Issuu on Google+

เซลล์ ข องพื ช และอวัย วะภายในเซลล์ 1. ผนังเซลล์ 2. เยื่อหุ้มเซลล 3. พลาสติด 4. ไมโตคอนเดรี ย 5. นิวเคลียส 6. เอนโดพลาสมิค เรตติคิวลัม 7. กอลไจ แอพพาราตัส 8. ไมโครบอดี ้ส์ 9. ไรโบโซม 10. ไมโครทิวบูลส์ 11. แวคคิวโอ เซลล์ คือโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับโมเลกุลเป็ นหน่ วยพื้ น ฐานของ

สารเคมี สามารถแบ่ง เซลล์ พื ชเป็ น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือผนัง เซลล์ (Cell wall) และ

โปรโตพลาสต์ (Protoplast) ซึง่ ประกอบด้วยนิวเคลียส (Nucleus) และไซโตพลาสต์ (Cytopl asm) ภายใน ไซโตพลาสต์มีอวัยวะภายในเซลล์หลายชนิด (Cell organelles) และเซลล์พืชที่ เจริญเต็มทีแ ่ ล้วมักมีแวคคิวโอ (Vacuole) ใหญ่ ขนาดและรูปร่างของผนังเซลล์จะแตกต่างกัน ไปตามชนิดและหน้าทีข ่ องเซลล์นน ้ั ส่วนประกอบทางเคมีที่สาำ คัญของเซลล์ คือ น้าำ ประมาณ 80-95 เปอร์ เซ็ นต์ ของ น้าำ หนักสดทีเ่ หลือเป็ นโปรตีน กรดนิวคลีอค ิ (Nucleicacid) โพลีแซคคาไรด์ (Polysa ccharides) และไขมัน ซึ่ ง มี ธ าตุ ค าร์ บ อนเป็ นองค์ ป ระกอบมากที่ สุ ด นอกจากนั้น มี ธ าตุ ไฮโดรเจน

ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กำามะถัน โปแตสเซียม แมกนี เซียม และ

คลอรีน เป็ นต้น สามารถแบ่งเซลล์พืชเป็ นกลุม ่ ใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุม ่ คือ 1. กลุม ่ ของเซลล์ทม ี่ ีหน้าทีเ่ กีย่ วข้องกับกระบวนการเมตาบอลิสม์ของพืช 2. กลุ่ ม ของเซลล์ ที่ มี ห น้ า ที่ เ ป็ นส่ ว นค้าำ จุ น หรื อ เป็ นท่ อ ให้ ส ารต่ า ง ๆ ไหล ผ่าน กลุม ่ นี้มกั เป็ นเซลล์ทต ี่ ายแล้ว ในบทนี้ จะกล่าวถึงกลุ่มเซลล์ กลุ่มแรกเท่านั้น เพราะเป็ นเซลล์ ทีเ่ กี่ยวข้องกับ กระบวนการทีส่ าำ คัญทางสรีรวิทยาของพืช

โดยทั่วไปเซลล์พืชจะประกอบด้วยผนังเซลล์และ

โปรโตพลาสต์ (Cell Wall และ Protoplasm) เซลล์ทเี่ รียงกันเป็ นเนื้ อเยือ ่ นั้น อาจจะเรียงกัน อย่างหลวม ๆ ทำา ให้มี ส่ว นช่องว่า งระหว่างเซลล์ (Intercellular Space) เกิดขึ้น แต่ใ นกรณี ของเนื้อเยือ่ เจริญ (Meristem) เซลล์จะเรียงกันเบียดชิดมาก ไม่เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์ ช่อง


ว่างเหล่านี้ มกั จะต่อไปจนถึงปากใบของพืช ทำา ให้อากาศผ่านปากใบ และต่อเนื่องไปยังเซลล์ ต่าง ๆ ได้ทง้ ั ระบบ ทำาให้แต่ละเซลล์ได้รบั ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์เพียงพอ พลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata) เป็ นช่องทางทีเ่ ชือ ่ มต่อระหว่างเซลล์ที่ อยู่ ติด กัน การปรากฏของพลาสโมเดสมาตาและช่ อ งว่ า งระหว่ า งเซลล์ ทำา ให้ ร ะบบของพื ช ประกอบด้วยส่วนประกอบใหญ่ ๆ สองส่วน คือ 1. ซิมพลาสต์ (Symplast) ซึ่งเป็ นส่วนของพืชทีป ่ ระกอบด้วย ส่วนทีม ่ ีชีวิต เป็ นส่วนทีอ่ ยูใ่ นเยือ่ หุม ้ เซลล์ (Cell Membrane) หรือส่วนของโปรโตพลาสต์ทง้ ั หมด 2. อะโพพลาสต์ (Apoplast) เป็ นส่วนทีไ่ ม่มีชีวิตของพืช อยูข ่ า้ งนอกเยือ ่ หุ้ม เซลล์ เช่ น ส่ ว นของ ผนั ง เซลล์ ช่ อ งว่ า ง ระห ว่ า ง เซลล์ ลู เ มน (Lumen) และท่ อ น้าำ ท่ อ อาหาร (Xylem และ Phloem) ส่ ว นประกอบและอวัย วะภายในเซลล์ พื ช 1. ผนั ง เ ซ ล ล์ (Cell Wall) เป็ นส่วนที่อยู่ภายนอกเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบ ด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็ นจำานวนมาก

เมือ ่ สร้างใหม่ ๆ ผนังเซลล์จะมีลกั ษณะบาง ต่อมาจะหนา

้ เพราะมีการสะสมสารต่าง ๆ โดยชัน ขึน ้ ใหม่ทเี่ กิดจะติดกับส่วนของเยือ ่ หุ้มเซลล์

ทำาให้ชน ้ ั เก่า

ถู ก ดันห่า งออกจากโปรโตพลาสต์ ชั้นใหม่นี้ เ รี ย กว่า ผนัง เซลล์ ช้น ั ที่ส อง (Secondary Cell Wall) ซึ่ง จะมี ค วามหนาไม่เ ท่ า กัน ตลอด ทำา ให้ เ กิ ด ลัก ษณะที่เ ป็ นรู เ ปิ ด เพื่อ ให้ ส ารต่ า ง ๆ เคลือ ่ นผ่านได้เรียกว่า พิท (Pit)

