šš¸ÉÁ„·—…¹Êœ š§¬‘¸š¸É­µ¤µ¦™Äoŗo‹¦·Š ¤¸„µ¦œÎµÁ°µ„µ¦«¹„¬µ ‹Îµ¨°Š˜nµŠÇ¤µª·Á‡¦µ³®r „µ¦œÎµš§¬’¸˜nµŠ ÇĜ°—¸˜¤µž¦³¥»„˜rčo„´­™µœ„µ¦–rÁ«¦¬“„·‹Äœž{‹‹»´œ Á¡ºÉ°Ä®oÁ„·—‡ªµ¤‡·—Ä®¤nÇ š¸É‡¨o°Š‹°Š„´Á«¦¬“„·‹Äœž{‹‹»´œ Á¡¦µ³ž{‹‹´¥˜nµŠÇĜ°—¸˜„´ž{‹‹»´œÅ¤nÁ®¤º°œ„´œ‹¹ŠœÎµ¤µÄoÁ¨¥Å¤n‡n°¥Å—o „µ¦œÎµÁ«¦¬“«µ­˜¦rޞ¦³¥»„˜rčoĜ„µ¦šÎµŠµœÂ¨³¸ª·˜ž¦³‹Îµª´œ Ž¹ÉŠ°µ‹‹³Áž}œ„µ¦ž¦³¥»„˜r°¥nµŠŠnµ¥Â˜nčoŗo‹¦·Š Á«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦Áž}œª·µš¸É„ož{®µšµŠÁ«¦¬“„·‹Å—o°¥nµŠÂ¤nœ¥Îµ ¤¸„µ¦¡´•œµ‡ªµ¤¦¼o°¥nµŠ˜n°ÁœºÉ°Š ž¦³¥»„˜rčo„´š»„­µ…µª·µÅ—o—¸ œÎµÅžÄoŗo‹¦·ŠÄœ­™µœ„µ¦–rž{‹‹»´œ ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦‹³Á¦¸¥œš¸ÉÁ„¸É¥ª„´‡ªµ¤‹¦·ŠÄ®o¤µ„„ªnµœ¸Ê Á¡¦µ³ªnµ„µ¦Á…¸¥œ„¦µ¢µŠ‡¦´ÊŠÅ¤n­µ¤µ¦™°›·µ¥Å—o

ตารางที่ 9

คําตอบของนักศึกษาที่ครอบคลุมประเด็นความสามารถในการอธิบายใหคน ทั่วๆ ไปเขาใจได

°›·µ¥Å—oŠnµ¥ ­µ¤µ¦™°›·µ¥Ä®o‡œ°ºÉœÁ…oµÄ‹ ­µ¤µ¦™°›·µ¥Ä®o‡œš´ÉªÇŞš¸ÉŤnŗoÁ¦¸¥œ¤µšµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r„ÈÁ…oµÄ‹Å—o Áž}œª·µš¸É¥´ŠÅ¤n˜µ¥ ‡º°¤¸­·ÉŠÄ®¤n ÇÁ­¤° ¤»nŠÁœoœÅžš¸É„µ¦šÎµ°Š‡r‡ªµ¤¦¼oš¸É¤¸°¥¼nÄ®oÁ…oµÄ‹Šnµ¥…¹Êœ Á¡ºÉ°Ä®o‡œ›¦¦¤—µš¸ÉŤnŗoÁ¦¸¥œÁ«¦¬“«µ­˜¦rÁ…oµÄ‹Å—o—oª¥ Ťnŗo¤»nŠÁœoœÁ¡¸¥ŠšÎµŠµœª·‹´¥¥µ„Ç ŗo¦µŠª´¨ ˜nÁž}œŠµœš¸ÉŤn‡n°¥¤¸Ä‡¦Á…oµÄ‹ ž{‹‹»´œÃ—¥­nªœÄ®n‹³°¥¼nĜ¦¼žš¸ÉŤn­µ¤µ¦™‹´˜·—Å—o Áž}œ®œoµ˜µš¸É˜o°ŠÄo‹·œ˜œµ„µ¦­¼Š ‹¹Š˜o°Š„µ¦Ä®oÁœoœÁœºÊ°®µš¸É­µ¤µ¦™Äoŗo‹¦·Š Á«¦¬“«µ­˜¦rš¸É…oµ¡Á‹oµ˜o°Š„µ¦‡º° ž¦˜´ªÁ¨…š¸É­œ¥»nŠ¥µ„Ä®oÁž}œ‡Îµ¡¼— „µ¦„¦³šÎµ ˜µ¤š¸ÉÁ…oµÄ‹Å—oŠnµ¥ Á¡ºÉ°­nŠ˜n°‡ªµ¤¦¼o‡ªµ¤Á…oµÄ‹Â„n œ´„Á¦¸¥œ £µ‡¦´“ £µ‡Á°„œ ¨³ž¦³µœÄœž¦³Áš« ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦‹³¤¸®œoµ˜µÂÄo„µ¦‡Îµœª–Á…oµ¤µÄœ„µ¦°›·µ¥Á¡ºÉ°Ä®o­·ÉŠœ´Êœ—¼œnµÁºÉ°™º° ‡ª¦¤¸„¦µ¢oµŠ ˜nÁž}œ„¦µ¢š¸É¤¸¨´„¬–³š¸ÉÁ…oµÄ‹Šnµ¥ Ÿ¼o‡œš¸ÉŤnŗoÁ¦¸¥œ­µ¤µ¦™Á…oµÄ‹Å—o ¤¸…nµªÁ«¦¬“„·‹ ‡ª¦‹³¤¸¦¼žÂÁœºÊ°®µš¸ÉÁž}œÄœÂœªšµŠÁ—¸¥ª„´œ‡º° Á…oµÄ‹Šnµ¥ ¤¸„µ¦°›·µ¥Ã—¥Äoš§¬‘¸šµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r


