Page 1

ข้อเท็จจริงในช่วงเปลี่ยนผ่านของมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นาไปสู่ข้อขัดแย้งเชิงอานาจ และผลประโยชน์ระหว่างอาจารย์ใน มหาวิทยาลัยมากขึ้น เหตุผลสาคัญคือ การเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น ทุกคนมีสทิ ธิและฐานะเท่าเทียมกัน ความแตกต่างในเรื่องตาแหน่งทางบริหารนั้น เป็นปรากฏการณ์ทเี่ กิดขึ้นชั่วคราว แต่ความแตกต่างที่สาคัญคือ ตาแหน่งทางวิชาการ ซึ่งจะติดตัวไปกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไปตลอดชีวิต ประกอบกับความแตกต่างระหว่าง สถานะความเป็นข้าราชการ และพนักงานในมหาวิทยาลัย ยังคงมีช่องว่างอยู่ ทาให้ความขัดแย้งระหว่างอาจารย์กับอาจารย์ อาจารย์กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย มีมากขึ้น ล่าสุดมีข้อเรียกร้องของ เครือข่ายพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา กว่า 40 แห่งทั่วประเทศ เพือ่ ขอความธรรม เรื่องสิทธิประโยชน์ และ ให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่างๆให้กับพนักงาน เพื่อได้รบั สิทธิประโยชน์และการดูแลไม่นอ้ ยกว่าหรือเท่าเทียมกับ ข้าราชการ เช่น สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นต้น แม้กระทั่ง ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ยังยอมรับว่า เรื่องสวัสดิการ การรักษาพยาบาล ระบบประกันสังคมต่างๆนั้น เป็นปัญหา เพราะแต่ละแห่งก็นาไปจัดสวัสดิการ ไม่เหมือนกัน มาตรฐานกลางไม่มี ซึ่งทปอ. อาจจะ ต้องนาปัญหานี้ไปหารือร่วมกันอีกครั้ง สอดคล้องกับความเห็นของ ศ.(พิเศษ) ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา (พม.) ที่ยอมรับว่า พนักงาน มหาวิทยาลัยมีปัญหาเรื่อของสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆที่ไม่เท่าเทียม หรือน้อยกว่าข้าราชการจริง ๆ นั่นคือ ตัวอย่างของความขัดแย้งด้านสถานะการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ความขัดแย้งด้านอานาจระหว่างอาจารย์ กับผู้บริหารในมหาวิทยาลัย มักจะปรากฏอยู่ในสานวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง เสมอ แม้กระทั่งความขัดแย้งระหว่างอาจารย์ด้วยกันก็ตาม


ตามที่สารวจข้อมูลในสานวนการฟ้องร้องในศาลปกครอง ปรากฏว่ามีอาจารย์จานวนมากฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ทั้งศาลปกครอง กลาง ศาลปกครองสูงสุด โดยเฉพาะ ?นางสาวสุภาสินี ตันติศรีสุข? ฟ้องร้องต่อมหาวิทยาลัยสุโชทัยธรรมาธิราช มากถึง 6 คดี ทั้งคดีออกคาสั่งไม่ชอบด้วย กฎหมาย การลดขั้นเงินเดือน เป็นต้น ไม่รู้ว่า ยังทางานอยู่ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไร โดยไม่มีจิตสานึกต่อมหาวิทยาลัย !? นอกจากนั้น ความขัดแย้งที่ปรากฏเป็นข่าว และถึงขัน้ ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ก็คือ ความขัดแย้งในการสรรหาอธิการบดี เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ ของมหาวิทยาลัยอีสาน โดย รศ.นพ.กาจร ตติยกวี ในฐานะคณะกรรมการการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน ( มอส.) บอก ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ มอส. ได้ พิจารณาการสรรหาอธิการบดี มอส.คนใหม่ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สมัคร จานวน 10 คน แต่ขอถอนตัวจานวน 5 คน เหลือ จานวน 5 คน และ ในจานวนนี้ มี จานวน 1 คน ขาดคุณสมบัติ ทาให้เหลือผู้เหมาะสมจานวน 4 คน ? ดังนั้นประชุมได้ลงมติลบ ั ผลปรากฏว่า ดร.ฉันทวิทย์ สุตาชานนท์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มอส. ได้รับการสรรหา เป็นอธิการบดี

