Page 1

1

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ การที่ระบบเครื อข่ายมีบทบาทและความสำาคัญเพิ่มขึ้น เพราะไมโครคอมพิวเตอร์ ได้รับการใช้งาน อย่างแพร่ หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เหล่านั้นถึงกับเพื่อเพิม่ ขีดความสามารถของ ระบบให้สูงขึ้น เพิ่มการใช้งานด้านต่าง ๆ และลดต้นทุนระบบโดยรวมลง มีการแบ่งใช้งานอุปกรณ์และ ข้อมูลต่าง ๆ ตลอดจนสามารถทำางานร่ วมกันได้สิ่งสำาคัญที่ทาำ ให้ระบบข้อมูลมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น คือ การโอนย้ายข้อมูลระหว่างกัน และการเชื่อมต่อหรื อการสื่ อสาร การโอนย้ายข้อมูลหมายถึงการนำาข้อมูลมา แบ่งกันใช้งาน หรื อการนำาข้อมูลไปใช้ประมวลผลในลักษณะแบ่งกันใช้ทรัพยากร เช่น แบ่งกันใช้ซีพียู แบ่ง กันใช้ฮาร์ ดดิสก์ แบ่งกันใช้โปรแกรม และแบ่งกันใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีราคาแพงหรื อไม่สามารถจัดหาให้ทุก คนได้ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็ นเครื อข่ายจึงเป็ นการเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการใช้งานให้กว้างขวางและมาก ขึ้นจากเดิม การเชื่อมต่อในความหมายของระบบเครื อข่ายท้องถิ่น ไม่ได้จาำ กัดอยูท่ ี่การเชื่อมต่อระหว่างเครื่ อง ไมโครคอมพิวเตอร์ แต่ยงั รวมไปถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้าง เทคโนโลยีที่กา้ วหน้าทำาให้การทำางาน เฉพาะมีขอบเขตกว้างขวางยิง่ ขึ้น มีการใช้เครื่ องบริ การแฟ้ มข้อมูลเป็ นที่เก็บรวบรวมแฟ้ มข้อมูลต่างๆ มีการ ทำาฐานข้อมูลกลาง มีหน่วยจัดการระบบสื่ อสารหน่วยบริ การใช้เครื่ องพิมพ์ หน่วยบริ การการใช้ซีดี หน่วย บริ การปลายทาง และอุปกรณ์ประกอบสำาหรับต่อเข้าในระบบเครื อข่ายเพื่อจะทำางานเฉพาะเจาะจงอย่างใด อย่างหนึ่ง ในรู ป เป็ นตัวอย่างเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่จดั กลุ่มเชื่อมโยงเป็ นระบบ

ตัวอย่างเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่จดั กลุ่มอุปกรณ์รอบข้างเชื่อมโยงเป็ นระบบ


2

ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ร ะ บ บ เ ค รื อ ข่ า ย ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ( Computer Network) หมายถึงการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ต้ งั แต่ 2 เครื่ อง ขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรื อสื่ ออื่นๆ ทำาให้คอมพิวเตอร์ สามารถรับส่ งข้อมูลแก่กนั และกันได้

ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่เป็ นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ หลายๆ เครื่ องเข้ากับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ขนาด ใหญ่ที่เป็ นศูนย์กลาง เราเรี ยกคอมพิวเตอร์ที่เป็ นศูนย์กลางนี้ วา่ โฮสต์ (Host) และเรี ยกคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ที่เข้ามาเชื่อมต่อว่า ไคลเอนต์ (Client) ระบบเครื อข่าย (Network) จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกันเพื่อ การติดต่อสื่ อสาร เราสามารถส่งข้อมูลภายในอาคาร หรื อข้ามระหว่างเมืองไปจนถึงอีกซีกหนึ่งของโลก ซึ่งข้อมูลต่างๆ อาจเป็ นทั้งข้อความ รู ปภาพ เสี ยง ก่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ วแก่ผใู ้ ช้ ซึ่งความสามารถ เหล่านี้ทาำ ให้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์มีความสำาคัญ และจำาเป็ นต่อการใช้งานในแวดวงต่างๆ


