Issuu on Google+


ระบบเครือข่ ายอินเตอร์ เน็ต อินเทอร์ เน็ต คือ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ เป็ นเครื อข่ายใหญ่ และเครื อข่ายย่อย จานวนมาก เชื่อมต่อกัน เป็ นจานวนหลายร้อยล้านเครื่ อง ซึ่งใช้ ในการติดต่อสื่ อสารข้อมูลที่เป็ นรู ปภาพ ข้อความ และเสี ยง โดยผ่านระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มี ผูใ้ ช้งานกระจายอยูท่ วั่ โลก

อินเทอร์ เน็ต มีจุดเริ่ มต้นมาจากเหตุผลทาง การทหาร เนื่องจากในยุคสงครามเย็น เมื่อ ประมาณ พ.ศ.2510 ระหว่างฝ่ ายคอมมิวนิสต์ และฝ่ าย เสรี ประชาธิปไตย ซึ่งนาโดยสหรัฐอเมริ กา โดยต่าง ฝ่ าย ต่างก็กลัวขีปนาวุธ ของอีกฝ่ ายหนึ่ง โดยผูน้ า สหรัฐอเมริ กา วิตกว่า ถ้าหากทางฝ่ ายรัฐเซีย ยิง ขีปนาวุธนิวเคลียร์เข้ามา ถล่มจุดยุทธศาสตร์บางจุด ของตนเองขึ้นมา อาจจะทาให้คอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อ กันเสี ยหายได้ จึงได้สั่งให้มีการวิจยั เพื่อสร้างเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ชนิดใหม่ข้ ึนมา เพื่อป้ องกัน ความเสี ยหาย โดยมีจุประสงค์วา่ ถ้าคอมพิวเตอร์เครื่ องใดเครื่ องหนึ่ง ถูกทาลาย แต่เครื่ องอื่นก็ จะต้องใช้งานต่อไปได้ หน่วยงานที่ทาหน้าที่ดูแลระบบเครื อข่าย ในขณะนั้นมีชื่อว่า ARPA (Advanced Research Projects Agency) ดังนั้นชื่อเครื อข่ายในขณะนั้น จึงถูกเรี ยกว่า ARPANET ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 เครื อข่ายขยายใหญ่โต เพิ่มมากขึ้น จากการระดม นักวิจยั เพื่อสร้าง มาตรฐานใหม่ข้ ึนมา เพื่อความเหมาะสม จึงได้มาตรฐาน TCP/IP และนอกจากประโยชน์ดา้ น


งานวิจยั และทางทหารแล้ว ยังได้นามาใช้ประโยชน์ทางด้านธุรกิจ และการพาณิ ชย์อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 ได้เปลี่ยนชื่อเป็ นเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต และนามาใช้ประโยชน์ ในการ ติดต่อข้อมูลข่าวสารมากมาย สาหรับในประเทศไทยได้มีการเริ่ มต้นติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต เป็ นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อใช้ในการศึกษาของ มหาวิทยาลัย โดยติดต่อกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โดยเชื่อมต่อเครื่ องมินิคอมพิวเตอร์ เพื่อ รับส่ งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2530 ต่อมากระทวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและพลังงาน ได้มอบหมายให้ ศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้ทุนสนับสนุน แก่สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อศึกษา ถึงการเชื่อมต่อเครื่ องคอมพิวเตอร์ ของ มหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์ 12 แห่งเข้าเป็ นเครื อข่ายเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2531 หลังจากนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็ นเกตเวย์อินเทอร์เน็ต ในประเทศไทยและเริ่ มให้บริ การทาง อินเทอร์เน็ต เต็มรู ปแบบในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2535 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2537 การสื่ อสารแห่งประเทศไทย ร่ วมลงทุนกับ หน่วยงานของรัฐ และเอกชน เปิ ดให้บริ การ อินเทอร์เน็ตเชิงพาณิ ชย์ 2 รายคือบริ ษทั อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จากัด และบริ ษทั อินเทอร์เน็ต คอมเมอร์เชียล แอนด์โนว์เลจเซอร์ วิส จากัด ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็ น KSC คอม เมอร์เชียลอินเทอร์เน็ต จากัด


