Page 1

1


2

3


หัวข้อปริญญานิพนธ์ โดย ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ สาขาวิชา ภาควิชา ปีการศึกษา

: : : : : : :

โครงการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค นางสาวพูลทิพย์ อุไรวงค์ อาจารย์โสมสุดา อมรวิทวัส อาจารย์อริสรา ทิพย์รัตน์ ออกแบบเซรามิกส์ เทคโนโลยีศิลปอุตสาหกรรม 2557 บทคัดย่อ

ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้นั้นเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย4 ภาค ซึ่งนาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะ การแสดงที่มีลักษณะวิจิตรงดงาม และยังเป็นศิลปะอันล�้ำค่าแสดงเอกลักษณ์ของชาติไทยที่งดงามควรแก่การรักษา และอนุรักษ์ไว้ ปัจจุบันมี บุคคลกลุ่มน้อยที่เห็นคุณค่า และให้ความส�ำคัญ ท�ำให้ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายต่อคนรุ่นหลัง นาฏศิลป์ไทยจึงเป็นที่นิยมลดลง ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นความส�ำคัญในการจัดท�ำปริญญานิพนธ์โครงการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ ไทย 4 ภาค โดยน�ำรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค ที่มีท่าร�ำที่อ่อนช้อย และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันตามลักษณะประจ�ำถิ่น ได้แก่ การแสดงร�ำกลองยาว (ภาคกลาง), การแสดงฟ้อนเล็บ (ภาคเหนือ), การแสดงโนรา (ภาคใต้) และการแสดงเซิ้งโปงลาง (ภาคอีสาน) ซึ่ง เป็นการแสดงศิลปะการร่ายร�ำที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตพื้นบ้าน และประเพณีแต่ละท้องถิ่น ซึ่งในขั้นตอนการผลิตนั้น ใช้เนื้อดินสโตนแวร์ (PBA, PAA) ขึ้นรูปผลิตภัณฑ์โดยการหล่อน�้ำดินแบบกลวง (Hollow Drain Casting) ตกแต่งด้วยเทคนิคการทาน�้ำดินสี เผาดิบที่อุณหภูมิ 800 องศา เซลเซียส ใช้เคลือบใสส�ำเร็จรูป แล้วน�ำไปเผาเคลือบที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส บรรยากาศการเผาแบบสันดาปสมบูรณ์ โครงการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค มีรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายวัยท�ำงาน มีส่วนช่วยในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จัก และน่าจดจ�ำ สร้างความประทับใจต่อกลุ่มเป้าหมาย โดยการถ่ายทอดออกมา ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกแสดงจุดเด่นของการแสดงในแต่ละภาค และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของสังคมไทย

4

5


บทที่ 1

บทน�ำ

ความเป็นมาและความส�ำคัญของปัญหา นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการแสดงที่มีลักษณะวิจิตรงดงาม และยังเป็นศิลปะอันล�้ำค่า แสดงเอกลักษณ์ของชาติไทยที่ได้รับ การสืบต่อกันมาแต่โบราณกาล จัดเป็นสิ่งที่งดงามทางศิลปวัฒนธรรมที่ควรแก่การรักษา และอนุรักษ์ไว้ ปัจจุบันมีบุคคลกลุ่มน้อยที่ เห็นคุณค่า และให้ความส�ำคัญ ท�ำให้ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายต่อบุคคลรุ่นหลัง นาฏศิลป์ไทยจึงเป็นที่นิยมลดลง นาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค นอกจากจะท�ำให้บันเทิงใจส�ำหรับมนุษย์แล้ว ยังเป็นการแสดงออกทางประเพณีศิลปวัฒนธรรม ที่ดีของชาติ และมีความส�ำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งยังสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของสังคม การ อนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค เป็นศิลปะการแสดงพื้นเมืองทางด้านประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา มีส่วนส�ำคัญต่อการส่งเสริมให้ ประเพณีศิลปวัฒนธรรมของชาติคงอยู่ และด�ำรงต่อไป เพราะการแสดงนาฏศิลป์ไทย 4 ภาค ล้วนมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้อง จานโชว์ลายประเพณีลอยกระทง ถิ่นในหลายลักษณะ ได้แก่ ศาสนา ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และการประกอบอาชีพของ คนในท้องถิ่น ดังนั้นการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค มีส่วนช่วยในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จักโดยการถ่ายทอด ออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งยังมีคุณค่าต่อสังคมไทยซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ การแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค มีท่าร�ำที่อ่อนช้อย และ เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามลักษณะประจ�ำถิ่น ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค คือ การแสดงร�ำกลองยาว (ภาคกลาง), การแสดงฟ้อนเล็บ (ภาคเหนือ), การแสดงโนรา (ภาคใต้), การแสดงเซิ้งโปงลาง (ภาคอีสาน) ซึ่งการแสดงแต่ละภาคนั้นเป็นการแสดง ศิลปะการร่ายร�ำที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตพื้นบ้าน และการละเล่นของแต่ละท้องถิ่น ผู้ศึกษาจึงสนใจจัดท�ำโครงการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค ให้มีรูปแบบที่ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายวัยท�ำงาน มีส่วนช่วยในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จัก และน่าจดจ�ำประทับใจต่อกลุ่ม เป้าหมาย มีเอกลักษณ์นาฏศิลป์ทั้ง 4 ภาคอย่างชัดเจน โดยได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค คือ การ แสดงร�ำกลองยาว (ภาคกลาง), การแสดงฟ้อนเล็บ (ภาคเหนือ), การแสดงโนรา (ภาคใต้), การแสดงเซิ้งโปงลาง (ภาคอีสาน) โดยน�ำ ลักษณะการแต่งกาย และท่าทางการฟ้อนที่เป็นเอกลักษณ์ในการแสดงศิลปะของแต่ละภาคมาใช้ออกแบบรูปร่าง และรูปทรงของ ผลิตภัณฑ์ให้มีลักษณะที่แสดงจุดเด่นของการแสดงทั้งการแต่งกาย และท่าทางการฟ้อนในแต่ละภาคได้อย่างชัดเจนให้เป็นของที่ระลึก สร้างความประทับใจต่อ กลุ่มเป้าหมาย และเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของสังคมไทย

ขอบเขตของการศึกษา แนวความคิดในการออกแบบ แนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค ให้ มีรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายวัยท�ำงาน มี ส่วนช่วยในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ เป็นที่รู้จัก และน่าจดจ�ำประทับใจต่อกลุ่มเป้าหมาย มีเอกลักษณ์นาฏศิลป์ทั้ง 4 ภาค อย่างชัดเจน โดย

ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ ไทยทั้ง 4 ภาค คือ การแสดงร�ำกลองยาว (ภาค กลาง), การแสดงฟ้อนเล็บ (ภาคเหนือ), การแสดง โนรา (ภาคใต้), การแสดงเซิ้งโปงลาง (ภาคอีสาน) โดยน�ำลักษณะการแต่งกาย และท่าทางการฟ้อนที่ เป็นเอกลักษณ์ในการแสดงศิลปะของแต่ละภาคมา ใช้ออกแบบรูปร่าง และรูปทรงของผลิตภัณฑ์ให้มี ลักษณะที่แสดงจุดเด่นของการแสดงทั้งการแต่งกาย 1

และท่าทางการฟ้อนในแต่ละภาคได้อย่างชัดเจน ให้เป็นของที่ระลึกสร้างความประทับใจต่อกลุ่มเป้า หมาย และเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ของสังคมไทย


บทที่ 2 ทฤษฎีที่ส�ำคัญและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการออกแบบตุ๊กตาเซรามิกส์ของที่ระลึกเพื่อ อนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค ได้ออกแบบโดยน�ำ องค์ประกอบทางศิลปะประยุกต์ในเรื่องของสีที่ปรากฏใน การแต่งกายของนาฏศิลป์ไทย 4 ภาค รูปร่าง-รูปทรงที่ใช้ใน เรื่องของภาพทั้ง 2 มิติ และ3 มิติ พื้นผิวที่เป็นส่วนของชิ้น งานที่มีพื้นผิวที่ต่างกัน เช่น บริเวณเสื้อผ้าเรื่องแต่งกายใน แต่ละภาคของชิ้นงาน และสัดส่วนของการออกแบบภาพ 2 มิติ และ3 มิติ ให้มีขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ รูปแบบของชิ้นงานสร้างความประทับใจต่อกลุ่มเป้าหมาย และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของสังคมไทย

ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกส�ำหรับตั้งโชว์จัดว่าเป็นของที่ระลึกประเภท ตกแต่ง เพราะนอกจากจะเป็นของที่ระลึกเพื่อสร้างความประทับ ใจเป็นของขวัญของฝากแล้ว ยังสามารถใช้ประดับตกแต่งบริเวณที่ ใช้ส�ำหรับตั้งโชว์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจะเป็นของที่ระลึกเพื่อตอบ สนองต้อความต้องการทางด้านจิตใจ อาจแสดงให้เห็นรูปแบบเฉพาะ ของท้องถิ่นหรือการน�ำเอารูปแบบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมาผลิตเป็น ของที่ระลึกเพื่อช่วยให้ระลึกถึงวัฒนธรรม สถานที่หรือเหตุการณ์นั้น ได้

2

3


การแสดงนาฏศิลป์ภาคกลาง (ร�ำกลองยาว) เชื่อกันว่ากลองยาวได้แบบอย่างมาจากพม่าในสมัยกรุงธนบุรีหรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยที่ไทยกับพม่า ก�ำลังท�ำสงครามกันเวลาพักรบพวกทหารพม่าก็เล่น "กลองยาว" กันสนุกสนาน พวกชาวไทยได้เห็นก็จ�ำแบบอย่างมาเล่นบ้าง แต่บางท่านก็เล่าว่ากลอง ยาวของพม่าแบบนี้มีชาวพม่าพวกหนึ่งน�ำเข้ามาเล่นในงานที่มีกระบวนแห่ เช่น บวช นาค ทอดกฐิน เป็นต้น และนิยมเล่นกันเป็นที่รื่นเริง สนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ และเล่นกันแพร่หลายไปแทบทุกหัวบ้านหัวเมือง วงหนึ่งๆ จะใช้กลองยาวหลายลูกก็ได้ เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงร่วมมี กลองยาว ฉิ่ง ฉาบเล็ก กรับ โหม่ง เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า "เถิดเทิง" หรือ "เทิงกลองยาว" ที่เรียกเช่นนี้เข้าใจว่าเรียกตามเสียงกลองที่ตี และตามรูป ลักษณะกลองยาว การแต่งกาย 1. ชาย นุ่งกางเกงขายาวครึ่งแข้ง สวมเสื้อคอกลม แขนสั้น เหนือศอก มีผ้าโพกศรีษะ และผ้าคาดเอว 2. หญิง นุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อทรงกระบอกคอ ปิด ผ่าอกหน้า ห่มสไบทับเสื้อ คาดเข็ม ขัดทับเสื้อ ใส่สร้อยคอ และ ต่างหู ปล่อยผมทัดดอกไม้

