Issuu on Google+


คูมือ และแนวทางปฏิบัติเพื่อลดการปลอยกาซเรือนกระจก สําหรับอุตสาหกรรมออยและน้ําตาลทราย

สารบัญ หนา

บทที่ 1 สถานการณการปลอยกาซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมไทย 1.1 นิยามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 1.2 กาซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) 1.3 สถานการณภาวะโลกรอน

1 1 5

1.4 แนวโนมการเปลี่ยนแปลงของโลกตอสภาวะโลกรอน 1.5 ปริมาณและแหลงการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศไทย 1.6 การเพิ่มขึ้นของการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศไทย

5 7 8

บทที่ 2 หลักการพื้นฐานคารบอนฟุตพริ้นท 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5

คารบอนฟุตพริ้นทคืออะไร ปริมาณคารบอนฟุตพริ้นทไดมาอยางไร ควรใชคารบอนฟุตพริ้นท กับผลิตภัณฑชนิดใด? คารบอนฟุตพริ้นทร มีประโยชนอยางไร? ประเภทฉลากสิ่งแวดลอม

บทที่ 3 ขั้นตอนการวิเคราะหคารบอนฟุตพริ้นท 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6

วิธีการประเมินคารบอนฟุตพริ้นทของผลิตภัณฑ กําหนดเปาหมายและขอบเขต การเก็บรวบรวมขอมูล การคํานวณคารบอนฟุตพริ้นท การวิเคราะหและกําหนดแนวทาง การขึ้นทะเบียนคารบอนฟุตพริ้นท

บทที่ 4 การวิเคราะหคารบอนฟุตพริ้นทในอุตสาหกรรมออยและน้ําตาลทราย 4.1 ภาพรวมสถานการณการปลอยกาซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมออยและน้ําตาลทรายไทย 4.2 ตัวอยางการคํานวณคารบอนฟุตพริ้นทในการผลิตน้ําตาลทรายดิบ 4.3 ตัวอยางการคํานวณคารบอนฟุตพริ้นทืในการผลิตน้ําตาลทรายขาว

สํานักงานคณะกรรมการออยและน้ําตาลทราย

สารบัญ


คูมือ และแนวทางปฏิบัติเพื่อลดการปลอยกาซเรือนกระจก สําหรับอุตสาหกรรมออยและน้ําตาลทราย

บทที่ 5 การกําหนดแนวทางเพื่อลดการปลอยกาซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมออย และ น้ําตาลทราย 5.1 จุดสําคัญในการวิเคราะหคาคารบอนฟุตพริ้นทในอุตสาหกรรมออยและน้ําตาลทราย 5.2 แนวทางในการลดการปลอยกาซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมออยและน้ําตาลทราย

