Page 1

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับ การเรี ยนการสอน โดย 1.นางสางอลิสรา เพชรน้อย รหัส 554186122 2.นางสาวจันสุดา พลเยีย่ ม รหัส 554186123 3.นางสาวเดือนเพ็ญ ขุนอุทยั รหัส 554186062 4.นางสาวกมลทิพย์ กลัดมี รหัส 554186086 5.นางสาวจันทกานต์ เจริ ญศรี มติวงศ์ รหัส 554186090 6.นางสาวเนาะพอ เลาหาง รหัส 554186089 คณะครุ ศาสตร์ เอกปฐมวัย ชั้นปี ที่ 1 หมู่ 2

เสนอ อาจารย์สุจิตตรา จันทร์ลอย รายงานเล่มนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและคอมพิวเตอร์การศึกษา ภาคเรี ยนที่ 1 ปี การศึกษา 2555


คำนำ รายงานเล่มนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จดั ทาขึ้นเพือ่ ตรงกับวัตถุประสงค์การเรี ยน การสอนในรายวิชา เป็ นการพัฒนาศักยภาพในการเรี ยนรู ้ เพือ่ ความสามัคคีในหมู่คณะในการทางาน การที่ เรี ยนเป็ นสิ่งสาคัญของชีวติ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่เราต้องใช้และต้องเรี ยนในชีวิตประจาวัน เทคโนโลยี สมัยนี้สามารถก้าวไกลอย่างมากโดยการเชื่อมต่อกันทัว่ โลก มีการพัฒนาด้านเทคนิ คให้มีรูปแบบที่แปลก ใหม่ทนั สมัยที่ทาให้เราได้รู้จกั และติดตาม ปั จจุบนั การใช้เทคโนโลยีมีหลากหลายที่ทาให้เราสะดวกสบาย มีการติดต่อสื่อสารไม่วา่ จะไกลหรื อใกล้ ก็สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ แล้วมีการนามาประยุกต์ใช้กบั การเรี ยนการสอนให้ทนั สมัยและมีประโยชน์เพิ่ม มากขึ้น ห้องเรี ยนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector) มีเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีระบบ การอ่ า นข้อ มู ล อิ เล็ กทรอนิ ก ส์แ บบต่างๆ รู ป แบบของสื่ อ การศึ กษาที่ นามาใช้ใ นการเรี ยนการสอน ก็ มี หลากหลายขึ้นอยูก่ บั ความเหมาะสมในการนามาใช้ เช่น มัลติมีเดีย อิเล็กทรอนิ กส์ยคุ วิดีโอเทเลคอนเฟอ เรนซ์ ระบบวิดีโอออนดีมานด์ ไฮเปอร์เท็กซ์ คอมพิวเตอร์ และระบบอินเตอร์เน็ต เปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนสามารถโต้ตอบกับบทเรี ยนได้ตลอด จนมีผลป้ อนกลับเพื่อให้ผเู ้ รี ยนรู ้ มีบทเรี ยนได้ อย่างถู กต้อง และเข้าใจในเนื้ อหาวิชาของบทเรี ยนนั้นๆ การนาเอาคอมพิวเตอร์มาช่ วยในการสอนมี ประโยชน์หลายประการ ทาให้นักเรี ยนได้มีส่วนร่ วมในกระบวนการเรี ยนการสอนมากขึ้น ให้นักเรี ยน สามารถเลือกเรี ยนได้หลายแบบตามความถนัดของแต่ละบุคคล ทาให้ไม่เปลืองสมองในการท่องจาสิ่ งที่ไม่ ควรจะต้องจา ใช้สมองในการคิดวิเคราะห์และตัดสิ นใจแทน ทาให้สามารถปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงการเรี ยน การสอนได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทาให้ผเู ้ รี ยนมีอิสรภาพในการเรี ยน ไม่ตอ้ งคอยครู อาจารย์ ผูเ้ รี ยน สามารถเรี ยนรู ้ได้ทุกเวลาที่ตอ้ งการ ทาให้ผเู ้ รี ยนสามารถสรุ ปหลักการ เนื้ อหา สาระของบทเรี ยนแต่ล ะ บทเรี ยนได้อย่างเข้าใจ


สารบัญ เรื่ อง คานา สารบัญ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การศึกษา คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การออกแบบสารที่ดีสามารถเพิม่ อัตราการอ่านของเด็ก โซเชียล เน็ตเวิร์ก" ช่วยพัฒนาการเรี ยนการสอน เทคโนโลยีสารสนเทศกับการจัดการความรู ้ในโรงเรี ยน ความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีสารสนเทศกับกระบวนการจัดการความรู ้

หน้า ก ข 1 1 2 3 5 7 8 8


กำรประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสำรสนเทศเพือ่ กำรศึกษำ กำรประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสำรสนเทศเพือ่ กำรศึกษำ เทคโนโลยีสารสนเทศที่นามาใช้สาหรับการสอน เป็ นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง ทาให้การเรี ยนการสอนด้วยอุปกรณ์ที่ทนั สมัย ห้องเรี ยนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector) มีเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิ กส์ แบบต่างๆ รู ปแบบ ของสื่ อการศึกษาที่นามาใช้ในการเรี ยนการสอน ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยูก่ บั ความเหมาะสมในการ นามาใช้ เช่น มัลติมีเดี ย อิเล็กทรอนิ กส์ ยุค วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดี มานด์ ไฮเปอร์ เท็กซ์ คอมพิวเตอร์ และระบบอินเตอร์ เน็ต เป็ นต้น คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเป็ นการนาเอาเทคโนโลยีรวมกับการออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้ใ นช่ วยสอน ซึ่ งเรี ย กกันโดยทัว่ ไปว่ าบทเรี ยน ซี เอไอ ย่อมาจากค าในภาษาอังกฤษว่ า Computer-Assisted Instruction หรื อเรี ยก ย่อๆ ว่า ซี เอไอ (CAI) การจัดโปรแกรมการสอนโดย ใช้ค อมพิว เตอร์ ช่วยสอนในปั จ จุ บนั มักอยู่ในรู ปของสื่ อ ประสม (Multimedia) หมายถึ ง นาเสนอได้ท้งั ภาพ ข้อความ เสี ยง ภาพเคลื่อนไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนนี้เหมาะกับการศึกษา ด้วยตนเอง และเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนสามารถโต้ตอบกับบทเรี ยนได้ตลอด จนมี ผลป้ อนกลับ เพื่อให้ผเู ้ รี ยนรู ้ บทเรี ยนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจในเนื้อหาวิชาของบทเรี ยนนั้นๆ


ลักษณะคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนจึงเป็ นบทเรี ยนที่ช่วยการเรี ยนการสอน และมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วยจัดบทเรี ยนให้เป็ นระบบและเหมาะสมกับนักเรี ยนแต่ ละคน โดยมีลกั ษณะสาคัญๆ ดังนี้ 1. เริ่ มจากสิ่ งที่รู้ไปสู่ สิ่งที่ไม่รู้ จัดเนื้อหาเรี ยงไปตามลาดับจากง่ายไปสู่ ยาก 2. การเพิ่มเนื้อหาให้กบั ผูเ้ รี ยนต้องค่อยๆ เพิ่มทีละน้อย และมีสาระใหม่ไม่มากนักนักเรี ยน สามารถเรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตนเองอย่างเข้าใจ 3. แต่ละเนื้อหาต้องมีการแนะนาความรู ้ใหม่เพียงอย่างเดียวไม่ให้ที่ละมากๆ จนทาให้ผเู ้ รี ยน สับสน 4. ในระหว่างเรี ยนต้องให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนร่ วมกับบทเรี ยน เช่น มีคาถามมีการตอบ มีทาแบบฝึ กหัด แบบทดสอบ ซึ่ งทาให้ผเู ้ รี ยนสนใจอยูก่ บั การเรี ยนไม่น่าเบื่อหน่าย 5. การตอบคาถามที่ผดิ ต้องมีคาแนะนาหรื อทบทวนบทเรี ยนเก่าอีกครั้ง หรื อมีการเฉลย ซึ่ งเป็ น การเพิ่ม เนื้อหาไปด้วย ถ้าเป็ นคาตอบที่ถูกผูเ้ รี ยนได้รับคาชมเชย และได้เรี ยนบทเรี ยนต่อไปที่ ก้าวหน้าขึ้น 6. ในการเสนอบทเรี ยนต้องมีการสรุ ปท้ายบทเรี ยนแต่ละบทเรี ยนช่วยให้เกิดการวัดผลได้ดว้ ย ตนเอง 7. ทุกบทเรี ยนต้องมีการกาหนดวัตถุประสงค์ไว้ให้ชดั เจน ซึ่ งช่วยให้แบ่งเนื้อหาตามลาดับได้ดี ประโยชน์ ของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน การนาเอาคอมพิวเตอร์ มาช่วยในการสอนมีประโยชน์หลายประการดังนี้


1. ทาให้นกั เรี ยนได้มีส่วนร่ วมในกระบวนการเรี ยนการสอนมากขึ้น 2. ทาให้นกั เรี ยนสามารถเลือกเรี ยนได้หลายแบบตามความถนัดของแต่ละบุคคล 3. ทาให้ไม่เปลืองสมองในการท่องจาสิ่ งที่ไม่ควรจะต้องจา ใช้สมองในการคิดวิเคราะห์และ ตัดสิ นใจแทน 4. ทาให้สามารถปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงการเรี ยนการสอนได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล 5. ทาให้ผเู ้ รี ยนมีอิสรภาพในการเรี ยน ไม่ตอ้ งคอยครู อาจารย์ ผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู ้ได้ทุกเวลาที่ ต้องการ 6. ทาให้ผเู ้ รี ยนสามารถสรุ ปหลักการ เนื้อหา สาระของบทเรี ยนแต่ละบทเรี ยนได้

ประเภทของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่นามาใช้ในปัจจุบนั มีอยูม่ ากมายหลายรู ปแบบ นักวิชาการและนักการ ศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้จดั แบ่งประเภทตามลักษณะการใช้ดงั นี้ 1. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการสอน (Tutoring) เป็ นโปรแกรมที่สร้างขึ้นในลักษณะของบทเรี ยนที่ ลอกเลียนแบบ การสอนของครู กล่าวคือ มีบทนา มีคาบรรยาย ซึ่ งประกอบด้วยทฤษฎี กฎเกณฑ์ แนวคิดที่สอนหลังจากที่นกั เรี ยนได้ศึกษาแล้วก็มีคาถาม (Question) เพื่อใช้ในการตรวจสอบ ความเข้า ใจของ นักเรี ยน มี การป้ อนกลับตลอดจนมี การเสริ มแรงและสามารถให้นัก เรี ย น ย้อนกลับไปเรี ยนบทเรี ยนเดิมได้ หรื อข้ามบทเรี ยนที่ได้เรี ยนรู ้ แล้วได้นอกจากนี้ ยงั สามารถ บันทึ กการเรี ยนของนักเรี ยนไว้ได้ เพื่ อให้ครู นาข้อมูล การเรี ยนของแต่ ละคนกลับไปแก้ไ ข นักเรี ยนบางคนได้ 2. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการฝึ ก (Drill and Practice) แบบฝึ กส่ วนใหญ่ใช้เพื่อเสริ มทักษะเมื่อครู ได้สอน บทเรี ยนบางอย่างไปแล้ว จุดมุ่งหมายเพื่อฝึ กหัดกับคอมพิวเตอร์ เพื่อวัดระดับ หรื อให้ ฝึ กจนถึ งระดับที่ยอมรั บได้ บทเรี ยนประเภทนี้ จึงประกอบด้วยคาถามและคาตอบ การเตรี ยม คาถามต้องเตรี ยมไว้มากๆ ซึ่ งผูเ้ รี ยนควรได้สุ่มขึ้ นมาฝึ กเองได้ สิ่ งสาคัญของการฝึ กคื อต้อง กระตุ น้ ให้นัก เรี ยนอยากทา และตื่ นเต้นกับการทาแบบฝึ กหัดนั้น ซึ่ งอาจมี ภาพเคลื่ อนไหว คาพูดโต้ตอบ มี การแข่ งขัน เช่ น จับเวลา หรื อสร้างรู ปแบบที่ทา้ ทายความสามารถในการคิ ด และการแก้ปัญหา


3. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อสร้างสถานการณ์ จาลอง (Simulation) โปรแกรมประเภทนี้ เป็ น โปรแกรมที่ใช้จาลองสถานการณ์ ให้ใกล้เคี ยงกับสถานการณ์ ในชี วิตจริ งของนักเรี ยนโดยมี เหตุการณ์สมมติต่างๆ อยูใ่ นโปรแกรม และผูเ้ รี ยนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง หรื อจัดกระทาได้ สามารถมีการโต้ตอบ และมีวตั แปร หรื อทางเลือกหลายๆ ทางการสร้างสถานการณ์จาลองขึ้น เพื่อให้เกิ ดการเรี ยนรู ้ เมื่ อสถานการณ์จริ งไม่ สามารถทาได้ เช่ น การเคลื่อนที่ของลูกปื น การ เดินทางของแสงการหักเหของคลื่นแม่ เหล็กไฟฟ้ า หรื อการทาปฏิ กิริยาทางเคมี ที่อาจเกิ ดการ ระเบิดขึ้น หรื อการเจริ ญเติบโตนี้ ใช้เวลานาน หลายวันการใช้คอมพิวเตอร์ สร้างสถานการณ์ จาลองจึงมีความจาเป็ นอย่างมาก 4. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อเป็ นเกมในการเรี ยนการสอน โปรแกรมประเภทนี้ นบั เป็ นแบบพิเศษ ของแบบจาลองสถานการณ์ โดยมีการแข่งขันเป็ นหลัก ซึ่ งสามารถเล่นได้คนเดียวหรื อหลายคน ก่ อให้เ กิ ด การแข่ ง ขัน และร่ ว มมื อกัน ก่ อให้เ กิ ด การเรี ยนรู ้ ไ ด้ม ากโดยการเพิ่ ม คุ ณ ค่ า ทาง การศึกษาจุดมุ่งหมาย เนื้อหา และกระบวนการที่เหมาะสม 5. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการทดสอบ (Testing) เป็ นโปรแกรมที่ใช้รวมแบบทดสอบไว้และ สุ่ มข้อสอบตามจานวนที่ตอ้ งการ โดยที่ขอ้ สอบเหล่านั้น ผ่านการสร้างมาอย่างดีมีความเชื่อถื อ ได้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน โปรแกรมมี การตรวจข้อสอบให้คะแนน วิเคราะห์ และ ประเมินผลให้ผสู ้ อบได้ทราบทันที 6. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการไต่ถามข้อมูล (Inguiry) เป็ นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหา ข้อเท็จจริ งหรื อข่าวสารที่เป็ นประโยชน์ในตัว คอมพิวเตอร์ แบบนี้ จะมี แหล่งเก็บข้อมูลที่เป็ น ประโยชน์ ซึ่ งสามารถแสดงได้ทนั ทีเมื่อผูเ้ รี ยน ต้องการ ด้วยระบบง่ายๆ ที่ผเู ้ รี ยนสามารถทาได้ เพียงแต่กดหมายเลข หรื อใส่ รหัส ซึ่ งทาให้คอมพิวเตอร์ แสดงข้อมูลที่ตอ้ งการไต่ถามได้ตาม ต้องการ นอกจากนั้นยังนาคอมพิว เตอร์ ช่ว ยสอนมาใช้ใ นลักษณะอื่ นๆ เช่ น การนาเสนอ ประกอบการสอน การใช้เพื่อฝึ กแก้ปัญหาการสาธิต เป็ นต้น


กำรออกแบบสำรทีด่ สี ำมำรถเพิม่ อัตรำกำรอ่ำนของเด็ก ข้อมูลจาก สานักงานสถิติแห่ งชาติ (สสช.) โดยนางธนนุ ช ตรี ทิพบุตร เลขาธิ การ แสดงให้ เห็นว่าอัตราการอ่านโดยเฉลี่ยของคนไทยกาลังลดลงเรื่ อยๆ โดยในปี 2548 นั้น คนไทยใช้เวลา อ่านหนังสื อเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ชัว่ โมงต่อวันหรื อเพียงแค่ 51 นาทีต่อวัน ต่อมาในปี 2551 นั้นเหลือ เพียง 39 นาทีต่อวัน จึ งนับว่า เป็ นดัชนี ที่น่าเป็ นห่ ว ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ อเที ยบข้อมูลกับ ประเทศเพื่อนบ้านพบว่า ปริ มาณการอ่านหนังสื อของเด็ก ไทยกาลังประสบปั ญหาอย่างหนัก โดย นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผูจ้ ดั การแผนงานสื่ อสร้างสุ ภาวะเยาวชน (สสย.) สานักงาน กองทุนสนับสนุ นการสร้ างเสริ มสุ ขภาพ (สสส.) ระบุว่า อัตราการอ่านหนังสื อของเด็กไทย เฉลี่ยทั้งประเทศมีการอ่านเพียงแค่ 5 เล่มต่อคนต่อปี เท่านั้น ซึ่ งห่ างถึงประมาณ 10 เท่าเมื่อเทียบ กับประเทศเวียดนามและสิ งคโปร์ ที่มีอตั ราการอ่านหนังสื อของเด็กทั้งประเทศเฉลี่ย 40-60 เล่ม ต่อคนต่อปี (สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริ มสุ ขภาพ-สสส., 2552) จากการศึกษาข้อมูลของสานักงานสถิติแห่ งชาติ ระบุว่า ในปี 2551 นั้นคนไทยอ่านหนังสื อ เพียงร้ อยละ 66.3 ลดลง ซึ่ งจากจานวนคนที่ไม่ อ่านหนังสื ออีกร้ อยละ 33.7 นั้นใช้เวลาเพื่อดู โทรทัศน์ถึงร้อยละ 54.3 รองลงมา คือ ไม่มีเวลาอ่าน ไม่สนใจ หรื อ ไม่ชอบอ่านหนังสื อ และ อ่านหนังสื อไม่ออกตามลาดับ นอกจากนี้ ยงั พบว่าคนไทยอ่านหนังสื อลดลงเกื อบทุกวัย ส่ วน