140

Development Economic Review

ตารางที่ 10 คําตอบของนักศึกษาทีค่ รอบคลุมประเด็นความเปนสหวิทยาการของเศรษฐศาสตร Á«¦¬“«µ­˜¦rĜž{‹‹»´œ¤¸£µ¡¨´„¬–rš¸É¤»nŠÁœoœÅžšµŠ—oµœÄ——oµœ®œ¹ÉŠ‹œÁ„·œÅž ‡º°Á«¦¬“„·‹ šÎµÄ®o„µ¦°›·µ¥°ºÉœÇ ™¼„¨—‡ªµ¤­Îµ‡´¨ŠÅž ª·µÁ«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦‹³¤¸®œoµ˜µÄœ“µœ³„µ¦«¹„¬µšµŠ—oµœ­´Š‡¤ °›·µ¥™¹Š‡ªµ¤­´¤¡´œ›r˜nµŠÇ °¥nµŠÁž}œ¦³ Á«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦‹³Áœoœ„µ¦Á‹¦·Á˜·Ã˜šµŠÁ«¦¬“„·‹…°Šž¦³Áš« ¨—‡ªµ¤¥µ„‹œ šÎµÄ®ož¦³µœÄœž¦³Áš«¤¸ ‡ªµ¤Áž}œ°¥¼nš¸É—¸…¹Êœ ¨³¤¸¼¦–µ„µ¦«µ­˜¦r°ºÉœ Ç®¨µ¥ Ç«µ­˜¦r¤µž¦³¥»„˜rčo—oª¥„´œ Ánœ ‡–·˜«µ­˜¦r ­´Š‡¤«µ­˜¦r ž¦³µ„¦«µ­˜¦r Áž}œ˜oœ „µ¦šÎµÁ«¦¬“«µ­˜¦rÄ®oÁž}œª·š¥µ«µ­˜¦rœnµ‹³Áž}œšµŠ®œ¹ÉŠÄœ„µ¦°›·µ¥ž¦µ„’„µ¦–r˜nµŠÇ °¥nµŠÁž}œ¦¼ž›¦¦¤ ˜n„Șo°ŠÅ¤n¨º¤¡·‹µ¦–µ¤·˜·šµŠ—oµœ­´Š‡¤ ª´•œ›¦¦¤ š¸ÉµŠ‡¦´ÊŠ¡§˜·„¦¦¤…°Š¤œ»¬¥rŤnŗo rational Á­¤°Åž Áž} œ ª·  µš¸É Á ¦¸ ¥ œ¦¼o ‡ ¦°‡¨» ¤ Á„º ° š» „ ­n ª œÄœ­´ Š ‡¤«µ­˜¦r œ´ „ Á«¦¬“«µ­˜¦r œ °„‹µ„‹³˜o ° Š¦¼o ¨¹ „ Ĝ­µ¥ª·  µ Á«¦¬“«µ­˜¦r¨oª ¥´Š‡ª¦¦¼oÁ¦ºÉ°Š¦µªš´ÉªÅžÄœ­´Š‡¤ Ánœ „‘®¤µ¥š¸ÉÁ„¸É¥ª„´Á«¦¬“«µ­˜¦r®¦º°›»¦„·‹ ž¦³ª´˜·«µ­˜¦r Á«¦¬“„·‹ „µ¦Á¤º°Š ´¸Â¨³°ºÉœÇ Á¡¦µ³Äœ¸ª·˜„µ¦šÎµŠµœ…°Šœ´„Á«¦¬“«µ­˜¦r‹ÎµÁž}œ˜o°ŠÄo ‡ªµ¤¦¼oÁ®¨nµœ¸Ê¤µž¦³„°

