Issuu on Google+

การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้ข องผู้ เรีย น

ผศ.ดร.ทิวัตถ์ มณีโชติ

สาระเบื้องต้นเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้ เรียน เช่นความหมาย ความสำาคัญ ประเภท และลักษณะของการ วัดและประเมินผลทางการศึกษา มีดังนี้

การวัด (Measurement) ความหมาย ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ การวัด และ การ วัด ผล บางคนเข้าใจว่า 2 คำานี้เป็นคำาเดียวกัน มีความหมายเหมือน กัน เพราะมาจากภาษาอังกฤษคำาเดียวกันคือ measurement แต่ใน ภาษาไทย 2 คำานี้มีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้ การวัด เป็นกระบวนการกำาหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์แทน ปริมาณหรือคุณภาพของคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งที่ตอ ้ งการ วัด การวัด ผล เป็นกระบวนการกำาหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์แทน ปริมาณหรือคุณภาพของคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งที่ตอ ้ งการ วัด โดยสิง่ ทีต ่ อ ้ งการวัดนัน ้ เป็นผลมาจากการกระทำาหรือกิจกรรม อย่างใดอย่างหนึง่ หรือหลายอย่างร่วมกัน เช่น การวัดผลการเรียนรู้ สิง่ ทีว่ ด ั คือ ผลทีเ่ กิดจากการเรียนรูข ้ องผูเ้ รียน องค์ป ระกอบของการวัด องค์ประกอบของการวัดประกอบด้วย สิง่ ทีต ่ อ ้ งการวัด เครือ ่ งมือ วัด และผลของการวัด ทีส ่ ำาคัญทีส ่ ด ุ คือ เครื่องมือวัด เครื่องมือที่มี คุณภาพจะให้ผลการวัดที่เที่ยงตรงและแม่นยำา ประเภทของสิ่ง ที่ต ้อ งการวัด สิ่งที่ต้องการวัดแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. สิง่ ทีเ่ ป็น รูป ธรรม คือ คน สัตว์ หรือสิง่ ของ ทีจ ่ บ ั ต้องได้ มีรูป ทรง การวัดสิ่งที่เป็นรูปธรรมนี้เป็นการวัดทางกายภาพ (physical) คุณลักษณะที่จะวัดสามารถกำาหนดได้ชัดเจน เช่น นำ้าหนัก ความสูง


2 ความยาว เครื่องมือวัดคุณลักษณะเหล่านี้ให้ผลการวัดที่เที่ยงตรง และแม่นยำาสูง วัดได้ครบถ้วน สมบูรณ์ และเอียดถี่ถ้วน ตัวอย่าง เครื่องมือวัด เช่น เครื่องชั่ง ไม้บรรทัด สายวัด เป็นต้น การวัด ลักษณะนี้เป็นการวัดทางตรง ตัวเลขที่ได้จากการวัดแทนปริมาณ คุณลักษณะที่ต้องการวัดทั้งหมด เช่น หนัก 10 กิโลกรัม สูง 172 เซนติเมตร ยาว 3.5 เมตร ตัวเลข 10 172 และ 3.5 แทนนำ้าหนัก ความ สูง และความยาวทั้งหมด เช่น 10 แทนนำ้าหนักทั้งหมด ถ้าไม่มี คุณลักษณะดังกล่าว เช่นหนัก 0 หน่วย ก็คือ ไม่มีนำาหนักเลย ตัวเลข 0 นี้เป็นศูน ย์แ ท้ (absolute zero) 2. สิ่ง ที่เ ป็น นามธรรม คือสิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ เป็นการวัดพฤติกรรมและสังคมศาสตร์ (behavioral and social science) คุณลักษณะที่จะวัดกำาหนดได้ไม่ชัดเจน เช่น การวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (achievement) วัดเจตคติ (attitude) วัดความถนัด (aptitude) วัด บุคลิกภาพ (personality) เป็นต้น เครื่องมือวัดด้านนี้มีคุณภาพด้อยกว่า เครื่องมือวัดสิ่งที่เป็นรูปธรรม คือ ให้ผลการวัดที่เที่ยงตรงและแม่นยำา น้อยกว่า ลักษณะการวัด เป็นการวัดทางอ้อม วัดได้ไม่สมบูรณ์ ไม่ ละเอียดถี่ถ้วน และมีความผิดพลาด ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่ได้จาก การวัดเป็นค่าโดยประมาณ ไม่สามารถแทนปริมาณหรือคุณภาพ ของคุณลักษณะที่ต้องการวัดได้ทั้งหมด เช่น การวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนคนหนึ่ง ได้ 15 คะแนน ตัวเลข 15 ไม่ได้แทนปริมาณความรูค ้ วามสามารถทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนคนนี้ทั้งหมด แม้แต่นักเรียนที่สอบได้คะแนนเต็ม ไม่ได้ หมายความว่านักเรียนผู้นั้นมีความรู้ความสามารถในเรื่องดังกล่าว สมบูรณ์เต็มตามกรอบของหลักสูตร ในทางตรงกันข้ามนักเรียนที่ได้ 0 คะแนน ก็ไม่ได้หมายความว่านักเรียนผู้นั้นไม่มีความรู้ความสามารถ ในคุณลักษณะดังกล่าว เพียงแต่ตอบคำาถามผิดหรือเครื่องมือวัดไม่ ตรงกับความรู้ความสามารถที่นักเรียนคนนั้นมี เลข 0 นี้ เป็นศูน ย์ เทีย ม ลัก ษณะการวัด ทางการศึก ษา การวัดทางการศึกษาเป็นการวัดคุณลักษณะที่เป็นนามธรรม มี ลักษณะการวัด ดังนี้ 1. เป็น การวัด ทางอ้อ ม คือ ไม่สามารถวัดคุณลักษณะที่ ต้องการวัดได้โดยตรง ต้องนิยามคุณลักษณะดังกล่าวไห้เป็น พฤติกรรมที่วัดได้ก่อน จากนั้นจึงวัดตามพฤติกรรมที่นิยาม เช่น การวัดความรับผิดชอบของนักเรียน ต้องให้นิยามคุณลักษณะความ