ใหญ่ จะใช้เวลาดูโทรทัศน์มากขึ้ น ทาให้จินตนาการน้อยลง (สานักงานกองทุนสนับสนุ นการ สร้างเสริ มสุ ขภาพ-สสส., 2552) นอกจากนี้ ดัชนี ดา้ นการผลิตหนังสื อของประเทศไทยก็อยู่ใน เกณฑ์ที่ไม่อาจเปรี ยบเทียบกับประเทศที่พฒั นาแล้วได้เลย เช่น ในแต่ละปี นั้น ไทยจะมีจานวน หนังสื่ ออกใหม่เข้าสู่ ร้านหนังสื อประมาณ 900 ปก ขณะที่องั กฤษมี 104,000 ปก เยอรมนี 78,000 ปก และญี่ปนุ่ 65,000 ปก (วิชาการ, คอม, 2008, 2553) ดังนั้นจึงน่าจะมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทาให้เกิดปัญหาอัตราการอ่านหนังสื อลดลงของคนไทย ซึ่ งก็อาจจะมาจากหลายปั จจัย ทั้งความหลากหลายของสื่ อในยุคปั จจุบนั โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการโทรทัศน์ และที่สาคัญสื่ ออิเล็กทรอนิ คส์ ต่างๆ ที่มีอยู่ในอินเทอร์ เน็ต ซึ่ งสามารถเข้าถึง ได้ง่าย และไม่มีราคาค่างวดอะไร เพราะผูอ้ ่านจ่ายเพียงค่าใช้อินเทอร์ เน็ตเท่านั้น สิ่ งเหล่านี้ เป็ น สาเหตุให้ผอู ้ ่านนั้น ต้องแบ่งเวลาไปให้กบั สื่ ออื่นๆ บ้าง นอกจากนี้ก็คงต้องยอมรับความจริ งถึง ข้อจากัดของสื่ อสิ่ งพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสื อปั จจุ บนั มี ราคาค่อนข้างสู ง เนื่ องจากราคา ต้นทุนเยื่อกระดาษนั้นแพง ในฐานะของนักวิชาการด้านเทคโนโลยีการศึกษา จึงต้องพยายาม หาทางเลื อกเพื่อบรรเทาปั ญหาที่เกิ ดขึ้น ซึ่ งหนึ่ งในทางเลื อกดังกล่ าวก็คือ การออกแบบสื่ อที่ เหมาะสมกับผูอ้ ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน ซึ่ งน่ าจะเป็ นการเพิ่มความต้องการ และจูงใจให้ เยาวชนอยากอ่านหนังสื อมากขึ้น ส่ วนประเด็นที่ว่าหนังสื อมีราคาสู งนั้น น่ าจะแก้ปัญหาได้โดย การเช่าหนังสื อ การขายหนังสื อมือสอง หรื อ การเข้าห้องสมุดโรงเรี ยน หรื อ ห้องสมุดที่บริ การ ชุมชนนัน่ เอง ตัวอย่างหนึ่ งของการสร้ างความต้องการอ่านหนังสื อที่ประสบผลสาเร็ จก็เช่ น ในประเทศ เกาหลีได้ ซึ่ งได้ริเริ่ มโครงการผลิตการ์ ตูนเพื่อเยาวชน โดยนาความรู ้ในสาขาต่างๆ มาออกแบบ สารให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ซึ่ งส่ วนใหญ่ ใช้การนาเสนอเรื่ องราวเป็ นการ์ ตูน และพิมพ์สี สวยงาม เรื่ องราวก็อ่านง่าย เข้าใจง่าย และสอดแทรกความบันเทิงอยูต่ ลอดเวลา ความสาคัญของ การนาเสนอความรู ้ผ่านทางการ์ ตูนนั้นทาให้เด็กๆ มีอตั ราการอ่านหนังสื อเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ซึ่ งนับว่ า เป็ นประเด็นที่ น่า สนใจอย่า งยิ่ง นอกจากการใช้ก าร์ ตู น เป็ นแรงจู งใจภายในแล้ว ประเทศเกาหลียงั ได้มีกฎหมายที่สนับสนุ นให้รักการอ่านอีกด้วย ดังนั้นประเทศไทยจึ งน่ าจะ พิจารณาแนวทางดังกล่าวเพื่อเป็ นกลยุทธ์มรการเพิ่มอัตราการอ่านหนังสื อ และปริ มาณการอ่าน หนังสื อของคนไทย และเยาวชนไทยได้เช่นกัน