มาตรฐานการสื่ อสารด้ านอินเทอร์ เน็ต โปรโตคอล (Protocol) คือตัวกลาง หรื อ ภาษากลาง ที่ใช้เป็ นมาตรฐานสาหรับ การสื่ อสาร ในระบบเครื อข่าย อินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ติดต่อสื่ อสาร เชื่อมโยงกัน ระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ นับร้อยล้านเครื่ องซึ่งแต่ละเครื่ องมีความ แตกต่างกัน ทั้งรุ่ นและขนาดของ คอมพิวเตอร์ ถ้าขาดโปรโตคอลก็จะไม่ สามารถที่จะติดต่อสื่ อสาร ให้เข้าใจกัน ได้ เพราะฉะนั้นโปรโตคอล ก็เปรี ยบเหมือนเป็ นล่ามที่ใช้แปลภาษา ของระบบเครื อข่าย อินเทอร์เน็ต มาตรฐานนี้เรี ยกว่า TCP/IP การทางานของ TCP/IP จะแบ่งข้อมูลที่จะส่ งออกเป็ น ส่ วนย่อย ๆ เรี ยกว่า แพ็คเก็ต (Packet) แล้วส่ งไปตามเส้นทางต่าง ๆ ในเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจะกระจายแพ็คเก็ตออกไปหลายเส้นทาง แพ็คเก็ตเหล่านี้ จะไปรวมกันที่ปลายทาง และถูก นามาประกอบรวมกัน เป็ นข้อมูลที่สมบูรณ์อีกครั้ง ระบบไอพีแอดเดรส (IP Address) เมื่อเราต้องการสื่ อสารกับคอมพิวเตอร์ เครื่ องอื่น เราจะต้องทราบที่อยูข่ องเครื่ อง คอมพิวเตอร์เครื่ องนั้น คอมพิวเตอร์ที่ใช้ โปรโตคอล TCP/IP จะมีหมายเลขประจา เครื่ องที่ไม่ซ้ ากับเครื่ องอื่นในโลก มีชื่อ เรี ยกว่า ไอพีแอดเดรส ไอพีแอดเดรสจะมีลกั ษณะเป็ นตัวเลข 4 ชุดที่มีจุด ( . ) คัน่ เช่น 193.167.15.1 เป็ นต้น ตัวเลขแต่ละชุด จะมีค่าได้ต้ งั แต่ 0-255 คอมพิวเตอร์ ที่มีไอพีแอดเดรสเป็ น ของ ตัวเองและใช้เป็ นที่เก็บเว็บเพจ เราเรี ยกว่าเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรื อโฮสต์ (Host) ส่ วน องค์กรหรื อผูค้ วบคุมดูแลและจัดสรรหมายเลขไอพีแอดเดรส เราเรี ยกว่า อินเทอร์นิก (InterNIC)


โดเมนเนม (Domain Name) โดเมนเนม (Domain Name) เป็ นระบบที่นาตัวอักษร ที่จาได้ง่ายเข้ามาแทนไอพีแอดเดรส ที่เป็ น ตัวเลข แต่ละโดเมนจะมีชื่อไม่ซ้ ากัน และมักจะถูกตั้งให้คล้ายกับชื่อของบริ ษทั หน่วยงาน หรื อ องค์กรของผูเ้ ป็ นเจ้าของ เพื่อความสะดวกในการจดจาชื่อ ความหมายโดเมนเนม โดเมนเนม Com Edu Gov Mil Net Org

ความหมาย กลุ่มองค์การค้า (Commercial) กลุ่มการศึกษา (Education) กลุ่มองค์กรรัฐบาล (Governmental) กลุ่มองค์กรทหาร (Military) กลุ่มองค์การบริ หาร (Network Service) กลุ่มองค์กรอื่น ๆ (Organizations)

ความหมายโดเมนทีเ่ ป็ นชื่อย่ อของประเทศ โดเมนทีเ่ ป็ นชื่อย่ อของประเทศ au fr th jp uk

ความหมาย ออสเตรเลีย (Australia) ฝรั่งเศส (France) ไทย (Thailand) ญี่ปุ่น (Japan) อังกฤษ (United Kingdom)


