Page 1

หน่ วยที 2 การแก้ ปัญหาด้ วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ


ตัวชีวดั • แก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมี ประสิ ทธิ ภาพ


สาระการเรียนรู้ • แก้ปัญหาโดยใช้ข# นั ตอนดังนี# ▫ การวิเคราะห์และกําหนดรายละเอียดของปั ญหา ▫ การเลือกเครื( องมือและออกแบบขั#นตอนวิธี ▫ การดําเนินการแก้ปัญหา ▫ การตรวจสอบและการปรับปรุ ง • การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหาอย่างมีข# นั ตอน


เทคโนโลยีสารสนเทศ • การนําเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งาน ช่วยอํานวยความสะดวกและ ลดภาระการทํางานด้วยมือของมนุษย์ ซึ(งมีกระบวนการที(แน่นอนและ เชื(อถือได้


กระบวนการแก้ ปัญหา 1. การวิเคราะห์และกําหนดรายละเอียดของปั ญหา 2. การเลือกเครื( องมือและออกแบบขั#นตอนวิธี 3. ดําเนินการแก้ปัญหา 4. การตรวจสอบและการปรับปรุ ง


การวิเคราะห์ และกําหนดรายละเอียดของปัญหา • ทําความเข้าใจถ้อยคําต่างๆ ในปั ญหา • แยกแยะให้ออกว่าสิ( งที(ตอ้ งการหาคืออะไร • ข้อมูลและเงื(อนไขกําหนดให้มีอะไรบ้าง เพียงพอที(จะหาคําตอบ ได้หรื อไม่


การเลือกเครืองมือและออกแบบขันตอนวิธี • มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา ▫ พิจารณาสิ( งที(ตอ้ งการหา ▫ เลือกปั ญหาเก่าที(มีลกั ษณะคล้ายคลึงกับปั ญหาที(จะพิจารณา ▫ ปรับปรุ งแนวทางในการแก้ปัญหาเก่าให้สอดคล้องเหมาะกับปั ญหาใหม่ ▫ วางแผนแก้ปัญหา • ไม่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา ▫ พิจารณาสิ( งที(ตอ้ งการหา ▫ หาวิธีการเพื(อให้ได้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ( งที(ตอ้ งการหากับข้อมูลที(มีอยู่ ▫ พิจารณาดูความสัมพันธ์น# นั สามารถหาคําตอบได้หรื อไม่ ▫ วางแผนแก้ปัญหา


ดําเนินการแก้ ปัญหา • ระหว่างการดําเนินการแก้ปัญหา ถ้าเห็นแนวทางที(ดี ก็สามารถ ปรับเปลี(ยนได้


การตรวจสอบและการปรับปรุง การวิเคราะห์และกําหนดรายละเอียดของปั ญหา การเลือกเครื( องมือและออกแบบขั#นตอนวิธี ดําเนินการแก้ปัญหา การตรวจสอบและการปรับปรุ ง


การแก้ ปัญหาด้ วยวิธีการเชิงระบบ • การแยกแยะและทําความเข้าใจปั ญหา • พัฒนาวิธีการแก้ปัญหาเผื(อเลือก • การประเมินทางเลือกหรื อวิธีการ • การเลือกวิธีที(ดีที(สุด • นําวิธีการที(เลือกไปใช้ในการแก้ปัญหา


บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในการแก้ ปัญหา • 1. บทบาทในการสร้างสารสนเทศ ▫ ส่ วนใหญ่มาจากการปฏิบตั ิงานในระบบ • 2. บทบาทในการใช้เป็ นเครื( องมือในการแก้ปัญหา ▫ คอมพิวเตอร์ หรื อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็ นเครื( องมือ ปฏิบตั ิงานตามวิธีการที(เลือกเพื(อแก้ปัญหา


การเขียนผังงานระบบ • ผังงาน คือ รู ปภาพหรื อสัญลักษณ์ที(ใช้แทนลําดับขั#นตอน ในการทํางานของระบบ