ตารางที่ 11 คําตอบของนักศึกษาในเรื่องรูปแบบการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรที่อยากได ­°œÄ®o­µ¤µ¦™˜° °›·µ¥ ¨³ž¦³¥»„˜rčo„´Á®˜»„µ¦–r‹¦·Šš¸ÉÁ„·—…¹ÊœÄœž{‹‹»´œÅ—o œ°„‹µ„œ¸Ê ˜o°Š­nŠÁ­¦·¤Ä®oœÎµÁ«¦¬“«µ­˜¦r¤µÄo„´¸ª·˜ž¦³‹Îµª´œ „µ¦Á¦¸¥œš§¬‘¸Â¨³Âœª‡·—Ä®oœnœÂ¨³Á…o¤…oœÁ¡ºÉ°Áž}œ¡ºÊœ“µœš¸É—¸ œnµ‹³Áž}œ­·ÉŠš¸É—¸Â¨oª ˜n°¥µ„Ä®oŸ¼o­°œ¡¼—™¹Š­´Š‡¤ ‡ªµ¤Áž}œÅžÄœž{‹‹»´œ­°—š¦„Á…oµ¤µÁ¡ºÉ°Ä®oš´œÃ¨„¨³¤°ŠÁ®Èœ­£µ¡š¸Éšo‹¦·Š…°Š­´Š‡¤—oª¥ ‡ª¦Ä®oœ·­·˜Å—o¦´ž¦³­„µ¦–ršµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r Ánœ „µ¦¨Š¡ºÊœš¸É „µ¦—¼Šµœ Áž}œ˜oœ ¤¸„µ¦‡·—ª·Á‡¦µ³®rÁ«¦¬“„·‹ž{‹‹»´œÂ¨³Ã¥Š„´­™µœ„µ¦–r˜nµŠÇš¸ÉÁ„·—…¹Êœ‹¦·Š Á¡ºÉ°Ä®o­µ¤µ¦™œÎµ‡ªµ¤¦¼oš¸ÉŗoŞčoŗo‹¦·Š ¡¼—™¹ŠÁ®˜»„µ¦–r˜nµŠÇ š¸ÉÁ‡¥Á„·—…¹ÊœÂ¨³ª·›¸„µ¦Â„oŅÁ¥°³ Nj³Å—oÁ®Èœ£µ¡ µŠ‡¦´ÊŠÁ¦¸¥œ‹µ„„µ¦ªµ—„¦µ¢Â¨³‡Îµœª–‹³Å¤n‡n°¥Á®Èœ£µ¡´—œ´„ „µ¦­°œÁ«¦¬“«µ­˜¦r‡ª¦Ä®oŸ¼oÁ¦¸¥œÅ—o¤¸„µ¦ f„°°„Â¨³°°„ÅžÁ®ÈœÄœ­£µ¡š¸ÉÁž}œ‹¦·Š ‡ª¦Áœoœš´ÊŠš§¬‘¸Â¨³ž’·´˜· Á¡¦µ³˜°œœ¸Ê¦¼o­¹„ªnµÅ¤n¦¼oªnµ‹³Á°µ‡ªµ¤¦¼oŞčo¥´ŠÅŠ ­µ¤µ¦™Á¦¸¥œ¦¼o‹µ„Á®˜»„µ¦–rž{‹‹»´œš¸É„ε¨´ŠÁ„·—…¹Êœ ¨³°„Å—oªnµ‡ª¦šÎµ¥´ŠÅŠÁ¡ºÉ°Â„ož{®µ „µ¦Á¦¸¥œ„µ¦­°œ ¨Š¡ºÊœš¸É ­Îµ¦ª‹ ¨³Á„ȝ…o°¤¼¨‹¦·Š‹µ„¡ºÊœš¸Éœ´Êœ Nj³Å—oš¦µ™¹ŠÁ®˜»Â¨³Ÿ¨š¸ÉÁž}œ‹¦·Š „µ¦­°œ‡ª¦¥„˜´ª°¥nµŠÁ®˜»„µ¦–r­Îµ‡´šµŠž¦³ª´˜·«µ­˜¦r¨oª«¹„¬µŸ¨„¦³šÄœšµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r Áž}œ„¦³ªœ„µ¦­´ŠÁ‡¦µ³®räÁ—¨š¸Éčo«¹„¬µÁ®˜»„µ¦–ršµŠÁ«¦¬“«µ­˜¦r¤µ„„ªnµ„µ¦«¹„¬µÂ˜näÁ—¨


