Page 1

คอมพิวเตอร์ Computer


เครื่องผลต่างของแบบเบจ (Babbage ‘s Difference Engine) ชารลส์ แบบเบจ (Charles Babbage : 17921871) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์ เครื่องผลต่าง (Difference Engine)ขึ้นมาในปี 1832 เป็นเครื่องคานวณที่ประกอบด้วยฟันเฟืองจานวน มาก สามารถคานวณค่าของตารางได้อัตโนมัติ แล้ว ส่งผลลัพธ์ไปตอกลงบนแผ่นพิมพ์สาหรับนาไปพิมพ์ ได้ทันที แบบเบจได้พัฒนาเครื่องผลต่างอีกครั้งในปี 1852 โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐสภาอังกฤษ แต่ก็ ต้องยุติลงเมื่อผลการดาเนินการไม่ได้ดังทีห่ วังไว้


เครื่องวิเคราะห์ของแบบเบจ (Babbage ‘s Analytical Engine) หลังจากนั้นแบบเบจก็หันมาออกแบบเครื่องวิเคราะห์ (Babbage ‘s Analytical Engine) โดยเครื่องนี้ประกอบด้วย “หน่วยความจา” ซึ่งก็คือ ฟันเฟืองสาหรับนับ “หน่วยคานวณ” ที่ สามารถบวกลบคูณหารได้ “บัตรปฏิบัติ” คล้ายๆบัตรเจาะรูใช้เป็น ตัวเลือกว่าจะคานวณอะไร “บัตรตัวแปร” ใช้เลือกว่าจะใช้ข้อมูลจาก หน่วยความจาใด และ”ส่วนแสดงผล” ซึ่งก็คือ “เครื่องพิมพ์ หรือ เครื่องเจาะบัตร” แต่บุคคลที่นาแนวคิดของแบบเบจมาสร้างเครื่อง วิเคราะห์ (Analytical Engine) ก็คือ ลูกชายของแบบเบจ ที่ชื่อ เฮนรี่ (Henry) ในปี 1910


อย่างไรก็ตามความคิดของแบบเบจ เกี่ยวกับเครื่องผลต่าง และ เครื่องวิเคราะห์ เป็นประโยชน์ต่อวงการคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมามาก จึง ได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งคอมพิวเตอร์” เนื่องจากประกอบด้วยส่วน สาคัญ 4 ส่วน คือ 1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนาเข้า และผลลัพธ์ที่ได้ จากการคานวณ 2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ 3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บ ข้อมูล และส่วนประมวลผล 4. ส่วนรับข้อมูล และแสดงผล เป็นส่วนที่ใช้รับข้อมูลจากภายนอก เครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บข้อมูล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคานวณ ทาให้ เครื่องวิเคราะห์นี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบของระบบ คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน


จอร์น ดับลิว มอชลีย์ และ เจ เพรสเพอร์ เอคเกิรต ได้รับ ทุนอุดหนุนจากสหรัฐอเมริกา ในการสร้างเครื่องคานวณ ENIAC เมื่อปี 1946 นับว่าเป็น “เครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรก ของโลก หรือคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก” ENIAC เป็นคาย่อ ของ Electronics Numerical Integrator and Computer อาศัยหลอด สุญญากาศจานวน 18,000 หลอด มีน้าหนัก 30 ตัน ใช้เนื้อที่ห้อง 15,000 ตารางฟุต เวลาทางานต้องใช้ไฟถึง 140 กิโลวัตต์ คานวณในระบบเลขฐานสิบ


ENIAC หรือ Electtronics Diserete Variable Autoomotic Computer นับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถเก็บ คาสั่งไว้ทางานในหน่วยความจา พัฒนาโดยจอห์น ฟอน นอย มานน์ (Dr. John Von Neumann)นักคณิตศาสตร์ชาวอังการี ร่วมกับทีม มอชลีย์ และเอกเกิรต โดยฟอน นอยมานน์ มีแนวคิดที่ น่าสนใจเกี่ยวกับการทางานของคอมพิวเตอร์ จนได้รับการขนาน นามว่า “สถาปัตยกรรมฟอนนอยมานน์” ซึ่งมีรายระเอียดดังนี้