ผนังเซลล์มีสว่ นประกอบทางเคมีทส ี่ าำ คัญ คือ

1.1. ไ ม โ ค ร ไ ฟ บ ริ ล ล า โ พ ลี แ ซ ค ค า ไ ร ด์ (Microfibrillar Polysaccharides) ซึง่ กลุม ่ ทีพ ่ บมากทีส่ ุด คือ เซลลูโลส (Cellulose) และไคติน(Chitin) 1.1.1. เซลลู โ ลส

เป็ นลู ก โซ่ข อง ดี -กลู โ คส (D-glucose) ซึ่ง

เรียงตัวเกาะกันแบบ b-1,4-glycosidic bond ซึ่งมีความยาวต่างกันไป

แต่โดยปกติจะมี

กลูโคสอยู่ประมาณ 2,000-14,000 หน่ วย ยาวประมาณ 1-7 mm และจับกับลูกโซ่ขา้ งเคียง ด้ ว ย แ ข น แ บ บ ไ ฮ โ ด ร เ จ น (Hydrogen bond) ทำา ใ ห้ เ กิ ด เ ป็ น ลัก ษ ณ ะ ที่ เ รี ย ก ว่ า ไ ฟ บริล (Fibrils) ซึ่งหนาไม่เกิน 250o A และยาวหลายไมโครเมตร แต่ละไฟบริลจะเรียงต่อกัน ้ มา เซลลูโลสจะฝังตัวอยู่ในของเหลวทีม ด้วยไฮโดรเจนบอนด์ ซึง่ ทำาให้เกิดการติดกันขึน ่ ีรูปร่าง ไม่แน่ นอนเรียกแมทริกซ์ โพลีแซคคาไรด์

ส่วนของไฟบริลจะทนต่อการเข้าทำาลายของเชื้อ

จุลินทรีย์และสารเคมี ผนังเซลล์จึงมีหน้ าทีป ่ ้ องกันอันตรายและเพิ่มความแข็งแรงให้กบ ั เซลล์ พืชในพืชชัน ้ ต่าำ ทีม ่ ีเซลลูโลสน้อย เช่น เชื้อราจะมีไคติน (Chitin) ซึง่ จะกล่าวถึงต่อไป 1.1.2. ไคติน เป็ นส่วนประกอบทีพ ่ บมากในผนังเซลล์ ของเชื้อรา และเป็ นส่วนประกอบของสัตว์ทไี่ ม่มีกระดูกสันหลัง โมเลกุลของไคตินจะเรียงต่อกันยาว โดยไม่ แตกสาขา สารประกอบทางเคมี เ ป็ นพวก N-acetyl-D-glucosamine โดยเกาะกัน แบบ b1,4-glycosidic bond

ทำาให้เกิดเป็ นไฟบริลเช่นเดียวกับเซลลูโลส


1.2. แ ม ท ริ ก ซ์ Polysaccharides)

โ พ ลี แ ซ ค ค า ไ ร ด์ (Matrix

ส่ ว น นี้ จ ะ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย 2 ส่ ว น ใ ห ญ่ ๆ คื อ เ ฮ มิ

เซลลูโลส (Hemicellulose) และเพคติน (Pectin) ซึ่งแยกออกจากกันโดยคุณสมบัติใ นการ ละลายน้าำ เพราะเพคตินนั้นสามารถแยกได้โดยการต้มกับน้ าำ เป็ นเวลานาน แต่เฮมิเซลลูโลสนั้น ต้องแยกโดยใช้โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ แมทริกซ์ โพลีแซคคาไรด์มีลกั ษณะเป็ นของเหลวทีม ่ ี รูปร่างไม่แน่ นอน ทำาหน้าทีห ่ ม ุ้ ห่อส่วนของไมโครไฟบริลลา โพลีแซคคาไรด์ 1.2.1. เฮมิเซลลูโลส

ชื่อของเฮมิเซลลูโลสนั้นใช้เรียกเมื่อพบโพลี

แซคคาไรด์ ชนิดนี้ ใหม่ ๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็ นสารเริ่ม ต้นที่จะทำา ให้เ กิดเซลลูโ ลส

ซึ่งใน

ปัจ จุ บ น ั พบว่ า ไม่ จ ริ ง เฮมิเ ซลลู โ ลสประกอบด้ ว ย ไซแลนซ์ (Xylans) ซึ่ ง มี น้าำ ตาลไซโล ส (Xylose) แมนแนน (Mannans) ซึง่ มีน้าำ ตาลแมนโนส(Mannose) และกาแลกแตน (Gal actans) ซึง่ ประกอบด้วยน้าำ ตาลกาแลคโตส (Galactose) นอกจากนั้นยัง มี ก ลู โ คแมนแนน ซึ่ง ประกอบด้ว ย น้าำ ตาลกลูโคสและน้าำ ตาลแมนโนส ไซโลกลูแคน ประกอบด้วยน้าำ ตาลไซโลสและน้าำ ตาลกลูโคส และแคลโลส (Callose)

จัดเป็ น เฮมิเซลลูโลสซึง่ ประกอบด้วยน้าำ ตาลกลูโคสทีเ่ กาะกันแบบ

b-1,3-glycosidic bond ซึง่ จะพบบริเวณปลายเซลล์ของท่ออาหาร (Sieve tubes) 1.2.2. เพคติ น ทำา หน้ า ที่ เ ชื่ อ มให้ เ ซลลู โ ลสติ ด กัน

เป็ นส่ ว น

ประกอบทีม ่ ีมากในส่วนมิดเดิลลาเมลลา (Middle lamella) นอกจากนั้นเพคตินยังเกิดในน้ าำ ผลไม้ต่า ง ๆ สารเคมี ที่พ บในเพคติน คือ กรดแอลฟา ดี กาแลคตูโ รนิ ค (µ-D-galacturonic acid) อะราบิแนนส์ (Arabinans) และกาแลคแตนส์ (Galactans) 1.3. ลิ ก นิ น (Lignins)

