Issuu on Google+

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเชียงราย

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ISBN:978-974-0009-90-9


เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 1 : ชาวเชียงราย...........ใช่ว่าจะไร้ราก

ดอยตุงในอดีต

ชาวเชียงราย...........ใช่ว่าจะไร้ราก เอกลักษณ์ของผู้ชาย ชาวไทยวน การสักมอม ตั้งแต่บั้นเอวจรดหัวเข่า



“เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง” แสดงให้เห็นว่า เชียงรายเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีความสัมพันธ์กับแดนดินใกล้ เคียง มีความหลากของกลุ่มชาติพันธุ์ และมีความงดงามด้วยธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ความยาวนานย้ อ นหลั ง ไปในอดี ต ของกลุ่ ม ชาติ พั น ธุ์ ใ นเชี ย งราย ยื น ยั น ได้ จ ากหลั ก ฐานของ นักโบราณคดีที่พบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ยุคหินในบริเวณแถบนี้ ตลอดจนตำนานและพงศาวดารต่างๆ มากมาย ดร.ฮันส์ เพนธ์ (Hans Penth) ชี้ว่า ชินกาลมาลีปกรณ์เรียกอาณาจักรของราชวงศ์ลวจังกราชว่า

“แคว้นโยนก” มีความเจริญรุ่งเรืองสืบ เนื่อง มาแต่ ส มั ย เชี ย งแสนหลวง สิ บ สองจุ ไ ท สิบสองปันนา กระทั่งถึงสมัยเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ฯลฯ นับเป็นวัฒนธรรมที่มีสายยาวมาก มีประเพณีสืบเนื่องกระทั่งปัจจุบัน เชียงรายได้ชื่อว่า “โยนกนคร” อั น เป็ น ชื่ อ ของกลุ่ ม “ไทยวนหรื อ คนเมื อ ง” เชียงรายถือเป็นอู่ทางวัฒนธรรมของที่ราบลุ่มที่สำคัญ ๔ แหล่ง คือ ที่ลุ่มแม่น้ำอิง ที่ราบลุ่มแม่น้ำกก ที่ลุ่มแม่น้ำลาว และที่ราบ ลุ่มเชียงแสน ก ลุ่ ม ช า ติ พั น ธุ์ ล ะ ว้ า เ ป็ น ช น พื้ น เ มื อ ง ดั้ ง เ ดิ ม

นักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยา และนักวิชาการด้านเกษตร ล้ ว นระบุ ต รงกั น ว่ า ละว้ า เป็ น ชนพื้ น เมื อ งดั้ ง เดิ ม ของสยาม ประเทศ ตั้งถิ่นฐานอยู่ ๓ แคว้น คือ แคว้นโยนกในภาคเหนือ แคว้นโคตรบูรณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และแคว้นทวารวดี ในภาคกลาง ก่ อ นคนไทยจะเคลื่ อ นย้ า ยจากเมื อ งแถน หรื อ เมืองเทียน (นครคุนหมิง) มาตั้งถิ่นฐานกระทั่งรวมตัวเป็นรัฐชาติ นอกจากนี้ ดร.ฮันส์ เพนธ์ ยังได้ข้อสรุปว่า อักษร ไทยยุ ค ต้ น คงมี ใ ช้ ใ นกลุ่ ม คนไทยที่ มี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ มอญ หลั ง คนไทยตั้ ง ตั ว อย่ า งถาวรใกล้ ค นมอญ และคนเขมรแล้ ว

ได้ปรับปรุงอักษรไทยยุคต้นให้เป็นมาตรฐาน มีการผสมอักษร สุโขทัยกับอักษรธรรมที่ปัจจุบันเรียกว่า “อักษรฝักขาม” ที่ใช้ใน ล้านนามาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๕๕ และแพร่หลายเลยเชียงตุงขึ้นไป ถือเป็นอักษรราชการของล้านนา จดหมายของทูตที่ส่งไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับจีนก็เขียนด้วยอักษรฝักขาม นอกจากนี้ไทย ยวนในล้านนายังใช้อักษรอีกชนิด ที่เรียกว่า “ตัวเมือง” หรือ “ตัวธรรม” 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 1 : ชาวเชียงราย...........ใช่ว่าจะไร้ราก

ตำนานล้านนา ล้วนกล่าวถึงชาวละว้าในดินแดนโยนกเอาไว้ว่า ละว้าตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่หลายแห่ง เช่น ดอยสามเส้า หรือดอยตายะสะ ดอยย่าเฒ่า และดอยตุง มีปู่เจ้าลาวจกต้นราชวงศ์ลวจังกราชเป็นผู้นำ ต่อมาได้ย้าย ลงมาสร้างเมืองเชียงลาวในลุ่มน้ำละว้า (ลุ่มน้ำแม่สาย) และเวียงพางคำ ชาวโยนกรุ่นแรก สมัยพญามังรายและ สมัยต่อๆ มา คงรับวัฒนธรรมละว้า เพราะนับถือผีบรรพบุรุษคล้ายคลึงกัน เช่น การนับถือผีปู่ย่า การใช้ตุงสามหาง นำหน้าขบวนศพ การปลูกบ้านแล้วทำไม้ไขว้กันเหนือจั่วที่เรียกว่า “กาแล” (ครึแลในภาษาละว้า) ส่วนทะเลสาบเชียงแสนในตำบลเวียงโยนก สันนิษฐานว่าในอดีตเคยเป็นที่ตั้งเมืองโยนกนาคบุรีศรีช้างแสน (โยนกนาคพันธุ์) มีการพบกล้องยาสูบดินเผา (หม้อยา) จำนวนมากกระจายอยู่บริเวณรอบทะเลสาบ อีกทั้งในตัว เมืองเก่าเชียงแสน มีพระธาตุเจดีย์และโบราณสถาน รวมทั้งกำแพงเมืองและคูเมือง เช่นเดียวกับเมืองตำมิละ ที่ยัง ปรากฏซากกำแพงเมืองและคูเมืองอยู่ในพื้นที่ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ



ปัจจุบันที่เชียงรายมีชาวละว้า กลุ่มที่เรียกตนเอง ว่า “ลัวะ” “ว้า” และ “ปลัง” ตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ ในพื้นที่ ๙ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย พาน เวียงแก่น เชียงแสน เวียงป่าเป้า แม่ลาว แม่จัน แม่ ฟ้าหลวง และแม่สาย ชาวละว้า เหล่านี้คงสืบทอด องค์ ค วามรู้ แ ละภู มิ ปั ญ ญา รั ก ษาวั ฒ นธรรม ประเพณีและความเชื่อดั้งเดิม เช่นเดียวกับละว้าใน เชียงใหม่ที่ก่อนเข้าพรรษาแต่ละปี จะประกอบพิธี ไหว้ ด งหรื อ ไหว้ ผี ยั ก ษ์ และมี ก ารผสมกลมกลื น ทาง ภาษาและวัฒนธรรมกับคนไทยที่เข้ามาอยู่ใหม่ โดยต่าง ยอมรับในวัฒนธรรมของอีกฝ่าย พร้อมทั้งปรับตัวเข้าหากันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในด้านการเกษตร ชาวละว้าทำนาข้าวไร่หรือ “นาน้ำฟ้า” ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนชาวไทยทำ “นาน้ำเหมือง” ใช้น้ำจากฝายหรือชลประทานราษฎร์ ดังมีคำ กล่าวว่า “ลัวะเยี้ยไฮ่บ่หื้อตายคา ไทใส่นาบ่หื้อตายแดด” กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเชียงรายมีข้อสันนิษฐานว่า เคลื่อนย้ายลงมา จากพื้นที่แนวขนานแม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำแยง ซีในมณฑลยูนนาน ลงมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่ราบลุ่มเชียงแสน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม ที่สำคัญ และกระจายตัวไปในแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะในที่ราบเชิงเขา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชนที่ใช้ภาษาไตกะได เช่น ไตลื้อ ไตยอง ไตใหญ่ ไตขืน (ไตเขิน) เคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานในเชียงรายและภาคเหนือตอนบน หลายวาระ ส่ ว นหนึ่ ง ได้ อ พยพโยกย้ า ยในสมั ย กรุ ง ธนบุ รี แ ละตอนต้ น กรุ ง รัตนโกสินทร์ ตามนโยบายเจ้ากาวิละอันเป็นช่วงที่เริ่มก่อร่างสร้างเมืองใหม่ หรือ “ยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง” หลังเป็นอิสระจากอำนาจของพม่าที่เข้า มาปกครองในล้านนา หลังคณะมิชชันนารีอเมริกัน นำโดย William Clifton Dodd หรือ “หมอดอดด์” เดินทางขึ้นไปเผยแพร่คริสต์ศาสนาในยูนนาน ซึ่งประชากรส่วน หนึ่งเป็นชาวไตหย่า ชาวบ้านได้รับรู้ว่าดินแดนไทยอุดมสมบูรณ์ เปี่ยมด้วย สันติสุข จึงพากันรอนแรมลงมาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอแม่สาย พร้อมทั้งเลิกนับถือผี ซึ่งมีพ่อมด / ย่ามด เป็นตัวกลางในการติดต่อกับผีต่างๆ แล้วหันมานับถือคริสต์ ศาสนา

การกระจายตัวของกลุ่มภาษาไตกะได




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 1 : ชาวเชียงราย...........ใช่ว่าจะไร้ราก

ดอยตุงในอดีต

พิธีไหว้ผีดอยตองเหลือง ของชาวเชียงราย



กลุ่ ม ชาติ พั น ธุ์ ใ นเชี ย งราย อาจจำแนกตามกลุ่ ม ภาษาเป็ น ๖ กลุ่มใหญ่ คือ ๑) ตระกูลจีน – ธิเบต (Sino - Tibetan) แบ่งเป็น สาขา ธิเบต - พม่า คือ ลิซู (ลีซอ) ลาหู่ และอาข่า สาขา คะเร็น คือ กะเหรี่ยง และสาขาม้ง – เย้า คือ ม้งและเย้า (อิ้วเมี่ยน) ๒) ตระกูลออสโตร – เอเชียติค (Austro - Asiatic) สาขา มอญ – เขมร ได้แก่ ละว้า (ละเวือะ) ลัวะ (มัล) ลัวะ (ไปร) ขมุ (กำหมุ) มาบรี (ผีตองเหลือง) ปะหล่อง (ดาระอั้ง / เตออั้ง) ชาวสัก ส่วย โซ่ กุย เซมัง – ซานอย ซาไก ฯลฯ นอกจากวิธีจำแนกดังกล่าว ยั ง มี ก ลุ่ ม ภาษาไตกะได ที่ มี ก ลุ่ ม ชนเข้ า ตั้ ง ถิ่ น ฐานในประเทศไทย จำนวนมาก ได้แก่ ไทลื้อ ไทยอง ไทเขิน และไทยโยนก วิ ธี ที่ ส องด้ า นมานุ ษ ยวิ ท ยา จำแนกเป็ น ๒ กลุ่ ม ใหญ่ ๆ

ยึดวัฒนธรรมเป็นหลัก ได้แก่ ๑) กลุ่มวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับจีนหรือตระกูลจีน – ธิเบต (Sino – Tibetan Stock) ได้แก่ ม้งและเย้า ๒) กลุ่มวัฒนธรรมที่สืบเชื้อสายธิเบต – พม่า (Burmese – Tibetan Stock) ได้แก่ ลาหู่ ลีซู อาข่า และกะเหรี่ยง


เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

อาข่า

อาข่า เป็นกลุ่มย่อยของชนชาติโลโล อพยพมาจากแถบหยวนเชียง ซึ่งอยู่ห่างจากนครคุนหมิงประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๓๕ กระจายตั้งถิ่นฐานในรัฐฉานทางตะวันออกของพม่า ในแขวงหลวงน้ำทา

และบ่อแก้วของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และเข้ามาอยู่ในจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ของไทย เมื่อประมาณ ๙๐ – ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยย้ายจากเชียงตุงมาอยู่ที่ดอยช้างงูหรือดอยสะโง้ ตำบลศรีดอนมูล ใกล้สามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน ซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของชาวละว้า ผู้นำชาวอาข่าจากเชียงตุง คือ แสนอุ่นเรือน ได้พาผู้คนมาตั้งบ้านเรือนบนดอยตุง หลังแสนอุ่นเรือนเสียชีวิต ญาติพี่น้องได้แยกย้ายกระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ แสนพรหมน้องชายไปตั้งหมู่บ้านผาหมี แสนใจผู้เป็นหลานนำอาข่าส่วน หนึ่งย้ายไปอยู่ในพื้นที่แม่จัน ส่วนหนึ่งไปอยู่ที่กิ่วสะไต และในแนวลำน้ำกกตอนบน หลังปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ชาวอาข่าบ้าน ลาย เมืองฮาย ในสิบสองปันนา ซึ่งเคยปลูกฝิ่นบนภูเขาปลังได้อพยพมาอยู่ที่ดอยตุง อำเภอแม่จัน เนื่องจากรัฐบาลจีนมี นโยบายเข้มงวดห้ามมิให้ปลูกฝิ่นและค้าฝิ่นอย่างเด็ดขาด จากการสำรวจอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.๒๕๔๕ พบว่ากลุ่มอาข่าในเชียงราย มีจำนวน ๕๙,๗๘๒ คน โดยทั่วไปชาวอาข่านิยมตั้งถิ่นฐานบนสันเขาในระดับความสูง ๔,๕๐๐ ฟุต หรือประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง การเลือกทำเลที่ตั้ง ชุมชนมักเลือกภูเขาลูกกลางแวดล้อมด้วยภูเขาสูง มีดินดำอุดมสมบูรณ์ ไม่ ไกลจากห้วยน้ำลำธาร แต่ไม่ใช่แม่น้ำใหญ่หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อ ป้องกันโรคระบาด และภัยธรรมชาติจากน้ำท่วม ชุมชนมีทั้งขนาดเล็กและ ขนาดใหญ่ บางชุมชนมีถึง ๒๐๐ ครัวเรือน จำนวนประชากรโดยเฉลี่ยครัว เรือนละ ๗ คน 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ลักษณะบ้านของอาข่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูง ฝาเป็นไม้ไผ่สานหลังคามุง หญ้าคา ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี มีบันไดหน้าและบันไดหลัง ตัวบ้านแยกเป็นชานบ้านด้าน หน้า บริเวณเตาไฟ ห้องฝ่ายชาย ห้องฝ่ายหญิงซึ่งมีหิ้งผีบรรพบุรุษ และมีกระชุใส่พันธุ์ข้าวเชื้อ บริเวณพื้นดินใกล้ห้องฝ่ายหญิงมีครกตำข้าว แต่ปัจจุบันมักนำไปสีที่โรงสีในหมู่บ้าน ครอบครัวอาข่าส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยาย บุตรชายคนโตและครอบครัว และ บุตรชายคนสุดท้องจะอยู่ร่วมในครัวเรือนเดียวกับพ่อแม่ ส่วนบุตรชายคนอื่นๆ และบุตรสาวจะ แยกไปตั้งบ้านเรือนสร้างครอบครัวใหม่ อาข่ามีแบบแผนการตั้งชื่อเป็นระบบที่สามารถบ่งบอก ชื่อของบรรพบุรุษย้อนหลังไปได้ถึง ๑๕ ชั่วอายุ เป็นอย่างน้อย ภาษาที่ชาวอาข่าใช้ มีหลายกลุ่ม กลุ่มหลักคือ Jeu G’oe ซึ่งใช้กันเป็นส่วนใหญ่ บ้านอาข่าในปัจจุบัน




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

พิธีเซ่นไหว้ผีบ่อน้ำบ้านแสนสุข ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย

เสาประตูเข้าด้านหน้า และด้านหลังหมู่บ้าน

การโล้ชิงช้าของชายหญิงอาข่า ที่จัดขึ้นในจังหวัดเชียงราย

พิธีกรรมสำคัญมีหลากหลาย เช่น พิธีทำประตูหมู่บ้าน พิธีย้อมไข่แดงหรือพิธี ชนไข่แดง เพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ พิธีเซ่นไหว้ผีบ่อน้ำ หรือพิธีปลูกข้าว พิธีโล้ ชิงช้า เป็นต้น พิธีทำประตูหมู่บ้านสำคัญมากถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แบ่งแยก ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของภูตผีวิญญาณออกจากกัน เป็นการรำลึกถึง “ซุมมิโอ” บรรพบุรุษผู้ริเริ่มทำประตูหมู่บ้าน ช่วงเมษายนชาวบ้านจะช่วยกันทำประตูเข้าด้านหน้าหมู่บ้านและด้านหลัง โดยมี “ซยือมะ” หัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นประธาน เสาประตูทั้งสองข้างประดับไว้ด้วย “ตาแหลว” ที่ ใช้ไม้ไผ่สานเป็นรูปคล้ายดาวเรียงรายเป็นแถว มีตุ๊กตาไม้ (ตาผ่ามะ) แกะสลักเป็นรูปชาย – หญิง ๑ คู่ มีตุ๊กตาเก่าตั้งอยู่เป็นคู่ทั้งด้านซ้ายและขวาของประตู ชาวอาข่าเชื่อว่า ตุ๊กตาเพศหญิง (ยามี ยะ) นั้นเป็นหญิงชาวป่าลูกสาวพญานาค แกะสลักเต็มตัว ตุ๊กตาดังกล่าวแสดงอวัยวะเพศชัดเจนโดย ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่ง เป็นสัญลักษณ์การเจริญพันธุ์และความอุดมสมบูรณ์ ส่วนตุ๊กตาเพศชาย (ฮะจือหยะ) นั้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อของคนแสดงอวัยวะเพศอย่างเปิดเผย การจัดวางตุ๊กตาหญิงชาย ในท่าร่วมเพศ เป็นการสื่อความหมายถึงการดำรงเผ่าพันธุ์ พิธีโล้ชิงช้า (หละเฉอะปิ) จัดขึ้นประมาณเดือนสิงหาคม เพื่อรำลึกถึงเทพธิดา “อิ่มซาแยะ” ผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์แก่พืชผลในไร่นา และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เทพน้ำ – เทพฝน (เย้อีซะ) มีการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ (อะเพอะพี) สำหรับชิงช้านั้นมักสร้างขึ้นใกล้ประตูหมู่บ้าน จัดทำขึ้น ๓ แบบ คือ แบบ เสากระโจมเต็นท์อินเดียนแดง แบบระหัดวิดน้ำ และแบบสำหรับเด็ก อาหารสมุนไพรอาข่า

วิถีชีวิตของอาข่าเป็นวิถีของเกษตรกร ทำการเกษตรเพื่อ ยังชีพ ปลูกข้าวไร่ ถั่ว และพืชผักเป็นอาหาร การตั้งถิ่นฐานบน ภูเขาสูงในผืนป่าฝนเขตร้อน เอื้ออำนวยให้มีการสั่งสมองค์ความรู้ และภูมิปัญญาด้านพืชสมุนไพร ซึ่งปัจจุบันนำไปใช้ในตำรับปรุงยา ของยูนนาน และของบริษัทยาชั้นนำของโลก แพทย์พื้นบ้านอาข่ามี ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านการต่อกระดูกที่หักหรือแตก 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เครื่องแต่งกายของอาข่า มีอัตลักษณ์โดดเด่น ผู้ชายสวมเสื้อผ้าที่นำพืชตระกูล “ห้อม” มา ย้อมเป็นสีน้ำเงินเข้ม ปักด้ายหลากหลายสีเป็นลวดลายต่างๆ สวมหมวกปักลวดลายประณีต ผู้หญิง สวมกระโปรงสั้นสีดำ สวมเสื้อผ้าฝ้ายทอมือ ด้านหน้ามีแผ่นเงินกลมๆ เรียงรายลงมาจากหน้าอก ด้านหลังปักลวดลายประณีตในรูปทรงเรขาคณิต ทั้งหญิงชายสะพายย่ามปักลวดลายสวยงาม ผู้มี ฐานะดีจะนำเหรียญเงินและกระดุมเงินมาประดับตบแต่งให้ดูภูมิฐานยิ่งขึ้น ส่วน ผู้หญิงสวมหมวกประดับด้วยกระดุมเงินเป็นแถวยาว ด้านล่างของหมวกประดับ ด้วยเหรียญเงินรูปีของอินเดีย หรือเหรียญเงินเปียสต้า (เงินหมันหัวหนาม) ของ สหภาพอินโดจีนฝรั่งเศส นิยมนำขนนก หางกระรอก หรือขนลิงย้อมสีสดใสมา

ประดับตกแต่ง มีพู่ห้อยระย้า และสวมสร้อยลูกปัดสีสันสดใส ชาวอาข่ามีอุปนิสัย ร่าเริงสนุกสนาน ชอบร้องเพลง มีบทเพลงและท่วงทำนองหลากหลาย ผู้หญิงนำกระบอก ไม้ไผ่มาใช้เป็นเครื่องเคาะจังหวะ พร้อมทั้งตีฆ้อง กลอง และฉาบ ในอดีต หนุ่ม-สาวเวลาเดินทางไปไร่หรือทำงานในไร่ มักร้องเพลงเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกันในลักษณะ “ร้อยเนื้อทำนองเดียว” ธรรมเนียมอาข่า มีข้อห้ามมิให้หนุ่ม – สาวเกี้ยวพาราสีกันในบ้าน แต่ละหมู่บ้านจะมีข่วง (แดข่อง) เป็นลาน วัฒนธรรมให้หนุ่ม – สาว ได้เรียนรู้ด้านต่างๆ รวมทั้งร้องเพลงและเต้นรำเป็นคู่ๆ หากคู่ไหนพึงพอใจกันก็พัฒนาไปสู่ การสู่ขอและแต่งงาน โดยความยินยอมของพ่อ-���ม่ทั้งสองฝ่าย ชาวอาข่ามีการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีการถ่ายโยงองค์ความรู้และภูมิปัญญาของบรรพชนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่น หนึ่ง ผู้ชายสืบทอดวิธีการจักสานตะกร้าและภาชนะไม้ไผ่ บางคนมีฝีมือด้านการตีเหล็ก ตีมีด และเครื่องมือ การเกษตร รวมทั้งมีฝีมือทำปืนแก๊ปสำหรับล่าสัตว์ ผู้หญิงอาข่าส่วนใหญ่มีฝีมือด้านหัตถกรรม ปักผ้าเป็น ลวดลายประณีตเรียนรู้จากย่า ยาย และแม่ ดังมีสุภาษิตอาข่าบทหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อแม่ตายจากไป มรดกที่มอบ ให้ลูกสาวนอกจากกี่ทอผ้า แล้วยังมีลวดลายศิลปะการปักผ้าวิจิตรประณีต” 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ลาหู่

ชาวลาหู่เป็นกลุ่มชนชาติโลโล ตระกูลย่อยธิเบต – พม่า คำว่า ลาหู่ หมายถึง ผู้มีความซื่อสัตย์และมีสัจจะ ช่วงศตวรรษ ๑๘ และ ๑๙ ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ ภูเขาโหล่เฮ่ย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของยูนนาน มีพระเป็นผู้นำ จักรพรรดิ พยายามแผ่ขยายอิทธิพลวัฒนธรรมเข้าครอบงำ ทว่าพระและชาวลาหู่ส่วนใหญ่ต่อต้านปฏิเสธ จักรพรรดิจึงส่งทหารเข้า ปราบปราม ชาวลาหู่ต้านทานไม่ไหวหนีไปพึ่งพิงชาวละว้าบนภูเขาว้า ช่วงเวลานั้นชาวละว้ามีพิธีกรรมล่าศีรษะมนุษย์แต่ ก็ยกเว้นไม่ล่าศีรษะชาวลาหู่ เพราะหญิงชายลาหู่นิยมเคี้ยวหมากจนฟันดำ และนิยมใส่ลานหูเช่นเดียวกับชาวละว้า ชาว ลาหู่และละว้ามักพึ่งพาอาศัยกันฉันพี่น้อง ชาวลาหู่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนประชากรมาก จำแนกกลุ่มย่อยได้ถึง ๒๓ กลุ่ม เฉพาะที่อพยพเข้ามาอยู่ใน ภาคเหนือตอนบนของไทยมีเพียง ๕ กลุ่มย่อย ตามภาษาที่พูดและสีของเสื้อผ้าที่สวมใส่ อันได้แก่ ลาหู่นะหรือลาหู่ดำ ลาหู่ยี หรือลาหู่แดง ลาหู่ซีหรือลาหู่เหลือง ลาหู่ฟู่หรือลาหู่ขาว และลาหู่เฌเล หรือลาหู่เมี้ยว ชาวลาหู่ในจีนส่วนหนึ่งเคลื่อนลงมายังรัฐฉาน ตั้งถิ่นฐานบนภูเขาในเขตเชียงตุง ส่วนหนึ่งเข้ามาในไทยราว ๑๐๐ ปี ที่ผ่านมา ตั้งบ้านเรือนอยู่ด้านเหนือและด้านตะวันตกของเชียงราย เช่น ดอยปู่ไข่ ดอยตุง ดอยแม่สลอง ดอยหินแตก และ ดอยวาวี ในระดับความสูงประมาณ ๔,๕๐๐ ฟุต หรือประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีสภาพภูมิ อากาศหนาวเย็น ลาหู่เฌเลและลาหู่ซี (ลาหู่เหลือง) ลาหู่นะ (ลาหู่ดำ) เคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือเมื่อประมาณไม่เกิน ๙๐ ปีที่แล้ว ในเชียงรายมีเพียงไม่กี่หมู่บ้าน ส่วนใหญ่เลิกนับถือผี หันมานับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ชาวลาหู่สืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิมของบรรพชนไว้ได้อย่างดี มีการนำเปลือกต้นยางน่องซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มาทุบให้น้ำยางซึ่งมีพิษร้ายแรงออกจนหมด แล้วนำมาทำเป็นเสื้อคลุมหรือทำเสื่อปูรองนั่ง 

ชาวลาหู่ในไทยนับถือคำสอนของผู้นำศาสนา คือ อาขาฟูคู พร้อมทั้งเชื่อว่ามีเทพเจ้าสูงสุดเป็นผู้สร้างสิ่งดีงามใน โลก ส่ ว นผี มี ทั้ ง ผี ดี แ ละผี ร้ า ย ทุ ก หมู่ บ้ า นมี ห มอผี ท ำพิ ธี ไสยศาสตร์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ปัจจุบันชาวลาหู่ ในเชียงราย รวมทั้งในภาคเหนือ มีความเชื่อและการนับถือ ศาสนาแตกต่างกัน มีทั้งนับถือ “เทพเจ้าหงื่อซา” ผีบรรพ บุรุษหรือ “หนี่” บ้างนับถือพุทธ และคริสต์ ส่วนหนึ่งนับถือผี บรรพบุรุษควบคู่กับพุทธศาสนานิกายเถรวาท ชาวลาหู่ เลื่อม ใสในพระป่า คือ “หลวงปู่มั่น” และสานุศิษย์ อันได้แก่ หลวง ปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่สิม อาจารโร ฯลฯ อีกส่วนหนึ่ง ศรัทธาครูบาศรีวิชัย ที่จาริกไปสร้างโบสถ์วิหารพระธาตุเจดีย์ บูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถานต่างๆ และสร้างโรงเรียนให้เด็ก และเยาวชนในพื้นที่ชนบทห่างไกลทุรกันดารและบนภูเขาสูง ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้เข้าถึงการศึกษา อ่านออกเขียน ได้ สืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ ภาษาลาหู่ใช้ คำหลายคำเหมือนภาษาพม่า ลีซอ และอาข่า บางคำหยิบยืมจากภาษาจีนและภาษาไต ลาหู่แต่ละกลุ่มพูดสำเนียงต่าง กันเล็กน้อย สามารถสื่อสารกันได้ ยกเว้นลาหู่เฌเลที่แตกต่างออกไปมาก ผู้มีอาชีพค้าขายมักพูดภาษาจีนสำเนียงท้องถิ่นยูนนาน (จีนฮ่อ) ได้ดี อีกทั้งในอดีต กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ภูเขาแถบแม่จันและแม่ฟ้าหลวง รวมทั้งในรัฐฉาน มักใช้ภาษาลาหู่เป็นภาษากลางในการสื่อสาร ระหว่างกัน มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตเข้มแข็ง แต่ละครอบครัวจะต้องเข้าพิธีแต่งงาน ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นการสร้างครอบครัว ครั้งที่ ๒ เป็นการทดแทนพระคุณพ่อ – แม่ โดยเชื้อเชิญคนทั้งหมู่บ้านมาร่วมงาน คนในหมู่บ้านมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเครือญาติ การแต่งงาน ความเป็นเพื่อน และการพึ่งพากันในเชิงเศรษฐกิจ ผู้ชายลาหู่มีอิสระในการเลือกหญิงสาวมาเป็นภรรยาและมักมีภรรยาเพียงคนเดียว มีการสู่ขอ แต่งงานโดยการยินยอมของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย มีผู้อาวุโสเป็นผู้ประกอบพิธี ฝ่ายหญิงจะฆ่าหมู ๑ ตัวเพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ขอให้การแต่งงาน มีความสุข หากจะหย่าร้างกันคนทั้งหมู่บ้านจะมาเป็นพยาน มีการฆ่าหมูและจ่ายค่าธรรมเนียมให้หัวหน้าหมู่บ้าน “คะแซป่า” หรือหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบให้การดำเนินชีวิตของลูกบ้านอยู่ในกรอบขนบจารีตและกฎระเบียบของหมู่บ้าน 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

การตั้งถิ่นฐานของลาหู่ พิจารณาว่า บริเวณนั้นมีแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือไม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวไร่ และพื้นที่ปลูกฝิ่นหรือไม่ ในอดีตชาวลาหู่ปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย อีกทั้งยังมีความ สามารถเป็นเลิศในการล่าสัตว์ ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานเรียกพวกเขาว่าชนเผ่านายพราน หรือ “มูเซอร์” ปัจจุบันเปลี่ยน จากการปลูกฝิ่นมาปลูกข้าวโพดแทน การปลูกสร้างบ้านเรือนส่วนใหญ่ยึดแบบแผนสถาปัตยกรรม พื้นที่ใช้สอยในบ้านแยกเป็นสี่ส่วน คือ เฉลียงหน้าบ้าน ติดกันเป็นพื้นที่เก็บฟืนและภาชนะใส่น้ำ ในตัวบ้านมีห้องโถงใหญ่เป็นที่ตั้งเตาไฟ อีกส่วนเป็นห้อง หัวหน้าครอบครัวและภรรยา มีหิ้งบูชาผีเรือน หากเป็นลาหู่ยีจะมีกระบอกไม้ไผ่ ก้อนหิน จอกเหล้าและปุยฝ้ายวาง อยู่ แต่หากเป็นลาหู่เฌเลจะเป็นประตูปิด-เปิดที่มุมด้านในสุดของห้องนอน บริเวณหน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านลาหู่ เฌเลจะต้องมีลานเต้น “จะคึ” เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า “หงื่อซา” บ้านของชาวลาหู่ซี จังหวัดเชียงราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

การเต้นจะคึของชาวลาหู่ซี ในเทศกาลปีใหม่ (กินวอ) บ้านจะพือ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ด้านพิธีกรรม ชาวลาหู่เฌเลและลาหู่ยียึดถือปฏิบัติตามแบบแผน ขนบจารีตดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด ดำเนินชีวิตตามความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีของ ชาติ พั น ธุ์ นิ ย มเลี้ ย งสั ต ว์ ไ ว้ บ ริ โ ภค ลาหู่ ยี ดั้ ง เดิ ม นั บ ถื อ “หงื่ อ ซา”ไม่ ฆ่ า สั ต ว์ เ ลี้ ย งผี โดยเฉพาะวัว หมู และไก่ ส่วนลาหู่เฌเลมีธรรมเนียมฆ่าหมูดำและไก่เซ่นไหว้ พิธีกรรม ของลาหู่มีหลากหลาย เช่น กินข้าวใหม่ ระหว่างตุลาคม – พฤศจิกายน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่สุด มีอาหารการกินบริบูรณ์ มีการฆ่าหมูเพื่อเซ่นไหว้ผีใหญ่ วันดอซียีเทียบได้กับปีใหม่สงกรานต์ วันเข้าซียีเทียบได้กับวันเข้าพรรษา วันออกซียีเทียบได้กับวันออก พรรษา พิธีฉลองปีใหม่หรือกินวอปีใหม่ (เขาะจ่าเว) จัดในช่วงเทศกาลตรุษจีน หัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้อาวุโสเป็นผู้ กำหนดวัน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมักจัดไม่ตรงกัน เพื่อให้ญาติมิตรพี่น้องจากหมู่บ้านอื่นเดินทางมาร่วม นอกจากนี้ยังมีพิธี เซ่นไหว้ ผีป่า ผีไร่ ผีภูเขา ฯลฯ ชาวลาหู่มีอุปนิสัยสนุกสนานร่าเริง ชอบร้องรำทำเพลง ลาหู่เฌเลมีเครื่องดนตรีหลัก คือ กลอง ฆ้อง ฉาบ แคน ซึง และขลุ่ย ใช้บรรเลงในการเต้นจะคึ และมีจ้องหน่อง (อ่ะถะ) ใช้ดีดและเป่าในงานรื่นเริงและในการเกี้ยว พาราสี ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งตรงกับตรุษจีน และเทศกาลกินข้าวใหม่ ญาติมิตรจากต่างบ้านทั้งหญิงชายจับมือเต้นรำ เป็นวงกลมรอบต้นวอ โดยเต้นรำเฉลิมฉลองทั้งกลางวันและกลางคืน เฉพาะลาหู่เฌเลจะไม่มีการจับมือถูกเนื้อต้องตัว กันในขณะเต้นรำ ซึ่งจัดให้มีขึ้นเฉพาะในลานจะคึ โดย ผู้หญิงจะเต้นรำในวงด้านใน ส่วนผู้ชายจะเต้นรำอยู่ในวงด้าน นอก คนเล่นดนตรีส่วนมากมักเป็นผู้ชาย

การเต้นจะคึของเด็กสาวลาหู่ซี ในงานแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย






เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

กะเหรี่ยง ด้านการแต่งกาย ลาหู่แบ่งเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มแต่งกายแตกต่างกัน ผู้ชายลาหู่ยีและลาหู่นะใส่เสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีดำชายเสื้อรั้งสูง ไม่ติด กระดุม เดิมมักมีผ้าโพกศีรษะสีดำหรือน้ำเงิน สวมกางเกงจีนขายาวเลยเข่า มีผ้าคาดเอวบางคนมีผ้าพันขา ผู้ชายลาหู่เฌเลใช้ผ้าพันขาสีดำและสีขาว ผู้หญิงลาหู่ยีสวมผ้าถุงและเสื้อสีดำ มีแผ่นเงินกลมประดับเรียงรายที่ด้าน หน้ า ของเสื้ อ มี แ ถบผ้ า สี แ ดง ขาว และสี อื่ น เย็ บ ติ ด ชายเสื้ อ และขอบผ้ า ถุ ง ส่ ว นผู้ ห ญิ ง เฌเล สวมกางเกงหลวมขายาวถึงข้อเท้า สวมเสื้อคลุมยาวถึงปลายเท้า มีห่วงเงินติดที่หน้าอกยาวลงมาถึง ขอบเอว ด้านผู้หญิงลาหู่ซีมักสวมเสื้อและผ้าถุง หากเป็นโอกาสพิเศษจะสวมกางเกงและเสื้อคลุมยาว คล้ายเครื่องแต่งกายผู้หญิงลีซอ ผู้หญิงลาหู่ทุกกลุ่มมักพันแข้งด้วยผ้าสีต่างๆ ส่วนเด็กทั้งชายหญิงมัก แต่งกายแบบเดียวกับผู้ใหญ่

ผู้ชายชาวลาหู่นิยมสวมเครื่องประดับ คือ กำไลมือทำด้วยเงินแท้ คนที่ฐานะดีมักนำ เหรียญเงินแท้มาติดที่เสื้อด้านหน้า เรียงเป็นแถวจากคอลงมาจนถึงเอว ผู้ชายเมื่อก่อนนิยมใส่ลานหู (ต่างหู) พร้อมทั้งมีรอยสักตามร่างกาย บริเวณแขน แผ่นหลัง หน้าอก และขาอ่อน ส่วนผู้หญิง มักประดับเสื้อด้วยกระดุมเงิน เหรียญเงินรูปี และเหรียญเงินหมันหัวหนาม คนมีฐานะดีมักใส่ลานหู เงิน (ต่างหูเงิน) กำไลเงิน แหวน สร้อยคอ และเข็มขัดเงิน กลุ่มลาหู่นะมีความสามารถในด้าน งานหัตถกรรม การจักสานไม้ไผ่เป็นภาชนะต่างๆ นำไม้ไผ่มาทำเครื่องใช้ และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งยังเป็นช่างเหล็กและช่างเครื่องเงิน

10

ชาวกะเหรี่ยงขาวหรือสกอว์ (ปกาเกอะญอ) บเว และโปว์ (โพล่ง) เป็นชนชาติโลโล เป็นชาติพันธุ์ที่มีจำนวน ประชากรมากที่สุดในไทย คำว่า “ปกาเกอะญอ” มีความหมาย ว่า “คน” ส่วน “โพล่ง” มีความหมาย ว่า “ประชาชน” ในอดีตคนไทยในภาคเหนือมักเรียกชาวกะเหรี่ยง ว่า “ยาง” และ “ยางกะเลอ” นักประวัติศาสตร์สันนิษฐาน ว่า ชาวกะเหรี่ยงมีถิ่นฐานดั้งเดิมบริเวณด้านตะวันตกของธิเบต แล้วย้ายเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานในจีนเมื่อประมาณ ๗๓๓ ปีก่อนพุทธกาล ในปีพ.ศ.๒๐๗ ชาวกะเหรี่ยงถูกกองทัพหลวงของจักรพรรดิจีนรุกราน จึงเคลื่อนย้ายลงมาตามลำน้ำแยงซี แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินในเขตพม่า โดยส่วนใหญ่เคลื่อนลงไปตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบ ลุ่มอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำอิระวดี หลังจากมอญทำสงครามครั้งใหญ่กับพม่า และตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ส่งผลให้ทั้งมอญ และ กะเหรี่ยงจำนวนมากพากันอพยพเข้ามาในไทย การอพยพเข้ามาในไทยครั้งใหญ่ของกะเหรี่ยงมีขึ้นในปี ๒๔๒๘ เมื่อจ่อปาละผ่อ ผู้นำกะเหรี่ยงไม่ยอมโอนอ่อนอยู่ ใต้อำนาจของอังกฤษ อังกฤษส่งกำลังทหารเข้าปราบ ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากหนีข้ามแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมยเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานปะปนกับชาวละว้า โดยเฉพาะบริเวณที่ราบสูงกองลอย แม่เหาะ เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาแดนลาว โดยเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนของละว้า และได้จ่ายค่าแผ่นดินให้ชาวละว้า ต่อมาได้กระจายไปอยู่ที่แม่ตื่น อมก๋อย แม่โถ แม่สะเรียง แม่แจ่ม แม่วาง แม่วิน สันป่าตอง แม่คอง เชียงดาว ห้วยแก้ว แม่ปิง เมืองน้อย อำเภอปาย ต่อมาชาวกะเหรี่ยง กลุ่มเดียวกับยางคำนุได้ข้ามเทือกเขาสันปันน้ำมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เชียงราย เช่น ที่บ้านห้วยหินลาด ตำบลบ้านโป่ง อำเภอ เวียงป่าเป้าเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้มีความเชื่อในเรื่องผีและมีศรัทธาในพุทธศาสนาแรงกล้า กลุ่ม ที่มาจากอมก๋อยและแม่แจ่มตั้งชุมชนในพื้นที่แม่สรวย กลุ่มที่มาจากแม่โถ แม่แจ่ม บ่อแก้ว สะเมิงไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้าน น้ ำ ลั ด อำเภอเมื อ ง ก่ อ นจะแยกย้ า ยไปอยู่ ที่ บ้ า นรวมมิ ต ร บ้ า นห้ ว ยขม และบ้ า นโป่ ง น้ ำ ตก ส่ ว นที่ อ ำเภอดอยหลวง มีกะเหรี่ยงโพล่ง (โปว์) ซึ่งบรรพบุรุษมีศรัทธาในครูบาศรีวิชัยไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านห้วยสัก บ้านดอย ฯลฯ 11


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

ปั จ จุ บั น มี ช าวกะเหรี่ ย งตั้ ง ถิ่ น ฐานอยู่ ที่ จั ง หวั ด เชี ย งราย ที่ อ ำเภอเมื อ ง ๑๑ หมู่ บ้ า น อ.เวี ย งชั ย ๑ หมู่ บ้ า น อ.เวียงป่าเป้า ๑๒ หมู่บ้าน อ.แม่สรวย ๑๑ หมู่บ้าน อ.เวียงแก่น ๑ หมู่บ้าน และอ.ดอยหลวง ๔ หมู่บ้าน รวมจำนวน ประชากรทั้งสิ้น ๗,๖๒๓ คน (ตัวเลขการสำรวจเป็นทางการปี ๒๕๕๑) ชาวกะเหรี่ยงมักตั้งถิ่นฐานในหุบเขาที่มีห้วยน้ำลำธารไหลผ่าน มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทาง ชีวภาพสูง มีป่าเป็นแหล่งอาหาร นอกจากพืชผักในผืนป่าแล้วยังมีสัตว์ป่าหลากหลายชนิด เป็นแหล่งโปรตีน ในห้วยน้ำลำธาร อุดมด้วยกุ้งหอยปูปลา รวมทั้งพืชสมุนไพร ชาวบ้านส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตด้วยการทำเกษตรตามแบบแผนชาติพันธุ์ คือ เกษตรผสมผสานในไร่หมุนเวียน ปลูกพืชหลากหลายชนิดปะปนกับข้าวไร่ ไร่หมุนเวียนมีช่วงระยะเวลาการใช้พื้นที่แตกต่าง กัน โดยทั่วไปแปลงหนึ่งใช้เวลา ๒ – ๓ ปี แล้วเวียนไปแปลงอื่น บางหมู่บ้าน เช่น หินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า ใช้เวลาถึง ๗ ปี จึงย้ายไปยังแปลงใหม่ เศรษฐกิจ ของชาวกะเหรี่ยงเน้นเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ปลูกข้าวไร่บนภูเขา และทำนาขั้นบันได เพื่อให้มีข้าว เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี พร้อมทั้งปลูกพืชผักหลากหลายชนิดในไร่ข้าว ส่วนรายได้นั้นมาจากการขายสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย หมู และไก่ เป็นต้น

12

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ชาวกะเหรี่ยงบนเทือกเขาถนนธงชัย และบนที่ราบสูงกองลอย เดิมมี เพียงภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน มิชชันนารีชาวอเมริกันนิกายโปรเตสแตนท์ได้ นำตัวอักษรแบบพม่าหรือล้านนามาประยุกต์ใช้ในปี ๒๓๗๕ ส่วนตัวอักษรภาษา กะเหรี่ยงที่ประยุกต์จากอักษรโรมันหรืออักษรในภาษาอังกฤษนั้น มิชชันนารีชาว ฝร���่งเศสนิกายโรมันคาทอลิกได้ประยุกต์ขึ้นใช้ในปี ๒๔๙๗ มิ ช ชั น นารี อ เมริ กั น ได้ เ ผยแพร่ ค ริ ส ต์ ศ าสนาบนเทื อ กเขาถนนธงชั ย ตะวั น ตก ซึ่ ง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงและละว้า มีการเปิดโรงเรียนสอนภาษากะเหรี่ยงและพระ คัมภีร์ไบเบิล สนับสนุนให้มีการแปลพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นภาษากะเหรี่ยงและละว้า บรรดาเด็ก และเยาวชนละว้าบนเทือกเขาถนนธงชัย ทั้งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ล้วนได้เรียนภาษากะเหรี่ยงและภาษาละว้า อีกทั้งได้เรียนพระคัมภีร์ไบเบิล ส่วนหนึ่งได้เปลี่ยน มานับถือคริสต์ศาสนา บางคนเป็นผู้ประกาศศาสนาหรือศิษยาภิบาล ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากยังคงนับถือผีอย่างเหนียวแน่น ควบคู่ไปกับนับถือพุทธศาสนา โดยมีความเชื่อ ว่า ผีบรรพบุรุษช่วยคุ้มครองให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขสงบร่มเย็น ผีเจ้าที่ช่วยคุ้มครอง ให้ทุกคนในหมู่บ้านทำมาหากินได้ผลผลิตดี มีการความอุดมสมบูรณ์ ผีทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ควบคุมกลไก ทำพิธีเรียกขวัญเพื่อ การขับเคลื่อนของสังคม ไม่ว่าใครจะทำอะไร ทั้งในที่สว่างและมืด แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น แต่ว่าผีเห็นและรับรู้ ให้ผีเจ้าที่ช่วยคุ้มครอง ใครทำผิดจะถูกผีลงโทษ ซึ่งไม่เพียงลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น หากแต่ลงโทษทุกคนในชุมชนด้วยการทำให้ เกิดเจ็บป่วย หรือเกิดวิบัติต่อทรัพย์สิน เช่น ข้าว สัตว์เลี้ยง รวมทั้งความปลอดภัยของทุกคนในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ผู้กระทำผิดจึงต้องขอขมาต่อผีด้วยเหล้าและไก่ หากทำผิดร้ายแรง ผีอาจเลือกกินควาย ๑ ตัว หรือ หมู ๑ ตัว หลังฆ่าควายหรือหมูแล้ว จะนำเอาดีมาพิจารณา หากว่าดีผิดปกติถือว่าใช้ประกอบพิธีไม่ได้ ต้อง ซื้อควายหรือหมูตัวใหม่มาฆ่าเซ่นไหว้อีกตัว ผู้นำตามประเพณีของชาวกะเหรี่ยงในแต่ละชุมชน คือ “ฮีโข่” รวมถึง กลุ่ ม ผู้ อ าวุ โ ส เป็ น ผู้ น ำ ธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น กำหนดวันประกอบพิธีปีใหม่ของหมู่บ้าน ทุกครัวเรือนจะมาร่วมสักการะบวงสรวงผีเจ้าที่ ขอให้ช่วยปกครองคุ้มครองทุกคนในครัวเรือนให้อยู่ดีมีสุข ดูแลให้ทุกคนในหมู่บ้านดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หากมีผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ ด้วยการปรับไหม 13


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

การตำ “โช่โต่” หรือครกกระเดื่อง

ชาวกะเหรี่ยงมีการถ่ายโยงองค์ความรู้ และภูมิปัญญา อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้บทเพลงพื้นบ้านซึ่งเป็นวรรณกรรม มุ ข ปาฐะ เช่ น ปริ ศ นาคำทาย เพลงร้ อ งเล่ น ของเด็ ก นิ ท าน (ปลอเลอเปลอ)และ บทลำนำสุภาษิตหรือ“ธา” ซึ่งเป็นคำสอนของ บรรพบุรุษ โดยอาจร้องในขณะเดินทางในป่าเขา เดินทางไปไร่นา ไปล่าสัตว์ ไปตักน้ำหรือหาฟืน ขณะนั่งจิบชาสนทนารอบเตาไฟในบ้าน หรือบนลานดินหน้าบ้าน รวมทั้งในงานศพ การที่ชาวกะเหรี่ยงนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายมารดา ส่งผลให้ผู้หญิงมีบทบาท สำคัญในทุกครัวเรือน สังคมกะเหรี่ยงถือว่าผู้หญิงเป็นใหญ่ ชายหนุ่มที่แต่งงานจะไปอยู่ บ้านฝ่ายภรรยา และมีผัวเดียว – เมียเดียว เมื่อมีลูกชายหรือลูกสาวคนแรกก็จะเปลี่ยน มาเรียก ว่า “พ่อของ (ชื่อลูกคนแรก)” เด็กสาวที่เป็นโสดจะสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาว หากแต่งงานมีครอบครัวจะแต่งแบบ สองท่อน คือ สวมเสื้อแขนสั้นปักลวดลายและสวมซิ่นสีแดง พิธีศพถือเป็นงานสำคัญยิ่ง ทุกคนต้องไปร่วมในพิธี คนหนุ่มสาวจะเดินแถวเรียงหนึ่งไปรอบๆ ศพผู้ตาย ขับขาน “ธา” กันตลอดทั้งคืน หนุ่มสาวบางคู่ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกัน บ้างพัฒนาความ สัมพันธ์ไปสู่การแต่งงาน

14

ชาวกะเหรี่ ย งมี ฝี มื อ ในด้ า นงานหั ต ถกรรม ปลู ก ฝ้ า ยเพื่ อ นำมาทอผ้ า ย้ อ ม สีธรรมชาติ นำเมล็ดพืชมาประดับเป็นลวดลายงดงามประณีต มีความชำนาญในการนำ ไม้ไผ่และหวายมาจักสานเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ อีกทั้งมีเครื่องดนตรีของชาติพันธุ์ ที่โดดเด่น คือ เตหน่า ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทพิณ นักวิชาการด้านดนตรีจัดเป็น

พิ ณ โบราณยุ ค แรก นอกจากนี้ ยั ง มี ฆ้ อ ง กลอง ฉิ่ ง ฉาบ รวมทั้ ง ฆ้ อ งกบ (โกละ) ที่นำมาเล่นเป็นดนตรีของชาติพันธุ์ รวมทั้งศิลปะการขับร้องและฟ้อนรำ เช่น การเล่นม้า จกคอก (รำตง) หรือการเต้นรำกระทบไม้ (โคยวะ) เหล่านี้ล้วนแสดงถึงการมีอารยธรรม ของชาติพันธุ์