3 รับผิดชอบเป็นพฤติกรรมที่วัดได้ โดยอาจจะแยกเป็นพฤติกรรมย่อย เช่น ไม่มาโรงเรียนสาย ทำางานทุกงานที่ได้รับมอบหมาย นำาวัสดุ อุปกรณ์การเรียนที่ครูสั่งมาครบทุกครั้ง ส่งงานหรือการบ้านตาม เวลาที่กำาหนด เป็นต้น 2. วัด ได้ไ ม่ส มบูร ณ์ การวัดทางการศึกษาไม่สามารถทำาการ วัดคุณลักษณะที่ต้องการวัดได้ครบถ้วนสมบูรณ์ วัดได้เพียงบางส่วน หรือวัดได้เฉพาะตัวแทนของคุณลักษณะทั้งหมด เช่นการวัดความ สามารถการอ่านคำาของนักเรียน ผู้วด ั ไม่สามารถนำาคำาทุกคำามา ทำาการทดสอบนักเรียน ทำาได้เพียงนำาคำาส่วนหนึ่งที่คิดว่าเป็น ตัวแทนของคำาทั้งหมดมาทำาการวัด เป็นต้น 3. มีค วามผิด พลาด สืบเนื่องจากการที่ไม่สามารถวัดได้ โดยตรง และการนิยามสิ่งที่ต้องการวัดก็ไม่สามารถนิยามให้เป็น พฤติกรรมที่วัดได้ได้ทั้งหมด จึงวัดได้ไม่สมบูรณ์ ตัวเลขหรือ สัญลักษณ์ที่ได้จากการวัดเป็นการประมาณคุณลักษณะที่ต้องการวัด ซึ่งในความเป็นจริงคุณลักษณะดังกล่าวอาจจะมีมากหรือน้อยกว่า ผลการวัดจึงมีความผิดพลาดของการวัด หรือคลาดเคลื่อนจากความ เป็นจริง การวัดที่ดีจะต้องให้เกิดการผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนน้อย ที่สด ุ 4. อยู่ใ นรูป ความสัม พัน ธ์ การที่จะรู้ความหมายของตัวเลข ที่วัดได้ ต้องนำาตัวเลขดังกล่าวไปเทียบกับเกณฑ์หรือเทียบกับคน อืน ่ เช่น นำาคะแนนที่นักเรียนสอบได้เทียบกับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม เทียบกับคะแนนของเพื่อนที่สอบพร้อมกัน หรือเทียบกับคะแนนของ นักเรียนเองกับการสอบครั้งก่อนๆ ถ้าคะแนนสูงกว่าเพื่อน แสดงว่ามี ความสามารถในเรื่องที่วัดมากกว่าเพื่อนคนนั้น หรือถ้ามีคะแนนสูง กว่าคะแนนที่ตนเองเคยสอบผ่านมา แสดงว่ามีพัฒนาการขึ้น เป็นต้น หลัก การวัด ทางการศึก ษา การวัดทางการศึกษา มีหลักการเบื้องต้น ดังนี้ 1. นิย ามสิ่ง ที่ต ้อ งการวัด ให้ช ัด เจน ดังที่กล่าวไว้ใน ลักษณะการวัดว่า การวัดทางการศึกษาเป็นการวัดทางอ้อม การที่ จะวัดให้มีคุณภาพต้องนิยามคุณลักษณะที่ต้องการวัดให้ตรงและ ชัดเจน การนิยามนี้ มีความสำาคัญมาก ถ้านิยามไม่ตรงหรือไม่ถูก ต้อง เครื่องมือวัดที่สร้างตามนิยามก็ไม่มีคุณภาพ ผลการวัดก็ผิด พลาด คือ วัดได้ไม่ตรงกับคุณลักษณะที่ต้องการวัด


4 2. ใช้เ ครื่อ งมือ วัด ที่ม ีค ุณ ภาพ หัวใจสำาคัญของการวัด คือ สามารถวัดคุณลักษณะได้ตรงตามกับที่ต้องการวัดและวัดได้แม่นยำา โดยใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ คุณภาพของเครื่องมือมีหลาย ประการ ที่สำาคัญคือ มีความตรง (validity) คือวัดได้ตรงกับคุณลักษณะ ที่ตอ ้ งการวัด และมีความเที่ยง (reliability) คือวัดได้คงที่ คือวัดได้กี่ครั้งก็ ให้ผลการวัดที่ไม่เปลี่ยนแปลง 3. กำา หนดเงื่อ นไขของการวัด ให้ช ัด เจน คือกำาหนดให้ แน่นอนว่าจะทำาการวัดอะไร วัดอย่างไร กำาหนดตัวเลขและ สัญลักษณ์อย่างไร ขั้น ตอนการวัด ทางการศึก ษา 1. ระบุจุดประสงค์และขอบเขตของการวัด ว่าวัดอะไร วัดใคร 2. นิยามคุณลักษณะทีต ่ อ ้ งการวัดให้เป็นพฤติกรรมทีว่ ด ั ได้ 3. กำาหนดวิธีการวัดและเครื่องมือวัด 4. จัดหาหรือสร้างเครือ ่ งมือวัด กรณีสร้างเครือ ่ งมือใหม่ดำาเนิน การตามขั้นตอน ดังนี้ 4.1 สร้างข้อคำาถาม เงื่อนไข สถานการณ์ หรือสิ่งเร้า ที่จะ กระตุ้นให้ผู้ถูกวัดแสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมาเพื่อทำาการวัด โดยข้อคำาถามเงื่อนไข สถานการณ์ หรือสิ่งเร้าดังกล่าวต้องตรง และครอบคลุมคุณลักษณะที่นิยามไว้ 4.2 พิจารณาข้อคำาถาม เงื่อนไข สถานการณ์ หรือสิ่งเร้า โดยอาจให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาและทางด้านวัดผลช่วย พิจารณา 4.3 ทดลองใช้เครื่องมือ กับกลุ่มที่เทียบเคียงกับกลุ่มที่ ต้องการวัด 4.4 หาคุณภาพของเครื่องมือ มีคุณภาพรายข้อและคุณภาพ เครื่องมือทั้งฉบับ 4.5 จัดทำาคู่มือวัดและการแปลความหมาย 4.6 จัดทำาเครื่องมือฉบับสมบูรณ์ 5. ดำาเนินการวัดตามวิธีการที่กำาหนด 6. ตรวจสอบและวิเคราะห์ผลการวัด 7. แปลความหมายผลการวัดและนำาผลการวัดไปใช้