3

องค์ ประกอบระบบเครือข่ ายคอมพิวเตอร์ 1. เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ เชื่อมโยง (Computer Hardware) หมายถึง เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ต่อเชื่อม โยงอยูใ่ นระบบเครื อข่าย 2. อุปกรณ์ ที่ใช้ ในการสื่อสาร (Communication Equipment) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ในการแปลง สัญญาณข้อมูลที่ส่งผ่านระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ รวมสั ญญาณ และ อุปกรณ์ เชื่อมต่ อเครือข่ าย 2.1 )อุปกรณ์ รวมสัญญาณ ได้แก่ 2.1.1) มัลติเพล็กซ์ เซอร์ (Multiplexer) นิยมเรี ยกกันว่า มัก (MUX) จะเป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในการลดค่า ใช้จ่ายในการส่งข้อมูลผ่านสายสื่ อสาร โดยจะทำาการรวมข้อมูล (multiplex) จากเครื่ องเทอร์ มินลั จำานวนหนึ่งเข้าด้วยกัน และส่งผ่านสายสื่ อสารเช่น สายโทรศัพท์ และที่ปลายทาง MUX อีกตัวก็จะทำา หน้าที่แยกข้อมูล (demultiplex) ส่งไปยังจุดหมายที่ตอ้ งการ 2.1.2) คอนเซนเตรเตอร์ (concentrator) นิยมเรี ยกกันว่า คอนเซน จะเป็ นมัลติเพลกเซอร์ ที่มี ประสิ ทธิ ภาพสูงขึ้น โดยจะสามารถทำาการเก็บข้อมูลเพื่อส่ งต่อ (store and forward) โดยใช้หน่วยความจำา ำ รวมทั้งอาจมีการบีบอัด buffer ทำาให้สามารถเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่มีความเร็ วสูงกับความเร็ วต่ าได้ ข้อมูล (compress) เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลได้มากขึ้นด้วย 2.1.3) ฮับ (Hub) สามารถเรี ยกได้อีกอย่างว่า LAN Concentrator เนื่องจากฮับจะทำาหน้าที่ เช่นเดียวกับคอนเซน แต่จะมีราคาถูกกว่า นิยมใช้ในเครื อข่าย LAN รุ่ นใหม่ๆ โดยใช้ฮบั ในการเชื่อม สัญญาณจากหลายๆ จุดเข้าเป็ นจุดเดียวในโทโปโลยีของ LAN แบบ Star เช่น 10BaseT เป็ นต้น ฮับสามารถแบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ 1. Passive Hub เป็ นฮับที่ไม่มีการขยายสัญญาณใดๆที่ส่งผ่านมา มีขอ้ ดีคือราคาถูก และไม่จาำ เป็ นต้องใช้พลังงานไฟฟ้ า ำ ญญาณ (Repeater) ในตัว นัน่ คือจะขยายสัญญาณที่ส่งผ่าน 2.Active Hub จะทำาหน้าที่เป็ นเครื่ องทวนซ้าสั มา ทำาให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านสายเคเบิลได้ไกลขึ้น และ เนื่องจากต้องทำาการขยายสัญญาณทำาให้ Active Hub ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ าด้วย จึงเป็ น ข้อเสี ยที่ตอ้ งมีปลัก๊ ไฟในการใช้งานเสมอ 2.1.4) ฟรอนต์ เอนต์ โปรเซสเซอร์ (Front-End Processor) มีหน้าที่การทำางานเช่นเดียวกับ คอนเซนเตรเตอร์ แต่โดยปกติจะเป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ทาำ งานนี้ โดยเฉพาะเครื่ องหนึ่ง ซึ่งจะมีปลายด้าน หนึ่งทำาการเชื่อมโยงด้วยความเร็วสูงเข้ากับเครื่ องคอมพิวเตอร์ หลัก เช่น เมนเฟรม และปลายอีกด้านจะเชื่อม เข้ากับสายสื่ อสารและอุปกรณ์อื่นๆ ฟรอนต์เอนต์โปรเซสเซอร์ จะพบมากในระบบขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลด ภาระในการติดต่อกับอุปกรณ์รอบข้างให้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ หลัก (Host)


4

2.1.5) เซกเมนต์ เครือข่าย (Network Segments) ระบบเครื อข่ายสามารถแบ่งออกเป็ นหลายๆ เซก เมนต์ ซึ่งแต่ละเซกเมนต์จะเป็ นระบบเครื อข่ายอิสระที่แยกออกจากกันด้วยบริ ดจ์หรื อเราท์เตอร์ หรื อแม้ กระทัง่ เครื่ องคอมพิวเตอร์ตวั ใดตัวหนึ่งซึ่งเชื่อมต่ออยูก่ บั เซกเมนต์เหล่านั้น และทำางานเสมือนหนึ่งเป็ น บริ ดจ์ (อาจเป็ นเครื่ องเซิร์ฟเวอร์กไ็ ด้) การแบ่งเครื อข่ายเป็ นเซกเมนต์ยอ่ ยๆ จะช่วยลดการจราจรของข้อมูล ในระบบเครื อข่าย เนื่องจากข้อมูลการติดต่อกันของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่อยูภ่ ายในเซกเมนต์เดียวกันจะไม่ ถูกกระจายออกนอกเซกเมนต์ ยกเว้นแต่จะระบุให้ส่งไปยังเซกเมนต์อื่นเท่านั้น เซกเมนต์ของเครื อข่ายนิยม เรี ยกอีกอย่างว่า เครื อข่ายย่อ (subnetwork) . 2.2)อุปกรณ์ เชื่อมต่ อเครือข่าย 2.2.1) เครื่องทวนซ้ำ าสัญญาณ (Repeater) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับ Physical Layer ใน OSI Model มีหน้าที่เป็ นอุปกรณ์เชื่อมต่อสำาหรับขยายสัญญาณให้กบั เครื อข่าย เพื่อเพิ่มระยะทางในการรับส่ ง ข้อมูลผ่านเครื อข่ายให้ไกลออกไปได้กว่าปกติ ข้อจำากัดของรี พีตเตอร์ คือทำาหน้าที่ในการส่ งต่อสัญญาณที่ได้ รับมาเท่านั้น จะไม่มีการติดต่อกับระบบเครื อข่าย และไม่รู้จกั ลักษณะของข้อมูลที่แฝงมากับสัญญาณเลย 2.2.2) บริดจ์ (Bridge) ใช้ในการเชื่อมต่อ วงแลน (LAN Segments) เข้าด้วยกัน ทำาให้สามารถขยาย ขอบเขตของ LAN ออกไปได้เรื่ อยๆ โดยที่ประสิ ทธิ ภาพรวมของระบบไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากการติดต่อ ของเครื่ องที่อยูใ่ นเซกเมนต์เดียวกัน จะไม่ถูกส่ งผ่านบริ ดจ์ไปรบกวนการจราจรของเซกเมนต์อื่น และ เนื่องจากบริ ดจ์เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับ Data Link Layer ใน OSI Model ทำาให้สามารถใช้ในการ เชื่อมต่อเครื อข่ายที่แตกต่างกันในระดับ Physical และ Data link ได้ เช่น ระหว่าง Ethernet กับ Token Ring เป็ นต้น ซึ่งอาจเชื่อมต่อระหว่าง LAN ที่อยูห่ ่ างกันผ่านทางสื่ อสาธารณะเช่นสายโทรศัพท์ดว้ ยบริ ดจ์ระยะ ไกล (Remote Bridge) โดยบริ ดจ์อาจเป็ นได้ท้ งั ฮาร์ ดแวร์ เฉพาะ หรื อซอฟต์แวร์ บนเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ กำาหนดให้เป็ นบริ ดจ์กไ็ ด้ 2.2.3) สวิตซ์ ( Switch) หรื อที่นิยมเรี ยกว่า อีเธอร์ เนตสวิตซ์ (Ethernet Swiftch) จะเป็ นบริ ดจ์แบบ หลายช่องทาง (Mulftiport Bridge) ที่นิยมใช้ในระบบเครื อข่ายแลนแบบ Ethernet เพื่อใช้เชื่อมต่อเครื อข่าย หลายๆ เครื อข่าย (Segment) เข้าด้วยกัน สวิตซ์จะช่วยลดการจราจรระหว่างเครื อข่ายที่ไม่จาำ เป็ น (ตาม คุณสมบัติของบริ ดจ์) และเนื่องจากการเชื่อมต่อแต่ละช่องทาง กระทำาอยูภ่ ายในตัวสวิตซ์เอง ทำาให้สามารถ ทำาการแลกเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละเครื อข่าย (Switching) ได้อย่างรวดเร็ วกว่าการใช้บริ ดจ์จาำ นวนหลายๆ ตัว เชื่อมต่อกันนอกจากนี้ สวิตซ์ยงั สามารถใช้เชื่อมเครื่ องคอมพิวเตอร์ เพียงเครื่ องเดียวเข้ากับตัวสวิตซ์ ซึ่งจะทำา ให้เครื่ องๆ นั้น สามารถติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ดว้ ยความเร็ วเต็มความสามารถของช่องทางการสื่ อสารข้อมูลกับ เครื่ องอื่นๆ เลย