15


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

ม้ง

ชาวม้งจัดอยู่ในกลุ่มจีน – ธิเบต สาขาชนชาติจีน มีประวัติการตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำแยงซีมายาวนาน คำว่า“ม้ง” มีความหมายว่า “อิสระชน” ต่อมาได้ทยอยเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำแยงซี ลงสู่ดินแดนที่มีความ อุดมสมบูรณ์ทางใต้ในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ หลังมีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองกับพระจักรพรรดิ มีการปะทะสู้รบกับ กองทัพหลวงของจีน และประสบความพ่ายแพ้ ช่วงสงครามลับในลาว หรือที่ชาวลาวเรียกว่า “สงครามลาวฆ่าลาว” ชาวม้งจำนวนมากเป็นทหารรับจ้างในกองทัพซี ไอเอ ภายใต้บัญชาการของนายพลวังเปา หลังพ่ายแพ้ต่อกองทัพขบวนการประเทศลาว ชาวม้งพากันอพยพเข้ามาในไทย และอพยพไปยังประเทศที่สามส่วนหนึ่งไปอยู่ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย กัมพูชา แคนาดา เยอรมัน และกีอานา ฝรั่งเศส สำหรับชาวม้งที่เคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนภาคเหนือตอนบนของไทย จำแนกเป็น ๓ กลุ่ม คือ ม้งขาว ม้งน้ำเงิน และม้งลายหรือม้งกอบั้ง ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก โดยเคลื่อนย้ายจากกุ้ยโจว และกว่างสี – จ้วง ผ่านชายแดนลาว ส่วนหนึ่งเคลื่อนต่อลงมายังเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว จากนั้นข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอเชียงของ แล้ว กระจายไปที่เวียงแก่น เทิง ขุนตาล

16

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เก็บเกี่ยวข้าวโพดของเด็กชาวม้งเขียว บ้านกะแล ต.พญาเม็งราย อ.พญาเม็งราย

ชาวม้งตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขา ในระดับความสูงประมาณ ๑,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นพื้นที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น ปลูกข้าวพอยังชีพ ปลูกข้าวโพดเป็นพืชการ เศรษฐกิจ การตั้งชุมชนอยู่ในระดับความสูงค่อนข้างมาก เป็นเขตรอยต่อของ ระบบนิเวศ ระหว่างป่าเบญจพรรณกับป่าสน จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีสมุนไพร หลากหลายชนิด ชาวบ้านจึงมีองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านสมุนไพร รวมทั้งตำรับการแพทย์พื้นบ้านของชาติพันธุ์ สืบทอดสู่คนรุ่นหลัง ชาวม้งแต่ละกลุ่มมีพูดภาษาคล้ายคลึงกันมาก ทั้งม้งขาว ม้งน้ำเงิน และม้งลายสามารถสื่อสารกันได้ แต่ว่าไม่มีภาษาเขียน ต่อมามิชชันนารีได้นำตัวอักษรโรมันมาประยุกต์ใช้เป็นภาษาเขียน

17


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

พิธีฮูวปรี่ (การเรียกขวัญ) ก่อนถึงปีใหม่ม้ง

ศาลพระภูมิในครัวเรือนที่นับถือผีบรรพบุรุษ

18

พิธีกรรมของชาวม้งมีหลากหลาย เช่น พิธีแต่งงาน ฝ่ายชาย มักไปสู่ขอหญิงสาวหมู่บ้านอื่นที่มิใช่คนในตระกูลเดียวกับตนในตอน เช้าตรู่ เมื่อสู่ขอได้แล้วจะจัดพิธีแต่งงานที่บ้านหญิงสาวในเช้าวันนั้น ฝ่ายชายจะจัดเตรียมหมูและไก่สำหรับให้ฝ่ายหญิงเลี้ยงแขก พร้อมทั้ง มีเหล้าต้มกลั่นเอง เช���น เหล้าข้าวโพด รินแจกแขกผู้มาร่วมงานทุกคน พิ ธี ศ พถื อ เป็ น การส่ ง วิ ญ ญาณผู้ ต ายไปสู่ อี ก โลกหนึ่ ง เป็ น

งานใหญ่บรรดาญาติพี่น้องลูกหลานที่อยู่ห่างไกลจะเดินทางมาร่วมพิธีฝัง ทั้งนี้ต้องรอวันที่ฤกษ์ดีเท่านั้น โดยมีความเชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะไปเกิดในสถานที่ดีม ี

ความสุข ลูกหลานจะร่ำรวยมั่งมีศรีสุข หนึ่งในพิธีสำคัญของม้ง คือ พิธีปีใหม่ หรือ “น่อเปโจ่วย์” เป็นพิธีสำคัญจัดขึ้น หลั ง เสร็ จ สิ้ น ฤดู เ ก็ บ เกี่ ย วในช่ ว งประมาณเดื อ นธั น วาคม – มกราคมของทุ ก ปี นอกจาก เฉลิมฉลองความสำเร็จในการเพาะปลูกพืชพรรณธัญญาหารแล้ว ยังเป็นการเซ่นไหว้ผีฟ้า ผีป่า ผีบ้าน และดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ที่ช่วยดูแลรักษาผลผลิตให้เจริญงอกงาม และปกปักรักษา ผู้คนให้มีความสุข ปราศจากโรคภัยใดๆ ชาวม้งมีการประกอบพิธีกรรม เช่น พิธี “ฮูปลี” หรือเรียกขวัญ และพิธีเซ่นไหว้บูชา บรรพบุรุษ ส่วนกิจกรรม บันเทิง มีการเล่น “จุเป๊าะ หรือโยนลูกช่วงของหนุ่มสาว การเล่น “เดาต้อลุ๊” หรือการเล่นลูกข่าง ยิงหน้าไม้ เป่าแคน ร้องเพลง เต้นรำ เช่น รำกระด้ง รำเก็บใบชา รำฟ้อนงิ้ว เป็นต้น

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เครื่องแต่งกายของชาวม้งทั้ง ๓ กลุ่ม ผิดแผกแตกต่างกัน ผู้ชายนิยมสวมกางเกงจีนเป้ากว้างสีดำคล้าย “เตี่ยวสะดอ” ของ คนเมือง รอบเอวผูกผ้าผืนใหญ่สีแดงปักด้วยลวดลายต่างๆ ปล่อยชายผ้าลงมาปรกด้านหน้าประมาณ ๑ – ๑.๕ ฟุต คาดทับด้วย เข็มขัด สวมหมวกจีนสีดำมีพู่สีแดงที่ยอดหมวก สวมเสื้อครึ่งท่อนตัดเย็บรัดตัว แขนยาวถึงข้อมือ หญิงม้งน้ำเงินนุ่งกระโปรงสั้นสีครามหรือสีฟ้าแก่ มีผ้าคาดเอวสีแดงคาดทับ ด้านหน้ามีผ้าปักลวดลายประณีตสวยงามตาม แบบแผนของชาติพันธุ์ หญิงม้งขาวนุ่งกางเกงขาก๊วยสีน้ำเงิน ส่วนหญิงม้งลายหรือม้งกอบั้งไม่มีแบบแผนเฉพาะ เครื่องประดับที่ชาวม้งนิยม คือ ห่วงคอ และกำไลเงิน บางคนสวมห่วงคอเงินหลายชิ้น แสดงถึงฐานะอันมั่งคั่ง ชาวม้งมีความเชื่อเรื่องผีอย่างเหนียวแน่น ดำเนินชีวิตในกรอบขนบจารีตประเพณีและความเชื่อซึ่งผูกโยงร้อยรัดไว้กับ “ผี” หรือ “ด๊ะ” ช่วงเทศกาลปีใหม่ มีการเล่นโยนลูกช่วงของหนุ่มสาว การเล่นลูกข่าง และการเป่าแคน โดยผู้เป่าแคนจะเต้นรำวาด ลวดลายไปตามจังหวะ พร้อมทั้งมีการทำขนมปุ๊กแจกจ่ายกัน ชาวม้งเชื่อว่า โลกนี้มีผีอยู่ทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้า สายลม แม่น้ำลำธาร ผืนป่า และภูเขา ผีของชาวม้งมีหลายระดับ ผีสูงสุด คือ “ผีฟ้า” เป็นผู้สร้างทุกสิ่งในโลก มีอำนาจให้คุณให้โทษ รองลงมาคือ “ผีหมู่บ้าน” หรือ “ดงเช้ง” จะคุ้มครองหมู่บ้าน ให้ร่มเย็นเป็นสุข ถัดมาเป็นผีบรรพบุรุษ หรือผีเรือน พร้อมทั้งมีความเชื่อเกี่ยวกับนรก – สวรรค์ ว่า หากใคร ทำดีตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์ หากทำชั่วจะลงนรกใต้พื้นดิน เผชิญความทุกข์ทรมาน และความทุกข์ยากนานา ในอดีต ชาวม้งดำเนินชีวิตด้วยการเกษตรกรรมเป็นหลัก ปลูกข้าวพอยังชีพในรอบปี และปลูกฝิ่น เป็นพืชเศรษฐกิจ ปัจจุบันเปลี่ยนมาปลูกพืชเมืองหนาว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขิง ข้าวและพืชผักต่างๆ อีกทั้งยัง นิยมเลี้ยงหมูดำและไก่ เพื่อใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษและผีต่างๆ สตรี ช าวม้ ง ส่ ว นใหญ่ มี ค วามสามารถสู ง ด้ า นงานหั ต ถกรรม โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง การปั ก ผ้ า เป็นรูปต่าง ๆ และการเขียนลวดลายบนผ้าด้วยเทียน เพื่อนำไปย้อมในลักษณะเดียวกับการย้อมผ้า บาติก ต่างกันเพียงชาวม้งย้อมด้วยต้นครามหรือต้นห้อม ที่ให้สีน้ำเงินเข้ม ชาวม้งมีกฎจารีตและขนบธรรมเนียมที่ทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กฎจารีตนั้น เกี่ยวโยงอยู่กับความเชื่อในเรื่องผีอย่างเหนียวแน่น หากใครกระทำ “ผิดผี” จะถูกลงโทษ หรือ ถูกปรับไหม โดยหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งดูแลรับผิดชอบในการรักษาขนบธรรมเนียมจารีต ประเพณี หากเป็นข้อพิพาทของคนในตระกูลเดียวกัน จะมีผู้อาวุโสของตระกูลนั้น มาตัดสินหรือไกล่เกลี่ย แต่หากเป็นกรณีพิพาทของคนต่างตระกูล ให้เป็นหน้าที่ ของคณะกรรมการกลาง ที่หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนแต่งตั้ง หรือ คู่กรณีของทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งในจำนวนเท่าๆ กัน

19


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เย้า (อิ้วเมี่ยน)

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

“พิธีกว๋าตัง” หรือ “พิธีบวชเมี่ยน”

ในรอบปีมีพิธีกรรมหลากหลาย พิธีกรรมสำคัญ คือ “กว๋าตัง” ซึ่งมีความ หมายว่า “พิธีแขวนตะเกียง” เป็นการเซ่นไว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และเสริมสร้างสิริ มงคลให้ลูกหลานผู้สืบสกุล พิธีนี้นิยมเรียกว่า “พิธีบวชเมี่ยน” เนื่องจากผู้เข้าพิธีทุกคนจะปฏิบัติตนเหมือนนักพรต หรือนักบวชที่รักษา ศีลอย่างเคร่งครัด ในลักษณะเดียวกับ “การเข้ากรรม” ของพุทธศาสนิกชน คือ ประพฤติพรหมจรรย์ งดเว้นเบียดเบียนสัตว์ งดเว้นดื่มสุรา พูดคำหยาบ ไม่สวมใส่ เครื่องประดับมีค่า และอยู่ในพื้นที่จำกัดไม่ไกลจากสถานประกอบพิธีกรรม ชาวเย้าแยกพิธีกรรมออกเป็นพิธีกรรมเฉพาะบุคคล และพิธีกรรมของ หมู่บ้าน หรือพิธีกรรมส่วนรวม แต่ละพิธีกรรมจะมีการเชิญผีและเลี้ยงผีที่แตกต่าง กัน พิธีกรรมเฉพาะบุคคลและพิธีกรรมในครอบครัว เช่น พิธีเรียกขวัญ พิธีบนผี จะเลี้ยงเฉพาะผีบรรพบุรุษ ยกเว้นงานศพที่จะมีการเชิญภาพผีใหญ่มาร่วมในพิธี

ชาวเย้าอยู่ในกลุ่มจีน – ธิเบต กลุ่มย่อยชนชาติจีน มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่ลุ่มน้ำแยงซี ชาวเย้าแยกเป็นกลุ่มเย้า เมียนและกลุ่มเย้ามุน ช่วงหนึ่งถูกปกครองโดยพระจักรพรรดิ์ที่โหดเหี้ยม ได้แบ่งแยกชาวเย้าออกจากกัน แล้วขับไล่ให้ ขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาหนานหลิง อันหนาวเย็น ต้องเผชิญความทุกข์ยากแสนสาหัส ต่อมาได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ที่เจียงซี กวางตุ้ง ฮูหนาน กุ้ยโจว ยูนนาน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเขตปกครองตนเองกวางสี – จ้วง นักประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ระบุว่าการเคลื่อนย้ายของเย้าจากบนภูเขาตอนกลางของจีน ไปยังกวางตุ้ง กุ้ยโจว และ กวางสี ก่อนจะย้ายไปยังตอนเหนือของเวียดนามและตอนเหนือของลาว ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานับศตวรรษ เย้ากลุ่ม อิ้วเมี่ยนเคลื่อนลงมาสู่ภาคเหนือของไทยด้านจังหวัดน่าน บ้างตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาที่เชื่อมต่อน่านกับพะเยา โดยเฉพาะที่ อำเภอปง บางส่วนย้ายไปอยู่แม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง บ้างไปตั้งชุมชนที่บ้านเล่าชีก๋วย อำเภอแม่จัน บันทึกภายใต้การ ครอบครองของนายแคะแว่น ศรีสมบัติ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านใหม่ปางค่า ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา ระบุว่า ชาวอิ้วเมี่ยนกลุ่มแรกเข้ามาอยู่ในไทยได้ประมาณ ๑๓๒ ปี (นับถึงปีพ.ศ.๒๕๕๔ ได้ ๑๕๕ ปี) บรรพบุรุษชาวเย้า บันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนโดยใช้ภาษาจีน หมู่บ้านเย้าในไทยแต่ละแห่งมีหมอผีประจำหมู่บ้าน (เจี้ย เจียว) ซึ่งได้รับการเคารพนับถือจากคนในชุมชน รับผิด ชอบด้านการประกอบพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งตัดสินปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ศาลพระภูมิในครัวเรือนที่นับถือผีบรรพบุรุษ

20

21


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ลีซอ การปักลายผ้า

ชาวเย้าเป็นคนขยันขันแข็ง ทั้งหญิงชาวมักช่วยกันทำงานในไร่นา ฝ่ายชายใช้ไม้ไผ่ขุดหลุม ฝ่ายหญิงเป็นคนหยอดเมล็ดข้าว แต่หากเป็นงาน หนักต้องใช้แรงมาก เช่น ตัดต้นไม้ใหญ่ เผาไร่ ขุดหลุม มักจะมอบหมาย ให้เป็นภาระของฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงจะถางหญ้า กำจัดวัชพืช และเก็บเกี่ยว ผลผลิต

ผู้หญิงมีฝีมือด้านการปักผ้าที่เรียนรู้จากยายและแม่ มีการสืบทอด ลายผ้าต่อๆ กันมา จากแม่สู่ลูกสาว และหลานสาว ด้วยเหตุนี้การแต่งกาย ของหญิ ง ชายนอกจากแสดงถึ ง ฝี มื อ อั น เป็ น เลิ ศ ในศิ ล ปะการปั ก ผ้ า เป็ น ลวดลายงดงามประณีตแล้วยังบ่งบอกถึงการเป็นสาขาย่อยใดหรือกลุ่มย่อย ใด และสามารถบ่งบอกได้ว่าอยู่หมู่บ้านใด แม้ปัจจุบันชาวอิ้วเมี่ยนจะเปลี่ยน ไปแต่งกายตามสมัยนิยม แต่ทุกคนมักมีเครื่องแต่งกายตามจารีตประเพณี ไว้ชุดหนึ่ง เพื่อสวมใส่ในการประกอบพิธีกรรมหรือในงานสำคัญต่าง

ชาวลีซอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลจีน – ธิเบต (Sino - Tibetan) เรียกตนเองว่า “ลีซฟู” (Li - sfu) เชื่อว่า เดิมบรรพบุรุษของตนตั้งถิ่นฐานอยู่ภาคตะวันออกของที่ราบสูงทิเบต แล้วย้ายลงมายังตะวันตกเฉียงเหนือของยูนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลุ่มน้ำสาละวินตอนบน ชาวลีซอไม่มีไม่มีตัวอักษรใช้ มีเพียงภาษาพูดในตระกูลภาษาจีน – ธิเบต กลุ่มโลโลเช่นเดียวกับลาหู่และอาข่า จึง ไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนเย้า เอกสารประวัติศาสตร์ยูนนาน บันทึกไว้ว่า ลีซอตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณรอยต่อยูนนาน เสฉวน และไกวเจา (กุ้ยโจว) มาตั้งแต่ประมาณ ๒๒๐ ปีก่อนคริสตกาล การอพยพเคลื่อนย้ายของลีซอมีขึ้นหลังมีปัญหาขัดแย้งกับฝ่ายปกครองของจีน ได้พากันจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้ แต่ว่า สู้กองทัพหลวงจีนไม่ได้ จึงอพยพลงมาอยู่ตอนเหนือของพม่าในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ต่อมาประสบปัญหาด้านการเมืองและ ขาดแคลนที่ดินทำกิน จึงเคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานที่เชียงใหม่และเชียงรายในช่วงปี ๒๔๒๒ – ๒๔๖๔ ปัจจุบันชาวลีซอตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ที่เชียงดาว พร้าว เวียงแหง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง แม่สรวย และเมืองเชียงราย ปาย และปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังกระจายไปอยู่ที่จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ลำปาง สุโขทัย พะเยา และแพร่

การแต่งของชาย-หญิงอิ้วเมี่ยน

22

23


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

โดยทั่วไป ชาวลีซอมักตั้งบ้านเรือนบนภูเขาในระดับความสูงไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ เมตร มีแม่น้ำลำธาร ไหลผ่านหรือมีบ่อน้ำซับที่มีน้ำตลอดปี เดิมมักปลูกบ้านคร่อมลงบนดิน โดยบ้านตั้งอยู่บนเนิน ผนังทั้งสี่ด้านทำ ด้วยดินมีความหนามาก ป้องกันความหนาวเย็นได้ดี หลังคามุงด้วยหญ้าคา ช่วงฤดูร้อนจึงไม่ร้อน บริเวณพื้นที่ สูงสุดของหมู่บ้านเป็นที่ตั้งศาลผีประจำหมู่บ้านหรือศาลผีปู่ตาผู้เฒ่า ที่เชื่อว่าปกปักรักษาให้ทุกคนอยู่เย็น เป็นสุข มีพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ผีบรรพบุรุษทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมกลไกการขับเคลื่อนของสังคม ผู้ทำผิดหรือ ฝ่าฝืนขนบจารีตมักถูกผีบรรพบุรุษลงโทษให้เจ็บไข้ได้ป่วย ชาวลีซอมักประกอบพิธีเซ่นไหว้ขอโทษผีเป็นประจำ พร้อมทั้งปรับปรุงความประพฤติเสียใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสม ผู้เปลี่ยนมานับถือคริสต์มีความเชื่อว่าพระเจ้าเป็น ผู้สร้างสรรพสิ่งและเลิกล้มความเชื่อในเรื่องผีโดยสิ้นเชิง

การแต่งกายของชาย

การแต่งกายของหญิง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ประเพณีและพิธีกรรมในรอบปี นอกจากการเฉลิมฉลองปีใหม่ พิธีการเกิด แต่งงาน และการตาย แล้วยังมีพิธีกรรมเกี่ยวพันกับการเกษตร เช่น การไหว้ผีหลวง ไหว้ผีไร่และผีนา การฉลองพืชผลใหม่ กิน ข้าวโพดใหม่ กินข้าวใหม่ การอาศัยอยู่บนภูเขาแวดล้อมด้วยผืนป่าลีซอจึงสืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญา ด้านพืชสมุนไพรและตำรับยาสมุนไพร รวมทั้งวิธีการรักษาโรค เช่น การกดจุด การนวด การฝังเข็ม การ ประคบร้อน ซึ่งรับมาจากกลุ่มชนที่อยู่ใกล้เคียง คือ จีนฮ่อ ชาวลี ซ อชอบร้ อ งเพลงและเต้ น รำ บทเพลงส่ ว นใหญ่ มี เ นื้ อ หาเกี่ ย วข้ อ งกั บ วิ ถี ชี วิ ต ความเป็ น อยู่ การเกษตรกรรม ความเชื่อ เพลงเกี้ยวสาวที่ชาย – หญิงร้องโต้ตอบกันเป็นที่นิยมมาก มีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจและมี ท่วงทำนองไพเราะ ผู้ชายจะเป่าแคนน้ำเต้า และดีดซึง โดยนักดนตรีจะเล่นและเต้นอยู่กลางวง ผู้ชายจะจับมือเต้นรำสนุกสนานอยู่วง ด้านใน ส่วนหญิงจะจับมือกันเต้นรำอยู่วงด้านนอก วิถีชีวิตของลีซอทำเกษตรผสมผสาน ปลูกข้าวและข้าวโพดเป็นหลัก รวมทั้งข้าวโพดสำหรับเลี้ยงหมูและ ไก่ ในไร่ยังมีพืชอื่นๆ เช่น ฟัก ฟักทอง แตง ถั่วชนิดต่างๆ เผือก มัน ผักกาด ผักคะน้า ฯลฯ ในอดีตชาวลีซอ ปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด งา กาแฟ และกะหล่ำปลี ชาวลีซอมีความเชื่อเกี่ยวกับ “ขวัญ” โดยเชื่อว่า “ขวัญ” เกี่ยวพันกับสุขภาพของแต่ละคน บทเพลงที่ใช้ เรียกขวัญ (เพลงโชฮาคูอื่มกัวะ) มีเนื้อหาตอนหนึ่ง ว่า “......การที่ท่านไม่มีเรี่ยวแรงเพราะขวัญของท่านหาย ข้าพเจ้าได้ตามหาขวัญของท่าน และพบอยู่ในโลกของวิญญาณ จึงเอาเงินทองและสัตว์ถวายให้ ดังนั้นขวัญจะกลับมา สุขภาพของท่านจะกลับมาแข็งแรงดังเดิม.........” การอบรมเลี้ยงดูเด็กของลีซอมุ่งเน้นว่ากล่าวตักเตือนด้วยเหตุผล ไม่ใช้การลงโทษเฆี่ยนตี เมื่อมีปัญหาเด็กสามารถใช้เหตุผล โต้แย้งกับผู้ใหญ่ได้ โดยผู้ใหญ่ยินดีรับฟังเด็ก วิธีการอบรมในแบบแผนดังกล่าวส่งผลให้ชาวลีซอมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง

ชาวลีซอสืบเชื้อสายทางบิดา ให้ความสำคัญกับผู้เฒ่าผู้แก่ในสายตระกูล และผูกพันช่วยเหลือกัน ในหมู่ญาติพี่น้องเหนียวแน่นมาก ฝ่ายหญิงใช้นามสกุลสามีและไปอยู่บ้านสามี ยกเว้นเป็นลูกสาวคนเดียว ต้องดูแลพ่อแม่ กรณีนี้สามีต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง และในพิธีแต่งงานไม่ต้องเสียค่าสินสอด ผู้ ช ายสามารถมี ภ รรยาได้ ม ากกว่ า หนึ่ ง คน หากได้ รั บ การยิ น ยอมจากภรรยา ขณะเดี ย วกั น หญิงลีซอก็มีอิสรภาพในการดำเนินชีวิต เช่น การเลือกคู่ครอง และการหย่าร้าง ผู้หญิงทั้งโสดและแต่งงาน แล้วนิยมสวมชุดสีสันสดใส มีเครื่องเงินประดับประดา เช่น ห่วงคอเงิน และกำไลเงิน

24

25


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกสารอ้างอิง เจสส์ จี. พูเรต์. ชนชาติเย้า เย้าเมี่ยนและเย้ามุนในจีน เวียดนาม ลาว และไทย. กรุงเทพมหานคร : รีเวอร์บุ๊คส์, ๒๕๔๘ ณัฐธิดา จุมปา. พิธี “กว่าตัง” ในกลุ่มชาพันธุ์เมี่ยน. GMS News. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๘ ตุลาคม – ธันวาคม, ๒๕๕๐. พิทักษ์ รัตนแสงสว่าง. พิธีปีใหม่ม้ง. GMS News. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๘ ตุลาคม – ธันวาคม, ๒๕๕๐. บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. ๓๐ ชาติในเชียงราย. กรุงเทพมหานคร : รับพิมพ์, ๒๔๙๙. ประวิตร โพธิอาสน์. กะเหรี่ยงกับประเพณีวัฒนธรรม : ซึ่งนับวันจะเสื่อมทรามและสาปสูญ. ข่าวสาร สถาบันวิจัยชาวเขา. ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๓,๔ กรกฏาคม – ธันวาคม, ๒๕๓๑. พรชัย ปรีชาปัญญา. ภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับระบบนิเวศเกษตรวนเกษตรบนแหล่งต้นน้ำลำธารในภาคเหนือ. เชียงใหม่ : ธนบรรณการพิมพ์, ๒๕๔๔. ลักขณา ดาวรัตนพงษ์. สารานุกรมก���ุ่มชาติพันธุ์ลีซอ. กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๙. สุนทรี ศีลพิพัฒน์. ชาวเขาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๒๖. ฮันส์ เพนธ์ (ก). “จารึกวัดกานโถม และความเป็นมาของอักษรไทย”. ประวัติศาสตร์ล้านนา ประวัติบ้านเมือง โบราณสถาน

และบุคคลสำคัญ. กรุงเทพมหานคร : โครงการส่งเสริมหนังสือตามแนวพระราชดำริ, ๒๕๒๘. ------------- (ข). “การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ล้านนาจากศิลปกรรม”. ประวัติศาสตร์ล้านนา ประวัติบ้านเมือง โบราณสถาน

และบุคคลสำคัญ. กรุงเทพมหานคร : โครงการส่งเสริมหนังสือตามแนว พระราชดำริ,๒๕๒๘. Fei Xiaotong. “Revisiting the Mountains of the Yao People”. China’s Minority Nationalities [1]. Beijing : Greatwall Books, 1984. ภาพประกอบบางส่วนจาก หอมรดกไทย, Mbblog.manages.co.th, postjung.com, www.hilltribe.org

26


เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเชียงราย :

ภาษา

ภาษาล้านนา หรือเรียกกันทั่วไปว่า “คำเมือง” ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คนต่างถิ่นหรือต่างจังหวัด มักจะรู้จักภาษาล้านนาว่าเป็นภาษาที่ไพเราะและงดงาม เช่น “ลำแต๊ๆ กินเข้าซอยโตยกั๋นบ๋อเจ้า” สัมพันธ์กับ ความงดงามและอ่อนช้อยในด้านวัฒนธรรมอื่นๆ ทั้งการ แต่งกาย ศิลปะการฟ้อนรำ เป็นต้น

๑. ลักษณะทั่วไปของภาษาล้านนา

ภาษาล้านนา เป็นสาขาหนึ่งของภาษาถิ่นตระกูลไทย (Thai) ที่พูดโดยคนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่

๘ จังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดลำปาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้พูดภาษาล้านนาในชุมชน อื่นๆ อีก เช่น ที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ตำบลบ้านคูบัว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ทั้งนี้เพราะบรรพบุรุษของคนเหล่านี้อพยพมาจาก ภาคเหนือนั่นเอง แต่เดิมเผ่าชนคนไทยที่อยู่ทางภาคเหนือนั้นมีชื่อว่า “ยวน” หรือ “ไทยยวน” และเรียกภาษาที่ พูดว่า “ภาษาไทยยวน” ซึ่งชื่อนี้ยังคงอยู่กับ คนไทยยวนที่อพยพมาอยู่ในต่างถิ่น เช่นที่ อำเภอเสาไห้ จังหวัด สระบุรี ที่ยังคงเรียกตัวเองว่า “ยวน” แต่สำหรับคนไทยในภาคเหนือปัจจุบันนี้ เรียกตัวเองว่า “คนเมือง” และ เรียกภาษาของตนว่า “คำเมือง” หรือออกเสียงว่า “กำเมือง” คำเมืองหรือกำเมือง ถ้าเป็นคนยองซึ่งเป็นชน

อีกกลุ่มทางภาคเหนือ ก็จะพูดสั้นๆ ว่า “กำเมิง” แต่ทุกคำ ไม่ว่าจะ “คำเมือง” “กำเมือง” หรือ “กำเมิง”

ก็หมายถึง ภาษาพูดของคนทางภาคเหนือ 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

แต่ถ้าอาศัยคำศัพท์คำว่า “อร่อย” กับคำว่า “ลำ” เป็นหลักในการแบ่งแล้ว จะพบว่า เส้น แบ่งเขตภาษาระหว่างภาษาไทยกลางกับภาษาไทยเหนือนั้น มีปรากฏอยู่ใน ๓ จังหวัด คือ จังหวัด ตาก จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ ภาษานี้มีอักษรใช้เรียกว่า “ตัวเมือง” หรือ “ตัวธรรม” และ อักษรฝักขาม มีผู้พูดไม่ตำกว่า ๑๐.๔ ล้านคน แต่หากนับเพียง ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ของประเทศไทยมีผู้พูดประมาณ ๖ ล้านคน คำเมือง เป็นภาษาที่ได้ชื่อว่าเป็นภาษาพูดที่น่าฟังเป็นที่สุด เพราะจะพูดช้าจนออกจะดู เนิบนาบ ซึ่งตรงข้ามกับภาษาทางใต้อย่างสิ้นเชิง “คำเมือง” จะแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ โดยใน แต่ละพื้นที่จะมีสำเนียงที่แตกต่างกัน คำๆ เดียว บางพื้นที่อาจจะออกเสียงสั้น บางพื้นที่อาจจะลาก เสียงยาว แต่ถ้าเป็นคนเหนือแล้วจะรู้ว่าเป็นคำเดียวกัน ๑.๑ ภาษาพูด ภาษาไทยถิ่นเหนือมีภาษาย่อย ๒ ภาษาถิ่นตามสำเนียงที่พูด คือ ก. สำเนียงล้านนาตะวันออก (จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง จังหวัด อุตรดิตถ์ จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน) ข. สำเนียงล้านนาตะวันตก (จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และ จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ซึ่งสำเนียงทั้งสองข้างต้นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง คือ สำเนียง ล้านนาตะวันออกส่วนใหญ่ จะไม่พบสระเอือะ สระเอือ แต่จะใช้สระเอียะ สระเอีย แทน (ซึ่งอาจมีเสียงสระเอือะ และ สระเอือ แต่ทว่าคนต่างถิ่นฟัง อาจไม่ชัดเจน เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงนาสิกใกล้เคียงกับสระ เอียะ สระเอีย) ส่วนคนในจังหวัดลำพูนมักจะพูดสำเนียงเมืองยอง เพราะ ชาวลำพูนจำนวนมากสืบเชื้อสายมาจากชาวยองในรัฐฉานจึงมีสำเนียงเป็น เอกลักษณ์ ภาษาล้านนามีอยู่หลายถิ่นย่อย หรือ หลายสำเนียงด้วยกัน ที่ใช้พูด อยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือ แม้สำเนียงจะแตกต่างกันบ้างแต่ระบบเสียงของภาษาล้านนาทั้งหมด ประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ และหน่วยเสียงวรรณยุกต์ ดังนี้ หน่วยเสียงพยัญชนะ ภาษาล้านนามี ๒๐ หน่วยเสียง คือ ก, ข (ค,ฆ), ง, จ, ญ (นาสิก), ด (ฎ), ต (ฏ), ท (ฐ, ฑ, ฒ, ถ, ธ), น (ณ), บ, ป, ผ (พ, ภ) ฝ (ฟ), ม, ย, ล, ว, ส (ศ, ษ, ส, ซ), ห (ฮ), อ




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

ในหน่วยเสียงพยัญชนะทั้ง ๒๐ หน่วยเสียงนี้ มีหน่วยเสียงที่ภาษาล้านนาใช้ตรงกับ ภาษาไทยกลาง ๑๙ หน่วยเสียง มีหน่วยเสียงหนึ่งที่ภาษาล้านนามี แต่ในภาษาไทยกลาง ไม่มี คือ หน่วยเสียง ญ นาสิก เวลาออกเสียงจะปรากฏเสียงขึ้นจมูกชัดเจนมาก นอกจากนี้ ยั ง มี ห น่ ว ยเสี ย งที่ มี ใ นภาษาไทยกลาง แต่ ไ ม่ มี ใ นภาษาล้ า นนา

๒ หน่วย คือ หน่วยเสียง ช ฉ และหน่วยเสียง ร ซึ่งหน่วยเสียง ช ฉ ในภาษาไทยกลาง นั้นจะเปลี่ยนเป็นหน่วยเสียง จ และ ซ ในภาษาล้านนา เช่น ช้าง เป็น จ๊าง ช้า เป็น จ๊า ชิม เป็น จิม ชมเชย เป็น ซมเซย ส่วนเสียง ร ในภาษาไทยกลาง ก็จะเปลี่ยนเป็นหน่วยเสียง ฮ และ ล ในภาษาล้านนา เช่น รัก เป็น ฮัก เรือ เป็น เฮือ รถ เป็น ลด ราก เป็น ฮาก หน่วยเสียงสระ ภาษาล้านนา มีหน่วยเสียงสระตรงกับภาษาไทยกลาง ก. สระเสียงเดี่ยว มีทั้งหมด ๑๘ หน่วยเสียง คือ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เออะ เออ เอาะ ออ ข. สระเสียงประสม ๖ หน่วยเสียง คือ เอียะ เอีย เอือะ เอือ อัวะ อัว ค. สระเกิน ๓ หน่วยเสียง คือ อำ (อัม) ไอ (ใอ) เอา บางจังหวัดมีคนพูดภาษาล้านนา เสียงสระเอือะ,เอือ จะไม่พบในบางท้องถิ่น คือ ในถิ่นล้านนาตะวันออก ได้แก่ จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง และบางอำเภอของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยจะออกเสียงเป็นสระเอียะ, เอีย เช่น คำเมือง เป็น กำเมียง (มีเสียงเอือะ และเอือ เพียงแต่คนต่างถิ่นฟังไม่ออกเอง เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะเป็น เสียงนาสิกใกล้เคียงกับเอียะ เอีย) นอกจากนี้ยังมีสำเนียงแบบเมืองยองซึ่งพูดกันมากในจังหวัดลำพูน โดยจะไม่มีสระประสม สระอัว กลายเป็น โอ สระเอีย กลายเป็น เอ และสระเอือ กลายเป็น เออ เช่น เมือง เป็น เมิง, เกลือ เป็น เก๋อ, สวย เป็น โสย, หมี่เกี๊ยว เป็น หมี่เก๊ว เป็นต้น หน่วยเสียงวรรณยุกต์ ภาษาล้านนามีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ ๖ หน่วยเสียง มากกว่าภาษาไทยกลาง ๑ เสียง

แต่เท่ากับภาษาไทยถิ่นอีสาน คือ เสียงตรีเพี้ยนในบางคำคือเป็นเสียงประสมระหว่างเสียงตรีกับเสียงสามัญ (เรียกว่า

“วรรณยุกต์เบญจมา”) เช่น หญ้า เป็น ญ้า ใบ้ เป็น ใบ๊ ข้าว เป็น เค้า เหล้า เป็น เล้า



๑.๒ ภาษาเขียน ภาคเหนือมีอักษรใช้ถึง ๓ ชนิด คือ มีอักษรธรรมล้านนา อักษรฝักขาม และอักษร ไทยนิเทศหรือขอมเมือง มีรายละเอียด ดังนี้ อักษรธรรมล้านนา ส่วนมากใช้เขียนตำราและจารึกลงในคัมภีร์ใบลานที่ปรากฏอยู่ ตามวัดต่างๆ ในภาคเหนือและอักษรชนิดนี้ยังคงมีใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน อักษรฝักขาม คือ อักษรไทยสุโขทัย มีลักษณะผอมสูงและโค้งงอเหมือน ฝักมะขาม อันเป็นอักษรที่พัฒนามาจากอักษรสุโขทัย เป็นอักษรที่ใช้กับศิลาจารึก เป็นส่วนใหญ่ พบว่าศิลาจารึกที่ใช้อักษรฝักขามเก่าแก่ที่สุด คือ จารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๓ อักษรฝักขามแพร่หลายที่สุดในช่วงสมัย ของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.๑๙๘๕ – ๒๐๓๐) พระสมัยของพระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) โดยจะพบว่าศิลาจารึกที่ใช้อักษรชนิดนี้แพร่หลายใน เขต ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมทั้งเมืองเชียงตุงและหลวงพระบาง อักษรไทยนิเทศหรือขอมเมือง อักษรชนิดนี้ได้รวมอักษรหลายแบบไว้ ด้วยกัน คือ อักษรพ่อขุนรามคำแหง อักษรขอม และอักษรธรรมล้านนา ดังนั้น จึงเรียกว่าขอมเมือง เพื่อให้ชื่อเรียกแตกต่างจากอักษรอื่น อักษรชนิดนี้เท่าที่พบ โดยมากใช้เขียนวรรณกรรมประเภทร้อยกรองมีอายุก่อน ๓๐๐ ปี ขึ้นไป เช่น โคลงนิราศหริภุญชัย โคลงนิราศดอยเกิ้ง โคลงพรหมทัต โคลงปทุมสังกา เป็นต้น ไม่ ค่อยพบว่าอักษรชนิดนี้ใช้จารึกพระธรรมคำสั่งสอน อักษรธรรมล้านนา อักษรฝักขาม และอักษรไทยนิเทศหรือขอมเมือง ในบรรดา อักษรเหล่านี้อักษรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและใช้สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ คือ อักษรธรรม ล้านนาหรือตัวเมือง อักษรชนิดนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่เหตุผลของผู้เรียก เช่น อักษร

ล้านนาเพราะว่าเป็นอักษรที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา อักษรไทยยวนเรียกชื่อตามเผ่าชนดั้งเดิม ล้านนาคือไทยยวนหรือไทยโยนก ตัวหนังสือเมืองหรือตัวเมือง เพราะคนล้านนาเรียกตัวเองว่า คนเมืองจึงเรียกอักษรที่ตนเองใช้ว่า “ตัวเมือง” ด้วย อักษรธรรมหรือตัวธรรมที่เรียกเช่นนี้

ก็ เ พราะตั ว อั ก ษรชนิ ด นี้ นิ ย มใช้ บั น ทึ ก พระธรรมคำสั่ ง สอนขององค์ พ ระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า

แต่ชื่อที่นิยมเรียกมากที่สุด คือ “ตัวเมือง”

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

รูปอักษรฝักขาม




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

ภาพทวีปทั้ง ๔ ประกอบในไตรถูมิฉบับล้านนา บันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนา

อักษรธรรมล้านนาหรือตัวเมืองนี้นิยมจารหรือเขียนลงบนใบลานมากที่สุด รองลงไป คือ หนังสือกระดาษสา (พับสา) ซึ่งโดย มากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนานอกจากนั้นก็เขียนเป็นจารึกต่างๆ อาทิ จารึกตามฐานพระพุทธรูป ศิลาจารึกตามฐานพระพุทธ รูป ศิลาจารึกต่างๆ เป็นต้น และยังใช้บันทึกวรรณกรรมต่างๆ ได้แก่ สุภาษิต คำสอน ตำนาน นิทาน ค่าวฮ่ำ จ๊อย ซอฮ่ำต่างๆ นอกจากนี้ ยังปรากฏในการบันทึกตำรายา โหราศาสตร์ ยันต์ คาถา กฎหมาย เป็นต้น ๑) อายุของอักษรธรรมล้านนา ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าอักษรชนิดนี้ เริ่มใช้กันมาตั้งแต่สมัยไหน มีก่อนอาณาจักรโยนกหรือก่อนสมัยพญามังรายเป็นต้นมา แต่เท่าที่ปรากฏการใช้อักษรธรรมล้านนาที่เก่าที่สุดที่พบในปัจจุบัน คือ จารึกลานทอง พ.ศ.๑๙๑๙ ซึ่งจารึกประวัติสมเด็จพระมหา

เถรจุ ฑ ามณี โดยใช้ อั ก ษรธรรมล้ า นนาบั น ทึ ก ภาษาบาลี แ ละใช้ อั ก ษรสุ โ ขทั ย บั น ทึ ก ภาษาไทย จารึ ก ลานทองนี้ ขุ ด พบบริ เ วณฐาน

พระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จารึกที่ฐานพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปาง

อุ้มบาตร ที่วัดเชียงมั่น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๐๐๘ นอกจากนี้ก็พบอักษรชนิดนี้ในจารึกต่างๆ ในสมัยต่อมาอีก และ



เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

คัมภีร์ใบลานที่จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนาที่พบเก่าที่สุดมีอายุเกินกว่า ๕๐๐ ปี พบที่วัดไหล่หิน ตำบลไหล่หิน อำเภอ เกาะคา จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นข้อมูลจากการสำรวจทำทะเบียนพระธรรมคัมภีร์ของสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๔ - พ.ศ. ๒๕๐๘ ความแพร่หลายของอักษรธรรมล้านนานั้น สันนิษฐานว่า คงได้รับความนิยมและใช้สื่อสารกันแพร่หลายมากที่สุด

ในรั ช สมั ย พระเจ้ า ติ โ ลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๐) เพราะทรงเป็ น องค์ ศ าสนู ป ถั ม ภ์ ใ นการสั ง คายนาพระไตรปิ ฎ ก

ณ วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) ในปี พ.ศ.๒๐๒๐ การทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

พุทธศาสนาของประเทศไทย และเป็นครั้งที่ ๘ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ๑ และได้ใช้ตัวอักษรธรรมล้านนานี้จารึก

พระธรรมคัมภีร์ที่ตรวจชำระแล้ว ทั้งนี้คงจะถือว่าคัมภีร์ใดใช้ตัวฝักขามเป็นคัมภีร์ที่ยังไม่ได้รับการตรวจแก้ คัมภีร์ใดที่แก้แล้วก็คง เขียนเป็นอักษรธรรมล้านนา และนับแต่นั้นมาอักษรธรรมหรือตัวเมืองก็ใช้กันแพร่หลายเพื่อสื่อสารกันในอาณาจักรล้านนา และ ดินแดนใกล้เคียง เช่น เผยแพร่ไปยังเชียงตุง และในปี พ.ศ. ๒๐๐๖ กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงส่งราชทูตมายังราชสำนัก

นครเชียงใหม่ เพื่อทูลขอคณะสงฆ์และคัมภีร์พระไตรปิฎก เพื่อนำไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรนั้น ซึ่งตรงกับรัชสมัย ของพระเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๐-๒๐๖๘) และพระองค์ทรงอาราธนาพระเทพมงคลเถระ เป็นหัวหน้าไปพร้อมด้วยพระไตรปิฎก ๖๐ พระคัมภีร์ ๒ นอกจากนี้ รศ. สมหมาย เปรมจิตต์ ๓ ได้อธิบายและสรุปความเป็นมาของอักษรล้านนาดังนี้ ๑. ในช่วงที่ชาวล้านนาอพยพลงมาตั้งบ้านเมืองติดต่อดินแดนของพวกมอญหริภุญชัยนั้น ได้รับเอาพระพุทธศาสนา แบบมอญของพระนางจามเทวี และนำหนังสือมอญมาใช้ด้วย ในขณะเดียวกันก็อาจรับเอาพระพุทธศาสนาที่พวกมอญ กรุงหงสาวดีนำเข้ามาหริภุญชัยในคราวหนีมาตอนเป็นขบถ “ต่อมาราว พ.ศ.๑๘๐๖ ลักษณะอักษรไทยยวน นั้นจะต้องมีลักษณะคล้ายอักษรมอญโบราณที่ปรากฏในศิลาจารึกหริภุญชัย” ๒. เมื่ อ ถึ ง ต้ น ยุ ค ทองแห่ ง อาณาจั ก รล้ า นนาพระมหาสุ ม นเถระ ได้ น ำแบบอั ก ษร สุโขทัยขึ้นมาด้วย ส่วนมากใช้สำหรับจารึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านศาสนา อิทธิพลอักษรสุโขทัย อาจทำให้อักษรไทยยวนเปลี่ยนรูป และเพิ่มอักษรบางตัว เช่น ค.คน ฝ.ฝา และ ฟ.ฟัน ซึ่งไม่มีใน อั ก ษรพราหม์ มอญ พม่ า ตลอดจนบาลี สิ ง หล แต่ มี ใ นอั ก ษรสุ โ ขทั ย ส่ ว นจำนวนอั ก ษรและ ลักษณะทั่วไปคงใกล้เคียงกับอักษรมอญ และอักษรพม่ารุ่นหลัง เพราะได้เค้ามาจากมอญโบราณ เช่นกันแต่จำนวนอักษรคงยังไม่ถึง ๔๑ ตัว เหมือนภาษาบาลีสิงหล ๓. หลังจากพระมหาญาณคัมภีระ (พระเถระชาวเชียงใหม่) ไปสืบศาสนาในลังกามาแล้ว การศึกษาของพระสงฆ์ได้เฟื่องฟูมากจนพระภิกษุชาวล้านนามีความเชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นเลิศ ถึงกับสามารถแต่งหนังสือเป็นภาษาบาลีเล่มโตๆ จำนวนหลายเรื่อง และอิทธิพลจากภาษาบาลี สิงหล จะทำให้เกิดวิวัฒนาการใหม่แก่ภาษาไทยยวน จนทำให้จำนวนอักษรเพิ่มขึ้นจาก ๓๒ ตัว เป็น ๔๑ ตัว อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้




เอก���ั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

๒) รูปอักษรธรรมล้านนา รูปอักษรธรรมล้านนามีระบบที่มีลักษณะคล้ายกับภาษาไทยกลาง คือ ประกอบด้วย รูปสระ รูปพยัญชนะ รูปวรรณยุกต์ และรูปตัวเลข ที่ แตกต่างจากภาษาไทยกลาง คือ รูปอักษรพิเศษ ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะของ อักษรล้านนา ที่ไม่เหมือนกับอักษรไทยกลาง ลักษณะที่เด่นของรูปอักษร ธรรมล้านนา คือ ตัวจะป้อมค่อนข้างกลม เมื่อเทียบกับอักษรชนิดอื่นๆ ที่มี ใช้ในล้านนา เป็นสาเหตุทำให้อักษรธรรมล้านนาไม่นิยมใช้เขียนศิลาจารึก เพราะยากต่อการจารึกบนวัสดุหิน

๒. เอกลักษณ์ด้านภาษาของเชียงราย

ภาษาของจังหวัดเชียงราย ถือเป็นภาษาล้านนาหรือคำเมืองเช่นเดียวกับภาษาของจังหวัดอื่นๆ ใน ล้านนา ซึ่งมีลักษณะโดยภาพรวมคล้ายๆ กัน ในที่นี้จะนำมาแสดงทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ดังนี้ ๒.๑ เอกลักษณ์ด้านภาษาพูด ในด้านภาษาพูดของจังหวัดเชียงราย มีลักษณะทางคำศัพท์ต่างๆ คล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เป็น เอกลักษณ์ คือ สำเนียง ซึ่งจัดเป็นกลุ่มภาษาล้านนาตะวันออก ที่มีสำเนียงค่อนข้างห้วนสั้น แตกต่างจาก ภาษาเชียงใหม่หรือกลุ่มภาษาล้านนาตะวันตกชัดเจน ๒.๒ เอกลักษณ์ด้านภาษาเขียน ภาษาเขียนในจังหวัดเชียงราย ใช้อักษร ๓ ชนิดเช่นเดียวกับที่พบในจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ ตอนบน ซึ่งหลักฐานที่พบมากและถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย คือ จารึก ใบลาน และสมุด ข่อยพับสา ดังนี้ ๑) จารึก จารึกที่พบในจังหวัดเชียงรายมีหลายชนิด คือ ศิลาจารึก จารึกฐานพระ จารึกก้อนอิฐ และจารึก ที่พบในวัสดุอื่นๆ เรื่องราวที่บันทึกลงบนจารึก ส่วนใหญ่เป็นเรืองของการสร้างศาสนสถาน หรือวัตถุที่เกี่ยว กับศาสนา เช่น พระพุทธรูป อุโบสถ พระเจดีย์ กำแพงวัด ตลอดจนกล่าวถึงการปฎิสังขรณ์ จำนวนเงิน ทอง และสิ่งของที่ใช้ในการบูรณะปฎิสังขรณ์ การถวายข้าคน สิ่งของสัตว์ต่าง ๆ ให้กับวัด เป็นต้น



