Page 1

1

การจัดการความรู้ นภัสกร ธรรมดี สาขาการจัดการการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในปั จจุ บ นั องค์ก รต่ า งๆได้เ ห็ นความส าคัญ และความจาเป็ นของ “การจัดการความรู้ ” (Knowledge Management) ซึ่ งเป็ นสิ่ งสาคัญต่อความอยู่รอด และความเจริ ญก้าวหน้าขององค์กร การวัดความส าเร็ จขององค์ก รยุค ปั จจุ บ นั หรื อยุค เศรษฐกิ จใหม่ (New Economy) จะวัดขี ด ความสามารถในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิม่ ให้กบั องค์กร โดยเน้นการบริ หารเพื่อสร้างคุณค่าด้วย ทุนทางปั ญญา “ความรู้” จึงเป็ นเรื่ องสาคัญที่จะปรับเปลี่ยนสิ นทรัพย์ทางปั ญญาให้เป็ นสิ นทรัพย์ที่ จับ ต้ อ งได้ การได้ เ ปรี ยบในการแข่ ง ขัน ขององค์ ก รจึ ง อยู่ ที่ ก ารจัด การความรู ้ (Knowledge Management: KM) เป็ นสาคัญ บทความนี้ จะนาเสนอในประเด็นสาคัญที่เกี่ ยวข้องกับการจัดการ ความรู ้ ดังนี้คือ ความหมายและประเภทของความรู้ ความหมายของการจัดการความรู้ เป้ าหมายและ ประโยชน์รวมทั้งกระบวนการในการจัดการความรู ้ ความหมายและประเภทของความรู้ ราชบัณฑิตยสถาน (2551) ให้ความหมายว่า ความรู ้ คือสาระ ข้อมูล แนวคิด หลักการ ที่ บุ ค คลรวบรวมได้จ ากประสบการณ์ ใ นวิ ถี ชี วิ ต ความรู ้ เ ป็ นผลที่ เ กิ ด ขึ้ นจากการปฏิ สั ม พัน ธ์ ก ับ สิ่ งแวดล้อมทางธรรมชาติ สังคม และเทคโนโลยี บุคคลเรี ยนรู้จากประสบการณ์ การศึกษา อบรม การรับถ่ายทอดทางวัฒนธรรม การรับรู ้ การคิด และการฝึ กปฏิบตั ิ จนสามารถสรุ ปสาระความรู้และ นาไปใช้ประโยชน์ได้หรื อพัฒนาไปสู่ ระดับดีที่สูงขึ้น วิจารณ์ พานิช (2547: 4-5) ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความรู ้ในหลายความหมายสรุ ปได้วา่ ความรู้ หมายถึง สิ่ งที่เมื่อนาไปใช้ จะไม่มีวนั หมดหรื อสึ กหรอ แต่จะยิ่งงอกเงยหรื องอกงามขึ้ น หรื อหมายถึง สารสนเทศที่นาไปสู่ การปฏิบตั ิ และเป็ นสิ่ งที่คาดเดาไม่ได้ซ่ ึ งเกิดขึ้น ณ จุดที่ตอ้ งการ ใช้ความรู ้น้ นั อีกทั้งยังเป็ นสิ่ งที่ข้ ึนกับบริ บทและสามารถกระตุน้ ให้เกิดขึ้นได้ตามความต้องการ Debowski (2006, p. 16) ก็เป็ นนักวิชาการอีกท่านหนึ่ งที่อธิ บายความหมายของความรู ้ ว่า เป็ นกระบวนการของการแปลสารสนเทศ (เช่น ข้อมูล) และประสบการณ์ในอดีตไปเป็ นชุดของ ความสัมพันธ์ ซึ่ งมีความหมายเชิ งความรู ้ที่บุคคลสามารถเข้าใจและนาไปใช้ได้ ดังนั้น จากนิยาม


