Page 1

pm books


武功無敵

ยอดยุทธ์ไร้พ่าย เล่ม 1 โดย เมริว บรรณาธิการเล่ม : จุมพล วรรณโชติ รูปเล่ม : สุภัทร์ อักษราชัยพฤกษ์ ภาพปก : Kerogi-Haku จำ�นวน 304 หน้า ISBN : 978-616-445-722-5 พิมพ์ครั้งที่ 1 : พฤศจิกายน 2560 พิมพ์โฆษณาครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว © สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ไม่อนุญาตให้สแกนหนังสือ หรือคัดลอกเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดเพื่อสร้างฐานข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสำ�นักพิมพ์และเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วเท่านั้น จัดพิมพ์โดย pm books

89/170 หมู่บ้านนนท์ณิชา ซ.14 ถ.รัตนาธิเบศร์ ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 089-2629549 Email : supat7749@gmail.com https://www.facebook.com/dco7749

ราคา 250 บาท


ค�ำน�ำ นิยายเรื่องนี้มีชื่อจีนว่า 武功無敵 ที่แปลว่า ‘วรยุทธ์ไร้เทียมทาน’ หากเมื่อต้องตั้งชื่อเป็นชื่อไทยแล้ว ผู้เขียนขอใช้ชื่อว่า “ยอดยุทธ์ไร้พ่าย” กล่าวถึงเด็กหนุ่มผู้มีชะตาวาสนาได้พลัดตกไปในหุบเหวลึก แล้วรอด มาได้โดยโชค ที่นั่นเขาได้พบกับสองยอดยุทธ์ในต�ำนาน ทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม ได้รับการถ่ายทอดพลังวัตรเกือบสามร้อยปี รวมทั้งเคล็ดวิชาวิชายุทธ์อันเลิศล�้ำ จนบรรลุถึงสุดยอดวิชาที่หายสาบสูญไปจากยุทธภพ ความส�ำเร็จของเขาจะท�ำให้ยุทธภพต้องสะเทือนเลื่อนลั่น


明 龍

武 功 無 敵 ยอดยุทธ์ไร้พ่าย เมริว : เขียน


บทโหมโรง อดีตกาลในสมัยทีย่ ทุ ธภพยังคงไม่มกี ารแบ่งแยกฝักฝ่ายเป็นธรรมะ และอธรรมได้ปรากฏบุคคลผู้หนึ่งนาม ‘หวงต้าหลง’ เขาคือบุรุษที่ผู้คน ทั่วหล้าต่างยกย่องให้เป็นสุดยอดแห่งจอมยุทธ์อันไร้ผู้ต่อต้าน แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าหวงต้าหลงกลับมิได้สนใจในอ�ำนาจ ชื่อเสียง เงินทอง เขามักจะท่องเที่ยวไปทั่วสารทิศพร้อมกับ ‘เฮยหลง’ ดาบคู่ใจขนาดใหญ่สีด�ำที่พกติดตัวอยู่ข้างกาย ท�ำการปราบปรามคนชั่ว อภิบาลคนดี ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ที่เคยเห็นหวงต้าหลงต่อสู้ ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยามใด ที่ดาบเฮยหลงในมือของหวงต้าหลงกวัดแกว่งส�ำแดงเดช จะแลเห็นมังกรด�ำ ที่น่าครั่นคร้ามพุ่งทะยานออกจากดาบสีด�ำราวกับมีชีวิต นั่นคือเรื่องเล่าขานที่เหล่าชาวบ้านร้านถิ่นได้น�ำไปผสมผสานกับ ความเชื่อ ท�ำให้คิดกันไปว่า หวงต้าหลงคือเง็กเซียนฮ่องเต้ที่จุติลงมาบน โลกมนุษย์เพื่อผดุงคุณธรรม ส่วนเฮยหลงก็คือมังกรด�ำอันเป็นพาหนะ ขององค์เง็กเซียน ด้วยความศรัทธาในตัวหวงต้าหลง ชาวบ้านได้วาดรูปของเฮยหลง 7


武功無敵

ลงบนผืนผ้าแล้วน�ำไปติดไว้ตามบ้านเรือน หรือไม่ก็พกติดตัวไว้เพื่อเป็น เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตน เหล่านักเลงอันธพาล คนชั่ว หากได้เห็น สัญลักษณ์เฮยหลงจะเกิดความครัน่ คร้าม ไม่กล้ายุง่ เกีย่ วกับผูท้ มี่ ตี ราสัญลักษณ์นนั้ หวงต้าหลงได้ท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพ จวบจนอายุหกสิบปีก็ออก ปลีกวิเวกเดินทางขึ้นไปทางเหนือ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นหรือได้ยิน เรื่องราวของเขาอีกเลย... ...วันเวลาได้ผ่านไป เมือ่ ยุทธภพว่างเว้นจากสุดยอดจอมยุทธ์ผผู้ ดุงคุณธรรมเป็นเวลา เนิน่ นาน เหล่าอันธพาลคนชัว่ ซึง่ มีจติ ใจมักใหญ่ใฝ่สงู ก็เริม่ กระท�ำการระราน ผู้คนอย่างไม่เกรงกลัว ขณะที่บุคคลผู้ฝักใฝ่ในการพิทักษ์ธรรม รักษาความ ถูกต้อง ได้รวมตัวเข้าท�ำการต่อต้าน จนเกิดเป็นการปะทะระหว่างจอมยุทธ์ ฝ่ายธรรมะและอธรรม บ้านเมืองระส�่ำระสายเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ชาวบ้านและผู้คนที่ได้รับเภทภัย เมื่อไม่อาจมองหาผู้ใดจะมา ช่วยเหลือตนได้ ก็ได้แต่หลับตาภาวนาวิงวอนต่อฟ้า ขอให้หวงต้าหลง จุติกลับลงมาสู่โลกมนุษย์อีกครา เพื่อปราบคนชั่วช้า อภิบาลคนดี และสร้าง สันติสุขให้บังเกิดขึ้นทั่วหล้าอีกครั้ง

8


1

บั วหิมะ ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางทิศเหนือ มีสองแม่ลกู นามหวังจูเซวีย่ กับหวังเสีย่ วหมิง อาศัยอยูใ่ นกระต๊อบ เล็กๆ ที่พอกันลมฝนได้ ทั้งสองเป็นชนชั้นแรงงานที่มีฐานะยากจน ผู้เป็นมารดามีอาชีพ รับปะชุนซ่อมแซมเสื้อผ้า ขณะที่บุตรชายออกหาสมุนไพรตามป่าเขาขาย เลี้ยงชีพไปวันๆ แม้จะท�ำงานด้วยความสุจริต แต่หวังจูเซวีย่ ก็ยงั ถูกชาวบ้านดูแคลน นัน่ ก็เพราะนางมีบตุ รตัง้ แต่อายุยงั น้อย และไม่ยอมปริปากบอกว่าบิดาของเด็ก เป็นใคร หวังเสี่ยวหมิงมักจะโกรธเคืองยามที่ถูกเพื่อนวัยเดียวกันล้อว่า ไม่มบี ดิ า และไม่พอใจสายตาของผูใ้ หญ่ทมี่ องมาด้วยความรังเกียจ แต่เมือ่ เห็น มารดาไม่มีท่าทียี่หระต่อค�ำนินทา ทั้งยังพูดคุยกับผู้คนเหล่านั้นด้วยอาการ ปกติ นานวันเข้าความขุ่นข้องที่มีก็เริ่มคลายลง เขาเคยถามความจริงเรื่องของบิดาที่ไม่รู้จักกับมารดา

9


武功無敵

หวังจูเซวี่ยเพียงยิ้มและตอบว่า “พ่อของเจ้าเป็นคนดี เป็นคนทีย่ งิ่ ใหญ่ ทีเ่ ขาไม่อาจอยูก่ บั พวกเราได้ ก็เพราะเหตุผลบางอย่าง ขอโทษที่แม่ไม่สามารถบอกอะไรได้ในตอนนี้ แต่ขอให้จดจ�ำไว้วา่ เมือ่ ถึงเวลาอันเหมาะสมเจ้าจะได้รเู้ องว่าพ่อของเจ้าเป็นใคร” ตั้งแต่นั้นมาหวังเสี่ยวหมิงก็ไม่สนใจค�ำนินทาของผู้อื่นอีกเลย เพราะเขาเชื่อว่าบิดาของตนน่าจะมีเหตุผลบางอย่างที่ท�ำให้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แม้หวังจูเซวี่ยจะมีบุตรแล้ว แต่นางเพิ่งมีอายุสามสิบเก้าปีเท่านั้น ความงดงามตามแบบอิสตรียังคงมิได้โรยรา จึงมีบุรุษที่ต้องตาในความงาม ของนางเข้ามาติดพันด้วยความคาดหวังว่าจะสร้างสานความสัมพันธ์ ทว่า นางมิได้สนใจชายใดเลย ความรักความห่วงใยของนางมีให้แก่หวังเสีย่ วหมิง เพียงคนเดียวเท่านั้น หนึง่ ในบุคคลทีพ่ งึ ใจหวังจูเซวีย่ มากทีส่ ดุ คนหนึง่ ก็คอื หมูตอนหนิง ผู้ใหญ่บ้านที่มีวัยห้าสิบปี หวังเสี่ยวหมิงมักจะทะเลาะกับหมูตอนหนิงอยู่ทุกครั้งยามที่ ผู้ใหญ่บ้านผู้นี้พยายามเข้ามาเกาะเกี่ยวมารดาของตน ด้านหมูตอนหนิงเองก็เห็นหวังเสี่ยวหมิงเป็นเสี้ยนหนามต�ำตา พยายามจะก�ำจัดไอ้ลกู ทีไ่ ม่รจู้ กั พ่อคนนีอ้ อกไปจากชีวติ หวังจูเซวีย่ เพือ่ ทีต่ น จะได้มีโอกาสพิชิตใจหญิงม่ายโฉมสะคราญ ในที่สุด โอกาสที่หมูตอนหนิงเฝ้ารอคอยก็มาถึง เมื่อมันได้ทราบ ข่าวของสมุนไพรวิเศษอย่าง ‘บัวหิมะ’ ที่จะมีก�ำหนดบานเพียงครั้งเดียวใน รอบสิบปี ภายในไม่กี่วันข้างหน้า หมูตอนหนิงได้เสนอเงินค่าจ้างสูงลิ่ว เพื่อว่าจ้างหวังเสี่ยวหมิง ให้ไปน�ำบัวหิมะกลับมาจากยอดเขาทีส่ งู ทีส่ ดุ ในแผ่นดิน มีหมิ ะปกคลุมตลอด เวลา มีอันตรายนานับประการ โดยแอบหวังว่าหวังเสี่ยวหมิงจะไปแล้วไปลับ 10


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

ไม่กลับมา “มันอันตรายมากนะลูก เจ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ” หวังจูเซวี่ย พยายามห้ามปรามลูกชาย “ท่านแม่ให้ข้าไปเถิด ข้าเก็บสมุนไพรมาตั้งแต่เล็ก ข้ามั่นใจว่าจะ สามารถน�ำบัวหิมะกลับมาได้ หลังจากนั้นเราก็จะมีเงินมากพอ ข้าจะพาท่าน ไปอยู่ที่หัวเมืองทางใต้ เราจะท�ำมาหากินอยู่ที่นั่น ไม่ต้องอยู่อย่างล�ำบาก แร้นแค้นเหมือนเช่นในตอนนี้” เมื่อถึงวันออกเดินทาง หวังจูเซวี่ยได้มาส่งบุตรชายด้วยน�้ำตา นองหน้า นางเฝ้าวิงวอนขอให้หวังเสีย่ วหมิงเลิกล้มความตัง้ ใจเป็นครัง้ สุดท้าย แต่บุตรชายของนางเติบใหญ่จนมีความคิดเป็นของตนเองแล้ว จึงได้แต่ จ�ำยอมปล่อยเขาไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ก่อนจาก หวังเสีย่ วหมิงได้ให้สญ ั ญากับนางว่า ถ้าเห็นว่ามีอนั ตราย จะเลิกล้มภารกิจทันที หวังเสีย่ วหมิงทีม่ รี า่ งกายสูงใหญ่ สัดส่วนโครงสร้างร่างกายก�ำย�ำ แข็งแรง ใส่เสื้อขนจามรี เดินไปท่ามกลางพื้นดินที่สุมด้วยกองหิมะ ยอดเขา ที่เป็นจุดหมายการเดินทางของเขา แลดูขาวโพลนจากการเพ่งมองแต่ไกล ด้วยความทีม่ ปี ระสบการณ์การเดินทางตามหาสมุนไพรในทีอ่ นั ตราย ต่างๆ มาอย่างโชกโชน หลังใช้เวลาไปทั้งหมดเจ็ดวัน ในที่สุดเขาก็พบ จุดก�ำเนิดบัวหิมะ สมุนไพรวิเศษที่ได้ชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้สารพัด ตั้งอยู่ที่ชะง่อนผาสูงแห่งหนึ่ง เขาปีนป่ายหน้าผาขึ้นไปจนถึงชะง่อนผานั้น จนพบว่าจุดก�ำเนิด บัวหิมะ ตั้งอยู่ที่สุดปลายของทางแคบๆ ที่ทอดยาวออกไประหว่างหุบเขา สองฝั่ง