4

5


การแสดงนาฏศิลป์ภาคเหนือ (ฟ้อนเล็บ) ฟ้อนเล็บหรือเรียกกันว่า ฟ้อนครัวทาน ฟ้อนเมืองบ้าง ฟ้อนเล็บบ้าง ทั้งสามชื่อ นี้เป็นการฟ้อนชนิดเดียวกัน แต่เรียกไป ตามสถานการณ์ของการฟ้อน เช่น การ ฟ้อนครัวทาน คือ การฟ้อนน�ำขบวนแห่ ของชาวบ้านที่จัดขึ้นเรียกว่า “ครัวทาน” ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอัฐบริขาร (ตั้งแต่ ไม้กวาด หม้อน�้ำยา และเงินทอง) เพราะ ประเพณีทางเหนือนั้น เมื่อพ้นการท�ำนา แล้วชาวบ้านก็จะมุ่งท�ำบุญมีการบูรณะวัด เป็นต้น ถ้าหมู่บ้านใดบูรณะวัดเรียบร้อย แล้ว ก็นิยมบอกบุญไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ก็ให้ มาช่วยท�ำบุญฉลอง เช่น ฉลองโบสถ์ วิหาร เป็นต้น จึงเรียกว่า ฟ้อนครัวทานหรือฟ้อน เมือง สมัยโบราณจะหาดูได้ยากถ้าจะดูการ ฟ้อนที่สวยงาม และมีลีลาอันอ่อนช้อยต้อง เป็นฟ้อนของคุ้มเจ้าหลวง เพราะผู้ฟ้อน ส่วนมากล้วนแต่ฝึกหัดมาอย่างดี ใช้แสดง ประกอบพิธีเฉพาะในงานส�ำคัญในพระ ราชฐานเท่านั้นผู้ฟ้อนโดยมากล้วนแต่เป็น เจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในทั้งสิ้น การฟ้อน ครั้งส�ำคัญก็เมื่อคราวพระราชชายาเจ้า ดารารัศมีได้ทรงฝึกหัดเจ้านาย และหญิง สาวฝ่ายในฟ้อนถวายรับเสด็จฯ พระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

คราวเสด็จประภาสภาคเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2469 โดยครูนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรได้ ฝึกหัดจ�ำไว้ ภายหลังจึงได้น�ำสอน และมี การฝึกหัดสืบต่อมา เช่น เป็นการฟ้อนร�ำ ชนิดหนึ่งของไทยชาวเหนือ ตามลักษณะ ของผู้ฟ้อน ซึ่งแต่งตัวแบบไทยชาวเหนือ แล้วสวมเล็บยาวทุกคน โดยผู้ฟ้อนสวมเล็บ ยาวทุกนิ้วเว้นนิ้วหัวแม่มือแบบฉบับการ ฟ้อนที่ดีได้รักษากันไว้เป็นแบบแผนกันใน คุ้มเจ้าหลวง จึงเป็นศิลปะที่ไม่ค่อยจะได้ชม กันบ่อยนัก การฟ้อนชนิดนี้ได้มาเป็นที่รู้จัก แพร่หลายในกรุงเทพฯ คราวงานสมโภช พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ ช้างเผือก ใน รัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2470

6

เป็นอย่างดี จึงประทานให้หม่อมแส ซึ่งเป็น หม่อมของท่าน และมีความรู้เชี่ยวชาญใน ศิลปะการฟ้อนเป็นผู้ควบคุมการฝึกหัด ใน ระยะนี้ต้องใช้เวลาทั้งปรับปรุงท่าทาง เครื่อง แต่งกาย และดนตรีเพื่อความเหมาะสมเป็น ระเบียบเรียบร้อยเป็นแบบอย่างที่เชื่อถือได้ ในระหว่างการฝึกอบรมนี้ก็ได้มีการจัดการ แสดงต้อนรับแขกเมือง และให้ประชาชน ชมอยู่เสมอ เมื่อเจ้าแก้วนวรัฐได้พิราลัย (ตาย) ไปแล้ว การฟ้อนร�ำเหล่านี้จึงชะงัก ไป แต่ก็มีอยู่บ้างตามโรงเรียนต่างๆ และวัด แทบทุกวัด ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดชเสด็จประภาสจังหวัดเชียงใหม่ บรรดา ครู นักศึกษา ตลอดจนวัดต่างๆ ได้พากัน ต่อมาการฟ้อนแบบนี้ก็ซบเซาไปพักหนึ่งไม่ ฟื้นฟูการฟ้อนขึ้นอีกเพื่อเป็นการรับเสด็จฯ ค่อยจะได้ดูกันบ่อยนัก แต่ก็มีหัดฟ้อนกันขึ้น และต้อนรับพระราชอาคันตุกะที่มาเยือน เป็นครั้งคราว แต่การฟ้อน และลีลาต่างๆ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับความสนพระทัย ไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอน ทั้งนี้แล้ว และสนใจจากพระราชอาคันตุกะเป็นอันมาก แต่ครูผู้ฝึกจะด�ำเนินการสอนแบบไหน ทั้ง ปัจจุบันการฟ้อนชนิดนี้มีอยู่ตามวัดต่างๆ ท่าทาง และจังหวะการฟ้อน ฉะนั้นการฟ้อน และในหมู่นักเรียน นักศึกษา เพราะถือว่า ในระยะนี้จึงแตกต่างกันออกไปในปี พ.ศ. เป็นวัฒนธรรม ผู้แสดงแต่ละชุดของแต่ละ 2474 เจ้าหญิงบัวทิพย์ ณ เชียงใหม่ ธิดาของ หมู่บ้านจะใช้จ�ำนวนคนแตกต่างกันไปแต่ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ท่าน ที่นิยมกันมาก คือ จ�ำนวน 4 คู่ หรือ 8 คน เป็นผู้รักศิลปะทางนี้มาก จึงได้รวบรวมเด็ก และจะไม่เกิน 16 คน แต่ก็ไม่ได้ห้ามว่าเกิน หญิงในคุ้มให้ครูหลวงเป็นผู้ฝึกหัดในแบบ 16 คนไม่ได้ ข้อส�ำคัญต้องเป็นจ�ำนวนคู่ ต่างๆ ทั้งนี้เจ้าแก้วนวรัฐ ก็ให้การสนับสนุน

7


การแสดงนาฏศิลป์ภาคอีสาน (เซิ้งโปงลาง) โปงลางเดิมเป็นชื่อของโปงที่แขวนอยู่ที่คอ ของวัวต่าง โปงท�ำด้วยไม้หรือโลหะ ที่เรียก ว่าโปงเพราะส่วนล่างปากของมันโตหรือพอง ออก ในสมัยโบราณชาวอีสานเวลาเดินทาง ไปค้าขายยังต่างแดนโดยใช้บรรทุกสินค้า บนหลังวัวยกเว้นวัวต่างเพราะเป็นวัวที่ใช้ น�ำหน้าขบวนผูกโปงลางไว้ตรงกลางส่วนบน ของต่าง เวลาเดินจะเอียงซ้ายทีขวาทีสลับ กันไป ท�ำให้เกิดเสียงดัง ซึ่งเป็นสัญญาณ บอกให้ทราบว่าหัวหน้าขบวนอยู่ที่ใด และ ก�ำลังมุ่งหน้าไปทางไหนเพื่อป้องกันมิให้ หลงทาง ส่วนระนาดโปงลางที่ใช้เป็นดนตรี ปัจจุบันนี้พบมากที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียกว่า "ขอลอ" หรือ "เกาะลอ" ดังเพลงล้อส�ำหรับ

8

เด็กว่า "หัวโปก กะโหลกแขวนคอตีขอลอดั งไปหม่องๆ ชื่อ "ขอลอ" ไม่ค่อยไพเราะจึงมี คนตั้งชื่อใหม่ว่า "โปงลาง" และนิยมเรียกกัน มาจนถึงปัจจุบัน ไม้ที่น�ำมาท�ำเป็นโปงลาง ที่นิยมกัน ได้แก่ ไม้มะหาด และไม้หมาก เหลื่อม การเล่นท�ำนองดนตรีของโปงลางจะ ใช้ลายเดียวกันกับแคน และพิณ ลายที่นิยม น�ำมาจัดท่าประกอบการฟ้อน เช่น ลายลม พัดพร้าว ลายช้างขึ้นภู ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลายแมงภู่ตอมดอก ลายกาเต้นก้อน เป็นต้น การแต่งกาย ใช้ผู้แสดงหญิงล้วนสวมเสื้อ แขนกระบอกสีพื้น นุ่งผ้ามัดหมี่ ใช้ผ้าสไบ เฉียงไหล่ผูกโบว์ตรงเอว ผมเกล้ามวยทัด ดอกไม้ โอกาสที่แสดง งานมงคลต่างๆ งาน ต้อนรับชาวต่างชาติ

9


การแสดงนาฏศิลป์ภาคใต้ (โนรา) โนราหรือบางคนเรียกว่า “มโนห์รา” เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมมาก ที่สุดในภาคใต้ ลักษณะการเดินเรื่อง และ รูปแบบของการแสดงคล้ายละครชาตรีที่ นิยมเล่นกันแพร่หลายในภาคกลาง องค์ ประกอบหลักในการแสดงโนรา คือ เครื่อง แต่งกาย และเครื่องดนตรี เดิมการแสดง โนราจะใช้เนื้อเรื่องจากวรรณคดีเรื่องพระ สุธน-มโนราห์ เครื่องดนตรีของโนราส่วน ใหญ่เป็นเครื่องตีให้เครื่องจังหวะประกอบ ด้วย ทับ (โทนหรือทับโนรา) มี 2 ใบ เสียง ต่างกันเล็กน้อย ใช้คนตีเพียงคนเดียวเป็น