โดเมนเนมเซิร์ฟเวอร์ โดเมนเนมเซิร์ฟเวอร์ (Domain Name Server) ถึงแม้ระบบโดเมนเนม จะทาให้ จดจาชื่อได้ง่าย แต่การทางานจริ ง ของ อินเทอร์เน็ต ก็จาเป็ นต้องใช้ไอพีแอดเดรส อย่างเดิม ดังนั้นจึงจาเป็ นต้องมีระบบ ที่จะ ทาการแปลงโดเมนเนม ไปเป็ นไอพี แอดเดรส โดยจะต้องจัดการให้คอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่ง ทาหน้าที่ในการแปลงโดเมนเนม ไป เป็ นไอพีแอดเดรส เครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่น้ ี จะถูกเรี ยกว่าโดเมนเนมเซิร์ฟเวอร์ (Domain Name Server) หรื อ ดีเอ็นเซิร์ฟเวอร์ (DNS Server) ตาแหน่ งอ้างอิงเว็บเพจ เป็ นตาแหน่งที่ใช้อา้ งอิงเว็บเพจต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตโดย พิมพ์ URL เข้าไปในช่อง Address ของเว็บเบราเซอร์โดย URL ประกอบด้วย 3 ส่ วน ดังนี้คือ

www.hotmail.com/data.html www คือ การแสดงว่าขณะนี้กาลังใช้บริ การ www hotmail คือ โดเมนเนมของเว็บไซต์ที่กาลังใช้งานอยู่ data.html คือ ตาแหน่งของไฟล์ที่เก็บเว็บเพจหน้านั้นอยู่


การเชื่อมต่ อเข้ าสู่ ระบบอินเทอร์ เน็ต การเชื่อมต่อเครื่ องคอมพิวเตอร์เข้าสู่ อินเทอร์เน็ตผูใ้ ช้จะต้องสมัครเป็ นสมาชิก เครื อข่ายจะต้องมีบีประจาเครื่ อง (Account Number) ที่ศนู ย์บริ การ แล้วเชื่อโยง คอมพิวเตอร์เข้ากับเครื่ องที่ศนู ย์บริ การ โดยใช้สายโทรศัพท์ผา่ นทางโมเด็ม (Modem) และจะมีซอฟต์แวร์ทาหน้าที่ แปลงคอมพิวเตอร์ของผูใ้ ช้เป็ นเทอร์มินลั ของคอมพิวเตอร์ที่ศนู ย์บริ การเมื่อสมัครเป็ นสมาชิกแล้ว ผูใ้ ช้จะมี User ID หรื อ User name หรื อ Login name และ Password ผูใ้ ช้จะต้องจัดเตรี ยมและเชื่อมต่ออุปกรณ์ดงั นี้ 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่จากัดชนิดและยีห่ อ้ ส่ วนใหญ่ที่นิยมใช้จะใช้เครื่ อง PC 2.โมเด็ม ทาหน้าที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ได้ ความเร็วของ โมเด็มเป็ นความเร็วในการส่ งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ โมเด็มมีขนาดความเร็วต่าง ๆ กัน โมเด็ม มีขนาดความเร็วสู งตั้งแต่ 14.4 Kbps ขึ้นไป ส่ วนใหญ่แล้วจะมีความสามารถรับส่ ง Fax ได้ดว้ ย เรี ยกกว่า Fax Modem โมเด็มที่มีความเร็วสู งจะมีราคาแพงกว่า ความเร็วของโมเด็มวัดเป็ นบิดต่อ วินาที (bps) โมเด็มแบ่ งออกเป็ น 2 ประเภท คือ 1.โมเด็มภายใน (internal modem) เป็ นการ์ดที่เสี ยบลงบนสล็อต (slot) ของเมนบอร์ด 2.โมเด็มภายนอก (External nodem) เป็ นกล่องขนาดเล็ก มีพอร์ต (port) เพื่อเสี ยบสัญาณ จากคอมพิวเตอร์เข้าโมเด็ม มีช่องสาหรับเสี ยบสายโทรศัพท์ และมีสายไฟจากโมเด็มเพื่อต่อเข้า กับไฟบ้าน 3. โทรศัพท์ เพื่อเชื่อมต่อสายโทรศัพท์เข้ากับโมเด็ม เพื่อให้ สัญญาณข้อมูลส่ งผ่านสายโทรศัพท์ ดังนั้นผูต้ อ้ งการใช้บริ การ อินเทอร์เน็ต จะต้องมีโทรศัพท์หนึ่งเลขหมายในการต่อเข้ากับ อินเทอร์เน็ต