ประเภทของผังงาน • 1. ผังงานระบบ (Systme Flowchart) ▫ เป็ นผังงานที(แสดงถึงขั#นตอนการ ทํางานภายในระบบงานหนึ(งๆ โดยจะแสดงถึงความเกี(ยวข้องของ ส่ วนที(สาํ คัญต่าง ๆในระบบนั#น


ประเภทของผังงาน 2. ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) แสดงลําดับขั#นตอนในการทํางานของ โปรแกรม


จุดมุ่งหมายของการใช้ ผงั งานระบบ • เพื(อให้ข# นั ตอนการทํางานตั#งแต่ตน้ จนจบ เหมาะสําหรับ ผูบ้ ริ หาร ผูว้ เิ คราะห์ระบบ และเขียนโปรแกรมจะได้ทราบ ขั#นตอนการทํางาน และสามารถนํามาใช้ในการแก้ปัญหาของ ระบบได้


ประโยชน์ และข้ อจํากัดของผังงานระบบ • 1. คนเรี ยนรู ้และเข้าใจผังงานระบบได้ง่าย • 2.ผังงานสื( อความหมายด้วยภาพ ทําให้ง่ายและสะดวกต่อการพิจารณา ลําดับขั#นตอนในการทํางาน • 3.ใช้ผงั งานตรวจสอบความถูกต้องของลําดับขั#นตอนได้ง่าย • 4.การเขียนโปรแกรมโดยพิจารณาจากผังงานระบบ สามารถทําให้ รวดเร็ วและง่ายขึ#น • 5.ในกรณี บาํ รุ งรักษาโปรแกรมสามารถช่วยทบทวนงานในโปรแกรม ก่อนปรับปรุ งได้ง่ายขึ#น • 6. แก้ปัญหาที(เกิดขึ#นจากส่ วนใดส่ วนหนึ(งของโปรแกรม


สั ญลักษณ์ ทใี ช้ การเขียนผังงาน จุดเริ( มต้น / สิ# นสุ ดของโปรแกรม ลูกศรแสดงทิศทางการทํางานของโปรแกรมและการไหล ของข้อมูล ใช้แสดงคําสั(งในการประมวลผล หรื อการกําหนดค่า ข้อมูลให้กบั ตัวแปร แสดงการอ่านข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูลสํารองเข้าสู่ หน่วยความจําหลักภายในเครื( องหรื อการแสดงผลลัพธ์ จากการประมวลผลออกมา


สั ญลักษณ์ ทใี ช้ การเขียนผังงาน การตรวจสอบเงื(อนไขเพื(อตัดสิ นใจ โดยจะมีเส้นออกจารรู ปเพื(อ แสดงทิศทางการทํางานต่อไป เงื(อนไขเป็ นจริ งหรื อเป็ นเท็จ แสดงผลหรื อรายงานที(ถูกสร้างออกมา แสดงจุดเชื(อมต่อของผังงานภายใน หรื อเป็ นที(บรรจบของเส้น หลายเส้นที(มาจากหลายทิศทางเพื(อจะไปสู่ การทํางานอย่างใด อย่างหนึ( งที(เหมือนกัน การขึ#นหน้าใหม่ ในกรณี ที(ผงั งานมีความยาวเกินกว่าที(จะแสดง พอในหนึ( งหน้า


การเขียนผังงานระบบทีด คี วรมีหลักเกณฑ์ ดังนี • มีจุดเริ( มต้นและจุดสิ# นสุ ดการทํางานเพียงจุดเดียวในหนึ( งผังงานระบบ • มีทางออกจากสัญลักษณ์ใดๆ เพียงทางเดียว ยกเว้นสัญลักษณ์แสดงการตัดสิ นใจ สามารถมีทางออก 2 ทางได้ • มีการเข้าสู่สัญลักษณ์ใด เพียงทางเดียว ถ้าต้องการกระทํากระบวนการเดียวกันควร ใช้สัญลักษณ์ตวั เชื(อม • ทิศทางลําดับของขั#นตอนควรจะเริ( มจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา • ข้อความที(บรรจุในสัญลักษณ์ควรสั#น กะทัดรัด เข้าใจง่าย • ขนาดของสัญลักษณ์ที(ใช้ควรมีขนาดที(เหมาะสม สวยงาม • เส้นทางที(ใช้ผงั งานควรเป็ นระเบียบเรี ยบร้อย ชัดเจน ไม่พนั กัน