11


武功無敵

หวังเสีย่ วหมิงตัดสินใจทิง้ ตัวลงไปกับพืน้ แล้วคืบคลานไปบนกอง หิมะ ด้วยหากลุกเดิน ร่างกายอาจถูกแรงลมที่ก�ำลังพัดกรรโชกพัดตกเขาได้ หลังใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ก็คลานมาถึงจุดที่บัวหิมะงอกเงยอยู่ หัวใจของเขาแทบเต้นกระดอนหลุดลอยออกมาด้านนอกเมื่อ เห็นมัน บัวหิมะ เป็นดอกไม้ที่มีรูปร่างเหมือนดอกบัวสีขาว มีเปลือกนอก ซ้อนเป็นชั้นๆ เหมือนกะหล�่ำปลี หวังเสี่ยวหมิงเอื้อมมือออกไปถอนบัวหิมะนั้นขึ้นมา แล้วเพ่งพิศ มันด้วยความปีติ แต่พลันได้เกิดเรื่องน่าตระหนกขึ้น เมื่อชะง่อนผาเกิดการสั่นไหว แล้วพืน้ ดินทีก่ องสุมไว้ดว้ ยหิมะหนาๆ ก็เคลือ่ นหลุดออกจากพืน้ ดินร่วงหล่น ลงไปด้านล่าง หวังเสีย่ วหมิงรีบเอีย้ วตัวเอือ้ มมือออกไปหมายจะคว้าแผ่นดินส่วน ที่ไม่ถล่มเอาไว้ แต่ไม่ทัน ร่างของเขาได้ร่วงหล่นไปเบื้องล่าง เด็กหนุ่มหลับตานึกเสียใจที่ไม่เชื่อฟังค�ำของมารดาตั้งแต่ต้น และได้แต่ต่อว่าฟ้า ว่าท�ำไมถึงท�ำร้ายตนเช่นนี้ ถ้าตนตายไปแล้วใครจะดูแล มารดาเล่า... พลันที่คิดเช่นนั้น หัวใจก็กระตุกวูบ ความรู้สึกผุดขึ้นในส�ำนึก อย่างร้อนแรงว่า ‘ไม่ได้! เรายังตายไม่ได้!’ เขาสอดส่ายสายตาไปรอบๆ พยายามคิดหาหนทางรอด แล้วก็ เหลือบไปเห็นพุ่มไม้สีเขียวที่ยื่นออกมาจากผนังผาฝั่งตรงข้ามด้านล่าง หวังเสีย่ วหมิงรีบถีบขาไปในอากาศบิดเอวหมุนตัวเหวีย่ งร่างไปยัง ทิศทางที่ต้นไม้นั้นอยู่ แม้จะไม่เป็นไปตามใจคิด แต่ร่างกายก็ยังเบี่ยงทิศไปทีละน้อย และตกลงบนพุ่มไม้ที่เล็งไว้ได้อย่างอัศจรรย์ 12


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

หวังเสี่ยวหมิงสลบไปทันที ขณะที่ร่างกระแทกเข้ากับพุ่มไม้นั้น เวลาผ่านไปจนดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า หวังเสี่ยวหมิงก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่พบคือความเจ็บปวดที่ แผ่ไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างของเขานอนค้างเติ่งอยู่บนพุ่มไม้ที่มีใบเหมือน ใบกล้วยขนาดใหญ่ซ้อนทับกัน ร่างเอียงกระเท่เร่จะหล่นมิหล่นแหล่ เขารีบขยับกายเข้ามาในพืน้ ทีด่ า้ นใน พร้อมประเมินสภาพร่างกายจาก ความรูส้ กึ จึงทราบว่าบริเวณไหล่ขวาไล่ลงมาถึงเอวน่าจะมีอาการชำ�้ เนือ่ งจาก การกระแทก ขณะที่ร่างกายส่วนอื่นยังคงเป็นปกติและขยับเคลื่อนไหวได้ เมื่อกวาดสายตามองขึ้นไป ก็เห็นชะง่อนผาขาดอยู่ไกลลิบ ไม่มที างเลยทีจ่ ะปีนกลับขึน้ ไปได้ ด้วยจุดทีต่ นเองอยูน่ นั้ เป็นต้นไม้ทงี่ อกเงย ออกมาจากซอกหลืบของหน้าผาชันฝั่งตรงข้าม การที่เขาไม่ตายนั่นก็ถือว่าเป็นโชคดีมากๆ แล้ว หวังเสีย่ วหมิงเอือ้ มมือไปคว้ากิง่ ของต้นไม้ คลานไปตามล�ำต้นช้าๆ ไม่นานก็พบชะง่อนหินที่มีพื้นที่พอให้ยืนได้ เบื้องหน้า เป็นโพรงถ�้ำที่มีล�ำต้นของต้นไม้งอกเงยออกมา พื้นล่าง ของโพรงมีช่องว่างเล็กๆ พอให้ตัวคนมุดลอดเข้าไปได้ หวังเสีย่ วหมิงมองเข้าไปในช่องว่างนัน้ เห็นแต่ความด�ำมืด แต่การ ที่มีต้นไม้งอกเงยออกมาจากด้านในจึงท�ำให้คิดได้ว่า โพรงช่องว่างนี้อาจจะ มีรากหยั่งลงในจุดที่มีน�้ำหล่อเลี้ยง เขามองไปรอบๆ คิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน นอกจากโพรงถ�้ำที่มี ต้นไม้แทรกออกมาตรงนี้ ก็ไม่มหี นทางไหนให้ไปต่อได้อกี แล้ว จึงตัดสินใจว่า จะเสี่ยงมุดเข้าไปในช่องว่างนั้นสักครา เขาสูดลมหายใจลึกๆ ตั้งสติ พยายามไม่คิดถึงอาการเจ็บปวดอัน 13


武功無敵

เป็นผลต่อเนื่องมาจากการตกจากที่สูง ทิ้งตัวลงกับพื้น แล้วมุดคลานเข้าไป ด้วยความแคบของพื้นที่ ศีรษะจึงเรี่ยติดกับล�ำต้นของต้นไม้ หวังเสี่ยวหมิงใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะคลานเข้ามาถึงจุดที่ แสงสลัวจากด้านนอกส่องเข้ามาไม่ถงึ พอเพ่งมองเข้าไปก็เห็นแต่ความมืดมิด หลับตาหรือลืมตาแทบมีสภาพไม่แตกต่างกัน ครั้นจะให้หันหลังกลับ ตอนนี้ ก็เกรงว่าจะท�ำได้ยาก เพราะหลังมุดคลานเข้ามาไม่นาน เศษหินตาม เพดานและผนังถ�้ำก็ร่วงหล่นลงมาปิดเส้นทางออกจนเกือบมิด ซ�้ำร้ายกว่านั้น เมื่อคลานเข้ามาด้านในช่วงระยะหนึ่ง ล�ำต้นของ ต้นไม้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น จนจ�ำต้องเบียดร่างให้ติดแนบไปกับพื้นจนตัวแทบ จะบี้แบน บางจุดยังต้องใช้มือขุดเอาเศษดินที่ขวางออก แม้เส้นทางจะดูมืดมนอับจนหนทาง แต่หวังเสี่ยวหมิงยังมุ่งหน้า ต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ ก็ในเมื่อยังมีหนทางให้ไป เขาก็ยังมีหวัง แต่ใจสู้ ใช่ว่ากายจะสู้ไปด้วย ร่างกายทีส่ ะสมความอ่อนล้ามานาน เริ่มจวนจะถึงขีดสุด สติของเขาเริ่มเลือนลางลงทีละน้อย ดวงตาหรี่จะหลับ มิหลับแหล่ ทว่า ฟ้ายังไม่แล้งน�้ำใจเกินไปนัก ในช่วงขณะที่เกือบจะสิ้นสติไป อยูแ่ ล้วนัน้ เอง หวังเสีย่ วหมิงรูส้ กึ ได้ถงึ ความเปลีย่ นแปลงของสภาพบรรยากาศ ครั้งแรกได้ยินเสียงหวีดหวิวแว่วมาในหู และต่อมาก็สัมผัสได้ถึงกระแสลม ทีพ่ ดั มากระทบผิวกายอย่างแผ่วเบา มีกลิน่ ไอบางอย่างทีค่ นุ้ เคยกระทบนาสิก เรีย่ วแรงทีห่ ดหายไปฟืน้ คืนกลับมาใหม่ราวกับถูกชุบชีวติ เมือ่ คิด ได้ว่าทางออกอยู่ไม่ไกลแล้ว ด้วยพลังแห่งการดิน้ รนเฮือกสุดท้าย ในทีส่ ดุ เขาก็ทะลุผา่ นช่องแคบ นรกนั้นออกมาได้ในที่สุด เพียงชั่วขณะแรกที่ร่างกายได้รับอิสรภาพ หวังเสี่ยวหมิงก็ต้อง 14


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

ตื่นตะลึงตาค้างไปกับทัศนียภาพที่เห็น ด้วยสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือ ต้นไม้ใหญ่ขนาดสามสิบคนโอบ ตั้งอยู่บนลานหญ้าอันเขียวชอุ่ม มีกิ่งก้าน เถาวัลย์เลื้อยไปตามช่องโพรงเพดาน ผนังถ�้ำ รวมถึงช่องโพรงนรกที่เขาเพิ่ง ลอดผ่านออกมาด้วย ทีน่ คี่ อื โถงถ�ำ้ ทีส่ งู ใหญ่และกว้างขวาง ด้านบนสูงขึน้ ไปเกือบห้าสิบวา มีปล่องอากาศทีม่ แี สงทะลุลอดลงมา โพรงอากาศมุมหนึง่ มีสายน�ำ้ ขนาดใหญ่ ร่วงหล่นลงมากลายเป็นน�้ำตกไหลไปรวมกันเป็นล�ำธารเคลื่อนผ่านเข้าไป ด้านในถ�้ำ ในน�้ำมีปลาหลากสายพันธุ์ว่ายวนไปมา น�้ำใสจนมองเห็นไปถึง พื้นทรายด้านล่าง ตามผนังมีหินสีเงินและทองส่องประกายระยับติดอยู่ ท�ำให้โถง กว้างแห่งนี้สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา พื้นดินติดกับล�ำธารมีดอกไม้และต้นพืชรวมทั้งสมุนไพรหายาก หลากสายพันธุ์ แต่ทที่ �ำให้หวังเสีย่ วหมิงตกใจระคนดีใจเป็นพิเศษก็คอื บัวหิมะ สมุนไพรวิเศษได้เบ่งบานอยู่ทั่วพื้นที่เต็มไปหมด เขารีบปีนลงมา เดินตรงไปยังล�ำธาร กวักน�ำ้ เย็นยะเยือกขึน้ ล้างตัว จากนั้นถอนบัวหิมะขึ้นมาเคี้ยวกิน น�ำใบของมันมาขยี้ผสมกับน�้ำลายแปะ พอกลงบนบาดแผลตามตัว จนเมื่อผ่อนคลาย พอมีก�ำลังกลับมาแล้ว ก็ถอนบัวหิมะขึ้นห่อผ้า ผูกมัดกับหลังจนแน่น แล้วมุง่ หน้าเดินผ่านผีเสือ้ ผึง้ ภมรทีบ่ นิ วนเวียนอยูต่ าม ดอกไม้ใบหญ้า เข้าไปตามทางน�้ำที่ไหลลงต�่ำ อันเป็นหนทางที่น่าจะพาไปสู่ ทางออกได้

15


武功無敵

เต็มพื้นที่

สายธารไหลลึกเข้าไปในถ�ำ้ และขยายออกกว้างกลายเป็นน่านน�ำ้

มีสะพานหินพาดผ่านข้ามธารน�้ำเข้าไป! เพียงแค่ได้เห็นหวังเสีย่ วหมิงก็ตระหนักได้ทนั ทีวา่ นีไ่ ม่ใช่ผลงานของ ธรรมชาติ หากแต่เป็นฝีมอื ของมนุษย์ สถานทีแ่ ห่งนีม้ นิ า่ ใช่สถานทีท่ ปี่ ราศจาก ผู้คนเข้าถึงมาก่อนตามอย่างที่เคยคิดในตอนแรก เขาเดินขึ้นไปบนสะพานหิน ตรงไปตามทาง เพียงระยะเวลา ชั่วน�้ำเดือด ก็มองเห็นผาใหญ่หันหน้าเข้าหากันสามด้าน มีลานกว้างอยู่ ตรงกลางระหว่างเชิงผาทั้งสาม ด้านบนเป็นท้องฟ้าเปิดโล่งมองเห็นก้อนเมฆ และดวงดาวดาษดื่นอยู่ร�ำไร ธารน�ำ้ ได้ไหลออกไปยังช่องโพรงทีด่ เู หมือนกับท่อเส้นหนึง่ ด้านข้าง หวังเสีย่ วหมิงเดินลงจากสะพานก้าวไปยังพืน้ ทีว่ ่าง มองดูผาใหญ่ ตรงกลางที่มีอักษรจารึกไว้ว่า ‘เฮยหลงพ�ำนักอยู่ที่นี่’ “เฮยหลงงั้นหรือ?” เขาพึมพ�ำในใจ ด้วยไม่รู้ว่าเฮยหลงคือใคร และสังเกตไปรอบๆ จนพบช่องแคบพอให้คนลอดเข้าไปได้อยูท่ ซี่ อกผา จึงเอียงตัว เดินลอดผ่านเข้าไป เพียงอึดใจก็ทะลุมาพบโถงกว้างอีกแห่งหนึ่ง ที่ด้านในสุดของโถง มีเพิงหินขนาดใหญ่ยกสูง ด้านบนเพิงมี โครงกระดูกร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิชันเข่า มือข้างหนึ่งอยู่บนตักอีกข้างถือดาบ สีด�ำปักไว้กับเพิงหิน ผนังผารอบด้านมีรอยสลักท่าทางเคลื่อนไหวของคนพร้อมอักษร จารึก ที่เพียงมองผ่านๆ ก็พออนุมานได้ว่า นั่นคือเคล็ดวิชายุทธ์แขนงหนึ่ง เหตุการณ์ยิ่งมายิ่งพิสดารพันลึก เพราะสิ่งที่ดึงดูดสายตาของ 16