1. มีหน่วยความจาสาหรับใช้เก็บคาสั่ง และข้อมูลรวมกัน

2. การดาเนินการกระทาโดยการอ่านคาสั่งจากหน่วยความจา มาแปลความหมายแล้วทาตามทีละคาสั่ง 3. มีการแบ่งส่วนการทางาน ระหว่างหน่วย ประมวลผล หน่วยความจา หน่วยควบคุม และหน่วยดาเนินการรับและส่ง ข้อมูล


มอชลีย์ และเอกเกริต ในนามบริษัทเรมิงตัน แรนด์ (Reming tan Rand)ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งในเวลาต่อมา คือ UNIVAC (Unlversal Automatic Computer)เมื่อใช้งานสามะโน ประชากรของสหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องที่ทางานในระบบเลขฐานสิบ เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม UNIVAC ก็ยังมีขนาดใหญ่มาก ยาว 14 ฟุต กว้าง 7.5 ฟุต สูง 9 ฟุต มีหลอดสุญญากาศ 5,000 หลอด แต่มีความเร็วในการทางานสูงสามารถเก็บตัวเลข หรือตัวอักษรไว้ ในหน่วยความจาได้ถึง 12,000 ตัว


ยุคที่ 1 UNIVAC I คือเครื่องคอมพิวเตอร์เอนกประสงค์ที่ใช้ใน เชิงธุรกิจ เป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นยุคที่ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดใหญ่ ใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum tubes) ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนสูงมาก จึงต้องใช้ เครื่องปรับอากาศ การบารุงรักษา และพื้นที่กว้างมาก สื่อ บันทึกข้อมูลได้แก่ เทปแม่เหล็ก IBM 650 เป็นเครื่องที่ สามารถทางานได้ทั้งด้านธุรกิจและวิทยาศาสตร์ หน่วยความจาเป็น ดรัมแม่เหล็ก (magnetic drum) และใช้ บัตรเจาะรู การสั่งงานใช้ภาษาเครื่อง (machine language) ซึ่งเป็นภาษาตัวเลข ในระบบตัวเลขฐานสอง (binary digit)


ยุคที่ 2 ค.ศ. 1959 ทรานซิสเตอร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น Solid state, semiconductor วงจรทรานซิสเตอร์ มีขนาดเล็กลง ความร้อนลดลง ราคา ถูกลง และต้องการพลังงานน้อยกว่าการใช้หลอดสูญากาศ คอมพิวเตอร์ ในยุคที่สอง จึงมีขนาดเล็กลง แต่ความเร็วสูงขึ้น และน่าเชื่อถือมากกว่า คอมพิวเตอร์ในยุคที่ 1 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้ วงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic cores) เป็น หน่วยความจา สื่อบันทึกข้อมูลหลักในยุคนี้ใช้จานแม่เหล็ก (magnetic disk packs) หน่วยความจาสารองอื่น ๆ ยังคงเป็น เทปแม่เหล็ก และบัตรเจาะรู ในยุคนี้ มีการพัฒนาภาษาระดับต่า (low-level language) หรือภาษาอิง เครื่อง เป็นภาษารหัส ที่ง่ายต่อการเขียนมากกว่าภาษาเครื่อง เช่น ภาษาแอสเซมบลี (assembly) โดยมีโปรแกรมแปลภาษาคือ แอสเซมเบลอร์ (assembler) ทาหน้าที่แปลให้เป็นภาษาเครื่อง


ยุคที่ 3

ค.ศ. 1964 IBM system/360 คือจุดเริ่มต้นของยุคที่ 3 วงจร ไอซี (IC: integrated circuits) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่นามาใช้แทน วงจรทรานซิสเตอร์ ลักษณะของ IC เป็นแผ่นซิลิกอนขนาดเล็กหรือ เรียกว่า ชิป (chip) เป็นวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ มีขนาดเล็กกว่า น่าเชื่อถือมากกว่า ความเร็วสูงขึ้น และ ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็ก ลง เริ่มใช้วิธีการแบบ Time-sharing และการสื่อสารข้อมูล ความสามารถในการประมวลผลหลาย ๆ โปรแกรมพร้อม ๆ กัน เรียกว่า multi-programming ระบบปฏิบัติการ (Operating system) ถูก พัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมการประมวลผลคอมพิวเตอร์ ภาษาระดับสูง สาหรับเขียนโปรแกรม เช่น FORTRAN, COBOL เป็นต้น โปรแกรม สาเร็จรูปแพร่หลายมากขึ้น เครื่องขนาด มินิคอมพิวเตอร์เครื่องแรก คือ PDP-8 ของ the Digital Equipment Corporation ในปี ค.ศ. 1969