สํานักงานคณะกรรมการออยและน้ําตาลทราย

สารบัญ


บทที่ 1

1

บทที่ 1 สถานการณการปลอยกาซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมไทย 1.1 นิยามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ ย นแปลงสภาพภู มิ อ ากาศ (Climate Change) ตามกรอบอนุ สั ญ ญา สหประชาชาติวาดวยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) คือ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ของอากาศซึ่งเกิด จากกิจ กรรมของมนุ ษ ยทั้ ง ทางตรงและทางอ อม อั น ทํา ใหส ว นประกอบของบรรยากาศโลก เปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติในชวงเวลาเดียวกัน 1.2 กาซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) กาซเรือนกระจกคือกาซชนิดใดๆ ที่มีคุณสมบัติดูดกลืนรังสีอินฟราเรดในชั้นบรรยากาศ ตัวอยางของกาซเรือนกระจก เชน กาซคารบอนไดออกไซด (CO2) กาซมีเทน (CH4) กาซไนตรัส ออกไซด (N2O) กาซไฮโดรฟรูออโรคารบอน (HFCs) กาซเพอรฟลูออโรคารบอน (PFCs) กาซ ซัลเฟอรเฮกซาฟลูออไรด (SF6) กาซคารบอนมอนออกไซด (CO) กาซออกไซดของไนโตรเจน (NOx) และกาซอินทรียระเหยที่ไมใชกาซมีเทน (NMVOCs) พิธีสารเกี่ยวโตไดกําหนดใหกาซ 6 ชนิด (กาซลําดับที่ 1-6 ในรายชื่อกาซขางตน) เปนกาซเรือนกระจกที่ประเทศที่พัฒนาแลวตอง ควบคุม การปลดปลอยกาซเรือนกระจกขางตนเกิดจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมตางๆ ของ มนุษย เชนกระบวนเผาไหมกอใหเกิดกาซบอนไดออกไซด และกาซชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิดเมื่อการ เผาไหมไมสมบูรณ ตัวอยางของกระบวนการเผาไหม เชน การใชเชื้อเพลิงไฮโดรคารบอนใน อุตสาหกรรมตางๆ การผลิตกระแสไฟฟา การใชพาหนะขนสงที่ใชเชื้อเพลิงไฮโดรคารบอน การเผา ไหมกลางแจงของวัสดุเกษตร เชน ฟางขาว หญาตาง ๆ กาซมีเทนเกิดในอุตสาหกรรมเหมืองถาน หินอุตสาหกรรม ผลิตกาซธรรมชาสลายของขยะมูลฝอย มูลสัตว ในกระเพาะอาหารสัตวเคี้ยว เอื้อง และดินในนาขาว กาซเรือนกระจกเหลานี้เมื่อถูกปลดปลอยและลอยขึ้นสูชั้นบรรยากาศ จะสะสมตัวเองและตองการระยะเวลานานในการสลายตัว กาซเรือนกระจกชนิดตางๆ จะกอใหเกิด ผลกระทบใน 2 ลักษณะ ผลกระทบลักษณะแรกคือการทําใหโลกรอนขึ้นอันเนื่องมาจากการสะสม ของความรอน ของรังสีแสงอาทิตยบางสวน ที่ไมสามารถสะทอนกลับออกไปเนื่องจากมีชั้นของกาซ เรือนกระจกกัน้ ผลกระทบลักษณะที่สองคือการทําใหกาซโอโซน (O3) ในชั้นบรรยากาศสตราโทส


บทที่ 1

2

เฟยร (Stratosphere) สลายตัว ทําใหเกิดชองวาง ซึ่งทําใหรังสีอุลตราไวโอเล็ต (Ultraviolte) ผาน เขาสูพื้นโลกได ปกติชั้นโอโซนจะทําหนาที่ดูดซับรังสีที่แผจากดวงอาทิตยโดยเฉพาะอยางรังสี อุล ตราไวโอเล็ต (Ultraviolet) และในทางการแพทยรังสีอุลตราไวโอเล็ต กอใหเกิดความเสี่ยงตอการ เปนมะเร็งโรคผิวหนัง และในทางนิเวศวิทยาทําลายการเจริญเติบโตของสัตวน้ําในชวงแรก และทํา ใหแพลงตอนซึ่งเปนรากฐานของปฏิกิริยาลูกโซ อาหารในน้ํามีปริมารลดลงและในสวนที่เกี่ยวกับ พืชทําใหการเจริญเติบโตของพืช ลดลง

ภาพ1.1 แสดงกาซเรือนกระจกที่สําคัญตามพิธีสารเกียวโต สําหรับสาร HFCs, PFCs, และ SF6 เปนสารที่มีการนําเขามาใชในอุตสาหกรรมตางๆใน ประเทศหลายประเภท สาร HFCs เปนสารในกลุมฮาโลจีเนตเต็ดไฮโดรคารบอน (halogenated hydrocarbons) ซึ่งไมมีองคประกอบของคลอรีนอะตอม และถูกใชแทนสาร CFCs ซึ่งเปนสารใน กลุมฮาโลจีเนตเต็ดไฮโดรคารบอนเชนเดียวกันแตมีคลอรีนอะตอม ซึ่งการมีคลอรีนอะตอมทําให เกิดการทําลายชั้นโอโซน ตัวอยางของสาร CFCs คือสารทําความเย็นตาง ๆ เชน R-11, R-12, R-13 และ R-502 เปนตน สารเหลานี้มีอายุยืนยาวในบรรยากาศมากกวา 100 ป ดังนั้นขอกําหนด ของพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Proticol) ไดกําหนดใหยกเลิกการใชสาร CFCs ในป 2543 ในประเทศที่พัฒนาแลว และภายในป 2553 ในประเทศที่กําลังพัฒนาสาร HFCs จึงถูกนํามาใช แทนสาร CFCs ในกระบวนการทําความเย็นตาง ๆ ตัวอยางของสาร HFCs คือ สารทําความเย็น