Development Economic Review

141

6. บทสรุปและขอเสนอแนะ การศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยทามกลางการเปลีย่ นแปลงโดยมีหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของคณะ เศรษฐศาสตร จุฬาฯ เปนกรณีศึกษา พบวา อุปทานของการศึกษาเศรษฐศาสตรไทยยังคงมีพัฒนาการ ตามการศึกษาเศรษฐศาสตรในโลกตะวันตกโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเปนตนกําเนิดของ เศรษฐศาสตรแบบ นีโอคลาสสิกทีส่ ะทอนใหเห็นผานการพิจารณาดานอุปทานของการจัดการเรียนการ สอนเศรษฐศาสตรและความคิดเห็นของนักศึกษาในประเด็นสิ่งที่ไดเรียนรูจากการเรียนเศรษฐศาสตร อันไดแก วิธีคิด ทฤษฎี และการประยุกตใช โดยพัฒนาการดังกลาวนี้ไดเริ่มมาตั้งแตชวงตนของการ วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติและความพยายามในการสรางผูเ ชีย่ วชาญทางเศรษฐศาสตร โดยมองนักเศรษฐศาสตรในฐานะนักเทคนิคและผูเชี่ยวชาญพัฒนาการดังกลาวดําเนินไปพรอมๆ กับ การใหความสําคัญกับการใชเครื่องมือทางคณิตศาสตรสถิติ และเศรษฐมิติ การศึกษาเศรษฐศาสตรในรูปแบบดังกลาวถูกวิพากษในประเด็นการปรับใชเศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิ กกับการวิเคราะหในบริบทเศรษฐกิจไทยรวมถึงความไมสามารถสรางทฤษฎีเศรษฐศาสตรบนฐานขอมูล เชิงประจักษของเศรษฐกิจสังคมไทย ขอวิพากษดังกลาวอาจพิจารณาไดวาเปนขอจํากัดของนัก เศรษฐศาสตรไทยซึง่ เปนเงือ่ นไขของปจจัยภายในประเทศตอมาในตนศตวรรษที่ 21 นักศึกษา อาจารย และนั ก วิ ช าการด า นเศรษฐ-ศาสตร ใ นประเทศตะวั น ตกได เ ริ่ ม ตั้ ง คํ า ถามและวิ พ ากษ ก ารศึ ก ษา เศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกซึ่งเปนตนแบบของการศึกษาเศรษฐศาสตรไทยผานขอเรียกรองของกลุม ตางๆ โดยขอเรียกรองดังกลาวถูกพิจารณาไดวาเปนเงื่อนไขของปจจัยภายนอกประเทศยอมสงผลให เกิดการเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเศรษฐศาสตรในอนาคตไมมากก็นอย และแนนอนวาการวิพากษดัง กลาวยอมสงผลกระทบตอการศึกษาเศรษฐศาสตรไทยไปดวยอยางยากที่จะหลีกเลี่ยงได อยางไรก็ตาม การตั้งคําถามและการวิพากษที่มีตอการศึกษาเศรษฐศาสตรดังกลาวไมไดเกิดเฉพาะใน หมูน กั ศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศตะวันตกเทานัน้ เพราะการสํารวจความคิดเห็นของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรีของคณะเศรษฐศาสตร จุฬาฯ พบวามีการตั้งคําถามตอการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยใน ประเด็นที่ใกลเคียงกับกลุมตางๆ ดังกลาวโดยเฉพาะประเด็นความสมจริงและความสามารถในการ ประยุกตใชทฤษฎีเศรษฐศาสตร ประเด็นการสื่อสารและความคิดสรางสรรค ดวยเหตุนี้ การศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยทามกลางการเปลีย่ นแปลง จึงตองปรับตัวใหเขากับเงือ่ นไข ของปจจัยภายในอันไดแกความสามารถในการปรับการเรียนการสอนเศรษฐศาสตรใหสอดคลองและสอด รับกับปญหาของบริบทเศรษฐกิจสังคมไทยซึง่ มีพลวัตอยูต ลอดเวลานับเนือ่ งมาตัง้ แตการใชแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 และการกาวเขาสูก ระแสโลกาภิวตั นภายในกรอบของแนวคิดแบบเสรีนยิ มใหม รวมทัง้ ตองปรับ ตัวใหเขากับเงื่อนไขภายนอกอันไดแกความสามารถในการปรับการศึกษาเศรษฐศาสตรใหสอดคลอง และตอบรับกับสภาพความเปนจริงและการประยุกตใชมากยิง่ ขึน้ ผูว จิ ยั จึงมีขอ เสนอแนะตอการปรับปรุง การศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยดังนี้