5

2.2.4) เราท์ เตอร์ (Router) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับที่สูงกว่าบริ ดจ์ คือในระดับ Network Layer ใน OSI Model ทำาให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื อข่ายที่ใช้โปรโตคอลเครื อข่ายต่างกัน และสามารถทำาการกรอง (filter) เลือกเฉพาะชนิดของข้อมูลที่ระบุไว้วา่ ให้ผา่ นไปได้ ทำาให้ช่วยลดปั ญหา การจราจรที่คบั คัง่ ของข้อมูล และเพิ่มระดับความปลอดภัยของเครื อข่าย นอกจากนี้เราท์เตอร์ ยงั สามารถหา เส้นทางการส่งข้อมูลที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติดว้ ย (ในกรณี ที่สามารถส่ งได้หลายเส้นทาง) อย่างไรก็ดีเรา ท์เตอร์ จะเป็ นอุปกรณ์ที่ข้ ึนกับโปรโตคอล ในการใช้งานจะต้องเลือกซื้ อเราท์เตอร์ ที่สนับสนุนโปรโตคอล ของเครื อข่ายที่ตอ้ งการจะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเราท์เตอร์ อาจเป็ นฮาร์ ดแวร์ เฉพาะหรื อซอฟท์แวร์ เราท์เตอร์ 2.2.5) เกทเวย์ (Gateway) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับ Transport Layer จนถึง Application Layer ของ OSI Model มีหน้าที่ในการเชื่อมต่อและแปลงข้อมูลระหว่างเครื อข่ายที่แตกต่างกันทั้งในส่ วน ของโปรโตคอลและสถาปัตยกรรมของเครื อข่าย เช่น เชื่อมต่อและแปลงข้อมูลระหว่างระบบเครื อข่าย LAN และระบบ Mainframe หรื อเชื่อมระหว่างเครื อข่าย SNA ของ IBM กับ DECNet ของ DEC เป็ นต้น โดยปกติ Gateway มักจะเป็ น Software Package ที่ใช้งานบนเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องใดเครื่ องหนึ่ง (ซึ่งทำาให้เครื่ อง นั้นมีสถานะเป็ น Gateway) และมักใช้สาำ หรับเชื่อม Workstation เข้าสู่เครื่ องที่เป็ นเครื่ องหลัก (host) ทำาให้ เครื่ องที่เป็ น Workstation ทำางานติดต่อกับเครื่ องหลักได้โดยไม่ตอ้ งกังวลเกี่ยวกับข้อแตกต่างของระบบเลย 3.ช่ องทางสื่อสาร (Communication Channel) ได้แก่ช่องทางหรื อเส้นทางที่ขอ้ มูลจะส่ งผ่านออกไป ช่องทางเหล่านี้มีท้ งั ที่อยูใ่ นรู ปแบบเป็ นระบบสาย เช่น สายโทรศัพท์ สายูทีพี สายโคแอคเชียล และสาย เคเบิลใยแก้ว เป็ นต้น และอยูใ่ นรู ปแบบไร้สาย เช่น การส่ งผ่านระบบคลื่นวิทยุ หรื อระบบดาวเทียม ซึ่งให้ ความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งาน 4.โปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการที่ใช้ ในการติดต่ อสื่ อสาร (Communication Software) ได้แก่ โปรแกรมหรื อระบบปฏิบตั ิการที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อรองรับการทำางานในการรับขส่ งข้อมูลผ่านทางระบบ เครื อข่าย โปรแกรมเหล่านี้ ปัจจุบนั มักรวมอยูเ่ ป็ นส่ วนหนึ่งของระบบปฏิบตั ิการ เช่น Microsoft Windows 95/98/2000, Microsoft Windows NT,linux,Unix เป็ นต้น โดยโปรแกรมเหล่านี้ จะต้องมีมาตรฐานที่ใช้ใน การเชื่อมโยงเฉพาะของตนเองที่เรี ยกว่า โปรโตคอล เช่น TCP/IP,IPX/SPX,NetBEUI เพื่อสารมารถแลก เปลี่ยนข้อมูลในระบบเครื อข่ายได้


6

ประเภทของเครือข่ ายคอมพิวเตอร์ เครื อข่ายสามารถจำาแนกออกได้หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ขนาด ลักษณะการแลกเปลี่ยน ข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เป็ นต้น โดยทัว่ ไปการจำาแนกประเภทของเครื อข่ายมีอยู่ 3 วิธีคือ 1. ใช้ ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็ นเกณฑ์ แบ่ งออกได้ เป็ น 3 ประเภทดังนี้ 1.1 LAN (Local Area Network) : ระบบเครื อข่ายระดับท้องถิ่น