4.ซอฟต์ แวร์ ในการใช้อินเทอร์เน็ตจะมีโปรแกรมที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ประเภทคือ 1.โปรแกรมที่ใช้ในการติดต่อเพื่อจัดการส่ งข้อมูลระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์กบั อินเทอร์เน็ต ถ้า เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบตั ิการ Window 95 จะมีโปรแกรม dial-Up Networking ที่ ใช้ในการสื่ อสารอยูแ่ ล้ว 2. โปรแกรมที่ใช้รับส่ งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เช่น Eudora 3. โปรแกรมที่ใช้คน้ หาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เรี ยกกว่า บราวเซอร์ (Browser) เช่น Netscape Navigator, Internet Exploer

5.ผู้ให้ บริการอินเทอร์ เน็ต (ISP : Internet Service Provider) ผูใ้ ช้จะต้องสมัครเป็ นสมาชิกเครื อข่ายกับผูใ้ ห้บริ การอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็ นศูนย์บริ การให้กบั สมาชิก ซึ่งมีท้ งั ภาครัฐและเอกชน ซึ่งผูใ้ ห้บริ การเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับระบบเครื อข่าย อินเทอร์เน็ตทัว่ โลกโดยศูนย์บริ การเหล่านี้จะต้องเสี ยเงินค่าเช่าสายสัญญาณไปต่างประเทศ ให้กบั รัฐ


ข้ อมูลข่ าวสารบนเว็บไซต์ 1. เว็บเพจ(Web Page) คือ ข้อมูลที่ แสดงบนเครื อข่ายอินเตอร์เน็ต เป็ น เอกสารที่สามารถ เชื่อมโยงไปยัง หน้า อื่น ๆ ได้ 2. เว็บไซต์ (Web Site) คือ เว็บเพจ ทั้งหลายที่มีอยูใ่ นอินเทอร์เน็ต และบรรจะไว้ในเครื่ อง คอมพิวเตอร์หนึ่ง ๆ เช่น เว็บไซต์ www.google.com 3. โฮมเพจ (Home Page) คือ เว็บ เพจหลักของเว็บไซต์ ภายใน โฮมเพจจะมีจะเชื่อมต่อเปิ ดเข้าไป ชม เว็บเพจอื่น ๆ ที่อยูภ่ ายใน เว็บไซต์น้ ีได้ 4. โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Web Browser) เป็ นโปรแกรมที่ทาหน้าที่ ในการเปิ ดเว็บเพจ และ สามารถรับส่ ง ไฟล์ทางอินเทอร์เน็ต โดยการแปลงภาษา HTML แล้วแสดงผลคาสัง่ ให้ออกมา เป็ นรู ปภาพเสี ยง และข้อมูล ต่าง ๆ ที่มีใช้อยูใ่ นปัจจุบนั ได้แก่ NCSA Mosaic, Netscape Navigator, Internet Explorer และ Opera โปรแกรมที่ได้รับความนิยมสู งสุ ดคือ Internet Explorer