142

Development Economic Review

ประการแรก ในอดีตจวบจนปจจุบนั การศึกษาเศรษฐศาสตรของประเทศไทยมีพฒ ั นาการโดยใชรปู แบบ การศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศตะวันตกเปนแมแบบโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเมื่อรูปแบบการศึกษา เศรษฐ-ศาสตรของสหรัฐอเมริกาที่เนนหนักไปที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตรนีโอคลาสสิกและการใชเครื่องมือ ทางคณิตศาสตรอยางเขมขนไดถูกตั้งคําถามและวิพากษ ซึ่งการตั้งคําถามและวิพากษดังกลาวเปนผล สืบเนือ่ งจากความไรประ-สิทธิภาพในอธิบายและแกไขวิกฤตการณทางเศรษฐกิจและสังคมทีเ่ กิดขึน้ จริง ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งขอวิพากษดังกลาวยังปรากฏใหเห็นในการสํารวจความคิดเห็นของนักศึกษา เศรษฐศาสตรไทยดังนั้นการปรับตัวของการศึกษาเศรษฐศาสตรของไทยยอมหลีกเลี่ยงไมไดที่จะตอง คํานึงถึงขอวิพากษตางๆ เหลานี้ ประการที่สอง การปรับตัวดังกลาวขางตนตองอาศัยการระดมความคิดเห็นในวงกวางจากฝายตางๆที่ เกี่ยวของรวมถึงจากผูเรียนหรือนักศึกษาเองดวยในเรื่องเปาหมายของการศึกษาหรือผลิตบัณฑิต เศรษฐศาสตรวา ประเทศไทยยังจะคงเปาหมายการผลิตบัณฑิตเศรษฐศาสตรในฐานะของผูเ ชีย่ วชาญใน รูปแบบของนักเทคนิคที่มองเศรษฐศาสตรในฐานะความรูความเชี่ยวชาญเฉพาะดานหรือจะมุงผลิต บัณฑิตเศรษฐศาสตรในฐานะนักสังคมศาสตรซงึ่ มองเศรษฐศาสตรอยางเชือ่ มโยงใกลชดิ กับศาสตรทาง สังคมศาสตรอื่น ๆ การจัดการศึกษาเพื่อตอบรับกับเปาหมายที่แตกตางกันนี้ยอมสงผลกระทบโดยตรง ตอการจัดกลุมวิชาตางๆในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต ประการที่สาม การปรับเปลี่ยนการศึกษาเศรษฐศาสตรดังกลาวคงไมสามารถครอบคลุมแคการจัดกลุม วิชาหรือสรางวิชาหรือกลุม วิชาใหมๆ รวมถึงการเพิม่ หรือลดวิชาตางๆ ในหลักสูตรแตเพียงเทานัน้ การ ระดมความคิดเห็นดังกลาวควรจะครอบคลุมถึงการสํารวจสถานะขององคความรูทางเศรษฐศาสตรที่มี ในปจจุบันวา มีพัฒนาการไปในทิศทางใด มีจุดแข็ง และจุดออนอะไร องคความรูทางเศรษฐศาสตรของ ไทยเนนหนักไปทิศทางใดควรจะมีการปรับเปลีย่ นอยางไรจึงเหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจสังคมและ ความตองการของประเทศ อยางไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้มีขอจํากัดสําคัญอยู 2 ประการ ประการแรก การศึกษานี้ใชหลักสูตรเศรษฐ ศาสตรบัณฑิตของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเปนกรณีศกึ ษาเทานัน้ เนือ่ งจากผูว จิ ยั ใชกรณีศกึ ษาดังกลาว เปนตัวแทนของการศึกษาเศรษฐศาสตรไทยโดยรวมโดยมีสมมติฐานจากขอมูลของงานวิจัยของฉัตร ทิพย นาถสุภา (2523ก) และ Kohkongka (1985) วาการศึกษาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยมีรูปแบบ หลักไปในทิศทางเดียวกัน ดังนัน้ การศึกษานีจ้ งึ ไมไดครอบคลุมทีก่ ารศึกษาเศรษฐศาสตรในระดับปริญญา ตรีของมหา-วิทยาลัยอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีความแตกตางหลากหลายในรายละเอียดกันออกไป นอกจากนี้ การศึกษาในครัง้ นีไ้ มไดครอบคลุมถึงการศึกษาเศรษฐศาสตรในระดับอืน่ ๆ นอกจากปริญญาตรี ประการ ที่ ส อง การศึ ก ษานี้ ยั ง ไม ไ ด ค รอบคลุ ม ประเด็ น อื่ น ๆ ซึ่ ง อาจะช ว ยสะท อ นให เ ห็ น ภาพการศึ ก ษา เศรษฐศาสตรในสังคมไทย เชน การสํารวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร การสํารวจองคความรูท าง เศรษฐศาสตรของไทยจากงานวิจัย หนังสือ และตํารา ซึ่งจะชวยสะทอนใหเห็นทิศทางของการศึกษา เศรษฐศาสตรของไทยมากยิ่งขึ้น


