Issuu on Google+

นิตยสารฟุตบอล

ปีที่1 ฉบับที่1 วันที่ 4-8 ราคา 30 บาท

รายสัปดาห์

เจาะลึกสโมสรลิเวอร์พูล

www.liverpool.in.th


2

สารบัญ

3 ประวัติสโมสรลิเวอพร์พูล 5 ผู้สนับสนุนสโมสรลิเวอร์พูล 6 ที่มาของ THE Kop 8 บุคคลสำคัญของสโมสร 10 ผู้ฝึกสอนและทีมแพทร์ยของทีม 11 ชุดที่ใช้ในการแข่งขันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 12 ผู้จัดการทีมฟุตบอลอาชีพ 14 รายชื่อนักเตะในชุดปัจจุบัน


3

16 นักเตะที่มีผลงานดีในทีมชุดปัจจุบัน ลุยส์ ซัวเรซ กัปตันทีมสตีเวน เจอร์ราร์ด

21

เกียรติประวัติและผลงานของสโมสรลิเวอร์พูล

22

รวมภาพสวยทีมลิเวอร์พูลในอดีตถึงปัจจุบัน ผู้ทำประตูสูงสุด ชื่อ ทีม ประตู หลุยส์ ซัวเรซ ลิเวอร์พูล 21 โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 19 มิชู สวอนซี ซิตี้ 15 เดมบา บา นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด/เชลซ ี 15 แกเร็ธ เบลล์ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 15 โรเมลู ลูกากู เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน 12 เอดิน เชโก้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 12 ริคกี้ แลมเบิร์ต ซาแธมป์ตัน 12 แฟร้งค์ แลมพาร์ด เชลซี 11 มารูยาน เฟลไลนี่ เอฟเวอร์ตัน 11 ซานติ กาซอร์ล่า อาร์เซนอล 11 ธีโอ วัลคอตต์ อาร์เซนอล 11 เวย์น รูนี่ย์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 11 เจอร์เมน เดโฟ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 10 อดัม เล ฟอนด์เร่ เรดดิ้ง 10 สตีเว่น เฟล็ตเชอร์ ซันเดอร์แลนด์ 10 คริสเตียน เบนเตเก้ แอสตัน วิลล่า 10 ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ ฟูแล่ม 10 ฮวน มาต้า เชลซี 10 เซร์คิโอ อเกโร่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 9


4

ประวัติสโมสร

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองลิ

เวอร์พูลมฑลเมอร์ซีไซด์ โดยลิเวอร์พูลครองแชมป์ดิวิชัน 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพ 3 รั้ง และยูฟ่าซูเปอร์คัพอีก 3 ครั้ง ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2435(ค.ศ. 1892มีฉายาในภาษาไทยว่า “หงส์แดง” พร้อมด้วยคำขวัญ “You’ll Never Walk Alone”

สนามแอนฟิลด์

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเ ตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่ง ได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ที มใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะ ทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุดสโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่าง รวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดชองประเทศครั้งแรกในปีพ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497(ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล


5

1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็ นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509(ฤดูกาล 1965/66) ความส ำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ล สโมสรต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533 คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535 กับลีกคัพ 1 ใบในปี พ.ศ. 2538แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศและระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพ, เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ) ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล 2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพ ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยชาริตีชีลด์ ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเ ชียร์ลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวน, เอมิล เฮสกี, สตีเวน เจอร์ราร์ด, ซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน รีเซ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เฌราร์ อูลีเย ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอูลีเยคือ การนำทีมลิเวอร์พูลชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546 (ฤดูกาล 2002/03) และแชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขั นที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสมอทีม เอซี มิลาน เป็น 3-3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3-0 และในที่สุด คว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเวน เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี ดูเด็ค และ เจมี คาร์ราเกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เ สมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รา ยการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ. 2533 (ฤดูกาล 1989/90) จากการคุมทีมของ เคนนี ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิชสามารถนำ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95) ในฤดูกาล 2009-10 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้เบนิเตซต้ องลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอม���องทั้งสองฝ่าย และแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน อดีตผู้จัดการทีม สโมสรฟูแลม ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010–11 สโมสรลิเวอร์พูลนั้นเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากแบกรับห นี้สินเป็นจำนวนมากจากการทำงานของ จอร์จ ยิลเลตต์ และ ทอม ฮิกส์ ทำให้ต้องขายสโมสร ต่อมา จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เจ้าของทีม บอสตัน เรด ซ็อกซ์และนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเจอร์ส ได้ทำการซื้อขายสำเร็จในการซื้ อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อตุลาคม 2010 ผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่ง โดยมี เคนนี ดัลกลิช กลับมาคุมทีมอีกครั้ง โดยในฤดูกาล 2011-12 สามารถคว้าแชมป์ในรายการ คาร์ลิงคัพ ได้สำเร็ จเป็นสมัยที่แปดจากการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซีตี ผลประตูรวม 3-2 ในฤดูกาล 2011-12 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 8 ซึ่งเป็นการจบอันดับที่แย่ ที่สุดในรอบ 18 ปี ทางสโมสรก็ได้ปลดดัลกลิชออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ทางสโมสรได้ประกาศแต่งตั้ง เบรนดัน ร็อดเจอส์ อดีตผู้จัดการทีมสโมสรสวอนซีซิตี เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่