2 ความรู ้ดงั กล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าDebowski (2006) ให้ความสาคัญกับกระบวนการสร้างความรู ้จาก การแปลข้อมูลสารสนเทศที่ได้มารวมกับประสบการณ์ และแปลผลเพื่อให้เกิ ดความรู ้ ที่สามารถ นาไปใช้ประโยชน์ในองค์กร ซึ่ งโดยสรุ ปแล้ว ความรู ้ ประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่ วนหลัก ได้แก่ 1. ข้อมูล (data) หมายถึง ข้อเท็จจริ ง ตัวเลข สถิติ รายการที่ยงั ไม่ได้แปลความหมายและ เนื้อหายังไม่ผา่ นการคัดกรอง เป็ นข้อมูลที่ได้เบื้องต้น ซึ่ งข้อมูลนี้อาจจะใช้ได้หรื อใช้ไม่ได้ก็ได้ 2. สารสนเทศ (information) หมายถึง สิ่ งที่ได้จากการนาข้อมูลเบื้องต้นมารวบรวมคัด กรอง แยกแยะจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ และแปลความหมายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผูท้ ี่ ต้องการใช้ขอ้ มูล หรื อเพื่อสังเคราะห์ให้เกิดเป็ นข้อมูลความรู ้ใหม่ 3. ความรู้ หรื อองค์ความรู้ (knowledge) ความรู ้ มีความหมายหลักอยู่ 2 ประการ คือ ความรู้ชดั แจ้ง (explicit knowledge) ซึ่ งหมายถึง เนื้ อหาข้อมูลความรู ้ ที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริ ง ความคิดเห็น ความคิด ทฤษฎี หลักการ รู ปแบบ หรื อกรอบความคิดอื่น ๆ และความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ซึ่ งหมายถึง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ งได้กล่าวอ้างถึงข้อมูล หรื อข้อเท็จจริ งที่เกิดจาก การกระทาของมนุษย์ หรื อเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาพูดถึงด้วยความเข้าใจ ความเชื่ อถือ หรื อความศรัทธาประเภทของความรู้ (kinds of knowledge) นักวิชาการและนักบริ หารองค์กรได้จดั ประเภทความรู ้ไว้ท้ งั ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และแตกต่างกัน ซึ่ งผูว้ จิ ยั ได้การศึกษา รวบรวมมากล่าวโดยสังเขป ดังนี้ Marquardt (2002: 141-142) ได้จาแนกประเภทความรู ้โดยให้พิจารณาจากแง่มุมต่าง ๆ 5 ประการ ได้แก่ Know what หมายถึง รู ้วา่ เป็ นความรู ้ เกี่ยวกับอะไร Know how หมายถึง รู ้วา่ ต้อง ปรับแต่ง หรื อประยุกต์ความรู ้อย่างไร Know why หมายถึง รู ้วา่ ทาไมจึงต้องการความรู ้น้ นั Know where หมายถึง รู ้วา่ จะหาความรู ้ที่ตอ้ งการได้ที่ไหนKnow when หมายถึง รู ้วา่ จะต้องการความรู ้น้ นั เมื่อไร Tiwana (2000: 67) ได้แบ่งความรู ้ออกเป็ น 3 ประเภท ได้แก่ ความรู ้ภายนอก ซึ่ งเป็ น ความรู้ที่ได้จากการแสดงความคิดเห็น และความเชื่ อของบุคคลในการทางาน ความรู ้ประเภทต่อมา คือ ความรู ้ จากแหล่งความรู ้ต่างๆ ซึ่ งเป็ นความรู ้ ที่มาจากแหล่งความรู ้ อื่นๆ ภายนอกตัวบุคคลและ แหล่งความรู ้ ต่างๆ ความรู ้ ประเภทสุ ดท้าย คือ ความรู ้ ที่ไม่อยู่เฉพาะที่ ซึ่ งเป็ นความรู ้ ที่เป็ นอิสระ สามารถถ่ายทอดได้จากบุคคลไปสู่ องค์กร หรื อจากองค์กรไปสู่ องค์กร สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (2548:16) แบ่งความรู ้เป็ น 2 ประเภท คือ 1. ความรู้ ที่ อ ยู่ ใ นตัว ของแต่ ล ะบุ ค คล (Tacit Knowledge) เป็ นความรู ้ ที่ เ กิ ด จาก ประสบการณ์ การเรี ยนรู ้ หรื อพรสวรรค์ต่างๆซึ่ งสื่ อสารหรื อถ่ายทอดในรู ปของตัวเลข สู ตร หรื อ