จารึกดอยตุง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

จารึ ก ที่ พ บในจั ง หวั ด เชี ย งราย ปั จ จุ บั น ส่ ว นใหญ่ ไ ด้ เ ก็ บ ไว้ ที่ พิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห่ ง ชาติ เ ชี ย งแสน มี จ ำนวนทั้ ง หมด ๒๗ จารึ ก ปรากฏในหนังสือประชุมจารึกล้านนา เล่ม ๑ : จารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ เชียงแสน และในประชุมจารึกล้านนา เล่ม ๖ จารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ เชียงราย ภาคที่ ๒ เป็นศิลาจารึกจำนวน ๒๕ จารึก ส่วนอีก ๒ จารึก เป็นพระพุทธรูปและรูปฤาษี โดยมีจารึกที่สำคัญ ดังนี้ จารึกดอยตุง (พ.ศ. ๒๑๔๗) จารึกดอยตุง (ประดิษฐานอยู่ที่ส่วนคอดของภูเขาช้างยอด ดอยตุง คาดว่าเป็นบริเวณวัดน้อยดอยตุง) เป็นรูปฤาษี ทองสัมฤทธิ์ นั่ง ประนมมือยกเข่าขึ้นทั้งสองข้าง นั่งอยู่บนฐาน ฐานทำเป็น ๒ ชั้น คือ ชั้นบนและชั้นล่างมีห่วงติดไว้ ความย่อว่า “พ.ศ.๒๑๔๗ (สมเด็จ) บรมพิตรพระเป็นเจ้า เมืองเชียงแสนพร้อมทั้งพระมหาสมเด็จราชครู วัดพระหลวงและสังฆ โมลีสร้างรูปพระฤาษี ต่อจากนั้นเป็นคำไหว้พระธาตุบนดอยตุง ตำนาน พระธาตุดอยตุงโดยย่อ และคำอธิบายรูปที่ฐานรูปพระฤาษี” จารึกเชียงของ (พ.ศ. ๑๙๘๘) จารึกเชียงของ (วัดร้างในเขตเมืองเก่าเชียงของ) เป็นแผ่นหิน

สีเทา ความย่อว่า “พ.ศ.๑๙๘๘ เจ้าหมื่นงัวเชียงของ และหมื่นน้อยวัด ขาว สร้างวิหาร รวมทั้งอุโบสถ ที่มหาเถรพุทธดำเพียร ได้รับอนุญาต จากสมเด็จมหาราชและมหาเทวีให้สร้าง”




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

จารึกวัดยางหมากม่วง (พ.ศ. ๒๐๒๒) จารึกวัดยางหมากม่วง (วัดร้างในอำเภอพาน) เป็นแผ่นหินสีเทา ส่วน ล่างหักหายไป ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๒๒ เจ้าหมื่นน้อยใส ผู้ครองเมืองออย ถวายนา และต้นหมากแด่วัดบ้านยางหมากม่วง”

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

แผ่นหินจารึกสีเทาวัดดอนยาง

แผ่นหินจารึกสีเทาวัดยางหมากม่วง แผ่นหินจารึกวัดปราสาท เชียงแสน แผ่นหินจารึกสีเทาดอยถ้ำพระ

จารึกดอยถ้ำพระ (พ.ศ. ๒๐๒๗) จารึกดอยถ้ำพระ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหินสีเทา ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๒๗ เจ้าเมืองเชียงราย สร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งไว้ในถ้ำแห่งนี้ ถวายข้าทาส ๘ ครอบครัว นา ภาษี (หิน) ปูน และหมู่บ้านชื่อบ้านถ้ำ แด่พระพุทธรูป เพื่อบูชาและดูแลรักษาพระพุทธรูปตราบ ๕,๐๐๐ ปี” จารึกวัดพันต้องแต้ม เชียงแสน (พ.ศ. ๒๐๓๑) จารึกวัดพันต้องแต้ม พบที่วัดพันต้อง ในตัวเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหินสีน้ำตาลและเทา ความย่อว่า “พันต้องแต้ม เคยสร้างวัดแห่งหนึ่งในเมือง เชียงแสน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๐ ลูกของท่าน คือพันญากิตติ และแม่เจ้าสาวคำร้อย ถวายวัดนี้แด่พระเจ้าแผ่นดิน และพระราชมารดา สองพระองค์ ทรงสั่งให้ถวายนา มี ภาษีรวม ๖๐๐,๐๐๐ เบี้ย และคน ๑๕ ครอบครัวแด่วัด พร้อมทั้งไม้สัก เพื่อสร้างวิหาร และหอพระไตรปิฎก และสั่งให้หมื่นญาดาบเรือนเป็นผู้รับคำสั่ง” 10

จารึกวัดดอนยาง เชียงแสน (พ.ศ. ๒๐๒๓) จารึกวัดดอนยาง เป็นวัดร้างในเขตตัวเวียงเชียงแสน โดยพบที่วัดปงสนุก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จารึกเป็นฐานรองพระพุทธรูปทำด้วย หิน ลักษณะครึ่งวงกลม สีเทา ความย่อว่า “พ.ศ.๒๐๒๓ พระภิกษุสุมังคลเมธาวี อยู่ เมืองฝาง สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ถวายแด่วัดดอนยาง” จารึกวัดภูขิง เวียงชัย (พ.ศ. ๒๐๓๑) จารึกวัดภูขิง เป็นวัดร้างในเขตอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ชาวบ้าน เรียกวัดร้างนี้ว่า “วัดสันทราย” เป็นแผ่นหิน สีน้ำตาลอ่อน ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๓๐ หมื่นบง ถวายนาและคน แด่วัดภูขิง และวัดป่าตาล ซึ่ง ๒ วัดนี้ เป็นวัดลูกของวัด บ้านราม ห้ามรบกวนคนของวัด” จารึกวัดปราสาท เชียงแสน (พ.ศ. ๒๕๒๙) จารึกวัดปราสาท ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเวียงเชียงแสน ตำบลเวียง อำเภอ เชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหิน สีเทา ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๕๒๙ เจ้าหมื่น เชียงแสนคำล้าน ถวายวัดปราสาท” 11


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

จารึกเวียงชัย (พ.ศ. ๒๐๖๘) จารึกเวียงชัย พบที่บริเวณเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหิน สีเทา ส่วนล่างหักหายไป ที่เหลือคือส่วนบน แตกเป็น ๔ ชิ้น ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๖๘ กษัตริย์เชียงใหม่มีพระราชโองการแต่งตั้งให้เจ้าพวกดาบ เรือน เป็นเจ้าพันสังฆการีเชียงราย มีอำนาจผูกพัทธสีมาในวัด ข้าราชการ จากหน่วยราชการต่างๆ (หินหัก)...” ๒) ใบลาน ในจั ง หวั ด เชี ย งราย พบว่ า มี เ อกสารใบลานมากมาย หลายแหล่ง ส่วนมากจารด้วยอักษรธรรมล้านนา ทั้งที่เป็นภาษา บาลี และภาษาล้านนา เช่น ที่วัดศรีสุทธาวาส อำเภอเวียงป่าเป้า เป็นต้น โดยใช้บันทึกพระสูตรต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ชาดก คัมภีร์เทศน์ และค่าวธรรม เป็นต้น

๓) พับสาและสมุดข่อย พั บ สาและสมุ ด ข่ อ ยที่ พ บในจั ง หวั ด เชี ย งราย ส่ ว นใหญ่ ใ ช้ บันทึกเรื่องราวที่ไม่ใช่พระสูตร ชาดก และคัมภีร์เทศน์ มักจะใช้บันทึก เรื่องนอกพระพุทธศาสนาและเป็นเรื่องทางโลก ได้แก่ กฎหมายโบราณ ฤกษ์ยามขึ้นบ้านใหม่ คาถาต่างๆ คำบูชา คำเรียกขวัญ คำเวนทาน คำ สอน ตำรายา ตำราดูลักษณะหญิง โคลง ค่าวซอ เป็นต้น

12

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเชียงราย :

วรรณกรรม

วรรณกรรมท้องถิ่นล้านนา เป็นผลงา���ของบรรพบุรุษที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีต นอกเหนือจากคุณค่าด้านความบันเทิงแล้วยังสะท้อนถึงภูมิปัญญา ความคิดความอ่าน คตินิยม และเป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตและวัฒนธรรมที่แนบแน่นอยู่กับวิถีชีวิตชุมชนมา

ช้านาน สำหรับต้นฉบับวรรณกรรมที่ปรากฏในจังหวัดเชียงรายนั้น มี ๒ ประเภท ได้แก่

๑. วรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว

วรรณกรรมร้อยแก้วแบ่งตามเนื้อหาได้เป็น ๕ ประเภท ได้แก่ ๑.๑ ตำนานและนิทานท้องถิ่น ตำนานและนิทานที่เรียบเรียงเป็นภาษาท้องถิ่นนั้น ไม่อาจจะหาหลักฐาน เกี่ยวกับผู้แต่งและเวลาแต่งได้ ส่วนใหญ่ต้นฉบับเป็นการคัดลอกสืบทอดกันโดยเริ่มจาก การบันทึกคำบอกเล่าแต่โบราณเป็นพื้นและมีหลายสำนวนด้วยกัน ซึ่งบางทีเนื้อความก็ แตกต่างกันออกไป ตำนานเหล่านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกำเนิดและประวัติความเป็นมาของ เมืองต่างๆ ในล้านนาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับยุคเก่าแก่ที่สุดได้แก่ ตำนานสุวรรณโคมคำ ตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน และตำนานสิงหนวัติกุมาร ที่มีเนื้อหากล่าวถึงยุคใกล้ๆ เข้ามาก็ เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงราย ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีตำนานเกี่ยวกับประวัติศาสนา พระธาตุ และพระพุทธรูป ที่เขียนเป็นภาษาไทย ล้านนาอีกเป็นจำนวนมาก ตำนานเหล่านี้ เป็นตำนานที่มีชื่อเสียงของเชียงราย และ เป็นต้นเค้าของประวัติศาสตร์เชียงรายในยุคตำนาน นอกจากนี้ ยังมีนิทานประจำถิ่นซึ่ง เป็นเรื่องคล้ายตำนาน เพียงแต่มักจะเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาในลักษณะมุขปาฐะเป็น ส่วนใหญ่ เช่น นิทานสิรสากุมาร ชุมพูราชแต่งเขียว ล้อมล้อมต่อมคำ เป็นต้น โดยจะ ได้นำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้

13


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

พระธาตุดอยตุง

๑) ตำนานพระธาตุดอยตุง ๔ พระธาตุดอยตุง ชาวล้านนาเชื่อว่าเป็นเจดีย์คู่ปีไก๊ คือ ปีช้าง (ตรงกับปีกุนหรือปีหมูของภาคกลาง) ฉะนั้นพระธาตุดอยตุงจึงมีความ สำคัญต่อคนที่เกิดในปีไก๊หรือปีกุน ต้องไปนมัสการและปรนนิบัติพระธาตุ เช่น ปัดกวาดบริเวณของพระธาตุอย่างน้อย ๑ ครั้งในชีวิต เนื้อความโดย สังเขป คือ เมื่อพระพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) ยังทรงพระชนมายุ ได้เคยเสด็จมายัง ที่ราบเชียงแสน และได้ประทับบนดอยแห่งหนึ่งตรัสทำนายว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับ ขันธปรินิพพานไปแล้ว พระมหากัสสปพระอรหันตสาวก จะนำพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูก ไหปลาร้าข้างซ้าย) มาสถาปนาไว้ ณ ที่นี้ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระมหากัสสปได้นำส่วนแบ่งเป็นพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายกับ สรีริกอีกจำนวนหนึ่งมายังเมืองโยนกนคร ขณะนั้นกษัตริย์ผู้ครองเมือง คือ พระเจ้าอชุตราช ได้นำพระธาตุขึ้นมาบนดอย ตามพุทธทำนาย ดอยแห่งนี้มีเจ้าของเป็นหัวหน้าอนารยชน (มิลักขุ) สองผัวเมีย คือ ปู่เจ้าลาวจกและย่าเจ้าลาวจก พระเจ้า

อชุตราชจึงขอซื้อที่ดิน เพื่อสถาปนาพระธาตุเจ้าไว้ตามพุทธทำนาย สองผัวเมียได้เงินแล้วแบ่งให้ลูกๆ ๓ คน เพื่อจะได้ไป สร้างบ้านเมืองอื่นๆ บนที่ราบเชียงแสน ส่วนตนเองได้เฝ้าอุปฐากพระธาตุเจ้า กับอนารยชนอื่นๆ อีก ๕๐๐ คน เมื่อได้ สถาปนาพระธาตุแล้ว พระมหากัสสปก็ได้ทำเสาตุงหรือเสาธงสูง ๘,๐๐๐ วา ตุงยาว ๗,๐๐๐ วา กว้าง ๕๐๐ วา มีร่มเงา ปกคลุมไปทั่วที่ราบเชียงแสน คนทั้งหลายจึงเรียกดอยที่สถาปนาพระธาตุเจ้านั้นว่า ดอยตุง มาจนถึงทุกวันนี้ ปู่เจ้าลาวจก กับย่าเจ้าลาวจกสองผัวเมีย อยู่ทำนุบำรุงพระธาตุเจ้าบนดอยตุงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดาบนสวรรค์

14

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

๒) ตำนานเมืองสุวัณณโคมคำ พงศาวดารโยนก ๕ กล่าวว่า ในช่วงปลายศาสนาของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะนั้น ได้เกิดโรคระบาด ราชบุตร แห่งเมืองปาตลีบุตรจึงอพยพผู้คนไปตั้งเมืองอยู่ในเขตโพธิสารหลวง ต่อมาราชบุตรชื่อว่ากุรุวงสากุมารได้สร้างเมือง

ขึ้นมา พอพระเจ้าโพธิสารหลวงทราบข่าวก็ไปรบหลายครั้งแต่ก็พ่ายแพ้จนพระองค์ต้องยกราชสมบัติให้แก่ราชกุมารกุรุ วงสา ต่อมาได้เรียกชื่อแคว้นนั้นว่า กุรุรัชและเรียกประชาชนว่า “กล๋อม” ก็มีกษัตริย์สืบมาถึง ๔๔,๘๐๐ องค์ จนถึงสมัยพญาศรีวงสาได้ครองเมืองโพธิสารหลวง พระองค์มีราชบุตรสอง องค์ คือ อินทรวงสา และไอยกุมาร โดยอินทรวงสาได้ครองราชย์สืบจากพระราชบิดา และมีไอยกุมารเป็นอุปราช สมัย ต่อมา ราชบุตรของอินทรวงสาชื่ออินทรปฐมได้อภิเษกกับธิดาของไอยอุปราช พระนางอุรสาเทวีของพญาอินทรปฐมคลอดราชบุตรออกทางปากมีชื่อว่า “สุวัณณมุขทวาร” ทำให้พาหิรปุโรหิต ใส่ร้ายและลอยแพในแม่น้ำโขงจนไปถึงท่าโคมคำ ไอยอุปราชจึงได้สร้างเมืองให้ชื่อว่า “สุวัณณโคมคำ” ฝ่ายเมืองโพธิสาร เกิดโรคระบาดหลังจากใส่ร้ายพระราชเทวีและกุมาร ผู้คนที่เหลือจึงได้หนีออกจากเมืองไปอยู่ที่เมืองสุวัณณโคมคำ กษัตริย์ในเมืองสุวัณณโคมคำสืบต่อจากพญาสุวัณณมุกขทวารมีถึง ๘๔,๕๕๐ องค์ จึงสิ้นสุดลง และเชื้อสาย พาหิรปุโรหิตได้เป็นใหญ่ในเมืองสุวัณณโคมคำ ด้ข่มเหงชาวเมืองให้ได้รับความเดือดร้อน จนกระทั่งพญานาคนามว่า

“ศรีสัตตนาค” ได้ขุดฝั่งน้ำของหรือน้ำโขงทำให้เมืองล่มในราตรี ทำให้เจ้าเมืองและชาวเมืองจมน้ำตายเป็นอันมาก

เมืองสุวัณณโคมคำจึงกลายเป็นเมืองร้างและเป็นท่าหลวงชื่อว่า “ท่าโคมคำ” ๓) ตำนานสิงหนวัติกุมาร หลังจากเมืองสุวัณณโคมคำล่ม กลายเป็นท่าหลวงไปแล้ว ตำนานสิงหนวัติกุมารได้กล่าวถึงการอพยพของ

กลุ่มชาวไทเมืองแห่งนครไทเทศเข้ามาตั้งบ้านเมืองอยู่ในบริเวณเมืองสุวัณณโคมคำที่ร้างไป และมีการสืบราชสมบัติต่อๆ กันมาอีกนับพันปีตั้งแต่สมัยพุทธกาล กล่าวถึงพญานาคมาช่วยสร้างเมืองพันธุสิงหนวัตินคร หรือเมืองโยนกนาคพันธุ์

จนกระทั่งเมืองล่มหลายเป็นหนองน้ำไป ชาวเมืองที่อยู่นอกเมืองก็มารวมกันสร้างเมืองใหม่ขึ้นเรียกว่าเมืองปรึกษา

มีการปกครองแบบขุนแต่งเมืองเป็นระยะเวลาประมาณ ๙๓ ปี ๔) ตำนานหิรัญนครเงินยาง กล่าวถึงพระเจ้าอนุรุทธกษัตริย์แห่งเมืองพุกามจะตัดศักราชใหม่ โดยแต่งจุลศักราชในปี พ.ศ. ๑๑๘๒ นั้น เมื่อจะประชุมเชิญท้าวพญาในชมพูทวีปมาร่วมในพิธี ก็ปรากฏว่าในเมืองปรึกษาไม่มีกษัตริย์ปกครอง พระองค์จึงได้ ขอร้องพระอินทร์ให้ช่วยเหลือ พระอินทร์จึงส่งลวจังกราชเทวบุตรมาเป็นกษัตริย์ กษัตริย์วงศ์ลวจังกราชนี้ได้สืบราช สมบัติต่อๆ กันมาในเมืองหิรัญนครเงินยาง จึงถึงกษัตริย์องค์ที่ ๒๓ คือ พญามังราย เป็นยุคที่ขยายอาณาเขต และได้ รวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรล้านนา โดยมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง

15


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

๕) นิทานเรื่องแมงสี่หูห้าตา เรื่องแมงสี่หูห้าตาเป็นนิทานที่เล่าต่อๆ กันมา ที่วัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีตำนาน เล่าเกี่ยวกับเรื่องแมงสี่หูห้าตาว่า ในเมืองพันธุมัตติราชธานี มีพญาชื่อพันธุมัตติ มีเทวี ๗ นาง ในเมืองนี้มีทุคตะ ๓ พ่อแม่ลูก ต่อมาแม่และพ่อได้ตาย จากไป ก่อนตายพ่อก็ให้โอวาทสั่งสอนและสั่งว่า ไม่ต้องจัดพิธีงานศ���พ่อ เมื่อศพล่อนให้ลากเอาหัวและกะโหลกไปตามทาง ถ้า ติดตรงไหนก็ให้ใส่แร้วตรงนั้น เมื่อพ่อเสียชีวิตแล้ว ชายทุคตะได้ปฏิบัติตามที่พ่อสั่งไว้ และดักแร้วได้สัตว์ที่มีลักษณะประหลาด คือ มี ๔ หู ๕ ตา จึงนำมาไว้ที่ตูบน้อยที่อยู่ของตนเอง พบว่า แมงสี่หูห้าตาชอบกินถ่านไฟแดงเป็นอาหารและถ่ายมูลเป็นทองคำทุกวัน ชายทุคตะ จึงได้ขนเอาไปฝังไว้ในสวนจำนวนมาก โดยไม่มีใครทราบ พญาพันธุมัตติราชมีราชธิดาชื่อนางสิมมา มีรูปโฉมงดงาม เมื่อพญาทั้งหลายมาสู่ขอ พญาพันธุมัตติราชได้ประกาศว่า ถ้าผู้ใดสามารถตีลินคำ (รางน้ำทองคำ) พาดจากเมืองของตนมาถึงคุ้มของพญาได้ ตนเองจะยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย ชาย ทุคตะจึงหาช่างมาตีลินคำพาดจากตูบน้อยของตนเองไปถึงคุ้มพญา พญาจึงยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย วันหนึ่งพญาพันธุมัตติราชจึงเรียกชายทุคตะมาสอบถามถึงที่มาของทองคำจำนวนมาก ที่นำมาตีเป็นลินคำ เขาจึงเล่า ความจริงให้พญาฟังทั้งหมด พญาจึงให้คนไปขนเอาทองคำที่ฝังไว้มาเก็บในคลังหลวง และนำแมงสี่หูห้าตามายังคุ้มหลวง คนทั้ง หลายพากันมามุงดูเป็นจำนวนมาก แมงสี่หูห้าตาจึงหนีเข้าไปในช่องถ้ำที่อยู่ใกล้เมือง พญาและ อำมาตย์ทั้งหลายจึงตามเข้าไปในถ้ำ แต่ปากถ้ำได้พังทลายลงมาปิดไว้ หาทางออกไม่ได้ มีแต่ ช่องเล็กๆ พญาจึงให้เทวีทั้ง ๗ มาหาและให้เปิดผ้านุ่งให้ดู มีนางเทวีคนที่ ๗ คนเดียวที่ ตัดสินใจยอมเปิดผ้านุ่งให้ดู ทำให้ก้อนผาที่ปิดปากถ้ำหัวเราะและแตกออก พญาและ อำมาตย์จึงออกมาได้ พญาทั้งหลายจึงรักเมียปลายมากกว่าเมียเก๊ามาตราบทุกวันนี ้ ต่อมา พญาพันธุมัตติราชได้โปรดให้ราชาภิเษกลูกเขยเป็นพญา ได้ เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “พระยาธรรมมิกะราช” และมีการเฉลิมฉลองนับ ๗ วัน ๗ คืน มีพระสงฆ์มาเผยแพร่พระพุทธศาสนา แล้วนำพระบรมพุทธสารีริกธาตุนิ้ว ก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้ามาถวาย ในฐานะที่เป็นเจ้าเมือง พระยาธรรมมิกะ ราชจึง โปรดฯ ให้สร้างวัดวาอารามต่างๆ เพิ่มขึ้น และได้สร้างวัดดอยเขาควาย แก้วโดยนำเอาพระบรมพุทธสารีริกธาตุนิ้วก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้าบรรจุใส่ไว้ ในเจดีย์ของวัดดอยเขาควายแก้วอีกด้วย วัดนั้น สร้างตรงยอดดอยที่มีถ้ำที่แมงสี่หู ห้าตามาติดบ่วงแร้วได้ที่นั่น และเป็นวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้วของจังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน

16

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

๑.๒ กฎหมาย กฎหมายของล้านนา เข้าใจว่าได้รวบรวมและตราขึ้นใช้ในสมัยพญามังรายปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาผู้สร้าง เมืองเชียงใหม่ มีชื่อว่า “มังรายศาสตร์” หรือ “วินิจฉัยมังราย” สันนิษฐานว่าพญามังรายอาจจะตรากฎหมายฉบับนี้โดยได้รับ อิทธิพลของ “กฎหมายมังรายศาสตร์” ของมอญจากหริภุญชัย มังรายศาสตร์คงเป็นกฎหมายที่ใช้ในการพิจารณาตัดสินคดี ต่างๆ สืบทอดต่อกันมาหลายสมัย นอกจากนี้ยังพบต้นฉบับกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายเช่านา อวหาร ๒๕

(ว่าด้วยการโจรกรรม ๒๕) กฎหมายโคสาราษฎร์ เป็นต้น ๑.๓ ตำรา ได้ แ ก่ ตำราโหราศาสตร์ ตำราสมุ น ไพร ตำราประเพณี แ ละพิ ธี ก รรมต่ า งๆ เช่ น พิ ธี สื บ ชะตาเมื อ งเชี ย งใหม่

มูลประทีป (ว่าด้วยประเพณีการจุดประทีปตามบ้านเมือง) บูชาเคราะห์หลวง (ว่าด้วยประเพณีการสะเดาะเคราะห์ และ ลักษณะขึดหรืออุบาทว์ต่างๆ) เป็นต้น ๑.๔ ชาดก วรรณกรรมประเภทนิทานชาดกของล้านนามีอยู่เป็นจำนวนมากส่วนใหญ่จะเป็นชาดกนอกนิบาต ซึ่งสืบเนื่องมาจาก การนำนิทานท้องถิ่นมาแต่ง เพื่อใช้เทศนาสั่งสอนโดยกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ การแต่งจะมีลักษณะยกคาถาบาลี ตั้งแล้วพรรณนาเป็นภาษาร้อยแก้ว บางเรื่องก็มีลักษณะการแต่งปนกับร่าย ซึ่งเรียกกันว่า “ธรรมค่าว” ๑.๕ คำสอน วรรณกรรมคำสอนที่แต่งเป็นร้อยแก้ว มักจะแต่งขึ้นใช้เทศน์เช่นเดียวกับวรรณกรรมประเภทชาดก โดยมีการยก คาถาบาลีตั้งแล้วอธิบายขยายความเป็นร้อยแก้ว หรือมีการแต่งเป็นร่ายปนด้วย วิธีการสอนนั้นมีทั้งการใช้เทศนาโวหาร และ

สาธกโวหารโดยการยกอุทาหรณ์เป็นนิทานประกอบตัวอย่าง เช่น วรรณกรรมเรื่องปู่สอนหลาน ย่าสอนหลาน โลกนัยคำสอน โลกหานีคำสอน โลกธนะ เป็นต้น

๒. วรรณกรรมประเภทร้อยกรอง

ร้อยกรองของล้านนา แบ่งตามลักษณะรูปแบบได้ ๖ ประเภท คือ โคลง ร่าย ค่าวซอ คำฮ่ำ กาพย์ และซอ ที่ปรากฏ เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์พบต้นฉบับส่วนใหญ่มีเพียง ๓ ประเภท คือ ร่าย (เรียกว่า “ธรรมค่าว” หรือ “ค่าวธรรม”) โคลง และค่าวซอ ทั้งนี้เพราะคำประพันธ์อีก ๓ ชนิด คือ กาพย์ คำฮ่ำ และซอนั้น เป็นลักษณะบทเพลงพื้นบ้านกล่าวคือ กาพย์นั้น เป็นเพียงบทแทรกสำหรับพระภิกษุสงฆ์ใช้สลับในการเทศน์ (ลักษณะคล้ายกับแหล่ของภาคกลาง) คำฮ่ำเป็นบทขับขานในพิธีกรรม ส่วนซอเป็นลักษณะเพลง ปฏิพากย์ คือ มีนักร้องชายหญิงที่เรียกกันว่า “ช่างซอ” ขับร้องโต้ตอบกัน (คล้ายกับ “หมอลำ” ของ ภาคอีสาน) ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยพบการแต่งคำประพันธ์ทั้งกาพย์ คำฮ่ำ และซอนี้เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์แต่อย่างใด 17


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

๒.๑ วรรณกรรมประเภทโคลง เท่าที่พบต้นฉบับ แบ่งตามเนื้อหาได้ดังนี้ ประเภทนิราศ ประเภทประวัติศาสตร์ ประเภทนิทาน ประเภทคำสอน และโคลงกลบทต่างๆ ๒.๒ วรรณกรรมประเภทร่าย วรรณกรรมประเภทนี้เป็นวรรณกรรมพุทธศาสนา จึงมักเรียกว่า ธรรมค่าว ค่าวธรรม หรือกลอนธรรม กล่าวคือ พระภิกษุแต่งขึ้น เพื่อใช้เทศนาธรรม เนื้อหาจึงจัดเป็นวรรณกรรมคำสอนโดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานชาดก ซึ่งมีที่มาทั้งจากนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมา จากอรรถกถาชาดก และปัญญาชาดก ลักษณะการแต่งจะคาบเกี่ยวกับร้อยแก้วสำนวนเทศน์ พัฒนาเป็นร่ายโบราณ (ที่มีวรรคละ ๕ คำเป็น หลัก) และเป็นร่ายยาว (ที่มีถึงวรรคละ ๑๐ คำก็ได้) เช่น เรื่องที่นิยมแต่งกันมาก คือ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ๒.๓ วรรณกรรมประเภทค่าวซอ เป็นคำประพันธ์ของล้านนาชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ วรรณกรรมค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สืบเนื่องมาแต่ “ธรรมค่าว” นักเขียนภาคเหนือนิยมแต่งกันมากในราวสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (เริ่มตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๓๐๐ อันเป็นระยะที่เชียงใหม่พ้นจากการ ปกครองของพม่าแล้วและในช่วงที่กวีรัตนโกสินทร์นิยมแต่งวรรณกรรมด้วยกลอนแปดหรือ กลอนสุภาพ กวีภาคเหนือนิยมแต่งวรรณกรรมด้วย ค่าวซอเป็นส่วนใหญ่) จุดมุ่งหมายในการแต่งเพื่อ “เล่าค่าว” หมายถึงการที่ผู้รู้อักษรล้านนา (ซึ่งบวชเรียนมาแล้ว) เป็นผู้อ่านค่าวซอเป็นทำนอง เสนาะหรือที่เรียกว่าการ “จ๊อย” มีหลายทำนอง เช่น ทำนองเชียงใหม่ ทำนองเมืองเถิน ทำนองลำปาง ทำนองเชียงแสน ทำนองโก่งเฮียวบง ทำนองม้าย่ำไฟ ทำนองวิงวอน เป็นต้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น ค่าวซอหงส์หิน ค่าวซอเจ้าสุวัตรนางบัวคำ ค่าว ซอก่ำกาดำ เป็นต้น ๒.๔ วรรณกรรมประเภทค่าวฮ่ำ ค่าวฮ่ำ คือ ค่าวที่พรรณนาถึงเหตุการณ์หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ บางเรื่องคล้ายกับจดหมายเหตุ เช่น ค่าวฮ่ำเชียงแสนแตก ค่าฮ่ำบอกไฟขึ้น เป็นต้น ๑) ค่าวเชียงแสนแตก ค่าวเชียงแสนแตกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการรบกับพม่���ของกลุ่มคนไทย เพื่อยึดเชียงแสน ต้นฉบับที่พบเป็นเอกสารใบลานของวัด ม่วงตึ๊ด ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอเมือง จังหวัดน่าน จำนวน ๑ ผูก ความยาว ๔๒ หน้าลาน คัดลอกด้วยอักษรธรรมล้านนา แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้คัด ลอกและกวีผู้แต่ง ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว๖ กล่าวว่า “ต้นฉบับเดิมของเอกสารนี้ขาดหายไปจำนวนหลายหน้า โดยเฉพาะในช่วงตอนท้าย จึง ทำให้กวีพนธ์เรื่องค่าวเชียงแสนแตกไม่จบบริบูรณ์ โดยมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น ๑๔ ตอน ประกอบด้วย กวีนิพนธ์จำนวน ๕๒๘ บทเฉพาะบท สุดท้ายมีเพียง ๒ วรรค ความต่อเนื่องจากนั้นได้ขาดหายไป...” บทที่ ๑ และ ๒ ขึ้นต้นด้วยการขอพรจากพระรัตนตรัยว่า ๑. อภิวันเท ปูเชโครพ พระไตรภพ ติโลกาจารย์ ทักขินัยยา รัตนะแก้ว นวธัมม์ รัสสะหาร ๒. ชุลีกร บวนสว่างแล้ว เศียรใส่เกล้าสิรงค์ วันทานบ คุลีเบงจงค์ ทังที่ติด ที่เท้าทั้งห้า

18

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เนื้อหาในค่าวเชียงแสนแตก เป็นการกล่าวถึงการขับไล่พม่าให้ออกจากเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ. ๒๓๔๖ โดยมีกองทัพจากเมือง เชียงใหม่ ลำปาง และน่าน ร่วมมือกันเข้าตีเมืองเชียงแสน โดยกองทัพของทั้งสามเมืองได้ยกมาปิดล้อมเมืองไว้ จากนั้น จึงวางแผนที่จะเข้า โจมตีพร้อมกัน และนัดหมายให้ทหารในเมืองเชียงแสนเป็นฝ่ายเปิดประตูให้ กองทัพของทั้งสามเมืองจึงยกเข้าสู่ตัวเมืองเชียงแสนได้

โดยสะดวก เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ จึงสามารถยึดเมืองเชียงแสนได้ไม่ยากเย็นนัก ในสงครามครั้งนี้แม่ทัพพม่าถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิต บรรดาทหารที่เหลืออยู่ทั้งหมดจึงแตกพ่ายหนีไป ปรากฏความว่า ๒๗๒. เตชะบุญ กระหม่อมเหนือเกล้า มากนักปราบพลมาร หวานม่านร้าย หากม้วยสังขาร ชีวิตมาร ถูกปืนถูกเกล้า ๒๗๓. จับใส่หัว โป่ม่านผู้เถ้า ท่าวล้มข่วงอาราม ฝูงหมู่ลูกน้อง สรวมหอบหยุบหาม ออกอาราม แล่นหนีจากหั้น ม่านทังหลาย ต่างคนต่างดั้น พร่องลงเรือสู่น้ำ หลังจากยึดเมืองเชียงแสนคืนจากพม่าได้สำเร็จแล้ว เจ้าเมืองเชียงใหม่ ลำปาง และน่าน จึงอพยพกวาดต้อนผู้คนชาวเมืองเชียงแสน ไปยังเมืองของตน ทำให้เมืองเชียงแสนกลายเป็นเมืองร้าง

๒) ค่าวฮ่ำบอกไฟ ๗ ค่าวฮ่ำบอกไฟ เป็นค่าวที่ใช้สำหรับขับในคราวมีประเพณีจิบอกไฟ (จุดบั้งไฟ) ของชุมชนชาวบ้าน ส่วนมากจะจิสำหรับบูชาพระธาตุ ที่ชุมชนนับถือ สำนวนภาษามักจะกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน เช่น มาเต๊อะ มาเต๊อะ ปี่น้องทังหลาย ศรีเกิดเจียงราย ปากั๋นวิ่งเต้น หาเฝ่าฝืนฟาง ดินไฟและขาง หามาพร้อมถ้วน แล้วใส่ครกก้วน

ตำสากมองดัง บางคนใคร่หัน สล่าเปิ้นสร้าง ขอเป็นลูกจ้าง แป๋งบอกไฟยาว สืบเจื้อสืบจ๋าว ต่อไปตางหน้า หมู่จุ๋มตู๋ข้า จักฮ่ำเฮียนเอา จ่วยกั๋นขูดเหลา ไม้หวายลากเส้น ตู๋ข้าบ่เว้น ฮีตเก่าฮอยเดิม จักขอส่งเสริม บ่ละคว่างไว้ ตู๋ข้ารับไจ้ หามแห่เดินตาง สนุกสนานตวยกันเป็น เส้น ฟ้อนรำม่วนเล้น ดีดเต้นนมมือ ขอพระบุญเหลือ จ้วยก้ำจ้วยป้อง จิบอกไฟยาว โห่ร้องเจี๋ยวจ๋าว ตี๋กล๋างโต้งกว้าง ยกขึ้นใส่ก้าง จิเสียยาม แลง บ่ถ้ากินเหนง หมู่เฮาเปิ้นป๊อง ขึ้นก็ฟ้อน บ่ขึ้นก็ฟ้อน มันเป๋นตุกข์ย้อน ได้ต๋อกได้ต๋ำ ตี๋นมือบอดำ ลำคอบอเส้า หมู่เฮานี้เล่า สนุกเมามัว แม่ฮ้างลืมครัว แม่เฮือนลืมผัว สาวจี๋ลืมจู้ ก็หมู่นี้เนอ...

19


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

ในจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน

สถานการณ์ภาษาล้านนา

สถานการณ์ภาษาล้านนาในจังหวัดเชียงรายเป็นเช่นกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ คือ มีการพูดภาษาล้านนา (คำเมือง) ผสมกับภาษาไทยถิ่นกลางเป็นจำนวนมากซึ่งลักษณะการพูดคำเมืองผสมกับภาษาไทยนั้น คำเมืองจะเรียก ว่า แปล๊ด (ปะ-แล๊ด, ไทยแปล๊ดเมือง) โดยมากแล้วมักจะพบใน คนที่พูดคำเมืองมากๆ แล้วพยายามจะพูดไทย หรือ คนพูดภาษาไทยพยายามจะพูดคำเมือง เผลอพูดคำทั้ง ๒ ภาษา มาประสมกัน เช่น แดดร้อนมากเลย เอาจ้องมากางดีกว่า (ถ้าเป็นภาษาเมืองจริงๆ ต้องพูดว่า แดดฮ้อนแต๊ เอาจ้องมาก๋างเลาะ) อะไรเนี่ย! ทำไมมันแพงแต๊แพงว่า (ถ้าเป็นภาษาเมืองจริงๆ ต้องพูดว่า “อะหยังนิ จะ (ยิ) ไดมันแปงแต๊แปงว่า” การพูดคำเมืองที่เป็นประโยคแบบดั้งเดิมนั้นหายากแล้วเนื่องจากมีการผสมผสานกับภาษาไทยภาคกลาง ทั้งใน สำเนียงและคำศัพท์ ยกตัวอย่างประโยคกำเมืองแบบดั้งเดิม เช่น กิ๋นข้าวแล้วกา = ทานข้าวแล้วรึยัง ยะอะหยั๋งกิ๋นกา (เจ้า) = ทำอะไรทาน (ค่ะ) ถ้าเป็น ผู้ชายจะไม่ลงท้าย คำว่า เจ้า ไปตังใดมา (เจ้า) = ไปไหนมา (คะ)

บรรณานุกรม ปริญญา กายสิทธิ์. ประวัติพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย ตั้งแต่ง พ.ศ. ๑๙๑๒ – ๒๑๐๑. กรุงเทพฯ : ปริญญานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๒๘ (หน้าที่ ๑๑) พระยาประชากิจกรจักร(แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๕. (หน้าที่ ๓๑๗) สมหมาย เปรมจิตต์ อ้างถึงใน บุญคิด วัชรศาสตร์. แบบเรียนภาษาเมืองเหนือ. พิมพ์ครั้งที่ ๖. เชียงใหม่ : ธาราทองการพิมพ์, ๒๕๒๗. ตำนานพระธาตุดอยตุง ในประชุมตำนานพระธาตุภาคที่ ๑ และภาคที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๑๓. พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๕. ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว. ค่าวเชียงแสนแตก ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒.

(หน้า ๙๒๓ – ๙๒๔) คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดเชียงราย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร,

๒๕๔๔. (หน้า ๑๑๗ – ๑๑๘)

20


เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

วัฒนธรรมประเพณีเมืองเชียงราย : บริบททางสังคมคนล้านนาในมิติแห่งกาลเวลา

ประเพณี พีธีกรรมคู่บ้านเมือง ศิลป์งามศาสตร์พร้อม งามเด่นดั่งดาวเรือง เชียงรายรุ่งเรืองเมือง ตนเอกอ้างสง้า

ชาวเมือง อยู่ฟ้า พญาพ่อ มังราย เสกสร้าง เวียงสวรรค์

ช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อ “พญามังรายมหาราช” แห่ง เชียงแสนนคร ได้เข้ามาครอบครองและตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ราบลุ่มเชียงราย แห่งนี้ ถือเป็นการลงหลักปักฐานว่าด้วยการวางผังบ้านภูมิเมืองที่มั่นคงถาวร เป็นครั้งแรกของเมืองเชียงราย ยังมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองสู่ดินแดนที่ราบลุ่ม ระหว่างขุนเขาแห่งนี้ กอปรกับการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่หลากหลาย พัฒนาการเรื่อยมาจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ นำไปสู่การ เป็ น ศู น ย์ ก ลางระบอบการเมื อ งการปกครอง ศาสนา อั น มี แ บบแผนทาง วัฒนธรรมเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการได้สัมผัสเรียนรู้กับสิ่งรอบๆ ตัวที่เรียก ว่า “ธรรมชาติ” อ้างอิงอยู่กับฐานรากแห่ง “ศรัทธา” อันหมายถึงความเชื่อ ในสิ่ ง ที่ ต นเคารพบู ช าเป็ น หลั ก โดยมี ทั้ ง เทพเจ้ า ศาสนา รวมไปถึ ง ดวง วิญญาณบรรพบุรุษ หรือวีรกษัตริย์นักรบในตำนานต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ สั ม พั น ธ์ เ ชื่ อ มโยงกลายมาเป็ น วั ฒ นธรรมชนชาติ ที่ มี เ อกลั ก ษณ์ ท าง ขนบธรรมเนี���ม และจารีตประเพณี ถ่ายทอดออกมาเป็นวิถีชีวิตผู้คนใน สังคมล้านนา รวมไปถึงเกิดการสืบทอดต่อยอดในศิลปะ วัฒนธรรม และ ประเพณีของตนมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ดังเช่น สังคมวิถีชีวิตชาว เมื อ งเชี ย งรายปั จ จุ บั น ที่ ร่ ว มกั น สื บ สาน สื บ ทอดต่ อ ยอดลมหายใจใน วัฒนธรรมและประเพณีของตนเองให้คงอยู่มากระทั่งถึงทุกวันนี ้ 

ด้วยปัจจัยทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว อีกทั้งสภาพภูมิประเทศถิ่นที่อาศัยอยู่ ถือเป็นมิติทางกายภาพหนึ่ง ที่แสดงออกถึงบริบททางสังคมคนล้านนาในจังหวัดเชียงรายได้อย่างชัดเจน ผนวกกับความหลากหลายจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่สุด ท้ายเรียกรวมตนเองว่า “คนล้านนา” เหล่านี้ก่อให้เกิดการผสมผสานเป็นกระบวนความคิดที่เราเรียกกันว่า “ภูมิปัญญา”

ถื อ เป็ น ตั ว ปั จ จั ย หนึ่ ง ที่ ท ำให้ ช าวเชี ย งรายวั น นี้ สามารถดำรงไว้ ซึ่ ง เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมของตนให้ ยั ง คงดำเนิ น อยู่ ไ ด้

แม้วันเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย หรือสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง วัฒนธรรม และ ประเพณีเมืองเชียงรายก็ยังคงอยู่ ด้วยการยึดมั่นในวิถีแห่งศรัทธา รวมไปถึงการมุ่งมั่นปฏิบัติในจารีตประเพณีท้องถิ่นตนเอง

ให้ เ ป็ น เอกลั ก ษณ์ เมื่ อ มองเปรี ย บเที ย บกั บ วิ ถี ชี วิ ต คนล้ า นนาสั ง คมกลุ่ ม อื่ น ๆ ทั่ ว ไปก็ ดู จ ะมี ค วามคล้ า ยคลึ ง กั น แต่ ท ว่ า

ในความคล้ายคลึงกันนั้น มักจะมีความพิเศษอยู่ตรงที่จารีตประเพณีของเมืองเชียงรายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มิได้เป็นเพียง วัฒนธรรมหรือประเพณีที่มีรายละเอียดเชิงนามธรรมของการกล่าวอ้างถึงเท่านั้น ทุกอย่างยังคงมีรูปธรรมให้สามารถซึมซับ สัมผัสอย่างชัดเจน โดยรับเอาจากแบบแผนประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการสืบทอดที่มีทั้งรูปแบบงานศิลป์ และศาสตร์ในความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นพื้นบ้าน เกิดการอนุรักษ์สืบสานเพื่อการคงอยู่นับจากรุ่นสู่รุ่น ดังเราจะเห็นได้จาก ความเด่นชัดในประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ที่ยังปรากฏให้พบเห็นในชีวิตประจำวันของกลุ่มคนแต่ละพื้นที่จังหวัดเชียงราย หากลองสังเกตและพิจารณาให้ดีถึงคำกล่าวที่ว่า “เชียงรายเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมเป็นไปตามลักษณะทางกายภาพ ของภูมิประเทศ” กล่าวคือ เมื่อเทียบกับประเพณีล้านนาใน ๑๒ เดือน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานวงจรชีวิตคนล้านนาโดยทั่วไปแล้ว พบว่าวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นเมืองเชียงรายยังมีความโดดเด่นจากการสอดแทรกและผสมผสานประเพณีด้านพิธีกรรม

ในวิถีชีวิตประจำวันอื่นๆ ด้วยเพราะความหลากหลายทางชาติพันธุ์ผนวกกับปัจจัยทางด้านกายภาพพื้นที่ดังกล่าว เป็นสาเหตุ

ให้ประเพณีพิธีกรรมบางอย่างกระทำขึ้นเฉพาะท้องถิ่น อาทิเช่น หมู่บ้านหาดไคร้ อำเภอชียงของ ด้วยลักษณะพื้นที่ของหมู่บ้าน ที่ติดอยู่กับลำน้ำโขง วิถีชีวิตผู้คนส่วนใหญ่จึงผูกพันอยู่กับสายน้ำและทำอาชีพประมงเป็นหลัก จากวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กัน

กับธรรมชาตินี้ ก่อให้เกิดมีประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ขึ้นในชุมชน อย่างเช่น พิธีเลี้ยงผีลวง หรือพิธีบอกกล่าวเจ้าพ่อปลาบึก

เพื่อขออนุญาตจับปลาบึกตามฤดูกาลในแม่น้ำโขง ถือเป็นการสร้างความเชื่อเพื่อการดูแลรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติ

ที่ได้เอื้อคุณประโยชน์ต่อปากท้องและชีวิตมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์ก็เคารพและรักษาสิทธิประโยชน์ของธรรมชาติ ด้วยการตั้ง

กฎกติกาเพื่อมาจัดการดูแลธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นับเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างคนในชุมชนบ้านหาดไคร้กับ

ภูมิปัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว เป็นต้น เหล่านี้จึงเกิดการรวมกันเป็นวัฒนธรรมและประเพณี ที่เกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่เมืองเชียงราย กลายเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมของชนชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแห่งนี้ โดยมีหลักฐานจากตำนาน ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับ ๗๕๐ ปี เป็นเครื่องพิสูจน์ พัฒนาผ่านกาลเวลาเรื่อยมาจนมีความงดงามปราณีตบรรจงในเชิงคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรม ดึงดูดให้เกิด ความน่าสนใจในบริบทของวิถี ชีวิต จารีต ประเพณีและพิธีกรรมท้องถิ่นเชียงรายที่หลากหลาย ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาต่อไปนี ้ 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

พิ ธีบวงสรวงพญามังราย พญามังราย เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๕ แห่งราชวงศ์ลวจังกราช พระองค์ได้ ทรงสร้างบ้านแปงเมืองเชียงรายขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๕ โดยกำหนดดอยทอง (ปัจจุบัน) ให้เป็น

จุดสะดือเมือง ด้วยเห็นว่า เป็นชัยภูมิที่อุดมสมบูรณ์ และเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองให้เจริญ รุ่งเรืองสืบต่อไป ดังนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทางจังหวัดเชียงราย จึงได้จัดพิธีการบวงสรวงพญามังรายขึ้น นับตั้งแต่วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๒๖ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่บ้านเมือง โดยจะเริ่มต้นพิธีบวงสรวง บริเวณวัดงำเมือง จากนั้นจะ ประกอบพิธีทำบุญเมือง พิธีสืบชะตาเมือง และพิธีบวงสรวงพญามังราย เป็นลำดับ ณ บริเวณลาน อนุสาวรีย์พญามังราย จังหวัดเชียงราย




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

ประเพณี นมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง

พระธาตุดอยตุงถือเป็นองค์ปฐมเจดีย์แห่งดินแดนล้านนา จัดเป็นโบราณสถานที่สำคัญและ เก่ า แก่ แ ห่ ง หนึ่ ง ในภาคเหนื อ ตามตำนานกล่ า วไว้ ว่ า เป็ น เจดี ย์ บ รรจุ พ ระรากขวั ญ เบื้ อ งซ้ า ยของ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระมหากัสสปเถระเจ้าได้นำมาถวายแด่พระเจ้าอชุตตราชกษัตริย์ องค์ที่ ๓ แห่งเมืองโยนกนาคนคร ภายหลังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน แล้ว ดังนั้น ชาวพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวที่เลื่อมใสศรัทธาต่อพระธาตุเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จึงได้เดินทางมากราบไหว้และสักการะบูชาเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ประเพณีการขึ้นพระธาตุดอยตุง เป็นขนบจารีตของชาวล้านนาที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยถือกำหนดเอาวัน เพ็ญเดือน ๔ (ใต้) หรือ เดือน ๖ เป็ง (เหนือ) เป็นวันประกอบพิธีใหญ่ แต่ช่วงระยะเวลาของการจัดงานจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และ สิ้นสุดในวันแรม ๑ ค่ำของเดือนดังกล่าวทุกปี บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่บ้านห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย เล่าให้ฟังว่า “...การเดินทางขึ้นนมัสการพระธาตุดอยตุงในสมัยอดีตเป็นไปด้วย ความยากลำบาก หากไม่มีความศรัทธาต่อองค์พระธาตุดอยตุงแล้ว ก็ไม่อาจขึ้นไปกราบไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ เพราะในอดีตถนน หนทางที่ขึ้นพระธาตุดอยตุงนั้น เป็นเพียงเส้นทางเดินเท้าเล็กๆ ที่เลาะเลียบลำห้วยแม่ไร่ ชาวบ้านจะพากันเดินเป็นกลุ่มใหญ่ พร้อมด้วย คณะสงฆ์ของวัดต่างๆ โดยจัดเตรียมข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน ขมิ้นส้มป่อย อาหาร และเงินสำหรับทำบุญไปด้วย หากผู้เฒ่าผู้แก่ที่ สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ต้องใช้เวลาราวหนึ่งถึงสองวันในการเดินทางขึ้นพระธาตุ โดยจัดเตรียมเสื้อผ้า ข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องครัว สำหรับทำอาหาร รวมถึงเครื่องบูชาและถวายพระธาตุขึ้นไปด้วย ในระหว่างการเดิ���ทางก็จะมีการสนทนาพูดคุยด้วยเรื่องที่สนุกสนาน อีก ทั้งสอดแทรกคติชีวิตปรัชญา ช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย และลืมเรื่องระยะทางที่ยาวไกลลงไปได้สนิท..” ในค่ำคืนของวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เหล่าพระสงฆ์และสามเณรจะขึ้นไปพร้อมกันที่วัดพระธาตุดอยตุงน้อย เพื่อทำวัตรสวดมนต์ และทำพิธี