6

ผู้สนับสนุนสโมสร

1892–1979: ไม่มีผู้สนับสนุน 1979–1982: ฮิตาชิ 1982–1988: คราวน์ เพนต์ 1988–1992: แคนดี 1992–2010: คาร์ลส์เบิร์ก 2010–: สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด


ที่มาของ The Kop เดอะค็อป เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามชื่อของเนินเขาแห่งหนึ่งใน นาทาล ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งคนท้องถิ่นจะรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป โดยเกิดเหตุกา

รณ์การทำสงครามบัวร์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1900 อังกฤษได้ส่งทหารไปกว่า 300 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล แต่แล้วในสงครามนั้นเกิดเหตุการ ณ์น่าเศร้าขึ้นคือ อังกฤษได้เสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ชื่อ เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ จึงเสนอชื่อ สปิออน ค็อป ตามชื่อของเนินเขาลูกนั้น เป็นชื่อของอัฒจันทร์หลังประตูในการสร้างสนามใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นเกียรติในความกล้าหาญขอ งทหารอังกฤษทั้ง 300 นาย ซึ่งต่อมาอัฒจันทร์แห่งนี้ได้กลายอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกของฟุตบอลแห่งหนึ่ง. ในปี ค.ศ. 1928 ได้มีการต่อเติมอั ฒจันทร์แห่งนี้ใหม่ และเมื่อใดเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลของทีมลิเวอร์พูลขึ้น คนที่ไปดูการแข่งขันของทีมบนอัฒจันทร์จะเรียกตัวเองว่าเดอะ ค็อป (The Kop) แ ละแล้วจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ ในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเกิดการถล่มของอัฒจันทร์ขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ กับ นอร์ทติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 96 คน จึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมด และนั่นเป็นการปิดฉากของอัฒจันทร์ สปิออน ค็อป อั ฒจันทร์แบบยืนที่มีความยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีอัฒจันทร์ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า นิว ค็อป ซึ่งความหมายต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิม แม้ชื่ออัฒจันท ร์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม นิว ค็อป ยังคงมีกลิ่นอายขอ งประวัติเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยม โดยปกติแล้วเมืองลิเวอ ร์พูลจะไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ แต่ทว่าเต็มไปด้วยเรื่องร าวมากมายที่รายล้อมอยู่บนทุกๆที่ไม่ว่าจะถนนสายไหน

7


8

บุคคลสำคัญของสโมสร

เจ้าของ: เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป ผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์: เดวิด มูเรส สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล และ แอธเลติก กราวน์ ลิมิตเต็ด เจ้าของ: จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี่ ประธาน: ทอม เวอร์เนอร์ รองประธาน: เดวิด กินสเบิร์ก กรรมการผู้จัดการ: เอียน อายร์ ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการพาณิชย์: บิลลี โฮแกน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน: ฟิลิป แนช


9

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ผู้อำนวยการ: จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี, ทอม เวอร์เนอร์, เดวิด กินสเบิร์ก, เอียน อายร์, ฟิลิป แนช, ไมเคิล กอร์ดอน, เจฟฟรี่ วินิค เลขานุการสโมสร: เอียน ซิลเวสเตอร์ กรรมการฝ่ายดำเนินการ: แอนดรูว์ พาร์คินสัน หัวหน้าคนดูแลสนามกีฬา: เทอร์รี่ ฟอร์ซิสธ์ ผู้จัดการเกี่ยวกับสนาม: เก็ด โพอินตัน ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร: เจน ชาง


10

ผู้ฝึกสอนและทีมแพทย์ของทีม ผู้จัดการทีม: เบรนดัน ร็อดเจอส์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม: โคลิน ปาสโก สต๊าฟฟิตเนส: เกล็น ดริสคอลล์ หัวหน้าฝ่ายสมรรถภาพทางกายและสภาพนักเตะ: ดาร์เรน เบอร์เจส นักวิเคราะห์เกม: คริส เดวีส์ โค้ชทีมสำรอง: โรดอลโฟ โบร์เรลล์


11

ชุดที่ใช้ในการแข่งขันตั้งแต่อดีตถึงปัจ จุบัน 1973–1985: อัมโบร 1985–1996: อาดิดาส 1996–2006: รีบอค 2006–2012: อาดิดาส 2012–: วอร์ริเออร์


12

ผู้จัดการทีมฟุตบอลอาชีพ เบรนดัน ร็อดเจอส์

ชีวิตหลังจากเลิกเป็นนักฟุตบอล ร็อดเจอส์ก็ค้นพบ ตัวเองและมุ่งเน้นไปทางด้านผู้จัดการทีมโดยตัดสินใจบินไ ปศึกษาระบบเยาวชนของโคตรทีมแดนกระทิงดุอย่าง สโม สรฟุตบอลบาร์เซโลนาและการได้ไปเรียนรู้งานที่แคว้นกาต าลุญญานั้น ก็ทำให้เขาได้รู้จักกับ หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งเป็น กุนซือของบาร์เซโลนาในเวลานั้นและสิ่งที่ร็อดเจอส์สนใจเรี ยนรู้มากคือระบบโครงสร้าง ของทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เนื่องจากบาร์เซโลนาขึ้นชื่อลือชาในการปั้นนักเตะระดับ ดาวรุ่ ง ขึ้ น สู่ ว งการลู ก หนั ง ระดั บ โลกได้ อ ย่ า งต่ อ เนื่ อ ง อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 2004 สมัยที่ โชเซมูรีน โยชาวโปรตุเกสตัดสินใจย้ายจากทีม เอฟซี ปอร์โต มาคุมทีมเชลซี ทางด้าน เบรนดันร็อดเจอส์ก็ได้รับโอก าสและทาบทามจากมูรีนโยให้เข้ามารับหน้าที่ดูแลระบบที มเยาวชนของทีมเชลซีในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน18ปีจน กระทั่งถึงปี2006ก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นโค้ชทีมสำรอง