มอส.คนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. นี?้ รศ.นพ.กาจร กล่าว นอกจากนี้ คณะกรรมการได้รายงานต่อที่ประชุมเรื่อง ? ดร.อัษฎางค์ แสวงการ ? อดีตอธิการบดี มอส. ฟ้องศาลปกครองขอนแก่น กรณีถูกควมคุมไม่เป็นธรรม และขอให้ศาลปกครองมีคาสั่งไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อสั่งให้มีการยกเลิกคาสั่งควบคุม มอส. และคืนอานาจ การบริหารแก่ผู้บริหารชุดเดิม รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากคณะกรรมการควบคุมฯ 100 ล้านบาท ที่ทาให้มหาวิทยาลัยเสียหายด้วย ก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างคณบดี กับอธิการบดี โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา สภามหาวิทยาลัยได้สั่งตัดเงินเดือน นายกิตติบดี ใยพูล คณบดีคณะนิตศิ าสตร์ ม.ขอนแก่น แทนทีจ่ ะไล่ ออก เพราะมีการประท้วงขับไล่อธิการบดีที่ได้ออกคาสั่งดังกล่าว ความขัดแย้งเกิดขึน้ เมื่อต้นปี 2553 นายกิตติบดี ใยพูล คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ขณะ นั้นได้หมดวาระลง แต่สภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สรรหาคณบดีขึ้นมาใหม่ โดยนายกิตติบดี ได้รับคัดเลือกให้ดารงตาแหน่งต่อ ซึ่งระหว่างรอการรับรอง สภามหาวิทยาลัย ได้มีมติให้ นายกิตติบดี รักษาการไปก่อนเป็นเวลา 6 เดือน แต่เมื่อครบกาหนด สภามหาวิทยาลัยกลับแต่งตั้งให้ รศ. ดร.รังสรรค์ เนียมสนิท รองอธิการบดีฝ่ายแผนฯ ทาหน้าที่แทน โดยให้นายกิตติบดี ไปปฏิบัติหน้าทีค่ ณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์แทน จากนั้น นายกิตติบดี ได้สอบถามสาเหตุที่ถูกปลด หรือโอนย้าย แต่สภามหาวิทยาลัย ยืนยันในการชีแ้ จงเดิม ทาให้เห็นว่าผู้บริหาร โดยเฉพาะ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี ม.ขอนแก่น ใช้อานาจตามอาเภอใจ ขาดหลักธรรมาภิบาล จึงได้ร้องเรียนต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่อมาคณะกรรมการสิทธิฯ ได้วินิจฉัยว่า ผู้บริหาร ม.ขอนแก่นใช้อานาจหน้าที่โดยมิชอบ ละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ ใช้อานาจตาม อาเภอใจ ด้วยการติดประกาศห้าม นายกิตติบดี และอาจารย์ อีก 6 คน เข้าบริเวณพื้นที่คณะนิติศาสตร์ การปฏิบัติดงั กล่าวของ


ผู้บริหาร เฉกเช่นอาชญากรร้ายแรง จึงเป็นการละเมิดศักดิศ์ รีความเป็นมนุษย์ รศ.ดร.กิตติชัย อธิบายผลการสอบสวนวินัย นายกิตติบดี ที่มีพฤติกรรมทาให้ราชการเสียหาย หลังจากที่ไม่พอใจที่ถูกถอดถอนจาก ตาแหน่งคณบดีคณะนิตศิ าสตร์ฯ ตามมติอานาจของสภามหาวิทยาลัย จนนาไปสู่การฟ้องร้องอธิการบดี และผูบ้ ริหาร ม.ขอนแก่น ว่า ? พฤติกรรมของ นายกิตติบดี ในช่วงที่ดารงตาแหน่งคณบดีฯ มีการบริหารจัดการเงินกองกลางของคณะนิตศิ าสตร์ โดยไม่มีระเบียบ

รองรับ อีกทั้งในขณะนั้นเขาได้ไปเช่ารถยนต์มาใช้ในคณะฯ ทั้งทีไ่ ม่มีอานาจ ทาให้ราชการเสียหาย และเกิดข้อขัดแย้งเกิดขึน้ ในคณะ นิติศาสตร์ ในช่วงนัน้ ทางคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย จึงได้พิจารณาโทษ ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็มองว่า โทษไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้น ทาให้ราชการเสียหายมาก แต่เป็นการดาเนินการที่ไม่มีระเบียบรองรับ และไม่มีอานาจในการดาเนินการ? ? ตามกรอบระเบียบวินัยนั้น โทษที่ นายกิตติบดี ได้กระทาไปคือผิดร้ายแรง ถึงขั้นไล่ออก แต่ทางคณะกรรมการเห็นควรว่าการ