สรุ ปหลักการออกแบบสื่ อสาหรั บเยาวชน ซึ่ งหลักการหรื อเทคนิ คเหล่ านี้ อาจจะใช้กับสื่ อ หลายประเภทไม่ เฉพาะเจาะจงแต่ สื่อสิ่ งพิมพ์ แต่ จะครอบคลุ มถึ งสื่ ออิเล็กทรอนิ กส์ สาหรั บ เยาวชนก็ได้ ดังต่อไปนี้ 1. ตัวอักษร การออกแบบสื่ อสาหรับเยาวชนควรใช้ตวั อักษรไม่มาก ใช้ตวั อักษรขนาดใหญ่ การ เขียนเนื้อหาสาระต้องกระชับ มีการสรุ ปเป็ นขั้นตอนชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย 2. การ์ ตูน การออกแบบสื่ อส าหรั บเยาวชนควรมี การดาเนิ นเรื่ องด้วยตัวการ์ ตูนสี สันสดใส สวยงามเพื่อดึ งดูดความสนใจของเด็กๆ แสดงเรื่ องราวโดยภาพการ์ ตูน ทาให้เด็กรู ้ สึกเสมือน หนึ่งกาลังคุยแลกเปลี่ยนอยูก่ บั เพื่อน 3. ภาพประกอบ ควรเป็ นภาพขนาดใหญ่ ชัดเจน ไม่จาเป็ นต้องแสดงรายละเอียดทั้งหมด หรื อจะ ใช้ภาพกราฟิ กประกอบก็ได้ แต่ภาพต้องถ่ายทอดเรื่ องราวให้ครบถ้วน

โซเชียล เน็ตเวิร์ก" ช่ วยพัฒนำกำรเรียนกำรสอน โซเชียล เน็ตเวิร์ก ช่ วยพัฒนำกำรเรียนกำรสอน ทุกวันนี้ คาว่า "เว็บไซต์ โซเชียล เน็ตเวิร์ก " หรื อ "เครื อข่ายสังคมออนไลน์" ไม่ ใช่คาใหม่ใน สังคมอีกแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีการติดต่อสื่ อสารเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวัน ทาให้โลกปัจจุบนั กลายเป็ นโลกที่ไร้พรมแดนไปแล้ว ทว่า การเข้ามาของเว็บไซต์เครื อข่ายสังคมออนไลน์ก็เป็ นเสมือน "ดาบสองคม" ที่มีท้ งั ด้านดี และด้านเสี ย ขึ้นอยูก่ บั ว่า ผูใ้ ช้จะนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรื อเกิดโทษแก่ตวั เอง ในด้านการพัฒนาการศึกษาโดยอาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีที่พฒั นาขึ้นทุกวัน "โซเชียล เน็ ต เวิ ร์ ก " ก็ เ ป็ นอี ก หนึ่ งทางเลื อ กที่ จ ะท าให้ ค รู ผู ้ส อน และนั ก เรี ยนใกล้ ชิ ด กั น ยิ่ ง ขึ้ น นอกเหนือจากเวลาที่อยูใ่ นห้องเรี ยน ดังเช่นที่ "คณะ กรรมการด้านการศึกษา" ของรัฐเวอร์ จิเนี ย ประเทศสหรัฐฯ เพิ่งจะมีมติไปเมื่อ สัปดาห์ก่อน ในการเห็นชอบที่จะกาหนดนโยบายอย่างเป็ นรู ปธรรม เกี่ยวกับการนาเอา "โชเชียล เน็ตเวิร์ก" มาใช้ในฐานะเครื่ องมือการเรี ยนการสอน


ยกตัวอย่างในกรณี ของ "เฟชบุ๊ก" หรื อ "มาย สเปช" เว็บไซต์ เครื อข่ายสังคมออนไลน์ยอด นิ ยม ซึ่ งทางคณะกรรมการฯ เล็งเห็นว่า แทนที่บรรดาเด็กนักเรี ยนจะอาศัยเว็บไซต์เครื อข่ ายฯ เหล่านี้ ในการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรื อใช้เป็ นพื้นที่ในการบอกกล่าวความรู ้สึกของ ตนต่ อคนรอบข้างเพียงอย่าง เดี ยว แต่ แอพลิ เคชัน่ หรื อฟั งก์ชั่นต่ างๆ ของเว็บไซต์เหล่ านี้ ยัง สามารถเชื่อมโยงพวกเขากับสถาบันการศึกษา หรื ออาจารย์ผสู ้ อนได้ดว้ ย เช่น การสั่งรายงาน ส่ ง การบ้าน หรื อแม้กระทัง่ แจ้งเตือนเกี่ยวกับวันเวลาสอบ เป็ นต้น ขณะเดียวกัน การที่ครู เข้ามาอยู่ในเครื อข่ายสังคมออนไลน์ยงั สามารถเปิ ดโอกาสให้ผใู ้ หญ่ ได้เ ป็ นหู เ ป็ นตา ในการสอดส่ องดู แ ลผูไ้ ม่ ป ระสงค์ ดี ที่อ าศัย ช่ องทางการติ ด ต่ อ สื่ อ สารไร้ พรมแดน นี้ เข้ามาสร้างความเสี ยหาย หรื อก่ อภัยคุกคาม โดยเฉพาะอาชญากรรมเกี่ ยวกับเรื่ อง เพศแก่พวกเด็กๆ ได้ ดังที่มีข่าวครึ กโครมอยูบ่ ่อยๆ กรณี ของ "คิมิยะ ฮากิกิ" นักเรี ยนสาววัย 17 ปี ที่กาลังศึ กษาในระดับเกรด 11 ของโรงเรี ยนแลงเลย์ ไฮสคู ล ก็ อีกตัวอย่างหนึ่ งของการใช้ ประโยชน์จากเว็บไซต์เครื อข่ายสังคมออนไลน์ในการ พัฒนาทักษะการเรี ยนรู ้ โดยก่ อนหน้านี้ เธอมี ปัญหาเกี่ ยวกับการเขียนเช่ นเดียวกับนักเรี ยนส่ วนใหญ่ ในชั้นเรี ยนวิชา ภาษาอังกฤษของ "อ.อูเบรย์ ลุดวิก" ทว่าครู ผสู ้ อนของเธอได้แนะนาให้เธอ และเพื่อนในชั้นเรี ยน ใช้ "ทวิตเตอร์ " ส่ งข้อความหากัน แล้วผลที่ออกมาก็เป็ นที่น่าพอใจ เมื่อปัญหาการเขียนที่ เคยเยิ่น เย้อ และประณี ตเกิ นไปก่ อนหน้าได้รับการแก้ไข อันเป็ นผลจากการ "ทวิต" ข้อความซึ่ งมีการ จากัดอักขระอยูท่ ี่ไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อครั้งเท่านั้นนัน่ เอง เทคโนโลยีสำรสนเทศกับกำรจัดกำรควำมรู้ ในโรงเรียน อินเทอร์ เน็ต เป็ นเทคโนโลยีที่เ ชื่ อมคนทัว่ โลกเข้าด้วยกันทาให้กระบวนการแลกเปลี่ ย น ความรู ้ (knowledge transfer) ทาได้ดียงิ่ ขึ้น อีก ทั้งเทคโนโลยียงั ช่วยให้การนาเสนอสามารถ เลือกได้หลายรู ปแบบ เช่นตัวอักษร รู ปภาพ แอนนิ เมชัน่ เสี ยง วิดีโอ ซึ่ งช่วยให้การเรี ยนรู ้ทาได้ ง่ ายยิ่งขึ้ น เทคโนโลยีสารสนเทศยังสามารถช่ วยในการจัดเก็บและดูแลปรั บปรุ งความรู ้ และ สารสนเทศต่างๆ ( knowledge storage and maintenance ) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดาเนิ นการใน กระบวนการจัดการความรู ้ดว้ ย จึงนับได้ว่าเป็ นเครื่ องมือสนับสนุ นและเพิ่มประสิ ทธิ ภาพของ กระบวนการจัดการความรู ้ อย่างไรก็ตามการเน้นเฉพาะที่เทคโนโลยีหรื ออินเทอร์ เน็ต โดย ปราศจากความสนใจในการพัฒนาคุ ณภาพของบุคลากรและวัฒนธรรมขององค์กรแล้ว การ ดาเนินการจัดการความรู ้ให้ประสบความสาเร็ จก็เป็ นไปได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพนักงาน ไม่เข้าใจและสนใจในการใช้เทคโนโลยีในการจัดการความรู ้แล้วก็อาจ เป็ นการลงทุนที่สูญเปล่า