ยุคที่ 4 ในยุคนี้อุปกรณ์ที่ใช้ปอ้ นข้อมูลโดยตรง เช่น Keyboard (แป้นพิมพ์) electronic mouse (เมาส์) light pen (ปากกาแสง) touch screen (จอสัมผัส) data tablet (แผ่นป้อนข้อมูล) เป็นต้น อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ เช่น จอภาพ แสดงข้อภาพ กราฟิก และเสียง เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในเวลาต่อมา ภาษา ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม คล้ายกับภาษามนุษย์มากขึ้น เกิดระบบจัดการ ฐานข้อมูล และภาษาในยุคที่ 4 หรือภาษาธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ทาให้ โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นเท่านัน้ ยังช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องบอก วิธีการให้คอมพิวเตอร์ทางาน เพียงแต่บอกว่า งานอะไร ที่พวกเขา ต้องการเท่านัน้ โปรแกรมสาเร็จรูปในยุคนี้ ได้แก่ electronic spreadsheet (ตารางทางาน) , word processing (ประมวลผลคา) เช่น ค.ศ. 1979 โปรแกรมวิสิแคล (VisiCalc electronic spreadsheet program) และ โปรแกรมเวิรด์ สตาร์ (WordStar word processing) ค.ศ. 1982 โปรแกรม จัดการฐานข้อมูล DBASE II และ โปรแกรมตารางทางาน Lotus1-2-3 เป็นต้น


ยุคที่ 5 เริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เป็นการ เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากยุคที่ 4 เป็นคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ สามารถคิด มองเห็น ฟัง และพูดคุยได้ โครงสร้างคอมพิวเตอร์จะ แตกต่างไปจากเดิม การประมวลผลข้อมูลเป็นแบบขนาน (Parallel) แทนแบบอนุกรม (Serially) การสร้างระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ คือหนึ่งในเป้าหมายหลักทางด้านวิทยาการเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) สิ่งที่ปรากฏในยุคนี้คือ optical computer ใช้ photonic หรือ optoelectronic เป็นวงจรมากกว่า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ประมวลผลข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ ปฏิบัติการ ด้วยความเร็วใกล้กับความไวแสง ในอนาคตจะมีขนาดเล็กมาก เร็ว และ biocomputer มีอานาจมากขึ้น จะเติบโตจากองค์ประกอบสาคัญ คือการใช้เซลจากสิ่งมีชีวิตเป็นวงจร


ความหมายของคอมพิวเตอร์ หมายถึง เครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทางาน คานวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคาสั่งด้วยความเร็วสูง อย่าง ต่อเนื่อง และอัตโนมัติ


ฮาร์ดแวร์ Hardware ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่อง คอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและ สัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็น ต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทางาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสารอง (Secondary Storage)โดยอุปกรณ์แต่ละ หน่วยมีหน้าที่การทางานแตกต่างกัน


ฮาร์ดแวร์ Hardware

หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)

หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

หน่วยแสดงผล (Output Unit)

หน่วยเก็บข้อมูลสารอง (Secondary Storage)


ซอฟต์แวร์ (software) ซอฟต์แวร์ (software) หมาย ถึงชุดคาสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้ สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทางาน ซอฟต์แวร์จงึ หมายถึงลาดับขั้นตอน การทางานที่เขียนขึ้นด้วยคาสั่งของ คอมพิวเตอร์ คาสั่งเหล่านี้เรียง กันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ ทางานตามคาสั่ง การทางานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทากับข้อมูล ที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้


ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ระบบ พื้นฐาน ตัวแปลภาษา

ซอฟต์แวร์ประมวลคา ซอฟต์แวร์ตารางทางาน

ซอฟต์แวร์ สาเร็จรูป

ซอฟต์แวร์จัดการ ฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์นาเสนอ ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล


พีเพิลแวร์ (Peopleware) พี เพิลแวร์ คือ ผู้ปฏิบัติงานตามกระบวนวิธีการในกิจกรรม ต่างๆ อันได้แก่ การสร้างหรือเก็บรวบรวมข้อมูล บางกลุ่มอาจ ทาหน้าที่ในการพัฒนาซอฟท์แวร์ขึ้นมาใหม่ๆ ตามความต้องการ และในการประมวลผล และอาจเปลี่ยนแปลงโปรแกรมที่มีอยู่แล้วให้ สอดคล้องตามความต้องการที่ เปลี่ยนแปลงในโอกาสต่างๆ จะ เห็นว่าบุคลากรทางคอมพิวเตอร์บางกลุ่มทาหน้าที่สร้าง กระบวนการวิธีการ ให้แก่บุคลากรทางคอมพิวเตอร์กลุ่มอื่นๆ ได้ เพื่อให้การทางานหรือใช้งานด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ


1. ประโยชน์ทางด้านการศึกษา คอมพิวเตอร์มีประโยชน์ อย่างมากในด้านการศึกษาเช่น - สาหรับ เป็นอุปกรณ์ ในการค้นหาข้อมูล (ใช้คู่กับระบบ เครือข่าย Internet) - การศึกษาออนไลน์ - การเก็บข้อมูลด้านการศึกษา จะเห็นได้ว่ายุคปัจจุบัน มีการ เก็บข้อมูลการศึกษาผ่านคอมพิวเตอร์ เพราะหากมีคอมพิวเตอร์ แล้ว ต้นทุนการเก็บข้อมูลเป็นจานวนมากๆ จะถูกกว่าการทา หนังสือ และง่ายต่อการแจกจ่ายความรู้ ดังจะเห็นได้จากระบบ elearning ที่มีการแบ่งปั่นข้อมูลด้านการศึกษาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต


2. การใช้งานทางภาครัฐ คอมพิวเตอร์เริ่มมีบทบาทอย่าง มากในภาครัฐ เพราะเป็นสื่อเก็บและแจกจ่ายข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของ ทะเบียนราษฎร์ ข้อมูลเกี่ยวกับ ทะเบียนรถ , ประวัติ ประวัติ อาชญากร , ระบบประกันสังคม , เก็บข้อมูลงานและอื่นๆอีก มากมาย


3. ประโยชน์ทางด้านธุรกิจ ในทางด้านธุรกิจ ในปัจจุบันมี การใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย และ สาคัญไม่แพ้ด้านอื่นๆ ตัวอย่างของความสาคัญของคอมพิวเตอร์ในด้านธุรกิจคือ

- สถาบันการเงิน การออนไลน์ระบบ ATM การเก็บข้อมูลของ ลูกค้า - สายการบิน เก็บข้อมูล , สารองที่นั่งผ่านการเชื่อต่อจาก อินเตอร์เน็ต


4. เพื่อความบันเทิง การเข้าสู้ระบบอินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง และอื่นอีกมากมายนี้เป็นเพียงประโยชน์ของ คอมพิวเตอร์ใหญ่ๆที่ยกมาให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน กัน การใช้ งานคอมพิวเตอร์ เราควรใช้ประโยชน์ของมันให้คุ้มค่า อย่าใช้เพียง ข้อใดข้อหนึ่ง หลายคนใช้คอมพิวเตอร์ เพียงแค่ความบันเทิง หาก มากจนเกินไปอาจเป็นข้อเสีย จงใช้งานมัน ให้เกิดประโยชน์อย่าใช้สิ่ง ที่มีประโยชนมากมาย แต่เป็นโทษต่อตัวเอง เพราะใช้ผิดวิธี


ยุคที1่


ยุคที่ 2


ยุคที่ 3


คำถำม 1. คอมพิวเตอร์มีควำมหมำยว่ำอย่ำงไร 2. ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยอะไรบ้ำง 3. เครื่องคำนวณเครื่องแรกของโลกคืออะไร


คอมพิวเตอร์  

ความหมายของคอมพิวเตอร์ หมายถึง เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูง อย่างต่อเ...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you