กระทาของเขาราชการไม่เกิดความเสียหายมากนัก จึงมีบทลงโทษคือ ลดขั้นเงินเดือนลง? อธิการบดี ม.ขอนแก่น บอกผลการ รอมชอมกับคณบดี คณะนิติศาสตร์ ในเรื่องใช้อานาจโดยมิชอบ ปลดออกจากตาแหน่งนัน้ นายกิตติบดี ได้ร้องเรียนจนนาไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลอาญาว่า อธิการบดี ปลดออกจากตาแหน่งคณบดีฯ และฝ่ายบริหารคณะฯ โดยไม่มีเหตุผลอันควร แล้วแต่งตั้งบุคคลอืน่ ขึ้นดารงตาแหน่งคณบดีคณะ นิติศาสตร์ แทนนั้น นอกจากนั้น นายกิตติบดี ยังได้ยื่นอุทธรณ์ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์และพิทักษ์ระบบ คุณธรรม ประจา มหาวิทยาลัย (ก.อ.พ.ร.) และร้องต่อศาลปกครองจังหวัดขอนแก่น รวมถึงการร้องเพื่อขอให้ศาลปกครองจังหวัดขอนแก่น มีคาสั่ง กาหนดมาตรการหรือวิธีการอย่างใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้ระงับการสรรหาคณบดีคณะนิตศิ าสตร์ตาม ประกาศของมหาวิทยาลัยไว้เป็นการ ชั่วคราวก่อนการพิพากษา และให้นายกิตติบดี ปฏิบตั ิงานต่อไปในตาแหน่งรักษาการคณบดี คณะนิตศิ าสตร์ แต่ผลก็คือทัง้ ก.อ.พ.ร. และศาลปกครองฯ ก็มีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน คือ การกระทาดังกล่าวของสภามหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยเป็นไปโดยชอบและเป็นการดาเนินการภายใต้ขอบอานาจหน้าที่ตามพระ ราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2541 อีกทั้งย่อมเป็นดุลยพินจิ ในการบริหารงานบุคคลของสภามหาวิทยาลัย ที่จะพิจารณาก่อนมีมติถอดถอนบุคลากรจากตาแหน่งได้ แม้ว่าผลการพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่พิจารณาคาร้องของ นายกิตติบดี ที่ร้องไปว่าผูบ้ ริหารใช้ อานาจโดยมิชอบปลดจากตาแหน่งคณบดีฯ มีความผิด ก็ตาม ทาให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องจัดทาเอกสารขอให้คณะกรรมการสิทธิ ฯพิจารณาททวน อีกครั้ง โดยก่อนหน้านีเ้ ครือข่ายคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ภาคประชาชน 81 องค์กร จานวน 200 คน ได้เดินขบวนไปยังตึกอธิการ ม.ขอนแก่น เพื่อขับไล่ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตน์ศิริชัย อธิการบดี ม.ขอนแก่น หลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีหนังสือ รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยพบว่าว่า อธิการบดี ม.ขอนแก่น ใช้อานาจปลด รศ.ดร.กิตติบดี ใยพูล ออก จากตาแหน่งคณบดี คณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยขาดความชอบธรรม ความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เคยเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อสภามหาวิทยาลัยลงมติ ปลดอธิการบดี จนทาให้ต้อง ฟ้องร้องศาลปกครอง