การเกิ ด ลิ ก นิ น ในพื ช มัก จะควบคู่ ไ ปกับ

เนื้ อเยือ ่ ทีท ่ าำ หน้าทีค ่ า้ ำ จุน และท่อน้าำ ท่ออาหาร จะพบในผนังเซลล์ทุตยิ ภูมิ ซึง่ ตายแล้ว การเกิดลิ กนินทำาให้เซลล์แข็งแรง ทำาให้ไฟบริลไม่เคลือ ่ นทีแ ่ ละป้ องกันอันตรายให้ไฟบริลด้วย อาจจะพบ ลิกนินในเนื้ อผลไม้บางชนิด เช่น ฝรั่งและละมุด ลิกนินประกอบด้วยสารเคมีทม ี่ ีน้าำ หนักโมเลกุล ้ และต้านทานต่อสาร สูง พวกฟี โนลิคส์ (Phenolics) ลิกนินทำาให้เซลล์เกิดความแข็งแรงมากขึน เคมีและการกระทบกระแทกต่างๆ 1.4. โปรตีน ในการพบโปรตีนในผนังเซลล์ น้น ั ระยะแรกเข้า ใจว่า เกิดจากการปนเปื้ อนมาจากส่วนของไซโตพลาสต์ (Cytoplasm) แต่ในปัจจุบน ั ได้มีการสรุป แ น่ ชั ด แ ล้ ว ว่ า ใ น เ ซ ล ล์ ที่ กาำ ลัง เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต จ ะ มี โ ป ร ตี น ใ น ผ นั ง เ ซ ล ล์ ป ร ะ ม า ณ 510 เปอร์เซ็นต์ ซึง่ ประกอบด้วยเอนไซม์พวกไฮโดรเลส (Hydrolases) กลูคาเนส (Glucana se) เ พ ค ติ น เ ม ท ธิ ล เ อ ส เ ต อ เ ร ส (Pectin Methylesterase) แ ล ะ เ อ ที พี เ อ ส (ATPase) เ ป็ น ต้ น น อ ก จ า ก นั้ น ยัง มี โ ป ร ตี น ที่ เ ป็ น โ ค ร ง ส ร้ า ง เ ป็ น พ ว ก ไ ก ล โ ค โ ป ร ตี น (Glycoprotein) ซึ่ ง ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ไ ฮ ด ร อ ก ซี โ พ ร ลี น เ ป็ น ส่ ว น ใหญ่ (Hydroxyproline) โดยเกาะกับโพลีแซคคาไรด์แบบ Non Covalent bond


1.5. น้าำ เป็ นส่ว นประกอบที่พ บในส่ว นของเพคติน ที่มี ล กั ษณะเป็ น วุ้น (Gel) และยังทำา หน้ าที่ลดปริมาณของไฮโดรเจนบอนด์ที่เกาะกันระหว่างไฟบริลและเฮมิ เซลลูโลส ดังนัน ้ เมือ่ มีการเปลีย่ นแปลงปริมาณน้าำ จะทำาให้การติดกันของไฟบริลกับเฮมิเซลลูโลส เปลีย่ นไปและน้าำ ยังเป็ นตัวทำาละลายสารเคมีในผนังเซลล์ดว้ ย

โดยเฉพาะขณะทีเ่ ซลล์ขยายตัว

1.6. ส่ว นที่หุ้ม ห่อ ภายนอก (Incrusting Substances)

สิ่ง ที่หุ้ม

ห่อ ข้างนอกของผนัง เซลล์ ของเซลล์ ผิว (Epidermis) จะเป็ นสารพวกคิว ติเ คิล (Cuticle) เพื่อ ้ และยังป้ องกันอันตรายจากสารเคมีและเชื้อจุลน ช่วยลดการสูญเสียน้าำ หรือรับน้าำ เพิม ่ มากขึน ิ ทรีย์ ได้ดว้ ย

นอกจากนัน ้ ยังมีสารประกอบอนินทรีย์บางชนิดพบในผนังเซลล์ของพืชบางชนิด สา

รเหล่านี้ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมซิลเิ กต เป็ นต้น สามารถแบ่งผนังเซลล์ออกได้ เป็ น 3 ชนิด ด้วยกันคือ 1. ผนัง เซลล์ ชั้น ที่ ห นึ่ ง ห รื อ ผนั ง เซลล์ ปฐ มภู มิ (Primary Cell ้ หลังจากทีเ่ ซลล์หยุดการขยายตัวแล้ว จะทำาหน้าทีห Wall) เกิดขึน ่ ม ุ้ ห่อเยือ่ หุม ้ เซลล์อยูอ ่ ีกทีหนึ่ง 2. ผนัง เซลล์ ช้ ัน ที่ ส องหรื อ ผนัง เซลล์ ทุ ติ ย ภู มิ (Secondary Cell Wall) คือผนังเซลล์ ที่อยู่ระหว่างผนังชั้นที่ห นึ ่ ง และเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้ว ยเซลลูโ ลสและลิ กนินเป็ นส่วนใหญ่ 3. มิดเดิลลาเมลลา คือ

ส่วนทีเ่ ป็ นผนังร่วมของเซลล์ สองเซลล์ที่อยู่

ติดกันเป็ นส่วนของผนังเซลล์ ที่เกิดขึ้นในขณะที่เ ซลล์ แบ่งเป็ นสองเซลล์ ทำา หน้าที่เป็ นตัวเชื่อม เซลล์สองเซลล์ให้ตด ิ กัน ประกอบด้วยสารเพคติน 2. เยื่ อ หุ้ ม เซ ลล์ (Cell Membrane) เป็ นส่วนของเซลล์ ทีห ่ ุ้มห่ออวัยวะ ต่าง ๆ ไว้ภายใน ทำา หน้าทีใ่ นการควบคุมการไหลผ่านของสารละลาย โดยมีคุณสมบัติในการ เลือกสารให้ผา่ นเข้าออก (Selective Permeability)

จากการศึกษาทางกล้องจุลทรรศน์

อีเลคตรอน พบว่า เยือ ่ หุม ้ เซลล์จะหนาประมาณ 75-100 ำA ประกอบด้วยชัน ้ ของโปรตีนและไข มัน 3 ชั้น รวมเรี ย กว่า Unit Membrane ซึ่ง โครงสร้า งของเยื่อ หุ้ม เซลล์ นี้ เ รี ย กว่า Fluid Mosaic Model เนื่ อ งจากมี ล ก ั ษณะไม่ ส ม่าำ เสมอ โครงสร้ า งนี้ ป ระกอบด้ ว ยชั้น ของไข มั น 2 ชั้ น