3 ลายลักษณ์ อกั ษรได้ยาก ความรู ้ ชนิ ดนี้ พฒั นาและแบ่งปั นกันได้ และเป็ นความรู ้ ที่ก่อให้เกิ ดความ ได้เปรี ยบในการแข่งขัน 2. ความรู้ที่เป็ นเหตุเป็ นผล (Explicit Knowledge) เป็ นความรู้ที่สามารถรวบรวม และ ถ่ า ยทอดออกมาในรู ป แบบต่ า งๆได้ เช่ น หนัง สื อ คู่ มื อ เอกสารและรายงานต่ า งๆซึ่ ง ท าให้ค น สามารถเข้าถึงได้ง่าย การจัดการความรู้ (Knowledge Management) การจัดการความรู้ มีนกั ปรัชญา นักวิชาการและองค์กรชั้นนาต่างๆได้พยายามอธิ บาย แนวคิดและนาเสนอความหมายไว้ในมุมมองต่างๆ ที่หลากหลาย ดังนี้ Debowski (2006: 16) โดยได้อธิ บายความหมายของการจัดการความรู ้ ว่า เป็ น กระบวนการกาหนดลักษณะความรู ้ การเข้าถึงความรู ้การรวบรวมความรู ้ และการเผยแพร่ สินทรัพย์ ทางความรู้ (intellectual assets) ซึ่ งถือว่าเป็ นสิ่ งสาคัญต่อการปฏิบตั ิงานขององค์กรในระยะยาว Marquardt (2002: 247) ได้นิยามความหมายของการจัดการความรู ้ไว้อย่างครอบคลุมว่า การจัดการความรู ้หมายถึง การเข้าถึง การจัดการ การเก็บรักษา การส่ งผ่านการใช้ประโยชน์ความรู้ และประสบการณ์ท้ งั ภายในและภายนอกองค์กร โดยองค์กรจะจัดเก็บความรู ้ไว้ในฐานข้อมูลพิเศษ เรี ยกว่า ฐานความรู ้ (knowledge base) พรธิดา วิเชียรปัญญา (2552) ให้ความหมายว่า เป็ นกระบวนการอย่างเป็ นระบบเกี่ยวกับ การประมวลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด การกระทา และประสบการณ์ของบุคคล เพื่อสร้างเป็ น ความรู้หรื อนวัตกรรม และจัดเก็บในลักษณะของแหล่งข้อมูล เพื่อให้ผทู้ ี่ตอ้ งการใช้ความรู้ ได้รับ ความรู้ที่ตอ้ งการนาไปใช้ ในเวลาที่ตอ้ งการ ประพนธ์ ผาสุ ขยืด (2548:19-26) กล่าวถึ งการจัดการความรู ้ หรื อ KM (Knowledge Management) ว่าเป็ นสิ่ งที่อาศัยจากการเรี ยนรู ้ ผา่ นการกระทา โดยสามารถแยกได้ว่าการจัดการ ความรู ้ น้ ี ตอ้ งอาศัยทั้งส่ วนที่เป็ นทักษะ (Skill) ส่ วนของการปฏิ บตั ิ (Practice) และส่ วนที่เป็ น ทัศนคติ (Attitude) เกรี ยงศักดิ์ เจริ ญวงศ์ศกั ดิ์ (2547:63) กล่าวว่า การจัดการความรู้ คือ ความรู ้ที่เกิดจากการ ประมวล สังเคราะห์ และจาแนกแยกแยะสารสนเทศ เพื่อนาไปสู่ การตีความ และทาความเข้าใจกับ สารสนเทศเหล่านั้น จนกลายเป็ นความรู้แล้ว ซึ่ งความรู ้น้ ี ครอบคลุมทั้งส่ วนของความรู ้โดยนัยที่ ซ่อนอยูภ่ ายในความคิดของพนักงาน และที่ฝังตัวอยูใ่ นองค์กรกับความรู้แจ้งชัดที่ปรากฏในเอกสาร บันทึก หรื อรายงานต่าง ๆ ขององค์กร การจัดการความรู ้ท้ งั สองประเภทนี้ ให้เป็ นระบบระเบียบ เพื่อให้คนที่ตอ้ งการเข้าถึ งได้ง่าย และดึงออกมาใช้ได้โดยสะดวก การจัดการความรู ้จะเกิดขึ้นใน


4 ระดับทีมงาน หรื อระดับกลุ่มในองค์กรที่ตอ้ งการปฏิ สัมพันธ์ระหว่างปั จเจกแต่ละคนเพราะการ จัดการความรู ้จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู ้ระหว่างทีม วิจารณ์ พานิ ช (2547) ได้กล่ าวว่า การจัดการความรู ้ เป็ นกิ จกรรมที่ซับซ้อนและ กว้า งขวาง ไม่ สามารถให้นิย ามด้วยถ้อยคาสั้ นๆได้ ต้องให้นิย ามหลายข้อจึ งจะครอบคลุ ม ความหมายดังนี้ 1. การจัดการความรู้ มีความหมายรวมถึง การรวบรวม การจัดระบบ การจัดเก็บ และการเข้าถึงข้อมูลเพื่อสร้างเป็ นความรู้ เทคโนโลยีดา้ นข้อมูลและคอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่ องมือช่วย เพิ่มพลังในการจัดการความรู ้ 2. การจัดการความรู ้ เกี่ ยวข้องกับการแบ่งปั นความรู ้ พฤติกรรมภายในองค์การ เกี่ยวกับวัฒนธรรม พลวัต และวิธีปฏิ บตั ิมีผลต่อการแบ่งปั นความรู ้ ประเด็นด้านวัฒนธรรมและ สังคมมีความสาคัญยิง่ ต่อการจัดการความรู ้ 3. การจัดการความรู้ ต้องการผูม้ ี ความรู้ ความสามารถในการตี ความและ ประยุก ต์ใ ช้ค วามรู้ ใ นการสร้ า งนวัต กรรมและเป็ นผูน้ าทางในองค์ก าร การดึ ง คนมี ค วามรู้ ความสามารถในองค์กรถือเป็ นส่ วนหนึ่งของการจัดการความรู ้ 4. การจัดการความรู้ เป็ นเรื่ องของการเพิ่มประสิ ทธิ ผล และความสาเร็ จให้แก่ องค์กร การประเมิน “ต้นทุนทางปั ญญา (Intellectual Capital)” และผลสาเร็ จของการประยุกต์ใช้ การจัดการความรู ้เป็ นดัชนีบอกว่าองค์กรมีการจัดการความรู ้อย่างได้ผลหรื อไม่ กล่าวโดยสรุ ปการจัดการความรู ้ เป็ นแนวคิด วิธีการ กระบวนการ หรื อระบบใหม่ที่ใช้ ในการรวบรวม การจัดระบบ การจัดเก็บ และการเข้าถึงข้อมูล เพื่อทาให้คนได้รับความรู้ที่ตอ้ งการ เพื่อนาไปสู่ การเผยแพร่ ความรู ้ เพื่อทาให้เกิดการต่อยอดความรู ้และนาไปใช้ในการแก้ปัญหา หรื อ พัฒนา ปรับปรุ งให้ระบบการปฏิบตั ิงานในองค์กรมีประสิ ทธิภาพและเกิดประสิ ทธิ ผลมากขึ้น เป้าหมายของการจัดการความรู้ พรธิ ดา วิเชี ยรปั ญญา (2552) กล่าวว่า วัตถุ ประสงค์ของการจัดการความรู ้ คือ 1) เพื่อ ปรั บปรุ งกระบวนการที่ ดาเนิ นงานในปั จจุ บนั 2) เพื่อพัฒนาผลิ ตภัณฑ์และบริ การใหม่ๆ 3) เพื่อ ปรับปรุ งเทคนิ ค กระบวนการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู ้ และนาความรู ้น้ นั ไปใช้ให้ เกิดประโยชน์ ประพนธ์ ผาสุ ขยืด (2548: 2) กล่าวว่า การจัดการความรู้จะเป็ น “ตัวต่อ หรื อ Jigsaw” ชิ้นสาคัญที่จะทาให้เกิดการบริ หารคุ ณภาพ จะทาให้เป้ าหมายของผูบ้ ริ หารทั้งหลายที่ตอ้ งการจะ สร้าง “องค์การแห่ งการเรี ยนรู ้ ” เป็ นจริ ง แนวคิดเรื่ องการจัดการความรู้จะมีตน้ ตอมาจากโลก