การประเมิน (Evaluation or Assessment or Appraisal) ความหมาย


5 การประเมินและการประเมินผล มีความหมายทำานองเดียวกับ การวัดและการวัดผล ดังนี้ การประเมิน เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการวัด คือ นำา ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่ได้จากการวัดมาตีค่าอย่างมีเหตุผล โดย เทียบกับเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำาหนดไว้ เช่น โรงเรียนกำาหนด คะแนนที่น่าพอใจของวิชาคณิตศาสตร์ไว้ที่ร้อยละ 60 นักเรียนที่สอบ ได้คะแนนตั้งแต่ 60 % ขึน ้ ไป ถือว่าผ่านเกณฑ์ที่น่าพอใจ หรืออาจจะ กำาหนดเกณฑ์ไว้หลายระดับ เช่น ได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 40 อยู่ใน เกณฑ์ควรปรับปรุง ร้อยละ 40-59 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 60-79 อยู่ ในเกณฑ์ดี และร้อยละ 80 ขึ้นไป อยู่ในเกณฑ์ดีมาก เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าเป็นการประเมิน การประเมิน ผล มีความหมายเช่นเดียวกับการประเมิน แต่ เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการวัดผล สำาหรับภาษาอังกฤษมีหลายคำา ที่ใช้มากมี 2 คำา คือ evaluation และ assessment 2 คำานี้มีความหมายต่างกัน คือ evaluation เป็นการประเมินตัดสิน มีการกำาหนดเกณฑ์ชัดเจน (absolute criteria) เช่น ได้คะแนนร้อยละ 80 ขึน ้ ไป ตัดสินว่าอยู่ในระดับดี ได้คะแนนร้อยละ 60 – 79 ตัดสินว่าอยู่ในระดับพอใช้ ได้คะแนนไม่ ถึงร้อยละ 60 ตัดสินว่าอยู่ในระดับควรปรับปรุง evaluation จะใช้กับ การประเมินการดำาเนินงานทั่วๆ ไป เช่น การประเมินโครงการ (Project Evaluation) การประเมินหลักสูตร (Curriculum Evaluation) assessment เป็นการประเมินเชิงเปรียบเทียบ ใช้เกณฑ์เชิง สัมพันธ์ (relative criteria) เช่น เทียบกับผลการประเมินครั้งก่อน เทียบกับ เพื่อนหรือกลุ่มใกล้เคียงกัน assessment มักใช้ในการประเมินผล สัมฤทธิ์ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การประเมินตนเอง (Self Assessment) ลัก ษณะการประเมิน ทางการศึก ษา การประเมินทางการศึกษามีลักษณะ ดังนี้ 1. เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนหรือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งควรทำาการประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อ นำาผลการประเมินไปปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. เป็นการประเมินคุณลักษณะหรือพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้ เรียนว่าบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่


6 3. เป็นการประเมินในภาพรวมทั้งหมดของผู้เรียน โดยการ รวบรวมข้อมูลและประมวลจากตัวเลขจากการวัดหลายวิธีและหลาย แหล่ง 4. เป็นกระบวนการเกี่ยวข้องกับบุคลหลายกลุ่ม ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน และอาจรวมถึงคณะ กรรมการต่างๆ ของโรงเรียน หลัก การประเมิน ทางการศึก ษา หลักการประเมินทางการศึกษาโดยทั่วไปมีดังนี้ 1. ขอบเขตการประเมินต้องตรงและครอบคลุมหลักสูตร 2. ใช้ข้อมูลจากผลการวัดที่ครอบคลุม จากการวัดหลายแหล่ง หลายวิธี 3. เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินผลการประเมินมีความชัดเจน เป็นไปได้ มี ความยุติธรรม ตรงตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ขั้น ตอนในการประเมิน ทางการศึก ษา การประเมินทางการศึกษามีขั้นตอนที่สำาคัญ ดังนี้ 1. กำาหนดจุดประสงค์การประเมิน โดยให้สอดคล้องและ ครอบคลุมจุดประสงค์ของหลักสูตร 2. กำาหนดเกณฑ์เพื่อตีค่าข้อมูลที่ได้จาการวัด 3. รวบรวมข้อมูลจากการวัดหลายๆ แหล่ง 4. ประมวลและผสมผสานข้อมูลต่างๆ ของทุกรายการที่วัดได้ 5. วินิจฉัยชี้บ่งและตัดสินโดยเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ประเภทของการประเมิน ทางการศึก ษา การประเมินแบ่งได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการ แบ่ง ดังนี้ 1. แบ่ง ตามจุด ประสงค์ข องการประเมิน การแบ่ง ตามจุด ประสงค์ข องการประเมิน แบ่ง ได้ด ัง นี้ 1.1 การประเมิน ก่อ นเรีย น หรือ ก่อ นการจัด การเรีย นรู้ หรือ การประเมิน พื้น ฐาน (Basic Evaluation) เป็น การประเมิน ก่อ น เริ่ม ต้น การเรีย นการสอนของแต่ล ะบทเรีย นหรือ แต่ล ะ หน่ว ย แบ่ง ได้ 2 ประเภท คือ