10

11

ตีที่ส�ำคัญที่สุด เพราะท�ำหน้าที่คุมจังหวะ และเป็นตัวน�ำในการเปลี่ยนจังหวะท�ำนอง ตามผู้ร�ำกลองท�ำหน้าที่เสริมเน้นจังหวะ และล้อเสียงทับ ปี่ โหม่งหรือฆ้องคู่ ฉิ่ง และแตระ การแต่งกาย เครื่องแต่งกายประกอบ ด้วย เทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะของ ตัวนายโรงหรือโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง เครื่องลูกปัดร้อยด้วยลูกปัดสีเป็นลายมีดอก ดวง ใช้ส�ำหรับสวมล�ำตัวท่อนบนแทนเสื้อ ปีกนกแอ่นหรือปีกเหน่ง ทับทรวงปีกหรือ หางหงส์ ผ้านุ่ง สนับเพลา ผ้าห้อยหน้า ผ้า ห้อยข้างก�ำไลต้นแขน-ปลายแขน และเล็บ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องแต่งกายของโนราใหญ่ หรือโนรายืนเครื่อง ส่วนเครื่องแต่งกายของ ตัวนางหรือนางร�ำเรียกว่า “เครื่องนาง” ไม่มีก�ำไลต้นแขนทับทรวง และปีกนกแอ่น โอกาสที่แสดง โดยทั่วไปมักจะแสดงใน งานเทศกาลนักขัตฤกษ์ งานมงคลทั่วไป หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ บางโอกาสก็ แสดงตามคติความเชื่อที่เป็นพิธีกรรมเพื่อ แก้บน ในพิธีโรงครูของครอบครัวที่มีเชื้อ สายตายายโนรา


ลวดลายผ้าซิ่นตีนจก และผ้ามัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนจก (อ่าน “ซิ่นตี๋นจก”) คือ ผ้าซิ่นที่ จัดท�ำลวดลายเป็นพิเศษที่ส่วนเชิง การจกจะใช้ด้าย หลายสีลวดลายสลับซับซ้อน สิ้นตีนจกประกอบ ด้วย 3 ส่วน คือ หัวสิ้น เป็นผ้าอีกชิ้นหนึ่งที่น�ำมา ต่อเป็นส่วนหัวหรือส่วนที่อยู่ตรงเอวของผู้นุ่ง หัวสิ้น นี้จะเป็นผ้าพื้นสีขาวหรือแดง ตัวสิ้น เป็นผ้าซิ่นใน ส่วนกลางทอเป็นลายขวาง สีที่พบมาก คือ สีเหลือง สลับกับสีแดงหรือดาแถบเล็กๆ ที่เรียกว่า สิ้นตาบ่า นาว (ซิ่นตามะนาว) หรือสิ้นตาหมู ส่วนล่างสุดของ ซิ่น คือ ตีนสิ้น ซึ่งเป็นส่วนเชิงที่ผู้มีฐานะจะใช้ตีน สิ้นที่ตกแต่งด้วยการจก การจกทาด้วยด้ายหลาย

สีมีลวดลายต่างๆ เช่น ลายนก ลายเขี้ยวหมา ลาย หงส์ดุม เป็นต้น ในการจกตีนสิ้นที่ซับซ้อนมาก ผ้า ที่มีสองสี คือ สีแดง และด�ำ รอยต่อของสีทั้งสอง อยู่ตรงกลางแบ่งครึ่งของสีทั้งสองพอดี ซึ่งเทคนิค การพุ่งด้ายสองสีพบที่กลุ่มคนเมืองที่ อ�ำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เมื่อพุ่งเส้นพุ่งสีดาผ่านเส้น ยืนไปครึ่งหนึ่ง ก็จะพุ่งสีแดงมาจากอีกด้านหนึ่งเพื่อ เกาะกันตรงกลาง คล้ายเทคนิคการล้วงของชาวไท ลื้อทาให้ผ้าพื้นมีสองสี และหนา ตีนจกยังแบ่งได้ เป็นส่วนๆ คือ จกส่วนบนที่พบจกเป็นลายนก ลาย สามเหลี่ยมหรือลายอื่นๆ ตอนกลางลายเป็นรูป สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ส่วนปลายล่างทาเป็นลายที่ มีเส้นต่อลงมาเรียกว่า หางสะเพา (อ่าน “หางสะ 12

เปา”) ในด้านลวดลายบนหน้าหมอนหก คือ หมอน ที่ใช้หนุนมีลักษณะอย่างกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า เย็บ เป็นช่อง 6 ช่อง ยัดด้วยนุ่น เป็นต้น ตัวหมอน และ ปลอกหมอนเป็นผ้าพื้นสีขาว หมอนที่ใช้หนุนเป็น ปกตินั้นไม่นิยมท�ำลายจกคงใช้เพียงผ้าสีแดงเท่านั้น เป็นด้านข้าง หมอนที่มีลายจกจะเป็นหมอนที่ใช้ รับแขกมากกว่า ในการจกลวดลายนั้นจะจกลายที่ ด้านข้างของหมอนเป็นหกช่องเป็นการจกที่มีขนาด เล็กกว่าสิ้นตีนจกลวดลายไม่ซับซ้อน

ผ้ามัดหมี่ ค�ำว่า "มัดหมี่" เป็นลักษณะของการ ประดิษฐ์ลวดลายให้เกิดบนผืนผ้าด้วยการใช้เชือกมัด เส้นไหมหรือฝ้ายส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีเวลาย้อม เป็นเปราะหลังจากการย้อมแล้วเมื่อตัดเส้นเชือกที่ มัดออกจึงเกิดลวดลายมัดหมี่ที่รู้จัก และท�ำกันใน ประเทศต่างๆ มี 3 ชนิด ได้แก่ 1. มัดหมี่เส้นพุ่ง 2. มัดหมี่เส้นยืน 3. มัดหมี่เส้นพุ่ง และเส้นยืน (ส�ำหรับประเทศไทยท�ำกันเฉพาะเส้นพุ่งเท่านั้น และ ท�ำกันมากในจังหวัดต่างๆ ทางภาคอีสาน) ผ้าไหมมัดหมี่เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่ง นิยมท�ำกันมานานแล้วในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และบางที่ในเขตภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี กาญจนบุรี ลพบุรี และ ชัยนาท วิธีการท�ำผ้ามัดหมี่ คือ การมัดด้ายให้เป็นลวดลายที่ เส้นพุ่งหรือเส้นยืนด้วยเชือกแล้วน�ำไปย้อมสี เพื่อให้ สี และลายตามก�ำหนด แล้วจึงน�ำมาทอเป็นผ้า ผ้า ไหมมัดหมี่ในไทยส่วนใหญ่นิยมทอผ้ามัดหมี่เส้นพุ่ง 13

แต่มีบางจังหวัดที่มีการท�ำผ้าไหมมัดหมี่โดยใช้เส้น ยืน ซึ่งได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ราชบุรี เพชรบุรี บางแห่งมีการทอผ้ามัดหมี่สลับการกับลาย ขิดเพื่อเพิ่มความงดงามให้แก่ผ้าไหมมากยิ่งขึ้น การทอผ้ามัดหมี่จะมีอยู่ทั่วไป 2 ลักษณะ คือ 1. การทอผ้ามัดหมี่ 2 ตะกรอ เป็นลายขัด ธรรมดาผ้าจะใช้ได้เพียงหน้าเดียว 2. การทอผ้ามัดหมี่ 3 ตะกรอ เป็นการทอ ผ้าลายสอง เนื้อผ้าจะแน่นสามารถใช้ผ้าได้ ทั้ง 2 ด้านโดยด้านหน้าจะให้สีสันสดใส และลวดลายชัด กว่าด้านใน ในปัจจุบันมีการทอผ้ามัดหมี่กันหลายรูปแบบ มีการดัดแปลงลายพื้นบ้านผสมกับลายโบราณที่ ถ่ายทอดสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ปัจจุบันผ้าไหมมัดหมี่ ได้มีการน�ำมาออกแบบเสื้อผ้าสตรี-บุรุษ ได้อย่าง สวยงาม และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะโดดเด่นมาก ผ้า ไหมมัดหมี่ที่มีการผลิตกันมาก และเป็นที่ต้องการ ของตลาด เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ลายต่างๆ ทั้ง 2 ตะ กรอ และ3 ตะกรอ ผ้าไหมมัดหมี่หน้านางธรรมดา ผ้าไหมมัดหมี่หน้านางประยุกต์ ผ้าไหมมัดหมี่หน้า นางพิเศษ ซึ่งแต่ละชนิดมีความยากง่ายในการมัด และทอต่างกัน ความสวยงามจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความประณีตของขบวนการมัดหมี่ และ การทอผ้า


บทที่ 3 วิธีด�ำเนินงาน ขั้นตอนในการด�ำเนินการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์ เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค มีวิธีในการด�ำเนินการศึกษารวบรวม ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ซึ่งรวบรวมเอกสาร ต�ำรา ภาพถ่าย และข้อมูลทางการตลาด และน�ำมาวิเคราะห์ เพื่อสร้างแนวคิดหลักใน การออกแบบ เมื่อได้แนวคิดหลักแล้วจึงด�ำเนินการออกแบบตามขั้น ตอนต่อไปนี้ 1 ขั้นตอนการออกแบบ และพัฒนารูปแบบ 2 ขั้นตอนการทดลองเนื้อดิน และเคลือบ 3 ขั้นตอนการผลิตผลงานตามกระบวนการทางเซรามิกส์ ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนารูปแบบ ศึกษาและรวบรวมข้อมูลแนวความ คิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของระลึกเพื่อ อนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค โดย ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ที่มีอยู่ในท้องตลาด และศึกษาข้อมูลเกี่ยว กับการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค ซึ่ง ศึกษาความเป็นมาลักษณะของการแสดง ท่าทางการเคลื่อนไหว และลักษณะการแต่ง กายที่แสดงเอกลักษณ์ของแต่ละภาค น�ำมา วิเคราะห์รูปแบบในการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค สร้างความประทับใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย การออกแบบ และพัฒนารูปแบบ โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ของระลึกเพื่อ อนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค ได้ แนวคิดมาจากนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค คือ การแสดงร�ำกลอง ภาคกลาง, การแสดง