ไ ข มั น เ ห ล่ า นี้ เ ป็ น ฟ อ ส โ พ ลิ พิ ท ไ ก ล โ ค ลิ พิ ท แ ล ะ ส เ ต

อรอล (Phospholipid,Glycolipid และ Sterol) ไขมันดังกล่าวจะมีสว่ นทีเ่ ป็ นไฮโดรโฟบิก ( Hydrophobic) หั น เ ข้ า ห า กั น ภ า ย ใ น แ ล ะ ส่ ว น ที่ เ ป็ น ไ ฮ โ ด ร ฟิ ลิ ก อ ยู่ ข้ า ง นอก (Hydrophilic) ไขมันจึงมีลกั ษณะเป็ นสองชั้น (Bilayer) ไขมันจะเป็ นทางผ่า นของไข มันและสารทีล่ ะลายในไขมัน ส่ ว นโ ปร ตี น ที่ อ ยู่ ใ นเ ยื่ อ หุ้ ม เ ซ ล ล์ แ บ่ ง เ ป็ น ส อ ง ช นิ ด

คื อ เ พอ ริ เ ฟ

อรัล (Peripheral) และอินตริกลั (Intrigal) และเนื่องจากโปรตีนชนิดเพอริเฟอรัลจะถูกกำา จัด


ออกจากเยื่อ หุ้ม เซลล์ ไ ด้โ ดยใช้ส ารละลายของเกลื อ แกง เข้ม ข้น 1 โมลาร์ ดัง นั้นจึง เข้า ใจว่า โปรตีนชนิดนี้ อยู่รอบ ๆ ชัน ้ ของไขมัน ส่วนโปรตีนอินตริกลั จะอยู่ภายในชัน ้ ของไขมัน โดย อาจจะฝังอยูเ่ พียงครึง่ หนึ่งของชัน ้ ไขมัน หรือตลอดชัน ้ ของไขมันก็ได้ โปรตีนจะช่วยให้เยือ ่ หุม ้ เซลล์คงรูปอยูไ่ ด้ และเป็ นทางผ่านของน้าำ และสารละลายในน้าำ เยื่อหุ้มเซลล์ จะมีคุณสมบัติพิเศษที่แต่ละข้างของเยื่อ หุ้ม เซลล์ จะมีคุณสมบัติ ต่างกันเพราะมี โ ปรตี นต่า งชนิ ด กัน และเยื่อ หุ้ม (membrane) ของอวัย วะภายในเซลล์ ช นิ ด เดียวกันจะเกิดการรวมกันได้ เช่น ไมโตคอนเดรีย (Mitochondria) 2 หน่ วยจะรวมกันได้ แวคคิวโอ (Vacuole) 2 หน่ วยก็จะรวมกันได้ เป็ นต้น การรวมกันได้นี้เกิดจากการทีโ่ ปรตีน ของเยือ่ หุม ้ อวัยวะ แต่ละชนิดจะมีคณ ุ สมบัตเิ หมือนกัน เยื่อหุ้มเซลล์ เป็ นโครงสร้างที่ไม่หยุดนิ่ ง สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยจะมีการ เ ค ลื่ อ น ที่ ไ ด้ ดี ใ น แ น ว ร ะ น า บ (Lateral Diffusion)

ส่ ว น ก า ร เ ค ลื่ อ น ที่ ต า ม แ น ว

ตัง้ (Transverse Diffusion) จะเกิดได้ชา้ และน้อย 3. พลาสติ ด (Plastid) พลาสติดเป็ นอวัยวะภายในเซลล์พืช

ซึง่ แบ่งออก

เป็ นหลายชนิด เช่น คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) เป็ นพลาสติดซึง่ มีรงควัตถุสีเขียว ซึง่ เรียกว่า คลอโรฟิ ลล์ (Chlorophyll) โครโมพลาสต์ (Chromoplast) มีรงควัตถุสีเหลือ ง ส้ม และแดง ซึง่ เรียกว่า คาร์โรทีนอยส์ (Carotenoids) และอะมัยโลพลาสต์ (Amyloplast) ทำาหน้าทีส ่ ะสม แป้ ง เป็ นต้น 3.1. คลอโรพลาสต์ เป็ นอวัย วะภายในเซลล์ พื ช ที่มี ข นาดใหญ่ มี ข น า ด เ ส้ น ผ่ า ศู น ย์ ก ล า ง ป ร ะ ม า ณ 5-10 mm พ บ ม า ก ใ น เ ซ ล ล์ ข อ ง เ นื้ อ เ ยื่ อ ชั้ น พ า ลิ เสด (Palisade) และ สปอนจี (Spongy) ของใบพืช โดยพบประมาณ 300-400 หน่ วยใน พาลิเ สดและ 200-300 หน่ วยในสปอนจี นอกจากนั้นยังพบในเซลล์ คุม (Guard cell) และ เซลล์ ผิว (Epidermis) นอกจากนั้นยัง พบในเซลล์ ที่มี สี เ ขีย วอื่น ๆ แต่ไม่พบในเนื้ อ เยื่อ เจริญ เพราะในเนื้ อเยื่อเจริญจะพบโปรพลาสติด (Proplastid) ซึ่งมีขนาดเล็ กและไม่มีสีหรือสีเขียว อ่อน ๆ ซึง่ ต่อไปจะเจริญเป็ นพลาสติดชนิดต่าง ๆ คลอโรพลาสต์ประกอบด้วยเยือ ่ หุ้ม 2 ชัน ้ คือ ชั้นนอก (Outer membrane) และเยื่อ หุ้ม ชั้น ใน (Inner membrane) ลัก ษณะภายในของ คลอโรพลาสต์ จ ะมี โ ครงสร้า งที่เ รี ย กรวม ๆ ว่า คลอโรพลาสต์

ลาเมลลา (Chloroplast

lamella) ซึ่ ง จมอยู่ ใ นของเหลวที่ เ ป็ นโปรตี น เรี ย กว่ า สโตรมา (Stroma) หน่ ว ยย่ อ ยของ โครงสร้างภายในเป็ นถุงล้อมรอบด้วยเยือ ่ หุม ้ ชัน ้ เดียวเรียกว่า ไธลาคอยด์ซึง่ เป็ นถุงแบน ๆ เกิด จากการขดตัวของเยือ ่ หุม ้ ชัน ้ ใน (Invagination) แล้วหลุดออกไป ไธลาคอยด์จะซ้อนกันเกิด เป็ นโครงสร้า งที่เรี ยกว่า กรานา (Grana) โดยทั่ว ไป 1 กรานาประกอบด้ว ยไธลาคอยด์ 10100 หน่ วย และในแต่ละคลอโรพลาสต์มีกรานา 40-60 หน่ วย แต่ละกรานาจะต่อเชื่อมโยงกัน ด้วยเยือ ่ หุม ้