ควำมสั มพันธ์ ของเทคโนโลยีสำรสนเทศกับกระบวนกำรจัดกำรควำมรู้ 1.การสร้างความรู ้ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ช่วยในการสร้างความรู ้โดยใช้ระบบเกี่ ยวกับ งานด้านความรู ้ (knowledge work systems) เช่น โปรแกรมแคด (CAD – computer aided design) ซึ่ งเป็ นโปรแกรมกราฟฟิ คชั้นสู งที่ช่วยในการสร้ างแลแก้แบบ มี ลกั ษณะเป็ นสาม มิติ หรื อการใช้ระบบความจริ งเสมือน(virtual reality systems) ซึ่ งเป็ นโปรแกรมที่พฒั นาจาก โปรแกรมแดด มี ลกั ษณะตอบโต้ได้(interactive) ในการสร้ างภาพจาลองใกล้เ คี ยงกับความ จริ ง โปรแกรมระบบความจริ งเสมือน มีประโยชน์ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และธุ รกิ จ หรื อคอมพิวเตอร์ ที่ใช้วิเคราะห์การลงทุน(investment workstations) ซึ่ งเป็ นพีซีที่มีความสามารถ สู งใช้วิเคราะห์สถานะทางการเงิน 2.การประมวลความรู ้ การประมวลความรู ้ ส ามารถใช้ปั ญ ญาประดิ ษ ฐ์ (artificial intelligence) ซึ่ งเป็ นสาขาของวิชาคอมพิวเตอร์ ที่เลียนแบบการเรี ยนรู ้และการตัดสิ นใจต่าง ๆ ของมนุ ษย์ เช่น การใช้ระบบผูเ้ ชี่ยวชาญ(expert systems) ซึ่ งเป็ นโปรแกรมที่นาฐานความรู ้ (knowledge base) ซึ่ งประกอบด้วยกฎเกณฑ์ข องความรู ้ ที่ความเชี่ ย วชาญเฉพาะด้านและ โปรแกรมจะทางานเมื่อมีการป้ อนข้อมูลโดยผูใ้ ช้ ในลักษณะการถามตอบ และประมวลคาตอบ จากที่ผปู ้ ้ อนเข้าไป เพื่อหาข้อสรุ ปหรื อคาแนะนาที่ตอ้ งการ 3.แบ่ งปั นความรู ้ ระบบสารสนเทศที่ ช่วยสนับสนุ นการแบ่งปั นความรู ้ ข ององค์กร เช่ น กรุ๊ ปแวร์ (Groupware) ซึ่ งเป็ นซอฟท์แวร์ ที่มีหน้าที่ในการสนับสนุ นกิ จกรรมความร่ วมมือของ กลุ่ ม คน โดยประกอบด้ว ยซอฟท์แ วร์ ที่ ช่ ว ยในการแบ่ ง ปั น สารสนเทศ การประชุ ม อิเล็กทรอนิ กส์ การจัดตารางเวลาและการส่ งอีเมล์ เป็ นเครื อข่ายที่กลุ่มคนที่ทางานในสถานที่ ต่างกันสามารถทางานร่ วมกันได้ หรื อการใช้อินเทอร์ เน็ตเพื่อเชื่อมโยงเครื อข่ายของคนและ หน่วยงานภายในองค์กร 4.การเผยแพร่ ความรู ้ การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ในสานักงานเพื่อเผยแพร่ ความรู ้ท้ งั ภายใน และภายนอกองค์กร โดยอาจใช้แอพพลิเคชัน่ ด้านการประมวลคา (word processing) การใช้ เว็บ หรื อการใช้ฐานข้อมูล เป็ นต้น การจัดการความรู ้เป็ นเสมือนสิ่ งที่เป็ นอุดมคติ และยากต่อการนาไปปฏิบตั ิ โดยเฉพาะใน องค์กรที่มีการแข่งขันภายในสู ง มีการชิงดีชิงเด่น ขาดความไว้เนื้ อเชื่อใจซึ่ งกันและกัน มีการ หวงความรู ้ หวงข้อมูล ชอบทางานคนเดียว ไม่แลกเปลี่ยนความรู ้กนั วัฒนธรรมดังกล่าวเป็ น อุปสรรคต่ อการจัดการความรู ้ หากองค์กรต้องการการอยู่รอดในสถานการณ์ ปัจจุ บนั การ