7 1.1.1 การประเมิน เพื่อ จัด ตำา แหน่ง (Placement Evaluation) เป็น การประเมิน เพื่อ พิจ ารณาดูว ่า ผู้เ รีย นมีค วามรู้ค วาม สามารถในสาระที่จ ะเรีย นอยู้ใ นระดับ ใดของกลุ่ม ประโยชน์ข องการประเมิน ประเภทนี้ คือ ครูใ ช้ผ ลการ ประเมิน เพื่อ กำา หนดรูป แบบการจัด การเรีย นรู้ใ ห้เ หมาะสม กับ กลุ่ม ผู้เ รีย น ผู้เ รีย นที่ม ีค วามรู้ค วามสามารถในสาระที่จ ะ เรีย นน้อ ยคือ อยู่ใ นตำา แหน่ง ท้า ยๆ ควรได้ร ับ การเพิ่ม พูน เนื้อ หาสาระนั้น มากกว่า กลุ่ม ที่อ ยู่ใ นลำา ดับ ต้น ๆ คือ กลุ่ม ที่ม ี ความรู้ค วามสามารถในสาระที่จ ะเรีย นมากกว่า หรือ กลุ่ม ที่ มีค วามรู้พ ื้น ฐานในสาระที่จ ะเรีย นดีก ว่า และแต่ล ะกลุ่ม ควร ใช้ร ูป แบบการเรีย นรู้ท ี่แ ตกต่า งกัน 1.1.2 การประเมิน เพื่อ วิน ิจ ฉัย (Diagnostic Evaluation) เป็น การประเมิน ก่อ นการเรีย นการสอนอีก เช่น กัน แต่ เป็น การประเมิน เพื่อ พิจ ารณาแยกแยะว่า ผู้เ รีย นมีค วามรู้ ความสามารถในสาระที่จ ะเรีย นรู้ม ากน้อ ยเพีย งใด มีพ ื้น ฐานเพีย งพอที่จ ะเรีย นในเรื่อ งที่จ ะสอนหรือ ไม่ จุด ใด สมบูร ณ์แ ล้ว จุด ใดยัง บกพร่อ งอยู่ จำา เป็น ต้อ งได้ร ับ การ สอนเสริม ให้ม ีพ ื้น ฐานที่เ พีย งพอเสีย ก่อ นจึง จะเริ่ม ต้น สอน เนื้อ หาในหน่ว ยการเรีย นต่อ ไป และจากพื้น ฐานที่ผ ู้เ รีย นมี อยู่ค วรใช้ร ูป แบบการเรีย นการสอนอย่า งไร ทั้ง การประเมิน เพื่อ จัด ตำา แหน่ง และการประเมิน เพื่อ วิน ิจ ฉัย มีจ ุด ประสงค์เ หมือ นกัน คือ เพื่อ ทราบพื้น ฐาน ความรู้ค วามสามารถของผู้เ รีย นก่อ นที่จ ะจัด การเรีย นรู้ห รือ การเรีย นการสอนในสาระการเรีย นรู้น ั้น ๆ แต่ก ารประเมิน 2 ประเภทดัง กล่า วมีค วามแตกต่า งกัน คือ การประเมิน เพื่อ จัด ตำา แหน่ง เป็น การประเมิน เพื่อ พิจ ารณาในภาพรวม ใช้ เครื่อ งมือ ไม่ล ะเอีย ดหรือ จำา นวนข้อ คำา ถามไม่ม าก แต่ก าร ประเมิน เพื่อ วิน ิจ ฉัย เป็น การประเมิน เพื่อ พัฒ นาอย่า ง ละเอีย ด แยกแยะเนื้อ หาเป็น ตอนๆ เพื่อ พิจ ารณาว่า ผู้เ รีย นมี ความรู้พ ื้น ฐานของเนื้อ หาแต่ล ะตอนมากน้อ ยเพีย งใด จุด ใดบกพร่อ งบ้า ง ดัง นั้น จำา นวนข้อ คำา ถามมีม ากกว่า 1.2 การประเมิน เพื่อ พัฒ นา หรือการประเมินย่อย (Formative Evaluation) เป็น การประเมินเพื่อใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุง กระบวนการจัดการเรียนรู้ การประเมินประเภทนี้ใช้ระหว่างการ จัดการเรียนการสอน เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ


8 ตามจุดประสงค์ที่กำาหนดไว้ในระหว่างการจัดการเรียนการสอนหรือ ไม่ หากผู้เรียนไม่ผ่านจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ผู้สอนก็จะหาวิธีการที่จะ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ผลการประเมินยัง เป็นการตรวจสอบครูผู้สอนเองว่าเป็นอย่างไร แผนการเรียนรู้ราย ครั้งที่เตรียมมาดีหรือไม่ ควรปรับปรุงอย่างไร กระบวนการจัดการ เรียนรู้เป็นอย่างไร มีจุดใดบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป การประเมินประเภทนี้ นอกจากจะใช้ผลการประเมินเพื่อ ปรับปรุงการเรียนการสอนแล้ว ผลการประเมินยังใช้ในการปรับปรุง หลักสูตรของสถานศึกษาด้วย กล่าวคือ หากพบว่าเนื้อหาสาระใดที่ผู้ เรียนมีผลสัมฤทธิ์ไม่เป็นไปตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยที่ผู้ สอนได้พยายามปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่กับผู้ เรียนหลายกลุ่มแล้วยังได้ผลเป็นอย่างเดิม แสดงว่าผลการเรียนรู้ที่ คาดหวังนั้นสูงเกินไปหรือไม่เหมาะกับผู้เรียนในชั้นเรียนระดับนี้ หรือเนื้อหาอาจจะยากหรือซับซ้อนเกินไปที่จะบรรจุในหลักสูตร ระดับนี้ ควรบรรจุในชั้นเรียนที่สูงขึ้น จะเห็นว่าผลจากการประเมิน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้วย 1.3 การประเมิน เพื่อ ตัด สิน หรือการประเมินผลรวม (Summative Evaluation) เป็น การประเมินเพื่อตัดสินผลการจัดการเรียนรู้ เป็นการประเมินหลังจากผู้เรียนได้เรียนไปแล้ว อาจเป็นการประเมิน หลังจบหน่วยการเรียนรู้หน่วยใดหน่วยหนึ่ง หรือหลายหน่วย รวม ทั้งการประเมินปลายภาคเรียนหรือปลายปี ผลจากการประเมิน ประเภทนี้ใช้ในการตัดสินผลการจัดการเรียนการสอน หรือตัดสินใจ ว่าผู้เรียนคนใดควรจะได้รับระดับคะแนนใด 2. แบ่ง ตามการอ้า งอิง การแบ่งประเภทของการประเมินตามการอ้างอิงหรือตาม ระบบของการวัด แบ่งออกเป็น 2.1 การประเมินแบบอิงตน (Self-referenced Evaluation) เป็นการ ประเมินเพื่อนำาผลจากการเรียนรู้มาเปรียบเทียบกับความสามารถ ของตนเอง เป็นการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง (Self Assessment) เช่น ประเมินโดยการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนกับทดสอบ หลังเรียนของตนเอง การประเมินแบบนี้ ควรจะใช้แบบทดสอบคู่ ขนานหรือแบบทดสอบเทียบเคียง (Equivalence Test) เพื่อเปรียบเทียบกัน ได้ 2.2 การประเมินแบบอิงกลุ่ม (Norm-referenced Evaluation) เป็นการ ประเมินเพื่อพิจารณาว่าผู้ได้รับการประเมินแต่ละคนมีความสามารถ