5. ภาษาHTML (Hyper TextMarkup Language) เป็ นภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บเพจ โดยสามารถใส่ จุดเชื่อมโยง (Link) ไปยังเอกสาร หน้าอื่น ๆ ซึ่งการเชื่อมโยงนี้ถูกเรี ยกว่า Hypertextหรื อเอกสาร HTML ซึ่งเว็บเพจจะใช้ รหัส คาสัง่ สาหรับควบคุมการแสดงผลข้อความ หรื อรู ปภาพในลักษณะต่าง ๆกันได้ โดยใช้สิ่งที่ เรี ยกว่า แท็ก (Tag) ซึ่งแท็กจะกาหนด ให้เบรา เซอร์แปลความหมายของรหัสคาสั่งดังกล่าว เป็ น ข้อมูลของเว็บเพจและคุณสมบัติ พื้นฐานต่าง ๆ ด้วยนอกจากนี้ยงั ได้มีการนาเอาโค้ดภาษาโปรแกรมที่เรี ยกว่าสคริ ปต์ (Script) มา ช่วยเพิ่ม ความสามารถ และสี สันให้เว็บเพจมากขึ้น 6. WYSIWYG (What-You-See-Is-WhatYou-Get) โปรแกรมแบบวิสสิ วกิ นี้ ใช้สร้างเว็บ เพจโดยการนารู ปภาพ หรื อข้อความมาวางทับ บนเว็บเพจ และเมื่อแสดงผลเว็บเพจ จะปรากฎ หน้าเอกสารของเว็บเพจ เหมือนกับขณะที่ ทา การสร้าง การใช้งานจะใช้งานได้ง่ายกว่า การ เขียนด้วยภาษา HTMLมาก โปรแกรมที่สามารถ ตอบสนอง การสร้างเว็บเพจแบบ WYSIWYG มีอยูห่ ลายโปรแกรมให้เลือกใช้เช่น FrontPage, Dreamweaver เป็ นต้น


บริการต่ าง ๆ บนเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต อินเทอร์เน็ต เป็ นแหล่งที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจานวนมาก ที่เราสามารถค้นคว้า และรับส่ ง ข้อมูลไปมา ระหว่างกันได้ อินเทอร์เน็ตจึงมีประโยชน์สาหรับยุคสังคมและข่าวสาร ในปัจจุบนั อย่างมาก อินเทอร์เน็ต จะทาหน้าที่ เหมือนห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ส่ งข้อมูลที่เรา ต้องการมาให้ถึงบ้านหรื อที่ทางาน ภายในไม่กี่นาที จากแหล่งข้อมูลทัว่ โลก โดยจัดเป็ นบริ การ ในรู ปแบบต่าง ๆ ดังนี้ 1. เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web : WWW) คือบริ การค้นหาและแสดงข้อมูล แบบมัลติมีเดีย บนอินเทอร์เน็ตทุกประเภท ซึ่งข้อมูลและสารสนเทศอาจจัดอยูใ่ น รู ปแบบของข้อความ รู ปภาพ หรื อ เสี ยงก็ ได้ ข้อดีของบริ การประเภทนี้คือ สามารถ เชื่อมโยงไปยังเว็บเพจหน้าอื่น หรื อเว็บไซด์ อื่นได้ง่าย เพราะใช้วธิ ีการของ ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) โดยมีการทางานแบบไคลเอนท์/เซิร์ฟเวอร์ (Client/Server) ซึ่งผูใ้ ช้ สามารถค้นหาข้อมูล จากเครื่ องที่ให้บริ การซึ่งเรี ยกว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยอาศัยโปรแกรม ที่ใช้ดู ข้อมูลเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ซึ่งผลที่ได้จะมีการแสดงเป็ นไฮเปอร์เท็กซ์ ซึ่งในปัจจุบนั มีการผนวกรู ปภาพ เสี ยง ภาพเคลื่อนไหว และสามารถเชื่อมโยงไปยังเอกสารหรื อข้อมูลอื่น ๆ ได้โดยตรงตัวอย่างเช่น www.yahoo.com สามารถค้นหาและเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเรื่ องราวต่างๆ เช่น การศึกษาการท่องเที่ยว โรงแรมต่าง ๆ การรับส่ งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เป็ นต้น 2. จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) หรื อนิยมเรี ยก กันทัว่ ไปว่า “อีเมล์” (E-mail) เป็ น รู ปแบบการติดต่อสื่ อสาร ระหว่างกัน และกันบนเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต ที่มีประสิ ทธิภาพ มากที่สุด สามารถส่ งข้อความ ไปยังสมาชิกที่ติดต่อด้วย โดย ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และสามารถแนบไฟล์ขอ้ มูลไปพร้อม กับจดหมายได้อีกด้วย การส่ งจดหมายในลักษณะนี้ จะต้องมีที่