สวอนซี ซิตี

ร็อดเจอส์ นำทีมสวอนซีซิตีเลื่อน ชั้นขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก ในรอบเพลย์ออฟ นัดชิงชนะเลิศโดยชนะเรดดิงไป 4-2 หลังจากนั้นในปี 2010 ร็อดเจอส์ ก็ ต อบตกลงไปเป็ น ผู้ จั ด การที ม สวอนซีซิตีและก็ทำผลงานได้ดี พาทีม เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้ในปีแรกที่คุ มทีม อีกทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้าตัวก็โ ชว์กึ๋นในการเป็นยอดกุนซือโดยพาต้น สังกัด‘หงส์ขาว’ สวอนซีซิตี จบอันดับ 11 ในตารางลีกสูงสุดของแดนผู้ดี ไ ด้ อ ย่ า งสง่ า ผ่ า เผยแม้ จ ะเพิ่ ง ขึ้ น ชั้ น มาเล่ น ได้ เ พี ย งปี เ ดี ย วรวมทั้ ง ยั ง ทำ สถิ ติ ที่ น่ า สนใจคื อ เป็ น ที ม ที่ ผ่ า นบอล สำเร็จเป็นอันดับ 1 ของพรีเมียร์ลีก โ ด ย คิ ด เ ป็ น เ ป อ ร์ เ ซ็ น สู ง ถึ ง 8 3 . 1 % เ ล ย ที เ ดี ย ว

ลิเวอร์พูล

ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ร็อดเจอส์เซ็นสัญญากั บสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ในฐานะผู้จัดการทีมเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมาแทนที่การถูกปลดของ เคนนี ดัลกลิช อดีตตำ นานของลิเวอร์พูลที่ทำได้แค่คว้าแชมป์ลีกคัพและจบอันดับ 8 ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011–12 โดยเกมแรกของร็ อดเจอส์คือฟุตบอลอุ่นเครื่องกับ สโมสรฟุตบอลโทรอนโต ในอเมริกา ต่อมา ร็อดเจอส์ คุมทีมลิเวอร์พูลนัดแรกใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012–13 ในนัดที่พ่าย เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 0-3 โดย 5 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เสมอ 2 แพ้ 3 ไม่ชนะใครเลย แต่ในนัดที่ 6 ร็อดเจอส์ ชนะนัดแรกในการคุมทีมลิเวอร์พูล ในพรีเมียร์ลีก โดยชนะ นอริชซิตี 5-2 พร้อมกับแฮตทริก ของ หลุยส์ ซัวเรซ อีกด้วย[4] ต่อมา ในวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2012 ร็อดเจอส์ ได้คุมทีมกลับมาเจอทีมเก่า สวอนซีซิตี ที่แอนฟีลด์ ในลีกคัพ รอบที่ 4 แต่สุดท้าย ลิเวอร์พูล ก็พ่ายแพ้ไป 1-3 ต่อมา ในวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ร็อดเจอส์ ได้พา ลิเวอร์พูล เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย ในยูฟ่ายูโรปาลีก หลังจากพาทีมเอาชนะ อูดิเนเซ 1-0

13


14

รายชื่อนักเตะในชุดปัจจุบัน No. 1 2 3 5 7 8 10 11 14 15 16 19 21 23 24 25 29

ตำแหน่ง ผู้เล่น GK แบรด โจนส์ DF เกล็น จอห์นสัน DF โคเซ เอนรีเก ซานเชซ DF ดาเนียล แอ็กเกอร์ FW ลุยส์ ซัวเรซ MF สตีเวน เจอร์ราร์ด (C) MF ฟิลิปเป คูตินโญ MF อุสซามา อัสไซดี MF จอร์แดน เฮนเดอร์สัน FW เดเนียล สเตอร์ริดจ์ DF เซบาสเตียน โคอาเตส MF สจวร์ต ดาวนิง MF ลูกัส เลย์วา DF เจมี คาร์ราเกอร์ (C2) MF โจ อัลเลน GK โคเซ มานวยล์ เรย์นา (C3) FW ฟาบีโอ โบรีนี


15

No. 30 31 33 34 35 36 37 38 40 42 43 45 47 48 50 51 52

ตำแหน่ง ผู้เล่น MF ซูโซ MF ราฮีม สเตอริง MF จอนโจ เชลวีย์ DF มาร์ติน เคลลี DF คอนอร์ โคอาดี FW ซาเหม็ด เยซิล DF มาร์ติน ชเกอร์เตล DF จอห์น ฟลานาแกน MF Krisztin Adorjn GK เปแตร์ กูลัตชี DF ไรอัน แม็คคาฟลิน DF สเตฟาน ซามา DF อังเดร วิสดอม FW เจอโรม ซินแคลร์ FW อดัม มอร์แกน MF Jordon Ibe GK แดนนี วอร์ด