เป็ นระบบเครื อข่ายที่ใช้งานอยูใ่ นบริ เวณที่ไม่กว้างนัก อาจใช้อยูภ่ ายในอาคารเดียวกันหรื ออาคาร ที่อยูใ่ กล้กนั เช่น ภายในมหาวิทยาลัย อาคารสำานักงาน คลังสิ นค้า หรื อโรงงาน เป็ นต้น การส่ งข้อมูล สามารถทำาได้ดว้ ยความเร็ วสูง และมีขอ้ ผิดพลาดน้อย ระบบเครื อข่ายระดับท้องถิ่นจึงถูกออกแบบมาให้ช่วย ลดต้นทุนและเพื่อเพิ่มประสิ ทธิภาพในการทำางาน และใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่ วมกัน


7

1.2 MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครื อข่ายระดับเมือง

เป็ นระบบเครื อข่ายที่มีขนาดอยูร่ ะหว่าง Lan และ Wan เป็ นระบบเครื อข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรื อ จังหวัดเท่านั้น การเชื่อมโยงจะต้องอาศัยระบบบริ การเครื อข่ายสาธารณะ จึงเป็ นเครื อข่ายที่ใช้กบั องค์การที่มี สาขาห่ างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร เครื อข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกล มาก จึงมีความเร็ วในการสื่ อสารไม่สูง เนื่องจากมีสญ ั ญาณรบกวนในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กบั เครื อข่ายแวนมี ความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำาแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล


8

1.3 WAN (Wide Area Network) : ระบบเครื อข่ายระดับประเทศ หรื อเครื อข่ายบริ เวณกว้าง

เป็ นระบบเครื อข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยูใ่ นบริ เวณกว้าง เช่น ระบบเครื อข่ายที่ติดตั้งใช้งานทัว่ โลก เป็ น เครื อข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรื ออุปกรณ์ที่อยูห่ ่ างไกลกันเข้าด้วยกัน อาจจะต้องเป็ นการติดต่อสื่ อสารกัน ในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรื อทัว่ โลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อนั้น จะต้องมีการต่อเข้ากับระบบสื่ อสาร ขององค์การโทรศัพท์หรื อการสื่ อสารแห่งประเทศไทยเสี ยก่อน เพราะจะเป็ นการส่ งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ ำ ในการติดต่อสื่ อสารกันโดยปกติมีอตั ราการส่ งข้อมูลที่ต่าและมี โอกาสเกิดข้อผิดพลาด การส่ งข้อมูลอาจใช้ อุปกรณ์ในการสื่ อสาร เช่น โมเด็ม (Modem) มาช่วย 2. ใช้ ลกั ษณะหน้ าที่การทำางานของคอมพิวเตอร์ ในเครือข่ ายเป็ นเกณฑ์ สามารถแบ่ งได้ เป็ น 2 ประเภทดังนี้ 2.1 Peer-to-Peer Network หรื อเครื อข่ายแบบเท่าเทียม เป็ นการเชื่อมต่อเครื่ องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยเครื่ องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ อง จะสามารถแบ่ง ทรัพยากรต่างๆ ไม่วา่ จะเป็ นไฟล์หรื อเครื่ องพิมพ์ซ่ ึ งกันและกันภายในเครื อข่ายได้ เครื่ องแต่ละเครื่ องจะ ทำางานในลักษณะที่ทดั เทียมกัน ไม่มีเครื่ องใดเครื่ องเครื่ องหนึ่งเป็ นเครื่ องหลักเหมือนแบบ Client / Server แต่กย็ งั คงคุณสมบัติพ้ืนฐานของระบบเครื อข่ายไว้เหมือนเดิม การเชื่อมต่อแบบนี้ มกั ทำาในระบบที่มีขนาด เล็กๆ เช่น หน่วยงานขนาดเล็กที่มีเครื่ องใช้ไม่เกิน 10 เครื่ อง การเชื่อมต่อแบบนี้ มีจุดอ่อนในเรื่ องของระบบ รักษาความปลอดภัย แต่ถา้ เป็ นเครื อข่ายขนาดเล็ก และเป็ นงานที่ไม่มีขอ้ มูลที่เป็ นความลับมากนัก เครื อข่าย แบบนี้ ก็เป็ นรู ปแบบที่น่าเลือกนำามาใช้ได้เป็ นอย่างดี