ฟ้อนเล็บ ภาคเหนือ, การแสดงเซิ้งโปงลาง ภาคอีสาน, การแสดงโนรา ภาคใต้ ซึ่งการ แสดงนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค โดยแสดง เอกลักษณ์ลักษณะการแต่งกาย และการ เคลื่อนไหวของตัวแสดงที่ต่างกัน ในการ ออกแบบจะออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ตุ๊กตา เซรามิกส์ที่แสดงถึงลักษณะของเครื่องแต่ง กายของแต่ละภาคที่แตกต่างกัน และท่าทาง ของการแสดงนาฏศิลป์ในแต่ละภาค มีการใช้ ลวดลายของลายผ้าซิ่นตีนจกและลายผ้ามัด หมี่ ซึ่งจะใช้การเขียนสีด้วยน�้ำดินสีลงบนตัว ผลิตภัณฑ์เป็นลวดลายของผ้าซิ่นบนเครื่อง แต่งกายของผลิตภัณฑ์แต่ละภาคเพื่ออนุรักษ์ เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค ให้เป็นที่รู้จัก น่าจดจ�ำ และสร้างความประทับใจต่อกลุ่ม เป้าหมาย ขั้นตอนการร่างเส้นลาย 2 มิติ คือ การออกแบบในขั้นแรกจัดเป็นขั้นตอนการ 14

แบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 1

ออกแบบโดยร่างเส้นลายมาจากความคิด การสร้างลายเส้นนี้จะสร้าง เพื่อเป็นแนวทาง ของงานหรือเรียกได้ว่าเป็น ขั้นตอนในการ รวบรวมความคิดเพื่อน�ำไปพัฒนาผ่านการ ร่างเส้น

ในการออกแบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 1 ได้น�ำเอาลักษณะการแต่งกายของนัก แสดงนาฏศิลป์ในแต่ละภาคมาออกแบบ โดยชิ้นงานนั้นมีขนาดที่ยังไม่เหมาะ สมกับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก และรูปทรงยังไม่ลงตัว ท�ำให้ไม่มีจุดเด่นของ ผลิตภัณฑ์

15

วิเคราะห์ และสรุปผลการออกแบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 1 1. แนวความคิดในการออกแบบ ระยะที่ 1 น�ำลักษณะ ของนักแสดงนาฏศิลป์และภาคมาออกแบบให้มีลักษณะ ที่เหมือนนักแสดงจริง ท�ำให้มีขนาดไม่เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 2. รูปทรงในการออกแบบ ระยะที่ 1 น�ำรูปทรงท่าทาง ในการแสดงของนาฏศิลป์แต่ละภาคมาออกแบบรูปทรง ผลิตภัณฑ์ ยังไม่ได้สัดส่วนที่ถูกต้อง และเหมาะสมรูปทรง ในการแสดงท่าทางยังไม่ชัดเจน 3. ลวดลายในการออกแบบ ระยะที่ 1 รายละเอียด ลักษณะการแต่งกายยังไม่ชัดเจนท�ำให้ไม่สามารถเพิ่มจุด เด่นบนตัวผลิตภัณฑ์ได้


ในการออกแบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 3 ได้มี การปรับรูปร่างรูปทรง และสัดส่วนให้มีความ เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ มีการลงสีเพื่อให้ มองเห็นภาพของชิ้นงาน และใส่รายละเอียด ของลวดลายให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น มีการปรับ ท่าทางของบุคลิกการแสดงทั้ง 4 ภาค ให้ดู คงความเอกลักษณ์ของแต่ละภาค แบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 2

วิเคราะห์ และสรุปผลการออกแบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 2 1. แนวความคิดในการออกแบบ ระยะที่ 2 น�ำลักษณะของนักแสดง นาฏศิลป์ไทย4 ภาคมาออกแบบ ปรับให้มีขนาดที่เหมาะสมกับขนาด ของของที่ระลึก แต่บุคลิกยังไม่ชัดเจน 2. รูปทรงในการออกแบบ ระยะที่ 2 น�ำรูปทรงท่าทางในการแสดง ของนาฏศิลป์แต่ละภาคมาออกแบบรูปทรงผลิตภัณฑ์ให้มีท่าทางด้าน การแสดงมากขึ้น สัดส่วนยังไม่ลงตัว ท่าทางในการแสดงแข็งเกินไป 3. ลวดลายในการออกแบบ ระยะที่ 2 รายละเอียดลักษณะการแต่ง กายนาฏศิลป์แต่ละภาคชัดเจนขึ้น รายละเอียดในส่วนของลวดลายผ้า เห็นภาพชัดเจนขึ้น 16

ในการออกแบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 2 ได้น�ำเอาลักษณะการแต่ง กายของนักแสดงนาฏศิลป์ในแต่ละภาคมาออกแบบ โดยมีการ ปรับเปลี่ยนขนาดของชิ้นงานให้มีขนาดที่เหมาะกับของที่ระลึก แต่ สัดส่วนของชิ้นงานยังไม่ดี และท่าทางบุคลิกยังดูแข็ง และมีการ เพิ่มรายละเอียดของลายผ้าให้เห็นชัดเจนมากขึ้น

วิเคราะห์ และสรุปผลการออกแบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 3 1. แนวความคิดในการออกแบบ ระยะ ที่ 3 เพิ่มบุคลิกของนาฏศิลป์ภาคเด่นชัดมาก ขึ้น ให้คงความอ่อนช้อยตามการแสดงของ แต่ละภาค 2. รูปทรงในการออกแบบ ระยะที่ 3 น�ำรูปทรงท่าทางในการแสดงของนาฏศิลป์ แต่ละภาคมาออกแบบรูปทรงผลิตภัณฑ์ สัดส่วนดูลงตัวมากขึ้น และปรับท่าทางให้ดู เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาค 3. ลวดลายในการออกแบบ ระยะที่ 3 รายละเอียดลักษณะการแต่งกายชัดเจน มากขึ้น มีการลงสีเพื่อให้เห็นภาพจริงของ ลวดลาย เมื่อได้แบบร่าง 2 มิติ ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ และมี ความเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ซึ่งมีรูปทรงขนาดที่เหมาะสม และแสดงเอกลักษณ์นาฏศิลป์แต่ละภาคได้เด่นชัดแล้วน�ำแบบร่าง 2 มิติ ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ เข้าสู่กระบวนการร่างแบบ 3 มิติ ต่อไป 17

แบบร่าง 2 มิติ ระยะที่ 3


ขั้นตอนการสร้างแบบ 3 มิติ คือ การน�ำแบบร่าง 2 มิติ มาสร้างเป็น 3 มิติ เพื่อ ตรวจดูรายละเอียดในมุมต่างๆ ทั้งท่าทาง และรูปทรง การจัดวางองค์ประกอบ ความเหมาะสมในการใช้งาน และปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์แบบของตัว ผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ และสรุปแบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 1 1. แนวความคิดในการออกแบบระยะที่ 1 ท�ำการปั้นทรงลักษณะให้มี เอกลักษณ์การแสดงของแต่ละภาค และลงสีลวดลายผ้าให้มองเห็นรายละเอียด ของชิ้นงาน สร้างชิ้นงานให้น่าสนใจ และดูมีความอ่อนช้อย 2. รูปทรงในการออกแบบระยะที่ 1 รูปทรงสัดส่วนยังไม่ดี ไม่มีความอ่อนช้อย ท�ำให้ขาดความน่าสนใจ และลักษณะท่าทางการร�ำยังดูแข็งเกินไปไม่มีความอ่อน ช้อย ท�ำให้ยังมองไม่เห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ 3. ลวดลายในการออกแบบระยะที่ 1 มีการเขียนรายละเอียดของลวดลายผ้า ลงบนบนชิ้นงาน เพื่อให้เห็นภาพผลิตภัณฑ์จริง และเพิ่มรายละเอียดบนตัวชิ้นงาน เพื่อให้งานดูน่าสนใจมากขึ้น

วิเคราะห์ และสรุปแบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 2 1. แนวความคิดในการออกแบบระยะที่ 2 ปรับรูปทรงสัดส่วนให้มี ความเหมาะสมและถูกต้อง เพื่อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 2. รูปทรงในการออกแบบระยะที่ 2 มีขนาดสัดส่วน และรูปทรง ที่ดีขึ้น แต่ความเรียบร้อยของเนื้องานยังไม่เรียบร้อยต้องเพิ่มลักษณะ ท่าทางให้ดูอ่อนช้อยมากขึ้น 3. ลวดลายในการออกแบบระยะที่ 2 มีการเพิ่มรายละเอียดของ เนื้องานในส่วนของรอยยับของผ้าต่างๆ ให้ดูชัดเจนมากขึ้น ในการออกแบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 2 รูปทรงของชิ้นงานดีขึ้น แต่ยังขาด รายละเอียดของชิ้นงาน และและความเรียบร้อยบนตัวผลิตภัณฑ์ ต้อง ปรับสัดส่วนของชิ้นงาน และเพิ่มรายละเอียดบนตัวชิ้นงานให้ดูน่าสนใจ มากกว่านี้

ในการออกแบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 1 รูปทรง และสัดส่วนของชิ้นงานมีขนาดที่ ไม่เหมาะสม และรูปทรงของตัวชิ้นงานมีลักษณะที่อ้วนเกินไป ขาดเอกลักษณ์ ความอ่อนช้อย และคุณค่าของชิ้นงาน และต้องเพิ่มรายละเอียดของเนื้องานให้ดู เรียบร้อย แบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 1

18

19

แบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 2


วิเคราะห์ และสรุปแบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 3 1. แนวความคิดในการออกแบบระยะที่ 3 ปรับขนาดสัดส่วน และรูปทรงของชิ้นงานให้ดูลงตัวมากขึ้น เพิ่มรายละเอียดส่วนของ เครื่องแต่งกายให้ดูชัดเจนมากขึ้น 2. รูปทรงในการออกแบบระยะที่ 3 สัดส่วนและรูปทรงของชิ้น งานดูเหมาะสมมากขึ้น และรูปทรงของตัวชิ้นงานดูอ่อนช้อย และ แสดงเอกลักษณ์ชัดเจนมากขึ้น 3. ลวดลายในการออกแบบระยะที่ 3 มีการเพิ่มรายละเอียด เครื่องแต่งกายบนตัวชิ้นงานให้งานดูน่าสนใจ มีความชัดเจนแสดง เอกลักษณ์ของแต่ละภาคชัดเจน

แบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 3

ในการออกแบบร่าง 3 มิติ ระยะที่ 3 ขนาดสัดส่วน และรูปทรง เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ รายละเอียดของเครื่องแต่งกายในแต่ละภาค การแสดงดูเด่นชัด และแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละภาคได้ชัดเจน รูป ทรงท่าทางดูอ่อนช้อย และเพิ่มคุณค่าให้กับชิ้นงาน

แบบร่าง 3 มิติ ที่ผ่านการคัดเลือก

การวิเคราะห์ และปรับปรุงรูปแบบ คือ การพิจารณาพัฒนาคัดเลือกรูปแบบที่เหมาะสมจากการที่ออกแบบได้แล้ว มาพัฒนารูปทรง ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย และมีการเพิ่มเติมตรงส่วนที่เป็นลวดลายให้สวยงามเพิ่มขึ้น และน�ำรูปแบบของงานที่ออกแบบที่เลือกไว้แล้ว มาปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยังบกพร่องให้เป็นแบบที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อน�ำไปผลิตจริง เมื่อได้แบบร่าง 3 มิติ ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ และมีความเหมาะสมเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก และแสดงเอกลักษณ์ นาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาคแล้ว จึงน�ำแบบร่าง 3 มิติ ไปก�ำหนดขนาด และท�ำการเขียนแบบ เพื่อการผลิตขั้นตอนการท�ำต้นแบบ และพิมพ์ ประกอบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป 20

21


การทดลองน�้ำดินสีแบบสามเหลี่ยม (Triaxial Blend) เป็นการทดลอง เพื่อทดสอบหาน�้ำดินสี โดยจะเกิดสีต่างๆ ที่มีอัตราส่วนของการผสมสี 3 สี ตามตารางด้านบน โดยนับจากจุดมุมแล้วไล่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในทิศทวนเข็มนาฬิกา โดยการแทนค่าในต�ำแหน่งจุดมุมของตาราง สามเหลี่ยม ดังนี้

A อ่านค่าแทนด้วย สีแดง (GS-2805) B อ่านค่าแทนด้วย สีเหลือง (Sunflower) C อ่านค่าแทนด้วย สีน�้ำเงิน (MP-8051)

ผลการทดลองน�้ำดินสีที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส ระยะที่ 1 สูตรที่ 1

ผลการทดลองน�้ำดินสีที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส ระยะที่ 2 สูตรที่ 2

22

23


สรุปขั้นตอนการออกแบบและการพัฒนารูปแบบ ศึกษา และรวบรวมข้อมูล

สรุปขั้นตอนการทดลองเนื้อดินและเคลือบ ขั้นตอนการทดลองเนื้อดิน และเคลือบ

ออกแบบ และพัฒนารูปแบบ ออกแบบร่าง และพัฒนาแบบร่าง 2 มิติ สร้างแบบร่าง 3 มิติ และพัฒนารูปทรง 3 มิติ การวิเคราะห์รูปแบบ

ข้อมูลด้านเนื้อดิน

ข้อมูลด้านเคลือบ

การทดลองเนื้อดิน

การทดลองเคลือบ

วิเคราะห์สมบัติ และปรับปรุงเนื้อดินให้มี ความเหมาะสม

ทดสอบคุณสมบัติของน�้ำดินสี

เลือกสีเคลือบที่เหมาะสมมาใช้กับงาน

การปรับปรุงรูปแบบ การเขียนแบบ 24

สรุปผลการทดลอง 25


26 27

น�ำเสนอผลงานส�ำเร็จ

เผาเคลือบอุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส

เคลือบชิ้นงาน

เผาดิบอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส

ตกแต่งชิ้นงานด้วยน�้ำดินสีก่อนเผาดิบ

หล่อชิ้นงาน

ท�ำแม่พิมพ์

สร้างต้นแบบ

ขั้นตอนการผลิตผลงานตามกระบวนการทางเซรามิกส์

สรุปขั้นตอนการผลิตผลงานตามกระบวนการทางเซรามิกส์


บทที่ 4 ผลการด�ำเนินงาน การด�ำเนินงานในครั้งนี้ วัตถุประสงค์การออกแบบผลิตภัณฑ์ ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค มีแนวความคิด มาจากศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาค ออกแบบโดย การน�ำเอาท่าทางการฟ้อนและการแต่งกายมาออกแบบให้อยู่ในรูป แบบของที่ระลึกตุ๊กตาเซรามิกส์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์เผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และสร้างความประทับ ใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย การด�ำเนินงานครั้งนี้แบ่งล�ำดับขั้นตอนออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดของวิธีการด�ำเนินงาน ดังนี้ 1 ขั้นตอนการเตรียมเนื้อดิน 2 ขั้นตอนการเตรียมน�้ำเคลือบ 3 ขั้นตอนการผลิตผลงานตามกระบวนการทางเซรามิกส์

28

29


ข้อมูลด้านเนื้อดิน เนื้อดินชนิดสโตนแวร์ (Stoneware) โดย ทั่วไป หมายถึง ดินที่ขุดพบในแหล่งธรรมชาติที่มีความทนไฟสูง 1,200 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ดินสโตนแวร์เป็นดินส�ำเร็จรูปเผาในอุณหภูมิสูงที่ ผสมไว้โดยธรรมชาติ คือ มีวัตถุดิบที่เป็นตัวหลอมละลายปนอยู่ในดิน ปริมาณเพียงพอ เนื้อดินมีความเหนียว และมีทรายปนอยู่ในปริมาณ มาก จึงเป็นดินที่มีส่วนประกอบของวัตถุดิบทั้ง 3 ชนิดครบ ด่าง กลาง และกรด ตัวทนไฟไม่ต้องผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่นเพิ่มก็สามารถนามาขึ้น รูปได้ทันที เหมาะส�ำหรับการเผาในอุณหภูมิสูง ดินแต่ละแหล่งมีความ แตกต่างกันไป บางชนิดมีความเหนียวมากบางชนิดมีความเหนียวน้อย เมื่อเผาแกร่งถึงจุดสุกตัวแล้วดูดซึมน�้ำต�่ำไม่เกิน 3 % เนื้อ ดินเป็นสีทึบแสง มีสีแตกต่างกันไปตั้งแต่สีขาวอมเหลือง สีเทา และสี น�้ำตาล บางครั้งมีจุดสีด�ำในเนื้อดิน ท�ำให้ดูแปลกกว่าเนื้อดินชนิดอื่น มีทั้งจุดละเอียด และจุดหยาบ ใช้น�้ำเคลือบที่เผาในอุณหภูมิสูงสุกตัว พร้อมกับเนื้อดิน คุณภาพของน�้ำยาเคลือบดีกว่าเคลือบอุณหภูมิต�่ำ มีผิว สัมผัสน่าใช้ และผิวเคลือบแข็งทนทานท�ำให้เนื้อดินแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์มีทั้งชนิดเคลือบ และชนิดไม่เคลือบ ดินสโตนแวร์ที่ดีต้องมี ช่วงการเผายาว และสามารถเผาแบบสันดาปไม่สมบูรณ์หรือรีดักชันโดย ไม่ยุบตัว ผลิตภัณฑ์เนื้อดินสโตนแวร์ (Stoneware) จ�ำแนกออกได้เป็น หลายประเภท คือ 1. สโตนแวร์จากดินธรรมชาติชนิดเดียว 2. สโตนแวร์เนื้อละเอียด 3. สโตนแวร์เนื้อวิเทรียส (เครื่องสุขภัณฑ์) 4. สโตนแวร์ใช้ในเตาอบ และผลิตภัณฑ์ทนเปลวไฟ

30

วัตถุดิบในการเตรียมดินหล่อ 1. ดินขาว (Kaolin) เป็นวัตถุดิบที่มีความบริสุทธิ์ ท�ำให้เนื้อดินมีสี ขาวหลังการเผา ช่วยให้สีเคลือบหลังการเผาสวยงาม ดินขาวช่วยใน การหดตัวขณะที่ปล่อยผลิตภัณฑ์ให้แห้งในแบบพิมพ์ได้ดี ช่วยให้น้าดิน หล่อแบบแห้งเร็ว เปรียบเสมือนเนื้อของผลิตภัณฑ์ซึ่งเหมาะสาหรับท�ำ ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสีขาว ทุกชนิด ดินขาวที่ขุดขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรม ต่างๆ มีอยู่ 3 ชนิด คือ ดินขาวที่มีความบริสุทธิ์ และมีความทนไฟสูง สามารถนามาใช้ท�ำผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาได้ และดินขาวอีกชนิด หนึ่งเป็นเกรดของฟิลเลอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ ทาสียาง ยาฆ่า แมลง ปุ๋ย และอื่นๆ โดยใช้ดินขาวที่มีเนื้อสีขาวบริสุทธิ์ตามผลวิเคราะห์ ทางเคมี แต่ไม่ได้น�ำไปเผาผ่านความร้อนในกระบวนการผลิต และ ดินขาวที่เป็นดินสอพองซึ่งไม่ใช่ดินขาว แต่เป็นปูนขาวชอล์ก (Chalk) หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCo3) เกิดจากผลึกของหินปูนตาม ธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นผลึกละเอียดสีขาว บางครั้งเป็นสีอมชมพู และ น�้ำตาลอ่อน ซึ่งใช้เป็นเนื้อดินปั้นขึ้นรูปไม่ได้ แต่ใช้ผสมท�ำปูนซีเมนต์ 2. ดินด�ำ (Ball Clay) เป็นวัตถุดิบที่ช่วยให้เกิดความเหนียว ช่วยให้ น�้ำดินหล่อแบบเกิดการไหลตัวดี ท�ำให้ส่วนผสมต่างๆ ในเนื้อดินยึด เกาะกันได้ดี ขึ้นรูปได้ง่ายทาหน้าที่คล้ายกาว ผลิตภัณฑ์ที่แห้งมีความ แข็งแกร่งหยิบยก และเคลื่อนย้ายได้โดยไม่เปราะแตกง่าย ดินด�ำที่มีเนื้อ ละเอียดหลังการเผาเป็นสีขาว และมีความทนไฟ 1,300 องศาเซลเซียส โดยไม่บิดเบี้ยวมักเป็นดินที่มีคุณภาพดี นิยมน�ำมาใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ สีขาว เช่น ปอร์ซเลน โบนไชน่า และไวท์เอิร์ทเทินแวร์ส่วนดินดาทั่วไป ที่คุณภาพปานกลางมีทรายเจือปนอยู่ค่อนข้างมาก ใช้ท�ำเนื้อดินขึ้นรูป ด้วยแป้นหมุนท�ำท่อน�้ำดินเผาหรือผสมในเนื้อดินทากระเบื้องปูพื้น