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

หวังเสี่ยวหมิงมากที่สุดในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่โครงกระดูกหรือรอยอักษรจารึก บนผนังถ�้ำ แต่กลับเป็นมนุษย์ที่ยังมีชีวิตสองคนเบื้องหน้า ผู้หนึ่งเป็นชายชราที่มีผมขาวโพลน คิ้วเครายาวสีขาว อยู่ในชุด นักพรตมีท่าทางน่าเลื่อมใส ขณะที่อีกคนเป็นชายชราศีรษะล้าน คิ้วเข้มดกด�ำ มุมปากมีรอย หยักคล้ายเขี้ยว อยู่ในชุดยาวสีแดงเพลิง หน้าตาถมึงทึงดูดุร้ายน่ากลัว ทั้งสองนั่งหลับตาขัดสมาธิยื่นฝ่ามือออกมาประสานกันอยู่ที่ เบื้องหน้าเพิงหินโครงกระดูก หวังเสีย่ วหมิงรีบปรีเ่ ข้าไปหมายจะขอร้องให้ทงั้ สองช่วยพาออกไป จากสถานที่ลึกลับแห่งนี้ ทว่า ทั้งสองไม่มีท่าทีว่าจะขยับเคลื่อนไหว คล้าย ไม่ได้สังเกตถึงการมาของเขาเลยแม้แต่น้อย “ผู้อาวุโส!” หวังเสี่ยวหมิงเอ่ยปากทัก แต่ไม่มีการตอบรับ “ผู้อาวุโส!” เขาเรียกอีกครั้งพร้อมเดินเข้าไปใกล้ ก็ยังไม่เห็น ทั้งสองจะรู้สึกตัวเคลื่อนไหว ด้วยความทีเ่ คยได้รบั การอบรมจากมารดาว่า ไม่ควรรบกวนผูอ้ นื่ ขณะฝึกยุทธ์ หวังเสี่ยวหมิงจึงเดินไปส�ำรวจพื้นที่รอบๆ ก่อน หลังดูอยู่พักใหญ่ก็ท�ำให้รู้ว่าข้อความและอักษรที่สลักอยู่บน ผนังถ�ำ้ คือเคล็ดวิชาฝีมอื ทีเ่ รียกว่า ‘เฮยหลง’ มีเคล็ดเดินปราณทีบ่ อกจุดโคจร ส�ำคัญในร่าง พร้อมทั้งวิธีการเดินปราณตามหลักวิชา หวังเสีย่ วหมิงมีความใฝ่ฝนั อยากเป็นศิษย์รำ�่ เรียนวิชากับจอมยุทธ์ ท่านใดสักคนมานานแล้ว จึงรู้สึกดีใจอยู่บ้าง แต่มันไม่มากพอจะกลบความ กังวลที่อยากจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ จึงไม่คิดสนใจจะฝึกวิชาเหล่านั้น เดินกลับมาหาชายชราทั้งสอง นั่งลงที่เบื้องหน้าพวกท่าน ตั้งใจจะรอจนกว่า ท่านทั้งสองจะออกจากการฝึกวิชา 17


武功無敵

เวลาได้ผ่านไป… หวังเสีย่ วหมิงสะลึมสะลือตืน่ ขึน้ มา หลังเผลอหลับไปหลาย ชัว่ ยาม* จากความเหนื่อยล้าที่สะสม พอมองออกไป ก็ยังเห็นผู้อาวุโสทั้งสองฝึกวิชาเอามือประสานกัน ดุจเดิม “ผู้อาวุโส” หวังเสี่ยวหมิงทดลองเรียกอีกครั้ง ก็ยังคงไม่ได้รับการ ตอบรับ เขาเริม่ จะทนรอไม่ไหว จึงถือวิสาสะเอือ้ มมือออกไปหมายจะสัมผัส ทีต่ น้ ขาของชายชราทีท่ า่ ทางใจดี เพือ่ บอกให้รวู้ า่ มีคนต้องการขอความช่วยเหลือ เรื่องพิสดารพลันอุบัติขึ้น!!! ทันทีที่มือของหวังเสี่ยวหมิงสัมผัสร่างชายชรา ก็มีกระแสพลังที่ เย็นยะเยือกสุดขั้วราวกับน�้ำแข็งบนยอดเขาหิมะวิ่งผ่านเข้ามาในร่าง ชายหนุ่มแผดร้องสุดเสียง ร่างทรุดฮวบลงไปกับพื้นด้วยความ เจ็บปวด ทว่าขณะทีล่ ม้ มืออีกข้างกลับเผลอเหวีย่ งไปถูกร่างชายชราศีรษะล้าน ฉับพลัน กระแสพลังร้อนลวกดุจไฟนรกก็วิ่งเข้ามาในร่างผ่าน ทางมือของเขา ขุมพลังสองสาย หนึ่งร้อนหนึ่งเย็น วิ่งไปตามเส้นชีพจรประดุจ ม้าป่าคลั่ง สร้างความเจ็บปวดที่เหมือนเข็มหมื่นแสนเล่มทิ่มแทงไปตาม กล้ามเนื้อทั่วสรรพางค์กาย ความเจ็บปวดสุดประมาณทีเ่ กิด แม้จะท�ำให้เขาอยากสิน้ สติไปให้ รู้แล้วรู้รอด แต่ส�ำนึกในใจลึกๆ เตือนว่า ไม่อาจท�ำได้ มิเช่นนั้นเขาอาจ ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยก็เป็นได้ *

1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง

18


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

หวังเสี่ยวหมิงพยายามถอนมือออกจากร่างของผู้อาวุโสทั้งสอง แต่ถอนไม่ออก คล้ายสายสัมพันธ์ระหว่างจิตกับกายถูกตัดขาดออกจากกัน ท�ำให้กายไม่รับค�ำสั่งจากจิต เมื่อไม่อาจถอนมือ เขาจึงได้แต่ทรงสภาวะจิตตื่นรู้ต่อไป เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ความเจ็บปวดที่มีมากค่อยๆ เริ่มทุเลา จนเหลือเป็นความเจ็บที่ พอทนได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึง่ ความเจ็บปวดไม่ได้ทเุ ลา แต่รา่ งกายของเขาเริม่ ปรับสภาพจนสามารถรองรับพลังทั้งสองสายไว้ได้ ไม่ชา้ ความเจ็บปวดทัง้ มวลก็ปลาสนาการหายไปสิน้ สภาวะทีว่ นุ่ วาย ในร่างคืนสู่ความสงบและกลายเป็นราบเรียบไร้การกระเพื่อม ทั้งกาย ใจ ปราณ ประดุจหินผา สติสมั ปชัญญะสว่างโพลงตืน่ รูอ้ ย่างแจ่มชัด อย่างไม่ตอ้ ง บังคับ... เพียงแต่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวร่างกายได้ แม้แต่การเอ่ยปากพูด สิ่งที่พอจะท�ำได้ก็คือการคิด หวังเสี่ยวหมิงคิดถึงผู้อาวุโสทั้งสอง พยายามจะเรียกพวกท่าน คิดถึงมารดาทีร่ อคอยอยูท่ บี่ า้ น คิดถึงทางออก คิดถึงเรือ่ งอืน่ ไปทัว่ แต่ถงึ แม้ จะคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ไปมากแค่ไหน สภาวะในกายก็ยังคงเป็นเช่นเดิม หลังนิ่งตรึกตรองอยู่พักใหญ่ หวังเสี่ยวหมิงก็คิดได้ว่า การที่ตน ต้องมาอยูใ่ นสภาพเช่นนีน้ า่ จะเป็นผลพวงจากการฝึกยุทธ์ของผูอ้ าวุโสทัง้ สอง ถ้าต้องการหลุดออกจากสภาวะเช่นนี้ คงต้องใช้กระบวนการฝึกยุทธ์อะไร สักอย่างมาผลักดันสภาวะนี้ออก แต่เขาไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อน พลันใจก็นึกไปถึงเคล็ดวิชาเฮยหลงที่สลักอยู่บนผนังถ�้ำ ดีทเี่ ขาเป็นคนมีความจ�ำแม่น เพียงได้เห็นหรือผ่านตาอะไรสักอย่าง ก็จะจดจ�ำมันได้มิลืมเลือน 19


武功無敵

หวังเสีย่ วหมิงส่งจิตคิดไปตามจุดส�ำคัญต่างๆ บนร่างตามการโคจร พลังในเคล็ดวิชาเฮยหลง จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง เขาท�ำอย่างนี้ด้วยความหวังว่า จะท�ำให้ตนหลุดออกจากภาวะ เช่นนี้ได้ ในที่สุดสภาวะภายในร่างก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง พลังปราณที่ สงบนิ่งมาตลอดเริ่มเกิดการกระเพื่อม จากน้อยไปมาก และกลายเป็น ดั่งมหาสมุทรที่หมุนวน หวังเสี่ยวหมิงหน่วงพลังปราณหมุนวนนั้นไว้ที่จุดท้องน้อยตาม เคล็ดวิชาเฮยหลง พลันก็เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น เมื่อพลังหมุนวนได้ท�ำลายสมดุล สามประสานระหว่างตัวเขากับผู้อาวุโสทั้งสองด้วยการดูดกระแสพลังร้อน และเย็นจากร่างผู้อาวุโสทั้งสองเข้ามาในปราณวังวนนั้น หวังเสีย่ วหมิงตืน่ ตระหนก เริม่ หวัน่ เกรงว่านีอ่ าจเป็นสิง่ ทีไ่ ม่ถกู ต้อง หากแต่ตัวเขาไม่อาจฝืนหรือขัดขวาง ด้วยก�ำลังของมหาสมุทรปราณมีพลัง ดึงดูดจนเขาไม่อาจหยุดยั้งได้ เขาจ�ำต้องคงสติดูสภาพที่เกิดขึ้นด้วยความ สงบนิ่ง เวลาได้ผ่านไปจนถึงจุดหนึ่งที่เขารับรู้ได้ว่ามหาสมุทรปราณ ดูดพลังจากผู้อาวุโสทั้งสองออกมาจนหมดสิ้น เปรี๊ยะ! เกิดเสียงปริแตกดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นในห้วงสมาธิ แล้วพลังที่ หมุนวนก็พลิกกลับด้านผนึกแน่นไปยังจุดท้องน้อยดั่งกุญแจที่ปิดแน่น หวังเสี่ยวหมิงเริ่มรับรู้ถึงความรู้สึกทางกายกลับคืนมาอย่างช้าๆ จนในที่สุดก็สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ดังปกติ สิง่ แรกทีท่ �ำคือลืมตาเพือ่ ดูวา่ ผูอ้ าวุโสทัง้ สองได้รบั ความเดือดร้อน 20


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

จากการกระท�ำของตนหรือไม่ และก็ไม่ผดิ ไปจากทีค่ าด...ร่างของพวกท่านได้สญ ู สลายหายไปทัง้ กายเนื้อและเสื้อผ้า คงเหลือแต่เศษอัฐิธาตุกองอยู่กับพื้น ในฝัง่ ของนักพรตผมขาวปรากฏเป็นก้อนกรวดเล็กๆ สีขาวสลับทอง ขณะในฝั่งของผู้อาวุโสศีรษะล้านเป็นกรวดสีทองแดงสุกปลั่งมันวาว หวังเสีย่ วหมิงตืน่ ตระหนกสุดขีด เขาไม่ได้ตงั้ ใจจะท�ำร้ายพวกท่าน แม้แต่น้อย นี่เป็นเพราะเขาเข้าไปสัมผัสร่างของพวกท่าน ท�ำให้การฝึกวิชา เกิดการผิดพลาดจนท�ำให้ต้องดับขันธ์ไปเช่นนั้นหรือ ‘ท�ำยังไงดีนี่?’ หวังเสี่ยวหมิงร�่ำร้องในใจ ‘ไม่ต้องท�ำอะไรหรอกพ่อหนุ่มน้อย’ หวังเสีย่ วหมิงสะดุง้ ตกใจ เขาได้ยนิ เสียงดังก้องในหัว ซึง่ นัน่ ไม่ใช่ เสียงความคิดของเขา แล้วมันคือเสียงของผู้ใดกันแน่? ‘ก็เสียงของพวกข้ายังไงเล่า’ หวังเสี่ยวหมิงหมุนตัวไปตามเสียง แล้วก็ต้องตื่นตระหนกซ�้ำ อีกครั้งจนไม่ทราบว่าเป็นรอบเท่าไรของวัน เพราะสายตาได้มองเห็นร่างของ ผู้อาวุโสทั้งสองลอยเด่นอยู่เคียงข้างตนเอง หวังเสี่ยวหมิงยืนตัวแข็งทื่อ ปากสั่นระริก จะเอ่ยปากพูดแต่พูด แทบไม่ออก มีแต่เสียงที่หลุดออกมาในล�ำคอดังขึ้นตะกุกตะกักว่า ‘ผ... ผี!’