แต่แล้วศาลปกครองกลาง มีคาพิพากษายกฟ้องคดีที่ นายวิวัฒน์ชัย อัตถากร อดีตอธิการบดี ม.ศิลปากร ยื่นฟ้องสภามหาวิทยาลัย ศิลปากร และม.ศิลปากร ผู้ถูกฟ้องที1่ -2 เรื่องกระทาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณี สภามหาวิทยาลัย มีมติเมื่อวันที่ 24 พ.ค.50 ให้ ดาเนินการถอดถอนนายวิวัฒน์ชัย ออกจากตาแหน่งอธิการบดี ม.ศิลปากร โดยศาลพิเคราะห์ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า การที่สภามหาวิทยาลัยศิลปากร นาผลการสารวจความคิดเห็นบุคคลาการ ของมหาวิทยาลัย การที่มีต่อปฏิบตั ิงานของนายวิวัฒน์ชัย ในฐานะอธิการบดี ม.ศิลปากรมา มาประกอบการพิจารณาถอดถอนนาย วิวัฒน์ชัย ออกจากตาแหน่งอธิการบดี ม.ศิลปากร เป็นการกระทาทีช่ อบตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 ข้ออ้างของนาย วิวัฒน์ชัย ฟังไม่ขึ้น ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ?นางสุภรณ์ ลิ้มอารีย์? ก็ฟ้องมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต่อศาลปกครองขอนแก่น ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออก คาสั่งแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย มหาสารคาม พ.ศ. 2537 และออกคาสั่งแต่งตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก พระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพล เรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2551 ขัดกับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2537 คดีนศี้ าลปกครองชั้นต้น ได้มคี าสั่งยกคาขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินของผู้ฟ้องคดี เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552 แต่ศาลปกครองสูงสุด มีคาสั่งกลับคาสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้นาคาฟ้องของผู้ฟ้องคดีมาดาเนิน กระบวนพิจารณาต่อไป และหากการฟ้องคดีนี้เป็นไปโดยถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งการฟ้องคดีตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองและระเบียบของที่ประชุม ใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 กาหนด ก็ให้รับคาฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา โดยให้รับเอกสารเพิ่มเติมทีผ่ ู้ฟ้องคดีได้ยื่นต่อศาล เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 โดย ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไว้ประกอบการพิจารณาด้วย และมีคาสั่งไม่รับคาขอกาหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทา ทุกข์ชั่ว คราวก่อนการพิพากษาและขอให้ไต่สวนฉุกเฉินของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา การ ฟ้องร้องมหาวิทยาลัย ก็เกิดขึน้ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศาสตราจารย์ เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ ได้ฟ้องร้อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ 1 สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ 2 และคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ 3 ต่อศาลปกครองกลาง และยื่นอุทธรณ์คาพิพากษา ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเพือ่ ดารงตาแหน่งอธิการบดีของผู้ถกู ฟ้องคดีที่ 1 ในการสรรหา อธิการบดีครั้งนี้ มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหา 5 คน คือ 1. ศาสตราจารย์ ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์ 2. ผู้ฟ้องคดี 3. ดร.สมุทร มงคลกิติ 4.


รองศาสตราจารย์ วุฒิชัย กปิลกาญจน์ และ 5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประยุทธ พรรณวรรณ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ให้ผู้สมัครแถลง นโยบายและวิสัยทัศน์ต่อคณะบุคลากรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในวันที่ 10 มีนาคม 2549 โดยไม่มีการซักถาม กับได้ทาการหยั่งเสียง บุคลากรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในวันที่ 13 มีนาคม 2549 และพิจารณากลั่นกรองตัวบุคคลเพื่อนาเสนอผูถ้ ูกฟ้องคดีที่ 2 โดยไม่นาผล คะแนนจากการหยั่งเสียงบุคลากรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้สรุปผลการสรรหาว่า ผู้ฟ้องคดีอยู่ในลาดับที่ 1 ศาสตราจารย์ ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์ อยู่ในลาดับที่ 2 รอง ศาสตราจารย์ วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อยู่ในลาดับที่ 3 แล้วเสนอต่อผูถ้ ูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2549 เมื่อ วันที่ 20 มีนาคม 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีมติให้ลงมติเป็นการลับ โดยถือเอาคะแนนข้างมากไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจานวนกรรมการที่ เข้าประชุม โดยไม่ได้ให้กรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แสดงความคิดเห็นวิเคราะห์ผู้ถูกเสนอชื่อต่อที่ประชุม และไม่ได้นาเอา คะแนนหยั่งเสียงบุคลากรของผู้ถกู ฟ้องคดีที่ 1 มาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาลงมติ ในที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีมติลงคะแนนให้ รองศาสตราจารย์ วุฒิชยั กปิลกาญจน์ได้ 19 เสียง ผู้ฟ้องคดีได้ 10 เสียง และ ศาสตราจารย์ ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์ ไม่ได้เสียง โดยที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีมติและให้นาความกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ แต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ วุฒิชัย กปิลกาญจน์ ให้ดารงตาแหน่งอธิการบดี ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในการประชุมครั้งที่ 4/2549 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 และมติของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมครัง้ ที่ 3/2549 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2549 แต่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคาพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นยกฟ้อง ทาให้ รองศาสตราจารย์ วุฒิชัย กปิลกาญจน์ ดารงตาแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาจนถึงทุกวันนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยจะยังอยู่ไปอีกนาน เพราะมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ทรัพย์สนิ ของใครคนใดคนหนึ่งนั่นเอง !!!

university  

university

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you