9

2.2 Client-Server Network หรื อเครื อข่ายแบบผูใ้ ช้บริ การและผูใ้ ห้บริ การ เป็ นระบบที่มีเครื่ องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่ องมีฐานะการทำางานที่เหมือน ๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบ เครื อข่าย แต่จะมีเครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่ง ที่ทาำ หน้าที่เป็ นเครื่ อง Server ที่ทาำ หน้าที่ให้บริ การทรัพยากร ต่าง ๆ ให้กบั เครื่ อง Client หรื อเครื่ องที่ขอใช้บริ การ ซึ่งอาจจะต้องเป็ นเครื่ องที่มีประสิ ทธิ ภาพที่ค่อนข้างสูง ถึงจะทำาให้การให้บริ การมีประสิ ทธิภาพตามไปด้วย ข้อดีของระบบเครื อข่าย Client - Server เป็ นระบบที่มี การรักษาความปลอดภัยสูงกว่า ระบบแบบ Peer To Peer เพราะว่าการจัดการในด้านรักษาความปลอดภัยนั้น จะทำากันบนเครื่ อง Server เพียงเครื่ องเดียว ทำาให้ดูแลรักษาง่าย และสะดวก มีการกำาหนดสิ ทธิ การเข้าใช้ ทรัพยากรต่าง ๆให้กบั เครื่ องผูข้ อใช้บริ การ หรื อเครื่ อง Client 3. ใช้ ระดับความปลอดภัยของข้อมูลเป็ นเกณฑ์ การแบ่งประเภทเครื อข่ายตามระดับความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็ น 3 ประเภทคือ อินเทอร์ เน็ต (Internet) อินทราเน็ต (Intranet) และ เอ็กส์ทราเน็ต (Extranet) อินเทอร์ เน็ตเป็ นเครื อข่าย สาธารณะที่ทุกคนสามารถเชื่อมต่อเข้าได้ เครื อข่ายนี้ จะไม่มีความปลอดภัยของข้อมูลเลย ถ้าทุกคนสามารถ เข้าถึงข้อมูลที่แชร์ไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ ในทางตรงกันข้าม อินทราเน็ตเป็ นเครื อข่ายส่ วนบุคคล ข้อมูลจะถูก แชร์ เฉพาะผูท้ ี่ใช้อยูข่ า้ งในเท่านั้น หรื อผูใ้ ช้อินเทอร์ เน็ตไม่สามารถเข้ามาดูขอ้ มูลในอินทราเน็ตได้ ถึงแม้วา่ ทั้งสองเครื อข่ายจะมีการเชื่อมต่อกันอยูก่ ต็ าม ส่ วนเอ็กทราเน็ตนั้นเป็ นเครื อข่ายแบบกึ่งอินเทอร์ เน็ตและ อินทราเน็ตกล่าวคือ การเข้าใช้เอ็กส์ทราเน็ตนั้นมีการควบคุม เอ็กส์ทราเน็ตส่ วนใหญ่จะเป็ นเครื อข่ายที่เชื่อม ต่อระหว่างองค์กรเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบางอย่างซึ่งกันและกัน ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ ตอ้ งมีการควบคุม เพราะเฉพาะข้อมูลบางอย่างเท่านั้นที่ตอ้ งการแลกเปลี่ยน 3.1 อินเทอร์ เน็ต (Internet) เครื อข่ายสาธารณะ อินเทอร์เน็ตเป็ นเครื อข่ายที่ครอบคลุมทัว่ โลก ซึ่งมีคอมพิวเตอร์ เป็ นล้านๆเครื่ องเชื่อมต่อเข้ากับ ระบบและยังขยายตัวขึ้นเรื่ อย ๆ ทุกปี อินเทอร์ เน็ตมีผใู ้ ช้ทวั่ โลกหลายร้อยล้านคน และผูใ้ ช้เหล่านี้ สามารถ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างอิสระ โดยที่ระยะทางและเวลาไม่เป็ นอุปสรรค นอกจากนี้ผใู ้ ช้ยงั สามารถเข้าดูขอ้ มูลต่าง ๆ ที่ถูกตีพิมพ์ในอินเทอร์ เน็ตได้ อินเทอร์ เน็ตเชื่อมแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่วา่ จะเป็ นองค์กรธุรกิจ มหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐบาล หรื อแม้กระทัง่ แหล่งข้อมูลบุคคล องค์กรธุรกิจ หลายองค์กรได้ใช้อินเทอร์เน็ตช่วยในการทำาการค้า เช่น การติดต่อซื้อขายผ่านอินเทอร์ เน็ตหรื ออีคอมเมิร์ช (E-Commerce) ซึ่งเป็ นอีกช่องทางหนึ่งสำาหรับการทำาธุรกิจที่กาำ ลังเป็ นที่นิยม เนื่องจากมีตน้ ทุนที่ถูกกว่า และมีฐานลูกค้าที่ใหญ่มาก ส่วนข้อเสี ยของอินเทอร์เน็ตคือ ความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากทุกคน สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่แลกเปลี่ยนผ่านอินเทอร์ เน็ตได้


10

อินเทอร์ เน็ตใช้โปรโตคอลที่เรี ยกว่า “TCP/IP (Transport Connection Protocol/Internet Protocol)” ในการ สื่ อสารข้อมูลผ่านเครื อข่าย ซึ่งโปรโตคอลนี้ เป็ นผลจากโครงการหนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โครงการนี้มีชื่อว่า ARPANET (Advanced Research Projects Agency Network) ในปี ค.ศ.1975 จุดประสงค์ ของโครงการนี้ เพื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่อยูห่ ่ างไกลกัน และภายหลังจึงได้กาำ หนดให้เป็ นโปรโตคอล มาตรฐานในเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต ในปัจจุบนั อินเทอร์ เน็ตได้กลายเป็ นเครื อข่ายสาธารณะ ซึ่งไม่มีผใู ้ ดหรื อ องค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็ นเจ้าของอย่างแท้จริ ง การเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์ เน็ตต้องเชื่อมต่อผ่านองค์กรที่เรี ยก ว่า “ISP (Internet Service Provider)” ซึ่งจะทำาหน้าที่ให้บริ การในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์ เน็ต นัน่ คือ ข้อมูลทุกอย่างที่ส่งผ่านเครื อข่าย ทุกคนสามารถดูได้ นอกเสี ยจากจะมีการเข้ารหัสลับซึ่งผูใ้ ช้ตอ้ งทำาเอง 3.2 อินทราเน็ต (Intranet) หรื อเครื อข่ายส่ วนบุคคล ตรงกันข้ามกับอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตเป็ นเครื อข่ายส่ วนบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ต เช่น เว็บ, อีเมล, FTP เป็ นต้น อินทราเน็ตใช้โปรโตคอล TCP/IP สำาหรับการรับส่ งข้อมูลเช่นเดียวกับอินเทอร์ เน็ต ซึ่งโปรโตคอลนี้ สามารถใช้ได้กบั ฮาร์ดแวร์หลายประเภท และสายสัญญาณหลายประเภท ฮาร์ ดแวร์ ที่ใช้ สร้างเครื อข่ายไม่ใช่ปัจจัยหลักของอินทราเน็ต แต่เป็ นซอฟต์แวร์ ที่ทาำ ให้อินทราเน็ตทำางานได้ อินทราเน็ต เป็ นเครื อข่ายที่องค์กรสร้างขึ้นสำาหรับให้พนักงานขององค์กรใช้เท่านั้น การแชร์ ขอ้ มูลจะอยูเ่ ฉพาะใน อินทราเน็ตเท่านั้น หรื อถ้ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโลกภายนอกหรื ออินเทอร์ เน็ต องค์กรนั้นสามารถที่จะ กำาหนดนโยบายได้ ในขณะที่การแชร์ขอ้ มูลอินเทอร์ เน็ตนั้นยังไม่มีองค์กรใดที่สามารถควบคุมการแลก เปลี่ยนข้อมูลได้ เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต พนักงานบริ ษทั ของบริ ษทั สามารถติดต่อสื่ อสารกับโลก ภายนอกเพื่อการค้นหาข้อมูลหรื อทำาธุรกิจต่าง ๆ การใช้โปรโตคอล TCP/IP ทำาให้ผใู ้ ช้สามารถเข้าใช้เครื อ ข่ายจากที่ห่างไกลได้ (Remote Access) เช่น จากที่บา้ น หรื อในเวลาที่ตอ้ งเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ การเชื่อม ต่อเข้ากับอินทราเน็ต โดยการใช้โมเด็มและสายโทรศัพท์ ก็เหมือนกับการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์ เน็ต แต่ แตกต่างกันที่เป็ นการเชื่อมต่อเข้ากับเครื อข่ายส่ วนบุคคลแทนที่จะเป็ นเครื อข่ายสาธารณะอย่างเช่น อินเทอร์ เน็ต การเชื่อมต่อกันได้ระหว่างอินทราเน็ตกับอินเทอร์ เน็ตถือเป็ นประโยชน์ที่สาำ คัญอย่างหนึ่ง ระบบการรักษาความปลอดภัยเป็ นสิ่ งที่แยกอินทราเน็ตออกจากอินเทอร์ เน็ต เครื อข่ายอินทราเน็ตขององค์กร จะถูกปกป้ องโดยไฟร์วอลล์ (Firewall) ซึ่งอาจจะเป็ นได้ท้ งั ฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่ทาำ หน้าที่กรองข้อมูลที่ แลกเปลี่ยนกันระหว่างอินทราเน็ตและอินเทอร์ เน็ตเมื่อทั้งสองระบบมีการเชื่อมต่อกัน ดังนั้นองค์กรสามารถ กำาหนดนโยบายเพื่อควบคุมการเข้าใช้งานอินทราเน็ตได้อินทราเน็ตสามารถสนองความต้องการของผูใ้ ช้ใน องค์กรได้หลายอย่าง ความง่ายในการตีพิมพ์บนเว็บทำาให้เป็ นที่นิยมในการประกาศข่าวสารขององค์กร เช่น ข่าวภายในองค์กร กฎ ระเบียบ และมาตรฐาน การปฏิบตั ิงานต่าง ๆ เป็ นต้น หรื อแม้กระทัง่ การเข้าถึงฐาน ข้อมูลขององค์กรก็ง่ายเช่นกัน ผูใ้ ช้สามารถทำางานร่ วมกันได้ง่าย และมีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้น