16

นักเตะที่มีผลงานดีในทีมชุดปัจจุบัน

ลุยส์ ซัวเรซ (นักฟุตบอลอุรุกวัย) ลุยส์ อัลเบร์โต ซัวเรซ ดีอัซ (สเปน: Luis Alberto Suarez Daz) เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1987 ที่เมืองซัลโต ป ระเทศอุรุกวัยเป็นนักฟุตบอลชาวอุรุกวัย ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ตำแหน่งกองหน้าซัวเรซ เกิด ณ เมืองซัลโต ประเทศอุรุกวัย ไม่นานนักครอบครัวได้ ย้ายมาตั้งรกรากที่เมือง มอนเตวิเดโอ ที่นี่เองที่เด็กชายเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูข องมารดาเพียงลำพัง ร่วมกับพี่น้อง 6 คน ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 ซัวเรซได้เซ็น ต์สัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรนาซีอองนัล ของเมืองมอนเตวิเดโอ สโมสรที่ ซัวเรสเล่นมาตั้งแต่ระดับเยาวชน เมื่ออายุถึง 19 ปี เขาจึงย้ายสโมสรเป็นครั้งแรกไปสู่ สโมสรฟุตบอลโกรนิงเงิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี 2006 และย้ายทีมอีกครั้งในปี 2007 ไปยังสโมสรชื่อดัง สโมสรอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในฤดูกาล 2008-09 ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของสโมสร และทำประตูเป็นดาวซัลโวของสโมสร ถึงแม้ว่าจะถู กทำโทษเนื่องจากมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม และได้รับถึง 7 ใบเหลืองในฤดูกาลเดียว ในฤดูกาลนี้ เขายังได้เป็นกัปตันของสโมสรอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยิง 35 ประตู จาก 33 เกม ในลีก ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของลีกเนเธอร์แลนด์ ยิงรวมทุกถ้วย 49 ประตู ในฤดูกาล 2010-11 เขายิงให้สโมสรอาแจ๊กซ์

อัมสเตอร์ดัม ครบ 100 ลูก ทำผลงานเทียบชั้นตำนานของสโมสร อาทิ โยฮัน ครัฟฟ์, มาร์โก แวน บาสเทน และเดนนิส เบิร์กแคมป์ แต่ในฤดูกาลนี้มีเ หตุการณ์อื้อฉาวคือ ซัวเรซไปกัดที่ไหล่ของนักเตะพีเอสวี ออสมาน แบคคาล และถูกแบน 7 นัด[1] ระหว่างที่ถูกแบนในเดือนมกราคม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พู ลจากประเทศอังกฤษได้ซื้อตัวเขาในมูลค่า 26.5 ล้านยูโร นับแต่การมาของซัวเรซ ลิเวอร์พูลขยับจากอันดับที่ 12 ของตาราง ณ กลางเดือนมกราคม 2011 ไปจบที่อันดับ 6 เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลโดยเป็นผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญของลิเวอร์พูล[2] และในฤดูกาลต่อมา เขาก็พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกคัพ สมัยที่ 8 ไปครอง อีกด้วย ในส่วนของการรับใช้อุรุกวัย ซัวเรสได้เป็นสมาชิกของทีมชุดยู 20 เข้าร่วมแข่ง บอลโลก ยู20 ประจำปี 2007 ในปี 2007 นี้เองซัวเรซได้ลงเล่นทีมชาติชุดใ หญ่นัดแรกเจอกับ ทีมชาติโคลัมเบีย และทำประตูได้ แต่ก็โดนไล่ออกจากสนามเนื่ องจากรับ 2 ใบเหลือง ในฟุตบอลโลก ปี 2010 ซัวเรซมีบทบาทสำคัญในทีม ชุดนี้ที่ได้อันดับที่ 4 โดยทำประตูได้ 3 ลูกตลอดการแข่งขัน เขาเรียกตัวเองว่า หัตถ์พระเจ้า[3] จากการแข่งขันรายการนี้ในนัดพบทีมชาติกานา ที่ใช้มือป้องกันปร ะตูช่วยให้ทีมอุรุกวัยผ่านเข้ารอบต่อไป ในปี 2011 ซัวเรสและทีมชาติอุรุกวัยได้แชม ป์ โคปาอเมริกา ในการแข่งขันนี้ซัวเรสได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม และยิงไปถึง 4 ประตู