31


การจ�ำแนกตามลักษณะของเคลือบ เคลือบใส (Clear Glaze) การเตรียมเคลือบ ใสท�ำได้โดยการลดส่วนผสมของอะลูมินา แล้วเพิ่มสารฟลักซ์ เช่น บอแร็กซ์ โซดาแอช สังกะสี รูไทล์หรือเหล็กออกไซด์ลงในเนื้อ เคลือบ ผิวนอกของเคลือบใสจะมันวาว และ แสงส่องผ่านลงไปถึงเนื้อผลิตภัณฑ์ได้ จุด ประสงค์ของการใช้เคลือบใส เพื่อเปิดให้เห็น ลักษณะของพื้นผิวเนื้อดินบนผลิตภัณฑ์หรือ เพื่อให้แลเห็นลวดลายของสีใต้เคลือบที่เขียน บนผิวผลิตภัณฑ์

32

เคลือบทึบ (Opaque Glaze) สามารถปิดบัง เนื้อผลิตภัณฑ์ไว้ คือ จะมองไม่เห็นสีของ เนื้อดินเลย วิธีการท�ำให้เคลือบทึบแสงมีสอง วิธี คือ การเพิ่มสารทึบแสงลงในเนื้อเคลือบ สารทึบแสง ได้แก่ ออกไซด์ของดีบุก และ ออกไซด์ของเซอร์โคเนียม และอีกวิธี คือ การสร้างผลึกในเนื้อเคลือบหรือการท�ำให้ เนื้อเคลือบเกิดความด้าน ท�ำให้แสงที่ตกกระ ทบบนเนื้อเคลือบหักเหในลักษณะที่ไม่เป็น ระเบียบ ท�ำให้แลดูเกิดการทึบตันได้ สารที่ นิยมใส่ลงในเนื้อเคลือบ ได้แก่ ไทเทเนียม ออกไซด์

เคลือบด้าน (Matt Glaze) เป็นเคลือบที่ น่าสนใจตรงที่พื้นผิวของเคลือบมีลักษณะ ด้านเนียนมีความแข็งแกร่ง และทนทาน ความด้านของเคลือบเกิดจากจ�ำนวน ผลึกเล็กๆ จ�ำนวนมากในน�้ำเคลือบ ซึ่งไม่ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าผลึกเหล่านี้มี ผลท�ำให้แสงที่สะท้อนออกจากพื้นผิวเคลือบ กระจัดกระจายไปอย่างไม่เป็นระเบียบ ท�ำให้ เราไม่เห็นแสงที่สะท้อนกลับออกมาของ พื้นผิวผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน เคลือบด้าน สามารถเตรียมได้ด้วยการเพิ่มสารอะลูมินา ซิลิกา แคลเซียมออกไซด์ แมกนีเซียมหรือ แบเรียม นอกจากนี้ยังสามารถทาให้เคลือบ ด้านได้อีกหลายวิธี เช่น การเผาที่ปล่อยให้ เคลือบเย็นตัวลงอย่างช้าๆ ประโยชน์ของ เคลือบด้านต่อหน้าที่ใช้สอย คือ ท�ำให้ผู้ใช้ ภาชนะสามารถหยิบจับภาชนะที่เคลือบแล้ว ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ยังลดความมันวาว และการสะท้อนแสงของเคลือบลง ท�ำให้เกิด ความรู้สึกสากขึ้น และแข็งแรง 33


ขั้นตอนการผลิตผลงานตามกระบวนการทางเซรามิกส์ ขั้นตอนการท�ำต้นแบบ วัตถุดิบที่ส�ำคัญในการท�ำ ต้นแบบในกระบวนการทางเซรามิกส์ คือ ปูนปลาสเตอร์ โดยการท�ำต้นแบบตุ๊กตา เซรามิกส์ จะใช้เป็นปูนปลาสเตอร์ยิปซัม (Gypsum Plaster) ซึ่งท�ำจากแร่ยิปซัม ได้จากธรรมชาติค่อนข้างบริสุทธิ์ แข็งตัวเร็ว สีขาว มีความแข็งแกร่ง พรุนตัวสูง ดูดซึมน�้ำ ได้ดี และนิยมใช้ในวงการเซรามิกส์ การผสมปูนปลาสเตอร์นั้นถือว่า เป็นเรื่องส�ำคัญในการท�ำพิมพ์ เพราะ คุณภาพของพิมพ์จะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ อัตราส่วนของปูนปลาสเตอร์กับน�้ำ และวิธี ผสมปูนเป็นส�ำคัญดังนั้นจึงจ�ำเป็นที่จะต้อง รู้จักวิธีการผสมปูนปลาสเตอร์ เพื่อจะได้งาน ที่สมบูรณ์เท่าเทียมกันในทุกๆ ครั้งที่มีการ ผสม ซึ่งมีวิธีการ 3 วิธี คือ วิธีที่ 1 โดยการประมาณ ต้องใส่น�้ำลงไปใน ภาชนะ เช่น โดยประมาณดูว่าน�้ำนั้น เมื่อ ผสมกับปูนปลาสเตอร์แล้วจะได้ปริมาณ เพียงพอกับความต้องการ แล้วใช้มือทั้งสอง กอบปูนปลาสเตอร์โรยลงไปบนผิวน�้ำอย่าง รวดเร็วไปทั่วภาชนะนั้นจนกว่าปูนสูงขึ้น เกือบถึงผิวน�้ำให้หมดจึงกวนให้เข้ากัน เวลา ที่ใช้งานในการผสมปูนนี้ต้องท�ำอย่างรวดเร็ว ประมาณ 1-2 นาที เท่านั้น ถ้านานเกินไป

ปูนจะแข็ง และเสียได้ก่อนที่จะน�ำไปใช้งาน วิธีที่ 2 โดยการตวงปริมาตร วิธีนี้เหมาะ กับงานที่ทราบปริมาณที่แน่นอนอยู่แล้ว เช่น การหล่อรูปจากพิมพ์เดียวกันจานวน มาก และต้องการให้ปูนปลาสเตอร์มีความ แข็งเท่ากันทุกครั้ง โดยตวงน�้ำเตรียมไว้ตาม อัตราส่วน ดังนี้ ใช้อัตราส่วนของน�้ำต่อ 100 ส่วน ของ ปูนปลาสเตอร์ 1. พิมพ์หล่อ (Casting Mold) น�้ำ 70-90 ต่อปูน 100 ส่วน 2. ใช้เครื่องกลึง (Jigger) น�้ำ 60-78 ต่อปูน 100 ส่วน 3. พิมพ์กด (Pressing) น�้ำ 35-45 ต่อปูน 100 ส่วน วิธีที่ 3 โดยการชั่งน�้ำหนัก เป็นวิธีที่ละเอียด แน่นอน และมีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งเหมาะ สมกับงานที่ต้องการความประณีต แต่ต้อง เสียเวลาในการชั่งน�้ำหนัก อัตราส่วนผสม ปูนปลาสเตอร์ต่อน�้ำ ในการหล่อแบบพิมพ์ ต่างๆ มีดังนี้ 1. ถ้าใช้หล่อรูปต้นแบบ ใช้ปูนปลาสเตอร์ 10 ก.ก. ผสมน�้ำ 3-4 ก.ก. 2. ถ้าใช้ท�ำแบบหล่อสลิป ใช้ปูนปลาสเตอร์ 10 ก.ก. ผสมน�้ำ 6-7 ก.ก. 34

1

7

5

3. ถ้าใช้ท�ำแบบหล่อทั่วไป ใช้ปูนปลาสเตอร์ 10 ก.ก. ผสมน�้ำ 7-8 ก.ก.

3

การก่อตัวของปูนปลาสเตอร์จะแข็งเร็วหรือ ช้าย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของปูนปลาสเตอร์ และปริมาณของน�้ำที่ใช้ผสมด้วย ถ้าใช้น�้ำ น้อยจะแข็งเร็ว ถ้าใช้น�้ำมากจะแข็งช้า ซึ่ง ตามปกติจะก่อตัวภายใน 5 นาที แล้วเริ่ม แข็งขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 30-40 นาที ก็จะถอด แบบได้ แต่ยังไม่แข็งเต็มที่ ต้องปล่อยไว้ 3-7 วัน จนน�้ำระเหยออกหมดแล้ว จึงแห้ง แข็งแกร่งเต็มที่

2 8 4

1. ฟองน�้ำ 2. แผ่นเหล็กปาดดิน 3. ไม้ขูดปูน

6

4. เหล็กขูดขึดลาย

7. ไม้ปาดแต่งดิน

5. ไม้ปั้น

8. ลวดตัดดิน .