บทที่ 1

3

R-143a สาร HFCs เปนสารที่ไมมีศักยภาพในการทําลายชั้นบรรยากาศโอโซน แตยังคงมีศักยภาพ ในการทําใหโลกรอนขึ้นจึงถูกจัดเปนหนึ่งในหกชนิดของกาซเรือนกระจกที่พิธีสารเกียวโตกําหนดให มีการควบคุมการปลดปลอย ผลการศึกษาของสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดลอม พบวาประเทศไทยยังไมมีการผลิต สาร HFCs, PFCs และ SF6 ในประเทศ และมีการสั่งนําเขามาจากประเทศยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุน และสาธารณรัฐประชาชนจีน สาร HFCs ถูกนําเขามาใชใน กระบวนการผลิตที่เกี่ยวของกับเครื่องทําความเย็นตางๆ และมีปริมาณการนําเขาสูงถึง 1,301 เมตริกตัน ในป พ.ศ. 2542

ภาพ1.2 แสดงภาพจําลองการเกิดกาซเรือนกระจกที่มีผลทําใหโลกรอน และมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาร PFCs นําเขามาใชเปนสารทําความสะอาดชิ้นสวนในอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิคสเปน สวนใหญ แตยังมีการนําเขามาเปนจํานวนนอยเนื่องจากราคาแพง สําหรับสาร SF6 ที่นําเขาสวน


บทที่ 1

4

ใหญประมาณรอยละ 90 ถูกใชในกิจการที่เกี่ยวกับการผลิตกระแสไฟฟา ไดแกใชเปนระบบฉนวน ในเซอรกิตเปรคเกอร สวิทชเกียร ในสถานีไฟฟาแรงสูง ที่เหลือประมาณรอยละ 10 ถูกใชใน อุตสาหกรรมการผลิตอลูมิเนียมและใชในราชการกองทัพ กาซเรือนกระจก 3 ชนิด ที่ถือวามี ปริมาณสูงคือ คารบอนไดออกไซด (CO2) มีเทน (CH4) และไนตรัสออกไซด (N2O) และเนื่องจาก กาซแตละชนิดมีองคประกอบทางเคมีแตกตางกัน และมีอายุในบรรยากาศแตกตางกัน ทําใหระดับ ผลกระทบที่เกิดมีไมเทากันสําหรับสารปริมาณหนึ่งๆ ดังนั้นในการคํานวณเปรียบเทียบปริมาณที่ เกิดจึงอางอิงโดยใชคาที่เรียกวา ศักยภาพการทําใหโลกรอนขึ้น (Global Warming Potential; GWP) การเปรียบเทียบกําหนดใหคา GWP ของกาซคารบอนไดออกไซดเปน 1 และระดับความ รุนแรงของกาซชนิดอื่นกําหนดเปนจํานวนเทาตางๆ เมื่อเปรียบเทียบกับกาซคารบอนไดออกไซด ตัวอยางการประเมินปริมาณกาซเรือนกระจกในป ค.ศ. 2020 ของประเทศไทย แสดงในตารางที่ 1 ตารางที่1 การคาดการณปริมาณกาซเรือนกระจกที่สําคัญในประเทศไทย

ดังนั้นในกระบวนการผลิตหรือกิจกรรมใด ๆ ที่กอใหเกิดกาซเรือนกระจก การเปรียบเทียบ

ปริมาณที่เกิดของกาซแตละชนิด จะอางอิงคาระดับความรุนแรงที่เปนศักยภาพของการ ทําใหโลกรอนขึ้น (Global Warming Potential; GWP) ดังกลาว ตัวอยางเชน ในอุตสาหกรรม การผลิตประเภทหนึ่ง กอใหเกิดกาซคารบอนไดออกไซด 1 ตัน เมื่อเปรียบเทียบกับกิจการอีก ประเภทหนึ่ง ซึ่ง กอใหเกิดกาซมีเทน 0.5 ตัน เมื่อคํานวณปริมาณกาซเรือนกระจกที่ผลิตของ อุตสาหกรรมทั้งสองประเภท พบวาอุตสาหกรรมประเภทแรกมีปริมาณกาซเรือนกระจกเทากับ 1 ตัน X 1 GWP = 1 ตัน ของ CO2 equivalent สําหรับอุตสาหกรรมประเภทที่สองมีปริมาณกาซ เรือนกระจกเทากับ 0.5 ตัน X 21 GWP = 10.5 ตัน ของ CO2 equivalent คาของปริมาณเปน ตันเทียบเทาของกาซคารบอนไดออกไซดนี้ จะถูกใชในการคํานวณปริมาณกาซเรือนกระจกในการ