ชัน ้ เดียวเรียกว่า เฟรต (Fret) ไธลาคอยด์มี 2 ขนาด ขนาดใหญ่เรียกว่า สโต


รมาไธลาคอยด์ (Stroma thylakoids) และขนาดเล็ ก เรี ย กว่า กรานาไธลาคอยด์ (Grana thylakoids) บริ เ วณกรานาจะมี ร งควัต ถุ ค ลอโรฟิ ลล์ โครงสร้า งขนาดเล็ ก ประมาณ particle

เอนไซม์ ATPsynthase และ

100-200 ำA ฝัง อยู่ที่เ ยื่อ หุ้ม ของกรานาเรี ย ก Elementary

ซึง่ ทำาหน้าทีเ่ กี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย

อีเลคตรอนในการสังเคราะห์แสง ภาย

ในสโตรมาจะพบเม็ดแป้ งและเอนไซม์ทเี่ กีย่ วข้องกับการสังเคราะห์แสง คลอโรพลาสต์มีหน้าทีใ่ นการสังเคราะห์แสงโดยมีการสร้างคาร์โบไฮเดรตในส โตรมา และสร้าง ATP และ NADPH ในไธลาคอยส์ คลอโรพลาสต์เป็ นอวัยวะภายในเซลล์ที่ มี DNA และ RNA ดังนัน ้ การสร้างโปรตีนจึงเกิดได้เองในอวัยวะส่วนนี้ นอกจากนัน ้ ยังมีไรโบ โซม แต่มีขนาดเล็กกว่าไรโบโซม (Ribosome) ของเซลล์ 3.2. โครโมพลาสต์ (Chromoplast) เป็ นพลาสติดที่มี ร งควัตถุ สี เหลือง ส้มและแดง ซึง่ เป็ นพวก Carotenoids ปรากฏอยูใ่ นดอกทำาให้เกิดสีดงึ ดูดแมลง ผลและ ราก เป็ นต้น โครโมพลาสต์สามารถเกิดจากคลอโรพลาสต์ได้เมือ ่ คลอโรพลาสต์ได้รบั เอทธิลีน หรือ ABA และโครโมพลาสต์ อาจจะกลับคืนเป็ นคลอโรพลาสต์ได้ในกรณี ทีโ่ ครโมพลาสต์ได้ รับจิบเบอเรลริล หรือไซโตไคนิน (Gibberellins หรือ Cytokinins) 3.3. อะมัยโลพลาสต์ (Amyloplast)

เป็ นพลาสติดที่ทาำ หน้ าที่

เก็ บสะสมอาหารพวกคาร์ โ บไฮเดรต พบมากในส่วนที่ส ะสมอาหาร เช่น ใบเลี้ ยงและเอนโด สเปิ ร์ ม (Endosperm) และพืชหัวต่าง ๆ เป็ นอวัยวะทีล่ ้อมรอบด้วยเยื่อหุ้ม 2 ชัน ้ นอกจากทำา หน้าทีส่ ะสมอาหารแล้ว ยังเกีย่ วข้องกับการตอบสนองต่อแรงดึงดูดของโลกด้วย ้ มาโดยไม่ 3.4. อีธโิ อพลาสต์ (Etioplast) เป็ นพลาสติดทีพ ่ ฒ ั นาขึน ได้รบ ั แสงพบในพืชทีส ่ ีขาวซีดและในใบเลี้ยงของเมล็ดทีง่ อกก่อนทีจ่ ะได้รบ ั แสง อีธโิ อพลาสต์ จัดเป็ นระยะหนึ่งของการพัฒนาของพลาสติด เพือ ่ จะกลายเป็ นคลอโรพลาสต์ตอ ่ ไป

ภายใน

อวัยวะชนิดนี้ จะมีรงควัตถุ คาร์โรทีนอยส์อยูเ่ ล็กน้อยและมีโครงสร้างทีเ่ รียกว่าโปรลาเมลลา บอ ดีส์ (Prolamella Bodies) อยู่ประมาณ 1-4 หน่ วย เมื่อได้รบ ั แสงอีธิโอพลาสต์จะเปลี่ยนไป เป็ นคลอโรพลาสต์ 4. ไมโตคอนเดรี ย (Mitochondria) ไมโตคอนเดรี ย เป็ นอวัย วะที่มี ก ารเปลี่ย นแปลงรู ป ร่า งได้อ ย่า งรวดเร็ ว และ สามารถแบ่งตัวได้ดว้ ยทำาให้ประเมินขนาดและรูปร่างได้ยาก แต่โดยทั่วไปมักมีรูปร่างเป็ นแท่ง และมีขนาดเฉลี่ยยาว 3-5 mm และกว้าง 0.5-1.0 mm และมีจาำ นวนตัง้ แต่ 20-105 หน่ วยต่อ เซลล์ ไมโตคอนเดรียประกอบด้วยเยือ ่ หุม ้ 2 ชัน ้ โดยทีเ่ ยือ ่ หุม ้ ชัน ้ นอก (Outer membrane) มี ลัก ษณะหนากว่า เยื่อ หุ้ม ชั้น ใน (Inner membrane) เยื่อ หุ้ม ทัง้ สองชั้นแยกออกจากกัน โดย ความกว้ า ง 60-100 ำA เยื่ อ หุ้ ม ชั้น ในจะขดตัว (Invagination) เพื่ อ เพิ่ ม พื้ น ที่ ผิ ว ให้ ม าก ้ การขดตัวทำาให้เยือ ขึน ่ หุ้มชัน ้ ในพับเป็ นแท่งขึ ้นมาเรียกว่าซิสตี (Cristae) ซึง่ ปริมาณการขด


้ อยูก ตัวนี้จะขึน ่ บั กิจกรรมของไมโตคอน-

เดรีย ถ้ามีมากก็จะมีซส ิ ตีมากไปด้วย ภายในไมโต

คอนเดรียมีของเหลวเรียกว่า แมททริกซ์ (Matrix)