17

ลิเวอร์พูล ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ลิเวอร์พูล ได้ซื้อกองหน้ามา 2 คนคือ แอนดี แคร์โรล และ ลุยส์ ซัวเรซ เข้ามาในถิ่นแอนฟิลด์ และได้เซ็นสัญญาให้กับ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ถึงปี 2016 โดยซัวเรซได้มีโอกาสลงเล่นตัวจริงค่อนข้างมากถึงแม้จ ะอยู่ในช่วงปลายฤดูกาล 2010-11 แล้วก็ตาม เคนนี ดัลกลิช ผู้ จัดการทีมลิเวอร์พูลได้เห็นความสามารถและความพิเศษของเขาคน นี้ ดัลกลิชเลยให้เขาสวมเสื้อเบอร์ 7 โดยได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ซัวเรซเป็ นตำนานของลิเวอร์พูบต่อจากเขาต่อไป เกมแรกที่ซัวเรซได้เล่นให้กับ ลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกและเล่นในถิ่นแอนฟิลด์คือการเจอกับ สโตกซิตี โดยซัวเรซทำไป 1 ประตู และทำให้ลิเวอร์พูลชนะไป 2-0 โดยถู ก ส่ ง ลงมาเป็ น ตั ว สำรองและก็ ป ระเดิ ม ประตู แ รกของตั ว เองใ นสีเสื้อลิเวอร์พูล ได้ทันที เรียกว่าเป็นการลดความกดดันทั้งในเ รื่องค่าตัวและเบอร์เสื้ออย่างสิ้นเชิง และในวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2011 ในนัดที่ ลิเวอร์พูลเปิดรังแอนฟิลด์ตอนรับการมาเยือน ของคู่อริ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ถึงแม้ในวันนั้นซัว เรซจะไม่ ไ ด้ ท ำประตู แ ต่ ก็ ช่ ว ยจ่ า ยบอลให้ เ พื่ อ นร่ ว มที ม ทำประตู ช นะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ไป 3-1 ซัวเรซได้จ่ายไป 2 ลูก โดยการทำ แฮตทริกของ เดิร์ค เคาท์ ปีกขวาทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในเกมนั้นยั งต้องหลบซีนตำแหน่ง นักเตะยอดเยี่ยมประจำ เกมให้กับเขาเลยทีเดียว จานนั้น ซัวเรซ ก็ยิงได้อีก 3 ประตู ในนัดที่ ชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-0, ชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 3-0 และ ชนะ ฟูแลม 5-2 ทำให้ ซัวเรซทำสถิติตลอดระยะเวลา 5 เดือนแรกกับหงส์แดงด้วยการทำไป 4 ประตูจาก 13 เกม และก้าวเข้าไปอยู่ในหัวใจของสาวกเดอะค็อปได้อ ย่างเต็มตัว รวมถึง บรรดาเพื่อนร่วมทีมที่เรียงหน้าออกมาชมไม่ขาดส าย และช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 6 เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 201011 ซัวเรซ ก็กลายเป็นผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญของลิเวอร์พูล

เกียรติประวัติ ระดับสโมสร นาซีอองนัล แชมป์อุรุกวัยพรีเมียร์ดิวิชัน 2005-06 อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แชมป์เอเรดิวีซี่ ฮอลแลนด์ 2010-11 แชมป์เคเอ็นวีบี คัพ 2009-10 ลิเวอร์พูล แชมป์ลีกคัพ 2011-12

ระดับชาติ

ฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัย ฟุตบอลโลก 2010 : อันดับ 4 โคปา อเมริกา 2011 : แชมป์

รางวัลส่วนตัว

ซัวเรซ คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม ของ โคปา อเมริกา 2011 เอเรดิวีซี่รองเท้าทองคำ : 2009–10[22] เคเอ็นวีบี คัพดาวยิงสูงสุด : 2009–10 ผู้เล่นแห่งปีของเอเรดิวีซี่ : 2009–10 ผู้เล่นแห่งปีของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม : 2008–09 ดาวยิงสูงสุดของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม : 2008–09,[23]2009–10[24] โคปา อเมริกา ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน : โคปา อเมริกา 2011 Premier League Golden Boot Landmark award (1): 2012–13[18] Standard Chartered Liverpool Player of the Month (9): มีนาคม 2011, พฤษภาคม 2011, สิงหาคม 2011, กันยายน 2011, ตุลาคม 2011, เมษายน 2012, กันยายน 2012, ตุลาคม 2012, ธันวาคม 2012