9 มากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ถูกวัดด้วยแบบทดสอบ ฉบับเดียวกัน การประเมินประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ ของกลุ่มเป็นสำาคัญ นิยมใช้ในการจัดตำาแหน่งผู้ถูกประเมิน หรือใช้ เพื่อคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อ 2.3 การประเมินแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-referenced Evaluation) เป็นการนำาผลการสอบที่ได้ไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำาหนดไว้ ความ สำาคัญอยู่ที่เกณฑ์ โดยไม่จำาเป็นต้องคำานึงถึงความสามารถของกลุ่ม ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ได้แก่ ผลการเรียนรู้ที่ คาดหวังและมาตรฐานการเรียนรู้ 3. แบ่ง ตามผู้ป ระเมิน การแบ่งประเภทของการประเมินตามกลุ่มผู้ประเมิน (Evaluator) แบ่งออกเป็น 3.1 การประเมินตนเอง (Self Assessment) หรือการประเมินภายใน (Internal Evaluation) เป็นการประเมินลักษณะเดียวกับการประเมินแบบอิง ตน คือ เพื่อนำาผลการประเมินมาพัฒนาหรือปรับปรุงตนเอง การ ประเมินประเภทนี้สามารถประเมินได้ทุกกลุ่ม ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเอง ครูประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน ของตนเอง นอกจากประเมินเพื่อพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอน แล้ว สามารถประเมินเพื่อพัฒนาปรับปรุงได้ทุกเรื่อง ผู้บริหารสถาน ศึกษาประเมินเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา โดยอาจจะประเมินด้วยตนเอง หรือมีคณะประเมินของสถานศึกษา เรียกว่า การประเมินภายใน (Internal Evaluation) หรือการศึกษาตนเอง (Self Study) โดยอาจจะประเมินโดยรวม หรือแบ่งประเมินเป็นส่วนๆ เป็นด้านๆ ลักษณะการประเมินอาจจะมีคณะเดียวประเมินทุกส่วน หรือจะให้แต่ละส่วนประเมินตนเองหรือภายในส่วนของตนเอง เช่น แต่ละระดับชั้นเรียน แต่ละหมวดวิชาหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่ละฝ่าย อาทิ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายอาคารสถานที่ เป็นต้น เพื่อให้แต่ละส่วนมีการพัฒนาปรับปรุงการดำาเนินงานของ ตนเอง และอาจจะรวบรวมผลการประเมินแต่ละส่วนเพื่อจัดทำาเป็น รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (Self Study Report : SSR หรือ Self Assessment Report : SAR) 3.2 การประเมินโดยผู้อื่นหรือการประเมินภายนอก (External Evaluation) สืบเนื่องจากการประเมินตนเองหรือการประเมินภายในซึ่ง มีความสำาคัญมากในการพัฒนาปรับปรุง แต่การประเมินภายในมี จุดอ่อนคือความน่าเชื่อถือ โดยบุคคลภายนอกมักคิดว่าการประเมิน


10 ภายในนั้น มีความลำาเอียง ผู้ประเมินตนเองมักจะเข้าข้างตนเอง ดัง นั้นจึงมีการประเมินโดยผู้อื่นหรือประเมินโดยผู้ประเมินภายนอก เพื่อยืนยันการประเมินภายใน และอาจจะมีจุดอ่อนหรือจุดที่ควรได้ รับการพัฒนายิ่งขึ้นในทรรศนะของผู้ประเมินในฐานะที่มี ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี การประเมินภายนอกก็มีจุด บกพร่องในเรื่องการรู้รายละเอียดและถูกต้องของสิงที่จะประเมิน และจุดบกพร่องอีกประการหนึ่งคือเจตคติของผู้ถูกประเมิน ถ้ารู้สึก ว่าถูกจับผิดก็จะต่อต้าน ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ยอมรับผลการ ประเมิน ทำาให้การประเมินดำาเนินไปด้วยความยากลำาบาก ดังนั้น การประเมินภายนอกควรมาจากความต้องการของผู้ถูกประเมิน เช่น ครูผู้สอนให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง หรือเพื่อนครูประเมินการสอนของ ตนเอง สถานศึกษาให้ผู้ปกครองหรือ นักประเมินมืออาชีพ (ภายนอก) ประเมินคุณภาพการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา

ความสำา คัญ ของการวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นองค์ประกอบ สำาคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทำาให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่ จำาเป็นในการพิจารณาว่าผู้เรียนเกิดคุณภาพการเรียนรู้ตามผลการ เรียนรู้ที่คาดหวังและมาตรฐานการเรียนรู้ จากประเภทของการประเมินโดยเฉพาะการแบ่งประเภทโดย ใช้จุดประสงค์ของการประเมินเป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเภท จะ เห็นว่า การวัดและประเมินผลการเรียนนอกจากจะมีประโยชน์ โดยตรงต่อผู้เรียนแล้ว ยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพการการสอนของ ครู และเป็นข้อมูลสำาคัญที่สะท้อนคุณภาพการดำาเนินงานการ จัดการศึกษาของสถานศึกษาด้วย ดังนั้นครูและสถานศึกษาต้องมี ข้อมูลผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งจากการประเมินในระดับชั้น เรียน ระดับสถานศึกษา และระดับอื่นที่สูงขึ้น ประโยชน์ของการวัด และการประเมินผลการเรียนรู้จำาแนกเป็นด้านๆ ดังนี้ 1. ด้า นการจัด การเรีย นรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนมีประโยชน์ต่อ การจัดการเรียนรู้หรือการจัดการเรียนการสอนดังนี้ 1.1 เพื่อ จัด ตำา แหน่ง (Placement) ผลจากการวัดบอกได้ว่าผู้ เรียนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับใดของกลุ่มหรือเปรียบเทียบ