สวดเบิก ท่านพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง และเจ้าคณะอำเภอแม่สาย ได้ให้ข้อมูลว่า พิธีการสวดเบิกในอดีตนั้นจะต้องใช้ พระสงฆ์อย่างน้อย ๕ รูป ๗ รูป หรือ ๙ รูป โดยจะกราบอาราธนานิมนต์พระที่มีเสียงดีจากแต่ละสำนัก(วัด) ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นสวด หลังจากนั้น ชาวบ้านก็จะฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอันกล่าวถึงตำนานและอานิสงส์แห่งพระธาตุดอยตุงเป็นสำคัญ รุ่งเช้าของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญตักบาตร เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะพากันขึ้นไปตักน้ำทิพย์จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนำไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกก่อนที่จะนำไปสรงองค์พระธาตุดอยตุง ครั้นพอถึงเวลากลางคืนจะพากันฟังพระสวดเบิกอีกครั้ง พร้อมกับทำสมาธิ และฟังการแสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับตำนานพระธาตุดอยตุงเหมือนเช่นคืนแรก ส่วนในช่วงเช้าของวันแรม ๑ ค่ำ หลังจากถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และร่วมรับประทานอาหารกันตามหมู่คณะของตนแล้ว ชาวบ้าน จะพากันเดินทางกลับด้วยความอิ่มเอิบใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านถือปฏิบัติกันก่อนเดินลงจากพระธาตุ คือ การขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบางคน อาจมีการทำทุรกรรมจริต ผิดละเมิดด้วยกาย วาจา ใจ หรือบางคนขอขมาเพื่ออธิษฐานนำน้ำทิพย์จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์กลับมาฝากคนที่ไม่ได้ไปด้วย ปัจจุบัน การเดินทางขึ้นไปนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงมีความสะดวกสบายมากขึ้นมีการสร้างถนนสำหรับนำรถยนต์

ขึ้นไปได้ และไม่จำเป็นต้องไปตั้งปางที่พักค้างคืนเหมือนสมัยก่อน ผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาจึงหลั่งไหลหาโอกาสที่จะขึ้นไปสักการะบูชา

องค์พระธาตุเจ้าดอยตุงแห่งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดปี “ไก๊” หรือปีกุน (ปีหมู หรือปีช้าง)จะเชื่อกันว่าพระธาตุเจ้าดอยตุงดังกล่าวเป็น ธาตุประจำปีเกิดของตน หากได้ไปสักการะกราบไหว้บูชาแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และครอบครัว




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

พิ ธีตานหาแม่ฟ้าหลวง

พิธีตานหาแม่ฟ้าหลวง เป็นพิธีทำบุญเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งชาวเชียงรายคุ้นเคย กับพระองค์ในพระนามว่า “แม่ฟ้าหลวง” ตามพระราชประวัติกล่าวไว้ว่า พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง พลตำรวจเอกหญิง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือพระนามที่ประชาชนชาวไทยนิยมเรียกกันว่า สมเด็จย่า นั้น ทรงพระราชสมภพในวันอาทิตย์ ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๓

ณ จังหวัดนนทบุรี พระองค์เสด็จสวรรคตในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ รวมพระชนมายุได้ ๙๔ พรรษา พระองค์เป็นพระราช ชนนีในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงโปรดธรรมชาติมาก ทรงสร้างพระตำหนักดอยตุง ขึ้นบริเวณดอยตุง เนื้อที่ ๒๙ ไร่

๓ งาน ที่บ้านอีก้อป่ากล้วย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เอง ในพื้นที่เช่าของกรมป่าไม้เป็นเวลานาน ๓๐ ปี โดยทรงเรียกพระตำหนักนี้ว่า บ้านที่ดอยตุง ทรงพัฒนาดอยตุง และส่งเสริมงานให้ชาวเขา หลายด้าน ดังนี ้ โครงการพัฒนาดอยตุง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ทรงพระราชทานกล้าไม้แก่ผู้ตามเสด็จ และทรงปลูกป่าด้วยพระองค์เอง ทรงนำเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิกา และไม้ดอกมาปลูก โครงการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่ง กล้วย กล้วยไม้ เห็ดหลินจือ สตรอเบอรี่



เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

จัดตั้งศูนย์บำบัด และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่บ้านผาหมี ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัด เชียงราย จากพระราชอุตสาหดังกล่าว และโครงการอีกหลายๆ โครงการที่มิได้กล่าวถึงในที่นี้ ทำให้ยอดดอยที่เคยโล่ง เตียนจากการถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยปลูกฝิ่น ได้กลับกลายมาเป็นดอยที่เต็มไปด้วยป่าไม้ตามเดิม ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงได้รับการขนานพระนามว่า สมเด็จย่า จากชาวไทยบนพื้นราบ และ แม่ฟ้าหลวง จากชาวไทยภูเขา เมื่ อ วั น ที่ ๒๑ ตุ ล าคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่ ง เป็ น วั น คล้ า ยวั น พระราชสมภพครบรอบ ๑๐๐ ปี องค์ ก าร วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้เฉลิมพระเกียรติยกย่องให้สมเด็จพระศรีนครินท ราบรมราชชนนี ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก”

ในฐานะที่จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ดังนั้น ในวันที่ ๑๘ กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบวันสวรรคตของพระองค์ จึงได้ มี ก ารจั ด พิ ธี ท ำบุ ญ เพื่ อ อุ ทิ ศ ถวายพระราชกุ ศ ลแด่ พ ระองค์ เป็ น การแสดงความจงรั ก ภั ก ดี และสำนึ ก ใน

พระมหากรุณาธิคุณ พิธีดังกล่าว เรียกว่า “พิธีทานหาแม่ฟ้าหลวง” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พร้อมทั้ง ข้าราชการและประชาชนเข้าร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น โดยในช่วงเช้าเวลาประมาณ ๐๗ .๓๐ น. จะมีการจัดขบวนแห่ เครื่องสักการะและอัญเชิญพวงมาลาสักการะถวาย ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ขบวนแห่ดังกล่าวจะเริ่มจากพิธีอัญเชิญเครื่องสักการะแบบล้านนา ตามด้วยขบวนผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุ ค ลากรเจ้ า หน้ า ที่ นั ก เรี ย นและนั ก ศึ ก ษาของมหาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏ เชี ย งราย และในช่ ว งสายจะจั ด ให้

มีพิธีถวายเครื่องราชสักการะ ณ อุทยานศิลปะและวัฒนธรรม (ไร่แม่ฟ้าหลวง) อำเภอเมืองเชียงราย มีขบวนแห่

เครื่ อ งสั ก การะตามแบบประเพณี ล้ า นนาโดยหน่ ว ยงานภาครั ฐ ภาคเอกชน พร้ อ มทั้ ง ข้ า ราชการและประชาชน

อย่างยิ่งใหญ่ เครื่องสักการะในขบวนแห่ประกอบไปด้วย ขันดอก ต้นผึ้ง หมากสุ่ม หมากเบ็ง และ ต้นเทียน ในช่วงบ่ายมีพิธีบำเพ็ญกุศลถวาย ณ พระตำหนักดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัด เชียงราย พิธีทานหาแม่ฟ้าหลวงนี้ได้ริเริ่มจัดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และได้ถือปฏิบัติ

สืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

พิธีเลี้ยงผีลวง-เจ้าพ่อปลาบึก

บ้านหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับลำน้ำโขง ผู้คนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำโขงเป็นหลัก ดังมีอาชีพเก่าแก่หนึ่งที่ก่อให้เกิด เป็นพิธีกรรมความเชื่อในลุ่มน้ำแห่งนี้ คือ “พิธีจับปลาบึก” ถือเป็นประเพณีพิธีกรรม สำคัญที่มีการสืบทอดมาแต่ครั้งโบราณกาล เชื่อกันว่าปลาบึกเป็นปลาขนาดใหญ่มักจะมีผี คอยปกปั กรั ก ษา ดั งนั้ น ก่อ นจะทำการล่ า ปลาบึก จึ งต้ อ งมี พิ ธีเ ซ่ น สรวงเพื่ อบอกกล่า ว

ขออนุญาตจับปลาบึกจาก “ผีลวง” กล่าวกันว่าเป็นผีที่คอยดูแลรักษาปลาบึกในลำน้ำโขง แห่งนี้ บุญเรียน จินาราช พรานล่าปลาบึกแห่งบ้านหาดไคร้ เล่าให้ฟังถึงการปรากฏตัวของปลา บึกสามารถทราบได้จากฝูงนกนางนวลที่บินอพยพมาสู่ลำน้ำโขง โดยภายหลังการมาของฝูงนกนางนวล ประมาณ ๒ สัปดาห์ หรือในช่วงหลังสงกรานต์ประมาณ ๔-๕ วัน ชาวประมงจะเริ่มทำพิธีบวงสรวงผีลวง หรือ “เจ้าพ่อปลาบึก” และทำกันเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอาชีพล่าปลาบึกเท่านั้น “ปางปลา” เป็นชื่อเรียกสถานที่ จัดพิธีกรรมดังกล่าวริมแม่น้ำโขง โดยชาวบ้านจะช่วยกันจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีต่างๆ พร้อมกับสร้าง ศาลเล็กๆ ขึ้นมา ๑ หลัง จากนั้นพรานอาวุโสจะทำพิธีบอกกล่าวผีลวง เพื่อขออนุญาตจับปลาบึก หากจับได้ แล้วจะกลับมาถวายเครื่องเซ่นไหว้อีกครั้ง หลังพิธีเลี้ยงผีลวงเสร็จสิ้น ก่อนจะนำเรือออกล่าปลาบึกจะต้องทำพิธีเลี้ยงผีแม่ย่านางเรือด้วย เครื่องเซ่น ๓ อย่าง ได้แก่ หมู ไก่แดง และไก่ขาว เพราะเชื่อกันว่าเรือ ๑ ลำ จะมีแม่ย่านาง ๓ ตน คือ นางผมหอมอยู่หัวเรือ นางคำฟูอยู่กลางเรือ และนางแก้วอยู่ท้ายเรือ โดยจะก่อนทำพิธีเลี้ยงจะมีการเสี่ยงทาย ด้วยการสุ่มหยิบข้าวเปลือกบนเครื่องเซ่นไหว้แต่ละอย่าง หากนับเม็ดข้าวในเครื่องเซ่นใดได้จำนวนคู่ครบทั้ง ๓ ครั้ง แสดงว่าแม่ย่านางเรือต้องการกินเครื่องเซ่นนั้นๆ พรานปลาบึกจะนำดอกไม้สีแดง พร้อมทั้งหมาก พลู และเทียนมาไหว้ แล้วนำไก่มาฟาดที่หัวเรือจนตาย นำเลือดไก่มาทาตั้งแต่หัวเรือจรดท้ายเรือ เพื่อขอพร แม่ย่านางเรือให้อำนวยโชคมาสู่ถือเป็นเสร็จพิธี หลังจากได้ปลาบึกมาแล้ว พรานปลาจะนำมาทำพิธีเลี้ยงผี ลวงอีกครั้งเป็นเชิงบอกกล่าวขอบคุณที่ทำให้การล่าปลาบึกครั้งนี้สำเร็จไปด้วยดี แม้ว่าปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจและสังคมจะเปลี่ยนไปมาก แต่คนที่ทำอาชีพจับปลาบึกในลำน้ำโขง ยังคงยึดมั่นตามความเชื่อดั้งเดิมนี้อย่างเคร่งครัด และถือปฏิบัติสืบต่อพิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกอยู่เป็น ประจำมิได้ขาด นับเป็นวิถีชีวิตที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน สัตว์ และธรรมชาติอย่างกลมกลืน 10

11


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

ปอยลู กแก้ว

คำว่า “ปอย” มาจากภาษาพม่าว่า “ปแว” แต่ชาวล้านนารับคำนี้มาแล้วปรับเสียงให้เข้ากับลิ้นของคนท้องถิ่น จึงออกเสียงว่า “ปอย” ในล้านนาโดยทั่วไป หมายถึงงานฉลอง ยกเว้นบางจังหวัด เช่น จังหวัดลำปาง คำว่า “ปอย” หมายถึง งานศพ ส่วนคำว่า ปอยลูกแก้ว หมายถึงงานบรรพชาสามเณร เรียกอีกอย่างว่า “ปอยหน้อย” ซึ่งหมายถึง งานฉลองที่ไม่ใหญ่โตนัก เมื่อเทียบกับงาน “ปอยหลวง” ที่ถือเป็นงานฉลองศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ มีผู้คนจากหลายหมู่บ้าน หรือ หลายหัววัดมาร่วมทำบุญกัน ปอยลูกแก้ว หรือ ปอยหน้อย เป็นประเพณีของชาวล้านนาที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยมากมักจะมีการแห่

ผู้ที่เตรียมเข้าพิธีบรรพชาไปตามที่ชุมชนต่างๆ ซึ่งเรียกว่าแห่ลูกแก้ว คำว่า “ลูกแก้ว” มีความหมายโดยนัยว่า เป็นลูกของพระรัตนไตร หรือ แก้วทั้งสามดวง ดังนั้นผู้ที่จะเข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณรจึงถูกเรียกว่าเป็น “ลูกแก้ว” หากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่จะเรียกพิธี เดียวกันนี้ว่า “ปอยส่างลอง” ซึ่งคำว่า “ส่าง” หมายถึง ผู้ที่บวชเป็นสามเณร ส่วนคำว่า “ลอง” มาจากคำว่า “อลองพญา” หมายถึง ชนระดับปกครอง หรือ ชาติเชื้อกษัตริย์ เป็นการให้ความหมายโดยนัยว่า ผู้ที่จะเข้าพิธีนั้นเปรียบเสมือนเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเป็น

ลูกกษัตริย์ ดังนั้นการแต่งตัวให้ “ส่างลอง” หรือผู้จะเข้าพิธีบรรพชาในปอยส่างลองจึงเต็มไปด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับ

อันวิจิตรตระการตายิ่งกว่า “ลูกแก้ว”

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ประเพณีปอยลูกแก้วในจังหวัดเชียงรายนั้นประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธ์ุมากมาย ดังนั้นรูปแบบการจัดจึงแตกต่าง กันออกไป โดยภาพรวมแล้วก็จะมีลำดับของการจัดงานที่คล้ายกันคือ เริ่มจากการกำหนดวันบรรพชาให้เป็นที่แน่นอน

จากนั้นพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าภาพในการบรรพชาสามเณรแต่ละรูปจะจัดหาเครื่องอัฐบริขารสำหรับเณรบวชใหม่ให้ พร้อมสรรพ ประกอบด้วย สะบงธรรมดา ๑ ผืน จีวร ๑ ผืน อังสะ ๑ ผืน บาตร ๑ ใบ พร้อมด้วยกล่องเข็ม มีดโกน

ผ้ากรองน้ำ และลูกประคำ ส่วนผ้ารัดเอว (รัดประคต) จะมีหรือไม่มีก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องสักการะ อาทิ เทียนบวช สมัยก่อนใช้ ๖ เล่ม แต่ปัจจุบันใช้เพียง ๓ เล่ม ดอกไม้ใส่ควัก (กระทง) หรือทำเป็นช่อใส่ลงไปในพานสำหรับขอบวช ๑ ชุด ใส่ในพานขอสรณะคมน์ และศีล ๑ ชุด และใส่ในพานขอ อุปัชฌาย์ ๑ ชุด จากนั้นจะทำพิธีโกนหัว อาบน้ำขมิ้นส้มป่อย และทาแป้งแต่งตัวด้วยชุดลูกแก้วที่เตรียมไว้เพื่อนำไปแห่ตาม บ้านผู้คนหรือในที่ชุมชน โดยมีชายฉกรรจ์ที่แข็งแรงทำหน้าที่เป็นม้ากัณฐกะให้ลูกแก้วขี่คอ หรืออาจใช้ม้าจริง บางแห่งอาจใช้ช้างเป็นพาหนะก็ได้ ขบวนลูกแก้วจะแห่แหนไปรอบๆ หมู่บ้าน และขึ้นไปบนบ้านบุคคลที่มี อาวุโสเพื่อให้ผูกข้อมือให้พร เมื่อขบวนลูกแก้วกลับถึงวัดลูกแก้วจะเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นนุ่งขาวห่มขาว เพื่อเข้าพิธีบรรพชาโดยมีพระอุปัชฌาย์เป็นผู้ทำพิธีบวชให้

ในงานปอยลูกแก้วมักจะจัดให้มีมหรสพเฉลิมฉลองเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้มาร่วมงาน ส่วนมหรสพจะยิ่งใหญ่

เพียงใดขึ้นอยู่กับฐานะของผู้เป็นเจ้าภาพ คือบรรดาพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของลูกแก้วที่จะบวช บางคนพ่อแม่ยากจน ทางวัด และประชาชนที่มีฐานะดีในหมู่บ้านจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากการบวชลูกแก้วเป็นการทำบุญอีกลักษณะหนึ่งที่ถือว่ามี อานิสงส์มาก เพราะการได้ร่วมสร้างเนื้อนาบุญขึ้นในบวรพระพุทธศาสนาเป็นโอกาสการทำบุญครั้งใหญ่ของบุคคลในชุมชน โดยอาจร่วมเป็นเจ้าภาพซื้อปัจจัย อัฐบริขาร และร่วมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน หรือร่วมบริจาคปัจจัยตามกำลังศรัทธา นับเป็นโอกาสการทำบุญให้ทานที่เอื้ออานิสงส์ผลบุญแก่ผู้มีจิตศรัทธาได้จำนวนมาก อีกประเพณีหนึ่ง 12

13


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

“ปางแปด” เจ้าหลวงเวียงแก่น

เวียงแก่น เป็นชื่อของอำเภอหนึ่งที่ตั้งอยู่ทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย ในอดีต เคยเป็นเมืองเวียงแก่น มีอายุประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ ตรงกับสมัยกรุงสุโขทัยและเมืองเชียงราย เดิมเมือง เวียงแก่นเคยมี “เจ้าหลวงเวียงแก่น” เป็นเจ้าผู้ครอง นครองค์สุดท้าย ภายหลังเกิดการสู้รบกับพญามังราย บริเวณที่ราบทางทิศตะวันตกของเมือง และเจ้าหลวงเวียง แก่นสิ้นพระชนม์ในสนามรบแห่งนี้ ส่งผลให้เมืองเวียงแก่นถูกทิ้งร้าง เป็ น เวลานาน ในปั จ จุ บั น เมื อ งเวี ย งแก่ น หรื อ เรี ย กอี ก อย่ า งหนึ่ ง ว่ า “เมืองโบราณดงเวียงแก่น” ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้ เป็นแหล่งโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย เพื่อเป็นการรำลึกถึงเจ้าหลวงเวียงแก่น ผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานใน พื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำงาว ได้ร่วมใจกันจัดพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงเวียงแก่นขึ้น ในช่วงเดือน ๘ ขึ้น ๓ - ๔ ค่ำของทุกปี เ���ียกอีกอย่างหนึ่งในภาษาถิ่น ว่า “ปางแปด” โดยจะประกอบพิธีบริเวณหอเจ้าหลวงเวียงแก่น ซึ่ง

ตั้งอยู่ในหมู่บ้านม่วงยายใต้ ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น การประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงเวียงแก่น มีการกำหนดไว้ ๒ วัน คือ วันขึ้น ๓ ค่ำ และวันขึ้น ๔ ค่ำ ของเดือน ๘ หรือในราว เดือนมิถุนายน โดยสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องสังเวยในพิธีกรรมจะต้องเป็นหมู หรือควายตัวผู้สีดำเท่านั้น ซึ่งจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันในแต่ละปี คือ จะใช้หมูเป็นเครื่องประกอบพิธี ๒ ปี หลังจากนั้นจะเปลี่ยนมาใช้ควาย ๑ ปี การตระเตรียมสิ่งของ หรือเครื่องประกอบพิธีกรรมต่างๆ จะเป็น หน้าที่ของพ่อเข้าจ้ำ(ผู้รับหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างชาวบ้านกับดวง วิญญาณเจ้าหลวงฯ) และบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน รวมไปถึงกลุ่ม วงดนตรี ส ะล้ อ ซอซึ ง พื้ น บ้ า นซึ่ ง ถื อ ว่ า มี บ ทบาทสำคั ญ อย่ า งยิ่ ง ใน พิธีกรรมดังกล่าว 14

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ในช่วงวันแรกของการทำพิธี ซึ่งจะเริ่มเวลาประมาณบ่ายโมงของวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่า “วันปาดหมาก” ผู้เฒ่าผู้แก่จะถือว่าวันดังกล่าวเป็น “วันก๋ำ” ตามประเพณีพิธีกรรมโบราณจะกำหนดระยะเวลาเอาไว้ ๒ วัน คือ วันขึ้น ๓ ค่ำ และ ๔ ค่ำ เดือน ๘ ข้อปฏิบัติในวันก๋ำดังกล่าวนี้ คือ จะห้ามไม่ให้ชาวบ้านออกไปทำงาน หรือเดินทางไปไหนมาไหน จนกว่าจะผ่านพ้นวันขึ้น ๔ ค่ำ โดยบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่จะมาช่วยกันจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีต่างๆ อันได้แก่ กรวยดอกไม้ ธูปเทียน กรวยใบพลู หญ้าช้าง-หญ้าม้า ผ้าขาว-ผ้าแดง หมากหัวและเหล้าขาว รุ่งขึ้นของเช้าวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ หรือที่เรียกกันว่า “วันปางหลวง” ชาวบ้านที่เข้าร่วมพิธีจะนำดอกไม้ และ เทียนมาถวายรวมกันที่หอเจ้าหลวงเวียงแก่น จากนั้นพ่อเข้าจ้ำจะนำหมูมาบอกกล่าวเซ่นไหว้ เจ้าหลวงเวียงแก่นก่อนจะให้คน นำไปฆ่าเพื่อทำอาหารมาถวายภายหลัง บรรยากาศในพิธีกรรมเลี้ยงเจ้าหลวงเวียงแก่นค่อนข้างครึกครื้น และเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ช่างซอพื้นเมืองจะบรรเลงดนตรี สะล้อซอซึง เพื่อขับขานอัญเชิญเจ้าหลวงเวียงแก่นให้มาประทับยัง “ที่นั่ง” หรือร่างทรงของเจ้าหลวง สลับกับการตีฆ้องและ กลองตลอดช่วงประกอบพิธีกรรม ส่วนช่างปี่ก็จะเป็นผู้ทำหน้าที่เชื้อเชิญเจ้าหลวงเวียงแก่น และเจ้าเมืององค์อื่นๆ ให้ลงมา ประทับอยู่ทุกช่วงขณะ อาทิ เจ้าคำเหลือง เจ้าเวียงดึง เจ้าฟ้าแสนศึก เป็นต้น

เมื่อลงมาประทับแล้ว พ่อเข้าจ้ำจะทำการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายให้กับเจ้าหลวงแต่ละองค์ ชาวบ้าน ที่เข้าร่วมพิธีจะตระเตรียมด้ายสายสิญจน์ และน้ำสะอาดบรรจุภาชนะไว้ เพื่อให้เจ้าหลวงเวียงแก่นร่ายมนต์คาถาปัดเป่า เคราะห์ภัย ก่อนจะนำไปให้ลูกหลานและคนภายในครอบครัวดื่มกินเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะซัก ถามเกี่ยวกับอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนภายในครอบครัว เพื่อหาทางเยียวยารักษาตามความเชื่อต่อไป จากนั้น พ่อเข้าจ้ำจะนำอาหาร และเครื่องเซ่นไหว้ที่จัดเตรียมไว้ไปถวายให้กับเจ้าหลวงเวียงแก่น ได้แก่ ลาบ แกง อ่อม ส้า (ไม่ใส่เลือดแต่ใส่มะเขือแทน) เนื้อย่าง และ เครื่องในต้มที่สับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาร้อยด้วยไม้ไผ่ เรียกว่า “จิ้น หิ้ว” พร้อมทั้งหัวหมูต้ม หาง และขาทั้ง ๔ ขา เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนพิธีถวายเครื่องบูชาเจ้าหลวง ชาวบ้านฝ่ายชายจะ ทำการยิงปืน จำนวน ๑๖ นัด เพื่อเป็นสัญญาณบอกกล่าวให้ผู้ที่เข้าร่วมพิธีสามารถรับประทานอาหารได้ หลังจากนั้นก็จะ ทำพิธีสู่ขวัญให้กับ “ที่นั่ง” หรือร่างทรง เพื่อเรียกขวัญกลับคืนและผูกข้อมือถือเป็นเสร็จพิธี 15


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

พิธีถ่ายหนังแดง

“ถ่ายหนังแดง” หรือ ถวายหนังแดง เป็นพิธีกรรมการเลี้ยงผีป่าของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในอำเภอเวียงแก่น เป็น ประเพณีพิธีกรรมดั้งเดิมที่ได้รับการปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพกาล ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตครั้งหนึ่ง ได้เกิดโรคระบาดขึ้นในหลายหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก หรือบางปีฝนฟ้าก็ไม่ตกต้อง ตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าเป็นเพราะถูกผีป่า ผีฟ้า หรือผีฮ้าย(ผีร้าย) มารังควานก่อกวนคนในหมู่บ้านทำให้เกิด ความไม่สงบสุขร่มเย็น จำต้องทำการบนบานศาลกล่าวกับผีป่า เพื่อขอให้ช่วยคุ้มครองคนภายในหมู่บ้านให้คลาดแคล้วจาก เภทภัยอันตรายต่างๆ และช่วยดูแลเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านให้อุดมสมบูรณ์ หากเป็นผลสำเร็จแล้วจะขอเซ่น สรวงดวงวิญญาณผีป่าด้วยวัวตัวผู้เป็นประจำทุกปี กลุ่มไทลื้อบ้านปอกลาง ตำบลปอ เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเวียงแก่นที่ยังคงรักษาจารีตประเพณีดังกล่าวนี้ไว้ โดยในทุกช่วงเดือนแปด(ไทลื้อ) หรือราวเดือนมิถุนายนของทุกปี ชาวบ้านจะเก็บรวบรวมปัจจัยไปซื้อวัวเพื่อทำพิธีบวงสรวง เซ่นไหว้ผีป่า แต่ปัจจุบันได้มีหน่วยงานองค์กรท้องถิ่นเข้ามา ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดพิธีกรรมดังกล่าวนี้ และถือเป็นประเพณีพิธีกรรมสำคัญประจำท้องถิ่นที่จัดขึ้นในระดับชุมชน พ่อวอน ไชยลังการ ปราชญ์อาวุโสในหมู่บ้านปอกลาง เล่าว่า “...ในอดีตสมัยก่อน วัวที่จะใช้ในการเซ่นไหว้นั้นจะ ต้องเป็นวัวตัวผู้สีแดงเท่านั้น โดยจะนำมาปล่อยรวมกันไว้กลางทุ่งนา จากนั้นผู้อาวุโสจะจุดเทียนบอกกล่าวดวงวิญญาณผี ป่าอารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าได้นำวัวมาเซ่นไหว้ถวายแล้ว จากนั้นผู้ที่ทำหน้าที่ในการฆ่าวัวก็จะถือดาบลงไปไล่แทง หาก วัวตัวไหนวิ่งช้า จะถือว่าเจ้าป่าได้เลือกวัวตัวนั้นแล้ว แต่ปัจจุบันในหมู่บ้านปอกลางไม่ค่อยมีคนเลี้ยงวัว ต้องออกไปหาซื้อ จากหมู่บ้านอื่นๆ ใกล้เคียงแทน และไม่จำเป็นต้องเป็นวัวสีแดง หากแต่ต้องคงไว้ว่าเป็นวัวตัวผู้เท่านั้น...” การประกอบพิธีเริ่มขึ้นอย่างเรียบง่ายบริเวณชายป่าที่กำหนดเป็นพื้นที่ประกอบ พิธีกรรม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่จะช่วยกันทำ “หิ้ง” หรือนั่ง ร้านไม้ไผ่สำหรับวางเครื่องสังเวยเลี้ยงผีป่า กว้างประมาณ ๒ เมตร ยกสูงจากระดับพื้น ดินประมาณ ๒ เมตร ปูพื้นหิ้งด้วยใบตอง จากนั้นจะนำวัวที่ได้คัดเลือกไปผูกติดไว้กับ ต้นไม้ ผู้อาวุโสในหมู่บ้านจะจุดเทียนบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในป่าที่ใช้ทำพิธี ก่อนจะให้ คนนำวัวตัวดังกล่าวนั้นไปฆ่า แล้วนำมาประกอบอาหารเป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรม เครื่องเซ่นไหว้ในพิธีถ่ายหนังแดง(ถวายหนังแดง) จะประกอบไปด้วย ลาบเนื้อสด แกง อ่อม เนื้อย่าง ข้าวเหนียว เหล้า หนังวัว หางวัว หัววัว พร้อมด้วยขาทั้ง ๔ ขา ส่วนเนื้อวัวจะทำเป็น “จิ๊นหาบ จิ๊น หาม” คือ เอาเนื้อวัวมาห้อยไว้กับไม้ไผ่ ทำให้มีลักษณะคล้ายกับการหาบและการหาม เชื่อกันว่าเมื่อผีป่ามารับเอาไป แล้วจะหาบหามสิ่งที่ไม่ดีออกจากหมู่บ้านไปด้วย เมื่อจัดเตรียมเสร็จแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่จะจุดเทียนบอกกล่าวผีป่า อารักษ์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มารับเครื่องเซ่นสังเวยที่เตรียมไว้ จากนั้นรอให้เ���ลาผ่านไปประมาณ ๒๐ นาที ผู้อาวุโสฝ่ายชายจะเข้าไป 16

กล่าวคำขออาหารที่ถือว่าเป็นของเหลือจากผีป่ามาแบ่งสันปันส่วน แล้วมอบให้ชาวบ้านคนหนุ่มสาวที่มาช่วยงานเอาเนื้อวัวนั้นไปประกอบเป็น อาหารรับประทานกันภายในสถานที่ประกอบพิธี และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีกรรม ผู้เฒ่าผู้แก่จะนำหนังวัวที่ใช้ในการเซ่นไหว้ไปเก็บไว้ที่วัด เพื่อ ทำเป็นหนังหน้ากลองของหมู่บ้านต่อไป ความสำคัญของพิธีกรรมดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นการสืบทอดทางประเพณีพิธีกรรมของบรรพบุรุษแล้ว ยังถือเป็นกิจกรรมหนึ่ง ทางวัฒนธรรมที่ช่วยหลอมรวมจิตใจของผู้คนในชุมชนให้รู้จักเคารพนบน้อมต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งเกี่ยวพันกับวิถีชีวิต และการทำมาหากิน ของชุมชนมาอย่างยาวนาน แม้ในปัจจุบันอาจมีการปรับเปลี่ยนในแง่ของปฏิบัติการทางพิธีกรรม แต่ก็ถือเป็นการปรับตัวเพื่อเกิดการสืบทอด ทางประเพณีพิธีกรรมของชุมชนท้องถิ่นให้สามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป

17


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

พิ ธีเข้ากรรมบ้าน

ในช่วงประเพณีเดือนเจ็ดของวัฒนธรรมไทลื้อ หรือประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อที่อพยพถิ่นฐาน มาจากเมืองอูเหนือ แคว้นสิบสองปันนา จะมีการประกอบพิธีกรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “พิธีเข้ากรรมบ้าน” หรือ “พิธีปาง เจ็ด” ในหมู่บ้านท่าข้าม ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ซึ่งเป็นหมู่บ้านดั้งเดิม หรือ “หมู่บ้านเก๊า” ของบรรพบุรุษชาวไทลื้อเมืองอู เหนือที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานยุคแรกๆ ในจังหวัดเชียงราย การประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้าหลวง หรือผีบ้านผีเมืองของชาวไทลื้อ บ้านท่าข้ามนั้น มีการถือปฏิบัติอย่างเรียบง่าย และสืบทอดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี พ่อเข้าจ้ำ หรือผู้ประกอบพิธีกรรม เล่าว่า “...แต่ละปีจะมีผู้ชายชาวไทลื้อส่วนหนึ่งจากบ้านท่าข้าม บ้านโล๊ะ บ้านขวาก บ้านปอกลาง บ้านหล่าย บ้านปางหัด ในอำเภอเวียงแก่น และบ้านทุ่งหมด อำเภอเชียงของ เดินทางมาเข้าร่วมพิธีปางเจ็ด

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ที่หมู่บ้านแห่งนี้เพราะเชื่อกันว่า เมื่อครบรอบขวบปีแล้วจะต้องทำพิธีบวงสรวงเลี้ยงผีบ้านผีเมือง ด้วยสัตว์ใหญ่ปีละ๑ ครั้ง ถือเป็นการบอกกล่าวว่าชาวไทลื้อทุกคนไม่ได้ละทิ้งความเชื่อตามจารีตประเพณีเดิม หากแต่ยังปฏิบัติสืบทอดและให้ความ เคารพนับถือมาจนถึงปัจจุบันนี้...” การประกอบพิธีกรรมจะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเวลาเช้ามืด พ่อเข้าจ้ำจะนำควายตัวผู้สีดำ ๑ ตัว และไก่ ๑๒ ตัว ไปบอก กล่าวเซ่นสรวงให้กับผีเจ้าหลวงบริเวณหน้าหอที่ทำพิธี ซึ่งเป็นเรือนไม้ สูงสองเมตรครึ่ง กว้างประมาณสองเมตร มุงด้วย กระเบื้อง และมีแท่นสำหรับวางเครื่องประกอบพิธี ๒ ระดับ (สำหรับเจ้าหลวง และบริวาร) เมื่อพ่อเข้าจ้ำกล่าวขออนุญาตทำ พิธีเสร็จแล้ว “หลัก” หรือคนทำหน้าที่ฆ่าสัตว์ใหญ่ในพิธีปางเจ็ดจะเป็นผู้ทำหน้าที่ฆ่าสัตว์ดังกล่าว เพื่อใช้ในการประกอบพิธี แล้วมอบให้ชาวบ้านนำไปทำเป็นอาหารมาเซ่นสังเวยแก่ผีเจ้าหลวง โดยอาหารที่ทำด้วยเนื้อสัตว์เหล่านี้จะแบ่งเป็น ลาบควาย, แกงอ่อม, เครื่องในต้ม, ไก่ต้ม, ข้าวเหนียว, น้ำ และเหล้า พร้อมด้วยดอกไม้ ธูปเทียนที่ชาวบ้านเตรียมมา ซึ่งการ ถวายจะกำหนดให้เฉพาะเพศชายเท่านั้นเป็นผู้นำมาเซ่นไหว้ หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง พ่อเข้าจ้ำจะกล่าวคำขอ อนุญาตเพื่อลาเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ หรือที่เรียกว่า “แก๋งซากของเหลือ” มารับประทานร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี

ครั้นพอตกเวลาเย็น ชาวบ้านจะมารวมกันเพื่อทำพิธีสู่ขวัญพ่อเข้าจ้ำ และในช่วงค่ำ บรรดากลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่จะพากันร้องเพลงพื้นบ้าน ที่เรียกว่า “ขับลื้อ” ณ ลานหน้าหอเจ้าหลวง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณบ้านของพ่อเข้าจ้ำ โดยมีช่างปี่ทำหน้าที่คอยบรรเลงขับกล่อมด้วยท่วงทำนองที่ ไพเราะ ช่างขับลื้อก็จะกล่าวบทลำนำสรรเสริญเยินยอคุณเจ้าหลวงองค์ต่างๆ ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือตามลำดับ เพื่อเชื้อเชิญให้เจ้า หลวงลงมาประทับทรง “ที่นั่ง” หรือ “หลักญิง” (หลักหญิง) บ้างก็เรียก “แม่เฒ่าที่นั่ง” เมื่อเจ้าหลวงมาประทับแล้ว ชาวบ้านจะพากันซักถาม เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในหมู่บ้าน รวมถึงอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนภายในครอบครัว ในเวลารุ่งเช้าของวันต่อมา ชาวบ้านจะมาร่วมทำพิธีสู่ขวัญให้กับแม่เฒ่าที่นั่ง เพื่อเรียกขวัญให้กลับคืนมา ถือเป็นพิธีกรรมสุดท้าย ของช่วงเข้ากรรมบ้านของชาวไทลื้อบ้านท่าข้าม พิธีเข้ากรรมบ้าน แสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน และความกตัญญูกตเวทีต่อ

บรรพบุรุษ ซึ่งหากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งจะเห็นได้ว่าประเพณีพิธีกรรมดังกล่าว เป็นเชื่อมโยงสายสัมพันธ์และหลอมรวมชาติพันธุ์พลัดถิ่น ที่มาจากถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนเดียวกันให้ได้มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์ และร่วมกันรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี อัตลักษณ์พิธีกรรม ดั้งเดิมของตนเอาไว้อย่างแนบแน่น 18

19


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

อันยิ่งใหญ่ ด้วยว่าการทอผ้าทันใจนั้นจะต้องอาศัยจิตศรัทธาและความอุตสาหะพยายามของผู้คนจำนวนมาก ที่นี้จะขอ กล่าวถึง “ประเพณีการทอผ้าทันใจ” ของชาวไทลื้อบ้านหาดบ้ายหาดทรายทอง ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ ด้วยเป็นหมู่บ้าน ไทลื้อกลุ่มแรกๆ ของจังหวัดเชียงราย ที่ยังคงรักษาประเพณีทอผ้าทันใจเอาไว้อย่างต่อเนื่อง แม่เฒ่าแสงคำ ปงกองแก้ว ผู้อาวุโสในหมู่บ้านหาดบ้ายฯ กล่าวว่า “...ประเพณีทอผ้าทันใจ เป็นประเพณีที่ชาวไทลื้อ ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นิยมทำในช่วง เดือนเจียงเป็ง หรือประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี และจะทำ ติดต่อกันเป็นเวลา ๓ ปี จากนั้นจะเว้นช่วงไปอีก ๓ ปี แล้วค่อยกลับมาทำอีกครั้ง เพราะเชื่อว่า เป็นบุญมหากุศลอันยิ่งใหญ่ หากทำกันเป็นประจำทุกปี ผู้ถวายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม่เฒ่าแสงคำ ยังกล่าวถึงขั้นตอนการทอผ้าทันใจว่า “...จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง ๖ โมงเย็นไปจนถึงเวลา ๖ โมงเช้าของ วันรุ่งขึ้น ก่อนทำพิธีจะมีการบอกกล่าวกุศลบุญนี้แก่ เทวบุตร เทวดา เพื่อช่วยดลบันดาลให้ชาวบ้านสามารถทอผ้าทันใจให้แล้ว เสร็จตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะเริ่มพิธีการทางสงฆ์ และเข้าสู่กระบวนการทอผ้า คือ การเก็บดอกฝ้ายมาอีด หรือ

หี บ ฝ้ า ย เสร็ จ แล้ ว นำไปดี ด หรื อ ยิ ง ฝ้ า ย ม้ ว นให้ เ ป็ น หาง เพื่ อ ให้ ดึ ง ออกมาเป็ น เส้ น ด้ า ย จากนั้ น ก็ น ำมาปั่ น เปี ย ต้ ม

แล้วนวดฝ้ายก่อนจะนำไปตากให้แห้ง หรือบางพื้นที่ใช้วีย่างกับไฟจนแห้งสนิท เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำฝ้ายมากวัก และสาวเข้าฟืม เพื่อทอเป็นผืน จากนั้นนำไปตัดเป็นผ้าสบง จีวร สังฆาฏิ และผ้ารัดอกผืนใหญ่ จำนวน ๑ ไตร ก่อนจะนำไปย้อมสี แล้วถวาย เป็นผ้าจุลกฐินในรุ่งเช้าของอีกวัน ถือเป็นเสร็จพิธี...”

ประเพณี ทอผ้าทันใจ

ประเพณีทอผ้าทันใจ หรือผ้าจุลกฐิน เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างหนึ่งของเหล่า

พุ ท ธศาสนิ ก ชนในล้ า นนา นิ ย มทำกั น ตั้ ง แต่ วั น แรม ๑ ค่ ำ เดื อ น ๑๑ ไปจนถึ ง กลางเดื อ น ๑๒

หรือ���ระมาณเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม เชื่อกันว่าผู้ใดสามารถถวายผ้าจุลกฐินได้

ย่อมได้รับกุศลบุญ 20

21


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

พิธีสืบชะตาคนป่วยกับต้นโพธิ ์

พิธีสืบชะตาเป็นพิธีกรรมเกี่ยวเนื่องในวิถีพุทธศาสนา แบบล้ า นนา มี ก ารถื อ ปฏิ บั ติ สื บ ต่ อ กั น มาตั้ ง แต่ โบราณกาล ดั ง มี ป รากฏในคั ม ภี ร์ ชื่ อ “อานิ ส งส์ สื บ ชาตา” เชื่อกันว่าสามารถต่ออายุดวงชะตาให้กับชีวิต เพื่อ ให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครอบครัว การสืบชะตาแบบล้านนาโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ พิธีสืบชะตาคน พิธีสืบชะตาบ้าน และพิธีสืบชะตาเมือง โดยแต่ละ ประเภทจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการสืบชะตา และ การปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเชื่อในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ณ ที่นี้จะขอ กล่าวถึง “พิธีสืบชะตาคนป่วยกับต้นโพธิ์” ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อบ้านศรีดอนชัย อำเภอ เชียงของ ด้วยเป็นพิธีกรรมที่มีรูปแบบการประกอบพิธีแตกต่างไปจากการสืบชะตาอื่นๆ โดยทั่วไป อีกทั้งพิธีดังกล่าวยังคงมีการรักษาสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน พิธีสืบชะตาคนป่วยกับต้นโพธิ์ เป็นพิธีกรรมในการบำบัดรักษาคนป่วยตาม วัฒนธรรมความเชื่อของชาวไทลื้อ เมื่อมีอาการเจ็บป่วยจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล ทาง ญาติพี่น้องจะนำเอาวันเดือนปีเกิดของคนป่วยมาคำนวณตรวจตามหลักชะตาโหราศาสตร์ จากนั้ น พ่ อ อาจารย์ ก็ จ ะประกอบพิ ธี ก รรมสื บ ชะตาดั ง กล่ า วให้ พร้ อ มกั บ ทำพิ ธี อื่ น ๆ ที่ เกี่ยวข้อง เช่น พิธีส่งชนหน้าชนหลัง และพิธีสู่ขวัญคนป่วย เป็นต้น พ่อคำแดง วงศ์ชัย ผู้ประกอบพิธี กล่าวว่า พิธีกรรมสืบชะตาคนป่วยกับต้นโพธิ์ เรียกตามภาษาพื้นบ้านในล้านนาว่า “การทำพิธีสืบชะตาน้อย” ซึ่งจะต้องให้พ่ออาจารย์ เป็นผู้ทำพิธี โดยใช้ต้นโพธิ์ภายในบริเวณวัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม เพราะชาวไทลื้อ เชื่อกันว่า ต้นโพธิ์ใหญ่จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือรุกขเทวดาสิงสถิตอยู่ การสืบชะตาคนกับ

ต้นโพธิ์จึงเป็นเสมือนการฝากชะตาชีวิตไว้กับเทวดาอารักษ์ให้ช่วยปกปักรักษา และต่ออายุ คนป่วยให้ยืนยาวต่อไป แต่กรณีผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากจะต้องทำพิธีสืบชะตาใหญ่ โดย จะนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน ๕, ๗ หรือ ๙ รูปมาทำพิธีที่บ้านของผู้ป่วยแทน ซึ่งจะแตกต่าง จากพิธีกรรมสืบชะตาน้อย 22

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ในช่ ว งเช้ า ของวั น ประกอบพิ ธี บรรดาญาติ พี่ น้ อ ง และผู้ เ ฒ่ า ผู้ แ ก่ จ ะช่ ว ยกั น จั ด เตรี ย ม เครื่องประกอบพิธีกรรมให้ครบถ้วน จากนั้นจะนำเครื่องพิธีทั้งหมดไปที่ใต้ต้นโพธิ์ในวัด พ่ออาจารย์ จะเอาตอก หรือเชือกมัดหน่อกล้วย หน่ออ้อย สะพาน แตะไม้ไผ่ กระบอกน้ำ กระบอกทราย กระบอกข้าวเปลือก กระบอกข้าวสาร ไม้ง่ามน้อย และไม้ง่ามใหญ่รวมกัน แล้วเอาทรายมาก่อเป็น เจดีย์ ๑ กอง เอาช่อสีขาวปักล้อมรอบเจดีย์ และหน่อกล้วย เอาตุงสีขาวปักด้านหลังของเจดีย์ทราย แล้วใช้ก้อนหินกดทับทรายให้เป็น ระดับขั้นบันได ๓ ขั้น จากนั้นพ่ออาจารย์จะนำด้ายสายสิญจน์ (๙เส้น) มาล้อมรอบต้นโพธิ์ แล้วเอาปลายด้ายสายสิญจน์วางตรง เครื่องบูชาที่จัดเตรียมมา ก่อนจะจุดเทียน ๓ คู่ วางตามขั้นบันไดบนเจดีย์ทราย (ขั้นละ ๑ คู่) เมื่อพร้อมแล้วพ่ออาจารย์จะเริ่มกล่าว คำอัญเชิญเทวดา หรือ “สักเคหลวง” และตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยการคำกล่าวสืบชะตาคนป่วยกับต้นโพธิ์ และตามด้วยบทสวดอภย ปริตร(ยันทุนนิมิตตัง) ๓ จบ จากนั้นพ่ออาจารย์จะกรวดน้ำ พร้อมกล่าวคำกรวดน้ำและจุดผ้าติ๊บ(ผ้าทิพย์) หรือสีสาย แล้วเอาเสื้อผู้ ป่วยสะบัดใส่ในกองไฟ คว่ำขันลง ถือเป็นอันเสร็จพิธี ขั้นตอนสุดท้ายพ่ออาจารย์จะนำควักใบตองกลับไปทำพิธีสู่ขวัญคนป่วยที่บ้านอีก 23


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

พิ ธีสู่ขวัญข้าว

พิธีสู่ขวัญข้าว หรือพิธีเรียกขวัญข้าว เป็นประเพณีวิถีชีวิตของชาว ล้ า นนาที่ ถื อ ปฏิ บั ติ สื บ ต่ อ กั น มาตั้ ง แต่ อ ดี ต มี ลั ก ษณะการปฏิ บั ติ ใ น พิธีกรรมที่แตกต่างกันไปตามความหลากหลายทางวัฒนธรรมของแต่ละ ชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ไทที่ยึดถือความเชื่อนี้มาอย่างยาวนาน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ และความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติ และสรรพสิ่งรอบตัว พิธีสู่ขวัญข้าวจะทำในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว หรือช่วงที่ลำ เลียงข้าวเปลือกจากท้องนา ใส่ยุ้งฉางเรียบร้อยแล้ว เชื่อกันว่าเป็นการ เรียกขวัญข้าวให้กลับคืนมาอยู่กับข้าวเปลือกในยุ้งฉางนั้น จะเกิดความ เป็นสิริมงคลแก่ข้าว ดูแลข้าวไม่ให้หมดเร็วและมีเพียงพอต่อการบริโภค ตลอดทั้งปี รวมไปถึงปีต่อไปก็ขอให้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่อุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวเริ่มเลือนหายไปจากวัฒนธรรมสังคม ของชาวล้านนาบ้างแล้ว มีปรากฏเป็นเพียงพิธีกรรมเล็กๆ ที่ยังทำกันอยู่ ในชุมชนบางครอบครัว อย่างเช่น การทำพิธีสู่ขวัญข้าวในวัฒนธรรมกลุ่ม ชาติพันธุ์ไทลื้อ บ้านศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ ยังคงรักษาประเพณี พิธีกรรมดังกล่าวไว้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตามคำบอกของผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า ชาวไทลื้อ บ้านศรีดอนชัย เดิมอพยพมาจากเมืองอูเหนือของแคว้นสิบสองปันนา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อที่ยังคงยึดถือจารีตประเพณีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ไว้อย่างเหนียวแน่น แม้ในบางพิธีกรรมจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และ ขั้นตอนพิธีกรรมไปบ้าง แต่ก็ถือว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการปรับตัว เพื่ อ การดำรงอยู่ ท างวั ฒ นธรรมของชุ ม ชน พิ ธี สู่ ข วั ญ ข้ า ว จึ ง เป็ น อี ก พิธีกรรมหนึ่งที่ชาวไทลื้อ ถือปฏิบัติอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อกันว่าจะ ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ข้าวและเจ้าของบ้าน

24

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

พิธีกรรมการสู่ขวัญข้าวจะประกอบขึ้นบริเวณหน้ายุ้งข้าว ผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวจะทำหน้าที่ตระเตรียมเครื่อง ประกอบพิธีกรรมต่างๆ อันได้แก่ ไก่ต้ม ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียว ปลากั้งปิ้ง (มีลักษณะคล้ายปลาช่อน) เกลือ มัน เผา กล้วยสุก น้ำตาลทราย น้ำ เหล้า ผ้าขาว ผ้าแดง ข้าวต้มขนม ใบพลู ดอกไม้ธูปเทียน โดยจะวางไว้รวมกันในถาด ภาชนะอาหาร ซึ่งมีบันไดไม้วางพาดระหว่างถาดอาหารกับจานใส่น้ำ และวางช้อนในลักษณะหงายขึ้น เชื่อกันว่าเมื่อขวัญ ข้าวมาแล้วจะทำการชำระล้าง แล้วไต่ขึ้นไปตามบันไดขวัญ นอกจากนั้นยังมี น้ำส้มป่อย ถังข้าวสาร หม้อนึ่งไหข้าว ข้าว เหนียว (ใส่กระติ๊บข้าว) รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องมือทำมาหากิน และผลผลิตทางการเกษตรที่แสดงถึงความมั่นคง และความ อุดมสมบูรณ์ อาทิ ค้อน เคียว แห แน่ง มอง สวิง มีด พร้า ฟักทอง เป็นต้น โดยผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นผู้ชายจะช่วยกันสานตา แหลว (เฉลว) แล้วนำไปปักรอบยุ้งข้าวทั้งสี่ด้าน และดึงเอาขนไก่มาเสียบติดไว้กับตาแหลว จากนั้นนำเอาหน่ออ้อย ต้นต้าว ดอกไม้ และต้นข่ามัดรวมกันกับตาแหลว จำนวน ๔ มัด นำไปผูกติดกับยุ้งข้าวทั้งสี่ด้าน กรณียุ้งข้าวอยู่บนเรือนก็จะนำไป ผูกติดบริเวณด้านหน้ายุ้งข้าวทั้งสองด้านแทน

เ���ื่อจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีเสร็จแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ฝ่ายชายจะนำเอาด้ายสายสิญจน์มาโยงรอบยุ้งฉาง จากนั้น ผู้ประกอบพิธีกรรม(ผู้อาวุโสในครอบครัว/พ่ออาจารย์) จะเริ่มทำพิธีสู่ขวัญข้าว โดยจะหยิบข้าวสารเพื่อทำการเสี่ยงทายว่า ขวัญข้าวมาแล้วหรือยัง หากนับได้จำนวนคู่แสดงว่าขวัญข้าวมาแล้ว แต่หากนับได้จำนวนคี่ ผู้ทำพิธีจะกล่าวคำสู่ขวัญข้าว เพื่อทำการเสี่ยงทายใหม่อีกครั้ง เมื่อเสี่ยงทายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบพิธีจะทำการป้อนข้าวขวัญด้วยการหยิบ ไก่ต้ม กล้วย ข้าวเหนียว มันปิ้ง ขนมต่างๆ ใส่ลงในจาน จากนั้นก็เอาค้อนมากัดด้วยปาก ๑ ครั้ง เพื่อให้ข้าวมีเมล็ดแข็งแกร่งมั่นคงเหมือนค้อน แล้วเอาด้ายสายสิญจน์มามัดถังข้าวสาร หม้อนึ่งไหข้าว และกระติ๊บข้าวเหนียว เพื่อให้เจ้าของบ้านมีข้าวกินตลอดทั้งปีไม่มี ขาดเหลือ แล้วก็จะนำข้าวขวัญในจานไปวางไว้ในยุ้งข้าว ถือเป็นเสร็จพิธี และภายในช่วงระยะเวลา ๓-๗ วันจะห้ามนำเอา ข้าวเปลือกออกจากยุ้งข้าวโดยเด็ดขาด

25


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเพณี : เชียงราย

วัฒนธรรมและประเพณี ไม่ได้เป็นสิ่งที่รังสรรค์ขึ้นเองจากธรรมชาติโดยตรง หากแต่เป็นสิ่งที่คนในสังคมร่วมกัน สร้างขึ้นมา ด้วยรูปแบบพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์อันเกิดขึ้นจาก ทัศนคติ ค่านิยม เอกลักษณ์ และความเชื่อเหนืออำนาจ มนุษย์ อาทิ ดิน ฟ้า อากาศ ตลอดถึงภัยธรรมชาติต่างๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีการร้องขอในสิ่งที่มนุษย์คิดว่าสามารถช่วยตนเองให้ พ้นจากภัยพิบัตินั้นได้ และเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปมนุษย์จึงมีการตอบแทนบุญคุณมโนทัศน์ ความเข้าใจที่สรุปในสิ่งที่ ร้องขอ ด้วยการสร้างสัญลักษณ์ ซึ่งมีทั้งความศรัทธาและการเคารพบูชา สะท้อนออกมาเป็นรูปแบบประเพณีและพิธีกรรม ถือปฏิบัติสืบทอดเป็นระเบียบแบบแผนจนได้รับการยอมรับให้เป็นธรรมเนียมในวิถีชีวิตท้ายที่สุด มีคำกล่าวที่ว่า “ประเพณี ถือเป็นรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวัฒนธรรม...โดยวัฒนธรรม ก็ทำหน้าที่ปรุงแต่งให้ประเพณีดังกล่าวเกิดความเจริญรุ่งเรือง งอกงาม ด้วยการยอมรับ และนำมาถือ ปฏิบัติสืบต่อเป็นพฤติกรรมวิถีคนในสังคม” คำกล่าวข้างต้น ทำให้ทราบถึงบริบทความสำคัญของประเพณี และพิธีกรรมในล้านนา ว่ามีความสัมพันธ์สอดคล้องในการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน ด้วยพิธีกรรมถือเป็น

องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการขับเคลื่อนประเพณี และในแต่ละประเพณีที่ถูกกำหนดขึ้นก็มักจะมี พิ ธี ก รรมเป็ น รู ป แบบวิ ธี ก ารถ่ า ยทอดเสมอมา เช่ น เดี ย วกั บ ขนบธรรมเนี ย มวั ฒ นธรรมประเพณี ข อง

ชาวเชียงราย ถือเป็นแบบอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงผลดีของการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ด้วยเพราะ ประเพณีและพิธีกรรม จึงเป็นเสมือนวิธีการปฏิบัติตนของบุคคลในสังคม ทั้งยังเป็นกลไกเครื่องมือที่คอย ควบคุมดูแลพฤติกรรมสังคมผู้คนเชียงราย ให้อยู่ในกรอบแห่งจารีต ศีลธรรม อาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ตามรอยทางศาสนาและวิ ถี บ รรพชน โดยยื น อยู่ บ นพื้ น ฐานความศรั ท ธาเชื่ อ ในสิ่ ง ยึ ด เหนี่ ย วเดี ย วกั น

หลอมรวมเป็นอารยธรรม ชนชาติอันมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดดเด่น ดังเช่น การรักษาประเพณีและ วัฒนธรรมของชาวเชียงราย ในดินแดนวัฒนธรรมที่ราบลุ่มและขุนเขาแห่งนี้ สานสืบงานเก่าเกื้อ โบราณ

26

สานสืบยังตำนาน ถวายดั่งเปนทาน เจ็ดร้อยห้าสิบปีเล้า

แต่เค้า บุญห่ม เชียงราย จวบเข้า กาลสมัย เจ้าเฮย…………..