18

กัปตันสตีเวน เจอร์ราร์ด สตีเวน จอร์จ เจอร์ราร์ด MBE (อังกฤษ: Steven George Gerrard) เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 ปัจ จุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในตำแหน่งกัปตันทีม ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้จัดการทีมในขณะนั้น เชราร์ อุลลิเยร์ ในช่วงฤดูกาล 2003-2004 เจอร์ราร์ดใส่เสื้อหมายเลข 8 เจอร์ราร์ดได้รับการอวยยศเป็นสมาชิกแห่งจักรวรรดิบริเตน โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2550 ดและพาที ม คว้ า แชมป์ ลี ก คั พ โดยเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยู ไ นเต็ ด คู่ ป รั บ ตล อดกาล 2-0 โดย เจอร์ราร์ด และ ไมเคิล โอเวน ช่วยทำประตูในเกมนี้ ฤดูกาล2003-2004 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 4 ประตู สตีเว่น “จอร์จ” เจอร์ราร์ด เป็นผลผลิตของโรงเรียนฟุตบอลลิเวอร์พูล และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 4 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก (Liverpool Youth Academy) โดยเข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลเยาวชนของสโมสรตั้ และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ 8 นัด ยิงได้ 2 ประตู และในฤดูกาลนี้เจอร์ร งแต่อายุ 9 ขวบ โดยเริ่มแรกเลยเขาเล่นมิดฟิลด์ทางด้านขวา และมิดฟิลด์ตัวกลาง าร์ ด ได้ รั บ แต่ ง ตั้ ง ให้ เ ป็ น กั ป ตั น ที ม คนใหม่ ข องลิ เ วอร์ พู ล แทนที่ ซ ามี ฮู เ ปี ย ฤ ดู ก า ล 1 9 9 8 - 1 9 9 9 เ จ อ ร์ ร า ร์ ด ไ ด้ ล ง เ ล่ น ใ น ที ม ชุ ด ใ ห ญ่ ข อ ง ลิ ฤดูกาล 2004-2005 เจอร์ราร์ดพาทีมลิเวอร์พูลเข้าชิงลีกคัพกับ เชลซี แต่แพ้ไป เ ว อ ร์ พู ล เ ป็ น นั ด แ ร ก ใ น นั ด ที่ พ บ กั บ ที ม เ ซ ล ต้ า บี โ ก้ ใ น แ อ น ฟิ ล ด์ โ ด ย สิ้ 3-2 โดยเขาทำเข้าประตูตัวเองซึ่งเป็นประตูตีเสมอ 1-1 อีกด้วย แต่ผลงานใน น สุ ด ฤ ดู ก า ล นี้ เ ข า ล ง เ ล่ น ใ ห้ ที ม 1 2 นั ด ซึ่ ง ส่ ว น ใ ห ญ่ ยั ง เ ป็ น ตั ว ส ำ ร อ ง ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก เจอร์ราร์ด ยิงประตูสุดสวยในนัดที่ชนะ โอลิมเปียกอส 3-1 ทำให้ ฤดู ก าล1999-2000เจอร์ ร าร์ ด ได้ มี โ อกาสเล่ น ชุ ด ใหญ่ ข องลิ เ วอร์ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างปาฏิหาริย์[5] รอบต่อมา ลิเวอร์พูล พูลอย่างเต็มตัว โดยเขาลงเล่น 29 นัด ยิงได้ 1 ประตู ซึ่งเขาเปลี่ยน ก็สามารถเอาชนะ ไบเออร์เลเวอร์คูเซิน 3-1 ได้ทั้ง 2 นัด และ ผ่านเข้ารอบ 8 มาเล่นบทมิดฟิลด์ตัวปะทะ ทำให้ได้รับ ใบเหลือง และ ใบแดง บ่อยครั้ง ทีมสุดท้ายไปเจอกับ ยูเวนตุส โดยนัดแรก ลิเวอร์พูล ชนะ 2-1 ที่แอนฟีลด์ นัดที่ 2 ฤ ดู ก า ล 2 0 0 0 - 2 0 0 1 เ จ อ ร์ ร า ร์ ด ล ง เ ล่ น ใ น เ ก ม ลี ก 3 3 นั เสมอ 0-0 ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปเจอกับ เชลซี โดยนัดแรก เสมอ ด ยิงได้ 7 ประตู และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ อีก 9 นัดทำได้ 2 ประตู 0-0 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดที่ 2 ลิเวอร์พูล ชนะ 1-0 ที่ แอนฟีลด์ ทำให้ ลิเวอร์พูล พาทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ลีกคัพ, ยูฟ่าคัพ และ เอฟเอคัพ ในฤดูกาลเดียว ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ และ เจอร์ราร์ดก็สามารถพาทีมคว้าถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2001-2002 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 28 นัดยิงได้ 3 โดยเอาชนะ เอซี มิลาน จากการดวลจุดโทษ ซึ่งในครึ่งแรกทีมเอซี มิลานนำอยู่ถึง 3-0 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับเหนือกว่า แต่ในครึ่งหลัง เจอร์ราร์ด ทำประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 และลิเวอร์พูลกลับมาตีเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล ได้เป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก 3-3 ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 30 นัดทำได้ 7 ประตู และช่วยให้ และในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ลงเล่น 12 นัดกับอีก 1 ประตู เขาได้รับรางวัลนัก ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 5 ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้อันดับไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก แต่จากการที่ ฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี (Young Player of the Year award) ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2002-2003 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 5 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 5 และลงเล่นเกมยุโรปอีก 11 นั