21


2 เทพเซียนเหล่ากุน

และ มารโลกั นต์ฮุยเซ่อ ผู้อาวุโสผมขาวหัวเราะ เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องตกใจไปหรอกพ่อหนุ่มน้อย” ขณะที่ผู้อาวุโสศีรษะล้านแผดเสียงด่าว่า “ไอ้โง่ ไม่มีสมองคิด กล้าดียังไงมาท�ำลายกายสังขารของข้า... โอ๊ย อยากจะบ้าตาย” “เจ้าตายไปแล้วฮุยเซ่อ” ผูอ้ าวุโสศีรษะล้านทีช่ อื่ ว่าฮุยเซ่อชะงัก แล้วเหมือนจะเริม่ คิดได้ถงึ ความจริงข้อนี้ ใบหน้าที่ดูดุร้ายมีเส้นเลือดโป่งขึ้นเป็นรอยทาง แก้มบูดเบี้ยว ตาเบิกกว้างจนมีเปลวไฟลุกโชน โก่งคอร้องค�ำรามออกมาอย่างเดือดดาล “ว้าก!” หวังเสี่ยวหมิงหน้าซีดเป็นไก่ต้ม คิดว่าตนน่าจะโดนผีอาวุโสผู้นี้ 22


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

หักคอตายแน่ เพียงแค่คิด ฮุยเซ่อก็หันขวับ โผทะยานเข้ามา ชายหนุ่มตกตะลึงพรึงเพริด รีบก้มลง ร้องเสียงหลง “อย่าท�ำข้า ผู้อาวุโส ข้าผิดไปแล้ว” ทว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หวังเสี่ยวหมิงที่หลับตากลั้นใจอยู่กับพื้น ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ แล้วก็ตอ้ งตกใจอย่างสุดขีด เมือ่ เห็นใบหน้าถมึงทึงอย่างกินเลือดกินเนือ้ ของ ฮุยเซ่อลอยห่างจากใบหน้าของเขาไปแค่สามนิ้ว “เหวอ!!!” หวังเสี่ยวหมิงผวา ล้มหงายไปด้านหลัง ฮุยเซ่อลอยตามมายืนค�ำ้ ร่างของเขา พร้อมแผ่ไอสังหารจนชุดยาว สีด�ำขลิบแดงเบ่งพองออกกว้าง “มันเป็นชะตาของเจ้ากับข้าฮุยเซ่อ ยอมรับซะเถอะ” ผู้อาวุโส ผมขาวกล่าวเตือนสติสหาย “ชะตาบ้าบอละสิ ก็แค่เด็กเซ่อซ่า เผลอโง่มาขัดขวางการฝึกวิชา ของ ‘มารโลกันต์ฮุยเซ่อ’ กับ ‘เทพเซียนเหล่ากุน’ สองยอดยุทธ์จนเสียชีวิต อย่างโง่งม เรื่องรู้ไปถึงไหน ได้อับอายไปถึงนั่น” “ปล่อยวางซะเถอะ เจ้าท�ำอะไรไม่ได้แล้ว” “ข้าจะฆ่ามัน เพื่อชดใช้ในการกระท�ำอันโง่งมนี้” “ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถอะผู้อาวุโส ข้ายังมีมารดาที่ต้องดูแล ท่านจะ ให้ขา้ ชดใช้ยงั ไงก็ได้ ขออย่าได้ฆา่ ข้าเลย” หวังเสีย่ วหมิงรีบกล่าวอย่างร้อนรน “ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต เจ้าฆ่าข้า ข้าก็จะฆ่าเจ้ากลับ นั่นถึงจะ เป็นการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม”

23


武功無敵

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่รู้ว่าเพียงการสัมผัสร่างของท่าน จะท�ำให้ท่าน ถึงกับเสียชีวิต” “เจ้าไม่ได้ท�ำแค่นั้นน่ะสิ เจ้ายังขโมยพลังวัตรของข้าไปทั้งหมด จนไม่เหลือแม้แต่ปราณพยุงชีวิต สุดท้ายกายสังขารจึงแตกดับ...” ฮุยเซ่อ ยิ่งกล่าวยิ่งขุ่นแค้น น�้ำเสียงยิ่งมายิ่งดังขึ้น “...และที่ส�ำคัญ ดวงจิตของข้ายัง ต้องมาผูกติดอยู่กับตัวเจ้า... แต่ไม่เป็นไร แค่ฆ่าเจ้า ข้าก็จะได้เป็นอิสระ” “นั่น... นั่นข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ ข้าเพียงแค่ ต้องการจะพาตัวเองออกจากสภาวะอะไรสักอย่างที่เกิดขึ้น จึงได้ลองคิดไป ตามเคล็ดวิชาบนผนังนี่” หวังเสี่ยวหมิงชี้ไปยังเพดานถ�้ำที่จารึกวิชาเฮยหลง เอาไว้ “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะท�ำร้ายพวกท่านเลยนะผู้อาวุโส” ค�ำกล่าวของเขา ท�ำให้ผู้อาวุโสทั้งสองชะงัก “เจ้าว่ายังไงนะ” ฮุยเซ่อย้อนถามด้วยนำ�้ เสียงแปลกใจระคนตืน่ เต้น “ให้ข้าเป็นคนถามเขาเองดีกว่าฮุยเซ่อ” ผู้อาวุโสผมขาวกล่าว แล้วหันมาพูดกับหวังเสีย่ วหมิงว่า “พ่อหนุม่ น้อย ข้าชือ่ เหล่ากุน เป็นเจ้าส�ำนัก รุ่นที่สองแห่งอารามเฮยหลง” เมื่อเห็นหวังเสี่ยวหมิงไม่มีท่าทีจะรู้จักอารามเฮยหลง นักพรตชรา ก็ถอนใจ หรือช่วงเวลาที่พวกเขาฝึกวิชาอยู่ที่นี่จะเกิดเรื่องราวมากมายขึ้น ขนาดที่อารามเฮยหลงซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพจะไม่เป็นที่รู้จัก… ท่านคงไม่รู้ว่า หวังเสี่ยวหมิงเป็นเด็กที่เกิดและอาศัยอยู่ในชนบททางเหนือ จึงไม่รู้เรื่องราวของยุทธภพ “เจ้าพอจะบอกข้าได้ไหมว่า เจ้าเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร ท�ำอะไรไปบ้าง และระหว่างนัน้ เจ้าคิดและรูส้ กึ อย่างไร จงบอกข้าโดยละเอียด” หวังเสี่ยวหมิงยังคงเกรงกลัวผู้อาวุโสฮุยเซ่ออยู่ แต่เมื่อเห็นท่าน ไม่ต่อว่าอะไรตนอีก จึงหันมากล่าวกับผู้อาวุโสเหล่ากุนด้วยความนอบน้อม 24


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

เล่าเรือ่ งราวทัง้ หมดตัง้ แต่การออกตามหาบัวหิมะ จนพลาดร่วงหล่นจากหน้าผา ได้มาพบถ�้ำลึกลับแห่งนี้โดยบังเอิญ ได้ประสบกับสภาวะแปลกประหลาด หลังจากที่ได้สัมผัสตัวผู้อาวุโสทั้งสอง เมือ่ เล่าสาเหตุความเป็นมาจบ ผูอ้ าวุโสเหล่ากุน และผูอ้ าวุโสฮุยเซ่อ ก็นิ่งงันไป หวังเสี่ยวหมิงตัดสินใจก้มศีรษะจรดพื้น “ผู้อาวุโสทั้งสอง ได้โปรดรับการขอขมาจากข้าด้วยเถิด ด้วยการ กระท�ำอันสะเพร่าของข้า ท�ำให้พวกท่านต้องเสียชีวิต หนี้บาปครั้งนี้ ข้าจะขอ ชดใช้ พวกท่านจะใช้ให้ข้าท�ำอะไร ข้าพร้อมท�ำทุกอย่าง ขอแค่อย่างเดียว ให้ไว้ชีวิตข้าเพื่อที่จะได้มีโอกาสกลับไปดูแลมารดาเถอะ” เหล่ากุนและฮุยเซ่อมองหวังเสีย่ วหมิงอยูน่ าน แล้วหันมาสบตากัน ทันใด บุคคลที่มีชื่อเสียงลือลั่นในยุทธภพทั้งสองก็เหมือนจะเข้าใจความคิด ของกันและกัน ต่างหัวเราะออกมาดังลั่น หวังเสี่ยวหมิงมองผู้อาวุโสทั้งสองอย่างงงัน “ข้าเปลี่ยนใจไม่ฆ่าเจ้าแล้ว” ฮุยเซ่อพูด หวังเสี่ยวหมิงยินดียิ่ง รีบโขกศีรษะกับพื้น “ขอบคุณท่านผู้อาวุโส” แต่ยินดีอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องเปลี่ยนเป็นตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อได้ยินค�ำกล่าวต่อไปของมารโลกันต์ “ข้าจะท�ำให้เจ้ากลายเป็นเจ้ายุทธภพแทน” “!!!... เจ้ายุทธภพ!? ผู้อาวุโสต้องล้อข้าเล่นแน่ๆ ข้าเป็นเพียงคน เก็บสมุนไพรหาเลี้ยงชีพ ไม่เคยร�่ำเรียนวิทยายุทธ์เลยแม้แต่น้อย” “เจ้าลองนึกภาพไฟ แล้วก�ำหนดจิตไปที่ท้องน้อย คิดว่าดึงพลัง ออกมาจากจุดนั้นเคลื่อนผ่านมาที่มือดูสิ” ฮุยเซ่อบอก 25


武功無敵

แม้หวังเสี่ยวหมิงจะยังคงงุนงง แต่ใจได้น้อมท�ำตามค�ำบอกของ ฮุยเซ่อไปแล้ว ทันใด ที่มือของเขาได้เกิดเปลวไฟสีฟ้าลุกโชนขึ้นอย่างเหลือเชื่อ “เหวอ!!!” หวังเสี่ยวหมิงพยามสะบัดมือดับไฟ ครู่เดียวไฟนั้นก็ดับลง เขาเพ่งมองดูมือของตนเองชัดๆ พบว่ายังคงเป็นปกติเช่นเดิม “นั่นคือไฟโลกันต์ที่เจ้าสร้างขึ้นจากพลังวัตรของข้า” ฮุยเซ่อ กล่าวยิ้มๆ หวังเสี่ยวหมิงตะลึงตาค้าง นี่เขาสามารถใช้พลังวัตรของผู้อาวุโส จนถึงขนาดสร้างไฟขึ้นมาได้หรือนี่ “พ่อหนุ่มน้อยแม้เจ้าจะมิได้ฝึกวิทยายุทธ์ แต่ตอนนี้ภายในร่าง ของเจ้ามีพลังวัตรทั้งชีวิตของพวกข้าสถิตอยู่ ขอเพียงรู้จักวิธีการน�ำมาใช้ นับจากนี้ไปจะไม่มีผู้ใดในยุทธภพสู้เจ้าได้” เทพเซียนเหล่ากุนบอก “ภายในร่างของข้ามีพลังวัตรของผู้อาวุโสทั้งสองอยู่จริงๆ หรือ” ฮุยเซ่อมุ่นคิ้ว หันไปกล่าวกับเหล่ากุนว่า “เจ้านี่น่าจะเป็นพวกสมองทึบ ต้องอธิบายซ�้ำซากถึงจะเข้าใจ เรื่องราว” “ถึงอย่างนั้น ก็นับว่ามีวาสนาและปฏิภาณ จึงท�ำให้ได้มาพบ เจ้ากับข้า และยังสามารถหลุดออกจากภาวะอรูปกัลป์ได้” ฮุยเซ่อท�ำสีหน้าไม่ค่อยอยากจะยอมรับ แต่ก็นิ่งเงียบไม่ปฏิเสธ “ผูอ้ าวุโส ข้าไม่เข้าใจสภาวะทีเ่ กิดขึน้ ในตัวจริงๆ ถ้าเช่นไรพวกท่าน ช่วยบอกข้าทีได้หรือไม่ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ตอนนี้เป็นหวังเสี่ยวหมิงที่ต้องการทราบเองแล้วว่า เกิดอะไรขึ้น กับเขา และมันจะสร้างปัญหาให้หรือไม่ 26


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

“โดยไม่ได้ตงั้ ใจ พ่อหนุม่ เจ้าได้ใช้วชิ าเฮยหลงดูดพลังวัตรทัง้ หมด ของพวกข้าเข้าไปเป็นของตน ซึ่งตามปกติพลังอันมากมายมหาศาลนั้น จะท�ำลายตัวเจ้าไปด้วย แต่เพราะเคล็ดวิชาเฮยหลงได้ดูดธาตุจิตของข้าและ ฮุยเซ่อเข้ามาในตัวเจ้าด้วย ดวงจิตประสานจึงสร้างมณฑลแห่งพลังขึ้นใน ตัวเจ้าจนสามารถรองรับพลังนั้นไว้ได้” เหล่ากุนอธิบาย ฮุยเซ่อเห็นสีหน้าที่งุนงงมากยิ่งขึ้นของหวังเสี่ยวหมิงจึงกล่าว ตัดบทว่า “เจ้าไม่ตอ้ งสนใจเรือ่ งพวกนัน้ หรอก เพียงท�ำตามทีข่ า้ ต้องการก็พอ” “แต่ว่า...” “คนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานแม้เพียงการเดินปราณตั้งต้น จะเข้าใจ สภาวะที่เกิดขึ้นอย่างพิสดารได้ยังไง” เหล่ากุนเอามือลูบเครายาว พยักหน้าเห็นด้วย “เจ้ารู้แค่ว่า มีหน้าที่เป็นมือ เป็นไม้ เป็นร่างกายแทนตัวข้า ให้ข้า ได้ประกาศศักดาชื่อเสียงของมารโลกันต์ออกไปให้ลือลั่นก็พอ” “ท่านผู้อาวุโส ข้าไม่สามารถหรอก ข้า...” “เจ้าหนู เจ้าเป็นคนบอกเองนะ ว่าจะท�ำทุกอย่างที่ข้าต้องการ หรือเจ้าจะตระบัดสัตย์” “แต่ข้าไม่เป็นวรยุทธ์จริงๆ นะขอรับ” หวังเสี่ยวหมิงรู้สึกหนักใจ ภาระที่ผู้อาวุโสมอบหมายให้ ดูจะเป็น เรื่องที่เกินแรงและก�ำลังตนเองไปมาก “ไม่เป็นก็ฝกึ ได้” ฮุยเซ่อพูดแล้วผายมือไปรอบๆ “ดีทสี่ ถานทีแ่ ห่งนี้ มีพร้อมทุกอย่างทัง้ เคล็ดวิชาอันดับหนึง่ ในใต้หล้า สองอาจารย์ผเู้ ป็นยอดยุทธ์ รวมถึงอาหารชั้นเลิศอย่างบัวหิมะ ปลาสวรรค์ หรือธารน�้ำทิพย์ เจ้ามีเวลา ฝึกวิชาไปตลอดทั้งชาติ” 27