บทที่ 1

5

ขายคารบอนเครดิต โดยในการขายจะคํานวณจากคา CO2 equivalent เปนปริมาณตันของสาร คารบอน 1.3 สถานการณภาวะโลกรอน (Climate Change 2007 : Synthesis Report IPCC4th Assessment ) ภาวะโลกรอนสงผลใหโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยในชวงสิบปที่ผานมา พ.ศ. 2538 – 2549 เปน ปที่รอนที่สุดเทาที่เคยบันทึกไดตั้งแต พ.ศ. 2539 และเกิดเหตุการณน้ําแข็ง ขั้วโลกละลาย ระดับน้ําทะเลสูงขึ้น รวมทั้งเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงจากเหตุการณเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไป ทั่วโลก เชน เฮอริเคน ไตฝุน โคลนถลม ภัยแลง และน้ําทวม ในทั่วภูมิภาคเอเชียและอเมริกา กลาง ในขณะที่ทวีปยุโรปตองเผชิญกับคลื่นความรอนรุนแรงขึ้น ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความออนไหว ของกลไกธรรมชาติของโลกที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสถานการณโลกรอน จะสงผลกระทบตอวิถีชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของ มนุษยในหลายดาน (IPCC, 2002) คือ 1) ผลกระทบตอความมั่นคงของแหลงอาหารและน้ําจืด ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ ทางการเกษตร ปศุสัตวและการประมงลดลง 2) ผลกระทบตอระบบนิเวศนและความหลากหลายทางชีวภาพ พื ชและสัตวบางชนิด สูญพันธ มีผลตอสมดุลระบบนิเวศน 3) ผลกระทบตอการอพยพถิ่นฐานของประชากรโลกเนื่องจากภัยธรรมชาติ เชน น้ํา ทวม ความแหงแลง และความขัดแยงจากการขาดแคลนอาหารเพื่อแยงหาแหลงน้ําและพื้นที่ทํา กิน 4) ผลกระทบตอสุขภาพอนามัย การแพรระบาดของโรคตาง ๆ เจ็บปวยจากอุณหภูมิสูง และเครียดจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และภัยธรรมชาติที่เกิดบอย 1.4 แนวโนมการเปลี่ยนแปลงของโลกตอภาวะโลกรอน ปจจุบันการรับรูและทัศนคติของสาธารณชนในความหวงใยตอสาเหตุและความสําคัญของ ปรากฏการณโลกรอนมีมากขึ้น และการคนพบทางวิทยาศาสตรเกี่ยวกับปรากฏการณโลกรอนที่ เพิ่มมากขึ้น ทําใหชาติตาง ๆ รวมทั้งชุมชนและองคการในภูมิภาคตาง ๆ เริ่มปฏิบัติการเพื่อหยุด การรอนขึ้นของโลก


บทที่ 1

6

ขอตกลงอันดับตนของโลกวาดวยการตอสูเพื่อลดกาซเรือนกระจกคือ พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเปน กฎหมายระหวางประเทศเพื่อใหเกิดพันธกรณีที่จะทําใหการลดกาซ เรือนกระจกเปน จริง ในทางปฏิบัติมากขึ้น จากอนุสัญ ญาสหประชาชาติวาดวยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยไดเจรจาตอรองและตกลงกันเมื่อป พ.ศ. 2540 ปจจุบันพิธีสาร ดังกลาวครอบคลุมประเทศคาง ๆ ทั่วโลกมากกวา 160 ประเทศและรวมปริมาณการปลดปลอย กาซเรือนกระจกมากกวา 65% ของทั้งโลก หลั ก การสํ า คั ญ ของพิ ธี ส ารฯ ใช ห ลั ก การรั บ ผิ ด ชอบโดยแบ ง กลุ ม ประเทศตามระดั บ แตกตางกัน ทั้ง จากปจจัยเกี่ยวกับฐานะทางเศรษฐกิจ และสัดสวนการปลอยกาซเรือนกระจก กลาวคือ ประเทศอุ ต สาหกรรมต อ งเป น ผู นํ า ในการต อ สู กั บ ป ญ หา และประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นา ดําเนินการตามกําลังและความสามารถ นโยบายและขอตกลงในการปลดปลอยกาซเรือนกระจก คือใหประเทศที่พัฒนาแลว (43 ประเทศ) มีพัน ธกรณีที่ตองลดการปลดปลอยกาซเรือนกระจก ตามอนุสัญญาฯ ในขณะที่ประเทศกําลังพัฒนาอื่น ๆ (เชน ASEAN จีน อินเดีย) ไมมีพันธกรณีใน การปลดปลอยกาซเรือนกระจก ทําใหสหรัฐฯ ใชอางเปนเหตุผลที่ยังไมยอมใหสัตยาบันในพิธีสาร ดังกลาว ทั้งที่สหรัฐฯ เปนประเทศที่ปลอยกาซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก (IPCC.2002)