วงการฟุตบอลกับลิเวอร์พูล


ฤดูกาล 2005-2006 เจอร์ราร์ดทำประตูตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (3-3) ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ส่งให้ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ในท้ายที่สุด[6] ประตูจากการยิงไกลระยะ 35 หลานี้เป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยมของรอบชิงชนะเลิศตลอ ดกาล และทำให้ สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วย 4 รายการใหญ่ เช่น ลีกคัพ กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด , ยูฟ่าคัพ กับ อลาเบส , ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กับ เอซี มิลาน และ เอฟเอคัพ กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่น 32 นัด ยิงได้ 10 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 3 เป็นรองแค่ เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น เจอร์ราร์ด กำลังเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2006-2007 แม้จะช่วยให้ลิเวอร์พูลสามารถผ่านเชลซีได้ใ นรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้[7] และเข้าชิงกับเอซี มิลาน อีกครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายไป 2-1 สำหรับถ้วยในประเทศก็มีเพียง คอมมิวนิตี้ ชิลด์ กับ เชลซี เท่านั้น โดยชนะไป 2-1 ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่น 36 นัด ยิงได้ 7 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 3 เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน ฤดูกาล 2007-2008 แม้ว่าลิเวอร์พูลจะไม่ได้แชมป์อะไรเล ย แต่เจอร์ราร์ดสามารถช่วยให้ทีมจบอันดับ 4 ของตาราง ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และทำประตูได้มากที่สุดในทีม โดยยิงได้ 11 ประตู ในพรีเมียร์ลีก เป็นรองแค่ เฟร์นันโด ตอร์เรส ดาวยิงชาวสเปนคนใหม่ของทีมที่ค่า ตัวแพงที่สุด ยิงไป 24 ประตู ย้ายมาจาก อัตเลตีโกมาดริด โดย เจอร์ราร์ด กับ ตอร์เรส ช่วยทำประตูให้ ลิเวอร์พูล รวมทั้งหมด 54 ประตู ฤดูกาล 2008-2009 เจอร์ราร์ดไม่สามารถพาทีมได้แชมป์อะไรเลย แ ต่เจอร์ราร์ดพาทีมหงส์แดงเล่นได้ดีที่สุดในฤดูกาลก็ว่าได้ เพราะผลงานของลิเวอร์พู ลในพรีเมียร์ลีกแม้ว่าจะได้แค่อันดับ 2 แต่ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่แพ้น้อยที่สุด แพ้แค่ 2 นัดคือพ่ายต่อ ทอตแนมฮ็อตสเปอร์ 2-1 และ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 และฤดูกาลนี้ลิ เวอร์พูลทำประตูมากที่สุดอันดับ 1 และเป็นทีมเดียวไม่แพ้ใครในบ้านทั้งฤดูกาลอีกด้ว ย และน่าทึ่งกว่านี้ในลีกหงส์แดงไม่แพ้ต่อทีม Big 4 ทั้ง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล โดย ชนะ เชลซี 1-0 (สแตมฟอร์ด บริดจ์) และ 2-0, ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 และ 4-1 (โอลด์แทรฟฟอร์ด)[8] และเสมอ อาร์เซนอล 1-1 (เอมิเรตส์สเตเดียม) และ 4-4 และ ฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดทำประตูมากที่สุดให้กับทีม โดยยิงได้ 16 ประตู ผลงาน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ของเจอร์ราร์ด ก็โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในนัดที่เอาชนะ เรอัล มาดริด แชมป์ยุโรป 9 สมัย 4-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ที่แอนฟีลด์ โดยเจอร์ราร์ดทำได้ 2 ประตู นอกจากนี้เจอร์ราร์ดสามารถทำ แฮตทริก ได้ 1 ครั้งคือ ในนัดที่เจอกับ แอสตัน วิลลา โดยลิเวอร์พูลชนะไป 5-0[9]

ฤดูกาล 2009-2010 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 9 19 ประตู ถือว่าเป็นฤดูกาลที่ย่ำแย่ของลิเวอร์พูล โดยฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลทำผลงานได้แย่ก ว่าฤดูกาลที่แล้ว ผลงาน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ของหงส์แดงตกรอบแบ่งกลุ่มอย่างรวดเ ร็ว ในเอฟเอคัพ ก็ตกรอบตั้งแต่รอบ 3 โดยพ่ายต่อ เรดดิ้ง 2-1 และที่แย่ไปกว่านั้น ผลงานในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลทำอันดับได้ต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยได้อันดับ 7 ซึ่งแ ตกต่างกับปีที่แล้วเป็นอย่างมาก โดยปีที่แล้วลิเวอร์พูลแพ้แค่ 2 นัดแต่ว่าปีนี้ลิเวอร์พูลถึง 11 นัด เจอร์ราร์ด ในปี 2010 ฤดูกาล 2010-2011 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 21 นัด ยิงได้แค่ 4 ประตู เนื่องจาก เจอร์ราร์ดมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ เ จอร์ราร์ดต้องพักจนจบฤดูกาลก่อนเพื่อนร่วมทีม ผลงานในพรีเมียร์ลีกได้อันดับ 6 ของตารางทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป และในเอฟเอคัพ รอบ 3 ลิเวอร์พูล เจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็แพ้ไป 1-0 และเจอร์ราร์ด ก็โดน ใบแดง ไล่ออกจากสนามอีกด้วย แต่ผลงานในยูโรป้าลีก เจอร์ราร์ด สามารถทำแฮตทริกได้ ในนัดที่เจอกับ นาโปลี โดยลิเวอร์พูลชนะไป 3-1[10] เจอร์ราร์ด ทำแฮตทริกในนัดที่เจอกับ เอฟเวอร์ตัน ฤดูกาล 2011-2012 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 18 ���ัด ยิงประตูไปได้ 5 ประตู ในฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นยุคที่ตกต่ำของลิเวอร์พูลเลยก็ว่าได้ เนื่องจากได้อันดับ 8 ของตารางและขาดผู้เล่นหลักๆไปเยอะ และเจอร์ราร์ดก็ไม่ได้ลงเล่นบ่อยมากนักโดยเฉพา ะในช่วงต้นฤดูกาล แต่ในลีกคัพ รอบรองชนะเลิศ เขาก็ยิงประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี ถึง เอติฮัดสเตเดียม 1-0 ก่อนจะเสมอ 2-2 ในนัดที่ 2 ที่ แอนฟีลด์ และก็สามารถนำทีมได้แชมป์ ลีกคัพ มาได้ ด้วยการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ผลประตูรวม 3-2[11] และ นำทีมไปสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ แต่ก็แพ้เชลซี ไปด้วยสกอร์ 2-1 อย่างน่าเสียดาย ในฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดทำ แฮตทริก ได้ 1 ครั้งคือ ในนัดที่เจอกับ เอฟเวอร์ตัน โดยลิเวอร์พูลชนะไป 3-0 และเป็นการลงสนามนัดที่ 400 ในพรีเมียร์ลีก ของ เจอร์ราร์ด รวมถึงเป็นการลงสนามนัดที่ 250 ในการเป็นกัปตันทีมของ เจอร์ราร์ด อีกด้วย[12]