5 ตะวันตก แต่มีประโยชน์น่าจะนามาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริ บทไทยของเรา การจัดการความรู้ ทางตะวันตกเริ่ มเห็นว่าในปั จจุบนั การที่องค์การหรื อบริ ษทั เอาชนะกันได้น้ นั มันไม่ได้ข้ ึนอยู่กบั ผลผลิตแค่น้ นั แต่เป็ นการเอาชนะกันด้วยเรื่ องของความคิด เป็ นเรื่ องการนาเอาสิ่ งที่อยูใ่ นตัวคนมา ใช้ มาทาให้เกิดเป็ นสิ่ งใหม่ข้ ึนมา ที่เรามักเรี ยกกันว่า “นวัตกรรม” วิจารณ์ พานิช (2547:94) กล่าวว่า จุดเน้นของการจัดการความรู ้ วา่ มี 4 เป้ าหมายคือ 1) เพื่อให้คนมีหลายทักษะ หลายความคิด สามารถทางานร่ วมกันอย่างสร้ างสรรค์ 2) เพื่อพัฒนางาน รู ปแบบใหม่ 3) เพื่อการทดลองและเรี ยนรู ้ เพื่อหาทางทาแบบใหม่ๆที่ดีกว่าเดิ ม เพื่อให้งานดี ข้ ึน 4) เพื่อการนาเข้าอย่างเหมาะสม ซึ่ งต้องหาความรู ้จากภายนอกมาใช้ ประโยชน์ ของการจัดการความรู้ พรธิ ดา วิเชี ยรปั ญญา (2552: 247) ได้กล่ าวถึ งประโยชน์ของการจัดการความรู ้ ไว้ 8 ประการ ดังนี้ 1. ป้ องกันความรู ้สูญหาย หมายความว่า การจัดการความรู ้ช่วยให้องค์การสามารถรักษา ความเชี่ยวชาญ ความชานาญ และความรู ้ที่อาจสู ญหายไปพร้อมกับการเปลี่ ยนแปลงของบุคลากร เช่น การเกษียณอายุทางาน หรื อการลาออกจากงาน เป็ นต้น 2. เพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการตัดสิ นใจ ซึ่ งประกอบด้วย ประเภท คุ ณภาพ และความ สะดวกในการเข้าถึง ความรู้ เป็ นปั จจัยของการเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการตัดสิ นใจเนื่ องจากผูท้ ี่มีหน้าที่ ตัดสิ นใจต้องสามารถตัดสิ นใจได้อย่างรวดเร็ วและมีคุณภาพ 3. ความสามารถในการปรับตัวและมีความยืดหยุ่น หมายถึง การทาให้ผปู้ ฏิบตั ิงานมี ความเข้าใจในงานและวัตถุประสงค์ของงาน โดยไม่ตอ้ งมีการควบคุม หรื อมีการแทรกแซงมากนัก จะทาให้ผปู้ ฏิ บตั ิงานสามารถทางานในหน้าที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ และเกิ ดการพัฒนา จิตสานึกในการทางาน 4. ความได้เปรี ยบในการแข่งขัน กล่าวคือ การจัดการความรู ้จะช่วยให้องค์การมีความ เข้าใจลูกค้า แนวโน้มของการตลาดและการแข่งขัน ทาให้สามารถลดช่องว่างและเพิ่มโอกาสในการ แข่งขันได้ 5. การพัฒนาทรัพย์สิน หมายความว่า การจัดการความรู ้จะช่วยพัฒนาความสามารถของ องค์การในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปั ญญาที่มีอยู่ ได้แก่ สิ ทธิ บตั รเครื่ องหมายการค้า และ ลิขสิ ทธิ์ เป็ นต้น 6. การยกระดับผลิตภัณฑ์ คือ การนาการจัดการความรู ้มาใช้เพื่อเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการ ผลิต และบริ การ ซึ่ งจะเป็ นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์น้ นั ๆ อีกด้วย