ตัวอย่ างการเขียนผังงานการส่ งจดหมาย


รู ปแบบการเขียนผังงาน • 1. การเขียนฝังงานแบบเรี ยงลําดับการทํางาน (Sequential Structure) • 2. การเขียนผังงานแบบมีการเลือกการทํางาน (Decision Structure) ▫ ผังงานแบบมี 2 ทางเลือก IF ▫ ผังงานที(มีมากกว่า 2 ทางเลือก CASE • 3. การเขียนผังงานแบบมีการทํางานวนซํ#า (Iteration Structure) ▫ While ▫ Do While ▫ Repeat until (Do until) ▫ For


1. การเขียนผังงานแบบเรียงลําดับการทํางาน (Sequential Structure) เป็ นโครงสร้ า งโปรแกรมที( ทํางานเป็ นลําดับขั#นตอนเรี ยง กันไป


2. การเขียนผังงานแบบมีทางเลือกการทํางาน (Decision Structure) • เป็ นการเขียนผังงานที(มีลกั ษณะการ ทํางานแบบมีเงื( อนไข เป็ นลักษณะ ตัด สิ น ใจ เลื อ กทิ ศ ทางการทํา งาน ตามคําสัง( ที(กาํ หนดไว้


ผังงานแบบมี 2 ทางเลือกจากการใช้คาํ สัง( IF • IF แบบทางเลือกเดียว Single Selection


IF แบบสองทางเลือก Double Selection


IF แบบหลายทางเลือก Multi Selection


ผังงานทีม ีมากกว่ า 2 ทางเลือก CASE • เป็ นการตรวจสอบเงื(อนไขของตัวแปรตรวจสอบ ว่าตรงกับค่าใด ค่า ดังกล่าวจะเป็ นตัวบอกกิจกรรมที(ตอ้ งทํา


3. การเขียนผังงานแบบมีการทํางานวนซํ#า (Iteration Structure) • คําสั(งสําหรับการทํางานซํ#าหรื อเรี ยกว่า Loop โดยการทําซํ#า โปรแกรมจะอยูภ่ ายใต้เงื(อนไข จริ ง หรื อเท็จ ตามที(ผเู ้ ขียน โปรแกรมได้ออกแบบไว้


While • โครงสร้างคําสั(งจะทําการตรวจสอบ เงื( อนไขก่ อน ถ้าเงื( อนไขเป็ นจริ ง ก็ จะทํา ซํ#าไปเรื( อ ยๆ แต่ เ มื( อ เงื( อ นไข เป็ นเท็จ จะหยุด ทําซํ#าแล้ว ออกจาก ลูป


Do while • ทํากิ จกรรมที( ตอ้ งการก่ อน แล้วจึ งตรวจสอบ เงื( อนไข ถ้าเงื( อ นไขเป็ นจริ ง ก็จ ะทํากิ จ กรรม นั#น ซํ#า ไปเรื( อ ยๆ แต่ เ มื( อ เงื( อ นไขเป็ นเท็จ จะ หยุดทําซํ#าแล้วออกจากลูป


Repeat until (Do until) • ทํา กิ จ กรรมที( ต ้อ งการก่ อ น แล้ว ตรวจสอบ เงื(อนไข ถ้าเงื(อนไขเป็ นเท็จ ก็จะทํากิจกรรมนั#น ซํ#า ไปเรื( อ ยๆ แต่ ถ ้า เงื( อ นไขเป็ นจริ ง จะหยุ ด ทําซํ#าแล้วออกจากลูปไป