ซึ่งประกอบด้วยโปรตีนและไขมัน ซึ่งมี

ค ว า ม ห น า แ น่ น แ ล ะ เ ข้ ม ข้ น ต่ า ง ๆ กั น ไ ป ภ า ย ใ น แ ม ท ท ริ ก ซ์ มี ไ ร โ บ โซม (Ribosome) และ DNA อยู่ ไมโตคอนเดรียจึงสามารถสร้างโปรตีนได้เองทีเ่ ยือ่ หุม ้ ชัน ้ ใน จะมี โ ปรตี น ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกับ การเคลื่ อ นที่ ข องอี เ ลคตรอน และกระบวนการ Oxidative Phosphorylation และมี โ ครงสร้ า งที่ เ รี ย กว่ า Elementary particle ฝั ง ตัว อยู่ ทาำ หน้ า ที่ สร้าง ATPsynthase เพราะมีเอนไซม์ ATPase อยูภ ่ ายใน ในการแบ่งเซลล์ แบบไมโตซิส (Mitosis) ของเนื้ อเยือ ่ เจริญนั้นพบว่าเซลล์ที่ เกิด ใหม่จ ะมี ป ริ ม าณไมโตคอนเดรี ย เพิ่ ม มากขึ ้น

ซึ่ง การเพิ่ ม นี้ เ กิ ด จากไมโตคอนเดรี ย

สามารถแบ่งตัวได้เป็ นอิสระจากการแบ่งนิวเคลียสเพราะมี DNA เป็ นของตัวเอง 5. นิ ว เ ค ลี ย ส (Nucleus) เป็ นอวัย วะที่ มี ข นาดใหญ่ โ ดยจะมี ข นาด ตัง้ แต่ 2 ไมโครเมตร ในยีสต์ จนถึง 8 ไมโครเมตรในพืชชัน ้ สูง

ในเนื้อเยือ ่ เจริญนิวเคลียส

จะกลมมี ข นาดใหญ่ ม ากอาจมี เ นื้ อ ที่ 75 เปอร์ เ ซ็ น ต์ ข องเซลล์ นิวเคลียสจะแบนลงและอาจเลือ ่ นไปติดกับผนังเซลล์

นิวเคลียสล้อมรอบโดยเยือ่ หุม ้ 2 ชัน ้

ยือ ่ หุม ้ นิวเคลียสจะมีรูประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของพื้นทีท ่ ง้ ั หมด นิวเคลียสจะมารวมกันทีบ ่ ริเวณรูนี้ และนิวเคลียส

ต่ อ มาเมื่ อ เซลล์ โ ตขึ้ น เ

เยือ ่ หุม ้ ชัน ้ นอกและชัน ้ ในของ

รูเหล่านี้ มีหน้าทีใ่ ห้สารต่าง ๆ ผ่านระหว่างไซโตพลาสต์

ซึง่ ได้แก่สารทีเ่ ป็ นต้นกำาเนิดของ DNA และ RNA รวมทัง้ ฮีสโตน (Histones

) และโปรตี น ใ นไรโบ โซม (Ribosomal Proteins)

ส่ ว นสารที่ อ อ ก มาได้ แ ก่ RNA

(mRNA และ tRNA) และ ไรโบโซม (Ribosomal subunits) ส่วนของเยื่อหุ้มนิวเคลียส บางส่วนจะติดอยู่กบ ั เอนโดพลาสมิค เรตติควิ ลัม ภายในเยือ ่ หุ้มจะมีนิวคลีโอพลาสต์ (Nucleoplast)

ซึง่ มีโครโมโซมและนิวคลีโอลัส (Chro

mosome และ Nucleolus) ฝัง ตัว อยู่ ภ ายใน ซึ่ ง ในขณะที่ เ ซลล์ ไ ม่ มี ก ารแบ่ ง จะมองเห็ น โครโมโซมไม่ช ด ั เจนและมี ล กั ษณะยาวเรี ย กว่า โครมาติน (Chromatin) บนโครโมโซมจะมี ข้อมูลต่าง ๆ ซึง่ ใช้ในการควบคุม

กิจกรรมของเซลล์ จำานวนของโครโมโซมในเซลล์ของพืช

แต่ละชนิดจะคงที่ แต่จะผันแปรจากพืชชนิดหนึ่งไปยังพืชอีกชนิดหนึ่ง ในเซลล์ปกติธรรมดาจะ มีโครโมโซม 2 ชุดทีเ่ หมือนกันเรียกว่า ดิบพลอยด์ (Diploid)

แต่อย่างไรก็ตามพืชชัน ้ สูงอาจ

จะมีโครโมโซมมากกว่า 2 ชุดได้ เรียกว่าเป็ น โพลีพลอยด์ (Polyploid) ส่วนเซลล์สืบพันธุ์จะมี โครโมโซมอยู่ 1 ชุดเรียกว่า แฮบพลอยด์ (Haploid) โครโมโซมประกอบด้ ว ย DNA และโปรตี น ฮี ส โตน ในปริ ม าณพอ ๆ กัน ฮีสโตนเป็ นโปรตีนทีม ่ ีโมเลกุลเล็กประกอบด้วย กรดอะมิโนพวกไลซีนและอาร์จีนีนอยู่ มาก

จึงมีประจุเป็ นบวกเมือ ่ ความเป็ นกรดด่างเท่ากับ 7 การทีม ่ ีประจุบวกนี้ ทาำ ให้เกาะอยู่

กับ DNA ซึ่งมีประจุลบอยู่ทีฟ ่ อสเฟตได้ โครโมโซมแต่ละอันประกอบด้วย โมเลกุลของ DNA


ทีต ่ อ ่ กันยาวมาก และมีฮีสโตนหลายล้านโมเลกุลที่ DNA ของโครโมโซมจะประกอบด้วยข้อมูล ซึ่ ง ควบคุ ม กิ จ กรรมต่ า ง ๆ ของเซลล์ เ รี ย กว่ า ยี น ส์ (genes) ซึ่ ง มี จาำ นวนมากในแต่ ล ะ โครโมโซม ยีนส์ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide Residue) หลายหน่ วย นิ ว เคลี ย สมี ห น้ า ที่ ค วบคุ ม ลัก ษณะทางพัน ธุ ก รรมของสิ่ ง มี ชี วิ ต ควบคุ ม กิ จ ก ร ร ม ข อ ง เ ซ ล ล์ ใ ห้ เ ป็ น ไ ป ต า ม ป ก ติ ใ น ร ะ ดั บ เ ซ ล ล์ นิ ว เ ค ลี ย ส ทำา ห น้ า ที่ สัง เคราะห์ DNA และ RNA ซึ่ง ทำา หน้ า ที่ถ่ า ยทอดข้อ มู ล ทางพัน ธุ ก รรมผ่า นมาทางการสร้า ง โปรตีน