11 กับเกณฑ์แล้วอยู่ในระดับใด การวัดและประเมินเพื่อจัดตำาแหน่งนี้ มักใช้ในวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1.1.1 เพื่อ คัด เลือ ก (Selection) เป็น การใช้ผ ลการวัด เพื่อ คัด เลือ กเพื่อ เข้า เรีย น เข้า ร่ว มกิจ กรรม -โครงการ หรือ เป็น ตัว แทน (เช่น ของชั้น เรีย นหรือ สถานศึก ษา ) เพื่อ การทำา กิจ กรรม หรือ การให้ท ุน ผล การวัด และประเมิน ผลลัก ษณะ นี้ค ำา นึง ถึง การจัด อัน ดับ ที่เ ป็น สำา คัญ 1.1.2 เพื่อ แยกประเภท (Classification) เป็น การใช้ผ ล การวัด และประเมิน เพื่อ แบ่ง กลุ่ม ผู้เ รีย น เช่น แบ่ง เป็น กลุ่ม อ่อ น ปานกลาง และเก่ง แบ่ง กลุ่ม ผ่า น -ไม่ผ ่า นเกณฑ์ หรือ ตัด สิน ได้-ตก เป็น ต้น เป็น การวัด และประเมิน ที่ย ึด เกณฑ์ท ี่ ใช้ใ นการแบ่ง กลุ่ม เป็น สำา ���ัญ 1.2 เพื่อ วิน ิจ ฉัย (Diagnostic) เป็น การใช้ผ ลการวัด และ ประเมิน เพื่อ ค้น หาจุด เด่น -จุด ด้อ ยของผู้เ รีย นว่า มีป ัญ หาใน เรื่อ งใด จุด ใด มากน้อ ยแค่ไ หน เพื่อ นำา ไปสู่ก ารตัด สิน ใจ การวางแผนการจัด การเรีย นรู้แ ละการปรับ ปรุง การเรีย น การสอนให้ม ีป ระสิท ธิภ าพยิ่ง ขึ้น เครื่อ งมือ ที่ใ ช้ว ัด เพื่อ การ วิน ิจ ฉับ เรีย กว่า แบบทดสอบวิน ิจ ฉัย (Diagnostic Test) หรือ แบบ ทดสอบวิน ิจ ฉัย การเรีย น ประโยชน์ข องการวัด และประเมิน ประเภทนี้น ำา ไปใช้ใ นวัต ถุป ระสงค์ 2 ประการดัง นี้ 1.2.1 เพื่อ พัฒ นาการเรีย นรู้ข องผู้เ รีย น ผลการวัด ผู้ เรีย นด้ว ยแบบทดสอบวิน ิจ ฉัย การเรีย นจะทำา ให้ท ราบว่า ผู้ เรีย นมีจ ุด บกพร่อ งจุด ใด มากน้อ ยเพีย งใด ซึ่ง ครูผ ู้ส อน สามารถแก้ไ ขปรับ ปรุง โดยการสอนซ่อ มเสริม (Remedial Teaching) ได้ต รงจุด เพื่อ ให้ผ ู้เ รีย นเกิด การเรีย นรู้ต ามมาตรฐานการ เรีย นรู้ท ี่ค าดหวัง ไว้ 1.2.2 เพื่อ ปรับ ปรุง การจัด การเรีย นรู้ ผลการวัด ด้ว ย แบบทดสอบวิน ิจ ฉัย การเรีย น นอกจากจะช่ว ยให้เ ห็น ว่า ผู้ เรีย นมีจ ุด บกพร่อ งเรื่อ งใดแล้ว ยัง ช่ว ยให้เ ห็น จุด บกพร่อ ง ของกระบวนการจัด การเรีย นรู้อ ีก ด้ว ย เช่น ผู้เ รีย นส่ว น ใหญ่ม ีจ ุด บกพร่อ งจุด เดีย วกัน ครูผ ู้ส อนต้อ งทบทวนว่า อาจ จะเป็น เพราะวิธ ีก ารจัด การเรีย นรู้ไ ม่เ หมาะสมต้อ งปรัป รุง แก้ไ ขให้เ หมาะสม


12 1.3 เพื่อ ตรวจสอบและปรับ ปรุง การประเมิน เพื่อ พัฒ นา (Formative Evaluation) เป็น การประเมิน เพื่อ ตรวจสอบผลการเรีย น รู้เ ทีย บกับ จุด ประสงค์ห รือ ผลการเรีย นรู้ท ี่ค าดหวัง ผลจาก การประเมิน ใช้พ ัฒ นาการจัด การเรีย นรู้ใ ห้ม ีป ระสิท ธิภ าพ ยิ่ง ขึ้น โดยอาจจะปรับ ปรุง หรือ ปรับ เปลี่ย นวิธ ีก ารสอน (Teaching Method) ปรับ เปลี่ย นสื่อ การสอน (Teaching Media) ใช้ นวัต กรรมการจัด การเรีย นรู้ (Teaching Innovation) เพือ ่ นำา ไปสูก ่ าร พัฒ นาการจัด การเรีย นรูท ้ ม ี่ ป ี ระสิท ธิภ าพ 1.4 เพื่อ การเปรีย บเทีย บ (Assessment) เป็น การใช้ผ ลการ วัด และประเมิน เปรีย บเทีย บว่า ผู้เ รีย นมีพ ัฒ นาการจากเดิม เพีย งใด และอยู่ใ นระดับ ที่พ ึง พอใจหรือ ไม่ 1.5 เพื่อ การตัด สิน การประเมิน เพื่อ การตัด สิน ผลการ เรีย นของผู้เ รีย นเป็น การประเมิน รวม (Summative Evaluation) คือ ใช้ข ้อ มูล ที่ไ ด้จ ากการวัด เทีย บกับ เกณฑ์เ พื่อ ตัด สิน ผลการ เรีย นว่า ผ่า น -ไม่ผ ่า น หรือ ให้ร ะดับ คะแนน