武功無敵

“แต่ข้าต้องรีบออกไปจากที่นี่” เหล่ากุนส่ายศีรษะ “พ่อหนุ่มน้อย สถานที่แห่งนี้ไม่มีทางออก หรอกนะ” หวังเสีย่ วหมิงตกตะลึงพรึงเพริดรีบกล่าวอย่างร้อนรนว่า “แต่ทา่ น ผูอ้ าวุโสฮุยเซ่อบอกเองมิใช่หรือว่า จะให้ขา้ ออกไปประกาศศักดาในยุทธภพ” “ทีอย่างนี้ ท�ำเป็นหัวไวเลยนะ” ฮุยเซ่อกล่าวแดกดัน “ส�ำหรับคนธรรมดาที่ไร้พลังยุทธ์ สถานที่แห่งนีย้ ่อมไม่มีทางออก แต่หากเป็นผู้ส�ำเร็จยุทธ์ขั้น ‘ยอดยุทธ์’ ย่อมใช้ท่า ‘เท้าทะยานฟ้า’ เหยียบ อากาศขึ้นไปยังปล่องอากาศด้านบนได้” เหล่ากุนอธิบาย หวังเสี่ยวหมิงนึกไปถึงปล่องอากาศที่มีความสูงชันเกือบร้อยวา* นอกโถงถ�้ำ ผนังผาเป็นหินเรียบลื่นไม่มีที่ยึดเกาะให้ปีนป่ายขึ้นไปได้ “นั่นหมายความว่า วิธีเดียวที่เจ้าจะออกไปจากที่แห่งนี้ คือต้อง ฝึกวิชาให้ส�ำเร็จจนบรรลุถึงขั้นยอดยุทธ์” ฮุยเซ่อพูด “แล้วจะต้องใช้เวลานานเท่าไรหรือท่านผู้อาวุโส” “นั่นขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้า” “เช่นนี้เป็นว่า หากข้าไร้ความสามารถ มิต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ไปตลอดชีวิตหรอกหรือ” “ก็คงจะเป็นอย่างนั้น” ฮุยเซ่อกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ถึงยังไงเจ้าก็ เสมือนคนที่ตายไปแล้ว ถึงจะต้องใช้เวลานานเท่าไรก็ต้องท�ำให้ส�ำเร็จ เพราะมิเช่นนั้น ข้าจะเป็นคนฆ่าเจ้าทิ้งเสียเอง” หวังเสี่ยวหมิงหน้าซีดเผือด เขานึกว่าพอจะสนิทสนมกับผู้อาวุโส ฮุยเซ่อบ้างแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่เลย ค�ำกล่าวที่ว่าจะฆ่านั้น เขารับรู้ได้ *

1 วา เท่ากับ 2 เมตร

28


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

จากใจเลยว่า ผู้อาวุโสฮุยเซ่อตั้งใจเช่นนั้นจริงๆ ครัน้ เมือ่ มองไปทีผ่ อู้ าวุโสเหล่ากุน ก็เห็นท่านเพียงยิม้ ให้ดว้ ยความ เมตตา จนเขาแอบสงสัยไปว่า อุปนิสัยที่ดูแตกต่างสุดขั้วของพวกท่าน กลับมาอยู่ด้วยกันได้ยังไง หวังเสี่ยวหมิงคิดไปคิดมาก็เห็นว่าตนคงไม่มีทางเลือกอื่นอีก จึงตัดสินใจกล่าวออกไปว่า “ได้ ข้าจะฝึกวิชากับท่าน”

29


3 ธรรมะและอธรรม สามปีผ่านไป... แผ่นดินได้เกิดภัยใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนไปทั่ว ทุกหัวระแหง มีผู้เสียชีวิตจากภัยครั้งนี้ไปแล้วเกือบหนึ่งหมื่นคน ภัยที่ว่านั้นไม่ใช่ภัยที่เกิดจากธรรมชาติอย่างธรณีภัย อัคคีภัย อุทกภัย หรือวาตภัย แต่เป็นภัยอันเกิดจากน�้ำมือมนุษย์ จากการต่อสู้ประหัต ประหารกันระหว่างจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะและอธรรม ที่ยกขบวนกองก�ำลังใน ฝั่งของตนเข้าต่อสู้ประหาร ท�ำให้ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดนลูกหลง บาดเจ็บล้มตายลงไปอย่างมากมาย สาเหตุของการต่อสู้ เกิดจากการกระทบกระทั่งกันระหว่างคู่กรณี ที่เป็นศิษย์รุ่นหลานฝ่ายธรรมะ กับสมาชิกพรรคอธรรมชั้นปลายแถว จาก เรือ่ งเล็กน้อยได้ลกุ ลามบานปลายกลายเป็นเรือ่ งใหญ่ เมือ่ ศิษย์พฝี่ า่ ยธรรมะ และหัวหน้าฝ่ายอธรรมเข้ามายุง่ เกีย่ ว ด้วยเกียรติและศักดิศ์ รีของส�ำนัก ท�ำให้ ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร จนน�ำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ในยุทธภพ แกนน�ำส�ำนักฝ่ายธรรมะทั้งห้า ได้ระดมก�ำลังคนทั่วทั้งยุทธภพ มาต่อสู้กับพลพรรคฝ่ายอธรรม และส่อเค้าว่าจะลุกลามบานปลายกลายเป็น 30


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

การนองเลือดครั้งใหญ่ หากทางการไม่เข้ามาแทรกแซง แม่ทพั หยางเฉินได้น�ำก�ำลังทหารสองหมืน่ นายเข้าควบคุมสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น และได้จัดให้มีการเจรจาสงบศึกขึ้น ฝ่ายธรรมะอันเกิดจากการรวมตัวของสถาบันสงฆ์และส�ำนักพรต รวมทั้งค่ายพรรคใหญ่ในยุทธภพอันประกอบไปด้วยผู้น�ำหลักๆ ห้าส�ำนัก ได้แก่ ไต้ซือหนิงอันแห่งวัดฝ่าฮุ่ย นักพรตจิวหลิงจากส�ำนักจิ้นจู่ แม่ชีลี่สูจาก ส�ำนักช่างเม่ย หลิ่งฟู่จากส�ำนักหนานชาง และ ผู้สันโดษซือเมี่ยว ขณะที่ฝ่ายอธรรมมีสามจอมมาร มารด�ำจินสือ มารขาวจินเลี่ยน และมารนรกจินเอ๋อ เป็นแกนน�ำ ได้เดินทางมาร่วมประชุมการเจรจาหาทางออกที่เมืองลั่วหยาง ณ ห้องโถงพิจารณาคดีของศาลเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นสถานที่ ใช้เป็นที่เจรจาสงบศึก แม่ทพั หยางเฉินใช้ฝา่ มือตบลงไปบนโต๊ะโครมใหญ่ พร้อมแผดเสียง ตวาดผู้น�ำกองก�ำลังทั้งสองฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า “พวกท่านเห็นทางการและกฏหมายบ้านเมืองเป็นอะไร แผ่นดิน เป็นสนามเด็กเล่นให้พวกท่านคิดจะท�ำอะไรก็ท�ำได้งั้นหรือ” “ได้โปรดใจเย็นๆ ก่อน ประสกหยางเฉิน” “ท่านนัน่ แหละทีค่ วรสงบปากสงบค�ำแม่ชลี สี่ ”ู หยางเฉินยืน่ ปลายนิว้ ชี้ไปยังใบหน้าแม่ชีผู้เป็นแกนน�ำจากช่างเม่ย “แม้ในขณะทีข่ า้ เปิดการเจรจาครัง้ นีก้ ย็ งั ได้รบั รายงานอยูต่ ลอดว่า ลูกศิษย์ของท่านไม่ยอมยุตกิ ารต่อสู้ ยังสร้างความเดือดร้อนให้กบั ประชาชน อยู่อย่างต่อเนื่อง” “บาปกรรม บาปกรรม” แม่ชีลี่สูยกมือขึ้นพนม ส่ายศีรษะ 31


武功無敵

“เมื่อรู้ว่าเป็นบาปกรรม แล้วไฉนพวกท่านยังคงกระท�ำ ในเมื่อยก ตนเองเป็นฝ่ายธรรมะพิทักษ์คุณธรรมแต่กลับก่อสงครามสร้างความ เดือดร้อนแก่ผู้คนไปทุกหย่อมหญ้า” แม่ทัพหยางเฉินกล่าวแดกดัน พร้อม หันไปมองตัวแทนส�ำนักฝ่ายธรรมะทั้งห้ากับมารทั้งสาม ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่ง ของตนด้วยสายตาดุดัน นอกจากตัวแทนฝ่ายธรรมะและอธรรมทัง้ แปดชีวติ แล้ว ยังมีทหาร องครักษ์เสื้อแพรสิบแปดนาย กับทหารหลวงอีกสองร้อยนายยืนควบคุม สถานการณ์ ด้วยขุมก�ำลังที่เหนือกว่านี้ หยางเฉินจึงว่ากล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจผู้ใด “ข้าแต่ท่านแม่ทัพ เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากความบัดซบของศิษย์ จิ้นจู่โง่งมผู้หนึ่ง” มารด�ำจินสือพูด “เจ้าโง่นั่นมันทนเห็นลูกน้องของข้า ท�ำการค้ากับชาวบ้านไม่ได้ จึงคิดอยากจะขอส่วนแบ่งก�ำไรด้วย จึงเข้ามา ขัดขวาง...” “ศิษย์ในส�ำนักข้าเห็นพรรคมารรีดไถเงินจากชาวบ้าน จึงเข้าท�ำการ ช่วยเหลือผดุงคุณธรรมต่างหาก” นักพรตจิวหลิงพูดแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจ “นักพรตโง่! นัน่ เขาเรียกว่าค่าคุม้ ครอง ถ้าไม่มคี นช่วยดูแลชาวบ้าน เวลาเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา พวกเขาจะไปพึ่งใคร” จินสือแค่นเสียงเย้ยหยัน แล้วหันไปกล่าวกับหยางเฉินต่อว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าช่วยพวกท่านดูแลความ สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่ก็มิวายถูกคนอิจฉาเข้าใจผิด ข้าคงต้องขอ ความเป็นธรรมด้วย” หยางเฉินบันดาลโทสะตวาดใส่จินสือว่า “เรื่องคุ้มครองชาวบ้าน เป็นหน้าที่ของทหารและขุนนางท้องถิ่น พวกเจ้าอาศัยอะไรเสนอหน้ามายุ่งเกี่ยว” “ท่านแม่ทพั บางทีพวกขุนนางเองนัน่ แหละทีเ่ ป็นคนรังแกชาวบ้าน หากปราศจากผู้ที่มีก�ำลังที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นคอยช่วยเหลือ พวกชาวบ้าน 32


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

จะได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก” จินเอ๋อกล่าวด้วยน�้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย “ถ้าเกิดเรื่องเช่นนั้น ก็ให้ชาวบ้านถวายฎีกาขึ้นไปยังราชส�ำนัก องค์ฮ่องเต้จะทรงเป็นผู้พิจารณาโทษขุนนางผู้นั้นเอง” จินเอ๋อลอบดูแคลนในใจ ฎีกาจากชาวบ้านเคยถูกส่งขึ้นไปถึงมือ ฮ่องเต้เสียเมื่อไหร่กัน ขุนนางฉ้อฉลที่รับส่วยจากขุนนางชั่วล้วนท�ำลายฎีกา เหล่านั้น แล้วเขียนถ้อยค�ำเท็จกล่าวเยินยอพวกกันเองส่งไปให้เมืองหลวง เกินกว่าครึ่ง... แต่ที่ยอมสงบปากไม่พูดออกมาก็เพราะเห็นสายตาห้ามปราม ของมารขาวจินเลี่ยนผู้เปรียบเสมือนมันสมองของพรรค “ท่านแม่ทัพ พวกข้าอุตส่าห์ช่วยเหลือชาวบ้านและทางการอย่าง เต็มที่ แต่ก็มิวายได้รับการขัดขวางจากฝ่ายธรรมะที่อ้างตัวว่าสูงส่ง แท้ที่จริง แล้วพวกมันต่างหากที่ท�ำตัวเป็นศาลเตี้ย ฆ่าคนที่คิดว่าผิดอย่างมิเกรงกลัว กฎหมาย นี่จึงเป็นภัยแฝงที่น่ากลัวแท้จริง” จินเลี่ยนกล่าว “อามิตตาพุทธ ขจัดมารร้ายไปได้หนึ่งตน ก็ท�ำให้แผ่นดินเบาขึ้น หากอาตมาไม่ลงนรก แล้วใครจะลง” ไต้ซือหนิงอัน ที่สงบส�ำรวมมาตลอด กล่าวขึ้น จินสือแค่นเสียงหัวเราะกล่าวว่า “ช่างน่าขัน คนตายกลายเป็น ซากศพกลับคืนสู่แผ่นดิน ก็ต้องหนักขึ้นสิ จะเบาลงได้อย่างไร หลวงจีนโล้น ใช้สมองส่วนไหนคิด หรือความฉลาดมันจะหดหายไปเหมือนเส้นผมบน ศีรษะเจ้า” “เจ้า! อย่าลามปามให้มากเกินไปนะ” นักพรตจิวหลิงกล่าวแทรก อย่างไม่พอใจ จินสือไม่สนใจค�ำพูดของนักพรตจิ้นจู่ กล่าวต่อไปว่า “มีที่ไหนคนดีลงนรก คนที่ลงนรกมันก็คนชั่วทั้งนั้นแหละ ถ้าเจ้า ต้องลงนรกนั่นก็เพราะเจ้าเป็นคนชั่ว ไม่ต้องสรรหาค�ำพูดสวยหรูมาอ้างให้ 33