27


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 4 : ประเพณี พิธีกรรมคู่บ้านเมือง

แหล่งที่มาข้อมูล

๑. พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอแม่สาย ๒. พระอธิการบรรพต คัมภีโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส อำเภอเวียงป่าเป้า ๓. กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อบ้านปอกลาง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น ๔. กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อบ้านศรีดอนชัย ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ ๕. กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อบ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ ๖. กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่บ้านห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย และบ้านป่าตึง อำเภอแม่จัน ๗. กลุ่มสะล้อซอซึงบ้านม่วงยาย ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น ๘. นายจรัญธิม ถาวงศ์ บ้านปอกลาง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น ๙. นายทา รวมจิตต์ บ้านม่วงยายใต้ ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น ๑๐. นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ ๑๑. นายบุญเรียน จินาราช บ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ ๑๒. นายประสงค์ แสงงาม กลุ่มรักล้านนา เชียงใหม่ ๑๓. นายสุธรรม เกื้อบุญส่ง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ๑๔. นายไหล ยาวิเลิง (พ่อเข้าจ้ำ) บ้านท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ๑๕. นายอิ่น หมื่นลาง บ้านปอกลาง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น ๑๖. ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อบ้านท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ๑๗. ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ๑๘. อาจารย์สมศักดิ์ ติยะธะ บ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ ๑๙. อาจารย์เอกราช ลือชา นายกสมาคมไตลื้อจังหวัดเชียงราย

28


เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ลือเลื่องงานศิลป์

“เจ็ดร้อยห้าสิบปีเข้า ศิลปะเชียงรายรอง แดนดินศิลปินครอง ตั้งมโนสานต่อเพื่อ

ขวบทอง ร่วมฉลอง เรืองเรื่อ แต้มวาด สัพพะช่าง ศิลป์สถาน ล้านนา”

“ศิ ล ปะ” นอกจากจะสะท้ อ นความงดงามทั้ ง จากธรรมชาติ และจากจินตนาการเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์แล้ว ยังแสดงถึงองค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่มีการปรับเปลี่ยนถ่ายทอดสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า นับ เป็นผลผลิตหนึ่งของวัฒนธรรมที่เปลี่ยนผ่านตามกาลเวลาควบคู่กับการ เปลี่ยนแปลงเชิงสังคม โดยทั่วไป การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมเกิดจาก ความต้องการตอบสนองต่อการดำรงชีวิต และตอบสนองต่อศาสนาและ ความเชื่อ งานศิลปกรรมจึงมักแสดงออกใน ๒ รูปแบบ คือ ศิลปกรรม ในศาสนาและศิลปกรรมนอกศาสนา “ศิ ล ปกรรมล้ า นนา” เกี่ ย วโยงสั ม พั น ธ์ กั บ ระบบโครงสร้ า ง สั ง คมบนพื้ น ฐานวั ฒ นธรรมการเกษตรและโลกทั ศ น์ ท างพุ ท ธศาสนา กล่าวคือ โครงสร้างสังคมที่มีหน่วยทางการเมืองแบบจารีตเป็นพื้นฐาน ประกอบกับหน่วยสังคมระดับหมู่บ้านและเมืองที่มีประชากรหลากหลาย ชาติพันธุ์ ได้สะท้อนให้เห็นฐานันดรศักดิ์และอัตลักษณ์ในงานศิลปกรรม ของล้านนาอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “งานช่างในวัฒนธรรม พุทธศาสนา” ตัวอย่าง เช่น การอุปถัมภ์งานช่างหลวงเป็นบทบาทของ กษัตริย์หรือเจ้านายที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองรองรับ ซึ่งมุ่งเน้น การสร้ า งสรรค์ ง านศิ ล ปกรรมที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ศาสนสถาน เช่ น วั ด วา อาราม โบสถ์ วิ ห าร ภาพเขี ย นจิ ต รกรรมฝาผนั ง และพระพุ ท ธรู ป เป็นต้น ในขณะที่ช่างระดับชาวบ้านเน้นการสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ภายใต้ความชำนาญและวัตถุดิบภายในท้องถิ่น โดยผลิตผลงานประเภท เครื่องใช้ในวิถีชีวิตประจำวันเป็นหลัก ได้แก่ เครื่องจักสาน เช่น กระบุง ครุตีข้าว เสื่อ เครื่องปั้นดินเผา เช่น เครื่องถ้วย จาน ชาม หม้อน้ำ เครื่องโลหะ เช่��� มีด เคียว จอบ เสียม เป็นต้น



เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ศิลปกรรมเชียงราย : พัฒนาการทางสังคมในมิติวัฒนธรรม

ในศตวรรษที่ ผ่ า นมา มี ก ารขนานนามกลุ่ ม งานศิ ล ปกรรมในพุ ท ธศาสนาของล้ า นนาไว้ ว่ า “ศิ ล ปะ เชียงแสน – ล้านนา” โดยให้ความสำคัญกับกาลเวลาของงานศิลปกรรมในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑ ยก ตัวอย่างเช่น การเรียกชื่อกลุ่มพระพุทธรูปสำริดแบบพระสิงห์ว่า “พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ ๑” เป็นต้น ชี้ให้เห็น ความสำคัญของศิลปกรรมเชียงรายในยุคแรกเริ่มเป็นอย่างดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ ศิลปกรรมเมืองเชียงแสน – เชียงราย นับว่าเป็นต้นแบบสำคัญให้กับ งานช่างล้านนา อันเนื่องมาจาก “ความเป็นเมืองเศรษฐกิจการเมืองชายแดนสมัยจารีต” โดยผสมผสานงาน ศิลปกรรมแบบหริภุญไชย สุโขทัย และพุกาม กระทั่งก่อให้เกิด “สกุลช่างเชียงแสน” ขึ้น หลักฐานที่สำคัญคือ เจดีย์และพระพุทธรูป ซึ่งเห็นได้ชัดจากกลุ่มเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบล้านนา และกลุ่มพระพุทธรูปแบบพระสิงห์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อันเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านของยุคทองแห่งการค้าในเอเชียและลุ่มน้ำโขง รวมทั้งยุคทองแห่งพุทธศาสนาและงานศิลปกรรมในล้านนา ก่อให้เกิดความหลากหลายทางรูปแบบศิลปกรรม ดัง ปรากฏว่าเมืองเชียงรายเป็นบ่อเกิดแห่ง “พระพุทธรูปแบบพระแก้วมรกต” โดยมีอัตลักษณ์เฉพาะที่เด่นชัดมากคือ การสร้างพระพุทธรูปแบบพระเศียรเกลี้ยงไม่มีขมวดพระโมลี นอกจากนั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมบางประการยังมี ลักษณะร่วมกับกลุ่มวัฒนธรรมใกล้เคียงอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการประดับเส้นลวดบัวลูกแก้วไว้ที่ฐานเจดีย์ทรง ปราสาทยอด อันเป็นวัฒนธรรมร่วมของกลุ่มเจดีย์แบบล้านช้าง – หลวงพระบาง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓ แม้เป็นช่วงที่ตกอยู่ใต้อำนาจทางการเมืองของพม่า แต่ก็ปรากฏการ สร้างงานศิลปกรรมในวัฒนธรรมพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย หลักฐานสำคัญคือ การหล่อรูปฤาษีวัชรมฤค พ.ศ.๒๑๔๗ โดยจารึกตำนานพระธาตุดอยตุงแบบย่อไว้ที่ฐาน และยังมีจารึกฐานพระพุทธรูปพระเจ้าล้านทอง พ.ศ.๒๒๖๙ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...พญาหลวงเจ้ามังคละสะแพก ตนเสวยราชสมบัติในเมืองเชียงราย เป็นโมยหว่วนในชัย ลักขบุรีเชียงแสน...ได้หล่อวรชินพิมพ์รูปเจ้าองค์นี้...ไว้สถิตสำราญในอารามศรีสองเมืองที่นี้...” ในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕ การฟื้นฟูบ้านเมืองล้านนาได้ก่อให้เกิดการฟื้นฟูงานช่างด้วย โดยมี ลักษณะเด่น คือ การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมในวัฒนธรรมพุทธศาสนาเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มไทลื้อ พม่า – ไทใหญ่ นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าในช่วงก่อนการเริ่มต้นของแนวคิดแบบ “รัฐศิลปกรรม” หรือ การสร้างรัฐชาติในช่วงทศวรรษ ๒๔๘๐ – ๒๕๐๐ บทบาทงานช่างในวัฒนธรรมพุทธศาสนาได้ปรับเปลี่ยนไปเป็น แบบแผนวัฒนธรรมกรุงเทพฯ มากขึ้น 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ลักษณะอีกประการหนึ่งของงานช่างในวัฒนธรรมพุทธศาสนาในช่วงหลังทศวรรษ ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ได้ผลิตซ้ำ ความงามในรูปแบบใหม่มากขึ้น ทั้งยังมีการใช้วัสดุใหม่ในการสร้างสรรค์ รวมทั้งการเรียนรู้กรรมวิธีทางช่างแบบใหม่ ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือ เกิดอาชีพช่างวาดและการสร้างงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยใหม่ประดับไว้ในวิหาร – อุโบสถ โดยเน้นการเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับทศชาติชาดก หรือเวสสันดรชาดก ผ่านการอุปถัมภ์ของคณะศรัทธาในแต่ละชุมชน ประเด็นที่น่าสนใจในช่วง ทศวรรษ ๒๕๒๐ – ๒๕๔๐ คือเกิดระบบอุปถัมภ์ผ่านรูปแบบขบวนผ้าป่า – กฐินสามัคคี และการเป็นเจ้าภาพแต่ละชิ้นงาน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นถึงงานพุทธศิลป์บนพื้นฐานความสัมพันธ์ของกลุ่มคนและหรือกลุ่มทุนในระบบเศรษฐกิจสมัย ใหม่ นอกจากนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวยังปรากฏรูปแบบศิลปกรรมร่วมสมัยที่แตกต่างไปจากขนบวิธีปฏิบัติแบบงานช่างดั้งเดิม และหลุดพ้นจากการเขียนภาพจิตรกรรมบนฝาผนังในโบสถ์-วิหาร กลายมาเป็นความนิยมในการเขียนภาพบนแผ่นผ้าใบ แบบตะวันตก ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากวิทยาลัยเพาะช่าง และมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ถือกำเนิดขึ้น โดยได้ผลิตศิลปะบัณฑิต

ที่เป็นชาวเชียงรายออกมาสู่สังคม กลุ่มชนชาวเชียงรายที่ได้รับการศึกษาด้านศิลปะจากสถาบันระดับอุดมศึกษาดังกล่าว ในยุคแรกๆ เช่น ดำรง วงศ์อุปราช, ถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เป็นต้นขณะเดียวกันกระแสศิลปะร่วมสมัย

ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็ได้ส่งอิทธิพลถึงช่าง หรือ สล่าพื้นบ้านชาวเชียงรายที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาศิลปะจากสถาบันใดมาก่อน เช่น จำรัส พรหมมินทร์ หรือ สล่าขิ่น ก็เริ่มมีความกล้าที่จะนำเสนอการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมที่หลุดจากกรอบเดิม ดังที่ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงรายได้กล่าวถึง สล่าขิ่นว่า “...สล่าขิ่นเป็นสล่าคนเดียวที่เขียนเป็นร่วมสมัย

ในขณะที่ช่างคนอื่นเขียนเป็นแบบจิตรกรรมฝาผนังที่กรุงเทพฯ แต่สล่าขิ่นหลุดออกมาแล้วจากฝาผนังมาเขียนเป็นทิวทัศน์

มาเขียนเป็นบ้านเป็นเมือง.....” ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นเมืองที่ก่อกำเนิดศิลปิน

อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเชียงรายคือ เมืองแห่งศิลปิน



เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ศิลปกรรมเชียงราย : ความหลากหลายและอัตลักษณ์เชิงช่าง งานพุทธศิลป์ “วัด” เป็นศูนย์กลางของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นบ่อเกิดของการสร้างงานพุทธศิลป์ และ งานศิลปกรรม ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่ตามประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความ หมายเชิงสัญลักษณ์ หรือ “พุทธสัญลักษณ์” คือ การสื่อสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยอาศัยคัมภีร์ หรือเนื้อหาจากพุทธประวัติเป็นตัวนำเรื่องในการอธิบายให้ชัดเจน เช่น พระไตรปิฎก, อรรถกถาชาดก, จักวาฬทีปนี รวมถึงวรรณกรรมชาดกต่างๆ อาทิ เวสสันตรชาดก และ ปัญญาสชาดก เป็นต้น วัสดุสำคัญที่ใช้ในการสร้างงานพุทธศิลป์มีหลากหลายประเภท คือ ๑.) ไม้ ใช้ในโครงสร้างอาคาร หลังคา คลุม งานแกะสลักหน้าบันพระวิหาร และพระพุทธรูป เป็นต้น ๒.) อิฐและปูนปั้น อิฐ เป็นโครงสร้างอาคารเครื่องก่อ ส่วนปูน นอกจากจะทำหน้าที่เป็นงานฉาบแล้วยังมีการผสมปูนแบบโบราณเพื่อปั้นเป็นรูปลอยตัว หรือลวดลายประดับ เรียกว่า “สตายจิ๋น” ๓.) แร่ธาตุและหินทราย ส่วนใหญ่ใช้ในการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปหรือรอยพระพุทธบาท เป็นต้น ๔.) สำริดและโลหะ สำริด (มีส่วนผสมสำคัญระหว่างแร่ทองแดงและตะกั่ว) นิยมหล่อเป็นพระพุทธรูป นอกจากนั้น ยังปรากฏประติมากรรมในรูปแบบการดุนนูนลวดลายบนโลหะ (แบบนูนต่ำ) โดยเฉพาะการดุนนูนบน “แผ่นทองจังโก” ใช้ประดับหุ้มพระเจดีย์องค์สำคัญ ๕.) วัสดุอื่นๆ เช่น แผ่นทอง ยางรัก เขาสัตว์ เป็นต้น เพื่อเหมาะ สมต่องานประติมากรรมแต่ละชิ้น 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

งานพุทธศิลป์ สามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ สถาปัตยกรรม อาจแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ เจดีย์และ อาคารหลังคาคลุม เจดีย์ที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมือง เชียงราย คือ “เจ���ีย์ทรงปราสาทยอดแบบล้านนา” มีต้นแบบ จากเจดีย์วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน มีรูปแบบสำคัญ คือ เรือนธาตุ ทรงสี่ เ หลี่ ย มรองรั บ ยอดทรงระฆั ง ประดั บ เจดี ย์ ป ระจำมุ ม ทั้ ง สี่ (สถูปิกะ) ทำให้เกิดเป็นเจดีย์ห้ายอด รูปแบบดังกล่าวยังส่งอิทธิพลถึงกลุ่ม เจดีย์ในเขตวัฒนธรรมล้านนา-สุโขทัย-ล้านช้าง ด้วย นอกจากนั้น ยังปรากฏ เจดีย์องค์สำคัญที่มาจากโลกทัศน์ในตำนาน “พระเจ้าเลียบโลก” หรือ ชุด “พระ ธาตุประจำปีเกิด” ดังเห็นได้ชัดจากพระธาตุดอยตุง สำหรับอาคารหลังคาคลุม ได้แก่ วิหาร อุโบสถ หอไตร ฯลฯ มีหลัก ฐานสำคัญ คือ วิหารวัดพระสิงห์และวัดพระแก้ว แม้สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษ ที่ ๒๕ แต่ยังคงระเบียบงานช่างล้านนาเดิม คือ โครงสร้างหน้าบันแบบม้าต่าง ไหมและการประดับไม้แกะสลักปิดทองเป็นลวดลายพรรณพฤกษาร่วมกับการ ประดับกระจกเกรียบหรือที่เรียกว่า “แก้วจืน” ประติมากรรม เอกลักษณ์เฉพาะเมืองเชียงราย คือ กลุ่มพระพุทธรูป แบบพระสิงห์ มีลักษณะสำคัญ คือ ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระวรกายอวบ อ้วน พระพักตร์กลม อมยิ้ม พระหนุเป็นปม ขมวดพระโมลีใหญ่ ยอดอุษณีษะ เป็นลูกแก้วคล้ายดอกบัวตูม ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ทั้งนี้ ช่างล้านนามี มาตรในการกำหนดขนาดสัดส่วนของพระพุทธรูป หรือที่เรียกว่า “โฉลก” หรือ “มอก” ตัวอย่าง เช่น วัดความยาวของฝ่าพระบาทได้เท่าใด แสดงว่ามีความสูง ตั้งแต่สะดือจนถึงปลายคางหรือคอเท่ากับสี่เท่าของฝ่าพระบาท เป็นต้น อีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มพระแก้วมรกต มีลักษณะสำคัญคือ ประทับนั่ง ขัดสมาธิราบ พระเศียรเรียบเกลี้ยงไม่มีขมวดพระโมลี ชายสังฆาฏิเรียวยาวจรด พระนาภี รูปแบบดังกล่าวนี้ยังส่งอิทธิพลถึงพระพุทธรูปปูนปั้นที่สร้างขึ้นร่วมและ หลังสมัยของพระแก้วมรกตด้วย ตัวอย่างสำคัญ คือ พระพุทธรูปวัดสันสลิด อำเภอเวียงชัย พระเจ้าหินทิพย์เวียงห้าว อำเภอพาน เป็นต้น 




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

งานศิลปหัตถกรรม หัตถกรรม คือ งานช่างที่ทำด้วยมือและถือประโยชน์ใช้สอยเป็น หลัก เมื่อผสมผสานความงามตามวัฒนธรรมก่อให้เกิดงาน ศิลปหัตถกรรม ขึ้น ซึ่งงานดังกล่าวถือว่ามีความเชื่อมโยงกับงานศิลปะพื้นบ้านอยู่มาก กล่าวคือ เป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยมีวัสดุและรูปแบบที่สัมพันธ์ กับธรรมชาติ ทั้งยังสัมพันธ์กับระบบการผลิตแบบครัวเรือนและเศรษฐกิจแบบพึ่งพา ตนเองเป็นหลัก เช่น การขายกุบ (งอบ) ที่เป็นงานจักสาน การสานก๋วยหมู หรือตะกร้า สำหรับพ่อค้าใช้ใส่ลูกหมูเร่ขายหรือรับซื้อลูกหมู เป็นต้น และยังสัมพันธ์กับระบบความเชื่อ พุทธศาสนา และประเพณีพิธีกรรมของท้องถิ่นอีกด้วย เช่น การทำพระพุทธรูปไม้เพื่อถวายวัด การนำดอกไม้และใบตองมาประดิษฐ์เป็นเครื่องสักการะ เป็นต้น เอกลักษณ์ของงานศิลปหัตถกรรมเมืองเชียงรายหลายประการที่ได้ถ่ายทอดและ ปรับปรุงขึ้นในสังคมล้านนา จนกระทั่งมาเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ เครื่องจักสาน วัสดุที่นิยมนำมาจักสาน คือ “ไม้ไผ่และหวาย” รวมถึงวัสดุธรรมชาติ อื่นๆ เช่น ต้นกก ใบลาน เป็นต้น เครื่องจักสานจึงผลิตขึ้นเพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้สอยในงาน แต่ละประเภท เช่น ครุ หรือ แอ่ว ใช้ทำหน้าที่เป็นภาชนะรองรับการตีหรือนวดข้าว เป็นต้น เครื่ อ งปั้ น ดิ น เผา กลุ่ ม เครื่ อ งปั้ น ดิ น เผาเขี ย นลายแบบเคลื อ บและไม่ เ คลื อ บ ตัวอย่างสำคัญ คือ “เตาเวียงกาหลง” อำเภอเวียงป่าเป้า และ “เตาโป่งแดง” ในอำเภอพาน ซึ่งก่อตัวด้วยอิฐมีปล่องไฟ มีการควบคุมทิศทางไหลของเปลวไฟดีและให้ความร้อนสูง เช่น เตาเวียงกาหลงในอำเภอเวียงป่าเป้า เป็นตัวอย่างแหล่งผลิตเครื่องถ้วยที่มีผิวเคลือบใสเป็นมัน ส่วนกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านร่องปลายนา อำเภอแม่ลาว ผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้อุณหภูมิ ต่ำ ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจึงไม่เคลือบผิว และสามารถถ่ายเทอากาศได้ดี เครื่องโลหะ นิยมใช้วัสดุหลักอยู่ ๓ ชนิด คือ เหล็ก ทองเหลือง และทองแดง กลุ่มเครื่องโลหะเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่ทำกันมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นวัสดุที่นิยมใช้กัน มากถัดจากดิน เครื่องโลหะที่นิยมทำกันนั้น คือ เครื่องใช้ในครัวเรือนและการเกษตร เช่น มีด ขวาน ค้อน เคียว สิ่ว จอบ เสียม ในการทำเครื่องเหล็กเหล่านี้ จะต้องใช้ความร้อนเข้า ช่วยเพื่อให้เหล็กอ่อนตัว และขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยวิธีการตี กลุ่มที่ทำเครื่องโลหะ ประเภทนี้ เช่น กลุ่มตีเหล็กอำเภอพาน เป็นต้น 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ผ้าและสิ่งถักทอ การถักทอเส้นใยของ “ฝ้ายและไหม” เป็นเครื่องนุ่งห่มของชาวล้านนา มีหลากหลายกรรมวิธีตั้งแต่ การเก็บฝ้าย สร้างเส้นใย เข้าเครื่องทอ ฯลฯ จนกระทั่งประดับตกแต่งลวดลายด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ เช่น การจก ซึ่งเป็น ที่มาของผ้าซิ่นตีนจก อาทิ ซิ่นตีนจกแบบไทลื้อบ้านหาดบ้าย ศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ เป็นต้น งานแกะสลักไม้-หิน ใช้อุปกรณ์แกะสลักชนิดต่างๆ เดิมอาจแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ ๑) งานแกะไม้ในเครื่องใช้ เช่น กระบวยตักน้ำ ครก หำยนต์ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของประตูห้องนอนในเรือนล้านนา เป็นต้น และ ๒) งานแกะไม้ใน เครื่องใช้ทางพุทธศาสนา เช่น นาคทัณฑ์ อันเป็นส่วนค้ำยันโครงสร้างของวิหาร – อุโบสถและพระพุทธรูป ปัจจุบันพบว่ามี การนำไม้มาแกะสลักเป็นของใช้ ของเล่น เป็นการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเพื่อตอบสนองกับสภาพสังคมในปัจจุบัน เช่น กลุ่ม แกะสลักไม้พื้นบ้านถ้ำผาตอง เป็นต้น นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ในดินแดนล้านนายังปรากฏงานหัตถกรรมที่ใช้วัสดุประเภทอื่นๆ อาทิ เช่น งานกระดาษ งานใบตอง งานดอกไม้ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมและความเชื่อ เช่น การทำเครื่องสักการะ เป็นต้น ดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นผลงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่แสดงออกด้วยการใช้เสียง การจัดจังหวะและท่วง ทำนองของเสียงด้วยการเล่นดนตรีและการขับร้องเพลงที่มีผลต่ออารมณ์และจิตใจของมนุษย์ รวมถึงการใช้ท่าทางประกอบเสียง การเต้น ระบำ รำ ฟ้อน การแสดงละคร ฯลฯ จัดหวัด เชียงรายนับเป็นจังหวัดหนึ่งในดินแดนล้านนาที่มี ความโดดเด่นในด้านศิลปะการแสดงดนตรี และนาฏศิลป์ อาทิ การฟ้อนสาวไหม การบรรเลงดนตรีพิณเปี๊ยะ การขับซอ เป็นต้น ทัศนศิลป์และแหล่งเรียนรู้ ทัศนศิลป์ คือ กระบวนการถ่ายทอดผลงานทางศิลปะ งานสร้างสรรค์ด้านสุนทรียภาพที่รับรู้ด้วยประสาทตา ซึ่งหมายถึง ผลงานทางจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ในอดีตงานศิลปะของสังคมไทยถูกเชื่อมโยงเข้ากับความหมายของ คำว่างานช่าง ได้แก่  ช่างเขียน ช่างแกะช่างสลัก เป็นต้น ในดินแดนล้านนาเราเรียกช่างผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์

งานศิลปะว่า “สล่า” เช่น สล่าแต้ม(ช่างเขียน) สล่าต้องลาย(ช่างแกะ-ดุลลวดลาย) ฯลฯ ทัศนศิลป์เป็นวิธีการจำแนกรูปแบบ ของศิลปะตามแนวคิดทางตะวันตก เป็นศิลปะที่รับรู้ได้ด้วยการมอง ได้แก่รูปภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไปเป็นสำคัญอันดับต้นๆ รูปภาพ คนเหมือน ภาพล้อ ภาพสิ่งของต่างๆก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของทัศนศิลป์ด้วยกันทั้งสิ้น และเรียกผู้ที่สร้าง���รรค์งานศิลปะในรูป แบบดังกล่าวว่าศิลปิน แหล่งเรียนรู้ด้านทัศนศิลป์ ไม่ว่าจะเป็น ห้องจัดแสดงผลงงานศิลปะ Art gallery รวมไปถึง อาคาร สถานที่ต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นโดยศิลปินชาวเชียงราย นับว่าเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่งของเมืองเชียงรายที่ควรจะได้กล่าวถึง




ครุตีข้าว :

เครื่องจักสานอันมหึมา ร่องรอยของภูมิปัญญาที่กำลังจะลบเลือน “ครุตีข้าว” เป็นภาชนะเครื่องจักสานขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับเครื่องมือเครื่องใช้ อื่นๆ ของชาวนาในภาคเหนือ ใช้สำหรับรองรับเมล็ดข้าวในขณะตีข้าว หรือนวดข้าวเพื่อ แยกเมล็ดข้าวออกจากรวง และบรรจุข้าวเปลือก ก่อนจะนำไปเก็บยังยุ้งฉางต่อไป

ครุตีข้าว ทำจากไม้ไผ่สาน มีรูปร่างคล้ายกระจาดขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางของ

ปากครุกว้างประมาณ ๒.๕ – ๓ เมตร สูงประมาณ ๑ เมตร มีลักษณะปากกลมบาน

ส่วนก้นสอบเข้าเล็กน้อย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ปัจจุบัน บทบาทของครุตีข้าวได้ถูกลบเลือนไปจากสังคมชาวนาในภาคเหนือ การจักสานครุตีข้าวจึงเป็นเพียงเรื่องเล่า แห่งความหลัง และเป็นเพียงความทรงจำที่แสนงดงามของช่างสานครุผู้หนึ่ง คือ ลุงแก้ว ดวงเกตุ ซึ่งเล่าว่า นานมาแล้วที่ตน ผู้เป็นช่างสานครุคนเก่าแก่แห่งเมืองพานไม่ได้จักตอก และขุดหลุมสานครุเหมือนเช่นที่เคยทำมาเมื่อครั้งอดีต ลุงแก้วให้เหตุผล หลายประการ ทั้งปัญหาเรื่องการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ค่อนข้างยุ่งยาก ประกอบกับช่างสานครุที่เคยลงแรงแลกเปลี่ยน ช่วยเหลือกัน หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “เอามื้อ” ในการจักตอกและขุดหลุมด้วยกันก็ล้มหายตายจากไป ข้อสำคัญ อีกประการหนึ่ง คือ ชาวนาในปัจจุบันไม่นิยมใช้ครุในการตีข้าวอีกต่อไป การนวดข้าวในภาคเหนือนั้นจะต่างไปจากการนวดข้าวในภาคกลาง คือ มักจะนวดข้าวในนา โดยขนเครื่องมือสำหรับ นวดข้าวออกไปที่นาแทนการขนข้าวมานวดในลานที่ใกล้ยุ้งฉาง ครุตีข้าว จึงนับเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้สำหรับการนวดข้าวหรือ “ตีข้าว” ครุตีข้าวนับเป็นภูมิปัญญาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวของชาวนาในภาคเหนือมาอย่างช้านาน เป็นเทคโนโลยีชาวบ้านที่ ทรงคุณค่าในยุคที่ยังไม่มีรถเกี่ยวข้าวเหมือนเช่นปัจจุบัน เนื่องจากครุสามารถยกเคลื่อนย้ายไปหากองข้าวที่เกี่ยวกองไว้เป็นจุดๆ จึงเป็นการสะดวก ง่าย และเหมาะกับสภาพภูมิประเทศภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่บางแห่งแคบ ลาดเอียง และเป็นไหล่เขา ลุงแก้ว ดวงเกตุ ยังได้เล่าถึงภูมิปัญญาในการสานครุ ว่านอกจาก ครุ ซึ่งเป็นเครื่องจักสานที่มีขนาดใหญ่แล้ว ขั้นตอน และกรรมวิธีในการสานครุตีข้าวยังแตกต่างไปจากการทำเครื่องจักสานชนิดอื่นๆ ด้วย การสานครุตีข้าว เป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน มากกว่าการสานภาชนะจักสานอื่นๆ ช่างแต่ละคนไม่สามารถสานครุทั้งใบให้แล้วเสร็จด้วยตัวเองได้ เพราะครุมีขนาดใหญ่ รูปทรง โค้ง เส้นตอกที่ใช้สานก็มีขนาดใหญ่ กรรมวิธีการสานมีลักษณะเฉพาะ และต้องใช้ผู้ชายที่มีกำลังพอที่จะบังคับเส้นตอกได้ดี ลงแรงช่วยกันครั้งละหลายๆ คน ช่างจักสานจะต้องมีความชำนาญและเข้าใจโครงสร้างของครุ เริ่มจากการจักตอกซึ่งจะต้องเหลาเส้นตอกเป็นพิเศษให้หัว ท้ายเรียวเพื่อสามารถสานเข้ารูปได้ตามต้องการ ขั้นตอนในการจัดเตรียมตอกนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญ การเหลาตอกแต่ละเส้น ต้องให้เรียบเนียน ไม่มีเสี้ยน เพื่อจะได้ภาชนะที่เรียบและลื่นเมื่อนำไปตีข้าว ช่างสานครุจึงต้องใช้เวลานานในการจักตอกเตรียมไว้ บางครั้งอาจกินเวลาถึง ๓ เดือน เพราะครุหนึ่งใบต้องใช้ตอกที่มีความยาวประมาณ ๖-๘ ศอก มากกว่า ๓๐๐ เส้น จากนั้นจะ ต้องขุดดินเป็นหลุมเพื่อใช้เป็นแม่แบบ เพราะครุเป็นเครื่องจักสานขนาดใหญ่ไม่สามารถบังคับรูปทรงได้ด้วยมือ จำเป็นต้องมีหลุม ดินเป็นแม่แบบ ซึ่งสามารถปรับแต่งขนาดและรูปทรงได้ง่าย หลังจากขุดหลุมให้ได้ขนาดตามต้องการแล้ว ช่างจะนำโคลนจากก้น ลำเหมืองมาเคลือบผิวแม่แบบ เพราะดินลำเหมืองเป็นดินที่ถูกทับถมด้วยใบไม้ใบหญ้ามานานปี มีคุณสมบัติเหนียว สามารถนำมา เคลือบผิวแม่แบบหลุมดินได้เรียบเนียนและมีความยืดหยุ่นตัวได้ดี ผิวไม่แห้งแตก ใช้รองรับการสานครุด้วยตอกขนาดใหญ่ได้

11


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

การสานจะเริ่มสานจากจุดตรงกลางของตัวครุก่อน โดยให้ผิวของตอกอยู่ด้านใน เมื่อสานเป็นผืนแล้วจะต้องนำไปแช่ น้ำนานประมาณ ๓ ชั่วโมง เพื่อให้ตอกดูดซับน้ำจนชุ่ม จากนั้นนำไปลนไฟประมาณ ๕ นาทีเพื่อให้ตอกอ่อนตัว แล้วรีบนำไป วางลงในหลุมดินให้ส่วนผิวไม้อยู่ด้านบน หลังจากนั้นใช้สากหรือท่อนไม้กระทุ้งพร้อมๆ กันประมาณ ๔-๕ คน โดยจะกระทุ้งไป รอบๆ เพื่อให้ตอกเข้ารูปกับแม่แบบหลุมดินให้ก้นครุนูนขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อรองรับการฟาดข้าว ส่วนที่นูนขึ้นมานี้เรียกว่า “หมง” จากนั้นใช้ลิ่มหรือ “ทอย” ตอกให้ชิดติดกันทีละเส้นจากก้นหลุมขึ้นมายังปากหลุม เมื่อสานเสร็จแล้วจะต้องเข้าขอบครุด้วยไม้ พุทราหนาม ซึ่งคนล้านนาเรียกว่า “ไม้บ่าตันขอ” เป็นพุทราป่าที่ขึ้นอยู่ตามเทือกเขา เพื่อใช้มัดยึดปิดขอบส่วนบนสุดของครุ ไม้ พุ ท ราหนามที่ ใ ช้ ต้ อ งมี ค วามยาวเท่ า กั บ ตอกเส้ น ใหญ่ ที่ ใ ช้ ป ระกบปิ ด ปากครุ คื อ ยาว ๒๐ ศอก หรื อ ๑๐ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓-๔ เซนติเมตร ซึ่งปัจจุบันทางราชการห้ามตัดไม้ทำลายป่า และต้นพุทราหนามก็เริ่มหายากขึ้น ครุใบสุดท้ายที่สล่าสานครุคนนี้ได้สานขึ้นเมื่อ ๕- ๖ ปี ก่อน ได้ไม้พุทราหนามมาจากอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง   ด้วยลักษณะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากสังคมเกษตร มาสู่สังคมแบบอุตสาหกรรม ที่มีการใช้เครื่องจักร และเครื่อง ทุ่นแรงเข้ามาแทนที่แรงงานคน ประกอบกับค่าจ้างแรงงานเริ่มสูงขึ้น การเสียสละมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันเริ่มหมดไป ทำให้ผู้ทำการเกษตรนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการทำนาด้วยในหลายขั้นตอน เช่น การไถ จะใช้รถไถแบบเดินตามแทนการใช้ ควาย ส่วนในช่วงของการนวดข้าวก็ใช้เครื่องจักรสำหรับโม่แทน และใช้รถเกี่ยวข้าวเข้ามาแทนการนวดข้าว เป็นต้น แต่หาก เกษตรกรรายใดยังคงใช้วิธีการนวดข้าวแบบดั้งเดิมอยู่ ก็มักจะเปลี่ยนไปใช้วิธีตีแคร่แทน โดยนำผ้าพลาสติกผืนใหญ่ ซึ่งหาซื้อได้ ตามท้องตลาด มาปูยังจุดที่เกี่ยวข้าวกองไว้ แล้วนำแคร่มาวางรองเพื่อตีหรือนวดข้าว ด้วยเหตุผลของความประหยัดค่าใช้จ่าย และเวลา สิ่งสำคัญ คือ ยังสามารถตี หรือนวดข้าวได้เช่นเดียวกับการใช้ครุ หากย้อนอดีตไปมองประวัติการผลิตครุตีข้าวในเขตจังหวัดเชียงราย จะพบว่าหลายท้องที่มีสล่าผู้ทรงภูมิความรู้ด้าน การสานครุ กระจายอยู่ทั่วไปในเขตอำเภอรอบนอกที่มีการดำรงชีพด้วยวิถีการทำนา แต่ปัจจุบันสล่าสานครุเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือ ลุงแก้ว ดวงเกตุ สล่าสานคุแห่งอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งฝึกการสานครุมาจากพ่อ หากแต่วันนี้ ลุงแก้วไม่ ได้จักตอกสานครุดังที่เคยทำมาในอดีตอีกแล้ว ครุตีข้าวหลายใบที่เคยแขวนอยู่ในยุ้งฉางของชาวนาหลัง ฤดูกาลเก็บเกี่ยวถูกปลดลงมาขายให้พ่อค้ารับซื้อของเก่า เปลี่ยนหน้าที่จากภาชนะในการตีข้าว มาเป็น ของประดับตกแต่งร้านอาหาร และบ้านเรือนอันสวยหรูของชนชั้นนำผู้มีรสนิยมในการเสพศิลปะ จากงานหัตถกรรมดั้งเดิม เป็นคำถามที่ไร้คำตอบว่า “ฤาเครื่องจักสานอันมหึมาในวัฒนธรรม ข้าวของชาวล้านนา จะหลงเหลือเพียงแค่ร่องรอยภูมิปัญญาที่กำลังจะถูกลบเลือน...”