6 7. การบริ หารลูกค้า โดยการศึกษาความสนใจและความต้องการของลูกค้าจะเป็ นการ สร้างความพึงพอใจ และเพิ่มยอดขายและสร้างรายได้ให้แก่องค์การ 8. การลงทุนทางทรัพยากรมนุษย์ หมายถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผ่านการ เรี ยนรู ้ร่วมกัน การจัดการด้านเอกสาร การจัดการกับความไม่เป็ นทางการเพิ่มความสามารถให้แก่ องค์การในการจ้างและฝึ กฝนบุคลากร กิตติญาภรณ์ ซุ ยลา (2549: 14) กล่าวสรุ ปถึงประโยชน์ของการการจัดการความรู ้ไว้วา่ การจัดการความรู ้ช่วยเพิ่มผลผลิตพัฒนาคุณภาพขององค์กรให้ดีข้ ึน เพิ่มประโยชน์จากบุคคลและ แนวคิด นวัตกรรม การเรี ยนรู้ และความสามารถของบุคคลในการนาไปปฏิบตั ิ ซึ่ งจะเป็ นการ ปรับปรุ ง และเพิม่ สิ นทรัพย์ความรู ้ขององค์กร สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (2547) 1) ช่วยลดระยะเวลาการพัฒนา ผลิตภัณฑ์หรื อการเรี ยนรู ้งานใหม่ 2) บุคลากรได้รับความพึงพอใจในการปฏิบตั ิงาน 3) มีกาไรมาก ขึ้น/ลดต้นทุ น 4) ลดการสู ญเสี ยเวลา 5) มีความคงที่ในผลของการเรี ยนรู้ การปฏิ บตั ิงาน และ ผลิ ตภัณฑ์ 6) การคงรักษาคุณภาพ หรื อภาพลักษณ์ของผลิ ตภัณฑ์ไว้ 7) การพัฒนาคุ ณภาพของ ความรู ้ไปสู่ นวัตกรรมใหม่ๆ สรุ ป เป้ าหมายและประโยชน์ ใ นการจัด การความรู ้ ไ ด้ว่า เป็ นการเพิ่ ม ศัก ยภาพและ ปรับปรุ งผลผลิต เพื่อพัฒนาคุณภาพขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น เป็ นการลดขั้นตอนในการปฏิ บตั ิงาน เป็ นการประหยัดเวลาในการต่อยอดความรู ้ มีช่องทางในการเข้าถึงความรู ้ได้อย่างรวดเร็ ว สามารถ นาความรู ้ที่มีอยูแ่ ล้วมาใช้ได้เลย มีแหล่งความรู ้ที่เชื่ อถือได้ และเกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการ ทางานให้มีวนิ ยั ในตนเองมากขึ้น กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) การที่ อ งค์ ก รหรื อ หน่ ว ยงานต่ า งๆจะจัด การความรู ้ ไ ด้ส าเร็ จ จ าเป็ นต้อ งอาศัย การ ดาเนิ นการในหลายขั้นตอน ตามที่ได้มีผรู้ ู้ และผูเ้ ชี่ ยวชาญหลายท่านได้เสนอเป็ นขั้นตอนการ ดาเนินการที่หลากหลาย ดังนี้ อนงค์ ปันทะโชติ และคณะ (2550) ได้สรุ ปขั้นตอนหลักที่สาคัญ ๆในการจัดการความรู้ ใน ควรประกอบด้วยขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. การกาหนดสิ่ งที่ตอ้ งเรี ยนรู ้ เป็ นกระบวนการที่กาหนดให้บุคลากรในองค์กรต้อง เรี ยนรู้และมีความรู้ ทักษะตามบทบาท หน้าที่ตามความรับผิดชอบ โดยให้เกิดความเหมาะสมกับ งานและสามารถทางานได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ นโยบาย พันธกิจ และ เป้ าหมายขององค์กร