ภาพ 1.3 แสดงการกัดเซาะพื้นที่ชายฝงทะเลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก


บทที่ 1

7

1.5 ปริมาณและแหลงการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศไทย จากบั ญ ชี ก า ซเรื อ นกระจกของประเทศไทยในรายงานแห ง ชาติ ค รั้ ง ที่ ส องจั ด ทํ า โดย สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ในป พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ปริมาณกาซเรือนกระจกรวมของประเทศ (National Total Emission) มีคา เทากับ 229.08 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา มีทั้งสวนที่เปนปริมาณจากแหลง ปลอย (Emission by Sources) และปริมาณที่เกิดจากการดูดกลับ (Removal by Sink) โดยปริมาณที่ปลอยออก ทั้งหมดมีคาเทากับ 277.7 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา และคาดูดกลับมีคาเทากับ 50.22 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา การปลอยจาก ภาคพลังงานมากที่สุดเทากับ 159.4 ลานตัน คารบอนไดออกไซดเทียบเทา รองลงมา คือภาคการเกษตร 51.88 ลานตันคารบอนไดออกไซด เทียบเทา ภาคกระบวนการ อุตสาหกรรม 16.4 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา และภาคของ เสีย 9.3 ลาน ตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา สําหรับภาคการเปลี่ยนแปลงการใชพื้นที่และปาไม สามารถดูดกลับคารบอนไดออกไซดได -7.90 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา ดังรูปที่ 4 สําหรับกาซสารฮาโลคารบอนไมมีการปลอยในป พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)

ภาพ1.4 แสดงการปลอยกาซเรือนกระจกรวมของไทยในป ค.ศ.2000 ปริมาณการปลอยของกาซคารบอนไดออกไซด (CO2) ของประเทศทั้งหมด คิดเปน 157.86 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา กาซมีเทน(CH4) 58.83 ลานตันคารบอนไดออกไซด เทียบเทา และกาซไนตรัสออกไซด(N2O) 12.39 ลานตันคารบอน ไดออกไซดเทียบเทา คิดเปน รอยละ 68.9 , 25.7 และ 5.4 ตามลําดับ (ภาพ1.5)


บทที่ 1

8

ภาพ 1.5 แสดงปริมาณและสัดสวนการปลอยกาซเรือนกระจกหลักของไทยในป ค.ศ.2000 1.6 การเพิ่มขึ้นของการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศไทย การเพิ่มขึ้นแบงออกเปน สองชวงคือในระหวางป 2000-2004 ปริมาณการปลอย กาซ เรือนกระจกของประเทศไทยเพิ่มขึ้นรอยละ 3.2 ตอป (ไมรวมภาคการเปลี่ยนแปลง การใชพื้นที่ และปาไม) การเพิ่มขึ้น ของภาคการปลอยกาซเรือนกระจกที่มากที่สุดคือ ภาคกระบวนการ อุตสาหกรรมโดยมีปริมาณรอยละ 8.4 ตอป รองลงมาคือภาคของเสีย ที่มีการเพิ่มขึ้นรอยละ 5.9 ตอป สวนภาคพลังงานมีปริมาณการปลอยเพิ่มเปนรอยละ 5.6 ตอป ภาคการเกษตรมีการเพิ่มนอย ที่สุดคือรอยละ 1.2 ตอป ในระหวางป 2005-2008 ปริมาณการปลอยกาซเรือนกระจกของ ประเทศไทย เพิ่มขึ้นรอยละ 3.9 ตอป (ไมรวมภาคการเปลี่ยนแปลงการใชพื้นที่และปาไม) ภาค กระบวน การอุตสาหกรรมยังคงเปนภาคที่มีการปลอยเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ รอยละ 5.5 ตอป สวน ภาคพลังงานมีการเพิ่มการปลอยนอยกวาชวง 4 ปเดิม คือ ปลอยเพิ่มขึ้นประมาณ รอยละ 1.1 ภาคการเกษตรมีการเพิ่มการปลอยคงที่อยูที่รอยละ 1.2 ตอป ภาคของเสียนั้น มีการปลอยนอยลง รอยละ 4.9 ตอป


Sugar low carbon guided book