6. ไม้แต่งดิน

35


ประโยชน์ของปูนปลาสเตอร์ ปูนปลาสเตอร์ที่น�ำมาใช้ในงานเซรามิกส์มีต่อไปนี้ 1. ใช้ท�ำตัวต้นแบบ (Model or Prototype) 2. ใช้ท�ำแบบพิมพ์ (Mold or Working Mold) 3. ใช้ท�ำส่วนที่บังคับพิมพ์หรือแม่พิมพ์ (Case Mold or Block Mold) 4. ปูนปลาสเตอร์ ที่นามาใช้ในงานเซรามิกส์นั้น ถ้ามีการผสมน�้ำกับปลาสเตอร์ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ดีที่สุดของในการใช้งาน 5. ท�ำแบบพิมพ์หล่อสลิป (Slip Casting Mold) นั้น จะมีอายุการใช้งานราวๆ 60-120 ครั้ง 6. ถ้าท�ำแบบพิมพ์ขึ้นรูปด้วยใบมีด 200-300 ครั้ง 7. ถ้าขบวนการผลิตแตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าผลิตด้วยตัวเครื่องอัตโนมัติจะสามารถใช้งานได้ถึง 300-400 ครั้ง คุณสมบัติของแบบปลาสเตอร์ที่ดี 1. สามารถรักษาส่วนละเอียดต่างๆ ของแม่แบบไว้ได้อย่างดี 2. แบบที่ดีนั้นจะมีความคงทนทั้งคุณสมบัติทางเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพ เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตามสภาพของวัตถุดิบที่ นามาใช้ (Plaster) 3. เราสามารถผลิตแบบ (Mold) ให้มีความสามารถดูดซับน�้ำได้ตามที่ต้องการรูพรุนในเนื้อแบบไม่ดูดยึดเนื้อดินไว้แน่น ท�ำให้ ผลิตภัณฑ์ (Clay ware) หลุดจากแบบได้ง่าย 4. แบบที่ดีจะต้องมีผิวด้านในเรียบ (ด้านที่จะต้องดูดซับน�้ำดิน) ไม่มีคราบสบู่เหลวบางๆ คล้ายฟิล์มมาปิดกั้น มีความคงทน 5. สามารถรักษาคุณสมบัติที่มีทางเคมี และกายภาพของแบบนั้นๆ ให้มีความคงสม�่ำเสมอ 6. วัสดุที่มีคุณสมบัติเป็นวุ้น (Slip) ไม่สามารถเข้าไปอุดรูพรุนในแบบได้ง่ายๆ 7. แบบที่ดีจะต้องมีราคาถูกด้วย อีกทั้งนี้ต้องค�ำนึงถึงการผลิตในอุตสาหกรรมเป็นหลัก

ต้นแบบปูนพลาสเตอร์

36

การสร้างต้นแบบ (Prototype) ต้นแบบหรือ เหลา ตลอดจนกระดาษทรายน�้ำส�ำหรับการ Modeling มีความหมายเดียวกัน คือ หุ่น เก็บรายละเอียดของต้นแบบ และการขัดพื้น หรือแบบที่สร้างขึ้นเหมือนของจริงหลังจาก ผิวของต้นแบบให้เรียบ และสวยงาม ที่เราได้ออกแบบแล้ว ต้นแบบจะต้องสร้าง ขึ้นใหญ่กว่าของจริง จะใหญ่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการหดตัวของเนื้อดินเมื่อเผาแล้ว ต้นแบบที่จะสร้างขึ้นด้วยวิธีการกลึงหรือ การเหลาด้วยเครื่องมือหลายอย่างตามแต่ ที่เราจะน�ำมาใช้ให้เหมาะสม เช่น เครื่องมือ ส�ำหรับแกะ ใบเลื่อยเหล็กเก่าๆ ส�ำหรับการ 37


ขั้นตอนการท�ำพิมพ์ การท�ำพิมพ์ (Mold Making) แบ่งออกเป็นลักษณะใหญ่ๆ ได้ 2 อย่าง การท�ำพิมพ์ชนิดผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียว และการท�ำพิมพ์ชนิดที่มีพิมพ์มากกว่าชิ้นเดียว อาจ เป็นพิมพ์สองชิ้น สามชิ้นหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับต้นแบบที่เราออกแบบไว้ตอนต้น วิธีการ ท�ำพิมพ์ส�ำหรับหล่อน�้ำดินแบบหล่อกลวง (Hollow Drain Casting) พิมพ์ชนิดนี้จะใช้สา หรับการหล่อผลิตภัณฑ์ที่ต้องการช่องว่างภายใน เช่น แจกัน เหยือกน�้ำ ที่เขี่ยบุหรี่ แก้วน�้ำ ชุดกาแฟ กระถางต้นไม้ ฯลฯ การหล่อน�้ำดินแบบหล่อกลวงสามารถหล่อพิมพ์ชิ้นเดียว หรือพิมพ์หลายชิ้นก็ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1 แบ่งต้นแบบออกตามมุมของงาน คือ ด้านบนด้านข้าง และด้านล่างของชิ้นงาน 2 ท�ำต้นแบบด้วยน�้ำสบู่ ควรท�ำหลายๆ ครั้งจนกว่าต้นแบบจะลื่น 3 กั้นพิมพ์โดยใช้พลาสติกชนิดแข็งหรือฟิวเจอร์บอร์ดหรืออาจจะใช้ไม้แผ่นกั้นก็ได้ โดย ให้ห่างจากต้นแบบด้านละไม่เกิน 1-2 นิ้ว ผสมปูนปลาสเตอร์แล้วเทปลาสเตอร์ลงไปใน แบบที่กั้นไว้ 4 เมื่อปูนปลาสเตอร์แข็งตัว ถอดไม้แบบหรือวัสดุอื่นที่ใช้กั้นแบบออก แต่งผิวของแบบ พิมพ์ 5 ท�ำตัวล็อค (Key Lock) ส�ำหรับยึดพิมพ์ชิ้นที่เสร็จแล้ว เพื่อให้พิมพ์ทั้งสองชิ้นแนบ สนิท และไม่ขยับหรือเคลื่อนออกจากกันได้ แล้วประกอบแบบชิ้นแรกกับต้นแบบ และทา ด้วยน�้ำสบู่ที่ต้นแบบ และบริเวณที่ส่วนที่จะถอดพิมพ์อีกชิ้น ทาน�้ำสบู่หลายๆ ครั้งจนลื่น และผิวมัน 6 ผสมปูนปลาสเตอร์ เทลงในพิมพ์ และต้นแบบชิ้นแรก รอจนกว่าปูนปลาสเตอร์แข็งตัว จากนั้นแกะไม้กั้นแบบหรือวัสดุอื่นออก 7 ถอดพิมพ์ทั้ง 2 ชิ้น ออกจากต้นแบบใช้ฟองน�้ำจุ่มน้าพอเปียก หมาดๆ เช็ดที่พิมพ์ด้านในของพิมพ์ น�ำไปเข้าห้องอบหรือผึ่งแดดจนกว่า พิมพ์จะแห้ง และน�ำพิมพ์มาใช้ขึ้นรูปหล่อน�้ำดิน (Casting Slip) ต่อไป

38

39


ขั้นตอนการหล่อผลงาน 1 วิธีการเตรียมน�้ำดินส�ำหรับหล่อ ดิน 2 ถุง หรือดิน 100 กิโลกรัม น�้ำประมาณ 10-12 กิโลกรัม (ลิตร) เอาน�้ำ 12 ลิตร เทใส่ลง ในถังกวนดิน ละลายน�้ำยาโซเดียมซิลิเกต 160 กรัม ลงในน�้ำให้หมด ตัดดินเหนียวเป็น ชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในถังกวน ถังกวนที่ใช้ผสม ดินจะเป็นถังกวนชนิดมีความเร็วรอบสูง (Highspeed Blunger) สามารถตีดิน 100 กิโลกรัม ได้ภายใน 45 นาที จนดินละลาย รวมกับน�้ำ และน�้ำยา การผสมแบบเปียกนี้ไม่ จ�ำเป็นต้องกรองน�้ำดิน เพราะว่าซื้อดินส�ำเร็จ มาใช้ ซึ่งเนื้อดินได้ผ่านการกรอง และบด มาแล้ว ตรวจดูสภาพน�้ำดิน และปรับน�้ำดิน ให้มีค่าความถ่วงจ�ำเพาะตามต้องการ หมัก น�้ำดินไว้ 1-2 วันก่อนใช้ ในถังหมักดินจะมี ใบพัดกวนช้า เพื่อไล่ฟองอากาศออกจากดิน น�้ำดินที่เตรียมสาหรับการหล่อตันควรมีค่า ความถ่วงจ�ำเพาะ ไม่ต�่ำกว่า 1.78-1.80 แล้ว แต่ขนาดของผลิตภัณฑ์ ถ้ามีขนาดใหญ่ควร มีค่าความถ่วงจ�ำเพาะสูงเกิน 1.80 และควร มีความละเอียด และเหนียวมากกว่าดินหล่อ กลวง การเตรียมน�้ำดินหล่อทุกครั้ง ควรใช้ วัตถุดิบ น�้ำ และน�้ำยาชนิดเดิมในปริมาณ เท่าเดิม และต้องมีความหนาแน่นหรือ ความถ่วงจ�ำเพาะเท่าเดิมทุกอย่าง จึงแน่ใจ ได้ว่าคุณภาพของน�้ำดินหล่อที่ออกมาใช้ได้ ไม่มีปัญหาในการผลิต

2 การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์โดยวิธีการหล่อน�้ำดิน เหมาะส�ำหรับการหล่อชิ้นงานที่ยาก มีราย ละเอียดมากหรืองานที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น ชิ้นงานแกะลาย ชิ้นงานที่มีรูปทรงเหลี่ยม หรือรูปทรงอิสระต่างๆ เช่น เครื่องสุขภัณฑ์ ชิ้นงานประเภทตั้งโต๊ะที่มีรูปทรงภายใน กลวง เช่น กาน�้ำชา กาแฟ แจกัน ประเภท ตุ๊กตาหรือของที่ระลึก