โครโมโซมทำา หน้ าทีค ่ วบคุมการสังเคราะห์ mRNA และนิวคลีโอลัสทำา หน้าที่

สังเคราะห์ rRNA 6. เอนโดพลาสมิ ค เรตติ คิ ว ลัม (Endoplasmic Reticulum) เป็ น ท่อเมมเบรน ซึง่ ต่อกันตลอดทัง้ ไซโตพลาสต์ และยังต่อกับเยือ ่ หุม ้ นิวเคลียสด้วย แต่จะไม่ตอ ่ กับ เยื่อหุ้มเซลล์ และเยื่อหุ้มแวคคิว โอ เอนโดพลาสมิค เรตติควิ ลัม ของเซลล์ ที่ติดกันจะต่อกันทาง พลาสโมเดสมาตาเป็ นอวัยวะภายในเซลล์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกอลไจ แอพพาราตัส ทำา หน้าทีเ่ ป็ นท่อขนส่งสาร ต่าง ๆ และอาจจะสะสมสารบางอย่างได้ดว้ ย เอนโดพลาสมิค เรตติควิ ลัมอาจจะมีไรโบโซมมาเกาะติดในเซลล์ทม ี่ ีกจิ กรรมสูงสร้างโปรตีนมากจะมีเอนโดพลาสมิค เรต ติควิ ลัมชนิดนี้อยูม ่ าก 7. ก อ ล ไ จ แ อ พ พ า ร า ตั ส (Golgi Apparatus) อ วั ย ว ะ ช นิ ด นี้ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ห น่ ว ย ย่ อ ย เ รี ย ก ว่ า ก อ ล ไ จ บ อ ดี ส์ (Golgi Bodies) ห รื อ ดิ๊ ก ตี โ อ โ ซ ม ส์(Dictyosomes) ซึง่ แต่ละหน่ วยย่อยนี้เป็ นถุงของเยือ่ เมมเบรนแบน ๆ เรียงซ้อนกันเป็ นชัน ้ ๆ แต่ล ะชั้นเรี ยกว่า ซีส เตอนี่ (Cisternae) ซึ่ง มักจะมี 4-8 ชั้น แต่ละชั้นจะมี ลกั ษณะคล้า ยจาน และมีเวสซิเคิล (Vesicle) อยู่ ปลายซีสเตอล่างสุดของดิ๊กตีโอโซมจะเรียงขนานอยู่กบ ั เอนโด พลาสมิค เรตติควิ ลัม จึงเป็ นทีค ่ าดกันว่าซีสตีนี่แต่ละชัน ้ เกิดมาจากเอนโดพลาสมิค เรตติควิ ลัม และชัน ้ ทีอ ่ ยูบ ่ นสุดจะมีอายุมากทีส ่ ุด

ซึง่ ในทีส ่ ุดจะกลายเป็ น เวสซิเคิลจนหมด เวสซิเคิลของ

ซีสเตอชัน ้ บนจะเคลือ ่ นไปรวมกับเยือ่ หุม ้ เซลล์และเยือ่ หุม ้ แวคคิวโอ สารประกอบทีเ่ กิดในซีสเตอมีหลายชนิดเช่น สารประกอบคาร์โบไฮเดรตและ โปรตีน กอลไจ แอพพาราตัสจะเกีย่ วข้องกับการสังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต เช่น การเจริญของ ผนังเซลล์ โดยจะทำา หน้าทีส ่ ร้างผนังเซลล์ในขณะทีม ่ ีการแบ่งเซลล์เกิดขึ ้นหรือในขณะที่สร้าง ผนังเซลล์ชน ้ ั ทีส่ อง

นอกจากนัน ้ ยังเกีย่ วข้องกับการเจริญของเยือ่ หุม ้ เซลล์ดว้ ย

ใ น ก า ร สั ง เ ค ร า ะ ห์ ผ นั ง เ ซ ล ล์ ใ ห ม่ เ มื่ อ มี ก า ร แ บ่ ง เ ซ ล ล์ แ บ บ ไ ม โ ต ้ นัน ซิส (Mitosis) ซึง่ จะเกิดเซลล์เพลท (Cell plate) ขึน ้ แล้วจะมีเวสซิเคิลของกอลไจ

เมือ่ โครโมโซมแยกออกจากกัน


แอพพารากัส ขนาดประมาณ 100 nm ซึ่ง มี ส ารประกอบคาร์ โ บไฮเดรตภายในไปเรี ย งอยู่ บริเวณที่จะเกิดเซลล์ และจากนั้นเวสซิเคิลจะปล่อยคาร์ โบไฮเดรตออกมาตรงบริเวณนั้นกลาย เป็ นผนังเซลล์ใหม่ ส่วนเยือ่ หุม ้ เวสซิเคิลจะกลายเป็ นเยือ่ หุม ้ ของเซลล์ใหม่ 8. ไมโครบอดี้ ส์ (Microbodies) ในระยะ 15 ปี ทีผ ่ า่ นมาพบ���่ามีอวัยวะ ภายในเซลล์ขนาดเล็กทีต ่ อ้ งดูดว้ ยกล้องจุลทรรศน์อีเลคตรอน อวัยวะเหล่านี้มีรูปร่างกลมหรือรี มี เส้ น ผ่ า ศู น ย์ ก ลาง 0.2-1.5 ไมโครเมตรและหุ้ ม ห่ อ ด้ ว ยเยื่อ หุ้ ม 1 ชั้น ภายในมี เ อนไซม์ อ ยู่ เช่น คะตาเลส เป็ นต้น ในปัจจุบน ั ศึกษาไมโครบอดี้ส์กน ั มาก ๆ อยู่ 2 ชนิด คือ เพอรอกซิ โซมส์ (Peroxisomes) ซึ่ง พบในเซลล์ ของพื ช C3 มีป ระมาณ 1/2-1/3 ของจำา นวนคลอโร พลาสต์

ทำาหน้าทีเ่ กีย่ วข้องกับการหายใจในทีม ่ ีแสง(Photorespiration) แต่ไม่พบในพืช C4

ไมโครบอดี้ส์อีกชนิดทีพ ่ บมากคือไกลออกซิโซมส์ (Glyoxysomes) ซึง่ พบในเซลล์ของเอนโด สเปิ ร์ ม หรื อ ใบเลี้ ย งที่ มี ก ารสะสมไขมัน มาก ๆ ทำา หน้ า ที่ ใ นการเปลี่ ย นไขมัน ให้ เ ป็ น คาร์โบไฮเดรต ภายในมีเอนไซม์หลายชนิด 9. ไรโบโซม (Ribosome)

เป็ นอวัยวะภายในเซลล์ทม ี่ ีขนาดเล็ก

มีขนาดประมาณ 17-23 nm ซึง่ มองไม่เห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา เกิดอยูเ่ ป็ นอิสระและ เกิดรวมอยูก ่ บั เยือ่ หุม ้ เช่นรวมกับเอนโดพลาสมิคเรตติควิ ลัม ไรโบโซมซึง่ รวมเป็ นกลุม ่ หรือเป็ น ส า ย โ ด ย มี rRNA

เ ชื่ อ ม อ ยู่ เ รี ย ก ว่ า โ พ ลี ไ ร โ บ โ ซ ม (Polyribosome) ห รื อ โ พ ลี

โซม (Polysome) ไรโบโซมทำาหน้าทีเ่ กีย่ วข้องกับการสังเคราะห์โปรตีนเพราะเป็ นบริเวณที่ กรดอะมิ โ น (Amino acid) มาต่ อ กัน เกิ ด เป็ นลู ก โซ่ ข องโพลี เ พปไทด์ (Polypeptide chain) ไรโบโซมมี 3 ชนิด เกิดในทีต ่ า่ ง ๆ กัน คือ ไซโตพลาสต์ โรพลาสต์

ไมโตคอนเดรีย และ คลอ

ไรโบโซมของไซโตพลาสต์ประกอบด้วย 2 subunits ซึ่งมีขนาดใหญ่และเล็ก

ซึ่ ง มี Sedimentation constant ที่ 60 S และ 40 S ตามลำา ดับ ซึ่ ง แยกจากกัน ได้เ มื่อ ใน เ ซ ล ล์ มี ป ร ะ จุ ข อ ง Mg+2 ต่าำ เ กิ น ไ ป ร ะ ห ว่ า ง ห น่ ว ย 40 S แ ล ะ 60 S มี ช่ อ ง ว่ า ง ให้ mRNA และ tRNA มาเกาะระหว่างการสังเคราะห์โปรตีน

ส่วนประกอบทางเคมี

ของไรโบโซมเป็ น RNA ชนิด rRNA และโปรตีนโดย 60 S จะมี rRNA 3 โมเลกุล ส่วน 40 S มีเพียง 1 rRNA และทัง้ สอง subunit มีโปรตีน 45-50 เปอร์เซ็นต์ 10. ไ มโ คร ทิ ว บู ล ส์ (Microtubules) เป็ นอวัยวะในเซลล์ พืชซึ่งพบใน เซลล์พืชในปี 1962 ประกอบด้วยท่อตรงๆ ซึง่ มีความยาวไม่แน่ นอน เส้นผ่าศูนย์กลาง 24-25 nm มี ผ นัง หนา 5-6 nm และเส้ น ผ่า ศู น ย์ ก ลางภายใน 12 nm มัก จะอยู่ ร วมเป็ นกลุ่ ม ผนัง ประกอบด้ ว ยหน่ ว ยย่ อ ยซึ่ ง มี รู ป ร่ า งกลม 13 หน่ ว ย แต่ ล ะหน่ ว ยมี เ ส้ น ผ่ า ศู น ย์ ก ลาง 5 nm โ ด ย เ รี ย ง กั น มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น helix ห น่ ว ย ย่ อ ย นี้ เ ป็ น โ ป ร ตี น ที่ เ รี ย ก ว่ า ท า บู


ลิน (Tabulin) หน้าทีข ่ องไมโครทิวบูลส์คอ ื นำาการเคลือ ่ นทีข ่ องอวัยวะอืน ่ ๆ ภายในเซลล์ เช่น เวสซิเคิลของกอลไจ แอพพาราตัส และเกีย่ วข้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ ควบคุม การเรียงตัวของไมโครไฟบริลของผนังเซลล์ ให้ถูกต้อง โดยไมโครทิวบูลส์จะเรียงตัวขนานกับ ไมโครไฟบริลเสมอ

นอกจากนัน ้ ยังเกีย่ วข้องกับเซลล์ทเี่ คลือ ่ นทีไ่ ด้เพราะเป็ นส่วนประกอบ

ของแฟลคเจลลา (Flagella) และซีเลีย(Cilia) ในการแบ่งเซลล์ไมโครทิวบูลล์จะทำาหน้าทีเ่ ป็ น Spindle fiber 11. แ ว ค คิ ว โ อ (Vacuole) เป็ นอวัยวะของเซลล์ พื ชซึ่ง ทำา หน้ า ที่เ หมื อ นกับไลโซโซม (Lysosomes) ของสัตว์ เป็ นอวัยวะทีม ่ ีเยือ่ หุม ้ ทีเ่ รียกว่าโทโนพลาสต์ (Tonop last) เมือ ่ เซลล์มีขนาดเล็กจะมีจาำ นวนมากแต่เมือ ่ เซลล์เจริญเต็มที่แวคคิวโอจะมารวมกันเป็ น หน่ วยเดี ย วมี ข นาดใหญ่

ภายในแวคคิ ว โอมี เ อนไซม์ ห ลายชนิ ด เช่ น ไฮโดรไลติ ก

เอนไซม์ (Hydrolytic emzymes) นอกจากนั้นอาจจะสะสมสารอืน ่ ๆ เช่น รงควัตถุในกลุ่ม แอนโธไซยานิน (Anthocyanins) ซึง่ มีสีแดง ม่วง

น้าำ เงิน ชมพู และขาว เป็ นต้น และยังมี

แทนนิ น (Tannin) โปรตีนและกัม (Gum) เนื่อ งจากมี ส ารประกอบต่า ง ๆ ละลายหรื อ อยู่ใ น แวคคิวโอจำานวนมาก ทำาให้แวคคิวโอสามารถช่วยรักษาความเต่งของเซลล์ไว้ได้และยังช่วยให้ เซลล์ขยายตัวได้ดว้ ย


อ้างอิง http://web.agri.cmu.ac.th/hort/course/359311/PPHY01_cell.htm


เซลล์ืพืชและอวัยวะภายในเซลล์