7 2. การแสวงหาความรู้ การได้มาซึ่ งความรู้อาจได้มาจากบุคคลหรื อแหล่งความรู ้ที่มีอยู่ ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร เป็ นการนาข้อมูลสารสนเทศมากลัน่ กรอง เพื่อให้ได้ความรู้ และ นามาสร้างคุณค่า เช่น การฝึ กอบรม สัมมนา ประชุม การบันทึกเวียน การแสดงผลงานสอนงาน การ เรี ยนรู้จากประสบการณ์ตรง และการลงมือปฏิบตั ิ การดาเนินการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการการ ปฏิบตั ิงานต่างๆขององค์กร 3. การจัดเก็บความรู ้ และสื บค้นความรู้ การใช้ประโยชน์จากความรู ้ที่มีอยู่ และที่ได้รับ จากการได้มาซึ่ งความรู้ เพื่อนาไปพัฒนาการปฏิ บตั ิงานให้ดีข้ ึน การเก็บ และรักษาความรู้ทุก ประเภทไว้เพื่อให้บุคลากรได้มาสื บค้นตามที่ตอ้ งการ และต้องมีการเก็บรักษาข้อมูลสารสนเทศ และความรู ้ ไว้อย่างดี ที่สุด ซึ่ งต้องผ่านการกลัน่ กรองก่อนว่าเป็ นความรู ้ ที่ถูกต้องและเอื้อต่อการ เข้าถึงความรู ้ได้อย่างรวดเร็ วอย่างเป็ นระบบ และมีการพัฒนาให้ทนั สมัยตลอดเวลา 4. การถ่ายโอนความรู ้และใช้ประโยชน์ เป็ นการกระจายความรู้ และถ่ายทอดความรู ้ที่ พัฒนาแล้วที่อยูใ่ นตัวบุคคล หรื อที่จดั เก็บไว้โดยอาศัยกลไกอิเล็กทรอนิคส์ เครื อข่ายสารสนเทศและ ความรู ้แลกเปลี่ยนกันระหว่างบุคคล หรื อกลุ่มบุคคลก็ตาม เพื่อนาไปใช้ในการปรับปรุ งพัฒนาการ ทางานในด้านต่างๆให้เหมาะสมทัว่ ทั้งองค์กรซึ่ งเป็ นไปโดยตั้งใจ และไม่ต้ งั ใจ 5. การสร้างความรู้ เป็ นการสร้างความรู้ และเผยแพร่ ความรู ้ใหม่ๆให้เกิดขึ้นในแต่ละ บุ คคลทัว่ ทั้งองค์กร โดยผ่านความเข้า ใจในเรื่ องนั้นอย่างลึ กซึ้ ง อันท าให้เกิ ดผลิ ตภัณฑ์และ นวัตกรรมใหม่ๆ ทิพวรรณ หล่อสุ วรรณรัตน์ (2549) กล่าวถึง 4 ขั้นตอนหลักคือ การสร้างความรู้ การ ประมวลความรู้ การเผยแพร่ ความรู ้ และการใช้ความรู้ 1. การสร้างความรู้ (knowledge creation หรื อ knowledge generation) กล่าวว่า ความรู ้จะเกิดขึ้นเมื่อคนทางานด้วยกันในกลุ่มมีความสัมพันธ์กนั อย่างเหนี ยวแน่น มีการสร้างความ ร่ วมมือ และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2. การประมวลความรู้ (knowledge codification) คือ การจัดความรู ้ให้อยู่ใน รู ปแบบที่ผใู ้ ช้สามารถเข้าถึงได้และนาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสะดวก 3. การเผยแพร่ ความรู ้ (knowledge distribution) เมื่อมีการสร้างความรู้แล้ว องค์กร จะทาหน้าที่ ในการประสานงานให้มีการเผยแพร่ หรื อแบ่งปั นความรู ้ ท วั่ ทั้งองค์กรและภายนอก องค์กร ซึ่ งต้องอาศัยวิธีการถ่ายทอดที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมขององค์กร 4. การใช้ความรู้ (knowledge utilization) การนาความรู ้ ไปใช้ถื อได้ว่า มี ความสาคัญโดยเฉพาะเมื่อมีการประยุกต์ความรู ้ เพื่อสร้างความสามารถและนาไปปฏิบตั ิให้เกิดผล