จัด การความรู ้ เ ป็ นสิ่ ง ที่ จ าเป็ นและต้อ งมี ก ารปรั บ เปลี่ ย นวัฒ นธรรมให้ เ อื้ อ ต่ อ การจัด การ ความรู ้ การปรั บเปลี่ ยนวัฒ นธรรมไม่ ได้เป็ นสิ่ งที่เ กิ ด ขึ้ นในเวลาชั่วข้ามคื น หากแต่ เป็ น กระบวนการต่อเนื่องกันที่ตอ้ งใช้เวลาและต้องการรู ปแบบ วิธีการที่หลากหลายตามบริ บทของ แต่ ล ะองค์ ก ร เพื่ อ สร้ า งวัฒ นธรรมใหม่ ใ ห้ เ กิ ด ขึ้ นในระดับ ที่ ส ามารถปลู ก ฝั ง ลงไปที่ ค่านิ ยม ธรรมเนี ยมปฏิ บตั ิ และฐานคติขององค์กรด้วย เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเครื่ องมื อ สนับสนุ น การจัด การความรู ้ ใ นองค์ก ร ตั้งแต่ ก ระบวนการสร้ า งความรู ้ การประมวล ความรู ้ การแบ่งปั นความรู ้ และการเผยแพร่ ความรู ้ โดยโครงการจัดการความรู ้แตกต่างจาก โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศทัว่ ไป คือ ประเภทความรู ้ที่เกี่ ยวข้อง มีท้ งั ความรู ้แบบชัดแจ้ง และไม่ชดั แจ้ง ใช้วิธีการเผยแพร่ ท้งั ที่เป็ นทางการและไม่เป็ นทางการ รวมทั้งเน้นการสร้างดุลย ภาพระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศกับบริ บททางสังคม และการใช้ประโยชน์จากความรู ้ในการ พัฒนาประเทศ (การศึ กษาเป็ นส่ ว นหนึ่ งในการพัฒ นาประเทศด้วย) มี อยู่ ๓ ปั จ จัยที่ เราต้อง คานึงถึง คือ เงิน เทคโนโลยี และคน ถ้าจะมาดูกนั ที่ละปั จจัยและดูกนั ถึงระดับโรงเรี ยนเลย ก็ คือ 1. เงินและงบประมาณด้านการศึกษา เรายังต้องพิจารณาด้านการบริ หารจัดการ เพราะงบ ส่ วนใหญ่ ถูกนาไปใช้กบั ค่าเงินเดือนบุคลากร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่ นค่าน้ า ค่าไฟ ที่เหลื อจึ ง ไปสู่ เด็กนักเรี ยน (ไม่ได้ให้นกั เรี ยนก่ อน) จริ งหรื อไม่ ลองถามผูบ้ ริ หารดูสิครับ ต่อ มารัฐได้ เปลี่ยนมาใช้การบริ หารจัดการแบบรายหัว (หัวใครหัวมัน ก็จานวนหัวผูเ้ รี ยนสิ ครับ) หมายถึง ถ้า มีนกั เรี ยนเยอะ ก็จะได้เงิ นเยอะขึ้นด้วย จึ งทาให้การศึ กษาเป็ นการแข่งขัน (แข่งกันรับผูเ้ รี ยน) เพราะคิดว่าโรงเรี ยนเป็ นเหมือนบริ ษทั (ต้องมีการแข่งขัน) ช่างน่ าสงสารประชาชนจริ งๆ คิดว่า การแข่งกันรับผูเ้ รี ยน จะทาให้โรงเรี ยนแข่งกันเรื่ องคุณภาพของโรงเรี ยนด้วย ซึ่ งที่จริ ง ยังไม่เป็ น เหตุปัจจัยที่สอดคล้องกันเท่าที่ควร เพราะฐานของโรงเรี ยนแต่ละแห่ งแตกต่างกัน โรงเรี ยนใหญ่ มีชื่อเสี ยงย่อมได้เปรี ยบอย่างแน่ นอน จนบางแห่ งต้องมีการไปกูเ้ งินมาบริ หารจัดการก็มี เมื่อกู้ เงินมา สิ่ งที่ตามมาก็คือดอกเบี้ย ค่ าใช้จ่ายที่ตอ้ งคานึ งถึง แล้วดอกเหล่านั้นก็มอบไปให้ผเู ้ รี ยน (โดยที่เขาไม่อยากรับ) 2.เทคโนโลยีเรามีเป็ นของตนเองแล้วหรื อ ตอบได้เลยว่า ยังไม่ มี ซื้ อเขามาทั้งนั้น ทั้งจาก สิ งคโปร์ ไต้หวัน จี น อเมริ กา เกาหลี ฯลฯ ไม่มี made in thailand เลย ยกตัวอย่างลองไปดู ชิ้นส่ วนคอมพิวเตอร์ บา้ นท่านสิ ครับ ถามว่ามีชิ้นไหนบ้าง ทั้ง Hardware และ Software ที่เป็ น ของไทยบ้าง ที่เห็นก็อาจมี แผ่นรองเม้าส์ กระมัง ที่ยงั มี made in thailand ซ้ าร้ายบางทีก็ made in china ด้วยซ้ าไป เมื่อซื้ อมาแล้วยังใช้ไม่ คุม้ ค่ าเลยด้วยซ้ าไป ด้วย อายุของเทคโนโลยี