For • โครงสร้างคําสั(งจะทําการวนซํ#าโดยรู ้ จํานวนแน่นอน โดยมีการกําหนดค่า เริ( มต้น ค่าสิ# นสุ ดของตัวแปรนับรอบ


หลักเกณฑ์ ในการวิเคราะห์ ปัญหา • 1. สิ( งที(โจทย์ตอ้ งการ • 2.ผลลัพธ์ที(ตอ้ งแสดง (Output) • 3.ข้อมูลที(ตอ้ งนําเข้า (Input) • 4.ตัวแปรที(ใช้ (Variable) • 5.วิธีการประมวลผล (Processing)


ตัวอย่ าง • จงวิเคราะห์โจทย์เพื(อหาผลรวมของเลข 1-50 วิธีทาํ 1. สิ( งที(โจทย์ตอ้ งการ ผลรวมของเลข 1-50 2. ผลลัพธ์ที(ตอ้ งการแสดง (output) Sum of 1-50 = xxx 3. ข้อมูลนําเข้า (Input) ตัวเลข 1-50 4. ตัวแปรที(ใช้ x= ค่าของตัวเลข 1-50 sum= ผลรวม


5. วิธีการประมวลผล 5.1 กําหนดค่าของผลรวมให้เป็ น 0 (sum=0) 5.2 กําหนดค่า x มีค่าเริ( มต้นเป็ น 1 (x=1) 5.3 คํานวณผลรวม sum=sum+x 5.4 ตรวจสอบว่า x= 50 ให้ไปทําข้อ 7 พิมพ์ค่าผลรวม 5.5 คํานวณเพิม( ค่า x=x+1 (เพิ(มค่า x ครั#งละ 1) 5.6 กลับไปทําข้อ 3 คํานวณผลรวม sum=sum+x 5.7 ให้พิมพ์ค่าผลรวม “sum of 1-50”=,sum 5.8 จบการทํางาน


start Sum=0 X=1 Sum=sum+x

N

X=50 Y Print sum stop

X=x+1


คําถาม: จงวิเคราะห์โจทย์เพื(อหาผลบวกของเลข 5+8+11+14+17+….+98 • 1. สิ( งที(โจทย์ตอ้ งการ ▫ ผลบวกของเลข 5+8+11+14+17+….+98 • 2. รู ปแบบผลลัพธ์ที(ตอ้ งการ (output) ▫ Sum of 1-50 = xxx • 3. ข้อมูลนําเข้า (Input) ▫ ไม่มี (เพราะตัวเลขที(นาํ มาบวกกัน มีค่าเพิ(มครั#งละ 3 เท่ากัน • 4. ตัวแปรที(ใช้ ▫ I=5 ▫ Sum=ผลบวก


• 5. วิธีการประมวลผล ▫ 5.1 กําหนดค่าเริ( มต้นให้ I=5, sum=0 ▫ 5.2 sum=sum+I (คํานวณ Sum+I เก็บผลลัพธ์ไว้ใน sum) ▫ 5.3 คํานวณ I=I+3 (เพิ(มค่า I ครั#งละ 3) ▫ 5.4 ตรวจสอบว่า I=98 หรื อยัง ถ้าครบแล้ว จะพิมพ์ค่า sum แล้วจบ การทํางาน ▫ 5.5 ถ้ายังไม่ครบให้กลับไปทําข้อ 2


start Sum=0 I=5 Sum=sum+I I=I+3 N X=98 Y Print sum

stop


การบ้ าน 1. ให้นกั เรี ยนฝึ กวิเคราะห์โจทย์ปัญหา เพื(อหาผลรวม ของเลขคี( ระหว่าง 1-100 2. ให้นกั เรี ยนฝึ กวิเคราะห์โจทย์ปัญหา เพื(อหาผลรวม และค่าเฉลี(ยของเลข 1-100

problem solving  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you