8 ดังนั้นองค์กรจึงควรสนับสนุ นการใช้ความรู้เพราะเป็ นกระบวนการที่สาคัญในการจัดการความรู้ องค์กรควรมีการปรับประยุกต์ความรู ้ให้เหมาะสมกับบริ บทขององค์กรด้วย บดินทร์ วิจารณ์ (2547) กล่าวว่า กระบวนการในการจัดการความรู ้อย่างเป็ นระบบนั้น จะแบ่งออกเป็ น 5 ขั้นตอน 1. Define คือการกาหนดชนิ ดของทุนทางปั ญญา หรื อองค์ความรู้ที่ตอ้ งการ เพื่อ ตอบสนองกลยุทธ์ขององค์กรหรื อการปฏิบตั ิงาน 2. Create คือการสร้างทุนทางปั ญญาหรื อการค้นหาใช้ประโยชน์จากสิ่ งที่มีอยูแ่ ล้ว ด้วยการส่ งไปศึ กษาเพิ่มเติ ม การสอนงานภายในองค์กร หรื อหากเป็ นองค์ความรู ้ ใหม่ อาจ จาเป็ นต้องหาจากภายนอกองค์กร การเรี ยนรู้จากความสาเร็ จของผูอ้ ื่นและการเทียบเคียง 3. Capture คือการเสาะหาและจัดเก็บองค์ความรู ้ในองค์กรให้เป็ นระบบทั้งองค์ ความรู ้ ที่มีอยู่ในรู ปแบบสื่ อต่างๆ (Explicit Knowledge) และในรู ปแบบประสบการณ์ (Tacit Knowledge) ให้เป็ นทุนความรู้ขององค์กร ซึ่ งพร้อมต่อการยกระดับความรู ้ และขยายความรู ้ให้ทวั่ ทั้งองค์กรโดยง่ายต่อไป 4. Share คือการแบ่งปั น แลกเปลี่ยน เผยแพร่ กระจาย ถ่ายโอนความรู ้ ซึ่ งมีหลาย รู ปแบบและหลายช่องทาง เช่น การจัดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู ้ซ่ ึ งกันและกัน การสอนงาน หรื อในรู ปแบบอื่นๆ ที่มีการพบปะแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ ซ่ ึ งกันและกัน หรื อมีการถ่ายโอนความรู ้ใน ลักษณะเสมือน (Virtual) ผ่านระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ หรื อระบบ E-Learning เป็ นต้น 5. Use คือการใช้ประโยชน์ การนาไปประยุกต์ใช้งาน ก่อให้เกิดประโยชน์ และ ผลสัมฤทธิ์ เกิดขึ้น และเกิดปั ญญาปฏิบตั ิ การขยายผล ให้ระดับความรู้และขีดความสามารถในการ แข่งขันขององค์กรสู งขึ้น Marquardt (2002) กล่าวว่า การจัดการความรู้ประกอบด้วย 1 การแสวงหาความรู้ (knowledge acquisition) หมายถึง การรวบรวมข้อมูล (data) และ ข้อมูลสารสนเทศ (information) จากภายในและภายนอกองค์กร 2 การสร้ า งความรู้ (knowledge creation) หมายถึ ง ความรู ้ ใ หม่ จะเกิ ดขึ้ นจาก กระบวนการต่างๆ ตั้งแต่นวัตกรรม (innovation) ไปจนถึงการวิจยั ที่ทาอย่างละเอียดประณี ตและยัง รวมถึงการเชื่อมโยงความรู ้เดิมด้านต่างๆ โดยใช้วธิ ีการอุปนัยที่ซบั ซ้อน 3 การจัดเก็บความรู ้ (knowledge storage) หมายถึง การจัดทารหัส (coding) และรักษา ความรู ้ที่มีค่าขององค์กรเพื่อให้สมาชิกขององค์กรเข้าถึงความรู ้น้ ีโดยสะดวก 4 การวิเคราะห์ความรู้และคัดกรองข้อมูล (knowledge analysis and data mining) หมายถึง เทคนิ คในการวิเคราะห์ขอ้ มูลรวมทั้ง การยืนยันความถูกต้องของข้อมูล (validating) และ


9 การคัดกรองข้อมูลการจัดทารายการหรื อจัดระเบียบข้อมูล (inventorying) จะช่ วยให้ใช้ประโยชน์ จากข้อมูลความรู้ขององค์กรได้ 5 การถ่ายโอนและเผยแพร่ ความรู ้ (knowledge transfer and dissemination) หมายถึ ง การทาให้สารสนเทศและความรู ้กระจายไปให้ทวั่ ถึงทั้งองค์กรโดยผ่านช่องทางระหว่างบุคคลและ ช่องทางที่ใช้เครื่ องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่วา่ จะโดยตั้งใจหรื อไม่ต้ งั ใจก็ตาม 6 การประยุกต์ใช้และปรับความรู ้ ให้ทนั สมัยอยู่เสมอ (knowledge application and validation) หมายถึง การใช้และการประเมินความรู้โดยสมาชิกขององค์กรโดยการหมุนเวียนการใช้ ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ตามความรู ้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าขององค์กร กล่ า วโดยสรุ ป กระบวนการจัดการความรู้ คื อ การจัด การรวบรวมข้อมู ล ต่ า งๆของ หน่วยงานภายในองค์กร ทาให้เกิดองค์ความรู ้ในองค์กร เพื่อกระตุน้ ให้พนักงานทุกระดับ ได้เข้ามา มีส่วนร่ วมในการถ่ายทอดความรู ้ ประสบการณ์ เพื่อการพัฒนาโดยรวมขององค์กร กระบวนการ การจัดการความรู้ที่สมบูรณ์จะต้องมีความเป็ นพลวัต (Dynamics) คือมีการเคลื่อนที่อยูต่ ลอดเวลา เมื่อพิจารณาจากแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู ้ของนักวิชาการไทยและต่างประเทศ จะเห็นได้วา่ ครอบคลุมในประเด็นต่างๆ มากมาย เช่น การแข่งขันของคู่แข่งที่เป็ นสาเหตุผลักดันให้ องค์กรต้องมีการจัดการความรู ้เพื่อเพิ่มสมรรถนะการแข่งขัน นอกจากนั้น การจัดการความรู้ยงั เป็ น ส่ วนหนึ่ งของการบริ หารองค์กรรู ปแบบใหม่ที่เน้นความร่ วมมือในการเรี ยนรู ้ และนาไปปฏิบตั ิ ร่ วมกันของบุคลากรในองค์กร ที่มีกระบวนการและระบบประกอบด้วยขั้นตอน 7 ขั้นตอน 1) การ แสวงหาความรู้ (Knowledge acquisition) 2) การสร้างความรู้ (Knowledge creation) 3) การจัดเก็บ ความรู้ (Knowledge storage) 4) การวิเคราะห์ความรู้และคัดกรองข้อมูล (Knowledge analysis and data mining) 5) การถ่ายโอนและเผยแพร่ ความรู ้ (Knowledge transfer and dissemination) 6) การ ประยุกต์ใช้และปรับความรู ้ให้ทนั สมัยอยูเ่ สมอ (Knowledge application and validation) 7) การ เรี ยนรู้ (Learning) ซึ่ งเมื่อกระบวนการจัดการความรู้ดาเนินไป บุคลากรจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปั น และถ่ายโอนความรู ้ ให้แก่กนั อันจะส่ งผลให้องค์ความรู ้ ขององค์กรได้รับการบารุ งรักษา และจัดเก็บไว้ในรู ปของฐานข้อมูลอย่างเป็ นระบบ ซึ่ งจะสะดวกแก่การสื บค้น และนามาทบทวน ตรวจสอบ เพื่อการนาไปสู่ การพัฒนาอย่างยัง่ ยืนในระยะยาว