武功無敵

ตนดูดีขึ้นหรอก” “พามารชั่วลงนรกไปกับตนด้วย นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เป็นมหากรุณาของโพธิสัตว์ พวกมารชั่วที่โง่ดักดานอยู่ในทุรกรรมของตน ย่อมไม่เข้าใจ จะเป็นได้ก็แค่บัวในโคลนตม ที่ต้องตกเป็นอาหารให้ปลาหรือ เต่าเคี้ยวกิน ไม่มีวันได้ผุดเกิดขึ้นมาเหนือน�้ำ” หลิ่งฟู่จากส�ำนักหนานชาง กล่าวแดกดัน “ความคิดเหยียดหยามผูค้ นว่าตำ�่ ต้อยเป็นโคลนเลนเช่นนีน้ ะ่ หรือ มหากรุณาอันยิ่งใหญ่ เฮอะ! พวกที่ยึดมั่นในคุณธรรมอันสูงส่งแล้วคิดว่า ตนสูงเสียดฟ้ายิ่งกว่าผู้อื่นต่างหากที่ต�่ำต้อย จิตใจคับแคบ เป็นแค่พวกโง่ที่ อยู่ในกะลาแห่งความถูกต้อง ยกตนข่มผู้อื่น... ข้าละอยากจะหัวร่อ” จินเอ๋อ โต้กลับ เหล่าผูน้ �ำฝ่ายธรรมะและอธรรมไม่มใี ครยอมใคร ต่างยกวาทกรรม ขึ้นมาโจมตีใส่กัน โดยไม่สนใจว่าหยางเฉินผู้ซึ่งเป็นประธานการเจรจาก�ำลัง กลายเป็นหัวหลักหัวตอ...ในที่สุดแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงก็อดทนไม่ไหว ยกมือตบโต๊ะ ตวาดดังก้องว่า “หุบปากได้แล้ว!” นั่นจึงท�ำให้ห้องโถงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง หยางเฉินแม้ไม่ใช่ชาวยุทธ์ แต่ก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ที่มีความ เชี่ยวชาญในการรบทัพจับศึก ผ่านสมรภูมิสงครามน้อยใหญ่มานับไม่ถ้วน ประสบการณ์ในการต่อสู้แลกชีวิตมีมากมายจนไม่อาจดูแคลนได้ ยังไม่นับ เหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่จัดเป็นยอดฝีมือ มีระดับฝีมืออยู่ในชนชั้นแนวหน้า “ข้าอุตส่าห์ให้เวลาพวกท่านได้เจรจาเพื่อความปรองดอง แทนที่ จะได้มองเห็นหนทางในการคลีค่ ลายสถานการณ์ กลับเห็นแต่เรือ่ งราวไร้สาระ สูญเปล่า พวกท่านเป็นถึงผูน้ �ำฝ่ายธรรมะและอธรรมแต่กลับพูดจาโต้เถียงกัน ดั่งเด็กไม่รู้ความ” หยางเฉินกล่าวเสียงดัง 34


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

“ในเมือ่ พวกท่านไม่คดิ จะหาทางแก้ไขปัญหา ถ้าอย่างนัน้ ข้าจะเป็น คนแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เอง” ทัง้ หมดนิง่ เงียบ ต่างเงีย่ หูฟงั ว่า แม่ทพั ใหญ่แห่งราชส�ำนักจะเสนอ ทางออกเช่นไร “ข้าจะจัดการประลองศึกชิงเจ้ายุทธจักร เพื่อเฟ้นหา ‘เจ้ายุทธภพ’ ผู้ปกครองยุทธภพ” “!!!” “ช้าก่อน ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้...” นักพรตจิวหลิงเอ่ยปากจะกล่าว แย้ง แต่หยางเฉินกล่าวตัดบทว่า “ข้าได้ตัดสินใจแล้ว” แม้ตัวแทนส�ำนักทั้งแปดดูจะไม่พอใจกับทางเลือกนี้เท่าไรนัก แต่ใช่วา่ จะไม่หวัน่ ไหวกับข้อเสนอของแม่ทพั หยางเฉิน ด้วยต�ำแหน่งเจ้ายุทธภพ นั้น มีกลิ่นหอมหวานของอ�ำนาจโชยฟุ้งออกมา ก็ผู้ใดที่ได้เป็นเจ้ายุทธภพ ผู้นั้นจะมีสิทธิ์ปกครองชาวยุทธ์ ทุกส�ำนักทั่วหล้า ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายธรรมะหรืออธรรม ใครเล่าจะปล่อยให้ โอกาสดีๆ เช่นนี้ผ่านไปได้ “พวกท่านต้องส่งตัวแทนออกมาส�ำนักละไม่เกินสามคน จะเป็น ใครก็ได้ แม้แต่ตัวของท่านเองเพื่อร่วมประลองแบบแพ้คัดออก” “ท่านแม่ทพั พวกเรามีแค่สาม แต่ฝา่ ยธรรมะมีถงึ ห้า เช่นนีจ้ ะเรียก ว่ายุติธรรมได้อย่างไร” จินเลี่ยนกล่าวแย้งแม่ทัพใหญ่ถึงความไม่เป็นธรรม ในเรื่องจ�ำนวนคน “ในเมือ่ เป็นการคัดเลือกเจ้ายุทธภพทีจ่ ะมาปกครองจอมยุทธ์ทวั่ หล้า เพราะฉะนั้น จะไม่มีการแบ่งฝักฝ่ายใดๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรือ อธรรม ในการประลองรอบแรกทีจ่ ะเกิดขึน้ ทุกคนจะต้องเข้าประลองในนาม 35


武功無敵

ส�ำนักของตน ไม่ใช่ในนามของฝ่ายธรรมะหรืออธรรม จะต้องมีตัวแทนจาก ส�ำนักฝ่ายธรรมะต่อสู้กันเองอย่างแน่นอนหนึ่งคู่ และฝ่ายอธรรมอาจจะต้อง ต่อสูก้ นั เองด้วย หากผลการคัดเลือกคูแ่ ข่งขันออกมาเช่นนัน้ ” แม่ทพั หยางเฉิน อธิบาย “ไม่ถูกต้องกระมังท่านแม่ทัพ ขึ้นชื่อว่ามาร ย่อมกระท�ำชั่วเป็น ปกติ ยิ่งมีมารอยู่ในโลกน้อยลงเท่าไรย่อมดี แล้วท�ำไมพวกมารจึงได้สิทธิ์ พิเศษจากคนจ�ำนวนน้อยด้วยเล่า” หลิง่ ฟูแ่ ย้งเพราะเริม่ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด ในวิธีการจัดประลอง “เจ้าอ้วนหลิ่งใช้สมองส่วนใดคิดว่าพวกข้าได้เปรียบ เห็นอยู่ว่า ฝ่ายของข้าจ�ำนวนคนน้อยกว่า ซ�้ำอาจต้องมาประลองกันเองอีกด้วย” จินสือ พูดกระทบกระเทียบผูค้ มุ้ กฎของเขาหนานชาง ทีม่ รี า่ งกายอ้วนฉุดไู ปไม่คล้าย ผู้ฝึกวิทยายุทธ์แม้แต่น้อย “ก็เหมาะสมแล้วที่พวกเจ้าจะต้องต่อสู้กันเอง ขึ้นชื่อว่ามาร ไม่ช้าก็เร็วคงต้องฆ่ากันเองตามประสาคนชั่วอยู่แล้วกระมัง” “สามหาว! พรรคมารของเรามีประวัติศาสตร์ยาวนานมาเกือบ สองร้อยปี ผู้น�ำทุกรุ่นมีการสืบทอดต่อกันมาอย่างถูกต้อง ไม่เหมือนพวกเจ้า ฝ่ายธรรมะทีภ่ ายนอกดูดแี ต่ภายในกลวงโบ๋ ดูอย่างส�ำนักหนานชางของเจ้าเถอะ ได้ยนิ ว่า ยังไม่มเี จ้าส�ำนักเลยมิใช่หรือ” จินสือกล่าวเย้ยหยันจีแ้ ทงใจด�ำตัวแทน จากส�ำนักหนานชาง หลิงฟู่โกรธจนใบหน้าแดงก�่ำ... เหตุการณ์ที่เจ้าส�ำนักหนานชาง คนก่อนลอบท�ำร้ายศิษย์พตี่ นเองเพือ่ แย่งชิงต�ำแหน่งเจ้าส�ำนัก เพิง่ ถูกเปิดเผย และเป็นที่รู้กันในยุทธภพเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ถูกเก็บเป็นความลับมา ตลอดเกือบห้าสิบปี... ตราบจนวันทีเ่ จ้าส�ำนักหนานชางจะละสังขาร เกิดส�ำนึก ในบาปของตน จึงเปิดเผยความจริงออกมา นั่นท�ำให้ภายในส�ำนักหนานชาง เกิดความปั่นป่วนไปทั่ว ศิษย์ข้างฝ่ายเจ้าส�ำนัก และศิษย์ในฝ่ายศิษย์พี่ 36


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

เจ้าส�ำนักซึง่ ถูกลอบท�ำร้ายต่างยกอ้างความชอบธรรมในการสืบทอดต�ำแหน่ง เป็นของฝ่ายตน จนแทบจะท�ำให้ศษิ ย์หนานชางยกพวกเข่นฆ่ากันเอง ท้ายทีส่ ดุ การแต่งตัง้ เจ้าส�ำนักคนใหม่จงึ ต้องปล่อยว่างจนมาถึงปัจจุบนั มีเพียงผูค้ มุ กฎ ท�ำหน้าที่ดูแลความเป็นไปของส�ำนักเท่านั้น หยางเฉินกล่าวแทรกว่า “อย่างที่ข้าบอก การประลองครั้งนี้จัดขึ้น เพือ่ สลายความขัดแย้งของทัง้ สองฝ่าย เพราะฉะนัน้ เรือ่ งในพรรคของพวกท่าน ก็ขอให้เป็นเรือ่ งส่วนตัวภายใน ขอให้ทราบเพียงว่า หากการประลองคัดเลือก เจ้ายุทธ์รู้ผลเมื่อไหร่ ไม่ว่าพวกท่านจะสังกัดพรรคหรือส�ำนักไหนก็ตาม ก็ต้องท�ำตามค�ำสั่งของเจ้ายุทธ์โดยไม่มีเงื่อนไข มิเช่นนั้นผู้คนทั้งแผ่นดิน รวมถึงทางการจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่” ทัง้ หมดนิง่ งันใช้ความคิดประมวลผลดีผลเสียของข้อเสนอ ต่างคิดไป ในทางเดียวกันว่า คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอาชนะการประลองครั้งนี้ แล้วคว้าต�ำแหน่งเจ้ายุทธ์มาให้ได้เท่านั้น “แล้วใครจะมาเป็นกรรมการ รวมถึงจะใช้หลักเกณฑ์อะไรมา ตัดสินผลการประลองครั้งนี้เล่า” แม่ชีลี่สูถาม แม่ทัพหยางเฉินกล่าวออกมาด้วยท่าทีกระหยิ่มว่า “ความกังวลในเรื่องนี้ ข้าเข้าใจดี และคิดว่าพวกท่านคงจะ ไม่พอใจถ้าหากมีคนกลางที่ไม่เหมาะสมมาช่วยตัดสิน เพราะฉะนั้น ข้าจึงได้ เชิญบุคคลที่พวกท่านไม่อาจปฏิเสธได้แน่ มาท�ำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ” ทั้งหมดต่างสงสัยว่า ใครคือบุคคลที่แม่ทัพหยางเฉินกล่าวถึง หยางเฉินหันไปกวักมือให้สญ ั ญาณพลทหารนายหนึง่ ทีย่ นื อยูห่ น้า ประตู นายทหารผู้นั้นวิ่งออกไปด้านนอก ครู่หนึ่งก็กลับเข้ามาพร้อมกับ หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี วัยเยาว์ ฝ่ายบุรษุ เป็นชายหนุม่ หน้าตาหล่อเหลา มีดวงตากลมโต จมูกโด่ง 37