Development Economic Review

143

บรรณานุกรม ภาษาไทย กนกศักดิ์ แกวเทพ (2523) “เสรีภาพในการศึกษาประวัติศาสตรเศรษฐกิจไทยอยูที่ไหน” ใน วารินทร วงศ ห าญเชาว และ สมภพ มานะรั ง สรรค ( บรรณาธิ ก าร) วิกฤตการณความคิดของ เศรษฐศาสตรไทย กรุงเทพมหานคร: กลุมเศรษฐศาสตรการเมือง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย Kaewthep, K. (1980). Where is a Freedom in StudyingThai Economic History? In Warin Wongharnchaoand Sompop Manarungsan (eds.). Crisis of Thought among Thai Economists. Bangkok: Political Economy Group, Chulalongkorn University. (In Thai) กุลลินี มุทธากลิน (2554ก) “Occupy Movement: ฤๅจะเปนการเริ่มตนที่นําไปสูจุดจบของเสรีนิยมใหม กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 ธันวาคม 2554 Mutakalin. G. (2011a, 13 October).Occupy Wall Street: A Love Story of Capitalism. Bangkokbiznews. p.11. (In Thai) กุลลินี มุทธากลิน (2554ข) “Occupy Wall Street: ฉากหนึ่งในนิยายรักของทุนนิยมอเมริกัน” กรุงเทพธุกิจวันที่ 13 ตุลาคม 2554 Mutakalin, G. (2011b, 1 December). Occupy Movement: Is It the End of Neo-Liberalism?. Bangkokbiznews., 11.(In Thai) กุลลินี มุทธากลิน (2555ก) “Econ 4: เมื่อนักเศรษฐศาสตรหันมาตั้งคําถามตอเศรษฐศาสตรกระแส หลัก” กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 5 มกราคม 2555 Mutakallin, G. (2012a, 5 January). Econ 4: When Economists Question Mainstream Economics. Bangkokbiznews, 10.(In Thai) กุลลินี มุทธากลิน (2555ข) “เมื่อเศรษฐศาสตรคือเมล็ดพันธุและภาษาแหงอํานาจ” กรุงเทพธุรกิจวันที่ 12 มกราคม 2555 Mutakalin, G. (2012b, 12 January). Economics is a Language of Power. Bangkokbiznews, 11. (In Thai) กุลลินี มุทธากลิน (2555ค) “เมื่อนักเศรษฐศาสตรเรียกหา “นายอยากรูอยากเห็น” กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 กรกฏาคม 2555 Mutakalin, G. (2012c, 26 July). Economists Call for Mr. Curiosity. Bangkokbiznews, 11.(In Thai) คาตาโนะ (2523) “นักเศรษฐศาสตรไทย ในสายตานักเศรษฐศาสตรญปี่ นุ ” แปลโดย คงศักดิ์ สันติพฤกษ วงศ ใน วารินทร วงศหาญเชาว และ สมภพ มานะรังสรรค (บรรณาธิการ) วิกฤตการณความ คิดของเศรษฐศาสตรไทย กรุงเทพมหานคร กลุมเศรษฐศาสตรการเมือง จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย


144

Development Economic Review

Katano (1980).Thai Economists as Seen from the Eyes of a Japanese Economist translated by KongsakSonteperkswong in WarinWongharnchaoand SompopManarungsan (eds.). Crisis of Thought among Thai Economists. Bangkok: Political Economy Group, Chulalongkorn University. (In Thai) ฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ก) วิชาเศรษฐศาสตรในประเทศไทยใน วารินทร วงศหาญเชาว และ สมภพ มานะรังสรรค (บรรณาธิการ) วิกฤตการณความคิดของเศรษฐศาสตรไทย กรุงเทพมหานคร กลุมเศรษฐศาสตรการเมือง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย Nartsupha, C. (1980a). Economics in Thailand in WarinWongharnchaoand Sompop Manarungsan (eds.). Crisis of Thought among Thai Economists.Bangkok: Political Economy Group, Chulalongkorn University. (In Thai) ฉัตรทิพย นาถสุภา (2523ข) พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) นักเศรษฐศาสตรคนแรกของเมืองไทย กรุงเทพมหานคร มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร Nartsupha, C. (1980b). Phya Suriya Nuvatr (Koet Bunnak). Bangkok:The Foundation for the Promotion of Social Sceinces and Humanities Textbooks Project. (In Thai) ทวี หมื่นนิกร (2524) “เศรษฐกิจกับเศรษฐศาสตร” วารสารวิทยาลัยการคา ปที่ 2 ฉบับที่ 4 เมษายนกรกฏาคม หนา 69-83 Muennikorn, T. (1981). Economy and Economics.Journal of Commerce College, Vol. 2 No.4,pp.69-83. (In Thai) นิพนธ พัวพงศกร (2556) “ตอบโจทยทําไมบทบาทของวิชาเศรษฐศาสตรในการกําหนดนโยบาย เศรษฐกิจจึงลดลงหมดยุค “เชื่อผูนํา ชาติเจริญ”เผยแพรในเว็บไซตไทยพับลิกา วันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 http://thaipublica.org/2013/11/the-role-of-the-economist-in-publicpolicy/ สืบคนเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 Poapongsakorn, N. (2013).Why the Role of Economics in Economic Policy Making Have Been Declined?. (In Thai) Retrieved from http://thaipublica.org/2013/11/the-role-of-theeconomist-in-public-policy/(August 19, 2014) พรชัย คุณศรีรักษสกุล (2523) “ขอคิดเห็นจากการอานบทความของคาตาโนะ” ใน วารินทร วงศหาญ เชาว และ สมภพ มานะรังสรรค (บรรณาธิการ) วิกฤตการณความคิดของเศรษฐศาสตรไทย กรุงเทพมหานคร กลุมเศรษฐศาสตรการเมือง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย Kunsriraksakun,P.(1980).The Opinions on Katano’s Articlein Warin Wongharn chao and Sompop Manarungsan (eds.). Crisis of Thought among Thai Economists.Bangkok: Political Economy Group, Chulalongkorn University. (In Thai) ไพโรจน วงศวิภานนท (2523) “บนเสนทางของความคิดและผลงานของนักเศรษฐศาสตรไทย” ใน วารินทร วงศหาญเชาว และ สมภพ มานะรังสรรค (บรรณาธิการ) วิกฤตการณความคิดของ เศรษฐศาสตรไทย กรุงเทพมหานคร กลุมเศรษฐศาสตรการเมือง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