ครุตีข้าว : เครื่องจักสานอันมหึมา ร่องรอยของภูมิปัญญาที่กำลังจะลบเลือน

12

13


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

สาด ถื อ เป็ น เครื่ อ งใช้ ห รื อ เครื่ อ งตกแต่ ง เรื อ นแบบดั้ ง เดิ ม ของคนล้ า นนาที่ นิ ย มนั่ ง กั บ พื้ น ก่ อ นที่ จ ะมี ก ารรั บ เอา วัฒนธรรมในการนั่งโต๊ะ-เก้าอี้ แบบจีนและแบบตะวันตกเข้ามา สาดเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นและเหมาะกับบ้านเรือนที่สร้างด้วยไม้ โดยเฉพาะบนพื้นที่ปูด้วยฟากสับหรือแคร่ไม้ไผ่ เมื่อมีแขกมาเยือนถึงบ้าน เจ้าของบ้านมักจะปูสาดให้แขกนั่งแล้วจัดเอาน้ำต้น หรือคนโท ขันหมาก เหมี้ยง และบุหรี่มาต้อนรับแขก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันงดงามที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน “สาดไตหย่า” เป็นสาดหรือเสื่อที่ใช้ต้นกกเป็นวัสดุหลักในการทอ แต่ชาวล้านนาไม่นิยมเรียกกันว่า “สาดกก” หากแต่ นิยมเรียกกันจนติดปากว่า “สาดไตหย่า” อาจจะเป็นเพราะเป็นการให้เกียรติผู้ที่คิดค้นหรือประดิษฐ์งานหัตถกรรมชนิดนี้ขึ้นมา “ไตหย่า” หรือ ไทหย่า คือ ชาวไทยกลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ไตในประเทศจีน มีถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมคือ ตำบลโมซาเจียง อำเภอซินผิง จังหวัดยี่วซี มณฑลยูนนาน ทางตอนบนของแม่น้ำแดง ชาวจีนเรียกขานชนกลุ่มนี้ว่า ฮวาเย่าไต (Huayaodai) แปลว่า ไตเอวลาย (Flowery Belted) ชาวไตหย่าบางกลุ่มได้อพยพย้ายถิ่นฐานออกจากโมซาเจียง ไปอาศัยอยู่ แคว้นสิบสองปันนาในประเทศจีน บางกลุ่มเดินทางอพยพเข้ามายังประเทศไทย แต่ระหว่างเดินทางมีบางกลุ่มได้หยุดพักและ ตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในประเทศพม่า มีกลุ่มหนึ่งเดินทางต่อจนมาถึงประเทศไทย ทำให้มีกลุ่มไตหย่า อาศัยอยู่ในพื้นที่ของหลาย ประเทศต่างๆ กันไปหลายกลุ่ม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ชาวไตหย่ากลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทย เป็นการเดินเท้าจากเมืองหย่า ผ่านเมืองซือเหมา สิบสองปันนา เมืองยอง และแม่สาย ได้หยุดพักรวมกันที่หมู่บ้านหนองกลม (ปัจจุบันคือ บ้านสันธาตุ อำเภอแม่สาย จังหวัด เชียงราย) แล้วไปตั้งหลักแหล่งแผ้วถางที่ดินทำมาหากินที่หมู่บ้านป่าสักขวาง ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มื่อจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นชาวไตหย่ากลุ่มหนึ่งได้แยกตัวออกมาหาที่อยู่ใหม่ คือในหมู่บ้านน้ำบ่อขาว ตำบลห้วยไคร้ อำเภอ แม่สายจังหวัดเชียงราย และยังคงอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน ชาวไตหย่าได้ผสมกลมกลืนกับคนไทยโดยการแต่งงานมีลูกหลาน และ ย้ายถิ่นฐานไปอยู่หลายที่หลายแห่งของประเทศไทย

สาดไตหย่า :

งานหัตถกรรมเสื่อกก ภูมิปัญญาที่มาจากแดนไกล ชาวล้านนาโดยทั่วไปเรียกเสื่อที่ใช้ปูพื้นรองนั่ง หรือ นอน ว่า “สาด” ซึ่งมีหลากหลาย ชนิด และมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามวัสดุและหน้าที่ใช้สอย เช่น สาดเทิ้ม สาด แหย่ง สาดต๋องขาว สาดบ่าง สาดล้อ สาดเจ้าที่ เป็นต้น ตามปกติแล้วสาดแต่ละชนิด จะนิยมทำจากวัสดุธรรมชาติจำพวกไม้ไผ่หรือหวาย โดยจักให้เป็นเส้นบางและยาวสาน สอดกันไปมาให้เป็นผืน ซึ่งอาจมีลวดลายต่างๆ ตามการออกแบบของผู้สาน อีกทั้งมี ขนาดและรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน 15


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

“สาดไตหย่ า ” ที่ ช าวล้ า นนารู้ จั ก ถู ก ผลิ ต และคิ ด ค้ น ขึ้ น โดยชาวไตหย่ า กลุ่ ม แรกๆ ที่ เ ข้ า มาตั้ ง หลั ก แหล่ ง ในจั ง หวั ด เชี ย งรายเมื่ อ เกื อ บร้ อ ยปี ที่ ผ่ า นมา

โดยระหว่างการเดินทางนั้น ชาวไตหย่าครอบครัวหนึ่งได้พบต้นกก และคิดว่าคงจะเกิด ประโยชน์จึงขุดใส่กระบอกติดตัวมา ๓ ต้น และเมื่อมาถึงประเทศไทยก็ได้เพาะชำไว้ ประมาณ ๓ ปี จึงตัดมาตากและนำมาทอเป็นผืนเสื่อเพื่อใช้เองและนำไปขาย ต้นกกที่ นำมาปลู ก ไว้ ก็ ไ ด้ แ พร่ ข ยายพั น ธุ์ ไ ปทั่ ว หมู่ บ้ า น จึ ง ทำให้ เ กิ ด การสื บ ทอดภู มิ ปั ญ ญา ในการนำต้นกกมาทอเป็นเสื่อซึ่งรู้จักกันดีในนาม “สาดไตหย่า” มาจนถึงทุกวันนี ้ ป้าเกสร ชัยบังวัน เล่าถึง กรรมวิธีในการทอเสื่อกก หรือ สาดไตหย่า ว่ามี ความแตกต่างจากเสื่อกกชนิดอื่น นับตั้งแต่ขั้นตอนในการจัดเตรียมวัสดุหลัก คือ ต้นกก หรือที่ชาวบ้านห้วยไคร้เรียก ว่า “ไหล” มักชอบขึ้นอยู่ตามลุ่มน้ำลำคลอง แต่ก็ ไม่เพียงพอกับการนำมาทอเสื่อ จึงนิยมปลูกต้นกกขึ้น ขั้นแรกมีการไถพื้นดินให้ร่วน ซุยแบบเดียวกับการทำนา แล้วนำหน่อกกที่มีรากเหง้ามาปลูกลงในผืนดินที่เตรียมไว้ โดยปลูกห่างกันประมาณ ๑ คืบ เมื่อปลูกได้ประมาณ ๖ เดือน ก็สามารถตัดไปใช้ ประโยชน์ได้ สำหรับการเก็บเกี่ยวต้นกกนั้นจะใช้เคียวเกี่ยว ลักษณะการเกี่ยวจะเหมือน กับการเกี่ยวข้าว แต่การเกี่ยวกกนั้นจะเกี่ยวลำต้นยาวตั้งแต่ส่วนที่ติดดิน ต้นกกที่เกี่ยว แล้วนั้นจะนำมาคัดขนาดให้ได้ความสั้นยาวที่เท่ากันเพื่อความสะดวกในการทอ จากนั้น จึงนำต้นกกไปตากแดด ระยะเวลาในการตากแดดประมาณ ๕-๗ วัน จนต้นกกแห้ง สนิท เมื่อแห้งดีแล้วจึงนำมาแยกขนาด และนำมามัดเป็นกำๆ จัดเก็บไว้ใต้ถุนบ้านที่มี อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อป้องกันเชื้อรา ต้นกกที่เตรียมไว้จะเป็นวัตถุดิบที่สำคัญใน การนำมาทอเสื่อต่อไป ในส่วนของการนำต้นกกที่เตรียมไว้มาทอให้เป็นผืนนั้น ป้าเกสร ชัยบังวัน ช่างทอเสื่อไตหย่า วัย ๕๒ ปี เล่าว่าต้องใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอเสื่อกก คือ กี่ ส่วน ใหญ่เป็นแบบกี่ตั้ง การทอ ต้องใช้คนช่วยกันถึง ๒ คนจึงจะทอได้ คือคนหนึ่งพุ่งกก เข้าฟืมและอีกคนหนึ่งกระทบฟืม ก่อนจะทอต้องมีการนำกกมาแกะหรือถอนเปลือก ส่วนนอก หรือส่วนของกาบออกเสียก่อน ซึ่งส่วนกาบนี้ติดมากับกกตั้งแต่ตอนเก็บ เกี่ยว จากนั้นจึงนำส่วนปลายหรือหางของกกไปแช่น้ำไว้ประมาณ ๑๕ นาที แล้วจึงจะ สามารถนำไปทอได้ เมื่อทอเสร็จจึงตัดส่วนหางที่ยื่นออกมา ถ้าเสื่อกกที่ทอเสร็จยังไม่ แห้งพอก็จะนำไปผึ่งแดดไว้ก่อนและรอการจำหน่ายต่อไป 16

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ผู้สืบทอดมรดกการทอเสื่อไตหย่าแห่งบ้านห้วยไคร้ เล่าถึงระยะเวลาในการทอเสื่อแต่ละผืนว่า สามารถใช้เวลาในการทอประมาณ ๓๐ นาที คนที่มีความชำนาญและมีเวลาว่างในการทอเสื่ออย่างเต็มที่จะ สามารถทอเสื่อได้ประมาณวันละ ๑๕ – ๒๐ ผืน ส่วนคนที่ไม่ค่อยชำนาญ หรือไม่ค่อยมีเวลาในการทอเสื่อจะ สามารถทอได้วันละประมาณ ๑๐ ผืน ปัจจุบันชาวบ้านห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ยังคงสืบสานภูมิปัญญาในการทอเสื่อ หรือ “สาดไต หย่า” ของบรรพชนไว้อย่างเหนียวแน่น มีการก่อตั้งกลุ่มทอสาดไตหย่าขึ้นในชุมชน และนอกจากจะนำต้นกกมาทอเป็น ผืนเสื่อตามแบบดั้งเดิมแล้ว ชาวบ้านยังสามารถนำต้นกกมาประยุกต์เป็นงานหัตถกรรมอื่น เช่น กระเป๋า หมวก ตะกร้า กรอบรูป รวมทั้งของใช้ประเภทต่างๆ ให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จึงนับว่าเป็นการต่อยอดองค์ความรู้และสืบสาน ภูมิปัญญาของบรรพชนไว้ได้อีกทางหนึ่ง

17


เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง : มรดกแห่งเครื่องเคลือบล้านนา

เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเครื่องปั้นดินเผาล้านนา

ซึ่งมีชื่อเสียงและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย แหล่งเตาเวียงกาหลงกระจายตัวอยู่ในพื้นที่กว่า ๑๕ ตารางกิโลเมตร แหล่งใหญ่พบที่ตำบลหัวฝาย อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

ไปจนถึงบริเวณลำน้ำลาว ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำแม่กก ใกล้กับเมืองโบราณใหญ่ชื่อ เวียงกาหลง ซึ่งเป็นนามที่มาของเครื่องถ้วยชนิดนี้ สันนิษฐานกันว่าเมืองโบราณแห่งนี้มีอายุ ร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่มีการผลิตเครื่องถ้วยชนิดนี้ คือ อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๒

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ย้อนกลับไปประมาณ ปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ประเทศ ไทยได้มีโอกาสเป็น เจ้ า ภาพในการจั ด การประชุ ม สุ ด ยอดผู้ น ำโลกหรื อ APEC ครั้ ง ที่ ๑๑ ณ กรุงเทพมหานคร ใครจะรู้ว่านอกจากจะเป็นการประชุมเพื่อแสดงศักยภาพของ ประเทศไทยให้ทั่วโลกได้ประจักษ์แล้ว ยังเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินค้าหัตถกรรมจากหลาก หลายตำบลของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก เครื่องปั้นดินเผาจากหมู่บ้านเวียงกาหลง จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในงานหัตถกรรม ไทยที่สร้างความประทับใจให้บรรดาผู้นำจากทั่วโลก เนื่องจากเครื่องถ้วยเซรามิกจากหมู่บ้านนี้ได้ รับการคัดเลือกเข้าไปนำเสนอในฐานะของภาชนะที่ใช้ในการประชุมในคราวนั้น  คุณทัน ธิจิตตัง ประธานกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงเล่าถึงความเป็นมาของ เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงว่า หลังจากที่ขุดพบแหล่งเตาเผาและภาชนะต่างๆ แล้ว ตนได้เริ่ม ค้นคว้าหาวิธีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาดังกล่าว โดยใช้เวลาและทุนทรัพย์ในการทดลองทำอยู่ หลายปีจึงสำเร็จได้ผลงานออกมาใกล้เคียงกับเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมมากที่สุด 19


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

เอกลักษณ์ที่สำคัญของเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง นอกจากจะมีลวดลายที่สวยงามแล้ว เนื้อดินที่ใช้ปั้นก็ถือว่า มีความสำคัญมากทีเดียว เพราะใช้ดินดำที่มีอยู่เฉพาะที่บริเวณเวียงกาหลงเพียงแห่งเดียว โดยดินดำของเวียงกาหลง เมื่อนำ มาปั้นเป็นเครื่องเคลือบดินเผาแล้วจะสามารถทนความร้อนได้สูงถึง ๑,๓๐๐ องศาเซลเซียส โดยยังคงรูปร่างเดิมไม่บิดเบี้ยว เมื่อผ่านกรรมวิธีการเผาแล้ว เนื้อกระเบื้องที่ได้จะเป็นสีขาวนวลถึงสีครีม มีน้ำหนักเบา น้ำเคลือบบางใส มีรอยรานเป็นรอย เล็กละเอียด ถือว่ามีความพิเศษไม่เหมือนเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งอื่น ชื่อของเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นต้นมา นับตั้งแต่พระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) สำรวจพบซากเตาเผาจำนวนมากในพื้นที่ใกล้เคียงกับเมืองโบราณเวียงกาหลง และได้เขียนบทความ ผลการสำรวจและศึกษาวิเคราะห์ตีพิมพ์ในวารสารของสยามสมาคม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงแบบโบราณส่วนใหญ่มักเคลือบถึงบริเวณขอบเชิงภาชนะ บางใบมีการเคลือบก้น หรือ ใช้น้ำดินสีน้ำตาลทาที่ก้น ผลิตภัณฑ์ที่พบมาก ได้แก่ จาน ชาม แจกัน โถมีฝา ผางประทีป ถ้วย รวมถึงตัวหมากรุกและ ตุ๊กตารูปสัตว์ต่างๆ จากการศึกษาของนักวิชาการส่วนใหญ่พบเครื่องปั้นดินเผาอยู่ ๓ ประเภท คือ ประเภทเขียนลายสีดำ ใต้เคลือบใส ประเภทเคลือบสีน้ำตาล และประเภทเคลือบสีเขียว ลวดลายตกแต่งที่นับว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องปั้นเวียงกาหลง ได้แก่ ลายกลีบดอกไม้หรือใบไม้ที่เรียกกัน โดยทั่วไปว่า “ลายกา” นอกจากนั้น ยังพบลายช่อดอกไม้ ลายพันธุ์พฤกษา ลายดอกไม้ก้านขด ลายรูปสัตว์ รวมทั้งลวดลาย ที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลจากภายนอก เช่น ลายเก๋งจีนและภูมิประเทศ รวมทั้งลายกิเลน ส่วนประเภทเคลือบใสมักตกแต่ง ด้วยการขูดขีดลายซี่หวีหรือกลีบดอกไม้ลักษณะต่างๆ ผู้ริเริ่มพลิกฟื้นเตาเผาโบราณ และทำเครื่องปั้นดินเผาตามแบบโบราณเวียงกาหลง ยังเล่าถึงกรรมวิธีผลิตว่า เริ่มจากนำดินเหนียวที่มีอยู่ในพื้นที่เวียงการหลงมานวดให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงเริ่มปั้นขึ้นรูปบนแป้นหมุนให้ได้แบบที่ ต้องการตามประสบการณ์และความชำนาญของช่างปั้นแต่ละคน จากนั้นนำมาตากจนแห้ง โดยใช้เวลาประมาณ ๑ วัน จึงเริ่ม เขียนลายลงบนเครื่องปั้นแต่ละชิ้นด้วยดินแดง ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติของดินที่มีอยู่ในท้องถิ่น ไม่ใช้สีเคมี จึงปลอดภัยสำหรับ 20

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ใช้ในการบรรจุอาหาร หรือจะใช้ปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงในเตาไมโครเวฟก็ได้ เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตนั้นได้มาจาก ธรรมชาติทั้งหมด ลวดลายที่ชาวเวียงกาหลงเขียนลงบนภาชนะดินเผาแต่ละชิ้น ก็นำมาจากแบบที่มีอยู่เดิม โดยนำมาจากเศษ เครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบที่ตำบลเวียงกาหลง เช่น ลายก้านขด ลายหงส์ ลายปลา ลายดอกไม้ ลายนก ลายนกยูง เป็นต้น เมื่อทิ้งไว้จนลวดลายที่เขียนนั้นแห้งดีแล้ว จะเป็นขั้นตอนการเคลือบผิวเพื่อให้มีความเงางาม โดยจุ่มลงในน้ำขี้เถ้าหรือที่ เรียกกันว่า น้ำเคลือบ มีบางสิ่งที่เราสังเกตเห็นก็คือเครื่องปั้นดินเผาที่นำไปชุบน้ำเคลือบเมื่อแห้งแล้วจะมองไม่เห็นลายที่เขียนลงบน ภาชนะก่อนหน้านี้ ลวดลายดังกล่าวจะสามารถมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเผาด้วยอุณหภูมิ ๑,๒๕๐ องศาเซลเซียส หรือหลังจากเผาประมาณ ๑๐ ชั่วโมง หลังกระบวนการเผา ดินสีดำที่เห็นในขั้นตอนการปั้นนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือขาวขุ่น ภาชนะแต่ละชิ้นที่เผาเสร็จ แล้วจะแตกลายและมีความมันวาว เพราะเกิดจากการรัดตัวของน้ำเคลือบในขณะเผา ส่วนสีจากดินแดงที่ใช้เขียนลายก่อนหน้านี้จะ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีคล้ำเกือบดำ ผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาจำหน่ายมีหลายชนิด ได้แก่ แจกัน ซึ่งมีให้เลือกหลายขนาด ชุดถ้วยน้ำชาและกาแฟ จาน ถ้วย คนโท ไห กระปุกใส่ของ รูปปั้นวัว ม้า นก ช้าง อึ่งอ่าง สำหรับตั้งโชว์ และเชิงเทียนรูปสัตว์ เช่น หงส์ ม้า ช้าง วัว เป็นต้น เครื่องปั้นเวียงกาหลงได้รับการยอมรับว่าประณีตงดงาม ไม่ผิดเพี้ยนไปจากของโบราณเดิมที่ขุดพบ คนซื้อจากต่าง ประเทศและในประเทศต่างมีความชื่นชม ถือได้ว่าเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงเป็นเครื่องปั้นชั้นยอด และที่แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่ง ศึกษาด้านวัฒนธรรมโบราณ แหล่งศึกษาด้านศิลปะ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย แม้วันนี้เครื่องปั้นดินเผาของเวียงกาหลงยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักมากเท่าเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งอื่นๆ แต่ความ มานะอดทนย่อมเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของช่างปั้น เป็นการร่วมฟื้นรูปแบบและลวดลายของเครื่องปั้น แบบเก่าให้กลับมามีชีวิตเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและชื่นชมกันอีกครา

21


ตุงเชียงแสน : ธงชัยแห่งศรัทธา

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ในจังหวัดเชียงราย งานด้านศิลปกรรมตุงประเภทต่างๆ มีให้พบเห็นมากมายทั้งชิ้นงานที่สร้างขึ้นมาใหม่ และงานที่เป็น ศิ ล ปกรรมดั้ ง เดิ ม ความโดดเด่ น ของงานศิ ล ปกรรม���ุ ง เชี ย งราย ซึ่ ง เป็ น ที่ รู้ จั ก แพร่ ห ลายทั้ ง เรื่ อ งราวตำนานเล่ า ขาน และ ความหลากหลายในรูปแบบทางศิลปกรรมชิ้นหนึ่ง คือ “ตุงเชียงแสน” ความโดดเด่นของ ตุงเชียงแสน อยู่ที่ความประณีตละเอียดอ่อนของลวดลายผนวกกับความตั้งใจในกระบวนการถักทอ เพื่อใช้ในพิธีกรรมหรือถวายเป็นพุทธบูชา โดยความยากง่ายนั้นขึ้นอยู่กับความชำนาญในการทอและจินตนาในการออกแบบ ลวดลายตุง ซึ่งเกิดจากการนำเอาตอกไม้ไผ่พันด้วยกระดาษสีทองสอดขัดสลับกับเส้นไหมที่ใช้ทอแผ่นตุงให้มีลักษณะเป็นผืนยาว ลงมา ลวดลายที่นิยมทอ ได้แก่ ลายปราสาทธรรมมาสน์ ลายสัตว์มงคลล้านนา เช่น ช้าง ม้า และนกยูง นอกจากนี้ยังมีการทำ เป็นลวดลาย “ตัวเปิ้ง” หรือลายสิบสองนักษัตรตามคติความเชื่อเรื่องการบูชาชะตาประจำปีเกิดของคนล้านนา เป็นต้น ปัจจุบันหน้าที่ของตุงเชียงแสน มิได้เป็นเพียงเครื่องสักการะที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาเท่านั้น หากแต่มีการปรับ เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคม อาทิ ผลิตเป็นสินค้า หรือเป็นวัสดุประดับตกแต่งอาคารสถานที่ ซึ่งผิดจากจารีต เดิมที่มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ตุงอย่างระมัดระวัง ซึ่งเชื่อว่าการปักตุงหรือแขวนตุงในที่ใดที่หนึ่งจะต้องมีการถวายทาน และ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายก่อน ซึ่งเน้นเจตนารมณ์ในการอุทิศกุศลผลบุญอันเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาอย่างมี ความหมายและมีคุณค่า ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่บอกผ่านพิธีกรรมนั้นๆ ทั้งยังสะท้อนถึงประเพณีวิถีชีวิตของคนล้านนา อย่างเด่นชัด ตามความเชื่อของชาวล้านนาแต่โบราณ ถือว่าตุงเป็นสื่อนำวิญญาณของผู้ถวายตุง และวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่ภพ สวรรค์ เพื่อมุ่งหวังในการหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานอันเป็นผลของวิบากกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยโบราณ ตุงในความ เชื่อของคนล้านนายังมีข้อห้ามเรื่อง “ขึด” เป็นตัวบังคับในวิธีการใช้ตุง เช่น การแขวนตุงบนยอดไม้ หรือการนำตุงขึ้นแขวนโดย ไม่ผ่านพิธีกรรม ดังในคัมภีร์ โลกสมมุติ กล่าวไว้ว่า “ปกกะโดง ก๊างตุงในบ้าน ก็ขึด หรือ ตานตุงบ่ได้หยาดน้ำก็ขึด” ซึ่ง หมายถึง การติดตั้งเสาเพื่อแขวนตุงในบ้าน เป็นอุบาทว์ และการถวายทานตุงโดยมิได้กรวดน้ำให้กับผู้ตายก็เป็นอุบาทว์ แต่ในปัจจุบัน ผู้คนขาดการสืบทอดความเชื่อแบบดั้งเดิม ทำให้ขาดความเข้าใจในความหมายของตุงล้านนา จึงเกิด กระแสการนำตุงไปใช้ในงานและสถานที่อันผิดจากความเชื่อดั้งเดิม ทำให้ตุงถูกปรับเปลี่ยนไปรับใช้ในทางธุรกิจร้านค้า เป็น เครื่องประดับตกแต่งเพื่อความสวยงาม หรือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านนาเท่านั้น คุณค่าและความหมายเชิงพิธีกรรม ความเชื่อที่แท้จริงเกี่ยวกับตุงจึงเลือนหายไป

ตุง เป็นชื่อเรียกวัตถุที่ใช้แขวนเพื่อสื่อแสดงถึงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา และเป็นสัญลักษณ์การส่งกุศลผลบุญถึงดวง วิญญาณที่อยู่อีกภพภูมิหนึ่ง ในความหมายของชนภาคกลางสามารถเทียบได้กับ “ธง” อันหมายถึง สัญลักษณ์แสดงตัวตนของประเทศ ดินแดน หน่วยงานหรือองค์กร แต่คนล้านนานอกจากตุงจะเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นอัตลักษณ์ชาติพันธุ์แล้ว ยังนิยมนำมาประดับ ตกแต่งถวายเป็นเครื่องสักการบูชา โดยจัดอยู่ในประเภทเครื่องสักการะล้านนาภาคพิธีกรรม ความหลากหลายในศิลปกรรมตุงนั้นขึ้นอยู่ กับแต่ละพิธีกรรมว่าควรต้องใช้ตุงชนิดใด เช่น “ตุงไจย” ใช้กับงานมหรสพสมโภช ที่เรียกว่า “ปอยหลวง” ส่วนตุงที่ทำจากกระดาษคละ สี มีลักษณะเป็นพวงตาข่ายคล้ายแห เรียกว่า “ตุงไส้หมู” เป็นตุงที่ใช้ในช่วงประเพณีปี๋ใหม่เมือง หรือสงกรานต์ เป็นต้น 23


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ร้านขายสินค้าของที่ระลึกประเภทตุงล้านนาแห่งหนึ่ง ชื่อว่า เฮือนตุง เป็นร้านขายตุงที่ม ี

หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะตุงเชียงแสน ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านศรีดอนมูล ตำบลศรีดอนมูล อำเภอ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีเจ้าของชื่อ ป้าบัวคลี่ ฟูกัน หญิงสูงวัยผู้มีใจอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่ได้รับ

การถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำตุงเชียงแสนมาจากบรรพบุรุษ แต่เดิมงานทำตุงเป็นงานฝีมือแบบ พื้นบ้านที่ยังไม่มีรูปแบบสีสันมากมายดังเช่นปัจจุบัน ต่อมาป้าบัวคลี่ได้คิดวิธีปรับเป็นรูปแบบสินค้าของที่ ระลึกและยังรับทำขนาดตามพอใจของผู้สั่ง ซึ่งการหันมาทำเป็นสินค้าของที่ระลึกนั้นมิใช่เพื่อสร้างรายได้ให้กับ ครอบครัวอย่างเดียว หากแต่เล็งเห็นว่าปัจจุบันความรู้ความเข้าใจและวิธีการใช้ รวมไปถึงการสืบทอดวิธีการทำ ตุงแบบเชียงแสนเริ่มสูญหาย ตนจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจในการอนุรักษ์และสืบทอดการทอตุงเชียงแสน โดย เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวพัฒนาไปสู่การเป็นวิทยากรอบรมสอนการทำตุงเชียงแสนในสถาบันการศึกษา องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน แม้ว่าการผลิตตุงในลักษณะของสินค้าทางธุรกิจอาจจะ ผิดไปจากจารีตวิถีตามบทบาทหน้าที่ของตุงแต่ดั้งเดิม แต่ด้วยกระแสสังคมโลกยุคปัจจุบันที่ปรับเปลี่ยนไปจาก เดิมอย่างมาก จึงหวังเพียงให้เกิดการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญานี้ให้คงอยู่ต่อไป ปัจจุบันการหาทางออกเพื่อความอยู่รอดขององค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิม อาจต้องมีข้อยกเว้นใน ธรรมเนียมปฏิบัติลงไปบ้าง เพราะวิธีการสืบทอดในสมัยนี้นอกจากจัดการเรียนการสอนแล้ว สิ่งหนึ่งที่สามารถ กระทำได้ คือ การนำเสนอสู่สังคม เช่น การจัดทำเอกสารวิชาการ การจัดนิทรรศการเผยแพร่และการจัดทำ เป็นสินค้าของฝากของที่ระลึกต่างๆ ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านบางอย่างก็จัดอยู่ในองค์ความรู้ประเภทผลิตภัณฑ์ ได้ เพื่ออย่างน้อย สังคมจะได้รับรู้ว่ายังมีองค์ความรู้และภูมิปัญญาพื้นบ้านอันทรงคุณค่าประเภทนี้อยู่ใน แผ่นดินล้านนา

24

เสน่ห์แห่งรอยสิ่ว : ไม้แกะสลักบ้านถ้ำผาตอง

วิ ถี ชี วิ ต ของคนล้ า นนาแต่ โ บราณผู ก พั น อยู่ กั บ งานศิ ล ป หัตถกรรมพื้นบ้านอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะงานแกะสลักไม้ที่เริ่ม จากการทำเครื่ อ งใช้ ไ ม้ ส อยในครั ว เรื อ นและพั ฒ นาจนเกิ ด เป็ น งาน ศิลปะที่สร้างอาชีพและรายได้แก่ครอบครัว


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

งานแกะสลักไม้เป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะตัว ใช้ความประณีต ละเอียด และอดทนสูง โดย ช่างจะต้องถ่ายทอดลวดลายลงบนวัสดุ ด้วยการใช้เครื่องมือที่ทำจากโลหะเหล็กกล้าที่แข็งและเหนียวทำให้เกิดความคม ด้วยการตี เจียร แล้วตกแต่งด้วยสิ่วขนาดต่างๆ ทั้งแบบหน้าตรง หน้าโค้ง รวมทั้งใช้ฆ้อนไม้เป็นเครื่องมือช่วยในการ แกะสลักอีกด้วย งานแกะสลักจึงเป็นการฝีมืออีกรูปแบบหนึ่งที่ช่างฝีมือจะใส่ตัวตนและจิตวิญญาณลงสู่ชิ้นงาน ดังงาน แกะสลักไม้ที่ “บ้านถ้ำผาตอง” ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการแกะสลักไม้และมี ความงดงามไม่ด้อยไปกว่างานแกะสลักไม้แหล่งอื่นๆ เลย งานแกะสลักของบ้านถ้ำผาตองมีช่างฝีมือที่โดดเด่น ๒ คนด้วยกัน คนแรกเป็นเสมือนผู้จุดประกายงานด้าน การแกะสลักไม้ให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น นั่นคือ สล่าคำจันทร์ ยาโน (คำว่าสล่า เป็นภาษาพม่า ใช้พูดนำหน้าช่างฝีมือพื้นบ้าน เป็นเชิงยกย่อง) ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้และฝึกฝนฝีมือด้านการแกะสลักไม้จากผู้เป็นตา คือ พ่ออุ๊ยแสง ลือสุวรรณ ซึ่งเป็นสล่าแกะสลักกระบวยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย จากการเห็นงานแกะสลักอย่างชินตามาตั้งแต่เด็ก กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ สล่าคำจันทร์ สนใจงานแกะสลักไม้ โดยเริ่มสร้างผลงานชิ้นแรก คือ งานแกะสลักด้ามหนังสติ๊ก และกระบวย รูปลักษณ์ตามแบบของพ่ออุ๊ยแสงผู้เป็นตา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เกิดภาวะฝนแล้งการทำนาไม่ได้ ผล ประกอบกับฝีมือการแกะสลักเริ่มเป็นที่ประจักษ์ จึงได้เริ่มทำงานแกะสลักไม้อย่างจริงจัง โดยชักชวนเพื่อนอีก ๒ คน คือ สล่าสุวรรณ สามสี และ สล่าจิ๊ก มาร่วมงานแกะสลักไม้ ด้วยกันเพื่อส่งไปจำหน่ายที่ร้านไม้มุงเงิน จังหวัดเชียงราย ซึ่งในช่วงแรกการตอบรับสินค้า ไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับชาวบ้านหลายคนมองว่าไม่คุ้มค่ากับการทำงานเพราะงานแกะ สลักไม้เป็นงานที่ต้องงใช้ความอดทนสูงประณีต ละเอียดอ่อน และใช้เวลานานมากกว่าจะ ได้งานสักหนึ่งชิ้น แต่กลุ่มเพื่อนและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่สนใจยังคงอดทนทำงานแกะสลักเรื่อย มา จนฝีมือพัฒนาขึ้นและมีผลงานหลากหลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีคนสั่งซื้อผลงาน หัตกรรมไม้แกะสลักเข้ามามากจนไม่สามารถผลิตงานส่งได้ทัน จึงทำให้สล่าคำจันทร์ ต้องสร้าง กลุ่ ม คนทำงานแกะสลั ก ไม้ เ พิ่ ม ขึ้ น เพื่ อ รองรั บ งานที่ มี ผู้ สั่ ง ซื้ อ จนกลายเป็ น “กลุ่ ม แกะสลั ก ไม้

บ้านถ้ำผาตอง” มีสมาชิกกว่า ๒๐ คน

26

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

สล่าคำจันทร์ มีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างกลุ่มงานแกะ สลักไม้พื้นเมืองบ้านถ้ำผาตอง ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างคน เพื่อให้ คนสร้างงาน และงานก็สร้างเงิน ส่วนเงินก็ช่วยสร้างฐานะความ เป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทำให้คนที่หันมาทำงานแกะสลักไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับ กิจกรรมอันไร้สาระอื่นๆ และมีหลายคนกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี จากที่ เ คยหลงผิ ด ไปบ้ า ง จนสามารถสร้ า งผลงานเป็ น ที่ ย อมรั บ ของ สังคมอย่างกว้างขวาง ส่วนคนที่มีฝีมืองานแกะสลักที่โดดเด่นอีกท่านหนึ่ง คือ สล่าสุวรรณ สามสี ผู้ได้รับสมญานามว่า “สุวรรณแกะช้าง ๑๐๐ ลีลา” นับเป็นผู้มีความชำนาญในการ แกะสลักช้างขนาดจิ๋วในลีลาท่าทางสวยงามต่างๆ เช่น ช้างเต้นรำ ช้างเกี้ยวพาราสีกัน และช้างกำลังออกลูก เป็นต้น ฝีมือการแกะสลักที่ประณีตละเอียดอ่อนนั้นสร้างสรรค์ขึ้น ด้วยมีดเหลาไม้ขนาดเล็กที่สล่าสุวรรณ เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นทำขึ้นมาด้วยตนเอง วั ต ถุ ป ระสงค์ ห ลั ก ของการทำงานด้ า นแกะสลั ก ของกลุ่ ม สล่ า บ้ า นถ้ ำ ผาตอง นอกจากรายได้แล้ว พวกเขายังมีความมุ่งมั่นในการสืบสานงานฝีมือและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้คงอยู่สืบไป อีกทั้งร่วมกันพัฒนา เรียนรู้ ถ่ายทอด และทำการเผยแพร่ผลงานให้เป็นที่ รู้จักโดยทั่วไป โดยมุ่งเน้นใช้เศษวัสดุจากธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น เศษรากไม้

ตอไม้ไผ่ กะลามะพร้าว และเมล็ดพืชเปลือกแข็งที่ไม่มีคุณค่า นำมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน หัตถศิลป์ที่ทรงคุณค่า จึงเป็นกลุ่มช่างที่มีศิลปะนิสัยชอบสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ ผลงานแกะสลักของกลุ่มสล่าบ้านถ้ำผาตองที่พัฒนาขึ้นมาในภาย หลังมีทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ และของตกแต่งบ้านหลากหลายชนิดตามแต่จะ สรรหาวัสดุธรรมชาติมาสร้างสรรค์ขึ้นได้ ผลงานแกะสลักหลายชิ้นยัง สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวชนบทในรูปแบบต่างๆ อาทิ วิถีการ ทำนาแบบดั้งเดิม การจับปลา และการเลื่อยไม้ เป็นต้น จุ ด เด่ น ที่ ส ำคั ญ ของงานแกะสลั ก บ้ า นถ้ ำ ผาตองก็ คื อ การรั ง สรรค์ น วั ต กรรมจากภู มิ ปั ญ ญาที่ ท ำให้ หุ่ น ไม้ แกะสลักสามารถเคลื่อนไหว แสดงอากัปกิริยาแบบต่างๆ ด้วยกลไกที่ซ่อนอยู่ภายในเสมือนมีชีวิตจิตใจ ผลงาน แกะสลักจึงมีความน่าสนใจและเพิ่มคุณค่าอันสะท้อนถึง ศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น 27


ของเล่นเด็กบ้านป่าแดด การอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่สดใส บ่งบอกถึงความสุขความสนุกสนานของคนสองวัย ด้วยน้ำเสียงประหนึ่งรบเร้าขอให้ช่วยทำของเล่นเด็กจากวัสดุธรรมชาติ อาทิ ไม้โก๋งเก๋ง ก๊อบแก๊บกะลามะพร้าว กำหมุน กังหันลม ลิงไต่ราว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีของเล่นจาก ไม้ไผ่สานเป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ อาทิ นก งู ปลาและกบ ภาพบรรยากาศนี้ทำให้ช่องว่าง ระหว่างวัยถูกลบเลือนไปในที่สุด เด็กๆ ได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกับ “พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย” หรือปู่ย่า ตายาย อีกครั้งหลังจากที่ห่างเหินกันมานานด้วยสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไปจากครั้งอดีต

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ด้วยวิวัฒนาการทางสังคมในโลกปัจจุบัน เมื่อมีการสร้างและรับเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา ตอบสนองต่อระบบการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ กรณีการผลิตของเล่นเด็กไทยในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน มีพัฒนาการของการผลิตอันทันสมัย นับตั้งแต่ของเล่นที่ทำจากวัสดุประเภทพลาสติกไปจนถึงของเล่นที่ สร้างขึ้นด้วยระบบเทคโนโลยีชั้นสูงต่างๆ อีกทั้งยังสามารถหาซื้อได้ง่ายสะดวกสบาย ต่างจากของเล่น พื้นบ้านยุคโบราณของบรรพบุรุษ ที่การเล่นของเล่นแต่ละครั้งต้องอาศัยเวลาในการหาวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนใช้เวลาในประดิษฐ์พอสมควร สำหรับเชียงรายในวันนี้ ได้เกิดการพลิกฟื้นเอาภูมิปัญญาการประดิษฐ์ของเล่นแบบโบราณขึ้น มา อีกครั้ง เด็กๆ กับผู้สูงอายุมีความใกล้ชิดสนิทสนม และต่างแบ่งปันความรู้สึกทางจิตใจให้แก่กันและ กัน ด้วยการหยิบยกองค์ความรู้ภูมิปัญ ญาการทำของเล่นพื้นบ้านบนฐานวิธีคิดอันชาญฉลาดของกลุ่ม

ผู้สูงอายุ ดังคำพูดของแม่อุ๊ยหน่อ คำแดง สมาชิกชมรมผู้สูงอายุและพิพิธภัณฑ์ของเล่นที่ว่า “ของเล่น สมัยหลุแล้วเสียเลย ซ่อมแป๋งก่ยากเสี้ยงเงินเสี้ยงทองบ่ดาย” แม่อุ๊ย กล่าวถึงของเล่นในยุคปัจจุบัน เมื่อเสียแล้ว ซ่อมแซมยาก อีกทั้งเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียเงินทองเพื่อซื้อหามาใหม่ ไม่เหมือนกับของเล่น แบบโบราณที่เสียแล้วสามารถทำขึ้นมาใหม่หรือซ่อมได้ด้วยวิธีง่ายๆ และที่สำคัญไม่สิ้นเปลืองเงินทอง เพราะใช้วัสดุที่หาได้จากธรรมชาติในท้องถิ่น ประกอบกับแนวคิดดังกล่าวตรงกับความต้องการของ ผู้ปกครองหรือพ่อแม่เด็กที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในดำเนินวิถีชีวิตแบบภูมิปัญญาโบราณ อันสะท้อน ความเป็นอยู่แบบพอเพียงและความปลอดภัยในตัวบุตรหลานจากวัสดุภัณฑ์ของเล่นที่ผลิตจากธรรมชาติ จึงเห็นพ้องและส่งเสริมให้เยาวชนหันมาอนุรักษ์และสืบทอดวิธีการทำของเล่นโบราณ กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ บ้านป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เป็นอีกกลุ่ม หนึ่งในบรรดาผู้สูงวัยที่ไม่ปล่อยให้องค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านของตนต้องโรยราล่วงลับไปกับสังขาร และวันเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ประกอบกับได้รับการสนับสนุนทุนจากนักพัฒนาและองค์กรพัฒนาทาง สังคมเพื่อการฟื้นฟูวิถีชีวิตในการต่อสู้กับระบบทุนนิยม กลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงได้มีการรวมตัวกันจัดตั้ง กลุ่มสมาชิกประมาณ ๖-๑๐ คน ขึ้นมาเพื่อทำกิจกรร���ด้านการอนุรักษ์และถ่ายทอดการทำของเล่น

พื้นบ้านให้กับเยาวชนและผู้สนใจทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้และเล็งเห็นถึงคุณค่าความสำคัญของ ของเล่นพื้นบ้าน เพราะของเล่นเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเครือ ญาติเข้าด้วยกัน โดยการดำเนินงานของกลุ่มดังกล่าว มีการผลิตของเล่นทั้งจากรูปแบบเดิมและปรับ ประยุกต์ด้วยการบูรณาการเข้ากับรูปแบบของเล่นสมัยใหม่ อาทิ บ่าข่างโหว้ บ่าข่างสะบ้า พญาลืมแลง พญาลื ม งาย เต่ า กระต่ า ยวิ่ ง กำหมุ น จานบิ น โหวด อมรเทพ ครกมอง ควายกิ น หญ้ า งูดูด คนตำข้าว กังหันลม โมบายกระดิ่งลม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการผลิตในรูปแบบผลิตภัณฑ์สินค้า อาทิ ม้า-หมูไม้หนีบ ฮอกพวงกุญแจ กล่องใส่นามบัตร และของเล่นประดับโต๊ะทำงานแบบต่างๆ 29


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์เล่นได้” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ที่เด็กและเยาวชน สามารถสัมผัสจับต้องของเล่นพื้นบ้านได้ทุกชนิด ทั้งการทดลองเล่น หรือทดลองทำด้วยตนเอง โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่คอยสอนและแนะนำวิธีเล่นให้อย่างใกล้ชิด ของเล่นแต่ละชิ้นจะมีชื่อเรียก และคำอธิบายแบบง่ายๆ พอเข้าใจ ทั้งยังบอกความเป็นมา วิธีการใช้ และให้ความหมายที่มาก กว่าการเป็นเพียงของเล่นธรรมดาชิ้นหนึ่ง จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขจากการได้นำเอา ภูมิปัญญามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสืบทอดองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญา พื้นบ้านจากประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ให้คงอยู่สืบไป

จากเครื่องสักการะล้านนา... สู่ภูมิปัญญาแม่อุ๊ยตุ่นแก้ว แสนเพ็ญ

วิถีชีวิตของชาวเชียงรายตั้งอยู่บนความเคารพนบน้อมจนกลายเป็น ประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสืบมา นับเป็นความโดดเด่นทางวัฒนธรรมที่ชี้ให้เห็น วิถีชีวิตการดำรงอยู่ของสังคมล้านนาจากอดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังถือเป็น ระเบี ย บแบบแผนหรื อ ขนบประเพณี อั น เป็ น เครื่ อ งมื อ ที่ ค อยควบคุ ม ผู้ ค น

เฉกเช่นสังคมอื่นๆ ทั่วไป แต่มีความพิเศษที่การแสดงความเคารพด้วยเครื่อง สักการะอันแสดงถึง “ศรัทธา” ต่อบุคคลนั้นๆ อย่างสูงยิ่ง 30


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ศรัทธา เป็นลักษณะคิดในคติความเชื่อของคนล้านนา ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน ในสังคม โดยมีส่วนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คน และคอยควบคุมดูแลผู้คนให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมอันดี งามและแสดงถึงความกตัญญูกตเวที ด้วยวิถีการปฏิบัติตามรอยบรรพชนและแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา จนเกิด อัตลักษณ์ในรูปแบบของการเคารพที่เป็นรูปธรรมด้วยการประดิดประดอยเป็นเครื่องสักการะอันวิจิตรงดงามตระการตา เครื่องสักการะล้านนา ประกอบด้วย พุ่มหมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นเทียน ต้นผึ้ง ต้นพลูและต้นดอก ถื อ เป็ น หนึ่ ง ในเครื่ อ งพลี ก รรมที่ เ ริ่ ม มี ใ ช้ ม าตั้ ง แต่ ยุ ค สมั ย พญามั ง ราย ตามตำนานเล่ า ว่ า ใช้ เ ป็ น เครื่ อ งประกอบ ยศของชนชั้นเจ้านายในสมัยโบราณ และใช้ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาอีกด้วย ต่อมามีการปรับเข้ากับ ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนล้านนาโดยอนุโลมให้ใช้ได้กับบุคคลที่ควรแก่การเคารพ เพื่อเน้นการแสดงออกถึง ความศรัทธาเป็นหลัก เครื่องสักการะดังกล่าวนับเป็นงานศิลปกรรมที่สะท้อนภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวล้านนา โดยถ่ายทอดออกมาจากกระบวนการคิดและมุมมองที่เป็นพื้นบ้านผสมผสานกับความเชื่อ โดยแสดงผ่านพิธีกรรม และวิธีการสร้างผลงานทางศิลปะอันประณีต อีกทั้งมีนัยยะทางสถาปัตยกรรม ตำนาน และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เป็นองค์ประกอบ ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมีผลทำให้รูปแบบวิถีปฏิบัติในวัฒนธรรม และจารีตประเพณี ลดบทบาทหน้าที่ลงไป เป็นสาเหตุให้เกิดการดิ้นรนเพื่อการคงอยู่ทางวัฒนธรรมดังกล่าวของกลุ่มผู้มีใจอนุรักษ์ ดังการอนุรักษ์สืบทอดวิธีการทำเครื่องสักการะล้านนาประเภท พุ่มหมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นเทียน ต้นผึ้ง ต้นพลู และต้นดอก ของครอบครัวแม่อุ๊ยตุ่นแก้ว แสนเพ็ญ บ้านสันโค้ง หมู่ ๑๕ ตำลบรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัด เชียงราย ผลงานของท่านมีลักษณะพิเศษและแตกต่างไปจากที่อื่นๆ คือ การคิดค้นกรรมวิธีที่จะทำให้เครื่องสักการะ ดังกล่าวมีอายุการใช้งานที่คงทนถาวร เหมาะสำหรับการนำไปจัดแสดงเผยแพร่ในงานที่ต้องอาศัยระยะเวลา การจัดแสดงนานๆ ซึ่งเดิมเครื่องสักการะล้านนาประเภทนี้จะทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติที่เรียกว่า “เครื่องสด”

32

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

แต่ ใ นความเป็ น ชิ้ น งานที่ ผ ลิ ต จากวั ส ดุ ส ดใหม่ นั้ น มั ก จะมี อ ายุ การใช้งานไม่ยาวนานนัก นอกจากนี้ การจะได้ชมชิ้นงานแต่ละ ครั้งต้องอาศัยช่วงเทศกาล หรือโอกาสที่มีการประกอบพิธีกรรม เป็นสาเหตุให้องค์ความรู้เรื่องเครื่องสักการะประเภทดังกล่าวนี้ไม่ได้รับ ความสนใจมากเท่าที่ควร แต่ด้วยวิธีคิดอันชาญฉลาดของแม่อุ๊ยตุ่นแก้ว แสนเพ็ญ และครอบครัวผู้เป็นปราชญ์ด้านเครื่องสักการะล้านนา ที่ได้เคยลองผิดลองถูก ในการคิดหาวิธีการยืดอายุการใช้งานของเครื่องสักการะ อาทิ การทำให้ดอกผึ้ง

ซึ่งทำมาจากวัสดุเรียกว่า ขี้ผึ้งแผ่น ไม่บิดเบี้ยวเมื่อถูกความร้อนจากแสงแดด โดย สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานยิ่งขึ้น แม่อุ๊ยจึงได้คิดค้นเทคนิควิธีด้วยการผสมกาว ลาเท็กซ์ลงในขี้ผึ้งที่กำลังต้ม ด้วยอัตราส่วนของกาว ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อขึ้ผึ้งแผ่นน้ำ หนักครึ่งกิโลกรัม จากนั้นจึงชุบพิมพ์ดอกขี้ผึ้งแล้วรอให้แห้งสนิท ตัวกาวลาเท็กซ์จะ ทำปฏิกิริยากับเนื้อขี้ผึ้งเกิดการแข็งตัวจากเนื้อกาวและขี้ผึ้ง เมื่อโดนแสงแดดขี้ผึ้งจะ ไม่ อ่ อ นตั ว เป็ น ต้ น นั บ ว่ า เป็ น วิ ธี ก ารประยุ ก ต์ เ พื่ อ รองรั บ สถานการณ์ ก าร เปลี่ยนแปลงบทบาทการใช้สอยและการผลิตเครื่องสักการะล้านนาประเภทดังกล่าว นี้อย่างเหมาะสม และด้วยความคิดเชิงบูรณาการเพื่อการอนุรักษ์และสืบทอดเครื่อง สักการะล้านนา แม่อุ๊ยตุ่นแก้วจึงได้รับการยกย่องในฐานะเป็นครูภูมิปัญญาระดับ ฝีมือช่าง และได้รับคัดเลือกให้เข้ารับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต กิตติมศักดิ์ ประจำปี ๒๕๔๓ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นับเป็นความภาค ภูมิใจของครอบครัวและวงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง แต่ ส ำหรั บ ความรู้ สึ ก ของแม่ อุ๊ ย ตุ่ น แก้ ว รวมไปถึ ง นั ก อนุ รั ก ษ์ ศิ ล ป วัฒนธรรมพื้นบ้านอีกหลายๆ ท่านแล้ว เกียรติยศชื่อเสียงที่ได้มานั้นถือเป็นรางวัล ตอบแทนความเหน็ ด เหนื่ อ ยในการทำงานเพื่ อ สั ง คมเท่ า นั้ น แต่ ร างวั ล และ ความภาคภู มิ ใ จที่ แ ท้ จ ริ ง ของแม่ อุ๊ ย คื อ วั น นี้ ล มหายใจขององค์ ค วามรู้ และ ภู มิ ปั ญ ญาแผ่ น ดิ น ล้ า นนาด้ า นการจั ด ทำเครื่ อ งสั ก การะประเภทพุ่ ม หมากสุ่ ม หมากเบ็ง ต้นเทียน ต้นผึ้ง ต้นพลูและต้นดอก ได้รับการเผยแพร่ออกสู่สังคม วงกว้ า งให้ รั บ รู้ ถึ ง คุ ณ ค่ า ทางศิ ล ปกรรมและวั ฒ นธรรมท้ อ งถิ่ น ล้ า นนาไปพร้ อ มๆ กับการอนุรักษ์และสืบท���ดภูมิปัญญาดังกล่าวนี้ให้คงอยู่สืบต่อไป 33


ฟ้อนสาวไหม :

จากลีลาการปั่นฝ้ายสู่ท่าฟ้อนอันงดงาม ฟ้อนสาวไหม เป็นฟ้อนที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา แต่โบราณที่เคยปลูกฝ้ายและทอผ้าใช้เองในครัวเรือน ลีลาของ การดึงเส้นฝ้ายจากเครื่องปั่นฝ้ายจึงเป็นต้นกำเนิดของท่าฟ้อนที่ อ่อนช้อยสวยงาม เป็นที่มาของชื่อเรียกฟ้อนชนิดนี้

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ผู้เป็นต้นกำเนิดท่วงท่าการฟ้อนสาวไหม น่าจะเป็นสตรีเพศ ผู้ซึ่งเหมาะกับงานปั่นฝ้าย แต่กลับเป็นบุรุษเพศผู้มีนามว่า นายกุย สุภาวสิทธิ์ ศิลปินที่ปัจจุบันได้ล่วงลับไปแล้วผู้ถนัดฟ้อนเชิงและฟ้อนดาบ มีถิ่นฐานอยู่บ้านศรีทรายมูล หมู่ที่ ๑๑ ตำบลรอบเวียง อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวบ้านแม่คือ ตำบลแม่ก๊ะ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นายกุยได้สืบทอดศิลปะการต่อสู้ แบบโบราณมาจาก พ่อครูปวน คำมาแดง ที่มีความชำนาญในลีลาการต่อสู้ทั้งเชิงและดาบโบราณ จนได้รับสมญานามว่า “ปวนเจิง” นายกุย ได้ถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนแบบต่างๆ แก่หนุ่มสาวชาวบ้านศรีทรายมูล โดยมีบุตรสาวผู้สืบสายโลหิตโดยตรง คือ นางบัว เรียว (สุภาวสิทธิ์) รัตนมณีภรณ์ ได้รับการถ่ายทอดวิชาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟ้อนสาวไหม ตั้งแต่เมื่ออายุ ประมาณ ๗ ขวบ ซึ่ง นายกุย ได้ประดิษฐ์การฟ้อนที่นำเอากระบวนการทอผ้าฝ้ายของชาวล้านนาผสมผสานกับลีลาการฟ้อนเชิงของผู้ชาย มาประดิษฐ์ท่ารำขึ้นเรียกว่า “ฟ้อนสาวไหม” นอกจากจะได้รับการถ่ายทอดท่ารำแบบฟ้อนสาวไหมจากบิดาแล้ว นางบัวเรียวยังได้เรียนรู้และใกล้ชิดกับครูโม ใจสม ซึ่งมาจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และท่านเป็นผู้มีความชำนาญในด้านการฟ้อนแบบไทยเดิมและวงดนตรีปี่พาทย์ ครูโม ได้อาศัย อยู่วัดศรีทรายมูล และมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูวงปี่พาทย์พื้นเมือง (วงเต่งถิ้ง) ให้กับคณะศรัทธาวัดศรีทรายมูล พร้อมกับถ่ายทอดนาฏ ศิลป์ไทยประยุกต์ให้กับชาวบ้านที่นี่ด้วย ทุกครั้งที่มีงานเฉลิมฉลองต่างๆ วงปี่พาทย์วัดศรีทรายมูล ที่ควบคุมโดยครูโม ใจสม จะได้เข้าร่วม งาน และบรรเลงเพลงลาวสมเด็จ เพื่อให้นางบัวเรียว ฟ้อนสาวไหมประกอบ ซึ่งแต่เดิมนายกุย สุภาวสิทธิ์ ได้ใช้วงดนตรีสะล้อ ซึง บรรเลง เพลงปราสาทไหวประกอบการฟ้อนดังกล่าว การฟ้อนสาวไหมพร้อมเพลงบรรเลงลาวสมเด็จสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทุกครั้ง จนกระทั่ง คณะดนตรีและช่างฟ้อนวัดอื่นๆได้ยินเพลงลาวสมเด็จ ได้ชมการฟ้อนสาวไหมของนางบัวเรียวบ่อยขึ้น จึงนำเพลงลาวสมเด็จไปบรรเลงจน กลายเป็นทางเพลงสาวไหมเชียงรายในปัจจุบัน ทำให้คณะดนตรีและช่างฟ้อนวัดศรีทรายมูลในยุคนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วจังหวัดเชียงราย 35