10 บรรณานุกรม หนังสื อ กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร สถาบันพัฒนาผูบ้ ริ ห ารการศึ ก ษา (2548).การบริ หารการศึ ก ษาตาม ยุทธศาสตร์ ใหม่ ของการพัฒนาระบบราชการ.กรุ งเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา เกรี ยงศักดิ์ เจริ ญวงศ์ศกั ดิ์ . (2547). ความแตกต่ างระหว่ างการจัดการสารสนเทศกับการจัดการ ความรู้ . กรุ งเทพฯ: อักษรไทย ทิพวรรณ หล่อสุ วรรณรัตน์. (2548). องค์ การแห่ งความรู้ : จากแนวคิดสู่ การปฏิบัติ. กรุ งเทพฯ : คณะ รัฐประศาสน์ศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริ หารศาสตร์ . บุญดี บุญญากิจ และคณะ. (2547). การจัดการความรู้ จากทฤษฎีส่ ู การปฏิบัติ. กรุ งเทพฯ: จิรวัฒน์ เอ็กซ์เพรส บดินทร์ วิจารณ์. (2547). การจัดการความรู้ ส่ ู ปัญญาปฏิบัติ. กรุ งเทพฯ: เอ็กซ์ เปอร์เน็ท. ประพนธ์ ผาสุ กยืด. (2548). การจัดการความรู้ ฉบับมือใหม่ หัดขับ.กรุ งเทพฯ: ใยไหม. พรธิ ดา วิเชี ยรปั ญญา. (2552). การจัดการความรู้ : พื้นฐานและการประยุกต์ ใช้ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุ งเทพมหานคร: สานักพิมพ์ธรรมกมลการพิมพ์. ราชบัณฑิตยสถาน. (2551). พจนานุกรมศัพท์ ศึกษาศาสตร์ อักษร A - L ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุ งเทพฯ: อรุ ณการพิมพ์. วิจารณ์ พานิช. (2548). การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ. กรุ งเทพฯ : สถาบันส่ งเสริ มการจัดการ ความรู้เพื่อสังคม. สถาบันเพิ่มผลผลิ ตแห่ งชาติ . (2548). กรณีศึกษา Best Practice การสร้ างความพึงพอใจและ ความสั มพันธ์ กบั ลูกค้ า.พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุ งเทพฯ:บ.เรดเฟร์ น ครี เอชัน่ จากัด สุ วรรณ เหรี ยญเสาวภาคย์และคณะ. (2548) Knowledge Management การจัดการความรู้ . กรุ งเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. หนังสื อต่ างประเทศ Debowski, S. (2006). Knowledge management. Singapore: Seng Lee Press Marquardt, M.J. (2002). Building the learning organization: Mastering the 5 element for corporate learning. Palo Alto: Davies-Black. Tiwana, A. (2000). The knowledge management toolkit: Practical techniques for building a knowledge management system. Upper Saddle River, NJ: Prentice-Hall.


11 วารสาร ศรันย์ ชูเกี ยรติ วารสารจุฬาลงกรณ์ ธุรกิจปริ ทัศน์ . จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปี ที่ 20 ฉบับที่ 7 ประจาเดือนมีนาคม 2541. หน้า 13-22. “เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการ “องค์ ความรู้” ในองค์กรกลยุทธ์เพื่อความสาเร็ จภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบนั ” เอกสารอิเลคทรอนิคส์ วิจารณ์ พานิช. การจัดการความรู้ เพือ่ คุณภาพทีส่ มดุล" http://www.sci-educ.nfe.go.th/download/kmDoc/what_is_KM.doc ค้นเมื่อ 15/03/2554 สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.). สาระสาคัญเกีย่ วกับ การพัฒนาระบบ ราชการไทย, 2547. http://www.nesac.go.th/office/onesac_papers/paper_09.php ค้นเมื่อ 18/02/2554 วิทยานิพนธ์ กิตติญาภรณ์ ซุยลา (2549). การจัดการความรู้ เพือ่ พัฒนาการบริหารจัดการเทศบาลตาบลหนองหิน กิง่ อาเภอหนองหินจังหวัดเลย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ เลย อนงค์ ปันทะโชติ และคณะ. (2550). การบริหารจัดการความรู้ ในโรงเรียนสั งกัดเทศบาลนคร เชียงใหม่ . การค้นคว้าแบบอิสระ การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย นเรศวร.

article  

knowledge management

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you