Development Economic Review

145

Vongvipanond, P. (1980).The Mode of Thought and Works among Thai Economists in Warin Wongharnchao and SompopManarungsan (eds.), Crisis of Thought among Thai Economists.Bangkok: Political Economy Group, Chulalongkorn University. (In Thai) ภาษาอังกฤษ Cambridge Society for Economic Pluralism. (2014). CSEP Survey of Economics Students: Is it Time for Change at Cambridge?.Cambridge: CAEP. Chang, H.J. & Jonathan A. (2014, 11 May). After the crash, we need a revolution in the way we teach Economics. The Observer, 36. Department of Economics. (2008). Bachelor of Economics Program. Bangkok: Chulalongkorn University Press. Fullbrook, Edward (ed.). (2003). The Crisis in Economics: the Post-autistic Economics Movement: the First 600 Days, New York: Routledge. Kohkongka, U. (1985). Economics in Thailand in Economics in Asia: Status Reports on Teaching and Research in Nine Countries. Bangkok: UNESCO. Krugman, P. (2009). How Did Economists Get It So Wrong?.New York Times, 14. เว็ปไซด Delreal, Jose A. (2011, 2 November).Students Walk Out of Ec 10 in Solidarity with ‘Occupy’, Crimson Staff Writer. Retrieved from http://www.thecrimson.com/article/2011/11/2/ mankiw-walkout-economics-10/(July 19, 2014) Department of Economics, Harvard University. Retrieved from http://economics.harvard.edu/ (August 20, 2014) Inman, Phillip. (2013, 24 October). Economics students aim to tear up free-market syllabus, The Guardian. Retrieved from http://www.theguardian.com/business/2013/oct/24/ students-post-crash-economics( July 31, 2014) Marglin, Stephen (2011), Heterodox Economics: Alternatives to Mankiw’s Ideology (Lectures from Occupy Harvard). Retrieved from http://www.youtube.com/watch?v=Pf0-E8X-GHo (August 19, 2014) Schor, Juliet. (2011), Economics for the 99% (Lectures from Occupy Harvard)Retrieved from http://www.youtube.com/watch?v=dJtKOnQ5sX0 (August 11, 2014) The Faculty of Economics, Chulalongkorn UniversityRetrieved from http://www.econ.chula.ac. th/ (July 11, 2014)


146

Development Economic Review

The Occupy Harvard. Retrieved from http://occupyharvard.net/ (July 1, 2014) The Post-crash Economics Society. Retrieved from http://www.post-crasheconomics.com/ (August 1, 2014) The Real-World Economics Review. Retrieved from http://www.paecon.net/PAEReview/ (July 19, 2014) The School of Social Science, University of Manchester. Retrieved from http://www.socialsciences. manchester.ac.uk/subjects/economics/ (August 10, 2014)


Development Economic Review

147

Book Review Saran Sarntisart* Title Author Publisher ISBN Pages

Critical Issues on Islamic Banking and Financial Markets Saiful Azhar Rosly AuthorHouse 1420837370 640

“Critical issues on Islamic banking and financial markets� written by Saiful Azhar Rosly was published in 2005 by AuthorHouse, Bloomington, USA. The author is a Professor at the International Centre for Education in Islamic Finance (INCEIF), Kuala Lumpur, Malaysia. He teaches subjects such as Islamic economics, Islamic banking and finance, money and banking,

*Lecturer of Economics, Graduate School of Development Economics, National Institute of Development Administration (NIDA) - Serithai Road, Klong-Chan, Bangkapi, Bangkok 10240, Thailand. Email: saran.s@nida.ac.th


148

Development Economic Review

economic development, and principles of economics. In addition, Prof. Saiful is a consultant for many institutions, both public and private. “Critical issues on Islamic banking and financial markets” is a book widely used at universities and educational institutions in Malaysia. It covers both theoretical and practical aspects and also common issues debated in the field of Islamic banking and finance. The book’s content includes topics such as Islamic economics, Islamic banking and finance, Islamic investment, Islamic insurance, Islamic wealth planning, and Islamic capital market. The author has divided these topics into three levels; basic, intermediate, and difficult. The book has been used in courses at the undergraduate and postgraduate levels in economic, finance, MBA programs, and executive short courses. “Critical issues on Islamic banking and financial markets” consists of 10 sections. The contents of each section can be summarized as follows: • Section 1: As the financial sector is part of a country’s economy, section 1 starts with the topic of Islamic economics and how it differs with conventional economics. It also explains Islam’s worldview before entering the topic of Islamic finance. In the latter, it describes why and how finance and banking in Islam operates differently from the conventional system. The prohibition of interest, a core principle of Islam, is expanded in details. In order for the reader to get a good grasp of the principle, the author tells how Islam views money and its time value, and what constitutes as rightful profit. The crucial question that many readers are looking for an answer is, “if Islam prohibits interests, how then does the financial and banking system operate?”. The author attempts to answer this question in a comprehensive way by giving a broad view of the alternative concepts and products used as a substitute for the interest system. • Section 2:This section gets into the details of Islamic banking products on the financing side. It includes products such as Murabahah (buy and sell), Mudharabah and Musharakah (partnership and jointventure), Ijarah (leasing), Istisna (order-to-produce), Salam (agriculture futures), and Rahn (pawn broking). Basically the section explains how the principles of trade and investments can be used in commercial banking. • Section 3: After considering the financing side of Islamic banks, this section gives readers a clear picture of how the deposit side works. In other words, if there are no interest rates involved, how do these banks attract deposits? In short, Islamic deposits operate like a mutual fund. There are two main types of deposits, the Wadiah account and the Mudharabah account. The former’s objective is for safekeeping while the later is for investments. Instead of interests, the customer receives returns from the bank based on a pre-agreed profit-loss sharing ratio.