40

3 การหล่อดินแบบหล่อกลวง (Hollow Drain Casting) ใช้ในการหล่อผลิตภัณฑ์ที่มี ลักษณะกลวง โดยการเติมน�้ำดินลงไปในแม่ พิมพ์ปูนปลาสเตอร์ที่แห้งสนิท บริเวณผิวแม่ พิมพ์และเนื้อปูนปลาสเตอร์จะมีรูเล็กๆ ท�ำ หน้าที่ดูดซับน�้ำได้ดี เมื่อเทน�้ำดินลงไปในแม่ พิมพ์ปูนปลาสเตอร์แม่พิมพ์จะดูดซับน�้ำจาก น�้ำดินตรงบริเวณผนังพิมพ์ที่มีน�้ำดินเหลว หล่ออยู่ กระบวนการดูดซึมน�้ำของแม่พิมพ์ เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และช้า ความชื้นของ น�้ำจะถูกเก็บไว้ในแม่พิมพ์ขึ้นเรื่อยๆ การจับ ตัวของชั้นดินตรงบริเวณผิวปูนปลาสเตอร์ จะเริ่มขึ้น และชั้นดินจะเริ่มหนาขึ้นทีละ น้อย เมื่อได้ความหนาที่ต้องการจึงเทน�้ำดิน ส่วนที่ไม่แข็งตัวออก ทิ้งผลิตภัณฑ์ไว้ในแม่ พิมพ์ เพื่อให้ปูนปลาสเตอร์ท�ำหน้าที่ดูดซับ น�้ำดินออกต่อไป จนกระทั่งเนื้อดินเริ่มแข็ง ตัวหรือหดตัวลงเล็กน้อยเห็นช่องว่างระหว่าง แม่พิมพ์ และเนื้อดิน ดินหล่อจะหลุดร่อน ออกได้ง่าย รอจนกระทั่งเนื้อดินแข็งตัวพอ สมควร สามารถหยิบจับได้โดยไม่เสียรูปทรง จึงท�ำการแกะแม่พิมพ์ออก ชิ้นงานจะมีความ หนาสม�่ำเสมอเท่ากันโดยตลอด

4 ขั้นตอนการตกแต่งผลงานดินดิบ เป็นการ ประกอบส่วนต่างๆ ของชิ้นงานเข้าด้วยกัน ท�ำการตกแต่งดินดิบโดยการทาน�้ำดินสี และ ตรวจสอบความเรียบร้อยของผลงานก่อน นาผลงานเข้าเผาดิบที่อุณหภูมิ 800 องศา เซลเซียส 5 ขั้นตอนการเผาผลงานดินดิบ เผาผลงาน ดินดิบ (Biscuit Firing) ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑ์เมื่อผ่านการเผา ดิบแล้วจะมีความแข็ง สามารถน�ำไปเคลือบ ด้วยวิธีการต่างๆ ได้ และมีคุณสมบัติในการ ดูดซับน�้ำเคลือบได้ดี ท�ำให้เคลือบยึดเกาะ การบรรจุผลิตภัณฑ์เข้าเตาเผื่อการเผาดิบ สามารถวางซ้อนทับกันได้ แต่ควรเว้นช่อง ว่าง เพื่อให้ความร้อนผ่านได้ทั่วทั้งเตา เพื่อ ป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์กระทบความร้อน โดยตรงผลิตภัณฑ์จะได้สุกเท่ากันทั่วทั้งเตา ถ้าเป็นเตาไฟฟ้าควรเว้นช่องว่างระหว่างขด ลวดกับผลิตภัณฑ์โดยรอบให้ห่างอย่างน้อย 1 นิ้ว ส่วนเตาแก๊สให้ว่างห่างจากผนังเตา ประมาณ 2-3 นิ้ว การวางซ้อนผลิตภัณฑ์ นั้นจะวางชิ้นหนาหนักอยู่ข้างล่าง และซ้อน ชิ้นบางเบาไว้บนตามล�ำดับ ของชิ้นเล็กอาจ

41

ซ้อนกับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหญ่ ชิ้นที่มีปากกว้าง กลมควรวางคว�่ำปากลง เพื่อป้องกันการบิด เบี้ยว และควรท�ำให้ผลิตภัณฑ์แห้งสนิทก่อน ที่จะน�ำเข้าเตา ขณะเริ่มการเผาควรเริ่มด้วย อุณหภูมิต�่ำไปก่อน 3-4 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ ไอน�้ำระเหย และป้องการเกิดปฏิกิริยาแรง ดันรุนแรง หากไอน�้ำระเหยออกเร็วเกินไป จะมีแรงดันสูงให้ผลิตภัณฑ์เกิดระเบิดขึ้น ได้ และจะเกิดปฏิกิริยาการขยายตัวของ ซิลิกาเร็วเกินไปผลิตภัณฑ์จะระเบิดได้ เช่น กัน การเผาในช่วงสุดท้ายเมื่อได้อุณหภูมิตาม ต้องการแล้วส�ำหรับเตาไฟฟ้าเพียงตัดวงจร ไฟฟ้าทิ้งให้เย็นตามปกติ ส�ำหรับเตาแก๊สหรือ เตาน�้ำมันเมื่อปิดหัวฉีดทั้งหมดแล้วให้ปิดช่อง อากาศทุกช่อง เพื่อไม่ให้อากาศเย็นเข้าไป ท�ำปฏิกิริยาให้ชั้นวางของผลิตภัณฑ์แตกร้าว ได้ ปิดเตาทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืน หรือ 12 ชั่วโมง แล้วจึงค่อยๆ เปิดช่องลมเพื่อระบาย ความร้อนออก หากเร่งรีบจนเกินไปจะท�ำให้ ผลิตภัณฑ์แตกร้าวได้เช่นเดียวกัน


6 ขั้นตอนการตกแต่งผลงานหลังการเผาดิบ การตกแต่งในระยะนี้จะท�ำได้แต่เฉพาะผิว ภายนอกของผลิตภัณฑ์เท่านั้น เพราะเนื้อดิน ที่ผ่านการเผามาครั้งหนึ่งแล้วจะแข็ง ท�ำให้ไม่ สามารถขูดขีดหรือแกะได้ จึงต้องตกแต่งด้วย เคลือบหรือสีส�ำเร็จตามขั้นตอน

7 ขั้นตอนการเคลือบ การชุบเคลือบขึ้น อยู่กับลักษณะ และขนาดของผลิตภัณฑ์ เช่น การเคลือบด้วยวิธีชุบหรือจุ่ม จะใช้กับ ผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็ก และน�้ำหนักเบา ส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่จะใช้วิธีเทราด หรือพ่น แต่ถ้าผลิตภัณฑ์เป็นงานศิลปะซึ่ง ต้องใช้ความประณีตจะใช้แปรงหรือพู่กัน ทาน�้ำเคลือบ ภายหลังการเคลือบ และ ตกแต่งผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้วจึงน�ำไปเผา เคลือบในเตาเผา การเผาเคลือบควรเพิ่ม อุณหภูมิช้าๆ จนถึงจุดหลอมเหลวของสาร 42

ในน�้ำเคลือบ เมื่อเผาเคลือบเสร็จเรียบร้อย แล้วควรปล่อยให้อุณหภูมิลดลงช้าๆ จน ผลิตภัณฑ์เกือบเย็นจึงน�ำออกจากเตาเผา การใช้ผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ ควรค�ำนึงถึง อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสารตะกั่วที่ใช้เป็น ตัวช่วยลดอุณหภูมิการหลอมละลาย และ ท�ำให้มีสีสดใส ถ้าน�้ำเคลือบยึดติดกับผิวเนื้อ ดินปั้นไม่ดี สารที่เคลือบอาจหลุดกะเทาะ และท�ำให้มีสารตะกั่วหลุดออกมาได้

8 ขั้นตอนการเผาเคลือบที่ 1,200 องศาเซลเซียส ผลงานที่เผาดิบ ถูกน�ำมาชุบเคลือบแล้วเผา เพื่อให้เคลือบหลอมตัวเป็นแก้วติดแน่น อยู่บนผิวชิ้นงาน การเผาเคลือบจะเผาที่อุณหภูมิที่เท่าใดขึ้นอยู่กับ ชนิดของผลิตภัณฑ์ เช่น การเผาผลิตภัณฑ์ปอร์ซเลน เริ่มต้นเผา ที่บรรยากาศออกซิเดชั่น ตั้งแต่อุณหภูมิเริ่มจุดเตาจนถึงอุณหภูมิ ประมาณ 950 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจึงเผาใต้บรรยากาศรีดัก ชั่น (Reduction Firing : RF) จนถึงอุณหภูมิสูงสุดที่ต้องการ ภาชนะ ที่เคลือบแล้วทุกชิ้นต้องเช็ดก้นผลิตภัณฑ์ให้หมดเคลือบ เพื่อป้องกัน การหลอมละลายของเคลือบติดบนแผ่นรองเตาเผา ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น จะต้องวางห่างกันเล็กน้อย ไม่ให้น�้ำเคลือบสัมผัสกัน เพราะเคลือบจะ หลอมละลายติดกันเมื่อเผาในอุณหภูมิสูง การเผาเคลือบสามารถเผา ได้เร็วกว่าการเผาดิบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการเผาดิบมาแล้ว หนึ่งครั้ง 43


1. ชุดตุ๊กตาการแสดงร�ำกลองยาว

3. ชุดตุ๊กตาการแสดงร�ำฟ้อนเล็บ

2. ชุดตุ๊กตาการแสดงร�ำโนราห์

4. ชุดตุ๊กตาการแสดงร�ำโปงลาง 3

4

1 2

44

45


การออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค ประกอบด้วย ชุดตุ๊กตานาฏศิลป์ไทย 4 ภาค 4 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 ตุ๊กตาการแสดงร�ำกลองยาว (ภาคกลาง) จ�ำนวน 2 ตัว ประกอบด้วย ตุ๊กตาหญิงร�ำกลองยาว 1 ตัว ขนาดสูง 15 เซนติเมตร ตุ๊กตาชายตีกลองยาว 1 ตัว ขนาดสูง 15 เซนติเมตร รูปแบบที่ 2 ตุ๊กตาการแสดงฟ้อนเล็บ (ภาคเหนือ) จ�ำนวน 2 ตัว ประกอบด้วย ตุ๊กตาหญิงฟ้อนเล็บ 2 ตัว ขนาดสูง 15 เซนติเมตร รูปแบบที่ 3 ตุ๊กตาการแสดงโนรา (ภาคใต้) จ�ำนวน 2 ตัว ประกอบด้วย ตุ๊กตาโนราหญิง 1 ตัว ขนาดสูง 15 เซนติเมตร ตุ๊กตาโนราชาย 1 ตัว ขนาดสูง 15 เซนติเมตร รูปแบบที่ 4 ตุ๊กตาการแสดงเซิ้งโปงลาง (ภาคอีสาน) จ�ำนวน 2 ตัว ประกอบด้วย ตุ๊กตาหญิงเซิ้งโปงลาง 2 ตัว ขนาดสูง 15 เซนติเมตร

46

โครงการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่ออนุรักษ์เผยแพร่นาฏศิลป์ไทย 4 ภาค นางสาว พูลทิพย์ อุไรวงค์

47


48

49

Project indesign  
Project indesign  
Advertisement