武功無敵

ปากเป็นกระจับหนา อยู่ในชุดนักพรตสีขาวขลิบเทา ที่อกเสื้อมีลายปักเป็น สัญลักษณ์หยินหยาง ไม่ว่าใครเพียงได้มองเห็นก็สามารถรับรู้ได้ถึงกระแส แห่งความเที่ยงธรรม ส่วนฝ่ายสตรีแรกรุ่นนั้นมีใบหน้างดงาม ดวงตาเรียวยาวเข้ารูป กับคิ้วโค้งดุจคันศร จมูกโด่ง ปากเรียว มีตุ้มหูรูปเปลวเพลิงสีแดงเล็กๆ ติดอยู่ที่ใบหูทั้งสอง ผิวกายขาวเนียนผุดผ่อง ร่างสูงระหง อยู่ในชุดยาว สีขาวเหลืองกรอมเท้า ตัวแทนส�ำนักทั้งแปดรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับคนทั้งสอง ผู้สันโดษซือเมี่ยวที่ปิดปากเงียบมาตลอด รีบเดินเข้าไปรับหน้า บุรุษหนุ่ม “น้อมต้อนรับ ศิษย์ท่องยุทธ์แห่งอารามเฮยหลง กับ นางมารน้อย แห่งส�ำนักมารโลหิต” “คารวะผู้อาวุโส” ชายหนุ่มผู้เยาว์ประสานมือที่ด้านหน้า ส่วนหญิงสาวที่งดงามประหนึ่งนางฟ้าเพียงเหลือบตามอง ขณะเดียวกัน เหล่ามารทั้งสามได้ปรี่เข้าไปห้อมล้อมหญิงสาว วัยเยาว์ไว้ พร้อมค้อมศีรษะกล่าวอย่างนอบน้อม “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับคุณหนูนางมารน้อย” “ตามสบายท่านอาทัง้ สาม” สตรีนางนัน้ กล่าวแล้วเดินไปนัง่ ยังเก้าอี้ ที่แม่ทัพหยางเฉินจัดไว้โดยไม่สนใจเหลือบแลบุคคลทั้งสามอีก “ข้าขอตัวก่อนท่านผูอ้ าวุโส” บุรษุ วัยเยาว์กล่าวกับผูส้ นั โดษซือเมีย่ ว แล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ สตรีที่เรียกว่านางมารน้อย ผู้สันโดษซือเมี่ยวมองชายหนุ่มด้วยสายตาชื่นชม ห้องโถงกลับสูค่ วามเงียบสงบ แม้เสียงเล็กน้อยเท่าปลายเข็มหล่น ก็ไม่มี 38


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

“มีใครจะค้านเรื่องที่จะให้ศิษย์ท่องยุทธ์แห่งอารามเฮยหลงกับ นางมารน้อยแห่งส�ำนักมารโลหิตเป็นกรรมการตัดสินหรือไม่” แม่ทัพ หยางเฉินถาม แน่นอนว่าไม่มแี ม้แต่คนเดียว ในเมือ่ ทางการสามารถเชิญผูส้ บื ทอด ของอารามเฮยหลงกับส�ำนักมารโลหิตสองส�ำนักใหญ่ทเี่ ป็นผูส้ บื ทอดสายตรง จากศิษย์ของยอดยุทธ์ในต�ำนานอย่าง ‘หวงต้าหลง’ เพียงแค่นี้ก็ท�ำให้คน ทั้งหมดมีแต่ต้องยอมรับโดยดุษณี “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะขออธิบายรายละเอียดต่อไป...” “ช้าก่อน!” พลัน ได้มีเสียงค้านดังขึ้น เสียงนั้นดังขึ้นอย่างไร้ที่มาที่ไป แต่ทว่าผุดดังขึ้นที่กลางห้องโถง เป็นน�ำ้ เสียงทีน่ มุ่ นวลแต่ทรงพลัง แม้เสียงเลือนหายไปแล้ว แต่แรงกระเพือ่ ม ยังคงกังวานอยู่ภายในกายของผู้ที่ได้ยิน ‘ยอดฝีมือ!’ ค�ำๆ นี้ผุดขึ้นในใจคนทั้งหมด บุคคลที่สามารถเปล่งพลังเสียง เช่นนี้ได้ คงมีแต่ผู้มีพลังวัตรขั้นสูงเท่านั้น ที่หน้าประตูห้องโถงปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มที่คนทั้งหมดไม่รู้จัก มันมีใบหน้าคมคาย สวมชุดคลุมยาวสีน�้ำเงินด�ำขลิบแดง ที่ด้านหลังยังมี วัตถุรูปร่างยาวถูกพันทับไว้ด้วยผ้าสีขาวผูกติดเอาไว้กับตัว มองดูคล้ายดาบ เล่มหนึ่ง

39


4 บุรุษปริศนา “เจ้าเป็นใครกัน!” แม่ทัพหยางเฉินถาม พร้อมกราดสายตาเชิง ต�ำหนิไปที่เหล่าทหารเฝ้าประตูที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนปล่อยให้ คนแปลกหน้าล่วงล�้ำเข้ามา เหล่าทหารรักษาการณ์รบี วิง่ มาล้อมบุรษุ หนุม่ จับดาบข้างเอวเตรียม พร้อมลงมือทุกเมื่อ หากหยางเฉินให้สัญญาณ บุรุษชุดด�ำไม่มีท่าทีหวาดหวั่น กล่าวต่อไปว่า “ข้าได้ยินว่า ท่านก�ำลังจะจัดงานประลองเฟ้นหาเจ้ายุทธจักร” “ใช่” แม่ทัพหยางเฉินตอบ มองชายแปลกหน้าด้วยท่าทีครุ่นคิด “และผู้เข้าร่วมก็คือ ตัวแทนจากส�ำนักทั้งแปดนี้” บุรุษชุดด�ำชี้มือ ไปทางจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะและอธรรมในห้อง “ใช่” “ข้าคิดว่า นั่นไม่ถูกต้อง” “ไม่ถูกต้องยังไง” หยางเฉินขึ้นเสียงไม่พอใจ “ก็ในเมื่อท่านบอกว่าเป็นการเฟ้นหาเจ้ายุทธ์ แล้วท�ำไมถึงจ�ำกัด 40


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

ผู้เข้าร่วมเพียงแค่แปดส�ำนักใหญ่เท่านั้นเล่า” “เรื่องนี้...” “ในเมื่อจะจัดงานประลองเพื่อหาเจ้ายุทธ์ ก็ควรเปิดโอกาสให้ จอมยุทธ์ทั่วหล้าได้เข้าร่วมประลองด้วยสิจึงจะถูกต้อง” หยางเฉินขมวดคิ้ว ใช้ความคิดใคร่ครวญว่าสมควรกล่าวเช่นไร ก็พอดีมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นว่า “ข้าเห็นด้วยกับค�ำกล่าวของท่านผูน้ นี้ ะแม่ทพั ” ศิษย์ทอ่ งยุทธ์แห่ง อารามเฮยหลงกล่าว “จะเป็นการล�ำเอียงอย่างยิ่งหากเปิดโอกาสให้เฉพาะ ส�ำนักใหญ่ได้เข้าประลองเท่านั้น” “ท่านซีหลง...” แม่ทพั ใหญ่เอ่ย พร้อมยกมือขึน้ มาคล้ายห้ามปราม “ข้าเองก็เห็นด้วยกับซีหลง” นางมารน้อยแห่งส�ำนักมารโลหิตกล่าว สนับสนุน หยางเฉินรู้สึกยอมจ�ำนน... ในเมื่อสองบุคคลผู้มีสิทธิ์และเสียง เหนือกว่าใครในที่ประชุมกล่าวเช่นนี้ ต่อให้มันเป็นถึงแม่ทัพก็ยากจะปฏิเสธ ข้อเสนอของคนลึกลับที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าผู้นี้ “อย่าหาว่าข้ากล่าววาจาเสียมารยาทเลยนะท่านแม่ทัพ” หลิงฟู่ ประสานมือกล่าวนอบน้อม แล้วหันไปทางบุรษุ ชุดด�ำ “ชายหนุม่ ผูน้ เี้ ป็นใครกัน มีสิทธิ์อะไรจะยืนอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยหรือ” บุรุษชุดด�ำไม่สนใจหลิงฟู่ กล่าวกับหยางเฉินต่อว่า “ข้าหวังว่า ท่านแม่ทัพจะจัดการประลองครั้งนี้อย่างยุติธรรม... ข้ามีธุระเท่านี้ ขอตัว” กล่าวจบก็หันหลังกลับโดยไม่แยแสผู้ใดในห้อง พลันเหล่าทหาร ที่ล้อมกักเขาเอาไว้ ก็ถูกแรงไร้สภาพผลักจนร่างซวนเซถอยหลังเปิดออก เป็นทาง ไม่ว่าผู้ใดมองดูก็รู้สึกเป็นสภาวะอันลี้ลับน่าตื่นตระหนก 41


武功無敵

หลิงฟู่รู้สึกเสียหน้าที่ถูกชายหนุ่มรุ่นหลานหมางเมิน มันดีดกาย พุ่งทะยานออกไปจู่โจมด้วยท่าเสือดาวตะครุบ หมายจะคว้าจับไหล่ชายหนุ่ม กดตรึงลงกับพื้น แต่เมื่อเข้าไปใกล้ในระยะหนึ่งวาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสบ เข้ากับดวงตาสีแดงเพลิงของบุรุษหนุ่ม สติพลันเลือนหาย ร่างกายยืนค้างอยู่ เช่นนั้น... มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อเห็นสายตาสนเท่ห์ของทุกคนในที่นั้น ตัวแทนจากหนานชางพยายามมองหาบุรุษชุดด�ำแต่ว่าไม่อยู่แล้ว ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!!’ ไม่เพียงแต่หลิงฟู่ที่งุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ทุกคนในที่นั้นก็ ฉงนสนเท่ห์เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้ทุกคนล้วนมองเห็นว่า หลิงฟู่ พุ่งเข้าหาบุรุษชุดด�ำด้วยท่าทีดุร้าย แต่เมื่อเข้าไปใกล้จะถึงตัว กลับสะดุด ชะงัก ตราบจนบุรุษหนุ่มเดินหายลับสายตาออกไปทางประตูหน้าโดยไม่มี ใครสกัดขัดขวาง หลิงฟู่จึงค่อยรู้สึกตัว ‘บุรษุ ผูน้ เี้ ป็นใครกันแน่?’ นีเ่ ป็นค�ำถามทีด่ งั ก้องอยูใ่ นใจคนทัง้ หมด หลังออกมาจากศาลเมืองลั่วหยาง บุรุษชุดด�ำได้เดินไปตามถนน ลัดเลาะผ่านเข้าตรอกซอกซอย ทะลุออกไปนอกเมือง จนเมื่อถึงบริเวณ เปลีย่ วสงัดไร้ผคู้ น ทันใดนัน้ ศิษย์ทอ่ งยุทธ์แห่งอารามเฮยหลงกับนางมารน้อย แห่งส�ำนักมารโลหิตซึ่งแอบติดตามมาแต่แรกก็ปรากฏตัวเข้าสกัดขวาง บุรุษชุดด�ำหยุดมองทั้งสองครู่หนึ่ง ค่อยเอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าคงเป็นศิษย์ทอ่ งยุทธ์แห่งอารามเฮยหลงกับนางมารน้อย แห่งส�ำนักมารโลหิต” “รู้จักพวกเราด้วยหรือ” ศิษย์ท่องยุทธ์ถาม บุรุษชุดด�ำพยักหน้า “ถ้าให้นับตามศักดิ์ฐานะแล้ว เจ้าน่าจะเป็น ศิษย์เหลนของข้า” 42


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

ซีหลงได้ฟังถึงกับเลิกคิ้วสูง แทนที่จะขุ่นเคืองกลับรู้สึกขบขัน ปนสงสัย “ถ้าเป็นจริงอย่างทีบ่ อก เจ้าก็ตอ้ งเป็นผูส้ บื ทอดของอาจารย์ปทู่ วด ของข้า” “ใช่ ท่านเทพเซียนเหล่ากุนคืออาจารย์ของข้า” ศิษย์ทอ่ งยุทธ์ถงึ กับกลัน้ หัวเราะไม่อยู่ ส่ายโคลงศีรษะ “นัน่ ไม่มที าง เป็นไปได้ อาจารย์ปทู่ วดเหล่ากุนได้หายสาบสูญไปตัง้ แต่เมือ่ สามร้อยปีทแี่ ล้ว” บุรษุ ชุดด�ำหันหน้าไปด้านข้าง ครูห่ นึง่ ก็หนั กลับมากล่าวด้วยภาษา แปลกประหลาดว่า “กะเต กะเต พารากะเต พาราสังกะเต โพธิสวาหะ”* ศิษย์ทอ่ งยุทธ์เบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงพร้อมกับร้องออกมาว่า “เจ้ารู้จักโศลกนี้ได้อย่างไร!” ซีหลงตื่นตระหนกจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ เพราะทราบดีว่าประโยค ที่บุรุษหนุ่มลึกลับกล่าวออกมา คือมนตราศักดิ์สิทธิ์ที่มีไว้ส�ำหรับผู้สืบทอด ต�ำแหน่งศิษย์ท่องยุทธ์และเจ้าอารามเฮยหลงเท่านั้น หากให้นับจริงๆ คงมี จ�ำนวนแค่หกคนเท่านั้นที่รู้จัก โดยไม่ทนั ตัง้ ตัว ขณะทีบ่ รุ ษุ ทัง้ สองก�ำลังสนทนากันอยู่ นางมารน้อย ซึง่ ยืนอยูด่ า้ นข้างซีหลง ก็พงุ่ ทะยานเข้าจูโ่ จมบุรษุ ชุดด�ำด้วยกระบวนหมัดเท้า อย่างไม่พูดพร�่ำท�ำเพลง บุรุษชุดด�ำไม่มีท่าทีกังวล เหมือนทราบอยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ มันขยับเท้าหลบการจู่โจมของนางมารน้อยได้อย่างหมดจดงดงามโดย ประโยคดังกล่าวเป็นมนตราภาษาสันสกฤต ปรากฏในท้ายคัมภีร์ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” มีความหมายว่า “ผู้ไปแล้ว ผู้ไปแล้ว ผู้ไปฝั่งนั้นแล้ว ผู้ไปฝั่งนั้นหมดแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด” *