อยูเ่ หมือนกับการส่ งจดหมายปกติ แต่ที่ของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เราเรี ยกว่า E-mail Address 3. การโอนย้ ายข้ อมูล (FTP : File Transfer Protocol) เป็ นรู ปแบบการติดต่อสื่ อสารข้อมูล บน เครื อข่ายอินเทอร์เน็ต อีกรู ปแบบหนึ่ง ใช้สาหรับการโอนย้ายข้อมูลระหว่างผูใ้ ช้โปรแกรม FTP กับ FTP Server การโอนย้ายไฟล์จาก FTP Server มายังเครื่ องของผูใ้ ช้ เรี ยกว่า ดาวน์โหลด (Download) และการโอนย้ายไฟล์ จากเครื่ องคอมพิวเตอร์ของผูใ้ ช้ ไปยังไปยัง FTP Server เรี ยกว่า อัพโหลด 4. การสื บค้ นข้ อมูล (Search Engine) คือ บริ การที่ใช้ในการค้นหา ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยพิมพ์ขอ้ ความ ที่ตอ้ งการสื บค้น เข้าไป โปรแกรมจะทา การค้นหาข้อมูลที่ตอ้ งการ ให้ภายในเวลา ไม่กี่นาที โปรแกรมประเภทนี้เราเรี ยกว่า Search Engines เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ สามารถจาชื่อเว็บไซด์ บางเว็บได้ ก็ สามารถใช้วธิ ีการสื บค้นข้อมูล ใน ลักษณะนี้ได้ เว็บไซด์ที่ทาหน้าที่เป็ น Search Engines มีอยูเ่ ป็ นจานวนมาก เช่น google.com , yahoo.com , sanook.com ฯลฯ เป็ นต้น 5. การสนทนากับผู้อนื่ บนอินเทอร์ เน็ต จะคล้ายกับการใช้โทรศัพท์แต่แตกต่างกันที่ เป็ นการ สื่ อสาร ผ่านเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะใช้ไมโครโฟน และลาโพงที่ต่ออยูก่ บั คอมพิวเตอร์ใน การสนทนา


6. กระดานข่ าวอิเล็กทรอนิกส์ (News Group or Use Net) เป็ นบริ การกระดานข่าว อิเล็กทรอนิกส์ สาหรับผูใ้ ช้งานอินเทอร์เน็ตสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และแสดงความ คิดเห็นลงไปบริ เวณกระดานข่าวได้ มีการแบ่งกลุ่มผูใ้ ช้ออกเป็ นกลุ่ม ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะสนใจ เรื่ องราวที่แตกต่างกันไป เช่นการศึกษา การท่องเที่ยว การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การเกษตร และอุตสาหกรรม เป็ นต้น

7. การสื่ อสารด้ วยข้ อความ IRC (Internet Relay Chat) เป็ นการติดต่อสื่ อสารกับผูอ้ ื่น โดยการพิมพ์ ข้อความโต้ตอบกัน ซึ่งจานวนผูร้ ่ วมสนทนาอาจมี หลายคนในเวลาเดียวกัน ทุกคนจะเห็นข้อความ ที่ แต่ละคนพิมพ์เหมื���นกับว่ากาลังนัง่ สนทนาอยู่ ในห้องเดียวกัน โปรแกรมที่ใช้ในการ ติดต่อสื่ อสารได้แก่ โปรแกรม mIRC โปรแกรม PIRCH และโปรแกรม Comic Chat นอกจาก โปรแกรม IRC แล้ว ในปัจจุบนั นี้ภายใน เว็บไซต์ ยังเปิ ดให้บริ การห้องสนทนาผ่านทาง โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ได้อีกด้วย สมาชิกกลุ่ม 7 นายเลิศพงศ์

เลิศอุตสาหะ

เลขที่ 4

ม.6/6

นายถิรพงศ์

พระใหญ่

เลขที่ 9

ม.6/6

นางสาวพิมลพรรณ

กลิ่นกุล

เลขที่ 28

ม.6/6

นางสาวธีราภรณ์

เพชรสุ ภา

เลขที่ 32

ม.6/6

นางสาวพิชนิดา

บุตรโคตร

เลขที่ 33

ม.6/6


นางสาววราภรณ์

สัมฤทธิ์ผล

เลขที่ 41

ม.6/6


ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต