Issuu on Google+

คอมพิวเตอร์ จัดทําโดย 1. นางสาวนฤพร อรรถสิทธิ์

รหัสนักศึกษา 544148161

2. นางสาวเบญจวรรณ อันจิต

รหัสนักศึกษา 544148162

3. นางสาวภัทรา บุตรสีดา

รหัสนักศึกษา 544148163

คบ.2 วิทยาศาสตร์ทั่วไป หมู่ที่3

เสนอโดย อาจารย์สุจิตตรา จันทร์ลอย

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สําหรับครู ( PC 54504 ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง


คานา รายงานฉบั บ นี้ เ ป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของรายวิ ช าเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สารสํ า หรั บ ครู ( PC 54504 ) จัดทําขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหา ความรู้ เ กี่ ย วกั บ ประวั ติ ค วามเป็ น มา ความหมายของคอมพิ ว เตอร์ ส่ ว นประกอบและประโยชน์ ข อง คอมพิวเตอร์ ซึ่งช่วยให้สามารถทราบถึงที่มาของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ผู้จัดทําเลือกทํารายงานเรื่องนี้เนื่องจาก มีเนื้อหาที่ตรงกับบทเรียนที่กําลังศึกษาและช่วยให้ได้รับ ความรู้เพิ่มมากขึ้น ผู้จัดทําหวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านและผู้สนใจไม่มาก ก็น้อย

คณะผู้จัดทํา 24 มกราคม 2556


สารบัญ เรื่อง

หน้า

- ประวัติและความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ - ความหมายของคอมพิวเตอร์

1 11

- ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ --ฮาร์ดแวร์

12

--ซอร์ฟแวร์

13

--พีเพิลแวร์

19

- ส่วนประกอบและหน้าที่ของคอมพิวเตอร์

20

- ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

20

- สรุป

22

-บรรณานุกรม

23


1

ความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ เมื่อ 50 ปีที่แล้วมา มีคอมพิวเตอร์ขึ้นใช้งาน ต่อมาเกิดระบบสื่อสาร โทรคมนาคมสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย และมีแนวโน้มการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราสามารถแบ่งพัฒนาการ คอมพิวเตอร์จากอดีตสู่ปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็ นยุคก่อนการใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิ กส์ และยุคที่เครื่อง คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์

เครื่องคานวณในยุคประวัติศาสตร์ เครื่องคํานวณเครื่องแรกของโลก ได้แก่ ลูกคิด มีการใช้ลูกคิดในหมู่ชาวจีนมากกว่า 7,000 ปี และใช้ใน อียิปต์โบราณมากกว่า 2,500 ปี ลูกคิดของชาวจีนประกอบด้วยลูกปัดร้อยอยู่ในราวเป็นแถวตามแนวตั้ง โดย แต่ละแถวแบ่งเป็นครึ่งบนและล่าง ครึ่งบนมีลูกปัด 2 ลูก ครึ่งล่างมีลูกปัด 5 ลูก แต่ละแถวแทนหลักของ ตัวเลข

ลูกคิด (abacus)


เครื่องคํานวณกลไกที่รู้จักกันดี ได้แก่ เครื่องคํานวณของปาสคาลเป็นเครื่องที่บวกลบด้วยกลไก เฟืองที่ขบต่อกัน เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2185 คอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรก ได้แก่ เครื่องจักรกลหรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยในการ คํานวณ โดยที่ยังไม่มี การ นําวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมด้วย ลําดับเครื่องมือขึ้นมามีดังนี้ ในระยะ 5,000 ปีที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคํานวณ และ พัฒนา มาใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูกหิน ใช้เชือกร้อยลูกหินคล้ายลูกคิด ต่อมาประมาณ 2,600 ปีก่อน ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการ คํานวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด ซึ่งถือได้ว่า เป็นอุปกรณ์ใช้ช่วยการคํานวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและคงยังใช้งานมาจนถึง ปัจจุบัน พ.ศ. 2158 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ใช้ ช่วยการคํานวณขึ้นมา เรียกว่า Napier's Bones เป็นอุปกรณ์ที่ลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน เครื่องมือชนิดนี้ช่วยให้ สามารถ ทําการคูณและหาร ได้ง่ายเหมือนกับทําการบวก หรือลบโดยตรง พ.ศ.2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Blaise Pascal ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปี ได้ออกแบบ เครื่องมือในการคํานวณโดย ใช้หลักการหมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่ง ซึ่งอยู่ ทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เครื่องมือของปาสคาลนี้ถูกเผยแพร่ออกสู่ สาธารณะชน เมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากราคาแพง และเมื่อใช้งานจริงจะ เกิดเหตุการณ์ที่ฟันเฟืองติดขัดบ่อยๆ ทําให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยถูกต้องตรงความเป็นจริง

Blaise Pascal

2


3

เครื่องกลสาหรับการคานวณชื่อ pascaline เครื่องมือของปาสคาล สามารถใช้ได้ดีในการคํานวณการบวกและลบ ส่วนการคูณและหารยังไม่ดี เท่าที่ควร ดังนั้นในปี พ.ศ. 2216 นักปราชญ์ชาวเยอรมันชื่อ Gottfriend von Leibnitz ได้ปรับปรุงเครื่อง คํานวณของ ปาสคาลให้สามารถทําการคูณและหารได้โดยตรง โดยที่การคูณใช้หลักการบวกกันหลายๆ ครั้ง และการหาร ก็คือการลบกันหลายๆ ครั้ง แต่เครื่องมือของ Leibnitz ยังคงอาศัยการหมุนวงล้อ ของเครื่องเอง อัตโนมัติ นับว่า เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การคํานวณทางคณิตศาสตร์ที่ดูยุ่งยากกลับเป็นเรื่อง ที่ง่ายขึ้น

Gottfried Von Leibniz พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครื่องทอผ้าโดย ใช้ บัตรเจาะรูในการบันทึกคําสั่ง ควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทําตามแบบที่กําหนดไว้ และแบบดังกล่าวสามารถ นํามา สร้างซ้ําๆ ได้อีกหลายครั้ง ความพยายามของ Jacquard สําเร็จลงใน พ.ศ. 2348 เครื่องทอผ้านี้ถือว่าเป็น เครื่องทํางานตามโปรแกรมคําสั่งเป็นเครื่องแรก พ.ศ. 2373 Chales Babbage ถือกําเนิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2334 จบการศึกษาทางด้าน คณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และได้รับตําแหน่ง Lucasian Professor ซึ่งเป็นตําแหน่งที่ Isaac Newton เคยได้รับมาก่อน ในขณะที่กําลังศึกษาอยู่นั้น Babbage ได้สร้างเครื่อง หาผลต่าง (Difference Engine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คํานวณ และพิมพ์ตารางทางคณิตศาสตร์อย่างอัตโนมัติ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2373 เขาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษเพื่อสร้างเครื่อง Difference Engine ขึ้นมาจริงๆ


4

Charles Babbage แต่ในขณะที่ Babbage ทําการสร้างเครื่อง Difference Engine อยู่นั้น ได้พัฒนาความคิดไปถึง เครื่องมือ ในการคํานวณที่มีความสามารถสูงกว่านี้ ซึ่งก็คือเครื่องที่เรียกว่าเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) และได้ ยกเลิกโครงการสร้างเครื่อง Difference Engine ลงแล้วเริ่มต้นงานใหม่ คือ งานสร้างเครื่องวิเคราะห์ ใน ความคิดของเขา โดยที่เครื่องดังกล่าวประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่สําคัญ 4 ส่วน คือ 1. 2. 3. 4.

ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนําเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคํานวณ ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูล และส่วนประมวลผล ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับทราบข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บ และแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคํานวณให้ผู้ใช้ได้รับทราบ

เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่อง Alaytical Engine มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบ ของระบบคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่เครื่อง Alalytical Engine ของ Babbage นั้นไม่สามารถ สร้างให้สําเร็จขึ้นมาได้ ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยี สมัยนั้นไม่สามารถสร้างส่วนประกอบต่างๆ ดังกล่าว และ อีกประการหนึ่งก็คือ สมัยนั้นไม่มีความจําเป็น ต้องใช้เครื่องที่มีความสามารถสูงขนาดนั้น ดังนั้นรัฐบาล อังกฤษจึงหยุดให้ความสนับสนุนโครงการของ Babbage ในปี พ.ศ. 2385 ทําให้ไม่มีทุนที่จะทําก���รวิจัย ต่อไป สืบเนื่องจากมาจากแนวความคิดของ Analytical Engine เช่นนี้จึงทําให้ Charles Babbage ได้รับการ ยกย่อง ให้เป็น บิดาของเครื่องคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2385 ชาวอังกฤษ ชื่อ Lady Auqusta Ada Byron ได้ทําการแปลเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่อง Anatical Engine จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ ในระหว่างการแปลทําให้ Lady Ada เข้าใจถึงหลักการทํางาน ของเครื่อง Analytical Engine และได้เขียนรายละเอียดขั้นตอนของคําสั่งให้ เครื่องนี้ทําการคํานวณที่ยุ่งยาก


ซับซ้อนไว้ในหนังสือทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์โปรแกรมแรกของโลก และจากจุดนี้จึงถือว่า Lady Ada เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก (มีภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมที่เก่าแก่ อยู่ หนึ่งภาษาคือภาษา Ada มาจาก ชื่อของ Lady Ada) นอกจากนี้ Lady Ada ยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรู ที่ บรรจุคําสั่งไว้สามารถนํากลับมาทํางานซ้ําได้ถ้าต้องการ นั่นคือหลักของการทํางานวนซ้ํา หรือเรียกว่า Loop เครื่องมือที่ใช้ในการคํานวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทํางานกับเลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบคอมพิ วเตอร์ไ ด้ถูก พั ฒนาขึ้นจึงทําให้มีก ารเปลี่ย นแปลงมาใช้ เลขฐานสอง (Binary Number) กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของพีชคณิต พ.ศ. 2397 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ George Boole ได้ใช้หลักพีชคณิตเผยแพร่กฎของ Boolean Algebra ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายเหตุผลของตรรกวิทยาที่ตัวแปรมีค่าได้เพียง "จริง" หรือ "เท็จ" เท่านั้น (ใช้สภาวะเพียงสองอย่างคือ 0 กับ 1 ร่วมกับเครื่องหมายในเชิงตรรกพื้นฐาน คือ AND, OR และ NOT) สิ่งที่ George Boole คิดค้นขึ้น นับว่ามีประโยชน์ต่อระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็น การยากที่จะใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งมีเพียง 2 สภาวะ คือ เปิด กับ ปิด ในการแทน เลขฐานสิบซึ่งมีอยู่ถึง 10 ตัว คือ 0 ถึง 9 แต่เป็นการง่ายกว่าเราแทนด้วยเลขฐานสอง คือ 0 กับ 1 จึงถือว่าสิ่งนี้เป็นรากฐานที่สําคัญของการ ออกแบบวงจรระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน พ.ศ. 2423 Dr. Herman Hollerith นักสถิติชาวอเมริกันได้ประดิษฐ์เครื่องประมวลผลทางสถิติซึ่ง ใช้กับ บัตรเจาะรู เครื่องนี้ได้รับการพัฒนา ให้ดียิ่งขึ้นและมาใช้งานสํารวจสํามะโนประชากร ของสหรัฐอเมริกา ใน ปี พ.ศ. 2433 และช่วยให้การสรุปผลสํามะโนประชากรเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง (โดยก่อนหน้านั้น ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีครึ่ง) เรียกบัตรเจาะรูนี้ว่า บัตรฮอลเลอริธ และชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกบัตรนี้ ก็คือ บัตร ไอบีเอ็ม หรือบัตร 80 คอลัมน์ เพราะผู้ผลิตคือ บริษัท IBM

Herman Hollerith

5


6

การพัฒนาคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีการแบ่งยุคต่างๆเป็น 5 ยุค ดังนี้ ยุคที่ 1 UNIVAC I คือเครื่องคอมพิวเตอร์เอนกประสงค์ที่ใช้ในเชิงธุรกิจ เป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นยุคที่ 1 เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดใหญ่ ใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum tubes) ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนสูง มาก จึงต้องใช้เครื่องปรับอากาศ การบํารุงรักษา และพื้นที่กว้างมาก สื่อบันทึกข้อมูลได้แก่ เทปแม่เหล็ก IBM 650 เป็นเครื่องที่สามารถทํางานได้ทั้งด้านธุรกิจและวิทยาศาสตร์ หน่วยความจําเป็น ดรัมแม่เหล็ก (magnetic drum) และใช้บัตรเจาะรู การสั่งงานใช้ภาษาเครื่อง (machine language) ซึ่งเป็นภาษาตัวเลข ใน ระบบตัวเลขฐานสอง (binary digit)

หลอดสูญญากาศ คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2497-2501) คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้หลอดสูญญากาศ (Vacuum tube) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยังมี ขนาดใหญ่ ม าก ใช้ ก ระแสไฟฟ้ า จํ า นวนมาก ทํ า ให้ เ ครื่ อ งมี ค วามร้ อ นสู ง จึ ง มั ก เกิ ด ข้ อ ผิ ด พลาดง่ า ย คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ได้แก่ UNIVAC I , IBM 600

หลอดสูญญากาศ วงแหวนแม่เหล็ก


7

ยุคที่ 2 ค.ศ. 1959 ทรานซิสเตอร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น Solid state, semiconductor วงจรทรานซิสเตอร์ มี ข นาดเล็ ก ลง ความร้ อ นลดลง ราคาถูก ลง และต้ องการพลั ง งานน้ อ ยกว่ า การใช้ ห ลอดสู ญญากาศ คอมพิวเตอร์ในยุคที่สอง จึงมีขนาดเล็กลง แต่ความเร็วสูงขึ้น และน่าเชื่อถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 1 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้ วงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic cores) เป็นหน่วยความจํา สื่อบันทึกข้อมูลหลัก ในยุคนี้ใช้จานแม่เหล็ก (magnetic disk packs) หน่วยความจําสํารองอื่น ๆ ยังคงเป็น เทปแม่เหล็ก และ บัตรเจาะรู ในยุคนี้ มีการพัฒนาภาษาระดับต่ํา (low-level language) หรือภาษาอิงเครื่อง เป็นภาษารหัส ที่ง่าย ต่อการเขียนมากกว่าภาษาเครื่อง เช่น ภาษาแอสเซมบลี (assembly) โดยมีโปรแกรมแปลภาษาคือ แอสเซม เบลอร์ (assembler) ทําหน้าที่แปลให้เป็นภาษาเครื่อง

ทรานซิสเตอร์ คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2502-2507) คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistor) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และใช้วงแหวนแม่เหล็กเป็น หน่วยความจํา คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กกว่ายุคแรก ต้นทุนต่ํากว่า ใช้กระแสไฟฟ้าและมีความแม่นยํามากกว่า

เครื่องเจาะบัตร

ม้วนกระดาษเจาะรู

เครื่องอ่านเทป


8

ยุคที่ 3 ค.ศ. 1964 IBM system/360 คือจุดเริ่มต้นของยุคที่ 3 วงจรไอซี (IC: integrated circuits) เป็นวงจร อิเล็กทรอนิกส์ที่นํามาใช้แทนวงจรทรานซิสเตอร์ ลักษณะของ IC เป็นแผ่นซิลิกอนขนาดเล็กหรือเรียกว่า ชิป (chip) เป็นวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ มีขนาดเล็กกว่า น่าเชื่อถือมากกว่า ความเร็วสูงขึ้น และ ขนาดของ คอมพิวเตอร์เล็กลง เริ่มใช้วิธีการแบบ Time-sharing และการสื่อสารข้อมูล ความสามารถในการประมวลผลหลาย ๆ โปรแกรมพร้อม ๆ กันเรียกว่า multi-programming ระบบปฏิบัติการ (Operating system) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อ ควบคุมการประมวลผลคอมพิวเตอร์ ภาษาระดับสูงสําหรับเขียนโปรแกรม เช่น FORTRAN, COBOL เป็นต้น โปรแกรมสําเร็จรูปแพร่หลายมากขึ้น เครื่องขนาด มินิคอมพิวเตอร์เครื่องแรก คือ PDP-8 ของ the Digital Equipment Corporation ในปี ค.ศ. 1969

วงจร IC คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2508-2513) คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้วงจรไอซี (Integrated Circuit) เป็นสารกึ่งตัวนําที่สามารถบรรจุวงจรทางตรรกะ ไว้แล้วพิมพ์บนแผ่นซิลิกอน(Silicon) เรียกว่า "ชิป"

เครื่องอ่านเทปแม่เหล็ก

เทปแม่เหล็ก


9

ยุคที่ 4 ค.ศ. 1970 เทคโนโลยีหลักที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ วงจร LSI (large-scale integration) เป็นวงจรรวมของ วงจรตรรกะ (logic) และ หน่วยความจํา (memory) ของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลาย พันวงจรไว้บนแผงซิลิกอนซึ่งเป็นชิปขนาด เล็ก และถูกนํามาใช้เป็นชิปหน่วยความจําแทนวงแหวนแม่เหล็ก (ซึ่งใช้ในยุคที่ 2 และยุคที่ 3) ค.ศ. 1971 ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ตัวแรกที่เกิดขึ้นคือ Intel 4004 เป็นวงจรรวมหน่วยประมวลผลหลักไว้บนชิปเพียงตัวเดียว ต่อมา ค.ศ. 1974 จึงมีการพัฒนา Intel 8080 เพื่อใช้ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกคือ Altair 8800 ต่อมา ค.ศ. 1978 Steve Jobs และ Steve Wozniak จึงพัฒนา Apple II ออกมาจําหน่าย และปี ค.ศ. 1981 IBM พัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ ออกจําหน่ายเช่นกัน กลางปี ค.ศ. 1980 พบว่า ไมโครคอมพิวเตอร์จํานวนหลายล้านเครื่องถูกใช้ในบ้าน โรงเรียน ธุรกิจ ในยุคนี้อุปกรณ์ที่ใช้ป้อนข้อมูลโดยตรง เช่น Keyboard (แป้นพิมพ์) electronic mouse (เมาส์) light pen (ปากกาแสง) touch screen (จอสัมผัส) data tablet (แผ่นป้อนข้อมูล) เป็นต้น อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ เช่น จอภาพ แสดงข้อภาพ กราฟิก และเสียง เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในเวลาต่อมา ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม คล้ายกับภาษามนุษย์มากขึ้น เกิดระบบจัดการฐานข้อมูล และภาษาในยุคที่ 4 หรือภาษาธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ ทําให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นเท่านั้น ยังช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องบอกวิธีการให้คอมพิวเตอร์ทํางาน เพียงแต่บอกว่า งานอะไร ที่พวกเขาต้องการเท่านั้น โปรแกรมสําเร็จรูปในยุคนี้ ได้แก��� electronic spreadsheet (ตารางทํางาน) , word processing (ประมวลผลคํา) เช่น ค.ศ. 1979 โปรแกรมวิสิแคล (VisiCalc electronic spreadsheet program) และ โปรแกรมเวิร์ดสตาร์ (WordStar word processing) ค.ศ. 1982 โปรแกรมจัดการ ฐานข้อมูล DBASE II และ โปรแกรมตารางทํางาน Lotus1-2-3 เป็นต้น

LSI Chip คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 (พ.ศ. 2514-2523)


10

คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้วงจร LSI (Large-Scale Integrated Ciruit) เป็นการรวมวงจรไอซีจํานวนมากลง ในแผ่นซิลิกอนชิป 1 แผ่น สามารถบรรจุได้มากกว่า 1 ล้านวงจร ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ทําให้เกิดแนวคิดใน การบรรจุวงจรที่สําคัญสําหรับการทํางานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์นั่นคือ CPU ลงชิปตัวเดียว เรียกว่า "ไม โครโปรเชสเซอร์" ยุคที่ 5 เริ่ม เข้ า สู่ศ ตวรรษที่ 21 คอมพิ วเตอร์ใ นยุ คนี้เป็นการเปลี่ย นแปลงขนานใหญ่จากยุ คที่ 4 เป็น คอมพิวเตอร์อัจฉริยะ สามารถคิด มองเห็น ฟัง และพูดคุยได้ โครงสร้างคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไปจากเดิม การประมวลผลข้อมูลเป็นแบบขนาน (Parallel) แทนแบบอนุกรม (Serially) การสร้างระบบคอมพิวเตอร์ อัจฉริยะ คือหนึ่งในเป้าหมายหลักทางด้านวิ ทยาการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) สิ่ง ที่ ป รากฏในยุ ค นี้คื อ optical computer ใช้ photonic หรือ optoelectronic เป็นวงจรมากกว่าวงจร อิเล็กทรอนิกส์ ประมวลผลข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ ปฏิบัติการด้วยความเร็วใกล้กับความไวแสง ในอนาคตจะ มีขนาดเล็กมาก เร็ว และ biocomputer มีอํานาจมากขึ้น จะเติบโตจากองค์ประกอบสําคัญคือการใช้เซลล์จาก สิ่งมีชีวิตเป็นวงจร ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใช้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ปรับเปลี่ยนได้ง่าย ผู้ใช้สามารถสนทนากับคอมพิวเตอร์ได้ด้วยภาษามนุษย์ โปรแกรมสําเร็จรูปจะทํางาน ร่วมกันเป็นโปรแกรมอเนกประสงค์ที่ใช้งานง่าย ทําหน้าที่ต่างกันเพื่อผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิค เทคโนโลยีระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการสื่อสารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การใช้เครือข่าย คอมพิวเตอร์ ระบบสํานักงานอัตโนมัติ เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail) ไปรษณีย์เสียง (voice mail) และ การประชุมผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (teleconferencing) ระบบสารสนเทศบนพื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสารขั้นสูง จะรวมกับการถ่ายโอนและการ ประมวลผลข้อมูล ภาพ และ เสียง รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีใยแก้วนําแสง (Fiber optics technology)ในการให้บริการเครือข่ายดิจิตอล โรงงานปฏิบัติงานอัตโนมัติ ใช้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น หุ่นยนต์ (Robotics) เปลี่ยนไปจากโรงงานธรรมดา โรงงานอัตโนมัตินี้ เป็นผลมาจากการผลักดันเกี่ยวกับการทํางาน ร่วมกันของคอมพิวเตอร์ในการผลิต การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต หุ่ น ยนต์ และเทคโนโลยี ก ารผลิ ต อื่ น ๆ เพื่ อ ให้ ก ระบวนการผลิ ต ทั้ ง หมดเป็ น ไปโดยอั ต โนมั ติ


ธุรกิจต่าง ๆ ใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่าย ในการดําเนินงาน ไม่ว่าจะเป็น ค้าส่ง ค้าปลีก คลังสินค้า และโรงงาน ผู้จัดการจะอาศัยระบบสารสนเทศสําหรับผู้บริหารมากขึ้น ผู้ใช้จะพึ่งพาระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert system) ของระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยในการทํางานตามหน้าที่ทุกๆวัน การใช้คอมพิวเตอร์มีอยู่ ทั่วไป เช่น ระบบการโอนเงินทางธนาคาร ระบบชําระค่าสินค้า ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยใน ด้าน วิศวกรรม เครื่องมื อในการพั ฒนาระบบสารสนเทศอัตโนมัติ ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนใน การศึกษา Telecommuting เป็นระบบการสื่อสารเพื่อการทํางานภายในบ้าน และ ระบบ videotex สําหรับหา ซื้อสินค้าในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic shopping) การธนาคาร และบริการสารสนเทศถึงบ้าน จะมี ความตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น สังคมจะให้ความเชื่อถือ ความมั่นใจในคอมพิวเตอร์มากขึ้นเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่21 คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 (พ.ศ. 2524-ปัจจุบัน) คอมพิ วเตอร์ยุ ค นี้ใ ช้ วงจร VLSI (Very Large-Scale Integrated Ciruit) เป็นการพั ฒนา ไมโครโปรเซสเซอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความหมายของคอมพิวเตอร์ หมายถึง เครื่องคํานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทํางานคํานวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคําสั่งด้วย ความเร็วสูง อย่างต่อเนื่อง และอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คําจํากัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้าง กระทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทําหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สําหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์ การจําแนกคอมพิวเตอร์ตามลักษณะวิธีการทํางานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็นสอง ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer) เป็นเครื่องคํานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลข เป็นหลักของการคํานวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดคํานวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง ของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการคํานวณ โดยไม้ บรรทัดคํานวณจะมีขีดตัวเลขกํากับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมาประกบรวมกัน การคํานวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัว เลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผล คูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบ อิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทํานองเดียวกัน โดย แรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด

11


แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจร อิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทําหน้าที่เป็นตัวกระทําและ เป็นฟังก์ชันทาง คณิตศาสตร์ จึงเหมาะสําหรับงานคํานวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของ สมการ คณิตศาสตร์ เช่น การจําลองการบิน การศึกษาการสั่นสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูล ตัวแปรนําเข้าอาจเป็นอุณหภูมิค วามเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่งจะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อ นําเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้าแปรผันกับเวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็น ค่าของตัวแปรที่กําลังศึกษา ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการคํานวณมีความละเอียดน้อย ทําให้มีขีดจํากัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น 2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (digital computer) คอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน จัดเป็นดิจิทัล คอมพิวเตอร์แทบทั้งหมด ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคํานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มี หลักการคํานวณที่ไม่ใช่แบบไม้บรรทัดคํานวณ แต่เป็นแบบลูกคิด โดยแต่และหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักร้อย และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นระบบเลขฐานสิบที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถึ งเก้าไปสิบตัวตามระบบตัว เลขที่ใช้ ในชีวิตประจําวัน ค่าตัวเลขของการคํานวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็น หลักเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นระบบ เลขฐานสองที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียงสองตัว คือเลขศูนย์กับเลขหนึ่งเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ตัวเลขทั้งสองตัว นี้ จะแทนลักษณะการทํางานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การคํานวณภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะ เป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิบที่เราใช้และคุ้นเคยจะถูกแปลงไปเป็น ระบบเลขฐานสองเพื่อการ คํานวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเลขฐานสองอยู่ ซึ่งคอมพิวเตอร์ จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย

ฮาร์ดแวร์ ( Hardware ) ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้���เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่าง สามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถ แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทํางาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วย ประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสํารอง (Secondary Storage)โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทํางานแตกต่างกัน

12


13

1.ฮาร์ดแวร์สําคัญที่พบในCaseได้แก่ 1.1PowerSupply 1.2 Mainboardและฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งหรือเป็นส่วนหนึ่งของMainboard ที่สําคัญ ได้แก่ 1.2.1 CPU 1.2.2 RAM 1.2.3 Expansion Slots 1.2.4 Ports 1.3 Hard Disk 1.4 Floppy Disk Drive 1.5 CD-ROM Drive 1.6 DVD-ROM Drive 1.7 Sound Card 1.8 Network Card 2. ฮาร์ดแวร์สําคัญที่อยู่นอก Case ที่สําคัญได้แก่ 2.1 Keyboard 2.3 Mouse 2.5 Scanner

2.2 Monitor 2.4 Printer 2.6 Digital Camera

2.7 Modem

2.8 UPS

ซอฟต์แวร์ (software) ซอฟต์แ วร์ (software) หมายถึง ชุดคํ าสั่งหรือโปรแกรมที่ใ ช้ สั่งงานให้ค อมพิ ว เตอร์ ทํางาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลําดับขั้นตอนการทํางานที่เขียนขึ้นด้วยคําสั่งของคอมพิวเตอร์ คําสั่งเหล่านี้เรียงกัน เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทํางานตามคําสั่ง การทํางานพื้นฐานเป็นเพียง การกระทํากับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็น เสียงพูดก็ได้


โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็น ซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลําดับขั้นตอนการ ทํางานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทํางานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทําให้คอมพิวเตอร์ทํางานได้ การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทํางานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มา ให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทําบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดําเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะ อยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสําคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่ สามารถทํางานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จําเป็น และมีความสําคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทําให้ ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ ประเภทของซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานกับ คอมพิวเตอร์มีมากมาย ซอฟต์แวร์ เหล่านี้อาจได้รับการพัฒนาโดยผู้ใช้งานเอง หรือผู้พัฒนาระบบ หรือผู้ผลิตจําหน่าย หากแบ่งแยกชนิดของ ซอฟต์แวร์ตามสภาพการทํางาน พอแบ่งแยกซอฟต์แวร์ได้เป็นสองประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) 

ซอฟต์แวร์ระบบ คือซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับระบบ หน้าที่การทํางาน ของซอฟต์แวร์ระบบคือดําเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผง แป้ นอัก ขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิ วเตอร์เข้าใจ นําข้อมูล ไปแสดงผลบนจอภาพหรือ นําออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจํารอง เมื่ อ เราเปิ ด เครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์

ทั น ที ที่ มี ก ารจ่ า ยกระแสไฟฟ้ า ให้ กั บ คอมพิ ว เตอร์

คอมพิวเตอร์จะทํางานตามโปรแกรมทันที โปรแกรมแรกที่สั่งคอมพิวเตอร์ทํางานนี้เป็นซอฟต์แวร์ ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบอาจเก็บไว้ในรอม หรือในแผ่นจานแม่เหล็ก หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์จะทํางานไม่ได้ ซอฟต์แวร์ระบบยังใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ และยังรวมไปถึง ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาต่าง ๆ 

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถ นํามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกจําหน่ายมาก

14


การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่หลาย เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็น สองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สําเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สําเร็จในปัจจุบัน มีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคํา ซอฟต์แวร์ตารางทํางาน ฯลฯ

ซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยรับเข้าหน่วยส่งออกหน่วยความจําและ หน่วยประมวลผลในการทํางาน ของคอมพิวเตอร์จําเป็นต้องมีการดําเนินงานกับอุปกรณ์ พื้นฐานที่จําเป็นดังนั้นจึงต้องมีซอฟต์แวร์ระบบเพื่อ ใช้ในการจัดการระบบหน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย 1. ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก เช่น รับการกดแป้นต่าง ๆ บนแผงแป้นอักขระ ส่ง รหัสตัวอักษรออกทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่งออกอื่น ๆ เช่น เมาส์ อุปกรณ์สังเคราะห์เสียง 2. ใช้ในการจัดการหน่วยความจํา เพื่อนําข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจําหลัก หรือใน ทํานองกลับกัน คือนําข้อมูลจากหน่วยความจําหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก 3. ใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น การขอดูรายการ สารระบบในแผ่นบันทึก การทําสําเนาแฟ้มข้อมูล ซอฟต์แวร์ระบบพื้ นฐานที่ เห็นกั นทั่วไป แบ่งออกเป็นระบบปฏิบัติก าร และตัวแปลภาษา ซอฟต์แวร์ทั้งสองประเภทนี้ทําให้เกิดพัฒนาการประยุกต์ใช้งานได้ง่ายขึ้น ระบบปฏิบัติการ หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า โอเอส (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ใช้ในการดูแล ระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการนี้ ระบบปฏิบัติการ ที่นิยมใช้กันมากและเป็นที่รู้จักกันดีเช่นดอส (Disk Operating System : DOS) วินโดวส์ (Windows) โอ เอสทู (OS/2) ยูนิกซ์ (UNIX) 1) ดอส เป็นซอฟต์แวร์จัดระบบงานที่พัฒนามานานแล้ว การใช้งานจึงใช้คําสั่งเป็นตัวอักษร ดอสเป็น ซอฟต์แวร์ที่รู้จักกันดีในหมูผ่ ู้ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ 2) วินโดวส์ เป็นระบบปฏิบัติการที่ พัฒนาต่อจากดอส เพื่อเน้นการใช้งานที่ง่ายขึ้น สามารถทํางานหลาย งานพร้อมกันได้ โดยงานแต่ละงานจะอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างที่แสดงผลบนจอภาพ การใช้งานเน้นรูปแบบ กราฟิก ผู้ใช้งานสามารถใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ตําแหน่ งเพื่อเลือกตําแหน่งที่ปรากฏบนจอภาพ ทําให้ใช้งาน คอมพิวเตอร์ได้ง่าย วินโดวส์จึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน

15


3) โอเอสทู เป็นระบบปฏิบัติการแบบ เดียวกับวินโดว์ส แต่บริษัทผู้พัฒนาคือ บริษัทไอบีเอ็ม เป็น ระบบปฏิบั ติก ารที่ ให้ผู้ใ ช้ส ามารถใช้ทํ างานได้หลายงานพร้อมกัน และการใช้งานก็ เป็นแบบกราฟิ ก เช่นเดียวกับวินโดวส์ 4) ยูนิกซ์ เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งใช้กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน และทํางานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน ยูนิกซ์จึงใช้ได้กับเครื่องที่เชื่อมโยงและต่อกับเครื่องปลายทางได้หลาย เครื่องพร้อมกัน ระบบปฏิบัติก ารยั งมี อีก มาก โดยเฉพาะระบบปฏิบัติก ารที่ใช้ใ นเครือข่ายคอมพิ วเตอร์ เพื่ อให้ คอมพิวเตอร์ทํางานร่วมกันเป็นระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการเน็ตแวร์ วินโดว์สเอ็นที ตัวแปลภาษา ในการพัฒนาซอฟต์แวร์จําเป็น���้องมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูง เพื่อแปลภาษาระดับสูง ให้เป็นภาษาเครื่อง ภาษาระดับสูงมีหลายภาษา ภาษาระดับสูงเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียน ชุดคําสั่งได้ ง่าย เข้าใจได้ ตลอดจนถึงสามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์ในภายหลังได้ ภาษาระดับสูงที่พัฒนาขึ้นมาทุกภาษาจะต้องมีตัวแปลภาษาสําหรับแปลภาษา ภาษาระดับสูงซึ่งเป็นที่ รู้จักและนิยมกันมากในปัจจุบัน เช่น ภาษาปาสคาล ภาษาเบสิก ภาษาซี และภาษาโลโก 1) ภาษาปาสคาล เป็นภาษาสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่มีรูปแบบ เป็นโครงสร้าง เขียนสั่งงานคอมพิวเตอร์ เป็นกระบวนความ ผู้เขียนสามารถแบ่งแยกงานออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วมารวมกันเป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ ได้ 2) ภาษาเบสิก เป็นภาษาที่มีรูปแบบคําสั่งไม่ยุ่งยาก สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่าย มีรูปแบบคําสั่ง พื้นฐานที่สามารถนํามาเขียนเรียงต่อกันเป็นโปรแกรมได้ 3) ภาษาซี เป็นภาษาที่ เหมาะสําหรับใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ ภาษาซีเป็นภาษาที่มี โครงสร้างคล่องตัวสําหรับการเขียนโปรแกรมหรือให้ คอมพิวเตอร์ติดต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ 4) ภาษาโลโก เป็นภาษาที่เหมาะสําหรับการเรียนรู้และเข้าใจหลักการโปรแกรมภาษาโลโกได้รับการ พัฒนาสําหรับเด็ก นอกจากภาษาที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอีกมากมายหลายภาษา เช่น ภาษาฟอร์แทรน ภาษาโคบอล ภาษาอาร์พีจี

16


ซอฟต์แวร์ประยุกต์ การที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการที่มีคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ทําให้มีการใช้งานคล่องตัวขึ้น จนในปัจจุบันสามารถนําคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ติดตัวไปใช้งานในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก การใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซึ่งอาจเป็นซอฟต์แวร์สําเร็จที่มีผู้พัฒนาเพื่อใช้งาน ทั่วไปทําให้ทํางานได้ สะดวกขึ้น หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาขึ้นเองเพื่อให้ เหมาะสมกับสภาพการทํางานของตน ซอฟต์แวร์สาเร็จ ในบรรดาซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่มีใช้กันทั่วไป ซอฟต์แวร์สําเร็จ (package) เป็นซอฟต์แวร์ที่มีความ นิยมใช้กันสูงมาก ซอฟต์แวร์สําเร็จเป็นซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้น แล้วนําออกมาจําหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้งาน ซื้อไปใช้ได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีก ซอฟต์แวร์สําเร็จที่มีจําหน่ายในท้องตลาด ทั่วไป และเป็นที่นิยมของผู้ใช้มี 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ประมวลคํา (word processing software) ซอฟต์แวร์ตารางทํางาน (spread sheet software) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software) ซอฟต์แวร์นําเสนอ (presentation software) และซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (data communication software) 1) ซอฟต์แวร์ประมวลคา เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้สําหรับการพิมพ์ เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสารที่พิมพ์ไว้จัดเป็นแฟ้มข้อมูล เรียกมาพิมพ์หรือแก้ไขใหม่ ได้ การพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็มีรูปแบบตัวอักษรให้เลือกหลายรูปแบบ เอกสารจึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถของซอฟต์แวร์ประมวลคําอีกมากมาย ซอฟต์แวร์ประมวลคําที่นิยมอยู่ใน ปัจจุบัน เช่น วินส์เวิร์ด จุฬาจารึก โลตัสเอมิโปร 2) ซอฟต์แวร์ตารางทางาน เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการ คิดคํานวณ การทํางานของซอฟต์แวร์ตาราง ทํางาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะทํางานที่มีกระดาษขนาดใหญ่วางไว้ มีเครื่องมือคล้ายปากกา ยางลบ และ เครื่องคํานวณเตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษมีช่องให้ใส่ตัวเลข ข้อความหรือสูตร สามารถสั่งให้คํานวณตาม สูตรหรือเงื่อนไขที่กําหนด ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทํางานสามารถประยุกต์ใช้งานประมวลผลตัวเลขอื่น ๆ ได้ กว้างขวาง ซอฟต์แวร์ตารางทํางานที่นิยมใช้ เช่น เอกเซล โลตัส

17


3) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล การใช้คอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งคือการใช้เก็บข้อมูล และจัดการกับ ข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ จึงจําเป็นต้องมีซอฟต์แวร์จัดการข้อมูล การรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ เรื่องที่ เกี่ยวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็เรียกว่าฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลจึงหมายถึงซอฟต์แวร์ที่ ช่วยในการเก็บ การเรียกค้นมาใช้งาน การทํารายงาน การสรุปผลจากข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลที่ นิยมใช้ เช่น เอ็กเซส ดีเบส พาราด็อก ฟ๊อกเบส

4) ซอฟต์แวร์นาเสนอ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สําหรับนําเสนอข้อมูล การแสดงผลต้องสามารถดึงดูด ความสนใจ ซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่นอกจากสามารถแสดงข้อความในลักษณะที่จะ สื่อ ความหมายได้ง่ายแล้วจะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และรูปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์นําเสนอ เช่น เพาเวอร์พอยต์ โลตัสฟรีแลนซ์ ฮาร์วาร์ดกราฟิก 5)

ซอฟต์ แ วร์ สื่ อ สารข้ อ มู ล

ซอฟต์ แ วร์ สื่ อ สารข้ อ มู ล นี้ ห มายถึ ง ซอฟต์ แ วร์ ที่ จ ะช่ ว ยให้

ไมโครคอมพิวเตอร์ ติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นในที่ห่างไกล โดยผ่านทางสายโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์สื่อสารใช้เชื่อมโยงต่อเข้ากับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทําให้สามารถใช้ บริการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ สามารถใช้รับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอนย้ายแฟ้มข้อมูล ใช้แลกเปลี่ยน ข้อมูล อ่านข่าวสาร นอกจากนี้ยังใช้ในการเชื่อมเข้าหามินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม เพื่อเรียกใช้งานจาก เครื่องเหล่านั้นได้ ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูลที่นิยมมีมากมายหลายซอฟต์แวร์ เช่น โปรคอม ครอสทอล์ค เทลิก ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ การประยุ กต์ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์สําเร็จมักจะเน้นการใช้งานทั่วไป แต่อาจจะนํามาประยุก ต์ โดยตรงกับงานทางธุรกิจบางอย่างไม่ได้ เช่นในกิจการธนาคาร มีการฝากถอนเงิน งานทางด้านบัญชี หรือใน ห้างสรรพสินค้าก็มีงานการขายสินค้า การออกใบเสร็จรับเงิน การควบคุมสินค้าคงคลัง ดังนั้นจึงต้องมีการ พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะสําหรับงานแต่ละประเภทให้ตรง กับความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะมักเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาต้องเข้าไปศึกษา รูปแบบการทํางานหรือความ ต้องการของธุรกิจนั้น ๆ แล้วจัดทําขึ้น โดยทั่วไปจะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีหลายส่วนรวมกันเพื่อร่วมกันทํางาน ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะที่ใช้กันในทางธุรกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจําหน่าย ระบบงาน ในโรงงานอุตสาหกรรม บริหารการเงิน และการเช่าซื้อ

18


ความต้องการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานทางธุรกิจยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงต้องมีความต้องการ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งาน เฉพาะต่าง ๆ อีกมากมาย พีเพิลแวร์ (Peopleware) พีเพิลแวร์ คือ ผู้ปฏิบัติงานตามกระบวนวิธีการในกิจกรรมต่างๆ อันได้แก่ การสร้างหรือเก็บ รวบรวมข้อมูล บางกลุ่มอาจทําหน้าที่ในการพัฒนาซอฟท์แวร์ขึ้นมาใหม่ๆ ตามความต้องการและในการ ประมวลผล และอาจเปลี่ยนแปลงโปรแกรมที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องตามความต้องการที่ เปลี่ยนแปลงใน โอกาสต่างๆ จะเห็นว่าบุคลากรทางคอมพิวเตอร์บางกลุ่มทําหน้าที่สร้างกระบวนการวิธีการ ให้แก่บุคลากร ทางคอมพิ ว เตอร์ ก ลุ่ ม อื่ น ๆ ได้ เ พื่ อ ให้ ก ารทํ า งานหรื อ ใช้ ง านด้ ว ยคอมพิ ว เตอร์ ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์มีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเ���ทก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบ แตกต่างกันไปดังนี้ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ (User) หมายถึง ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป สามารถทํางานตามหน้าที่ใน หน่ ว ยงานนั้ น ๆ เช่ น การพิ ม พ์ ง าน การป้ อ นข้ อ มู ล เข้ า เครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ การส่ ง จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่จําเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ก็ได้ ผู้ดูแลและซ่อมบารุงเครื่องคอมพิวเตอร์ (Supporter) หมายถึงผู้ดูแลและคอยตรวจสอบสภาพ เครื่องคอมพิ วเตอร์เพื่ อให้มี ส ภาพความพร้อมที่จะทํางานได้ตลอดเวลา กลุ่มนี้จะเรีย นรู้เทคนิคการ รักษา ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดการเชื่อมต่อ ตลอดจนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ค่อนข้างดี ผู้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer) หมายถึงผู้เขียนโปรแกรมตามผู้ออกแบบและ วิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์เป็นผู้กําหนด เพื่อให้ได้โปรแกรมที่ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานใน องค์กร กลุ่มนี้จะศึกษามาทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ สามารถเขียนคําสั่งคอมพิวเตอร์โดยภาษา ต่างๆได้ และเป็นนักพัฒนาโปรแกรมให้คนอื่นเอาไปใช้งานผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ (System Analysis) เป็ น ผู้ที่ มี ห น้า ที่ พิ จารณาว่ าองค์ ก รควรจะใช้ค อมพิ ว เตอร์ ใ นลัก ษณะใดจึ งจะ เหมาะสม เกิ ด ประโยชน์ สู ง สุ ด และได้ คุ ณ ภาพดี เป็ น ผู้ อ อกแบบโปรแกรมก่ อ นส่ ง งานไปให้ โปรแกรมเมอร์ทํางานในส่วนต่อไป ผู้บริหารระบบคอมพิวเตอร์ (System Manager) เป็นผู้มีหน้าที่บริหารทรัพยากรทุกชนิดที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร

19


20

ส่วนประกอบและหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยส่วนสําคัญ 3 ส่วน คือ 1. ส่วนนําเข้า (Input Unit) มีหน้าที่รับข้อมูลหรือค่าส่งจากสื่อนําเข้าไปไว้เก็บในหน่วยความจํา เช่น การบันทึกข้อมูลประวัตินักเรียนผ่านทางสื่อ หรือการอ่านคะแนนสอบจากบัตรคําตอบ เป็นต้น 2. ส่วนประมวลผลกลาง (Central Processong Unit) เป็นส่วนที่ทําการประมวลผลข้อมูลที่ได้นําเข้า จากส่วนนําข้อมูลเข้า ส่วนประมวลผลกลางจะประกอบไปด้วย 3 หน่วยหลักๆ คือ 2.1 หน่วยความจํา (Memory) ทําหน้าที่เก็บข้อมูลจากการนําเข้าหรือจากการประมวลผลของ คอมพิวเตอร์ หน่วยความจําแบ่งออกเป็น 2 ชนิด 2.2 หน่วยคํานวณ (Arithmetic & Logic) หลักการคํานวณของคอมพิวเตอร์มี 2 หลักการ คือ 1. การคํานวณ(Arithmetic&Logic)คือ การบวก ลบ คูณ หาร 2. การเปรียบเทียบ (Logical) เช่น การคํานวณหาค่าผลรวมของยอดกําไรขาดทุน และ การเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละหมวดแต่ละหมู่ 2.3 หน่วยควบคุม(Control Unit) ทําหน้าที่ในการควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร์และทํา หน้าที่ประสานงานการทํางาน ภายในและงานภายนอกของคอมพิวเตอร์ 3. ส่วนแสดงผลข้อมูล (Output Unit) ทําหน้าที่ในการแสดงผลจากการประมวลผลแล้วไปยังสื่อที่ แสดงผลลัพธ์ ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์ หรือเก็บไว้ที่หน่วยความจํา ได้ทั้งความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยํา และประหยัด เนื่องจากการเขียนคําสั่งเพียงครั้งเดียวสามารถทํางานซ้ําๆได้คราวละจํานวนมากๆ ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ 1. ประโยชน์ทางด้านการศึกษา คอมพิวเตอร์มีประโยชน์อย่างมากในด้านการศึกษาเช่น - สําหรับ เป็นอุปกรณ์ ในการค้นหาข้อมูล (ใช้คู่กับระบบเครือข่าย Internet) - การศึกษาออนไลน์ - การเก็บข้อมูลด้านการศึกษา จะเห็นได้ว่ายุคปัจจุบัน มีการเก็บข้อมูลการศึกษาผ่านคอมพิวเตอร์ เพราะ หากมีคอมพิวเตอร์แล้ว ต้นทุนการเก็บข้อมูลเป็นจํานวนมากๆ จะถูกกว่าการทําหนังสือ และง่ายต่อการ แจกจ่ายความรู้ ดังจะเห็นได้จากระบบ e-learning ที่มีการแบ่งปันข้อมูลด้านการศึกษาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 2. การใช้งานทางภาครัฐ คอมพิวเตอร์เริ่มมีบทบาทอย่างมากในภาครัฐ เพราะเป็นสื่อเก็บและแจกจ่ายข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ทะเบี ยนราษฎร์ ข้ อมูล เกี่ ยวกับ ทะเบีย นรถ , ประวัติ ประวัติอาชญากร , ระบบ ประกันสังคม , เก็บข้อมูลงานและอื่นๆอีกมากมาย


21

3. ประโยชน์ทางด้านธุรกิจ ในทางด้านธุรกิจ ในปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย และ สําคัญ ไม่แพ้ด้านอื่นๆ ตัวอย่างของความสําคัญของคอมพิวเตอร์ในด้านธุรกิจคือ - สถาบันการเงิน การออนไลน์ระบบ ATM การเก็บข้อมูลของลูกค้า - สายการบิน เก็บข้อมูล , สํารองที่นั่งผ่านการเชื่อมต่อจากอินเตอร์เน็ต 4. เพื่อความบันเทิง การเข้าสู้ระบบอินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง และอื่นอีกมากมาย นี้เป็นเพียงประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ใหญ่ๆที่ยกมาให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน กัน การใช้งาน คอมพิวเตอร์ เราควรใช้ประโยชน์ของมันให้คุ้มค่า อย่าใช้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง หลายคนใช้คอมพิวเตอร์ เพียง แค่ความบันเทิง หากมากจนเกินไปอาจเป็นข้อเสีย จงใช้งานมัน ให้เกิดประโยชน์อย่าใช้สิ่งที่มีประโยชน์ มากมาย แต่เป็นโทษต่อตัวเอง เพราะใช้ผิดวิธี


สรุป คอมพิ ว เตอร์ มี ค วามหมายว่ า เครื่ อ งคํ า นวณอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ที่ ส ามารถทํ า งานคํ า นวณผลและ เปรียบเทียบค่าตามชุดคําสั่งด้วยความเร็วสูง อย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ ซึ่งคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับ การพัฒนามาอย่างต่อเนื่องมาหลายร้อยปี จนกลายมาเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน ยุค ของคอมพิวเตอร์ถูกแบ่งออกเป็น 5 ยุค มีการวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์จนมาถึงยุคที่ 5 คือยุคปัจจุบัน คอมพิ วเตอร์มีส่วนประกอบที่ สําคั ญ 3 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และพีเพิลแวร์ คอมพิวเตอร์มี ประโยชน์มากมายหลายด้านทั้งในด้านการศึกษา ด้านภาครัฐ ด้านธุรกิจ และในด้านความบันเทิง ในปัจจุบันเราใช้คอมพิวเตอร์เพื่ออํานวยความสะดวกในชีวิตประจําวันมากมาย คอมพิวเตอร์จึงมี ความสําคัญอย่างมากต่อการดําเนินชีวิตของมนุษย์

22


บรรณานุกรม - http://www.thaigoodview.com/node/129966 ( วันที่สืบค้น : 22 ธันวาคม 2555 ) - http://www.zoneza.com ( วันที่สืบค้น : 24 ธันวาคม 2555 ) - http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/ubon/anocha_s/ipst2456/unit1_peopleware.htm ( วันที่สืบค้น : 24 ธันวาคม 2555 ) - http://computer.kapook.com/history.php ( วันที่สืบค้น : 6 มกราคม 2556 ) - http://www.pbps.ac.th/e_learning/combasic/comp.html ( วันที่สืบค้น : 6 มกราคม 2556 ) - http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/06/computer/web/web/yook1.htm (วันที่สืบค้น : 6 มกราคม 2556 )

23


คอมพิวเตอร