คอมพิวเตอร์ จะอยูป่ ระมาณ ๓-๕ ปี นี่ก็เต็มที่แล้วครับ ผลิตเองก็ไม่ได้ ต้องซื้ อมาอย่างเดียว เรามี เงินเยอะแยะมากมายขนาดไหนครับท่าน นี่ยงั ไม่นบั การซ่ อมบารุ งต่าง ๆ อีกนะครับที่ตอ้ งใช้เงิน เช่นกัน เมื่อเราติดเทคโนโลยี เขาจะขึ้นราคาอย่างไรก็ตอ้ งยอม เพราะเราไม่มีสิ่งทดแทนที่พอจะ เทียบเคี ยงได้ เราต้องตกเป็ นทาสของเทคโนโลยีเสี ยแล้ว ยอมให้เขาโขกสับต่ าง ๆ นานา ขาด อิสระภาพ ขาดการพึ่งพาตนเอง 3. คนที่มีคุณภาพ การศึกษาไทยยังไม่สามารถผลิตคนที่มีคุณภาพสู ง ได้จานวนมากพอ จึงมี การลงทุนของต่างชาติเป็ นเจ้าของ แล้วคนไทยเป็ นลูกจ้าง หลายคนดีใจที่เป็ นลูกจ้างฝรั่ง ดังนั้น เราจ าเป็ นจะต้องเร่ งสร้ า งนัก เรี ย นนัก ศึ ก ษาไทยให้มี คุ ณ ภาพ รู ้ เท่ า ทันต่ า ง ๆ รู ้ จ ัก วิ เคราะห์ สังเคราะห์ คิดในรู ปแบบต่าง ๆ ให้มากยิง่ ขึ้น ให้เป็ นพื้นฐานของเด็กไทย สามารถสร้างงานได้ เองบนพื้นฐานของประเทศไทย สังคมไทย อันที่จริ ง แต่ ละประเทศก็มีจุดดี จุดควรปรั บปรุ ง ทั้งสิ้ น คนไทยก็เช่นกัน ฝรั่งก็เช่นกัน เราควรเรี ยนรู ้ซ่ ึ งกันและกัน รู ้เขารู ้เรา แล้วพัฒนาปรับปรุ ง จาก ประเด็นเงิน คน เทคโนโลยี จะพบว่าการศึกษาไทยขาดทั้ง ๓ ปั จจัยอย่างมาก ขาดทั้งในแง่ รู ปธรรม และแง่ ก ารบริ ห ารจัด การ ผมจึ งอยากเสนอให้มี การวิเ คราะห์ ท้ งั ๓ ปั จ จัย แล้ว ใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริ บทของโรงเรี ยนไทย กับเด็กนักเรี ยนไทย กับสังคมไทย โดยเน้น การพึงตนเอง และเร่ งพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองให้เกิดขึ้น สุ ดท้ายเมื่อมองกลับมายังมุมมองของการจัดการศึกษา มีการวิจยั เรื่ องข้อดีของการใช้สื่อการ เรี ยนการสอนมากมาย แต่เราก็พบว่าการศึกษาไทยยังไปไม่ถึงไหน ดังนั้นผม จึงเสนอให้มีการ นาไปใช้แบบบูรณาการมากกว่า ที่จะใช้โดด อย่างในปัจจุบนั ผูส้ อนควรจะบูรณาการเทคโนโลยี และสื่ อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน และอีเลิร์นนิ่ ง กับสื่ อพื้นบ้านต่างๆ ของไทย หรื อสื่ อพื้นฐานต่างๆ เข้า ด้วยกัน มองให้เป็ นองค์รวมอย่าไปเชียร์ เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ ง จนออกหน้าออกตา เราต้องใช้สื่อให้หลากหลาย ทั้งสื่ อไฮเทคฯ และสื่ อพื้นฐาน ให้สมดุลกันกับ บริ บทของโรงเรี ยนและเด็กไทยนัน่ เอง สื่ อพื้นฐานมี ความสาคัญอย่างยิ่งอย่าปฏิเสธ หรื อกลัว ไม่ ใช่ เพราะเขา (ใครไม่ รู้) ว่าไม่ ทนั สมัย ขอให้ครู มีความมัน่ ใจว่าเรากาลังคิ ด กาลังทาอะไร มัน่ ใจในสิ่ งที่ทาที่เราได้วิเคราะห์แล้ว เพราะนัน่ คือการพึ่งตนเองของครู ไทย ที่จะนาความรู ้สื่อ ผูเ้ รี ยน หรื อนาให้ผเู ้ รี ยนเกิ ดการเรี ยนรู ้และพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขา ในขณะเดียวกันก็ ต้องพัฒ นาสื่ อสมัย ใหม่ ไ ปพร้ อมๆกันด้ว ย อย่า งผสมผสาน...เราต้องสอนคน ไม่ ใช่ ส อน ความรู ้ หรื อสอนหนังสื อ


อ้ำงอิง ทิพวรรณ หล่ อสุ วรรณรั ตน์,๒๕๔๙. องค์การแห่ งความรู ้ : จากแนวคิ ดสู่ การปฏิ บตั ิ , กรุ งเทพฯ : สานักพิมพ์รัตนไตร. http://www.csjoy.com/story/net/tne.htm http://vclass.mgt.psu.ac.th/~465-521/Trang/Group-03/it2.htm

สื บค้นเมื่อวันที่ 31 สิ งหาคม 2555

Application of technology.Information purpose of education.  

Application of technology. Information purpose of education.

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you