43


武功無敵

ไม่อาศัยโอกาสตอบโต้กลับแม้แต่น้อย นางมารน้อยทีไ่ ม่สามารถกระทบถูกแม้เพียงชายเสือ้ ของบุรษุ หนุม่ รู้สึกขุ่นเคืองยิ่งนัก จากที่ตอนแรกใช้เพียงกระบวนท่าโดยไม่ใส่พลังวัตร เปลี่ยนเป็นโคจรพลัง ‘เพลิงกัมปนาท’ อันเป็นกระบวนท่าประจ�ำส�ำนัก มารโลหิต ทีใ่ ช้พลังวัตรขับดันธาตุไฟในกายให้เดือดพล่าน จนเกิดเปลวเพลิง สีแดงขึ้นที่ฝ่ามือ “ระวังตัวด้วย” สตรีวัยเยาว์ผู้เลอโฉมกล่าวเตือนสั้นๆ แต่แล้ว เพียงกระบวนท่าแรกทีน่ างมารน้อยเหยียดยืดฝ่ามือออกไป พลันก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อบุรุษหนุ่มได้ยื่นฝ่ามือที่มีเปลวเพลิงสีฟ้าเข้ามาคว้า จับมือของนางไว้ นางมารน้อยถึงกับตกตะลึง ร่างกายคล้ายปราศจากแรงต่อต้าน ขัดขืน ท�ำได้เพียงแต่จ้องมองฝ่ามือของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าอย่างเหลือเชื่อ จากนั้นเปลวเพลิงสีฟ้าในมือของบุรุษหนุ่มก็หายวูบไปพร้อมกับ เปลวเพลิงสีแดงบนมือของนาง คงเหลือแต่อาการจับมือกันระหว่างบุรุษและ สตรี บุรุษชุดด�ำปล่อยมือออก ถอยกลับไปยืนด้านหลัง นางมารน้อยจ้องบุรุษชุดด�ำไม่วางตา เอ่ยถามว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่” “ข้ามีนามว่าหวังเสี่ยวหมิง... ข้ามีเรื่องไหว้วานให้พวกเจ้าทั้งสอง ช่วยเหลือ” “หวังเสี่ยวหมิง เจ้าใช้พลังเพลิงโลกันต์ของส�ำนักมารโลหิตได้ อย่างไร” นางมารน้อยถาม “ข้าอยากให้เจ้าช่วย...” หวังเสี่ยวหมิงพยายามจะพูดย�้ำค�ำขอร้อง ของตน แต่นางมารน้อยไม่รับฟัง กล่าวตัดบทว่า 44


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

“เจ้าบอกข้ามาก่อน” “รวมถึงมนตราที่รู้เฉพาะศิษย์ท่องยุทธ์แห่งอารามเฮยหลงด้วย” ซีหลงก้าวเข้ามาสมทบ หวังเสี่ยวหมิงเห็นว่า ถ้าไม่อธิบายอะไรออกไป คนทั้งสองคงจะ ไม่ยอมท�ำตามค�ำขอของตนเองเป็นแน่จึงกล่าวว่า “อย่างที่บอก ข้าเป็นศิษย์ของเทพเซียนเหล่ากุน และก็เป็นศิษย์ ของมารโลกันต์ฮุยเซ่อด้วย” “เป็นไปไม่ได้!” ทัง้ ซีหลงและนางมารน้อยร้องโพล่งออกมาพร้อมกัน “ข้ารู้ว่ามันยากที่จะเชื่อ แต่ที่ข้าพูดนั้นเป็นความจริง” “ถ้าเช่นนั้น เจ้าอธิบายมาสิว่า ไปเป็นศิษย์ของอาจารย์ปู่ทวดได้ เช่นไร” ซีหลงถาม “เรื่องนั้นข้าบอกไม่ได้” “ถ้าเจ้าไม่บอก ข้าก็จะไม่ช่วยอะไรทั้งนั้น” ซีหลงยืนยัน หวังเสี่ยวหมิงเลิกคิ้วสงสัย หันไปด้านข้าง ครู่หนึ่งก็หันกลับมา กล่าวว่า “ข้าว่าเจ้าไม่มีทางปฏิเสธนะ ศิษย์ท่องยุทธ์จะต้องรับค�ำสั่งของ ผู้ถ่ายทอดมนตราศักดิ์สิทธิ์ เสมือนเจ้าอารามมาด้วยตนเอง” ซีหลงเบิกตาโพลง “เจ้ารู้กฎส�ำนักข้อนี้ได้อย่างไร!” หวังเสี่ยวหมิงหันไปกล่าวกับนางมารน้อยต่อว่า “เช่นเดียวกับศิษย์แห่งส�ำนักมารโลหิต เมื่อได้เห็นเพลิงโลกันต์ อันเป็นสัญลักษณ์ประจ�ำตัวของเจ้าส�ำนัก ย่อมต้องปฏิบัติตามค�ำสั่งของ บุคคลผู้นั้นอย่างเคร่งครัด” ซีหลงและนางมารน้อยนิง่ งัน บุรษุ ปริศนาเบือ้ งหน้ารูก้ ฎเหล็กของ

45


武功無敵

ส�ำนักที่พวกตนสังกัดเป็นอย่างดี... หรือสิ่งที่เขาพูดมาจะเป็นความจริง

ลั่วหยาง

ในเวลาเดียวกัน บนเรือของทางการ ทีท่ า่ เทียบเรือใหญ่ของเมือง

หยางเฉินก�ำลังนัง่ จิบชากับบุรษุ วัยกลางคนทีม่ ผี มขาวดอกเลาเต็ม ศีรษะ สวมชุดขุนนางชั้นสูง ในห้องรับรองพิเศษของล�ำเรือ “ไม่รวู้ า่ เจ้าหนุม่ นัน่ เป็นใคร ถึงท�ำให้แผนการของพวกเราเสียหาย หมด” หยางเฉินกล่าวอย่างขุ่นเคือง หลั ง จากที่ มี ค นมาก่ อ กวนการเจรจาระหว่ า งตั ว แทนส�ำนั ก ฝ่ายธรรมะและอธรรม หยางเฉินก็สั่งยกเลิกการประชุม และแจ้งให้ทั้งหมด ทราบว่าจะนัดเจรจากันอีกครั้งในวันหลัง “เจ้าคิดว่ายังไง” บุรุษที่มีผมขาวดอกเลาถาม หยางเฉินวางป้านชาลงบนโต๊ะ มีท่าทีครุ่นคิด “เด็กน้อยนั่นสามารถสะกดหลิงฟู่แห่งหนานชางได้อย่างง่ายดาย ฝีมอื ของมันไม่รวบรัดธรรมดา... ซีหลงกับนางมารน้อยก็เหมือนจะเห็นดีดว้ ย กับข้อเสนอของมัน” “อืม ถ้าเช่นนั้น พวกเราคงต้องเปลี่ยนแผนกันใหม่” หยางเฉินพยักหน้า “ข้าจะส่งคนไปตามสืบเรื่องของเด็กหนุ่มนั่น พร้อมทัง้ ก�ำชับกับตัวแทนพรรคใหญ่ทสี่ นับสนุนฝ่ายเราให้หยุดการเคลือ่ นไหว ก่อนในช่วงนี้” “เพื่อความไม่ประมาท เจ้าส่งคนไปเชิญท่าน ‘ราชครูมี่อิง’ มาด้วย จะเป็นการดีกว่า” หยางเฉินแปลกใจ ถึงกับอุทานว่า “ต้องท�ำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ” “แผนการครั้งนี้ไม่ควรมีข้อผิดพลาด” 46


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

“เข้าใจแล้ว” หากให้ตัวแทนส�ำนักใหญ่ทั้งแปดมาได้ยินการสนทนาของคน ทั้งสอง คงต้องตื่นตระหนก เพราะราชครูมี่อิงคือจอมยุทธ์ผู้มีระดับฝีมือ เข้าขั้นยอดยุทธ์ เป็นผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนเคียงคู่กับ ‘เซียนเบิกฟ้าเหวินหนิง’ แห่งอารามเฮยหลง กับ ‘มารถล่มนรกหานตง’ แห่งส�ำนักมารโลหิต จัดเป็น สามยอดฝีมือแห่งแผ่นดินที่มีระดับพลังขั้นยอดยุทธ์ในปัจจุบัน ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งริมคลองต้ายุ่นเหออันเป็นคลองใหญ่ซึ่ง เกิดจากแรงงานมนุษย์กว่าหกล้านคน ตรงบริเวณระเบียงซึง่ มีทวิ ทัศน์ดที สี่ ดุ ของสถานที่ หวังเสี่ยวหมิงก�ำลังนั่งสนทนาอยู่กับซีหลงและนางมารน้อย “ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยตามหาคนๆ หนึ่ง” “ตามหาคน?” “เพียงเท่านี้หรือ?” นางมารน้อยกล่าวด้วยน�้ำเสียงคาดไม่ถึง เพราะหลงเข้าใจว่าบุรุษผู้มีความเป็นมาปริศนาจะขอความช่วยเหลือในเรื่อง ที่ล�ำบากยากเย็นกว่านี้ “ถูกต้อง เพียงแค่ตามหาคน เจ้าพอจะช่วยข้าได้ไหม” หวังเสีย่ วหมิง ถาม น�้ำเสียงแฝงความคาดหวัง “ไม่มปี ญ ั หา ด้วยเครือข่ายของอารามเฮยหลงทีม่ อี ยูท่ วั่ แผ่นดินใหญ่ การจะหาใครสักคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก” ซีหลงบอก “ขอบใจเจ้ามาก” หวังเสี่ยวหมิงกล่าวด้วยความยินดี “เจ้าจะตามหาใครหรือ” นางมารน้อยถาม ก่อนที่หวังเสี่ยวหมิงจะกล่าวอะไรต่อ ที่บันไดทางขึ้นภัตตาคาร ปรากฏมีเสียงแว่วฝีเท้าผู้คน ครู่หนึ่งบุรุษหนุ่มห้าคนในชุดนักพรตสีขาว สลับเทา คาดกระบี่ยาวไว้กลางหลัง และกลุ่มจอมยุทธ์สตรีที่ท�ำผมเกล้ามวย 47


武功無敵

มีปน่ิ ปักผมเสียบไว้ สวมเสือ้ คลุมนอกสีเหลือง เสือ้ ในสีขาว มีสายรัดคาดเอว มีอยู่คนหนึ่งที่สวมเสื้อนอกสีชมพู ก็เดินขึ้นมาที่ชั้นสองของเหลาอาหาร เพียงมองจากการแต่งตัว ผู้ที่พบเห็นจะทราบว่า พวกเขาคือ จอมยุทธ์จากส�ำนักจิ้นจู่และช่างเม่ย นักพรตหนุ่มหน้าตาดี ที่มีวัยวุฒิที่สุดในกลุ่มก้าวเข้ามาทักทาย “ยินดีที่ได้พบท่านซีหลงและนางมารน้อย” “พวกเจ้ามีธุระอะไรหรือ” ซีหลงถามด้วยน�้ำเสียงเป็นมิตร “พวกข้ามาทานอาหาร แล้วบังเอิญทราบว่าศิษย์ท่องยุทธ์กับ นางมารน้อยผูโ้ ด่งดังอยูท่ นี่ ี่ จึงเข้ามาคารวะ ท�ำความรูจ้ กั กันไว้ ข้า เลีย่ งหวง...” “พวกเราก�ำลังมีเรื่องสนทนากันอยู่ ถ้าพวกเจ้าแค่มาทักทายก็ไป ได้แล้ว” หวังเสี่ยวหมิงออกปากไล่คนเหล่านั้นอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะ ก�ำลังสนทนาถึงเรื่องส�ำคัญ “เจ้าเป็นใครกัน” เลี่ยงหวงเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ นางมารน้อยคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แสร้งหันไปกล่าวกับ เลี่ยงหวงด้วยน�้ำเสียงหยาดเยิ้ม “ท่านจอมยุทธ์เลี่ยงหวงมาก็ดีแล้ว ช่วยข้าจัดการชายคนนี้ทีเถอะ เจ้าผู้นี้มาเซ้าซี้ขอให้ข้าช่วยอะไรก็ไม่รู้ พอจะถามอะไรก็ไม่ยอมบอก” ซีหลงฟังความในของนางมารน้อยออก จึงท�ำตัวนิ่งเฉย มองดู สถานการณ์เงียบๆ เลี่ยงหวงรีบกล่าวประจบ “ไม่ต้องเป็นห่วงแม่นาง ข้าจะจัดการ เจ้าคนไม่รู้จักที่ต�่ำที่สูงให้เอง” จากนั้นหันไปตวาดหวังเสี่ยวหมิงว่า “เฮ้! เจ้าน่ะ ลุกออกมาเดี๋ยวนี้ อย่าสร้างความร�ำคาญให้ท่านซีหลง และแม่นางนางมารน้อย” 48


ยอดยุ ทธ์ ไร้ พ ่ า ย

หวังเสีย่ วหมิงเหลือบมองไปทีน่ างมารน้อยซึง่ ก�ำลังท�ำหน้ายิม้ ระรืน่ พร้อมยักคิ้วหลิ่วตาให้อย่างล้อเลียน ก็ถอนหายใจ ลุกเดินออกมากล่าวกับ เลี่ยงหวงว่า “ว่ายังไงท่านจอมยุทธ์” “คุกเข่าลงไป” หวังเสี่ยวหมิงเลิกคิ้วถาม “ว่ายังไงนะ” “คุกเข่าลงไป แล้วโขกศีรษะกับพื้น ขอโทษแม่นางนางมารน้อย เดี๋ยวนี้” ไม่ใช่แค่หวังเสี่ยวหมิงที่ตกใจ แม้กระทั่งซีหลงและนางมารน้อย ก็แอบทึ่งกับความอหังการของศิษย์จิ้นจู่ผู้นี้ หวังเสี่ยวหมิงแค่นเสียงว่า “แล้วหากข้าบอกว่าไม่ล่ะ” “ถ้าบอกดีๆ ไม่เข้าใจ ข้าจะท�ำให้เจ้าคุกเข่าลงไปกับพื้นเอง”

49

ทดลองอ่าน ยอดยุทธ์ไร้พ่าย เล่ม 1  
ทดลองอ่าน ยอดยุทธ์ไร้พ่าย เล่ม 1  
Advertisement