11

3.3 เอ็กส์ ทราเน็ต (Extranet) หรื อเครื อข่ายร่ วม เอ็กส์ทราเน็ต (Extranet) เป็ นเครื อข่ายกึ่งอินเทอร์ เน็ตกึ่งอินทราเน็ต กล่าวคือ เอ็กส์ทราเน็ตคือเครื อ ข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างอินทราเน็ตของสององค์กร ดังนั้นจะมีบางส่ วนของเครื อข่ายที่เป็ นเจ้าของร่ วมกัน ระหว่างสององค์กรหรื อบริ ษทั การสร้างอินทราเน็ตจะไม่จาำ กัดด้วยเทคโนโลยี แต่จะยากตรงนโยบายที่เกี่ยว กับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ท้ งั สององค์กรจะต้องตกลงกัน เช่น องค์กรหนึ่งอาจจะอนุญาตให้ผู ้ ใช้ของอีกองค์กรหนึ่งล็อกอินเข้าระบบอินทราเน็ตของตัวเองหรื อไม่ เป็ นต้น การสร้างเอ็กส์ทราเน็ตจะเน้น ที่ระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูล รวมถึงการติดตั้งไฟร์ วอลล์หรื อระหว่างอินทราเน็ตและการเข้ารหัส ข้อมูลและสิ่ งที่สาำ คัญที่สุดก็คือ นโยบายการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและการบังคับใช้

ประโยชน์ ของระบบเครือข่ ายคอมพิวเตอร์ ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื อข่ายจะมีการทำางานรวมกันเป็ นกลุ่ม ที่เรี ยกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็ นเครื อข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยง ระหว่างองค์กรผ่านเครื อข่ายแวน ก็จะได้เครื อข่ายขนาดใหญ่ข้ ึน การประยุกต์ใช้งานเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เป็ นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่ อสารข้อมูล ระหว่างกันได้


12

ประโยชน์ของระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ มีดงั นี้ การใช้ อุปกรณ์ ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทาำ ให้ผใู ้ ช้ สามารถใช้ อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่ วมกันได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ เช่นเครื่ องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็ นต้น ทำาให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ตอ้ งซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วง ให้กบั คอมพิวเตอร์ทุกเครื่ อง

การใช้อุปกรณ์ร่วมกันของระบบเครื อข่าย

การใช้ โปรแกรมและข้อมูลร่ วมกัน (Sharing of program and data) เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาให้ผู ้ ใช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่ วมกันได้ โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็ นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ ดดิสก์ของเครื่ อง File Server ผูใ้ ช้สามารถใช้โปรแกรมร่ วมกัน ได้จากแหล่งเดียวกัน ไม่ตอ้ งเก็บ โปรแกรมไว้ในแต่ละเครื่ อง ให้ซาซ้ ้ ำ อนกัน นอกจากนั้นยังสามารถรวบรวม ข้อมูลต่าง ๆ จัดเก็บเป็ นฐาน ข้อมูล ผูใ้ ช้สามารถใช้สารสนเทศ จากฐานข้อมูลกลาง ผ่านระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร ์ที่ใช้งานได้อย่าง สะดวกสบาย โดยไม่ตอ้ งเดินทางไปสำาเนาข้อมูลด้วยตนเอง เพราะใช้การเรี ยกใช้ขอ้ มูล ผ่านระบบเครื อข่าย คอมพิวเตอร์ นนั่ เอง เครื่ องลูก (Client) สามารถเข้ามาใช้ โปรแกรม ข้อมูล ร่ วมกันได้จากเครื่ องแม่ (Server)


13

หรื อระหว่างเครื่ องลูกกับเครื่ องลูกก็ได้ เป็ นการประหยัดเนื้ อที่ในการจัดเก็บโปรแกรม ไม่จาำ เป็ นว่าทุก เครื่ องต้องมีโปรแกรมเดียวกันนี้ ในเครื่ องของตนเอง

การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่ วมกันได้

สามารถติดต่ อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็ นเครื อข่าย ทั้งประเภทเครื อข่าย LAN , MAN และ WAN ทำาให้คอมพิวเตอร์ สามารถสื่ อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะ ไกลได ้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อสื่ อสาร โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในระบบเครื อข่าย อินเทอร์ เน็ต มีการให้บริ การต่าง ๆ มากมาย เช่น การโอนย้ายไฟล์ขอ้ มูล การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) การสื บค้นข้อมูล (Serach Engine) เป็ นต้น


14

การใช้โปรแกรมติดต่อสื่ อสารระยะไกล

สามารถประยุกต์ ใช้ ในงานด้ านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจ มีการเชื่อมโยง เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครื อข่ายของธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจประกัน ภัย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจหลักทรัพย์ สามารถดำาเนินธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ ว ตอบสนองความพึงพอใจ ให้ แก่ลูกค้าในปั จจุบนั เริ่ มมีการใช้ประโยชน์จากเครื อข่าย Internet เพื่อทำาธุรกิจกันแล้ว เช่นการสัง่ ซื้อสิ นค้า การจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เป็ นต้น

การประยุกต์ ใช้ ในงานด้ านธุรกิจได้ ความประหยัด นับเป็ นการลงทุนที่คุม้ ค่า อย่างเช่นในสำานักงานหนึ่งมีเครื่ องอยู่ 30 เครื่ อง หรื อมากกว่านี้ ถ้าไม่มี การนำาระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่ องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่ อง มาใช้งาน แต่ ถ้ามีระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรื อเครื่ องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่ องก็ พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่ องสามารถเข้าใช้เครื่ องพิมพ์เครื่ องใดก็ได้ ผ่านเครื่ องอื่น ๆ ที่ในระบบ เครื อข่ายเดียวกัน


15

ความเชื่อถือได้ ของระบบงาน นับเป็ นสิ่ งที่สาำ คัญสำาหรับการดำาเนินธุรกิจ ถ้าทำางานได้เร็ วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิ ทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำาระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำาระบบงานมีประสิ ทธิ ภาพ มีความ น่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำาสำารองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่ องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำาข้อมูลที่มี การสำารองมาใช้ได้ อย่างทันที บริการกระดานข่าวอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Bulletin Boards services) กระดานข่าวอิเลคทรอนิกส์ จะเป็ นบริ การแลกเปลี่ยนข่าวสารรวมทั้งแสดงความคิดเห็นผ่าน กระดานข่าวของกลุ่มแบบอิเลคทรอนิคส์ ผูส้ นใจสามารถเข้ามาชมและฝากข้อความไว้ได้ ทำาให้ข่าวสาร สามารถแลกเปลี่ยนได้ทวั่ โลกอย่างรวดเร็ ว จดหมายและจดหมายเสี ยงทางอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Mail and Voice Mail) ระบบการส่งจดหมายทางอิเลคทรอนิกส์ เป็ นการส่ งข่าวสาร โดยระบุตวั ผูร้ ับเช่นเดียวกับ การส่ งจดหมาย แต่ผรู้ ับจะได้รับจดหมายอย่างรวดเร็ ว เนื่องจากเป็ นการส่ งผ่านเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อม โยงกันอยู่ ส่ วนระบบจดหมายเสี ยงจะเป็ นจดหมายที่ผรู ้ ับสามารถรับฟังเสี ยงฝากมาได้ การประชุ มระยะไกลทางอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Teleconference) การประชุมทางไกลผ่านระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เป็ นเรื่ องที่ได้รับความสนใจมาก ที่สุดเรื่ องหนึ่งในขณะนี้ โดยผูใ้ ช้จะสามารถร่ วมประชุมกันได้ต้ งั แต่ 2 คน ขึ้นไปผ่านระบบ เครื อข่าย ไม่วา่ ผูใ้ ช้งานแต่ละคนจะอยูไ่ กลกันเพียงใดก็ตาม ทำาให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และยัง เป็ นการประหยัดเวลาของผูร้ ่ วมประชุมแต่ละคนด้วย รวมทั้งสามารถนำามาประยุกต์ใช้ในเรื่ องอื่นๆ อีก มากมาย เช่น ใช้ตรวจรักษาโรคผ่านระบบประชุมทางไกล หรื อใช้ในการเรี ยนการสอน เป็ นต้น บริการสารสนเทศทางอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Information services) การบริ การสารสนเทศเป็ นประโยชน์ที่สาำ คัญที่สุดอย่างหนึ่งของระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ โดยผู ้ ให้บริ การจะสามารถบริ การสารสนเทศที่มีความสำาคัญและเป็ นที่ตอ้ งการของผูใ้ ช้ ผ่านทางเครื อข่ายซึ่งผูใ้ ช้ จะสามารถเรี ยกดูสารสนเทศเหล่านั้นได้ทนั ทีทนั ใดและตลอด 24 ชัว่ โมง การแลกเปลีย่ นข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์ (Electronid Data Interchange-EDI) ระบบ EDI จะเป็ นกระบวนการที่ช่วยให้องค์กรทางธุรกิจต่างๆ สามารถแลกเปลี่ยนเอกสารที่เป็ น แบบฟอร์ มมาตรฐานต่างๆ เช่น ใบส่งของ ใบสัง่ ซื้อ หรื ออื่นๆ ในรู ปของข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ผา่ นระบบ ำ อน รวมทั้ง เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาให้สามารถลดการใช้แบบฟอร์ มที่เป็ นกระดาษ ลดการป้ อนข้อมูลซ้าซ้ เพิ่มความเร็ วและลดความผิดพลาดที่เกิดจากการทำางานของมนุษย์ดว้ ย มาตรฐานอีดีไอที่ยอมรับใช้งานกัน ทัว่ โลกได้เกิดขึ้นในปี 1987 โดยองค์การสหประชาชาติได้พฒั นามาตรฐานที่มีชื่อว่า UN/EDIFACT (United Nations/EDI for Administration Commerce and Transportation) และองค์กร ISO ก็ได้ยอมรับและกำาหนด