13 2 ด้า นการแนะแนว ผลจากการวัด และประเมิน ผู้เ รีย น ช่ว ยให้ท ราบว่า ผู้ เรีย นมีป ัญ หาและข้อ บกพร่อ งในเรื่อ งใด มากน้อ ยเพีย งใด ซึ่ง สามารถแนะนำา และช่ว ยเหลือ ผู้เ รีย นให้แ ก้ป ัญ หา มีก าร ปรับ ตัว ได้ถ ูก ต้อ งตรงประเด็น นอกจากนี้ผ ลการวัด และ ประเมิน ยัง บ่ง บอกความรู้ค วามสามารถ ความถนัด และ ความสนใจของผู้เ รีย น ซึ่ง สามารถนำา ไปใช้แ นะแนวการ ศึก ษาต่อ และแนะแนวการเลือ กอาชีพ ให้แ ก่ผ ู้เ รีย นได้ 3. ด้า นการบริห าร ข้อ มูล จากการวัด และประเมิน ผู้เ รีย น ช่ว ยให้ผ ู้บ ริห าร เห็น ข้อ บกพร่อ งต่า งๆ ของการจัด การเรีย นรู้ เป็น การ ประเมิน ผลการปฏิบ ัต ิง านของครู และบ่ง บอกถึง คุณ ภาพ การจัด การศึก ษาของสถานศึก ษา ผู้บ ริห ารสถานศึก ษามัก ใช้ข ้อ มูล ได้จ ากการวัด และประเมิน ใช้ใ นการตัด สิน ใจ หลายอย่า ง เช่น การพัฒ นาบุค ลากร การจัด ครูเ ข้า สอน การจัด โครงการ การเปลี่ย นแปลงโปรแกรมการเรีย น นอกจากนี้ก ารวัด และประเมิน ผลยัง ให้ข ้อ มูล ที่ส ำา คัญ ใน การจัด ทำา รายงานการประเมิน ตนเอง (SSR) เพื่อ รายงานผล การจัด การศึก ษาสู่ผ ู้ป กครอง สาธารณชน หน่ว ยงานต้น สัง กัด และนำา ไปสู่ก ารรองรับ การประเมิน ภายนอก จะเห็น ว่า การวัด และประเมิน ผลการศึก ษาเป็น หัว ใจสำา คัญ ของ ระบบการประกัน คุณ ภาพทั้ง ภายในและภายนอกสถาน ศึก ษา 4. ด้า นการวิจ ัย การวัด และประเมิน ผลมีป ระโยชน์ต ่อ การวิจ ัย หลาย ประการดัง นี้ 4.1 ข้อ มูล จาการวัด และประเมิน ผลนำา ไปสู่ป ัญ หาการ วิจ ัย เช่น ผลจากการวัด และประเมิน พบว่า ผู้เ รีย นมีจ ุด บกพร่อ งหรือ มีจ ุด ที่ค วรพัฒ นาการแก้ไ ขจุด บกพร่อ งหรือ การพัฒ นาดัง กล่า วโดยการปรับ เปลี่ย นเทคนิค วิธ ีส อนหรือ ทดลองใช้น วัต กรรมโดยใช้ก ระบวนการวิจ ัย การวิจ ัย ดัง กล่า วเรีย กว่า การวิจ ัย ในชั้น เรีย น (Classroom Research) นอกจากนี้ผ ลจากการวัด และประเมิน ยัง นำา ไปสู่ก ารวิจ ัย ใน


14 ด้า นอื่น ระดับ อื่น เช่น การวิจ ัย ของสถานศึก ษาเกี่ย วกับ การ ทดลองใช้ร ูป แบบการพัฒ นาคุณ ลัก ษณะของผู้เ รีย น เป็น ต้น 4.2 การวัด และประเมิน เป็น เครื่อ งมือ ของการวิจ ัย การ วิจ ัย ใช้ก ารวัด ในการรวบรวมข้อ มูล เพื่อ ศึก ษาผลการวิจ ัย ขั้น ตอนนี้เ ริ่ม จากการหาหรือ สร้า งเครื่อ งมือ วัด การทดลอง ใช้เ ครื่อ งมือ การหาคุณ ภาพเครื่อ งมือ จนถึง การใช้เ ครื่อ ง มือ ที่ม ีค ุณ ภาพแล้ว รวบรวมข้อ มูล การวัด ตัว แปรที่ศ ึก ษา หรือ อาจต้อ งตีค ่า ข้อ มูล จะเห็น ว่า การวัด และประเมิน ผลมี บทบาทสำา คัญ มากในการวิจ ัย เพราะการวัด ไม่ด ี ใช้เ ครื่อ ง มือ ไม่ม ีค ุณ ภาพ ผลของการวิจ ัย ก็ข าดความน่า เชื่อ ถือ

การวัดและประเมิ นก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน 3 คำานี้มคี วามเกีย่ วเนื่องกัน แต่ต่างกันทีร่ ะยะเวลา และจุดประสงค์ของการวัดและประเมิน 3 คำานี้มคี วามหมายทัง้ ในมิตทิ ก่ี ว้างและแคบ ดังนี้ 1. ก่อนเรียน การวัดและประเมินก่อนเรียนมีจุดประสงค์เพือ่ มทราบสภาพของผูเ้ รียน ณ เวลาก่อนทีจ่ ะ เรียน เช่น ความรูพ้ น้ื ฐานในกลุม่ สาระการเรียนรูต้ ่างๆ ก่อนเรียนอาจจะหมายถึง 1.1 ก่อนเข้าเรียน ซึง่ อาจจะตัง้ แต่ก่อนเรียนระดับปฐมวัย หรือก่อนจะเริม่ เรียนหลักสูตร สถานศึกษานัน้ เช่น สถานศึกษาทีเ่ ปิ ดสอนในช่วงชัน้ ที่ 1 และ 2 ก่อนเรียนในทีน่ ้อี าจจะหมายถึง ก่อนเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 เป็ นต้น 1.2 ก่อนเรียนช่วงชัน้ หลักสูตรการศึกษาขัน้ พืน้ ฐานให้ความสำาคัญกับช่วงชัน้ ให้มกี าร ประเมินผลการเรียนรูข้ องผูเ้ รียนเมือ่ จบแต่ละช่วงชัน้ ก่อนเรียนในทีน่ ้จี งึ หมายถึงก่อนจะเริม่ เรียน ช่วงชัน้ ใดช่วงชัน้ หนึ่ง เช่น ก่อนเรียนช่วงชัน้ ที่ 2 คือ ก่อนเรียนชัน้ ประถมศึกษาปี ท่ี 4 เป็ นต้น 1.3 ก่อนเรียนแต่ละชัน้ ถึงแม้จะมีการกำาหนดเป็ นช่วงชัน้ แต่ชนั ้ เรียนหรือการเรียน แต่ละปีกย็ งั มีความสำาคัญ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา การเรียนแต่ละชัน้ /ปี อาจจะหมายถึง การเรียนกับครูคนใดคนหนึ่ง (กรณีทค่ี รูคนเดียวสอนนักเรียนทัง้ ชัน้ ทุกวิชาหรือเกือบทุกวิชา โดย ทัวไปจะเป็ ่ นครูประจำาชัน้ ) หรือเรียนครูกลุม่ หนึ่ง (สอนแยกรายวิชา) การวัดและประเมินก่อน เรียนแต่ละชัน้ จะเป็ นประโยชน์ต่อครูผสู้ อนในการวางแผนการจัดการเรียนรูใ้ ห้เหมาะสมกับผูเ้ รียน ตลอดทัง้ ปี 1.4 ก่อนเรียนแต่ละรายวิชา มีลกั ษณะเช่นเดียวกับก่อนเรียนแต่ละชัน้ การวัดและ ประเมินก่อนเรียนแต่ละชัน้ อาจจะวัดและประเมินในภาพรวมหลายๆ วิชา แต่การวัดและประเมินนี้ แยกวัดและประเมินแต่ละรายวิชา โดยทัวไปจะสอนโดยครู ่ แต่ละคน สำาหรับระดับมัธยมศึกษา รายวิชาส่วนใหญ่จดั การเรียนรูเ้ ป็ นรายภาคเรียน


15 1.5 ก่อนเรียนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรูเ้ ป็ นการจัดหมวดหมูเ่ นื้อหาใน สาระการเรียนรูเ้ ดียวกัน โดยจัดเนื้อหาเรือ่ งเดียวกันหรือสัมพันธ์กนั ไว้ในหน่วยเดียวกัน การวัด และ���ระเมินก่อนเรียนแต่ละหน่วย เพือ่ ให้ได้ขอ้ มูลความรูพ้ น้ื ฐานของผูเ้ รียนในเรื่องหรือหน่วยนัน้ ซึง่ ทัง้ ผูเ้ รียนและครูผสู้ อนสามารถนำาไปใช้ในการวางแผนการเรียนรูแ้ ละจัดกิจกรรมการเรียนรูใ้ น หน่วยนัน้ ได้อย่างเหมาะสม 1.6 ก่อนเรียนแต่ละแผนจัดการเรียนรู้ คือ การวัดและประเมินก่อนเรียนแต่ละครัง้ ใน หนึ่งหน่วยการเรียนรูม้ กั จะมีสาระทีจ่ ะเรียนรูแ้ ยกย่อยสำาหรับการสอนมากกว่า 1 ครัง้ แต่ละครัง้ จะมีแผนการจัดการเรียนรู้


16

2. ระหว่างเรียน จุดประสงค์ของการวัดและประเมินระหว่างเรียน เพือ่ ตรวจสอบความก้าวหน้าหรือ พัฒนาการของผูเ้ รียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ จากการ เรียนรูแ้ ละการร่วมกิจกรรมของผูเ้ รียน โดยเทียบกับผลการวัดและประเมินก่อนเรียน การวัดและ ประเมินระหว่างเรียนจะทำาให้ได้ขอ้ มูลทีบ่ ง่ บอกถึงพัฒนาการการเรียนรูข้ องผูเ้ รียน ในขณะ เดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูดว้ ย ข้อมูลจากการวัดและ ประเมินระหว่างเรียนจะเป็ นประโยชน์แก่ทุกฝา่ ยทีเ่ กีย่ วข้อง ทัง้ ผูเ้ รียน ครูผสู้ อน สถานศึกษา และผูป้ กครอง สามารถนำาข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาผูเ้ รียนให้บรรลุผลการเรียนรูท้ ค่ี าดหวังทีแ่ ตก ย่อยมาจากมาตรฐานการเรียนรู้ และเป็ นข้อมูลทีใ่ ช้ในการปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนให้ เหมาะสมกับผูเ้ รียน 3. หลังเรียน จุดประสงค์ของการวัดและประเมินหลังเรียน เพือ่ ตรวจสอบผลการเรียนของผูเ้ รียนด้าน ความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ จากการเรียนรูแ้ ละการร่วมกิจกรรม ของผูเ้ รียน โดยเทียบกับผลการวัดและประเมินก่อนเรียนและระหว่างเรียน การวัดและประเมิน หลังเรียนจะทำาให้ได้ขอ้ มูลทีบ่ ง่ บอกถึงพัฒนาการการเรียนรูข้ องผูเ้ รียน ในขณะเดียวกันยัง สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูดว้ ย ข้อมูลจากการวัดและประเมินหลัง เรียนมีจุดประสงค์หลักคือใช้ในการตัดสินผลสัมฤทธิ ์ทางการเรียนของผูเ้ รียน นอกจากนี้ การวัด และประเมินผลหลังเรียนอาจจะเป็ นข้อมูลก่อนการเรียนในระดับต่อไป จึงเป็ นประโยชน์ทงั ้ ผูเ้ รียน และครูผสู้ อน สามารถนำาข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาและปรับปรุงการเรียนรูแ้ ละการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนหรือกิจกรรมการเรียนรูใ้ ห้เหมาะสมกับผูเ้ รียนและสถานการณ์

เอกสารอ้า งอิง ทิวตั ถ์ มณีโชติ. การวัดและประเมิ นผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน. กรุงเทพฯ : สำานักพิมพ์ศนู ย์สง่ เสริมวิชาการ. 2549


งาน