20

เกียรติประวัติ สโมสรลิเวอร์พูล

ชนะเลิศ เอฟเอคัพ ฤดูกาล 2000-01, 2005-06 ลีกคัพ ฤดูกาล 2000-01, 2002-03, 2011-12 เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ ปี 2001, 2006 ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2004-05 ยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 2000-01 ยูโรเปี้ยนซูเปอร์คัพ ปี 2001, 2005 รองชนะเลิศ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2001-02, 2008-09 เอฟเอคัพ ฤดูกาล 2011-12 ลีกคัพ ฤดูกาล 2004-05 เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ ปี 2002 ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2006-07 ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ ปี 2005

เกียรติประวัติส่วนตัว นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ ปี 2009 นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ปี 2006 นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ปี 2001 PFA Fans’ Player of the Year ปี 2001, 2009 นักฟุตบอลอังกฤษแห่งปี 2007, 2012 ทีมแห่งปีของพีเอฟเอ ปี 2001, 2004, 2005, 2006, 2007, 2008, 2009 นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกประจำเดือน มีนาคม 2001, มีนาคม 2003, ธันวาคม 2004, เมษายน 2006, มีนาคม 2009 Standard Chartered Liverpool Player of the Month Award เดือนกันยายน 2010, มีนาคม 2012, มกราคม 2013 ผู้ทำประตูสูงสุดของลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2004-05, 200506, 2008-09 Ballon d’Or Bronze Award ปี 2005 ผู้เล่นทรงคุณค่าของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2004-05 UEFA Club Footballer of the Year ปี 2005 UEFA Champions League Final Man of the Match ปี 2005

ทีมยอดเยี่ยมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2012 ทีมแห่งปีของยูฟ่า ปี 2005, 2006, 2007 FIFA/FIFPro World XI ปี 2007, 2008, 2009 FWA Tribute Award ปี 2013 FA Cup Final Man of the Match ปี 2006 ประตูแห่งฤดูกาล ปี 2006 Member of the Order of the British Empire ปี 2007 Honorary Fellowship from Liverpool John Moores University ปี 2008 BBC Sports Personality of the Year Award – อันดับ 3 ปี 2005 IFFHS World’s Most Popular Footballer ปี 2006


เกียรติประวัติและผลงานของสโมสรลิเวอร์พูล

21

เกียรติประวัติ จำนวน ปี ฟุตบอลลีกดิวิชันหนึ่ง 18 1900–01, 1905–06, 1921–22, 1922–23, 1946–47, 1963–64, 1965–66, 1972–73, 1975–76, 1976–77, 1978–79, 1979–80, 1981–82, 1982–83, 1983–84, 1985–86, 1987–88, 1989–90 ฟุตบอลลีกดิวิชันสอง 4 1893–94, 1895–96, 1904–05, 1961–62 แลงคาไชร์ลีก 1 1892–93 เอฟเอคัพ 7 1965, 1974, 1986, 1989, 1992, 2001, 2006 ลีกคัพ 8 1981, 1982, 1983, 1984, 1995, 2001, 2003, 2012 เอฟเอชาริตีชิลด์/ เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 15 1964*, 1965*, 1966, 1974, 1976, 1977*, 1979, 1980, 1982, 1986*, 1988, 1989, 1990*, 2001, 2006 (* ร่วม) ฟุตบอลลีกซุปเปอร์คัพ 1 1986 ยูโรเปียนคัพ/ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 1977, 1978, 1981, 1984, 2005 ยูฟ่าคัพ 3 1973, 1976, 2001 ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 3 1977, 2001, 2005

ชนะเลิศสองรายการและสามรายการ ชนะเลิศสองรายการและสามรายการโดยสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สองรายการและสามรายการ จำนวน ปี ลีก และ เอฟเอคัพ 1 1985–86 ลีก และ ลีกคัพ 2 1981–82, 1982–83 ยูโรเปียนดับเบิล (ลีก และ ยูโรเปียนคัพ) 1 1976–77 ลีก และ ยูฟ่า คัพ 2 1972–73, 1975–76 ลีกคัพ และ ยูโรเปียนคัพ 1 1980–81 ลีก, ลีกคัพ และ ยูโรเปียนคัพ 1 1983–84 เอฟเอคัพ, ลีกคัพ และ ยูฟ่า คัพ 1 2000–01


22

รวมภาพสวยทีมลิเวอร์พูลใน อดีตถึงปัจจุบัน


23


24


25


บจก.บางกอกแอธแลเลติก 611/210-3 ซ.วัดจันทร์ใน บางโคล่ บางคอแหลม กรุงเทพ 10120 โทร 0827034055

Steven Gerrard

warrior

www.warrior.com


สโมสรลิเวอรพูล