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ปั จ จุ บั น การฟ้ อ นสาวไหมต้ น แบบกลายเป็ น เอกลั ก ษณ์ ก ารฟ้ อ นของจั ง หวั ด เชี ย งราย จึ ง ถื อ ได้ ว่ า นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ เป็นศิลปินช่างฟ้อนพื้นบ้าน ที่เป็นปูชนียบุคคลผู้หนึ่งของจังหวัดเชียงราย จากการที่ เป็ น ต้ น แบบในการฟ้ อ นสาวไหม และได้ ถ่ า ยทอดให้ เยาวชนรุ่นหลังจนมีลูกศิษย์มากมาย ตลอดจนนำออก แสดงเผยแพร่ไปทั่วทั้งแผ่นดินล้านนาและทั่วประเทศ ไทย จนในที่ สุ ด นางบั ว เรี ย ว รั ต นมณี ภ รณ์ ได้ จ ด ลิขสิทธิ์ท่ารำ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของการฟ้อน สาวไหมต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ ตามคำขอเลขที่ ๗๑๘๔ ชื่อผลงาน “ฟ้อนสาวไหม” จึงอาจนับได้ว่า ฟ้อนสาวไหม เป็น มรดกทางศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่ล้ำค่าอย่างหนึ่งที่น่า ภาคภูมิใจของจังหวัดเชียงราย

36

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

แปง โนจา :

ศิลปินพิณเปี๊ยะ แห่งเมืองเชียงราย พิณเปี๊ยะ เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด จัดอยู่ในตระกูลพิณ มีจำนวนสาย ๒-๗ สาย แต่เดิมจะใช้ผลน้ำเต้าแห้งผ่าครึ่ง ต่อมาพัฒนามาเป็นกะลามะพร้าวแห้ง ผ่าครึ่ง ส่วนปลายที่ผูกสายนั้นเดิมทำด้วยไม้ แต่ภายหลังเปลี่ยนมาทำด้วยวัสดุอื่น เช่น เขาสัตว์ งาช้าง โลหะหล่อ หรือสำริด ส่วนคันทวนของพิณเปี๊ยะใช้ไม้เนื้อแข็ง ลักษณะของหัวเปี๊ยะมักแกะเป็นรูปหัวช้าง มีงวง มีหูกางเพื่อใช้เป็นที่พาดสายทั้ง

๒ ข้าง ส่วนปลายด้ามทำเป็นปลอกสำหรับเป็นที่เสียบแกนไม้ 37


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ความอัศจรรย์ของพิณเปี๊ยะอยู่ที่วิธีการเล่น ซึ่งผู้เล่นต้องเปลือยกายท่อนบน การเล่นดนตรีชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับเพศชายเท่านั้น เพราะจะต้องใช้กล่องเสียงที่กลวงเปล่าแนบสนิทกับเนื้อส่วนหน้าอกเพื่อใช้กล้ามเนื้อบังคับเสียงให้ดังกังวานไพเราะ ซึ่งผู้เล่นก็จะต้องมีกล้าม เนื้ออกที่แข็งแรงเต็มสัดส่วนด้วยเช่นกัน นักวิชาการสันนิษฐานว่าพิณเปี๊ยะพัฒนามาจากพิณน้ำเต้าที่พวกพราหมณ์เป็นผู้ทำขึ้นเล่นก่อน เพื่อ ประกอบการสวดโองการต่อพระผู้เป็นเจ้าในลัทธิพราหมณ์ ต่อมาพราหมณ์ได้เข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว เครื่อง ดนตรีชนิดนี้จึงติดตามเข้ามาด้วย และปรากฏอยู่ในรัฐฉานของประเทศพม่า ประเทศเขมร ภาคเหนือตอนบนของไทย ภาคอีสานใต้ของไทย แม้แต่ในกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏหลักฐานยืนยันว่ามีการเล่นพิณเปี๊ยะมาก่อน ซึ่งในเอกสารโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาเรียก พเยีย บางเล่ม เรียก เพลี้ย หรือ เพียะ แต่ชาวล้านนาจะออกเสียงว่า “เปี๊ยะ” ตามอักษรที่เขียน เพราะเสียง พ ในภาษาล้านนา ออกเป็น เสียง ป คนที่ เล่นเปี๊ยะได้มักถูกมองว่ามีความสามารถที่ไม่ธรรมดา เพราะท่วงท่าต้องสง่างามสมชายชาตรีด้วย คนที่เล่นได้จึงมักนำมาประชันแข่งขันกัน การเล่นพิณเปี๊ยะไม่ใช่เรื่องง่าย ดังคำกล่าวที่ว่า “หัดเปี๊ยะสามปี หัดปี่สามเดือน” เป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงความยากง่ายของ การเล่นพิณเปี๊ยะเมื่อเทียบกับเครื่องดนตรีประเภทปี่ที่ใช่ว่าจะฝึกฝนในระยะเวลาอันสั้นด้วยเช่นกัน เพราะต้องใช้เวลานานสามเดือนกว่าจะ เป่าได้ แต่หากจะหัดเล่นพิณเปี๊ยะให้ได้ดีนั้นกลับใช้เวลานานกว่าอีก คือ ใช้เวลาถึงสามปี เนื่องจากในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหมดของล้านนา “พิณเปี๊ยะ” นับว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากที่สุด การจะบรรเลงเพลงเปี๊ยะให้ไพเราะได้นั้น ต้องใช้เทคนิคและความชำนาญเป็นอย่างมาก ผู้หัดจำต้องมีพื้นฐานทางดนตรีที่ดีมาก่อน ในอดี ต เครื่ อ งดนตรี ช นิ ด นี้ เ ป็ น ที่ นิ ย มแพร่ ห ลายของชาวล้ า นนา โดยเฉพาะบรรดาหนุ่ ม ๆ ที่ เ ล่ น เพื่ อ เกี้ ย วสาว และแสดง ความสมบูรณ์ผึ่งผายของกล้ามเนื้อส่วนอก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสียงเปี๊ยะในดินแดนล้านนาจึงเริ่มแผ่วเบาและเงียบหายไปเมื่อไร้ผู้สืบสาน จนเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ได้สดับยินเสียงที่พลิ้วพรมกังวาน สงบ และสง่างามของเครื่องดนตรี ชนิดหนึ่งที่ประเทศเดนมาร์ก ด้วยความประทับใจ จึงสอบถามได้ความว่าเป็นเสียงของ “พิณเปี๊ยะ” ที่บรรเลงโดยวณิพกตาบอดคน หนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อกลับมาเมืองไทย จึงเริ่มติดตามหาวณิพกผู้นั้นแต่กลับไม่พบ จนในที่สุดก็ได้พบกับ อดีตศิลปิน���ิณเปี๊ยะ 38

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

พ่ออุ๊ยแปง โนจา ชายชราวัย ๘๐ ปี ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งขณะนั้น ได้ หั น ไปประกอบอาชี พ จั ก สานประทั ง ชี วิ ต และเลิ ก เล่ น พิ ณ เปี๊ ย ะ มากว่า ๔๐ ปีแล้ว พิณเปี๊ยะชิ้นสุดท้ายของพ่อเฒ่าถูกถอดด้ามไป ทำมี ด ส่ ว นหั ว เปี๊ ย ะสู ญ หายไปนานแล้ ว อาจารย์ ถ วั ล ย์ ดั ช นี ได้สนับสนุนให้ พ่ออุ๊ยแปง โนจา ฟื้นฟูฝีมือการบรรเลงพิณเปี๊ยะ พร้ อ มกั บ ประดิ ษ ฐ์ พิ ณ เปี๊ ย ะตั ว ใหม่ ขึ้ น มาจากความทรงจำ เสี ย ง พิ ณ เปี๊ ย ะที่ เ คยหลั บ ใหล จึ ง ตื่ น ขึ้ น อี ก ครั้ ง บนผื น แผ่ น ดิ น เมื อ ง เชี ย งราย กลายเป็ น จุ ด กำเนิ ด ใหม่ ข องตำนานแห่ ง คี ต กาลเพลง พิณเปี๊ยะล้านนา พ่ออุ๊ยแปง โนจา เมื่อฟื้นฟูฝีมือบรรเลงเพลงพิณเปี๊ยะ จิ ต วิ ญ ญาณแห่ ง คี ต กรได้ ก ลั บ คื น มาอี ก ครั้ ง พร้ อ มเสี ย งพิ ณ เปี๊ ย ะ ที่ กั ง วานหวานก้ อ ง จนกระทั่ ง ชายชราได้ มี โ อกาสบรรเลงเพลง พิณเปี๊ยะถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา นับเป็นการฟื้นชีวิตและจิตวิญญาณ พิณเปี๊ยะขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิ ชายชราจึงได้ถ่ายทอดวิชาแก่ลูกศิษย์ ผู้สนใจเรียนรู้การเล่นพิณเปี๊ยะกว่า ๕๐ คนทั่วประเทศ หนึ่งในนั้น เป็ น ศิ ล ปิ น เพลงพื้ น บ้ า นภาคเหนื อ ชื่ อ ดั ง คื อ จรั ล มโนเพ็ ช ร ที่ ปัจจุบันล่วงลับไปแล้ว ด้วยผลงานดังกล่าว คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจึง เชิ ด ชู เ กี ย รติ ใ ห้ พ่ อ อุ๊ ย แปง โนจา เป็ น ผู้ มี ผ ลงานดี เ ด่ น ทางด้ า น วัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) จนเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ พ่ออุ๊ยแปง โนจา ได้ละสังขารจากโลกนี้ไปด้วยวัย ๙๓ ปี แม้ เ สี ย งพิ ณ เปี๊ ย ะของพ่ อ อุ๊ ย แปง จะเงี ย บหายไปเกื อ บ

๑๐ กว่าปีแล้ว แต่ทว่าบทเพลงจากจิตวิญญาณที่ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพ โดยศิลปินพิณเปี๊ยะแห่งเมืองเชียงราย นามว่า แปง โนจา ยังคง แว่วหวานกังวานก้องอยู่บนผืนแผ่นดินล้านนาอย่างไม่มีวันจางหาย

39


สมพล ยารังษี

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ทัศนศิลป์และแหล่งเรียนรู้ศิลปะร่วมสมัย

พานทอง แสงจันทร์

นริศ รัตนวิมล

อภิรักษ์ ปันมูลศิลป์

ทรงเดช ทิพย์ทอง

เสงี่ยม ยารังสี

พรหมมา อินยาศรี

อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

อาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ

เชียงราย จังหวัดเหนือสุดแดนสยาม เป็นดินแดนที่พรั่งพร้อมบริบูรณ์ด้วยธรรมชาติอันสวยงาม อบอุ่น อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา และอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งบุปผาปาริชาติ มีตลาดการค้าสุดชายแดนที่มีสินค้า นานาชนิดของสามประเทศ คือ ไทย พม่าและจีน วิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ และ

โลดแล่นไปตามครรลองธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยปัจจัยเหล่านี้เองจึงเป็นสิ่งบ่มเพาะหล่อหลอมให้เชียงราย เป็นเมืองแห่งศิลปินผู้รักถิ่นกำเนิด และสร้างสรรค์งานศิลปะอันลือเลื่องออกสู่สังคมอย่างไม่ขาดสาย ศิ ล ปิ น ชาวเชี ย งรายที่ มี ชื่ อ เสี ย งในระดั บ ประเทศและระดั บ โลก ยั ง คงยึ ด มั่ น ในการรั ง สรรค์ ผ ลงานศิ ล ปะอยู่ ใ น ภูมิลำเนาเดิมอย่างเหนียวแน่น ดังศิลปินอาวุโสที่ลือนามท่านนี้ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรม ผู้อาศัยอยู่ที่บ้านดำ ตำบลนางแล อำเภอเมือง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผู้ปักหลักอยู่ดูแลการสร้างวัดร่องขุ่น ตำบลป่ า อ้ อ ดอนชั ย อำเภอเมื อ ง นอกจากนี้ ยั ง มี บ รรดาศิ ล ปิ น ชั้ น ครู ใ นแขนงต่ า งๆ อาทิ อาจารย์ ฉ ลอง

พินิจสุวรรณ จิตรกรชื่อดังแห่งหอศิลป์ไตยวน ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง อาจารย์สมลักษ์ ปันติบุญ ประติมากร เจ้าของผลงานการออกแบบเซรามิคอันเลื่องชื่อที่ดอยดินแดง ตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมือง อาจารย์นริศ รัตนวิมล ช่างปั้นและแกะสลักหินอันวิจิตรแห่งลุ่มน้ำสาย อำเภอแม่สาย เป็นต้น ศิลปินผู้มีชื่อเสียงดังกล่าวยังได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้านทัศน์ศิลป์พร้อมจัดแสดงผลงานและสถานที่ ทำงานของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะร่วมสมัยแก่สังคมเชียงรายอีกด้วย ดังแหล่งแสดงผลงานที่มีชื่อต่อไปนี ้

41


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

บ้านดำนางแล แหล่งเรียนรู้ศิลปะสถานของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ตั้งอยู่ ที่ ตำบลนางแล อำเภอเมื อ ง จั ง หวั ด เชี ย งราย มี ลั ก ษณะเป็ น กลุ่ ม งาน สถาปัตยกรรมที่เน้นสีดำเป็นหลักสะท้อนถึงวิถีแห่งตะวันออกที่ขรึมขลังเต็มไปด้วย ความหมายอันลุ่มลึก บ้านดำของ อาจารย์ถวัลย์ แสดงผลงานศิลปกรรมที่หลากหลาย ภายใต้ ค วามเป็ น หนึ่ ง เดี ย ว เช่ น เดี ย วกั บ บุ ค ลิ ก ภาพที่ มี อั ต ลั ก ษณ์ อ ย่ า งเด่ น ชั ด ของศิ ล ปิ น ท่ า นนี้ ผลงาน สถาปัตยกรรมแต่ละชิ้นเป็นงานจิตรกรรมที่แสดงออกทั้งสีและรูปทรง ราวกับวัตถุสะสมที่ซ่อนเรื่องราวไว้ให้

ผู้พบเห็นได้ขบคิดและตีความ การวางผังอาคารแบบแปลกตามีรูปทรงและโครงสร้างแตกต่างกันทั้ง ๓๖ หลัง แสดงถึงความกลมกลืมและเชื่อมต่อ อันล้วนแสดงออกถึงจิตวิญญาณของศิลปินผู้สร้างสรรค์

42

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

วัดร่องขุ่น ศิลปะสถาปัตยกรรมสีขาวที่รังสรรค์ขึ้นโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผู้ เ ป็ น ทั้ ง จิ ต รกรและสถาปนิ ก อาจารย์ เ ฉลิ ม ชั ย เป็ น ศิ ล ปิ น ที่ มี ผ ลงานจิ ต รกรรมไทย โดดเด่น ระดั บชาติ จากการเขี ยนภาพวิ ถีชีวิ ตชาวพุท ธมุ่ง สู่ก ารปฏิบัติธ รรมบั งเกิดเป็ น ภาพนิมิตที่วิจิตรงดงามอ่อนช้อย มีรูปแบบเฉพาะของตัวเอง ทั้งเส้นสี ลวดลาย รูปทรง และ บรรยากาศของงานจิตรกรรมไทยรูปแบบใหม่ ผลงานชุดนี้เป็นแรงบันดาลใจและที่มาของรูปลักษณ์ลาย ปูนปั้น รวมทั้งรูปทรงโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม จากพื้นฐานด้านงานจิตรกรรมอาจารย์เฉลิมชัย ได้สร้างวัดร่องขุ่นขึ้นราวกับเนรมิตจิตรกรรมจากนามธรรมให้บังเกิดเป็นรูปธรรมที่สามารถสัมผัสได้ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นแหล่งรวมศิลปกรรมหลายด้าน ทั้งการออกแบบสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม การตกแต่งวางผังภูมิสถาปัตย์ ผลงานชิ้นสำคัญนี้คือความเป็นศิลปสถานในยุคปัจจุบัน ที่สะท้อนรูปลักษณ์ศิลปะสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเชียงราย 43


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

หอศิลป์ไตยวน ของ อาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ จากแนวคิดของ อาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ จิตรกรชาวเชียงรายผู้มีผลงานโดนเด่นด้วยเทคนิคการวาดเส้นด้วยปากกาลูกลื่น

ที่ต้องการสร้างสมบัติชิ้นสุดท้ายไว้เป็นอนุสรณ์ อาคารหอศิลป์มีลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาร่วมสมัย ๒ ชั้น ชั้นล่างจัดแสดงผลงาน ของอาจารย์ฉลองและเพื่อนศิลปิน มีทั้งภาพคน ภาพวิถีชีวิต ภาพเกี่ยวกับศาสนา รวมถึงภาพที่ให้แง่คิดต่างๆ อาทิ ภาพใบหน้าพระ

ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความสว่างและสงบเย็นท่ามกลางสังคมที่กำลังวุ่นวาย เป็นต้น ผลงานของอาจารย์ฉลอง ทั้งหมดวาดขึ้นด้วยปากกาลูกลื่น อั น มี เ อกลั ก ษณ์ ข องงานอยู่ ที่ ก ารใช้ ป ากกาลู ก ลื่ น ฝนจุ ด ให้ เ ป็ น วงกลมเล็ ก ๆ ในการสร้ า งรู ป แทนการใช้ ป ากกาลากเส้ น วาดให้ เกิดภาพ ความยากของการวาดภาพด้วยปากกาลูกลื่นนั้นอยู่ที่การลงน้ำหนักของภาพให้ดูมีมิติ อีกทั้งยังต้องใช้สมาธิสูง เพราะการใช้ ปากกาวาดไม่สามารถลบได้ หากมีข้อผิดพลาดย่อมหมายถึงงานชิ้นนั้นต้องเสียไป นอกเหนือจากจิตรกรรมวาดเส้นแล้ว อาจารย์ฉลอง ยังสร้างสรรค์ผลงานการแกะสลักไม้ควบคู่ไปกับการเขียนหนังสือ ซึ่งทำได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานด้านจิตรกรรม 44

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

9 art gallery ของ สมพงษ์ สารทรัพย์ จากประสบการณ์ที่ได้รับเชิญไปแสดง นิทรรศการเดี่ยวในต่างประเทศหลายครั้ง ทำให้สมพงษ์ได้แนวคิดการสร้างห้องแสดงศิลปะ สมัยใหม่ที่เรียบง่าย เน้นพื้นที่ใช้สอยให้ผลงานศิลปกรรมแสดงออกโดดเด่นเต็มศักยภาพ

แล้วนำประสบการณ์เหล่านั้นมาออกแบบสร้าง 9 art gallery ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะหมุนเวียน ให้กับศิลปินท้องถิ่น ศิลปินชาวไทยและศิลปินต่างชาติ เป็นการเปิดประตูเชื่อมให้คนดูกับคนทำงาน ศิลปะมาพบกัน เกิดการศึกษาเรียนรู้ ลดช่องว่างความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนทัศนะ อันจะก่อให้เกิด พัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า โดยมีการจัดแสดงศิลปกรรมที่หลากหลายต่อเนื่องทุกเดือน หรือประมาณ ๑๐ ครั้งต่อปี 45


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

หอศิลป์บ้านนายพรหมมา อินยาศรี สถานที่ที่เป็นทั้งบ้าน ห้องแสดงผลงงาน ศิ ล ปะและห้ อ งทำงาน พรหมมา จบการศึ ก ษาทางด้ า นประติ ม ากรรม หากแต่ ผ ลงาน ส่วนใหญ่ของเขานำเสนอออกมาในรูปของงานจิตรกรรม ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับพรหมมา คือภาพโลหะปราสาท ซึ่งเป็นลักษณะงานแบบจิตรกรรมไทยประเพณี มีความโดดเด่นในแบบ อาคารพุ ท ธศิ ล ปะสถาน โลกแห่ ง จิ น ตนาการที่ มี มิ ติ เ หมื อ นดั ง จะสั ม ผั ส ได้ โดยมี ที่ ม าจากพื้ น ฐานความรู้ ด้ า นประติ ม ากรรมที่ เ ขาศึ ก ษา ประติ ม ากรมั ก มองเห็ น สรรพสิ่ ง มี ม วลสาร มี ด้ า นหน้ า ด้ า นหลั ง ด้ า นข้ า ง

งานจิ ต รกรรมของเขาจึ ง เหมื อ นมี มิ ติ มี ค วามลึ ก ดุ จ การมองทะลุ ผ่ า นหน้ า และหลั ง สามารถถอดแบบสร้ า งเป็ น สถาปัตยกรรมจริง

46

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เครื่องปั้นดินเผา ดอยดินแดง เป็นโรงงานและศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา ของอาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินประติมากรรมเซรามิคอันลือชื่อ หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านศิลปะจากวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ เชียงใหม่ เขาได้เดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมกับปรมาจารย์ด้านเครื่องปั้นดินเผาที่ประเทศญี่ปุ่นนานถึง ๔ ปี เครื่องปั้นดินเผาของ สมลักษณ์ มีความเด่นชัดในเรื่องของการสร้างรูป หรือลดทอนรูปทรง ซึ่งทั้งหมดเกิดจากทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะที่สั่งสมมา ด้วยผลงาน เครื่องปั้นดินเผา ต้องผ่านกระบวนการ และเวลาหลายขั้นตอน ศิลปินต้องมีประสบการณ์มายาวนานจนช่ำชอง นับตั้งแต่การเตรียมดิน

การขึ้นรูป การเผาครั้งแรก เคลือบแล้วผาครั้งที่สอง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับทักษะการคำนวณระยะเวลาให้พอดี อดทนรอคอยกว่าจะได้ผลงานที่มี คุ ณ ค่ า ทางศิ ล ปะ ซึ่ ง สอดคล้ อ งกั บ อุ ป นิ สั ย ของสมลั ก ษณ์ ที่ สุ ขุ ม รอบคอบ หากแต่ ห นั ก แน่ น ฉั บ ไวในการลงมื อ ความงามของผลงาน เครื่ อ งปั้ น ดิ น เผาแต่ ล ะชิ้ น ของสมลั ก ษณ์ จึ ง ล้ ว นเกิ ด จากกระบวนการคิ ด และการรอแทบทั้ ง สิ้ น ลั ก ษณะเฉพาะนี้ ท ำให้ เ กิ ด สถาปั ต ยกรรม ดอยดินแดงที่ลงตัว กลมกลืนกับวิถีชีวิต จากดินที่ถูกหมักผ่านเข้าสู่โรงงานจนถึงห้องแสดงล้วนเชื่อมโยงกัน สถานที่เรียบง่ายแต่ลุ่มลึก

ในกระบวนการคิด การออกแบบเหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้มากกว่าจะเป็นเพียงถ้วยชามที่รองรับการใช้สอยเท่านั้น 47


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

บ้านวาดรูปของเสงี่ยม ยารังษี จากขุนเขาดอยแม่สลอง เสงี่ยม ยารังสี จิตรกรแนวอิมเพรสชันนิสม์ ผู้หลงใหลในความเป็นไปของธรรมชาติ ได้ย้ายถิ่นฐานสู่ท้องทุ่งตำบลนางแล จังหวัดเชียงราย เพื่อ สร้างบ้านและห้องแสดงผลงานศิลปะบนผืนดินที่แวดล้อมด้วยทุ่งนาโล่งกว้าง ผลงานของ เสงี่ยม แต่ละชิ้น เกิดจากความประทับใจในธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งขุนเขา ป่าไม้ และดอกไม้ในท้องที่ต่างๆ ถูก นำมาแต่งแต้มแสงสีอย่างฉับไวส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึก สู่ผู้ชมราวกับได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นอายและบรรยากาศของสถานที่นั้นด้วยตนเอง

48

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ห้องแสดงผลงงานของอภิรักษ์ ปันมูลศิลป์ จากประสบการณ์ที่ได้ทัศนาทิวทัศน์เมื่อครั้งขับขี่จักรยานยนต์พร้อมเพื่อน สามคนเดินทางมายังจังหวัดเชียงราย ทำให้นักศึกษาศิลปะจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประทับใจกับสีสันของดอกไม้  และเทือกเขา ที่สลับซับซ้อนทึบทะมึนทอดยาวสุดสายตาของดอยแม่สลอง เขาจึงตัดสินใจขึ้นมาเขียนรูปและใช้ชีวิต ณ สถานที่แห่งนี้ ปัจจุบัน อภิรักษ์ ปันมูลศิลป์ ศิลปินแนวอิมเพรสชันนิสม์ ผู้ที่หลงใหลในความงดงามของธรรมชาติ ได้ตัดสินใจปลูกบ้านและสร้างหอศิลป์ บนผืนดินที่โอบล้อมด้วยทุ่งนาและขุนเขา ณ บ้านใหม่พัฒนา อำเภอแม่จัน ทางแยกขึ้นดอยแม่สลอง เพื่อปักหลักเขียนรูปอย่าง เอาจริงเอาจัง ถ่ายทอดความประทับใจต่อภูมิทัศน์และความเป็นไปของธรรมชาติและแสงแดดที่ส่องผ่านวันเวลา อันเป็น อิทธิพลของการเขียนงานจิตรกรรมแนวอิมเพรสชันนิสม์ที่มีรากฐานจากการปฏิวัติจิตรกรรมสมัยใหม่ในฝรั่งเศส งานของ เขาจึงมักเขียนขึ้นจากสถานที่จริง เน้นความงามอันเกิดจากเส้นสีและฝีแปรงที่ปาดป้ายฉับไว จึงไม่น่าแปลกที่ทำให้เขา สามารถระบายผืนผ้าใบให้กลายเป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่สื่อถึงความงามของภูเขา ดอกไม้และท้องทะเลอย่างติดตาด้วย สีสันสดใสเคลื่อนไหวเสมือนจริง สร้างความสุขให้แก่ผู้ได้ชมผลงานของเขาอย่างเต็มเปี่ยม 49


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ห้องแสดงผลงาน ทรงเดช ทิพย์ทอง ลูกหลานชาวเชียงราย ที่เติบโตขึ้นมาในสังคม ชนบทอันสงบงาม ได้คลุกคลีกับญาติผู้ใหญ่ที่พาเข้าไปสัมผัสความสงบร่มเย็นของพุทธศาสนา มาแต่ ค รั้ ง เยาว์ วั ย ทำให้ ห ลั ง จบการศึ ก ษา มหาบั ณ ฑิ ต ด้ า นจิ ต รกรรมไทยจากรั้ ว มหาวิ ท ยาลั ย ศิลปากร ได้กลับมาสร้างสรรค์ผลงานที่บ้านเกิด ณ บ้านแม่คำสบเปิน อำเภอแม่จัน เขาตัดสินใจเลือก ทางเดินชีวิตในการเป็นจิตรกรที่ถ่ายทอดความคิดและจิตใจผ่านปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบ โดยมุ่งมั่น ที่จะรังสรรค์จิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนามาโดยตลอด ผลงานศิลปะของเขามักสื่อถึงความสงบ เรียบง่ายผ่านลายเส้นอันอ่อนโยนและสีสันที่ละมุนละไม ทั้งบรรยากาศและลวดลายที่ขีดเขียนลงไปล้วน มีรากฐานมาจากลายศิลปะพื้นเมืองแห่งล้านนา ศิลปะสถานในงานของเขาคล้ายจะลอยเลื่อนอยู่เหนือ ม่านหมอกแห่งฤดูหนาว อบอุ่นและอิ่มเอม ปิติและละเมียดละไม เรียบง่ายแต่งดงามเกินคำบรรยาย

50

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

แกะสลักหิน นริศ รัตนวิมล ประติมากรผู้มองเห็นความนุ่มนวลของ ก้อนหินอันแข็งแกร่ง นริศเกิดที่เชียงราย กว่า ๓๐ ปี หลังจากที่เขาจบการศึกษาจาก วิทยาลัยเพาะช่างกรุงเทพ เขาได้กลับบ้านเกิดเพื่อรังสรรค์ผลงานการแกะสลักหิน โดยมาก เป็นงานประติมากรรมแนวพุทธศิลป์ เขาบรรจงแกะสลักหินแต่ละก้อนที่มีน้ำหนักอันยาก จะ���คลื่ อ นย้ า ยได้ รั ง สรรค์ ใ ห้ เ ป็ น พระพุ ท ธปฏิ ม า อั น มี นั ย ของมหาบุ รุ ษ ผู้ ป ลาสนาการจาก อาสวะกิเลสทั้งปวงได้อย่าง สงบงดงาม นริศ ได้สร้างโรงแกะสลักหินของเขาที่อำเภอแม่สาย พร้อมกับจัดห้องแสดงผลงานเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบล้านนาร่วมสมัยที่เรียบง่าย ขับเน้นให้ ผลงานที่จัดแสดงลอยตัวอย่างเด่นชัด สถานที่แห่งนี้จึงเป็นอีกแห่งหนึ่งในดินแดนเหนือสุดของสยามที่เหมาะ แก่การเยี่ยมชมเพื่อเก็บความประทับใจก่อนเดินทางกลับบ้าน 51


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

52

บ้านและห้องทำงานของ สมพล ยารังษี ศิลปินชาวเชียงราย แห่งเวียงกาหลง ผู้ที่ หลงใหลในความงามของดอกไม้ ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปี บนเส้นทางศิลปะของชายผู้นี้ไม่เคย เปลี่ยนใจไปวาดภาพอื่นใด นอกจากดอกไม้นานาพันธุ์ โดยเฉพาะดอกไม้สายพันธุ์ล้านนา

ที่มีอยู่ในท้องถิ่นภาคเหนือของประเทศไทย สมพลทำงานในแนวเรียลลิสติค หรืองานแบบ เหมือนจริง ภาพวาดของเขาดูเหมือนสมจริงในกลีบสีของดอกไม้, ใบไม้, ต้นไม้ และ ขุนเขา รายละเอียดทุกส่วนซ่อนแสดงอยู่ในภาพร่วมของบรรยากาศแบบล้านนาที่สงบนิ่ง อบอุ่ น ดอกไม้ จ ากหั ว ใจผ่ า นปลายพู่ กั น มาสู่ ผื น ผ้ า ใบจึ ง เป็ น ความงดงามที่ อิ่ ม เอม ต่อสายตาของผู้ที่พบเห็น

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

Phanthong Art Studio พานทอง แสงจันทร์ ศิลปินผู้มีถิ่นกำเนิดที่อำเภอพาน ดินแดนที่ก่อกำเนิดศิลปินน้อยใหญ่ จากอดีตถึงปัจจุบัน พานทองสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยร่วมสมัย โดยยึดโยงแนวคิดและหลักธรรมทางพุทธศาสนามาเป็น แรงบันดาลใจ เกิดเป็นผลงานแนวพุทธศิลป์ใหม่ในความหมายแบบปัจจุบันสมัย งานของพานทองโดดเด่นด้วยการสลัดสี ให้กลายเป็นหิน หรืออาจกล่าวได้ว่าเขาสามารถแสดงให้เห็นถึงรูปลักษณ์งานประติมากรรมผ่านผืนผ้าใบได้ อย่างงดงาม งานส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของพุทธรูป โดยเน้นแสงเงาที่ทำให้ภาพเกิดมิติอันขรึมขลัง สะท้อนถึง ร่องรอยแห่งการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งอันเป็นหลักธรรมอันเที่ยงแท้ในพุทธศาสนา ห้องทำงานและสถานที่ จัดแสดงผลงานของเขาแยกส่วนออกมาจากบ้านพักอาศัย เป็นอาคารโล่ง เน้นพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก สถานที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งพบปะของสมาชิกศิลปินเมืองพาน และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะอีกแห่งหนึ่งใน เชียงรายที่พร้อมต้อนรับผู้สนใจงานศิลปะเข้ามาเยี่ยมชม 53


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

ศิลปกรรมเชียงราย : ความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา เชี ย งรายเคยเป็ น เมื อ งเก่ า แก่ ที่ รุ่ ม รวยด้ ว ยศิ ล ปะ วั ฒ นธรรมและมรดกทางภู มิ ปั ญ ญาอั น หลากหลาย และ ทรงคุณค่า สำหรับด้านกายภาพนั้น ตัวอาคารหลายแห่งในเมืองเชียงรายแสดงถึงความมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ โดดเด่น ดังลักษณะของสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่มากที่สุดคือ “อาคารสาธารณะ” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากความเป็นเมืองเก่าแก่ไปสู่รูปแบบของจังหวัดตามการแบ่งเขตการปกครองของรัฐบาลกลาง ตัวอย่างของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สำคัญคือ โบสถ์คริสต์จักรที่ ๑ เวียงเชียงราย ศาลากลางจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) อันเป็นสถาปัตยกรรมที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานการออกแบบของ ดร.บริกส์ มิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่คริสตศาสนารุ่นแรกๆ ในเมืองเชียงราย โดยนำเอาสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเข้ามาพร้อมกับลัทธิความเชื่อทางศาสนา สถาปัตยกรรมอีกแบบที่แปลกตาออกไป คือ ที่ว่าการอำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอเวียงป่าเป้า ถือเป็นอาคารแบบ ตะวันตกอีกหลังหนึ่งที่มีลักษณะหลังคาหน้าจั่ว ด้านหน้าปรากฏสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญสร้างจากไม้แกะสลัก พร้อมกับ มีข้อความบอกไว้ว่า “รัฐธรรมนูญสถิตสถาพร” สะท้อนถึงแนวคิดการสร้างความเป็นรัฐชาติ และเอกภาพความเป็นไทย ภายใต้นโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน เชียงรายได้ปรับตัวเข้าสู่ความเป็นเมืองแห่งศิลปิน โดยมีการสร้างงานศิลปกรรมร่วม สมัยที่ปรับเปลี่ยนจากแนวความคิดเดิมทั้งในงานพุทธศิลป์และงานศิลปะแขนงอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศิลปหัตถกรรม ที่แสดงเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ได้ถูกนำมาผลิตซ้ำเพื่อรองรับความเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยรวมทั้งมีการสร้าง พื้นที่ของสินค้าทางวัฒนธรรมเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขึ้น นอกจากนี้ สังคมเชียงรายในยุคปัจจุบันยังมีความตื่นตัวในการพยายามศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางศิลปกรรมเพื่อ ถ่ า ยทอดในรู ป แบบของหลั ก สู ต รการเรี ย นรู้ ต ามสถาบั น การศึ ก ษาต่ า งๆ ขณะเดี ย วกั น ก็ ป รากฏกลุ่ ม คนที่ ท ำหน้ า ที่ ในการอนุรักษ์ รวมทั้งเกิดกลุ่มประยุกต์ศิลปกรรมเข้ากับวิถีชีวิตในปัจจุบัน เช่น การปั้นปูนแบบโบราณประดับอาคารทาง ศาสนา การผลิตเครื่องเขินในรูปแบบใหม่ และการนำลวดลายแบบล้านนาไปดัดแปลงตกแต่งเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้า ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนางานศิลปกรรมเพื่อนำไปต่อยอดกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย เชียงรายจึงยังคง ความเป็นเมืองที่มีความงดงามทางด้านศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาอยู่มิเสื่อมคลาย กลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้ผู้คน หลงใหลและอยากมาชื่นชมเมืองนี้อยู่ทุกช่วงเทศกาล “...๗๕๐ ปีแห่งงานศิลปกรรมเมืองเชียงราย จากอดีตกาลที่ผ่านเลย แม้จะเปลี่ยนยุคสมัยกว่าเจ็ดร้อยปี หากเชียงราย ยังคงเฉิดฉายด้วยอลังการงานศิลปะอันวิจิตร กลายเป็นเมืองแห่งศิลปินที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เรืองรุ่งและร่าย รำบนเส้นทางแห่งทุนทางวัฒนธรรม เพื่อสืบทอดวาทกรรมวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงอย่างสง่างามทุกราตรี...” 54

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ข้อมูลอ้างอิง ฉลอง พินิจสุวรรณ. สล่าพื้นบ้านพื้นเมือง. เชียงราย : อินเตอร์พริ้นท์. ๒๕๔๖ ชาญคณิต อาวรณ์. “ช่างในวัฒนธรรมล้านนา : จากหลักฐานจารึกและเอกสารทางประวัติศาสตร์” ศิลปากร ปีที่ ๕๑ ฉบับที่ ๒

มีนาคม – เมษายน, ๒๕๕๒. เธียรชาย อักษรดิษฐ์. “ชุธาตุ : บทบาทและความหมายของพระธาตุในอนุภูมิภาคอุษาคเนย์ กรณีศึกษาความเชื่อเรื่องพระธาตุ ประจำปีเกิดในล้านนา,”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิภาคศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม่, ๒๕๔๕. ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์. “เปี๊ยะ : เด็งพันเมาแห่งล้านนาไทย”. ใน แปง โนจา ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (พิณเปี๊ยะ) ๒๕๓๖. หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพนายแปง โนจา : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. ๒๕๓๘. รัตนาพร เศรษฐกุล. หนึ่งศตวรรษเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านภาคเหนือ พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์, ๒๕๔๗. เลหล้า ตรีเอกานุกูล และ จุไรรัตน์ วรรณศิริ. “การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไตหย่าในประเทศไทย : กรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย”. การประชุมวิชาการเนรศวรวิจัยครั้งที่ ๖. ๒๙-๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓. วรลัญจก์ บุณยสุรตัน์. วิหารล้านนา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๔๔. วิจิตร อภิชาตเกรียงไกร (บก.), เชียงรายรำลึก ศิลปะและศิลปินเพื่อหอศิลป์เชียงราย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๗. วิถี พานิชพันธ์. ศิลปะเครื่องเขินในล้านนา. เชีย���ใหม่ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๔. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะเมืองเชียงแสน : วิเคราะห์งานศิลปกรรมร่วมสมัยกับหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารทางประวัติศาสตร์.

กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา, พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๒. สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะภาคเหนือ หริภุญชัย – ล้านนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๔๙. สุรพล ดำริห์กุล. แผ่นดินล้านนา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๔๕. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, ข้อมูลภูมิปัญญา ด้านงานช่างฝีมือพื้นบ้าน โครงการภูมิบ้านภูมิเมือง (เอกสารอัดสำเนา) มปท, มปพ. อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. โบราณวัตถุ – โบราณสถาน ในวัดล้านนา. เชียงใหม่ : แสงศิลป์, ๒๕๔๙. อุดม รุ่งเรืองศรี. วรรณกรรมล้านนา. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยแห่งชาติ (สกว.), ๒๕๔๖.

55


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 5 : ลือเลื่องงานศิลป์

สัมภาษณ์ นางก๋องจั่ง ลือชา บ้านเลขที่ ๘/๒ หมู่ที่ ๑ หมู่บ้านท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย นายแก้ว ดวงเกตุ บ้านเลขที่ ๑๓๗ หมู่ ๑๗ ต.เมืองพาน อ.พาน จ. เชียงราย นายทัน ธิจิตตัง บ้านเลขที่ ๙๗ หมู่ที่ ๓ ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย นางตุ่นแก้ว แสนเพ็ญ บ้านเลขที่ ๓๖๒/๑ หมู่ที่ ๑๕ ถ.สันโค้งหลวง ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย นางบัวคลี่ ฟูกัน บ้านลขที่ ๔๖๕ หมู่ ๑๓ บ้านศรีดอนมูล ตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย นางบุญโยน สภาชนะ บ้านเลขที่ ๒๖ บ้านร่องปลายนา หมู่ที่ ๑๑ ต.บัวสลี อ.แม่ลาว จ.เชียงราย นางบัวคลี่ ฟูกัน บ้านลขที่ ๔๖๕ หมู่ ๑๓ บ้านศรีดอนมูล ตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ บ้านเลขที่ ๔๕/๑ ม. ๑๑ บ้านศรีทรายมูล ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย นางปี๋ ราชคมน์ บ้านเลขที่ ๗๐ หมู่ ๖ บ้านส้นไม้ฮาม ต. แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย นางแว่นแก้ว ภิรมย์พลัด หมู่ที่ ๑๔ บ้านศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย นางศรีวรรณ ยาวิเลิง บ้านเลขที่ ๓๐ หมู่ ๑ บ้านท่าข้าม อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย นายแสง เชื้อเมืองพาน บ้านเลขที่ ๑๒๑ ซอย ๑ หมู่ ๑๗ ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย

56


เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย

ชาวเชียงราย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

“ของกิ๋นชาวเชียงราย” อาหารพื้นบ้านของคนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย มีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมวิถีชีวิตความ เป็นอยู่ที่เรียบง่าย ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติล้วนเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศ เพราะ คนพื้นเมืองนิยมนำพืชผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมาทำอาหาร เช่น แกงแค แกงล่วง แกงปลี ตำบ่าหนุน ผักกาดจอ อาหารบางชนิดมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนและใช้เครื่องปรุงหลายประเภท เช่น การทำลาบ ซึ่งแสดงถึงความเอาใจใส่ ความพิถีถันในการปรุงอาหาร ทำให้ได้อาหารที่มีรสชาติกลมกล่อม ได้ความ หวานจากผัก มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่เป็นสมุนไพร อาหารแต่ละจานที่ปรุงขึ้นจึงล้วนมีคุณค่าทางยา มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารท้องถิ่นเชียงรายมักจะมีรสอ่อน ไม่นิยมใช้น้ำตาลปรุงรส เพราะได้ความหวานจากพืชผักสด ตามธรรมชาติ ไม่นิยมใช้เครื่องเทศและกะทิในอาหารประเภทแกง วิธีการปรุงมีหลายวิธี ได้แก่ แกง จอ ส้า ยำ เจียว ปิ้ง คั่ว ตำ เป็นต้น หัวใจของรสชาติอาหารเชียงราย คือ น้ำปู๋ และ ถั่วเน่า น้ำปู๋ใช้ปรุงอาหารเช่นเดียวกับกะปิหรือ ปลาร้า ทำจากปูนา นำมาโขลกกรองเอาแต่น้ำ โขลกข่า ตะไคร้ เกลือ แล้วเคี่ยวพร้อมกันจนข้นคล้ายกะปิ เก็ บ ไว้ ไ ด้ น าน ส่ ว นถั่ ว เน่ า ทำจากถั่ ว เหลื อ งหมั ก ปรุ ง รสด้ ว ยเกลื อ มี ทั้ ง ถั่ ว เน่ า แข็ บ (แบบแห้ ง ) และถั่วเน่าเมอะ (ถั่วเน่าเปียก) ถั่วเน่าถือเป็นเครื่องปรุงรสสำคัญของน้ำพริกและกับข้าวต่างๆ นอกจากนี้ รสชาติอาหารยังมาจากการใช้ข้าวคั่ว ปลาร้าและเครื่องเทศ ซึ่งเครื่องเทศจะแตกต่างจากภาคอื่น คือ มะแขว่น (ใส่ลาบ) และมะแหลบ (ใส่แกงอ่อมเนื้อ) ชาวเชียงรายมีภูมิปัญญาและประสบการณ์ในการเลือกผักพื้นบ้านที่มีความหลากหลาย ในแต่ ล ะฤดู ก าลเพื่ อ นำมาประกอบอาหารบริ โ ภค เช่ น ฤดู ร้ อ น นิ ย มบริ โ ภคแกงผั ก เชี ย งดา ซึ่งถือเป็นราชินีผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ เป็นไม้เถามีอายุยืนทนแล้งได้ดีแตกยอดตลอดปี

แต่ ช่ ว งหน้ า แล้ ง ยอดผั ก เชี ย งดาอร่ อ ยที่ สุ ด พื ช ผั ก ที่ ผ ลิ ใ บอ่ อ นในช่ ว งฤดู ร้ อ น เช่ น ดอกครั่ ง ดอกปู่ ย่ า ผั ก ขี้ ติ้ ว ยอดมะม่ ว ง นิ ย มนำเอาผั ก เหล่ า นี้ ม าส้ า เช่ น ส้าผักแพะ ส่วนในฤดูฝนมีอาหารตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ในนามีพืช ประเภทสาหร่ า ย เช่ น เตาและผำ สามารถนำมา ประกอบอาหาร เช่น ยำเตา คั่วผำ ในฤดูหนาวมีถั่วปี

ซึ่ ง มี ผ ลผลิ ต ปี ล ะครั้ ง และบอนนิ ย มนำมาประกอบ อาหารเป็นหลามบอน 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

จากผลผลิตที่หาได้ตามฤดูกาลประกอบกับความนิยมและความเชื่อที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ สามารถจัดแบ่งอาหารเสริมสร้างสุขภาพ ตามฤดูกาลได้ดังนี้ ฤดูร้อน (ฤดูแล้ง) นิยมบริโภค มอบปู๋ แกงขนุน ตำขนุน ส้าผักแพะ หลามบอน แกงผักเชียงดา ฤดูฝน นิยมบริโภค เจียวผักปลัง ยำดอกขี้เหล็ก ยำเตา ยำผักจุ๋มป๋า อ่องปู๋ คั่วผำ อ๊อกปลา ฤดูหนาว นิยมบริโภค แกงถั่วปี ยำสะนัด เจียวผักโขม มอบปู๋ หลามบอน อ๋องปู่ แกงขนุน แกงแค ตำลูกยอ ส้าผักแพะ อาหารพื้นเมืองเชียงรายเรียกชื่อตามลักษณะของการปรุงอาหาร จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมมาท่องเที่ยว เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มากมาย รวมทั้งอาหารพื้นเมืองที่นักท่องเที่ยว ไม่ควรพลาดหากมาเที่ยวเชียงราย คือ ลาบหมู น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล น้ำเงี้ยว แกงอ่อม แกงแค จอผักกาด และข้าวซอยไก่ การนำเสนอตำรับอาหารครั้งนี้จึงคัดเลือกอาหารที่นักท่องเที่ยวนิยมจากผลงานวิจัย ได้ แ ก่ ลาบหมู น้ ำ พริ ก อ่ อ ง น้ ำ พริ ก หนุ่ ม แกงฮั ง เล น้ ำ เงี้ ย ว แกงแค ข้ า วซอยไก่ แคบหมู อี ก ส่ ว นหนึ่ ง เป็ น อาหารที่ นิ ย มกั น มากใน จังหวัดเชียงราย ได้แก่ ข้าวแรมฟืนและอาหารจากสาหร่ายไก ซึ่งเป็นอาหารที่มีเฉพาะในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านเท่านั้น ได้แก่ ไกยีและน้ำพริกสาหร่ายไก แกง (อ่านว่า แก๋ง) เป็นอาหารประเภทมีน้ำ ที่มีปริมาณน้ำแกงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับส่วนประกอบต่างๆ ในหม้อ มีวิธีการทำคือตั้ง หม้อแล้วเติมน้ำ รอจนเดือด ใส่เครื่องปรุงหรือส่วนผสมน้ำพริกแกง ตามด้วยส่วนประกอบหลักของอาหารที่สุกยากจำพวกเนื้อสัตว์ เคี่ยวจน เนื้อสุกเปื่อยแล้วจึงใส่ผักซึ่งสุกยากตามลำดับ บางสูตรนิยมคั่วเครื่องแกงกับน้ำมันเล็กน้อยจนมีกลิ่นหอม นำส่วนประกอบของอาหารที่เป็น ประเภทเนื้อสัตว์ใส่คั่วจนเนื้อเริ่มสุก เติมน้ำแล้วใส่เครื่องปรุงอื่นๆ รอจนน้ำเดือดแล้วใส่ผักที่ต้องการจนสุก ยกลงจาเตา ส่วนที่ไม่ใส่เนื้อสัตว์

ชาวบ้านเรียกว่า “แกงผักล้วง” เป็นแกงที่ใส่เฉพาะผักพื้นบ้าน เช่น ผักเชียงดา ยอดมันเทศ ยอดมะพร้าวอ่อน ตำลึง เป็นต้น คั่ว หรือขั้ว เ���็นวิธีการทำอาหารที่นำน้ำมันปริมาณเล็กน้อย ใส่กระเทียมลงเจียว แล้วนำส่วนประกอบของอาหารผัดโดยใช้ไฟปานกลางจนสุก อีกแบบหนึ่งคือ คั่วแบบไม่ใส่น้ำมัน เพียงใส่น้ำลงไปเล็กน้อย รอจนน้ำเดือดนำส่วนประกอบ ของอาหารลงผัดพร้อมกับปรุงรส คนไปเรื่อยๆ จนสุก เช่น คั่วมะเขือถั่วฝักยาว (คั่วบ่าเขือบ่าถั่ว) คั่วลาบ การคั่วเมล็ดพืช เช่น คั่วงา คั่วถั่วลิสง ใช้วิธีคั่วแบบแห้ง คือไม่ใช้ทั้งน้ำและน้ำมัน น้ำปู (อ่านว่า ”น้ำปู๋”) เป็นวิธีการที่นำปูมาโขลกให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ นำไปเคี่ยวด้วยไฟแรง จนเหลือแต่น้ำปูในหม้อ 2 ใน 3 ส่วน แล้วจึงลดไฟให้อ่อนลงแล้วเติมเกลือ ตามชอบ หากชอบเผ็ดก็โขลกพริกใส่เพิ่มได้ 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