Development Economic Review

149

• Section 4: A major difference in the operation of an Islamic bank compared to a conventional one is the application of the profit and loss sharing principle to its products, both on the deposit and financing side. This section describes in details how the principle is practically used in Islamic banking. To sum, the bank acts similar to a venture capitalist where it enters into a partnership contract with the customer. The section also covers the obstacles an Islamic bank faces in using these products including issues with the law and asymmetric information problems involving adverse selection and moral hazard. The author proposes solutions to overcome these challenges in order to promote the products and make it more popular. • Section 5: As a lecturer in the school of development economics, this is one of the sections I enjoy reading most. The section covers macroeconomic issues and topics. As an Islamic bank operates differently from a conventional one, what is its impact on the economy? Is an Islamic bank safeguarded from bank failures or bank runs? When the market interest rate fluctuates or when the economy is rising or falling, how does the bank manage its assets and liabilities? What are the impact of an Islamic bank’s products on inflation, poverty, and income inequality? These questions are among the many interesting macroeconomic issues the author attempts to clarify. • Section 6: This section covers the legal aspects of Islamic banking. It addresses the varied legal opinions between the schools of thoughts and its role in the Islamic financial system. This is important as there are two major models of Islamic banking; the Malaysian (the one Thailand and South East Asian countries apply) and the Middle East. As these two regions follow a different school of thought, the Islamic banking products of each model may vary in certain aspects. In addition, the section discusses the need for Shariah (Islamic law) trained economists and also uses real cases in Islamic banking to explain legal disputes in the business. • Section 7:Besides Islamic banking, another part of the Islamic financial sector that has experienced significant growth is its capital market. This section covers various aspects of the market starting from the Shariah stock index and its purification process (the process of screening out non-Shariah complied stocks), Islam’s views on short selling and the 1997 financial crisis, the role of corporate governance and ethical standards in investments, Islamic mutual funds, and the development of Islamic derivatives.


150

Development Economic Review

• Section 8: A product that has received enormous attention from both Muslim and non-Muslim countries is the so-called Sukuk or Islamic bond. After the 9/11 incident, Middle Eastern investments in the US and Europe where heavily restricted, regulated, and monitored. This caused the petrol dollar funds to seek for alternative investment sites especially in East Asia. In addition, Arab investors also looked for investments that are Shariah compliant. Hence this leads many governments in East Asia to focus on issuing Sukuk bonds. This section covers the process in issuing an Islamic bond from the very beginning till selling it. The author describes how various trade and investment contracts can be used to form such an interest-free product. Moreover, he also explains the challenges a Malaysian Sukuk faces in marketing the product globally. • Section 9: Although Islamic banking, capital market, and Sukuk have received most of the attention, the Islamic insurance industry has experienced steady growth in many countries. This section compares the similarities and differences between Takaful (Islamic insurance) and its conventional counterpart. The author also examines an important issue on Islam’s views towards life insurance. In short, Takaful uses a cooperative system for reimbursement or repayment in case of loss based on the principles of profit and loss sharing (Mudharabah). • Section 10: The last section includes other important and interesting issues in Islamic finance. It covers topics such as Islamic debt securitization, Islamic law of inheritance, the Islamic gold standard exchange rate, Islam’s views on the marketing of financial and banking products, currency trading in Islam, Islamic corporate governance, and the Islamic interbank money market. Furthermore, questions such as are there limits to profits? How should Islamic banks handle bad loans? and can currency be traded in Islam? are also tackled. Islamic banking and finance is a relatively new field. Learning from Malaysia, the innovation hub of Islamic finance, should be a good point to start. Although “Critical issues on Islamic banking and financial markets” is written based on the model and experiences of the country, it is still a very good reference book I suggest to keep. The book covers a broad and complete variety of topics in Islamic finance and the style of writing is short and comprehensive. Hence the book is suitable for those interested in the field whether they are students, lecturers, practitioners, or anyone involved with the industry.


พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2559)  

คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ วารสาร นิด้า NIDA

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you