16

ชื่อให้เป็ น ISO 9735 ในประเทศไทยก็เริ่ มมีองค์กรที่มีการนำาระบบ EDI มาใช้แล้ว และคาดว่าจะเป็ นที่นิยม มากขึ้นเรื่ อยๆ ในอนาคต การโอนเงินทางอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer-EFT) การโอนเงินทางอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer) เข้า–ออกหรื อระหว่างบัญชีของธนาคาร เป็ นการประยุกต์ใช้ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่พบได้ในชีวิตประจำาวัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชดั ในปั จจุบนั ก็ คือการฝาก–ถอนผ่านทางเครื่ อง ATM (automated teller machine) รวมทั้งระบบการโอนเงินระหว่างบัญชี ไม่วา่ จะทำาผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารหรื อผ่านระบบธนาคารทางโทรศัพท์กต็ าม การสั่งซื้อสินค้ าทางอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Shopping) บริ การการสัง่ ซื้อสิ นค้าทางอิเลคทรอนิกส์ กล่าวได้วา่ เป็ นแนวโน้มของการค้าโลก ในยุคต่อไป ผูช้ ้ือสามารถสัง่ ซื้อสิ นค้าจากบ้านหรื อที่ทาำ งาน โดยดูลกั ษณะของสิ นค้าจากภาพที่ส่งมาแสดงที่ หน้าจอ และผูค้ า้ สามารถได้รับเงินจากผูซ้ ้ื อด้วยบริ การโอนเงินทางอิเลคทรอนิคส์แบบต่างๆ ทันที

รู ปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ ายคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์หรื ออุปกรณ์รับ-ส่งข้อมูลที่ประกอบกันเป็ นเครื อข่าย มีการเชื่อมโยงถึงกันในรู ปแบบ ต่างๆ ตามความเหมาะสม เทคโนโลยีการออกแบบเชื่อมโยงนี้ เรี ยกว่า รู ปร่ างเครื อข่าย(network topology)เมื่อพิจารณาการต่อเชื่อมโยงถึงกันของอุปกรณ์สาำ นักงานซึ่งใช้งานที่ต่างๆ หากต้องการเชื่อมต่อ ถึงกันโดยตรง จะต้องใช้สายเชื่อมโยงมาก


17

ปั ญหาของการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรื ออุปกรณ์ของสถานีปลายทางหลายๆสถานีคือ จำานวนสายที่ ใช้เชื่อมโยง ระหว่างสถานีเพิ่มมากขึ้น และระบบการสลับสายเพื่อโยงข้อมูลถึงกันในการสื่ อสารระหว่าง สถานีน้ นั ถ้ามีการเพิ่มสถานีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินสายก็มากตามไปด้วย และในขณะที่สถานีหนึ่ง สื่ อสารกับสถานีหนึ่ง ก็จะถือครองการใช้สายเชื่อมโยง ระหว่างสถานีน้ นั ทำาให้การใช้สายเชื่อมโยงมีเต็ม ประสิ ทธิ ภาพ จึงมีความพยายามที่จะหาลักษณะรู ปร่ างเครื อข่าย ที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเชื่อม โยงง่ายต่อการติดตั้งและมีประสิ ทธิภาพที่ดีต่อระบบรู ปร่ างเครื อข่ายที่ใช้ในการสื่ อสารมีหลายรู ปแบบ ดังนี้

1. การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบบัส (Bus Topology) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบบัส จะประกอบด้วย สายส่ งข้อมูลหลัก ที่ใช้ส่งข้อมูลภายใน เครื อข่าย เครื่ องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่ องจะเชื่อมต่อเข้ากับสายข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อ เมื่อมีการส่ งข้อมูลระหว่างเครื่ อง คอมพิวเตอร์ หลายเครื่ องพร้อมกัน จะมีสญ ั ญาณข้อมูลส่ งไปบนสายเคเบิล และมีการแบ่งเวลาการใช้สาย เคเบิลของแต่ละเครื่ อง ข้อดี - ใช้สื่อนำาข้อมูลน้อย - ประหยัดค่าใช้จ่าย - เครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่งเครื่ องใดเสี ยจะไม่ส่งผลต่อการทำางานของระบบ


18

ข้อเสี ย - การตรวจสอบจุดที่มีปัญหากระทำาได้ค่อนข้างยาก - การส่ งข้อมูลจะชนกัน ถ้าจำานวนเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีจาำ นวนมากเกินไป

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แบบบัส

2. การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (Ring Topology) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยที่แต่ละการเชื่อม ต่อจะมีลกั ษณะเป็ นวงกลม การส่งข้อมูลภายในข่ายงานนี้ กจ็ ะเป็ นวงกลมด้วยกันเช่น ทิศทางการส่ งข้อมูลจะ เป็ น ทิศทางเดียวกันเสมอ จากเครื่ องหนึ่งไปสู่เครื่ องหนึ่งจนถึงปลายทาง ข้อดี - ใช้สายเคเบิลน้อย - ไม่มีการชนกันของข้อมูล ข้อเสี ย - การส่งข้อมูลภายในข่ายงานชนิดนี้ ไม่สามารถทำางานต่อไปได้ ถ้าเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องใดเครื่ อง หนึ่งขัดข้อง


19

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แบบวงแหวน

3. การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบดาว (Star Topology) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบดาว ภายในข่ายงานคอมพิวเตอร์ จะต้องมีจุดศูนย์กลางในการควบคุม การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรื อ ฮับ (Hub) การสื่ อสารระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ ต่าง ๆ จะสื่ อสารผ่านฮับ ก่อนที่จะส่ งข้อมูลไปสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องอื่น ๆ ข้อดี - การเพิ่มจำานวนเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในโครงสร้างนี้ ทาำ ได้ง่าย ข้อเสี ย - ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิลค่อนข้างสูง - การสื่ อสารของคอมพิวเตอร์ท้ งั ระบบจะหยุดทำางาน เมื่อฮับไม่ทาำ งาน


20

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แบบดาว

Microsoft word  

Microsoft word1

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you