จอ เป็นการปรุงอาหารประเภทผัก โดยการนำน้ำใส่หม้อตั้งไฟ ปรุงด้วยเกลือ กะปิ ปลาร้า เมื่อน้ำเดือด จึงใส่ผักลงไป จากนั้นจึงเติมรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียกหรือมะขามสด (ไม่นิยมน้ำมะนาว มะเขือเทศ มะกรูด) การจออาจใส่กระดูกหมูด้วยก็ได้ ชนิดผักที่มีการนำมาจอ เช่น ผักกาด ผักหนาม ผักกูด ผักบุ้ง ซึ่งบางแห่งนิยมใส่ถั่วเน่าแข็บผิงไฟ และน้ำอ้อย ลงไปด้วย เจียว (อ่านว่า เจี๋ยว) เป็นวิธีการปรุงอาหารที่ใส่น้ำ แล้วตั้งไฟให้เดือด ปรุงรสด้วยกะปิ เกลือหรือน้ำปลา ปลาร้า กระเทียม หอมหัวเล็ก พริกสด จากนั้นจึงใส่ผักหรือไข่ขณะที่น้ำเดือด หรือจะปรุงรสทีหลังก็ได้ แต่งกลิ่น ด้วยต้นหอม ผักชี หรือพริกไทย ถ้าชอบเผ็ดก็ใส่พริกสด หรือพริกสดเผาแกะเปลือก ลงไปทั้งเม็ด การเจียว มีลักษณะคล้ายจอ แต่ไม่มีรสเปรี้ยว ปริมาณน้ำแกงน้อยกว่าจอ เช่น เจียวผักโขม เจียวไข่มดแดง เป็นต้น ตำ (อ่านว่า ต๋ำ) เป็นอาหารประเภทเดียวกับยำ มีวิธีการปรุง โดยนำส่วนผสมต่างๆ พร้อมเครื่องคลุก เคล้ากันในครก เช่น ตำขนุน (ตำบ่าหนุน) ตำมะขาม (ตำบ่าขาม) ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ เกลือ กระเทียม หัวหอม พริกแห้งหรือพริกสด กะปิ ถั่วเน่าแข็บ (ถั่วเน่าแผ่น) ปลาร้า ซึ่งทำให้สุกแล้ว ยำ ใช้กับของที่สุกแล้ว เช่น ยำจิ๊นไก่ ทำด้วยไก่ต้ม ยำผักเฮือด (ผัดผักเฮือดนึ่ง) ยำจิ๊นแห้ง (เนื้อต้ม) วิธีทำคือใส่เครื่องยำ หรือเรียกว่า พริกยำ ในน้ำเดือด แล้วนำส่วนผสมที่เป็นเนื้อ หรือผักลงไปต้มคนให้ทั่ว เทคนิคในการต้ม นำตับไก่ต้มจนสุก นำมาโขลก ปรุงใส่ในน้ำยำจะทำให้น้ำยำเข้มข้นและมีกลิ่นหอม น้ำพริก (อ่านว่า น้ำพิก) น้ำพริกพื้นเมืองจะต้องทำให้เครื่องปรุงทุกอย่างสุกก่อนด้วยการปิ้ง ย่าง หมก หรือเผา เช่น พริก หอม กระเทียม กะปิ ถั่วเน่าแข็บ ปลาร้า มะเขือเทศ เป็นต้น ปรุงรสด้วยเกลือ นำส่วนผสม ทั้งหมดมาโขลกรวมกัน เพิ่มส่วนผสมหลักอื่นๆ เข้าไปแล้วแต่จะปรุงเป็นน้ำพริกแต่ละชนิด และเรียกชื่อตามส่วน ผสมหลัก เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกมะเขือเทศ น้ำพริกถั่วเน่า น้ำพริกข่า เป็นต้น นึ่ง หรือหนึ้ง เป็นการทำให้สุกด้วยไอน้ำร้อนในไห การนึ่ง มี 2 ลักษณะ คือ การนึ่งโดยตรงโดยที่อาหาร นั้นไม่ต้องมีเครื่องห่อหุ้ม เช่น การนึ่งข้าว นึ่งปลา นึ่งกล้วยตาก นึ่งเนื้อตาก อีกลักษณะหนึ่ง คือ อาหารนั้นจะ ห่อด้วยใบตองก่อนแล้วนำไปนึ่ง เช่น ขนมจ็อก ขนมเกลือ และห่อนึ่งต่างๆ อาหารที่ใช้วิธีนึ่ง มักจะเรียกตามชื่อ อาหารนั้นๆ ลงท้ายด้วยนึ่ง เช่น ไก่นึ่ง ปลานึ่ง กล้วยนึ่ง ลาบ/หลู้ เป็น วิธีการปรุงอาหารโดยการสับเนื้อสัตว์ให้ละเอียด นำไปปรุงกับเครื่องปรุงน้ำพริก ที่เรียกว่า พริกลาบหรือเครื่องปรุง มักเรียกตามชื่อลาบชนิดของเนื้อสัตว์ เช่น ลาบไก่ ลาบหมู ลาบงัว ลาบควาย ลาบฟาน (เก้ ง ) ลาบปลา นอกจากนี้ ยั ง เรี ย กตามวิ ธี ก ารปรุ ง เช่ น ลาบดิ บ ซึ่ ง เป็ น การปรุ ง ลาบแต่ ยั ง ไม่ ท ำให้ สุ ก คำว่าลาบโดยทั่วไปหมายถึง ลาบดิบ สามารถนำไปคั่วให้สุก เรียกว่า “ลาบคั่ว” และยังมี ลาบอีกหลายประเภท เช่น ลาบเหนียว ลาบน้ำโทม ลาบลอ ลาบขโมย ลาบเก๊า ลาบแม่ ลาบเป็นอาหารยอดนิยมและถือเป็นอาหารชั้นสูงของชาวล้านนา 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ส้ า หรื อ ยำผั ก สดแบบชาวเหนื อ ผั ก ที่ ใ ช้ มี ห ลายอย่ า ง เช่ น ผั ก ปู่ ย่ า ผักมันปลาและผักกาดน้อย เป็นวิธีการปรุงอาหารที่นำเอาเครื่องปรุงเช่น เนื้อปลา พริกสด หอมแดง กระเทียม มาย่างไฟให้สุกก่อน โขลกเครื่องปรุงทั้งหมดให้เข้า กัน เติมน้ำปลาร้าที่ต้มเตรียมไว้ นำมาคลุกเคล้ากับผักสดที่ล้างเตรียมไว้แล้ว เช่น ส้าผักแพะ ส้ายอดมะม่วง ปรุงรสให้เปรี้ยวด้วยมะกอกป่าหรือมะนาว อ็อก เป็นการปรุงอาหารโดยนำอาหารห่อใบตอง นำใส่หม้อหรือกระทะ เติมน้ำลงไปเล็กน้อย หรือนำเอาอาหารพร้อมเครื่องปรุงใส่ในหม้อ เติมน้ำเล็กน้อย ยกตั้งไฟ นิยมทำกับอาหารที่สุกเร็ว เช่น ไข่ ปลา มะเขือยาว เรียกชื่ออาหารตาม ชนิดของส่วนผสม เช่น อ็อกปลา อ็อกไข่ (ไข่ป่าม หรือป่ามไข่) อ็อกบ่าเขือ

(อ็อกมะเขือ) อุ๊ก/ฮุ่ม ฮุ่ม เป็นการประกอบอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยหั่นเนื้อเป็น

ชิ้นโต ปรุงอย่างแกง แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ให้เนื้อเปื่อยนุ่มและเหลือ น้ำแกง เพียงเล็กน้อย เช่น จิ๊นฮุ่ม อุ๊ก เป็นวิธีการทำอาหารชนิดเดียวกับ “ฮุ่ม” คือเป็นการทำอาหารประเภท เนื้อสัตว์ที่ค่อนข้างเหนียว เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ หรือเนื้อเค็มตากแห้ง (ที่เรียกว่า จิ๊นแห้ง) หากใช้เนื้อไก่ จะเรียกว่า อุ๊กไก่ หากใช้เนื้อวัว หรือเนื้อเค็มตากแห้ง จะเรี ย กว่ า จิ๊ น ฮุ่ ม ซึ่ ง ลั ก ษณะของอาหารประเภทนี้ เนื้ อ จะเปื่ อ ย และมี น้ ำ ขลุกขลิก แอ็บ เป็น การนำอาหารมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงก่อน แล้วห่อด้วยใบตอง นำไปปิ้ง หรือนึ่ง เช่น แอ็บปลา แอ็บกุ้ง แอ็บอี่ฮวก ชาวเชียงรายมีขนม (อ่านว่า ข้าวหนม) เป็นอาหารประเภทของหวาน ปรุงด้วยแป้ง กะทิ และน้ำตาลหรือน้ำอ้อย โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด โดยปกติ

มักจะทำขนมเมื่อมีเทศกาล โอกาสพิเศษ ใช้ในพิธีกรรม หรือเป็นการเตรียม เพื่อทำบุญ เช่น วันพระ วันสำคัญทางพุทธศาสนา วันสงกรานต์ งานประเพณี งานทำบุญ ขนมที่นิยมทำ เช่น ขนมจ็อก ข้าวต้มหัวงอก ขนมลิ้นหมา ข้าวอีตู่ ขนมกล้วย ขนมศิลาอ่อน หรือซาลาอ่อน ขนมวงและข้าวแต๋นและยังมีของว่าง เช่ น กระบอง (ฟั ก ทองทอด ปลี ท อด) ชาวล้ า นนานิ ย มอมเมี่ ย งหลั ง อาหาร เพื่อความชุ่มคอ 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

ลาบหมู ผักที่นิยมกินกับลาบ ได้แก่ ผักแปม ผักคาวตอง ใบโกสน ดีปลี มะแขว่น สะเดา เล็บครุฑ

ถั่ ว มะแฮะ ผั ก ชี ฝ รั่ ง ชะพลู ผั ก ไผ่ ฝั ก เพกา มะเขื อ ม่ ว ง มะเขื อ เปราะพื้ น บ้ า น สะระแหน่ ยอดมะม่วง ยอดมะกอก สะเดา ยอดมะยม เกี๋ยงพา ดีงัวหว้า การทำลาบหมูมีดังนี ้

ลาบหมู ลาบหมูป็นอาหารสุขภาพ หากพิจารณาจากปริมาณสารอาหารของลาบ 100 กรัม จะพบว่าลาบเป็นอาหารที่ให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ คือ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ นอกจากนี้ เครื่องเทศและผักเครื่องเคียงที่ใช้กับลาบก็ล้วนมีสรรพคุณทางยา หรือเป็นสมุนไพร แทบทั้งสิ้น เช่น ดีปลี ขิง ข่า อบเชย ใบบัวบก ผักคาวตอง ฯลฯ 

ส่วนผสมน้ำพริกลาบ พริกแห้งคั่ว/ปิ้งไฟ 10 เม็ด ดีปลีคั่ว 1 ดอก ยี่หร่าคั่ว ½ ช้อนชา อบเชยคั่ว 1 ก้าน กระวาน 1 ดอก มะแขว่นคั่ว ½ ช้อนชา วิธีทำ นำส่ ว นผสมน้ ำ พริ ก ลาบตำหรื อ บดให้ ล ะเอี ย ด โดยแยกพริก เครื่องเทศ และมะแขว่น แล้วตักใส่ภาชนะพักไว้ ส่วนผสมเครื่องลาบ ตะไคร้ซอย 2 ช้อน โต๊ะ ข่าหั่น ½ ช้อนโต๊ะ หอมแดง 5 หัว กระเทียม 15 กลีบ กะปิหมก ½ ช้อนโต๊ะ วิธีทำ 1. นำเครื่องลาบทั้งหมดปิ้ง/คั่วให้สุกหอม 2. ปอกเปลือกกระเทียม หอมแดง โขลกรวมกับข่า ตะไคร้ กะปิ ให้ละเอียด ส่วนผสมลาบ เนื้อหมู 200 กรัม เลือดหมู 1 ช้อนโต๊ะ ตับ 20 กรัม

ไส้อ่อน 45 กรัม กระเพาะ 10 กรัม ไส้ใหญ่ 10 กรัม ไส้หวาน 15 กรัม หนังหมู 70 กรัม น้ำต้มเครื่องใน ¼ ถ้วยตวง เกลือป่น 1 ช้อนชา ผักชีต้นหอม ใบสะระแหน่ ผักไผ่ ผักชีฝรั่ง วิธีทำ 1. ล้ า งเครื่ อ งใน หนั ง หมู ให้ ส ะอาด นำไปต้ ม ให้ สุ ก แล้ ว หั่ น เป็นชิ้นเล็กๆ พอประมาณ 2. หั่นเนื้อหมูแล้วสับให้ละเอียดโดยใส่เลือด ผักไผ่ในเนื้อหมู เล็กน้อย สับให้เป็นเนื้อเดียวกัน 3. หั่นผักชี ต้นหอม ใบสะระแหน่ ผักไผ่ ผักชีฝรั่ง โดยแยกไว้ เป็นหมวดหมู่ วิธีการปรุงลาบ 1. นำเนื้อหมูสับละเอียดใส่ลงในภาชนะ ใส่พริกลาบ 1 ช้อนโต๊ะ เครื่องเทศ 1 ช้อนชา มะแขว่น ½ ช้อนชา เกลือ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน 2. ใส่เครื่องลาบและเครื่องในต้ม ลงในเนื้อลาบ คนให้เหนียว โรยหน้ า ด้ ว ยผั ก ชี ต้ น หอม ผั ก ชี ฝ รั่ ง ผั ก ไผ่ หั่ น ละเอี ย ด คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง 3. ตั้งกระทะ เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย ใส่ลาบคั่วให้สุกหอม ปรุงรส ด้วยน้ำปลา 1 ช้อนชา




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

น้ำพริกอ่อง

น้ำพริกอ่องจะอร่อยต้องเคี่ยวโดยใช้ไฟอ่อนนานๆ เครื่องปรุงน้ำพริกอ่องประกอบด้วย หมูติดมัน พริกแห้ง เกลือ หอมแดง กระเทียม กะปิ มะเขือเทศ และที่ขาดไม่ได้เลย คือ ถั่วเน่าแข็บ ลักษณะเด่นของน้ำพริกอ่องคือ มีสีส้ม

สีของมะเขือเทศและพริกแห้ง ข้นขลุกขลิก มีน้ำมันลอยหน้าเล็กน้อย มีรสชาติ เค็ม เผ็ด เปรี้ยว และไม่หวานนัก เครื่องเคียงที่รับประทานกับน้ำพริกอ่องได้แก่ แคบหมูและผัก ผักที่นิยมมีทั้งผักสดและผักลวก ผักสดได้แก่ แตงกวา ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ยอดกระถิน หรือผักอื่นตามชอบ ผักลวก ได้แก่ ผักขี้เหล็กลวก ยอดสะเดาหรือดอก สะเดาลวก (หรือปิ้งไฟ) กะหล่ำปลีลวก มะเขือลวก ผักขี้หูดลวก และผักอื่นๆ ตามชอบ แต่ผักที่ถือว่ารับประทานกับ น้ำพริกอ่องแล้วเข้ากันได้ดีเป็นที่นิยมกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คือ ผักขี้เหล็กลวก เรียกว่า “จู้น้ำพริกอ่อง”

น้ำพริกอ่อง

น้ำพริกแกง พริกแห้งขนาดกลาง 3 เม็ด หัวหอม 5 หัว กระเทียม 10 กลีบ กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ ถั่วเน่าปิ้งป่น 1 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสม เนื้อหมูติดมันเล็กน้อยสับละเอียด 120 กรัม มะเขือเทศหั่นชิ้นเล็ก 200 กรัม น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง ผักชีต้นหอม ผักเครื่องเคียง ผักขี้เหล็กลวก ถั่วพู มะเขือเปราะ หน่อข่า มะเขือพวง ต้มสุก แตงกวาปอกเปลือกหั่นแว่น ฯลฯ วิธีทำ 1. โขลกน้ำพริกแกงให้ละเอียด 2. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน พอร้อนใส่กระเทียมทุบ เจียวให้หอมตามด้วยน้ำพริกแกง ผัดพอหอม 3. ใส่เนื้อหมูสับผัดให้เข้ากันจนเนื้อหมูสุก ใส่มะเขือเทศสับละเอียดลงไป 4. ผัดจนมะเขือเทศสุก เติมน้ำเปล่าเคี่ยวจนสุกได้ที่ ปรุงรสตามชอบ 5. ตักใส่ถ้วย รับประทานพร้อมผักเครื่องเคียง

น้ำพริกอ่องเป็นอาหารพื้นเมืองของภาคเหนือตอนบน (อาหารล้านนา) ที่คนไทยรู้จัก และนิ ย มรั บ ประทานกั น ทั่ ว ไป เพราะมี ลั ก ษณะน่ า รั บ ประทานและรสชาติ ที่ ก ลมกล่ อ ม “อ่อง” แปลว่าใช้ไฟอ่อน ไม่เดือดมากเคี่ยวนานๆ






เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

แกงฮังเล

แกงฮั ง เล ประกอบด้ ว ยวั ต ถุ ดิ บ หลั ก คื อ เนื้ อ หมู และหมู ส ามชั้ น (ทำให้ แ กงมี สี ส วยงาม) อย่ า งไรก็ ต ามอาจใช้ เ นื้ อ สั ต ว์ ช นิ ด อื่ น ๆ เช่ น เนื้ อ ไก่ เนื้ อ วั ว แทนเนื้ อ หมู ก็ ไ ด้ มี เ ครื่ อ งปรุ ง อื่ น ๆ เช่ น กระเทียม หอมแดง พริกแห้ง กะปิ ข่า ขิงซอย ผงแกงฮังเล ซีอิ้วดำ ถั่วลิสงคั่ว ได้รสหวานจากน้ำอ้อย รสเปรี้ยวจากมะขามเปียก ส่วนผสมน้ำพริกแกง พริกแห้งเม็ดใหญ่ 4 พริกแห้งเม็ดเล็ก 1 ตะไคร้หั่นละเอียด 10 กะปิ 15 กระเทียมสับละเอียด 70 หอมแดงสับละเอียด 70 เกลือแกง 20

แกงฮังเล แกงฮั ง เล เป็ น อาหารท้ อ งถิ่ น ที่ ขึ้ น ชื่ อ ของจั ง หวั ด เชี ย งราย มี เ อกลั ก ษณ์ ที่ ก ลมกลื น กั บ สภาพภูมิอากาศ เนื่องจากจังหวัดเชียงรายของไทยมีช่วงเวลาที่มีอากาศหนาวเย็นนานกว่าภาคอื่น ประชากรในภูมิภาคนี้จึงจำเป็นต้องได้รับอาหารที่ให้พลังงานเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย

10

กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม

ส่วนผสม เนื้อไก่ ผงฮังเล กระเทียม หอมแดง ขิงซอย กระเทียมดอง น้ำตาลอ้อย น้ำตาลทราย เกลือแกง น้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำเปล่า

1,000 15 50 70 70 20 100 20 10 7 30 1,200

วิธีทำ 1. ล้างไก่ให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นขนาด 1.5 นิ้ว 2. โขลกน้ำพริกแกงให้ละเอียด 3. นำเนื้อไก่ผสมผงฮังเลในอ่างผสม คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้ประมาณ 30 นาที 4. นำน้ำพริกแกงลงผัดในหม้อพอหอม ใส่เนื้อไก่ที่หมักผงฮังเลลงไปทีละน้อยจนหมด 5. ใช้ไฟปานกลาง เคี่ยวเนื้อไก่ พอเนื้อไก่สุก ค่อยๆ เติมน้ำเปล่าทีละน้อยจนหมด 6. พอน้ำแกงเดือดใส่กระเทียม หอมแดง กระเทียมดองและขิง เคี่ยวจนเนื้อไก่สุก ปรุงรสด้วย เกลือ น้ำปลาและน้ำมะขามเปียก เคี่ยวต่อจนกระทั่งเนื้อไก่เปื่อย ยกลงจากเตา 7. ตักใส่ภาชนะ

กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม

11


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

ข้าวซอยไก่

ส่วนผสมน้ำพริกแกง พริกแห้งเม็ดใหญ่คั่ว 12 กรัม ชะโกแกะเปลือกคั่วโขลกละเอียด 30 กรัม เปลือกชะโกคั่ว 10 กรัม ขิงซอยคั่ว 50 กรัม หอมแดงคั่ว 70 กรัม กระเทียมคั่ว 30 กรัม ขมิ้นคั่ว 50 กรัม กะปิคั่ว 30 กรัม เม็ดผักชีคั่ว 30 กรัม เกลือป่น 15 กรัม ส่วนผสม ไก่หั่นเป็นชิ้น 1,000 กรัม บะหมี่ 1,000 กรัม บะหมี่สำหรับทอด 500 กรัม

ข้าวซอยไก่ ข้ า วซอยเป็ น อาหารที่ ม าจากอาหารของชาวจี น ฮ่ อ มุ ส ลิ ม บางแห่ ง เรี ย กว่ า ข้ า วซอยฮ่ อ หรื อ

ข้าวซอยอิสลาม ดังนั้น ข้าวซอยจึงมีทั้งเนื้อไก่ และเนื้อวัว สำหรับการทำข้าวซอยเนื้อ ควรใช้เนื้อสันคอ หั่ น เป็ น ชิ้ น พอคำ ต้ ม ให้ เปื่ อ ย นำไปเคี่ ย วกั บ น้ ำ พริ ก แกง ส่ ว นข้ า วซอยไก่ ค วรเลื อ กน่ อ งและสะโพก เพราะเป็นส่วนที่มีเนื้อ รับประทานง่าย ส่วนผสมของน้ำพริกแกงจะเน้นที่น้ำพริกต้องเข้มข้น ใส่น้ำตาลปีบ น้ำข้าวซอยต้องเป็นน้ำกะทิ ทำให้มีรสหวาน มัน รับประทานกับผักดองเพื่อ ตัดรสหวานมัน 12

เกลือป่น 8 กรัม ซีอิ๊วขาว 25-30 กรัม น้ำปลา 15 กรัม น้ำมันพืช 15 กรัม น้ำตาลทราย 35 กรัม หัวกะทิ 1,000 กรัม หางกะทิ 3,000 กรัม เครื่องปรุงผักกาดดอง ผักกาดดองซอย 200 กรัม หอมแดงซอย 30 กรัม น้ำส้มสายชู 30 กรัม น้ำตาลทราย 30 กรัม ขิงซอย 30 กรัม เกลือป่น 10 กรัม พริกป่นผัดน้ำมัน 3 ���รัม น้ำเปล่า 30 กรัม เครื่องเคียง บะหมี่ทอดกรอบ ผักชีต้นหอมซอย ผักกาดดอง หอมแดงหั่น มะนาวผ่าซีก พริกป่นผัดน้ำมัน

วิธีทำ 1. ล้างไก่ให้สะอาด หั่นไก่เป็นชิ้นๆ ขนาด 2 -3 นิ้ว 2. โขลกเครื่องแกงให้ละเอียด 3. ตั้งน้ำมันในหม้อ พอร้อน ผัดน้ำพริกแกงจนมีกลิ่นหอม เติมหัวกะทิทีละน้อย ผัดน้ำพริกแกง จนมีสีแดงและมีกลิ่นหอม 4. ใส่เนื้อไก่ผัดกับน้ำพริกแกง เติมหัวกะทิผัดจนเนื้อไก่ตึง 5. ใส่หางกะทิและเปลือกชะโก ปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ๊วขาวและน้ำตาลทราย เคี่ยวจนเนื้อไก่เปื่อย 6. เคี่ ย วน้ ำ ปรุ ง ผั ก กาดดองให้ ห อม เทใส่ ใ นภาชนะตามด้ ว ยผั ก กาดดองซอย ใส่ พ ริ ก แห้ ง คั่ ว ป่ น

ขิงซอย หอมแดงซอย คนให้เข้ากัน หมักไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง 7. ลวกเส้นบะหมี่ให้สุก ทอดบะหมี่ให้กรอบ ใส่ภาชนะพักไว้ 8. การรับประทานใส่บะหมี่ลวกในถ้วย ตามด้วยเนื้อไก่น้ำข้าวซอย โรยหน้าด้วยบะหมี่ทอดกรอบ ผักชีต้นหอมซอย รับประทานกับผักกาดดอง หอมแดงหั่น ปรุงรสด้วยมะนาว พริกป่นผัดน้ำมัน

13


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

แกงแค

เทคนิคการปรุงแกงแคให้อร่อย รสชาติเข้าในเนื้อผัก คือ การนวดผักก่อนใส่ลงในหม้อ และการเคี่ยว น้ ำ พริ ก ในหม้ อ ให้ ไ ด้ ที่ และที่ ส ำคั ญ เมื่ อ ใส่ ส่ ว นผสมทั้ ง หมดแล้ ว ห้ า มคนแกงก่ อ นน้ ำ เดื อ ด เพราะจะทำให้มีกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ที่นำมาแกง และได้รสชาติไม่ด ี ส่วนผสมน้ำพริกแกง พริกแห้งเม็ดใหญ่ 7 พริกแดงเม็ดเล็ก 4 ตะไคร้หั่นละเอียด 15 กะปิ 6 กระเทียมสับละเอียด 20 หอมแดงสับละเอียด 60 เกลือป่น 10

แกงแค แกงแคมี ภู มิ ปั ญ ญา ความเชื่ อ ประเพณี วั ฒ นธรรม วิ ธี ก ารปรุ ง ที่ เ ป็ น เอกลั ก ษณ์ ตำรับแกงแคส่วนใหญ่ได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมการทำมาจากคนเฒ่าคนแก่และมีการดัดแปลง ตำรับให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป ชาวเชียงรายนิยมรับประทานแกงแคในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เพราะเชื่อว่าพืชผักสมุนไพร จะช่วยปรับธาตุในร่างกาย แกงแคโดยทั่วไปจะต้องประกอบด้วยจะค่านที่มีรสชาติเผ็ดร้อน 14

กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม

ส่วนผสม เนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นพอคำ 500 บวบงูหั่นแฉลบ 100 มะเขือเปราะหั่นพอคำ 100 ผักขี้หูดเด็ดพอคำ 150 ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 150 เห็ดนางฟ้าหรือเห็ดขอน 120 ดอกงิ้ว 50 ดอกแค 50 ดอกต้าง 50 ชะอมเด็ดเฉพาะยอด 50 ผักเผ็ด 120 ผักชีฝรั่งหั่นท่อน 50 ใบชะพลูฉีก 30 หางหวายแกะเปลือกหั่นท่อน 50 น้ำมันพืช 25 น้ำปลา 30 น้ำเปล่า 700

วิธีทำ 1. โขลกส่วนผสมน้ำพริกแกงให้ละเอียด 2. ล้างเนื้อไก่ให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ 3. ล้างผักแกงแคให้สะอาด แยกผักแต่ละชนิดออกจากกัน 4. ผัดน้ำพริกกับน้ำมันจนมีกลิ่นหอม ตามด้วยเนื้อไก่ พอเนื้อไก่สุก เติมน้ำเปล่าเคี่ยวประมาณ 25-30 นาที 5. ใส่ผักที่สุกยากก่อน ได้แก่ เห็ดนางฟ้าหรือเห็ดขอน ตามด้วยหางหวาย เคี่ ย วต่ อ ประมาณ 10 นาที ตามด้ ว ยผั ก เนื้ อ แข็ ง ได้ แ ก่ บวบงู มะเขือเปราะ ผักขี้หูด ดอกต้าง ถั่วฝักยาว ปรุงรสด้วยน้ำปลา ตามด้วย ผั ก ที่ สุ ก ง่ า ย ได้ แ ก่ ดอกแค ใบชะอม ผั ก เผ็ ด ใบชะพลู ผั ก ชี ฝ รั่ ง คนให้เข้ากันยกลงจากเตา 6. ตักใส่ภาชนะ พร้อมรับประทาน

กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม

15


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

น้ำพริกหนุ่ม

ส่วนผสม พริกหนุ่ม 35 เม็ด หอมแดง 15 หัว กระเทียม 5 หัว เกลือ 3 ช้อนชา วิธีทำ 1. ปิ้งพริกหนุ่ม หอมแดง กระเทียมให้สุก แล้วปอกเปลือก 2. โขลกหอมแดงและกระเทียม เกลือ พอละเอียด 3. ใส่พริกหนุ่มลงไปโขลกให้เข้ากันอีกครั้ง 4. ตักใส่ภาชนะ รับประทานกับแคบหมู และผักนึ่งต่าง ๆ

น้ำพริกหนุ่ม พริกหนุ่ม คือพริกสดที่ยังไม่แก่จัด น้ำพริกหนุ่ม เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น เป็นอาหาร พื้นบ้านจังหวัดเชียงรายที่รู้จักกันทั่วไป นิยมรับประทานกับแคบหมู น้ำพริกหนุ่มดั้งเดิมใส่เพียง พริกหนุ่ม หอมแดง กระเทียม และเกลือ เท่านั้น ปัจจุบันอาจมีการปรับเครื่องปรุงบ้างโดยบางสูตร ใส่ปลาร้าสับ และกะปิห่อใบตองย่างไฟ บางสูตรใส่น้ำปลากับเกลือ แล้วแต่ชอบ ย่างส่วนผสมกับ

ถ่านไม้ น้ำพริกจะมีกลิ่นหอม และรสชาติดี ถ้าไม่ชอบเผ็ด ให้เอาไส้พริกออกบ้าง จะช่วยให้เผ็ดลดลง 16

17


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

ข้าวนึ่ง ข้ า วนึ่ ง 100 กรั ม มี ส ารอาหารประเภทคาร์ โ บไฮเดรต 79.7 กรัม วิธีการนึ่งข้าว 1. นำข้าวสารเหนียวแช่ค้างคืนประมาณ 6-8 ชั่วโมง 2. นำข้ า วสารแช่ ล้ า งให้ ส ะอาด แล้ ว นำมาใส่ ไ หข้ า ว ที่เตรียมไว้ 3. ตั้งหม้อนึ่งใส่น้ำสูงประมาณ 3 นิ้ว รอจนน้ำเดือด 4. ยกไหข้าวขึ้นวางบนหม้อนึ่ง ใช้เตี่ยวหม้อนึ่ง (ผ้าคาด) ชุ บ น้ ำ บิ ด หมาดๆ คาดไว้ ร ะหว่ า งไหข้ า วกั บ หม้ อ นึ่ ง

นึ่งประมาณ 30 นาที หรือจนข้าวสุก 5. ยกไหข้าวเทในกั๊วะข้าวที่พรมน้ำไว้พอหมาด ใช้ไม้พาย คนไป - มา 1 นาที เพื่อไล่ไอน้ำออก 6. นำข้าวเหนียวไปใส่กระติบที่เก็บความร้อนได้ดี

ข้าวนึ่ง ข้าวนึ่ง คือ ข้าวสารเหนียวที่นำมานึ่งให้สุกโดยผ่านกระบวนการให้ความร้อนชื้น

มีลักษณะจับตัวกันติดแน่น เหนียวติดมือ มีกลิ่นหอม นุ่ม ข้าวนึ่งเป็นอาหารหลักของ คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

18

19


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

ขนมจีนน้ำเงี้ยว ลักษณะเฉพาะของขนมจีนน้ำเงี้ยว คือ ต้องมีความเข้มข้นไม่ใสจนเกินไป มีความมัน และ สีแดง รสเค็มนำตามด้วยเปรี้ยวเล็กน้อย เผ็ดปานกลาง และหอมน้ำพริกแกงที่คลุกเคล้า กับเนื้อหมูสับละเอียด รสเปรี้ยวเฉพาะตัวของมะเขือส้มพื้นเมือง และเลือดหมูต้องนิ่มพอดี ไม่ เ ละจนเกิ น ไป ขนมจี น น้ ำ เงี้ ย วกิ น กั บ ผั ก เครื่ อ งเคี ย ง คื อ ถั่ ว งอกดิ บ กะหล่ ำ ปลี ดิ บ ซอย ผักกาดดอง เพื่อรสเปรี้ยวด้วยมะนาว พริกแห้งทอด แคบหมู และโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว ต้นหอม ผักชีหั่นฝอย รับประทานกับแคบหมู

ขนมจีนน้ำเงี้ยว ขนมจี น น้ ำ เงี้ ย ว หรื อ ขนมเส้ น น้ ำ เงี้ ย ว เป็ น อาหารของชาวไทยใหญ่ ในจั ง หวั ด เชี ย งราย ซึ่ง ดั้ง เดิม ใช้ เส้ นก๋ วยเตี๋ย ว ชาวไทยใหญ่เ รีย กว่า ข้ าวซอยเงี้ ยว เครื่อ งปรุงดั้ งเดิม มีน้ ำพริ กแกง มะเขือส้ม หมูสับ กระเทียมเจียว น้ำต้มกระดูกหมู ถั่วงอก กะหล่ำปลีหั่นฝอย ปรุงรสด้วยพริกน้ำส้ม มะนาว พริกป่น กินกับหนังปอง (พอง) ปัจจุบันมาดัดแปลงเรียกขนมจีนน้ำเงี้ยว ใช้เส้นขนมจีนแทน นอกจากนิยมรับประทานแล้วยังใช้เป็นอาหารรับแขกเวลามีงานพิธีต่างๆ 20

ส่วนผสมน้ำพริกแกง พริกแห้ง 20-25 กระเทียมสับ 2 หัวหอมสับ 3 ถั่วเน่าผง 3 กะปิ 1 เกลือป่น 1 เครื่องปรุง เนื้อหมูบดละเอียด 500 ซี่โครงหมู 500 มะเขือเทศสับละเอียด 500 ดอกงิ้วแช่น้ำ 200 เลือดไก่หั่นเป็นลูกเต๋า 100 น้ำเปล่า 40 ขนมจีนหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว 2 น้ำปลา เกลือ น้ำตาล ตามชอบ

เม็ด ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนโต๊ะ ช้อนโต���ะ ช้อนโต๊ะ กรัม กรัม กรัม กรัม กรัม ถ้วยตวง กิโลกรัม

เครื่องเคียง ผั ก ชี ต้ น หอมซอย กระเที ย มเจี ย ว มะนาว พริ ก ป่ น ผั ด น้ ำ มั น ผักกาดดอง ถั่วงอก น้ำปลา น้ำตาล วิธีทำ 1. โขลกส่วนผสมน้ำพริกแกงให้ละเอียด 2. ต้ ม น้ ำ พอเดื อ ด ใส่ ก ระเที ย ม รากผั ก ชี ซี่ โ ครงหมู ดอกงิ้ ว น้ำปลา น้ำตาล เคี่ยวจนซี่โครงหมูสุกเปื่อย 3. ตั้ ง กระทะพอน้ ำ มั น ร้ อ น ใส่ เ ครื่ อ งแกงผั ด จนหอม ใส่ ห มู สั บ ผั ด พอสุ ก ตามด้ ว ยมะเขื อ เทศและเติ ม น้ ำ เปล่ า เล็ ก น้ อ ย ผัดให้เข้ากันพอสุก ตักใส่หม้อต้มกระดูก ปรุงรสตามชอบ 4. รั บ ป ร ะ ท า น กั บ ข น ม จี น ห ริ อ เ ส้ น ก๋ ว ย เ ตี๋ ย ว ถั่ ว ง อ ก กระหล่ำปลีซอยละเอียด และเครื่องเคียงอื่น ๆ ตามชอบ

21


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

ข้าวแรมฟืน

ข้าวแรมฟืน ข้าวแรมฟืน หรือข้าวแรมคืน เป็นทั้งอาหารว่างและอาหารหลัก ทั้งอาหารคาวและหวาน เป็นที่นิยมของชาวไทยใหญ่ ไทลื้อ และคนพื้นเมือง เชื่อว่านำเข้ามาจากทางสิบสองปันนาประเทศจีน ผ่านมาทางพม่า แล้วเข้ามาสู่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ถือได้ว่า เป็นอาหารของชาวแม่สายไปแล้วคำว่า “ข้าวแรมฟืน” คงเพี้ยนมาจาก ข้าวแรมคืน 22

ตั ว ข้ า วแรมฟื น เดิ ม มี 2 ชนิ ด คื อ ข้ า วแรมฟื น ข้ า ว และข้ า วแรมฟื น ถั่ ว ลั น เตา ปั จ จุ บั น

ได้เพิ่ม ข้าวแรมฟืนถั่วดิน (ถั่วลิสง) เข้ามาด้วย ข้าวแรมฟืนข้าวทำจากการโม่ข้าวเจ้าแข็งทำแป้ง แล้วนำน้ำแป้งที่ตกตะกอนมาเคี่ยวกับปูนขาวจนสุก จากนั้นเทใส่ภาชนะใดก็ได้ ทิ้งไว้ 1 คืน วันรุ่งขึ้น แป้งจะแข็งตัว ตามรูปภาชนะที่บรรจุ              ส่ ว นข้ า วแรมฟื น ถั่ ว นั้ น จะมี สี เ หลื อ ง ซึ่ ง ทำจากเม็ ด ถั่ ว ลั น เตาแช่ จ นเม็ ด ขยายแล้ ว จึ ง นำมาโม่ จากนั้นนำตะกอนส่วนหนึ่งมาเคี่ยวจนเดือด สังเกตดูว่าตะกอนเริ่มเหนียวจึงเทใส่ภาชนะ แต่ไม่นิยมทำค้างคืนหรือแรมคืน เพราะหากทิ้งไว้นาน แป้งนี้จะเหลว ไม่จับตัวแข็งเหมือนข้าวแรมฟืนขาว เมื่อได้ข้าวแรมฟืนแล้ว ก็นำมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ เตรียมไว้ ข้าวแรมฟืนทอด วิธีการทำ “น้ำสู่” น้ำสู่เปรี้ยวและน้ำสู่หวาน การทำน้ำสู่เปรี้ยว คือนำน้ำตาลหรือน้ำอ้อยก้อนผสมน้ำเปล่า ส่วนประกอบ เคี่ยวไฟให้ละลายทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเทใส่โหลหรือโอ่ง หมักทิ้งไว้ให้เกิด ข้าวแรมฟืนถั่วลันเตา น้ำมันสำหรับทอด รสเปรี้ยวตามธรรมชาติ และอาจจะใส่ข้าวเหนียวปิ้งหรือกล้วยน้ำว้าปิ้ง น้ำจิ้ม น้ำกากถั่วเหลือง พริกแห้งคั่วน้ำมัน เกลือ ผงปรุงรส ต้นหอมผักชี เพื่อทำให้เกิดรสเปรี้ยวเร็วขึ้น โดยใช้เวลาในการหมักประมาณ 2-6 เดือน ส่วนน้ำสู่หวานคือนำสู่น้ำเปรี้ยวที่หมักได้ที่มาเคี่ยวกับน้ำตาลหรือน้ำ วิธีทำ 1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อน อ้อยก้อนให้มีรสหวานนำ 2. ใส่ ข้ า วแรมฟื น ที่ หั่ น เป็ น ชิ้ น ๆ พอคำ ลงทอดให้ สุ ก กรอบ มีสีเหลืองตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน ข้าวแรมฟืนน้ำสู ่ 3. นำน้ ำ ที่ ไ ด้ จ ากแป้ ง ถั่ ว ที่ ต กตะกอนแล้ ว นำมาต้ ม ให้ สุ ก

หั่นข้าวแรมฟืนขนาดพอดีคำ ราดน้ำสู่ น้ำมะเขือเทศ (ซึ่งทำ จะมี ลั ก ษณะเหมื อ นเต้ า หู้ อ่ อ น ใช้ ส ำหรั บ ทำน้ ำ จิ้ ม มาจากมะเขือเทศลูกใหญ่เพราะมีปริมาณเนื้อมากและไม่เปรี้ยวจัด ข้าวแรมฟืนทอด (เรียกว่า น้ำกากถั่วเหลือง) ใส่ลงในหม้อเติมน้ำให้ท่วมต้มจนมะเขือเทศสุก ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วบด 4. คลุ ก เคล้ า ส่ ว นผสมน้ ำ จิ้ ม ให้ เ ข้ า กั น เวลารั บ ประทาน มะเขือเทศให้ละเอียด บางสูตรใส่เนื้อกระเจี๊ยบหรือยอดมะขามอ่อน ให้นำข้าวแรมฟืนทอดจิ้มน้ำจิ้ม เพื่ อ เพิ่ ม ความเปรี้ ย ว) พริ ก ดิ บ ต้ ม ป่ น ละเอี ย ด พริ ก ป่ น คั่ ว น้ ำ มั น งาขาวคั่ว กระเทียมเจียว เกลือป่น น้ำตาล ขิงป่น ถั่วเน่าเมอะ ถั่ ว เน่ า ปิ้ ง ป่ น กะหล่ ำ ปลี หั่ น ฝอย ยอดถั่ ว ลั น เตา ถั่ ว ฝั ก ยาวซอย ถั่วงอก ผักชีต้นหอมซอย คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันรับประทาน ได้ทันที 23


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

แคบหมู การทำแคบหมู เ ป็ น วิ ธี ก ารแปรรู ป และถนอมอาหารที่ เ กิ ด จากภู มิ ปั ญ ญาชาวบ้ า น สืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน เป็นผลผลิตจากการนำหนังหมูมาผ่านกรรมวิธีการทอด จนกรอบ พอง มีกลิ่นหอม รสกลมกล่อม เครื่องปรุงที่ใช้ในการหมักหนังหมู คือ เกลือป่น ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส แต่บางพื้นที่ ใส่เพียงเกลือเท่านั้น

แคบหมู แคบหมูเป็นอาหารพื้นเมืองที่ชาวเชียงรายรับประทานในชีวิตประจำวันและ เป็นอาหารยอดนิยม ในสำรับอาหารทุกมื้อ โดยใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารหลายชนิด เช่น รับประทานกับน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง น้ำพริกน้ำผัก น้ำพริกน้ำปู และน้ำพริกอื่นๆ ทุกชนิด แม้กระทั่งน้ำเงี้ยว ส้มตำ ก็ต้องมีแคบหมูเป็นเครื่องเคียง จึงทำให้อาหารมื้อนั้นมีรสชาติอร่อย อาหารหลายชนิดต้องมีแคบหมูเป็นส่วนประกอบ เช่น ตำบ่าหนุน

แกงปลี ตำหางหวาย แกงบ่าหนุน นอกจากนี้ยังสามารถใช้แคบหมูเป็นของว่าง ของขบเคี้ยวได้อีกด้วย 24

วิธีทำ 1. โกนขนและขูดสิ่งสกปรกออกจากหนังหมู ล้างให้สะอาด นำไปผึ่งให้หมาด 2. นำหนังหมูที่หมาด มาหั่นเป็นชิ้นขนาด 2x5 เซนติเมตร 3. ผสมเครื่องปรุง (เกลือป่น ซีอิ๊วขาว) นำไปคลุกเคล้ากับหนังหมู หมักไว้ 10 นาที 4. ตั้ ง กระทะ ใช้ ไ ฟปานกลาง รอให้ น้ ำ มั น ร้ อ น ใส่ ห นั ง หมู ที่ ห มั ก ลงต้ ม ประมาณ 10 นาที ตักขึ้นใส่ภาชนะ พักไว้ให้เย็น 5. ตั้ ง กระทะใช้ ไฟปานกลางรอให้ น้ ำ มั น ร้ อ น นำหนั ง หมู ล งไปต้ ม อี ก ครั้ ง คนไป-มา จนกระทั่ ง หนั ง หมู มี ลั ก ษณะใส ใช้ เ วลาประมาณ 1 ชั่ ว โมง แล้วราไฟ แช่หนังหมูในน้ำมัน 1 คืน เรียกว่า หนังหมูฮ้วม 6. อุ่ น หนั ง หมู ฮ้ ว ม โดยใช้ ไ ฟปานกลาง จนหนั ง หมู พ องตั ว เล็ ก น้ อ ย ตักขึ้นพักให้เย็น 7. ตั้ ง กระทะรอจนน้ ำ มั น ร้ อ น ใส่ ห นั ง หมู ล งทอด ขณะทอดใช้ ก ระชอนกด หนังหมูให้จมน้ำมัน เพื่อให้แคบหมูพองตัวเต็มที่ 8. ทอดจนแคบหมู มี สี เ หลื อ งอ่ อ น ตั ก ขึ้ น พั ก ให้ ส ะเด็ ด น้ ำ มั น และเย็ น

พอประมาณ บรรจุถุงหรือภาชนะ

25


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

ไก หรือสาหร่ายน้ำจืด

ชาวเชียงของ จังหวัดเชียงรายนิยมนำสาหร่ายไกมาทำเป็นอาหารรับประทานหลากหลายชนิด

บางชนิดได้รับการสืบทอดกันมา บางชนิดพัฒนาตำรับขึ้นมาในภายหลัง ที่นิยมกันมาก เช่น ไกแผ่น

ทรงเครื่อง ไกยี น้ำพริกไก ห่อนึ่งไกหรือบางคนเรียกว่าห่อหมกไก เป็นต้น ไกยี และ น้ำพริกไก ที่นำเสนอในที่นี้เป็นตำรับโบราณของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ไกยี

ไกหรือสาหร่ายน้ำจืด ไก หรือ สาหร่ายน้ำจืด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สาหร่ายไกไหม ซึ่งเส้นสายจะมีลักษณะอ่อน นุ่มคล้ายเส้นไหม และสาหร่ายไกค่าว ซึ่งเส้นจะหยาบและแข็งกว่าสาหร่ายไกไหม แหล่งสาหร่ายไกที่ สำคัญในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเกิดในแม่น้ำโขง และอำเภอ ท่าวังผา จังหวัดน่าน เกิดในแม่น้ำน่าน 26

ส่วนผสม ไกแห้ง 250 กรัม (ชาวเชียงของเรียกว���า “ไกเหยือง”) น้ำมันหมู 10 กรัม เกลือป่น 10 กรัม วิธีทำ 1. นำไกแห้งไปปิ้งบนเตาถ่าน โดยใช้ไฟอ่อน จนกรอบ มี สี เ หลื อ งอ่ อ น ขณะปิ้ ง ให้ ห ยอดน้ ำ มั น หมู พ อ ประมาณเพื่ อ ไม่ ใ ห้ ไ กแห้ ง เกิ น ไป และทำให้ มี ก ลิ่ น หอมของน้ำมันหมู 2. ใช้ฝ่ามือขยี้ไก โรยด้วยเกลือป่นให้มีรสเค็มเล็กน้อย นอกจากรับประทานไกยีเป็นกับข้าว โดยจิ้มหรือบ่าย กั บ ข้ า วเหนี ย วแล้ ว อาจนำไกยี เ ป็ น เครื่ อ งเคี ย งกั บ กั บ ข้ า วอื่ น เช่ น น้ ำ พริ ก มะเขื อ ส้ ม ลาบปลา แกงขนุน ซึ่งจะ “เปิงมาก” ปัจจุบันตำรับไกยี ให้มี รสชาติ ถู ก ปากมากยิ่ ง ขึ้ น โดยเพิ่ ม กระเที ย มเจี ย ว หอมแดงเจียว และใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันหมู

น้ำพริกไก

ส่วนผสม พริกแห้งปิ้งป่น 5 กรัม ปลาแห้งปิ้งป่น 10 กรัม ถั่วเน่าปิ้งป่น 10 กรัม หอมแดงหมก 50 กรัม กระเทียมหมก 25 กรัม เกลือป่น 10 กรัม วิธีทำ 1. ผสมเครื่ อ งปรุ ง ทุ ก อย่ า งให้ เ ข้ า กั น นำไกแห้ ง ไปปิ้ ง บนเตาถ่ า น โดยใช้ ไ ฟอ่ อ น จนกรอบ มีสีเหลืองอ่อน ใช้ฝ่ามือยีไกให้ป่น นำไปผสมกับ เครื่องปรุง แล้วโขลกให้เข้ากัน 2. ปัจจุบันมีการพัฒนาตำรับสำหรับผู้รับประทาน มั ง ส วิ รั ติ โ ด ย ไ ม่ ใ ส่ ป ล า แ ห้ ง ป่ น แ ต่ เ พิ่ ม กระเทียมเจียว หอมแดงเจียว ขิงซอยทอดป่น และเห็ดนางฟ้าซอยทอดกรอบ

27


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 6 : “ของกิ๋น”... ชาวเชียงราย

เอกสารอ้างอิง บังอร ทิศสกุล. สัมภาษณ์, 2554 นิรุตน์ บัวระกา, กรรณิการ์ จะสาร, กุลธิด่า สารภี, ถนอมศรี มูลคำ, สุภาพิศ พิเคราะห์ และสุรีรัตน์ สำรวลหันต์. (2542). พฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ:กรณีศึกษาอำเภอเมือง อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย. เชียงราย:โปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏเชียงราย. รัตนาพร พรหมพิชัย. (2542ก). แกง. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 1. (หน้า472-482). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. _______. (2542ข). ตำ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 5. (หน้า 2406-2410). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. _______. (2542ค). น้ำพริก. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 6. (หน้า 3247-2457). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. _______. (2542ง). ยำ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 11. (หน้า 5515-5516). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. _______. (2542จ). ลาบ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 11. (หน้า 2936-2941). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. _______. (2542ฉ). ส้า. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 13. (หน้า 6806-6807). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. _______. (2542ช). ไส้อั่ว. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 15. (หน้า 7257). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. ศรีสมร คุณากรบดินทร์และคณะ. ศักยภาพความพร้อมและจัดประเภทร้านอาหารพื้นเมืองสำหรับรองรับ นักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย. เชียงราย:มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 2549. ศรีสมร คุณากรบดินทร์และคณะ. การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานด้านสุขลักษณะของร้านลาบเมืองเชียงราย สู่ขันโตกเพื่อสุขภาพ. เชียงราย:มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 2549. มาลี หมวกกุลและคณะ. การวิจัยและพัฒนาขันโตกเพื่อสุขภาพสู่ครัวโลกเชียงราย:มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 2550 มาลี หมวกกุลและคณะ. การพัฒนาตำรับอาหารจากไก่พันธุ์ประดู่หางดำเชียงใหม่ 1. เชียงราย:มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 2553 28


Cultural Identity of Chiangrai